SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

เจาะลึกเรื่องราว ยักษ์เขียวไทยรัฐ รถบรรทุกหนังสือพิมพ์ในตำนาน ตั้งแต่วิศวกรรมเครื่องยนต์สุดโหด ยันพนักงานขับ

พิสูจน์ความเร็ว NIO Firefly EV สลับแบตเตอรี่เสร็จใน 3 นาที เร็วกว่าเติมน้ำมันจริงหรือ? สรุปข้อมูลสเปก ราคา และแผนการทำตลาดในไทย

Mitsubishi Delica D:5 MY2026 มินิแวนสายลุยปรับโฉมใหม่ มาพร้อมระบบขับเคลื่อน S-AWC และเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 Turbo

Zeekr 8X รถ SUV ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นเรือธงเปิดตัวครึ่งแรกปี 2026 สเปกแรง 544 ม้า มาพร้อมระบบชาร์จ 900V วิ่งไฟฟ้าล้วนไกล 400 กม.

Jack Miller รู้สึกว่าเข้ากันกับรถ Yamaha แล้ว Jack Miller นักบิดจากทีม Prima Pramac Yamaha ได้ออกมาเผยว่า ตัวแข่งของทางค่ายอย่าง Yamaha YZR-M1 เหมือนเป็นรถของเขาแล้ว หลังจากที่เจ้าตัวต้องเผชิญกับความยากลำบากในการปรับตัวเข้ากับรถของค่ายส้อมเสียงที่บาร์เซโลนาเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยผลงานการลงทดสอบรถรอบล่าสุดในการทดสอบที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซียนักบิดสัญชาติออสเตรเลียรายนี้สามารถทำเวลาจนติด 10 อันดับของหัวตารางได้ในการทดสอบสองวันแรก และจบการซ้อมในวันสุดท้ายด้วยอันดับที่ 12 ซึ่งหลังจากที่เสร็จสิ้นในโปรแกรมการทดสอบที่ประเทศมาเลเซีย เขาได้ออกมาเผยว่า ตัวเขานั้นรู้สึกดีกับรถ จริงที่เมื่อเปลี่ยนรถก็ต้องใช้เวลาปรับตัวกับมัน แต่ตอนนี้เขารู้สึกดีกับรถ และคิดว่าตัวแข่งคันนี้เหมือนเป็นรถของเจ้าตัวแล้ว “ผมรู้สึกดี ตอนนี้ผมนั่งบนรถและออกตัวในตอนเช้า บางครั้งโดยเฉพาะเมื่อคุณเปลี่ยนผู้ผลิต มันอาจต้องใช้เวลาสักหน่อย เพราะเมื่อคุณออกจากพิทส์ ถังน้ำมันอาจติดขา แฮนด์อาจแตกต่างไป และต้องใช้เวลาปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เป็นปกติ “แต่นี่เป็นสิ่งที่ปรับตัวเข้ากับได้ค่อนข้างง่าย เมื่อผมตั้งแฮนด์ในตำแหน่งที่ถูกต้อง และปรับพักเท้าให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม “ถังน้ำมันให้ความรู้สึกดีมาก มันไม่มีส่วนที่นูนหรือขรุขระอะไรเลย ขาของผมไม่รู้สึกเจ็บ ซึ่งในอดีตเคยเป็นปัญหาเมื่อคุณนั่งในท่าที่ไม่เข้ากับตัวรถ ขาของคุณอาจไม่แนบสนิท และอาจเกิดจุดกดทับที่สร้างความไม่สบายได้ ตอนนี้ร่างกายของผมรู้สึกดีกับตัวรถ และเมื่อผมออกตัวในตอนเช้า ผมรู้สึกว่า ‘อ่า นี่คือรถของผม’ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมหลังจากเพียงแค่ห้าวันของการขี่” “เมื่อคุณไปยังสนามใหม่ ๆ มันย่อมต้องใช้เวลามากกว่าปกติในการปรับตัว เมื่อเทียบกับการมีประสบการณ์มาก่อนบนรถคันเดิม แต่ผมไม่ได้รู้สึกกดดันอะไร” แจ็ค มิลเลอร์ และทีม Prima Pramac Yamaha จะลงทดสอบอย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายในรอบ Buriram Test ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 12-13 กุมพาพันธ์ และต่อด้วยการแข่งขันในนัดเปิดสนามในการแข่งขัน ThaiGP25 ที่สนามเดียวกัน ในช่วงระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ แฟน ๆ แจ็ค มิลเลอร์ และทีม Yamaha ห้ามพลาด อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 LCR Honda เปิดตัว ‘ก้อง-ซาร์โก้’ ลุย MotoGP 2025 2025 LCR Honda เผยโฉมทีมแข่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งการเปิดตัวทีมทำการเปิดที่ ศูนย์ขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า Honda Safety Riding Park Bangkok ถนนรามคำแหง ประเทศไทย บรรยากาศเต็มไปด้วยเหล่าแฟนคลับที่มาต้อนรับแสนอบอุ่น พร้อมรอชมการเปิดตัวสองนักบิดอย่าง ‘ก้อง-สมเกียรติ จันทรา’ นักบิดชาวไทยคนแรกที่ได้แข่งขันในเมเจอร์สูงสุด และจอมเก๋าอย่างโยฮันน์ ซาร์โก้ ซึ่งการเข้ามาร่วมทีม LCR Honda ของสมเกียรติ จันทราในฤดูกาลนี้ จะเข้ามาแทนที่ของ ‘พ่อนาค’ ทาคาอากิ นาคากามิ ที่ได้ประกาศรีไทร์จากการแข่งขัน แล้วขยับบทบาทของตัวเองขึ้นไปเป็นเทสไรเดอร์ให้กับทีมโรงงาน Honda ที่จะทำงานร่วมกับอดีตแชมป์โลก Moto2 สองสมัย ‘โยฮันน์ ซารโก้’ ในการแย่งชิงโพเดียมเพื่อทวงความยิ่งใหญ่กลับสู่ทีมฮอนด้าอีกครั้ง RC213V ลวดลายใหม่ เป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่ทางอิสระอย่าง LCR จะควบเจ้า RC213V ในการไล่ล่าโพเดียมในการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาล 2025 ซึ่งตัวแข่งของทั้งสองนักบิดอย่าง ‘โยฮันน์ ซาร์โก้’ และ ‘สมเกียรติ จันทรา’ ก็จะมีสีสัน และลวดลายของแต่ละคันที่มีความแตกต่างกันออกไป RC213V ของโยฮันน์ ซาร์โก้ ในฤดูกาลนี้ก็จะคงเน้นไปที่สีขาว และสีเขียวตามปกติ แต่จะมีเฉดสีแดงที่เพิ่มเติมขึ้นมาในบริเวณส่วนหน้าของตัวรถ พร้อมวิงก์เล็ตที่มีการปรับขนาดให้ดูเล็กลง ด้านข้างมาพร้อมโลโก้แบรนด์น้ำมันเครื่อง Castrol ที่เป็นสปอนเซอร์ให้กับทางซาร์โก้ และด้านท้ายมีการปรับบางส่วนเพื่อให้สามารถขับขี่ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ถัดมากับตัวแข่งของ ‘สมเกียรติ จันทรา’ รูปแบบของตัวถังมีความคล้ายคลึงกับของซาร์โก้ทุกประการ จะแตกต่างกันเพียงแค่สีสัน และลวดลายกราฟิกเท่านั้น ซึ่งตัวแข่งของ ‘เจ้าก้อง’ ตัวรถจะเน้นไปที่สีแดง และสีขาวเป็นหลัก ด้านข้างมาพร้อมกับโลโก้แบรนด์น้ำมันเครื่อง Idemitsu ที่จะเข้ามาเป็นสปอนเซอร์ให้กับก้อง สมเกียรติ ก้อง สมเกียรติพร้อมสู้เพื่อแฟน ๆ นักบิดชาวไทยออกมาเผยว่าเจ้าตัวนั้นรู้สึกตื่นเต้น พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าในการแข่งขันฤดูกาล 2025 ที่กำลังใกล้จะเปิดฉากในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ เจ้าตัวจะทำผลงานให้เต็มที่ที่สุด และขอบคุณแฟน ๆ ชาวไทยที่สนับสนุนเจ้าตัวมาโดยตลอด ยอมรับว่าในช่วง Shakedown Test ลงซ้อมหนักมาก แต่ก็เพื่อที่จะได้นำข้อมูลมาบอกกับทีมงานให้ได้มากที่สุด รู้สึกตื่นเต้น กับการที่ทีม LCR ได้เปิดตัวในบ้านเรา ในปีนี้ผมจะสู้และทำผลงานให้ดีที่สุด อยากขอบคุณแฟนๆ ชาวไทยที่สนับสนุน และเป็นกำลังใจในทุกๆ เรซ ยอมรับช่วงเช็คดาวน์เทสต์ร่างกายหนักมาก หลังไม่ได้จับรถมานาน ทำให้ร่างกายดาวน์ลง แต่มาในช่วงออฟฟิเชียลเทสต์ มาปรับตัวเก็บรายละเอียดได้และมาบอกทีมงานให้มากที่สุด โยฮันน์ ซาร์โก้ และก้อง สมเกียรติ จะลงทดสอบอย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายในการทดสอบ ‘Buriram Test’ ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ระหว่างวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์นี้ ก่อนที่จะลงแข่งขันในสนามแรกกับการแข่งขัน ThaiGP25 ในสนามเดียวกัน ซึ่งจะทำการแข่งขันระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ แฟน ๆ ก้อง สมเกียรติ และผู้รักในกีฬามอเตอร์สปอร์ตบอกเลยห้ามพลาด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสาร MotoGP มามากมาย ต้องรู้จักผู้ชายคนนี้ที่ชื่อ Rossi นักแข่งหมายเลข 46 หรือแม้กระทั้งเรื่องรถแข่ง ผลการแข่งขัน เทคโนโลยีรถแข่ง เรื่องราวของนักแข่งหลายๆ ไม่ว่าจะเรื่องส่วนตัวมาไม่มากก็น้อยก็ตาม วันนี้เราก็อยากจะหยิบภาพน่ารักๆ ของ Rossi อดีตนักแข่งรถจักรยานยนต์ทางเรียบที่เร็วที่สุดในโลกอย่าง MotoGP เป็นตำนานมากประสบการณ์ ที่มีดีกรีคว้าแชมป์โลกมาแล้วหลายสมัยมาให้ชม พร้อมกับปริศนาที่อยู่ในภาพ ว่าเด็ก 2 คน ที่อยู่กับ วาเลนติโน่ ร๊อซซี่คือใคร วันนี้เรามีคำตอบ เด็กน้อยด้านซ้ายสุดของภาพสวมใส่เสื้อสีเขียว หน้าตาน่ารัก นัยตาหวาน ไม่ใช่คนอื่นคนไกลเลย ปัจจุบันเขาอยู่ สังกัดทีม CryptoDATA RNF MotoGP™ Team นั้นก็คือ Miguel Oliveira ดีกรีไม่ธรรมดา ปัจจุบันเขายังคงแข่งขันในรุ่นใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง MotoGP เด็กน้อยคนกลาง เสื้อสีแดง นัยตามุ่งมั่น เบ้าหน้ามาหล่อเหลาเอาการแต่เด็กเลย คนนี้ก็ไม่ธรรมดาสาวๆแฟนคลับเรียกได้ว่าติดกันแบบง่อมแง่ม แต่ก็พ่ายให้กับแฟนสาวคนสวยได้ครองใจเขาไปเรียบร้อย คนนี้คือ Maverick Viñales ปัจจุบันเข้าแข่งรถให้กับทีมโรงงาน Aprilia Racing ต้องบอกก่อนเลยว่ารูปบางรูปก็บอกอะไรให้กับเราได้หลายอย่าง หนุ่มรูปงามในตอนนั้นอย่าง Valentino Rossi ที่มีประสบการณ์มากมาย เดินทางแข่งมาทั่วโลกกาลเวลาค่อยๆผลักเขาออกไปเป็นตำนาน และเด็กสองคนในวันนั้น ที่ได้เติมโตขึ้นมาอยู่ในวงการการแข่งขันรถระดับโลก ทำให้เห็นว่าทุกสิ่งบนโลกไม่มีอะไรยั่งยืน ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ว่าแต่ MotoGP 2023 ให้จะเป็นแชมป์โลกกันนะ.. ติดตามผลคะแนน คลิกได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Jorge Martin ทุบสถิติ..ทำเวลาดีที่สุดใน ThaiGP 2023 หลังจากจบการแข่งขันไปแล้วสำหรับรายการ โออาร์ ไทยแลนด์ กรังปรีซ์ 2023 แอดก็ขอแสดงความยินดีแก่นักแข่งทุกท่านที่สามารถคว้าโพเดียมไปได้สำเร็จในครั้งนี้ และอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจนั่นก็คือ นักบิดคนไหนกันนะ ที่สามารถโชว์ฟอร์มสุดฮอต ทำเวลาได้ดีที่สุดในสนามบ้านเรากันแน่ และแน่นอนจะเป็นใครไม่ได้นอกจากเจ้าของโพเดียม อันดับ 1 รุ่นโมโตจีพีสนาม 17 อย่าง Jorge Martin นักบิดหมายเลข 89 จาก Prima Pramac Racing นั่นเอง โดยทำเวลาที่ดีที่สุดในรอบควอลิฟาย (Q2) ที่ 1:29.287 นาที ซึ่งถือเป็นการสร้างสถิติใหม่ ทุบสถิติเก่าอย่าง Marco Bezzecchi ที่เคยทำไว้ที่ 1:30.896 นาที เมื่อปีที่ผ่านมา นับว่าเป็นสถิติเรคคอร์ดใหม่ในสนามช้าง ฯ เลยก็ว่าได้ สำหรับนักบิดเซียน ๆ ชาวไทยเคยทำเวลาดีที่สุดในสนามนี้ไว้ที่เท่าไหร่กันครับ มาแชร์กัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ทำไมเครื่อง Moto2 แรงกว่า เครื่องที่อยู่ในรถ Triumph ปกติ หลาย ๆ คนที่เป็นไบเกอร์สายสตรีทน่าจะรู้จักกันดีกับโมเดล Street Triple RS ที่เป็นเน็กเก็ดไบค์ตัวแรงที่ใช้เครื่องยนต์ 3 สูบเรียงพิกัด 765 ซีซี แล้วรู้อะไรมั้ยครับ เครื่องยนต์ที่เป็นหัวใจหลักของรถโมโตทูที่แข่งกันในตอนนี้เนี่ย พัฒนามาจากเครื่องยนต์ของเจ้า Street Triple RS รถถนนนี่ล่ะครับ แล้ว ทำไมเครื่อง Moto2 แรงกว่าเครื่องที่อยู่ในรถขี่ถนนล่ะครับ? วันนี้เราจะมาเฉลยให้ทุกท่านได้รับรู้กันครับ สาเหตุที่ทำให้แรงกว่าเครื่องปกติ มี 2 ส่วนด้วยกันคือ ส่วนของการเสริมสมรรถนะ และส่วนของการใส่ของแต่งซิ่ง หรือเรซซิ่งพาร์ทนั่นเอง ทีนี้ในแต่ละส่วนก็จะมีรายละเอียดเพิ่มเติมลงไปอีกครับ แน่นอนว่าเราก็จะมาบอกเช่นกันครับว่ามีอะไรบ้าง ส่วนของการเสริมสมรรถนะ ปรับแต่งฝาสูบด้วยการปรับแต่งพอร์ตไอดีและไอเสียเพื่อเพิ่มอัตราการไหลเวียนของน้ำมันเชื้อเพลิง เพิ่มอัตราส่วนการอัด ใช้วาล์วไทเทเนียมและสปริงวาล์วที่แข็งขึ้นเพื่อเพิ่มรอบของเครื่องยนต์ให้สูงขึ้น ใช้ชุดอัลเทอร์เนเทอร์แบบเรซที่ให้กำลังไฟต่ำเพื่อลดแรงเฉื่อยในระบบ ปรับอัตราทดเกียร์ 1 และเกียร์ 2 ใหม่ ใช้สลิปเปอร์ที่พัฒนามาสำหรับการแข่งขัน (สามารถปรับจูนเพิ่มได้) ใช้ ECU สำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะจากทาง Magneti Marelli ปรับปรุงฝาเครื่องใหม่เพื่อลดขนาดความกว้างของเครื่องยนต์ เปลี่ยนอ่างน้ำมันเพื่อให้ออกแบบการไหลของไอเสียในช่วงคอทอทำได้ดีขึ้นเร ใช้สารเคลือบผิวสมรรถนะสูงเคลือบชิ้นส่วนสำคัญภายใน เพื่อเพิ่มความทนทานและความลื่นไหล ส่วนของเรซซิ่งพาร์ท เพิ่มความกว้างของกระบอกสูบและระยะชัก ใช้เพลาข้อเหวี่ยงใหม่ ใช้ลูกสูบใหม่ ใช้ก้านสูบและเพลาบาลานเซอร์ใหม่ ใช้กระบอกสูบอลูมิเนียมเคลือบนิคาซิล ปรับแต่งเกียร์บ็อกซ์ใหม่ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนชิ้นส่วนอื่น ๆ อีกรวมในหัวข้อนี้กว่า 80 ชิ้นกันเลยทีเดียว และแน่นอนว่าวิศวกรของไทรอัมพ์ก็ศึกษาและพัฒนาเครื่องยนต์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้เครื่องยนต์ที่แรงและทนทานมากที่สุด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha YZR-M1 ของ Valentino Rossi #46 สีของตัวรถถุกออกแบบใหม่ทั้งหมดตาม สปอนเซอร์ใหม่ Monster Energy drink ดูดุดันมากขึ้น ทุกอย่างลงตัว อะไหล์ที่ให้เข้าไปถือว่าดีที่สุดและลงตัวที่สุดในตอนนี้ ส่วนทีมเมทยังเป็นคนเดิม แค่เปลี่ยนเบอร์ใหม่ Maverick Viñales 12 ยังไงก็ตามเชียร์กันได้ ปีนี้ เต็มที่แน่นอน!! อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

