SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Mazda CX-50 2026 สเปกเทพจากอเมริกาและจีน พร้อมขุมพลัง Hybrid จาก Toyota ประหยัดน้ำมัน 19 กม./ลิตร มาไทยไหม? เช็กคำตอบที่นี่

ราคา Toyota Corolla CROSS 2026 (MY2026) ทุกรุ่นย่อย วิเคราะห์เหตุผลทำไมตัดรุ่นเบนซินทิ้ง พร้อมตารางเปรียบเทียบราคาก่อน-หลังปรับ

เจาะลึกความต่าง Honda Wave 110i รุ่นปี 2026 และ 2025 ทั้งระบบเบรก CBS ใหม่ สเปคเครื่องยนต์ และราคาล่าสุด รุ่นไหนคุ้มกว่ากัน เช็กเลยที่นี่!

Honda Stylo 160 ล่าสุด ได้รับความชัดเจนแล้วจากปากผู้บริหารฮอนด้า! ท่ามกลางกระแสความฮือฮาของการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าโมเดลระดับโลกอย่าง New Honda UC3 ภายใต้คอนเซปต์ ‘The Urban First Movers’

GP24 มันมีของ ! Marc Marquez กดเวลาดีสุดซ้อมบุรีรัมย์ เทสต์ 2025 วันแรก เปิดฉากอย่างเป็นทางการ กับการซ้อมในรอบ บุรีรัมย์ เทสต์ 2025 เรียกได้ว่าเข้มข้น ดุเดือด สมกับเป็นการซ้อมรอบสุดท้ายก่อนเปิดการแข่งขันในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยนักแข่งเจ้าของหมายเลข 73 จากทีม Gresini Racing อย่าง Alex Marquez ที่ควงตัวขี่ Ducati Desmosedici GP24 สามารถกดเวลาได้ดีสุดในการซ้อมวันแรกที่ 1:29.184 นาที ทางด้านของอันดับที่สองตกเป็นของ ‘มาร์เกซผู้น้อง’ Alex Marquez นักบิดจากทีม Gresini Racing ที่งัดฟอร์มเก่ง สามารถทำเวลาต่อรอบได้ดีที่สุดที่ 1:29.649 และอันดับที่สามได้แก่ Franco Morbidelli นักแข่งจากทีม VR46 Racing Team ที่สามารถกดเวลาต่อรอบดีสุดอยู่ที่ 1:29.683 นาที ทางด้านของฮีโร่ชาวไทย อย่าง ‘ก้อง-สมเกียรติ’ ที่ได้ควบ RC213V ลงซ้อมในการซ้อมรอบ Buriram Test สามารถทำเวลาต่อรอบได้ที่สุดอยู่ที่ 1:31.208 รั้งอันดับที่ 20 ของตาราง ตารางเวลาหลังจบการทดสอบวันแรก ชื่อนักแข่ง สังกัด เวลาที่สามารถทำได้ (นาที) Marc Marquez Ducati Lenovo Team 1:29.184 Alex Marquez Gresini Racing 1:29.649 Franco Morbidelli VR46 Racing Team 1:29.683 Marco Bezzecchi Aprilia Racing 1:29.794 Pedro Acosta Redbull KTM Factory Racing 1:29.904 Luca Marini Honda HRC Castrol 1:29.928 Johann Zarco LCR Honda 1:29.961 Pecco Bagnaia Ducati Lenovo Team 1:30.028 Brad Binder Redbull KTM Factory Racing 1:30.041 Jack Miller Prima Pramac Yamaha 1:30.047 Joan Mir Honda HRC Castrol 1:30.067 Alex Rins Monster Energy Yamaha MotoGP 1:30.206 Fabio Quartararo Monster Energy Yamaha MotoGP 1:30.233 Fermin Aldeguer Gresini Racing 1:30.373 Ai Ogura Trackhouse Racing MotoGP 1:30.453 Enea Bastianini KTM Tech3 1:30.461 Miguel Oliveira Prima Pramac Yamaha 1:30.738 Maverick Vinales KTM Tech3 1:30.827 Raul Fernandez Trackhouse Racing MotoGP 1:30.975 Somkiat Chantra LCR Honda 1:31.208 รอบซ้อมอย่างเป็นทางการของบุรีรัมย์ เทสจะลงซ้อมอีกครั้งในวันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป โดยการซ้อมในรอบนี้จะไม่มีการถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการ หากไม่อยากพลาดข่าวสารก็ติดตาม SuperBike Thailand

