SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

DENZA D9 2026 รถตู้ไฟฟ้าพรีเมียม 100% นำเข้า CBU ส่วนลดสูงสุด 205,000 บาท เฉพาะแคมเปญ Motor Show 2026 เช็กราคาใหม่และสิทธิพิเศษได้ที่นี่

Pirelli จัดสูตรยางแข่ง Moto2/3 ประเดิมสนามแรกใน ThaiGP 2025 เข้าสู่การแข่งขันโมโตจีพีฤดูกาล 2025 สนามแรกในประเทศไทย ผู้สนับสนุนหลักในการแข่งขัน Moto2 และ Moto3 อย่างยาง Pirelli ก็พร้อมจัดสรรยางสำหรับแข่งขันทั้งสองรุ่น โดยใช้รหัสสเปคเดิมที่เคยแข่งขันไปเมื่อช่วงเดือนตุลาคมในปีที่ผ่านมา นับเป็นฤดูกาลที่สองแล้วสำหรับการเป็นซัพพลายเออร์หลักในการแข่งขัน Moto2 และ Moto3 พร้อมผลการทำสถิติใหม่มานับไม่ถ้วน โดยสนามแข่งขันในประเทศไทย นักแข่งขันแต่ละทีมจะได้รับการซัพพอร์ตยางคอมปาวด์เดียวกันเหมือนที่ใช้แข่งในฤดูกาล 2024 โดยรุ่น Moto2 จะได้รับยางซอร์ฟ SC1 ยางมีเดียม SC2 ด้านหน้า และยางซอร์ฟ SC0 ยางมิเดียม SC1 ด้านหลัง ส่วนรุ่น Moto3 จะได้รับยางหน้าสเปคเดียวกันกับรุ่นพี่ก็คือ หน้ายางซอร์ฟ SC1 ยางมิเดียม SC2 ส่วนยางหลังเป็นยางซอร์ฟ SC1 ยางมิเดียม SC2 เช่นเดียวกัน และสิ่งที่น่าสนใจในปีนี้ก็คือ ล้อหน้าตัวใหม่ขนาดขอบ 3.5 นิ้ว ที่นักแข่งพึ่งใช้ซ้อมไปเมื่อสนามเฆเรซ ประเทศสเปนที่ผ่านมา โดยจะถูกนำมาใช้แข่งขันในรุ่น Moto2 รวมถึงการกำหนดแรงดันลมยางขั้นต่ำในรุ่น Moto3 ซึ่งจะต้องไม่ต่ำกว่า 1.5 บาร์ หรือ 22 Psi นอกจากนี้สภาพอากาศสนามแข่งในบ้านเราอย่างที่รู้กัน ไม่ร้อนก็ฝน หนาวนิดเดียว แต่ส่วนใหญ่..ร้อน และด้วยสภาพอากาศที่มีช้อยให้เลือกเพียงร้อนนิดเดียวกับร้อนมาก จึงเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ยางยึดเกาะได้เร็วยิ่งขึ้น ประกอบสนามช้างฯ ที่จ.บุรีรัมย์บ้านเรา ถือว่าไม่ยากหากเทียบกับสนามทั้งหมด แต่ก็ยังมีความท้าทายสำหรับนักแข่งในหลายจุด ทั้งโค้ง 4 ไฮด์สปีดและโค้ง 12 ที่ต้องใช้เบรกหนักสุด และต้องการกริปมากที่สุดและอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักแข่งชิงความได้เปรียบในการแข่งขันครั้งนี้ “หลังจากการทดสอบที่ปอร์ติเมาและเฆเรซ ซึ่งผลลัพธ์ออกมาดีมากสำหรับยางพีเรลลี ในฐานะที่เป็นซัพพลายเออร์หลักเพียงรายเดียวของ Moto2 และ Moto3 เราจะลงแข่งขันใน GP ครั้งแรกนี้ด้วยสเปคยางคอมปาวด์เดียวกันกับที่ใช้สนามนี้เมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากยางชุดสเปคดังกล่าวได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ยางแบบเดียวกัน จะช่วยให้นักแข่งสามารถต่อยอดจากข้อมูลเดิมที่เคยทดสอบไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งอย่างไรก็ตาม ความแตกต่างก็คือช่วงเวลาที่ต่างกัน ซึ่งอุณหภูมิแตกต่างอย่างแน่นอน แต่พอมีข้อมูลสำหรับการแข่งขัน Asia Talent Cup เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนักแข่งได้เลือกใช้ยาง SC2 ทั้งหน้า-หลัง ซึ่งข้อมูลนี้อาจทำให้เกิดความได้เปรียบโดยเฉพาะนักแข่งที่กำลังขึ้นมาแข่งในรุ่น Moto3 จะสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโครงการของเราในการมอบความต่อเนื่องให้กับนักแข่งผ่านยางตลอดเส้นทางการเติบโตในอาชีพของพวกเขา แม้ว่าเราจะทำลายสถิติในฤดูกาลที่แล้ว แต่เป้าหมายของเราสำหรับปีนี้ก็ไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน เราต้องการทำผลงานให้ดีขึ้นและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ของเราต่อไป” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Jorge Martin เจ็บซ้ำตอนซ้อม ชวดลงแข่งนัดเปิดสนามบุรีรัมย์ เหมือนจะดูเป็นเคราะห์ซ้ำ กรรมซัดสำหรับแชมป์โลกคนล่าสุดอย่าง Jorge Martin นักแข่งเจ้าของหมายเลข 1 จากทีม Aprilia Racing ที่มีการรายงานว่าเจ้าตัวนั้นได้รับอาการบาดเจ็บเพิ่มเติมขณะทำการซ้อมก่อนลงแข่งขันในเปิดสนามที่ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ การแข่งขัน MotoGP2025 ที่กำลังจะเริ่มเปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้วในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ แต่ดูเหมือนว่าฆอร์เก้ มาร์ตินจะพลาดการแข่งขันในนัดเปิดสนามที่ประเทศไทย เพราะเจ้าตัวได้รับอาการบาดเจ็บกระดูกมือซ้ายหักในระหว่างการฝึกซ้อมเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าตัวก็ได้รับอุบัติเหตุใหญ่ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซียมาแล้ว 1 ครั้ง หมอเทวดา ผู้เคียงข้างมาร์ก มาร์เกซ ดร.ซาเวียร์ เมียร์ แพทย์แผนกศัลยกรรมมือ และไมโครศัลยกรรม ภาควิชาเวชศาสตร์อุบัติเหตุและศัลยกรรมกระดูก จาก Hospital Universitari Dexeus เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน โดยผลงานสร้างชื่อของหมอคนนี้ คือการรักษาแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง ‘มาร์ก มาร์เกซ’ ที่แขนหักกลับมาทำการแข่งขันได้ภายใน 4 วัน โดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นมาร์ก แขนขวาเพิ่งหักจากการแข่งขัน MotoGP สนามเปิดฤดูกาล 2020 ที่ เฆเรซ ประเทศสเปน ให้ผ่านความฟิตจน MotoGP อนุญาตให้กลับมาแข่งในสนาม 2 ของฤดูกาล (ซึ่งแข่งที่ เฆเรซ แบบต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ติด จากผลพวงของ COVID-19) โดยมาร์ติเนเตอร์จะเข้ารับการผ่าตัดข้อมือโดยศัลยแพทย์ด้านมอเตอร์สปอร์ตที่ดีที่สุดในวงการ ซึ่งเจ้าตัวอาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นอีกระยะใหญ่ ๆ กว่าร่างกายจะกลับมามีสภาพสมบูรณ์ ซึ่งหมายความว่านักบิดรายนี้อาจจะพลาดการแข่งขัน MotoGP ในสนามที่สองที่ประเทศอาเจนตินาอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Marc เล่าความรู้สึกตอนที่ได้ขี่ Ducati ครั้งแรก เมื่อปีใหม่มาถึงก็เป็นสัญญาณเริ่มต้นสัญญาใหม่ของ Marquez กับทาง Gresini Ducati หลังจากที่สัญญาเดิมกับทาง Honda ได้สิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา คราวนี้ก็ได้เวลาที่ Marc เล่าความรู้สึกตอนที่ได้ขี่ Ducati ครั้งแรก เขาเฉิดฉายมากตอนทดสอบช่วงท้ายฤดูกาลกับทางดูคาติครั้งแรก แต่ไม่มีโอกาสได้พูดจนกระทั่งเดือนมกราคม ตอนที่เขาย้ายทีมได้อย่างเป็นทางการ “ผมค่อนข้างกังวลนะและก็รู้สึกตื่นเต้นมาก แม้ว่าผมจะแข่งมาแล้วหลายปี แต่นี่มันคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่หลังจากนั้นผมก็เริ่มเย็นลงและผ่อนคลายมากขึ้น ผมพยายามทำความเข้าใจตัวเองกับทีมช่างเทคนิคทีมใหม่และรถคันใหม่ของผม” มาร์ก กล่าว ในท้ายที่สุดคุณก็ย้ายมาสู่รถค่ายที่เป็นแชมป์ตอนนี้ ดังนั้นโอกาสมันอยู่ในมือคุณแล้วสินะ “ตอนแรกนั้นมันคือการปรับตัวให้เข้ากับท่านั่งขับขี่ เราเปลี่ยนอะไรหลาย ๆ อย่าง เพราะบางจุด ผมไม่รู้สึกสบายเอาซะเลย แต่ความเร็วมันได้ มันมีอยู่ จนผมเริ่มเข้าใจรถ และรู้ว่าต้องจัดการยังไง แต่ผมก็ยังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกเยอะ อาจจะไม่ได้ขี่เร็วขึ้น แต่จะรักษาเวลาไว้ได้ดีขึ้นและปลอดภัยขึ้น” นอกจากนี้เขายังทิ้งท้ายเกี่ยวกับฮอนด้าของเขาไว้อีกว่า “ผมไม่ชอบที่จะเปรียบเทียบรถเลย โดยเฉพาะเวลาอยู่ในที่สาธารณะ รถมันคนละคันกันเลย แถมยังมีสไตล์การขี่ที่ต่างกันอีก” “ผมปรับตัวได้เร็วกว่าที่คาดเพราะผมรู้สึกดีมาก ๆ ทันทีที่ลองขี่เลย มันให้ฟีลลิ่งชัดเจนมาก และเวลาก็ช่วยให้รับรู้ได้โดยไม่ต้องพยายามตามหามัน” “ในการทดสอบตอนช่วงท้ายของวันเรามีโอกาสได้ลองยางซอฟต์ตัวใหม่แล้วผมก็ว่ามันดีนะ มันมีหลายอย่างที่ผมต้องทำความเข้าใจ ทั้งเรื่องระดับของตำแหน่งและการสื่อสารในทีม ซึ่งมันก็สมเหตุสมผลนะ เพราะผมทำงานกับคนกลุ่มเดิมมานานกว่า 11 ปี แต่เขาก็ต้อนรับผมดีมาก ๆ เลย และเรื่องนี้ก็ช่วยให้ผมสบายใจมากขึ้น” การเปิดตัวทีม Gresini Ducati 2024 อย่างเป็นทางการนั้นจะจัดขึ้นในวันที่ 20 มกราคมนี้ ส่วนด้านเจ้ามดแดงนั้นจะกลับคืนแทร็กอีกครั้งในวันที่ 6 – 8 กุมภาพันธ์นี้กับการทดสอบที่เซปัง โดยเขาจะเป็นเพื่อนร่วมทีมกับ Alex Marquez ในปีนี้ หลังจากการย้ายทีมครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขัน MotoGP ทั้งนี้ Marquez แชมป์โลกรวม 8 สมัยได้ออกจาก Honda หลังจากสามปีของการบาดเจ็บและผลงานที่ต่ำกว่ามาตรฐานเนื่องจากรถของเขา หลังจากนี้ไปเขาจะขี่รถแข่งดูคาติอายุ 1 ปี หรือ Desmosedici GP23 และคู่แข่งของเขาเองก็คาดการณ์กันแล้วว่าเขาผู้นี้น่าจะออกล่าแชมป์ปี 2024 ได้อย่างถึงพริกถึงขิงแน่นอน ตัวผมเองก็คาดว่าการแข่งขันในปีนี้ของเจ้าเด็กระเบิดคนนี้น่าจะมีอะไรให้น่าตื่นเต้นกว่าที่ผ่านมาอย่างแน่นอน เว้นแต่ว่าดูคาติจะทำรถปีใหม่ได้เหนือกว่าเดิมมาก ๆ ก็จะกลายเป็นอีกเรื่องนั่นล่ะครับ อย่างไรก็อย่าลืมติดตามชม และตามผลรวมถึงตามข่าวทางเว็บไซต์ได้เช่นเดิม สุดท้ายนี้เราชาวไทยชอบคนไหนเชียร์คนนั้นครับ แต่ที่สำคัญอย่าลืมเชียร์ ก้อง สมเกียรติ จันทราใน Moto2 ด้วยนะเออ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Raul Fernandez บอก Aprilia คันใหม่ แรงจริง ๆ ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของสปอนเซอร์อย่าง Cryptodata RNF บวกกับ Oliveira เองก็มาบาดเจ็บ งานนี้เฟอร์นานเดซก็เลยต้องมาทดสอบรถ RS-GP 2023 ในตอนทดสอบที่วาเลนเซียจน Raul Fernandez บอก Aprilia คันใหม่ แรงจริง ๆ กับทางสื่อ นักแข่งหนุ่มชาวสเปนผู้นี้จบการทดสอบในอันดับที่ 5 โดยทำเวลาห่างจาก Maverick Vinales ที่ขี่ให้กับทีมโรงงานของทางอาพริเลียผู้นำในการทดสอบเพียง 0.263 วินาทีเท่านั้น “เราเริ่มทดสอบกันด้วยรถเก่าปี 2022 และก็ทำเวลาได้ดีขึ้นบ้างช้าลงบ้างสลับกันไปตามสปีดของผม แต่พอผมได้โดดไปขี่คันใหม่ปี 2023 ผมก็เริ่มทำเวลาได้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนผมเองก็ยังงงและไม่เข้าใจมันได้ดี” โดยที่ทาง Espargaro และ Vinales เคยอธิบายรถปี 2023 ไว้แค่ว่ามันพัฒนาขึ้นมาแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับปี 2022 แต่ Fernandez กลับสัมผัสว่ามันได้พัฒนามามาก “ผมเร็วกว่าเดิมเกือบ 1 วินาที ผมรู้สึกได้ และเราก็เห็นหลักฐานได้จากข้อมูล!” “ด้านหน้าคือส่วนที่พัฒนาขึ้นมามากที่สุดจนผมรู้สึกได้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของแอโรไดนามิกที่พัฒนาขึ้นไปอีกระดับ จนผมสัมผัสฟีลลิ่งที่ด้านหน้าได้ชัดขึ้น ผมสามารถรุกไล่ได้มากขึ้นเวลาผมเข้าโค้ง” “โดยทั่วไปแล้วผมก็รู้สึกโอเคกับรถมาก ๆ นะ ผมรู้สึกได้เลยว่า Aprilia ทำรถออกมาได้ดีมาก ๆ เลย” เขายังเสริมอีกว่า “ผมไม่ค่อยชอบรถตอนที่ผมแตะคันเร่งเพราะว่ามันยากมากที่จะเข้าโค้ง แต่นั่นมันไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร แต่บางทีเราอาจจะพัฒนาตรงนี้ให้เทียบชั้นกับดูคาติได้ แต่โดยทั่วไปผมว่ามันก็ดีจริง ๆ นะ” และเมื่อมีการเข้ามาของสปอนเซอร์ใหม่อย่าง Trackhouse ซึ่งมาพร้อมผู้จัดการทีมใหม่ Justin Mark เองก็ตั้งเป้าหมายว่าจะสอย RS-GP 2024 ที่ Aleix Espargaro และ Maverick Vinales ขี่ มาให้ได้ “ผมต้องการที่จะได้รถแบบเดียวกับนักแข่งทีมโรงงานมี ซึ่งเรื่องนี้น่าจะช่วยให้ผลงานโดยรวมของทางค่ายดีขึ้นด้วย แล้วผมเองก็ไม่อยากจะทำทีมแบบประหยัด ๆ ผมอยากจะทำให้ทุกคนประทับใจด้วยการเป็นทีมอิสระที่ดีและทุ่มเททำงานกับทางทีมโรงงานอย่างใกล้ชิด” ผู้จัดการทีมคนใหม่กล่าว งานนี้บอกเลย MotoGP ปีหน้าเดือดแน่นอนครับ รถก็เรื่องนึง แต่ฝีมือและความขิงของนักแข่งรุ่นใหม่ไฟแรงก็เดือดพล่านกันจริง ๆ ครับ แต่ต้องมาพิสูจน์กันว่า “ไม่ได้โม้” แบบพี่สมรักษ์หรือเปล่า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati ยัน Marquez จะได้ขี่รถของ Zarco ไม่ใช่ของ Bagnaia หรือ Martin ล่าสุดทาง Ducati ยัน Marquez จะได้ขี่รถของ Zarco ไม่ใช่ของ Bagnaia หรือ Martin ซึ่งเป็นรถที่มีศักยภาพลุ้นแชมป์ อย่างที่หลาย ๆ คนคาดการณ์กัน ดังนั้นการแข่งขันในปี 2024 นั้นทางทีม Gresini จะยังใช้รถสเปกเก่าลงแข่ง ส่วนทีมโรงงานและทีม Pramac จะได้ใช้รถที่มีการอัปเดตใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าดีกว่ารถเก่าอย่างแน่นอน “มาร์กจะเป็นเหมือนกับทีมอื่น ๆ ที่จะได้ใช้รถ Desmosedici GP23 ซึ่งจะเป็นของซาร์โก้ที่ใช้แข่งปีที่แล้ว” Gigi Dall’lgna ผู้จัดการทั่วไปของดูคาติให้ข่าว “ส่วนรถของ Pecco Bagnaia, Jorge Martin และ Enea Bastianini จะมีการพัฒนาขึ้นไปอีก แต่เราก็มีปัญหาอยู่บ้างเหมือนกันในเรื่องของความเหนียวและสมรรถนะ ดังนั้นเราจึงคิดว่าการพัฒนานี้ไม่เหมาะกับทีมอิสระแน่ เราเลยเลือกที่จะไม่เอาของใหม่ให้พวกเขาในเคสนี้” “เรายังคงกระหายที่จะทุ่มเทให้สุดตัวเพื่อให้นักบิดทุกคนที่มีโลโก้ดูคาติอยู่บนถังน้ำมัน ในท้ายที่สุดเราจะรับฟังนักแข่งทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เราจะไม่ยึดโยงกับคนใดคนนึงเพียงคนเดียว” สรุปว่ารถที่ Marquez จะได้เริ่มออกผจญภัยกับทางดูคาตินั้นจะไม่ได้มีการอัปเดตแบบที่รถของแชมป์โลกและผู้ท้าชิงคนสำคัญมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์ช่วยออกตัวใหม่หรือว่าวิงก์เล็ตที่โช้คหน้า แน่นอนว่าฝ่ายหลังจะได้รถแข่งที่อัปเดตใหม่เพิ่มเติมด้วย แต่ส่วนตัวผมก็เชื่อว่า #93 น่าจะมีฝีมือมากพอที่จะทำให้แชมป์โลกคนปัจจุบันสั่นคลอนได้อย่างแน่นอนครับ เกมปีหน้าน่าจะสนุกมากขึ้นแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

