SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า จักรยายนต์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวอัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์

Ultraviolette Violette AI ฟีเจอร์สั่งงานด้วยเสียง ครั้งแรกของโลก

Ultraviolette Violette AI เปิดตัวระบบ AI สั่งการด้วยเสียงบนมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า F77 Mach 2 และ F99 ครั้งแรกของโลก! จะน่าใช้งานหรือไม่

อ่านบทความเพิิ่มเติม »
ข่าวมอเตอร์ไซค์

โซฟาเคลื่อนที่ ราคา 5.3 แสน New NT1100 2026

New Honda NT1100 2026 รถ Sport Touring ที่ขายดีที่สุด ปรับโฉมใหม่ เพิ่มช่วงล่างไฟฟ้า สีใหม่ Iridium Gray Metallic และราคาจำหน่ายในไทยเพียง 533,000 บาท

อ่านบทความเพิิ่มเติม »
ข่าวมอเตอร์ไซค์

Xiaomi SU7 เทสต์ ทุบสถิติโลกวิ่ง 24 ชั่วโมง ทำระยะทางได้ 4,264 กม.

Xiaomi SU7 เทสต์ การทดสอบความอึด 24 ชั่วโมง ล่าสุด Xiaomi SU7 รุ่นปี 2026 ทำลายสถิติโลกด้วยระยะทาง 4,264 กม. แซงหน้า Xpeng P7

อ่านบทความเพิิ่มเติม »
ข่าวมอเตอร์ไซค์

Kawasaki Serpico 150 สปอร์ต 2 จังหวะ ‘สั่งได้ทุกลีลา’

Kawasaki Serpico 150 ย้อนรอยประวัติและความยิ่งใหญ่ เจาะลึกเทคโนโลยี KIPS สมรรถนะ 40 แรงม้า ที่ครองใจวัยรุ่นไทยในช่วง 90

อ่านบทความเพิิ่มเติม »
  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์
Wuyang E-VO จักรยานยนต์ไฟฟ้าจากความร่วมมือของ Honda !?

Wuyang E-VO จักรยานยนต์ไฟฟ้าจากความร่วมมือของ Honda !? Wuyang E-VO รถจักรยานยนต์จากแบรนด์ Wuyang แบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน ในช่วงหนึ่งถึงสองปีมานี้ กระแสรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าถือเป็นสิ่งค่ายรถจักรยานยนต์ให้ความสำคัญอยู่ไม่น้อย ซึ่งค่ายยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง ‘Honda’ ก็ซุ่มพัฒนารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าคันนี้ ค่ายปีกนกอย่าง ‘Honda’ เองก็กำลังค่อย ๆ เดินหน้าผลิตภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า โดยการออกแบบดีไซน์จะเน้นใช้งานได้จริง และสามารถเป็นรถที่สามารถพัฒนาต่อได้ในระยะยาวซึ่งทางฮอนด้าเองก็มีผลิตภัณฑ์ที่เป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าออกสู่ตลาดบ้างแล้วไม่ว่าจะเป็น Mobile Power Pack e: ที่ออกแบบมาสำหรับสกู๊ตเตอร์และมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็ก โดยรุ่น EM1 e: ที่เปิดตัวในปี 2023 ก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งเน้นกลุ่มผู้ใช้ในเมืองที่ต้องการความสะดวกสบายและใช้งานง่าย และนอกจากนี้ยังมีรถจักรยานยนต์คอนเซ็ปต์ที่ Honda นำมาโชว์ในงาน EICMA 2024 ที่ผ่านมาเช่นรุ่น EV Fun ที่มาในสไตล์โร้ดสเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กดีไซน์ดุดันแบบ hyper-naked ส่วน Urban Concept การออกแบบดีไซน์จะเน้นไปทางสกู๊ตเตอร์สำหรับวิ่งในเมืองที่เน้นใช้งานจริง มีสไตล์คล้าย BMW CE-04 ทั้งสองรุ่นกำลังแสดงให้เห็นว่า Honda นั้นกำลังคิดวางแผนเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ไกลเกินกว่าคำว่าสกู๊ตเตอร์ โดยมุ่งสู่การพัฒนามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ให้ความสนุกในการขับขี่ควบคู่ไปกับความเป็นมิตรต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน เมื่อหลายแบรนด์ในประเทศจีนเริ่มทำตลาดเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง ทางฮอนด้าเองก็ไม่รอช้ากระโดดจับมือกับแบรนด์ Wuyang ได้ร่วมกันพัฒนาโมเดลที่มีชื่อทางเทคนิคว่า WH8000D  โดยรายละเอียดต่าง ๆ ของตัวรถในโมเดลนี้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่ภาพหลุดที่ถูกปล่อยออกมานี้ถูกออกแบบให้มีกลิ่นอายของความเป็นรถจักรยานยนต์ในประเภทคาเฟ่เรเซอร์ และเจ้า E-VO คันนี้ตามข่าวลือที่หลุดออกมาจะมีให้เลือกทั้งหมด 2 เวอร์ชัน โดยรูปลักษณ์ และดีไซน์ภายนอกจะเหมือนกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือเทคโนโลยีภายในที่มีจุดเฉพาะบางอย่างที่แตกต่างกัน เริ่มที่ความเร็วสูงสุดที่ทำได้จะมีรุ่นที่สามารถทำความเร็วสูงสุดได้อยู่ที่ 100 กม./ชม. ขณะที่อีกรุ่นสามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่าซึ่งอยู่ที่ 120 กม./ชม. และน้ำหนักรวมของตัวรถจะอยู่ที่ 143 กิโลกรัม และ 156 กิโลกรัม ตามลำดับ (รุ่นที่วิ่งไกลกว่าน้ำหนักมากกว่าอาจจะเป็นเพราะน้ำหนักของตัวแบตเตอรี่ของตัวรถ)  ซึ่งสมรรถนะของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าทั้งสองรุ่นย่อยนี้จะเทียบเท่ารถจักรยานยนต์แบบสันดาปขนาดเครื่องยนต์ 125 ซีซี พละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 11 แรงม้า และโครงสร้างของตัวรถมาพร้อมกับล้อหน้าขนาด 16 นิ้ว และล้อหลังขนาด 14 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 110/70 และ 140/70 ตามลำดับ ระยะฐานล้ออยู่ที่ 1,379 มม. ระบบหยุดรถมาพร้อมกับดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้า และด้านหลัง พ่วงมาด้วยระบบความปลอดภัย ABS  โดยเจ้ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าคันนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนของการพัฒนาอย่างจริงจัง แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็ยังมีรายละเอียดอีกมากที่ไม่ได้รับการเปิดเผย และโมเดลนี้จะถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการหรือไม่นั้นก็คงจะต้องติดตามกันต่อไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Fabio Di Giannantonio สารภาพเปลี่ยนรถเพราะทำตาม ‘มาร์ก มาร์เกซ’

Fabio Di Giannantonio สารภาพเปลี่ยนรถเพราะทำตาม ‘มาร์ก มาร์เกซ’ Fabio Di Giannantonio นักแข่งจากทีม VR46 ออกมาเผยถึงเหตุการณ์วิ่งสี่คูณร้อยเมตรชายในการแข่งขันสนามที่สามของฤดูกาลในช่วงวันที่ 28 มีนาคม – 30 มีนาคมที่ผ่านมา ว่าเหตุผลของการกระทำดังกล่าวของเจ้าตัวนั้นไม่มีอะไรเลย นอกจากการทำตามมาร์ก มาร์เกซ นักแข่งจากทีมโรงงาน Ducati จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่สนาม Circuit of the Americas เมื่อมาร์ค มาร์เกซ ซึ่งได้ออกสตาร์ทจากตำแหน่งโพล พุ่งออกจากกริดก่อนรอบวอร์มอัพเพื่อไปเปลี่ยนเป็นรถที่เซ็ตสำหรับพื้นแห้ง และ เหตุการณ์นี้ทำให้นักบิดคนอื่น ๆ รวมถึงผู้ที่อยู่แถวหน้า ต่างพากันเปลี่ยนรถตาม จนทำให้การออกสตาร์ทต้องล่าช้าออกไปด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ‘ดิกเจีย’ ซึ่งควอลิฟายมาเป็นอันดับสอง ก็เปลี่ยนรถเช่นเดียวกัน แต่เขายอมรับว่าทีมของเขาพยายามห้ามไว้ และที่เขาออกจากกริดไปก็เพียงเพราะเห็นมาร์เกซทำ ไม่ใช่เพราะคิดว่าถึงเวลาที่เหมาะสมในการเปลี่ยนยางแล้ว “พูดตรงๆ ตอนนั้นผมไม่มีไอเดียอะไรในหัวเลย ผมแค่พูดว่า ‘ทำตามที่มาร์คทำก็แล้วกัน’ เพราะในสถานการณ์แบบนี้ เขามักจะเฉียบคมเสมอ พอเห็นเขาวิ่งออกไป ผมก็รีบกระโดดลงจากรถ ช่างเทคนิคพยายามหยุดผม แต่ผมบอกว่า ‘ไม่ได้ ผมต้องไป’” “แต่พูดตามตรงนะ มันไม่ได้มีเหตุผลอะไรเลย ผมแค่ทำตามเขาเท่านั้นเอง ถ้าผมได้สตาร์ทจากแถวหน้า แล้วคนที่ได้โพลดันวิ่งออกไป ผมก็คิดว่าผมต้องตามไปเหมือนกัน ผมต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันกับเขา” การกลับมาขึ้นโพเดียมอีกครั้งของ ‘ดิกเจีย’ ฟาบิโอ ดิ จิอันนันโตนิโอ กลับมาขึ้นโพเดียมได้เป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งปีในรายการ Americas GP 2025 หลังพา Ducati ทีม VR46 เข้าป้ายในอันดับที่สาม และการขึ้นโพเดียมในครั้งนี้ถือเป็นโพเดียม อย่างเป็นทางการครั้งแรกของเขานับตั้งแต่คว้าชัยในรายการ Qatar GP ปี 2023 และเป็นการกลับไปเยือนโพเดียมครั้งแรกนับตั้งแต่รายการ Valencia GP ในปีเดียวกัน แม้ในครั้งนั้นเขาจะถูกปรับตำแหน่งลงมาเป็นอันดับสี่เนื่องจากแรงดันยางไม่เป็นไปตามข้อกำหนด แม้จะได้ประโยชน์จากการที่มาร์ก มาร์เกซล้มขณะนำการแข่งขันที่ COTA ดิ เจียนนันโตนิโอก็ยอมรับว่าแขนซ้ายของเขา “เหนื่อยล้าสุด ๆ” หลังผ่านไปเพียง 7 รอบสนาม “พูดง่าย ๆ คือหลังจากรอบที่เจ็ด ผมมองไปที่ป้ายพิทเพื่อดูว่ายังเหลืออีกกี่รอบ แล้วมันบอกว่าเหลืออีก 11 รอบ ตอนนั้นผมแบบ ‘โอ้โห งานเข้าแล้ว’ เพราะแขนซ้ายของผมล้าไปหมดแล้วจริง ๆ ผมเลยเริ่มเปลี่ยนวิธีขี่ใหม่หมดเลย พยายามใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นของร่างกายแทน และพูดตามตรง ตอนนี้ผมเหนื่อยมาก” “จากนั้นผมก็พยายามประคองตัวให้รอดจนถึง 5 รอบสุดท้าย แล้วผมเห็นว่าผมทำเวลาพอ ๆ กับอเล็กซ์ มาร์เกซได้ และยางของผมก็ยังไม่แย่เท่าไร ผมเลยลองเร่งตามเขา พยายามไล่ แต่ก็ยังห่างเกินไป รอบสุดท้ายผมเสียอาการเล็กน้อยตรงท้ายรถ ก็เลยบอกตัวเองว่า ‘โอเค แค่นี้ก็พอแล้ว จบการแข่งขันให้ดี แล้วก็ยกล้อฉลองหน่อยเถอะ’” โดยนักบิดเจ้าของหมายเลข 49 รายนี้ยังออกมาเผยอีกว่าตัวเขา และทีมมีความสุขอย่างมากในการได้กลับมายืนบนโพเดียมอีกครั้ง ซึ่งตัวเขามองว่าการที่ทีมได้กลับมายืนโพเดียม มันคือตำแหน่งที่ควรจะเป็น  “ผมมีความสุขมาก เราทุ่มเทกันหนักมาก ฤดูหนาวที่ผ่านมามันยาวนานเกินไปสำหรับเรา มีอาการบาดเจ็บมากมาย และใช้เวลาอยู่กับนักกายภาพบำบัดเยอะมาก การได้กลับมาอยู่ในตำแหน่งที่เราควรจะอยู่ตั้งแต่แรกมันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม” “ผมขอบคุณทีมของผมจากใจจริง พวกเขาอยู่ข้างผมเสมอ เชื่อมั่นในตัวผมเสมอ และนั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรมองข้าม “เรารู้ว่าการมาแข่งที่นี่จะยากในแง่สภาพร่างกาย ผมเลยฝึกหนักมากระหว่างที่อยู่ในอเมริกาอาทิตย์นี้ และนั่นทำให้ผมดีใจมาก เพราะเราพัฒนา เราอยู่ตรงนั้น เรารักษาโมเมนตัมไว้ได้ “ผมภูมิใจในทีม ภูมิใจในตัวเอง และภูมิใจในผลงานของเรา โพเดียมนี้อาจจะมาจากความผิดพลาดของมาร์คก็จริง แต่ผมว่ามันก็เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน” ฟาบิโอ ดิ จิอันนันโตนิโอ จะกลับมาลงสนามทำการแข่งขันในสนามที่สี่ของฤดูกาลที่สนาม ลูเซล อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ประเทศกาตาร์ ในช่วงระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 13 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ข่าวมอเตอร์ไซค์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ชิพ นครินทร์ มาพร้อม CBR1000RRR ควงมิกซ์บิด 600 ท็อป 5 ARRC