2025 Buriram Test ครั้งสุดท้ายก่อนเปิดการแข่งขัน MotoGP25 2025 Buriram Test การทดสอบอย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายก่อนเริ่มการแข่งขันฤดูกาล 2025 อย่างเป็นทางการในช่วงปลายกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งการทดสอบครั้งนี้จะเป็นโอกาสสุดท้ายสำหรับทีม และนักแข่ง MotoGP ในการทดสอบรถแข่งก่อนที่การแข่งขันสนามแรกของฤดูกาลกำลังจะเริ่มขึ้น หลากหลายค่ายเองก็มีเรื่องต่าง ๆ ให้คิด และพิจารณาต่าง ๆ ค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง ‘Ducati’ ที่ตอนนี้กำลังคิดว่าจะใช้เครื่องยนต์ปี 2024 หรือ 2025 สำหรับการลงแข่งฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าเครื่องยนต์ของทาง Ducati เองก็มีพละกำลัง และเทคโนโลยีที่ค่ายอื่นยากที่จะตามทัน อีกทั้งยังการันตีความสำเร็จมากมายในการแข่งขันฤดูกาลที่ผ่านมา และมีข่าวจากวงในมาว่าตอนนี้เครื่องยนต์ของโมเดล GP25 ยังขาดอะไรบางอย่าง ซึ่งอาจจะหมายถึงความไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์ก็เป็นได้ ทางด้านของค่ายรถ Yamaha เองนั้นก็สามารถสร้างความประหลาดใจได้ในการทดสอบในรอบเซปัง เทสที่ผ่านมา นักบิดเจ้าของหมายเลข 20 อย่าง ‘แฟ้บ’ ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ สามารถกดเวลาได้ติดอันดับ Top 3 ตลอดการซ้อมในวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งหลายคนมองว่ามีความเป็นไปได้ที่ทีมจากค่ายส้อมเสียงนี้จะมาเป็นม้ามืดของฤดูกาล 2025 ที่กำลังจะเปิดฉากในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ วันที่ลงทำการซ้อม เวลาที่สามารถทำได้ดีที่สุด รอบการซ้อมเซปัง เทสในวันที่ 1 01:57.5550 นาที (อันดับที่ 1) รอบการซ้อมเซปัง เทสในวันที่ 2 01:57.3240 นาที (อันดับที่ 2) รอบการซ้อมเซปัง เทสในวันที่ 3 01:56.7240 นาที (อันดับที่ 3) ทางฝั่งของทีม Aprilia จะไม่มีแชมป์โลกคนล่าสุดอย่าง ‘ฆอร์เก้ มาร์ติน’ ร่วมลงทดสอบอย่างเป็นทางการครั้งสุดท้าย ทีม VR46 จะไม่มี ‘ดิเจีย’ ฟาบิโอ ดิ จิอันนันโตนิโอ และ Trackhouse Racing จะไม่มี ราอูล เฟอร์นันเดซ ซึ่งทั้งสามคนที่ได้กล่าวไปนั้นได้รับอาการบาดเจ็บจากการซ้อมในรอบเซปัง เทสที่ผ่านมา ตารางเวลาการทดสอบรอบ Buriram Test วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ 2568 10.00 – 18.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 10.00 – 18.