เอามาให้ชม Yamaha YZR-M1 ของ Maverick Viñales สปอนเซอร์ใหม่ Monster Energy drink แถมปีนี้เปลี่ยนเบอร์เป้นเบอร์ #12 ลงแข่งขันในรายการ MotoGP อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

อย่างที่ทราบกันว่าทีม Satellite ของยามาฮ่าอย่าง Tech3 นั้นได้ตัดสินใจยุติบทบาทการทำงานร่วมกับทางยามาฮ่า แล้วได้หันไปจับมือกับทาง KTM แทน ซึ่งบริษัทปีโตรนาสผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่สัญชาติมาเลเซียจึงไม่รอช้า เปิดตัวทีมแข่งใหม่เข้าแทนที่ Tech3 โดยมีชื่อทีมว่า “PETRONAS Yamaha SRT” สำหรับรถแข่งที่ทางทีม PETRONAS Yamaha SRT ใช้นั้นก็คือ Yamaha YZR-M1 ซึ่งได้นักบิดดาวรุ่งมากฝีมืออย่าง Franco Morbidelli เจ้าของรางวัล Rookie of the Year เมื่อปี 2018 จะเป็นผู้ควบ YZF-M1 Spec-A ล่าแต้มให้กับทีม และยังได้ทีมเมทอย่าง Fabio Quartararo นักบิดน้องใหม่ที่พึ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาจาก Moto2 จะได้ควบ YZR-M1 Spec-B ลงแข่งในศึก MotoGP 2019 นี้ ต้องรอดูกันว่าทีมน้องใหม่อย่าง Petronas SRT จะสามารถทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมากน้อยขนาดไหนในศึก MotoGP 2019 ซึ่งสนามแรกนั้นจะเริ่มขึ้นในวันที่ 10 มีนาคม 2562 ที่สนาม Losail International Circuit ประเทศกาตาร์ รับชมข่าวสารอื่นๆของ Yamaha คลิก รับชมข่าวสาร MotoGP คลิก ติดตามพวกเราในแฟนเพจ SuperBike คลิก

MotoGP ได้เข้ามาสร้างสีสรรและความประทับใจให้กับแฟนๆชาวมอเตอร์สปอร์ตทั้งในต่างประเทศรวมถึงประเทศไทย Repsol Honda เป็นหนึ่งในทีมที่มีแฟนคลับเหนียวแน่น