ชิพ นครินทร์ พร้อมรถแข่ง CBR1000RR-R ควง “มิกซ์-ธนัช” บิด CBR600RR คว้าท็อป 5 เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง เรซ 1 สนามที่ 2 ประเทศจีน “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์“ พร้อมสุดยอดรถแข่ง Honda CBR Series ทำผลงานต่อเนื่อง ”ชิพ-นครินทร์“  รุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี ควงรุ่นน้อง “มิกซ์-ธนัช” ในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี คว้าท็อป 5 ในศึก FIM Asia Road Racing Championship 2024  เรซ 1 สนามที่ 2 จูไห่ อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศจีน การแข่งขันเรซที่ 1 รุ่น “เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี” (ASB1000) “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ หมายเลข 41 สังกัดทีม “ฮอนด้า เอเชีย ดรีม เรซซิ่ง วิท แอสติโม” บิด Honda CBR1000RR-R ดวลเกมกลุ่มหน้าอย่างดุเดือด จบคว้าอันดับ 5 ด้าน “แชมป์” ภาสวิชญ์ ฐิติวรารักษ์ หมายเลข 52 สังกัด “แอสติโม เอสไอ เรซซิ่ง วิท ไทยฮอนด้า” จบอันดับ 9 รุ่น “ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี (SS600)” ดาวรุ่งนักบิดเยาวชนเก็บประสบการณ์อย่างเข้มข้นด้วยรถแข่ง Honda CBR600RR บิดประลองฝีมือกับนักบิดแนวหน้าเอเซีย “มิกซ์-ธนัช” หมายเลข 31 จบอันดับ 5 และ “ไม้คิว-เกียรติศักดิ์” หมายเลข 85 จบอันดับ 8 โดยโปรแกรมการแข่งขันเรซที่ 2 ศึก FIM Asia Road Racing Championship 2024  สนามที่ 2 ที่สนามจูไห่ อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศจีน จะเริ่มบ่ายวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายนนี้ ตามเวลาประเทศไทย รุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี เวลา 14.20 น. และ รุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี เวลา 15.15 น. แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของนักบิดไทยในโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” และ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ แชมเปี้ยน” ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม :www.facebook.com/HondaRacingTeamTH อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Thailand Talent Cup 2024 มาพร้อมพาเหรด Honda NSF250R

“ไบร์ท – ไฮเปค” บิด Honda NSF250R พาเหรดคว้าดับเบิ้ลโพเดียม ศึก “Honda Thailand Talent Cup 2024” สนามแรก ที่ จ.บุรีรัมย์ นักบิดเยาวชนไทยโชว์ทักษะบิดรถแข่ง Honda NSF250R จาก HRC ทำผลงานในการแข่งขัน 2 เรซ รายการ “Honda Thailand Talent Cup 2024” สนามแรก นำโดย “ไบร์ท” เตชินท์ เจ้าของรถหมายเลข 11 ทำผลงานครองชัยชนะกวาดดับเบิ้ลโพเดียม ตามด้วย “ไฮเปค” กฤษฎา เจ้าของรถหมายเลข 18 คว้าดับเบิ้ลท็อป 2 ขณะที่โพเดียมตำแหน่งที่ 3 เรซที่ 1 ได้แก่ “อุ้ม” นพรุธพงษ์ เจ้าของรถหมายเลข 8 และ เรซที่ 2 ได้แก่ “กัน” พชรกร เจ้าของรถหมายเลข 17 ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ภายใต้ศึก Plan B Media BRIC Superbike เมื่อวันที่ 5-7 เมษายน ที่ผ่านมา การแข่งขันรายการ ฮอนด้า ไทยแลนด์ ทาเลนจ์ คับ สนามแรก มี 18 นักบิดเยาวชนจาก 5 ประเทศเข้าร่วมชิงชัย ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย อินเดีย และเวียดนาม ร่วมฉายแววนักบิดโดยใช้รถ Honda NSF250R รถแข่ง Race Machine จาก HRC ประเทศญี่ปุ่น ที่ใช้ในรายการเดียวกับ Asia Talent Cup   ทำการลงดวลเกมกันอย่างสนุกเข้มข้นท่ามกลางอุณหภูมิสนามแข่งที่ร้อนทะลุ 40 องศาเซลเซียส ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ภายใต้ศึก Plan B Media BRIC Superbike ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผลการแข่งขันเรซแรกจบลงโดย “ไบร์ท-เตชินท์” คว้าชัยชนะเฉือน “ไฮเปค-กฤษฎา” เข้าเส้นชัยในตำแหน่งที่ 2 ตามมาด้วย “อุ้ม-นพรุธพงษ์” ในอันดับที่ 3 ผลการแข่งขันเรซที่สอง เปิดเกมชิงเดอะวินเนอร์กันอย่างเต็มศักยภาพ ซึ่ง “ไบร์ท-เตชินท์” สามารถคว้าชัยชนะอีกครั้งทำให้เป็นผู้ครองชัยชนะดับเบิ้ลโพเดียม ตามด้วย “ไฮเปค-กฤษฎา” ที่ตีคู่ทำผลงานดับเบิ้ลโพเดียมในตำแหน่งที่ 2 และ “กัน-พชรกร” ครองโพเดียมในตำแหน่งที่ 3 ทั้งนี้ “ฮอนด้า ไทยแลนด์ ทาเลนจ์ คับ 2024” จะแข่งขันกันทั้งหมด 6 ครั้ง 4 สนาม โดยครั้งที่ 2-4 จะยังแข่งขันกันที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ครั้งที่ 2 วันที่ 31 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน, ครั้งที่ 3 วันที่ 5-7 กรกฎาคม และครั้งที่ 4 วันที่ 5-8 กันยายน, ก่อนจะย้ายไปแข่งขัน สนามไทยแลนด์เซอร์กิต จังหวัดนครปฐม ในวันที่ 20-22 กันยายนตามด้วยครั้งสุดท้าย วันที่ 24 พฤศจิกายน ณ สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดชลบุรี   แฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทย สามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวนักบิดฮอนด้าทุกคน ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ : Race to The Dream อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่