FIM ยัน MotoGP บราซิล 2026 ยังเป็นไปตามแผน! สยบข่าวลือเรื่องความไม่แน่นอนของสนาม พร้อมแข่ง 20-22 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดล่าสุดที่นี่

อัปเดตราคา Honda PCX160 2026 เริ่มต้น 96,000 บาท ชมภาพจริงสีใหม่ White Blaze และ Amber Blaze รุ่น RoadSync/Standard พร้อมสเปคเครื่องยนต์ eSP+ และตารางผ่อนล่าสุด คลิกเลย!"

Suzuki Spacia Base รถ K-Car สไตล์ฐานทัพเคลื่อนที่จากญี่ปุ่น มาพร้อมฟังก์ชัน Multi Board ปรับเป็นออฟฟิศหรือห้องนอนได้ ประหยัดน้ำมัน 21.2 กม./ลิตร

Luxeed S7 หลุดทดสอบในไทย รถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะจากการร่วมมือของ Huawei และ Chery เจาะลึกสเปก 496 แรงม้า ชาร์จไว 15 นาที

DUCATI เตรียมเดบิวต์ครั้งแรก !! พร้อมจารึกในหน้าประวัติศาสตร์แห่งโลกโมโตครอส นับเวลาตั้งตารอคอยที่จะได้เห็นโฉมต้นแบบอย่างเจ้า Ducati Desmo450 MX ลงสนามแข่งโมโตครอสครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากที่ประสบความสำเร็จแล้วมานักต่อนักไม่ว่าจะเป็นประเภทการแข่งขันทางเรียบชิงแชมป์โลก การแข่งขันทางฝุ่นอย่างดาการ์แรลลี่ และนี่อาจเป็นครั้งแรกที่ดูคาติพยายามพิชิตเส้นชัยในเส้นทางโมโตครอส DUCATI เตรียมเข้าสู่โลกของการแข่งขัน MXGP World Championship ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ด้วยการส่งนักบิดแชมป์โลก 9 สมัยอย่าง Tony Cairoli เดบิวต์ลงสู่สนามด้วยโฉมโปรโตไทป์ทางฝุ่นรุ่นแรกของค่ายอย่าง Desmo450 MX ที่สนาม Arnhem ประเทศเนเธอร์แลนด์ ก่อนเข้าสู่รั้วการแข่งขันแบบเต็มฤดูกาลใน MXGP 2025 ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของดูคาติ รวมถึงขั้นตอนสำคัญของการพัฒนาโมเดล ซึ่งจะเข้าร่วมการแข่งขัน MXGP World Championship ในฤดูกาล 2025 ควบคู่กับการผลิตรุ่นโปรดักท์ชันพร้อมกันในเซ็กเมนต์กลุ่มออฟโร้ดของทางค่ายอีกด้วย โดยทางดูคาติ ยังคงมีแผนพัฒนาโฉมต้นแบบเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยสนามในนัดถัดไปจัดขึ้นวันที่ 31 ส.ค. และ 1 ก.ย. นี้ ที่ Castiglione del Lago ซึ่งเป็นสนามที่ 5 ของการแข่งขันชิงแชมป์ที่ประเทศอิตาลี สำหรับแฟน ๆ โมโตครอส เราจะได้เห็นตัวแข่งจากค่ายใหม่ที่ไม่ใหม่ได้มาโลดแล่นในเวทีการแข่งขันโมโตครอสระดับโลกแล้วในอีกไม่นานนี้ แล้วโฉมตัวแข่งจะดุดัน สมกับคำร่ำลือหรือไม่ ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Hazan Motorwork เผยผลงานสองล้อ พ่วงเครื่องยนต์เฟอร์รารี่ นี่ไม่ใช่ข่าวจากทางออฟฟิเชียลของทางเฟอร์รารี่ แต่เป็นเพียงโปรเจ็กต์มอเตอร์ไซค์คัสตอมสุดแนวจากสำนักคัสตอมชื่อดังในอเมริกาอย่าง Hazen Motorwork ซึ่งดูเหมือนจะเป็นโปรเจ็กต์ที่ทำขึ้นเพื่อบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊คซะยังไงอย่างงั้น กับรถมอเตอร์ไซค์คัสตอมที่ใช้บล็อกเครื่องยนต์ V8 จากโฉมซูเปอร์คาร์ชื่อดังอย่าง Ferrari F355 มันจะพิเศษแค่ไหนกันเชียว ด้วยปริมาตรกระบอกสูบขนาด 3,495 ซีซี พร้อมพละกำลังแรงม้ามากถึง 370 แรงม้า กับผลงานประดิษฐ์และออกแบบหมด ไม่ว่าจะแชสซีหรือสวิงอาร์ม ซึ่งจากภาพตัวโมเดลที่เห็นครั้งแรก ค่อนข้างดูเหมือนกันกับเจ้า Millyard Viper V10 อันทรงพลัง หรือรถทรงบ๊อบเบอร์อย่าง Boss Hoss ที่ใช้บล็อก V8 F355 แบบเดียวกับที่เขาใช้อีกด้วย คาดว่าน่าจะเป็นโฉมสปอร์ต แต่จริง ๆ แล้วไม่แทบจะเหมือนกันเลย ซึ่งความแตกต่างที่เห็นได้ชัดก็คือระยะฐานล้อที่สั้นกว่า แฮนด์จับโช้ค โหลดหน้าต่ำ ซับเฟรมด้านท้าย ใส่ระบบเบรกดิสก์คู่ ปั๊มและคาลิเปอร์ Brembo โช้คหน้า Ohlins และรัดยางสนามแข่ง Pirelli Diablo Superbike ยังไรเรายังไม่ได้เห็นถึงรูปทรงแฟริ่งและถังน้ำมัน ซึ่งคาดว่าจะต้องเป็นโมเดลสายสปอร์ตอย่างแน่นอน หรือไม่ก็อาจเป็นเดลแปลก ๆ แหวกแนวตามสไตล์อาร์ทติสก็เป็นไปได้ สำหรับตัวรถนั้นยังไม่เสร็จอย่างสมบูรณ์แบบ อย่างไรเราอาจได้เห็นโฉมที่เสร็จสมบูรณ์ 100% โดยสามารถติดตามผ่านช่องทาง Hazem’s social Media อยากเห็นซะแล้วว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2024 World Ducati Week กับศึก Panigale V4S แข่งเสร็จพร้อมขาย นับว่าเป็นการปิดฉากได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยมีมา สำหรับงานอีเว้นต์ระดับเวิร์ลคลาสอย่าง 2024 World Ducati Week กิจกรรมแห่งการรวมพลของชาวดูคาทิสต้ามากที่สุดในโลก ที่มิซาโน่ เวิร์ล เซอร์กิต ประเทศอิตาลี โดยภายในงานล้วนเต็มไปด้วยกิจกรรมต่าง ๆ มากมายทั้งในโซน Paddock, ในแทร็กรวมถึงบริเวณโซนพื้นที่ Out Doors ให้เหล่าสาวกดูคาติได้ร่วมสนุกแบบเต็มพิกัด และพิเศษกับไฮไลท์ของการแข่งขัน Lenovo Race of Champions ที่แฟน ๆ ทั่วโลกต่างรอคอย กับการรวมนักแข่งระดับแนวหน้าในวงการมอเตอร์สปอร์ตจากทีม Ducati ซึ่งนำทัพโดยแชมป์โลกทางฝั่ง MotoGP อย่าง Francesco Bagnaia, Marc Márquez, Jorge Martìn รวมถึงดาวบิดจากทางฝั่ง WSBK อย่าง Álvaro Bautista, Nicolò Bulega, Andrea Iannone และคนอื่น ๆ ที่มาร่วมสร้างสีสันความสนุกภายในงาน กับการแข่งขัน Ducati One Make Race ประชันฝีมือบนรถโปรดักท์ชันโฉมใหม่ล่าสุดอย่าง Ducati Panigale V4S 2025 อีกด้วย และพิเศษสุด ๆ สำหรับแฟน ๆ VIP โดยทางดูคาติพร้อมให้ให้จับจองเจ้า Panigale V4S 2025 โฉมใหม่ล่าสุด กับลายทีมแข่งตัวเดียวกับที่เหล่านักแข่งใช้แข่งขันในอีเว้นต์นี้นั่นเอง เรียกได้ว่าขี่เสร็จ พิสูจน์แล้ว ขาย..เอาไปเลย ซึ่งมีทั้งหมด 20 คัน แบ่งเป็นของนักแข่ง 15 คัน และ Spare Bike อีกจำนวน 5 คัน เดี๋ยวมาดูค่าตัวรถแข่งของนักแข่งแต่ละคน ว่าจะมีราคาเท่าไหร่กันเชียว *บวกค่าตำแหน่ง สำหรับรถแข่งที่ขึ้นโพเดี้ยมในครั้งนี้* Ducati Panigale V45 2025 MOTOGP Ducati Lenovo Team Rider Retail Price (Euro) Price (baht) Remark Francesco Bagnaia 108,500 4.2 ล้านบาท 1st Podium (+8,500 euro) Enea Bastainini 82,000 3.1 ล้านบาท Michele Pirro 58,000 2.2 ล้านบาท Prima Pramac Racing Team Rider Retail Price (Euro) Price (baht) Remark Jorge Martìn 82,000 3.1 ล้านบาท Franco Morbidelli 62,000 2.4 ล้านบาท VR46 Racing Team Rider Retail Price (Euro) Price (baht) Remark Marco Bezzecchi 66,000 2.5 ล้านบาท Fabio Di Giannantonio 62,000 2.4 ล้านบาท Gresini Racing MotoGP Rider Retail Price (Euro) Price (baht) Remark Marc Márquez 84,500 3.2 ล้านบาท 3rd Podium (+2,500 euro) Alex Márquez 62,000 2.4 ล้านบาท

รีวิว-ทดสอบ Royal Enfield Guerrilla 450 หรือ กองโจรสี่ห้าศูนย์ ฉีกกฎมอเตอร์ไซค์ Neo-Classic สู่ Roadster 100% มอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่จาก Royal Enfield ที่ปรับคาแรคเตอร์ให้ตอบโจทย์ของวัยรุ่นอินดี้(อินเดีย) ที่อยากหนีความจำเจ ด้วยรสชาติกลมกล่อม ของการขับขี่บนถนน นิยาม EASY & FUN TO RIDE ROADSTER ปัจจัยหลักสำคัญที่ใช้เป็นหัวใจในการออกแบบ Guerrilla 450 คันนี้ และอีกโจทย์ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ มองแล้วรู้ว่า นี่แหละ ROYAL ENFIELD ความคลาสสิกจะเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความทันสมัย แต่ Royal Enfield ได้จับทั้งสองอย่างผสมกันได้ลงตัวแบบพอดิบพอดี เหมือนแกงกระหรี่…เครื่องแกงผสมจากวัตถุดิบหลายชนิด แต่การจะทำให้แกงอร่อยมันไม่ง่าย ไม่ต่างอะไรจากการออกแบบมอเตอร์ไซค์ ซึ่งทุกองค์ประกอบของคันนี้ ผ่านการทดสอบ ปรับเปลี่ยน และเลือกใส่ให้คุ้มค่าที่สุด ทั้งในด้านของต้นทุนและประสิทธิภาพ มันเป็นรถที่ขี่อร่อย แต่จะชอบไม่ชอบ ก็แล้วแต่คนกิน First Impression ก่อนที่จะได้เห็นตัวจริง ก็นึกว่า อ๊ะ มาอีกค่ายละ…ทรง scrambler…ล้อหน้าใหญ่ล้อหลังเล็ก ใส่ยางหนามๆหน่อย เอาทรง อุปกรณ์อื่น ๆก็ติดๆมา ให้ขี่ได้ สเปกก็ตามราคา ไม่ได้หวือหวา เน้นดูแล้วหล่อ นอกจากนั้นรถสไตล์คลาสสิกไม่ใช่แนวของผมเลย เฉยๆ กับทุกยี่ห้อ แต่…รุ่นนี้มันโดนใจแปลกๆ ยิ่งตัวขาวฟ้า นี่แบบอื้อหื้อ อยากจะขอยืมมาถ่ายรูปให้ได้ อยู่สเปน 3 วัน ขอ 3 วัน แต่ทีมงานหวงมาก ไม่ให้น้องโดนแดดเลย ได้มาแต่รูปในโรงแรม ถ้าถามผม น้องขาวฝ้า คือนางงามระดับ Miss Grand India สง่าที่สุดในงาน ส่วนสีอื่น ๆก็ เฉยๆ ไม่ได้กระแทกหัวใจขนาดนั้น Guerrilla 450 ใส่ล้อมาเป็น หน้า-หลัง 17 ซึ่งมันคือขนาดของ Roadster ทั่วไป ต่างจากยี่ห้ออื่น ๆ ที่ล้อหน้าไม่ 18 ก็ 19 ก็เลยรู้สึกแปลกใจว่า ทำไม! ไม่ใส่ล้อหน้าใหญ่กว่าหลัง จากที่ได้คุยกับทีมงานออกแบบ เขาเล่าว่า ไซส์นี้ (17นิ้ว) หายางง่าย และไม่จำกัดแค่ยางบั้งๆ เพราะมีให้เลือกอีกเยอะ แต่ที่เลือกยางตัวนี้มา เพราะ style และข้อจำกัดเรื่องต้นทุนการผลิต—รถอินเดีย ต้องยางอินเดีย เลยเลือก CEAT มาใส่ งานประกอบเกินราคา รางแบตและกล่องฟิวส์เข้าถึงง่าย ปลั๊กต่างๆไม่ต้องล้วงหา ใส่ใจรายละเอียด สี-ลาย-งานประกอบ เนี้ยบทุกจุด พูดตรงๆว่า สมัยนี้ ดูแค่ประเทษผลิตไม่ได้ จะอ้างว่า นู้นแบรด์ญี่ปุ่น งานอังกฤษ ฟังแล้วโก้ อยากให้มาดูงานอินเดียซักหน่อย ไม่มีคำว่าก๊องแก้ง อย่างที่เขาพูดไม่มีผิด ทุกอย่างชนเพดานราคา ใส่มาสุดในงบนี้…คือเรื่องจริง พูดถึง Spec เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ Sherpa 450 ยกมาจากรุ่น Himalayan เอามา Tune-up เปลี่ยนแมปใหม่ แรงที่ให้มาไม่มาก ไม่น้อย 452 CC, 40 ps @ 8,000 RPM , 40 Nm @ 5500 RPM โช้ค คู่หน้าเทเลสโกปิค43 mm ก็ใหญ่อยู่ ปรับไม้ได้ แต่มียางหุ้ม ส่วนโช้คหลังเดี่ยว แบบ Arm link รวมๆ ดูมีสไตล์ …แต่นี่มันปี 2024 แล้ว เข้าใจนะว่าต้องทำราคากับเพอร์ฟอร์มานซ์ให้ลงตัว แต่ Look ก็อีกส่วนสำคัญ ถ้าเป็นอัพไซส์ดาวน์มา จะไม่บ่นเลย เบรก ถ้าจะให้ติก็ตรงนี้แหละน่าเสียดายที่ออกมาใหม่ๆแต่ดันใช้เทคโนโลยีโบราณ ปั้มล่างยังเป็น

