SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย จับมือ โคคา-โคล่า คิกออฟแคมเปญรับฟุตบอลโลก 2026 ส่ง The new STARGAZER สีแดงซ่าส์ Limited Edition ลุ้นรางวัลใหญ่ พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 16 มีนาคมนี้

Manuel Gonzalez คว้าโพเดี้ยม สำหรับศึกสนามแรก ThaiGP 2025 พร้อมทุบสถิติด้วยยาง Pirelli สามารถทำ Best Lap Record ว่าแต่เวลาจะเท่าไหร่ คลิ๊ก

ไอ โอกุระ เร็วทะลุรุ่นพี่ ‘ไม่ใช่ Rookie แล้วแหละ’ ไอ โอกุระ นักบิดสัญชาติญี่ปุ่นจากทีม Trackhouse Racing ที่ได้รับโอกาสในการก้าวขึ้นมาแข่งขันในรายการสูงสุดอย่าง MotoGP ซึ่งการแข่งขันในนัดเปิดสนามของเจ้าตัวก็ถือว่าได้พื้นที่จากสื่อไม่น้อย เพราะเจ้าตัวสามารถขึ้นมาป่วนในกลุ่มหัวแถวได้อย่างน่าประทับใจ สามหนุ่มรุ๊คกี้ที่ขึ้นมาจากการแข่งขัน Moto2 ได้แก่ เฟอร์มิน อัลเดเกร์, สมเกียรติ จันทรา และไอ โอกุระ ทั้งสามคนก็ถูกสื่อ หรือผู้ที่ติดตามต่าง ๆ ถูกคาดการณ์กันนานานับประการว่าใครที่จะได้ตำแหน่ง ‘Rookie of the year 2025’ ไปครอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เอนเอียง และล้วนเทคะแนนไปทาง ‘นักบิดดาวรุ่งจากแดนกระทิงดุ’ อย่างเฟอร์มิน อัลเดเกร์ ที่ในฤดูกาล 2025 เขาจะได้ขึ้นมาแข่งขันภายใต้ต้นสังกัดทีม Gresini Racing ที่เป็นอดีตต้นสังกัดเก่าของ มาร์ก มาร์เกซ ในฤดูกาล 2024 ก่อนที่เจ้าตัวจะย้ายไปอยู่กับทีมโรงงาน Ducati อีกทั้งอัลเดเกร์จะยังได้ใช้ตัวแข่ง GP24 ในการลงแข่งในฤดูกาล 2025 ร่วมกับอเล็กซ์ มาร์เกซ ซึ่งเหตุผลทั้งสองข้อนี้ก็เป็นที่เพียงพอว่าทำไมดาวรุ่งแดนกระทิงดุรายนี้ถึงจะถูกคาดการณ์ว่าทำไมถึงมีโอกาสเข้าใกล้กับตำแหน่งนี้มากที่สุด รอบทดสอบบุรีรัมย์เวทีฉายแสงของโอกุระ แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปในช่วง Winter Test รอบสุดท้ายที่สนามบุรีรัมย์เมื่อวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไอ โอกุระก็แสดงให้เห็นว่าตัวเขานั้นสามารถปรับตัวเข้ากับตัวแข่ง RS-GP ได้อย่างดีด้วยการกดเวลาต่อบรอบดีสุดทั้ง 4 Practice เหนือเหล่ารุ๊คกี้ด้วยเวลาต่อรอบ 1:29.636 นาที ซึ่งเกิดขึ้นในการทดสอบรอบ FP3 ตารางเวลาการลงทดสอบในรอบ FP1 ไอ โอกุระ 1:30.453 นาที เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 1:30.948 นาที สมเกียรติ จันทรา 1:31.622 นาที ตารางเวลาการลงทดสอบในรอบ FP2 เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 1:30.373 นาที ไอ โอกุระ 1:30.821 นาที สมเกียรติ จันทรา 1:31.208 นาที ตารางเวลาการลงทดสอบในรอบ FP3 ไอ โอกุระ 1:29.636 นาที (ดีที่สุด) สมเกียรติ จันทรา 1:30.465 นาที เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 1:30.597 นาที ตารางเวลาการลงทดสอบในรอบ FP4 ไอ โอกุระ 1:29.741 นาที เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 1:30.085 นาที สมเกียรติ จันทรา 1:30.764 นาที จากตารางด้านบนที่เหล่าหน้าใหม่สามารถทำได้ในการแข่งขันรอบ Winter Test ก็ดูเหมือนว่านักบิดจากแดนซามูไรรายนี้ เมื่อจับคู่กับตัวแข่ง RS-GP จากค่าย Aprilia ก็ดูเป็นส่วนผสมที่เข้ากันอย่างไร้ข้อกังขา หลาย ๆ คน และหลาย ๆ สื่อเริ่มให้ความสนใจกับนักบิดรายนี้ว่าจะสามารถงัดฟอร์มเจ๋งของตัวเองในการแข่งขันจริงได้หรือไม่ ? ปล่อยของตั้งแต่เกมเปิดฤดูกาล หลังจากจบการซ้อมรอบทดสอบทีบุรีรัมย์เวลาก็ผ่านมาเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงการแข่งขันนัดแรกของฤดูกาล กับการแข่งขัน MotoGP 2025 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ประเทศไทย เหล่าหน้าใหม่ก็พร้อมที่จะเดบิวท์ในสนามนี้ แต่แน่นอนว่าการลงแข่งขันที่ประเทศไทยในช่วงเดือนมีนาคมน่าจะไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเท่าไหร่สำหรับนักแข่ง แสงแดดสุดแสนจะร้อนระอุที่พร้อมจะเล่นงานเหล่านักแข่ง แน่นอนว่าเรื่องนี้ไอ โอกุระก็ได้รับผลกระทบ แต่ก็น่าจะไปกับสภาพอากาศได้ดีกว่า เพราะพื้นเพของเจ้าตัวก็เป็นคนเอเชียเหมือนกัน จากผลงานในรอบทดสอบที่โดดเด่น และเหมือนว่าฟอร์มโหดของเจ้าตัวจะร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง เพราะการแข่งขันในรอบ Qualify ที่เป็นการแข่งขันเพื่อหาอันดับในการออกสตาร์ทในการแข่งขันรอบสปรินท์ เรซ และเมนเรซ นักบิดเจ้าของหมายเลข 79 ทะยานจบในอันดับที่ 5 ของตาราง ด้วยเวลาต่อรอบที่ 1:29.134 นาที เหนือทีมเมทของเจ้าตัวอย่างราอูล เฟอร์นันเดส ที่จบในอันดับที่ 8 และอันดับสูงกว่าเหล่าจอมเก๋าในการแข่งนี้ไม่ว่าจะเป็น เปโดร อคอสต้า, ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ และมาร์โก เบซเซคคี่ โดยการจบที่ติดอันดับ TOP5 ของตารางก็เหมือนเป็นการเรียกความมั่นใจให้กับตัวเขาเอง และทีม ทำให้ในการแข่งขันรอบบ่ายสามวันเสาร์