MV AGUSTA ENDURO VELOCE

MV AGUSTA ENDURO VELOCE สายลุยไซส์กลางเลือดอิตาลี MV AGUSTA ENDURO VELOCE เผยโฉมออกมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทำเอาเซอร์ไพรส์แฟน ๆ สายแอดเวนเจอร์ หลังจากก่อนหน้านี้มีโมเดลสายลุยรุ่นลิมิเต็ดอย่าง LXP Orioli ของแบรนด์อิตาลี เรียกว่าเป็นโมเดลที่จะมาสานต่อรถในกลุ่มแอดเวนเจอร์ไบค์ของทางค่ายนั่นเอง   สไตล์  เจ้าสายลุยคันใหม่คันนี้ยังคงยึดหลักแนวทางตามแบบฉบับ MV Agusta 100% คือ ผลิตในอิตาลี ผลิตและประกอบดุจดั่งงานศิลปะ ละเอียดในทุกจุดในเชิงวิศวกรรมและที่สำคัญคือสมรรถนะสูง รวมกันอยู่ในโมเดลเดียวโมเดลเดียวนี้นั่นเอง   เพียงแค่คุณชายตามองแวบเดียวคุณจะรับรู้ได้เลยว่านี่คือรถจาก MV Agusta แบรนด์ที่สวยที่สุดในโลก ด้วยฝีมือการออกแบบจากดีไซเนอร์ของทางค่ายโดยตรง เส้นสายทุกส่วนสัดถูกกำหนดออกมาว่าจะต้องลื่นไหลลงตัวอย่างไม่มีข้อแม้ ผลคือดีไซน์ที่ไม่ได้ตอบโจทย์แค่เรื่องสวยงาม แต่ยังมีเรื่องการใช้งานด้วย  ตัวรถมีท้ายที่กะทัดรัดคอนทราสต์กับด้านหน้าตัวรถที่มีความบึกบึนซึ่งช่วยป้องกันลมไม่ให้ปะทะผู้ขับขี่ขณะเดียวกันก็ให้ท่านั่งขับขี่ที่สบายและควบคุมรถได้เป็นอย่างดี แฟริ่งด้านหน้าสมบูรณ์แบบด้วยชิลด์หน้าที่ทำจากวัสดุเพล็กซี่กลาสที่ไม่เพียงแต่แข็งแรง ยังช่วยป้องกันกระแสลมปั่นป่วนบริเวณหมวกกันน็อกอีกด้วย   และแน่นอนว่าออกแบบตามหลักของอากาศพลศาสตร์ โดยมีการทดสอบและจำลองเพื่อให้ออกมาดีที่สุดในทุก ๆ รูปแบบการขับขี่ทั้งคนเดียวและมีคนซ้อน โดยเส้นสายแฟริ่งที่ด้านหน้าจะช่วยเพิ่มแอร์โฟลว์เข้าไปยังตัวแผงหม้อน้ำได้อย่างเต็มที่   หัวใจหลัก  เครื่องยนต์ใหม่ขนาด 931 ซีซีแบบสามสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 วาล์วต่อสูบ ใช้น้ำมันจากถังขนาด 20 ลิตร พร้อมเพลาข้อเหวี่ยงแบบหมุนทวน ออกแบบ พัฒนาและสร้างขึ้นเองในโรงงานของตัวเอง โดดเด่นที่น้ำหนักเบาเพียง 57 กิโลกรัมและยังมีขนาดกะทัดรัดสุด ๆ เครื่องยนต์ให้แรงม้าสูงสุดถึง 124 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดี่ 102 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ และยังเคลมมาว่ามีพละกำลังดีที่รอบสูง มีแรงบิดตึง ๆ ตั้งแต่รอบต่ำ ๆ โดยสามารถรีดแรงบิดมากถึง 85% จากรอบต่ำเพียง 3,000 รอบเท่านั้นเอง สุดท้ายคือท็อปสปีดสูงถึง 240 กม./ชม.  และจากการที่มีตัวเพลาข้อเหวี่ยงแบบหมุนทวน ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ และนั่นทำให้ขับขี่ได้สบาย ขับทางไกลเหนื่อยน้อยลงอีกด้วย  ช่วงล่าง  เจ้า MV Agusta Enduro Veloce อยู่ในกลุ่มแอดเวนเจอร์ไบค์พิกัดที่มีอัตราการแข่งขันสูงดังนั้นทางค่ายก็เลยตั้งใจออกแบบมาให้คนที่ได้ลองขับขี่จะต้องตกหลุมรัก ด้วยช่วงล่างที่การันตีได้ว่าจะให้สมรรถนะสูงไม่ว่าจะทั้งในทางดำหรือทางฝุ่น ขณะเดียวกันก็ต้องขับขี่ได้สบายแม้เดินทางไกล   ตัวเฟรมใช้หลักการออกแบบโครงสร้างแบบสมัยใหม่ มีเฟรมแบบเปลคู่ พร้อมเลือกใช้วัสดุที่เลือกสรรมาแล้วว่ามีความบาลานซ์กันระหว่างความแข็งแรงเพื่อให้ความนิ่งเสถียนที่ย่านความเร็วสูง และความยืดหยุ่นเพื่อที่จะสามารถซับแรงกระแทกได้เมื่อขับขี่ออฟโร้ด  นอกจากนี้ยังออกช่วงล่างมาเพื่อรองรับการลุยแบบหนัก ๆ ตัวซับเฟรมท้ายสามารถถอดออกเพื่อทำการซ่อมแซมหรือว่าเปลี่ยนได้อีกด้วย สวิงอาร์มเป็นอลูมิเนียมอัลลอยเพื่อรีดน้ำหนัก ช่วยให้มีความคล่องตัว ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก Sachs ขนาด 48 ม.ม.ที่ปรับแต่งได้ทั้งคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลด ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวร่วมกับกระเดื่องจาก Sachs ที่ปรับได้ทั้งคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลดเช่นกัน เบาะนั่งปรับได้ 20 ม.ม. โดยสูงตั้งแต่ 850 – 870 ม.ม. และการันตีว่าจะนั่งได้สบาย ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นที่มีให้ 230 ม.ม.เหมาะกับการขับขี่ออฟโร้ด   ส่วนของระบบเบรกจะเป็นของทาง Brembo ด้านหน้าจะเป็นคาลิเปอร์เบรก Stylema พร้อมดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่พร้อมจานเบรกขนาด 265 ม.ม. ยางและล้อจะมีขนาด 90/90-21 และ 150/70-18 โดยจะเลือกใช้ล้อ Takasago Excel ที่เป็นล้อซี่ลวดแบบไม่ต้องใช้ยางในและทำสีดำดูเข้มขลัง ระบบอิเล็กทรอนิกส์  ในส่วนของการขับขี่ตัวรถมีระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Urban, Touring, Off-Road และ Custom All Terrain มีระบบ Electronically Assisted Shift (EAS) เป็นระบบควิกชิฟเตอร์ที่จะช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้ทั้งขาขึ้นและขาลงโดยไม่ต้องปิดคันเร่ง มีระบบประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน ที่จะช่วยสั่งการระบบอื่น ๆ ได้แบบเรียลไทม์ ทั้งแทร็คชันคอนโทรล เปิดปิดได้ ตั้งได้ 8 ระดับ 5 ระดับสำหรับการใช้งานบนถนน 2 ระดับสำหรับการขับขี่ทางฝุ่น และ 1  ระดับสำหรับถนนเปียกหรือทางลื่น ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรกปรับได้ 2 ระดับ ระบบช่วยออกตัวที่จะช่วยให้คุณออกตัวเร่งทำความเร็วจาก 0 – 100 กม./ชม. ได้ใน 3.72 วินาที ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อหน้า ระบบเบรก Cornering ABS ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อหลัง ระบบครูซคอนโทรล   ในส่วนของความสะดวกสบาย แน่นอนว่ามีหน้าจอสี TFT

New Honda DAX 1978 ยอดจองทะลุ 678 คัน ในงานมอเตอร์โชว์ 2024

หลังจากที่ไทยฮอนด้าได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ New Honda DAX 1978 Special Edition โมเดลพิเศษจากคับเฮาส์ ที่ดึงกลิ่นอายความคลาสสิกเหนือกาลเวลาจากปี 1978 กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง ภายใต้คอนเซปต์ ‘DAX to 1978 The Time Traveler’ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ที่ผ่านมานั้น ล่าสุด ‘New Honda DAX 1978 Special Edition’ สามารถคว้ายอดจองภายในงาน ฯ ได้สูงถึง 678 คัน นับเป็นการตอกย้ำกระแสความร้อนแรง จากความลงตัวของโมเดลระดับไอคอนิกอย่าง DAX กับความคลาสสิกในตำนาน ‘New Honda DAX 1978 Special Edition’ สะท้อนกลิ่นอายจากปี 1978 โดดเด่นลวดลายกราฟิกแนวเรโทรลงบนเฟรมตัวถังทรง T-Bone เสริมความพรีเมียมด้วย Soft Emblem มาพร้อมชุดแต่ง Dax Rear Rack Stainless และบังโคลนหน้าโครเมี่ยม รวมถึงชุดขายึดไฟสะท้อนแสง จาก KITACO สำหรับผู้ที่สนใจ CUB House by Honda พร้อมวางจำหน่าย New Honda DAX 1978 Special Edition ราคาแนะนำที่ 94,900 บาท ที่ CUB House Flagship ทุกสาขาทั่วประเทศ  ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand IG : www.instagram.com/hondamotorcyclethailand Tiktok: www.tiktok.com/@hondamotorcycletha Youtube: www.youtube.com/HondaMotorcycleTHA อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่

No Posts Found!

ข่าวรถยนต์

No Posts Found!

รถยนต์ไฟ้า

No Posts Found!

ข่าวมอเตอร์ไซค์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ชิพ นครินทร์ มาพร้อม CBR1000RRR ควงมิกซ์บิด 600 ท็อป 5 ARRC

ชิพ นครินทร์ พร้อมรถแข่ง CBR1000RR-R ควง “มิกซ์-ธนัช” บิด CBR600RR คว้าท็อป 5 เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง เรซ 1 สนามที่ 2 ประเทศจีน “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์“ พร้อมสุดยอดรถแข่ง Honda CBR Series ทำผลงานต่อเนื่อง ”ชิพ-นครินทร์“  รุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี ควงรุ่นน้อง “มิกซ์-ธนัช” ในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี คว้าท็อป 5 ในศึก FIM Asia Road Racing Championship 2024  เรซ 1 สนามที่ 2 จูไห่ อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศจีน การแข่งขันเรซที่ 1 รุ่น “เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี” (ASB1000) “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ หมายเลข 41 สังกัดทีม “ฮอนด้า เอเชีย ดรีม เรซซิ่ง วิท แอสติโม” บิด Honda CBR1000RR-R ดวลเกมกลุ่มหน้าอย่างดุเดือด จบคว้าอันดับ 5 ด้าน “แชมป์” ภาสวิชญ์ ฐิติวรารักษ์ หมายเลข 52 สังกัด “แอสติโม เอสไอ เรซซิ่ง วิท ไทยฮอนด้า” จบอันดับ 9 รุ่น “ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี (SS600)” ดาวรุ่งนักบิดเยาวชนเก็บประสบการณ์อย่างเข้มข้นด้วยรถแข่ง Honda CBR600RR บิดประลองฝีมือกับนักบิดแนวหน้าเอเซีย “มิกซ์-ธนัช” หมายเลข 31 จบอันดับ 5 และ “ไม้คิว-เกียรติศักดิ์” หมายเลข 85 จบอันดับ 8 โดยโปรแกรมการแข่งขันเรซที่ 2 ศึก FIM Asia Road Racing Championship 2024  สนามที่ 2 ที่สนามจูไห่ อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศจีน จะเริ่มบ่ายวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายนนี้ ตามเวลาประเทศไทย รุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี เวลา 14.20 น. และ รุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี เวลา 15.15 น. แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของนักบิดไทยในโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” และ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ แชมเปี้ยน” ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม :www.facebook.com/HondaRacingTeamTH อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

22 April 2024
Honda Thailand Talent Cup 2024 มาพร้อมพาเหรด Honda NSF250R

“ไบร์ท – ไฮเปค” บิด Honda NSF250R พาเหรดคว้าดับเบิ้ลโพเดียม ศึก “Honda Thailand Talent Cup 2024” สนามแรก ที่ จ.บุรีรัมย์ นักบิดเยาวชนไทยโชว์ทักษะบิดรถแข่ง Honda NSF250R จาก HRC ทำผลงานในการแข่งขัน 2 เรซ รายการ “Honda Thailand Talent Cup 2024” สนามแรก นำโดย “ไบร์ท” เตชินท์ เจ้าของรถหมายเลข 11 ทำผลงานครองชัยชนะกวาดดับเบิ้ลโพเดียม ตามด้วย “ไฮเปค” กฤษฎา เจ้าของรถหมายเลข 18 คว้าดับเบิ้ลท็อป 2 ขณะที่โพเดียมตำแหน่งที่ 3 เรซที่ 1 ได้แก่ “อุ้ม” นพรุธพงษ์ เจ้าของรถหมายเลข 8 และ เรซที่ 2 ได้แก่ “กัน” พชรกร เจ้าของรถหมายเลข 17 ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ภายใต้ศึก Plan B Media BRIC Superbike เมื่อวันที่ 5-7 เมษายน ที่ผ่านมา การแข่งขันรายการ ฮอนด้า ไทยแลนด์ ทาเลนจ์ คับ สนามแรก มี 18 นักบิดเยาวชนจาก 5 ประเทศเข้าร่วมชิงชัย ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย อินเดีย และเวียดนาม ร่วมฉายแววนักบิดโดยใช้รถ Honda NSF250R รถแข่ง Race Machine จาก HRC ประเทศญี่ปุ่น ที่ใช้ในรายการเดียวกับ Asia Talent Cup   ทำการลงดวลเกมกันอย่างสนุกเข้มข้นท่ามกลางอุณหภูมิสนามแข่งที่ร้อนทะลุ 40 องศาเซลเซียส ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ภายใต้ศึก Plan B Media BRIC Superbike ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผลการแข่งขันเรซแรกจบลงโดย “ไบร์ท-เตชินท์” คว้าชัยชนะเฉือน “ไฮเปค-กฤษฎา” เข้าเส้นชัยในตำแหน่งที่ 2 ตามมาด้วย “อุ้ม-นพรุธพงษ์” ในอันดับที่ 3 ผลการแข่งขันเรซที่สอง เปิดเกมชิงเดอะวินเนอร์กันอย่างเต็มศักยภาพ ซึ่ง “ไบร์ท-เตชินท์” สามารถคว้าชัยชนะอีกครั้งทำให้เป็นผู้ครองชัยชนะดับเบิ้ลโพเดียม ตามด้วย “ไฮเปค-กฤษฎา” ที่ตีคู่ทำผลงานดับเบิ้ลโพเดียมในตำแหน่งที่ 2 และ “กัน-พชรกร” ครองโพเดียมในตำแหน่งที่ 3 ทั้งนี้ “ฮอนด้า ไทยแลนด์ ทาเลนจ์ คับ 2024” จะแข่งขันกันทั้งหมด 6 ครั้ง 4 สนาม โดยครั้งที่ 2-4 จะยังแข่งขันกันที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ครั้งที่ 2 วันที่ 31 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน, ครั้งที่ 3 วันที่ 5-7 กรกฎาคม และครั้งที่ 4 วันที่ 5-8 กันยายน, ก่อนจะย้ายไปแข่งขัน สนามไทยแลนด์เซอร์กิต จังหวัดนครปฐม ในวันที่ 20-22 กันยายนตามด้วยครั้งสุดท้าย วันที่ 24 พฤศจิกายน ณ สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดชลบุรี   แฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทย สามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวนักบิดฮอนด้าทุกคน ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ : Race to The Dream อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่

