
Alex Marquez รั้งจ่าฝูงการทดสอบ บุรีรัมย์ Marc Marquez พลาดล้ม
สรุปผล MotoGP เทสต์บุรีรัมย์ วันแรก Alex Marquez รั้ง P1 โชว์ฟอร์มดุเหนือพี่ชาย Marc Marquez ที่พลาดล้ม 2 ครั้งรวดที่สนามช้างฯ ติดตามรายละเอียดที่นี่
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

สรุปผล MotoGP เทสต์บุรีรัมย์ วันแรก Alex Marquez รั้ง P1 โชว์ฟอร์มดุเหนือพี่ชาย Marc Marquez ที่พลาดล้ม 2 ครั้งรวดที่สนามช้างฯ ติดตามรายละเอียดที่นี่

GPX DX1 2026 มินิไบค์สไตล์คลาสสิกใหม่ล่าสุด กับการขับขี่ใช้งานจริง ! เจาะลึกดีไซน์ เครื่องยนต์ และฟีเจอร์เด่นของโมเดลนี้กับราคา 54,500 บาท

สเปก Kawasaki KLE500 และ KLE500 SE 2026 แรลลี่ไบค์คลาสกลางรุ่นล่าสุด เครื่องยนต์ 451cc ล้อซี่ลวด 21 นิ้ว พร้อมเทียบความต่างรุ่น Standard และ SE

Yamaha Tracer 9GT รถจักรยานยนต์สายตรวจรุ่นใหม่ของตำรวจทางหลวง ทล.1 กก.8 เครื่องยนต์ 890 ซีซี พร้อมอุปกรณ์กู้ภัยครบมือ

New Ducati Formula 73 2026 รถมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษที่คืนชีพตำนานแชมป์โลกยุค 70 ด้วยเครื่องยนต์ L-Twin และระบบช่วงล่าง Ohlins

ด่านตรวจจราจร 2569 ในยุคตัดแต้มใบขับขี่ ความโปร่งใสมีจริงไหม หรือเป็นเพียงกลไกการสร้างรายได้ที่ประชาชนต้องแบกรับ

Aprilia ทดลองนำชิ้นส่วนแอโร่ด้านท้ายติดตั้งที่ RS-GP ทดสอบลองวิ่งในรอบการซ้อมที่บาเลนเซีย คาดอาจนำใช้ในฤดูกาล 2026

Suzuki GSX500R 2026 ซูเปอร์สปอร์ตสองสูบด้มีข่าวแว่ว ๆ มาว่าจะเปิดตัวในเร็ว ๆ นี้ หลังลุยทดสอบขับขี่ไปแล้วที่จีน

Thai Honda ร่วมลงนาม มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ารอบ 2 (EV 3.5) เดินหน้าพัฒนาจักรยานยนต์ไฟฟ้า สู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ปี 2593

Yamaha R7 2026 New Generation Supersport CP2 ปรับโฉมหน้าตาครั้งใหม่ เพรียวบางแต่อัดแน่นเต็มไปด้วยสมรรถนะและเทคโนโลยีมากมาย

ลือ Ducati เตรียมประกอบซูเปอร์ไบค์ไฟฟ้า คาดขายจริงปีหน้า ล่าสุดมีข่าวจากวงใน ลือ Ducati เตรียมประกอบซูเปอร์ไบค์ไฟฟ้าขายจริงในปีหน้า ซึ่งแน่นอนว่าน่าจะมีพื้นฐานมาจาก V21L รถแข่งจากการแข่งขัน MotoE รายการซัพพอร์ตใน MotoGP นั่นเอง ทีนี้เราลองมาดูสเปกคร่าว ๆ ที่น่าสนใจของ V21L ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 110 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่ากับ 150 แรงม้า ให้แรงบิด 140 นิวตันเมตร สามารถทำท็อปสปีดสูงสุดได้ที่ 275 กม./ชม. มีแบตเตอรี่แพ็คขนาด 18 กิโลวัตต์ชั่วโมงพร้อมซ็อกเก็ตชาร์จไฟที่รับไฟได้มากถึง 20 กิโลวัตต์ (ชาร์จเพียง 45 นาทีได้มากถึง 80%) พร้อมตัวอินเวอร์เตอร์ที่เคลมมาว่ามีประสิทธิภาพสูงถึง 99% ซึ่งทั้งสามส่วนนี้จะมีระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวคอยควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม ตัวรถมีแชสซีแบบโมโนค็อกคล้าย ๆ กับ Panigale V4 โดยมีเฟรมด้านหน้าทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบาและใช้เคสคาร์บอนไฟเบอร์ของแบตเตอรี่แพ็คเป็นส่วนนึงของการรับโหลดน้ำหนัก มีระบบกันสะเทือนจากทาง Ohlins เต็มระบบ รวมถึงกันสะบัดด้วย ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo GP4RR M4 และเบรกหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Brembo P4 ส่วนล้อและยางก็จะเป็นขนาดปกติคือ 120/70 – R17 และ 200/55 – R17 นอกจากนี้ยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความปลอดภัย ทั้งแทร็คชันคอนโทรล สไลด์คอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ แม็ปปิ้งคันเร่ง และแม็ปปิ้งเอ็นจิ้นเบรก หากดูดี ๆ แล้วจะพบว่าหลาย ๆ ส่วนนั้นดูจะเกินจากรถโปรดักชันไปมาก โดยเฉพาะในส่วนของระบบเบรก คาดว่าเมื่อผลิตขายเป็นรถโปรดักชันจริง ๆ น่าจะมีการปรับสเปกตรงส่วนนี้ลง รวมถึงมีการใส่ระบบไฟส่องสว่าง และระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความปลอดภัยมากกว่านี้ ตลอดไปจนถึงการใส่โหมดการขับขี่เพิ่มเข้ามา การล็อคสปีดความเร็วเพื่อให้ใช้งานได้มากขึ้น โดยคาดเดาว่าจะมีระยะการใช้งานได้ราว ๆ 150 – 200 กม. ซึ่งก็น่าจะเพียงพอสำหรับการขับขี่ใช้งานในแบบรถซิ่ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco จะใช้พื้นฐานจาก LiveWire จะกลายเป็นลูกครึ่งไต้หวันอเมริกันไปซะแล้ว กับ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco ที่มาพร้อมแนวคิดสุดล้ำเอาใจนักบิดที่ชื่นชอบเครื่องยนต์สันดาป ที่เผยแนวคิดมานานหลายปีแล้ว แต่ไม่เป็นจริงสักที ล่าสุดก็ออกมาบอกว่า จะใช้พื้นฐานจากเจ้า LiveWire มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากแดนลุงแซม ลูกของทาง Harley-Davidson ที่ทุกคนรู้จักกันดี เจ้ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของทางค่ายที่ว่าคือเจ้า ที่เผยโฉมรถต้นแบบแนวคิดแปลกใหม่มาตั้งแต่ปี 2018 และ 2019 ตามลำดับ ยังไม่ได้ผลิตจริงสักที แม้เวลาจะผ่านไปร่วม 5 ปีแล้ว โดยก่อนหน้านี้ทางค่ายตั้งใจจะให้เป็นรถไฟฟ้าที่มีเกียร์และมีคลัตช์ และตั้งใจจะตั้งโรงงานผลิตที่อิตาลีอีกด้วย ทว่าแผนเดิมก็พังลง เนื่องจากในปี 2022 ทางค่ายเผยภาพใหม่ที่ต่างไปจากเดิมมาก ทั้งยังมีดีลกับทาง Harley-Davidson ที่เป็นเจ้าของ LiveWire เพื่อพัฒนา LiveWire S3 ร่วมกัน ซึ่งโมเดลใหม่ที่ว่านี้ก็จะเป็นโมเดลที่ราคาย่อมเยากว่า แต่จะยังใช้แพลตฟอร์มที่ชื่อว่า Arrow เช่นเดียวกับที่ใช้ในโมเดลปัจจุบันอย่าง Live Wire S2 Del Mar และ Mulholland ก่อนหน้านี้ในปี 2022 ทางคิมโคเองก็เคยยื่นจดสิทธิบัตรโมเดลใหม่ที่มีเงาร่างตั้งอยู่บนพื้นฐานแพลตฟอร์ม Arrow นี้ โดยมีการใช้แชสซีและระบบส่งกำลังจากทาง LiveWire ยิ่งเป็นเครื่องชี้ชัดว่าโมเดลใหม่ของทางแบรนด์ไต้หวันจะใช้แพลตฟอร์มเดียวกันนี้อีกด้วย ที่น่าสนใจที่สุดก็คือเจ้าโมเดลนี้เนี่ยจะแตกต่างจากรถไฟฟ้าทั่วไปด้วยแนวคิดการมีระบบเกียร์แมนวลแบบจำลอง คือรถยังมีมือคลัตช์และคันเกียร์ที่เท้าอยู่ แต่มันต่อเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ของรถแทนที่จะเป็นกลไกตามปกติ ซึ่งเมื่อเขียนโปรแกรมไว้ได้เหมาะสม ระบบนี้จะจำลองลักษณะของเกียร์แบบปกติด้วยการเปลี่ยนแปลงการส่งกำลังโดยผันแปรไปตามเกียร์ที่ใส่ไว้นั่นเอง และเชื่อมต่อหรือตัดการเชื่อมต่อระบบขับเคลื่อนเมื่อกำคลัตช์จำลองที่ว่านี้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ไบเกอร์ได้รู้สึกเป็นส่วนนึงของรถมากขึ้น รู้สึกว่าควบคุมรถได้มากขึ้น แต่ยังขาดเรื่องของน้ำหนักหรือว่าความซับซ้อนของการใช้คลัตช์และการเปลี่ยนเกียร์จริง ๆ งานนี้ไบเกอร์อย่างเรา ๆ ก็คงต้องมารอลุ้นว่าทางคิมโคจะทำสำเร็จจริงมั้ย แล้วเทคโนโลยีนี้มันจะเวิร์คจริง ๆ อย่างที่เคลมมาหรือเปล่า ถ้าทำได้จริง ความสนุกของการขับขี่มอเตอร์ไซค์อย่างที่นักบิดชื่นชอบก็จะหาได้จากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ ในอนาคตด้วยก็เป็นได้ แล้วอีกไม่นานก็จะไม่มีข้ออ้างบิดรถแบบไม่รักษ์โลกกันแล้วล่ะพี่น้องนักบิด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