ส่องรถแข่ง Yamaha YZR-M1 2024 สเปกเป็นไง ลองไปดู ก็เปิดตัวกันไปแล้วสำหรับ Monster Energy Yamaha MotoGP Racing Team มาพร้อมกับรถแข่งคันใหม่ มาวันนี้เราก็เลยพาทุกท่านไป ส่องรถแข่ง Yamaha YZR-M1 2024 มีอะไรยังไง เท่าที่มีข้อมูล ลองไปดูกันได้เลยครับ สำหรับรูปโฉมนั้นลวดลายกราฟิกนั้นไม่ได้เปลี่ยนไปจากปีที่แล้วมากนัก หลัก ๆ ก็จะมาในโทนสีน้ำเงิน ดำ พร้อมโลโก้ Monster Energy ที่เป็นสปอนเซอร์หลัก ส่วนที่เปลี่ยนไปก็เห็นจะมีก็เรื่องของสปอนเซอร์เจ้าใหม่ ๆ ที่เข้ามา โดยเฉพาะที่เด่น ๆ ก็จะเป็น “The Call of The Blue” ของทางยามาฮ่า อินเดีย และก็จะมีชิ้นส่วนแฟริ่ง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของแอโรไดนามิก ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงแบบครอสเพลนแครงค์ชาฟต์ ขนาด 1000 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่เคลมแรงม้ามากกว่า 270 แรงม้า แต่ไม่มีตัวเลขแรงบิดระบุ ควบคุมพละกำลังด้วยระบบ ECU จากทาง Marelli ระบบเกียร์จะเป็นเกียร์ 6 สปีดแบบคาสเซ็ทไทป์ มีถังน้ำมันขนาด 22 ลิตร ช่วงล่างทางค่ายใช้เฟรมอลูมิเนียมแบบเดลต้าบ็อกซ์ มีระบบกันสะเทือนตัวสุดจากทาง Ohlins ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แน่นอนว่าปรับแต่งได้เต็มระบบ โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คคาร์บอนหัวกลับ Ohlins TSB46 และด้านหลังจะเป็นโช้คหลังเดี่ยว Ohlins RVP50BDB และสวิงอาร์มอลูมิเนียม ระบบเบรกแน่นอนว่าเป็นจากทาง Brembo ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคาร์บอนคู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo GP4 แบบโมโนบล็อกพร้อมครีบระบายความร้อน ลูกสูบไทเทเนียม 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นคาลิเปอร์เบรก Brembo อลูมิเนียม 2 ลูกสูบร่วมกับดิสก์เบรก ส่วนล้อและยางนั้นล้อจะเป็นล้อแม็กนีเซียมฟอร์จ 17 นิ้วรัดด้วยยางสลิกจากค่ายมาสค็อตตัวอ้วนที่มีขนาดฟังดูแปลก ๆ เนื่องจากใช้หน่วยวัดไม่เหมือนยางปกติคือ 12/60-17 และ 20/69-17 ซึ่งจะมีหน่วยเป็นเซ็นติเมตร อีกทั้งยังเลขชุดที่ 2 ยังไม่ได้หมายถึงความสูงของไหล่ยางแต่เป็นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางรอบนอกของยางเป็นเซ็นติเมตรเช่นกัน สุดท้ายนี้ตัวรถมีน้ำหนักมากกว่า 157 กิโลกรัมตามกติกาของทาง FIM ถือว่าสุดยอดมาก ๆ ส่วนรายละเอียดเรื่องระบบต่าง ๆ นั้นไม่ได้มีการเปิดเผยออกมา นอกจากนี้เรื่องราคาของตัวรถก็ไม่ได้มีการระบุอย่างชัดเจน แต่มีการคาดการณ์กันว่าราว ๆ 2.5 ล้านดอลลาร์หรือราว ๆ 90 ล้านบาทเลยทีเดียวครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ทีมโรงงานยามาฮ่า มอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ ยามาฮ่า โมโตจีพี เผยโฉมรถแข่ง YAMAHA YZR-M1 เวอร์ชันปี 2024 ที่จะใช้ลงทำการชิงชัยในฤดูกาลนี้ พร้อมเปิดตัวไลน์อัปนักบิดจับคู่ ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร ไล่ล่าความสำเร็จให้กับทีมร่วมกับ อเล็กซ์ รินส์ ตั้งเป้านำถ้วยแชมป์โลกโมโตจีพี คัมแบ็กสู่ชายคายามาฮ่าอีกครั้ง ยามาฮ่า มอเตอร์ แท็กทีม ยามาฮ่า มอเตอร์ เรซซิ่ง เปิดผ้าคลุมรถแข่ง YAMAHA YZR-M1 เวอร์ชันใหม่ สำหรับการชิงชัยในฤดูกาล 2024 ภายใต้โทนสีและลวดลายที่ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา พร้อมเปิดตัวทีมงานและไลน์อัปนักแข่งใหม่ นำทัพโดย ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร ดาวบิดเฟรนช์ดีกรีแชมป์โลก จับคู่กับ อเล็กซ์ รินส์ ยอดนักบิดชาวสเปน ณ เซปังฯ เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย โดย ทากาฮิโร่ ซูมิ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายพัฒนากีฬามอเตอร์สปอร์ต กล่าวว่า “เป็นที่ทราบกันดีว่างานของฝ่ายพัฒนากีฬามอเตอร์สปอร์ต ของ ยามาฮ่า มอเตอร์ เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จในฤดูกาล 2024 นั้นเริ่มต้นตั้งแต่ยังไม่จบการชิงชัยในฤดูกาลที่ผ่านมา และพร้อมทุ่มเทอย่างเต็มกำลังเพื่อนำถ้วยรางวัลกลับสู่ยามาฮ่าภายใต้ทีมงานชุดใหม่ จากฟีดแบ็กของนักแข่งเราได้นำมาปรับใช้เพื่อหาแนวทางในการพัฒนารถของเรา” “ซึ่งเราทราบดีว่า ฟาบิโอ (กวาร์ตาราโร) และ อเล็กซ์ (รินส์) รวมถึงนักบิดทดสอบอย่าง คาล (ครัทช์โลว์) กระตือรือร้นที่จะลงทำการทดสอบรถแข่งเวอร์ชันปี 2024 มันจะเป็นฤดูกาลที่ยาวนานอีกครั้ง แต่เราพร้อมที่จะทุ่มเทและทำการชิงชัย” ด้าน ลิน ยาร์วิส แม่ทัพยามาฮ่า มอเตอร์ เรซซิ่ง กล่าวว่า “ปีที่แล้วเป็นฤดูกาลที่ยากลำบาก ทว่าเราได้ปรับโครงสร้างองค์กรและพร้อมที่จะคัมแบ็กแล้ว การเปลี่ยนแปลงทีมโปรเจคต์โมโตจีพี รวมถึงไลน์อัปนักบิดใหม่ เติมความสดชื่นให้กับทีมและพร้อมที่จะลุยในฤดูกาล 2024 ทีมวิศวกรทำงานอย่างหนักในช่วงวินเทอร์เบรก และเดินหน้าพัฒนารถแข่งอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าลวดลายรถจะยังคงเดิม ทว่า M1 เวอร์ชัน 2024 มีรายละเอียดที่แตกต่างมากกว่าที่เห็น” “ขอบคุณความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นจากพันธมิตรและผู้ให้การสนับสนุน เรากำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 โดยมี มอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ คอมปะนี รับบทไตเติลสปอนเซอร์เป็นฤดูกาลที่ 6 ในช่วงต้นฤดูกาลเราต้องเผชิญกับการทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล 3 ครั้ง ตามด้วยปฏิทินการแข่งขัน 21 สนาม 42 เรซ รวมถึงการทดสอบระหว่างฤดูกาล มันเป็นซีซันที่ยาวนานและเข้มข้น ซึ่งผลงานและความอดทนจะนำพาไปสู่ความสำเร็จ ผมเชื่อว่าในปีนี้จะเป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่น่าตื่นเต้นของโมโตจีพี และหวังว่าแฟนๆ ทั่วโลกจะสนุกไปกับการต่อสู้ในอีก 10 เดือนข้างหน้า” ขณะที่ ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร เปิดใจว่า “มันคือการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ มันตื่นเต้นเสมอ ทุกคนกลับมาเริ่มต้นที่ศูนย์คะแนนอีกครั้ง ผมรู้ว่าทีมงานและผมมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานให้ลุล่วงและเก็บเกี่ยวให้ได้มากที่สุดในการทดสอบที่ เซปังฯ มันเป็นการเริ่มต้นที่ดี แม้จะเป็นเพียงพรี-ซีซัน แต่มันก็สามารถสร้างความได้เปรียบได้ในภายหลัง ดังนั้นเราจะทุ่มเทในทุกๆ วัน ทุกๆ เซสชัน ในทุกๆ รัน และในทุกรอบสนาม ผมรู้ว่าในเบื้องหลังนั้นยามาฮ่าทำงานอย่างหนัก ดังนั้นพวกเราจะพยายามผลักดันตนเองให้ถึงขีดจำกัดในทุกๆ ด้าน และหวังว่าจะมีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมร่วมกัน ผมต้องการขับเคี่ยวในกลุ่มหน้าและอยากทักทายแฟนๆ บนโพเดียมอีกครั้ง” ส่วน อเล็กซ์ รินส์ ส่งท้ายว่า “แม้จะได้บิด M1 ร่วมกับ ทีมโรงงานยามาฮ่า ในการทดสอบที่บาเลนเซีย รวมถึงเช็กดาวน์เทสต์ ทว่ายังคงรู้สึกตื่นเต้นในงานเปิดตัวของทีม รู้สึกเหมือนเป็นวันแรก ก่อนหน้านี้เราทำได้ดีในการทดสอบที่บาเลนเซีย ซึ่งผมพอใจกับสิ่งนั้นและรอไม่ไหวที่จะลงบิดทดสอบที่เซปังฯ ยังมีหลายอย่างที่ต้องลองซึ่งผมค่อนข้างมั่นใจ และเชื่อว่าจะสามารถเดินหน้ายกระดับได้ในการทดสอบที่ เซปังฯ ผมทำงานอย่างหนักเพื่อให้ร่างกายมีความสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และสิ่งที่ผมอยากทำในตอนนี้คือการได้ลงบิดอีกครั้ง” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ปู่ผู้ผลักดันสองพี่น้อง Marquez เสียชีวิตแล้ว ปู่ผู้ผลักดันสองพี่น้อง Marquez เสียชีวิตแล้ว “ขอบคุณมาก ๆ สำหรับทุก ๆ อย่างที่ปู่ดูแลพวกเราและสอนพวกเรา” Marc เขียนเอาไว้บนโซเชียลมีเดียเพื่อเป็นการอุทิศให้ปู่ที่จากไป “หลับให้สบายนะ เรารักปู่นะ” โดยมีบัญชีทางการของทาง MotoGP มาร่วมแสดงความเสียใจด้วย “เราเสียใจอย่างสุดซึ้งกับการสูญเสียนี้ ขอส่งกำลังใจและความรักไปให้คุณและครอบครัว” หลาย ๆ ครั้งที่พวกเขาบอกว่าปู่คือแรงบันดาลใจของพวกเขาในอาชีพนักแข่งรถ MotoGP เขาเคยปรากฎตัวในสารคดีของ Marc ทาง Amazon Prime เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งนำเสนอการแข่งขันของพวกเขาให้อดีตอันดุเดือดจนไปถึงการบาดเจ็บที่ส่งผลกระทบต่ออาชีพของพวกเขา ในความเป็นจริง Marc เผยว่าปู่เคยขอให้เขารีไทร์จากปัญหาเรื่องตาและแขนของเขา “ปู่ของผมเคยบอกผมว่า เลิกได้แล้ว แค่นี้ก็ใช้ชีวิตต่อไปได้สบาย ๆ สิ่งที่หลานได้ทำมามันเพียงพอแล้ว เลิกเถอะ“ Marc เคยพูดไว้เมื่อปี 2022 “ผมสัญญากับปู่ของผมว่า มันคือโอกาสสุดท้ายสำหรับแขนของผมแล้ว ถ้าแขนข้างนี้มันจะไม่ไหว ก็แสดงว่ามันไม่มีที่ให้ผ่าแล้ว” “ปู่ของผมคือคนที่สนับสนุนให้ผมเลิกแข่ง” “เพราะเขาพูดว่าเขามีมากพอที่จะใช้ชีวิตต่อไปแล้ว เขาพูดออกมาตรง ๆ และผมก็บอกเขาว่า ปู่ครับ ผมสัญญากับปู่นะว่านี่จะเป็นการผ่าตัดครั้งสุดท้ายแล้ว ขอผมพยายามอีกครั้งนะ เพราะมันมีวิธีแก้และพวกเขากำลังแก้ให้ผม ขอผมลองหน่อย” สุดท้ายนี้ทางทีมงาน SuperBike Thailand ก็ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว Marquez มา ณ ที่นี้ด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สัญญานักบิด Ducati 2027 จะยังไม่ตัดสินใจจนกว่าจะเปิดตัวทีม วิเคราะห์ผลกระทบต่อตลาดนักแข่ง Pecco และค่ายคู่แข่งในปี 2569

Honda BRIC Superbike 2025 พานักบิดคว้าโพเดี้ยม 2 รุ่นท็อปในรายการแข่งขัน ประกอบไปด้วยด้วยเจ้ามิกซ์ ข้าวกล้อง พร้อมผลงานน้อง ๆ ทีมฮอนด้ามากมาย

Suzuki Lapin 2026 รถยนต์ K-Car ทรงกล่องยอดฮิตจากญี่ปุ่น มาพร้อมดีไซน์เรโทรและเครื่องยนต์ประหยัดน้ำมัน 26.2 กม./ลิตร เช็กสเปกและราคาล่าสุดได้ที่นี่

Xiaomi SU7 2026 ยอดจอง ถล่มทลายทะลุ 1 แสนคันภายใน 2 สัปดาห์ สรุปสเปก LiDAR มาตรฐาน ชาร์จเร็ว 900V และแบตวิ่งไกล 900 กม.

Zontes 368G 2025 สกูตเตอร์แอดเวนเจอร์ ที่มีภาพหลุดออกมาแล้วสำหรับการทดสอบวิ่งที่ประเทศไทย คาดการณ์อาจมีการเปิดตัวปลายปีนี้

