SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • MOTOGP
Ai Ogura พร้อมเผชิญ ความท้าทายครั้งใหม่ ใน ArgentinaGP 2025

Ai Ogura พร้อมเผชิญ ความท้าทายครั้งใหม่ ใน ArgentinaGP 2025 หลังทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจด้วยการจบอันดับที่ 5 ของการแข่งขัน ThaiGP ในสนามแรก เป็นแค่รองหัวแถวอย่างสองพี่น้องมาร์เกซ เปกโก้ บัญญาญ่า และฟรานโก้ มอร์บิเดลลี เท่านั้น สำหรับว่าที่รุกกี้ออฟเดอะเยียร์จากแดนปลาดิบอย่างไอ โอกุระ ได้ออกมาเผยว่า Ai Ogura พร้อมเผชิญ สำหรับสนามแข่งขันใน Argentine Grand Prix ที่ประเทศอาเจนติน่านั้น เป็นสนามที่ตน ไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ แต่ก็อยากลองพิสูจน์ฝีมือและมั่นใจว่าจะสามารถทำอันดับได้ดีในสุดสัปดาห์นี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งดาวรุ่งที่น่าจับตามอง หลังคว้าแชมป์โลก Moto2 เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา พร้อมกับการเดบิวต์ในรายการระดับใหญ่ให้กับทีมอิสระอย่าง TrackHouse Racing ภายใต้ตัวแข่งจากค่ายสามตาอิตาลี Aprilia RS-GP โดย ไอ โอกุระ สามารถทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในการแข่งขันโมโตจีพีสนามแรก ที่จ.บุรีรัมย์ ด้วยการจบอันดับ 4 รอบสปรินเรซ และอันดับที่ 5 ในรอบแข่งขัน ซึ่งสามารถนำ 1 อันดับจากทีมโรงงานร่วมค่ายอย่าง มาร์โก เบซเซคกี ไปได้ในสนามแรก @trackhousemotogp Feels like déjá vu… Ai, you’re a wizard 🪄 #ThaiGP #AO79 ♬ original sound – Trackhouse MotoGP สำหรับในสนามแห่งนี้ก็ถือว่าค่อนข้างกดดันสำหรับเจ้าตัว หลังทำผลงานดีสุดในหมู่ตัวแข่งสามตา (ไม่นับมาร์ติน มาร์ตินเจ็บอยู่) ซึ่ง โอกุระนั้นเคยคว้าโพเดี้ยมในสนามนี้มาแล้วสำหรับรุ่น Moto2 เมื่อฤดูกาล 2022 ที่ผ่านมา แล้วก็เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่เจ้าตัวสามารถทำได้ บวกกับไม่มีรอบซ้อมก่อนแข่งขันเหมือนที่สนามบุรีรัมย์ (Winter Test) อาจทำให้ทำงานลำบากมากยิ่งขึ้น “ผมแฮปปี้กับผลงานที่ไทยนะแต่สำหรับสนาม Termas de Rio Hondo แห่งนี้ นี่ไม่ใช่สนามที่ผมชอบมากที่สุด แต่อย่างไรก็ตามในฐานรุกกี้ผมพร้อมเผชิญทุกอย่าง” “เราจะดูผลงานการซ้อมครั้งนี้ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร อย่างไรก็ดี เป้าหมายของผมก็คงเหมือนเดิมคือทำให้ดีที่สุดในทุกครั้งที่ลงสนาม” โดยการแข่งขัน Argentina Grand Prix จะกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งสามารถติดตามชมกันได้ แต่ก็อาจจะดึกไปหน่อยสำหรับบ้านเรา (แข่งตี 1) เอาหล่ะ..ใครใจสู้ก็ได้ดูแน่นอน แต่แอดคงนอนแน่ ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

14 March 2025
Jorge Martin ผ่าตัดผ่านฉลุย รอกำหนดคืนสนาม

Jorge Martin ผ่าตัดผ่านฉลุย รอกำหนดคืนสนาม Jorge Martin เจ้าของแชมป์โลกสมัยล่าสุดในการแข่งขัน MotoGP ได้ออกมาเผยถึงการรักษาอาการบาดเจ็บของเจ้าตัวว่าการผ่าตัดเป็นไปได้ด้วยดี หลังจากที่เขาประสบอุบัติเหตุถึงสองครั้งในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน  อย่างที่ทราบกันดีว่า ‘มาร์ติเนเตอร์’ เกิดอุบัติเหตุใหญ่ในการซ้อมที่สนามเซปัง ประเทศมาเลเซียในช่วงรอบการซ้อมเซปัง เทสต์ ระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับเจ้าตัวในครั้งนั้นได้แก่ กระดูกเรเดียสบริเวณข้อมือซ้ายไปยังศอกแตกหลายจุด และกระดูกส้นเท้าแตกข้างเดียวกัน ทำให้เขาพลาดการซ้อมทั้งที่เซปัง และบุรีรัมย์ เทสต์ จนกระทั่งใกล้เปิดฉากการแข่งขันสนามแรกของฤดูกาล 2025 นักบิดเจ้าของหมายเลข 89 รายนี้ก็ประสบอุบัติเหตุอีกครั้งในระหว่างการฝึกซ้อมที่ประเทศสเปนส่งผลให้กระดูกเท้าซ้ายหัก และกระดูกมือซ้ายหักสามตำแหน่ง ซึ่งการรักษาก็เป็นไปได้ด้วยดี และตอนนี้เขาก็อยู่ระหว่างพักฟื้นตัว โดยในงานเปิดตัวโมเดลใหม่จากค่าย Aprilia อย่าง Aprilia Tuono 457 ที่ Milan Motoplex Centre ซึ่งนอกจากจะมาพบปะแฟน ๆ และแจกลายเซ็นต์แล้วนั้น เจ้าตัวยังออกมาเผยว่าอดใจไม่ไหวแล้ว ที่จะได้กลับมาแข่งขันอีกครั้ง  “ตอนนี้อยู่ในช่วงกำลังฟื้นตัว ผมขอบคุณสำหรับทุก ๆ กำลังใจ ผมรอไม่ไหวแล้วที่จะได้กลับมาแข่งขันอีกครั้ง” “ผมกำลังทำงานอย่างหนัก มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ผมพยายามจะกลับมาให้เร็วที่สุด เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าผมจะกลับมาเมื่อไหร่ แต่ผมจะพยายามให้เร็วที่สุด ผมหวังว่าจะได้เจอทุกคนเร็ว ๆ นี้” โดยกำหนดการกลับมาแข่งขันในฐานะของนักแข่งทีมโรงงาน Aprilia จะยังไม่มีกำหนดออกมา ซึ่งการแข่งขันสนามที่สองของฤดูกาล Termas de Río Hondo ประเทศอาร์เจนตินาในช่วงวันที่ 14-16 มีนาคมนี้มาร์ตินจะคงพลาดการแข่งขันเป็นที่แน่นอนแล้ว ในส่วนของสนามที่ 3 ของฤดูกาลนั้นก็ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามว่าเจ้าตัวจะพร้อมแล้วหรือไม่ ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

10 March 2025
  • All Posts
  • MOTOGP
ยางซอฟต์จาก Pirelli หนุนนักแข่ง Moto2, Moto3 ทุบสถิติ

ยางซอฟต์จาก Pirelli หนุนนักแข่ง Moto2, Moto3 ทุบสถิติ   นับเป็นเครื่องการันตีคุณภาพและสมรรถนะของยางแบรนด์อิตาลีอย่างพีเรลลีที่ปีนี้ได้เป็นผู้ซัพพอร์ตยางสำหรับการแข่งขันในรายการ Moto2 และ Moto3 ได้เป็นอย่างดี หลังจากการแข่งขัน MotoGP 2024 ที่โปรตุเกสจบลง โดย ยางซอฟต์จาก Pirelli มีส่วนช่วยหนุนนักแข่งทั้งในพิกัด Moto2 และ Moto3 ทำลายสถิติเวลาของสนามนี้ทั้งสถิติเวลาสนามและสถิติเวลาแข่ง ทุบสถิติสนาม สำหรับรอบควอลิฟาย Manuel Gonzalez (QJMOTOR Gresini Moto2/Kalex) เป็นคนที่เร็วที่สุดในคลาส โดยทำเวลาได้ที่ 1’41.514 นาที จัดเป็นสถิติสนามใหม่ในรุ่นนี้ และได้ตำแหน่งโพลไปครอง เช่นเดียวกันกับ Jose Antonio Rueda (Red Bull KTM Ajo/KTM) ได้ตำแหน่งโพลในรุ่น Moto3 ด้วยสถิติเวลาใหม่ของสนามเช่นกัน โดยทำเวลาได้ที่ 1’46.379 นาที ซึ่งทั้งสองรุ่นดังกล่าวนักแข่งล้วนมั่นใจในยางซอฟต์ โดยรุ่น Moto2 นิยมเลือกยางหน้า SC1 และยางหลัง SC0 ขณะที่รุ่น Moto3 เลือกใช้ SC1 ทั้งในยางหน้าและยางหลัง สถิติที่ว่านี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยหรือได้มาโดยง่าย โดยในช่วงเช้าวันศุกร์นั้นแทร็กค่อนข้างจะสกปรกเนื่องจากฝนและทรายผสมปนเปกันในตอนกลางคืน และทำให้ต้องมีการยกเลิกช่วงซ้อมอิสระของทาง Moto3 ไป แต่หลังจากที่นักแข่งค่อย ๆ ขี่ไปได้สักแล็ปสองแล็ป แทร็กก็ดีขึ้นเป็นลำดับ ทำให้สามารถที่จะรีดเวลาแล็ปได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในช่วงของการควอลิฟาย ในรอบของการควอลิฟาย Moto3 จัดขึ้นขณะที่มีอุณหภูมิอากาศอยู่ที่ 23 องศา ส่วนผิวแทร็กอยู่ที่ราว ๆ 32 – 35 องศา โดยเริ่มแรกมี Joel Kelso (BOE Motorsports/KTM) เป็นคนแรกที่ประเดิมการทำลายสถิติสนามที่ Ayumu SASAKI ทำไว้ในปี 2023 และเมื่อจบการควอลิฟาย นักแข่งที่มีชื่ออยู่ใน 4 อันดับแรก Rueda, Kelso, Alonso, และ Holgado ตามลำดับล้วนแล้วแต่ ทำเวลาทะลุสถิติเดิม โดย Jose Antonio Rueda (Red Bull KTM Ajo/KTM) โพลแมน ทำสถิติเวลาดีที่สุดในแล็ปที่ 7 ทำสถิติสนามใหม่ โดยดีกว่าสถิติเดิมเกือบ ๆ 0.4 วินาที แน่นอนว่าทุกคนใช้ยางหลังแบบซอฟต์หรือ SC1 แต่ตัวเลือกยางหน้านั้นต่างกันออกไป มาดูรุ่น Moto2 กันบ้าง นักแข่งหัวแถวทั้ง 4 คน เลือกยางเหมือนกันคือเลือกยางซอฟต์ที่สุดเท่าที่มีให้ โดยเลือกยางหน้าเป็น SC1 และยางหลัง SC0 แม้ว่าใน Q1 จะเลือกยางต่างกันก็ตาม โดย สมเกียรติ, Angius และ Ogura ใช้ยางหน้าเป็น SC2 แต่ต่อมาก็เปลี่ยน โดยในการควอลิฟายเป็น Manuel Gonzalez (QJMOTOR Gresini Moto2/Kalex) ที่เซ็ตสถิติของสนามในพิกัดนี้เสียใหม่ในแล็ปที่ 7 ด้วยเวลา 1’41.514 คว้าตำแหน่งโพลไปครอง นอกจากนี้แล้วทั้ง 4 คนนี้ยังทำเวลาทะลุสถิติสนามเดิมที่ Aron Canet เคยทำไว้ในปี 2023 ทุบสถิติเวลาแข่ง และเมื่อการแข่งขันจริงของทั้งสองรุ่นภายใต้การซัพพอร์ตของพีเรลลี่จบลง ผลออกมาก็คือสองนักแข่งจากสเปน ทั้ง Aron Canet (Fantic Racing/Kalex) ในรุ่น Moto2 และ Daniel Holgado (Red Bull GASGAS Tech3/GASGAS) ในรุ่น Moto3 เป็นผู้ที่โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมและคว้าชัยชนะในพิกัดของตัวเองไป ในรุ่น Moto2 นั้นการเลือกยางหลังนั้นทุกคนใจตรงกันหมด โดยทุกคนเลือกใช้ยางหลังเป็น SC0 ยางซอฟต์ที่สุดที่มีให้ใช้ในสนามแห่งนี้ ในขณะที่รุ่น Moto3 ยาง SC1 เป็นยางที่นักแข่งเลือกใช้มากที่สุด 17 คนจาก 27