VRIDER เกมแข่งรถที่สมจริงที่สุด เปิดตัวให้ลองซิ่งกันแล้ว โอกาสที่ไบเกอร์ทั้งหลายจะได้สวมจิตวิญญาณนักแข่งระดับโลกมาถึงแล้ว โดยมาในรูปแบบของ VR Game ที่ชื่อว่า VRIDER เกมแข่งรถมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับรองว่าเป็นเกมของ WorldSBK อย่างเป็นทางการนั่นเอง พูดง่าย ๆ ก็คือนักบิดทั้งหลายจะได้ลองสวมบทบาทเป็นนักแข่ง WSBK หวดรถแข่งที่ดัดแปลงมาจากรถโปรดักชันที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดนั่นเอง ซึ่งในชีวิตจริงคงมีไม่กี่คนที่จะได้ทำอะไรแบบนี้ โดยเกมนี้จำลองการแข่งขัน WorldSBK ในปี 2023 มาแทบทั้งหมด โดยมีรถให้เลือกซิ่งได้มากถึง 5 โมเดล ได้แก่ Ducati Panigale V4, BMW M1000RR, Kawasaki Ninja ZX-10RR, Honda CBR1000RR และ Yamaha YZF-R1 ซึ่งแต่ละคันก็ถอดแบบมาจากรถแข่งคันเป็น ๆ มาเลย ทั้งรูปทรงดีไซน์และลวดลายกราฟิกจากปี 2023 ทีเด็ดก็คือมีนักแข่งและรถประจำตัวให้เลือกมากถึง 23 คน (23 คัน) เลยทีเดียว (แม้ว่าตอนนี้บางคนจะย้ายทีมกันไปแล้วก็ตาม) อีกทั้งยังมีสนามระดับโลกให้ได้ซิ่งกันมากถึง 12 สนาม สมจริงในแบบโค้งต่อโค้งกันเลย รวมไปถึงการควบคุมที่ให้ฟีลลิ่งเหมือนเป็นนักแข่งตัวจริง ด้วยการบิดจอยเกมแบบเดียวกับบิดคันเร่ง เสียงเครื่องยนต์ เสียงท่อและแม้แต่เสียงลมที่สมจริง การโยกตัวเพื่อแบนรถเข้าโค้ง การหมอบเพื่อแอโรไดนามิกส์ที่ดี หรือการแสดงผลกระทั่งฝุ่นดินที่กระเด็นเข้ามา ซึ่งในเกมจะมีโหมดการซิ่งที่หลากหลาย ได้แก่ – Quick Race ให้ได้ซิ่งกับคู่แข่งอีก 9 คันได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน – Hot Lap สำหรับฝึกซ้อม รีดเวลา หรือทำความคุ้นเคยกับสนาม – Multiplayer โหมดออนไลน์เพื่อแข่งกับเพื่อน ๆ หรือไบเกอร์คนอื่น ๆ – Endurance โหมดสุดท้าทายที่ให้ซิ่งทำเวลา ให้คงเส้นคงวาและเร็วมากที่สุด – Tournament โหมดที่จะให้คุณได้ซิ่งเก็บคะแนนแบบเดียวกับนักแข่งและเกมการแข่งขันระดับโลก – Ghost Challenge โหมดซิ่งแข่งกับ Ghost หรือเงาของนักบิดคนอื่นจากทั่วโลกได้ทุกเวลาและทุกสนาม หากนักบิดที่ชื่นชอบการแข่งขัน WorldSBK คนไหนสนใจที่จะสวมบทบาทเป็นนักแข่งระดับโลกหรือนักแข่งขวัญใจของคุณ ควบรถแข่งในฝัน คุณต้องลองสัมผัสเกมนี้ ซึ่งเกมนี้สามารถเล่นได้บนแว่น VR อย่าง Meta Quest 3, 2 และ Pro รวมถึงจะเล่นบน Steam VR ได้ในเร็ว ๆ นี้อีกด้วย โดยเกมนี้มีค่าเสียหายอยู่ที่ 29.99 เหรียญหรือราว ๆ 1,100 บาทเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

White Motorcycle Concept จดสิทธิบัตร รถโคตรแอโรไดนามิก สำหรับวงการมอเตอร์ไซค์ในยุคนี้แล้ว เรื่องของแอโรไดนามิกหรืออากาศพลศาสตร์นั้นกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว โดยเฉพาะในรถแข่ง MotoGP รถซูเปอร์ไบค์ สปอร์ตไบค์ระดับเรือธง แต่แค่เรื่องวิงก์เล็ต ปีก หรือว่าแฟริ่งแบบดับเบิ้ลแฟริ่งมันธรรมดาไปสำหรับทางไวท์มอเตอร์ไซเคิลคอนเซ็ปต์ที่ล่าสุด White Motorcycle concept จดสิทธิบัตร รถโคตรแอโรไดนามิก มาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนน่าจะยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับชื่อ White Motorcycle Concept สักเท่าไหร่ แต่ถ้าได้เห็นภาพรถที่ทางแบรนด์นี้ได้ออกแบบที่อยู่ด้านบนแล้วล่ะก็ คงจะพอนึกอะไรได้บ้าง บริษัทที่ว่านี้มีเป้าหมายที่จะประดิษฐ์คิดค้นและสร้างนวัตกรรมที่จะผลิกวงการยานยนต์ ด้วยการเพิ่มสมรรถนะและรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านการออกแบบยานยนต์ให้มีสมรรถนะทางแอโรไดนามิกให้สูงที่สุดรวมถึงการใช้พลังงานไฟฟ้า หลักการของแบร์นูลลีคือสิ่งที่สิทธิบัตรของทางไวท์มอเตอร์ไซเคิลคอนเซ็ปต์ยึดถือ โดยมีการออกแบบท่อเวนทูรีขนาดใหญ่และแคบ แต่ยาวตลอดตัวรถ เพื่อให้ของเหลว ซึ่งในเรื่องนี้คืออากาศ สามารถไหลผ่านในท่อเวนทูรีที่ว่านี้ได้เร็วกว่า เมื่อรถเคลื่อนที่ อ่านแล้วคนที่ไม่ได้เรียนสายวิทย์มา หรือว่าคนที่เรียนจบมานานแล้วไม่ได้ใช้อาจจะงง ๆ แต่เอาเป็นว่าการออกแบบที่ว่านี้จะส่งผลให้ตัวรถมีแรงกดหรือดาวน์ฟอร์ซมากขึ้น และนั่นหมายความว่ามีความนิ่งและเสถียรมากขึ้นที่ความเร็วสูง ในสิทธิบัตรยังเผยมีการอ้างอีกว่าการออกแบบนี้จะช่วยลดแรงฉุด เนื่องจากตัวรถมีพื้นที่หน้าตัดเล็กมากจากการที่มีช่องว่างจากเจ้าท่อเวนทูรีนั่นเอง ทว่าหากมองจากแง่ของความสวยงามของการออกแบบดีไซน์แล้วมันช่างบ้าบอเสียจริง ๆ มันช่างต่างกับปีก วิงก์เล็ตหรือสปอยเลอร์ในรถแข่งราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณเป็นพวกที่ชอบอะไรล้ำ ๆ ไซไฟหน่อยก็คงจะโอเคไปกับดีไซน์นี้ อย่างไรก็ดีแม้ว่าโดยรวมแล้วมันจะดูล้ำ ดูเท่ในสายตาบางคน แต่การที่จะใช้ประโยชน์จากเรื่องของแอโรไดนามิกส์ให้ได้เต็มที่แล้วล่ะก็คุณจะต้องขับขี่ที่ความเร็วสูงระดับนึง อีกทั้งดีไซน์แบบนี้กลับทำให้รถนั้นยากที่จะขับขี่ รวมไปถึงความเทอะทะซึ่งอาจจะทำให้มันยากที่จะใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นแล้วเราอาจจะไม่ได้เห็นมอเตอร์ไซค์ที่เกิดสิทธิบัตรการออกแบบนี้คันเป็น ๆ ในชีวิตจริงแน่ แต่ที่เอามานำเสนอก็เพราะว่ามันมีความน่าสนใจ มันเป็นความกล้าของวิศวกรที่กล้าที่จะออกแบบอะไรแบบนี้ขึ้นมา และในอนาคตมันอาจจะกลายเป็นพื้นฐานการออกแบบมอเตอร์ไซค์ในภายภาคหน้า โดยอาจจะลดทอนบางอย่างลง จนสามารถตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตจริงก็เป็นได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ลือ Ducati เตรียมประกอบซูเปอร์ไบค์ไฟฟ้า คาดขายจริงปีหน้า ล่าสุดมีข่าวจากวงใน ลือ Ducati เตรียมประกอบซูเปอร์ไบค์ไฟฟ้าขายจริงในปีหน้า ซึ่งแน่นอนว่าน่าจะมีพื้นฐานมาจาก V21L รถแข่งจากการแข่งขัน MotoE รายการซัพพอร์ตใน MotoGP นั่นเอง ทีนี้เราลองมาดูสเปกคร่าว ๆ ที่น่าสนใจของ V21L ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 110 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่ากับ 150 แรงม้า ให้แรงบิด 140 นิวตันเมตร สามารถทำท็อปสปีดสูงสุดได้ที่ 275 กม./ชม. มีแบตเตอรี่แพ็คขนาด 18 กิโลวัตต์ชั่วโมงพร้อมซ็อกเก็ตชาร์จไฟที่รับไฟได้มากถึง 20 กิโลวัตต์ (ชาร์จเพียง 45 นาทีได้มากถึง 80%) พร้อมตัวอินเวอร์เตอร์ที่เคลมมาว่ามีประสิทธิภาพสูงถึง 99% ซึ่งทั้งสามส่วนนี้จะมีระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวคอยควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม ตัวรถมีแชสซีแบบโมโนค็อกคล้าย ๆ กับ Panigale V4 โดยมีเฟรมด้านหน้าทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบาและใช้เคสคาร์บอนไฟเบอร์ของแบตเตอรี่แพ็คเป็นส่วนนึงของการรับโหลดน้ำหนัก มีระบบกันสะเทือนจากทาง Ohlins เต็มระบบ รวมถึงกันสะบัดด้วย ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo GP4RR M4 และเบรกหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Brembo P4 ส่วนล้อและยางก็จะเป็นขนาดปกติคือ 120/70 – R17 และ 200/55 – R17 นอกจากนี้ยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความปลอดภัย ทั้งแทร็คชันคอนโทรล สไลด์คอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ แม็ปปิ้งคันเร่ง และแม็ปปิ้งเอ็นจิ้นเบรก หากดูดี ๆ แล้วจะพบว่าหลาย ๆ ส่วนนั้นดูจะเกินจากรถโปรดักชันไปมาก โดยเฉพาะในส่วนของระบบเบรก คาดว่าเมื่อผลิตขายเป็นรถโปรดักชันจริง ๆ น่าจะมีการปรับสเปกตรงส่วนนี้ลง รวมถึงมีการใส่ระบบไฟส่องสว่าง และระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความปลอดภัยมากกว่านี้ ตลอดไปจนถึงการใส่โหมดการขับขี่เพิ่มเข้ามา การล็อคสปีดความเร็วเพื่อให้ใช้งานได้มากขึ้น โดยคาดเดาว่าจะมีระยะการใช้งานได้ราว ๆ 150 – 200 กม. ซึ่งก็น่าจะเพียงพอสำหรับการขับขี่ใช้งานในแบบรถซิ่ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco จะใช้พื้นฐานจาก LiveWire จะกลายเป็นลูกครึ่งไต้หวันอเมริกันไปซะแล้ว กับ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco ที่มาพร้อมแนวคิดสุดล้ำเอาใจนักบิดที่ชื่นชอบเครื่องยนต์สันดาป ที่เผยแนวคิดมานานหลายปีแล้ว แต่ไม่เป็นจริงสักที ล่าสุดก็ออกมาบอกว่า จะใช้พื้นฐานจากเจ้า LiveWire มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากแดนลุงแซม ลูกของทาง Harley-Davidson ที่ทุกคนรู้จักกันดี เจ้ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของทางค่ายที่ว่าคือเจ้า ที่เผยโฉมรถต้นแบบแนวคิดแปลกใหม่มาตั้งแต่ปี 2018 และ 2019 ตามลำดับ ยังไม่ได้ผลิตจริงสักที แม้เวลาจะผ่านไปร่วม 5 ปีแล้ว โดยก่อนหน้านี้ทางค่ายตั้งใจจะให้เป็นรถไฟฟ้าที่มีเกียร์และมีคลัตช์ และตั้งใจจะตั้งโรงงานผลิตที่อิตาลีอีกด้วย ทว่าแผนเดิมก็พังลง เนื่องจากในปี 2022 ทางค่ายเผยภาพใหม่ที่ต่างไปจากเดิมมาก ทั้งยังมีดีลกับทาง Harley-Davidson ที่เป็นเจ้าของ LiveWire เพื่อพัฒนา LiveWire S3 ร่วมกัน ซึ่งโมเดลใหม่ที่ว่านี้ก็จะเป็นโมเดลที่ราคาย่อมเยากว่า แต่จะยังใช้แพลตฟอร์มที่ชื่อว่า Arrow เช่นเดียวกับที่ใช้ในโมเดลปัจจุบันอย่าง Live Wire S2 Del Mar และ Mulholland ก่อนหน้านี้ในปี 2022 ทางคิมโคเองก็เคยยื่นจดสิทธิบัตรโมเดลใหม่ที่มีเงาร่างตั้งอยู่บนพื้นฐานแพลตฟอร์ม Arrow นี้ โดยมีการใช้แชสซีและระบบส่งกำลังจากทาง LiveWire ยิ่งเป็นเครื่องชี้ชัดว่าโมเดลใหม่ของทางแบรนด์ไต้หวันจะใช้แพลตฟอร์มเดียวกันนี้อีกด้วย ที่น่าสนใจที่สุดก็คือเจ้าโมเดลนี้เนี่ยจะแตกต่างจากรถไฟฟ้าทั่วไปด้วยแนวคิดการมีระบบเกียร์แมนวลแบบจำลอง คือรถยังมีมือคลัตช์และคันเกียร์ที่เท้าอยู่ แต่มันต่อเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ของรถแทนที่จะเป็นกลไกตามปกติ ซึ่งเมื่อเขียนโปรแกรมไว้ได้เหมาะสม ระบบนี้จะจำลองลักษณะของเกียร์แบบปกติด้วยการเปลี่ยนแปลงการส่งกำลังโดยผันแปรไปตามเกียร์ที่ใส่ไว้นั่นเอง และเชื่อมต่อหรือตัดการเชื่อมต่อระบบขับเคลื่อนเมื่อกำคลัตช์จำลองที่ว่านี้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ไบเกอร์ได้รู้สึกเป็นส่วนนึงของรถมากขึ้น รู้สึกว่าควบคุมรถได้มากขึ้น แต่ยังขาดเรื่องของน้ำหนักหรือว่าความซับซ้อนของการใช้คลัตช์และการเปลี่ยนเกียร์จริง ๆ งานนี้ไบเกอร์อย่างเรา ๆ ก็คงต้องมารอลุ้นว่าทางคิมโคจะทำสำเร็จจริงมั้ย แล้วเทคโนโลยีนี้มันจะเวิร์คจริง ๆ อย่างที่เคลมมาหรือเปล่า ถ้าทำได้จริง ความสนุกของการขับขี่มอเตอร์ไซค์อย่างที่นักบิดชื่นชอบก็จะหาได้จากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ ในอนาคตด้วยก็เป็นได้ แล้วอีกไม่นานก็จะไม่มีข้ออ้างบิดรถแบบไม่รักษ์โลกกันแล้วล่ะพี่น้องนักบิด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