2025 Kawasaki W230 และ Meguro S1 คลาสสิคที่ยังมีลมหายใจ 2025 Kawasaki W230 และ Meguro S1 เปิดตัวอย่างเป็นทางการกับรถจักรยานยนต์ที่มีกลิ่นอายของความเป็นเรโทรคลาสสิคตระกูล W ที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน โดย Kawasaki W230 เป็นรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อฉลองครบรอบ 60 ปีของ W แบรนด์ และ Meguro S1 ทายาทของ Kawasaki 250 Meguro ที่อายุครบ 100 ปีในปีนี้แบบพอดิบพอดี ทั้งสองคันมีรูปแบบการดีไซน์ย้อนยุคสวยงาม เรียกได้ว่าถูกใจเหล่าไบค์เกอร์สายคลาสสิคอย่างแน่นอน Meguro S1 ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบโดยตรงจากรถมอเตอร์ไซค์ในตำนาน ในประวัติศาสตร์ของ Kawasaki และ Meguro: Kawasaki 250 Meguro SG ซึ่งผลิตในปี 1964 การออกแบบที่เห็นใน Meguro S1 สัมผัสได้ว่าสืบทอดมาจากรุ่นบรรพบุรุษโดยตรง โดยยังคงความเท่แบบเหนือกาลเวลาซึ่งยังคงสวยงามเหมือนในปี 1964 Kawasaki W230 โมลเดลที่สืบสานความภาคภูมิใจของซีรีส์ W ด้วยสัมผัสแห่งสไตล์ที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่รุ่น W รุ่นดั้งเดิม W230 จึงมีความงามอันเรียบง่ายเหนือกาลเวลา ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนดีไซน์ก็ยังมีความคลาสสิคและสวยงามอยู่เสมอ Kawasaki W230 และ Meguro S1 ใช้เครื่องยนต์ขนาดเดียวกันที่ 233 ซีซี สูบเดียว 4 จังหวะ SOHC ระบายความร้อนด้วยอากาศ มีพละกำลังอยู่ที่ 17 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิด 18.6 นิวตันเมตรที่ 5,800 รอบต่อนาที ซึ่งเจ้าเครื่องนี้ก็จะเป็นพื้นฐานมาจาก KLX230 จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด มาพร้อมกับเกียร์ 6 สปีดแบบแมนนวล ล้อหน้าให้มาแบบซี่ลวดขนาด 90/90-18 M/C ระบบเบรกเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยว 2 พอต ขนาด 265 มม. มาพร้อมโช้คอัพแบบเทเลสโคปิกขนาดแกน 37 มม. พร้อมปลอกกันฝุ่น ในส่วนของระบบความปลอดภัย ให้ระบบเบรกมาพร้อม ABS ช่วยให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นเมื่อต้องมีการเบรกกระทันหัน ล้อหลังให้มาแบบซี่ลวดขนาด 17 นิ้ว 110/90-17 M/C ขนาด 220 มม. ระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบสวิงอาร์มพร้อมโช้คอัพสปริงคู่ ระบบไฟส่องสว่าง ไฟหน้าให้ไฟแบบ LED สีขาว แต่ในส่วนของไฟเลี้ยวด้านหน้า ไฟท้าย และไฟเลี้ยวด้านหลังให้เพียวแค่หลอดไฟแบบฮาโลเจนเท่านั้น เรือนไมล์ที่ความผสมผสานระหว่างดิจิตอล และอนาล็อก โดยฝั่งซ้ายจะบอกความเร็ว และจอดิจิตอลสำหรับบอกระยะทางรวมของรถคันนี้ และนาฬิกา ฝั่งขวาจะเป็นรอบของเครื่องยนต์ และสัญญาณต่าง ๆ อาทิ ไฟบอกสถานะเกียร์ว่าง , ไฟเตือนไฟสูง , ABS , ไฟเตือนระดับน้ำมันเชื้อเพลิง และสัญญาณไฟเลี้ยว 2025 Kawasaki W230 และ Meguro S1 สเปค และรายละเอียด Kawasaki W230 Meguro S1 เครื่องยนต์ เครื่องยนต์สูบเดียว 4 จังหวะ SOHC ระบายความร้อนด้วยอากาศ เครื่องยนต์สูบเดียว 4 จังหวะ SOHC ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 233 ซีซี 233 ซีซี แรงม้า (เคลม) 17 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาที 17 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 18.6 นิวตันเมตรที่ 5,800 รอบต่อนาที 18.6 นิวตันเมตรที่ 5,800 รอบต่อนาที ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 67.0 x 66.0 มม. 67.0 x 66.0

ยักษ์เขียว ล้อหมุนเปิดรุ่นใหม่ 2025 Kawasaki Ninja 1100 SX หลังจากที่ Kawasaki Versys 1100S เปิดตัวแล้วในประเทศออสเตรเลีย ก็มีข่าวเพิ่มเติมออกมาเกี่ยวกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ 2025 Kawasaki Ninja 1100 SX ที่ใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกัน รวมไปถึงรุ่นย่อยที่ใส่ของแต่งสายทัวร์ริ่งมาให้ เครื่องยนต์ 1100 เจนใหม่ เพิ่มขนาดแต่ม้าตาย เครื่องยนต์ใหม่ ในโมเดลนี้มีขนาด 1,099 ซีซี 4 สูบเรียง โดยเป็น เครื่องยนต์ที่ถูกพัฒนามาจากรุ่น Ninja 1000SX เดิม ซึ่งขาววงในบอกสเปคคร่าวๆมาว่า จะสามารถส่งกำลัง 134 แรงม้าที่ 9,000 rpm แรงบิด 112.6 นิวตันเมตร ที่ 7,600 rpm เทียบกับตัวเก่าเครื่องยนต์ตัวใหม่เหมือนจะโดนตอนม้ามา แต่ได้แรงบิดที่เพิ่มหน่อยนึง เพราะจากสเปคเดิม Ninja 1000SX ที่มีพละกำลังอยู่ที่ 140 แรงม้าที่ 10,000 rpm แรงบิดอยู่ที่ 111.2 ที่ 8,000 rpm ที่ม้าล้มตายไปฝูงนึง น่าจะมีสาเหตุจาก กฎ Euro 5+ ที่ไม่ใช่แค่คาวาที่โดน แต่ ตัวพันรุ่นใหม่ โดนแทบทุยี่ห้อ ต้องมาดูอีกทีว่า Kawasaki ให้โหมดแบบไม่ตอนมารึเปล่า หรือต้องซื้อท่อฟูลซักเส้น เพิ่มท็อปสปีดกับอัตราทดเกียร์ใหม่ ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์ใหม่นี้จะมีกำลังแรงม้าที่น้อยกว่า และมีน้ำหนักที่ใกล้เคียงกัน แต่เจ้า Ninja 1100SX มีการปรับอัตราทดเกียร์ใหม่ จึงทำให้มีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 251 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่ง 1000SX ทำได้ที่ 249 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รุ่น SE เพื่อสายทัวร์ริ่งโดยเฉพาะ ในส่วนของรายละเอียดรุ่นย่อยของ Kawasaki Ninja 1100SX จะไม่ได้มาเพียงแค่รุ่นธรรมดา (โมเดลต่อท้ายด้วย SX) แต่จะมีรุ่น SE ที่เป็นรุ่นอัพเกรดเพิ่มเติมขึ้นมา โดยในรุ่น SE จะมาพร้อมอุปกรณ์เสริมเช่นกล่องสัมภาระด้านข้าง และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ รวมถึงระบบความปลอดภัยที่มีความทันสมัยมากขึ้น และรวมไปถึงสีพิเศษที่อาจจะมีเฉพาะในรุ่นนี้ สรุป รถจักรยานยนต์รุ่นนี้จะเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่สไตล์สปอร์ต-ทัวร์ริ่ง โดยมุ่งเน้นไปที่ความสมดุลระหว่างสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีล้ำสมัย โดยการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของรุ่นนี้คาดว่าจะเปิดตัวขี้นในเดือนตุลาคม 2024 นี้ และคาดว่าจะมีคันจริงให้สาวกยักษ์เขียว ลูบไล้สัมผัสที่งาน EICMA 2024 ที่ประเทศอิตาลี ในเดือนพฤศจิกายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati 100 Wins MotoGP กับประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ในโมโตจีพี Ducati 100 Wins MotoGP สร้างประวัติครั้งใหม่ กับการเฉลิมฉลองชัยชนะสู่ 100 เกมของการแข่งขันใน MotoGP ที่ Misano ประเทศอิตาลี โดยชัยชนะครั้งล่าสุด เกิดขึ้นโดยนักบิดหมายเลข 23 Enea Bastianini เพื่อนร่วมทีมเมทแชมป์โลกอย่าง Francesco Bagnaia ที่สามารถได้คว้าชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ หลังการดวลกับ Jorge Martin ผู้นำอันดับหนึ่งของตารางในรอบสุดท้าย ก่อนสามารถแซงเจ้าตัวและเข้าเส้ยชัยเป็นคนแรก สร้างผลงานในบ้านที่น่าจดจำให้กับ Ducati ไปได้ในครั้งนี้ @motogp A bit of controversy around Bestia’s winning overtake 😬 Which is your point of view? Too agressive or just a bold last lap move? 👀 #EmiliaRomagnaGP 🏁 #MotoGP #Motorsport #Motorcycle #Racing #SportsOnTikTok ♬ Tonight – Felix Tena หากย้อนไปในช่วงบุกเบิก Ducati นั้นก่อตั้งขึ้นในปี 1926 และเข้าสู่การแข่งขัน MotoGP อย่างจริงจังในช่วงต้นปี 2000 โดยความสำเร็จแรกของพวกเขาเกิดขึ้นในปี 2003 เมื่อ Loris Capirossi คว้าชัยชนะครั้งแรกให้กับทีม ความสำเร็จนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตที่ต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 20 ปี โดย Ducati ยังคงพัฒนารถแข่งและเทคโนโลยีต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้พวกเขาเป็นหนึ่งในทีมที่แข็งแกร่งที่สุดใน MotoGP โดยชัยชนะครั้งที่ 100 ของ Ducati ถือเป็นจุดสำคัญที่ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่สามารถรักษาระดับการแสดงศักยภาพได้อย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา การควบคุมรถที่มีประสิทธิภาพสูง รวมถึงการทำงานเป็นทีมของนักแข่งและวิศวกร ทำให้ Ducati สามารถแสดงความสามารถได้ในทุกสนามแข่ง ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันในยุโรปหรือในสนามอื่นๆ ทั่วโลก นอกจากการพัฒนาต่อเนื่องอย่างไม่หยุดหย่อน Ducati ยังได้รับการสนับสนุนจากนักแข่งมากฝีมือหลายคน อาทิ Casey Stoner ซึ่งเคยพา Ducati คว้าแชมป์โลกในปี 2007 ความสำเร็จเหล่านี้ช่วยให้ Ducati กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่โดดเด่นที่สุดในวงการ MotoGP โดยการมีรถแข่งที่มีความเร็วและความเสถียรสูงช่วยให้นักแข่งสามารถควบคุมสถานการณ์ในสนามได้อย่างดี ความสำเร็จของ Ducati ไม่เพียงแต่ทำให้พวกเขาก้าวสู่การเป็นแชมป์ในหลายรายการ แต่ยังส่งผลให้มีแฟน ๆ และผู้สนับสนุนจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การชนะครั้งที่ 100 จึงไม่เพียงแต่เป็นการบันทึกสถิติ แต่ยังเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานเป็นทีม การพัฒนาเทคโนโลยี และการทุ่มเทในการแข่งขันที่สูงสุดในโลกของ MotoGP อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Johann Zarco – ‘พัฒนาแค่คนขี่ เครื่องยนต์ยังไม่ต้อง’ Johann Zarco จอมเก๋าของทีม CASTROL Honda LCR ทีมเมทของ ‘ก้อง’ สมเกียรติ จันทรานักบิดสัญชาติไทยในการแข่งขันรายการ MotoGP ในฤดูกาล 2025 โดยนักบิดสัญชาติฝรั่งเศสรายนี้ออกมาเผยว่าการปรับเซ็ตตัวรถ RC213V ในปัจจุบันสามารถทำตัวเขาขับขี่ได้ดีขึ้น พร้อมยืนยันว่าเครื่องยนต์ใหม่ยังไม่ใช่สิ่งจำเป็นในตอนนี้ นักบิดสัญชาติฝรั่งเศสรายนี้เผยว่าเขาพร้อมที่จะรอเครื่องยนต์แบบใหม่จากทางฮอนด้า แม้การพัฒนาครั้งใหญ่จะต้องรอถึงปี 2027 ก็ตามที โดยซาร์โก้เผยว่าเขาสามารถพัฒนาในด้านของความรู้สึกของตัวรถ และระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างชัดเจนในระหว่างการทดสอบ MotoGP หลังจบการแข่งขันที่เฆเรซ ประเทศสเปน “ในการแข่งขันสนามล่าสุด (เฆเรซ) ผมคิดว่ามันเป็นสุดสัปดาห์ที่ยากสำหรับผม ดังนั้นในการทดสอบผมจึงลองปรับเซ็ตรถเพื่อเรียกความมั่นใจกลับมา เพราะมันค่อนข้างมันหายไปเยอะ แต่แค่เปลี่ยนบางจุดเล็ก ๆ ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นได้ และตั้งแต่รันที่สองเราก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นแล้ว” “หลังจากนั้นเราก็ทดสอบในส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติม ผมยังไม่ได้ลองเครื่องยนต์ใหม่ เพราะตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องใช้ สิ่งที่เรามีอยู่ตอนนี้ก็เพียงพอแล้ว และเรายังรู้สึกว่ายังพัฒนาต่อได้อีก โดยเฉพาะในเรื่องความรู้สึกของเอนจิ้นเบรก และการเข้าใจช่วงจากเบรกถึงจุดเข้าโค้งให้ดีขึ้น” “ผมไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเมื่อไรจะได้ใช้ และผมก็ไม่อยากรู้ด้วย เพราะตอนนี้ผมอยากโฟกัสกับความรู้สึกที่กำลังพัฒนาขึ้นกับรถ ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้ผมแข็งแกร่งที่สุดสำหรับการแข่งขันในสนามต่อไป” โดยปัจจุบันผลงานโดยรวมของนักแข่งจากทีมฮอนด้าทั้ง 4 คน ซาร์โก้ ถือว่าเป็นนักแข่งที่มีผลงานดีที่สุดในฤดูกาลนี้ เจ้าตัวอยู่ในอันดับที่ 7 ของตาราง สะสมได้ 43 คะแนน นักบิดสัญชาติฝรั่งเศสรายนี้จะลงทำการแข่งขันที่สนามบ้านเกิดของตัวเอง ในรายการ Michelin® Grand Prix de France ที่สนาม Le Mans ประเทศฝรั่งเศส ในระหว่างวันที่ 9 พฤษภาคม – 11 พฤษภาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2026 BMW R1300 RS สปอร์ตทัวเรอร์มาพร้อมการปรับปรุงครั้งใหญ่ เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ ระบบเทคโนโลยีต่างๆ มอบประสบการณ์การขับขี่เร้าใจมากกว่าเดิม