Praga ZS 800 Carbon Edition เรโทรไบค์ที่สุดทุกทางจากเช็ค จริง ๆ แล้วเราเคยทำข่าวเกี่ยวกับโมเดลนี้ไปแล้วครั้งนึงเมื่อปีที่แล้ว แต่ครั้งนี้ Praga ZS 800 Carbon Edition มันเป็นอีกขั้นของความสุดเมื่อเทียบกับโมเดลที่แล้ว เพราะมันเป็นคาร์บอนแทบทั้งคันกันเลย ว่าแต่มันสุดทุกทางที่เกริ่นไปเนี่ย ทางไหนบ้าง จะพาเพื่อน ๆ สายเรโทรไปชมกัน สุดหรูหรา โดดเด่น ไม่แพ้ค่ายไหนเลย ด้วยดีกรีและชื่อชั้นจากประสบการณ์ที่ทางแบรนด์มี ซึ่งก็คือการสร้างไฮเปอร์คาร์สุดหรูสุดแรงนั่นเอง ดีไซน์ของรถมาในแบบของเรโทรไบค์ ที่มีดีเทลพรีเมียมขั้นสุดมากมายสมกับเป็นแบรนด์ที่ทำไฮเปอร์คาร์ มันหรูหราด้วยล้อคาร์บอนฟอร์จพร้อมซี่ลวดคาร์บอนพิเศษแบบมีดรัมเบรกในตัว ชิ้นส่วนคาร์บอนฟอร์จตามจุดต่าง ๆ ตัวเฟรมโครโมลี่สตีล น็อตไทเทเนียม และชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่ราคาแพงมากมาย รวมไปถึงเทคโนโลยีที่ใช้ขึ้นรูปขึ้นชิ้นงานต่าง ๆ ก็ใช้เทคโนโลยีล้ำ ๆ อย่างระบบ CNC แบบ 5 แกนในการสร้าง ทำให้ได้ชิ้นงานที่มีความแม่นยำ ขณะเดียวกันสไตล์ที่เลือกใช้ก็คลาสสิกลงตัวเข้ากับรถ สุดคลาสสิกด้วยเครื่องยนต์ที่แม้ทางค่ายไม่ได้ผลิตเองแต่เป็นการใช้เครื่องยนต์ของ Kawasaki W800 ซึ่งเป็นเครื่อง 2 สูบเรียง 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 773 ซีซี ซึ่งให้กลิ่นอายของความคลาสสิกจากตัวก้านกระทุ้งวาล์วด้านขวา แต่ก็ถูกปรับปรุงให้ทันสมัยให้มีความประหยัดและผ่านมาตรฐาน Euro5 ซึ่งให้กำลังสูงสุดที่ 50 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 65 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 5 สปีด และปิดท้ายด้วยการเลือกใช้ท่อไอเสียไทเทเนียมเต็มระบบ สุดที่ช่วงล่าง โดยช่วงล่างด้านหน้าที่โดดเด่นอย่างโช้คหน้าแบบเกอร์เดอร์ ไม่ใช่โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกทั่วไป โดนมีตัวคานโช้คที่ทำจากโลหะโครโมลี่และใช้โช้ค Ohlins พร้อมสปริงไทเทเนียมที่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ด้านหลังเป็นโช้คแบบฮาร์ดเทลและแน่นอนว่าเป็นโช้ค Ohlins รุ่น TTX Air วางไว้ใต้เบาะ สุดเบาด้วยเทคโนโลยีการออกแบบมีการใช้ถังน้ำมันขนาด 11.5 ลิตรเป็นส่วนหนึ่งของเฟรมด้วย ทำให้ลดน้ำหนักของตัวรถได้มาก และยังพิเศษด้วยฝาครอบคาร์บอนฟอร์จ และเมื่อร่วมกับชิ้นส่วนราคาแพงและให้น้ำหนักเบาทั้งคันเข้าด้วยกัน ทำให้ตัวรถนั้นหนักเพียง 142 กิโลกรัม รวมของเหลวแล้วก็ยังหนักเพียง 158 กิโลกรัมเท่านั้น สุดพิเศษด้วยชิ้นส่วนสีดำบริเวณถังน้ำมันและบังโคลนด้วยคาร์บอนฟอร์จและสีทองที่ดุมล้อ แตกต่างจากโมเดลพื้นฐานที่จะมาในสีน้ำเงินและมีดุมล้อสีเงิน ซึ่งเพิ่มความเข้มขลังได้ดี และคาร์บอนอิดิชันนี้จะมีเพียงแค่ 5 คัน จากการที่ผลิตขึ้นทั้งหมด 28 คัน และสุดแพงด้วยสนนราคาค่าตัวที่แพงถึง 98,800 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 3.9 ล้านบาท (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Xiangshuai Lonewolf 800 ครูเซอร์เครื่องวีทวินจากแดนมังกร เห็นชื่อแล้วก็อาจจะปวดหัวว่าอ่านว่าอะไร แต่แอดมินไปให้กูเกิ้ลออกเสียงให้ฟังก็พอจับได้เลา ๆ ว่า เซียงฉ่วย แน่นอนว่าหลาย ๆ คนก็น่าจะไม่เคยได้ยินชื่อแบรนด์นี้มาก่อน ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร แต่เอาเป็น Xiangshuai Lonewolf 800 ครูเซอร์เครื่องวีทวินจากแดนมังกร คันนี้ก็มีอะไรที่สายคัสตอมต้องชอบอยู่หลายจุดเลยล่ะ ถ้าไม่นับเรื่องสัญชาติน่ะนะ สำหรับดีไซน์ของเจ้าหมาป่าเดียวดายคันนี้ถือว่า โดดเด่นแปลกตาและก็ดูดุดันอยู่มากเลยทีเดียว ไฟหน้าทรงกลมขนาดใหญ่ ที่มีเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ภายในตัว มีไฟเลี้ยวแยกออกมาด้านนอก ซึ่งระบบไฟส่องสว่างทั้งหมดเป็น LED ตามแบบสมัยใหม่ ไฟท้ายเองก็ดีไซน์ออกมาได้ดูหรูหรา โดยแยกไฟเลี้ยวไปติดอยู่กับบริเวณกันดีดที่ทำหน้าที่เป็นที่ยึดเป็นป้ายทะเบียนด้วย ในส่วนค็อกพิทเด่นด้วยหน้าจอสี TFT แบบมัลติฟังก์ชันและแฮนด์บาร์แบบตัว Z หรือแฮนด์สายฟ้า เบาะนั่งเองก็มีดีเทลคล้ายรังผึ้งดูดีมีลูกเล่น และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือสวิงอาร์มเดี่ยวที่โชว์ให้ล้ออัลลอย 24 ก้าน (นั่งตาลายเพราะนับอยู่นาน) ดีไซน์คล้ายกับใบพัดของเครื่องเจ็ตของเครื่องบิน ดูแล้วก็เท่ดีไม่หยอก เครื่องยนต์ของเจ้าหมาป่าตัวใหญ่คันนี้จะเป็นเครื่องวีทวินขนาด 800 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 56.32 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 68 นิวตันเมตร ส่งกำลังขับเคลื่อนด้วยระบบสายพานตามธรรมเนียมของสายคัสตอม มีถังน้ำมันใหญ่ถึง 22 ลิตรเหมาะกับสายเดินทางไกล ส่วนน้ำหนักตัวรถนั้นมากถึง 288 กิโลกรัมกันเลยทีเดียว ต่อกันที่เรื่องของช่วงล่าง ระบบกันสะเทือนจะมีโช้คหน้าแบบหัวกลับปรับแดมปิ้งได้ 7 ระดับ ส่วนโช้คหลังมาพร้อมเทคโนโลยี Air Suspension สามารถปรับระดับความสูงของโช้คได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัส ช่วยให้สามารถปรับความสูงของตัวรถให้เข้ากับผู้ขับขี่ได้ ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ และมาพร้อมระบบเบรก ABS แบบดูอัลแชนแนล ส่วนขนาดยางและล้อมีขนาด 140/70 – 17 และ 310/30 – 18 หน้าหลังตามลำดับ เรียกว่าท้ายดูเบิ้มดูเต็มสมกับสไตล์ครูเซอร์แน่นอน สุดท้ายเรื่องของการจำหน่าย ที่ประเทศจีนเปิดราคาขายที่ 59,800 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 303,000 บาท ส่วนการจะมาจำหน่ายในไทยนั้นอาจจะยากสักหน่อย เพราะเป็นแบรนด์ที่บ้านเราน่าจะรู้จักกันน้อย และราคาของโมเดลนี้ก็ค่อนข้างจะแรง บวกกับบ้านเราคนที่ขี่รถในสไตล์นี้มีไม่มาก อาจจะจุดกระแสและทำยอดขายได้ยาก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Monster Senna เปิดราคา 1.05 ล้าน ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อเมื่อดูคาติ ไทยแลนด์ เปิดให้จับจองรถ Ducati Monster Senna เปิดราคา 1.05 ล้าน บาท เท่านั้น (แพงกว่าโมเดลสแตนดาร์ดเกือบเท่าตัว Monster SP ราคา 619,000 บาท) แม้ว่าโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดนี้จะมีจำหน่ายแค่เพียง 341 คันเท่านั้น เรียกว่าตัวลิมิเต็ดแค่ไหนค่ายแดงเขาพร้อมจัดหาให้ตลอด สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก โมเดลนี้คือโมเดลพิเศษเพื่อเป็นเกียรติให้กับตำนานแห่ง F1 Ayrton Senna อดีตแชมป์โลก 3 สมัยที่ได้จากโลกใบนี้ไปนานแล้ว ตัวรถโดดเด่นเรื่องสีสันที่ได้มาจากสีของหมวกกันน็อกของเซ็นน่าและธงชาติบราซิลที่เป็นบ้านเกิดของเขานั่นเอง นอกจากนี้ยังมีดีเทลพิเศษอย่างการ์ดเครื่องยนต์ และอนิเมชันบนหน้าจอสีพิเศษเวลาสตาร์ทรถ ในเรื่องของสเปกนั้นจะมีพื้นฐานมาจาก Monster SP นั่นเอง โดยจะมีเครื่องยนต์เป็นเครื่อง Testastretta 11 องศา (2 สูบวี) 937 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ให้แรงม้าสูงสุด 111 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 93.16 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ เสริมความแรงด้วยปลายท่อไอเสียคาร์บอนไฟเบอร์ของ Termignoni ที่มีแทบสีเหลืองสวยสดอีกด้วย ช่วงล่าง ได้ระบบกันสะเทือนปรับแต่งได้เต็มระบบจาก Öhlins ระบบเบรกจาก Brembo โดยตัวคาลิเปอร์เบรกหน้าจะเป็นโมโนบล็อก Stylema ล้อฟอร์จและยาง Pirelli Diablo Rosso III และแน่นอนว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ให้มาครบครันระดับท็อป งานนี้เพื่อน ๆ คนไหนเป็นสาวกของ Senna และชื่นชอบดูคาติ มอนสเตอร์แล้วล่ะก็ นี่เป็นโอกาสดีมาก ๆ ครับ หากท่านใดสนใจสามารถติดตามและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมดูคาติทั่วประเทศ หรือทาง Inbox / Line: @ducatithailand หรือ https://bit.ly/DucatiOA อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MotoGP อาจจะเปลี่ยนแบรนด์ยาง สำนักข่าวมอเตอร์สปอร์ต Moto Sprint ของอิตาลี่ ได้ปล่อยข่าวลือวงใน ถึงการปรากฏตัวแบบได้นัดหมายของผู้บริหารระดับสูงหาตัวจับยาก 4 ฝ่าย ของ Pirelli มารวมตัวกันที่สนาม Mugello เพื่อดูงาน MotoGP เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา ณ ปัจจุบัน Pirelli เป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ ของยางที่ใช้ในการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก อย่าง F1, WorldSBK มาเป็นเวลาอย่างยาวนาน และได้เริ่มก้าวเข้าวงการ MotoGP ในต้นปีที่ผ่านมา การพบปะครั้งนี้ นำทีมโดย Giorgio Barbier ผู้บริหารแผนกยางสำหรับแข่งขันมอเตอร์ไซค์ ได้พาผู้บริหารท่านอื่นๆ เข้าชมความสำเร็จของการใช้ยาง Pirelli ที่ได้ใช้เป็นยางในการแข่งขันล่าสุดที่ได้เซ็นสัญญา คือ Moto 2 และ Moto 3 เป็นไปได้ว่าอาจะมีการเซ็นสัญญาใหม่ในรุ่น MotoGP ด้วยเหตุที่ว่าสัญญาผู้สนับสนุนรายการ MotoGP ปัจจุบันของ “มิชลิน” จะหมดลงในปี 2569 หรือในอีก 2 ปีข้างหน้า และ Pirelli สามารถเข้าเสียบแทนได้ในปี 2570 ส่วนข่าวจะจริงหรือไม่ เวลาเท่านั้นคือผู้กำหนด