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยการซ้อมในรอบนี้จะไม่มีการถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการ หากแฟน ๆ ถ้าไม่อยากพลาดข่าวสารก็ติดตาม SuperBike Thailand ไว้ได้เลยจะรายงานให้ทราบในทุกเหตุการณ์แน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Martin โอดยางไม่ดี ทำให้โอกาสลุ้นแชมป์เป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น หลังจากหวดไล่ทำคะแนนตาม Francesco Bagnaia จนห่างกันแค่เพียง 7 แต้มด้วยชัยชนะในรอบสปรินท์เรซในวันเสาร์ มาวันอาทิตย์ Martin โอดยางไม่ดี ทำให้โอกาสที่จะได้ลุ้นแชมป์ของเขากลับยิ่งห่างไกลออกไป เนื่องจากตอนที่เขาออกตัวล้อหลังเกิดหมุนฟรีตอนออกสตาร์ทจากกริดในวันแข่งนั่นเอง เขารั้งอยู่อันดับที่ 8 ในแล็ปแรก ต่อมา Martin ขยับมาได้อีก 1 อันดับเมื่อ Johann Zarco เพื่อร่วมทีมบาน จากนั้นเขาก็ตามสลิปสตรีมรอบ ๆ Marc Marquez ในแล็ปที่ 5 จากการแข่งขันทั้งหมด 22 แล็ป แต่เขาก็ไม่อาจจะแซงได้แม้ว่าจะมีช่องและคลีนแอร์โล่ง ๆ ให้เขา เขากลับยิ่งห่างจากกลุ่มนำไปเรื่อย ๆ เมื่อการแข่งขันดำเนินไปได้ครึ่งทาง นักแข่งหลายคนต่างต่อคิวแซงผ่านเขาไป ทิ้งให้นักแข่งชาวสเปนส่ายหัวหนัก ๆ ด้วยความสับสนเนื่องจากอันดับที่ตกลงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเขาเข้าเส้นชัยในอันดับที่ 10 แต่อย่างไรก็ตาม Bagnaia ถูกแย่งชัยชนะไปโดย Fabio di Giannantonio ที่แย่งชัยไป และกลายเป็นว่าแชมป์คนปัจจุบันมีแต้มหนีห่างออกไปเป็น 21 แต้ม และกลายเป็นแชมป์โลกต้องไปวัดกันสนามหน้าที่ Valencia โดยยังมีคะแนน 37 คะแนนให้แย่งกัน ด้านนักแข่งสเปนกล่าวว่า “แน่นอนว่าผมไม่โอเคเลย คุณเองก็น่าจะได้เห็นแล้วตอนออกสตาร์ทที่ผมล้อฟรีและคุณน่าจะเข้าใจได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ยางหลังมันไม่โอเค ผมผิดหวังมาก ๆ ที่แชมป์จะถูกตัดสินด้วยยางไม่ดี แล้วมันก็ดันเกิดขึ้นกับผม ผมพยายามอย่างมาก แต่ยางหลังมันไม่มีกริปเลย ผมหยุดรถไม่ได้ เข้าโค้งไม่ได้ เปิดคันเร่งไม่ได้ มันเหมือนกับตอนฝนตกเลย ผมคิดว่าด้วยประสบการณ์ของผม ผมน่าจะจบแบบมีแต้มบ้าง ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ตอนนี้ผมก็มูฟออนแล้ว ไปหวังว่าเราจะทำได้ที่วาเลนเซีย” เขายังกล่าวเสริมอีกว่า “ที่วาเลนเซีย อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ Pecco อาจจะพลาดก็ได้ และผมก็น่าจะชนะทั้ง 2 เรซได้ แต่ผมจะชนะได้นั้นก็ต้องไม้ใช่ยางแบบวันนี้” ทางด้าน Piero Taramasso หัวหน้าจากทาง Michelin ยังบอกว่าอยู่ในระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูล แต่บอกได้ตอนนี้เลยว่ายางของเขาออกมาจาโรงงานแล้วตรงมาที่นี่เลยไม่ได้ผ่านการใช้งานหรือวอร์มอัพอะไรทั้งนั้น โดยเขาใช้ยาง Hard ทั้งด้านหน้าและด้านหลังทั้ง 2 เรซเลย โดยในรอบสปรินท์เรซนั้นเขาสามารถทำสถิติความเร็วสูงสุดได้ ขณะที่แข่งจริงกลับทำได้แค่อันดับที่ 11 ขณะที่ Enea Bastianini ที่ใช้ยางแบบเดียวกันกับเขาและขี่ Ducati เหมือนกันกลับทำเวลาได้ดีกว่า โดย Jorge ทำเวลาได้ที่ 1’53.693 ขณะที่ฝ่ายหลังกลับทำได้ 1’52.978 งานนี้ก็บอกเลยว่าน่าแปลกจริง ๆ ครับ ไม่รู้ว่าเซ็ตติ้งรถมีปัญหา หรือว่ายางเฉพาะของเขาเท่านั้นที่มีปัญหา เอาเป็นว่าการลุ้นแชมป์ยังคงต้องติดตามกันต่อจนสนามสุดท้ายจริง ๆ ครับฤดูกาลนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ชมคลิปดราม่า