SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • MOTOGP
มาเวอริค บีญาเลส มั่นใจ! ปรับตัวกับ KTM ได้ดีขึ้นทุกวัน

มาเวอริค บีญาเลส มั่นใจ! ปรับตัวกับ KTM ได้ดีขึ้นทุกวัน มาเวอริค บีญาเลส นักแข่งรายใหม่ล่าสุดจากทีม Redbull KTM Tech3 ออกมาเผยว่าการทดสอบในช่วง Pre-Season Test ของการแข่งขัน MotoGP ในช่วงที่ผ่านมานั้น มันกำลังแสดงให้เห็นว่าตัวเขากับรถแข่ง RC16 สามารถเข้ากันได้ดี และมีการพัฒนาได้ดีมากยิ่งขึ้น  แม้ในการทดสอบ Pre-Season Test ที่จังหวัดบุรีรัมย์เมื่อวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สมรรถนะของ KTM RC16 เหมือนจะมีปัญหาการสึกของยางอย่างรุนแรงในการวิ่งทดสอบระยะยาวที่สนามบุรีรัมย์ โดยยางจะมีปัญหา แต่ก็ไม่สามารถกระทบกับฟอร์มการขับขี่ของ ‘TopGun’ ได้ เพระาดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะสามารถพัฒนาลีลากับขับขี่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในวันสุดท้ายของการทดสอบ ด้วยการขี่ RC16 ของทีม Redbull KTM Tech3 ขึ้นมาจบในอันดับที่ 9 ของตารางเวลารวมในการทดสอบวันสุดท้าย โดยบีญาเลสมองว่ากาปรับตัวเป็นไปได้ดี และคิดว่าการขับขี่ของเจ้าตัวเข้าใกล้กับดาวรุ่งของทีมอย่าง เปโดร อคอสต้า ไปทีละก้าว  “การปรับตัวของผมกับรถเป็นไปได้ดี อีกทั้งพวกเรายังเข้าใกล้กับ KTM คันที่เร็วที่สุดไปทีละก้าวทุกวัน ซึ่งผมมองว่ามันไม่ง่ายอย่างแน่นอน มันเป็นรูปแบบการขับขี่ที่แตกต่างออกไปมาก แต่ถึงอย่างไรก็ตามแต่ ผมมองว่าตอนนี้พัฒนาการก็กำลังเกิดขึ้น” “ดังนั้นทุกครั้งที่ผมขี่ ผมก็รู้สึกดีขึ้นเรื่อย ๆ กับตัวรถ”  “ตอนนี้พวกเรากำลังจริงจังกับการจำลองการสปรินท์ระยะยาว และได้ทดลองขี่แบบ flying lap ถึงสองรอบเพื่อให้ผมสามารถเข้าใจตัวรถได้ดีมากยิ่งขึ้น” บีญาเลสยังเสริมอีกว่าการทดสอบที่บุรีรัมย์ในครั้งนี้ดูเป็นไปในทางบวกมากกว่าการทดสอบแรกที่สนามเซปัง เพราะเจ้าตัวมีเวลามากพอที่จะทำความเข้าใจในตัวแข่ง RC16 มากขึ้นเรื่อย ๆ  “ผมพอใจกับการทดสอบครั้งนี้มากกว่าครั้งก่อน (ที่สนามเซปัง)”  “ซึ่งการพอใจครั้งนี้มันทำให้ผมสามารถขี่รถได้เร็วขึ้น อีกทั้งทีมยังมีแรงจูงใจสูงมาก พวกเขาสามารถทำงานได้ดีจริง ๆ โดยเฉพาะการเลือกสิ่งที่ถูกต้องในการทดสอบ เพราะพวกเราพยายามโฟกัสกับสิ่งที่ต้องปรับปรุงอยู่เสมอ และคิดว่าในช่วงแรกของฤดูกาลจะเป็นช่วงของการปรับตัว” “ดังนั้นผมจึงต้องอดทน และเชื่อมั่นในกระบวนการนี้ต่อไป” บีญาเลสจะลงแข่งขันอย่างเป็นทางการกับทีม Redbull KTM Tech3 ในการแข่งขันนัดเปิดสนาม MotoGP ในรายการ PT Grand Prix of Thailand 2025 ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

21 February 2025
Jorge Martin คิดว่าการแข่ง 4 สนามแรกแค่น้ำจิ้ม

Jorge Martin คิดว่าการแข่ง 4 สนามแรกแค่น้ำจิ้ม Jorge Martin นักแข่งแชมป์โลกสมัยล่าสุดที่ย้ายไปเข้าร่วมทีมโรงงานค่าย Aprilia Racing โดยปัจจุบันเจ้าตัวนั้นอยู่ช่วงระหว่างพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ หลังจากที่เขาได้เกิดอุบัติเหตุระหว่างการซ้อมที่สนามเซปัง ประเทศมาเลเซียในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากที่ทดสอบได้เพียง 13 รอบเท่านั้น อาการบาดเจ็บอย่างรุนแรงของ ‘มาร์ติเนเตอร์’ ทำให้เจ้าตัวต้องเข้ารับการผ่าตัด และพลาดการสอบอย่างเป็นทางการในรอบสุดท้ายที่สนามจังหวัดบุรีรัมย์ แต่ก็เหมือนได้อย่างเสียอย่าง ขณะที่ทีมเมทของมาร์ตินอย่าง ‘Marco Bezzecchi’ สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมได้รอบ FP4 ด้วยเวลาต่อรอบดีสุดที่ 1:29.060 นาที จบด้วยอันดับ 1 ของตาราง โดยผู้จัดการทีมของ Aprilia อย่าง Paolo Bonora เผยว่า หลังจากที่ฆอร์เก้ มาร์ตินได้รับบาดเจ็บที่สนามเซปัง ทำให้ทางทีมต้องมีการปรับแผนการซ้อมใหม่ทั้งหมด แต่ก็โชคดีที่เบซเซคคี่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และนักทดสอบก็ยังเค้นประสิทธิภาพเพื่อปรับแต่งบางอย่างเพื่อให้เข้ากับสไตล์การขี่ของมาร์ตินได้อีกด้วย  “หลังจากที่ Jorge ได้รับบาดเจ็บที่เซปัง เราต้องปรับแผนใหม่ทั้งหมด เรามีหลายอย่างที่ต้องทดสอบ และโชคดีที่เราสามารถทำงานทั้งหมดเสร็จสิ้นตามแผน เราผ่านรายการทดสอบที่ยาวนานของเราได้สำเร็จ” “Marco ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เขาสามารถกำหนดเซ็ตอัพพื้นฐาน ทั้งในส่วนของอิเล็กทรอนิกส์และแชสซีได้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ การมี Lorenzo Savadori (นักบิดทดสอบของ Aprilia) มาช่วย ยังทำให้เราสามารถปรับแต่งทุกอย่างให้กับ Jorge ได้อีกด้วย” “ตอนนี้เรากำลังรอ Jorge กลับมา เพราะจำเป็นที่เขาจะต้องได้รับเซ็ตอัพพื้นฐานที่เราค้นพบในช่วงฤดูหนาว เราหวังว่าในสนามแรก เขาจะสามารถปรับตัวและสร้างความมั่นใจกับตัวรถได้อย่างรวดเร็ว” “ขณะนี้ แผนการฟื้นตัวทางการแพทย์ของเขาอยู่ภายใต้การควบคุมทั้งหมด อาการของเขาดีขึ้นทุกวัน และเราตั้งตารอที่จะได้เขากลับมาร่วมทีมโดยเร็วที่สุด” และผู้จัดการทีมของ Aprilia เองก็ยอมรับว่าการที่พลาดการทดสอบไปหลายร้อยรอบสนามนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะเอากลับมาได้ง่าย ๆ ดังนั้นทางทีมจะยึดถือว่าการแข่งในนัดเปิดสนามทั้ง 4 สนาม (สนามประเทศไทย, สนามอาร์เจนติน่า, สนามประเทศสหรัฐอเมริกา และสนามประเทศการ์ตาร์) จะถือว่าเป็นสนามสำหรับทดสอบของแชมป์โลกคนล่าสุด “พูดตามตรง เรามองว่าสี่สนามแรกที่แข่งนอกยุโรปเป็นเหมือนการทดสอบสำหรับ Jorge เพราะเขาพลาดโอกาสทดสอบที่เซปังและบุรีรัมย์” “ใน MotoGP เมื่อนักแข่งเปลี่ยนจากรถคันหนึ่งไปสู่อีกคันหนึ่ง พวกเขาต้องใช้เวลาในการสร้างความมั่นใจ มันจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อช่วยเขา” “เราสังเกตเห็นว่า Marco สามารถปรับตัวเข้ากับรถได้อย่างรวดเร็วที่บุรีรัมย์ ซึ่งทำให้เรามั่นใจยิ่งขึ้นว่าเราจะสามารถส่งมอบรถที่ดีให้กับ Jorge ได้” การแข่งขัน MotoGP ประจำฤดูกาล 2025 จะเริ่มเปิดฉากการแข่งขันอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2568 นี้ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

19 February 2025
  • All Posts
  • MOTOGP
Alex Rins เผยเปลี่ยนรถใหม่ ปัญหาใหญ่ไม่ใช่เรื่องเครื่องยนต์

Alex Rins เผยเปลี่ยนรถใหม่ ปัญหาใหญ่ไม่ใช่เรื่องเครื่องยนต์ ล่าสุดนักแข่งสัญชาติสเปนอีกคนนึงอย่าง Alex Rins เผยเปลี่ยนรถใหม่ ปัญหาใหญ่ไม่ใช่เรื่องเครื่องยนต์ แต่กลับเป็นเรื่องของแอโรไดนามิกมีผลมาก ในศึก MotoGP มากเสียกว่าเรื่องของเครื่องยนต์ แฟน ๆ ที่ตามข่าวอยู่ตลอดน่าจะทราบกันดีว่าในปี 2024 นี้เขาจะย้ายมาขี่ให้กับทาง Monster Yamaha team ซึ่งเรื่องนี้น่าจะสะท้อนให้เห็นอะไรหลาย ๆ อย่างเลยทีเดียว นักแข่งชาวสเปนผู้นี้เคยขี่รถที่มีเครื่องยนต์ทั้งแบบ V4 และสี่สูบเรียงมาแล้วภายในไม่กี่ปีให้หลังมานี้ เขาเคยชนะการแข่งขันมา 5 เรซกับ Suzuki ที่ใช้เครื่องแบบสูบเรียงในช่วงปี 2017 – 2022 จากนั้นเขาก็ย้ายมาขี่เครื่อง V4 กับ LCR Honda และมาคว้าชัยชนะที่อเมริกาในปี 2023 นี้นี่เอง อย่างไรก็ดีโชคไม่ค่อยเข้าข้างนักแข่งวัย 27 ปีผู้นี้หลังจากที่เขาต้องมารักษาอาการกระดูกขาแตกจากศึกที่ Mugello แต่ตอนนี้เขาก็จะกลับมาขี่สี่สูบเรียงกับทางยามาฮ่าอีกครั้ง หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าจุดหลักในการออกแบบของ GSX-RR และ YZR-M1 นั้นอาจจะคล้ายคลึงกันเมื่อดูจากสเปกชีต แต่เขากลับบอกว่ายามาฮ่าคือรถแข่งที่ไม่เหมือนกับ Suzuki เลยสักนิด “ยกตัวอย่างเช่น ตอนผมเขาโค้งผมเบรกหน้าได้มากขึ้น และมันเป็นเรื่องดีเพราะคุณสามารถทำเวลาต่อแล็ปได้ดี” จากนั้นเขาก็อธิบายต่ออีกว่า “ผมคิดว่าตอนนี้เลยสิ่งที่แตกต่างระหว่างเครื่องยนต์ V4 และ 4 สูบเรียงไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่สุดของรถ ผมคิดว่าตอนนี้สิ่งที่แตกต่างที่สุดคือเรื่องแอโรไดนามิก จากประสบการณ์ของผม ผมคิดว่าแอโรไดนามิกมันช่วยให้คุณเข้าโค้งได้ดีหรือไม่ดีก็ได้” “เช่นตอนผมขี่ยามาฮ่าที่วาเลนเซีย ผมขี่กับรถที่ใช้แฟริ่งเดิม ล้อหน้าผมลอยเยอะมากเวลาเจอลม และเมื่อเราลองใช้แฟริ่งใหม่ ผมรู้สึกว่าหน้าลอยน้อยลงและเข้าโค้งได้ดีขึ้น กลายเป็นว่าความต่างเรื่องการออกแบบเครื่องยนต์นั้นหายไปเลย” ในการทดสอบนั้นเขาทำเวลาได้เร็วเป็นอันดับที่ 19 กับการได้ลองขี่รถแข่งของยามาฮ่าเป็นครั้งแรก แต่ก็ทำเวลาช้ากว่าเพื่อร่วมทีมอย่าง Fabio Quartararo เพียง 0.5 วินาทีเท่านั้น “มันดีมาก ๆ เลยนะ ผมรู้สึกค่อนข้างโอเคกับรถเลย เราแบ่งวันทดสอบเป็น 2 ช่วง ในช่วงเช้าพวกเขาให้ผมลองเซ็ตอัพของ Fabio ที่เขาใช้ตอนแข่ง และผมก็ลองขี่ไปหลาย ๆ แล็ปเพื่อที่จะทำความเข้าใจกับรถ” “พอช่วงบ่ายเราก็ทดสอบแฟริ่งใหม่หลายชุดด้วยกัน เท่าที่ผมรู้มีชุดนึงที่ใช้งานได้ดีกว่าของเดิม ดังนั้นผมก็เลยรู้สึกแฮปปี้ดี” งานนี้ก็ต้องมาตามดูกันต่อไปครับว่าจะเป็นไงสำหรับ Alex Rins เพราะดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีปัญหาเรื่องการปรับตัวกับรถใหม่แต่อย่างใด ผมคาดว่าการกลับมาทดสอบอีกครั้งช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าเขาหน้าจะทำผลงานได้ดีขึ้นไปอีก แล้วการกลับมาสู้ศึก MotoGP ของเขาให้กับยามาฮ่าน่าจะสร้างสีสันและความสนุกให้กับการแข่งขันไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Trackhouse Racing จับมือ Aprilia