10 April 2024
MV AGUSTA ENDURO VELOCE

MV AGUSTA ENDURO VELOCE สายลุยไซส์กลางเลือดอิตาลี MV AGUSTA ENDURO VELOCE เผยโฉมออกมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทำเอาเซอร์ไพรส์แฟน ๆ สายแอดเวนเจอร์ หลังจากก่อนหน้านี้มีโมเดลสายลุยรุ่นลิมิเต็ดอย่าง LXP Orioli ของแบรนด์อิตาลี เรียกว่าเป็นโมเดลที่จะมาสานต่อรถในกลุ่มแอดเวนเจอร์ไบค์ของทางค่ายนั่นเอง   สไตล์  เจ้าสายลุยคันใหม่คันนี้ยังคงยึดหลักแนวทางตามแบบฉบับ MV Agusta 100% คือ ผลิตในอิตาลี ผลิตและประกอบดุจดั่งงานศิลปะ ละเอียดในทุกจุดในเชิงวิศวกรรมและที่สำคัญคือสมรรถนะสูง รวมกันอยู่ในโมเดลเดียวโมเดลเดียวนี้นั่นเอง   เพียงแค่คุณชายตามองแวบเดียวคุณจะรับรู้ได้เลยว่านี่คือรถจาก MV Agusta แบรนด์ที่สวยที่สุดในโลก ด้วยฝีมือการออกแบบจากดีไซเนอร์ของทางค่ายโดยตรง เส้นสายทุกส่วนสัดถูกกำหนดออกมาว่าจะต้องลื่นไหลลงตัวอย่างไม่มีข้อแม้ ผลคือดีไซน์ที่ไม่ได้ตอบโจทย์แค่เรื่องสวยงาม แต่ยังมีเรื่องการใช้งานด้วย  ตัวรถมีท้ายที่กะทัดรัดคอนทราสต์กับด้านหน้าตัวรถที่มีความบึกบึนซึ่งช่วยป้องกันลมไม่ให้ปะทะผู้ขับขี่ขณะเดียวกันก็ให้ท่านั่งขับขี่ที่สบายและควบคุมรถได้เป็นอย่างดี แฟริ่งด้านหน้าสมบูรณ์แบบด้วยชิลด์หน้าที่ทำจากวัสดุเพล็กซี่กลาสที่ไม่เพียงแต่แข็งแรง ยังช่วยป้องกันกระแสลมปั่นป่วนบริเวณหมวกกันน็อกอีกด้วย   และแน่นอนว่าออกแบบตามหลักของอากาศพลศาสตร์ โดยมีการทดสอบและจำลองเพื่อให้ออกมาดีที่สุดในทุก ๆ รูปแบบการขับขี่ทั้งคนเดียวและมีคนซ้อน โดยเส้นสายแฟริ่งที่ด้านหน้าจะช่วยเพิ่มแอร์โฟลว์เข้าไปยังตัวแผงหม้อน้ำได้อย่างเต็มที่   หัวใจหลัก  เครื่องยนต์ใหม่ขนาด 931 ซีซีแบบสามสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 วาล์วต่อสูบ ใช้น้ำมันจากถังขนาด 20 ลิตร พร้อมเพลาข้อเหวี่ยงแบบหมุนทวน ออกแบบ พัฒนาและสร้างขึ้นเองในโรงงานของตัวเอง โดดเด่นที่น้ำหนักเบาเพียง 57 กิโลกรัมและยังมีขนาดกะทัดรัดสุด ๆ เครื่องยนต์ให้แรงม้าสูงสุดถึง 124 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดี่ 102 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ และยังเคลมมาว่ามีพละกำลังดีที่รอบสูง มีแรงบิดตึง ๆ ตั้งแต่รอบต่ำ ๆ โดยสามารถรีดแรงบิดมากถึง 85% จากรอบต่ำเพียง 3,000 รอบเท่านั้นเอง สุดท้ายคือท็อปสปีดสูงถึง 240 กม./ชม.  และจากการที่มีตัวเพลาข้อเหวี่ยงแบบหมุนทวน ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ และนั่นทำให้ขับขี่ได้สบาย ขับทางไกลเหนื่อยน้อยลงอีกด้วย  ช่วงล่าง  เจ้า MV Agusta Enduro Veloce อยู่ในกลุ่มแอดเวนเจอร์ไบค์พิกัดที่มีอัตราการแข่งขันสูงดังนั้นทางค่ายก็เลยตั้งใจออกแบบมาให้คนที่ได้ลองขับขี่จะต้องตกหลุมรัก ด้วยช่วงล่างที่การันตีได้ว่าจะให้สมรรถนะสูงไม่ว่าจะทั้งในทางดำหรือทางฝุ่น ขณะเดียวกันก็ต้องขับขี่ได้สบายแม้เดินทางไกล   ตัวเฟรมใช้หลักการออกแบบโครงสร้างแบบสมัยใหม่ มีเฟรมแบบเปลคู่ พร้อมเลือกใช้วัสดุที่เลือกสรรมาแล้วว่ามีความบาลานซ์กันระหว่างความแข็งแรงเพื่อให้ความนิ่งเสถียนที่ย่านความเร็วสูง และความยืดหยุ่นเพื่อที่จะสามารถซับแรงกระแทกได้เมื่อขับขี่ออฟโร้ด  นอกจากนี้ยังออกช่วงล่างมาเพื่อรองรับการลุยแบบหนัก ๆ ตัวซับเฟรมท้ายสามารถถอดออกเพื่อทำการซ่อมแซมหรือว่าเปลี่ยนได้อีกด้วย สวิงอาร์มเป็นอลูมิเนียมอัลลอยเพื่อรีดน้ำหนัก ช่วยให้มีความคล่องตัว ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก Sachs ขนาด 48 ม.ม.ที่ปรับแต่งได้ทั้งคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลด ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวร่วมกับกระเดื่องจาก Sachs ที่ปรับได้ทั้งคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลดเช่นกัน เบาะนั่งปรับได้ 20 ม.ม. โดยสูงตั้งแต่ 850 – 870 ม.ม. และการันตีว่าจะนั่งได้สบาย ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นที่มีให้ 230 ม.ม.เหมาะกับการขับขี่ออฟโร้ด   ส่วนของระบบเบรกจะเป็นของทาง Brembo ด้านหน้าจะเป็นคาลิเปอร์เบรก Stylema พร้อมดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่พร้อมจานเบรกขนาด 265 ม.ม. ยางและล้อจะมีขนาด 90/90-21 และ 150/70-18 โดยจะเลือกใช้ล้อ Takasago Excel ที่เป็นล้อซี่ลวดแบบไม่ต้องใช้ยางในและทำสีดำดูเข้มขลัง ระบบอิเล็กทรอนิกส์  ในส่วนของการขับขี่ตัวรถมีระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Urban, Touring, Off-Road และ Custom All Terrain มีระบบ Electronically Assisted Shift (EAS) เป็นระบบควิกชิฟเตอร์ที่จะช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้ทั้งขาขึ้นและขาลงโดยไม่ต้องปิดคันเร่ง มีระบบประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน ที่จะช่วยสั่งการระบบอื่น ๆ ได้แบบเรียลไทม์ ทั้งแทร็คชันคอนโทรล เปิดปิดได้ ตั้งได้ 8 ระดับ 5 ระดับสำหรับการใช้งานบนถนน 2 ระดับสำหรับการขับขี่ทางฝุ่น และ 1  ระดับสำหรับถนนเปียกหรือทางลื่น ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรกปรับได้ 2 ระดับ ระบบช่วยออกตัวที่จะช่วยให้คุณออกตัวเร่งทำความเร็วจาก 0 – 100 กม./ชม. ได้ใน 3.72 วินาที ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อหน้า ระบบเบรก Cornering ABS ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อหลัง ระบบครูซคอนโทรล   ในส่วนของความสะดวกสบาย แน่นอนว่ามีหน้าจอสี TFT

9 April 2024
New Honda DAX 1978 ยอดจองทะลุ 678 คัน ในงานมอเตอร์โชว์ 2024

หลังจากที่ไทยฮอนด้าได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ New Honda DAX 1978 Special Edition โมเดลพิเศษจากคับเฮาส์ ที่ดึงกลิ่นอายความคลาสสิกเหนือกาลเวลาจากปี 1978 กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง ภายใต้คอนเซปต์ ‘DAX to 1978 The Time Traveler’ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ที่ผ่านมานั้น ล่าสุด ‘New Honda DAX 1978 Special Edition’ สามารถคว้ายอดจองภายในงาน ฯ ได้สูงถึง 678 คัน นับเป็นการตอกย้ำกระแสความร้อนแรง จากความลงตัวของโมเดลระดับไอคอนิกอย่าง DAX กับความคลาสสิกในตำนาน ‘New Honda DAX 1978 Special Edition’ สะท้อนกลิ่นอายจากปี 1978 โดดเด่นลวดลายกราฟิกแนวเรโทรลงบนเฟรมตัวถังทรง T-Bone เสริมความพรีเมียมด้วย Soft Emblem มาพร้อมชุดแต่ง Dax Rear Rack Stainless และบังโคลนหน้าโครเมี่ยม รวมถึงชุดขายึดไฟสะท้อนแสง จาก KITACO สำหรับผู้ที่สนใจ CUB House by Honda พร้อมวางจำหน่าย New Honda DAX 1978 Special Edition ราคาแนะนำที่ 94,900 บาท ที่ CUB House Flagship ทุกสาขาทั่วประเทศ  ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand IG : www.instagram.com/hondamotorcyclethailand Tiktok: www.tiktok.com/@hondamotorcycletha Youtube: www.youtube.com/HondaMotorcycleTHA อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

9 April 2024
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Jorge Martin เจ็บซ้ำตอนซ้อม ชวดลงแข่งนัดเปิดสนามบุรีรัมย์

Jorge Martin เจ็บซ้ำตอนซ้อม ชวดลงแข่งนัดเปิดสนามบุรีรัมย์ เหมือนจะดูเป็นเคราะห์ซ้ำ กรรมซัดสำหรับแชมป์โลกคนล่าสุดอย่าง Jorge Martin นักแข่งเจ้าของหมายเลข 1 จากทีม Aprilia Racing ที่มีการรายงานว่าเจ้าตัวนั้นได้รับอาการบาดเจ็บเพิ่มเติมขณะทำการซ้อมก่อนลงแข่งขันในเปิดสนามที่ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ การแข่งขัน MotoGP2025 ที่กำลังจะเริ่มเปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้วในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ แต่ดูเหมือนว่าฆอร์เก้ มาร์ตินจะพลาดการแข่งขันในนัดเปิดสนามที่ประเทศไทย เพราะเจ้าตัวได้รับอาการบาดเจ็บกระดูกมือซ้ายหักในระหว่างการฝึกซ้อมเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าตัวก็ได้รับอุบัติเหตุใหญ่ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซียมาแล้ว 1 ครั้ง หมอเทวดา ผู้เคียงข้างมาร์ก มาร์เกซ ดร.ซาเวียร์ เมียร์ แพทย์แผนกศัลยกรรมมือ และไมโครศัลยกรรม ภาควิชาเวชศาสตร์อุบัติเหตุและศัลยกรรมกระดูก จาก Hospital Universitari Dexeus เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน โดยผลงานสร้างชื่อของหมอคนนี้ คือการรักษาแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง ‘มาร์ก มาร์เกซ’ ที่แขนหักกลับมาทำการแข่งขันได้ภายใน 4 วัน โดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นมาร์ก แขนขวาเพิ่งหักจากการแข่งขัน MotoGP สนามเปิดฤดูกาล 2020 ที่ เฆเรซ ประเทศสเปน ให้ผ่านความฟิตจน MotoGP อนุญาตให้กลับมาแข่งในสนาม 2 ของฤดูกาล (ซึ่งแข่งที่ เฆเรซ แบบต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ติด จากผลพวงของ COVID-19)  โดยมาร์ติเนเตอร์จะเข้ารับการผ่าตัดข้อมือโดยศัลยแพทย์ด้านมอเตอร์สปอร์ตที่ดีที่สุดในวงการ ซึ่งเจ้าตัวอาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นอีกระยะใหญ่ ๆ กว่าร่างกายจะกลับมามีสภาพสมบูรณ์ ซึ่งหมายความว่านักบิดรายนี้อาจจะพลาดการแข่งขัน MotoGP ในสนามที่สองที่ประเทศอาเจนตินาอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