ผ่อนมอเตอร์ไซค์ เงินเดือน ต้องเท่าไหร่ จึงจะสามารถผ่อนได้แบบ 'ไม่เจ็บตัว' ใน SuperBike บทความนี้ เราจะมาแนะแนวทริคดี ๆ พร้อมรายละเอียดดังนี้

‘ดีนะ แต่สนามต้องปรับอีกเยอะ !’ ลูก้า มารินี รับดีใจบราซิลกลับสู่ MotoGP ลูก้า มารินี นักแข่งจากทีมโรงงานของฮอนด้าในศึกการแข่งขัน MotoGP ออกมาเผยความรู้สึกว่าตนนั้นรู้ชื่นชม และดีใจที่จะมีสนามที่ประเทศบราซิลกลับมาปรากฎอีกครั้งในปฏิทินการแข่งขัน แต่อีกแง่นึงก็คิดว่าสนามที่จะนำมาใช้ในการจัดการแข่งขันยังต้องมีการปรับปรุงอีกเยอะ สนามในเมืองโกยาเนียอย่าง สนามแข่ง Autódromo de Interlagos (Ayrton Senna) ของประเทศบราซิล เป็นหนึ่งในสนามที่เป็นตัวเต็งในการนำมาใช้ในการจัดการแข่งขัน MotoGP ประจำฤดูกาล 2026 ซึ่งการแข่งขันรอบใหม่ในทวีปอเมริกาใต้รายการนี้ มีกำหนดเข้าปฏิทินในปี 2026 ตามสัญญาระยะเวลา 5 ปี และคาดว่าจะถูกจัดควบคู่กับสนามอาร์เจนตินาหรือออสติน ซึ่งเป็นสนามที่ 2 และ 3 ของฤดูกาลนี้ แต่ก่อนที่บราซิลจะได้กลับมาจัดการแข่งขันโมโตจีพีอีกครั้งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2004 สนามโกยาเนียจะต้องมีการปรับปรุงครั้งใหญ่เพื่อให้ได้มาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกตามที่โมโตจีพีกำหนด ซึ่งลูก้า มารินี นักแข่งจากทีมฮอนด้าก็ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวนี้ว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ก็มีหลายจุดที่น่าเป็นห่วง รวมไปถึงเรื่องของความปลอดภัยที่ยังไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าที่ควร “พวกเขาต้องทำงานอีกเยอะ ทั้งในส่วนของแทร็กและสิ่งอำนวยความสะดวก ภายในหนึ่งปี เราหวังว่าทุกอย่างจะพร้อม” เขากล่าวเสริม “พวกเขาสัญญากับเราว่าจะเร่งมือเต็มที่ เพราะมีความสนใจอย่างมากในการจัดการแข่งขันครั้งนี้” “สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัย ในความเห็นของผม เพราะมันเป็นสนามที่เร็วมาก และมีโค้งเร็วหลายจุด นั่นหมายความว่าเราต้องมีพื้นที่เซฟโซน (runoff area) ที่ดี เพราะเลย์เอาต์ของสนามค่อนข้างเร็ว และเวลาต่อรอบจะสั้นมาก” “สั้นกว่าซัคเซ่นริงเสียอีก” แต่ตรงกันข้ามกับสนามเยอรมันที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วเฉลี่ยต่ำ เขาคาดว่าสนามโกยาเนียจะมี “ความเร็วเฉลี่ยสูงมาก ทางตรงยาว และมีหลายโค้งที่ใช้เกียร์ 3 หรือ 4” “มีบางโค้งแคบที่ลดความเร็วเฉลี่ยลงบ้าง แต่โดยรวมแล้วดูเหมือนจะค่อนข้างเร็ว เราต้องรอดูอีกทีเมื่อใช้รถ MotoGP จริง ๆ รวมถึงตอนที่มีการติดตั้งเคอร์บใหม่ ปูแอสฟัลต์ใหม่ และมีทุกอย่างครบแล้ว เพราะเมื่อนั้นสภาพแทร็กจะดีขึ้นมาก” นักแข่งหมายเลข 10 จากทีมโรงงานฮอนด้ารายนี้จะลงแข่งขันในนัดที่สี่ของฤดูกาลที่สนามลูเซล อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต ประเทศกาตาร์ในช่วงระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 13 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda เตรียมเปิด 9 โมเดลใหม่ จ่อเปิดตัวภายในปี 2025 หลังจากที่ได้ทำการเปิดตัว New PCX160 อย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยในประเทศไทย

ตำนานของสายทัวร์ริ่ง KAWASAKI Versys 650 2025 ที่ยังคงน่าสนใจไม่นอกในปี 2025 ที่มีการปรับและเพิ่มเติมใหม่

Honda Monkey ลิงเถื่อน ‘Busozoku Style’ Honda Monkey มอเตอร์ไซค์ประเภทมินิไบค์ หรือรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยอยู่มากมายพอสมควร เนื่องจากดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ประกอบกับของเล่นที่สามารถหามาประดับตกแต่งได้อย่างมากมายก่ายกอง และอีกหนึ่งดีไซน์ที่น่าสนใจก็อาจจะหนีไม่พ้น ‘Rocket Cowl’ จากประเทศไทยของเราที่ถูกตกแต่งใหม่ให้มีดีไซน์คล้ายกับรถมอเตอร์ไซค์สไตล์โบโซโซคุ โบโซโซคุ คืออะไร โบโซโซกุ (Bōsōzoku – 暴走族) เป็นคำในภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า “กลุ่มนักซิ่ง” หรือ “แก๊งนักซิ่ง” ซึ่งมาจากคำว่า “โบโซ” (暴走) ที่แปลว่า “ขับขี่อย่างบ้าคลั่ง” และ “โซกุ” (族) ที่แปลว่า “กลุ่ม” หรือ “เผ่า”เมื่อนำความหมายของทั้งสองมารวมกันจะหมายถึง “กลุ่มขับขี่แบบไม่เกรงกลัว” โดยแก๊งนักขี่เหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่มีลักษณะเฉพาะและเป็นวัฒนธรรมย่อยในญี่ปุ่นช่วงทศวรรษ 1950 และได้รับความนิยมต่อเนื่องมาจนถึงทศวรรษ 1980 โบโซโซกุเป็นวัฒนธรรมย่อยของกลุ่มวัยรุ่นญี่ปุ่นที่มีลักษณะเฉพาะตัว โดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการแต่งรถมอเตอร์ไซค์แบบฉูดฉาด ใช้ท่อไอเสียเสียงดัง และขับขี่ด้วยความเร็วสูงหรือทำท่าทางอันตรายบนถนน รวมถึงการจัดขบวนขี่รถในลักษณะที่ผิดกฎหมาย เช่น ขี่รถขวางถนนหรือก่อความวุ่นวาย โดยลักษณะเด่นของยอดนักซิ่งเหล่านี้จะมีอยู่ 3 จุดหลัก ๆ การแต่งรถที่เน้นไปที่ดีไซน์โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไฟหน้าขนาดใหญ่ ใช้เบาะนั่งยาวสูง มีการจัดวางท่อไอเสียขนาดใหญ่ (พร้อมเสียงดัง) และการใช้กราฟิก เฉดสีที่ฉูดฉาดบนตัวรถ สมาชิกของกลุ่มนี้มักจะใส่ชุดคลุมยาว (คล้ายกับชุดของนักบิดในยุคสงคราม) ที่มีการปักลวดลาย สโลแกน หรือข้อความที่สื่อถึงความเป็นตัวตน พฤติกรรมการขับขี่สุดเร้าใจ ที่มีการรวมกลุ่มขี่รถบนถนนโดยไม่สนกฎจราจร พร้อมส่งเสียงดังด้วยท่อไอเสีย รวมไปถึงอาจมีความก่อความวุ่นวายบนถนน Honda ‘Rocket Cowl’ Monkey 125 ลิงน้อยลำนี้ได้รับอิธิพลมาจากการตกแต่งดีไซน์รอบคันตามไสตล์แบบ ‘Bosozoku’ ซึ่งเจ้าของผลงานได้แก่คุณชยกฤต แก้ววงศ์วาน เจ้าของร้านอุปกรณ์ตกแต่งรถจักรยานยนต์ Advance Automotive Accessories การออกแบบดีไซน์ เริ่มต้นที่โดมแฟริ่งด้านหน้าที่มีขนาดใหญ่ มาพร้อมกระจกด้านบนที่เคลือบด้วยฟิล์มสีเหลือง กรอบไฟหน้าถูกล้อมด้วยกรอบสีเขียว ธีมสีของตัวรถเน้นไปที่สีน้ำเงิน และตัดสลับด้วยสีเหลืองแบบเดียวกับลายเสือ โดยที่ด้านข้างมีกราฟิกปากฉลามที่กำลังแยกเขี้ยวพร้อมล่าศัตรูที่อยู่ตรงหน้า ช่วงล่างของรถคันนี้มีการยืดโช้คอัพแบบหัวกลับด้านหน้า และทำการย่อโช้คอัพด้านหลังให้สั้นลง มีการปรับขนาดของล้อหน้าจากขอบ 12 นิ้ว เพิ่มเป็นขอบ 14 นิ้วมาพร้อมล้อแบบซี่ลวด และในส่วนของล้อหลังเป็นล้อ Maru’s ขนาด 12 นิ้วตามสไตล์ของมินิไบค์ ดิสก์เบรกหน้า และหลังยังคงเป็นระบบเบรกเดิมจากทางโรงงาน ด้านท้ายของตัวรถมาด้วยเบาะนั่งสีขาวคลีนพร้อมพนักพิงด้านท้ายไซส์มินิสีเดียวกับตัวเบาะ ครอบอยู่เหนือไฟท้าย และประกบด้วยท่อไอเสียที่สูงยาวเฉียดฟ้าทั้งด้านซ้าย และด้านขวา ที่ให้อารมณ์ดูเกเรหน่อย ๆ พร้อมธงชาติไทย ในส่วนของเครื่องยนต์จะยังคงเป็นเครื่องยนต์ไซส์เดิมที่เป็นเครื่องยนต์แบบ 4 จังหวะ สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาดความจุ 125 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 9.2 แรงม้าที่ 6,750 รอบต่อนาที และแรงบิดอยู่ที่ 11 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบต่อนาที รายละเอียดต่าง ๆ ของตัวรถ หากสนใจหรืออยากต้องการจะแต่งรถให้ได้สไตล์แบบ ‘โบโซโซกุ’ บ้าง ก็สามารถทักไปได้ที่เพจ ‘Advance Automotive Accessories’ ได้เลย (คลิ๊กที่นี่) โดยร้านนี้ไม่เพียงแค่ตกแต่งเจ้ามังกี้เท่านั้น แต่ยังมีการออกแบบชุดแต่งในรถรุ่นอื่น ๆ ด้วย หากแต่งด้วยสไตล์ธรรมดาอาจจะไม่เร้าใจ ลองเปลี่ยนแนวมาแบบเกเรหน่อย ๆ จะเร้าใจกว่าไหม สุดท้ายขอขอบคุณภาพจาก คุณชยกฤต แก้ววงศ์วาน เจ้าของร้านอุปกรณ์ตกแต่งรถจักรยานยนต์ Advance Automotive Accessories