Praga ZS 800 Carbon Edition เรโทรไบค์ที่สุดทุกทางจากเช็ค จริง ๆ แล้วเราเคยทำข่าวเกี่ยวกับโมเดลนี้ไปแล้วครั้งนึงเมื่อปีที่แล้ว แต่ครั้งนี้ Praga ZS 800 Carbon Edition มันเป็นอีกขั้นของความสุดเมื่อเทียบกับโมเดลที่แล้ว เพราะมันเป็นคาร์บอนแทบทั้งคันกันเลย ว่าแต่มันสุดทุกทางที่เกริ่นไปเนี่ย ทางไหนบ้าง จะพาเพื่อน ๆ สายเรโทรไปชมกัน สุดหรูหรา โดดเด่น ไม่แพ้ค่ายไหนเลย ด้วยดีกรีและชื่อชั้นจากประสบการณ์ที่ทางแบรนด์มี ซึ่งก็คือการสร้างไฮเปอร์คาร์สุดหรูสุดแรงนั่นเอง ดีไซน์ของรถมาในแบบของเรโทรไบค์ ที่มีดีเทลพรีเมียมขั้นสุดมากมายสมกับเป็นแบรนด์ที่ทำไฮเปอร์คาร์ มันหรูหราด้วยล้อคาร์บอนฟอร์จพร้อมซี่ลวดคาร์บอนพิเศษแบบมีดรัมเบรกในตัว ชิ้นส่วนคาร์บอนฟอร์จตามจุดต่าง ๆ ตัวเฟรมโครโมลี่สตีล น็อตไทเทเนียม และชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่ราคาแพงมากมาย รวมไปถึงเทคโนโลยีที่ใช้ขึ้นรูปขึ้นชิ้นงานต่าง ๆ ก็ใช้เทคโนโลยีล้ำ ๆ อย่างระบบ CNC แบบ 5 แกนในการสร้าง ทำให้ได้ชิ้นงานที่มีความแม่นยำ ขณะเดียวกันสไตล์ที่เลือกใช้ก็คลาสสิกลงตัวเข้ากับรถ สุดคลาสสิกด้วยเครื่องยนต์ที่แม้ทางค่ายไม่ได้ผลิตเองแต่เป็นการใช้เครื่องยนต์ของ Kawasaki W800 ซึ่งเป็นเครื่อง 2 สูบเรียง 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 773 ซีซี ซึ่งให้กลิ่นอายของความคลาสสิกจากตัวก้านกระทุ้งวาล์วด้านขวา แต่ก็ถูกปรับปรุงให้ทันสมัยให้มีความประหยัดและผ่านมาตรฐาน Euro5 ซึ่งให้กำลังสูงสุดที่ 50 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 65 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 5 สปีด และปิดท้ายด้วยการเลือกใช้ท่อไอเสียไทเทเนียมเต็มระบบ สุดที่ช่วงล่าง โดยช่วงล่างด้านหน้าที่โดดเด่นอย่างโช้คหน้าแบบเกอร์เดอร์ ไม่ใช่โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกทั่วไป โดนมีตัวคานโช้คที่ทำจากโลหะโครโมลี่และใช้โช้ค Ohlins พร้อมสปริงไทเทเนียมที่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ด้านหลังเป็นโช้คแบบฮาร์ดเทลและแน่นอนว่าเป็นโช้ค Ohlins รุ่น TTX Air วางไว้ใต้เบาะ สุดเบาด้วยเทคโนโลยีการออกแบบมีการใช้ถังน้ำมันขนาด 11.5 ลิตรเป็นส่วนหนึ่งของเฟรมด้วย ทำให้ลดน้ำหนักของตัวรถได้มาก และยังพิเศษด้วยฝาครอบคาร์บอนฟอร์จ และเมื่อร่วมกับชิ้นส่วนราคาแพงและให้น้ำหนักเบาทั้งคันเข้าด้วยกัน ทำให้ตัวรถนั้นหนักเพียง 142 กิโลกรัม รวมของเหลวแล้วก็ยังหนักเพียง 158 กิโลกรัมเท่านั้น สุดพิเศษด้วยชิ้นส่วนสีดำบริเวณถังน้ำมันและบังโคลนด้วยคาร์บอนฟอร์จและสีทองที่ดุมล้อ แตกต่างจากโมเดลพื้นฐานที่จะมาในสีน้ำเงินและมีดุมล้อสีเงิน ซึ่งเพิ่มความเข้มขลังได้ดี และคาร์บอนอิดิชันนี้จะมีเพียงแค่ 5 คัน จากการที่ผลิตขึ้นทั้งหมด 28 คัน และสุดแพงด้วยสนนราคาค่าตัวที่แพงถึง 98,800 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 3.9 ล้านบาท (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Xiangshuai Lonewolf 800 ครูเซอร์เครื่องวีทวินจากแดนมังกร เห็นชื่อแล้วก็อาจจะปวดหัวว่าอ่านว่าอะไร แต่แอดมินไปให้กูเกิ้ลออกเสียงให้ฟังก็พอจับได้เลา ๆ ว่า เซียงฉ่วย แน่นอนว่าหลาย ๆ คนก็น่าจะไม่เคยได้ยินชื่อแบรนด์นี้มาก่อน ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร แต่เอาเป็น Xiangshuai Lonewolf 800 ครูเซอร์เครื่องวีทวินจากแดนมังกร คันนี้ก็มีอะไรที่สายคัสตอมต้องชอบอยู่หลายจุดเลยล่ะ ถ้าไม่นับเรื่องสัญชาติน่ะนะ สำหรับดีไซน์ของเจ้าหมาป่าเดียวดายคันนี้ถือว่า โดดเด่นแปลกตาและก็ดูดุดันอยู่มากเลยทีเดียว ไฟหน้าทรงกลมขนาดใหญ่ ที่มีเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ภายในตัว มีไฟเลี้ยวแยกออกมาด้านนอก ซึ่งระบบไฟส่องสว่างทั้งหมดเป็น LED ตามแบบสมัยใหม่ ไฟท้ายเองก็ดีไซน์ออกมาได้ดูหรูหรา โดยแยกไฟเลี้ยวไปติดอยู่กับบริเวณกันดีดที่ทำหน้าที่เป็นที่ยึดเป็นป้ายทะเบียนด้วย ในส่วนค็อกพิทเด่นด้วยหน้าจอสี TFT แบบมัลติฟังก์ชันและแฮนด์บาร์แบบตัว Z หรือแฮนด์สายฟ้า เบาะนั่งเองก็มีดีเทลคล้ายรังผึ้งดูดีมีลูกเล่น และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือสวิงอาร์มเดี่ยวที่โชว์ให้ล้ออัลลอย 24 ก้าน (นั่งตาลายเพราะนับอยู่นาน) ดีไซน์คล้ายกับใบพัดของเครื่องเจ็ตของเครื่องบิน ดูแล้วก็เท่ดีไม่หยอก เครื่องยนต์ของเจ้าหมาป่าตัวใหญ่คันนี้จะเป็นเครื่องวีทวินขนาด 800 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 56.32 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 68 นิวตันเมตร ส่งกำลังขับเคลื่อนด้วยระบบสายพานตามธรรมเนียมของสายคัสตอม มีถังน้ำมันใหญ่ถึง 22 ลิตรเหมาะกับสายเดินทางไกล ส่วนน้ำหนักตัวรถนั้นมากถึง 288 กิโลกรัมกันเลยทีเดียว ต่อกันที่เรื่องของช่วงล่าง ระบบกันสะเทือนจะมีโช้คหน้าแบบหัวกลับปรับแดมปิ้งได้ 7 ระดับ ส่วนโช้คหลังมาพร้อมเทคโนโลยี Air Suspension สามารถปรับระดับความสูงของโช้คได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัส ช่วยให้สามารถปรับความสูงของตัวรถให้เข้ากับผู้ขับขี่ได้ ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ และมาพร้อมระบบเบรก ABS แบบดูอัลแชนแนล ส่วนขนาดยางและล้อมีขนาด 140/70 – 17 และ 310/30 – 18 หน้าหลังตามลำดับ เรียกว่าท้ายดูเบิ้มดูเต็มสมกับสไตล์ครูเซอร์แน่นอน สุดท้ายเรื่องของการจำหน่าย ที่ประเทศจีนเปิดราคาขายที่ 59,800 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 303,000 บาท ส่วนการจะมาจำหน่ายในไทยนั้นอาจจะยากสักหน่อย เพราะเป็นแบรนด์ที่บ้านเราน่าจะรู้จักกันน้อย และราคาของโมเดลนี้ก็ค่อนข้างจะแรง บวกกับบ้านเราคนที่ขี่รถในสไตล์นี้มีไม่มาก อาจจะจุดกระแสและทำยอดขายได้ยาก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Monster Senna เปิดราคา 1.05 ล้าน ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อเมื่อดูคาติ ไทยแลนด์ เปิดให้จับจองรถ Ducati Monster Senna เปิดราคา 1.05 ล้าน บาท เท่านั้น (แพงกว่าโมเดลสแตนดาร์ดเกือบเท่าตัว Monster SP ราคา 619,000 บาท) แม้ว่าโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดนี้จะมีจำหน่ายแค่เพียง 341 คันเท่านั้น เรียกว่าตัวลิมิเต็ดแค่ไหนค่ายแดงเขาพร้อมจัดหาให้ตลอด สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก โมเดลนี้คือโมเดลพิเศษเพื่อเป็นเกียรติให้กับตำนานแห่ง F1 Ayrton Senna อดีตแชมป์โลก 3 สมัยที่ได้จากโลกใบนี้ไปนานแล้ว ตัวรถโดดเด่นเรื่องสีสันที่ได้มาจากสีของหมวกกันน็อกของเซ็นน่าและธงชาติบราซิลที่เป็นบ้านเกิดของเขานั่นเอง นอกจากนี้ยังมีดีเทลพิเศษอย่างการ์ดเครื่องยนต์ และอนิเมชันบนหน้าจอสีพิเศษเวลาสตาร์ทรถ ในเรื่องของสเปกนั้นจะมีพื้นฐานมาจาก Monster SP นั่นเอง โดยจะมีเครื่องยนต์เป็นเครื่อง Testastretta 11 องศา (2 สูบวี) 937 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ให้แรงม้าสูงสุด 111 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 93.16 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ เสริมความแรงด้วยปลายท่อไอเสียคาร์บอนไฟเบอร์ของ Termignoni ที่มีแทบสีเหลืองสวยสดอีกด้วย ช่วงล่าง ได้ระบบกันสะเทือนปรับแต่งได้เต็มระบบจาก Öhlins ระบบเบรกจาก Brembo โดยตัวคาลิเปอร์เบรกหน้าจะเป็นโมโนบล็อก Stylema ล้อฟอร์จและยาง Pirelli Diablo Rosso III และแน่นอนว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ให้มาครบครันระดับท็อป งานนี้เพื่อน ๆ คนไหนเป็นสาวกของ Senna และชื่นชอบดูคาติ มอนสเตอร์แล้วล่ะก็ นี่เป็นโอกาสดีมาก ๆ ครับ หากท่านใดสนใจสามารถติดตามและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมดูคาติทั่วประเทศ หรือทาง Inbox / Line: @ducatithailand หรือ https://bit.ly/DucatiOA อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MotoGP อาจจะเปลี่ยนแบรนด์ยาง สำนักข่าวมอเตอร์สปอร์ต Moto Sprint ของอิตาลี่ ได้ปล่อยข่าวลือวงใน ถึงการปรากฏตัวแบบได้นัดหมายของผู้บริหารระดับสูงหาตัวจับยาก 4 ฝ่าย ของ Pirelli มารวมตัวกันที่สนาม Mugello เพื่อดูงาน MotoGP เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา ณ ปัจจุบัน Pirelli เป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ ของยางที่ใช้ในการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก อย่าง F1, WorldSBK มาเป็นเวลาอย่างยาวนาน และได้เริ่มก้าวเข้าวงการ MotoGP ในต้นปีที่ผ่านมา การพบปะครั้งนี้ นำทีมโดย Giorgio Barbier ผู้บริหารแผนกยางสำหรับแข่งขันมอเตอร์ไซค์ ได้พาผู้บริหารท่านอื่นๆ เข้าชมความสำเร็จของการใช้ยาง Pirelli ที่ได้ใช้เป็นยางในการแข่งขันล่าสุดที่ได้เซ็นสัญญา คือ Moto 2 และ Moto 3 เป็นไปได้ว่าอาจะมีการเซ็นสัญญาใหม่ในรุ่น MotoGP ด้วยเหตุที่ว่าสัญญาผู้สนับสนุนรายการ MotoGP ปัจจุบันของ “มิชลิน” จะหมดลงในปี 2569 หรือในอีก 2 ปีข้างหน้า และ Pirelli สามารถเข้าเสียบแทนได้ในปี 2570 ส่วนข่าวจะจริงหรือไม่ เวลาเท่านั้นคือผู้กำหนด