25 February 2025
Keeway Vieste 300 XDV สกูตเตอร์แอดเวนเจอร์ สไตล์ชัด DNA จาก ADV

Keeway Vieste 300 XDV สกูตเตอร์แอดเวนเจอร์ สไตล์ชัด DNA จาก ADV Keeway Vieste 300 XDV สกูตเตอร์แนวแอดเวนเจอร์จากค่าย Keeway แบรนด์รถจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีนอยู่ภายใต้แบรนด์แม่อย่าง QJMotor ที่ได้เผยโฉมผลิตภัณฑ์ใหม่ของทางค่ายที่ออกแบบมาให้ขับขี่ได้ทั้งในเมือง และเส้นทางที่ท้าทาย โดดเด่นด้วยความสะดวกสบายตามสไตล์ของสกูตเตอร์ และความแข็งแกร่งตามสไตล์ของรถแอดเวนเจอร์ ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกสนุกทุกครั้งที่ได้ขับขี่ จุดเด่นของตัวรถ ระบบไฟแบบ Full LED ระบบความปลอดภัย ABS โช้คอัพหลังมาพร้อมซับแทงค์ สวิตซ์ควบคุมต่าง ๆ ทางด้านซ้าย   สเปค และรายละเอียดต่าง ๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 278 ซีซี ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์วต่อสูบ แรงม้า (เคลม) 25 แรงม้าที่ 8,250 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 24 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบต่อนาที ขนาดกระบอกสูบ / ช่วงชัก 75 x 63 มม. อัตราส่วนการอัด 11:1 ระบบเกียร์ CVT ระบบจุดระเบิด TCI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน ยางหน้า 110/70-13 ยางหลัง 130/70-13 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบหัวกลับ ขนาดแกน 90 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพคู่มาพร้อมซับแทงค์ ระยะยุบ 65 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์จาก J.Juan ขนาด 240 มม. เบรกหลัง ดิกส์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 มม. กว้าง x ยาว x สูง 780 x 1,940 x 1,270 มม. ระยะฐานล้อ 1,390 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 160 มม. ความสูงเบาะ 800 มม. น้ำหนักรถ 169 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 13.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี ระบบไฟแบบ Full LED รอบคัน หน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัล LCD ช่องจ่ายไฟแบบ USB Type-C  ระบบกุญแจ Smart Key   สีสันที่วางจำหน่าย สีขาว สีดำ สีแดง สีฟ้า สีครีม   โดยราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการของรถจักรยานยนต์โฉมนี้มีราคาวางจำหน่ายที่สหรัฐอยู่ที่ราว ๆ 4,800 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 162,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ในเรื่องของการเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยนั้น คาดว่าเป็นเรื่องที่ไกลลิบ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

24 February 2025
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
2025 Triumph Tiger Sport 800 ดีไซน์คล้ายน้อง แต่เครื่องใหม่

2025 Triumph Tiger Sport 800 ดีไซน์คล้ายน้อง แต่เครื่องใหม่ 2025 Triumph Tiger Sport 800 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการเอาใจเหล่าไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบในสไตล์รถของสปอร์ต แอดเวนเจอร์ การออกแบบด้รับการออกแบบมาเพื่อมอบสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจและความสามารถในการทัวร์ระยะไกล ด้วยเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง โครงสร้างที่ขับขี่สนุกและสะดวกสบาย พร้อมเทคโนโลยีทันสมัย และการตกแต่งที่หรูหรา เครื่องยนต์พัฒนาใหม่ ในส่วนของเครื่องยนต์ ทาง Triumph ไม่ได้นำเครื่องยนต์ของ Tiger Sport 900 มาลดปริมาตรกระบอกสูบ แต่เป็นการนำเครื่องยนต์ในโมเดลของ Street Triple 765 มาพัฒนาต่อยอด เพิ่มช่วงชักรวมไปถึงแรงบิด ให้เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 798 ซีซี 3 สูบเรียงระบายความความร้อนด้วยน้ำ พละกำลังอยู่ที่ 113 แรงม้าที่ 10,750 รอบต่อนาที และแรงบิดอยู่ที่ 83.9 นิวตันเมตรที่ 8,500 รอบต่อนาที พร้อมถังน้ำมันขนาด 18.5 ลิตร ระบบช่วงล่างที่โดดเด่น แม้รูปร่างจะมีขนาดใหญ่กว่า Tiger Sport 660 แต่ Triumph สามารถใส่รุ่น 800 ใหม่ลงในโครงสร้างเดิมที่ใช้กับรุ่น 660 ได้ เพราะขนาดเครื่องยนต์ของทั้งสองโมเดลมีความใกล้เคียงกัน โครงและสวิงอาร์มยังคงเหมือนเดิม แต่รุ่นใหม่นี้มาพร้อมกับระบบกันสะเทือนที่โดดเด่นกว่าเดิม ทั้งด้านหน้า และด้านหลังใช้โช้คอัพจาก Showa ให้ระยะยุบตัว 150 มม. ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 41 มม. ที่ปรับได้เต็มรูปแบบ และโช้คหลังเดี่ยว Showa ส่วนระบบเบรกของ Tiger Sport 800 ประกอบด้วยคาลิเปอร์เบรกสี่สูบแบบติดตั้งเรเดียลที่ล้อหน้าพร้อมจานคู่ขนาด 310 มม. และคาลิเปอร์เบรกหลังแบบสูบเดียวติดตั้งกับจานเบรกขนาด 255 มม. เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่มาแบบแน่น ๆ เทคโนโลยีที่มาพร้อมกับตัวรถคันนี้จัดให้แบบไม่ธรรมดา โดยใน Tiger 800 ทาง Triumph ได้ทำการปรับแต่งชุดอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งยังมีส่วนของระบบควบคุมการยึดเกาะถนน, ระบบ IMU แบบ 6 แกน, ระบบเกียร์พร้อม Quickshifter แบบสองทาง, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ที่สำคัญยังมีโหมดการขับขี่อีก 3 โหมดได้แก่ Sport, Road และ Rain รวมไปถึงการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนก็สามารถทำได้โดยเชื่อมผ่านระบบ Bluetooth ด้วยแอพพลิเคชัน ‘My Triumph’ ที่จะแสดงข้อมูลต่าง ๆ อีกทั้งยังมีระบบในการนำทางได้ รวมไปถึงการรับสายโทรศัพท์ และแสดงข้อมูลจากโทรศัพท์ผ่านจอสี TFT ขนาดเล็กด้านล่าง สีสันที่วางจำหน่าย สีเหลือง (Cosmic Yellow) สีเทา-ดำ (Graphite/Sapphire Black) สีดำ (Sapphire Black) สีน้ำเงิน-ดำ (Caspian Blue/Phantom Black)   อีกหนึ่งรถดีไซน์ Sport Adventure ที่มีความน่าสนใจ ด้วยเครื่องยนต์ที่พัฒนาใหม่ ระบบเทคโนโลยีการขับขี่ ในส่วนของราคาจะอยู่ที่ 12,495 ดอลล่าร์เหรียฐสหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยมูลค่าประมาณ 421,500 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) โดยจะเริ่มวางขายอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคมปี 2025 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 KTM 1390 Super Adventure S EVO ดีไซน์ใหม่ ไร้คลัตซ์

2025 KTM 1390 Super Adventure S EVO ดีไซน์ใหม่ ไร้คลัตซ์ 2025 KTM 1390 SUPER ADVENTURE S EVO เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับอีกหนึ่งโมเดลที่เรียกได้ว่าเป็นตัวสุดของวงการสายลุย บ้าพลัง ที่ได้รับการออกแบบดีไซน์ใหม่ และมาพร้อมขุมกำลังที่พัฒนาใหม่ และไฮไลท์เด็ดคือมาพร้อมเกียร์ตัวใหม่ของค่ายอย่าง AMT ที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ขับขี่ เครื่องยนต์พัฒนาใหม่ ซีซีเพิ่มขึ้น เครื่องยนต์แบบสองสูบวีที่ขยายปริมาตรกระบอกสูบ จาก 1,301 ซีซี เป็น 1,350 ซีซี สามารถรีดกำลังได้ถึง 173 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิด 145 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยี CAMSHIFT ใหม่ที่ช่วยให้ยกวาล์วไอดีได้สองระดับตามช่วงรอบเครื่องยนต์ ส่งผลให้กำลังและแรงบิดเพิ่มขึ้นตลอดช่วงรอบ และทำให้การเผาไหม้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งหมดนี้ช่วยให้การทำงานของเครื่องยนต์เป็นไปตามมาตรฐานการปล่อยมลพิษใหม่ผ่านมาตรฐาน EURO 5+ โดยในเครื่องยนต์นี้จะมาพร้อมกับระบบเกีบร์ใหม่ของค่ายอย่าง AMT (สามารถเกี่ยวกับระบบเกียร์ใหม่ได้ที่นี่) ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องกำคลัตซ์เมื่อเข้าในโหมด M หรือสามารถขับขี่ในโหมดเกียร์อัตโนมัติได้ในโหมด A ที่สำคัญมาพร้อมเกียร์ P หรือเกียร์สำหรับการจอด ช่วยป้องกันไม่ให้ไหลเคลื่อนที่ในเวลาจอด ทั้งนี้ ระบบเกียร์จะถูกควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่าน ECU และชุดควบคุมระบบส่งกำลัง ปรับเปลี่ยนเกียร์ด้วยระบบไฟฟ้าเชิงกล โดยใช้เวลาเพียง 50 มิลลิวินาทีเท่านั้น ซึ่งใช้เวลาเทียบเท่ากับระบบควิกชิฟเตอร์ในรถเกียร์แมนนวลนั่นเอง ช่วงล่างไฟฟ้าเต็มระบบ ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้าให้โช้คอัพแบบ Upside Down จาก WP SAT (WP Semi Active Technology) หรือโช้คแบบปรับไฟฟ้าที่สามารถปรับได้แบบเต็มรูปแบบ ทั้งพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชัน ในส่วนของโช้คอัพด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยว จาก WP SAT (semi-active technology) ปรับไฟฟ้า ซึ่งสามารถปรับได้เต็มรูปแบบเช่นเดียวกับด้านหน้า โดยทั้งคู่มีระยะยุบตัวเท่ากันที่ 200 มม. ระบบเบรกด้านหน้าให้มาแบบดิสก์เบรกคู่แบบเรเดียล เมาท์ 4 พอต จาก Brembo และจานเบรกขนาด 320 มม. พร้อมด้วยล้อขนาด 120/70-19 ในส่วนของเบรกหลังแบบดิสก์เบรกเดี่ยว 2 พอต จาก Brembo เช่นเดียวกับเบรกหน้าพร้อมจานเบรกขนาด 267 มม. พร้อมด้วยล้อขนาด 170/60-17 เทคโนโลยีเต็มพิกัด ไม่เพียงแค่ขุมพลังที่ให้มาแบบเต็มพิกัด แต่ในส่วนของเทคโนโลยีที่มาพร้อมรถคันนี้เองก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นจอกลางที่เด่นเป็นสง่าด้วยขนาดจอ 8.8 นิ้ว ระบบสัมผัสที่สามารถสัมผัสได้ทั้งตอนใส่ถุงมือ และถอดถุงมือ โดยจอนี้เป็นเสมือนจุดศูนย์กลางของรถคันนี้ เพราะเป็นจุดที่ควบคุมทุกอย่าง เช่น การหน่วง SAT, การตั้งค่า Preload และการบอกข้อมูลสถานะต่าง ๆ ของรถ อาทิ โหมดการขับขี่ 5 โหมด, ระบบเบรก ABS, Traction Control, Adaptive Cruise Control ที่สามารถทำได้จากจุดที่รถหยุดนิ่ง ไม่เพียงแค่ระบบเทคโนโลยีบางส่วนที่ได้กล่าวถึง แต่รถคันนี้ยังมาพร้อมกับเรดาห์ด้านหน้ารถที่พัฒนาโดย Bosch (อ่านข้อมูลเกี่ยวกับเรดาห์ความปลอดภัยได้ที่นี่คลิ๊ก) โดยมีการปรับปรุงประสิทธิภาพ การตรวจจับรถวัตถุรอบข้างที่ดีขึ้น รวมถึงเพิ่มโหมดการขับขี่เป็นกลุ่ม (Group Ride) อีกทั้งเรดาห์นี้เพิ่มฟังก์ชันใหม่ เช่น ระบบช่วยรักษาระยะห่าง การสตาร์ท และหยุดอัตโนมัติด้วยเกียร์ AMT, ระบบช่วยเบรก, การเตือนการชน และการเตือนระยะห่าง โดยเซ็นเซอร์เรดาร์จะถูกติดตั้งใต้ไฟหน้า และรวมอยู่ในดีไซน์ของรถ 2025 KTM 1390 Super Adventure S EVO รายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 2 สูบ V-Twin ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,350 ซีซี แรงม้า (เคลม) 170 แรงม้าที่ 9,500 รอบ แรงบิด (เคลม) 145 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 8 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก

Raptee T30 อีวีไบค์อินเดีย บิดสนุกเท่า 300 ซีซี

Raptee T30 อีวีไบค์อินเดีย บิดสนุกเท่า 300 ซีซี Raptee T30 มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นใหม่จาก Raptee.HV สตาร์ทอัพยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศอินเดียมอเตอร์ไซค์คันนี้พลิกบทบาทของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน ซึ่งมีจุดเด่นที่มุ่งเน้นการขับขี่ที่สนุกสนานและสปอร์ต แตกต่างจากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทั่วไป สมรรถนะสุดแสนจะเร้าใจ ในด้านสมรรถนะ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันนี้ให้พลังงานด้วยเทคโนโลยีไฟฟ้าแรงสูง ทำให้ T30 มีพละกำลังเทียบเท่ากับรถมอเตอร์ไซค์ขนาด 300 ซีซี ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 22 กิโลวัตต์ (ประมาณ 30 แรงม้า) และมีแรงบิดตามข้อมูลที่ระบุไว้ที่ 70 นิวตันเมตร ทำให้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันนี้ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอัตราเร่งจาก 0 ถึง 60 กิโลเมตรในเวลาเพียง 3.5 วินาที ทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ขนาด 5.4 kWh ที่สามารถขับขี่ได้ 150 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ดีไซน์การออกแบบ และเทคโนโลยี ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากไดโนเสาร์กลุ่มแรพเตอร์ ที่โดดเด่นเรื่องความคล่องตัว ว่องไว และเฉลียวฉลาด จึงทำให้การออกแบบรถคันนี้มีสไตล์สปอร์ตอย่างชัดเจน ด้วยตัวถังที่เพรียวบาง และมีเหลี่ยมมุม นอกจากนี้ T30 ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่เกินความคาดหมาย เพราะมีหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน มีระบบนำทาง และรองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านระบบ OTA หัวชาร์จไฟแบบเดียวกับรถยนต์ แบตเตอรี่ขนาด 5.4 kWh ของ T30 มีการรับรองมาตรฐาน IP67 ใช้เวลาในการชาร์จจาก 20-80% ประมาณ 60 นาทีเมื่อใช้เครื่องชาร์จขนาด 3.3 kW แต่ถ้าใช้เครื่องชาร์จแบบเร็ว หรือเครื่องชาร์จจากสถานีชาร์จของรถยนต์ สามารถชาร์จเต็มในเวลาเพียง 30 นาที นอกจากนี้ทางแบรนด์ยังให้การรับประกันแบตเตอรี่นานถึง 8 ปี หรือ 80,000 กิโลเมตร อีกหนึ่งสิ่งน่าสนใจของ Raptee.HV T30 ถึงแม้ว่าในช่วงแรกของการทตลาดจะวางขายแค่ในเฉพาะประเทศอินเดียเท่านั้น แต่ผู้ผลิตยืนยันว่ามันพร้อมที่จะบุกตลาดโลก เพราะรถคันนี้มาพร้อมกับพอร์ตชาร์จแบบ CCS 2 ซึ่งหมายความว่าสามารถใช้งานร่วมกับที่ชาร์จมาตรฐานของรถยนต์ไฟฟ้าได้แทบทุกที่ในโลก นอกจากนี้ยังเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันแรกในอินเดียที่มาพร้อมกับพอร์ตชาร์จ CCS 2 เป็นมาตรฐาน Raptee T30 สเปค และรายละเอียดอื่น ๆ ประเภทมอเตอร์ มอเตอร์ไฟฟ้าชนิดซิงโครนัส กำลังสูงสุด 22 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 70 นิวตันเมตร ประเภทแบตเตอรี่ N/A ความจุของแบตเตอรี่ 5.4 kWh น้ำหนักแบตเตอรี่ N/A เวลาชาร์จแบตเตอรี่ 1 ชั่วโมง (20-80% เมื่อชาร์จด้วยไฟขนาด 3.3 kW) 36 นาที (20-80% เมื่อชาร์จด้วยสถานีชาร์จไฟของรถยนต์) ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (เคลม) 150 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด (เคลม) 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยางหน้า 110/70-R17 แบบไม่มียางใน ยางหลัง 150/60-R17 แบบไม่มียางใน เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. พร้อมระบบเบรก ABS เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 230 มม. ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบ Up-Side down ขนาดแกน 37 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดียวแบบปรับพรีโหลดได้ กว้าง X ยาว X สูง N/A ระยะฐานล้อ 1,420 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 161 มม. ความสูงเบาะ 790 มม. น้ำหนักรถ 177 กิโลกรัม เทคโนโลยี จอ TFT ขนาด 7 นิ้วพร้อมระบบทัชสกรีน โหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Comfort, Power และ

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
Yamaha YZF-R15M 2023 ใหม่ พร้อมจอสี TFT

Yamaha YZF-R15M 2023 มาพร้อมกับหน้าจอสี TFT ใหม่  มีข่าวดีมาแชร์ให้อ่านกันอีกครั้ง กับการเปิดตัวโมเดลสปอร์ตไบค์ สายพันธุ์ R-Series รุ่นพิเศษ อย่าง Yamaha YZF-R15M 2023 ในประเทศอินเดีย ที่มาพร้อมกับการอัปเกรดออพชันใหม่จากรุ่นก่อน และฟังก์ชันเสริม ที่อำนวยความสะดวกในการขับขี่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แล้ว YZF-R15M เวอร์ชัน 2023 จะมีไฮไลท์อะไรที่น่าสนใจในรถรุ่นนี้กันบ้าง ไปดูกัน  หน้าจอสี TFT แสดงผลใหม่ หนึ่งไฮไลท์หลักของรถโมเดลพิเศษรุ่นนี้ กับหน้าจอสี TFT แสดงผลใหม่ ทั้งแสดงผลอัตราความเร็ว น้ำมัน ทริปการเดินทาง ชิฟไลท์ พร้อมระบบแทร็กชันคอนโทรล ระบบควิกชิฟเตอร์ ระบบแบตเตอรี่ และอื่น ๆ สามารถรองรับ Y-Connect ที่อำนวยสะดวกต่อการเดินทาง ให้อารมณ์การขับขี่แบบรถโมเดลรุ่นพี่อย่าง R1M อีกด้วย  ชุดไฟเลี้ยวใหม่  กิมมิกเล็ก ๆ น้อย ๆ กับการปรับเปลี่ยนจากชุดหลอดไฟเดิมที่เป็นแบบฮาโลเจน มาเป็นไฟ LED ที่ให้ความทันสมัย เข้ากับยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น  ด้านขุมพลังเครื่องยนต์ของ R15M 2023 ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กับเครื่องยนต์ SOHC 1 สูบ 4 จังหวะ 155 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 18.4 แรงม้าที่ 10,000 รอบต่อนาที กับแรงบิด 14.2 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบต่อนาที พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด แอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ และระบบวาล์วแปรผัน หรือ  VVA ที่ช่วยเสริมการขับขี่ให้สนุกมากยิ่งขึ้น  ระบบกันสะเทือนก็เช่นเดียวกัน กับโช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ และโช้คเดี่ยวด้านหลังแบบสตรัทสปริง พร้อมระบบเบรก ดิสก์เบรก หน้า-หลัง เสริมระบบป้องกันล้อล็อก ABS Dual Channel ต่อด้วยช่วงล่างกับล้อหน้า-หลังขนาดเดิมที่ 17 นิ้ว และยางหน้า 100/80 และยางหลัง 140/70 แบบไม่ใช้ยางใน  ดูโดยรวมแล้ว เจ้ารถสปอร์ตโมเดลรุ่นนี้ ได้มีการปรับเปลี่ยนระบบเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกต่อผู้ขับขี่ให้ทันกับยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ส่วนรูปลักษณ์และเครื่องยนต์ของตัวรถยังคงไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมาก แต่ยังไงเครื่องเดิม ๆ ก็ถือว่าแรงอยู่แล้ว รับประกันเลย สำหรับรถรุ่น Yamaha YZF-15M 2023 ยังไม่ได้เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าราคาน่าจะเพิ่มขึ้นจากเดิมเล็กน้อย แต่ถือว่าคุ้มค่าเลยทีเดียว เพราะได้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้กับขับขี่สนุกเร้าใจมากยิ่งขึ้น อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