Moto Evo 2025 แปลงรถไทรอัมพ์ ให้เป็น Moto 2 ผ่านสำนักแต่งออนไลน์ หากไบค์เกอร์ท่านไหนที่อยากอัปเกรดรถซูเปอร์ไบค์ของท่าน แปลงโฉมให้เป็นตัวแข่ง Moto2 ทั้งในเรื่องชุดแต่งและสมรรถนะ บทความนี้เราจะขอแนะนำกับ Moto Evo 2025 แพลตฟอร์มที่พึ่งเปิดตัวใหม่ล่าสุด ซึ่งพร้อมที่จะสานฝันให้ท่านเป็นนักแข่งระดับโลกอย่างเต็มตัว สำหรับแพลตฟอร์มดังกล่าวก่อตั้งโดย Tony Scott Motorsport สำนักแต่งรถมอเตอร์ไซค์ชื่อดังจากอังกฤษ และเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า 7 ปี ในวงการแข่งขัน British SuperSport Championship – GP2 ซึ่งเชี่ยวชาญความรู้ในอะไหล่ตกแต่งและการออกแบบตัวรถ และพร้อมที่จะซัพพอร์ตโปรเจ็กต์ของลูกค้าให้สำเร็จลุล่วงเป็นไปตามเป้าหมาย สำหรับคอนเซ็ปต์แพลตฟอร์มดังกล่าวจะช่วยให้ลูกค้าหรือเจ้าของรถนั้นสามารถเนรมิตโมเดลในแบบที่ตนเองต้องการ ผ่านไดอะแกรมรูปทรงสามมิติโดยใช้พื้นฐานเครื่องยนต์ Moto2 ของไทรอัมพ์ ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าวนั้นจะทำหน้าที่ช่วยคอนเซ้าท์หรือให้คำแนะนำ รวมไปถึงการหาพาร์ทอะไหล่ตกแต่งรถมอเตอร์ไซค์ ทั้งอะไหล่ที่สามารถหาได้ในท้องตลาด หรือใครที่อยากได้พาร์ทตัวแต่งระดับใช้แข่งขัน สำนักเจ้านี้ย่อมจัดให้ได้เช่นกัน นอกจากในเรื่องของพาร์ทอะไหล่แล้ว เรื่องของการเซ็ตติ้งตัวรถ ทางสำนักก็พร้อมจะให้คำแนะนำเช่นกัน ซึ่งลูกค้าอยากเซ็ตติ้งให้เข้ากับสนามแข่งแบบไหน โมโตอีโวพร้อมยินดีให้บริการ เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง เพิ่มประสบการณ์การขับขี่ระดับเวิร์ลคลาส ลดปัญหากวนใจสำหรับสายช่างและยังช่วยลดความซับซ้อนดังกล่าวได้มาก โดยชิ้นส่วนที่สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงได้เฉพาะในส่วนที่ลูกค้าต้องการปรับเปลี่ยนโดยไม่กระทบชิ้นส่วนอื่น ๆ นอกจากนี้ยังช่วยเซ็ตติ้งให้เข้ากับสนามแทร็กที่คดเคี้ยวหรือแทร็กขนาดกว้างได้เช่นกัน โดยใช้พื้นฐานเครื่องยนต์จาก 3 รุ่นดังกล่าว ประกอบไปด้วย Triumph Daytona 675/R (2013-2017) Triumph 765 LE Moto 2 Triumph 765 Street Triple แบ่งเป็น 3 ออปชันให้ลูกค้า ประกอบไปด้วย ออกแบบพาร์ทและสร้างโมเดลตัวอย่าง ออกแบบพาร์ทและช่วยหาอะไหล่ให้ลูกค้า ลูกค้าสามารถสั่งซื้ออะไหล่จาก TSM และอัปเกรดรถของลูกค้า พร้อมให้บริการต่าง ๆ อาทิ ออกแบบโครงสร้าง โดยโปรแกรมของ มอเตอร์ อีโว จะช่วยออกแบบหาไดเมนชันที่เข้ากับตัวผู้ขับขี่มากที่สุด ผ่านรูปทรงเลขาคณิตหรือโปรแกรมออกแบบสามมิติสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ของลูกค้า ยังรวมไปถึงของแต่งจากทางสำนักแบบสำเร็จรูป อาทิ เครื่องยนต์ Moto2 ขนาด 765 ซีซี 140 แรงม้า กล่อง ECU โช้คอัพ คาลิเปอร์ ล้อ และอื่น ๆ อีกมากมาย แทร็ก ซัพพอร์ต ช่วยรวบรวมข้อมูลเซ็ตติ้งของตัวรถ ทั้งแชสซี ตัวถัง ช่วงล่างและข้อมูลดาต้าต่าง ๆ รวมถึงปรับเซ็ตให้ตรงตามความถนัดของผู้ขับขี่ในแต่ละสนามนั้น ๆ Rider Coaching โค้ชชิ่งสำหรับการขับขี่เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ครบสูตรตัวแต่งอย่างแน่นอน หากไบค์เกอร์ท่านไหนสนใจ อยากมีรถแต่งสมรรถนะจัดจ้านซักคัน ให้ลองติดต่อทางสำนักแต่งหรือส่งรายละเอียดไปได้ที่ [email protected] หรือทางเว็บไซค์ https://tonyscottmotorsport.com/ แล้วก็เตรียมกำเงินไว้ให้ดี น่าจะใช้จ่ายเยอะอยู่พอสมควร อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Öhlins พัฒนาโช้คอัพสำหรับ Ducati Lenovo 2025 Öhlins แบรนด์โช้คอัพคู่ใจของทีม Ducati Lenovo 2025 ยอดทีมประจำศึกการแข่งขัน MotoGP เจ้าของแชมป์ประเภทนักแข่ง 3 สมัย โดยทีมนี้ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ ของการแข่งขันได้เพราะการทีมมุ่งพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมต่าง ๆ ของตัวรถ Desmosedici GP ที่เปลี่ยนจาก “ตัวแข่งธรรมดา” เป็น “ตัวแข่งที่มีจุดประสงค์ในการไล่ล่าโพเดียม” ไม่เพียงแค่การพัฒนาเครื่องยนต์ให้มีความยอดเยี่ยม แอโร่ไดนามิกที่เหนือชั้น ที่ช่วยให้รถมีความเสถียรมากขึ้นขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง แต่อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจไม่น้อยก็เป็นระบบช่วงล่างที่ได้รับการพัฒนา ซึ่งเดิมทีเป็นโช้คอัพรุ่น TSB46 Carbon Front Fork ที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในการแข่งขัน MotoGP เพราะทางผู้ผลิตได้เล็งเห็น และเข้าใจว่าการแข่งขัน MotoGP เป็นสนามแข่งขันที่เต็มไปด้วยความเข้มข้นและความกดดันสูง ทั้งจากทีมแข่งและสภาพการแข่งขันที่ต้องการความสมบูรณ์แบบอย่างมาก โดยมีช่องว่างให้ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการเหล่านี้ผู้ผลิตจึงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีระบบกันสะเทือนอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์สำหรับการแข่งขันที่มีความแม่นยำสูงและสมรรถนะในระดับสูง โช้คอัพ Öhlins – MotoGP™ Fork Bottoms โช้คอัพด้านหน้าเจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดเป็นโช้คอัพแบบ UP-Side down ที่ถูกออกแบบดีไซน์ใหม่ จุดที่แตกต่างจากตัวก่อนหน้าเป็นการตัดซับแทงค์ออกไป โดยโช้คต้นนี้จะถูกนำไปใช้ลงสนามในการแข่งขัน MotoGP กับ DUCATI LENOVO TEAM แม้จะพึ่งเปิดตัวทีมไปไม่นาน โช้คอัพเจนใหม่ของทีมโรงงานก็เผยโฉมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยโช้คอัพคู่นี้คาดการณ์ว่าจะถูกติดตั้ง และนำลงไปทดสอบในช่วงทดสอบ Winter test ที่กำลังจะมาถึงนี้ และไม่เพียงแค่โช้คอัพคู่นี้ แต่ในช่วงนี้ก็เตรียมพบกับเทคโนโลยีช่วยเหลือการแข่งขัน หรือของแต่งระดับเทพตัวใหม่ที่จะออกมาเผยโฉมอีกเรื่อย ๆ โดยโช้คอัพคู่หน้าเจเนอเรชั่นใหม่คู่นี้ อยู่ในขั้นตอนการประกอบขั้นสุดท้าย ก่อนนำไปทดสอบการใช้งานต่อไป เรียกได้เลยว่าเข้าโค้งหนนี้ Ducati Lenovo จัดให้แบบเนียนกริ๊บชนิดที่ว่าแฟน ๆ ต้องตกตะลึงอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Rookie 2025 อาจตกเป็นของดาวรุ่งแดนกระทิงดุ ? Rookie 2025 หรือ Rookie of the year 2025 รางวัลสำหรับนักแข่งที่ขึ้นมาขับขี่ในการแข่งขันระดับสูงสุดเป็นฤดูกาลแรก แล้วสามารถทำผลงานได้ออกมาอย่างยอดเยี่ยม หรือเรียกให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าเป็นรางวัลสำหรับมือใหม่ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยในฤดูกาล 2025 ที่กำลังจะมาถึงนี้ก็จะมีดาวรุ่งหน้าใหม่ขยับจาก Moto2 ขึ้นมาขับขี่ใน MotoGP ถึงสามคนได้แก่ ไอ โอกูระ, เฟอร์มิน อัลเดเกร์ และสมเกียรติ จันทรา ซึ่งสามชื่อที่ได้กล่าวไปเมื่อข้างต้น ดูผิวเผินเหมือนว่านักบิดสัญชาติญี่ปุ่นจะดูมีความหวือหวามาเป็นอันดับต้น ๆ อาจเป็นเพราะว่าเจ้าตัวสามารถคว้าแชมป์รายการ Moto2 ได้ในหนล่าสุด และการแข่งขันในฤดูกาล 2025 ที่กำลังจะเปิดฉากในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทั้งสามก็ต่างได้ขึ้นไปกับต้นสังกัดต่าง ๆ ดังนี้ นักแข่ง สังกัดทีม รถที่ใช้แข่งขัน ไอ โอกูระ Trackhouse Racing Aprilia RS-GP25 เฟอร์มิน อัลเดเกร์ Gresini Racing Ducati Desmosedici GP25 สมเกียรติ จันทรา LCR Honda RC213V พอได้ทราบถึง ‘รถแข่งที่ใช้ทำการแข่งขัน’ ของทั้งสามคน เหมือนว่าด้านของนักบิดดาวรุ่งจากแดนกระทิงดุ ‘เฟอร์มิน อัลเดเกร์’ จะดูมีความน่าสนใจมากกว่าสองคนที่เหลือ เพราะศักยภาพของ Ducati Desmosedici หลาย ๆ คนที่ติดตามการแข่งขัน MotoGP ก็น่าจะทราบกันดีกว่ารถจากค่ายนี้มันไม่ธรรมดา การรันตีผลงานในฤดูกาล 2024 ที่สามารถคว้าชัยได้ถึง 19 สนามจากการแข่งขันทั้งหมด 20 สนาม อีกทั้งยังคว้าแชมป์ทีม และแชมป์ผู้ผลิตด้วยคะแนนที่สูงลิ่ว และรถของ ‘ท่านก้อง’ ดูเหมือนว่าจะเสียเปรียบที่สุดในตาราง เพราะ RC213V จากค่ายปีกนกถูกยกให้เป็นรถที่ต้องพัฒนาอีกมาก และตามหลังคู่แข่งอยู่หลายช่วงตัว ตางคะแนนทีม และตารางคะแนนผู้ผลิตก็เป็นทางฮอนด้าที่เหมาอันดับสุดท้ายในตารางคะแนนไปทั้งคู่ ผลงานการทดสอบที่บาร์เซโลนา หลังจากปิดฤดูกาล 2024 ในการแข่งขัน Moto2 เป็นทางด้านของไอ โอกูระที่สามารถคว้าแชมป์โลก Moto2 ได้ด้วยคะแนน 274 คะแนน ทิ้งห่างเฟอร์มิน อัลเดเกร์ที่จบในอันดับที่ 5 ของตารางคะแนน ซึ่งทั้งคู่มีคะแนนห่างกันถึง 92 คะแนน และในรายของสมเกียรติ จันทรา จบในอันดับที่ 12 เก็บคะแนนได้ 104 คะแนน โดยหลังจากปิดฤดูกาลนักแข่งหน้าใหม่ทั้งสามคนก็ได้ทำการลงทดสอบรถใหม่กับต้นสังกัดใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสามก็ล้มเทกระจาดทั้งหมด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร เพราะการขยับมาขับขี่ในรถที่มีซีซีสูงขึ้นก็ย่อมมีการควบคุมที่ยากลำบากมากกว่า ต้องใช้ทักษะ และเรียนรู้กับตัวรถจึงจะสามารถรีดประสิทธิภาพของรถได้ออกมามากที่สุด ผลเวลาที่ทำได้ของทั้งสามคนในการทดสอบที่สนามบาร์เซโลน่า เฟอร์มิน อัลเดเกร์ สามารถทำเวลาได้ดีที่สุด รองมาเป็นไอ โอกูระ และสมเกียรติ จันทรา จบในอันดับสุดท้าย นักแข่ง เวลาต่อรอบเร็วที่สุด เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 01:40.56 ไอ โอกูระ 01:40.94 สมเกียรติ จันทรา 01:41.29 แฟรงกี้ คาร์เคดี้ จากมาร์ก สู่ เฟอร์มิน สำหรับเฟอร์มิน อัลเดเกร์ ไม่เพียงแค่ Ducati ที่จะมาเป็นตัวแปรของตัวในการสรรค์สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยม แต่ ‘หัวหน้าทีมช่าง’ ก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน เฟอร์มินเข้าร่วมแข่งขันภายใต้ทีม Gresini Racing ที่มี ‘แฟรงกี้ คาร์เคดี้’ เป็นหัวเรือของแผนกทีมช่าง ซึ่งแฟรงกี้เองก็เคยทำงานร่วมกับแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง ‘มาร์ก มาร์เกซ’ จึงมีความน่าสนใจว่าหัวทีมช่างรายนี้อาจแบ่งปันเทคนิคบางสิ่งบางอย่างให้กับดาวรุ่งหน้าใหม่รายนี้ก็เป็นได้ ไอ โอกูระ กับการปรับตัวในการแข่งขัน MotoGP ความสม่ำเสมอของไอ โอกูระเป็นจุดแข็งของเจ้าตัวที่ทำให้เขาสามารถคว้าแชมป์ Moto2 ฤดูกาลล่าสุดได้ แต่เจ้าตัวก็ออกมายอมรับว่าเขาก็ยังต้องปรับตัวกับการแข่งขัน MotoGP แม้ว่าจะทำงานภายใต้การควบคุมของ ‘ดาวิเด บริวิโอ’ ผู้จัดการทีม Trackhouse Racing ที่เคยมีประสบการณ์ในการปั่นนักแข่ง MotoGP มากมายไม่ว่าจะเป็น โจอัน เมียร์, อเล็กซ์ รินส์ และมาเวอริค บีญาเลส