Trackhouse Racing จับมือ Aprilia พร้อมรันทีมรองในศึก MotoGP ล่าสุดก็มีข่าวที่น่าสนใจของวงการแข่งรถโปรโตไทป์อย่างการที่ Trackhouse Racing จะมาจับมือกับทาง Aprilia เพื่อรันทีมใหม่แต่นักแข่งหน้าเดิมจากทาง RNF ซึ่งน่าจะเข้ามาร่วมเพิ่มสีสันความมันให้กับการแข่งขัน MotoGP ได้ไม่น้อย เพราะทางแทร็กเฮาส์เรซซิ่งเองก็เป็นทีมที่ประสบความสำเร็จจากการแข่งขันรายการอื่นมาก่อน สำหรับคนที่ยังไม่รู้ทางแทร็กเฮาส์เรซซิ่งนั้นประสบความสำเร็จกับการแข่งขัน Nascar มาก่อน และทีมเชื้อสายอเมริกันนี้จะนำเอาความทะเยอทะยานจากการแข่งขัน 4 ล้อมาใช้กับ 2 ล้อจากการเข้าร่วมในการแข่งขัน MotoGP ในฐานะทีมอิสระและจับมือกับ Aprilia และลงแข่งด้วย RS-GP ที่เป็นรถแข่งของทางค่ายนั่นเอง โดยทีมจะมี Miguel Oilveira #88 และ Raul Fernandez #25 เป็นคนควบรถศึกให้แบบเต็มฤดูกาลในปี 2024 และในระหว่างการเปิดตัวทีมแข่งนั้นมีการโชว์รถที่มาในลายธงชาติอเมริกาเฉดสีแบบเดียวกันกับรถของ Nicky Hayden เพื่อเป็นการระลึกถึงเขาและประวัติศาสตร์การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ของสหรัฐฯ อีกด้วย งานนี้แฟน ๆ Aprilia น่าจะดีใจที่มีทีมใหญ่ ๆ ที่มีประสบการณ์การแข่งขันในระดับโลกที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วมาคุมทีม แม้จะเป็นทีมรองก็ตาม แต่ก็เชื่อว่าน่าจะส่งผลต่อการแข่งขันโดยรวมมากเลยทีเดียว เพราะนักแข่งทั้งสองคนเอง หนึ่งก็เป็นคนที่ชนะมาแล้วหลายครั้งมีประสบการณ์และฝีมือที่น่าจับตามอง อีกฝ่ายเองก็เป็นเลือดใหม่มาแรงที่ยังพัฒนาได้ อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องตามดูตามลุ้นกันต่อไปครับ ว่าศึกในปีหน้าจะเป็นยังไง เพราะมีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายมากมาย รับรองสนุกแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Moto2 และ Moto3 เปลี่ยนยาง Pirelli

Moto2 และ Moto3 เปลี่ยนยาง Pirelli ปุ๊บทำลายสถิติเดิมปั๊บ ในการทดสอบอย่างเป็นทางการของฤดูกาล 2024 กับยาง Pirelli มี Lopez ในรุ่น Moto2 และ Holgado ในรุ่น Moto3 เป็นนักแข่งที่เร็วที่สุดพร้อมกันนี้ยังได้ทำสถิติใหม่ในรุ่นของตัวเองให้กับสนามวาเลนเซีย จนพูดได้เต็มปากว่า Moto2 และ Moto3 เปลี่ยนยาง Pirelli ปุ๊บทำลายสถิติเดิมปั๊บ เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่สนาม Ricardo Tormo Circuit ในวาเลนเซียซึ่งเป็นสถานที่จัดทดสอบอย่างเป็นทางการของโมโตทูและโมโตทรี สำหรับการแข่งขันฤดูกาล 2024 และเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการเปลี่ยนยางมาใช้ยาง Pirelli เรียกว่าเป็นยุคใหม่ของพีเรลลี่เลยก็ว่าได้ ในการทดสอบอย่างเป็นทางการครั้งแรกนี้ Alonso Lopez (Beta Tools SpeedUp – BOSCOSCURO) เป็นนักบิดในรุ่นโมโตทูที่เร็วที่สุดของวันด้วยเวลา 1’33.061 และยังเป็นสถิติเวลาใหม่ของสนามและพิกัดนี้ด้วย ขณะเดียวกัน Daniel Holgado (Red Bull KTM Tech3) เองก็เป็นนักบิดที่เร็วที่สุดในรุ่นโมโตทรีด้วยเวลา 1’37.300 ซึ่งเป็นการยกระดับสถิติเวลาของรุ่นนี้ถึง 1 วินาที โดย Lopez ทำสถิติเวลาใหม่ในแล็ปที่ 24 จากทั้งหมด 26 แล็ปในช่วงแรกของการทดสอบ ดีขึ้นกว่าสถิติเวลาเดิมที่ Aldeguer ที่ทำไว้ในรอบ FP3 ในปีนี้ 0.2 วินาที ส่วน Holgado เองก็ทำได้ในแล็ปที่ 13 จากทั้งหมด 17 แล็ปในช่วงการทดสอบที่สอง ทำลายสถิติเวลาของ Binder (1’38.286) ที่เคยทำไว้ปี 2020 โดยนักแข่งทุกคนใช้ยางสลิก DIABLO™ Superbike ในซอฟต์และมีเดียมคอมปาวด์ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยรุ่นโมโตทูจะเป็นยางหน้าขนาด 125/70 R17 และยางหลังขนาด 200/65 R17 ส่วนรุ่นโมโตทรีจะเป็นยางหน้าขนาด 100/70 R17 และยางหลังขนาด 120/70 R17 และทั้งหมดเป็นยางสแตนดาร์ดไม่ใช่ยางโปรโตไทป์ ซึ่งคนทั่วไปก็สามารถหาซื้อมาลองใช้ได้ Moto2™ 1) 21 Alonso LOPEZ (Beta Tools SpeedUp – BOSCOSCURO) 1’33.061 – แล็ปที่ 24/26 ช่วงที่ 1 – สถิติเวลาใหม่ของพิกัดและสนามนี้ 2) 44 Aron CANET (Fantic Racing – KALEX) 1’33.074 – แล็ปที่ 24/25 ช่วงที่ 1 3) 54 Fermín ALDEGUER (Beta Tools SpeedUp – BOSCOSCURO) 1’33.151 – แล็ปที่ 27/27 ช่วงที่ 2 Moto3™ 1) 96 Daniel HOLGADO (Red Bull KTM Tech3) 1’37.300 – แล็ปที่ 13/17 ช่วงที่ 2 – สถิติเวลาใหม่ของพิกัดและสนามนี้ 2) 99 José Antonio RUEDA (Red Bull KTM Ajo – KTM) 1’37.683 – แล็ปที่ 15/17 ช่วงที่ 3 3) 80 David ALONSO (Gaviota GASGAS Aspar Team – GASGAS) 1’37.975 – แล็ปที่ 14/15

ข่าวมอเตอร์ไซค์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่

No Posts Found!

No Posts Found!

ข่าวรถยนต์

  • All Posts
  • ข่าวรถยนต์

No Posts Found!

รถยนต์ไฟฟ้า (EV)

  • All Posts
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)

No Posts Found!

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Italjet Dragster 700 Twin

Italjet Dragster 700 Twin บิ๊กไบค์ในร่างสกู๊ตเตอร์ ในที่สุดก็อัปเดตข้อมูลพร้อมราคามาจนครบสักทีสำหรับเจ้า Italjet Dragster 700 Twin บิ๊กไบค์ในร่างสกู๊ตเตอร์ คราวนี้มาครบทั้งตัวพิเศษทั้งตัวสแตนดาร์ด ครั้งนี้เราก็เลยจะอัปเดตให้แบบครบ ๆ ไปเลย แม้ว่าทางค่ายจะกั๊ก ๆ รูปไว้ ไม่ปล่อยให้เห็นทุกมุมก็เถอะ โดยตัวรถจะมีสเปกดังนี้ เครื่องยนต์สองสูบเรียงจากทาง Benelli ขนาด 692 ซีซี 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดจาก Delphi EFI ขับเคลื่อนผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด ส่งกำลังสู่ล้อหลังด้วยระบบโซ่ ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมัน 16 ลิตร เคลมอัตราสิ้นเปลืองมาที่ 27.6 กิโลเมตรต่อลิตร โดยมีตัวเลขเกี่ยวกับเครื่องยนต์ที่น่าสนใจ อาทิ กำลังแรงม้าที่ 68 แรงม้าที่ 8,500 รอบ ส่วนแรงบิดยังไม่ได้ระบุ ทางค่ายยังอ้างว่าสามารถทำท็อปสปีดได้มากถึง 190 กม./ชม. แม้ตัวรถจะมีน้ำหนักมากถึง 190 ลิตร ช่วงล่างของรถจะมีระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบหัวกลับจากทาง Marzocchi และด้านหลังจะเป็นโช้ค Ohlins ปรับแต่งได้และปรับความสูงได้ มีกันสะบัดจากทาง Ohlins ด้วย ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 270 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกจาก Brembo ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 230 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo เช่นกัน แน่นอนว่ามีระบบเบรก ABS ด้วย ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 120/70-R15 และ 160/60-R15 หน้าหลังตามลำดับ เรื่องของการค่าตัว โมเดลพิเศษ Limited Edition จะมีราคาเริ่มต้นที่ 14,900 ยูโร หรือราว ๆ 587,000 บาท (ราคาต่างประเทศ ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ) มาไทยก็น่าจะทะลุไปกระโดดไปอีก น่าจะอยู่ที่ 700,000 บาทขึ้นไป ทั้งนี้โมเดลพิเศษจะจำหน่ายเพียง 700 คันเท่านั้น ส่วนโมเดลพื้นฐานจะอยู่ที่ราคา 12,900 ยูโร หรือราว ๆ 508,000 บาท (ราคาต่างประเทศ ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ) ซึ่งจะไม่ได้โช้คและกันสะบัดจาก Ohlins ท่อ Akrapovich และครอบคลัตช์ Ducabike โดยจะเริ่มจำหน่ายหลังจากโมเดลพิเศษ ทั้งนี้จะเริ่มเปิดให้จองวันนี้ผ่านทางเว็บไซต์ www.italjetshop.com/collections/700twin-info ได้ตั้งแต่เวลา 21.00 น. ของบ้านเรา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