Pirelli เปิดตัวกับการแข่ง GP ที่กาตาร์ได้สวย

Pirelli เปิดตัวกับการแข่ง GP ที่กาตาร์ได้สวย ผู้ชนะการแข่งขันในรุ่น Moto2 และ Moto3 ในเรซแรกที่มียางพีเรลลี่เป็นผู้ซัพพอร์ต ก็คือ Alonso Lopez (Sync SpeedUP / Boscoscuro) ในรุ่น Moto2 และ David Alonso (CFMOTO Aspar Team) ในรุ่น Moto3 ซึ่งเป็นผู้ที่คว้าชัยชนะไปในศึก Qatar Grand Prix ซึ่งเป็นสนามแข่งของรายการ MotoGP 2024 ถือว่า Pirelli เปิดตัวกับการแข่ง GP ที่กาตาร์ได้สวย เลยทีเดียว ผลลัพธ์ที่ได้จากยางถือว่าออกมาในแง่บวกและก็เป็นพึงพอใจมากสำหรับทางพีเรลลี่กับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งนี้ สถิติเวลาแล็ปมากมายถูกทำลายกันตั้งแต่เซสชันแรกเมื่อวันศุกร์ และประสิทธิภาพยางที่คงเส้นคงวาก็เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคนแล้วกับการแข่งขันในสนามแรกบนสนามที่ต้องการยางคุณภาพดีมากที่สุดสนามนึง เราพอใจกับผลลัพธ์ที่เราได้มาภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ง่ายนัก   “เมื่อพิจารณาจากความจริงที่ว่านี่คือการแข่งขันระดับกรังปรีซ์ครั้งแรกของทางเรา และสนามแห่งนี้ยังเป็นสนามที่ท้าทายสำหรับยางรถแข่งมากที่สุดสนามนึงในฤดูกาลนี้ ในรุ่น Moto3 เราได้เห็นการแข่งขันที่เร็วมาก ๆ โดยมีเวลาแล็ปเร็วขึ้นเกือบ 2 วินาทีเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องตั้งคำถามอะไรอีกเลยว่าผลลัพธ์ออกมาดีแค่ไหน และในคลาส Moto2 นี้เรายังได้เห็นการเลือกยางแข่งที่แปลกมาก ๆ แม้ว่าเราจะไม่ได้เห็นการพัฒนาอย่างชัดเจนในรุ่น Moto2 แต่อย่างที่เราแจงไปเมื่อวาน นักแข่งมีเวลาฝึกซ้อมน้อย โดยมีแค่ตอนทดสอบที่ Portimão และการซ้อมในรอบ Practise แรกในวันศุกร์ช่วงเย็นแค่นั้น พวกเขาได้ขี่กันไม่กี่แล็ปเนื่องจากสภาพอากาศ และยังทำให้การเลือกยางนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก ส่งผลให้มียางหลากหลายสูตรผสมถูกเลือกใช้ในการแข่งขัน ใครที่ใช้ยางหลัง SC1 ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการแข่งขันเมื่อวันก่อน กลับกลายเป็นยางที่ไม่ดีสำหรับการแข่งขันในวันอาทิตย์ และเสียเปรียบให้กับนักแข่งที่เลือกยาง SC0 ซึ่งนักแข่งที่ได้ขึ้นโพเดียมเลือกใช้กันทุกคน แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เราตระหนักดีว่ายังมีช่องว่างที่จะพัฒนาให้ดีขึ้นได้สำหรับรุ่น Moto2 มันอาจจะต้องใช้เวลาซักสองหรือสามสนามเพื่อที่จะเซ็ตอัปรถให้ลงตัว และให้นักแข่งได้ปรับตัวเข้ากับยางใหม่สักหน่อย ผมเองอยากจะบอกว่าพวกเขาสามารถปรับตัวให้เข้ากับสไตล์การขับขี่ที่ดุดันมากขึ้นกว่าแต่ก่อนได้แล้ว และนี่คือสัญญาณที่ดี และสำหรับการแข่งขัน Asia Talent Cup ผลการแข่งขันก็ได้พูดแทนตัวมันเองแล้ว แถมยังมีรอยยิ้มของนักแข่งในช่วงท้ายของการแข่งขันให้เราเห็นอีกด้วย มันเหมือนเป็นดั่งของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับพวกเราเลย การเลือกยางและการแข่งขัน การแข่งขันในรุ่น Moto2 เป็นรุ่นที่มีการเลือกยางที่หลากหลายมากที่สุด มีการผสมกันระหว่างยางหน้าและยางหลังออกมาหลายรูปแบบ แม้ว่ายาง SC1 จะเป็นตัวเลือกหลัก มีนักแข่งหลายคนเลือกใช้ (ทั้งในยางหน้าและยางหลัง) แต่ SC0 กลับเป็นยางที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นยางหลังที่ได้รับชัยชนะ โดยมีนักแข่งบนโพเดียทั้ง 3 คนเลือกใช้ ซึ่งได้แก่ Lopez (อันดับ 1) และ Garcia (อันดับ 3) ที่ใช้ยางหน้าเป็น SC1 ขณะที่ Baltus (อันดับ 2) เลือกใช้ยางหน้าเป็น SC2 ขณะที่การเลือกยางในรุ่น Moto3 นั้นค่อนข้างชัดเจนและเป็นเอกฉันท์มากกว่า โดยนักแข่งเกือบทุกคนเลือกใช้ยาง SC2 + SC2 กัน มีเพียง Matteo Bertelle (Rivacold Snipers Team / Honda), Nicola Carraro (LEVELUP – MTA / KTM) และ ก๊อง ธัชกร บัวศรี (Honda Team Asia / Honda) เลือกใช้ SC1 ในส่วนของยางหลัง ยังมีนักแข่งผู้แปลกแยกอย่าง Joel Kelso (BOE Motorsports / KTM) ที่พอใจเลือกใช้ SC1 ทั้งในยางหน้าและยางหลัง นอกจากนี้ในรุ่น Moto3 นักแข่งนั้นทำเวลาได้เร็วขึ้นมาก โดยเวลาแข่งนั้นจบลงเร็วกว่าฤดูกาลที่แล้ว 2023 ถึงครึ่งนาที โดย Tatsuki Suzuki (Liqui Moly Husqvarna Intact GP / Husqvarna) เป็นคนที่ทำสถิติเวลาแล็ปเร็วที่สุดในแล็ปที่ 3 ของเขา โดยได้เวลา 2’03.135 นาที ทำลายสถิติเวลาแล็ปในการแข่งขันเดิมมากกว่า 2 วินาที งานนี้เราก็ต้องดูกันต่อไปว่าสนามต่อ ๆ ไป เมื่อนักแข่งทั้งหลายได้มีเวลาซ้อมและเซ็ตรถมากเพียงพอแล้ว ผลงานจะดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน ยางพีเรลลี่จะสามารถพิสูจน์ตนเองในรุ่น Moto2 ได้ชัดเจนมากขึ้นมั้ย

Moto3 เดือด ทุบสถิติสนามตั้งแต่รอบซ้อม ด้วยยาง Pirelli

Moto3 เดือด ทุบสถิติสนามตั้งแต่รอบซ้อม ด้วยยาง Pirelli การแข่งขัน MotoGP 2024 สนามแรกเริ่มเปิดฉากขึ้นแล้วที่สนาม Lusail Internation Circuit ประเทศกาตาร์ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ และเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาก็จะเป็นช่วงของการซ้อม และที่น่าจับตามองคือการแข่งขันในพิกัดเล็กอย่าง Moto3 เดือด ทุบสถิติสนามตั้งแต่รอบซ้อม ด้วยยาง Pirelliหลาย ๆ ท่านที่ติดตามข่าวสารการแข่งขันรายการ MotoGP มาตลอด น่าจะพอทราบกันดีว่าปี 2024 ปีนี้จะเป็นปีแรกที่การแข่งขันในรุ่น Moto2 และ Moto3 นั้นมีการเปลี่ยนผู้สนับสนุนยางมาเป็น Pirelli เป็นครั้งแรก และสนามนี้จะเป็นการเดบิวต์ยาง Pirelli ในการแข่งขันรายการนี้อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกเลย และเมื่อสถิติเวลาการฝึกซ้อมออกมาก็ออกมายืนยันคอนเฟิร์มว่าการเปลี่ยนยางนั้นส่งผลต่อเวลาอย่างแท้จริง โดย Daniel Holgado นักแข่งจากแดนกระทิงสังกัดทีม Red Bull GASGAS Tech3 หมายเลข 96 สามารถกดเวลามาเป็นอันดับ 1 ด้วยเวลา 02:03.606 เร็วกว่าสถิติสนามที่ทาง Daryn Binder เคยทำไว้ด้วยเวลา 2:04.075 นาที เมื่อปี 2021 กับรถ Honda ซะอีก โดยเร็วกว่าถึง 0.469 วินาที ขณะเดียวกันถ้าเทียบกับ Deniz Öncü นักแข่งชาวตุรกีจากทีม Red Bull KTM Ajo ที่เคยทำสถิติเวลาในรอบ Practise 1 ได้เป็นอันดับ 1 เมื่อปี 2023 ด้วยเวลา 2:09.404 นาที ซึ่งต่างจากสถิติของทาง Holgado มากถึง 5.798 วินาที เลยทีเดียว ทั้ง ๆ ที่สภาพแทร็กของปี 2024 นี้มีอุณหภูมิที่เย็นกว่ามากถึง 16 องศา โดยอุณหภูมิแทร็กปี 2023 อยู่ที่ 44 องศา ขณะที่ปี 2024 อยู่ที่ 28 องศาเท่านั้น ด้วยตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเวลานั้นดีขึ้นกว่าเดิมมากหากเทียบกับเวลาที่ดีที่สุดในช่วงการซ้อมเหมือนกัน แม้ว่าอุณหภูมินั้นเย็นกว่ามาก แสดงให้เห็นว่ายาง Pirelli ที่เข้ามาซัพพอร์ตให้นั้นมีผลช่วยให้นักแข่งสามารถทำเวลาได้ดีขึ้นอย่างแท้จริง ทั้งนี้นักแข่งได้ใช้ยาง Pirelli Diablo Superbike ขนาด 110/70 R17 และ 120/70 R17 โดยมีสูตรยางให้เลือกตามภาพด้านบนเลยครับ งานนี้รอติดตามกันอีกทีหลังจบการแข่งขัน มาดูกันว่าเวลาจริงที่ทำได้ตอนแข่งขันนั้นจะดีแค่ไหน มารอลุ้นไปด้วยกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ข่าว MotoGP ล่าสุด

  • All Posts
  • MOTOGP

ข่าวมอเตอร์ไซค์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่

No Posts Found!

No Posts Found!

ข่าวรถยนต์

  • All Posts
  • ข่าวรถยนต์

No Posts Found!

รถยนต์ไฟฟ้า (EV)

  • All Posts
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
รถซีดานไฟฟ้า MG ทีเซอร์ล่าสุด คาดเป็นร่างอวตาร MG7 EV ติด LiDAR

รถซีดานไฟฟ้า MG ภาพทีเซอร์แรกซีดานไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ ดีไซน์สปอร์ตคูเป้ ไฟฟ้าของ MG7 มาพร้อมเซนเซอร์ LiDAR และเทคโนโลยีขับขี่อัจฉริยะ

No Posts Found!