VRIDER เกมแข่งรถที่สมจริงที่สุด เปิดตัวให้ลองซิ่งกันแล้ว โอกาสที่ไบเกอร์ทั้งหลายจะได้สวมจิตวิญญาณนักแข่งระดับโลกมาถึงแล้ว โดยมาในรูปแบบของ VR Game ที่ชื่อว่า VRIDER เกมแข่งรถมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับรองว่าเป็นเกมของ WorldSBK อย่างเป็นทางการนั่นเอง พูดง่าย ๆ ก็คือนักบิดทั้งหลายจะได้ลองสวมบทบาทเป็นนักแข่ง WSBK หวดรถแข่งที่ดัดแปลงมาจากรถโปรดักชันที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดนั่นเอง ซึ่งในชีวิตจริงคงมีไม่กี่คนที่จะได้ทำอะไรแบบนี้ โดยเกมนี้จำลองการแข่งขัน WorldSBK ในปี 2023 มาแทบทั้งหมด โดยมีรถให้เลือกซิ่งได้มากถึง 5 โมเดล ได้แก่ Ducati Panigale V4, BMW M1000RR, Kawasaki Ninja ZX-10RR, Honda CBR1000RR และ Yamaha YZF-R1 ซึ่งแต่ละคันก็ถอดแบบมาจากรถแข่งคันเป็น ๆ มาเลย ทั้งรูปทรงดีไซน์และลวดลายกราฟิกจากปี 2023 ทีเด็ดก็คือมีนักแข่งและรถประจำตัวให้เลือกมากถึง 23 คน (23 คัน) เลยทีเดียว (แม้ว่าตอนนี้บางคนจะย้ายทีมกันไปแล้วก็ตาม) อีกทั้งยังมีสนามระดับโลกให้ได้ซิ่งกันมากถึง 12 สนาม สมจริงในแบบโค้งต่อโค้งกันเลย รวมไปถึงการควบคุมที่ให้ฟีลลิ่งเหมือนเป็นนักแข่งตัวจริง ด้วยการบิดจอยเกมแบบเดียวกับบิดคันเร่ง เสียงเครื่องยนต์ เสียงท่อและแม้แต่เสียงลมที่สมจริง การโยกตัวเพื่อแบนรถเข้าโค้ง การหมอบเพื่อแอโรไดนามิกส์ที่ดี หรือการแสดงผลกระทั่งฝุ่นดินที่กระเด็นเข้ามา ซึ่งในเกมจะมีโหมดการซิ่งที่หลากหลาย ได้แก่ – Quick Race ให้ได้ซิ่งกับคู่แข่งอีก 9 คันได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน – Hot Lap สำหรับฝึกซ้อม รีดเวลา หรือทำความคุ้นเคยกับสนาม – Multiplayer โหมดออนไลน์เพื่อแข่งกับเพื่อน ๆ หรือไบเกอร์คนอื่น ๆ – Endurance โหมดสุดท้าทายที่ให้ซิ่งทำเวลา ให้คงเส้นคงวาและเร็วมากที่สุด – Tournament โหมดที่จะให้คุณได้ซิ่งเก็บคะแนนแบบเดียวกับนักแข่งและเกมการแข่งขันระดับโลก – Ghost Challenge โหมดซิ่งแข่งกับ Ghost หรือเงาของนักบิดคนอื่นจากทั่วโลกได้ทุกเวลาและทุกสนาม หากนักบิดที่ชื่นชอบการแข่งขัน WorldSBK คนไหนสนใจที่จะสวมบทบาทเป็นนักแข่งระดับโลกหรือนักแข่งขวัญใจของคุณ ควบรถแข่งในฝัน คุณต้องลองสัมผัสเกมนี้ ซึ่งเกมนี้สามารถเล่นได้บนแว่น VR อย่าง Meta Quest 3, 2 และ Pro รวมถึงจะเล่นบน Steam VR ได้ในเร็ว ๆ นี้อีกด้วย โดยเกมนี้มีค่าเสียหายอยู่ที่ 29.99 เหรียญหรือราว ๆ 1,100 บาทเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