Kawasaki จัดเต็ม เปิดตัวโมเดลใหม่ เอาใจสาวกบิ๊กไบค์ ในงาน Motor Show 2023 มาดูรถฝั่งค่ายยักษ์เขียวในงาน Motor Show 2023 ซึ่งจัดเต็มแบบไม่เป็นรองใคร รุกเปิดโมเดลใหม่ล่าสุด ประเดิมโดย Ninja ZX-4R รถซูเปอร์สปอร์ตทรงพลัง ในคลาส 400 ซีซี ที่มากับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง, Eliminator รถฟรีสไตล์ครูเซอร์ใหม่ขนาด 400 ซีซี และ Versys 650 รถทัวริ่งโฉมใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่นพี่อย่าง Versys 1000 พร้อมจัดแสดงสุดยอดยนตรกรรมอีกมากมาย ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน 2566 นี้ Ninja ZX-4R Kawasaki จัดเต็ม นำทัพรถจักรยานยนต์หลากหลายรุ่น เข้าร่วมประชันโฉมภายในงานมอเตอร์โชว์ 2023 ซึ่งมีดาวเด่นเป็นสุดยอดรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ต ทรงดุดันอย่าง Ninja ZX-4R ด้วยตำแหน่งทางการตลาดที่วางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับในโมเดลนี้ คือเวอร์ชันรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ตขนาด 400 ซีซี ที่ให้ความเร้าใจที่ยากจะหาคู่เปรียบเทียบได้ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง เป็นกุญแจสำคัญของความสนุกสนานในการขับขี่ ที่ได้ส่งผ่านประสิทธิภาพที่บดบัง รถรุ่นอื่นในคลาส 400 ซีซี ด้วยพละกำลังเครื่องยนต์ 75 แรงม้า และมีรอบเครื่องยนต์ที่สูงกว่า 15,000 รอบต่อนาที ทำลายทุกขีดจำกัด ส่วนควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ECU ใช้พื้นฐานเดียวกับ Z H2 รุ่นเรือธงของคาวาซากิ ทั้งเกรี้ยวกราดและดุดัน โดยมี ETV (Electronics Throttle Valves) ที่มีขนาดใหญ่ถึง ø34 mm ที่ทำให้ตอบสนองการบิดคันเร่งอย่างดีเยี่ยม และทำให้ง่ายต่อการทำงานในส่วนของระบบต่าง ๆ ภายในรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ เช่น KTRC, การเลือกโหมดการขับขี่ และการใช้งานควิกชิพเตอร์ (ในรุ่น SE) กับเสียงอันเร้าใจของเครื่องยนต์ Ninja ZX-4R มาจากท่อไอเสียที่ได้แรงบันดาลใจจาก Ninja ZX-6R เพื่อให้ได้กำลังสูงสุดและเสียงเร้าใจ โดยที่ไม่ผิดกฎหมาย ด้านแรมแอร์ที่อยู่ตรงกลางเป็นฟีเจอร์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของโมเดล Ninja ZX โดยช่องทางเดินอากาศของ Ninja ZX-4R ถูกออกแบบมาให้คล้ายกับ Ninja H2 ซึ่ง Know-how นี้จะเพิ่มอัตราการไหลของอากาศและเพิ่มความดันอากาศทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นทุกความเร็วรอบ ทั้งยังออกแบบมาให้ป้องกันน้ำเข้าสู่เครื่องยนต์ในการขับขี่ในขณะฝนตกด้วย ระบบกันสะเทือน High-Grade Suspension SFF-BP (Separate Function Fork – Big Piston) Horizontal Back-link Rear Suspension ระบบรองรับน้ำหนักด้านหน้าถูกติดตั้งมาเป็นระบบ SFF-BP ของ SHOWA ทำให้ Ninja ZX-4R สามารถขับขี่ได้ทั้งในสนามแข่งและรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ในส่วนของโช้คอัพหลัง เป็นแบบ Horizontal Back-Link ที่ออกแบบมาจาก Ninja ZX-10R (ในรุ่น SE สามารถปรับ Preload ที่โช้คอัพหน้าได้) เรือนไมล์ TFT Colour Instrumentation with Circuit Mode หน้าจอ TFT ขนาด 4.3 นิ้ว พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ในการควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ผ่านระบบ Smartphone Connectivity โดยหน้าจอ TFT มี Built in Bluetooth เพื่อเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ของผู้ใช้รถโดยเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น “RIDEOLOGY” ซึ่งมีฟังก์ชั่นแสดงข้อมูลรถ และตั้งค่าการขับขี่ต่าง ๆ ผ่านโทรศัพท์ได้เลย ทำให้ Ninja ZX-4R สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น รองรับสมรรถนะสไตล์สปอร์ตที่มีพิษสงรอบตัวยิ่งกว่ารุ่นใด ๆ ในคลาส 400