12 July 2024
Panigale V2 Superquadro Final Edition

Panigale V2 Superquadro Final Edition รุ่นพิเศษ 555 คันเท่านั้น มาอีกแล้วกับโมเดลพิเศษจากค่ายแดง Ducati กับ Panigale V2 Superquadro Final Edition โมเดลพิเศษจำนวนจำกัดเพียง 555 คัน ที่สร้างออกมาเพื่อระลึกถึงเครื่องยนต์วีทวินที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่ทางค่ายเคยสร้างมา และใช้งานมานานกว่า 30 ปี เจ้าเครื่องซูเปอร์ควอโดก็คือเครื่องวีทวิน 90 องศาของทางค่ายนั้นช่วยให้กำเนิดโมเดลระดับไอคอนมามากมาย ทั้ง 748, 749, 848, 899 และ 959 มาจนถึงโมเดลปัจจุบันอย่าง Panigale V2 และเคยเป็นส่วนนึงที่ทำให้ Nicolò Bulega คว้าแชมป์โลก World Supersport สมัยแรกมาได้ ส่วนเครื่องยนต์ที่ใช้ในโมเดลพิเศษนี้ก็คือเครื่องซูเปอร์ควอโดที่พัฒนาและต่อยอดมาจนถึงตอนนี้ เป็นเครื่องขนาด 955 ซีซี พร้อมสมรรถนะที่ให้คุณขับขี่ได้สนุกทั้งบนถนนและบนแทร็ก ด้วยแรงม้าขนาด 155 แรงม้าที่ 10,750 รอบ และแรงบิด 104 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ ขณะที่เรื่องของการออกแบบดีไซน์และสีสันนั้นเป็นทาง Drudi Performance จัดการร่วมกับทาง Centro Stile Ducati โดยยังได้สไตล์แบบดูคาติอย่างครบถ้วน โดยมีการเลือกใช้สีขาว แดง ดำและเทา โดดเด่นเป็นพิเศษด้วยลวดลายเครื่องยนต์กลไกที่แฟริ่งด้านข้างทั้งสองข้างในแบบที่ตำแหน่งตรงกันเป๊ะ ๆ กับเครื่องยนต์ที่ซ่อนใต้แฟริ่ง และยังมีการใช้ถังน้ำมันสีเทาขนาด 17 ลิตร ที่ดีไซน์ดูแปลกตาไม่เหมือนใครอีกด้วย ช่วงล่างก็จะมีการใช้เฟรมแบบโมโนค็อก ใช้เครื่องเป็นส่วนนึงของการรับภาระโหลดน้ำหนัก ระบบกันสะเทือนและกันสะบัดปรับแต่งได้จากทาง Ohlins ระบบเบรกจากทาง Brembo ยางจาก Pirelli Diablo Rosso Corsa II โดยมีขนาดล้อและยางขนาด 120/70 ZR17 และ 180/60 ZR17 หน้าหลังตามลำดับ ยังมีดีเทลพิเศษอื่น ๆ เช่น พักเท้าอลูมิเนียม CNC จาก Rizoma บังโคลนหน้าหลัง ปลายท่อไอเสีย การ์ดโซ่ การ์ดฝาคลัตช์ การ์ดสวิงอาร์มและการ์ดโช้ค ทั้งหมดนี้ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ แบตเตอรีลิเทียมไอออน และยังสามารถปรับเป็นแบบเบาะเดียวสำหรับขี่คนเดียวได้ นอกจากนี้ยังมีอนิเมชันพิเศษเวลาบิดกุญแจอีกด้วย ตัวรถปลอดภัยและเอาอยู่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ มากมาย โดยอาศัยหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน โดยจะมีระบบต่าง ๆ ดังนี้ ระบบเบรก Cornering ABS ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง และระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก สำหรับคนที่อยากจลงสนามไปซิ่ง ตัวรถจะสามารถติดตั้งชุดคิทที่จะสามารถถอดแผ่นป้ายทะเบียนและกระจกมองหลังออกได้ มีฝาถังน้ำมันอลูมิเนียมแบบเรซซิ่ง รวมถึงระบบโมดูล GPS สำหรับเก็บข้อมูลการขับขี่ในสนาม ซึ่งแถมมาจากโรงงานให้เลย และเหมือนกับทุก ๆ โมเดลพิเศษสำหรับคนชอบสะสม แต่ละคันจะมีซีเรียลนัมเบอร์ไม่ซ้ำกันบนแผงคอบน มีใบเซอร์ฯ รับรองความเป็นของแท้และผ้าคลุมมอเตอร์ไซค์ ซึ่งทั้งหมดนี้มาพร้อมสนนราคาค่าตัวที่ 28,000 ยูโรหรือคิดเป็นเงินไทยเลยก็ราว ๆ 1.1 ล้านบาท มาจำหน่ายในไทยก็อาจจะได้เห็นที่ราคาล้านกลาง ๆ ก็เป็นได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

12 July 2024
QJMotor-Fort-350

QJMotor Fort 350 สกู๊ตเตอร์พิกัดยอดนิยม ที่อาจเข้าไทย เพื่อนพ้องนักบิดที่ติดตามข่าวสารจากทางเราอยู่เสมอน่าจะได้ยินข่าวที่ว่า QJMotor กำลังจะเข้ามาทำตลาดในบ้านเรา มาครั้งนี้เราก็เลยนำเสนอโมเดลที่คาดว่าจะนำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราด้วยอย่างเจ้า QJMotor Fort 350 สกู๊ตเตอร์พิกัดยอดนิยม ที่ตอนนี้คลาสนี้กำลังร้อนแรงอย่างมากจากการมาทำตลาดของแบรนด์จีนอย่าง Zontes ดีไซน์ตัวรถออกแบบมาได้สปอร์ตโฉบเฉี่ยวในสไตล์สปอร์ตและโมเดิร์น ดูทันสมัยและบึกบึนจากบอดี้ที่ให้ความรู้สึกถึงความใหญ่และทรงพลัง เครื่องยนต์จะเป็นสูบเดียวขนาด 350 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังเครื่องยนต์ 33.79 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิดที่ 35.2 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ มีถังน้ำมันขนาด 14 ลิตร ช่วงล่างไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ โช้คหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิกและโช้คหลังคู่ ที่เห็นแตกต่างและเด่นหน่อยก็จะมีเรื่องของระบบเบรก โดยโมเดลนี้จะมีดิสก์เบรกหน้าคู่และคาลิเปอร์เบรก Bybre ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 120/70-15 และ 150/70-14 หน้าหลังตามลำดับ ส่วนเรื่องของเทคโนโลยีนั้นทางค่ายให้หน้าจอสี TFT มา ชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า ส่วนเรื่องของความปลอดภัยตัวรถจะมีระบบเบรก ABS และแทร็คชันคอนโทรลมาให้ การจำหน่ายนั้นที่ประเทศจีนตั้งอยู่ที่ 36,999 หยวน หรือราว ๆ 185,000 บาท ถือว่าราคาค่อนข้างแรง แต่ถ้าเทียบกับออปชันที่ให้มา และมาขายในไทยในราคาที่ไม่แพงไปกว่านี้มากนักก็ถือว่าน่าจะโอเคอยู่ เพราะดิสก์เบรกหน้ามาเป็นดิสก์คู่และรถก็มีซีซีเต็ม 350 ซีซี อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

11 July 2024
Yamaha จดสิทธิบัตรคลัตช์เทียม

Yamaha จดสิทธิบัตรคลัตช์เทียม สำหรับโมโตครอสไฟฟ้า พวกเราไบเกอร์น่าจะเคยได้เห็นสิทธิบัตรเกี่ยวกับการพัฒนารถโมโตครอสไฟฟ้าจากทาง Yamaha ไปหลายตัวแล้ว แล้วเจ้าสิทธิบัตรล่าสุดเนี่ยก็ยังเกี่ยวข้องกับโมเดลโมโตครอสไฟฟ้าที่เผยให้เห็นถึงอุปกรณ์เสริมที่ติดตั้งที่แฮนด์บาร์เพื่อทำหน้าที่จำลองผลของคลัตช์หรือพูดง่าย ๆ ว่า Yamaha จดสิทธิบัตรคลัตช์เทียม สำหรับรถโมโตครอสไฟฟ้านั่นเอง ยามาฮ่าได้ตะหนักอย่างชัดเจนเลยว่ารถไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถไฟฟ้าที่ใช้ในการแข่งขัน จะขับขี่ได้ดีขึ้นจากการมีคลัตช์ สังเกตได้จาก TY-E รถไทรอัลไฟฟ้าของทางค่ายที่มีฟลายวีลและคลัตช์คั่นกลางระหว่างมอเตอร์กับระบบเกียร์ 1 สปีด มันช่วยให้ผู้ขับขี่หมุนมอเตอร์และฟลายวีลได้โดยที่ล้อไม่ต้องหมุนตามได้ ซึ่งช่วยให้เกิดความเสถียรจากการอาศัยหลักของแรงเฉื่อยของมวลหมุน และสามารถใช้ฟลายวีลเป็นเสมือนแหล่งเก็บพลังงานชั่วคราวเพื่อเร่งความเร็วรอบเครื่องยนต์และปล่อยคลัตช์ซึ่งช่วยสร้างพละกำลังและแรงบิดที่มากขึ้นชั่วพริบตา ซึ่งมากกว่ามอเตอร์ไฟฟ้าเพียงลำพังจะทำได้ อย่างไรก็ตาม สิทธิบัตรที่ออกมาก่อนหน้านี้ของบริษัทแสดงให้เห็นว่าระบบคลัตช์แบบกลไกและฟลายวีลได้ถูกกำจัดออกไปแล้วเพื่อที่จะให้รถมีความกะทัดรัด และเบามากขึ้น และแทนที่มันด้วยตัวหน่วงการสั่นสะเทือนเชิงบิด โดยใช้แผ่นดิสก์สองแผ่นที่เชื่อมต่อกันด้วยสปริงซึ่งสามารถทำหน้าที่เป็นเสมือนกับแหล่งเก็บพลังงานชั่วคราวได้ ยามที่เปิดคันเร่งเล็กน้อยขณะที่กำลังกดเบรกอยู่เพื่อบังคับให้สปริงโช้คยุบตัว จากนั้นก็ปล่อยเบรกเพื่อให้สามารถปล่อยพละกำลังที่หนักหน่วงออกมาได้มาเป็นพิเศษ สิทธิบัตรล่าสุดนี้มีการเพิ่มก้านคลัตช์หลอก ๆ เข้าไปด้วย เพื่อให้รู้สึกว่าควบคุมการส่งกำลังของรถได้มากขึ้น และมีรีเจ็นเนอเรทีฟเบรกกิ้งในระดับที่สามารถทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกได้ว่ามันมีผลแบบเดียวกับการมีคลัตช์จริง ๆ โดยไม่ต้องแยกเครื่องยนต์ออกจากระบบส่งกำลังจริง ๆ ทว่าในปีนี้เราได้เห็นไอเดียที่คล้าย ๆ กันนี้มาแล้วมาจากหลาย ๆ ค่าย เช่น Kymco ที่ไม่เพียงแต่จำลองระบบคลัตช์แต่ยังจำลองระบบเกียร์มาด้วย ขณะที่การควบคุมอะไรที่มันง่าย ๆ แบบบิดแล้วก็ไปของรถไฟฟ้านั้นเป็นอะไรที่ตลาดรถใช้งานในชีวิตประจำวันต้องการมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีไรเดอร์อีกกลุ่มที่ต้องการอะไรมากกว่านั้น ทั้งนี้เมื่อถึงเวลาของการแข่งขันรถโมโตครอสไฟฟ้าของยามาฮ่าก็ต้องถูกคาดหวังว่าจะสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าหรือรถสันดาป แน่นอนว่าการควบคุมนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก ดังนั้นการเพิ่มคลัตช์เข้ามาดูจะสมเหตุสมผลมาก แล้วเจ้าสิทธิบัตรใหม่ที่ว่านี้ก็เจาะจงไปว่าก้านคลัตช์ที่ว่านี้ติดตั้งและทำงานยังไง แม้ว่ามันจะอยู่ที่แฮนด์ด้านซ้ายอย่างที่คิด แต่มันไม่ใช่คลัตช์ มันคือเบรกหลัง ก้านคลัตช์ที่ควบคุมรถจริง ๆ คือก้านเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านบนเบรกอีก ใช้นิ้วชี้ควบคุมอย่างเดียว ผลของการใช้คลัตช์นี้ต่อกำลังของมอเตอร์และแรงจากระบบรีเจอเนเรทีฟจะเทียบเท่ากับเอ็นจิ้นเบรกของรถสันดาป สิทธิบัตรนี้อธิบายความรู้สึกของการควบคุมและแสดงให้เห็นถึงเดดโซนที่ปลายทั้งสองด้านของระยะการเคลื่อนที่ และมีแรงต้านแบบก้าวหน้าที่จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อเหนี่ยวก้านเข้ามาและจะลดลงเมื่อดึงจนสุด แบบเดียวกับคลัตช์ปกติเลย ทำให้มีความรู้สึกคุ้นเคยได้ไม่ยาก แม้สิทธิบัตรนี้จะใช้กับรถโมโตครอสไฟฟ้าและกำลังพัฒนาอยู่ แต่แนวคิดก็ชัดเจนว่ามันน่าจะนำไปใช้กับสตรีทไบค์ไฟฟ้าในอนาคตได้ด้วย และจะช่วยดึงดูดนักบิดที่อยากจะสนุกกับกลไกต่าง ๆ แบบที่เขาเคยได้จากเครื่องยนต์สันดาป อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