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
MotoAmerica รอดสนามนี้ได้ สนามอื่นก็หวานหมู

MotoAmerica รอดสนามนี้ได้ สนามอื่นก็หวานหมู MotoAmerica อีกหนึ่งการแข่งขันที่ได้ใจชาวอเมริกันแบบถล่มทลาย โดยนิยามของคำว่า ‘ซูเปอร์ไบค์’ หมายถึง มอเตอร์ไซค์ทรงสปอร์ตที่มีสมรรถนะสูง แต่ในปัจจุบันการแข่งรถในระดับซูเปอร์ไบค์บนท้องถนนมีขึ้นมากมายทั่วโลก โดยความนิยมของชื่อนี้ต้องย้อนไปในปี 1976 ซึ่งเป็นปีที่ก่อตั้งการแข่งขัน AMA Superbike Championship ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น Moto America Superbike  ในช่วงเวลานั้นไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่ารถคลาสซูเปอร์ไบค์ จะได้รับความสนใจจากแฟน ๆ และภายในระยะเวลาไม่กี่ปีความนิยมของการแข่งขันประเภทนี้ก็พุ่งแซงหน้าคลาสการแข่งอื่น ๆ ทั้งหมดในอเมริกา นอกจากนี้ยังสร้างนักแข่งระดับแนวหน้าของวงการแข่งมอเตอร์ไซค์อีกด้วย จนถึงช่วงกลางยุค 1980 ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า AMA ซูเปอร์ไบค์ และนักแข่งดาวเด่นของรายการ คือสิ่งที่แฟน ๆ ตั้งหน้าตั้งรอที่จะได้เข้ามาชมการแข่งขัน เพียงแค่สิบกว่าปีหลังจากที่ก่อตั้งขึ้นการแข่งซูเปอร์ไบค์ การแข่งขันนี้ก็แพร่หลายอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก จน FIM ได้จัดตั้งการแข่งขัน World Superbike Championship ในปี 1988 และในปีนั้นแชมป์โลกซูเปอร์ไบค์คนแรก ได้แก่ Fred Merkel. กับฉายา “นักแข่งรถฮีโร่ชาวอเมริกัน“ MotoAmerica การแข่งขันในยุคแรก การแข่งขันซูเปอร์ไบค์ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงต้นถึงกลางยุค 1970 มีมอเตอร์ไซค์หลากหลายค่ายที่ร่วมเข้ามาแข่งขันกันไม่ว่าจะเป็น Honda CB750, Kawasaki Z1, Norton Commando, Triumph Bonneville, BMW R90S, Ducati 750SS รวมถึงรถสองจังหวะของ Yamaha, Kawasaki และ Suzuki ถูกผลิตจากโรงงานด้วยสมรรถนะที่มีพละกำลังมหาศาล และการควบคุมที่ดีขึ้นจนไม่สามารถใช้ประสิทธิภาพได้เต็มที่บนท้องถนน ด้วยเหตุนี้ ผู้ขับขี่ในยุค Baby Boomer จึงเริ่มนำมอเตอร์ไซค์ของพวกเขามาปรับแต่ง ติดตั้งสายล็อกเพื่อความปลอดภัย ติดป้ายหมายเลข และออกมาแข่งบนสนามแข่งกันมากขึ้นจนเป็นประวัติการณ์ การแข่งขัน Laguna Seca Raceway 1973   จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1973 เมื่อผู้จัดการแข่งขันอย่าง เกวิน ทริปป์ และ บรูซ ค็อกซ์ ได้เชิญกลุ่มนักแข่งรถโปรดักชั่นมายังสนาม Laguna Seca Raceway ในเดือนกรกฎาคมปี 1973 เพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน AMA National Road Race ในคลาส Heavyweight Production โดยผู้ชนะในการแข่งขันนั้นคือ อีวอน ดูฮาเมล ที่ชนะ สตีฟ แมคลาฟลิน ซึ่งทั้งคู่ขี่ Kawasaki Z1 ส่วน ไมค์ คลาร์ก ชนะในคลาส Lightweight Production ด้วย Yamaha RD350 การแข่งขันดังกล่าวได้รับความนิยมมากจากแฟน ๆ เป็นอย่างมาก ทำให้การแข่งขันนี้ได้ถูกจัดการแข่งขันขึ้นอีกครั้งในปี 1974 ซึ่งในปีนั้นการแข่งโปรดักชั่นยังได้ขึ้นปกนิตยสาร Cycle News โดยมีพาดหัวว่า ‘Superbike National’ และทำให้การแข่งขันรถในคลาสซูเปอร์ไบค์ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ในปี 1975 Daytona และ Ontario ได้ทำการเพิ่มการแข่งขันรถในคลาส Superbike Production ในตารางการแข่งขัน เพราะทาง AMA ไม่สามารถนิ่งเฉยต่อความนิยมที่เพิ่มขึ้นของคลาสนี้ได้อีกต่อไป ด้วยการแข่งขันที่มีความตื่นเต้น เร้าใจ ทำให้มีการรายงานข่าวอย่างกว้างขวาง และต่อเนื่องมากยิ่งขึ้นของการแข่งขัน AMA Superbike ในนิตยสาร Cycle News อย่างต่อเนื่อง ทำให้ คุก นีลสัน และ ฟิล ชิลลิง บรรรณาธิการของ Cycle News นิตยสาร มีบทบาทสำคัญในการสร้างฐานแฟนคลับจำนวนมากให้กับคลาสการแข่งรถบนถนนรูปแบบใหม่นี้ ค่ายรถยุโรป VS ญี่ปุ่น รถมอเตอร์ไซค์สำหรับการแข่งขันจากแดนซามูไรอย่าง ‘ประเทศญี่ปุ่น’ มักจะมีจุดเด่นในด้านของพละกำลังเพราะมีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ และมีหลายสูบ แต่ยังมีปัญหาในเรื่องของการควบคุม ซึ่งตรงจุดนี้เป็นข้อได้เปรียบที่มอเตอร์ไซค์ยุโรปจริงที่มีกำลังน้อยกว่า แต่มีเสถียรภาพในการควบคุมมากกว่าอย่าง BMW R90S, Ducati 750SS และ Moto Guzzi 850 Le Mans รถมอเตอร์ไซค์จากค่ายยุโรปทั้ง 3 คันที่กล่าวไป

9 October 2024
2025 Ducati Scrambler 2 รุ่นใหม่ ดุ เข้ม สปอร์ต อิตาลี

2025 Ducati Scrambler 2 รุ่นใหม่ ดุ เข้ม สปอร์ต อิตาลี เผยโฉมออกมาแล้วอย่างเป็นทางการกับ Ducati Scrambler โมเดลปี 2025 ที่ออกมาพร้อมกันถึงสองรุ่น ได้แก่ โมเดลรหัส Icon dark และ Full Throttle ซึ่งทั้งสองโมเดลที่เปิดพร้อมกันมานี้มีการใช้เครื่องยนต์ที่มีขนาดเท่ากันคือ 803 ซีซี ซึ่งได้รับการปรับแต่งอย่างสมบูรณ์เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานไอเสีย Euro 5+ แต่ก็สามารถสร้างความสนุกเร้าใจได้ตลอดการเดินทาง โดยทั้งสองรุ่นที่ปล่อยออกมาจะแตกต่างกันก็เพียงกราฟิก และรายละเอียดบางอย่างเท่านั้น Ducati Scrambler ‘ICON DARK’ ดีไซน์การออกแบบของ Ducati Scrambler ‘ICON DARK’ มาแบบเรียบง่ายแต่ดูหรูหรา ด้วยกราฟิกสีดำที่ดูสะอาดตา พร้อมถังน้ำมันทรงหยดน้ำสุดคลาสสิก และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่มากับรถคันนี้ทุกอย่างเป็นสีดำ ไม่ว่าจะเป็นแผงด้านข้าง ล้อ เฟรม ฝาครอบคลัตช์ และฝาครอบสายพานแคม ที่ถังน้ำมันมีโลโก้ Ducati คลาสสิกที่ถูกสลักอยู่ในปีก Ducati พร้อมด้วยไฟหน้า LED ทันสมัย แฮนด์บาร์ทรงคลาสสิก และหน้าจอแสดงผลแบบ TFT ขนาด 4.3 นิ้วที่เติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับ ICON DARK ยิ่งไปกว่านั้นโมเดลนี้ยังรองรับการติดตั้ง ควิกชิฟเตอร์ (ชุดแต่งเพิ่มเติม) อีกด้วย ล้อแม็กสีดำ เพิ่มความดุดันให้กับตัวรถ ไฟท้ายดีไซน์สปอร์ต เพลทโลโก้ข้างถังน้ำมัน เบาะแต่ง กับลวดลายสุดเท่   Ducati Scrambler ‘FULL THROTTLE’ ดีไซน์การออกแบบของ Ducati Scrambler ‘FULL THROTTLE’ ตัวรถมาในสีดำเช่นกัน พร้อมอุปกรณ์ไฟส่องสว่างแบบ LED เต็มรูปแบบ ระบบท่อไอเสียจาก Termignoni และระบบเกียร์แบบ Quickshifter ขึ้น-ลง แฮนด์บาร์ที่ต่ำลงเพื่อท่าทางการขับขี่ที่สปอร์ตยิ่งขึ้นโลโก้บนถังน้ำมันแสดงคำว่า Scrambler Ducati ด้วยตัวอักษรที่ทันสมัยและโดดเด่น เบาะนั่งถูกออกแบบมาให้มีความสอดคล้องตามหลักสรีรศาสตร์มากขึ้น พร้อมหมายเลข 62 ขนาดใหญ่ถูกสลักไว้บนแผงด้านข้าง เพื่อเป็นการระลึกถึงถึงปี 1962 ที่เป็นปีของ Scrambler Ducati ถือกำเนิดขึ้น ล้อแม็กสีทองสวย โดดเด่น #62 เพื่อระลึกถึง Ducati Scrambler รุ่นแรกในปี 1962 ระบบเกียร์แบบ Quickshifter หน้าจอ TFT ขนาด 4.3”   2025 Ducati Scrambler สเปคและรายละเอียดอื่น ๆ Ducati Scrambler ‘ICON DARK’ Ducati Scrambler ‘FULL THROTTLE’ เครื่องยนต์ Desmodromic แบบ L-twin ระบายความร้อนด้วยอากาศ Desmodromic แบบ L-twin ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 803 ซีซี 803 ซีซี แรงม้า (เคลม) 73 แรงม้าที่ 8,250 รอบต่อนาที 73 แรงม้าที่ 8,250 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 65.2 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบต่อนาที 65.2 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว SOHC 2 วาล์ว SOHC 2 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 88 x 86 มม. 88 x 86 มม. อัตราส่วนการอัด 11.1:1 11.1:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด 6 สปีด พร้อมระบบ Ducati Quick Shift ระบบจ่ายเชื้อเพลิง

8 October 2024
Alex Marquez รับตั๋ววิ่ง Long Lap สนามหน้า

Alex Marquez รับตั๋ววิ่ง Long Lap สนามหน้า Alex Marquez น่าจะเหมือนกับเจอฝันร้ายในการแข่งขันสนามที่ 16 รายการ 2024 MotoGP ที่สนามโมเตกิ ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเมื่อนักแข่งจากทีม Gresini Racing พลาดท่าปะทะกับโจอัน เมียร์ จากทีม Honda HRC ในโค้งที่ 12 ซึ่งทำให้ทั้งคู่ต้องออกจากการแข่งขันในสนามนี้ ในการให้สัมภาษณ์หลังการแข่งขัน อเล็กซ์ มาร์เกซได้ยอมรับความผิดพลาดของตัวเองว่า : “ผมทำผิดพลาดที่โค้ง 11 ซึ่งทำให้ผมออกนอกไลน์เล็กน้อย ในขณะที่พยายามกลับสู่ตำแหน่ง (ช่วงโค้งที่ 12) ผมได้ปะทะกับโจอัน เมียร์ ซึ่งทำให้ผมล้มลง และทำให้รถของผมติดไปที่ท้ายรถของเขา จนทำให้เขาไม่สามารถทำการแข่งขันต่อไปได้ ผมต้องขอโทษเขาที่ทำให้เขาออกจากการแข่งขัน” หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวทางคณะกรรมการได้ทำการทบทวนเหตุการณ์ พร้อมระบุว่า อเล็กซ์ มาร์เกซ ขับขี่ด้วยความประมาทเลินเล่อจนทำให้เกิดอุบัติเหตุ และได้ทำการสั่งลงโทษ อเล็ก มาร์เกซ ด้วยการวิ่ง Long Lap ในสนามถัดไปที่ Australian MotoGP ที่กำลังจะมาถึง  โดยคณะกรรมการได้ออกมาอธิบายเกี่ยวกับบทลงโทษดังนี้ : “ตามแนวทางการลงโทษที่ได้มอบให้กับทีม การกระทำนี้ถูกจัดว่าเป็นเหตุการณ์แบบ MGP-CC4 คือการทำให้เกิดอุบัติเหตุ การปะทะกับนักแข่งคนอื่น โดยมีส่วนเกี่ยวข้องกับนักแข่งหมายเลข #36 (โจอัน เมียร์) ที่โค้ง 12 ที่ส่งผลให้นักแข่งคนนั้นเกิดอุบัติเหตุตามมา และเนื่องจากเป็นการกระทำความผิดครั้งแรกในฤดูกาลนี้ บทลงโทษที่เหมาะสมในกรณีนี้คือการ Long lap penalty ในสนามถัดไป” โดยการแข่งขันสนามถัดไป จะทำการแข่งขันที่สนามฟิลิปไอส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลียในวันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2567 เวลา 10.00น. (ตามเวลาประเทศไทย)   อันดับตารางคะแนนหลังจบการแข่งขันที่สนามโมเตกิ ประเทศญี่ปุ่น ตำแหน่ง นักแข่ง ทีม แต้ม คะแนนห่างจากอันดับ 1 1 = Jorge Martin Pramac Ducati (GP24) 392 – 2 = Francesco Bagnaia Ducati Lenovo (GP24) 382 (-10) 3 = Enea Bastianini Ducati Lenovo (GP24) 313 (-79) 4 = Marc Marquez Gresini Ducati (GP23) 311 (-81) 5 ขยับขึ้น 1 อันดับ Brad Binder Red Bull KTM (RC16) 183 (-209) 6 ขยับลง 1 อันดับ Pedro Acosta Red Bull GASGAS Tech3 (RC16) 181 (-211) 7 = Maverick Viñales Aprilia Racing (RS-GP24) 163 (-229) 8 ขยับขึ้น 3 อันดับ Franco Morbidelli Pramac Ducati (GP24) 136 (-256) 9 ขยับขึ้น 1 อันดับ Marco Bezzecchi VR46 Ducati (GP23) 134 (-258) 10 ขยับลง 1 อันดับ Fabio di Giannantonio VR46 Ducati (GP23) 134 (-258) 11 ขยับลง 3 อันดับ