BMW S1000RR สเปค โมเดลใหม่ 2023 จากค่ายเรือธง BMW S1000RR 2023 สปอร์ตไบค์ตระกูล S1000 ในพิกัด 1000 ซีซี จากค่ายใบพัดสีฟ้า พร้อมรูปลักษณ์ที่โดดเด่นสะกดทุกสายตา กับสมรรถนะที่เหลือล้น ในเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ให้ความแรงถึง 210 แรงม้า และเทคโนโลยีเต็มขั้น ให้ความมันส์ทุกการขับขี่บนสนามแข่งและท้องถนน ราคาแนะนำ สีแดง Racing Red ราคา 999,000 บาท สีดำ Black Storm Metallic ราคา 984,000 บาท สเปค, สเป็ก หน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว เกียร์โยง CNC ระบบเบรก ABS ปุ่มคอนโทรลโหมดการขับขี่ โช้คเดี่ยวไฟฟ้า วิงก์เล็ต BMW S1000RR สเปค 2023 และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 999 ซีซี แรงม้า (เคลม) 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 113 นิวตันเมตรที่ 11,100 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 49.7 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 13.3 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง Electronic injection ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน พร้อมระบบคลัตช์ anti-hopping ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-ZR17 แบบไม่ใข้ยางใน ยางหลัง 190/55-ZR17 แบบไม่ใข้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ขนาด 45 มม. พร้อมระบบ Dynamic Damping Control (DDC) ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม พร้อมโช้คเดี่ยว และระบบ Dynamic Damping Control (DDC) เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์ แบบเรเดียลเมาท์ 4 พอต (ABS) เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก 1 พอต (ABS) กว้าง X ยาว X สูง 848 x 2,073 x 1,204 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,458 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 824 ม.ม. น้ำหนักรถ 193.5 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 16.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ น้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วออกเทน 95-98 เทคโนโลยี ระบบเบรก C-ABS ไดนามิก แทรคชั่นคอนโทรล ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSC) โหมดการขับขี่ 4 โหมด (Rain, Road, Dynamic, Race)

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เผยโฉม BMW R1250RT 2019 ใหม่มอเตอร์ไซค์ทัวริ่งที่มาพร้อมสมรรถนะเครื่องยนต์ทรงพลังผสานเข้ากับความสะดวกสบาย สำหรับการเดินทางไกลไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบพร้อมสร้างประสบการณ์สุดประทับใจให้แก่เหล่าไบค์เกอร์บนทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล BMW R1250RT 2019 ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์บ็อกเซอร์อันเป็นเอกลักษณ์ระดับตำนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สั่งจ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมระบบฟอกไอเสียแบบ closed-loop ชนิด 3 ทาง จึงพร้อมส่งแรงบิดเต็มกำลัง ขณะที่เทคโนโลยีระบบวาล์วแปรผันใหม่ BMW ShiftCam ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องยนต์ ก็ยังเสริมความแรงได้อย่างเหนือชั้น บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยอากาศและของเหลว ขนาด 1,254 ซีซี ที่ได้รับการยกระดับให้สามารถส่งพละกำลังและแรงบิดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสามารถโลดแล่นได้อย่างราบรื่นแม้ขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ส่งกำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ / 136 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 143 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที เครื่องยนต์บ็อกเซอร์รุ่นใหม่นี้ยังโดดเด่นด้วยระบบไอเสียที่สามารถปล่อยมลพิษน้อยลง และประหยัดเชื้อเพลิง เติมเต็มสมรรถนะเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี BMW ShiftCam ที่เสริมความสมดุลของเพลาลูกเบี้ยวและจังหวะการทำงานของเครื่องยนต์ นอกจากนี้ เพลาลูกเบี้ยวยังเปลี่ยนมาขับเคลื่อนด้วยห่วงโซ่ฟันแทนโซ่ส่งกำลังแบบเดิม ส่วนระบบหัวฉีดคู่และระบบไอเสียใหม่ ผ่านการรับรองมาตรฐานยูโร 4 ที่เน้นประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่หลากหลายสำหรับความต้องการที่แตกต่างของนักบิด ได้แก่ ‘Rain’, ‘Road’ และ Riding Modes Pro ที่เพิ่มโหมดการขับขี่แบบโปร คือ ‘Dynamic’, ‘Dynamic Pro’, ‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ พร้อมระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC) และระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control) ที่ได้รับการติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่อุ่นใจยิ่งขึ่นในทุกสภาวะการขับขี่ เพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้นด้วย ระบบ Dynamic Traction Control และ ABS Pro ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนระบบ Dynamic Brake Control หรือ DBC ช่วยให้เบรกหลังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการตัดกำลังของเครื่องยนต์เมื่อเบรกในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้รถมีระยะเบรกสั้นลง ในขณะที่ยังสามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นคง ระบบช่วงล่างที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า หรือ Dynamic ESA ยังสามารถปรับการตอบสนองของโช้คอัพได้อย่างอัตโนมัติและฉับไวตามสภาวะการขับขี่และการควบคุมรถ ปรับค่าการสั่นสะเทือนให้เหมาะสมตามสภาพถนน เพื่อการขับขี่ที่สบายและมั่นคงในทุกเลี้ยวโค้ง ดีไซน์ของบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ยังคงเน้นองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์ ทัวริ่งอย่างเต็มเปี่ยมใน 4 สี 4 สไตล์ด้วยกัน ได้แก่ สีขาว Alpine white สีแดง Mars red metallic/Dark slate metallic matt สี Manhattan metallic และสีน้ำเงิน Option 719 Blue planet metallic/Ivory นอกจากนี้ ชุดแต่งจาก BMW Motorrad Spezial ยังเป็นอีกทางเลือกที่พร้อมสร้างความแตกต่างให้ สะดุดตายิ่งขึ้น ด้วยชิ้นส่วนคัสตอมสุดเอ็กซ์คลูซีฟในวัสดุเกรดพรีเมียม และงานฝีมืออันประณีตบรรจงในทุกรายละเอียดจากช่างผู้เชี่ยวชาญ มอบสไตล์ที่โดดเด่นแบบเฉพาะตัว บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ สีขาว Alpine White ราคา: 1,340,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สำหรับรุ่นสีขาว Alpine White จะโดดเด่นด้วยล้อสีเงิน Silver metallic ตัดสลับกับตัวเครื่องสีเงิน Aluminium Silver metallic มาพร้อมกับฝาครอบถังน้ำมันกลางตัวรถและที่รองเข่าสีเข้ม Slate Dark metallic matt สวยสะดุดตา นอกจากนี้ ตุ้มถ่วงปลายแฮนด์ ขอบกระจกหน้ารถ และคาลิเปอร์เบรคสีดำ พร้อมด้วยสปอยเลอร์ด้านหน้าและสปอยเลอร์เครื่องยนต์สีดำ Night Black ยังขับเน้นให้ส่วนของเครื่องยนต์นั้นโดดเด่นและโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น

สำหรับการ รีวิว Honda ADV150 ปี 2019 ครั้งนี้ต้องบอกเลยว่า สดๆร้อนๆ ทั้งการเปิดตัว และการทดสอบกันเลยละพ่อคุณแม่คุณทั้งหลาย เพราะในช่วงเช้าได้เปิดตัวกันที่เซ็นทรัลเวิล์ด และในช่วงบ่ายได้มีการจัดเป็นการทดสอบในรอบของสื่อมวลชน ที่ศูนย์ขับขี่ปลอดภัย สำหรับโมเดลนี้เป็นโมเดลที่จัดจำหน่ายทั่วโลก และต้องบอกตามกันไปอีกว่าโมเดล ADV150 เป็นโมเดลที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามกันเลยทีเดียว ด้วยคาแร็กเตอร์ตัวรถ และการออกแบบที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็น Street Adventure ทำให้รู้สึกได้ว่า เป็นมอเตอร์ไซต์ที่ โคตรจะเหมาะสมกับภูมิประเทศไทย เราลองมาดูมารีวิวครั้งนี้ ที่ทางเราก็ได้สัมผัสเจ้า ADV150 ครั้งแรกเป็นยังไงกัน รูปร่าง อวบ กำลังดี มาดูกันที่รูปร่างหน้ากันก่อนเลยสำหรับการดีไซน์ภาพรวม ที่รูปร่างที่ค่อนข้างจะคล้ายรุ่นพี่สายลุยอย่าง Honda X-ADV 750 ด้วยรูปทรงไฟหน้าและท่อไอเสียที่ดีไซน์ให้ออกมาองศาคล้ายคลึงกันพอสมควร สำหรับ ADV150 คันนี้มีระบบส่องสว่างไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว แบบ Full LED ที่ให้ความสว่างชัดเจน ดีไซน์สวยโดยเฉพาะไฟหน้า และโดดเด่นด้วยไฟท้ายดีไซน์เป็นรูปตัว X สำหรับคันนี้เป็นสีที่ดูสวยสดที่สุด นั้นก็คือ สีแดง แต่ก็ยังมีอีก 2 สีก็คือ ดำ และ เทา ที่จำหน่ายในประเทศไทย (ความชอบส่วนตัว) พร้อมกับระบบ ESS (Emergency stop signal) เมื่อเบรคฉุกเฉิน ความเร็วลดแบบกระทันหัน ไฟเลี้ยวจะกระพริบเป็นสัญญาให้เป็นจุดสังเกตได้อย่างชัดเจนและปลอดภัย ชิวบังลมด้านหน้าที่มีขนาดใหญ่ ใส ที่สำคัญเลยมันสามารถที่จะปรับระดับสูง-ต่ำของชิวหน้าได้ โดยการหมุนตัวปรับทางด้านซ้ายและขวาพร้อมกับปรับขึ้นลงได้ แบบพร้อมกันทำให้การขับขี่ทั้งในเมืองก็ดีขึ้น และถ้าเราต้องการบังลมหรือบังขี้โคลนก็สามารถปรับขึ้นได้อีกด้วย ออกแบบไว้พร้อมลุย สำหรับแฮนด์บาร์ที่มีขนาดกว้างมีทั้งข้อดีและข้อสังเกต ข้อดีคือการออกแบบมาให้ขับขี่สบาย เดินทางไกลได้ รวมไปถึงสรีระการจับแฮนด์จะสามารถให้ตัวระหว่าง ช่วงแขนและไหล่ ทำให้เวลาเกิดการสั่นสะเทือนจะรู้สึกได้น้อยลง ส่วนข้อสังเกตุมีไม่มาก มันกว้าง ก็ย่อมติดเป็นธรรมดาแต่สำหรับคนที่ขับขี่บ่อยๆ เชื่อได้ว่าเดี๋ยวก็ชิน และก็พริ้วเหมือนเดิม ทางด้านแฮนด์ซ้าย มีสวิตซ์ไฟสูงไฟต่ำ แตร และไฟเลี้ยวออกแบบมาได้ระยะการปรับพอดีนิ้วมือ และปะกับแฮนด์ทางด้านขวามีสวิตซ์ ไฟฉุกเฉิน และ ปุ่มกดสตาร์ทเครื่องยนต์ รวมไปถึงสวิตซ์เปิดปิด IDLING Stop โหมดการหยุดทำงานเครื่องยนต์อัจฉริยะพร้อมทั้งปะกับคันเร่งแบบ 2 สายที่ออกแบบอยู่รวมกันทั้งหมด ทำให้ดูแล้วลงตัวเหมาะสม เรียบง่ายอย่างยิ่ง เรือนไมล์แบบ Full LCD ที่จะบอกสถานะต่างๆทั้งความเร็ว อัตราค่าเฉลี่ยน้ำมัน ทริปA/B เวลา วัน/เดือน รวมไปถึงแถบสถานะบอกไฟเลี้ยว กุญแจอัจฉริยะ ไฟสูง สถานะเครื่องยนต์ แบตเตอรี่ และไฟสถานะ ABS ที่ถูกดีไซน์เป็นแถบแยกออกมาจากหน้าจอเรือนไมล์อีกที แต่อยู่ในระยะที่สายตาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน กุญแจอัจฉริยะที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีเพียงแค่พกเข้าไปใกล้ๆรถเพียง 0.5-1 เมตรก็สามารถที่จะกดสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทันที รวมไปถึงตัวเบ้าบิดกุญแจ (เตาแก๊ส) ที่มีระดับการบิดทั้งเปิดถังน้ำมันขนาด 8 ลิตรที่อยู่ระหว่างขา,กดเปิดเบาะ และเปิดสตาร์ทเครื่องยนต์ ทางด้านซ้ายของคอนโซนที่ออกแบบให้มีช่องเก็บของสะดวกต่อการหยิบของได้ง่ายโดยใช้มือซ้าย และยังมีปลั๊กไฟอเนกประสงค์ 12V ไว้สำหรับการต่อ GPS ชาร์ตแบต Smartphone และอื่นๆได้อีกมากเลยละครับ ช่วงล่างกันบ้าง เขาว่าดี!! ช่วงล่างด้านหน้าโช้คอัพหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิค(ตะเกียบคู่)ดีไซน์กระบอกโช้ค 2 ระดับเพิ่มความ อารมณ์ความแอดเวนเจอร์เข้าไป พร้อมกับมีระยะยืดยุบ 130 มิลลิเมตร มาคู่กับระบบเบรคแบบจานดิสที่มีขนาดใหญ่ 240 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรค Nissin ที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับความปลอดภัยที่ให้มาคือ ABS ช่วงล่างด้านหลังเป็นโช้คคู่ Showa Subtank กระบอกสีทองที่มีระยะยืดยุบตัวแกนได้120 มิลลิเมตร ทั้งซ้าย และขวา ซึ่งก็ถือว่าเป็นโช้คหลังที่ติดมาจากโรงงานที่ดี ไม่แพ้รถบิ้กไบค์เลยละครับ ระบบเบรคหลังที่ให้มาเป็นแบบดิสเบรคจากโรงงาน ออกแบบมาสวยโดนใจตั้งแต่แรกพบสบตา มีการวางตำแหน่งเยื้องออกมาทางด้านหลังง่ายต่อการเซอร์วิสและมีความสวยงาม ตัวคาลิปเปอร์เป็น Nissin จานดิสมีขนาด 220 มิลลิเมตร (Non ABS) ล้อหน้า-หลัง เป็นล้อแม้กซ์ดีไซน์ 6 ก้านคู่ดูลงตัว สีดำมาพร้อมกับยาง IRC ขนาด 110/80-14 และ 130/70-13 (หน้า/หลัง) เป็นแบบ TUBELESS ไร้ยางในตัวลายดอกยางเป็นลายดอกแบบกึ่งลุย กึ่งสตรีสดูได้อารมณ์ลงตัว เหมาะสำหรับการขับขี่ดินลูกรัง และถนนดำ เครื่องยนต์ 150 ซีซีคล่องตัว..ECU ใหม่ มาดูที่พละกำลังเครื่องยนต์ ESP หัวฉีด PGM-Fi ขนาด 1 สูบ 149.3 ซีซี