11 July 2024
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Fabio Di Giannantonio สารภาพเปลี่ยนรถเพราะทำตาม ‘มาร์ก มาร์เกซ’

Fabio Di Giannantonio สารภาพเปลี่ยนรถเพราะทำตาม ‘มาร์ก มาร์เกซ’ Fabio Di Giannantonio นักแข่งจากทีม VR46 ออกมาเผยถึงเหตุการณ์วิ่งสี่คูณร้อยเมตรชายในการแข่งขันสนามที่สามของฤดูกาลในช่วงวันที่ 28 มีนาคม – 30 มีนาคมที่ผ่านมา ว่าเหตุผลของการกระทำดังกล่าวของเจ้าตัวนั้นไม่มีอะไรเลย นอกจากการทำตามมาร์ก มาร์เกซ นักแข่งจากทีมโรงงาน Ducati จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่สนาม Circuit of the Americas เมื่อมาร์ค มาร์เกซ ซึ่งได้ออกสตาร์ทจากตำแหน่งโพล พุ่งออกจากกริดก่อนรอบวอร์มอัพเพื่อไปเปลี่ยนเป็นรถที่เซ็ตสำหรับพื้นแห้ง และ เหตุการณ์นี้ทำให้นักบิดคนอื่น ๆ รวมถึงผู้ที่อยู่แถวหน้า ต่างพากันเปลี่ยนรถตาม จนทำให้การออกสตาร์ทต้องล่าช้าออกไปด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ‘ดิกเจีย’ ซึ่งควอลิฟายมาเป็นอันดับสอง ก็เปลี่ยนรถเช่นเดียวกัน แต่เขายอมรับว่าทีมของเขาพยายามห้ามไว้ และที่เขาออกจากกริดไปก็เพียงเพราะเห็นมาร์เกซทำ ไม่ใช่เพราะคิดว่าถึงเวลาที่เหมาะสมในการเปลี่ยนยางแล้ว “พูดตรงๆ ตอนนั้นผมไม่มีไอเดียอะไรในหัวเลย ผมแค่พูดว่า ‘ทำตามที่มาร์คทำก็แล้วกัน’ เพราะในสถานการณ์แบบนี้ เขามักจะเฉียบคมเสมอ พอเห็นเขาวิ่งออกไป ผมก็รีบกระโดดลงจากรถ ช่างเทคนิคพยายามหยุดผม แต่ผมบอกว่า ‘ไม่ได้ ผมต้องไป’” “แต่พูดตามตรงนะ มันไม่ได้มีเหตุผลอะไรเลย ผมแค่ทำตามเขาเท่านั้นเอง ถ้าผมได้สตาร์ทจากแถวหน้า แล้วคนที่ได้โพลดันวิ่งออกไป ผมก็คิดว่าผมต้องตามไปเหมือนกัน ผมต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันกับเขา” การกลับมาขึ้นโพเดียมอีกครั้งของ ‘ดิกเจีย’ ฟาบิโอ ดิ จิอันนันโตนิโอ กลับมาขึ้นโพเดียมได้เป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งปีในรายการ Americas GP 2025 หลังพา Ducati ทีม VR46 เข้าป้ายในอันดับที่สาม และการขึ้นโพเดียมในครั้งนี้ถือเป็นโพเดียม อย่างเป็นทางการครั้งแรกของเขานับตั้งแต่คว้าชัยในรายการ Qatar GP ปี 2023 และเป็นการกลับไปเยือนโพเดียมครั้งแรกนับตั้งแต่รายการ Valencia GP ในปีเดียวกัน แม้ในครั้งนั้นเขาจะถูกปรับตำแหน่งลงมาเป็นอันดับสี่เนื่องจากแรงดันยางไม่เป็นไปตามข้อกำหนด แม้จะได้ประโยชน์จากการที่มาร์ก มาร์เกซล้มขณะนำการแข่งขันที่ COTA ดิ เจียนนันโตนิโอก็ยอมรับว่าแขนซ้ายของเขา “เหนื่อยล้าสุด ๆ” หลังผ่านไปเพียง 7 รอบสนาม “พูดง่าย ๆ คือหลังจากรอบที่เจ็ด ผมมองไปที่ป้ายพิทเพื่อดูว่ายังเหลืออีกกี่รอบ แล้วมันบอกว่าเหลืออีก 11 รอบ ตอนนั้นผมแบบ ‘โอ้โห งานเข้าแล้ว’ เพราะแขนซ้ายของผมล้าไปหมดแล้วจริง ๆ ผมเลยเริ่มเปลี่ยนวิธีขี่ใหม่หมดเลย พยายามใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นของร่างกายแทน และพูดตามตรง ตอนนี้ผมเหนื่อยมาก” “จากนั้นผมก็พยายามประคองตัวให้รอดจนถึง 5 รอบสุดท้าย แล้วผมเห็นว่าผมทำเวลาพอ ๆ กับอเล็กซ์ มาร์เกซได้ และยางของผมก็ยังไม่แย่เท่าไร ผมเลยลองเร่งตามเขา พยายามไล่ แต่ก็ยังห่างเกินไป รอบสุดท้ายผมเสียอาการเล็กน้อยตรงท้ายรถ ก็เลยบอกตัวเองว่า ‘โอเค แค่นี้ก็พอแล้ว จบการแข่งขันให้ดี แล้วก็ยกล้อฉลองหน่อยเถอะ’” โดยนักบิดเจ้าของหมายเลข 49 รายนี้ยังออกมาเผยอีกว่าตัวเขา และทีมมีความสุขอย่างมากในการได้กลับมายืนบนโพเดียมอีกครั้ง ซึ่งตัวเขามองว่าการที่ทีมได้กลับมายืนโพเดียม มันคือตำแหน่งที่ควรจะเป็น  “ผมมีความสุขมาก เราทุ่มเทกันหนักมาก ฤดูหนาวที่ผ่านมามันยาวนานเกินไปสำหรับเรา มีอาการบาดเจ็บมากมาย และใช้เวลาอยู่กับนักกายภาพบำบัดเยอะมาก การได้กลับมาอยู่ในตำแหน่งที่เราควรจะอยู่ตั้งแต่แรกมันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม” “ผมขอบคุณทีมของผมจากใจจริง พวกเขาอยู่ข้างผมเสมอ เชื่อมั่นในตัวผมเสมอ และนั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรมองข้าม “เรารู้ว่าการมาแข่งที่นี่จะยากในแง่สภาพร่างกาย ผมเลยฝึกหนักมากระหว่างที่อยู่ในอเมริกาอาทิตย์นี้ และนั่นทำให้ผมดีใจมาก เพราะเราพัฒนา เราอยู่ตรงนั้น เรารักษาโมเมนตัมไว้ได้ “ผมภูมิใจในทีม ภูมิใจในตัวเอง และภูมิใจในผลงานของเรา โพเดียมนี้อาจจะมาจากความผิดพลาดของมาร์คก็จริง แต่ผมว่ามันก็เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน” ฟาบิโอ ดิ จิอันนันโตนิโอ จะกลับมาลงสนามทำการแข่งขันในสนามที่สี่ของฤดูกาลที่สนาม ลูเซล อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ประเทศกาตาร์ ในช่วงระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 13 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

1 April 2025
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
มาร์โก เบซเซคคี่ เผย รู้สึกโชคดีเมื่อได้เคียงข้างมาร์ติน

มาร์โก เบซเซคคี่ เผย รู้สึกโชคดีเมื่อได้เคียงข้างมาร์ติน มาร์โก เบซเซคคี่ นักบิดจากทีม Aprilia Racing ได้ออกมาเผยว่าตนนั้นพร้อมแล้วที่จะลงแข่งให้กับทีมโรงงานของ Aprilia และยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ‘รู้สึกโชคดี’ ที่จะร่วมเป็นทีมเมทกับแชมป์โลกคนล่าสุดอย่างฆอร์เก้ มาร์ติน บัญญาย่าทำได้ดี แต่มาร์ตินคู่ควรกับแชมป์มากกว่า อดีตนักแข่งทีม VR46 รายนี้เตรียมย้ายเข้าไปแข่งทีมโรงงานเป็นครั้งแรกในอาชีพกับ Aprilia โดยเบซเซคคี่จะเข้ามาเป็นทีมเมทร่วมกับ ฆอร์เก้ มาร์ติน แชมป์โลกคนล่าสุดในการแข่งขัน MotoGP ซึ่งเขาเองชื่นชมทั้ง บัญญาย่า และ มาร์ติน ที่สามารถเค้นฟอร์มเก่ง ขับเคี่ยวแย่งแชมป์ในฤดูกาล 2024 ได้อย่างสูสี แต่ก็ยอมรับว่าทีมเมทคนใหม่ของเจ้าตัวคู่ควรกับตำแหน่งแชมป์มากกว่า  “มาร์ตินทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อฤดูกาลที่แล้ว (2024) เขามีความสม่ำเสมอ เร็ว และมีเทคนิคความสามารถในตลอดการแข่งขัน เขาอาจจะไม่ชนะเท่าบัญญาย่า แต่สุดท้ายแล้วมาร์ตินก็สามารถคว้าแชมป์ได้ เพราะการคว้าแชมป์ไม่ใช่แค่เรื่องของความเร็วเพียงอย่างเดียว” และยังเผยว่าตนนั้นโชคดีที่ได้เป็นทีมเมทกับฆอร์เก้ มาร์ติน เพราะเจ้าตัวมองว่าการได้ร่วมทีมด้วยกันครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้ และได้เก็บเกี่ยวข้อมูลที่สำคัญจากนักบิดที่เป็นแชมป์ประจำรายการคนล่าสุด  “การได้ร่วมทีมฆอร์เก้ถือเป็นโชคดีครั้งใหญ่ เพราะเขาคือคนที่แข็งแกร่งที่สุด ดังนั้นนี่จะถือเป็นโอกาสเรียนรู้ และเป็นโอกาสที่จะได้รับข้อมูลสำคัญจากนักบิดที่เก่งที่สุดในโลก” 2024 ฤดูกาลที่ไม่ค่อยน่าจดจำ เบซเซคคี่ในการแข่งขันฤดูกาล 2024 อาจจะดูไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ เนื่องจากเจ้าตัวนั้นเจออุปสรรคต่าง ๆ มาตลอดฤดูกาลกับรถ GP23 โดยความสำเร็จที่ทำได้กับทีม VR46 ในการแข่งขันฤดูกาล 2024 สามารถทำได้หนึ่งโพเดียมด้วยการจบอันดับที่ 3 ในการแข่งขันสนามที่ 4 ของฤดูกาล  อีกทั้งยังจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 12 สะสมได้ 153 คะแนน ตามหลังเพื่อนร่วมทีมอย่าง ฟาบิโอ ดิ จานนานโตนิโอ อยู่ที่ 12 คะแนน  “มันเป็นฤดูกาลที่ยากมาก ผมไม่คิดว่าผมจะต้องเจอความยากลำบากขนาดนี้ ตั้งแต่การทดสอบตัวรถครั้งแรก ผมก็รู้สึกไม่ค่อยดีกับตัวรถแล้ว” “ผมมั่นใจว่าผมเติบโตขึ้นมากในปีนี้ ทั้งชีวิตส่วนตัว และชีวิตนักแข่ง เพราะตลอดฤดูกาลที่ผ่านผมไม่เคยรู้สึกดีบนตัวรถเลย ต้องปรับตัวอยู่ตลอด และแน่นอนว่าผมคาดหวังเรื่องผลงานมากกว่านี้ และผมก็อยากทำให้ได้ดีมากกว่านี้” การลงทดสอบตัวแข่งในสนามถัดไปจะลงทดสอบกันที่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย โดยจะแบ่งเป็นรอบ Shakedown Test ที่ให้เฉพาะนักแข่งที่เข้ามาแข่งขันในฤดูกาล 2025 ครั้งแรกลงทดสอบ และTest Riders ของทีม โดยจะทดสอบระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2025 และการทดสอบ Sepang Test จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2025 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 MotoGP Presentation ปฎิทินเปิดตัวทีมแข่ง มาแล้ว