7 October 2024
Sbay Flying คาเฟ่เรเซอร์ขุมพลังฮาร์ลีย์

SBAY Flying คาเฟ่เรเซอร์ขุมพลังฮาร์ลีย์ SBAY Flying สำนักแห่งการคัสตอมรถของคนมีเงินจากประเทศสเปน ที่มีผลงานการคัสตอมรถมาแล้ว อาทิ Omega มอเตอร์ไซค์ระบบสวิงอาร์มหน้า และ Custom ‘Jerry’ โดยในครั้งนี้ก็ได้ทำการยกเครื่องของ Harley-Davidson ที่เป็นเครื่องยนต์แบบ Perfomance ในโมเดล Milwaukee 8 (มิลวอคกี้-เอจท์) ออกมาเป็น SBAY Flying เป็นรถในอีกหนึ่งโมเดลที่ได้รับการออกแบบอย่างโดดเด่น ผสมผสานระหว่างสมรรถนะ ความสะดวกสบาย เข้าด้วยกัน จะเน้นไปที่ความสปอร์ต น้ำหนักเบา ควบคู่ไปกับท่าทางการขับขี่ที่สบาย จึงเป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่มอบประสบการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ขับขี่ การดีไซน์ของรถคันนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อความคล่องตัว โดยมีระยะระยะฐานล้อเพียงแค่ 1,420 มม.ทำให้สามารถควบคุมรถได้อย่างคล่องตัว และการขับขี่ที่ง่ายดาย วัสดุที่เลือกใช้ในรถคันนี้มีการผสมผสานเฉพาะส่วนประกอบที่ดีที่สุด ไม่เพียงแค่ช่วยให้มั่นใจในการขับขี่ แต่ทำให้ผู้ขับขี่ได้เข้าถึงประสิทธิภาพระดับสูงสุด อีกทั้งยังมีความทนทานอีกด้วย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำคัญสำหรับผู้ขับขี่ที่กำลังมองหาประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น โดยรุ่นนี้จะมีทั้งหมด 3 เครื่องยนต์ Milwaukee 8 แบบ V-Twin เป็นเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูงจาก Harley-Davidson ทำมุม 45 องศา 4 วาล์วและ 2 หัวเทียนต่อสูบ แคมเดี่ยว เครื่องยนต์มีการปรับแกนสมดุลเพื่อลดการสั่นสะเทือน และในเครื่องยนต์นี้จะมีรหัสที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งในความต่างนั้นก็จะมีความแรงที่แตกต่าง และราคาที่แตกต่างกันเช่นเดียวกัน Milwaukee 8 รหัส 107″ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 1,754 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 86 แรงม้าที่ 5,200 รอบ แรงบิดอยู่ที่ 144 นิวตันเมตร มีราคาอยู่ที่ 74,600 ยูโร หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 2,683,500 บาท  Milwaukee 8 รหัส 114″ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 1,868 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 94 แรงม้าที่ 5,200 รอบ แรงบิดอยู่ที่ 155 นิวตันเมตร มีราคาวางขายอยู่ที่ 76,900 ยูโร หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 2,763,000 บาท Milwaukee 8 รหัส 117″ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 1,917 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 102 แรงม้าที่ 5,200 รอบ แรงบิดอยู่ที่ 168 นิวตันเมตร มีราคาวางขายอยู่ที่ 80,400 ยูโร หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 2,887,800 บาท  โดยในทุกรุ่นย่อยมาพร้อมกับโช้คอัพหน้า Ohlins Hydraulic Fork, สวิงอาร์มด้านหลังแบบธรรมดา, ล้ออัลลอยจาก Haan Spoke และรายละเอียดอื่น ๆ ดังนี้ ความสูงเบาะ 780 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 125 มม. ระยะฐานล้อ 1,420 มม. ขนาดล้อ และยางหน้า 120/70-17 ขนาดล้อ และยางหลัง 190/50-17 ความจุถังน้ำมัน 14 ลิตร น้ำหนักรถ 212 กิโลกรัม ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบกันสะเทือนหน้า Ohlins Hydraulic fork ระบบกันสะเทือนหลัง Ohlins TTX progressive ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่จาก HEL 4 พอตขนาด 320 มม. ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวจาก HEL 2 พอตขนาด 220 มม. ระบบไฟ Full LED เทคโนโลยี เทคโนโลยีระบบเบรก ABS   ภาพจุดที่น่าสนใจ   สรุป SBAY Flying ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่น่าสนใจของรถสไตล์คาเฟ่เรเซอร์ โดยให้ความสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างสมรรถนะ และการออกแบบดีไซน์ โดยผู้ที่ชื่นชอบรถในสไตล์นี้จะต้องหลงไหลอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ

4 October 2024
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ยาง Michelin เข้าซัพพอร์ต WSBK แทน Pirelli ในปี 2027

ด่วน! ยาง Michelin เข้าซัพพอร์ต WSBK แทน Pirelli ในปี 2027 ข่าวด๊วนด่วน..แบบด่วนจี๋ มีวงในออกมาคอนเฟิร์มว่าแบรนด์ยางจากฝรั่งเศสอย่าง ยาง Michelin เตรียมซัพพอร์ต WSBK แทน Pirelli ในปี 2027 พร้อมรอประกาศอย่างเป็นทางการจากออฟฟิเชียลในช่วงแข่งขัน Misano Round ที่อิตาลีหรือช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้ ยาง ‘อ้วน’ เตรียมลุย WSBK โดยสำนักข่าว MotoSprint ได้รายงานถึงความคืบหน้าสำหรับดีลลับระหว่าง ดอร์น่ากับมิชลินในการแข่งขันที่สนามเลอมังส์ ประเทศฝรั่งเศส พร้อมผลข้อบรรลุร่วมกัน โดย มิชลินจะเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักในการแข่งขันรถโปรดักท์ชัน WSBK แทน Pirelli ตั้งแต่ฤดูกาล 2027 เป็นต้นไป อย่างที่ทราบกันดีว่า ยางมิชลินนั้นได้หมดสัญญาการเป็นซัพพลายเออร์หลักของรุ่นแข่งขันโมโตจีพีหลังจบฤดูกาล 2026 และจะเป็น Pirelli ที่เข้ามาซัพพอร์ตแทนหรือเป็นผู้สนับสนุนหลัก ‘ครั้งแรก’ โดยเริ่มตั้งแต่ฤดูกาล 2027 ไปจนถึงปี 2031 รวมระยะสัญญาทั้งหมด 5 ปี เท่ากับว่ายาง Pirelli ซัพพอร์ตครอบคลุมในทุกรุ่นของการแข่งขันจากทางฝั่งโปรโตไทป์ทั้ง Moto2, Moto3, MotoGP และ MotoE มิชลิน กับความท้าทายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง สำหรับการเข้าสู่วงการรถโปรดักท์ชันสำหรับยางมิชลินก็นับว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายไม่น้อย จากเดิมที่มุ่งโฟกัสพัฒนายางโปรโตไทป์เป็นหลักและจะต้องปรับเปลี่ยนมาใช้ยางโปรดักท์ชันในการแข่งขัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทางมิชลินอาจจะต้องลงทุน R&D ยางสเปคใหม่นำใช้แข่งขันนั่นเอง Pirelli มีประสบการณ์ ‘ทุนเดิม’ อยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกัน ยาง Pirelli นั้นกลับมีประสบการณ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทั้งการทดสอบและการทำลายสถิติในการแข่งขัน Moto2 (ตัวแข่งสเปคใกล้เคียงตัวแข่ง MotoGP ในปี 2027 และอาจใช้ยางสเปคเดียวกัน) รวมถึงรายการ WorldSBK ชนิดที่เรียกได้ว่าทุบสถิติมาแล้วทุกสนาม เพราะฉะนั้น ยางโปรดักท์ชันจากแบรนด์อิตาลีจึงเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับรุ่นแข่งในอนาคตอย่างแน่นอน ไม่อาจคาดการณ์ได้เลยว่าในปี 2027 ประวัติศาสตร์จะเกิดอีกครั้งสำหรับ WorldSBK พร้อมยางมิชลินที่จะร่วมสร้างประสบการณ์และนวัตกรรมเพื่อยกระดับการแข่งขัน ในขณะที่ยาง Pirelli ก็พร้อมที่จะสร้างบทบาทครั้งสำคัญและเป็นครั้งแรกในวงการโมโตจีพี เรียกได้ว่าสลับขั้วเพื่อหาความท้าทายครั้งใหม่เพื่อที่จะยกระดับวงการมอเตอร์สปอร์ตให้สูงขึ้นไปอีกเท่าตัว  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

21 May 2025
มาร์ก มาร์เกซ บอก แข่งสปรินท์ง่ายเหมือนกินหมู !

มาร์ก มาร์เกซบอก แข่งสปรินท์ง่ายเหมือนกินหมู ! มาร์ก มาร์เกซ ยอดนักบิดจากทีมโรงงานดูคาติอย่าง Ducati Lenovo Team ออกมาเผยว่าในการแข่งขันฤดูกาลนี้ของเจ้าตัวนั้นสามารถรีดฟอร์มเก่งการแข่งขันในรอบสปรินท์เรซออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม โดยนักบิดเจ้าของหมายเลข 93 รายนี้สามารถเก็บชัยชนะในการแข่งขันช่วงวันเสาร์ได้ถึง 6 สนามติดต่อกัน (การแข่งขัน 6 สนามแรกของฤดูกาล 2025) หากย้อนกลับไปในการแข่งขันฤดูกาล 2024 ขณะที่มาร์กยังอยู่กับต้นสังกัดเดิมอย่าง Gresini Racing หรือในชื่อปัจจุบันคือ BK8 Gresini Racing MotoGP เจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยรายนี้สามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขันสปรินท์เรซได้เพียงสนามเดียว โดยเกิดขึ้นที่สนาม อารากอน ประเทศสเปน และสามารถคว้าชัยในการแข่งขันเรซหลักได้สนาม ได้แก่ สนามอารากอน ประเทศสเปน, สนามมิซาโน่ ประเทศอิตาลี และการแข่งขันที่สนามฟิลิปไอส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย  แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเปิดปฏิทินการแข่งขันปี 2025 ในฐานะนักบิดของทีมโรงงานดูคาติ มาร์เกซสร้างเปิดฉากพร้อมสร้างผลงานได้อย่างสมบูรณ์แบบในการแข่งขันสปรินท์เรซด้วยการคว้าชัย 6 สนามติดต่อกัน และการแข่งขันในเรซหลักสามารถเก็บชัยไปแล้วถึง 3 สนาม เจ้าของหมายเลข 93 ในฤดูกาล 2025 สองสนามเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของตัวเขาเองในสนามที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และที่สนามเฆเรซ ประเทศสเปน ส่วนการแข่งขันที่เลอมังส์ โยฮัน ซาร์โก จากทีมแซทเทิลไลท์ของฮอนด้าใช้กลยุทธ์ที่ชาญฉลาด และรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างยอดเยี่ยม จนสามารถทิ้งห่างนักบิดสัญชาติสเปนรายนี้ได้อย่างสบาย “ตอนนี้ ผมนี่แหละ มิสเตอร์วันเสาร์ แต่ผมอยากเป็นมิสเตอร์วันอาทิตย์แล้วพลาดบางเสาร์บ้างมากกว่า!” “จริง ๆ แล้วช่วงพรีซีซั่น ผมโฟกัสอย่างหนักกับวันเสาร์ เพราะมันคือจุดอ่อนของผมเมื่อปีที่แล้ว ทั้งเรื่องรอบควอลิฟาย และการแข่งสปรินต์ ซึ่งปีนี้ดูเหมือนจะกลับกันเลย ตอนนี้เราต้องหาสมดุลให้เจอ” โดยจ่าฝูงตารางคะแนนสะสมแชมป์โลกอย่าง มาร์ก มาร์เกซ จะลงทำการแข่งขันในสนามที่ 7 ของฤดูกาลที่สนามซิลเวอร์สโตน ประเทศอังกฤษ ในช่วงระหว่างวันที่ 23 พฤษภาคม – 25 พฤษภาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