Kawasaki จัดเต็ม เปิดตัวโมเดลใหม่ เอาใจสาวกบิ๊กไบค์ ในงาน Motor Show 2023 มาดูรถฝั่งค่ายยักษ์เขียวในงาน Motor Show 2023 ซึ่งจัดเต็มแบบไม่เป็นรองใคร รุกเปิดโมเดลใหม่ล่าสุด ประเดิมโดย Ninja ZX-4R รถซูเปอร์สปอร์ตทรงพลัง ในคลาส 400 ซีซี ที่มากับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง, Eliminator รถฟรีสไตล์ครูเซอร์ใหม่ขนาด 400 ซีซี และ Versys 650 รถทัวริ่งโฉมใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่นพี่อย่าง Versys 1000 พร้อมจัดแสดงสุดยอดยนตรกรรมอีกมากมาย ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน 2566 นี้ Ninja ZX-4R Kawasaki จัดเต็ม นำทัพรถจักรยานยนต์หลากหลายรุ่น เข้าร่วมประชันโฉมภายในงานมอเตอร์โชว์ 2023 ซึ่งมีดาวเด่นเป็นสุดยอดรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ต ทรงดุดันอย่าง Ninja ZX-4R ด้วยตำแหน่งทางการตลาดที่วางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับในโมเดลนี้ คือเวอร์ชันรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ตขนาด 400 ซีซี ที่ให้ความเร้าใจที่ยากจะหาคู่เปรียบเทียบได้ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง เป็นกุญแจสำคัญของความสนุกสนานในการขับขี่ ที่ได้ส่งผ่านประสิทธิภาพที่บดบัง รถรุ่นอื่นในคลาส 400 ซีซี ด้วยพละกำลังเครื่องยนต์ 75 แรงม้า และมีรอบเครื่องยนต์ที่สูงกว่า 15,000 รอบต่อนาที ทำลายทุกขีดจำกัด ส่วนควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ECU ใช้พื้นฐานเดียวกับ Z H2 รุ่นเรือธงของคาวาซากิ ทั้งเกรี้ยวกราดและดุดัน โดยมี ETV (Electronics Throttle Valves) ที่มีขนาดใหญ่ถึง ø34 mm ที่ทำให้ตอบสนองการบิดคันเร่งอย่างดีเยี่ยม และทำให้ง่ายต่อการทำงานในส่วนของระบบต่าง ๆ ภายในรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ เช่น KTRC, การเลือกโหมดการขับขี่ และการใช้งานควิกชิพเตอร์ (ในรุ่น SE) กับเสียงอันเร้าใจของเครื่องยนต์ Ninja ZX-4R มาจากท่อไอเสียที่ได้แรงบันดาลใจจาก Ninja ZX-6R เพื่อให้ได้กำลังสูงสุดและเสียงเร้าใจ โดยที่ไม่ผิดกฎหมาย ด้านแรมแอร์ที่อยู่ตรงกลางเป็นฟีเจอร์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของโมเดล Ninja ZX โดยช่องทางเดินอากาศของ Ninja ZX-4R ถูกออกแบบมาให้คล้ายกับ Ninja H2 ซึ่ง Know-how นี้จะเพิ่มอัตราการไหลของอากาศและเพิ่มความดันอากาศทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นทุกความเร็วรอบ ทั้งยังออกแบบมาให้ป้องกันน้ำเข้าสู่เครื่องยนต์ในการขับขี่ในขณะฝนตกด้วย ระบบกันสะเทือน High-Grade Suspension SFF-BP (Separate Function Fork – Big Piston) Horizontal Back-link Rear Suspension ระบบรองรับน้ำหนักด้านหน้าถูกติดตั้งมาเป็นระบบ SFF-BP ของ SHOWA ทำให้ Ninja ZX-4R สามารถขับขี่ได้ทั้งในสนามแข่งและรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ในส่วนของโช้คอัพหลัง เป็นแบบ Horizontal Back-Link ที่ออกแบบมาจาก Ninja ZX-10R (ในรุ่น SE สามารถปรับ Preload ที่โช้คอัพหน้าได้) เรือนไมล์ TFT Colour Instrumentation with Circuit Mode หน้าจอ TFT ขนาด 4.3 นิ้ว พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ในการควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ผ่านระบบ Smartphone Connectivity โดยหน้าจอ TFT มี Built in Bluetooth เพื่อเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ของผู้ใช้รถโดยเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น “RIDEOLOGY” ซึ่งมีฟังก์ชั่นแสดงข้อมูลรถ และตั้งค่าการขับขี่ต่าง ๆ ผ่านโทรศัพท์ได้เลย ทำให้ Ninja ZX-4R สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น รองรับสมรรถนะสไตล์สปอร์ตที่มีพิษสงรอบตัวยิ่งกว่ารุ่นใด ๆ ในคลาส 400

BMW S1000RR สเปค โมเดลใหม่ 2023 จากค่ายเรือธง BMW S1000RR 2023 สปอร์ตไบค์ตระกูล S1000 ในพิกัด 1000 ซีซี จากค่ายใบพัดสีฟ้า พร้อมรูปลักษณ์ที่โดดเด่นสะกดทุกสายตา กับสมรรถนะที่เหลือล้น ในเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ให้ความแรงถึง 210 แรงม้า และเทคโนโลยีเต็มขั้น ให้ความมันส์ทุกการขับขี่บนสนามแข่งและท้องถนน ราคาแนะนำ สีแดง Racing Red ราคา 999,000 บาท สีดำ Black Storm Metallic ราคา 984,000 บาท สเปค, สเป็ก หน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว เกียร์โยง CNC ระบบเบรก ABS ปุ่มคอนโทรลโหมดการขับขี่ โช้คเดี่ยวไฟฟ้า วิงก์เล็ต BMW S1000RR สเปค 2023 และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 999 ซีซี แรงม้า (เคลม) 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 113 นิวตันเมตรที่ 11,100 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 49.7 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 13.3 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง Electronic injection ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน พร้อมระบบคลัตช์ anti-hopping ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-ZR17 แบบไม่ใข้ยางใน ยางหลัง 190/55-ZR17 แบบไม่ใข้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ขนาด 45 มม. พร้อมระบบ Dynamic Damping Control (DDC) ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม พร้อมโช้คเดี่ยว และระบบ Dynamic Damping Control (DDC) เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์ แบบเรเดียลเมาท์ 4 พอต (ABS) เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก 1 พอต (ABS) กว้าง X ยาว X สูง 848 x 2,073 x 1,204 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,458 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 824 ม.ม. น้ำหนักรถ 193.5 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 16.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ น้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วออกเทน 95-98 เทคโนโลยี ระบบเบรก C-ABS ไดนามิก แทรคชั่นคอนโทรล ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSC) โหมดการขับขี่ 4 โหมด (Rain, Road, Dynamic, Race)

