มาเวอริค บีญาเลส ทำเอาแฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกถึงกับเหวอและนั่งไม่ติดเก้าอี้ไปตามๆ กัน หลังจากที่ยอดนักบิดชาวสเปนเจ้าของฉายา “ท็อปกัน” ล่าสุดเจ้าตัวกลับออกมาทิ้งระเบิดลูกใหญ่ผ่านสื่อชื่อดังอย่าง Crash.net เกี่ยวกับสภาพจิตใจและอนาคตในอาชีพนักบิดของตนเอง โดยยอมรับตรงๆ ว่าตอนนี้เขากำลังเผชิญหน้ากับภาวะเหนื่อยล้าทางจิตใจอย่างรุนแรง ถือเป็น ข่าวมอไซค์ สายมอเตอร์สปอร์ตที่สร้างความตกตะลึงและตั้งคำถามให้กับทิศทางของวงการสองล้อเป็นอย่างมาก
วาทะสุดเอ็กซ์ตร้าออดินารี “ผมไม่ได้อยากขี่รถไปจนถึงอายุ 35-40 ปีหรอกนะ”
บทสัมภาษณ์นี้ถูกเผยแพร่ออกมาหลังจากที่เจ้าตัวได้ไตร่ตรองถึงเส้นทางอาชีพขับขี่ความเร็วสูงที่ต้องเหน็ดเหนื่อยมาอย่างยาวนาน โดย Viñales ในวัย 31 ปี ได้เปิดเผยข้อความส่วนตัวอันน่าทึ่งที่แสดงให้เห็นว่า สัญญาฉบับใหม่กับทาง KTM อาจจะเป็นสัญญา “ฉบับสุดท้าย” ในชีวิตการเป็นนักแข่งอาชีพของเขาแล้ว โดยเจ้าตัวได้กล่าวข้อความเด็ดเอาไว้ว่า
“ผมบอกตามตรงเลยนะว่าตอนนี้ผมรู้สึกหมดไฟ (Burnt Out) แล้วกับตารางการแข่งขันและวิถีชีวิตแบบนี้ ผมเริ่มมองไม่เห็นตัวเองที่จะต้องมานั่งขี่รถแข่งระดับนี้ไปจนถึงอายุ 35 หรือ 40 ปีเหมือนกับนักแข่งคนอื่นๆ สัญญา 2 ปีข้างหน้านี้กับทีมใหม่ มันจะเป็นช่วงเวลาที่ผมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่เหลืออยู่ และหลังจากนั้นผมคิดว่ามันคงจะถึงเวลาอันเหมาะสมที่ผมจะก้าวถอยออกมาเพื่อใช้ชีวิตในรูปแบบอื่น”
การออกมาสารภาพความในใจครั้งนี้ (แอบแซะตารางแข่งที่เพิ่มแมตช์สปรินต์เรซจนนักแข่งแทบไม่ได้พักหรือเปล่าไม่รู้) สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า กีฬามอเตอร์สปอร์ตยุคปัจจุบันนั้นบดขยี้สภาพร่างกายและจิตใจของนักกีฬาหนักหน่วงขนาดไหน ขนาดนักแข่งระดับท็อปวินเนอร์ที่มีสไตล์ดุดันและกระหายชัยชนะอยู่เสมอยังออกมายอมรับความจริงข้อนี้แบบตรงไปตรงมา
สัญญาณเตือนถึงผู้จัด ตารางแข่งที่อัดแน่นจนร่างกายรับไม่ไหว
นักวิเคราะห์ในพิทหลายคนเริ่มออกมาแสดงทัศนะว่า อาการหมดไฟของ Viñales ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเลย เพราะหากหันไปดูตารางการแข่งขันในปัจจุบันที่เพิ่มการแข่งขันรอบ Sprint Race เข้ามาในทุกๆ วันเสาร์ ทำให้ความกดดันและอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ นักแข่งแทบไม่มีเวลาได้ฟื้นฟูสภาพร่างกายและใช้เวลาร่วมกับครอบครัว ซึ่งตัวของท็อปกันเองก็มีครอบครัวและลูกสาวตัวน้อยที่เขาอยากกลับไปดูแล
อย่างไรก็ตาม บีญาเลสยืนยันว่าอาการหมดไฟนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อความเป็นมืออาชีพและการทำหน้าที่ขับขี่ไล่ล่าความเร็วในสนามแน่นอน เขายังคงกระหายที่จะสร้างสถิติเป็นนักแข่งคนแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถชนะการแข่งขันกรังด์ปรีซ์ด้วยรถแข่งจาก 4 โรงงานที่แตกต่างกัน (หลังทำสำเร็จกับ Suzuki, Yamaha และ Aprilia มาแล้ว) โดยความท้าทายสุดท้ายคือการพาเจ้าส้มจี๊ด RC16 ขึ้นโพเดียมอันดับหนึ่งให้ได้นั่นเอง
บทสรุปส่งท้าย เกมทิ้งทวนที่แฟนๆ ต้องร่วมจารึก
แม้ว่าถ้อยคำของ มาเวอริค บีญาเลส จะฟังดูน่าใจหายสำหรับแฟนคลับท็อปกันทั่วโลก แต่อีกมุมหนึ่งมันก็คือการแสดงออกถึงความชัดเจนในเป้าหมายชีวิตและการวางแผนอนาคตที่ยอดเยี่ยม การรู้ลิมิตของตัวเองและเลือกที่จะจากลาในวันที่ยังอยู่บนจุดสูงสุด ย่อมดีกว่าการฝืนขี่ต่อไปในวันที่สภาพร่างกายโรยรา และสำหรับเวลาที่เหลืออีกไม่กี่ฤดูกาลต่อจากนี้ แฟนๆ ความเร็วคงต้องร่วมส่งแรงใจและจับตามองทุกวินาทีในสนามแข่งของยอดนักบิดรายนี้อย่างใกล้ชิด
