19 May 2025
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
2025 Honda DAX125 แสบซ่าส์ สไตล์หมาล่าเนื้อ

2025 Honda DAX125 แสบซ่าส์ สไตล์หมาล่าเนื้อ ตัวแสบ จอมซ่าส์ กับไลฟ์สไตล์แบบนอกกรอบ 2025 Honda DAX125 ที่เปิดตัวพร้อมวางจำหน่ายแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศทางฝั่งยุโรป ที่ยังคงดีไซน์ตั้งแต่ปี 1969 ไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งจะปรับปรุงในส่วนของเทคโนโลยีเครื่องยนต์ ด้านแชสซี เครื่องยนต์ และการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ตัวรถยังคงเอกลักษณ์เดิมเฟรมแบบ T-Bone ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งดีไซน์ตัวรถมีลักษณ์คล้ายกับสุนัขสายพันธุ์ดัชชุน ที่มีลำตัวยาว แต่ขาสั้นกระทัดรัด ที่จะดึงดูดทุกสายตาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้มองเห็น ด้านข้างรถมีเพลท ST125 พร้อมสุนัขสายพันธุ์ดัชชุน พร้อมเบาะนั่งทรงยาวที่ขี่คนเดียวก็เร้าใจ หรือซ้อนท้ายก็สามารถนั่งได้อย่างสบาย ๆ เครื่องยนต์ และช่วงล่างเหมือนเดิม เครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศพละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 9.2 แรงม้าที่ 7,000 รอบ แรงบิดอยู่ที่ 10.8 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนด้วยโซ่พร้อมระบบเกียร์วนแบบ 4 สปีด (หากนึกไม่ออกก็เกียร์ Honda Wave นั่นแหละ) เครื่องยนต์มีการพัฒนาการปล่อยไอเสีย เผื่อให้ผ่านมาตรฐาน EURO 5+ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดไฟฟ้าอัจฉริยะ PGM-FI เอกสิทธิ์เทคโนโลยีเฉพาะจากทางฮอนด้า มาพร้อมถังน้ำมันขนาดนั้น 3.8 ลิตร สามารถวิ่งความเร็วสูงสุดได้อยู่ที่ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบกันสะเทือนด้านล่างให้มาแบบไม่น่าเกลียด โดยระบบกันสะเทือนด้านหน้ามาพร้อมโช้คอัพหัวกลับขนาดแกน 31 มม. โดยมีระยะยุบอยู่ที่ 100 มม. และด้านหลังมาพร้อมกับโช้คอัพแบบสปริงคู่ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม โดยด้านหลังจะขนาบด้วยท่อไอเสียแบบยกสูงพร้อมแผ่นกันความร้อน ที่ติดตั้งลงไปบนตัวรถแล้วก็เพิ่มความหล่อ และมีสไตล์อย่างทวีคูณ ในส่วนของระบบเบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลังมาในรูปแบบของดิสก์เบรกเดี่ยวโดยด้านหน้ามีขนาด 220 มม.มาคู่กันกับระบบ ABS พร้อมล้อขนาด 120/70-12 M/C และด้านหลังมีขนาด 190 มม.  ระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ ยังคงติดตั้งมาให้ตามสมัยนิยมในศตวรรษที่ 21 อาทิ ระบบไฟแบบ LED และหน้าจอเรือนไมล์ทรงกลมที่บอกข้อมูลการขับขี่ครบ สีสันที่เปิดตัวใหม่ สีดำ   เปิดตัวในต่างประเทศอย่างเป็นทางการ ในส่วนของการวางจำหน่ายในประเทศไทยนั้น ไม่ต้องคาดการณ์เพราะยังไงทางฮอนด้าก็นำเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างแน่นอน โดยราคาวางจำหน่ายอาจจะอยู่ที่ราว ๆ 84,900 บาท (ราคานี้แหละ เพราะโฉมปัจจุบันที่วางจำหน่ายในประเทศไทยก็ราคานี้) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Buell Hammerhead 1190 ฉลามหัวค้อน เครื่องยนต์ V-Twin

2025 Buell Hammerhead 1190 ฉลามหัวค้อน เครื่องยนต์ V-Twin พามาชมซูเปอร์ไบค์อีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจจากค่ายผู้ผลิตในอเมริกา Buell Motorcycle อย่าง 2025 Buell Hammerhead 1190 ตัวซิ่งสูบวีพิกัด 1,190 ซีซี พร้อมจำหน่ายกับราคาค่าตัวเริ่มต้นที่ 20,995 ดอลล่าร์หรือราว ๆ 7.15 แสนบาท ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ เครื่องยนต์พื้นฐาน Haley ด้วยความน่าสนใจในเรื่องของดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ กับสปอร์ตฟูลแฟริ่งเครื่องยนต์วีทวิน 72 องศา ออกแบบด้านข้างและถังน้ำมันดูเสมือนคลีปฉลามขนาดใหญ่ ให้กำลังแรงม้ามากถึง 185 แรงม้าที่ 10,600 รอบ และแรงบิด 137.8 นิวตันเมตรที่ 8,200 รอบ ใช้ระบบหัวฉีดแบบพอร์ตคู่ ระบบเกียร์ 6 สปีด และแน่นอนว่าเสียงท่อนั้นกระเส้าเร้าใจอย่างแน่นอน @buellmotorcycles Buell American Motorcycles, assembled by hand right here at our factory in Grand Rapids, MI, USA 🇺🇸🏁 Each bike is crafted with precision with craftsmanship and long-term reliability our top priority. All production models feature the Buell 1190cc V-Twin engine, fully liquid cooled with 185 HP & 102 FT-LBS of torque, while weighing under 420 lbs on full carbon fiber body work. Buell Hammerhead 1190 & 1190SX models are in production and available to order now at www.buellmotorcycle.com #Buell #BuellMotorcycles #BuellHammerhead #Buell1190sx #BuellSuperCruiser #BuellSuperTouring #GrandRapids #Michigan #PureMichigan #USA #AmericanBuilt #Handbuilt #Vtwin #carbonfiber ♬ BOUNCE – THIRST @calgarycyclecity1 All Buell Hammerhead 1190 and 1190SX’s come completely carbon fiber from the factory!🖤 Would you buy one? #buell #motorcycles #sportbikes #carbonfiber #bikelife #motorcyclesoftiktok #bikeshop #calgarycyclecity ♬ original sound – calgary cycle city รวมถึงจุดเด่นอื่น ๆ ถ้าหากเราลองสังเกตดู รุ่นนี้ให้จานดิสก์หน้าขนาดมหึมามาขนาด 386 มม.พร้อมกับคาลิเปอร์ 8 ลูกสูบ ส่วนดิสก์หลังเป็นขนาด 220 มม. คาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ ล้อหน้าดีไซน์แบบก้านคู่ ส่วนล้อหลังดีไซน์เป็นรูปดาวซึ่งล่อขึ้นจากวัสดุอลูมิเนียม ส่วนโช้คให้มาเป็นรุ่น Showa BPF หน้าอัปไซส์ดาวน์และโช้คเดี่ยวด้านหลัง โดยมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 190 กก.

ก้อง สมเกียรติรับ ยังต้องพัฒนาการขี่ให้มากกว่านี้

ก้อง สมเกียรติรับ ต้องพัฒนาการขี่ให้มากกว่านี้ ก้อง สมเกียรติ จันทรา นักบิดจากทีม LCR Honda ได้ออกมาเผยว่าเขานั้นต้องพัฒนา และเรียนรู้ในการขับขี่เจ้า RC213V ให้มากกว่านี้ เพราะการขับขี่ในระดับ MotoGP นั้นแตกต่างกับตอนขี่ Moto2 โดยสิ้นเชิง เพราะมันมีความแตกต่างกันอยู่หลายจุด  “พวกเรามีเวลาสามวันสำหรับการทดสอบในรอบ Shakedown Test แต่ผมนั้นได้มีโอกาสลงซ้อมแค่สองวันเท่านั้น และรถของผมที่ใช้ซ้อมเป็นรถใหม่ทั้งหมดเมื่อเทียบกับการซ้อมที่บาร์เซโลน่า เนื่องจากทีมของผมอยากให้ผมได้เริ่มทดสอบกับรถปี 2025 และเปรียบเทียบว่ามันแตกต่างกับรถปี 2024 อย่างไรบ้าง” ในการทดสอบวันแรกในรอบ Shakedown Test ก้อง สมเกียรติก็ได้ทำการเช็ครายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวรถ เรียนรู้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ของตัวรถ รวมไปถึงการทดลองในการใช้ตัวช่วยต่าง ๆ โดยเจ้าตัวยังบอกอีกว่าสิ่งที่ยากที่สุดตอนนี้คือการควบคุมความเร็ว และการคำนวนในจุดที่ต้องหยุดรถด้วย เพราะมันมีความแตกต่างจากตอนขี่ Moto2 โดยสิ้นเชิง “ในการทดสอบวันแรกที่ผมได้พบกับรถใหม่ ผมก็เริ่มจากการตรวจเช็ครายละเอียดต่าง ๆ และพยายามเรียนรู้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ของตัวรถ” “ผมพยายามใช้ตัวช่วยของรถในจุดที่จำเป็น เพราะเมื่อผมเทียบกับทาคา (ทาคาอากิ นาคากามิ) เมื่อปีที่แล้ว ยังมีบางจุดที่ผมช้ากว่าเขาในการใช้ตัวช่วยที่ล้อหลัง แต่ผมคิดว่าตอนนี้พวกเรากำลังก้าวไปในทิศทางที่ดีขึ้น” “สำหรับผมตอนนี้ สิ่งที่ยากที่สุดคือการใช้ความเร็ว รวมไปถึงจุดที่ต้องหยุดรถด้วย เพราะตอนนี้ผมเปลี่ยนมาใช้เบรกคาร์บอน ทำให้จุดเบรกของผมแตกต่างจาก Moto2 และความเร็วในการเข้าโค้งนั้นก็แตกต่างจากตอนที่ขี่ Moto2 ด้วย” เวลาที่ทำได้ดีที่สุดต่อรอบของ ก้อง สมเกียรติ ใน Shakedown Test2025 การซ้อมวันที่ 2 2:01.028 การซ้อมวันที่ 3 2:00.550   ก้องจะลงทดสอบ RC213V อย่างเป็นทางการอีกครั้งในการทดสอบรอบ Sepang Test ที่ประเทศมาเลเซีย ในระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ ก่อนที่จะแข่งขันในโฮมเรซเป็นสนามแรกระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
Kawasaki จัดเต็ม ! ลุยเปิดโมเดลใหม่ ในงาน Motor Show 2023

Kawasaki จัดเต็ม เปิดตัวโมเดลใหม่ เอาใจสาวกบิ๊กไบค์ ในงาน Motor Show 2023  มาดูรถฝั่งค่ายยักษ์เขียวในงาน Motor Show 2023 ซึ่งจัดเต็มแบบไม่เป็นรองใคร รุกเปิดโมเดลใหม่ล่าสุด ประเดิมโดย Ninja ZX-4R รถซูเปอร์สปอร์ตทรงพลัง ในคลาส 400 ซีซี ที่มากับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง, Eliminator รถฟรีสไตล์ครูเซอร์ใหม่ขนาด 400 ซีซี และ Versys 650 รถทัวริ่งโฉมใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่นพี่อย่าง Versys 1000 พร้อมจัดแสดงสุดยอดยนตรกรรมอีกมากมาย ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน 2566 นี้ Ninja ZX-4R  Kawasaki จัดเต็ม นำทัพรถจักรยานยนต์หลากหลายรุ่น เข้าร่วมประชันโฉมภายในงานมอเตอร์โชว์ 2023 ซึ่งมีดาวเด่นเป็นสุดยอดรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ต ทรงดุดันอย่าง Ninja ZX-4R ด้วยตำแหน่งทางการตลาดที่วางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับในโมเดลนี้ คือเวอร์ชันรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ตขนาด 400 ซีซี ที่ให้ความเร้าใจที่ยากจะหาคู่เปรียบเทียบได้ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง เป็นกุญแจสำคัญของความสนุกสนานในการขับขี่ ที่ได้ส่งผ่านประสิทธิภาพที่บดบัง รถรุ่นอื่นในคลาส 400 ซีซี ด้วยพละกำลังเครื่องยนต์ 75 แรงม้า และมีรอบเครื่องยนต์ที่สูงกว่า 15,000 รอบต่อนาที ทำลายทุกขีดจำกัด ส่วนควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ECU ใช้พื้นฐานเดียวกับ Z H2 รุ่นเรือธงของคาวาซากิ ทั้งเกรี้ยวกราดและดุดัน โดยมี ETV (Electronics Throttle Valves) ที่มีขนาดใหญ่ถึง ø34 mm ที่ทำให้ตอบสนองการบิดคันเร่งอย่างดีเยี่ยม และทำให้ง่ายต่อการทำงานในส่วนของระบบต่าง ๆ ภายในรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ เช่น KTRC, การเลือกโหมดการขับขี่ และการใช้งานควิกชิพเตอร์ (ในรุ่น SE) กับเสียงอันเร้าใจของเครื่องยนต์ Ninja ZX-4R มาจากท่อไอเสียที่ได้แรงบันดาลใจจาก Ninja ZX-6R เพื่อให้ได้กำลังสูงสุดและเสียงเร้าใจ โดยที่ไม่ผิดกฎหมาย    ด้านแรมแอร์ที่อยู่ตรงกลางเป็นฟีเจอร์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของโมเดล Ninja ZX โดยช่องทางเดินอากาศของ Ninja ZX-4R ถูกออกแบบมาให้คล้ายกับ Ninja H2 ซึ่ง Know-how นี้จะเพิ่มอัตราการไหลของอากาศและเพิ่มความดันอากาศทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นทุกความเร็วรอบ ทั้งยังออกแบบมาให้ป้องกันน้ำเข้าสู่เครื่องยนต์ในการขับขี่ในขณะฝนตกด้วย ระบบกันสะเทือน High-Grade Suspension SFF-BP (Separate Function Fork – Big Piston) Horizontal Back-link Rear Suspension ระบบรองรับน้ำหนักด้านหน้าถูกติดตั้งมาเป็นระบบ SFF-BP ของ SHOWA ทำให้ Ninja ZX-4R สามารถขับขี่ได้ทั้งในสนามแข่งและรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ในส่วนของโช้คอัพหลัง เป็นแบบ Horizontal Back-Link ที่ออกแบบมาจาก Ninja ZX-10R (ในรุ่น SE สามารถปรับ Preload ที่โช้คอัพหน้าได้) เรือนไมล์ TFT Colour Instrumentation with Circuit Mode หน้าจอ TFT ขนาด 4.3 นิ้ว พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ในการควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ผ่านระบบ Smartphone Connectivity โดยหน้าจอ TFT มี Built in Bluetooth เพื่อเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ของผู้ใช้รถโดยเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น “RIDEOLOGY” ซึ่งมีฟังก์ชั่นแสดงข้อมูลรถ และตั้งค่าการขับขี่ต่าง ๆ ผ่านโทรศัพท์ได้เลย ทำให้ Ninja ZX-4R สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น รองรับสมรรถนะสไตล์สปอร์ตที่มีพิษสงรอบตัวยิ่งกว่ารุ่นใด ๆ ในคลาส 400