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เผยโฉม BMW R1250RT 2019 ใหม่มอเตอร์ไซค์ทัวริ่งที่มาพร้อมสมรรถนะเครื่องยนต์ทรงพลังผสานเข้ากับความสะดวกสบาย สำหรับการเดินทางไกลไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบพร้อมสร้างประสบการณ์สุดประทับใจให้แก่เหล่าไบค์เกอร์บนทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล BMW R1250RT 2019 ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์บ็อกเซอร์อันเป็นเอกลักษณ์ระดับตำนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สั่งจ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมระบบฟอกไอเสียแบบ closed-loop ชนิด 3 ทาง จึงพร้อมส่งแรงบิดเต็มกำลัง ขณะที่เทคโนโลยีระบบวาล์วแปรผันใหม่ BMW ShiftCam ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องยนต์ ก็ยังเสริมความแรงได้อย่างเหนือชั้น บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยอากาศและของเหลว ขนาด 1,254 ซีซี ที่ได้รับการยกระดับให้สามารถส่งพละกำลังและแรงบิดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสามารถโลดแล่นได้อย่างราบรื่นแม้ขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ส่งกำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ / 136 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 143 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที เครื่องยนต์บ็อกเซอร์รุ่นใหม่นี้ยังโดดเด่นด้วยระบบไอเสียที่สามารถปล่อยมลพิษน้อยลง และประหยัดเชื้อเพลิง เติมเต็มสมรรถนะเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี BMW ShiftCam ที่เสริมความสมดุลของเพลาลูกเบี้ยวและจังหวะการทำงานของเครื่องยนต์ นอกจากนี้ เพลาลูกเบี้ยวยังเปลี่ยนมาขับเคลื่อนด้วยห่วงโซ่ฟันแทนโซ่ส่งกำลังแบบเดิม ส่วนระบบหัวฉีดคู่และระบบไอเสียใหม่ ผ่านการรับรองมาตรฐานยูโร 4 ที่เน้นประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่หลากหลายสำหรับความต้องการที่แตกต่างของนักบิด ได้แก่ ‘Rain’, ‘Road’ และ Riding Modes Pro ที่เพิ่มโหมดการขับขี่แบบโปร คือ ‘Dynamic’, ‘Dynamic Pro’, ‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ พร้อมระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC) และระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control) ที่ได้รับการติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่อุ่นใจยิ่งขึ่นในทุกสภาวะการขับขี่ เพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้นด้วย ระบบ Dynamic Traction Control และ ABS Pro ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนระบบ Dynamic Brake Control หรือ DBC ช่วยให้เบรกหลังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการตัดกำลังของเครื่องยนต์เมื่อเบรกในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้รถมีระยะเบรกสั้นลง ในขณะที่ยังสามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นคง ระบบช่วงล่างที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า หรือ Dynamic ESA ยังสามารถปรับการตอบสนองของโช้คอัพได้อย่างอัตโนมัติและฉับไวตามสภาวะการขับขี่และการควบคุมรถ ปรับค่าการสั่นสะเทือนให้เหมาะสมตามสภาพถนน เพื่อการขับขี่ที่สบายและมั่นคงในทุกเลี้ยวโค้ง ดีไซน์ของบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ยังคงเน้นองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์ ทัวริ่งอย่างเต็มเปี่ยมใน 4 สี 4 สไตล์ด้วยกัน ได้แก่ สีขาว Alpine white สีแดง Mars red metallic/Dark slate metallic matt สี Manhattan metallic และสีน้ำเงิน Option 719 Blue planet metallic/Ivory นอกจากนี้ ชุดแต่งจาก BMW Motorrad Spezial ยังเป็นอีกทางเลือกที่พร้อมสร้างความแตกต่างให้ สะดุดตายิ่งขึ้น ด้วยชิ้นส่วนคัสตอมสุดเอ็กซ์คลูซีฟในวัสดุเกรดพรีเมียม และงานฝีมืออันประณีตบรรจงในทุกรายละเอียดจากช่างผู้เชี่ยวชาญ มอบสไตล์ที่โดดเด่นแบบเฉพาะตัว บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ สีขาว Alpine White ราคา: 1,340,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สำหรับรุ่นสีขาว Alpine White จะโดดเด่นด้วยล้อสีเงิน Silver metallic ตัดสลับกับตัวเครื่องสีเงิน Aluminium Silver metallic มาพร้อมกับฝาครอบถังน้ำมันกลางตัวรถและที่รองเข่าสีเข้ม Slate Dark metallic matt สวยสะดุดตา นอกจากนี้ ตุ้มถ่วงปลายแฮนด์ ขอบกระจกหน้ารถ และคาลิเปอร์เบรคสีดำ พร้อมด้วยสปอยเลอร์ด้านหน้าและสปอยเลอร์เครื่องยนต์สีดำ Night Black ยังขับเน้นให้ส่วนของเครื่องยนต์นั้นโดดเด่นและโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น

สำหรับการ รีวิว Honda ADV150 ปี 2019 ครั้งนี้ต้องบอกเลยว่า สดๆร้อนๆ ทั้งการเปิดตัว และการทดสอบกันเลยละพ่อคุณแม่คุณทั้งหลาย เพราะในช่วงเช้าได้เปิดตัวกันที่เซ็นทรัลเวิล์ด และในช่วงบ่ายได้มีการจัดเป็นการทดสอบในรอบของสื่อมวลชน ที่ศูนย์ขับขี่ปลอดภัย สำหรับโมเดลนี้เป็นโมเดลที่จัดจำหน่ายทั่วโลก และต้องบอกตามกันไปอีกว่าโมเดล ADV150 เป็นโมเดลที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามกันเลยทีเดียว ด้วยคาแร็กเตอร์ตัวรถ และการออกแบบที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็น Street Adventure ทำให้รู้สึกได้ว่า เป็นมอเตอร์ไซต์ที่ โคตรจะเหมาะสมกับภูมิประเทศไทย เราลองมาดูมารีวิวครั้งนี้ ที่ทางเราก็ได้สัมผัสเจ้า ADV150 ครั้งแรกเป็นยังไงกัน รูปร่าง อวบ กำลังดี มาดูกันที่รูปร่างหน้ากันก่อนเลยสำหรับการดีไซน์ภาพรวม ที่รูปร่างที่ค่อนข้างจะคล้ายรุ่นพี่สายลุยอย่าง Honda X-ADV 750 ด้วยรูปทรงไฟหน้าและท่อไอเสียที่ดีไซน์ให้ออกมาองศาคล้ายคลึงกันพอสมควร สำหรับ ADV150 คันนี้มีระบบส่องสว่างไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว แบบ Full LED ที่ให้ความสว่างชัดเจน ดีไซน์สวยโดยเฉพาะไฟหน้า และโดดเด่นด้วยไฟท้ายดีไซน์เป็นรูปตัว X สำหรับคันนี้เป็นสีที่ดูสวยสดที่สุด นั้นก็คือ สีแดง แต่ก็ยังมีอีก 2 สีก็คือ ดำ และ เทา ที่จำหน่ายในประเทศไทย (ความชอบส่วนตัว) พร้อมกับระบบ ESS (Emergency stop signal) เมื่อเบรคฉุกเฉิน ความเร็วลดแบบกระทันหัน ไฟเลี้ยวจะกระพริบเป็นสัญญาให้เป็นจุดสังเกตได้อย่างชัดเจนและปลอดภัย ชิวบังลมด้านหน้าที่มีขนาดใหญ่ ใส ที่สำคัญเลยมันสามารถที่จะปรับระดับสูง-ต่ำของชิวหน้าได้ โดยการหมุนตัวปรับทางด้านซ้ายและขวาพร้อมกับปรับขึ้นลงได้ แบบพร้อมกันทำให้การขับขี่ทั้งในเมืองก็ดีขึ้น และถ้าเราต้องการบังลมหรือบังขี้โคลนก็สามารถปรับขึ้นได้อีกด้วย ออกแบบไว้พร้อมลุย สำหรับแฮนด์บาร์ที่มีขนาดกว้างมีทั้งข้อดีและข้อสังเกต ข้อดีคือการออกแบบมาให้ขับขี่สบาย เดินทางไกลได้ รวมไปถึงสรีระการจับแฮนด์จะสามารถให้ตัวระหว่าง ช่วงแขนและไหล่ ทำให้เวลาเกิดการสั่นสะเทือนจะรู้สึกได้น้อยลง ส่วนข้อสังเกตุมีไม่มาก มันกว้าง ก็ย่อมติดเป็นธรรมดาแต่สำหรับคนที่ขับขี่บ่อยๆ เชื่อได้ว่าเดี๋ยวก็ชิน และก็พริ้วเหมือนเดิม ทางด้านแฮนด์ซ้าย มีสวิตซ์ไฟสูงไฟต่ำ แตร และไฟเลี้ยวออกแบบมาได้ระยะการปรับพอดีนิ้วมือ และปะกับแฮนด์ทางด้านขวามีสวิตซ์ ไฟฉุกเฉิน และ ปุ่มกดสตาร์ทเครื่องยนต์ รวมไปถึงสวิตซ์เปิดปิด IDLING Stop โหมดการหยุดทำงานเครื่องยนต์อัจฉริยะพร้อมทั้งปะกับคันเร่งแบบ 2 สายที่ออกแบบอยู่รวมกันทั้งหมด ทำให้ดูแล้วลงตัวเหมาะสม เรียบง่ายอย่างยิ่ง เรือนไมล์แบบ Full LCD ที่จะบอกสถานะต่างๆทั้งความเร็ว อัตราค่าเฉลี่ยน้ำมัน ทริปA/B เวลา วัน/เดือน รวมไปถึงแถบสถานะบอกไฟเลี้ยว กุญแจอัจฉริยะ ไฟสูง สถานะเครื่องยนต์ แบตเตอรี่ และไฟสถานะ ABS ที่ถูกดีไซน์เป็นแถบแยกออกมาจากหน้าจอเรือนไมล์อีกที แต่อยู่ในระยะที่สายตาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน กุญแจอัจฉริยะที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีเพียงแค่พกเข้าไปใกล้ๆรถเพียง 0.5-1 เมตรก็สามารถที่จะกดสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทันที รวมไปถึงตัวเบ้าบิดกุญแจ (เตาแก๊ส) ที่มีระดับการบิดทั้งเปิดถังน้ำมันขนาด 8 ลิตรที่อยู่ระหว่างขา,กดเปิดเบาะ และเปิดสตาร์ทเครื่องยนต์ ทางด้านซ้ายของคอนโซนที่ออกแบบให้มีช่องเก็บของสะดวกต่อการหยิบของได้ง่ายโดยใช้มือซ้าย และยังมีปลั๊กไฟอเนกประสงค์ 12V ไว้สำหรับการต่อ GPS ชาร์ตแบต Smartphone และอื่นๆได้อีกมากเลยละครับ ช่วงล่างกันบ้าง เขาว่าดี!! ช่วงล่างด้านหน้าโช้คอัพหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิค(ตะเกียบคู่)ดีไซน์กระบอกโช้ค 2 ระดับเพิ่มความ อารมณ์ความแอดเวนเจอร์เข้าไป พร้อมกับมีระยะยืดยุบ 130 มิลลิเมตร มาคู่กับระบบเบรคแบบจานดิสที่มีขนาดใหญ่ 240 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรค Nissin ที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับความปลอดภัยที่ให้มาคือ ABS ช่วงล่างด้านหลังเป็นโช้คคู่ Showa Subtank กระบอกสีทองที่มีระยะยืดยุบตัวแกนได้120 มิลลิเมตร ทั้งซ้าย และขวา ซึ่งก็ถือว่าเป็นโช้คหลังที่ติดมาจากโรงงานที่ดี ไม่แพ้รถบิ้กไบค์เลยละครับ ระบบเบรคหลังที่ให้มาเป็นแบบดิสเบรคจากโรงงาน ออกแบบมาสวยโดนใจตั้งแต่แรกพบสบตา มีการวางตำแหน่งเยื้องออกมาทางด้านหลังง่ายต่อการเซอร์วิสและมีความสวยงาม ตัวคาลิปเปอร์เป็น Nissin จานดิสมีขนาด 220 มิลลิเมตร (Non ABS) ล้อหน้า-หลัง เป็นล้อแม้กซ์ดีไซน์ 6 ก้านคู่ดูลงตัว สีดำมาพร้อมกับยาง IRC ขนาด 110/80-14 และ 130/70-13 (หน้า/หลัง) เป็นแบบ TUBELESS ไร้ยางในตัวลายดอกยางเป็นลายดอกแบบกึ่งลุย กึ่งสตรีสดูได้อารมณ์ลงตัว เหมาะสำหรับการขับขี่ดินลูกรัง และถนนดำ เครื่องยนต์ 150 ซีซีคล่องตัว..ECU ใหม่ มาดูที่พละกำลังเครื่องยนต์ ESP หัวฉีด PGM-Fi ขนาด 1 สูบ 149.3 ซีซี