Honda RVF750 V&M RC45 ตำนานตัวแชมป์ เคาะราคาแล้ว เชื่อเลยว่าใครที่เข้ามาอ่านคอนเทนต์นี้แล้ว คุณจะต้องหลงใหลในเสน่ห์ของมันอย่างแน่นอน นี่คือรถแข่งแรร์ไบค์ในยุคตำนานรุ่นปี 90 โปรดักท์ชันไบค์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจากค่ายญี่ปุ่นในชื่อของ Honda RVF750 V&M RC45 ในเวอร์ชันของรถแข่งแชมป์เปี้ยนในรายการเวิร์ล ซูเปอร์ไบค์ ยังรวมไปถึงรายการ Isle of Man TT และ North West 200 โดยเคาะราคาออกมาแล้วสำหรับแฟนพันธุ์แท้กระเป๋าหนักกับราคาที่ 64,999 ปอนด์หรือตีเป็นเงินไทยราว ๆ เกือบ 3 ล้านบาท ด้วยความที่เป็นรุ่นยอดฮิตมากที่สุดในปี 1995 – 1997 และยังเป็นอาวุธที่ทันสมัยมากสุดในช่วงยุคนั้น แถมยังเป็นตัวแข่งที่ใช้เทคโนโลยีระบบหัวฉีด PGM-Fi มาแทนคาร์บูเรเตอร์ (เทคโนโลยีพื้นฐานมาจากเจ้า Honda NR750) กล่องECU รวมถึงระบบจุดระเบิดซึ่งนับว่าเป็นระบบที่แปลกใหม่และทันสมัยมากที่สุดในยุคนั้น โดยคันนี้มาพร้อมกับลวดลายสุดพิเศษที่ผ่านการคัดสรรการตกแต่งโดย V&M Racing ก็ถือเป็นทีมแข่งตัวเต็งหนึ่งทีมที่ใครก็รู้จัก จัดให้แบบพิเศษกับลายไฟสุดร้อนแรงเป็นเอกลักษณ์ของรถแข่งฮอนด้า พร้อมกับการดีไซน์โดยถอดรหัส DNA ของตำนานตัวแข่งอย่างเจ้า VFR750R RC30 ทั้งบล็อกเครื่องยนต์ V4 ขนาด 750 ซีซี และระบบช่วงล่างโปรอาร์ม นอกเหนือจากสิ่งที่กล่าวมาสิ่งที่คุณจะได้เพิ่มเติมเลยก็คือของแต่งต่าง ๆ ทั้งสติกเกอร์ลายตัวแข่ง คาลิเปอร์ Brembo โช้คอัป K-Tech สายถักแต่งและล้อ Dymag สีเหลือง (สวยมว๊ากก) กับเรื่องราวประวัติศาสตร์อันทรงเกียรติของความสำเร็จในการแข่งขันมาแล้วมากมาย โดยรุ่นนี้เคาะราคาแล้วราว ๆ 3 ล้านบาท ก็ไม่เท่าไหร่สำหรับสายกระเป๋าหนัก แน่นอนว่าถ้าคุณได้มันไป ใคร ๆ จะต้องอิจฉาอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Panigale V4 25 เตรียมลง “แข่งอึด” ครั้งแรก รอแล้ว รอเล่า..ว่าจะลงสนามแข่งเมื่อไหร่ สำหรับเจ้า Ducati Panigale V4 25 ปีศาจอาร์มคู่ V4 หลังชวดในสนามแข่งขัน WorldSBK ฤดูกาล 2025 ไปอย่างน่าเสียดาย (ยังไม่มีรุ่นในเวอร์ชัน V4R) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางค่ายได้ยืนยันแล้วว่าเจ้าดูคาติรุ่นล่าสุด จะถูกส่งแข่งขัน โชว์ความอึดในรายการ Endurance World Championship (EWC) 2025 ซึ่งนับเป็นการเปิดตัวในสนามแข่งครั้งแรกของซูเปอร์ไบค์รุ่นนี้ โดยดูคาติจะส่ง Panigale V4 เวอร์ชันปีล่าสุดทำการลงศึกกับสังกัดทีม Aviobike WRS โดยมีนักแข่งฝีมือดีอย่าง Luca Bernardi อดีตนักแข่งจาก World SuperBike ร่วมด้วย Akito Haga ถึงแม้ว่าทีม Aviobike WRS จะเป็นทีมหลักในรายการแข่งขันเวิร์ล เอ็นดูรานซ์ มาหลายปี แต่ทีมนี้จะเป็นทีมแรกที่ได้ใช้ พานิกาเล่ V4 เวอร์ชันปีล่าสุดในการแข่งขัน ทำเอาทีมอื่น ๆ อิจฉาตาร้อนกันเลยทีเดียว ด้วยสมรรถนะอันร้อนแรงที่ได้รับปรับปรุงมาใหม่ กับเครื่องยนต์ Desmosedici Stradale V4 ขนาด 1,103 ซีซี พร้อมการปรับปรุงระบบวาล์ว ทำให้มีแรงม้ามากถึง 216 แรงม้า และแรงบิดขนาด 121 นิวตันเมตร บวกกับชุดแอโรไดนามิกชิ้นใหม่ ดีไซน์ใหม่รอบคัน รวมถึงช่วงล่างตัวเทพกับสวิงอาร์มคู่ที่ทางค่ายการันตีขี่เร็วกว่าตัวเก่าถึง 1 วินาทีโดยนักทดสอบจากดูคาติ ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ติดตั้งมามากมายแต่สำหรับการแข่งขันคงมีตัดทอนให้ใช้ในบางส่วน แต่ก็ได้เปรียบอยู่ดีหล่ะครับ ถ้านักขี่ไม่กากเกินไปซะก่อน เตรียมลงสู่สนามครั้งแรกที่ Le Mans ประเทศฝรั่งเศส ในวันที่ 19 เมษายนนี้ “พวกเราจะเป็นทีมแรก และเป็นทีมเดียวที่ใช้เจ้า Panigale V4 รุ่นใหม่ ในการแข่งขัน EWC นี่คือสุดยอดเทคโนโลยีจากโรงงาน Borgo Panigale รวมทั้งยังเป็นความท้าทายครั้งใหม่ที่สอดคล้องกับแนวคิด “Made in Italy, สมรรถนะ และความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นสามแนวคิดหลักของ WRS และผมแทบจะรอไม่ไหวแล้ว อยากอยู่ในสนามแข่งท่ามกลางผู้ชมมากมาย และผมมั่นใจว่า ด้วยรถที่มีสมรรถนะสูง บวกกับนักแข่งที่มีพรสวรรค์และทีมที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เราจะสามารถขึ้นนำได้ตั้งแต่ต้น” Nicolas Zavoli CEO ของ WRS กล่าว นับว่าเป็นข่าวดี สำหรับแฟน ๆ ดูคาติ และเหมือนจะเห็นข่าวแว่ว ๆ ว่าฟรานเชสโก้ บัญญาญ่า นักบิดจากโมโตจีพีสนใจที่จะเข้ามาแข่งขันในรายการนี้อีกด้วย ซึ่ง..จริงไม่จริงเราไม่ทราบ แต่ที่แน่ ๆ เอ็นดูรานซ์ในปีนี้สนุกเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MotoGP 2026 ยืนยันแข่งขันสนามบราซิล MotoGP 2026 ยืนยันกลับไปแข่งขันที่สนามประเทศบราซิล โดยเป็นการกลับไปแข่งขันในสนามที่ประเทศนี้อีกครั้งนับตั้งแต่ปี 2004 จัดแข่งขันที่บราซิล การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบนี้จะกลับมาจัดการแข่งขันที่บราซิลในปี 2026 ด้วยข้อตกลงใหม่ที่ลงนามระหว่างผู้ถือสิทธิ์ MotoGP อย่าง Dorna ร่วมกับรัฐบาลรัฐโกยาส (Goias) และบริษัท Brasil Motorsport รัฐโกยาส ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันตกตอนกลางของบราซิล โดยเมืองหลวงของรัฐนี้คือเมืองโกยาเนีย (Goiania) จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรายการใหม่ในบราซิลตั้งแต่ปี 2026 โดยมีสัญญาระยะเวลา 5 ปี ที่จะทำให้การแข่งขันดำเนินไปจนถึงอย่างน้อยปี 2030 “พวกเรารอคอยอย่างยิ่งที่จะได้กลับไปที่บราซิล เรามีฐานแฟนคลับที่ดี และทราบดีว่าพวกเขาตื่นเต้นกับข่าวนี้ เช่นเดียวกับพวกเราที่กระตือรือร้นที่จะกลับไปแข่งให้พวกเขาได้ชมอีกครั้ง ข้อตกลงใหม่นี้ยังเป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมในการขยายตลาดในพื้นที่สำคัญสำหรับกีฬาของเราและผู้ผลิตของเรา” “บราซิลเป็นผู้เล่นระดับโลก และเป็นสถานที่ที่เราเชื่อมาโดยตลอดว่าสมควรมีพื้นที่ในปฏิทินการแข่งขันของเรา การได้ร่วมงานกับรัฐบาลรัฐโกยาสและบริษัท Brasil Motorsport ซึ่งมีผลงานที่น่าประทับใจและเป็นที่ยอมรับ ถือเป็นโอกาสที่เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เข้าร่วม” คาร์เมโล เอซเปเลตา (Carmelo Ezpeleta) CEO ของ Dorna Sports กล่าวถึงการที่จะได้ไปจัดการแข่งขันที่ประเทศบราซิล “การกลับมาของ MotoGP สู่โกยาสถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำหรับพวกเรา โกยาเนีย (Goiania) จะเป็นบ้านของ MotoGP ในบราซิลในช่วง 5 ปีข้างหน้า เรากำลังทำงานเพื่อให้แน่ใจว่าโครงสร้างพื้นฐานและบริการต่างๆ จะมอบประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับนักแข่ง ทีมงาน และแฟน ๆ ทุกคน” – โรนัลโด ไคอาโด (Ronaldo Caiado) ผู้ว่าการรัฐโกยาส กล่าวถึงการที่ MotoGP มาจัดการแข่งที่ประเทศบราซิล กลับมาจัดแข่งขันอีกครั้งนับตั้งแต่ 2004 การแข่งขันรายการนี้เคยมีการจัดการแข่งขันในประเทศบราซิลมาแล้วหลายครั้งในอดีต โดยเริ่มต้นในปี 1987 ที่สนาม Autódromo Internacional de Goiânia และต่อมาในปี 1992 ที่สนาม Interlagos จากนั้นระหว่างปี 1995 ถึง 2004 การแข่งขันจัดขึ้นที่สนาม Grande Prêmio do Rio de Janeiro de Motovelocidade ในเมืองริโอ เดอ จาเนโร และนับตั้งแต่ปี 2004 บราซิลก็ไม่ได้เข้าร่วมเป็นสนามจัดการแข่งขันอีก จนกระทั่งในปี 2019 มีการประกาศว่าสนาม Rio Motorpark ในเมืองริโอ เดอ จาเนโร จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน MotoGP ตั้งแต่ปี 2022 ถึง 2026 แต่เนื่องจากความล่าช้าในการก่อสร้างและปัญหาอื่น ๆ ทำให้แผนดังกล่าวไม่เป็นไปตามกำหนดการเดิม โปรแกรมการแข่งขันฤดูกาล 2025 การแข่งขัน MotoGP 2025 ประเทศไทยได้รับเกียรติในการเป็นสนามเปิดการแข่งขัน โดยจะเริ่มแข่งขันสนามแรกรายการ ‘PT Grand Prix of Thailand 2025’ ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2568 และจะเริ่มเปิดขายบัตรอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 มกราคม 2568 แฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Toprak Razgatlioglu เตรียมย้ายซบ MotoGP? การรักษาแชมป์โลก WorldSBK 2025 ยังคงเป็นเป้าหมายหลักสำคัญในการคว้าบันลังก์แชมป์เวิร์ลซูเปอร์ไบค์ในสมัยที่ 3 ของนักบิดหนุ่มดาวรุ่งชาวตุรกี Toprak Razgatlioglu ซึ่งฤดูกาล 2025 เจ้าตัวยังคงมุ่งมั่นกับการทำงานร่วมกับต้นสังกัดใบพัดสีฟ้าอย่าง Rokit BMW แต่ทว่ามีข่าวอัปเดตล่าสุดว่าในปี 2026 เจ้าตัวมีแพลนอัปไซส์ไต่คลาสขึ้นมาหวดซิ่งในศึกโปรโตไทป์อย่าง MotoGP โดยแหล่งข้อมูลของบทสัมภาษณ์จากสำนักสื่อต่างประเทศอย่าง MotoSprint ได้ยิงคำถามในประเด็นความเป็นไปได้ที่โทปรัคจะมาแข่งขันในชั้นพรีเมียร์คลาส ซึ่งเจ้าตัวได้ทิ้งคำตอบแบบ “แอบ” ชวนลุ้นไปตาม ๆ กัน ดังนี้ ก็มีคุยนะ..แต่ขอโฟกัสกับการรักษาแชมป์ WSBK ก่อน “แน่นอน..ผมคิดเรื่องนั้น แต่ทว่าตอนนี้ยังคงโฟกัสกับการทำงานกับ BMW ซึ่งปีหน้าผมจะใช้หมายเลข 1 บนรถแข่ง M1000RR” “สำหรับในปี 2026 ตอนนั้นผมอาจคงเป็นฟรีเอเจ้นท์ไปแล้ว ซึ่งตอนนี้ก็มีคุย ๆ บ้างแล้ว” และมีโอกาสเปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้นที่เจ้าตัวจะขยับคลาสขึ้นมาแข่งใน MotoGP ซึ่งโทปรัคได้ให้ยืนยันแล้วว่า ตนมีความตั้งใจและปรารถนาที่จะขยับไปแข่งขันในชั้นพรีเมียร์คลาส เนื่องด้วยปัจจัยในเรื่องของอายุ (ตอนนี้ 28) และเป็นโอกาสจังหวะที่เหมาะสมที่สุดอีกด้วย “ใช่ครับ..อยากแข่งแน่นอน อย่างไรก็ดี ตอนนี้อยู่ในช่วง Finding แบรนด์ไหนซักแบรนด์ ซึ่งถ้าผมไม่ไปโมโตจีพีตอนนี้ เรื่องอายุบวกกับใจผมคงอาจจะแก่เกินไปที่จะคว้าแชมป์โลกแล้วครับ (ฮ่าๆ) อย่างไรก็รอดูกันต่อไป ถ้ามีค่ายไหนต้องการ มีข้อเสนอที่ดีและน่าสนใจก็ไปครับ แต่ถ้าไม่..ก็แข่ง WSBK ตามเดิม” แค่ได้ยินก็แอบลุ้นไปตาม ๆ กันสำหรับแฟน ๆ สาวกอย่างเรา ถ้าหากโทปรัคเข้ามามีบทบาทในการแข่งขันชิงแชมป์โลกโมโตจีพีคงน่าสนุกไม่น้อยทีเดียว ก็ภาวนาให้เจอค่ายที่ดีข้อตกลงที่น่าพอใจหรือไม่อาจจะเป็นค่ายใบพัดสีฟ้าเองที่จะขยับขึ้นมาร่วมแข่งขันระดับเวิร์ลคลาสด้วยตัวแข่งโปรโตไทป์ร่างทองรุ่นใหม่ก็เป็นไปได้ แต่อย่างไรเรามาเชียร์และเป็นกำลังใจให้เจ้าตัวในการรักษาแชมป์สมัยที่ 3 ในฤดูกาล 2025 ก่อนกันเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สาวกเตรียมเฮ! Royal Enfield เปิดโรงงานผลิตในไทย สาวก Royal Enfield มีเฮ..ไม่ต้องรออะไหล่นานอีกต่อไปแล้ว สำหรับการขยายภาคการผลิตต่อเนื่องสำหรับแบรนด์รถจักรยานยนต์ รอยัล เอ็นฟิลด์ ประกาศเดินหน้าขยายกำลังการผลิต พร้อมปักหมุดฐานการผลิตแห่งใหม่ในประเทศไทยและนับเป็นสาขาแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต่อจากอาร์เจนตินา โคลอมเบีย บราซิล บังกลาเทศและเนปาล โดยฐานการผลิตเป็นโรงงานประกอบมอเตอร์ไซค์ระบบ CKD (Completely Knocked Down) ปักหมุดบนทำเลพื้นที่กว่า 5,200 ตารางเมตรในจังหวัดสมุทรปราการ และมีกำลังการผลิตมากกว่า 30,000 คันต่อปี ซึ่งโรงงานดังกล่าวเป็นศูนย์การผลิตที่ทันสมัยและล้ำหน้า และพร้อมตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย อีกทั้งจะช่วยในเรื่องของการส่งมอบ การบริการเซอร์วิสลูกค้าครอบคลุมและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ยังเปิดศูนย์ฝึกอบรมพนักงานฝ่ายช่างเทคนิคของตัวแทนจำหน่ายและพนักงานภายใต้แบรนด์ โรยัล เอ็นฟีลด์อีกด้วย และถือเป็นโรงงานแห่งแรกที่โรยัล เอ็นฟีลด์เป็นเจ้าของและดำเนินการเองในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของโรยัล เอ็นฟีลด์ในประเทศไทย รวมถึงตอกย้ำความมุ่งมั่นของแบรนด์ที่มีต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยโรงงานประกอบแห่งใหม่นี้จะเริ่มต้นรองรับตลาดในประเทศไทยก่อนขายไปยังภูมิภาคถัดไปตามแผนงานที่วางไว้ คุณบี. โกวินดาราจัน ราจัน – ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรยัล เอ็นฟีลด์ กล่าวว่า “โรยัล เอ็นฟีลด์ได้ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อขยายตลาดรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางในระดับโลก เราได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าทั่วโลกที่ชื่นชอบสไตล์การขี่ของเรา ซึ่งสะท้อนผ่านความนิยมในรถมอเตอร์ไซค์ของเรา ด้วยรถมอเตอร์ไซค์หลากหลายรุ่นที่ตอบโจทย์ผู้ขี่จากทั่วโลก เราเชื่อว่าโรยัล เอ็นฟีลด์เป็นแบรนด์ระดับโลก และด้วยเหตุนี้เราจึงติดอันดับหนึ่งในแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางชั้นนำในตลาดสำคัญ อย่างสหราชอาณาจักร เกาหลี ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ โดยกลยุทธ์หลักของเราคือการขยายธุรกิจในระดับสากล โดยลงทุนในตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโต ซึ่งโรงงานประกอบในประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการนี้ ช่วยให้ผู้ที่หลงใหลในรถมอเตอร์ไซค์ได้สัมผัสกับ DNA อันเป็นเอกลักษณ์ของโรยัล เอ็นฟีลด์ แบบ Pure Motorcycling” นอกจากนี้ คุณยาดิ ยาดวินเดอร์ ซิงห์ กูเลเรีย – ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ โรยัล เอ็นฟีลด์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีศักยภาพสูงสำหรับกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลาง ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราให้ความสำคัญกับการอยู่ใกล้ชิดตลาดเหล่านี้และการขยายธุรกิจ เราเริ่มต้นด้วยการทำสัญญาจ้างผลิตและเปิดโรงงานประกอบรถมอเตอร์ไซค์แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความเชื่อมั่นของเราที่มีต่อศักยภาพของตลาดและชุมชนผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ที่กำลังเติบโต เรามั่นใจอย่างยิ่งว่าโรงงานแห่งนี้จะช่วยให้เราขยายตลาดรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางในประเทศไทย พร้อมทั้งตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ” คุณอนุจ ดัว – หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกของโรยัล เอ็นฟีลด์ กล่าวถึงการเปิดโรงงานประกอบแห่งใหม่ในประเทศไทยว่า “ไม่เพียงแต่ยกระดับตลาดรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางในประเทศไทย แต่เรายังมุ่งมั่นจะขยายตลาดแห่งนี้ให้เติบโตด้วย ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่แข็งแกร่งสำหรับโรยัล เอ็นฟีลด์ และมีแนวโน้มการเติบโตที่มั่นคง ลูกค้าและชุมชนผู้รักในแบรนด์ของเราที่มีอยู่ทั่วประเทศไทยต่างภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์โรยัล เอ็นฟีลด์ ส่งผลให้มียอดการเติบโตมากกว่า 150% นับตั้งแต่เราเริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยภูมิประเทศ วัฒนธรรม และความหลากหลายของประเทศไทยล้วนเป็นปัจจัยที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับมอเตอร์ไซค์ของเรา การเติบโตของเราตลอดหลายปีที่ผ่านมาให้กำลังใจเราเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเครือข่าย ลูกค้า ชุมชน หรือผลิตภัณฑ์ในพอร์ตโฟลิโอของเรา เรายังคงตั้งใจที่จะส่งมอบรถมอเตอร์ไซค์และประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมกับชุมชนผู้ขับขี่ในประเทศไทย ด้วยกลยุทธ์ของเราในปี 2024 และต่อจากนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเราและสร้างการเติบโตที่มั่นคงต่อไป” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda คว้าชัย MXGP 2023 ในเรซ 2 ประเทศอาร์เจนติน่า “รูเบน เฟอร์นานเดซ” พร้อมควง Honda CRF450R เปิดตัวได้ยอดเยี่ยมจากTeam HRC จาก Honda คว้าชัย MXGP 2023 เรซ 2 ที่อาร์เจนตินา “รูเบน เฟอร์นานเดซ” เปิดตัวกับ Team HRC ได้อย่างยอดเยี่ยมในการแข่งขันรถจักรยานยนต์วิบากชิงแชมป์โลก รายการเอฟไอเอ็ม โมโตครอส เวิล์ด แชมเปี้ยนชิพ สนามแรกที่อาร์เจนตินา ด้วยการคว้าชัยชนะได้ทันที ด้วยสุดยอดตัวแข่งอย่าง CRF450R แม้ว่าก่อนเริ่มต้นฤดูกาล ฮอนด้าต้องพบกับความท้าทายอย่างมากเมื่อ “ทิม ไกจ์เซอร์” ยอดนักบิดมือหนึ่งของทีมได้รับบาดเจ็บ เหลือเพียง “รูเบน เฟอร์นานเดซ” ที่พึ่งเข้ามาสู่ทีมเป็นปีแรกเท่านั้น การแข่งขันสนามเปิดฤดูกาล MXGP 2023 ดวลทางฝุ่นกันที่ประเทศอาร์เจนตินา ในรายการ MXGP of Patagonia – Argentina ความมุ่งมั่นของฮอนด้าและสมรรถนะตัวแข่ง CRF450R ได้พิสูจน์ศักยภาพอีกครั้ง ซึ่งฤดูกาลนี้มีคะแนนสะสมให้เก็บในรอบการคัดเลือก เพื่อหาอันดับการออกสตาร์ท “รูเบน เฟอร์นานเดซ” สามารถคว้าอันดับ 4 คะแนนสะสม 7 แต้มมาครอง การแข่งขันเรซแรก “รูเบน เฟอร์นานเดซ” พร้อมด้วย Honda CRF450R หมายเลข 70 โชว์ศักยภาพอันน่าทึ่งทันที ด้วยการรั้งกลุ่มนำพร้อมมีลุ้นอันดับโพเดียม อย่างไรก็ตามความผิดพลาดเล็กน้อยในช่วงปลายเกมส์ นักบิดดาวรุ่งชาวสเปนของ HRC จบอันดับ 5 เมื่อจบการแข่งขัน การแข่งขันเรซที่สอง ”รูเบน เฟอร์นานเดซ” เริ่มต้นการแข่งขันได้อย่างยอดเยี่ยม ขึ้นนำพร้อมปิดเกมส์คู่แข่ง ก่อนที่จะคว้าชัยชนะ ไปครองได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งผลการแข่งขันรวมทั้ง 2 เรซ “รูเบน เฟอร์นานเดซ” จาก Team HRC เป็นนักแข่งที่ทำผลงานรวมได้ยอดเยี่ยมที่สุด โดยรวมแต้มสะสมและจากการจับเวลารอบคัดเลือก มีคะแนนทั้งสิ้น 48 คะแนน รั้งอันดับ 2 ในตารางคะแนนชิงแชมป์โลก สำหรับโปรแกรมการแข่งขัน MXGP 2023 สนาม 2 จะมีขึ้นในวันที่ 26 มีนาคมนี้ ที่ ริโอลา ซาร์โด ประเทศอิตาลี แฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยสามารถติดตามข่าวสารของนักบิดฮอนด้าได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม : www.facebook.com/HondaRacingTeamTH #WhatStopsYou #มุ่งไปอย่าให้อะไรมาหยุด #MotorSport #MXGP #HRC #RaceToTheDream #Honda อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปค BMW M1000R 2023 สปอร์ตโรดสเตอร์พิกัดเรือธง BMW M1000R 2023 รถมอเตอร์ไซค์สปอร์ตโรดสเตอร์พิกัดเรือธง มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมัน ให้พละกำลังสูงสุด 210 แรงม้า โดดเด่นด้วยชุดแต่ง M Competition ยกระดับสมรรถนะตัวรถให้สูงยิ่งขึ้น ราคา 1,599,000 บาท สเปค, สเป็ก วิงก์เล็ต โช้คหน้าหัวกลับและคาลิเปอร์เบรก M กุญแจคีย์เลส หน้าจอ TFT โช้คหลังเดี่ยวพร้อมระบบ DDC ไฟ LED สเปค BMW M1000R 2023 และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 999 ซีซี แรงม้า (เคลม) 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 113 นิวตันเมตรที่ 11,100 รอบ ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 49.7 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 13.3 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน พร้อมระบบคลัตช์ anti-hopping ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-ZR17 (ล้อแม็กคาร์บอน) แบบไม่ใข้ยางใน ยางหลัง 200/55-ZR17 (ล้อแม็กคาร์บอน) แบบไม่ใข้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ขนาด 45 มม. พร้อมระบบ Dynamic Damping Control (DDC) ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม พร้อมโช้คเดี่ยว และระบบ Dynamic Damping Control (DDC) เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก M (ABS) เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก M (ABS) กว้าง X ยาว X สูง 996 x 2,085 x 1,176 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,455 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 830 ม.ม. น้ำหนักรถ 199 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 16.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ น้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วออกเทน 95-98 เทคโนโลยี ควิกชิฟเตอร์ โหมดการขับขี่ Pro Riding Modes กุญแจคีย์เลส ระบบครูซคอนโทรล ระบบไฟส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง ระบบตรวจสอบความดันลมยาง ระบบอุ่นมือ หน้าจอ TFT สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น M1000R 2023 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัวกันเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ สเปก Kawasaki Ninja 650 2020 ที่แฟนๆชาวไทยต่างก็อดใจรอกันอยู่พักใหญ่ๆสำหรับรถ บิ๊กไบค์ สายสปอร์ตขนาดกลาง เครื่องยนต์ 650 ซีซี ที่จะมีลูกเล่นอะไรใหม่มาให้สายเขียวได้ลอง ได้ชมกันบ้าง สำหรับ สเปก Kawasaki ninja 650 2020 มาดูกันที่รูปร่างหน้าตา ที่มีการอัพเกรดไฟหน้าคู่แบบใหม่เป็น LED ทั้งคู่สว่างกว่าเดิมอย่างแน่นอน รวมไปถึงหน้าจอเรือนไมล์ที่เป็น TFT จอสีแสดงมาตรวัดทุกอย่างแบบดิจิทัลทั้งหมด ที่แสดงผลรอบเครื่องยนต์ ความเร็ว ตำแหน่งเกียร์ ความร้อนเครื่องยนต์ มาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิงชัดเจนทั้งกลางวันและกลางคืน และยังสามารถเชื่อมต่อกับ สมาร์ทโฟนได้ผ่านทาง Bluetooth โดยสามารถควบคุมทั้งหมดผ่านทางแอฟพลิเคชั่น RIDEOLOGY นั้นเรามาดูกันที่เครื่องยนต์กันต่อ เพราะน่าจะเป้นหัวใจหลักที่สำคัญสำหรับการเลือกซื้อรถคันนี้ เครื่องยนต์ ขนาด 2 สูบ 649 ซีซี DOCH 4 วาว์ล ระบายความร้อนด้วยน้ำ เกียร์ 6 Speed ตัวรถคันนี้จะสามารถบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 15 ลิตร ช่วงล่างด้านหน้าแบบ เทเลสโคปิค ยังคงไม่อัพเกรดเป็นแบบ Up-side down แต่มีแกนโช้คอัพที่มีขนาดใหญ่ 41 มิลลิเมตร ไม่สามารถปรับตั้งค่าความหนืดได้ ส่วนโช้คอัพด้านหลังเป็นแบบเดี่ยว สามารถที่จะปรับค่าพรีโหลดได้ มาพร้อมกับยางสายสปอร์ตที่ติดมาให้จากโรงงาน อย่าง Dunlop Sportmax Roadsport2 ที่มีขนาดยางหน้า 120/770 17 และยางหลัง 160/60 17 สร้างความมั่นใจในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงระบบเบรคคาลิปเปอร์หน้าอย่าง nissin จับกับจานเบรคแบบดิสคู่ ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 300 มิลลิเมตร เบรคหลังคาลิบเปอร์เบรค จับกับจานดิสเส้นผ่านศูนยืกลางขนาด 220 มิลลิเมตร พร้อมระบบความปลอดภัย ABS จาก Kawasaki ทางด้านน้ำหนักรวม 419 ปอนด์หรือราว 190 กิโลกรัมและสำหรับรุ่นที่มี ABS จะมีน้ำหนักรวมที่ 423 ปอนด์หรือราวๆ 192 กิโลกรัม ซึ่งก็ถือเป็นน้ำหนักที่รวมของเหลวภายในตัวรถแล้วมีน้ำหนักที่ไม่มากจนเกินไป สำหรับสีที่เพิ่งจะเปิดตัวไปนั้นมี 3 สี ได้แก่ สีดำ,สีขาว,และสีพิเศษ ลวดลายตัวแข่งอย่าง Kawasaki Racing Team KRT สำหรับทั้งหมดทั้งมวลที่เขียนมานั้นคือสเปกที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการ จากฝั่งยุโรป ส่วนประเทศไทยคงจะรออีกไม่นานนี้อาจจะได้เห็นตัวเป็นๆกันในงานใหญ่ปลายปีรึป่าวก็ต้องรอชมกันต่อไป ส่วนใครสาวกสายเขียว กำเงินรอได้เลย มาแน่!! อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