16 February 2023
ฮอนด้า Team HRC เปิดตัวทีมแข่ง WSBK 2023

ฮอนด้า Team HRC เปิดตัวทีมแข่ง WSBK 2023 สองนักแข่งที่กำลังเข้าร่วมการแข่งขัน WorldSBK กับ ฮอนด้า Team HRC เป็นครั้งที่ 2 และตั้งเป้าขึ้นแท่นโพเดียมประจำในปี 2023 ฤดูกาล Motul FIM Superbike World Championship’s 2023 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ทีม HRC ได้กลายเป็นทีมโรงงานอันดับ 5 และเป็นทีมสุดท้าย ที่จะมาเผยโฉมทีมแข่ง กับนักแข่งอย่าง Iker Lecuona และ Xavi Vierge นักแข่งคู่บุญชาวสแปนิช ที่กำลังเตรียมตัวกับการแข่งขันในซีซั่นที่ 2 กับทีม HRC กับตัวรถที่มาในลวดลายสีแดง สีขาวและสีน้ำเงินในแบบดั้งเดิมของทีม HRC โดยผู้ผลิตชาวญี่ปุ่น และตั้งเป้าคว้าโพเดียมในฤดูกาล 2023 นี้   สำหรับม้าศึกของค่ายนกปีกเหล็กในรายการ WorldSBK 2023 ยังคงเป็นรถโมเดลใหม่อย่าง CBR1000RR-R FIREBLADE SP ที่ปรับเสริมเติมแต่ง พร้อมลายกราฟิกที่ดุดันสำหรับรถเรซซิ่ง ในครั้งนี้ เราดูรายละเอียดเรียกน้ำย่อยกันคร่าว ๆ กันดีกว่า ว่ารถแข่งรุ่นนี้มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง  โดยข้อมูลและจุดเด่นย่อย ๆ ของเจ้า CBR1000RR-R รถแข่งจากทีม HRC กับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ขนาด 999.9 ซีซี ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุด 231 แรงม้าที่ 14500 รอบต่อนาที มาพร้อมกับระบบเกียร์ขับเคลื่อนแบบ 6 สปีด และความจุถังน้ำมันขนาด 24 ลิตร  เสริมไปพร้อมกับจุดเด่นของตัวรถ ด้วยเฟรมอลูมิเนียม โช้คอัพ Showa จากโรงงานพร้อมซับแทงค์ เพิ่มระยะการเบรกด้วยคาลิเปอร์เบรกจาก Nissin และเสริมสมรรถนะการเลี้ยวโค้งที่คล่องตัว ด้วยยางชั้นนำระดับโลกอย่าง Pirelli  เปิดตัวกันไปแล้ว สำหรับทีม HRC ที่พร้อมจะลุยศึก WSBK ในเร็ว ๆ นี้ ฝากติดตามและเชียร์ให้กำลังใจนักแข่งในทีมนี้ และทุก ๆ ทีม แล้วเรามาลุ้นกันว่าใครจะคว้าโพเดียมประจำปีนี้ไปครอง  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

15 February 2023
  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
เปิดตัวรถ BMW R nineT /5 รุ่นพิเศษแค่ 20 คันในไทย!

บีเอ็มดับเบิลยู BMW R nineT /5 รุ่นพิเศษ ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปีของมอเตอร์ไซค์ระดับตำนานในซีรีส์ /5 และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ในการเปิดจองผ่านช่องทางออนไลน์สำหรับลูกค้าในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2562 เป็นต้นไป โดยมีจำนวนจำกัดเพียงแค่ 20 คันเท่านั้นบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย นำโดย มร. คริสเตียน แซมลาวสกี้ (ขวา) ผู้อำนวยการ พร้อมด้วย คุณกฤษฎา อุตตโมทย์ (ซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เผยโฉม บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เตรียมนำความคลาสสิกอันเป็นเอกลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์ซีรีส์ /5 กลับคืนมาให้แฟนๆ ชาวไทยได้สัมผัสกันอีกครั้ง กับบีเอ็มดับเบิลยู BMW R nineT /5 รุ่นพิเศษ ที่ออกแบบมาเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปีของมอเตอร์ไซค์ระดับตำนานจากบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด โดยครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ที่จะเปิดช่องทางการจองแบบออนไลน์สำหรับลูกค้าในประเทศไทยทางเว็บไซต์ https://shop.bmw-motorrad.co.th/ โดยมีจำนวนจำกัดเพียงแค่ 20 คันเท่านั้น และจะเปิดรับจองตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2562 เป็นต้นไป สำหรับลูกค้าที่สนใจ สามารถเข้าไปทำการจองผ่านเว็บไซต์ดังกล่าวได้อย่างง่ายดาย โดยลูกค้าสามารถเลือกผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดอย่างเป็นทางการ ก่อนจะกรอกข้อมูลส่วนตัว วางมัดจำเพื่อยืนยันการจอง และรอการติดต่อจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการตามที่เลือกไว้เพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป มร. คริสเตียน แซมลาวสกี้ ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย กล่าวว่า “เราพร้อมแล้วที่จะสร้างอีกหนึ่งปรากฎการณ์ใหม่ในประเทศไทย ด้วยช่องทางการจองมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดแบบออนไลน์เป็นครั้งแรก ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ในโลกดิจิทัล มอเตอร์ไซค์ที่เราจะนำมาเปิดตัวด้วยช่องทางการจองแบบใหม่นี้ ถือเป็นรุ่นที่สืบทอดตำนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ตั้งแต่สมัยปี 1969 ซึ่งนอกจากจะเป็นปีที่เริ่มต้นผลิตมอเตอร์ไซค์ในซีรี่ส์ /5 เป็นครั้งแรกแล้ว ยังเป็นปีที่เริ่มต้นสายการผลิตมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดในโรงงานที่เมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนีอีกด้วย เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 50 ปีนี้ เราจึงได้ย้อนกลับไปนำเรื่องราวแห่งความสำเร็จในประวัติศาสตร์มาผสานเข้ากับมุมมองและเทคโนโลยีที่ทันสมัยในปัจจุบัน จนเกิดเป็นส่วนผสมที่ลงตัวในสไตล์ที่จะต้องถูกใจลูกค้าที่รักมอเตอร์ไซค์คลาสสิก” บีเอ็มดับเบิลยู R nineT /5 รุ่นพิเศษ ราคาจำหน่าย: 940,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ติดตามข่าวสารรถแต่ง คลิกทีนี้  ติดตามผ่าน Facebook คลิกทีนี้ 

เปิดข้อมูลและสเปก Kawasaki Z1000R มาพร้อม Brembo Ohlins จากโรงงาน

อีกหนึ่งรุ่นสุดฮ็อตในงาน Big Motor Sale เป็นที่ต้องตาต้องใจ ของเหล่าไบค์เกอร์สาย Naked นั้นก็คือ Kawasaki Z1000R Edition ที่อยู่ในซีรีย์ของ Z Edition เป็นเครื่องยนต์พื้นฐานเดียวกับ Z1000 ตัวปกติทั่วไป เพียงแต่ Kawasaki Z1000R Edition จะมีไม้ตายไม้เด็ดที่เป็นของแต่งระดับพรีเมี่ยมแบรนด์ อย่าง Ohlins และ Brembo เข้ามาช่วยเสริมสมรรถนะในการเบรคและช่วงล่าง ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมไปถึงความสวยงามน่าขี่กว่าเดิม โดยการปรับเปลี่ยนจากปั้มเบรคคู่หน้าเดิมเป็น Brembo M50 และ โช้คหลังที่ปรับให้เป็น Ohlins ที่มีรีโมทปรับค่าความหนืดได้ จนรู้สึกได้ว่าออกรถ Naked Bike คันนี้ออกมาแล้วแทบจะไม่ต้องแต่งอะไรเลย เดิมๆจากโรงงานมาให้แบบนี้ ดุดัน เร้าใจ มากขึ้นกว่าเดิม ถือว่าเป็นเรือธงสำคัญของตระกูล Z เลยทีเดียว ข้อมูลและสเปค  เครื่องยนต์ ระบายความร้อนด้วยน้ำ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ความจุปริมาตร 1,043 cc ระบบวาวล์ DOHC, 16 วาวล์ ความกว้างกระบอกสูบ x ช่วงชัก 77.0 x 56.0 mm อัตราส่วนแรงอัด 11.8:1 เกียร์ 6-speed, 1-N-2-3-4-5-6 กำลังเครื่องยนต์ 142 แรงม้า ที่ 10,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 111 นิวตันเมตร ที่ 7,300 รอบ/นาที ยางล้อหน้า 120/70ZR17 Dunlop ยางล้อหลัง 190/50ZR17 Dunlop ความจุถังน้ำมัน 17 ลิตร เบรค และ  ช่วงล่าง เบรคหน้า ฺbrembo M50 จาน Floating เบรค 310 มม เบรคหลัง คาลิปเปอร์ 1 สูบ จาน 250 มม โช้คหน้า Up-side down 41 มม โช้คหลัง Öhlins S46DR1S น้ำหนัก 221 กิโลกรัม ราคา 691,000 บาท   อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้  ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

ข้อมูลและสเปก All-New Suzuki Katana 2019

  หลังจากเปิดราคากันไปอย่างเป็นทางการแล้วในงาน Big Motor Sale วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปชมข้อมูลและสเปกของเจ้า All-New Suzuki Katana 2019 กันครับ โดยไอเข้หรือ เจ้า All-New Suzuki Katana 2019 คันนี้นั้น เป็นรถมอเตอร์ไซค์แนว Half-Fairing ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากดาบ Katana ที่มีชื่อเสียงของประเทศญี่ปุ่นซึ่งจะสะท้อนถึงเอกลักษณ์และความโดดเด่นเฉพาะตัวในเรื่องของเส้นสายที่มีความเฉียบคม แถมการออกแบบเจ้า ออนิว ซูซูกิ คาตาน่า คันนี้ยังเป็นการออกแบบที่เรียกได้ว่าอนุรักษ์นิยมเนื่องจากเส้นสายและการดีไซน์ต่างๆ นั้นถูกหยิบเอามาจากรุ่นพี่อย่าง Suzuki GSX 1100S Katana ในอดีตอีกด้วย ส่วนระบบไฟของเจ้า Katana คันนี้นั้นจะมาพร้อมกับชุดไฟหน้าและไฟหรี่ทรงเหลี่ยม 2 ช่องแบบ LED ทั้งบนและล่าง และยังเป็นแบบ DRL มาให้สมกับเป็นรถสมัยใหม่ ด้านไฟท้ายก็จะให้มาเป็นแบบ LED เช่นกัน ส่วนเครื่องยนต์นั้นเจ้า ซูซูกิ คาตาน่า จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ DOHC 4 จังหวะ 4 สูบ ขนาด 999 CC พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด ระบายความร้อนด้วยน้ำที่ให้พละกำลังสูงสุดถึง 150 แรงม้าที่ 10,000 รอบต่อนาที ซึ่งเครื่องยนต์จะเป็นการต่อยอดการพัฒนาเครื่องยนต์มาจาก Suzuki GSX-R1000 โดยจะถูกออกแบบมาให้มีช่วงชักที่ยาวขึ้นเพื่อให้ห้องเผาไหม้ในเครื่องยนต์มีขนาดกะทัดรัด ระบบเบรกเป็นแบบทวินดิสก์ขนาด 310 มม. ที่มาพร้อมกับคาลิเปอร์จาก Brembo โมโนบล็อกแบบ 4 พอร์ต ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS หน้าหลังทำงานร่วมกับระบบ Traction Control และโช้คอัพหน้าแบบหัวกลับขนาด 43 มม. และสามารถยุบตัวได้ถึง 120 มม.   นอกจากนี้เจ้า ออนิว ซูซูกิ คาตาน่า ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์อำนวยความสะดวกอย่างหน้าจอแสดงผลแบบ LCD ดิจิตอลที่จะแสดงผลแบบเต็มรูปแบบ และแสดงข้อมูลอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นมาตรวัดความเร็วรถและเครื่องยนต์ ไฟแจ้งตำแหน่งเกียร์ โหมดของ Traction Control และที่เจ๋งที่สุดคือ สัญลักษณ์ Katana ส่วนสีนั้นเจ้า ออนิว ซูซูกิ คาตาน่า คันนี้จะมีมาให้เลือกสองสีคือสี Metallic Mystic Silver (YMD) และสี Glass Sparkle Black (YVB) หากใครที่สนใจเจ้า ออนิว ซูซูกิ คาตาน่า คันนี้ก็สามารถหามาจับจองได้ด้วยราคาเพียง 569,000 บาทเท่านั้นครับ!! ข้อมูลและสเปก Specifications KATANA Engine Type 4 Stroke, 4 Cylinder, Liquid-Cooled, DOHC Engine Displacement 999 cm3 Bore X Stroke 73.4 mm X 59.0 mm Compression Ratio 12.2:1 Transmission 6 Speed Constant Mesh Overall Length 2,130 mm Overall Width 835 mm Overall Height 1,110 mm Wheelbase 1,460 mm Ground Clearance 140 mm Seat Height 825 mm Weight 215 KG Suspension Front       Inverted Telescopic, Coil Spring, Oil Damped Rear       Link Type, Coil Spring, Oil Damped

ข่าวรถยนต์

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
เยี่ยมชมโรงรถ Redbull KTM ทีมดังระดับโลก!!