ก้าวสู่ยุคการตลาดยุคใหม่เต็มตัว เอ.พี. ฮอนด้า ผนึกกำลังมาร์เก็ตเธียร์ เปิดตัวโครงการ IMC Plan Contest ประจำปี 2019 มุ่งค้นหานักการตลาดรุ่นใหม่ไฟแรง เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดตัวโครงการประกวดแผนสื่อสารการตลาด IMC Plan Contest by A.P. Honda ครั้งที่ 12 โดยความร่วมมือจากมาร์เก็ตเธียร์ (Marketeer) สำนักข่าวและสื่อออนไลน์ทางการตลาดชื่อดังของเมืองไทย วางเป้าหมายพัฒนานักศึกษารุ่นใหม่สู่การเป็นนักการตลาดมือดีที่เก่งทั้งทฤษฏีและปฏิบัติ มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า “ในฐานะผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย เอ.พี. ฮอนด้า ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการที่อยู่เหนือความคาดหมายของผู้บริโภคเท่านั้น แต่เรายังให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสังคมไทย หนึ่งในนั้นคือโครงการประกวดแผนการตลาดที่เราได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2009 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศจนถึงปัจจุบัน” “อย่างไรก็ตาม โลกของการตลาดนั้นไม่มีคำว่าหยุดนิ่ง ซึ่งเราก็ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการประกวดให้ทันสมัยอยู่เสมอ ล่าสุดในปีนี้ เราได้เปลี่ยนชื่อการประกวดจาก Marketing Plan Contest สู่การเป็น IMC Plan Contest หรือการแข่งขันแผนสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ เพราะเราต้องการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้คิดมุ่งเน้นในการใช้เครื่องมือทางการตลาtดให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย ภายใต้โจทย์การทำตลาดเชิงไลฟ์สไตล์มาร์เก็ตติ้ง ด้วยสินค้าที่มีอัตลักษณ์แตกต่างกว่าสินค้าทั่วไป นั่นคือรถจักรยานยนต์ภายใต้แบรนด์ CUB House ของฮอนด้า ซึ่งประกอบไปด้วย Monkey และ C125 ถือเป็นเรื่องใหม่และท้าทาย ที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเข้าใจทั้งตัวสินค้า และวิธีทางการตลาดที่เหมาะสม จุดเด่นของโครงการคือ นักศึกษาจะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่เพียงการคิดเท่านั้น แต่จะได้ลงมือปฏิบัติจริงบนพื้นฐาน 3 จริง นั่นคือสินค้าจริง ลูกค้าจริง และสถานที่จริง” “พร้อมกันนี้ เรายังรู้สึกภูมิใจที่ได้ร่วมผนึกกำลังกับทางมาร์เก็ตเธียร์ สำนักข่าวและสื่อออนไลน์ทางการตลาดที่มีชื่อเสียงที่สุดในไทย นับเป็นโอกาสดีที่ได้ร่วมงานกับกูรูทางการตลาดระดับชั้นนำเป็นครั้งแรก เราเชื่อว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดก็คือนิสิต นักศึกษา ที่เข้าร่วมประกวดในโครงการนี้ ที่จะได้รับทั้งความรู้และมุมมองใหม่ๆอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ดร.ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ นักกลยุทธ์การตลาดไอเอ็มซีชื่อดัง และที่ปรึกษาโครงการ เปิดเผยว่า “IMC Plan Contest by A.P. Honda เป็นโครงการประกวดที่น่าสนใจ โดดเด่นในแง่ของแผนงาน เน้นเจาะไปที่การสื่อสารการตลาดเชิงบูรณาการ (Integrated Marketing Communication) เป็นการประกวดที่ไม่ได้พิจารณาเพียงแค่แผนงาน แต่นักศึกษามีโอกาสได้นำแผนของตนเองไปปฏิบัติจริง ทำให้เกิดความเข้าใจและได้รับประสบการณ์จริง จึงอยากเชิญชวนให้นักศึกษาสมัครเข้ามาประกวดกันเยอะ ๆ ครับ” สำหรับการประกวดแผนสื่อสารการตลาด IMC Plan Contest by A.P. Honda ครั้งที่ 12 เปิดโอกาสให้นิสิต และนักศึกษาที่สนใจงานด้านการสื่อสารการตลาด ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์มาประชันความสามารถ กับการประกวดวางแผนการสื่อสารการตลาดสำหรับ Monkey และ C125 จากแบรนด์ CUB House เพื่อนำความรู้มาต่อยอดความคิด วิเคราะห์ วางแผน นำเสนอ และทำให้เกิดขึ้นจริง ภายใต้โจทย์ “การสร้างแผนการสื่อสารการตลาดระหว่างปี 2020-2022 สำหรับรถ Monkey และ C125” ภายใต้แบรนด์ CUB House เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ด้วยงบประมาณสมมุติ 100 ล้านบาท ทั้งนี้ การประกวดจะแบ่งออกเป็น 3 รอบได้แก่ รอบที่ 1 (Presentation) เปิดรับแผนงานจากนิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 พฤศจิกายน2562 ก่อนคัดให้เหลือ 140 แผนงาน ที่จะได้สิทธิ์ในการนำเสนอแผนงานต่อหน้าคณะกรรมการที่จะเดินสายไปตัดสินใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศในช่วงเดือนธันวาคม 2562 เพื่อคัดให้เหลือ 36 แผนงานที่จะได้เข้าสู่รอบต่อไป รอบที่ 2 (Semi Final) ทีมที่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกทั้ง 36 ทีม จะต้องนำแผนงานบางส่วนมาปฏิบัติจริงในพื้นที่ร้าน CUB House ทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศในช่วงเดือนมกราคม 2563 ก่อนคัดเหลือเพียง 12 ทีมเข้าสู่รอบสุดท้าย รอบที่ 3 (Final) 12 ทีมสุดท้ายที่เข้ารอบมาในฐานะตัวแทนของ CUB House แต่ละสาขา จะต้องนำเสนอไฮไลท์หรือความโดดเด่นของ

Triumph Tiger 900 มีดีอะไรบ้าง Triumph Tiger 900 จัดเป็น All-New โมเดลที่น่าจับตามองไม่ใช่น้อย เพราะทางค่ายเคลมไว้ว่าจะเป็นโมเดลที่จะมายกระดับมาตรฐานให้กับโลกของแอดเวนเจอร์ไบค์ เราไปดูกันว่า Triumph Tiger 900 มีดียังไงบ้าง ก่อนอื่นเลยมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับชื่อโมเดลย่อยเล็กน้อย จากเดิมที่เป็น Tiger 800 XC และ XCx สำหรับโมเดลล้อซี่ลวดเน้นทางฝุ่นจะถูกเปลี่ยนเป็น Tiger 900 Rally และ Rally Pro ส่วนโมเดล Tiger 800 XR และ XRx ที่เป็นโมเดลล้อแม็กเน้นขี่ทางดำจะกลายเป็น Tiger 900 GT และ GT Pro นอกจากนี้จะมีโมเดลพื้นฐานเป็น Tiger 900 ที่เน้นขี่ถนน เครื่องยนต์ใหม่ Triumph Tiger 900 ในตอนนี้ใช้เครื่องยนต์สามสูบตัวใหม่ขนาด 888 ซีซีรองรับ Euro5 เคลมมาว่ามีแรงบิดมากขึ้นกว่าโมเดลเดิม 10% มีแรงบิดสูงสุดที่ 87 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ ให้กำลังแรงม้าดีขึ้นในทุกย่าน โดยเฉพาะในรอบกลางที่มากขึ้นถึง 9% เปลี่ยนแปลงลำดับการจุดระเบิดใหม่เป็น 1,3 ,2 ให้ฟีลลิ่งที่แตกต่างเป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงสุ้มเสียงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เซ็ตมาตรฐานใหม่ของแอดเวนเจอร์ไบค์ เด่นด้วยเฟรมโมดูลาร์ใหม่เพราะซับเฟรมท้ายพร้อมพักเท้าคนซ้อนซึ่งน้ำหนักเบา ทั้งนี้ด้วยแชสซีใหม่นี้ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบากว่าพี่เสือ 800 อยู่ถึง 5 กก. ระบบกันสะเทือนชั้นดีเพื่อสมรรถนะที่ดีทั้งบนทางดำและทางฝุ่น ส่วนในโมเดล GT Pro จะมาพร้อมโช้คปรับไฟฟ้าอีกด้วย คาลิเปอร์เบรคถูกอัพเกรดเป็น Brembo Stylema ที่เป็นตัวโมโนบล็อก และยังเพิ่มความจุของถังน้ำมันเป็น 20 ลิตรเพื่อให้ใช้งานได้ไกลขึ้นกว่าที่เคย ลูกเล่นเพื่อความสวยงามและการขับขี่ที่ดีขึ้น Triumph ยังยัดลูกเล่นไฮเทคมาให้แบบจัดเต็มทั้งเพื่อความงามและการขับขี่ อาทิ เรือนไมล์ TFT สีขนาด 7 นิ้ว (ไม่มีในรุ่นพื้นฐาน) สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ในรุ่น Pro ระบบเบรก Cornering ABS และแทร็คชั่นคอนโทรลที่ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อย (ไม่มีในรุ่นพื้นฐาน) โหมดการขับขี่ที่มากถึง 6 โหมด ได้แก่ Rain, Road, Sport, Rider, Off-Road, Off-Road Pro ควิกชิฟเตอร์ 2 ทาง (เฉพาะรุ่น Pro) ไฟ LED ทั้งระบบพร้อมไฟเดย์ไลท์ที่ออกแบบใหม่ และช่องเก็บมือถือพร้อมช่องจ่ายไฟ USB รูปโฉมใหม่ แน่นอนว่าเจ้าเสือคันใหม่นี้มีรูปโฉมใหม่ โดยการออกแบบดีไซน์คราวนี้จะมุ่งเน้นไปในสไตล์ที่ดุดันก้าวร้าวมากขึ้นพร้อมท่าทางที่พร้อมจะลุยทุกเส้นทาง การเก็บงานและรายละเอียดต่างๆ เนี้ยบเนียน ชุดสีและลวดลายกราฟฟิกต่างๆ ดูดีพรีเมี่ยมกว่าที่ผ่านมา เข้าถึงง่าย เบาะนั่งของ Tiger 900 ทุกโมเดลสามารถปรับระดับความสูงได้ 20 มม. ดังนั้นคนที่ไม่สูงมากหลายคนก็สามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ยังมี Tiger 900 GT รุ่นพิเศษที่มาพร้อมช่วงล่างและเบาะต่ำพิเศษอีกด้วย Specifications โมเดล Tiger 900 Tiger 900 GT Tiger 900 GT Pro Tiger 900 Rally Tiger 900 Rally Pro เครื่องยนต์ 3 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 888 ซีซี ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ แบบ DOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 78 X 61.9 มม. อัตราส่วนการอัด 11.27:1 แรงม้าเคลม 95.2 แรงม้าที่ 8,750 รอบ แรงบิดเคลม 87 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ ระบบเกียร์