“ยามาฮ่า” จัดมีทติ้งสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “รอสซี่ – บีญาเลส” แท็กทีม “มอร์บิเดลลี่ – การ์ตาราโร่” ใกล้ชิดกองทัพแฟนโมโตจีพีชาวไทยอย่างใกล้ชิด บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เอาใจสาวกมอเตอร์สปอร์ต ต้อนรับศึกรถจักรยานยนต์ทางเรียบอันดับ 1 ของโลก ที่มีคิวยกพลดวลความเร็วบนสังเวียนระดับโลกของประเทศไทย ระหว่างวันที่ 4 – 6 ตุลาคม 2562 นี้ ยามาฮ่าจัดหนักโหมโรงด้วยการดึงตัวนักบิดดาวดังระดับโลกนำทัพโดย วาเลนติโน่ รอสซี่ #46 และ มาเวริค บีญาเลส #12 ดูโอ้นักบิดในสังกัด มอนสเตอร์ เอเนอร์จี ยามาฮ่า โมโตจีพีพร้อมด้วย รุกกี้ทีมแซทเทิลไลท์อย่าง ฟาบิโอ การ์ตาราโร่ #20 และ ฟรังโก้ มอร์บิเดลลี่ #21 ให้แฟนๆ ชาวไทยได้กระทบไหล่อย่างใกล้ชิดก่อนเปิดศึกไทยแลนด์จีพี 2019 ท่ามกลางแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยที่มาร่วมต้อนรับอย่างคับคั่ง สำหรับกิจกรรม Pre-MotoGP MEET & GREET ครั้งนี้ เป็นการดึงตัวนักบิดระดับโลกของทีมในสังกัดยามาฮ่าให้แฟนๆ ได้ร่วมกระทบไหล่กับนักบิดในดวงใจอย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นการต้อนรับการแข่งขันโมโตจีพีในประเทศไทยเป็นปีที่ 2 สร้างความตื่นตัวให้กับแฟนความเร็วชาวไทย และชาวต่างชาติอย่างมากที่มารอกระทบไหล่กับนักบิดซูเปอร์สตาร์ระดับโลกในดวงใจ สำหรับนักบิดระดับโลกในศึกโมโตจีพีที่มาร่วมโชว์ตัว พร้อมให้แฟนๆ ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ในครั้งนี้นำโดยคู่หูจาก มอนสเตอร์ เอเนอร์จี ยามาฮ่า โมโตจีพี อย่าง “เดอะด็อกเตอร์” วาเลนติโน่ รอสซี่ #46 นักบิดอิตาเลียนเจ้าของบัลลังก์แชมป์โลก 9 สมัย และ “ท็อปกัน” มาเวริค บีญาเลส #12 นักบิดสุดหล่อชาวสเปน รวมถึง 2 นักบิดในสังกัดปิโตรนาส ยามาฮ่า เอสอาร์ที อย่าง ฟาบิโอ การ์ตาราโร่ #20 นักบิดดาวรุ่งเฟรนช์แมนที่โชว์ฟอร์มสุดร้อนแรงในปีแรกบนเวทีพรีเมียร์คลาส พร้อมด้วย ฟรังโก้ มอร์บิเดลลี่ #21 นักบิดดาวรุ่งอิตาเลียน รวมถึงนักแข่งชาวไทยดีกรีแชมป์อีกหลายคนในสังกัด ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม ที่มาร่วมสร้างสีสันในงานด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ยังเตรียมของที่ระลึกสุดพิเศษให้แฟนมอเตอร์สปอร์ตได้ลุ้นติดไม้ติดมือกลับบ้าน ด้วยกิจกรรมหลากหลายภายในงาน เช่น Lucky Draw Big -Black – Box ที่เปิดโอกาสให้ใกล้ชิดเหล่านักบิดระดับโลก พร้อมรับเสื้อที่มีลายเซ็นนักบิดในดวงใจเองกับมือ เพื่อใส่ไปร่วมเชียร์ ศึกพีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2019 นอกจากนี้ยังมีของรางวัลแจกภายในงานอีกเพียบ! อาทิ ร่วมลุ้นบัตรเข้าชม MotoGP และของที่ระลึกต่างๆ พร้อมทั้ง พบปะกับเพื่อนใหม่ ในคอมมูนิตี้สไตล์ไบค์เกอร์สายสปอร์ตอีกด้วยเช่นกัน โดยงาน Pre-MotoGP MEET & GREET ในครั้งนี้จัดขึ้นแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ บริเวณหน้าศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา เมื่อเร็วๆ นี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่