White Motorcycle Concept จดสิทธิบัตร รถโคตรแอโรไดนามิก สำหรับวงการมอเตอร์ไซค์ในยุคนี้แล้ว เรื่องของแอโรไดนามิกหรืออากาศพลศาสตร์นั้นกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว โดยเฉพาะในรถแข่ง MotoGP รถซูเปอร์ไบค์ สปอร์ตไบค์ระดับเรือธง แต่แค่เรื่องวิงก์เล็ต ปีก หรือว่าแฟริ่งแบบดับเบิ้ลแฟริ่งมันธรรมดาไปสำหรับทางไวท์มอเตอร์ไซเคิลคอนเซ็ปต์ที่ล่าสุด White Motorcycle concept จดสิทธิบัตร รถโคตรแอโรไดนามิก มาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนน่าจะยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับชื่อ White Motorcycle Concept สักเท่าไหร่ แต่ถ้าได้เห็นภาพรถที่ทางแบรนด์นี้ได้ออกแบบที่อยู่ด้านบนแล้วล่ะก็ คงจะพอนึกอะไรได้บ้าง บริษัทที่ว่านี้มีเป้าหมายที่จะประดิษฐ์คิดค้นและสร้างนวัตกรรมที่จะผลิกวงการยานยนต์ ด้วยการเพิ่มสมรรถนะและรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านการออกแบบยานยนต์ให้มีสมรรถนะทางแอโรไดนามิกให้สูงที่สุดรวมถึงการใช้พลังงานไฟฟ้า หลักการของแบร์นูลลีคือสิ่งที่สิทธิบัตรของทางไวท์มอเตอร์ไซเคิลคอนเซ็ปต์ยึดถือ โดยมีการออกแบบท่อเวนทูรีขนาดใหญ่และแคบ แต่ยาวตลอดตัวรถ เพื่อให้ของเหลว ซึ่งในเรื่องนี้คืออากาศ สามารถไหลผ่านในท่อเวนทูรีที่ว่านี้ได้เร็วกว่า เมื่อรถเคลื่อนที่ อ่านแล้วคนที่ไม่ได้เรียนสายวิทย์มา หรือว่าคนที่เรียนจบมานานแล้วไม่ได้ใช้อาจจะงง ๆ แต่เอาเป็นว่าการออกแบบที่ว่านี้จะส่งผลให้ตัวรถมีแรงกดหรือดาวน์ฟอร์ซมากขึ้น และนั่นหมายความว่ามีความนิ่งและเสถียรมากขึ้นที่ความเร็วสูง ในสิทธิบัตรยังเผยมีการอ้างอีกว่าการออกแบบนี้จะช่วยลดแรงฉุด เนื่องจากตัวรถมีพื้นที่หน้าตัดเล็กมากจากการที่มีช่องว่างจากเจ้าท่อเวนทูรีนั่นเอง ทว่าหากมองจากแง่ของความสวยงามของการออกแบบดีไซน์แล้วมันช่างบ้าบอเสียจริง ๆ มันช่างต่างกับปีก วิงก์เล็ตหรือสปอยเลอร์ในรถแข่งราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณเป็นพวกที่ชอบอะไรล้ำ ๆ ไซไฟหน่อยก็คงจะโอเคไปกับดีไซน์นี้ อย่างไรก็ดีแม้ว่าโดยรวมแล้วมันจะดูล้ำ ดูเท่ในสายตาบางคน แต่การที่จะใช้ประโยชน์จากเรื่องของแอโรไดนามิกส์ให้ได้เต็มที่แล้วล่ะก็คุณจะต้องขับขี่ที่ความเร็วสูงระดับนึง อีกทั้งดีไซน์แบบนี้กลับทำให้รถนั้นยากที่จะขับขี่ รวมไปถึงความเทอะทะซึ่งอาจจะทำให้มันยากที่จะใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นแล้วเราอาจจะไม่ได้เห็นมอเตอร์ไซค์ที่เกิดสิทธิบัตรการออกแบบนี้คันเป็น ๆ ในชีวิตจริงแน่ แต่ที่เอามานำเสนอก็เพราะว่ามันมีความน่าสนใจ มันเป็นความกล้าของวิศวกรที่กล้าที่จะออกแบบอะไรแบบนี้ขึ้นมา และในอนาคตมันอาจจะกลายเป็นพื้นฐานการออกแบบมอเตอร์ไซค์ในภายภาคหน้า โดยอาจจะลดทอนบางอย่างลง จนสามารถตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตจริงก็เป็นได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Jorge Martin ผ่าตัดผ่านฉลุย รอกำหนดคืนสนาม Jorge Martin เจ้าของแชมป์โลกสมัยล่าสุดในการแข่งขัน MotoGP ได้ออกมาเผยถึงการรักษาอาการบาดเจ็บของเจ้าตัวว่าการผ่าตัดเป็นไปได้ด้วยดี หลังจากที่เขาประสบอุบัติเหตุถึงสองครั้งในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน อย่างที่ทราบกันดีว่า ‘มาร์ติเนเตอร์’ เกิดอุบัติเหตุใหญ่ในการซ้อมที่สนามเซปัง ประเทศมาเลเซียในช่วงรอบการซ้อมเซปัง เทสต์ ระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับเจ้าตัวในครั้งนั้นได้แก่ กระดูกเรเดียสบริเวณข้อมือซ้ายไปยังศอกแตกหลายจุด และกระดูกส้นเท้าแตกข้างเดียวกัน ทำให้เขาพลาดการซ้อมทั้งที่เซปัง และบุรีรัมย์ เทสต์ จนกระทั่งใกล้เปิดฉากการแข่งขันสนามแรกของฤดูกาล 2025 นักบิดเจ้าของหมายเลข 89 รายนี้ก็ประสบอุบัติเหตุอีกครั้งในระหว่างการฝึกซ้อมที่ประเทศสเปนส่งผลให้กระดูกเท้าซ้ายหัก และกระดูกมือซ้ายหักสามตำแหน่ง ซึ่งการรักษาก็เป็นไปได้ด้วยดี และตอนนี้เขาก็อยู่ระหว่างพักฟื้นตัว โดยในงานเปิดตัวโมเดลใหม่จากค่าย Aprilia อย่าง Aprilia Tuono 457 ที่ Milan Motoplex Centre ซึ่งนอกจากจะมาพบปะแฟน ๆ และแจกลายเซ็นต์แล้วนั้น เจ้าตัวยังออกมาเผยว่าอดใจไม่ไหวแล้ว ที่จะได้กลับมาแข่งขันอีกครั้ง “ตอนนี้อยู่ในช่วงกำลังฟื้นตัว ผมขอบคุณสำหรับทุก ๆ กำลังใจ ผมรอไม่ไหวแล้วที่จะได้กลับมาแข่งขันอีกครั้ง” “ผมกำลังทำงานอย่างหนัก มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ผมพยายามจะกลับมาให้เร็วที่สุด เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าผมจะกลับมาเมื่อไหร่ แต่ผมจะพยายามให้เร็วที่สุด ผมหวังว่าจะได้เจอทุกคนเร็ว ๆ นี้” โดยกำหนดการกลับมาแข่งขันในฐานะของนักแข่งทีมโรงงาน Aprilia จะยังไม่มีกำหนดออกมา ซึ่งการแข่งขันสนามที่สองของฤดูกาล Termas de Río Hondo ประเทศอาร์เจนตินาในช่วงวันที่ 14-16 มีนาคมนี้มาร์ตินจะคงพลาดการแข่งขันเป็นที่แน่นอนแล้ว ในส่วนของสนามที่ 3 ของฤดูกาลนั้นก็ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามว่าเจ้าตัวจะพร้อมแล้วหรือไม่ ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki MotoGP 2027 หรือคนบ้าจะคัมแบ็ค ? Suzuki MotoGP 2027 คนบ้าเตรียมคัมแบ็ค..จริงหรือไม่? คำตอบอาจยังไม่แน่ชัด แต่จากข้อมูลของสื่อสำนักต่างประเทศที่กำลังให้ความสนใจในประเด็นการกลับมา “ครั้งใหม่” ของค่ายคนบ้าที่จะหวนคืนสู่วงการเรซซิ่งระดับโลกอีกครั้งในฤดูกาล 2027 จากการถอนตัวออกจากการแข่งขันในปี 2022 ทั้ง ๆ ที่กำลังอยู่บนจุดสูงสุดด้วยตำแหน่งแชมป์โลกของ Joan Mir และชัยชนะของ Alex Rins คู่หูที่กำลังร้อนแรงในช่วงนั้น แต่กลับต้องถูกดับฝันไปอย่างน่าเสียดาย และแบรนด์นี้เองก็ได้เงียบหายจากวงการโมโตจีพีตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา สัญญาณคัมแบ็คอีกครั้งของค่ายคนบ้า หรือ Suzuki จะกลับมา? จากรายงานอื่น ๆ ของแหล่งข่าวได้อ้างอิงไว้ว่า ทางซูซูกิพร้อมลงทุนในวงการมอเตอร์สปอร์ตอีกครั้ง โดยประเดิมเริ่มจากรายการ Suzuka 8 Hours ในปี 2024 ที่ผ่านมา การแข่งขัน BSB (Bennetts British Superbike), รายการ Daytona 200 เปิดตัวทีมแข่งใหม่ในทางฝั่งซูเปอร์ครอส ซึ่งอาจจะเป็นก้าวสำคัญของการกลับมาในโมโตจีพีอีกครั้งก็เป็นไปได้ กฎใหม่ในโมโตจีพีในปี 2027 อาจเป็นกุญแจสำคัญ การเปลี่ยนแปลงกฎแข่งขันในปี 2027 อาจเป็นกุญแจสำคัญและเป็นโอกาสทองของซูซูกิที่จะกลับมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการลดสเปคซีซีและขนาดของเครื่องยนต์ การปรับเชื้อเพลิงครั้งใหม่เพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการเปลี่ยนซัพพลายเออร์ที่จะมียาง Pirelli เข้ามาสนับสนุนการแข่งขันเพียงรายเดียวเป็นต้นไป โดยแหล่งข่าวยังบอกอีกด้วยว่าตัวแข่งอย่าง GSX-R จะถูกพัฒนาให้เข้ากับกฎใหม่ของการแข่งขัน แม้ว่ายังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตามหนึ่งในคำประกาศในแผนเป้าหมายการดำเนินงานของผู้บริหารคนใหม่อย่าง โอชิฮิโระ ซูซูกิ ได้กล่าวไว้ว่า ทางค่ายนั้นพร้อมที่จะหวนคืนสู่สังเวียนอีกครั้ง และมุ่งมั่นเพื่อชัยชนะ ก็อาจเป็นนัยยะสำคัญของการกลับมาในครั้งนี้ก็เป็นไปได้ อย่างที่ทราบกันสำหรับค่ายซูซูกิก็นับเป็นอีกหนึ่งทัพใหญ่ที่มีสาวกแฟน ๆ มากมายทั่วโลกไม่แพ้ค่ายญี่ปุ่นเจ้าอื่นทีเดียว แถมยังสร้างตำนานในการคว้าชัยชนะรวมถึงแชมป์โลกมาแล้วมากมาย กับนักบิดระดับตำนานทั้ง Barry Sheene, Marco Lucchinelli, Kevin Schwantz, Kenny Roberts หรือแม้กระทั่งนักบิดในยุคปัจจุบันที่เคยร่วมงานกับซูซูกิ และยังคงโลดแล่นในการแข่งขันไม่ว่าจะเป็น Joan Mir, Alex Rins, Maverick Viñales , Aleix Espargaró และ Andrea Iannone หากกลับมาจริง ๆ คงคาดการณ์ได้ว่าสาวกแฟน ๆ คงให้การต้อนรับอย่างล้นหลามทีเดียว ตำนานบทใหม่จะถือกำเนิดอีกครั้งหรือไม่นะ…มาลุ้นกัน!! อ้างอิงข่าวสารจาก Paddock GP.com อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