ปักหมุดให้พร้อม !! ปฎิทินเปิดตัวทีม MotoGP 2025 มาแล้ว เข้าสู่ปี 2568 ของการเตรียมพร้อมเข้าสู่ฤดูกาลแข่งขันโมโตจีพี 2025 อย่างเป็นทางการ สำหรับแฟน ๆ ที่ตั้งหน้าตั้งตารอลุ้นกับ 2025 MotoGP Presentation ว่าจะมาเมื่อไหร่ ซึ่งล่าสุด..ทางผู้จัดการแข่งขันอย่างดอร์น่า สปอร์ต ได้เผยตารางเปิดตัวทีมใหม่เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งแต่ละทีมมีกำหนดการเปิดตัวทีมแข่งพร้อมไลน์อัพนักบิดดังนี้ 2025 MotoGP Presentation TrackHouse Racing MotoGP (วันที่ 14 มกราคม 2568) Raul Fernandez #25 Ai Ogura #79   Aprilia Racing (วันที่ 16 มกราคม 2568) Jorge Martin #89 Marco Bezzecchi #72   Gresini Racing MotoGP (วันที่ 18 มกราคม 2568) Alex Marquez #73 Fermin Aldeguer #54 Ducati Factory Team (วันที่ 20 มกราคม 2568) Marc Marquez #93 Francesco Bagnaia #63   Red bull KTM Factory Racing / Tech 3 (วันที่ 30 มกราคม 2568) Brad Binder # 33 (Red bull KTM Factory Racing) Pedro Acosta #37 (Red bull KTM Factory Racing) Enea Bastianini #23 (Red Bull KTM Tech3) Maverick Viñales #12 (Red Bull KTM Tech3)   Monster Energy Yamaha MotoGP / Prima Pramac (วันที่ 31 มกราคม 2568) Fabio Quartararo #20 (Monster Energy Yamaha MotoGP) Alex Rins #42 (Monster Energy Yamaha MotoGP) Jack Miller #43 (Prima Pramac Yamaha) Miguel Oliveira #88 (Prima Pramac Yamaha)   LCR Honda (วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2568) Johann Zarco #25 ก้อง สมเกียรติ จันทรา #35   Pertamina Enduro VR46 Racing Team (TBC) Franco Morbidelli #21 Fabio Di Giannantonio #49   Repsol Honda Team (TBC) Luca Marini #10 Joan Mir #36 (อัปเดตล่าสุด

Himalayan 650 2025 บังบอกขอเทสก่อน..

Himalayan 650 2025 บังบอกขอเทสก่อน เห็นโฉมแรกละต้องบอกเลยว่า เขาแอบทดสอบเจ้า Norden ตัวใหม่ป่ะหว่าา.. ทำไมโมเดลมันพิลึกแปลก ๆ แต่พอเห็นแร็คท้ายอาร์มก็รู้เลยว่ารถอังกฤษสัญชาติอินเดียแน่นอน และนี่ก็คือรถแกงกระหรี่ หรือ Himalayan 650 2025 เจ้าหิมาลายันพี่ใหญ่ในเวอร์ชันเดโม่ หลุดทดสอบมาให้ชมกันแล้ว รุ่นนี้ไม่ใช่ฮัสกี้ อย่าเข้าใจผิด จากภาพสปายช็อตและข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งวงในอ้างอิงมาว่า รุ่นนี้อาจจะเป็นเจ้าหิมาลายัน 650 หรือไม่ก็อาจจะเป็นคลาส 750 ซีซีหรือมากกว่านั้น เนื่องด้วยตัวบอดี้ที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ บวกกับรูปลักษณ์การดีไซน์ที่ชวนให้นึกถึงเจ้า Norden 901 อย่างไรก็ดีก็คงต้องยึดสเปค 650 ตามหลักแหล่งข้อมูลเบื้องต้น และแน่นอนว่า การออกแบบสไตล์ RE ก็ยังคงทิ้งเป็นเอกลักษณ์ตามฉบับทางค่ายไว้ทุกประการ ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ ด้วยการผสมผสานระหว่างแอดเวนเจอร์ทัวริ่งกับความหล่อเหลาคลาสสิกในแบบรอยัลเอ็นฟิลด์ ทำให้รุ่นเดโม่ 650 คันนี้ ค่อนข้างมีสไตล์และเป็นเอกลักษณ์อย่างชัดเจน ด้วยไฟหน้าทรงกลมขนาดใหญ่ ยัดแฟริ่งด้านข้างออกแบบให้มีความสูงเพรียว เว้าช่องถังน้ำมันด้านข้าง ติดแฮนด์ยกเยื้องคู่กับตัวเบาะออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน รวมถึงเบาะหลังสำหรับคนซ้อน ให้ความสะดวกสบายสำหรับการเดินทางไกล เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 648 ซีซี   ผนวกกับเครื่องยนต์วางมุม 90 องศาขนาด 2 สูบเรียง 648 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าที่ 47 แรงม้าและแรงบิด 52 นิวตันเมตร ชุดเกียร์บ็อกซ์ 6 สปีด และติดอกล่างกันชนมาให้ โดยยึดแพลตฟอร์มตัวเลขแรงม้า และแรงบิดแบบเดียวกันกับโมเดลอื่น ๆ ในคลาส 650 ซีซี ทั้ง Interceptor 650, Continental GT 650, Super Meteor 650 และ Shotgun 650 แต่คงปรับช่วงอัตราทดเกียร์ให้เข้ากับสไตล์ตัวรถในแบบแอดเวนเจอร์ทัวริ่งนั่นเอง และระบบช่วงล่างที่เป็นอัปไซส์ดาวน์ด้านหน้าและโช้คเดี่ยวด้านหลัง สามารถปรับแต่งได้เต็มระบบ ทั้งยังใส่ระบบเบรก เป็นดิสก์คู่พร้อมคาลิเปอร์จาก Bybre พร้อมระบบ ABS ล้อหน้า 19 นิ้ว ล้อหลัง 17 นิ้ว แบบซี่ลวดและรัดมาด้วยยางออลเทอร์เรน ในเรื่องของระบบเทคโนโลยียังคงไม่มีการอัปเดตอะไรเพิ่มเติม ต้องรอทางค่ายอัปเดตอย่างเป็นทางการอีกครั้ง และนี่อาจเป็นโฉมเดโม่เวอร์ชันสุดท้ายก่อนผลิตจริง แต่และคาดการณ์น่าจะเปิดตัวภายในปีนี้ พร้อมราคาคาดการณ์ราว ๆ 4 แสนรูปี หรือประมาณ 1.5 แสนบาท ถ้าหากมาไทยราคาอาจกระโดดไปถึง 2 แสนกลาง ๆ อย่างไรต้องรอเฟิร์มอีกครั้งแล้วจะรีบแจ้งให้ทราบ หรือดูรีวิว Himalayan 450 คลิ๊กที่นี่  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
Kawasaki จัดเต็ม ! ลุยเปิดโมเดลใหม่ ในงาน Motor Show 2023

Kawasaki จัดเต็ม เปิดตัวโมเดลใหม่ เอาใจสาวกบิ๊กไบค์ ในงาน Motor Show 2023  มาดูรถฝั่งค่ายยักษ์เขียวในงาน Motor Show 2023 ซึ่งจัดเต็มแบบไม่เป็นรองใคร รุกเปิดโมเดลใหม่ล่าสุด ประเดิมโดย Ninja ZX-4R รถซูเปอร์สปอร์ตทรงพลัง ในคลาส 400 ซีซี ที่มากับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง, Eliminator รถฟรีสไตล์ครูเซอร์ใหม่ขนาด 400 ซีซี และ Versys 650 รถทัวริ่งโฉมใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่นพี่อย่าง Versys 1000 พร้อมจัดแสดงสุดยอดยนตรกรรมอีกมากมาย ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน 2566 นี้ Ninja ZX-4R  Kawasaki จัดเต็ม นำทัพรถจักรยานยนต์หลากหลายรุ่น เข้าร่วมประชันโฉมภายในงานมอเตอร์โชว์ 2023 ซึ่งมีดาวเด่นเป็นสุดยอดรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ต ทรงดุดันอย่าง Ninja ZX-4R ด้วยตำแหน่งทางการตลาดที่วางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับในโมเดลนี้ คือเวอร์ชันรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ตขนาด 400 ซีซี ที่ให้ความเร้าใจที่ยากจะหาคู่เปรียบเทียบได้ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง เป็นกุญแจสำคัญของความสนุกสนานในการขับขี่ ที่ได้ส่งผ่านประสิทธิภาพที่บดบัง รถรุ่นอื่นในคลาส 400 ซีซี ด้วยพละกำลังเครื่องยนต์ 75 แรงม้า และมีรอบเครื่องยนต์ที่สูงกว่า 15,000 รอบต่อนาที ทำลายทุกขีดจำกัด ส่วนควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ECU ใช้พื้นฐานเดียวกับ Z H2 รุ่นเรือธงของคาวาซากิ ทั้งเกรี้ยวกราดและดุดัน โดยมี ETV (Electronics Throttle Valves) ที่มีขนาดใหญ่ถึง ø34 mm ที่ทำให้ตอบสนองการบิดคันเร่งอย่างดีเยี่ยม และทำให้ง่ายต่อการทำงานในส่วนของระบบต่าง ๆ ภายในรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ เช่น KTRC, การเลือกโหมดการขับขี่ และการใช้งานควิกชิพเตอร์ (ในรุ่น SE) กับเสียงอันเร้าใจของเครื่องยนต์ Ninja ZX-4R มาจากท่อไอเสียที่ได้แรงบันดาลใจจาก Ninja ZX-6R เพื่อให้ได้กำลังสูงสุดและเสียงเร้าใจ โดยที่ไม่ผิดกฎหมาย    ด้านแรมแอร์ที่อยู่ตรงกลางเป็นฟีเจอร์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของโมเดล Ninja ZX โดยช่องทางเดินอากาศของ Ninja ZX-4R ถูกออกแบบมาให้คล้ายกับ Ninja H2 ซึ่ง Know-how นี้จะเพิ่มอัตราการไหลของอากาศและเพิ่มความดันอากาศทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นทุกความเร็วรอบ ทั้งยังออกแบบมาให้ป้องกันน้ำเข้าสู่เครื่องยนต์ในการขับขี่ในขณะฝนตกด้วย ระบบกันสะเทือน High-Grade Suspension SFF-BP (Separate Function Fork – Big Piston) Horizontal Back-link Rear Suspension ระบบรองรับน้ำหนักด้านหน้าถูกติดตั้งมาเป็นระบบ SFF-BP ของ SHOWA ทำให้ Ninja ZX-4R สามารถขับขี่ได้ทั้งในสนามแข่งและรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ในส่วนของโช้คอัพหลัง เป็นแบบ Horizontal Back-Link ที่ออกแบบมาจาก Ninja ZX-10R (ในรุ่น SE สามารถปรับ Preload ที่โช้คอัพหน้าได้) เรือนไมล์ TFT Colour Instrumentation with Circuit Mode หน้าจอ TFT ขนาด 4.3 นิ้ว พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ในการควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ผ่านระบบ Smartphone Connectivity โดยหน้าจอ TFT มี Built in Bluetooth เพื่อเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ของผู้ใช้รถโดยเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น “RIDEOLOGY” ซึ่งมีฟังก์ชั่นแสดงข้อมูลรถ และตั้งค่าการขับขี่ต่าง ๆ ผ่านโทรศัพท์ได้เลย ทำให้ Ninja ZX-4R สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น รองรับสมรรถนะสไตล์สปอร์ตที่มีพิษสงรอบตัวยิ่งกว่ารุ่นใด ๆ ในคลาส 400