Kawasaki Road Racing Championship 2019 Round 3 การแข่งขัน Kawasaki Road Racing Championship 2019 KRRC สนามที่ 3 ระหว่างวันที่ 28-29 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา ณ สนามไทยแลนด์เซอร์กิต จ.นครปฐม โดยทางคาวาซากิมีความตั้งใจอันดีเพื่อที่จะส่งมอบความสนุกสนานความตื่นเต้นและเร้าใจให้กับกลุ่มลูกค้าชาวไบค์เกอร์ผู้ชื่นชอบ และหลงใหลในเรื่องของการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบ ได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ในสนามแข่งขันชั้นนำระดับประเทศพร้อมเพิ่มทักษะและอัพสกิลการขับขี่อย่างปลอดภัยอีกด้วย บรรยากาศตอนเช้าค่อนข้างร้อนและชื้น แต่ก็ไม่มีผลต่อการแข่งขันรวมถึงกลุ่มรถของชาว Kawasaki ที่ขับขี่มาร่วมงาน Kawasaki Road Racing Championship 2019 สนามที่ 3 กันอย่างคับคั่งมากมายหลากหลายรุ่นเหมือนพี่น้องค่ายยักษ์เขียวได้มาพบปะสังสรรค์รวมกัน ทำให้บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยมิตรภาพอบอุ่นกันเองสุดๆทั้งในส่วนของลูกค้าของ Kawasaki และทีมงานของ Kawasaki เองด้วยเช่นกัน โดยการแข่งขันจะมีหลากหลายรุ่นของทางค่าย Kawasaki อาทิเช่น Kawasaki Ninja ZX-10R ST2 Kawasaki Ninja ZX-10R ST3A Kawasaki Ninja ZX-10R ST3B Kawasaki Ninja ZX-6R Kawasaki Naked 900 Kawasaki Ninja 400 Kawasaki Ninja 250/300 บรรยากาศในการแข่งขันในสนามของแต่ละรุ่นก็ดุเดือดเร้าใจไม่แพ้กัน แม้การแข่งขันเป็นไปอย่างดุเดือดขนาดไหนก็ตาม ในสนามคือการแข่งขันแต่หลังจบการแข่งขันมิตรภาพและรอยยิ้มยังมีให้กันเสมอ ทั้งนี้บรรยากาศภายในสนามยังมี ขวัญใจของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ของค่าย Kawasaki อย่าง “ติ๊งโน๊ต” ฐิติพงศ์ วโรกร นักแข่ง1เดียว ใน WORLDSBK ของทางค่าย Kawasaki ใช้เลขการแข่งขัน เบอร์ 100 มาพร้อมกับรถรุ่น Kawasaki ZX-10RR เข้ามาขับขี่ในสนามด้วยทำให้บรรยกาศในสนามคึกคักมากขึ้นพร้อมสร้างความประทับใจจากผู้เข้าร่วมการแข่งขันและกองเชียร์รอบนอกสนามได้อย่างดีโดยช่วงที่ทีมงานเรา SuperBikemag ได้ LIVE สด นั้น ได้เข้าไปสัมภาษณ์อย่างใกล้ชิด กับ“ติ๊งโน๊ต” ฐิติพงศ์ วโรกร ว่าหลังจาการขับขี่ในสนามในช่วง Race1 เป็นอย่างไรบ้าง “ติ๊งโน๊ต” ฐิติพงศ์ วโรกร ได้กล่าวว่า ในการลงสนามใน Race1 นั้นอากาศค่อนข้างร้อนแต่ไม่ใช่อุปสรรคในการขับในครั้งนี้ ครั้งนี้ถึงแม้ว่าไม่นับอยู่ในการแข่งขันแต่ทางทีมก็แอบจับเวลาอยู่ หลังพูดจบพร้อมยิ้มอย่างมีความสุข นอกเหนือจากการแข่งขันยังมีกิจกรรมพิเศษ Riders Training โดยมีการฝึกสอนของ Mr.Fujiwara ผู้จัดการทีม Kawasaki Thailand Racing Team และอดีตแชมป์ระดับเอเชีย ให้ความรู้ทักษะการขับขี่ในการแข่งขัน และเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด พร้อมด้วยกิจกรรม Circuit Fun Ride ซึ่งเป็นกิจกรรม สำหรับลูกค้าผู้ใช้จักรยานยนต์ Kawasaki สามารถนำรถจักรยานยนต์ของตัวเองลงขับขี่ในสนามแข่งขันจริงเพื่แที่จะเพิ่มประสบการณ์ความแปลกใหม่พร้อมกับรถคู่กายทำให้รู้สึกถึงลิมิตตัวเองและรถที่ใช้ โดยการขับขี่จะคำนึงถึงความปลอดภัยเป้นหลัก ในส่วนของภายในบบรรยากาศบูทร้านค้าของงาน Kawasaki Road Racing Championship 2019 Round 3 นั้นมีบูทบรรยากาศมากมายให้ผู้เข้าแข่งขันรวมถึงชาวKawasaki ที่เข้าร่วมกิจกรรมได้เดินชมและซื้อสินค้ากันอย่างมากมาย อาทิ เช่น บริษัท วาย.เอส.เอส.(ประเทศไทย)จำกัด ผู้ผลิตและพัฒนาโช้คอัพรถมอเตอร์ไซค์ คุณภาพระดับโลก บริษัท ไดโด สิทธิผล จำกัด ผู้ผลิตโซ่คุณภาพ, บริษัท อีโนเวรัเบอร์(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและพัฒนายางรถจักรยานยนต์คุณภาพ, บริษัท โททาล ออยล์ (ประเทศไทย) จํากัด ผู้จัดจำหน่ายน้ำมันเครื่องเอลฟ์ ในส่วนของ Kawasaki Road Racing Championship ในสนามที่4 สนามต่อไป จะจัดขึ้น ในสนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ในวันที่ 20-21 มกราคาม พ.ศ. 2563 ห้ามพลาดเด็ดขาดรับประกันดุเดือดไม่แพ้ KRRC สนามที่ 3 อย่างแน่นอน!! สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติม ได้ที่ เว็บไซต์ www.kawasaki.co.th แฟนเพจ https://www.facebook.com/KawasakiRoadRacing/ https://www.facebook.com/KawasakiMotorsThailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่