22 March 2023
BMW S1000RR สเปค 2023 และราคาใหม่

BMW S1000RR สเปค โมเดลใหม่ 2023 จากค่ายเรือธง     BMW S1000RR 2023 สปอร์ตไบค์ตระกูล S1000 ในพิกัด 1000 ซีซี จากค่ายใบพัดสีฟ้า พร้อมรูปลักษณ์ที่โดดเด่นสะกดทุกสายตา กับสมรรถนะที่เหลือล้น ในเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ให้ความแรงถึง 210 แรงม้า และเทคโนโลยีเต็มขั้น ให้ความมันส์ทุกการขับขี่บนสนามแข่งและท้องถนน  ราคาแนะนำ สีแดง Racing Red ราคา 999,000 บาท สีดำ Black Storm Metallic ราคา 984,000 บาท  สเปค, สเป็ก ​​   หน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว เกียร์โยง CNC ระบบเบรก ABS ปุ่มคอนโทรลโหมดการขับขี่     โช้คเดี่ยวไฟฟ้า วิงก์เล็ต   BMW S1000RR สเปค 2023 และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 999 ซีซี แรงม้า (เคลม) 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 113 นิวตันเมตรที่ 11,100 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 49.7 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 13.3 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง Electronic injection ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน พร้อมระบบคลัตช์ anti-hopping ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-ZR17 แบบไม่ใข้ยางใน ยางหลัง 190/55-ZR17 แบบไม่ใข้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ขนาด 45 มม. พร้อมระบบ Dynamic Damping Control (DDC) ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม พร้อมโช้คเดี่ยว และระบบ Dynamic Damping Control (DDC) เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์ แบบเรเดียลเมาท์ 4 พอต (ABS) เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก 1 พอต (ABS) กว้าง X ยาว X สูง 848 x 2,073 x 1,204 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,458 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 824 ม.ม. น้ำหนักรถ 193.5 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 16.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ น้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วออกเทน 95-98 เทคโนโลยี ระบบเบรก C-ABS  ไดนามิก แทรคชั่นคอนโทรล ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSC)  โหมดการขับขี่ 4 โหมด (Rain, Road, Dynamic, Race)

20 March 2023
  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
เปิดตัว BMW R1250RT 2019 เทคโนโลยีเครื่องยนต์ใหม่ Shiftcam

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เผยโฉม BMW R1250RT 2019 ใหม่มอเตอร์ไซค์ทัวริ่งที่มาพร้อมสมรรถนะเครื่องยนต์ทรงพลังผสานเข้ากับความสะดวกสบาย สำหรับการเดินทางไกลไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบพร้อมสร้างประสบการณ์สุดประทับใจให้แก่เหล่าไบค์เกอร์บนทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล BMW R1250RT 2019 ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์บ็อกเซอร์อันเป็นเอกลักษณ์ระดับตำนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สั่งจ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมระบบฟอกไอเสียแบบ closed-loop ชนิด 3 ทาง จึงพร้อมส่งแรงบิดเต็มกำลัง ขณะที่เทคโนโลยีระบบวาล์วแปรผันใหม่ BMW ShiftCam ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องยนต์ ก็ยังเสริมความแรงได้อย่างเหนือชั้น บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยอากาศและของเหลว ขนาด 1,254 ซีซี ที่ได้รับการยกระดับให้สามารถส่งพละกำลังและแรงบิดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสามารถโลดแล่นได้อย่างราบรื่นแม้ขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ส่งกำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ / 136 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 143 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที เครื่องยนต์บ็อกเซอร์รุ่นใหม่นี้ยังโดดเด่นด้วยระบบไอเสียที่สามารถปล่อยมลพิษน้อยลง และประหยัดเชื้อเพลิง เติมเต็มสมรรถนะเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี BMW ShiftCam ที่เสริมความสมดุลของเพลาลูกเบี้ยวและจังหวะการทำงานของเครื่องยนต์ นอกจากนี้ เพลาลูกเบี้ยวยังเปลี่ยนมาขับเคลื่อนด้วยห่วงโซ่ฟันแทนโซ่ส่งกำลังแบบเดิม ส่วนระบบหัวฉีดคู่และระบบไอเสียใหม่ ผ่านการรับรองมาตรฐานยูโร 4 ที่เน้นประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่หลากหลายสำหรับความต้องการที่แตกต่างของนักบิด ได้แก่ ‘Rain’, ‘Road’ และ Riding Modes Pro ที่เพิ่มโหมดการขับขี่แบบโปร คือ ‘Dynamic’, ‘Dynamic Pro’, ‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ พร้อมระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC) และระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control) ที่ได้รับการติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่อุ่นใจยิ่งขึ่นในทุกสภาวะการขับขี่ เพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้นด้วย ระบบ Dynamic Traction Control และ ABS Pro ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนระบบ Dynamic Brake Control หรือ DBC ช่วยให้เบรกหลังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการตัดกำลังของเครื่องยนต์เมื่อเบรกในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้รถมีระยะเบรกสั้นลง ในขณะที่ยังสามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นคง ระบบช่วงล่างที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า หรือ Dynamic ESA ยังสามารถปรับการตอบสนองของโช้คอัพได้อย่างอัตโนมัติและฉับไวตามสภาวะการขับขี่และการควบคุมรถ ปรับค่าการสั่นสะเทือนให้เหมาะสมตามสภาพถนน เพื่อการขับขี่ที่สบายและมั่นคงในทุกเลี้ยวโค้ง ดีไซน์ของบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ยังคงเน้นองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์ ทัวริ่งอย่างเต็มเปี่ยมใน 4 สี 4 สไตล์ด้วยกัน ได้แก่ สีขาว Alpine white สีแดง Mars red metallic/Dark slate metallic matt สี Manhattan metallic และสีน้ำเงิน Option 719 Blue planet  metallic/Ivory นอกจากนี้ ชุดแต่งจาก BMW Motorrad Spezial ยังเป็นอีกทางเลือกที่พร้อมสร้างความแตกต่างให้ สะดุดตายิ่งขึ้น ด้วยชิ้นส่วนคัสตอมสุดเอ็กซ์คลูซีฟในวัสดุเกรดพรีเมียม และงานฝีมืออันประณีตบรรจงในทุกรายละเอียดจากช่างผู้เชี่ยวชาญ มอบสไตล์ที่โดดเด่นแบบเฉพาะตัว   บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ สีขาว Alpine White ราคา: 1,340,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สำหรับรุ่นสีขาว Alpine White จะโดดเด่นด้วยล้อสีเงิน Silver metallic ตัดสลับกับตัวเครื่องสีเงิน Aluminium Silver metallic มาพร้อมกับฝาครอบถังน้ำมันกลางตัวรถและที่รองเข่าสีเข้ม Slate Dark metallic matt สวยสะดุดตา นอกจากนี้ ตุ้มถ่วงปลายแฮนด์ ขอบกระจกหน้ารถ และคาลิเปอร์เบรคสีดำ พร้อมด้วยสปอยเลอร์ด้านหน้าและสปอยเลอร์เครื่องยนต์สีดำ Night Black ยังขับเน้นให้ส่วนของเครื่องยนต์นั้นโดดเด่นและโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น