ยูโรเปี้ยน เรดบูล สร้างประสบการณ์ให้ลุกเป็นไฟ เยี่ยมชมโรงรถ Redbull KTM ทีมดังระดับโลก ขุมพลังที่ซุ่มความแรงในตระกูล 2 ล้อ ผ่านไปแล้วสำหรับการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก (โมโตจีพี) ภายใต้ชื่อ พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2019 ณ เวทีประลองความเร็วระดับโลก  สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดย มาร์ค มาร์เกซ (Marc Marquez) นักบิดชาวสแปนิช นักบิดเจ้าของฉายาเด็กระเบิด ไม่ทำให้ผิดหวัง โชว์บิดแซงหน้า Fabio กวาร์ตาราโร ในโค้งสุดท้ายเข้าเส้นชัยเป็นอับดับ 1 ฉลองแชมป์โลกรวมสมัยที่ 8 อย่างยิ่งใหญ่ ยูโรเปี้ยน เรดบูล พาเกาะติดขอบสนามการแข่งขันโมโตจีพี ศึกมอเตอร์สปอร์ตอันดับหนึ่งของโลก ชมการขับเคี่ยวที่เร้าใจของรถแข่งจักรยานยนต์ที่ล้ำสมัยด้วยเทคโนโลยีสูงสุด ซึ่งนอกเหนือจากการประลองความเร็วของยอดนักบิดระดับโลกแล้ว ยูโรเปี้ยน เรดบูล ยังอัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมายไม่ว่าจะเป็นการาจทัวร์ เผยความลับแห่งขุมพลังความเร็ว แบบเจาะลึกทุกรายละเอียดตลอดการทัวร์โรงรถของทีม Red Bull KTM พร้อมทั้งกระทบใหล่กับนักบิดในสังกัด อย่าง มิเกล โอลิเวียร่า (Miguel Oliveira) ฮาฟิช ซยาห์ริน (Hafizh Syahrin) มิกา คาลิโอ (Mika Kallio) และ โปล เอสปาร์กาโร (Pol Espargaro) ตบท้ายด้วยอาฟเตอร์ปาร์ตี้แบบเอ็กซ์คลูซีฟกับเรดบูลที่มี ดีเจบอมเบอร์ ซีเล็คต้า2x (Bomber Selecta 2x) ดีกรีแชมป์สองสมัยติดจากเวที Red Bull Thre3Style มาเอนเตอร์เทนสร้างความประทับใจปิดท้าย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่

11 October 2019
สเปก Kawasaki Ninja 650 2020 จอใหม่เชื่อมต่อ Bluetooth ล้ำสุดในรุ่น!!!

เปิดตัวกันเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ สเปก Kawasaki Ninja 650 2020 ที่แฟนๆชาวไทยต่างก็อดใจรอกันอยู่พักใหญ่ๆสำหรับรถ บิ๊กไบค์ สายสปอร์ตขนาดกลาง เครื่องยนต์ 650 ซีซี ที่จะมีลูกเล่นอะไรใหม่มาให้สายเขียวได้ลอง ได้ชมกันบ้าง สำหรับ สเปก Kawasaki ninja 650 2020 มาดูกันที่รูปร่างหน้าตา ที่มีการอัพเกรดไฟหน้าคู่แบบใหม่เป็น LED ทั้งคู่สว่างกว่าเดิมอย่างแน่นอน รวมไปถึงหน้าจอเรือนไมล์ที่เป็น TFT จอสีแสดงมาตรวัดทุกอย่างแบบดิจิทัลทั้งหมด ที่แสดงผลรอบเครื่องยนต์ ความเร็ว ตำแหน่งเกียร์ ความร้อนเครื่องยนต์ มาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิงชัดเจนทั้งกลางวันและกลางคืน และยังสามารถเชื่อมต่อกับ สมาร์ทโฟนได้ผ่านทาง Bluetooth โดยสามารถควบคุมทั้งหมดผ่านทางแอฟพลิเคชั่น RIDEOLOGY นั้นเรามาดูกันที่เครื่องยนต์กันต่อ เพราะน่าจะเป้นหัวใจหลักที่สำคัญสำหรับการเลือกซื้อรถคันนี้ เครื่องยนต์ ขนาด 2 สูบ 649 ซีซี DOCH 4 วาว์ล ระบายความร้อนด้วยน้ำ เกียร์ 6 Speed ตัวรถคันนี้จะสามารถบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 15 ลิตร ช่วงล่างด้านหน้าแบบ เทเลสโคปิค ยังคงไม่อัพเกรดเป็นแบบ Up-side down แต่มีแกนโช้คอัพที่มีขนาดใหญ่ 41 มิลลิเมตร ไม่สามารถปรับตั้งค่าความหนืดได้ ส่วนโช้คอัพด้านหลังเป็นแบบเดี่ยว สามารถที่จะปรับค่าพรีโหลดได้ มาพร้อมกับยางสายสปอร์ตที่ติดมาให้จากโรงงาน อย่าง Dunlop Sportmax Roadsport2 ที่มีขนาดยางหน้า 120/770 17 และยางหลัง 160/60 17 สร้างความมั่นใจในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงระบบเบรคคาลิปเปอร์หน้าอย่าง nissin จับกับจานเบรคแบบดิสคู่ ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 300 มิลลิเมตร เบรคหลังคาลิบเปอร์เบรค จับกับจานดิสเส้นผ่านศูนยืกลางขนาด 220 มิลลิเมตร พร้อมระบบความปลอดภัย ABS จาก Kawasaki ทางด้านน้ำหนักรวม 419 ปอนด์หรือราว 190 กิโลกรัมและสำหรับรุ่นที่มี ABS จะมีน้ำหนักรวมที่ 423 ปอนด์หรือราวๆ 192 กิโลกรัม  ซึ่งก็ถือเป็นน้ำหนักที่รวมของเหลวภายในตัวรถแล้วมีน้ำหนักที่ไม่มากจนเกินไป สำหรับสีที่เพิ่งจะเปิดตัวไปนั้นมี 3 สี ได้แก่ สีดำ,สีขาว,และสีพิเศษ ลวดลายตัวแข่งอย่าง Kawasaki Racing Team KRT สำหรับทั้งหมดทั้งมวลที่เขียนมานั้นคือสเปกที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการ จากฝั่งยุโรป ส่วนประเทศไทยคงจะรออีกไม่นานนี้อาจจะได้เห็นตัวเป็นๆกันในงานใหญ่ปลายปีรึป่าวก็ต้องรอชมกันต่อไป ส่วนใครสาวกสายเขียว กำเงินรอได้เลย มาแน่!! อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้  ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

9 October 2019
“ยามาฮ่า” จัดมีทติ้งสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “รอสซี่ – บีญาเลส” แท็กทีม “มอร์บิเดลลี่ – การ์ตาราโร่” ใกล้ชิดกองทัพแฟนโมโตจีพีชาวไทยอย่างใกล้ชิด

“ยามาฮ่า” จัดมีทติ้งสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “รอสซี่ – บีญาเลส” แท็กทีม “มอร์บิเดลลี่ – การ์ตาราโร่” ใกล้ชิดกองทัพแฟนโมโตจีพีชาวไทยอย่างใกล้ชิด บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เอาใจสาวกมอเตอร์สปอร์ต ต้อนรับศึกรถจักรยานยนต์ทางเรียบอันดับ 1 ของโลก ที่มีคิวยกพลดวลความเร็วบนสังเวียนระดับโลกของประเทศไทย ระหว่างวันที่ 4 – 6 ตุลาคม 2562 นี้ ยามาฮ่าจัดหนักโหมโรงด้วยการดึงตัวนักบิดดาวดังระดับโลกนำทัพโดย วาเลนติโน่ รอสซี่ #46 และ มาเวริค บีญาเลส #12 ดูโอ้นักบิดในสังกัด มอนสเตอร์ เอเนอร์จี ยามาฮ่า โมโตจีพีพร้อมด้วย รุกกี้ทีมแซทเทิลไลท์อย่าง ฟาบิโอ การ์ตาราโร่ #20 และ ฟรังโก้ มอร์บิเดลลี่ #21 ให้แฟนๆ ชาวไทยได้กระทบไหล่อย่างใกล้ชิดก่อนเปิดศึกไทยแลนด์จีพี 2019 ท่ามกลางแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยที่มาร่วมต้อนรับอย่างคับคั่ง สำหรับกิจกรรม Pre-MotoGP MEET & GREET ครั้งนี้ เป็นการดึงตัวนักบิดระดับโลกของทีมในสังกัดยามาฮ่าให้แฟนๆ ได้ร่วมกระทบไหล่กับนักบิดในดวงใจอย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นการต้อนรับการแข่งขันโมโตจีพีในประเทศไทยเป็นปีที่ 2 สร้างความตื่นตัวให้กับแฟนความเร็วชาวไทย และชาวต่างชาติอย่างมากที่มารอกระทบไหล่กับนักบิดซูเปอร์สตาร์ระดับโลกในดวงใจ สำหรับนักบิดระดับโลกในศึกโมโตจีพีที่มาร่วมโชว์ตัว พร้อมให้แฟนๆ ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ในครั้งนี้นำโดยคู่หูจาก มอนสเตอร์ เอเนอร์จี ยามาฮ่า โมโตจีพี อย่าง “เดอะด็อกเตอร์” วาเลนติโน่ รอสซี่ #46 นักบิดอิตาเลียนเจ้าของบัลลังก์แชมป์โลก 9 สมัย และ “ท็อปกัน” มาเวริค บีญาเลส #12 นักบิดสุดหล่อชาวสเปน รวมถึง 2 นักบิดในสังกัดปิโตรนาส ยามาฮ่า เอสอาร์ที อย่าง ฟาบิโอ การ์ตาราโร่ #20 นักบิดดาวรุ่งเฟรนช์แมนที่โชว์ฟอร์มสุดร้อนแรงในปีแรกบนเวทีพรีเมียร์คลาส พร้อมด้วย ฟรังโก้ มอร์บิเดลลี่ #21 นักบิดดาวรุ่งอิตาเลียน รวมถึงนักแข่งชาวไทยดีกรีแชมป์อีกหลายคนในสังกัด ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม ที่มาร่วมสร้างสีสันในงานด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ยังเตรียมของที่ระลึกสุดพิเศษให้แฟนมอเตอร์สปอร์ตได้ลุ้นติดไม้ติดมือกลับบ้าน ด้วยกิจกรรมหลากหลายภายในงาน เช่น Lucky Draw Big -Black – Box ที่เปิดโอกาสให้ใกล้ชิดเหล่านักบิดระดับโลก พร้อมรับเสื้อที่มีลายเซ็นนักบิดในดวงใจเองกับมือ เพื่อใส่ไปร่วมเชียร์ ศึกพีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2019 นอกจากนี้ยังมีของรางวัลแจกภายในงานอีกเพียบ! อาทิ ร่วมลุ้นบัตรเข้าชม MotoGP และของที่ระลึกต่างๆ พร้อมทั้ง พบปะกับเพื่อนใหม่ ในคอมมูนิตี้สไตล์ไบค์เกอร์สายสปอร์ตอีกด้วยเช่นกัน   โดยงาน Pre-MotoGP MEET & GREET ในครั้งนี้จัดขึ้นแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ บริเวณหน้าศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา เมื่อเร็วๆ นี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่

3 October 2019