22 March 2023
BMW S1000RR สเปค 2023 และราคาใหม่

BMW S1000RR สเปค โมเดลใหม่ 2023 จากค่ายเรือธง     BMW S1000RR 2023 สปอร์ตไบค์ตระกูล S1000 ในพิกัด 1000 ซีซี จากค่ายใบพัดสีฟ้า พร้อมรูปลักษณ์ที่โดดเด่นสะกดทุกสายตา กับสมรรถนะที่เหลือล้น ในเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ให้ความแรงถึง 210 แรงม้า และเทคโนโลยีเต็มขั้น ให้ความมันส์ทุกการขับขี่บนสนามแข่งและท้องถนน  ราคาแนะนำ สีแดง Racing Red ราคา 999,000 บาท สีดำ Black Storm Metallic ราคา 984,000 บาท  สเปค, สเป็ก ​​   หน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว เกียร์โยง CNC ระบบเบรก ABS ปุ่มคอนโทรลโหมดการขับขี่     โช้คเดี่ยวไฟฟ้า วิงก์เล็ต   BMW S1000RR สเปค 2023 และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 999 ซีซี แรงม้า (เคลม) 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 113 นิวตันเมตรที่ 11,100 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 49.7 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 13.3 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง Electronic injection ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน พร้อมระบบคลัตช์ anti-hopping ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-ZR17 แบบไม่ใข้ยางใน ยางหลัง 190/55-ZR17 แบบไม่ใข้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ขนาด 45 มม. พร้อมระบบ Dynamic Damping Control (DDC) ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม พร้อมโช้คเดี่ยว และระบบ Dynamic Damping Control (DDC) เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์ แบบเรเดียลเมาท์ 4 พอต (ABS) เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก 1 พอต (ABS) กว้าง X ยาว X สูง 848 x 2,073 x 1,204 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,458 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 824 ม.ม. น้ำหนักรถ 193.5 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 16.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ น้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วออกเทน 95-98 เทคโนโลยี ระบบเบรก C-ABS  ไดนามิก แทรคชั่นคอนโทรล ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSC)  โหมดการขับขี่ 4 โหมด (Rain, Road, Dynamic, Race)

20 March 2023
  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
เปิดตัว BMW R1250RT 2019 เทคโนโลยีเครื่องยนต์ใหม่ Shiftcam

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เผยโฉม BMW R1250RT 2019 ใหม่มอเตอร์ไซค์ทัวริ่งที่มาพร้อมสมรรถนะเครื่องยนต์ทรงพลังผสานเข้ากับความสะดวกสบาย สำหรับการเดินทางไกลไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบพร้อมสร้างประสบการณ์สุดประทับใจให้แก่เหล่าไบค์เกอร์บนทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล BMW R1250RT 2019 ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์บ็อกเซอร์อันเป็นเอกลักษณ์ระดับตำนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สั่งจ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมระบบฟอกไอเสียแบบ closed-loop ชนิด 3 ทาง จึงพร้อมส่งแรงบิดเต็มกำลัง ขณะที่เทคโนโลยีระบบวาล์วแปรผันใหม่ BMW ShiftCam ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องยนต์ ก็ยังเสริมความแรงได้อย่างเหนือชั้น บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยอากาศและของเหลว ขนาด 1,254 ซีซี ที่ได้รับการยกระดับให้สามารถส่งพละกำลังและแรงบิดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสามารถโลดแล่นได้อย่างราบรื่นแม้ขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ส่งกำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ / 136 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 143 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที เครื่องยนต์บ็อกเซอร์รุ่นใหม่นี้ยังโดดเด่นด้วยระบบไอเสียที่สามารถปล่อยมลพิษน้อยลง และประหยัดเชื้อเพลิง เติมเต็มสมรรถนะเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี BMW ShiftCam ที่เสริมความสมดุลของเพลาลูกเบี้ยวและจังหวะการทำงานของเครื่องยนต์ นอกจากนี้ เพลาลูกเบี้ยวยังเปลี่ยนมาขับเคลื่อนด้วยห่วงโซ่ฟันแทนโซ่ส่งกำลังแบบเดิม ส่วนระบบหัวฉีดคู่และระบบไอเสียใหม่ ผ่านการรับรองมาตรฐานยูโร 4 ที่เน้นประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่หลากหลายสำหรับความต้องการที่แตกต่างของนักบิด ได้แก่ ‘Rain’, ‘Road’ และ Riding Modes Pro ที่เพิ่มโหมดการขับขี่แบบโปร คือ ‘Dynamic’, ‘Dynamic Pro’, ‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ พร้อมระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC) และระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control) ที่ได้รับการติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่อุ่นใจยิ่งขึ่นในทุกสภาวะการขับขี่ เพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้นด้วย ระบบ Dynamic Traction Control และ ABS Pro ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนระบบ Dynamic Brake Control หรือ DBC ช่วยให้เบรกหลังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการตัดกำลังของเครื่องยนต์เมื่อเบรกในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้รถมีระยะเบรกสั้นลง ในขณะที่ยังสามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นคง ระบบช่วงล่างที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า หรือ Dynamic ESA ยังสามารถปรับการตอบสนองของโช้คอัพได้อย่างอัตโนมัติและฉับไวตามสภาวะการขับขี่และการควบคุมรถ ปรับค่าการสั่นสะเทือนให้เหมาะสมตามสภาพถนน เพื่อการขับขี่ที่สบายและมั่นคงในทุกเลี้ยวโค้ง ดีไซน์ของบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ยังคงเน้นองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์ ทัวริ่งอย่างเต็มเปี่ยมใน 4 สี 4 สไตล์ด้วยกัน ได้แก่ สีขาว Alpine white สีแดง Mars red metallic/Dark slate metallic matt สี Manhattan metallic และสีน้ำเงิน Option 719 Blue planet  metallic/Ivory นอกจากนี้ ชุดแต่งจาก BMW Motorrad Spezial ยังเป็นอีกทางเลือกที่พร้อมสร้างความแตกต่างให้ สะดุดตายิ่งขึ้น ด้วยชิ้นส่วนคัสตอมสุดเอ็กซ์คลูซีฟในวัสดุเกรดพรีเมียม และงานฝีมืออันประณีตบรรจงในทุกรายละเอียดจากช่างผู้เชี่ยวชาญ มอบสไตล์ที่โดดเด่นแบบเฉพาะตัว   บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ สีขาว Alpine White ราคา: 1,340,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สำหรับรุ่นสีขาว Alpine White จะโดดเด่นด้วยล้อสีเงิน Silver metallic ตัดสลับกับตัวเครื่องสีเงิน Aluminium Silver metallic มาพร้อมกับฝาครอบถังน้ำมันกลางตัวรถและที่รองเข่าสีเข้ม Slate Dark metallic matt สวยสะดุดตา นอกจากนี้ ตุ้มถ่วงปลายแฮนด์ ขอบกระจกหน้ารถ และคาลิเปอร์เบรคสีดำ พร้อมด้วยสปอยเลอร์ด้านหน้าและสปอยเลอร์เครื่องยนต์สีดำ Night Black ยังขับเน้นให้ส่วนของเครื่องยนต์นั้นโดดเด่นและโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น

รีวิว Honda ADV150 2019 โดดเด่น ไม่ซ้ำใคร

สำหรับการ รีวิว Honda ADV150 ปี 2019 ครั้งนี้ต้องบอกเลยว่า สดๆร้อนๆ ทั้งการเปิดตัว และการทดสอบกันเลยละพ่อคุณแม่คุณทั้งหลาย เพราะในช่วงเช้าได้เปิดตัวกันที่เซ็นทรัลเวิล์ด และในช่วงบ่ายได้มีการจัดเป็นการทดสอบในรอบของสื่อมวลชน ที่ศูนย์ขับขี่ปลอดภัย สำหรับโมเดลนี้เป็นโมเดลที่จัดจำหน่ายทั่วโลก และต้องบอกตามกันไปอีกว่าโมเดล ADV150 เป็นโมเดลที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามกันเลยทีเดียว ด้วยคาแร็กเตอร์ตัวรถ และการออกแบบที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็น Street Adventure ทำให้รู้สึกได้ว่า เป็นมอเตอร์ไซต์ที่ โคตรจะเหมาะสมกับภูมิประเทศไทย เราลองมาดูมารีวิวครั้งนี้ ที่ทางเราก็ได้สัมผัสเจ้า ADV150 ครั้งแรกเป็นยังไงกัน รูปร่าง อวบ กำลังดี มาดูกันที่รูปร่างหน้ากันก่อนเลยสำหรับการดีไซน์ภาพรวม ที่รูปร่างที่ค่อนข้างจะคล้ายรุ่นพี่สายลุยอย่าง Honda X-ADV 750 ด้วยรูปทรงไฟหน้าและท่อไอเสียที่ดีไซน์ให้ออกมาองศาคล้ายคลึงกันพอสมควร สำหรับ ADV150 คันนี้มีระบบส่องสว่างไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว แบบ Full LED ที่ให้ความสว่างชัดเจน ดีไซน์สวยโดยเฉพาะไฟหน้า และโดดเด่นด้วยไฟท้ายดีไซน์เป็นรูปตัว X สำหรับคันนี้เป็นสีที่ดูสวยสดที่สุด นั้นก็คือ สีแดง แต่ก็ยังมีอีก 2 สีก็คือ ดำ และ เทา ที่จำหน่ายในประเทศไทย (ความชอบส่วนตัว) พร้อมกับระบบ ESS (Emergency stop signal) เมื่อเบรคฉุกเฉิน ความเร็วลดแบบกระทันหัน ไฟเลี้ยวจะกระพริบเป็นสัญญาให้เป็นจุดสังเกตได้อย่างชัดเจนและปลอดภัย ชิวบังลมด้านหน้าที่มีขนาดใหญ่ ใส ที่สำคัญเลยมันสามารถที่จะปรับระดับสูง-ต่ำของชิวหน้าได้ โดยการหมุนตัวปรับทางด้านซ้ายและขวาพร้อมกับปรับขึ้นลงได้ แบบพร้อมกันทำให้การขับขี่ทั้งในเมืองก็ดีขึ้น และถ้าเราต้องการบังลมหรือบังขี้โคลนก็สามารถปรับขึ้นได้อีกด้วย ออกแบบไว้พร้อมลุย สำหรับแฮนด์บาร์ที่มีขนาดกว้างมีทั้งข้อดีและข้อสังเกต ข้อดีคือการออกแบบมาให้ขับขี่สบาย เดินทางไกลได้ รวมไปถึงสรีระการจับแฮนด์จะสามารถให้ตัวระหว่าง ช่วงแขนและไหล่ ทำให้เวลาเกิดการสั่นสะเทือนจะรู้สึกได้น้อยลง ส่วนข้อสังเกตุมีไม่มาก มันกว้าง ก็ย่อมติดเป็นธรรมดาแต่สำหรับคนที่ขับขี่บ่อยๆ เชื่อได้ว่าเดี๋ยวก็ชิน และก็พริ้วเหมือนเดิม ทางด้านแฮนด์ซ้าย มีสวิตซ์ไฟสูงไฟต่ำ แตร และไฟเลี้ยวออกแบบมาได้ระยะการปรับพอดีนิ้วมือ และปะกับแฮนด์ทางด้านขวามีสวิตซ์ ไฟฉุกเฉิน และ ปุ่มกดสตาร์ทเครื่องยนต์ รวมไปถึงสวิตซ์เปิดปิด IDLING Stop โหมดการหยุดทำงานเครื่องยนต์อัจฉริยะพร้อมทั้งปะกับคันเร่งแบบ 2 สายที่ออกแบบอยู่รวมกันทั้งหมด ทำให้ดูแล้วลงตัวเหมาะสม เรียบง่ายอย่างยิ่ง เรือนไมล์แบบ Full LCD ที่จะบอกสถานะต่างๆทั้งความเร็ว อัตราค่าเฉลี่ยน้ำมัน ทริปA/B เวลา วัน/เดือน รวมไปถึงแถบสถานะบอกไฟเลี้ยว กุญแจอัจฉริยะ ไฟสูง สถานะเครื่องยนต์ แบตเตอรี่ และไฟสถานะ ABS ที่ถูกดีไซน์เป็นแถบแยกออกมาจากหน้าจอเรือนไมล์อีกที แต่อยู่ในระยะที่สายตาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน กุญแจอัจฉริยะที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีเพียงแค่พกเข้าไปใกล้ๆรถเพียง 0.5-1 เมตรก็สามารถที่จะกดสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทันที รวมไปถึงตัวเบ้าบิดกุญแจ (เตาแก๊ส) ที่มีระดับการบิดทั้งเปิดถังน้ำมันขนาด 8 ลิตรที่อยู่ระหว่างขา,กดเปิดเบาะ และเปิดสตาร์ทเครื่องยนต์ ทางด้านซ้ายของคอนโซนที่ออกแบบให้มีช่องเก็บของสะดวกต่อการหยิบของได้ง่ายโดยใช้มือซ้าย และยังมีปลั๊กไฟอเนกประสงค์ 12V ไว้สำหรับการต่อ GPS ชาร์ตแบต Smartphone และอื่นๆได้อีกมากเลยละครับ ช่วงล่างกันบ้าง เขาว่าดี!! ช่วงล่างด้านหน้าโช้คอัพหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิค(ตะเกียบคู่)ดีไซน์กระบอกโช้ค 2 ระดับเพิ่มความ อารมณ์ความแอดเวนเจอร์เข้าไป พร้อมกับมีระยะยืดยุบ 130 มิลลิเมตร มาคู่กับระบบเบรคแบบจานดิสที่มีขนาดใหญ่ 240 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรค Nissin ที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับความปลอดภัยที่ให้มาคือ ABS ช่วงล่างด้านหลังเป็นโช้คคู่ Showa Subtank กระบอกสีทองที่มีระยะยืดยุบตัวแกนได้120 มิลลิเมตร ทั้งซ้าย และขวา ซึ่งก็ถือว่าเป็นโช้คหลังที่ติดมาจากโรงงานที่ดี ไม่แพ้รถบิ้กไบค์เลยละครับ ระบบเบรคหลังที่ให้มาเป็นแบบดิสเบรคจากโรงงาน ออกแบบมาสวยโดนใจตั้งแต่แรกพบสบตา มีการวางตำแหน่งเยื้องออกมาทางด้านหลังง่ายต่อการเซอร์วิสและมีความสวยงาม ตัวคาลิปเปอร์เป็น Nissin จานดิสมีขนาด 220 มิลลิเมตร (Non ABS) ล้อหน้า-หลัง เป็นล้อแม้กซ์ดีไซน์ 6 ก้านคู่ดูลงตัว สีดำมาพร้อมกับยาง IRC ขนาด 110/80-14 และ 130/70-13 (หน้า/หลัง) เป็นแบบ TUBELESS ไร้ยางในตัวลายดอกยางเป็นลายดอกแบบกึ่งลุย กึ่งสตรีสดูได้อารมณ์ลงตัว เหมาะสำหรับการขับขี่ดินลูกรัง และถนนดำ เครื่องยนต์ 150 ซีซีคล่องตัว..ECU ใหม่ มาดูที่พละกำลังเครื่องยนต์ ESP หัวฉีด PGM-Fi ขนาด 1 สูบ 149.3 ซีซี