รีวิว Honda ADV150 2019 โดดเด่น ไม่ซ้ำใคร

สำหรับการ รีวิว Honda ADV150 ปี 2019 ครั้งนี้ต้องบอกเลยว่า สดๆร้อนๆ ทั้งการเปิดตัว และการทดสอบกันเลยละพ่อคุณแม่คุณทั้งหลาย เพราะในช่วงเช้าได้เปิดตัวกันที่เซ็นทรัลเวิล์ด และในช่วงบ่ายได้มีการจัดเป็นการทดสอบในรอบของสื่อมวลชน ที่ศูนย์ขับขี่ปลอดภัย สำหรับโมเดลนี้เป็นโมเดลที่จัดจำหน่ายทั่วโลก และต้องบอกตามกันไปอีกว่าโมเดล ADV150 เป็นโมเดลที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามกันเลยทีเดียว ด้วยคาแร็กเตอร์ตัวรถ และการออกแบบที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็น Street Adventure ทำให้รู้สึกได้ว่า เป็นมอเตอร์ไซต์ที่ โคตรจะเหมาะสมกับภูมิประเทศไทย เราลองมาดูมารีวิวครั้งนี้ ที่ทางเราก็ได้สัมผัสเจ้า ADV150 ครั้งแรกเป็นยังไงกัน รูปร่าง อวบ กำลังดี มาดูกันที่รูปร่างหน้ากันก่อนเลยสำหรับการดีไซน์ภาพรวม ที่รูปร่างที่ค่อนข้างจะคล้ายรุ่นพี่สายลุยอย่าง Honda X-ADV 750 ด้วยรูปทรงไฟหน้าและท่อไอเสียที่ดีไซน์ให้ออกมาองศาคล้ายคลึงกันพอสมควร สำหรับ ADV150 คันนี้มีระบบส่องสว่างไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว แบบ Full LED ที่ให้ความสว่างชัดเจน ดีไซน์สวยโดยเฉพาะไฟหน้า และโดดเด่นด้วยไฟท้ายดีไซน์เป็นรูปตัว X สำหรับคันนี้เป็นสีที่ดูสวยสดที่สุด นั้นก็คือ สีแดง แต่ก็ยังมีอีก 2 สีก็คือ ดำ และ เทา ที่จำหน่ายในประเทศไทย (ความชอบส่วนตัว) พร้อมกับระบบ ESS (Emergency stop signal) เมื่อเบรคฉุกเฉิน ความเร็วลดแบบกระทันหัน ไฟเลี้ยวจะกระพริบเป็นสัญญาให้เป็นจุดสังเกตได้อย่างชัดเจนและปลอดภัย ชิวบังลมด้านหน้าที่มีขนาดใหญ่ ใส ที่สำคัญเลยมันสามารถที่จะปรับระดับสูง-ต่ำของชิวหน้าได้ โดยการหมุนตัวปรับทางด้านซ้ายและขวาพร้อมกับปรับขึ้นลงได้ แบบพร้อมกันทำให้การขับขี่ทั้งในเมืองก็ดีขึ้น และถ้าเราต้องการบังลมหรือบังขี้โคลนก็สามารถปรับขึ้นได้อีกด้วย ออกแบบไว้พร้อมลุย สำหรับแฮนด์บาร์ที่มีขนาดกว้างมีทั้งข้อดีและข้อสังเกต ข้อดีคือการออกแบบมาให้ขับขี่สบาย เดินทางไกลได้ รวมไปถึงสรีระการจับแฮนด์จะสามารถให้ตัวระหว่าง ช่วงแขนและไหล่ ทำให้เวลาเกิดการสั่นสะเทือนจะรู้สึกได้น้อยลง ส่วนข้อสังเกตุมีไม่มาก มันกว้าง ก็ย่อมติดเป็นธรรมดาแต่สำหรับคนที่ขับขี่บ่อยๆ เชื่อได้ว่าเดี๋ยวก็ชิน และก็พริ้วเหมือนเดิม ทางด้านแฮนด์ซ้าย มีสวิตซ์ไฟสูงไฟต่ำ แตร และไฟเลี้ยวออกแบบมาได้ระยะการปรับพอดีนิ้วมือ และปะกับแฮนด์ทางด้านขวามีสวิตซ์ ไฟฉุกเฉิน และ ปุ่มกดสตาร์ทเครื่องยนต์ รวมไปถึงสวิตซ์เปิดปิด IDLING Stop โหมดการหยุดทำงานเครื่องยนต์อัจฉริยะพร้อมทั้งปะกับคันเร่งแบบ 2 สายที่ออกแบบอยู่รวมกันทั้งหมด ทำให้ดูแล้วลงตัวเหมาะสม เรียบง่ายอย่างยิ่ง เรือนไมล์แบบ Full LCD ที่จะบอกสถานะต่างๆทั้งความเร็ว อัตราค่าเฉลี่ยน้ำมัน ทริปA/B เวลา วัน/เดือน รวมไปถึงแถบสถานะบอกไฟเลี้ยว กุญแจอัจฉริยะ ไฟสูง สถานะเครื่องยนต์ แบตเตอรี่ และไฟสถานะ ABS ที่ถูกดีไซน์เป็นแถบแยกออกมาจากหน้าจอเรือนไมล์อีกที แต่อยู่ในระยะที่สายตาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน กุญแจอัจฉริยะที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีเพียงแค่พกเข้าไปใกล้ๆรถเพียง 0.5-1 เมตรก็สามารถที่จะกดสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทันที รวมไปถึงตัวเบ้าบิดกุญแจ (เตาแก๊ส) ที่มีระดับการบิดทั้งเปิดถังน้ำมันขนาด 8 ลิตรที่อยู่ระหว่างขา,กดเปิดเบาะ และเปิดสตาร์ทเครื่องยนต์ ทางด้านซ้ายของคอนโซนที่ออกแบบให้มีช่องเก็บของสะดวกต่อการหยิบของได้ง่ายโดยใช้มือซ้าย และยังมีปลั๊กไฟอเนกประสงค์ 12V ไว้สำหรับการต่อ GPS ชาร์ตแบต Smartphone และอื่นๆได้อีกมากเลยละครับ ช่วงล่างกันบ้าง เขาว่าดี!! ช่วงล่างด้านหน้าโช้คอัพหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิค(ตะเกียบคู่)ดีไซน์กระบอกโช้ค 2 ระดับเพิ่มความ อารมณ์ความแอดเวนเจอร์เข้าไป พร้อมกับมีระยะยืดยุบ 130 มิลลิเมตร มาคู่กับระบบเบรคแบบจานดิสที่มีขนาดใหญ่ 240 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรค Nissin ที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับความปลอดภัยที่ให้มาคือ ABS ช่วงล่างด้านหลังเป็นโช้คคู่ Showa Subtank กระบอกสีทองที่มีระยะยืดยุบตัวแกนได้120 มิลลิเมตร ทั้งซ้าย และขวา ซึ่งก็ถือว่าเป็นโช้คหลังที่ติดมาจากโรงงานที่ดี ไม่แพ้รถบิ้กไบค์เลยละครับ ระบบเบรคหลังที่ให้มาเป็นแบบดิสเบรคจากโรงงาน ออกแบบมาสวยโดนใจตั้งแต่แรกพบสบตา มีการวางตำแหน่งเยื้องออกมาทางด้านหลังง่ายต่อการเซอร์วิสและมีความสวยงาม ตัวคาลิปเปอร์เป็น Nissin จานดิสมีขนาด 220 มิลลิเมตร (Non ABS) ล้อหน้า-หลัง เป็นล้อแม้กซ์ดีไซน์ 6 ก้านคู่ดูลงตัว สีดำมาพร้อมกับยาง IRC ขนาด 110/80-14 และ 130/70-13 (หน้า/หลัง) เป็นแบบ TUBELESS ไร้ยางในตัวลายดอกยางเป็นลายดอกแบบกึ่งลุย กึ่งสตรีสดูได้อารมณ์ลงตัว เหมาะสำหรับการขับขี่ดินลูกรัง และถนนดำ เครื่องยนต์ 150 ซีซีคล่องตัว..ECU ใหม่ มาดูที่พละกำลังเครื่องยนต์ ESP หัวฉีด PGM-Fi ขนาด 1 สูบ 149.3 ซีซี

AP.HONDA เปิดตัวโครงการ IMC PLAN CONTEST ครั้ง 12

ก้าวสู่ยุคการตลาดยุคใหม่เต็มตัว เอ.พี. ฮอนด้า ผนึกกำลังมาร์เก็ตเธียร์ เปิดตัวโครงการ IMC Plan Contest ประจำปี 2019 มุ่งค้นหานักการตลาดรุ่นใหม่ไฟแรง เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดตัวโครงการประกวดแผนสื่อสารการตลาด IMC Plan Contest by A.P. Honda ครั้งที่ 12 โดยความร่วมมือจากมาร์เก็ตเธียร์ (Marketeer) สำนักข่าวและสื่อออนไลน์ทางการตลาดชื่อดังของเมืองไทย วางเป้าหมายพัฒนานักศึกษารุ่นใหม่สู่การเป็นนักการตลาดมือดีที่เก่งทั้งทฤษฏีและปฏิบัติ มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า “ในฐานะผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย เอ.พี. ฮอนด้า ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการที่อยู่เหนือความคาดหมายของผู้บริโภคเท่านั้น แต่เรายังให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสังคมไทย หนึ่งในนั้นคือโครงการประกวดแผนการตลาดที่เราได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2009 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศจนถึงปัจจุบัน” “อย่างไรก็ตาม โลกของการตลาดนั้นไม่มีคำว่าหยุดนิ่ง ซึ่งเราก็ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการประกวดให้ทันสมัยอยู่เสมอ ล่าสุดในปีนี้ เราได้เปลี่ยนชื่อการประกวดจาก Marketing Plan Contest สู่การเป็น IMC Plan Contest หรือการแข่งขันแผนสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ เพราะเราต้องการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้คิดมุ่งเน้นในการใช้เครื่องมือทางการตลาtดให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย ภายใต้โจทย์การทำตลาดเชิงไลฟ์สไตล์มาร์เก็ตติ้ง ด้วยสินค้าที่มีอัตลักษณ์แตกต่างกว่าสินค้าทั่วไป นั่นคือรถจักรยานยนต์ภายใต้แบรนด์ CUB House ของฮอนด้า ซึ่งประกอบไปด้วย Monkey และ C125 ถือเป็นเรื่องใหม่และท้าทาย ที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเข้าใจทั้งตัวสินค้า และวิธีทางการตลาดที่เหมาะสม จุดเด่นของโครงการคือ นักศึกษาจะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่เพียงการคิดเท่านั้น แต่จะได้ลงมือปฏิบัติจริงบนพื้นฐาน 3 จริง นั่นคือสินค้าจริง ลูกค้าจริง และสถานที่จริง” “พร้อมกันนี้ เรายังรู้สึกภูมิใจที่ได้ร่วมผนึกกำลังกับทางมาร์เก็ตเธียร์ สำนักข่าวและสื่อออนไลน์ทางการตลาดที่มีชื่อเสียงที่สุดในไทย นับเป็นโอกาสดีที่ได้ร่วมงานกับกูรูทางการตลาดระดับชั้นนำเป็นครั้งแรก เราเชื่อว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดก็คือนิสิต นักศึกษา ที่เข้าร่วมประกวดในโครงการนี้ ที่จะได้รับทั้งความรู้และมุมมองใหม่ๆอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”   ดร.ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ นักกลยุทธ์การตลาดไอเอ็มซีชื่อดัง และที่ปรึกษาโครงการ เปิดเผยว่า “IMC Plan Contest by A.P. Honda เป็นโครงการประกวดที่น่าสนใจ โดดเด่นในแง่ของแผนงาน เน้นเจาะไปที่การสื่อสารการตลาดเชิงบูรณาการ (Integrated Marketing Communication) เป็นการประกวดที่ไม่ได้พิจารณาเพียงแค่แผนงาน แต่นักศึกษามีโอกาสได้นำแผนของตนเองไปปฏิบัติจริง ทำให้เกิดความเข้าใจและได้รับประสบการณ์จริง จึงอยากเชิญชวนให้นักศึกษาสมัครเข้ามาประกวดกันเยอะ ๆ ครับ” สำหรับการประกวดแผนสื่อสารการตลาด IMC Plan Contest by A.P. Honda ครั้งที่ 12 เปิดโอกาสให้นิสิต และนักศึกษาที่สนใจงานด้านการสื่อสารการตลาด ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์มาประชันความสามารถ กับการประกวดวางแผนการสื่อสารการตลาดสำหรับ Monkey และ C125 จากแบรนด์ CUB House เพื่อนำความรู้มาต่อยอดความคิด วิเคราะห์ วางแผน นำเสนอ และทำให้เกิดขึ้นจริง ภายใต้โจทย์ “การสร้างแผนการสื่อสารการตลาดระหว่างปี 2020-2022 สำหรับรถ Monkey และ C125” ภายใต้แบรนด์ CUB House เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ด้วยงบประมาณสมมุติ 100 ล้านบาท ทั้งนี้ การประกวดจะแบ่งออกเป็น 3 รอบได้แก่ รอบที่ 1 (Presentation) เปิดรับแผนงานจากนิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 พฤศจิกายน2562 ก่อนคัดให้เหลือ 140 แผนงาน ที่จะได้สิทธิ์ในการนำเสนอแผนงานต่อหน้าคณะกรรมการที่จะเดินสายไปตัดสินใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศในช่วงเดือนธันวาคม 2562 เพื่อคัดให้เหลือ 36 แผนงานที่จะได้เข้าสู่รอบต่อไป รอบที่ 2 (Semi Final) ทีมที่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกทั้ง 36 ทีม จะต้องนำแผนงานบางส่วนมาปฏิบัติจริงในพื้นที่ร้าน CUB House ทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศในช่วงเดือนมกราคม 2563 ก่อนคัดเหลือเพียง 12 ทีมเข้าสู่รอบสุดท้าย รอบที่ 3 (Final) 12 ทีมสุดท้ายที่เข้ารอบมาในฐานะตัวแทนของ CUB House แต่ละสาขา จะต้องนำเสนอไฮไลท์หรือความโดดเด่นของ

  • All Posts
  • ข่าวรถยนต์
Honda Freed e:HEV 2025 มินิแวนที่คนไทยถามหา

อัปเดตล่าสุด Honda Freed e:HEV 2025 ดีกรีแชมป์รถยอดเยี่ยมญี่ปุ่น เจาะลึกขุมพลังไฮบริด 25 กม./ลิตร และวิเคราะห์โอกาสเปิดตัวในไทยปี 2568-2569

30 December 2025
SUV ตัวจบสายพรีเมียม Mazda CX-70 2026

อัปเดตล่าสุดจากฝั่งอเมริกาเหนือ! มาสด้าประกาศรายละเอียด SUV ตัวจบสายพรีเมียม Mazda CX-70 2026 พร้อมอัดออปชันมาตรฐานให้แน่นกว่าเดิม