YAMAHA Rider’s club พาลูกค้าลุ้นแชมป์แทร็กเดย์สนาม 3 อาบน้ำให้ชื่นใจแล้วมาขี่รถกับ YAMAHA Rider’s club ส่งต่อความมันส์ให้ลูกค้าสายซิ่งในศึก SuperBikemag.com Trackday & Trophy 2024 POWER BY PIRELLI THE SUPERBIKE TYRES R.3 2024 เมื่อวันที่ 22-24 พ.ย. 67 ที่ผ่านมา พร้อมพาเหล่าสาวกยามาฮ่า มาสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ในรูปแบบการแข่งขันในสนามแข่ง ภายใต้กฏและกติกาทั้งในรอบแทร็กเดย์และโทรฟี่ กับการแข่งขันเพื่อชิงแชมป์โพเดี้ยม และพิเศษยิ่งกว่าในสนามสุดท้ายมีการชิงแชมป์ประจำปี 2024 อีกด้วยที่ สนามพีระ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จ.ชลบุรี เพื่อเสริมทักษะและประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกและตื่นเต้น ให้เหล่าสาวกเลือดสีน้ำเงินได้ลองสัมผัสกับการซ้อมและการแข่งขัน รวมไปถึงการปลดลิมิต ปลดล็อกตัวเองเพื่อลงสู่การแข่งขันในสนามจริงๆ นำทัพโดย อ.เป็ด วรวุฒิ พุทโธ ขี่กันให้จุก ๆ หากใครที่ได้มาขับขี่ครั้งแรกกลับไปมีสกิลการขับขี่ติดตัวแน่นอน การได้รับคำแนะนำจาก อาจารย์เป็ดวรวุฒิ พุทโธ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านการขับขี่ บิ๊กไบค์ มาค่อยแนะนำการขับขี่ให้กับเหล่าสาวกบิ๊กไบค์ทุกคนไม่ว่าจะเป็น R-Series, MT-Series หรือแม้กระทั่ง MaxSeries เพื่อให้ขับขี่ได้อย่างสนุกและปลอดภัย ยามาฮ่าจัดให้ พิทใหญ่ 4 พิทรองรับบริการ และยังมีพิทพร้อมทีมช่างชำนาญการที่พร้อมดูแลและเซอร์วิสรถให้กับลูกค้าอย่างเต็มที่เพื่อให้รถพร้อมใช้งานในทุกการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็น วอร์มยาง ถ่ายน้ำมัน ร้อยลวด ฐานน้ำมันเครื่อง เซ็ตติ้งระบบช่วงล่าง โช้ค เบรก ฯลฯ เรียกได้ว่าดูแลดีทุกจุด..เตรียมตัวลงขี่ในสนามอย่างเดียว ใครไม่มีชุด ยามาฮ่า..มีให้ยืม ใครที่ยังมาขับขี่ครั้งแรกแล้วไม่มีชุด ทาง YAMAHA ยังมีบริการยืมชุดเรซซิ่งสูท ถุงมือ และรองเท้าตลอดทั้งงานอีกด้วย พิเศษยิ่งกว่า..!! ไม่ใช่แค่เฉพาะลูกค้ายามาฮ่า บิ๊กไบค์เท่านั้น ผู้สมัครที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ ยังสามารถเข้ามาใช้บริการได้อีกด้วย เพียงใช้บัตรประชาชนใบเดียวเท่านั้น พิเศษสุด ๆ พิเศษยิ่งขึ้นด้วยรุ่นการแข่งขันพิเศษที่ทาง YAMAHA จัดให้เหล่าสาวกบิ๊กไบค์ในรุ่น YAMAHA Rider’s club R7, MT07, MT09, MT10 ขับขี่ได้อย่างจุกใจมากยิ่งขึ้น ภาพความมันส์ https://www.facebook.com/media/set/?set=a.1030127102248149&type=3 https://www.facebook.com/media/set/?set=a.1029411948986331&type=3 เบนซ์ เรซซิ่ง มาร่วมจอยส์ความมันส์ ในสนาม 3 อีกหนึ่งลูกค้าที่พร่ำหวอดในการแข่งขัน SuperBikeMag มาอย่างยาวนาน และเป็นระดับถึง VIP ในวงการสองล้อได้มาร่วมจอยส์ความสนุกและสร้างสีสันภายในงานนี้อีกด้วย โดยทำการแข่งขันในรุ่น SuperBike 1000 cc รุ่นใหญ่สุดของการแข่งขัน และยังสามารถขึ้นโพเดี้ยมอันดับ 2 ไปได้ในครั้งนี้ เรียกได้ว่าทั้งหล่อ ทั้งเก่ง จริง ๆ ภาพบรรยากาศการแข่งขัน ครบทุกรสชาติที่ YAMAHA Big Bike จัดให้ลูกค้าเพื่อปลดปล่อยตัวเอง ได้ขับขี่ได้อย่างเต็มที่และปลอดภัยรวมถึงได้เรียนรู้ทักษะการขับขี่ การฝึกสกิลไปในตัว และความสนุก ความมันส์ มิตรภาพดี ๆ เหล่านี้ ที่หาจากที่ไหนไม่ได้ สุดท้ายต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้ชัยชนะในสนามที่ 3 และผู้ที่ได้แชมป์ประจำปี 2024 ในรุ่น YAMAHA Rider’s club R7, MT07, MT09, MT10 ด้วยนะครับ แล้วพบกันใหม่ในงาน SuperBikeMag.comTrack day & Trophy 2025 Powered by Pirelli. The superbike Tyres ยังไงรอติดตามได้เลย แล้วเจอกันใหม่ในปี 2025 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Fabio Quartararo กับการพัฒนารถแข่ง MotoGP ในการทดสอบที่บาร์เซโลนา Fabio Quartararo นักแข่งทีมยามาฮ่า ได้สรุปผลการทดสอบ MotoGP ที่สนามบาร์เซโลนา โดยกล่าวถึงการพัฒนาของทีมในด้านต่างๆ แม้ว่าจะยังไม่สามารถไล่ตามนักแข่งแนวหน้าได้ แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีสำหรับฤดูกาล 2024 ตัวแข่งคันใหม่ประสิทธิภาพดีขึ้น กวาร์ตาราโรเผยว่า รถใหม่จากค่ายมาพร้อมกับแชสซีรุ่นใหม่ที่นำมาทดสอบ ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพได้ดี โดยเฉพาะในจังหวะเข้าโค้งจากทางตรงไปยังการเอียงเต็มที่ ซึ่งถือเป็นการพัฒนาที่เด่นชัดที่สุด แต่ยังต้องหาวิธีพัฒนาช่วงออกจากโค้งเพื่อเพิ่มสมรรถนะให้ดียิ่งขึ้น “เราได้พบแนวทางที่ช่วยพัฒนาในจังหวะเข้าโค้งแล้ว ตอนนี้เราต้องมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาจังหวะออกจากโค้งต่อไป” โดยในการทดสอบครั้งนี้ ยามาฮ่ายังได้ทดลองใช้เครื่องยนต์ใหม่ รวมถึงแฟริ่งด้านบน และสวิงอาร์มใหม่ แม้ว่าเป้าหมายจะไม่ได้เน้นที่การเพิ่มสมรรถนะในทันที แต่เพื่อดูว่าชิ้นส่วนเหล่านี้สามารถช่วยลดน้ำหนักได้หรือไม่ “เป้าหมายหลักของเราคือการประเมินว่าชิ้นส่วนใหม่ ๆ ให้ความรู้สึกเหมือนเดิมหรือไม่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปรับปรุงครั้งใหญ่ในมาเลเซีย” นักบิดชาวฝั่งเศสกล่าวเสริม นักแข่งที่ขี่ให้กับ Yamaha ซึ่งในการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาลนี้เป็นครั้งแรกที่ยามาฮ่ามีนักแข่ง MotoGP สี่คนในสนาม โดยมีแจ็ค มิลเลอร์และมิเกล โอลิเวร่า เปิดตัวในทีม Prima Pramac Racing และ ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ ที่จับคู่กับ อเล็กซ์ รินส์ มากับทีม Monster Energy Yamaha MotoGP ซึ่งกวาร์ตาราโรมองว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก “การมีนักแข่งจากผู้ผลิตที่ต่างกัน รวมถึงวิศวกรจากทีมอื่นๆ ช่วยให้เราได้รับข้อมูลที่หลากหลาย และผมคิดว่าเราก้าวหน้าไปหลายขั้นตอนในการทดสอบวันนี้” เขากล่าว แม้จะยังต้องใช้เวลาเพื่อปรับปรุงในหลายจุด แต่กวาร์ตาราโรย้ำว่าการทดสอบครั้งนี้ให้ข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ทีมสามารถวางแผนพัฒนารถแข่งสำหรับฤดูกาลใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการพัฒนาครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของยามาฮ่าในการกลับมาแข่งขันกับทีมชั้นนำของ MotoGP และแฟนๆ ของกวาร์ตาราโรคงเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อเพื่อเห็นความก้าวหน้าในสนามต่อไป อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Suzuki DR-Z4S และ SM แฝดนรกค่ายคนบ้า 2025 Suzuki DR-Z4S และ DR-Z4SM ที่เปิดตัวใหม่จากงาน EICMA2024 ประเทศอิตาลีเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทั้งสองโมเดลนี้เป็นล่าสุดจากค่ายซู โดยทั้งสองโมเดลที่เปิดใหม่นี้เป็นการมาแทน DR-Z400S และ DR-Z400SM สองรุ่นยอดนิยมที่โดดเด่นด้วยความเรียบง่ายและราคาจับต้องได้ หลังจากผ่านไปกว่า 23 ปีตั้งแต่เปิดตัว DR-Z400S ครั้งแรก Suzuki ได้ปรับปรุงแพลตฟอร์ม DR-Z ครั้งใหญ่ แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์เดิมที่ทำให้รุ่นนี้ใช้งานง่ายและเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าสาวก รหัส S มาในสไตล์รถวิบาก รหัส SM มาในสไตล์รถซูเปอร์โมโต 2025 Suzuki DR-Z4S สเปค และรายละเอียด ในส่วนของสเปควิบากสองแฝดจากค่ายคนบ้าที่เปิดตัวใหม่นี้ จะมีทั้งหมดสองรุ่นย่อยได้แก่ Z4S ที่มาในดีไซน์ของทรงสไตล์วิบาก และ Z4SM ที่มาในรูปแบบของซูเปอร์โมโต ซึ่งรายละเอียดความแตกต่างของสเปคทั้งสองคันจะแตกต่างแค่เพียงบางจุดเท่านั้น Suzuki DR-Z4S Suzuki DR-Z4SM เครื่องยนต์ เครื่องยนต์สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ เครื่องยนต์สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 398 ซีซี 398 ซีซี ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์ว DOHC 4 วาล์ว แรงม้า (เคลม) 38 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที 38 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 37 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที 37 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 90 x 62.6 มม. 90 x 62.6 มม. อัตราส่วนการอัด 11.1 : 1 11.1 : 1 ระบบเกียร์ เกียร์แบบแมนนวล 5 สปีด เกียร์แบบแมนนวล 5 สปีด ระบบจุดระเบิด ระบบจุดระเบิด Electronic ระบบจุดระเบิด Electronic ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด หัวฉีด ระบบสตาร์ท Electric Electric ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ โซ่ ขนาดล้อ และยางหน้า 80/100-21 M/C 120/70-R17 M/C ขนาดล้อ และยางหลัง 120/80-18 M/C 140/70-R17 M/C ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบหัวกลับจาก KYB ขนาดแกน 46 มม. ระยะยุบตัวอยู่ที่ 280 มม. ปรับรีบาวด์ได้ โช้คอัพแบบหัวกลับจาก KYB ขนาดแกน 46 มม. ระยะยุบตัวอยู่ที่ 260 มม. ปรับรีบาวด์ได้ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยวจาก KYB ระยะยุบตัวอยู่ที่ 296 มม. โช้คอัพเดี่ยวจาก KYB ระยะยุบตัวอยู่ที่ 277 มม. ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์แบบสองสูบ ขนาด 270 มม. ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์แบบสองสูบ ขนาด 310 มม. ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์แบบลูกสูบเดี่ยว ขนาด 240 มม. ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์แบบลูกสูบเดี่ยว ขนาด 240 มม. กว้าง x ยาว x สูง 885 x 2,270 x 1,235