ก้าวสู่ยุคการตลาดยุคใหม่เต็มตัว เอ.พี. ฮอนด้า ผนึกกำลังมาร์เก็ตเธียร์ เปิดตัวโครงการ IMC Plan Contest ประจำปี 2019 มุ่งค้นหานักการตลาดรุ่นใหม่ไฟแรง เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดตัวโครงการประกวดแผนสื่อสารการตลาด IMC Plan Contest by A.P. Honda ครั้งที่ 12 โดยความร่วมมือจากมาร์เก็ตเธียร์ (Marketeer) สำนักข่าวและสื่อออนไลน์ทางการตลาดชื่อดังของเมืองไทย วางเป้าหมายพัฒนานักศึกษารุ่นใหม่สู่การเป็นนักการตลาดมือดีที่เก่งทั้งทฤษฏีและปฏิบัติ มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า “ในฐานะผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย เอ.พี. ฮอนด้า ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการที่อยู่เหนือความคาดหมายของผู้บริโภคเท่านั้น แต่เรายังให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสังคมไทย หนึ่งในนั้นคือโครงการประกวดแผนการตลาดที่เราได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2009 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศจนถึงปัจจุบัน” “อย่างไรก็ตาม โลกของการตลาดนั้นไม่มีคำว่าหยุดนิ่ง ซึ่งเราก็ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการประกวดให้ทันสมัยอยู่เสมอ ล่าสุดในปีนี้ เราได้เปลี่ยนชื่อการประกวดจาก Marketing Plan Contest สู่การเป็น IMC Plan Contest หรือการแข่งขันแผนสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ เพราะเราต้องการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้คิดมุ่งเน้นในการใช้เครื่องมือทางการตลาtดให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย ภายใต้โจทย์การทำตลาดเชิงไลฟ์สไตล์มาร์เก็ตติ้ง ด้วยสินค้าที่มีอัตลักษณ์แตกต่างกว่าสินค้าทั่วไป นั่นคือรถจักรยานยนต์ภายใต้แบรนด์ CUB House ของฮอนด้า ซึ่งประกอบไปด้วย Monkey และ C125 ถือเป็นเรื่องใหม่และท้าทาย ที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเข้าใจทั้งตัวสินค้า และวิธีทางการตลาดที่เหมาะสม จุดเด่นของโครงการคือ นักศึกษาจะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่เพียงการคิดเท่านั้น แต่จะได้ลงมือปฏิบัติจริงบนพื้นฐาน 3 จริง นั่นคือสินค้าจริง ลูกค้าจริง และสถานที่จริง” “พร้อมกันนี้ เรายังรู้สึกภูมิใจที่ได้ร่วมผนึกกำลังกับทางมาร์เก็ตเธียร์ สำนักข่าวและสื่อออนไลน์ทางการตลาดที่มีชื่อเสียงที่สุดในไทย นับเป็นโอกาสดีที่ได้ร่วมงานกับกูรูทางการตลาดระดับชั้นนำเป็นครั้งแรก เราเชื่อว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดก็คือนิสิต นักศึกษา ที่เข้าร่วมประกวดในโครงการนี้ ที่จะได้รับทั้งความรู้และมุมมองใหม่ๆอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ดร.ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ นักกลยุทธ์การตลาดไอเอ็มซีชื่อดัง และที่ปรึกษาโครงการ เปิดเผยว่า “IMC Plan Contest by A.P. Honda เป็นโครงการประกวดที่น่าสนใจ โดดเด่นในแง่ของแผนงาน เน้นเจาะไปที่การสื่อสารการตลาดเชิงบูรณาการ (Integrated Marketing Communication) เป็นการประกวดที่ไม่ได้พิจารณาเพียงแค่แผนงาน แต่นักศึกษามีโอกาสได้นำแผนของตนเองไปปฏิบัติจริง ทำให้เกิดความเข้าใจและได้รับประสบการณ์จริง จึงอยากเชิญชวนให้นักศึกษาสมัครเข้ามาประกวดกันเยอะ ๆ ครับ” สำหรับการประกวดแผนสื่อสารการตลาด IMC Plan Contest by A.P. Honda ครั้งที่ 12 เปิดโอกาสให้นิสิต และนักศึกษาที่สนใจงานด้านการสื่อสารการตลาด ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์มาประชันความสามารถ กับการประกวดวางแผนการสื่อสารการตลาดสำหรับ Monkey และ C125 จากแบรนด์ CUB House เพื่อนำความรู้มาต่อยอดความคิด วิเคราะห์ วางแผน นำเสนอ และทำให้เกิดขึ้นจริง ภายใต้โจทย์ “การสร้างแผนการสื่อสารการตลาดระหว่างปี 2020-2022 สำหรับรถ Monkey และ C125” ภายใต้แบรนด์ CUB House เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ด้วยงบประมาณสมมุติ 100 ล้านบาท ทั้งนี้ การประกวดจะแบ่งออกเป็น 3 รอบได้แก่ รอบที่ 1 (Presentation) เปิดรับแผนงานจากนิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 พฤศจิกายน2562 ก่อนคัดให้เหลือ 140 แผนงาน ที่จะได้สิทธิ์ในการนำเสนอแผนงานต่อหน้าคณะกรรมการที่จะเดินสายไปตัดสินใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศในช่วงเดือนธันวาคม 2562 เพื่อคัดให้เหลือ 36 แผนงานที่จะได้เข้าสู่รอบต่อไป รอบที่ 2 (Semi Final) ทีมที่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกทั้ง 36 ทีม จะต้องนำแผนงานบางส่วนมาปฏิบัติจริงในพื้นที่ร้าน CUB House ทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศในช่วงเดือนมกราคม 2563 ก่อนคัดเหลือเพียง 12 ทีมเข้าสู่รอบสุดท้าย รอบที่ 3 (Final) 12 ทีมสุดท้ายที่เข้ารอบมาในฐานะตัวแทนของ CUB House แต่ละสาขา จะต้องนำเสนอไฮไลท์หรือความโดดเด่นของ

ปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อยกับงาน Motor Expo 2025 ยอดจองสูงที่สุดอันดับที่ 1 ครองแชมป์โดยโตโยต้าที่กวาดใบจองได้กว่าหมื่นคัน

Triumph Tiger 900 มีดีอะไรบ้าง Triumph Tiger 900 จัดเป็น All-New โมเดลที่น่าจับตามองไม่ใช่น้อย เพราะทางค่ายเคลมไว้ว่าจะเป็นโมเดลที่จะมายกระดับมาตรฐานให้กับโลกของแอดเวนเจอร์ไบค์ เราไปดูกันว่า Triumph Tiger 900 มีดียังไงบ้าง ก่อนอื่นเลยมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับชื่อโมเดลย่อยเล็กน้อย จากเดิมที่เป็น Tiger 800 XC และ XCx สำหรับโมเดลล้อซี่ลวดเน้นทางฝุ่นจะถูกเปลี่ยนเป็น Tiger 900 Rally และ Rally Pro ส่วนโมเดล Tiger 800 XR และ XRx ที่เป็นโมเดลล้อแม็กเน้นขี่ทางดำจะกลายเป็น Tiger 900 GT และ GT Pro นอกจากนี้จะมีโมเดลพื้นฐานเป็น Tiger 900 ที่เน้นขี่ถนน เครื่องยนต์ใหม่ Triumph Tiger 900 ในตอนนี้ใช้เครื่องยนต์สามสูบตัวใหม่ขนาด 888 ซีซีรองรับ Euro5 เคลมมาว่ามีแรงบิดมากขึ้นกว่าโมเดลเดิม 10% มีแรงบิดสูงสุดที่ 87 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ ให้กำลังแรงม้าดีขึ้นในทุกย่าน โดยเฉพาะในรอบกลางที่มากขึ้นถึง 9% เปลี่ยนแปลงลำดับการจุดระเบิดใหม่เป็น 1,3 ,2 ให้ฟีลลิ่งที่แตกต่างเป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงสุ้มเสียงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เซ็ตมาตรฐานใหม่ของแอดเวนเจอร์ไบค์ เด่นด้วยเฟรมโมดูลาร์ใหม่เพราะซับเฟรมท้ายพร้อมพักเท้าคนซ้อนซึ่งน้ำหนักเบา ทั้งนี้ด้วยแชสซีใหม่นี้ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบากว่าพี่เสือ 800 อยู่ถึง 5 กก. ระบบกันสะเทือนชั้นดีเพื่อสมรรถนะที่ดีทั้งบนทางดำและทางฝุ่น ส่วนในโมเดล GT Pro จะมาพร้อมโช้คปรับไฟฟ้าอีกด้วย คาลิเปอร์เบรคถูกอัพเกรดเป็น Brembo Stylema ที่เป็นตัวโมโนบล็อก และยังเพิ่มความจุของถังน้ำมันเป็น 20 ลิตรเพื่อให้ใช้งานได้ไกลขึ้นกว่าที่เคย ลูกเล่นเพื่อความสวยงามและการขับขี่ที่ดีขึ้น Triumph ยังยัดลูกเล่นไฮเทคมาให้แบบจัดเต็มทั้งเพื่อความงามและการขับขี่ อาทิ เรือนไมล์ TFT สีขนาด 7 นิ้ว (ไม่มีในรุ่นพื้นฐาน) สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ในรุ่น Pro ระบบเบรก Cornering ABS และแทร็คชั่นคอนโทรลที่ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อย (ไม่มีในรุ่นพื้นฐาน) โหมดการขับขี่ที่มากถึง 6 โหมด ได้แก่ Rain, Road, Sport, Rider, Off-Road, Off-Road Pro ควิกชิฟเตอร์ 2 ทาง (เฉพาะรุ่น Pro) ไฟ LED ทั้งระบบพร้อมไฟเดย์ไลท์ที่ออกแบบใหม่ และช่องเก็บมือถือพร้อมช่องจ่ายไฟ USB รูปโฉมใหม่ แน่นอนว่าเจ้าเสือคันใหม่นี้มีรูปโฉมใหม่ โดยการออกแบบดีไซน์คราวนี้จะมุ่งเน้นไปในสไตล์ที่ดุดันก้าวร้าวมากขึ้นพร้อมท่าทางที่พร้อมจะลุยทุกเส้นทาง การเก็บงานและรายละเอียดต่างๆ เนี้ยบเนียน ชุดสีและลวดลายกราฟฟิกต่างๆ ดูดีพรีเมี่ยมกว่าที่ผ่านมา เข้าถึงง่าย เบาะนั่งของ Tiger 900 ทุกโมเดลสามารถปรับระดับความสูงได้ 20 มม. ดังนั้นคนที่ไม่สูงมากหลายคนก็สามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ยังมี Tiger 900 GT รุ่นพิเศษที่มาพร้อมช่วงล่างและเบาะต่ำพิเศษอีกด้วย Specifications โมเดล Tiger 900 Tiger 900 GT Tiger 900 GT Pro Tiger 900 Rally Tiger 900 Rally Pro เครื่องยนต์ 3 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 888 ซีซี ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ แบบ DOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 78 X 61.9 มม. อัตราส่วนการอัด 11.27:1 แรงม้าเคลม 95.2 แรงม้าที่ 8,750 รอบ แรงบิดเคลม 87 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ ระบบเกียร์