เอ.พี. ฮอนด้า ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์ครอบครัวของเมืองไทย ด้วยการเปิดตัว New Honda Wave125i พร้อมสีใหม่ “Blue Metallic” ภายใต้คอนเซปต์ “The Superior of All Time โดดเด่นสมค่าแห่งผู้นำ” ด้วยแรงบันดาลใจจากยานยนต์ระดับไฮคลาสสู่รถจักรยานยนต์ครอบครัวระดับพรีเมี่ยม ดึงดูดทุกสายตาด้วยสีน้ำเงินเมทัลลิกตัดกับเบาะและอินเนอร์สีแดงอย่างลงตัว ดูสง่างามทุกมุมมองด้วยรูปลักษณ์แบบ Superior Design ที่เน้นความปราดเปรียวหรูหรา ทันสมัยด้วยไฟหน้าแบบ LED พร้อมหน้าปัดเรือนไมล์เรียบหรู สะดวกสบายด้วย U-Box ขนาด 17 ลิตร ใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้ ทั้งยังใช้งานง่ายด้วย Seat Opener & Key Shutter ขับขี่สนุกและประหยัดด้วยเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 125ซีซี หัวฉีด PGM-FI ตอบสนองทันใจแต่มีอัตราประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 69 กม./ลิตร (วัดตามมาตรฐาน EURO4 ใหม่) พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ Honda Wing Center ทั่วประเทศ รุ่นล้อแม็กมีให้เลือก 4 สีได้แก่ น้ำเงิน-แดง, เทา-แดง, ดำ-แดง, ขาว-แดง ราคาแนะนำ 55,600 บาท และรุ่นล้อลวดมีให้เลือก 3 สีได้แก่ แดง-ดำ, ดำ, น้ำเงิน-ดำ ราคาแนะนำ 53,400 บาท ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.aphonda.co.th อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้ #Honda #Wave125i #TheSuperirorOfAllTime #BlueMetallic #Whatstopsyou?

มาถึงรถที่น่าจับตามองที่สุดสำหรับขาลุยประเทศไทย สำหรับเจ้า Yamaha Tenere 700 ที่มีเสียงเรียกหาอย่างมากมาย อีกไม่กี่วันนี้ได้มีข่าวดี เห็นตัวเป็นๆอย่างแน่นอน ในงานใหญ่ปลายเดือนนี้ สำหรับคันนี้จอดโชว์ใน บูทยามาฮ่า ในงาน Eicma 2019 เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี สีแดง-ขาว ที่ดูจะโดดเด่นเกินคันอื่นๆ (แล้วแต่คนชอบนะครับ) ที่มีสีดำและสีน้ำเงิน จอดอยู่ข้างๆ คันนี้มาพร้อมกับชุดแต่ง มาดูกันที่ด้านหน้าที่ถูกแต่งเสริมเติมหล่อด้วยไฟส่องนำทาง แบบ Fog lamp 1 คู่ถูกติดตั้งอยู่ทางด้านล่างของโคมไฟด้านหน้า ส่องสว่างเห็นทางได้กว้างและไกลขึ้น มาต่อกันที่ท่อไอเสียที่เป็นของแต่งตรงรุ่นจากโรงงาน แบรนด์ Akrapovic for Tenere 700 ที่ออกแบบและพัฒนามาคู่บุญกับโมเดลนี้เลย สำหรับผมแล้วถือว่าลงตัวดูมากๆเลยละครับ รู้สึกได้ถึงฟิว dakar rally โช้คหลังถูกปรับเปลี่ยนจากเดิมเป็น Ohlins Subtank ที่มีรีโมทแยกออกจากตัวโช้คสามารถปรับค่า ความหนืดได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับสายลุย เวลาที่ต้องใช้ไม่จพเป็นต้องใช้เครื่องมือ เพียงแค่ใช้มือปรับง่ายๆ เท่านั้น ก้านเบรคและก้านคลัทซ์ ถูกเปลี่ยนเป็น gilles tooling มีขนาดที่สั้นลงกว่าเดิม สามารถปรับระยะก้านได้ นั้นหมายความว่าดีขึ้น เมือถึงเวลาที่กำเข้าไป เราจะใช้เพียงแค่ 2 นิ้วเท่านั้น ยังเหลือนิ้วอีก 2 นิ้ว ที่ยึดแฮนด์ไว้กันหงายหรือหลุดออกจากแฮนด์ สำหรับ สเปค Yamaha Tenere 700 (Eu spec) เครื่องยนต์ 4 จังหวะ Crossplane (CP2) 2 สูบ 689 ซีซี DOCH เกียร์ 6 สปีด โช้คหน้าแบบ Up-side down โช้คหลังเดี่ยวแบบ คอล์ยสปริง (ในรูปคือของแต่ง Ohlins) เบรคหน้าจานดิสคู่ ขนาด 282 มิลลิเมตร เบรคหลังดิส ขนาด 245 มิลลิเมตร ยางหน้า 90/90 ขอบ 21 ยางหลัง 150/70 ขอบ 18 น้ำหนัก 204 กิโลกรัม บััจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง 16 ลิตร ** โช้ค Ohlins,ท่อ Akraprovic, ไฟหน้าแบบ fog lamp และก้านเบรค,มือคลัทช์ Gilles tooling เป็นของแต่งเพิ่มเติม แต่งมาให้เป็นแนวทางสำหรับสาย Rally ส่วนราคาที่จัดจำหน่ายในประเทศไทยยังไม่มีการเปิดเผยอย่างแน่ชัดอาจจะเป็นเพียงการเทียบเรทเงินยูโร ที่เป็นราคาขายทางฝั่งยุโรบ ณ ตอนนี้ เปิดราคาอยู่ 9,799 ยูโร หรือตีเป็นเงินไทยแบบไม่รวมภาษี จะอยู่ที่ 334,000 บาท อดใจอีกนิด เดียวคนไทยมีเซอร์ไพส์อย่างแน่นอน ขวัญใจสายลุย!! อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

สำหรับคันนี้ Yamaha MT-10 SP ที่จอดโชว์อยู่ในงาน Eicma 2019 ถือว่าเป็น SuperNaked อีก 1 คันที่ได้รับความสนใจไม่ใช่น้อย เพราะว่ามีของแต่งสเปค R1M ทั้งโช้ค และท่อ ที่ถูกแต่งเสริม เติมหล่อ มาจากโรงงานเต็มๆ คันนี้เป็นสี Icon Performance ที่ตัวถังน้ำมันเป็นสีอลูมิเนียม ขัดเงาตัดกับสีน้ำเงิน มาพร้อมกับล้อ 5 ก้านสีน้ำเงิน และโช้คหน้าสีทอง Ohlins ที่จะมีทองตัดทำให้ดู สปอร์ต มายิ่งขึ้น การออกแบบเป็นโทนเดียวกับ Yamaha R1M มาพร้อมกับหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่มีชิวขนาดเล็กติดมาดูดุลงตัว ในส่วนของเรือนไมล์ เป็นแบบ TFT มีความคมชัดทั้งกลางวันและกลางคืน ฟังก์ชั่น และลูกเล่นสวยงาม ชุดแฮนด์บาร์ถูกเสริมหล่อด้วยชุดปะกับของ Yamaha R1M พร้อมกับมือเบรค และมือคลัทช์ที่เปลี่ยนจากเดิมเป็นของ Lightech มาดูที่เครื่องยนต์ 4 สูบ Crossplane ขนาดความจุ 998 ซีซี ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของทางยามาฮ่า ให้กำลังแรงม้าที่ 158 แรงม้าที่ 11,500 รอบ/นาที แรงบิดอยู่ที่ 111 นิวตันเมตร ที่ 9,000 รอบ/นาที มาพร้อมกับเกียร์ 6 สปีด สามารถใส่เกียร์ได้เลย ไม่ต้องกำคลัทช์เพราะมี Quick shifter ช่วงล่างเอาของ Yamaha R1M มาใส่เลยก็ว่าได้ สำหรับโช้คหน้าไฟฟ้า Ohlins แบบ up-side down เส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 43 มิลลิเมตร และโช้คหลังกึ่งไฟฟ้า Ohlins แบบ Subtank ที่ยึดอยู่ระหว่างเฟรมกับสวิงอาร์มแบบอลูมิเมียน น้ำหนักเบา ระบบเบรคหน้าแบบดับเบิ้ลดิส floating ขนาด 320 มิลลิเมตร พร้อมกับคาลิปเปอร์เบรคแบบเรเดี้ยนเมาส์ 4 พอร์ท ขนาดของวงล้อแม็กหน้า 17 นิ้ว ที่ให้มากับยางสปอร์ตขนาด 120/70 ZR เบรคหลังเป็นแบบดิสเบรคขนาด 220 มิลลิเมตรจับด้วยคาลิปเปอร์ 1 พอร์ทของ Nissin ขนาดของวงล้อแม็กด้านหลังมีขนาด 17 นิ้ว ให้ยางสปอร์ตติดมาขนาด 190/55 ZR เสริมหล่อด้วยท่อ Akrapovic ที่เลเซอร์ MT-10 มาให้ด้วยเลยจากโรงงาน สำหรับ Yamaha MT-10 SP คันนี้บรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 17 ลิตร มีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 212 กิโลกรัม ต้องบอกว่าคันนี้คือ SuperNaked อีก 1 คันที่น่าสนใจเลยละครับ ทั้งหล่อ แรง ราศีจับแน่นอนถ้าได้มาครอบครอง สำหรับคันนี้ถูกเสนอค่าตัวที่ประเทศอิตาลีเป็นเงิน ยูโร ที่ 16,499 ยูโร ถ้าคิดเป็นเงินแล้วจะอยู่ที่ 5 แสน (ไม่รวมภาษี) ถือว่าเป็นราคาที่สามารถจับต้องได้เลยละครับ สำหรับรถ SuperNaked สเปคเทพแบบนี้ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้