สเปค BMW M1000R 2023 สปอร์ตโรดสเตอร์พิกัดเรือธง BMW M1000R 2023 รถมอเตอร์ไซค์สปอร์ตโรดสเตอร์พิกัดเรือธง มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมัน ให้พละกำลังสูงสุด 210 แรงม้า โดดเด่นด้วยชุดแต่ง M Competition ยกระดับสมรรถนะตัวรถให้สูงยิ่งขึ้น ราคา 1,599,000 บาท สเปค, สเป็ก วิงก์เล็ต โช้คหน้าหัวกลับและคาลิเปอร์เบรก M กุญแจคีย์เลส หน้าจอ TFT โช้คหลังเดี่ยวพร้อมระบบ DDC ไฟ LED สเปค BMW M1000R 2023 และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 999 ซีซี แรงม้า (เคลม) 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 113 นิวตันเมตรที่ 11,100 รอบ ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 49.7 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 13.3 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน พร้อมระบบคลัตช์ anti-hopping ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-ZR17 (ล้อแม็กคาร์บอน) แบบไม่ใข้ยางใน ยางหลัง 200/55-ZR17 (ล้อแม็กคาร์บอน) แบบไม่ใข้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ขนาด 45 มม. พร้อมระบบ Dynamic Damping Control (DDC) ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม พร้อมโช้คเดี่ยว และระบบ Dynamic Damping Control (DDC) เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก M (ABS) เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก M (ABS) กว้าง X ยาว X สูง 996 x 2,085 x 1,176 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,455 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 830 ม.ม. น้ำหนักรถ 199 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 16.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ น้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วออกเทน 95-98 เทคโนโลยี ควิกชิฟเตอร์ โหมดการขับขี่ Pro Riding Modes กุญแจคีย์เลส ระบบครูซคอนโทรล ระบบไฟส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง ระบบตรวจสอบความดันลมยาง ระบบอุ่นมือ หน้าจอ TFT สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น M1000R 2023 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Cub House Fun day วันเดย์ทริปของคนวัยมันส์ วันนี้ทาง Superbike Thailand ได้มีโอกาสมาทดลองขับขี่รถจักรยานยนต์ในกิจกรรม Cub House Fun day One day Trip กับทริปกับการขับขี่ 1 วัน ในสไตล์วัยรุ่น ก็เลยถือโอกาสแต่งตัวให้เข้ากับธีมงานกันซักนิดนึง แล้วจะเป็นอย่างไร ไปชมกัน สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ จัดขึ้นโดย CUB House ณ คอฟฟี่ แอน ชาบู แคมป์ เพื่อร่วมสนุกกับทริปการขับขี่รถจักรยานยนต์ ใน 1 วัน กับรถ Honda Monkey สายซน และรถจักรยานยนต์ Honda CT125 สายลุย ไปพร้อมกับการถ่ายแบบแฟชันในสไตล์ Cub House อีกด้วย สำหรับบรรยากาศภายในวันนี้ เมื่อเช็คกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้กล่าวเปิดงานอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง พร้อมกับบรีฟเส้นทางก่อนออกเดินทาง เผื่อขับไปแล้วหลง จากนั้นแบ่งกลุ่มรอบการขับขี่เป็น 3 รอบด้วยกัน เพื่อให้สื่อมวลชนได้สนุกไปกับการขับขี่รถจักรยานยนต์ได้อย่างเต็มที่ เมื่อเตรียมตัวกันเรียบร้อยแล้ว ก็พร้อมออกสตาร์ทเดินทาง โดยแอดมินได้เลือกเจ้า Honda CT125 สีเขียวขี้ม้า ที่มาพร้อมกับคาแรคเตอร์สายลุยในทุกเส้นทาง ขับขี่แบบชิลล์ ๆ คูล ๆ แล้วมาขี่ลุยบนเส้นทางขรุขระกันซักหน่อย ซึ่งแอดขอบอกตรง ๆ เลยว่า แอบเกรงนิดหน่อย แต่เจ้า CT125 มีการออกแบบสมรรถนะเครื่องยนต์และดีไซน์ที่สามารถคอนโทรลตัวรถได้ง่าย ซึ่งเอาอยู่แน่นอน ขับรถสายลุยกันไปแล้ว ลองมาเปลี่ยนฟีลขับขี่รถคาแรคเตอร์สายซนและโลดแล่นกันบ้าง กับเจ้า Honda Monkey คันนี้ บอกเลยขับขี่สนุกและคล่องตัวมาก สมกับเป็นรถจักรยานยนต์สายซนเลยทีเดียว แล้วแวะมาถ่ายแบบกันซักนิด บนกราฟิตี้สวย ๆ ซึ่งเข้ากับสไตล์ตัวรถได้ดีเลยทีเดียว เมื่อทริปจบแล้ว ขอพามาดูรถจักรยานยนต์ที่โชว์กันในงานนี้ ซึ่งมีรถรุ่น Honda Monkey, Honda C125 และ Honda CT125 จอดสวย ๆ ให้ชมกัน สำหรับใครที่สนใจรถจักรยานยนต์รถจักรยานยนต์รุ่นดังกล่าว ภายในงาน แอดจึงขออนุญาตแนะนำราคา รุ่น Monkey ราคาแนะนำอยู่ที่ 99,700 บาท, รุ่น C125 ราคาแนะนำอยู่ที่ 89,600 บาท และรุ่น CT125 ราคาแนะนำอยู่ที่ 84,900 บาท ก็ขอสรุปเลยว่า วันนี้ทาง ซูเปอร์ไบค์ ไทยแลนด์ ได้มีโอกาสมาทดลองขับขี่ พร้อมกับการถ่ายแบบตามสไตล์ Cub House ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณทางคลับเฮาส์ ที่ให้โอกาสไปร่วมกิจกรรม กับทริปการขับขี่รถจักรยานยนต์ในครั้งนี้ด้วยครับ #CUBHouseFundayOnedayRide #NewMonkey #NAUGHTYGOROUND #NewC125 #RideTheMasterpiece #CT125 #MyHiddenPleasure อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

“ยามาฮ่า” จัดมีทติ้งสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “รอสซี่ – บีญาเลส” แท็กทีม “มอร์บิเดลลี่ – การ์ตาราโร่” ใกล้ชิดกองทัพแฟนโมโตจีพีชาวไทยอย่างใกล้ชิด บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เอาใจสาวกมอเตอร์สปอร์ต ต้อนรับศึกรถจักรยานยนต์ทางเรียบอันดับ 1 ของโลก ที่มีคิวยกพลดวลความเร็วบนสังเวียนระดับโลกของประเทศไทย ระหว่างวันที่ 4 – 6 ตุลาคม 2562 นี้ ยามาฮ่าจัดหนักโหมโรงด้วยการดึงตัวนักบิดดาวดังระดับโลกนำทัพโดย วาเลนติโน่ รอสซี่ #46 และ มาเวริค บีญาเลส #12 ดูโอ้นักบิดในสังกัด มอนสเตอร์ เอเนอร์จี ยามาฮ่า โมโตจีพีพร้อมด้วย รุกกี้ทีมแซทเทิลไลท์อย่าง ฟาบิโอ การ์ตาราโร่ #20 และ ฟรังโก้ มอร์บิเดลลี่ #21 ให้แฟนๆ ชาวไทยได้กระทบไหล่อย่างใกล้ชิดก่อนเปิดศึกไทยแลนด์จีพี 2019 ท่ามกลางแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยที่มาร่วมต้อนรับอย่างคับคั่ง สำหรับกิจกรรม Pre-MotoGP MEET & GREET ครั้งนี้ เป็นการดึงตัวนักบิดระดับโลกของทีมในสังกัดยามาฮ่าให้แฟนๆ ได้ร่วมกระทบไหล่กับนักบิดในดวงใจอย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นการต้อนรับการแข่งขันโมโตจีพีในประเทศไทยเป็นปีที่ 2 สร้างความตื่นตัวให้กับแฟนความเร็วชาวไทย และชาวต่างชาติอย่างมากที่มารอกระทบไหล่กับนักบิดซูเปอร์สตาร์ระดับโลกในดวงใจ สำหรับนักบิดระดับโลกในศึกโมโตจีพีที่มาร่วมโชว์ตัว พร้อมให้แฟนๆ ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ในครั้งนี้นำโดยคู่หูจาก มอนสเตอร์ เอเนอร์จี ยามาฮ่า โมโตจีพี อย่าง “เดอะด็อกเตอร์” วาเลนติโน่ รอสซี่ #46 นักบิดอิตาเลียนเจ้าของบัลลังก์แชมป์โลก 9 สมัย และ “ท็อปกัน” มาเวริค บีญาเลส #12 นักบิดสุดหล่อชาวสเปน รวมถึง 2 นักบิดในสังกัดปิโตรนาส ยามาฮ่า เอสอาร์ที อย่าง ฟาบิโอ การ์ตาราโร่ #20 นักบิดดาวรุ่งเฟรนช์แมนที่โชว์ฟอร์มสุดร้อนแรงในปีแรกบนเวทีพรีเมียร์คลาส พร้อมด้วย ฟรังโก้ มอร์บิเดลลี่ #21 นักบิดดาวรุ่งอิตาเลียน รวมถึงนักแข่งชาวไทยดีกรีแชมป์อีกหลายคนในสังกัด ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม ที่มาร่วมสร้างสีสันในงานด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ยังเตรียมของที่ระลึกสุดพิเศษให้แฟนมอเตอร์สปอร์ตได้ลุ้นติดไม้ติดมือกลับบ้าน ด้วยกิจกรรมหลากหลายภายในงาน เช่น Lucky Draw Big -Black – Box ที่เปิดโอกาสให้ใกล้ชิดเหล่านักบิดระดับโลก พร้อมรับเสื้อที่มีลายเซ็นนักบิดในดวงใจเองกับมือ เพื่อใส่ไปร่วมเชียร์ ศึกพีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2019 นอกจากนี้ยังมีของรางวัลแจกภายในงานอีกเพียบ! อาทิ ร่วมลุ้นบัตรเข้าชม MotoGP และของที่ระลึกต่างๆ พร้อมทั้ง พบปะกับเพื่อนใหม่ ในคอมมูนิตี้สไตล์ไบค์เกอร์สายสปอร์ตอีกด้วยเช่นกัน โดยงาน Pre-MotoGP MEET & GREET ในครั้งนี้จัดขึ้นแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ บริเวณหน้าศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา เมื่อเร็วๆ นี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่