สำหรับ Yamaha YZF-R1 GYTR Limited Edition เป็นอีกหนึ่งคันที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษในงาน Eicma 2019 เพราะทุกคนอยากที่จะครอบครองคันนี้ ที่มีสเปคเหนือกว่าตัว YZF-R1 ตัวธรรมดา ก่อนอื่นเลยเรามาทำความเข้าใจ GYTR กันก่อนเลย อักษร 4 ตัวนี้ย่อมาจาก Genuine Yamaha Technology Racing คือฝ่ายคิดค้นและพัฒนา พาร์ทและอุปกรณ์เสริมประสิทธิภาพของทางยามาฮ่า ที่คิดค้นพัฒนาทั้งทางฝุ่นและทางเรียบมากว่า 40 ปี ก็ต้องบอกเลยว่า R1 คันนี้ไม่ใช่คันแรกแน่ๆที่ถูกเสริมหล่อ แต่งออกมาขนาดนี้ สำหรับ Yamaha YZF-R1 GYTR คันนี้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นพาร์ทคาร์บอนเกือบจะทุกชิ้นเพื่อความเบา แข็งแรงและสวยงาม ถูกคาดด้วยลาย GYTR สีขาว-น้ำเงิน ดูดุลงตัว ถ้าสังเกตุไปที่ช่วงล่างด้านหน้าถูกปรับเปลี่ยนเป็นโช้คหน้า Ohlins และระเบรคแบบเรเดี้ยนเมาส์ตัว Racing จาก Brembo พร้อมจากเบรค Brenbo T-drive มาดูกันต่อที่ท่อไอเสีย Akrapovic ที่ถูกพัฒนามาเพื่อ R1 โดยเฉพาะกันเลย พร้อมกับโช้คหลัง Ohlins TTX ตัวท๊อปๆของทางค่ายอีกเช่นกัน ที่จะมาช่วยเสริมความเนียนในการเข้าโค้งให้ดียิ่งขึ้น ชุดแผงคอด้านหน้าถูกขึ้นรูปใหม่ดีไซน์เป็นร่องแข็งแรง น้ำหนักเบา พร้อมกับเลเซอร์ GYTR บนชุดแผงคอด้านบน ทางด้านแฮนด์ขวาถูกเปลี่ยนปั้มกระทุ้งหน้าเป็นของ Brembo RCS ที่สามารถปรับระยะได้ เสริมหล่อกันเข้าไปอีก ทางด้านซ้ายของแฮนด์ถูกปรับเปลี่ยนปะกับแฮนด์แบบ Racing ที่เพิ่มความเข้าให้ง่ายขึ้นเมื่ออยู่ในสนามแข่ง เพียงแค่จำสีเท่านั้น แต่ก็ยังมีตัวอักษารเล็กๆอยู่ ที่ง UP Down Map Mode และ Pit ได้อารมณ์ซิ่งกันเลยละครับ สุดท้ายนี้ อาจจะต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ตัวสเปคเครื่องยนต์ยังไม่ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ เพราะทางเจ้าหน้าที่ยามาฮ่าเองก็ได้บอกไว้ว่าเวอร์ชั่นนี้เป็น ชุด KIT Racing ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อการแข่งขันเท่านั้น และคนที่ซื้อเวอร์ชั่นนี้ได้อาจจะต้องมีโปรไฟล์ทีมแข่ง หรือเป็นนักแข่งที่ใช้เพื่อการแข่งขันเท่านั้น ถือว่าเป็นการคาดเดาได้ว่ามันต้อง แรงกว่า ตัวขายปกติทั่วไปอย่างแน่นอน!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ครั้งแรกในวงการรถจักรยานยนต์ไทย CUB House by Honda จับมือ Toei Animation ผู้ถือลิขสิทธิ์ “ดราก้อนบอล” ร่วมสร้างตำนานบทใหม่ ระหว่างรถจักรยานยนต์ Monkey กับ อนิเมะยอดฮิตตลอดกาลของญี่ปุ่น เปิดตัว Honda Monkey รุ่น Dragon Ball Limited Edition ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 คันทั่วโลก มาเป็นเซ็ตพร้อมแจ็คเกตลาย Monkey x Dragon Ball จากแบรนด์ Naked & Famous วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 119,900 บาท ที่ร้าน CUB House ทั้ง 13 สาขา และที่งานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2019 ระหว่างวันที่ 29 พ.ย. – 10 ธ.ค. 2019 มร.ชิเกโต คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า “เป้าหมายของคับเฮ้าส์คือการเติมเต็มความต้องการให้กับคนรุ่นใหม่ด้วยการส่งมอบคุณค่าสามอย่าง อย่างแรกคือ Fun หรือความสนุกที่ลูกค้าสัมผัสได้จากทุกส่วนของร้าน รวมถึงสินค้าในร้าน อย่างที่สองคือ Proud หรือความภาคภูมิใจเมื่อลูกค้าได้เป็นเจ้าของรถ และอย่างที่สามคือ Me หรือสิ่งสะท้อนความเป็นตัวตนที่แท้จริงของลูกค้า ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นผ่านประสบการณ์ที่คับเฮ้าส์ส่งมอบให้กับลูกค้าซึ่งตลอดสองปีที่ผ่านมาที่นี่ได้กลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่สนุกสนาน และการเดินทางที่ไม่มีที่สิ้นสุด”“ล่าสุดนี้ เราขอส่งมอบความสนุกครั้งใหม่และครั้งแรกของวงการรถจักรยานยนต์ไทยกับการรวมตัวกันครั้งสำคัญของสองตำนาน นั่นคือตำนานของรถ Monkey ที่มีจุดกำเนิดตั้งแต่ปี 1961 จากการประดิษฐ์รถเพื่อขี่เล่นของพนักงานในโรงงานฮอนด้าแห่งหนึ่ง แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่แปลกไม่เหมือนใครทำให้ Monkey กลายเป็นรถที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกโดยเฉพาะในหมู่นักสะสม และอีกตำนานเกิดขึ้นในปี 1984 เมื่อดราก้อนบอลได้ถือกำเนิดขึ้นในญี่ปุ่นและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ได้รับการเผยแพร่ไปถึงกว่า 80 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย จนกลายเป็นอนิเมะยอดฮิตตลอดกาลของโลก”“ในปี 2019 นี้ เมื่อสองตำนานได้มารวมตัวกันก็ก่อให้เกิดรถจักรยานยนต์ Monkey Dragon Ball Limited Edition ภายใต้คอนเซปต์ ความสนุกในความทรงจำ กลับมาให้คุณได้ซนอีกครั้ง ซึ่งจะถูกผลิตจำนวนจำกัดเพียงแค่ 100 คันทั่วโลก โดยรถพิเศษรุ่นนี้ได้รับการออกแบบโดยทีมดีไซน์เนอร์จาก H2C ซึ่งเป็นสำนักแต่งรถของเอ.พี. ฮอนด้า ที่มีความหลงใหลใน Monkey และ Dragon Ball อย่างมากจนเกิดเป็นรถที่มีความลงตัว มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร”Monkey Dragon Ball Limited Edition เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง เอ.พี. ฮอนด้า และ Toei Animation ผู้ถือลิขสิทธิ์ดราก้อนบอลอย่างเป็นทางการ ตัวรถได้รับการออกแบบให้มีความโดดเด่นลงตัวทุกมุมมอง โดยการนำเอาเอกลักษณ์สามอย่างของดราก้อนบอลมาอยู่บนตัวรถ Monkey อย่างแรกคือลูกแก้วมังกรสี่ดาวของโงกุน อย่างที่สองคือเทพเจ้ามังกรอันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งสองอย่างถูกตกแต่งอยู่บนถังน้ำมันที่หุ้มด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ โดยตัวลูกแก้วมังกรทำจากอะลูมิเนียม CNC และอย่างที่สามคือสัญลักษณ์สำนักเต่าของผู้เฒ่าเต่าอันเลื่องชื่อที่โดดเด่นอยู่บนครอบกรองอากาศสีส้ม ในขณะที่ฝาครอบหุ้มข้างเป็นแบบคาร์บอนไฟเบอร์พร้อมสัญลักษณ์ MonkeyHonda Monkey Dragon Ball Limited Edition ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 คันทั่วโลก มาเป็นเซ็ตพร้อมแจ็คเกตลาย Monkey x Dragon Ball จากแบรนด์ Naked & Famous (มูลค่า 8,500 บาท) วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 119,900 บาท ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปชมรถจริงและจองได้ที่ CUB House ทั้ง 13 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ สาขาเอกมัย สาขาอุดรธานี สาขาขอนแก่น สาขาชลบุรี สาขาสุราษฎร์ธานี สาขาหาดใหญ่ สาขาเพชรบุรี สาขาเชียงราย สาขาภูเก็ต สาขาเชียงใหม่ สาขานครปฐม สาขาศรีนครินทร์ และล่าสุดสาขาอุบลราชธานี และที่บูธ CUB House หมายเลข G 09 ในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2019 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พ.ย. – 10