AP.HONDA เปิดตัวโครงการ IMC PLAN CONTEST ครั้ง 12

ก้าวสู่ยุคการตลาดยุคใหม่เต็มตัว เอ.พี. ฮอนด้า ผนึกกำลังมาร์เก็ตเธียร์ เปิดตัวโครงการ IMC Plan Contest ประจำปี 2019 มุ่งค้นหานักการตลาดรุ่นใหม่ไฟแรง เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดตัวโครงการประกวดแผนสื่อสารการตลาด IMC Plan Contest by A.P. Honda ครั้งที่ 12 โดยความร่วมมือจากมาร์เก็ตเธียร์ (Marketeer) สำนักข่าวและสื่อออนไลน์ทางการตลาดชื่อดังของเมืองไทย วางเป้าหมายพัฒนานักศึกษารุ่นใหม่สู่การเป็นนักการตลาดมือดีที่เก่งทั้งทฤษฏีและปฏิบัติ มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า “ในฐานะผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย เอ.พี. ฮอนด้า ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการที่อยู่เหนือความคาดหมายของผู้บริโภคเท่านั้น แต่เรายังให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสังคมไทย หนึ่งในนั้นคือโครงการประกวดแผนการตลาดที่เราได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2009 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศจนถึงปัจจุบัน” “อย่างไรก็ตาม โลกของการตลาดนั้นไม่มีคำว่าหยุดนิ่ง ซึ่งเราก็ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการประกวดให้ทันสมัยอยู่เสมอ ล่าสุดในปีนี้ เราได้เปลี่ยนชื่อการประกวดจาก Marketing Plan Contest สู่การเป็น IMC Plan Contest หรือการแข่งขันแผนสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ เพราะเราต้องการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้คิดมุ่งเน้นในการใช้เครื่องมือทางการตลาtดให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย ภายใต้โจทย์การทำตลาดเชิงไลฟ์สไตล์มาร์เก็ตติ้ง ด้วยสินค้าที่มีอัตลักษณ์แตกต่างกว่าสินค้าทั่วไป นั่นคือรถจักรยานยนต์ภายใต้แบรนด์ CUB House ของฮอนด้า ซึ่งประกอบไปด้วย Monkey และ C125 ถือเป็นเรื่องใหม่และท้าทาย ที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเข้าใจทั้งตัวสินค้า และวิธีทางการตลาดที่เหมาะสม จุดเด่นของโครงการคือ นักศึกษาจะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่เพียงการคิดเท่านั้น แต่จะได้ลงมือปฏิบัติจริงบนพื้นฐาน 3 จริง นั่นคือสินค้าจริง ลูกค้าจริง และสถานที่จริง” “พร้อมกันนี้ เรายังรู้สึกภูมิใจที่ได้ร่วมผนึกกำลังกับทางมาร์เก็ตเธียร์ สำนักข่าวและสื่อออนไลน์ทางการตลาดที่มีชื่อเสียงที่สุดในไทย นับเป็นโอกาสดีที่ได้ร่วมงานกับกูรูทางการตลาดระดับชั้นนำเป็นครั้งแรก เราเชื่อว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดก็คือนิสิต นักศึกษา ที่เข้าร่วมประกวดในโครงการนี้ ที่จะได้รับทั้งความรู้และมุมมองใหม่ๆอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”   ดร.ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ นักกลยุทธ์การตลาดไอเอ็มซีชื่อดัง และที่ปรึกษาโครงการ เปิดเผยว่า “IMC Plan Contest by A.P. Honda เป็นโครงการประกวดที่น่าสนใจ โดดเด่นในแง่ของแผนงาน เน้นเจาะไปที่การสื่อสารการตลาดเชิงบูรณาการ (Integrated Marketing Communication) เป็นการประกวดที่ไม่ได้พิจารณาเพียงแค่แผนงาน แต่นักศึกษามีโอกาสได้นำแผนของตนเองไปปฏิบัติจริง ทำให้เกิดความเข้าใจและได้รับประสบการณ์จริง จึงอยากเชิญชวนให้นักศึกษาสมัครเข้ามาประกวดกันเยอะ ๆ ครับ” สำหรับการประกวดแผนสื่อสารการตลาด IMC Plan Contest by A.P. Honda ครั้งที่ 12 เปิดโอกาสให้นิสิต และนักศึกษาที่สนใจงานด้านการสื่อสารการตลาด ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์มาประชันความสามารถ กับการประกวดวางแผนการสื่อสารการตลาดสำหรับ Monkey และ C125 จากแบรนด์ CUB House เพื่อนำความรู้มาต่อยอดความคิด วิเคราะห์ วางแผน นำเสนอ และทำให้เกิดขึ้นจริง ภายใต้โจทย์ “การสร้างแผนการสื่อสารการตลาดระหว่างปี 2020-2022 สำหรับรถ Monkey และ C125” ภายใต้แบรนด์ CUB House เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ด้วยงบประมาณสมมุติ 100 ล้านบาท ทั้งนี้ การประกวดจะแบ่งออกเป็น 3 รอบได้แก่ รอบที่ 1 (Presentation) เปิดรับแผนงานจากนิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 พฤศจิกายน2562 ก่อนคัดให้เหลือ 140 แผนงาน ที่จะได้สิทธิ์ในการนำเสนอแผนงานต่อหน้าคณะกรรมการที่จะเดินสายไปตัดสินใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศในช่วงเดือนธันวาคม 2562 เพื่อคัดให้เหลือ 36 แผนงานที่จะได้เข้าสู่รอบต่อไป รอบที่ 2 (Semi Final) ทีมที่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกทั้ง 36 ทีม จะต้องนำแผนงานบางส่วนมาปฏิบัติจริงในพื้นที่ร้าน CUB House ทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศในช่วงเดือนมกราคม 2563 ก่อนคัดเหลือเพียง 12 ทีมเข้าสู่รอบสุดท้าย รอบที่ 3 (Final) 12 ทีมสุดท้ายที่เข้ารอบมาในฐานะตัวแทนของ CUB House แต่ละสาขา จะต้องนำเสนอไฮไลท์หรือความโดดเด่นของ