Kawasaki Road Racing Championship 2019 Round 3 การแข่งขัน Kawasaki Road Racing Championship 2019 KRRC สนามที่ 3 ระหว่างวันที่ 28-29 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา ณ สนามไทยแลนด์เซอร์กิต จ.นครปฐม โดยทางคาวาซากิมีความตั้งใจอันดีเพื่อที่จะส่งมอบความสนุกสนานความตื่นเต้นและเร้าใจให้กับกลุ่มลูกค้าชาวไบค์เกอร์ผู้ชื่นชอบ และหลงใหลในเรื่องของการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบ ได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ในสนามแข่งขันชั้นนำระดับประเทศพร้อมเพิ่มทักษะและอัพสกิลการขับขี่อย่างปลอดภัยอีกด้วย บรรยากาศตอนเช้าค่อนข้างร้อนและชื้น แต่ก็ไม่มีผลต่อการแข่งขันรวมถึงกลุ่มรถของชาว Kawasaki ที่ขับขี่มาร่วมงาน Kawasaki Road Racing Championship 2019 สนามที่ 3 กันอย่างคับคั่งมากมายหลากหลายรุ่นเหมือนพี่น้องค่ายยักษ์เขียวได้มาพบปะสังสรรค์รวมกัน ทำให้บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยมิตรภาพอบอุ่นกันเองสุดๆทั้งในส่วนของลูกค้าของ Kawasaki และทีมงานของ Kawasaki เองด้วยเช่นกัน โดยการแข่งขันจะมีหลากหลายรุ่นของทางค่าย Kawasaki อาทิเช่น Kawasaki Ninja ZX-10R ST2 Kawasaki Ninja ZX-10R ST3A Kawasaki Ninja ZX-10R ST3B Kawasaki Ninja ZX-6R Kawasaki Naked 900 Kawasaki Ninja 400 Kawasaki Ninja 250/300 บรรยากาศในการแข่งขันในสนามของแต่ละรุ่นก็ดุเดือดเร้าใจไม่แพ้กัน แม้การแข่งขันเป็นไปอย่างดุเดือดขนาดไหนก็ตาม ในสนามคือการแข่งขันแต่หลังจบการแข่งขันมิตรภาพและรอยยิ้มยังมีให้กันเสมอ ทั้งนี้บรรยากาศภายในสนามยังมี ขวัญใจของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ของค่าย Kawasaki อย่าง “ติ๊งโน๊ต” ฐิติพงศ์ วโรกร นักแข่ง1เดียว ใน WORLDSBK ของทางค่าย Kawasaki ใช้เลขการแข่งขัน เบอร์ 100 มาพร้อมกับรถรุ่น Kawasaki ZX-10RR เข้ามาขับขี่ในสนามด้วยทำให้บรรยกาศในสนามคึกคักมากขึ้นพร้อมสร้างความประทับใจจากผู้เข้าร่วมการแข่งขันและกองเชียร์รอบนอกสนามได้อย่างดีโดยช่วงที่ทีมงานเรา SuperBikemag ได้ LIVE สด นั้น ได้เข้าไปสัมภาษณ์อย่างใกล้ชิด กับ“ติ๊งโน๊ต” ฐิติพงศ์ วโรกร ว่าหลังจาการขับขี่ในสนามในช่วง Race1 เป็นอย่างไรบ้าง “ติ๊งโน๊ต” ฐิติพงศ์ วโรกร ได้กล่าวว่า ในการลงสนามใน Race1 นั้นอากาศค่อนข้างร้อนแต่ไม่ใช่อุปสรรคในการขับในครั้งนี้ ครั้งนี้ถึงแม้ว่าไม่นับอยู่ในการแข่งขันแต่ทางทีมก็แอบจับเวลาอยู่ หลังพูดจบพร้อมยิ้มอย่างมีความสุข นอกเหนือจากการแข่งขันยังมีกิจกรรมพิเศษ Riders Training โดยมีการฝึกสอนของ Mr.Fujiwara ผู้จัดการทีม Kawasaki Thailand Racing Team และอดีตแชมป์ระดับเอเชีย ให้ความรู้ทักษะการขับขี่ในการแข่งขัน และเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด พร้อมด้วยกิจกรรม Circuit Fun Ride ซึ่งเป็นกิจกรรม สำหรับลูกค้าผู้ใช้จักรยานยนต์ Kawasaki สามารถนำรถจักรยานยนต์ของตัวเองลงขับขี่ในสนามแข่งขันจริงเพื่แที่จะเพิ่มประสบการณ์ความแปลกใหม่พร้อมกับรถคู่กายทำให้รู้สึกถึงลิมิตตัวเองและรถที่ใช้ โดยการขับขี่จะคำนึงถึงความปลอดภัยเป้นหลัก ในส่วนของภายในบบรรยากาศบูทร้านค้าของงาน Kawasaki Road Racing Championship 2019 Round 3 นั้นมีบูทบรรยากาศมากมายให้ผู้เข้าแข่งขันรวมถึงชาวKawasaki ที่เข้าร่วมกิจกรรมได้เดินชมและซื้อสินค้ากันอย่างมากมาย อาทิ เช่น บริษัท วาย.เอส.เอส.(ประเทศไทย)จำกัด ผู้ผลิตและพัฒนาโช้คอัพรถมอเตอร์ไซค์ คุณภาพระดับโลก บริษัท ไดโด สิทธิผล จำกัด ผู้ผลิตโซ่คุณภาพ, บริษัท อีโนเวรัเบอร์(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและพัฒนายางรถจักรยานยนต์คุณภาพ, บริษัท โททาล ออยล์ (ประเทศไทย) จํากัด ผู้จัดจำหน่ายน้ำมันเครื่องเอลฟ์ ในส่วนของ Kawasaki Road Racing Championship ในสนามที่4 สนามต่อไป จะจัดขึ้น ในสนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ในวันที่ 20-21 มกราคาม พ.ศ. 2563 ห้ามพลาดเด็ดขาดรับประกันดุเดือดไม่แพ้ KRRC สนามที่ 3 อย่างแน่นอน!! สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติม ได้ที่ เว็บไซต์ www.kawasaki.co.th แฟนเพจ https://www.facebook.com/KawasakiRoadRacing/ https://www.facebook.com/KawasakiMotorsThailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เผยโฉมรถยนต์เซฟตี้คาร์ BMW M8 สำหรับการแข่งขัน MOTOGP เตรียมมุ่งหน้าสู่การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ระดับโลก ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ดร. ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (ที่ 2 จากซ้าย) ร่วมแสดงความยินดีกับ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย นำโดย มร. คริสเตียน แซมลาวสกี้ ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย (ซ้าย) และคุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย (ที่ 2 จากขวา) พร้อมด้วยคุณศรัณย์ อรรถเวทยวรวุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ จำกัด (ขวา) ในโอกาสการ เผยโฉมทัพเซฟตี้คาร์และเซฟตี้ไบค์ที่จะรับหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบชิงแชมป์โลก โมโตจีพี 2019 ในประเทศไทย กรุงเทพฯ. บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย พร้อมเติมสีสันสุดตื่นตาในศึกมอเตอร์ไซค์ทางเรียบชิงแชมป์โลก โมโตจีพี 2019 ด้วยทัพรถยนต์เซฟตี้คาร์สำหรับการแข่งขัน ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคมนี้ ณ สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยมีรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M8 บีเอ็มดับเบิลยู M5 และมอเตอร์ไซค์ บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ร่วมนำขบวน สานต่อความร่วมมือระหว่างบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป บีเอ็มดับเบิลยู M และดอร์นา สปอร์ต ผู้จัดการแข่งขันโมโตจีพี ในการจัดทัพยานยนต์สมรรถนะสูงเพื่อรับหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อยบนสนามแข่งโมโตจีพีเป็นฤดูกาลที่ 21 ติดต่อกัน ไฮไลท์ล่าสุดของทัพรถยนต์เซฟตี้คาร์ในรายการ โมโตจีพี 2019 คือรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M8 MotoGP Safety Car ซึ่งบีเอ็มดับเบิลยู M8 นั้น ได้เผยโฉมอย่างเป็นทางการครั้งแรกไปในงาน BMW Group #NextGen งานแถลงวิสัยทัศน์ของประจำปีของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ณ BMW Welt ในเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บีเอ็มดับเบิลยู M8 MotoGP Safety Car คันนี้ พกสมรรถนะขั้นสูงมาอย่างเต็มเปี่ยมในฐานะรถนำขบวนเซฟตี้คาร์ พัฒนาต่อยอดจากบีเอ็มดับเบิลยู M8 Competition ด้วยขุมพลัง BMW TwinPower Turbo V8 แบบรอบสูง ส่งกำลังสูงสุดที่ 460 กิโลวัตต์/625 แรงม้า ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ M Steptronic พร้อม Drivelogic ทั้งยังคล่องตัวด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อบีเอ็มดับเบิลยู M xDrive และระบบเบรกสุดพิเศษที่พัฒนาขึ้นมาสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู M โดยเฉพาะ ทั้งหมดนี้ช่วยให้บีเอ็มดับเบิลยู M8 MotoGP Safety Car สามารถเร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.2 วินาทีเท่านั้น การเปลี่ยนรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M8 ให้กลายเป็นรถยนต์เซฟตี้คาร์เต็มรูปแบบนั้น เป็นกระบวนการที่ต้องใช้งานฝีมือชั้นเลิศจากช่างผู้เชี่ยวชาญที่โรงงาน BMW M Manufaktur จากเมืองการ์คิง (Garching) ในประเทศเยอรมนี ด้วยชุดแต่งเต็มรูปแบบจาก BMW M Performance ที่ไม่เพียงมอบรูปลักษณ์ทรงสปอร์ตอันดุดันให้กับเซฟตี้คาร์คันนี้เท่านั้น แต่ยังเติมเต็มทุกโจทย์เชิงสมรรถนะด้วยรูปทรงโฉบเฉี่ยวตามหลักอากาศพลศาสตร์ ระบบทำความเย็นชั้นยอด และโครงสร้างตัวถังที่มีน้ำหนักเบาพิเศษ รถยนต์เซฟตี้คาร์ บีเอ็มดับเบิลยู M8 มาพร้อมไฟไซเรน LED ซึ่งติดตั้งบนหลังคาที่ผลิตจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP) ส่วนกระจังหน้า โดดเด่นสะดุดตาด้วยขอบสีแดง ตัดกับสปอยเลอร์หน้าสีดำสนิท ขณะที่บริเวณไฟหน้า ยังมีไฟแฟลช LED ติดตั้งมาคู่กับไฟหน้าดวงหลักในทรงวงแหวนโคโรนา (corona rings) นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู M8 MotoGP Safety Car ยังมาพร้อมกับคุณสมบัติพิเศษมากมายสำหรับสนามแข่ง และอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยสุดครบครัน

มาถึงรถที่น่าจับตามองที่สุดสำหรับขาลุยประเทศไทย สำหรับเจ้า Yamaha Tenere 700 ที่มีเสียงเรียกหาอย่างมากมาย อีกไม่กี่วันนี้ได้มีข่าวดี เห็นตัวเป็นๆอย่างแน่นอน ในงานใหญ่ปลายเดือนนี้ สำหรับคันนี้จอดโชว์ใน บูทยามาฮ่า ในงาน Eicma 2019 เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี สีแดง-ขาว ที่ดูจะโดดเด่นเกินคันอื่นๆ (แล้วแต่คนชอบนะครับ) ที่มีสีดำและสีน้ำเงิน จอดอยู่ข้างๆ คันนี้มาพร้อมกับชุดแต่ง มาดูกันที่ด้านหน้าที่ถูกแต่งเสริมเติมหล่อด้วยไฟส่องนำทาง แบบ Fog lamp 1 คู่ถูกติดตั้งอยู่ทางด้านล่างของโคมไฟด้านหน้า ส่องสว่างเห็นทางได้กว้างและไกลขึ้น มาต่อกันที่ท่อไอเสียที่เป็นของแต่งตรงรุ่นจากโรงงาน แบรนด์ Akrapovic for Tenere 700 ที่ออกแบบและพัฒนามาคู่บุญกับโมเดลนี้เลย สำหรับผมแล้วถือว่าลงตัวดูมากๆเลยละครับ รู้สึกได้ถึงฟิว dakar rally โช้คหลังถูกปรับเปลี่ยนจากเดิมเป็น Ohlins Subtank ที่มีรีโมทแยกออกจากตัวโช้คสามารถปรับค่า ความหนืดได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับสายลุย เวลาที่ต้องใช้ไม่จพเป็นต้องใช้เครื่องมือ เพียงแค่ใช้มือปรับง่ายๆ เท่านั้น ก้านเบรคและก้านคลัทซ์ ถูกเปลี่ยนเป็น gilles tooling มีขนาดที่สั้นลงกว่าเดิม สามารถปรับระยะก้านได้ นั้นหมายความว่าดีขึ้น เมือถึงเวลาที่กำเข้าไป เราจะใช้เพียงแค่ 2 นิ้วเท่านั้น ยังเหลือนิ้วอีก 2 นิ้ว ที่ยึดแฮนด์ไว้กันหงายหรือหลุดออกจากแฮนด์ สำหรับ สเปค Yamaha Tenere 700 (Eu spec) เครื่องยนต์ 4 จังหวะ Crossplane (CP2) 2 สูบ 689 ซีซี DOCH เกียร์ 6 สปีด โช้คหน้าแบบ Up-side down โช้คหลังเดี่ยวแบบ คอล์ยสปริง (ในรูปคือของแต่ง Ohlins) เบรคหน้าจานดิสคู่ ขนาด 282 มิลลิเมตร เบรคหลังดิส ขนาด 245 มิลลิเมตร ยางหน้า 90/90 ขอบ 21 ยางหลัง 150/70 ขอบ 18 น้ำหนัก 204 กิโลกรัม บััจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง 16 ลิตร ** โช้ค Ohlins,ท่อ Akraprovic, ไฟหน้าแบบ fog lamp และก้านเบรค,มือคลัทช์ Gilles tooling เป็นของแต่งเพิ่มเติม แต่งมาให้เป็นแนวทางสำหรับสาย Rally ส่วนราคาที่จัดจำหน่ายในประเทศไทยยังไม่มีการเปิดเผยอย่างแน่ชัดอาจจะเป็นเพียงการเทียบเรทเงินยูโร ที่เป็นราคาขายทางฝั่งยุโรบ ณ ตอนนี้ เปิดราคาอยู่ 9,799 ยูโร หรือตีเป็นเงินไทยแบบไม่รวมภาษี จะอยู่ที่ 334,000 บาท อดใจอีกนิด เดียวคนไทยมีเซอร์ไพส์อย่างแน่นอน ขวัญใจสายลุย!! อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

สำหรับคันนี้ Yamaha MT-10 SP ที่จอดโชว์อยู่ในงาน Eicma 2019 ถือว่าเป็น SuperNaked อีก 1 คันที่ได้รับความสนใจไม่ใช่น้อย เพราะว่ามีของแต่งสเปค R1M ทั้งโช้ค และท่อ ที่ถูกแต่งเสริม เติมหล่อ มาจากโรงงานเต็มๆ คันนี้เป็นสี Icon Performance ที่ตัวถังน้ำมันเป็นสีอลูมิเนียม ขัดเงาตัดกับสีน้ำเงิน มาพร้อมกับล้อ 5 ก้านสีน้ำเงิน และโช้คหน้าสีทอง Ohlins ที่จะมีทองตัดทำให้ดู สปอร์ต มายิ่งขึ้น การออกแบบเป็นโทนเดียวกับ Yamaha R1M มาพร้อมกับหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่มีชิวขนาดเล็กติดมาดูดุลงตัว ในส่วนของเรือนไมล์ เป็นแบบ TFT มีความคมชัดทั้งกลางวันและกลางคืน ฟังก์ชั่น และลูกเล่นสวยงาม ชุดแฮนด์บาร์ถูกเสริมหล่อด้วยชุดปะกับของ Yamaha R1M พร้อมกับมือเบรค และมือคลัทช์ที่เปลี่ยนจากเดิมเป็นของ Lightech มาดูที่เครื่องยนต์ 4 สูบ Crossplane ขนาดความจุ 998 ซีซี ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของทางยามาฮ่า ให้กำลังแรงม้าที่ 158 แรงม้าที่ 11,500 รอบ/นาที แรงบิดอยู่ที่ 111 นิวตันเมตร ที่ 9,000 รอบ/นาที มาพร้อมกับเกียร์ 6 สปีด สามารถใส่เกียร์ได้เลย ไม่ต้องกำคลัทช์เพราะมี Quick shifter ช่วงล่างเอาของ Yamaha R1M มาใส่เลยก็ว่าได้ สำหรับโช้คหน้าไฟฟ้า Ohlins แบบ up-side down เส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 43 มิลลิเมตร และโช้คหลังกึ่งไฟฟ้า Ohlins แบบ Subtank ที่ยึดอยู่ระหว่างเฟรมกับสวิงอาร์มแบบอลูมิเมียน น้ำหนักเบา ระบบเบรคหน้าแบบดับเบิ้ลดิส floating ขนาด 320 มิลลิเมตร พร้อมกับคาลิปเปอร์เบรคแบบเรเดี้ยนเมาส์ 4 พอร์ท ขนาดของวงล้อแม็กหน้า 17 นิ้ว ที่ให้มากับยางสปอร์ตขนาด 120/70 ZR เบรคหลังเป็นแบบดิสเบรคขนาด 220 มิลลิเมตรจับด้วยคาลิปเปอร์ 1 พอร์ทของ Nissin ขนาดของวงล้อแม็กด้านหลังมีขนาด 17 นิ้ว ให้ยางสปอร์ตติดมาขนาด 190/55 ZR เสริมหล่อด้วยท่อ Akrapovic ที่เลเซอร์ MT-10 มาให้ด้วยเลยจากโรงงาน สำหรับ Yamaha MT-10 SP คันนี้บรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 17 ลิตร มีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 212 กิโลกรัม ต้องบอกว่าคันนี้คือ SuperNaked อีก 1 คันที่น่าสนใจเลยละครับ ทั้งหล่อ แรง ราศีจับแน่นอนถ้าได้มาครอบครอง สำหรับคันนี้ถูกเสนอค่าตัวที่ประเทศอิตาลีเป็นเงิน ยูโร ที่ 16,499 ยูโร ถ้าคิดเป็นเงินแล้วจะอยู่ที่ 5 แสน (ไม่รวมภาษี) ถือว่าเป็นราคาที่สามารถจับต้องได้เลยละครับ สำหรับรถ SuperNaked สเปคเทพแบบนี้ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

อ่านไม่ผิด นี้คือ Yamaha Aerox 4 มินิสกู๊ตเตอร์จากยามาฮ่า คันนี้ถูกจอดโชว์ที่งาน Eicma 2019 เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ที่ได้รับความสนใจไม่น้อย ไม่แพ้รถบิ๊กไม่แพ้บิ๊กสกู๊ตเตอร์เลยทีเดียว สำหรับคันจิ๋วนี้ เป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 50 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ 3 วาล์ว แคมเดี่ยว ให้กำลังเครื่องยนต์ที่ 4.9 แรงม้าที่ 7,250 รอบ/นาที และให้แรงบิดที่ 3.3 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบ/นาที เครื่องยนต์ตัวนี้ผ่านมาตรฐาน Euro 4 และขับเคลื่อนด้วยสายพาน ระบบช่วงล่างแบบเทเลสโคปิด (ตะเกียบคู่) และด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวคอล์ยสปริง ระบบเบรคแบบดิสเบรค หน้า-หลัง ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางจานดิสที่ 190 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรค JOG แบบ 1 พอร์ททั้งหน้าและหลัง มั่นใจได้ ยางหน้าที่ให้ขนาด 120/70-13 ยางหลัง 130/60-13 เป็นยางแบบ Tubless ที่มีขนาดเหมาะสมกับตัวล้อแม็กลาย 5 ก้าน พอดิบพอดี สมส่วนทั้งคัน พร้อมกับถังน้ำมันขนาด 6 ลิตร น้ำหนักรวมทั้งหมด 97 กิโลกรัม ตัวเรือนไมล์แบบกลมดูทันสมัย มาพร้อมกับปั๊มมือเบรคซ้าย-ขวา ทำให้รู้สึกว่าชุดแฮนด์ด้านบนมีความสมดุลองค์ประกอบเต็มไม่แพ้บิ๊กสกู๊ตเตอร์เลยละครับ ไฟท้ายดีไซน์ได้สวยงามมีความคล้ายคลึงกับ ไฟท้าย Tmax Iron max ที่มีรูปร่างคล้ายกับเพชรเจียรไน แบบ 8 เหลี่ยม ดุเป็นเอกลักษณ์ในรุ่น Yamaha Aerox 4 สำหรับเบาะคนซ้อนที่ออกแบบให้ดูสปอร์ต แบบ 2 ชิ้นแบ่งคนขับกับคนซ้อน ทำให้ดูเพียวบางร่างเล็กกันเข้าไปอีก สำหรับใครที่สนใจ และรอเข้าไทย ขออนุญาตตอบว่า โมเดลนี้ไม่สามารถเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยได้ เพราะด้วยองค์ประกอบทางด้านเครื่องยนต์ ที่ไม่สามารถจดทะเบียน จึงส่งผลให้ไม่สามารถจำหน่ายได้ในประเทศไทย สำหรับผมแล้วขอให้การดีไซน์และออฟชั่นโมเดลตัวนี้มาอยู่ใน Aerox 155 บ้านเราก็ดีใจสุดๆแล้วละครับ ส่วนราคาคันนี้ที่ขายยุโรปอยู่ 2,990 ยูโร หรือเป็นราคาเงินบาทประมาณ 98,000 บาท และมีจำหน่าย 2 สี Mattle Grey และ Yamaha Blue อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้