สำหรับ Yamaha YZF-R1 GYTR Limited Edition เป็นอีกหนึ่งคันที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษในงาน Eicma 2019 เพราะทุกคนอยากที่จะครอบครองคันนี้ ที่มีสเปคเหนือกว่าตัว YZF-R1 ตัวธรรมดา ก่อนอื่นเลยเรามาทำความเข้าใจ GYTR กันก่อนเลย อักษร 4 ตัวนี้ย่อมาจาก Genuine Yamaha Technology Racing คือฝ่ายคิดค้นและพัฒนา พาร์ทและอุปกรณ์เสริมประสิทธิภาพของทางยามาฮ่า ที่คิดค้นพัฒนาทั้งทางฝุ่นและทางเรียบมากว่า 40 ปี ก็ต้องบอกเลยว่า R1 คันนี้ไม่ใช่คันแรกแน่ๆที่ถูกเสริมหล่อ แต่งออกมาขนาดนี้ สำหรับ Yamaha YZF-R1 GYTR คันนี้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นพาร์ทคาร์บอนเกือบจะทุกชิ้นเพื่อความเบา แข็งแรงและสวยงาม ถูกคาดด้วยลาย GYTR สีขาว-น้ำเงิน ดูดุลงตัว ถ้าสังเกตุไปที่ช่วงล่างด้านหน้าถูกปรับเปลี่ยนเป็นโช้คหน้า Ohlins และระเบรคแบบเรเดี้ยนเมาส์ตัว Racing จาก Brembo พร้อมจากเบรค Brenbo T-drive มาดูกันต่อที่ท่อไอเสีย Akrapovic ที่ถูกพัฒนามาเพื่อ R1 โดยเฉพาะกันเลย พร้อมกับโช้คหลัง Ohlins TTX ตัวท๊อปๆของทางค่ายอีกเช่นกัน ที่จะมาช่วยเสริมความเนียนในการเข้าโค้งให้ดียิ่งขึ้น ชุดแผงคอด้านหน้าถูกขึ้นรูปใหม่ดีไซน์เป็นร่องแข็งแรง น้ำหนักเบา พร้อมกับเลเซอร์ GYTR บนชุดแผงคอด้านบน ทางด้านแฮนด์ขวาถูกเปลี่ยนปั้มกระทุ้งหน้าเป็นของ Brembo RCS ที่สามารถปรับระยะได้ เสริมหล่อกันเข้าไปอีก ทางด้านซ้ายของแฮนด์ถูกปรับเปลี่ยนปะกับแฮนด์แบบ Racing ที่เพิ่มความเข้าให้ง่ายขึ้นเมื่ออยู่ในสนามแข่ง เพียงแค่จำสีเท่านั้น แต่ก็ยังมีตัวอักษารเล็กๆอยู่ ที่ง UP Down Map Mode และ Pit ได้อารมณ์ซิ่งกันเลยละครับ สุดท้ายนี้ อาจจะต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ตัวสเปคเครื่องยนต์ยังไม่ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ เพราะทางเจ้าหน้าที่ยามาฮ่าเองก็ได้บอกไว้ว่าเวอร์ชั่นนี้เป็น ชุด KIT Racing ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อการแข่งขันเท่านั้น และคนที่ซื้อเวอร์ชั่นนี้ได้อาจจะต้องมีโปรไฟล์ทีมแข่ง หรือเป็นนักแข่งที่ใช้เพื่อการแข่งขันเท่านั้น ถือว่าเป็นการคาดเดาได้ว่ามันต้อง แรงกว่า ตัวขายปกติทั่วไปอย่างแน่นอน!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ครั้งแรกในวงการรถจักรยานยนต์ไทย CUB House by Honda จับมือ Toei Animation ผู้ถือลิขสิทธิ์ “ดราก้อนบอล” ร่วมสร้างตำนานบทใหม่ ระหว่างรถจักรยานยนต์ Monkey กับ อนิเมะยอดฮิตตลอดกาลของญี่ปุ่น เปิดตัว Honda Monkey รุ่น Dragon Ball Limited Edition ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 คันทั่วโลก มาเป็นเซ็ตพร้อมแจ็คเกตลาย Monkey x Dragon Ball จากแบรนด์ Naked & Famous วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 119,900 บาท ที่ร้าน CUB House ทั้ง 13 สาขา และที่งานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2019 ระหว่างวันที่ 29 พ.ย. – 10 ธ.ค. 2019 มร.ชิเกโต คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า “เป้าหมายของคับเฮ้าส์คือการเติมเต็มความต้องการให้กับคนรุ่นใหม่ด้วยการส่งมอบคุณค่าสามอย่าง อย่างแรกคือ Fun หรือความสนุกที่ลูกค้าสัมผัสได้จากทุกส่วนของร้าน รวมถึงสินค้าในร้าน อย่างที่สองคือ Proud หรือความภาคภูมิใจเมื่อลูกค้าได้เป็นเจ้าของรถ และอย่างที่สามคือ Me หรือสิ่งสะท้อนความเป็นตัวตนที่แท้จริงของลูกค้า ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นผ่านประสบการณ์ที่คับเฮ้าส์ส่งมอบให้กับลูกค้าซึ่งตลอดสองปีที่ผ่านมาที่นี่ได้กลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่สนุกสนาน และการเดินทางที่ไม่มีที่สิ้นสุด”“ล่าสุดนี้ เราขอส่งมอบความสนุกครั้งใหม่และครั้งแรกของวงการรถจักรยานยนต์ไทยกับการรวมตัวกันครั้งสำคัญของสองตำนาน นั่นคือตำนานของรถ Monkey ที่มีจุดกำเนิดตั้งแต่ปี 1961 จากการประดิษฐ์รถเพื่อขี่เล่นของพนักงานในโรงงานฮอนด้าแห่งหนึ่ง แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่แปลกไม่เหมือนใครทำให้ Monkey กลายเป็นรถที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกโดยเฉพาะในหมู่นักสะสม และอีกตำนานเกิดขึ้นในปี 1984 เมื่อดราก้อนบอลได้ถือกำเนิดขึ้นในญี่ปุ่นและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ได้รับการเผยแพร่ไปถึงกว่า 80 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย จนกลายเป็นอนิเมะยอดฮิตตลอดกาลของโลก”“ในปี 2019 นี้ เมื่อสองตำนานได้มารวมตัวกันก็ก่อให้เกิดรถจักรยานยนต์ Monkey Dragon Ball Limited Edition ภายใต้คอนเซปต์ ความสนุกในความทรงจำ กลับมาให้คุณได้ซนอีกครั้ง ซึ่งจะถูกผลิตจำนวนจำกัดเพียงแค่ 100 คันทั่วโลก โดยรถพิเศษรุ่นนี้ได้รับการออกแบบโดยทีมดีไซน์เนอร์จาก H2C ซึ่งเป็นสำนักแต่งรถของเอ.พี. ฮอนด้า ที่มีความหลงใหลใน Monkey และ Dragon Ball อย่างมากจนเกิดเป็นรถที่มีความลงตัว มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร”Monkey Dragon Ball Limited Edition เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง เอ.พี. ฮอนด้า และ Toei Animation ผู้ถือลิขสิทธิ์ดราก้อนบอลอย่างเป็นทางการ ตัวรถได้รับการออกแบบให้มีความโดดเด่นลงตัวทุกมุมมอง โดยการนำเอาเอกลักษณ์สามอย่างของดราก้อนบอลมาอยู่บนตัวรถ Monkey อย่างแรกคือลูกแก้วมังกรสี่ดาวของโงกุน อย่างที่สองคือเทพเจ้ามังกรอันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งสองอย่างถูกตกแต่งอยู่บนถังน้ำมันที่หุ้มด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ โดยตัวลูกแก้วมังกรทำจากอะลูมิเนียม CNC และอย่างที่สามคือสัญลักษณ์สำนักเต่าของผู้เฒ่าเต่าอันเลื่องชื่อที่โดดเด่นอยู่บนครอบกรองอากาศสีส้ม ในขณะที่ฝาครอบหุ้มข้างเป็นแบบคาร์บอนไฟเบอร์พร้อมสัญลักษณ์ MonkeyHonda Monkey Dragon Ball Limited Edition ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 คันทั่วโลก มาเป็นเซ็ตพร้อมแจ็คเกตลาย Monkey x Dragon Ball จากแบรนด์ Naked & Famous (มูลค่า 8,500 บาท) วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 119,900 บาท ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปชมรถจริงและจองได้ที่ CUB House ทั้ง 13 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ สาขาเอกมัย สาขาอุดรธานี สาขาขอนแก่น สาขาชลบุรี สาขาสุราษฎร์ธานี สาขาหาดใหญ่ สาขาเพชรบุรี สาขาเชียงราย สาขาภูเก็ต สาขาเชียงใหม่ สาขานครปฐม สาขาศรีนครินทร์ และล่าสุดสาขาอุบลราชธานี และที่บูธ CUB House หมายเลข G 09 ในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2019 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พ.ย. – 10