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
Triumph Tiger 900

Triumph Tiger 900 มีดีอะไรบ้าง Triumph Tiger 900 จัดเป็น All-New โมเดลที่น่าจับตามองไม่ใช่น้อย เพราะทางค่ายเคลมไว้ว่าจะเป็นโมเดลที่จะมายกระดับมาตรฐานให้กับโลกของแอดเวนเจอร์ไบค์ เราไปดูกันว่า Triumph Tiger 900 มีดียังไงบ้าง ก่อนอื่นเลยมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับชื่อโมเดลย่อยเล็กน้อย จากเดิมที่เป็น Tiger 800 XC และ XCx สำหรับโมเดลล้อซี่ลวดเน้นทางฝุ่นจะถูกเปลี่ยนเป็น Tiger 900 Rally และ Rally Pro ส่วนโมเดล Tiger 800 XR และ XRx ที่เป็นโมเดลล้อแม็กเน้นขี่ทางดำจะกลายเป็น Tiger 900 GT และ GT Pro นอกจากนี้จะมีโมเดลพื้นฐานเป็น Tiger 900 ที่เน้นขี่ถนน   เครื่องยนต์ใหม่ Triumph Tiger 900 ในตอนนี้ใช้เครื่องยนต์สามสูบตัวใหม่ขนาด 888 ซีซีรองรับ Euro5 เคลมมาว่ามีแรงบิดมากขึ้นกว่าโมเดลเดิม 10% มีแรงบิดสูงสุดที่ 87 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ ให้กำลังแรงม้าดีขึ้นในทุกย่าน โดยเฉพาะในรอบกลางที่มากขึ้นถึง 9% เปลี่ยนแปลงลำดับการจุดระเบิดใหม่เป็น 1,3 ,2 ให้ฟีลลิ่งที่แตกต่างเป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงสุ้มเสียงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว   เซ็ตมาตรฐานใหม่ของแอดเวนเจอร์ไบค์ เด่นด้วยเฟรมโมดูลาร์ใหม่เพราะซับเฟรมท้ายพร้อมพักเท้าคนซ้อนซึ่งน้ำหนักเบา ทั้งนี้ด้วยแชสซีใหม่นี้ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบากว่าพี่เสือ 800 อยู่ถึง 5 กก. ระบบกันสะเทือนชั้นดีเพื่อสมรรถนะที่ดีทั้งบนทางดำและทางฝุ่น ส่วนในโมเดล GT Pro จะมาพร้อมโช้คปรับไฟฟ้าอีกด้วย คาลิเปอร์เบรคถูกอัพเกรดเป็น Brembo Stylema ที่เป็นตัวโมโนบล็อก และยังเพิ่มความจุของถังน้ำมันเป็น 20 ลิตรเพื่อให้ใช้งานได้ไกลขึ้นกว่าที่เคย   ลูกเล่นเพื่อความสวยงามและการขับขี่ที่ดีขึ้น Triumph ยังยัดลูกเล่นไฮเทคมาให้แบบจัดเต็มทั้งเพื่อความงามและการขับขี่ อาทิ เรือนไมล์ TFT สีขนาด 7 นิ้ว (ไม่มีในรุ่นพื้นฐาน) สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ในรุ่น Pro ระบบเบรก Cornering ABS และแทร็คชั่นคอนโทรลที่ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อย (ไม่มีในรุ่นพื้นฐาน)  โหมดการขับขี่ที่มากถึง 6 โหมด ได้แก่ Rain, Road, Sport, Rider, Off-Road, Off-Road Pro ควิกชิฟเตอร์ 2 ทาง (เฉพาะรุ่น Pro) ไฟ LED ทั้งระบบพร้อมไฟเดย์ไลท์ที่ออกแบบใหม่ และช่องเก็บมือถือพร้อมช่องจ่ายไฟ USB   รูปโฉมใหม่ แน่นอนว่าเจ้าเสือคันใหม่นี้มีรูปโฉมใหม่ โดยการออกแบบดีไซน์คราวนี้จะมุ่งเน้นไปในสไตล์ที่ดุดันก้าวร้าวมากขึ้นพร้อมท่าทางที่พร้อมจะลุยทุกเส้นทาง การเก็บงานและรายละเอียดต่างๆ เนี้ยบเนียน ชุดสีและลวดลายกราฟฟิกต่างๆ ดูดีพรีเมี่ยมกว่าที่ผ่านมา   เข้าถึงง่าย เบาะนั่งของ Tiger 900 ทุกโมเดลสามารถปรับระดับความสูงได้ 20 มม. ดังนั้นคนที่ไม่สูงมากหลายคนก็สามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ยังมี Tiger 900 GT รุ่นพิเศษที่มาพร้อมช่วงล่างและเบาะต่ำพิเศษอีกด้วย   Specifications โมเดล Tiger 900 Tiger 900 GT Tiger 900 GT Pro Tiger 900 Rally Tiger 900 Rally Pro เครื่องยนต์ 3 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 888 ซีซี ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ แบบ DOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 78 X 61.9 มม. อัตราส่วนการอัด 11.27:1 แรงม้าเคลม 95.2 แรงม้าที่ 8,750 รอบ แรงบิดเคลม 87 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ ระบบเกียร์

4 December 2019
Yamaha YZF-R1 GYTR Limited Edition สุดยอดรถโปรดักส์ชั่นรุ่นพิเศษ

สำหรับ Yamaha YZF-R1 GYTR Limited Edition เป็นอีกหนึ่งคันที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษในงาน Eicma 2019 เพราะทุกคนอยากที่จะครอบครองคันนี้ ที่มีสเปคเหนือกว่าตัว YZF-R1 ตัวธรรมดา ก่อนอื่นเลยเรามาทำความเข้าใจ GYTR กันก่อนเลย อักษร 4 ตัวนี้ย่อมาจาก Genuine Yamaha Technology Racing คือฝ่ายคิดค้นและพัฒนา พาร์ทและอุปกรณ์เสริมประสิทธิภาพของทางยามาฮ่า ที่คิดค้นพัฒนาทั้งทางฝุ่นและทางเรียบมากว่า 40 ปี ก็ต้องบอกเลยว่า R1 คันนี้ไม่ใช่คันแรกแน่ๆที่ถูกเสริมหล่อ แต่งออกมาขนาดนี้ สำหรับ Yamaha YZF-R1 GYTR คันนี้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นพาร์ทคาร์บอนเกือบจะทุกชิ้นเพื่อความเบา แข็งแรงและสวยงาม ถูกคาดด้วยลาย GYTR สีขาว-น้ำเงิน ดูดุลงตัว ถ้าสังเกตุไปที่ช่วงล่างด้านหน้าถูกปรับเปลี่ยนเป็นโช้คหน้า Ohlins และระเบรคแบบเรเดี้ยนเมาส์ตัว Racing จาก Brembo พร้อมจากเบรค Brenbo T-drive มาดูกันต่อที่ท่อไอเสีย Akrapovic ที่ถูกพัฒนามาเพื่อ R1 โดยเฉพาะกันเลย พร้อมกับโช้คหลัง Ohlins TTX ตัวท๊อปๆของทางค่ายอีกเช่นกัน ที่จะมาช่วยเสริมความเนียนในการเข้าโค้งให้ดียิ่งขึ้น ชุดแผงคอด้านหน้าถูกขึ้นรูปใหม่ดีไซน์เป็นร่องแข็งแรง น้ำหนักเบา พร้อมกับเลเซอร์ GYTR บนชุดแผงคอด้านบน ทางด้านแฮนด์ขวาถูกเปลี่ยนปั้มกระทุ้งหน้าเป็นของ Brembo RCS ที่สามารถปรับระยะได้ เสริมหล่อกันเข้าไปอีก ทางด้านซ้ายของแฮนด์ถูกปรับเปลี่ยนปะกับแฮนด์แบบ Racing ที่เพิ่มความเข้าให้ง่ายขึ้นเมื่ออยู่ในสนามแข่ง เพียงแค่จำสีเท่านั้น แต่ก็ยังมีตัวอักษารเล็กๆอยู่ ที่ง UP Down Map Mode และ Pit ได้อารมณ์ซิ่งกันเลยละครับ สุดท้ายนี้ อาจจะต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ตัวสเปคเครื่องยนต์ยังไม่ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ เพราะทางเจ้าหน้าที่ยามาฮ่าเองก็ได้บอกไว้ว่าเวอร์ชั่นนี้เป็น ชุด KIT Racing ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อการแข่งขันเท่านั้น และคนที่ซื้อเวอร์ชั่นนี้ได้อาจจะต้องมีโปรไฟล์ทีมแข่ง หรือเป็นนักแข่งที่ใช้เพื่อการแข่งขันเท่านั้น ถือว่าเป็นการคาดเดาได้ว่ามันต้อง แรงกว่า ตัวขายปกติทั่วไปอย่างแน่นอน!!   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

29 November 2019
Honda Monkey Dragon Ball Limited Edition ตำนาน 100 คัน เท่านั้น!!

ครั้งแรกในวงการรถจักรยานยนต์ไทย CUB House by Honda จับมือ Toei Animation ผู้ถือลิขสิทธิ์ “ดราก้อนบอล” ร่วมสร้างตำนานบทใหม่ ระหว่างรถจักรยานยนต์ Monkey กับ อนิเมะยอดฮิตตลอดกาลของญี่ปุ่น เปิดตัว Honda Monkey รุ่น Dragon Ball Limited Edition ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 คันทั่วโลก มาเป็นเซ็ตพร้อมแจ็คเกตลาย Monkey x Dragon Ball จากแบรนด์ Naked & Famous วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 119,900 บาท ที่ร้าน CUB House ทั้ง 13 สาขา และที่งานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2019 ระหว่างวันที่ 29 พ.ย. – 10 ธ.ค. 2019 มร.ชิเกโต คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า “เป้าหมายของคับเฮ้าส์คือการเติมเต็มความต้องการให้กับคนรุ่นใหม่ด้วยการส่งมอบคุณค่าสามอย่าง อย่างแรกคือ Fun หรือความสนุกที่ลูกค้าสัมผัสได้จากทุกส่วนของร้าน รวมถึงสินค้าในร้าน อย่างที่สองคือ Proud หรือความภาคภูมิใจเมื่อลูกค้าได้เป็นเจ้าของรถ และอย่างที่สามคือ Me หรือสิ่งสะท้อนความเป็นตัวตนที่แท้จริงของลูกค้า ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นผ่านประสบการณ์ที่คับเฮ้าส์ส่งมอบให้กับลูกค้าซึ่งตลอดสองปีที่ผ่านมาที่นี่ได้กลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่สนุกสนาน และการเดินทางที่ไม่มีที่สิ้นสุด”“ล่าสุดนี้ เราขอส่งมอบความสนุกครั้งใหม่และครั้งแรกของวงการรถจักรยานยนต์ไทยกับการรวมตัวกันครั้งสำคัญของสองตำนาน นั่นคือตำนานของรถ Monkey ที่มีจุดกำเนิดตั้งแต่ปี 1961 จากการประดิษฐ์รถเพื่อขี่เล่นของพนักงานในโรงงานฮอนด้าแห่งหนึ่ง แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่แปลกไม่เหมือนใครทำให้ Monkey กลายเป็นรถที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกโดยเฉพาะในหมู่นักสะสม และอีกตำนานเกิดขึ้นในปี 1984 เมื่อดราก้อนบอลได้ถือกำเนิดขึ้นในญี่ปุ่นและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ได้รับการเผยแพร่ไปถึงกว่า 80 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย จนกลายเป็นอนิเมะยอดฮิตตลอดกาลของโลก”“ในปี 2019 นี้ เมื่อสองตำนานได้มารวมตัวกันก็ก่อให้เกิดรถจักรยานยนต์ Monkey Dragon Ball Limited Edition ภายใต้คอนเซปต์ ความสนุกในความทรงจำ กลับมาให้คุณได้ซนอีกครั้ง ซึ่งจะถูกผลิตจำนวนจำกัดเพียงแค่ 100 คันทั่วโลก โดยรถพิเศษรุ่นนี้ได้รับการออกแบบโดยทีมดีไซน์เนอร์จาก H2C ซึ่งเป็นสำนักแต่งรถของเอ.พี. ฮอนด้า ที่มีความหลงใหลใน Monkey และ Dragon Ball อย่างมากจนเกิดเป็นรถที่มีความลงตัว มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร”Monkey Dragon Ball Limited Edition เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง เอ.พี. ฮอนด้า และ Toei Animation ผู้ถือลิขสิทธิ์ดราก้อนบอลอย่างเป็นทางการ ตัวรถได้รับการออกแบบให้มีความโดดเด่นลงตัวทุกมุมมอง โดยการนำเอาเอกลักษณ์สามอย่างของดราก้อนบอลมาอยู่บนตัวรถ Monkey อย่างแรกคือลูกแก้วมังกรสี่ดาวของโงกุน อย่างที่สองคือเทพเจ้ามังกรอันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งสองอย่างถูกตกแต่งอยู่บนถังน้ำมันที่หุ้มด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ โดยตัวลูกแก้วมังกรทำจากอะลูมิเนียม CNC และอย่างที่สามคือสัญลักษณ์สำนักเต่าของผู้เฒ่าเต่าอันเลื่องชื่อที่โดดเด่นอยู่บนครอบกรองอากาศสีส้ม ในขณะที่ฝาครอบหุ้มข้างเป็นแบบคาร์บอนไฟเบอร์พร้อมสัญลักษณ์ MonkeyHonda Monkey Dragon Ball Limited Edition ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 คันทั่วโลก มาเป็นเซ็ตพร้อมแจ็คเกตลาย Monkey x Dragon Ball จากแบรนด์ Naked & Famous (มูลค่า 8,500 บาท) วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 119,900 บาท ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปชมรถจริงและจองได้ที่ CUB House ทั้ง 13 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ สาขาเอกมัย สาขาอุดรธานี สาขาขอนแก่น สาขาชลบุรี สาขาสุราษฎร์ธานี สาขาหาดใหญ่ สาขาเพชรบุรี สาขาเชียงราย สาขาภูเก็ต สาขาเชียงใหม่ สาขานครปฐม สาขาศรีนครินทร์ และล่าสุดสาขาอุบลราชธานี และที่บูธ CUB House หมายเลข G 09 ในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2019 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พ.ย. – 10

26 November 2019