29 December 2025

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
Triumph Tiger 900

Triumph Tiger 900 มีดีอะไรบ้าง Triumph Tiger 900 จัดเป็น All-New โมเดลที่น่าจับตามองไม่ใช่น้อย เพราะทางค่ายเคลมไว้ว่าจะเป็นโมเดลที่จะมายกระดับมาตรฐานให้กับโลกของแอดเวนเจอร์ไบค์ เราไปดูกันว่า Triumph Tiger 900 มีดียังไงบ้าง ก่อนอื่นเลยมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับชื่อโมเดลย่อยเล็กน้อย จากเดิมที่เป็น Tiger 800 XC และ XCx สำหรับโมเดลล้อซี่ลวดเน้นทางฝุ่นจะถูกเปลี่ยนเป็น Tiger 900 Rally และ Rally Pro ส่วนโมเดล Tiger 800 XR และ XRx ที่เป็นโมเดลล้อแม็กเน้นขี่ทางดำจะกลายเป็น Tiger 900 GT และ GT Pro นอกจากนี้จะมีโมเดลพื้นฐานเป็น Tiger 900 ที่เน้นขี่ถนน   เครื่องยนต์ใหม่ Triumph Tiger 900 ในตอนนี้ใช้เครื่องยนต์สามสูบตัวใหม่ขนาด 888 ซีซีรองรับ Euro5 เคลมมาว่ามีแรงบิดมากขึ้นกว่าโมเดลเดิม 10% มีแรงบิดสูงสุดที่ 87 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ ให้กำลังแรงม้าดีขึ้นในทุกย่าน โดยเฉพาะในรอบกลางที่มากขึ้นถึง 9% เปลี่ยนแปลงลำดับการจุดระเบิดใหม่เป็น 1,3 ,2 ให้ฟีลลิ่งที่แตกต่างเป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงสุ้มเสียงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว   เซ็ตมาตรฐานใหม่ของแอดเวนเจอร์ไบค์ เด่นด้วยเฟรมโมดูลาร์ใหม่เพราะซับเฟรมท้ายพร้อมพักเท้าคนซ้อนซึ่งน้ำหนักเบา ทั้งนี้ด้วยแชสซีใหม่นี้ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบากว่าพี่เสือ 800 อยู่ถึง 5 กก. ระบบกันสะเทือนชั้นดีเพื่อสมรรถนะที่ดีทั้งบนทางดำและทางฝุ่น ส่วนในโมเดล GT Pro จะมาพร้อมโช้คปรับไฟฟ้าอีกด้วย คาลิเปอร์เบรคถูกอัพเกรดเป็น Brembo Stylema ที่เป็นตัวโมโนบล็อก และยังเพิ่มความจุของถังน้ำมันเป็น 20 ลิตรเพื่อให้ใช้งานได้ไกลขึ้นกว่าที่เคย   ลูกเล่นเพื่อความสวยงามและการขับขี่ที่ดีขึ้น Triumph ยังยัดลูกเล่นไฮเทคมาให้แบบจัดเต็มทั้งเพื่อความงามและการขับขี่ อาทิ เรือนไมล์ TFT สีขนาด 7 นิ้ว (ไม่มีในรุ่นพื้นฐาน) สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ในรุ่น Pro ระบบเบรก Cornering ABS และแทร็คชั่นคอนโทรลที่ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อย (ไม่มีในรุ่นพื้นฐาน)  โหมดการขับขี่ที่มากถึง 6 โหมด ได้แก่ Rain, Road, Sport, Rider, Off-Road, Off-Road Pro ควิกชิฟเตอร์ 2 ทาง (เฉพาะรุ่น Pro) ไฟ LED ทั้งระบบพร้อมไฟเดย์ไลท์ที่ออกแบบใหม่ และช่องเก็บมือถือพร้อมช่องจ่ายไฟ USB   รูปโฉมใหม่ แน่นอนว่าเจ้าเสือคันใหม่นี้มีรูปโฉมใหม่ โดยการออกแบบดีไซน์คราวนี้จะมุ่งเน้นไปในสไตล์ที่ดุดันก้าวร้าวมากขึ้นพร้อมท่าทางที่พร้อมจะลุยทุกเส้นทาง การเก็บงานและรายละเอียดต่างๆ เนี้ยบเนียน ชุดสีและลวดลายกราฟฟิกต่างๆ ดูดีพรีเมี่ยมกว่าที่ผ่านมา   เข้าถึงง่าย เบาะนั่งของ Tiger 900 ทุกโมเดลสามารถปรับระดับความสูงได้ 20 มม. ดังนั้นคนที่ไม่สูงมากหลายคนก็สามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ยังมี Tiger 900 GT รุ่นพิเศษที่มาพร้อมช่วงล่างและเบาะต่ำพิเศษอีกด้วย   Specifications โมเดล Tiger 900 Tiger 900 GT Tiger 900 GT Pro Tiger 900 Rally Tiger 900 Rally Pro เครื่องยนต์ 3 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 888 ซีซี ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ แบบ DOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 78 X 61.9 มม. อัตราส่วนการอัด 11.27:1 แรงม้าเคลม 95.2 แรงม้าที่ 8,750 รอบ แรงบิดเคลม 87 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ ระบบเกียร์

4 December 2019
Yamaha YZF-R1 GYTR Limited Edition สุดยอดรถโปรดักส์ชั่นรุ่นพิเศษ

สำหรับ Yamaha YZF-R1 GYTR Limited Edition เป็นอีกหนึ่งคันที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษในงาน Eicma 2019 เพราะทุกคนอยากที่จะครอบครองคันนี้ ที่มีสเปคเหนือกว่าตัว YZF-R1 ตัวธรรมดา ก่อนอื่นเลยเรามาทำความเข้าใจ GYTR กันก่อนเลย อักษร 4 ตัวนี้ย่อมาจาก Genuine Yamaha Technology Racing คือฝ่ายคิดค้นและพัฒนา พาร์ทและอุปกรณ์เสริมประสิทธิภาพของทางยามาฮ่า ที่คิดค้นพัฒนาทั้งทางฝุ่นและทางเรียบมากว่า 40 ปี ก็ต้องบอกเลยว่า R1 คันนี้ไม่ใช่คันแรกแน่ๆที่ถูกเสริมหล่อ แต่งออกมาขนาดนี้ สำหรับ Yamaha YZF-R1 GYTR คันนี้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นพาร์ทคาร์บอนเกือบจะทุกชิ้นเพื่อความเบา แข็งแรงและสวยงาม ถูกคาดด้วยลาย GYTR สีขาว-น้ำเงิน ดูดุลงตัว ถ้าสังเกตุไปที่ช่วงล่างด้านหน้าถูกปรับเปลี่ยนเป็นโช้คหน้า Ohlins และระเบรคแบบเรเดี้ยนเมาส์ตัว Racing จาก Brembo พร้อมจากเบรค Brenbo T-drive มาดูกันต่อที่ท่อไอเสีย Akrapovic ที่ถูกพัฒนามาเพื่อ R1 โดยเฉพาะกันเลย พร้อมกับโช้คหลัง Ohlins TTX ตัวท๊อปๆของทางค่ายอีกเช่นกัน ที่จะมาช่วยเสริมความเนียนในการเข้าโค้งให้ดียิ่งขึ้น ชุดแผงคอด้านหน้าถูกขึ้นรูปใหม่ดีไซน์เป็นร่องแข็งแรง น้ำหนักเบา พร้อมกับเลเซอร์ GYTR บนชุดแผงคอด้านบน ทางด้านแฮนด์ขวาถูกเปลี่ยนปั้มกระทุ้งหน้าเป็นของ Brembo RCS ที่สามารถปรับระยะได้ เสริมหล่อกันเข้าไปอีก ทางด้านซ้ายของแฮนด์ถูกปรับเปลี่ยนปะกับแฮนด์แบบ Racing ที่เพิ่มความเข้าให้ง่ายขึ้นเมื่ออยู่ในสนามแข่ง เพียงแค่จำสีเท่านั้น แต่ก็ยังมีตัวอักษารเล็กๆอยู่ ที่ง UP Down Map Mode และ Pit ได้อารมณ์ซิ่งกันเลยละครับ สุดท้ายนี้ อาจจะต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ตัวสเปคเครื่องยนต์ยังไม่ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ เพราะทางเจ้าหน้าที่ยามาฮ่าเองก็ได้บอกไว้ว่าเวอร์ชั่นนี้เป็น ชุด KIT Racing ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อการแข่งขันเท่านั้น และคนที่ซื้อเวอร์ชั่นนี้ได้อาจจะต้องมีโปรไฟล์ทีมแข่ง หรือเป็นนักแข่งที่ใช้เพื่อการแข่งขันเท่านั้น ถือว่าเป็นการคาดเดาได้ว่ามันต้อง แรงกว่า ตัวขายปกติทั่วไปอย่างแน่นอน!!   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

29 November 2019
Honda Monkey Dragon Ball Limited Edition ตำนาน 100 คัน เท่านั้น!!

ครั้งแรกในวงการรถจักรยานยนต์ไทย CUB House by Honda จับมือ Toei Animation ผู้ถือลิขสิทธิ์ “ดราก้อนบอล” ร่วมสร้างตำนานบทใหม่ ระหว่างรถจักรยานยนต์ Monkey กับ อนิเมะยอดฮิตตลอดกาลของญี่ปุ่น เปิดตัว Honda Monkey รุ่น Dragon Ball Limited Edition ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 คันทั่วโลก มาเป็นเซ็ตพร้อมแจ็คเกตลาย Monkey x Dragon Ball จากแบรนด์ Naked & Famous วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 119,900 บาท ที่ร้าน CUB House ทั้ง 13 สาขา และที่งานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2019 ระหว่างวันที่ 29 พ.ย. – 10 ธ.ค. 2019 มร.ชิเกโต คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า “เป้าหมายของคับเฮ้าส์คือการเติมเต็มความต้องการให้กับคนรุ่นใหม่ด้วยการส่งมอบคุณค่าสามอย่าง อย่างแรกคือ Fun หรือความสนุกที่ลูกค้าสัมผัสได้จากทุกส่วนของร้าน รวมถึงสินค้าในร้าน อย่างที่สองคือ Proud หรือความภาคภูมิใจเมื่อลูกค้าได้เป็นเจ้าของรถ และอย่างที่สามคือ Me หรือสิ่งสะท้อนความเป็นตัวตนที่แท้จริงของลูกค้า ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นผ่านประสบการณ์ที่คับเฮ้าส์ส่งมอบให้กับลูกค้าซึ่งตลอดสองปีที่ผ่านมาที่นี่ได้กลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่สนุกสนาน และการเดินทางที่ไม่มีที่สิ้นสุด”“ล่าสุดนี้ เราขอส่งมอบความสนุกครั้งใหม่และครั้งแรกของวงการรถจักรยานยนต์ไทยกับการรวมตัวกันครั้งสำคัญของสองตำนาน นั่นคือตำนานของรถ Monkey ที่มีจุดกำเนิดตั้งแต่ปี 1961 จากการประดิษฐ์รถเพื่อขี่เล่นของพนักงานในโรงงานฮอนด้าแห่งหนึ่ง แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่แปลกไม่เหมือนใครทำให้ Monkey กลายเป็นรถที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกโดยเฉพาะในหมู่นักสะสม และอีกตำนานเกิดขึ้นในปี 1984 เมื่อดราก้อนบอลได้ถือกำเนิดขึ้นในญี่ปุ่นและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ได้รับการเผยแพร่ไปถึงกว่า 80 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย จนกลายเป็นอนิเมะยอดฮิตตลอดกาลของโลก”“ในปี 2019 นี้ เมื่อสองตำนานได้มารวมตัวกันก็ก่อให้เกิดรถจักรยานยนต์ Monkey Dragon Ball Limited Edition ภายใต้คอนเซปต์ ความสนุกในความทรงจำ กลับมาให้คุณได้ซนอีกครั้ง ซึ่งจะถูกผลิตจำนวนจำกัดเพียงแค่ 100 คันทั่วโลก โดยรถพิเศษรุ่นนี้ได้รับการออกแบบโดยทีมดีไซน์เนอร์จาก H2C ซึ่งเป็นสำนักแต่งรถของเอ.พี. ฮอนด้า ที่มีความหลงใหลใน Monkey และ Dragon Ball อย่างมากจนเกิดเป็นรถที่มีความลงตัว มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร”Monkey Dragon Ball Limited Edition เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง เอ.พี. ฮอนด้า และ Toei Animation ผู้ถือลิขสิทธิ์ดราก้อนบอลอย่างเป็นทางการ ตัวรถได้รับการออกแบบให้มีความโดดเด่นลงตัวทุกมุมมอง โดยการนำเอาเอกลักษณ์สามอย่างของดราก้อนบอลมาอยู่บนตัวรถ Monkey อย่างแรกคือลูกแก้วมังกรสี่ดาวของโงกุน อย่างที่สองคือเทพเจ้ามังกรอันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งสองอย่างถูกตกแต่งอยู่บนถังน้ำมันที่หุ้มด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ โดยตัวลูกแก้วมังกรทำจากอะลูมิเนียม CNC และอย่างที่สามคือสัญลักษณ์สำนักเต่าของผู้เฒ่าเต่าอันเลื่องชื่อที่โดดเด่นอยู่บนครอบกรองอากาศสีส้ม ในขณะที่ฝาครอบหุ้มข้างเป็นแบบคาร์บอนไฟเบอร์พร้อมสัญลักษณ์ MonkeyHonda Monkey Dragon Ball Limited Edition ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 คันทั่วโลก มาเป็นเซ็ตพร้อมแจ็คเกตลาย Monkey x Dragon Ball จากแบรนด์ Naked & Famous (มูลค่า 8,500 บาท) วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 119,900 บาท ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปชมรถจริงและจองได้ที่ CUB House ทั้ง 13 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ สาขาเอกมัย สาขาอุดรธานี สาขาขอนแก่น สาขาชลบุรี สาขาสุราษฎร์ธานี สาขาหาดใหญ่ สาขาเพชรบุรี สาขาเชียงราย สาขาภูเก็ต สาขาเชียงใหม่ สาขานครปฐม สาขาศรีนครินทร์ และล่าสุดสาขาอุบลราชธานี และที่บูธ CUB House หมายเลข G 09 ในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2019 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พ.ย. – 10

26 November 2019