Marco บั๊มท้าย Pol 6 ครั้ง ในรอบซ้อมที่ Qatar มันเกิดอะไรขึ้นระหว่าง Marco Bezzecchi และ Pol Espargaro กัน จนศิษย์สำนัก VR46 ต้องไปบั๊มท้าย Pol รัว ๆ ไป ชมคลิปดราม่า Marco บั๊มท้าย Pol 6 ครั้งในรอบซ้อมที่ 1 ที่ Qatar GP กันครับ The full thing as to why Bez gave @polespargaro a few little nudges 👇#QatarGP 🇶🇦 pic.twitter.com/p70WVKXL4v — MotoGP™🏁 (@MotoGP) November 17, 2023 สังเกตจากในคลิปจะเห็นได้ว่ามีการกระทบกระทั่งกันก่อนระหว่างสองคนนี้ โดยครั้งแรกเป็น Bezzecchi ไปบานใส่ Pol ก่อน และหลังจากนั้นเหมือนจะมีการเอาคืนจากทางฝั่ง Pol แต่เรื่องราวยังไม่จบ จนคนในโซเชียลถึงกับวิพากย์วิจารณ์ว่านี่เราดูเด็กอนุบาลกันอยู่ใช่มั้ยเนี่ย ส่วนทาง FIM Stewards ยังไม่ได้มีการประกาศว่าทั้งคู่จะได้รับโทษอะไรหรือไม่ งานนี้พี่น้องแฟน ๆ MotoGP คิดเห็นอย่างไรกันบ้าง ลองพูดคุยกันได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Martin เผยว่าทำไมไม่แชร์ข้อมูล ให้นักแข่ง Ducati คนอื่น จริง ๆ แล้วเรื่องการแชร์ข้อมูลทางเทคนิคกันและกันระหว่างเพื่อนร่วมทีมเป็นเรื่องปกติ แต่เรื่องนี้กลับกลายเป็นเรื่องเด่นประเด็นร้อนได้ในทันทีเมื่อการแข่งขันมันงวดเข้า และทีมเมตของตัวเองดันเป็นคู่แข่งที่มีสิทธิ์จะแย่งแชมป์โลกกับตัวเองนี่สิ ปัญหามันก็เลยเกิดอย่างเคสของ Jorge Martin เผยว่าทำไมไม่แชร์ข้อมูล เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกันมาระหว่าง Jorge Lorenzo และ Valentino Rossi ในอดีต ในอดีตนั้นก็เกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้นเช่นกัน และทางค่ายก็จะตัดสินใจที่จะเคารพและทำตามที่นักแข่งร้องขอ ดังนั้นช่วงปลาย ๆ ฤดูกาล นักแข่งจะแข่งโดยไม่มีข้อมูลจากทีมเมตของตัวเอง หรือจากรถคันอื่น ๆ ทีนี้มาโฟกัสกันในเคสปัจจุบันคือกรณีของ Jorge จากทาง Pramac และ Francesco จากทีมโรงงาน ซึ่งใช้รถ Ducati เหมือนกัน แต่ตอนนี้ทั้งสองมีแต้มห่างกันเพียง 14 คะแนน มีสิทธิ์ลุ้นแชมป์กันทั้งคู่ แล้วทางค่ายมีนโยบายที่จะเปิดเผยและแชร์ข้อมูลของรถและนักแข่งทุกคน 8 คัน 8 ชีวิต ทำให้เป็นจุดแข่งของทางค่าย ที่ทำให้นักแข่งแต่ละคนเรียนรู้จากข้อมูลของอีกฝ่ายที่ทำผลงานได้ดีกว่า แต่เมื่อการแข่งขันเข้าสู่จุดไคลแม็กซ์ ทางมาร์ตินก็เลยเลือกที่จะไม่ขอแชร์ข้อมูล มาร์ตินบอกว่า “ผมคิดว่าแผนการนี้ของดูคาตินี่ดีมาก ๆ เลยนะ เพราะนักแข่งคนอื่น ๆ เองก็สามารถใช้ตรงนี้พัฒนาตัวเองได้ แต่ผมมองว่าผมขอไม่รู้ข้อมูลของคนอื่นและคนอื่นไม่รู้ข้อมูลของผมดีกว่า แน่นอนว่าแบบนี้บางทีทำแบบนี้มันก็ช่วยผมได้นิดหน่อย อาจจะสัก 10% และที่เหลือผมก็ต้องพยายามเอาเอง ผมรู้สึกว่าผมมาถึงลิมิตของผมเองเร็วนะ และจากนั้นคนอื่น ๆ ก็ไล่ตามผมทัน” “มันแฟร์มั้ย ก็แฟร์ดีนะ เพราะตอนที่ผมเซ็นสัญญาเข้ามาผมก็รู้เรื่องนี้อยู่แล้ว” งานนี้เราก็ต้องมาติดตามกันดูครับว่าใครจะคว้าแชมป์โลก MotoGP 2023 กันครับ แล้วแทคติกนี้จะช่วยให้ Jorge บู๊ได้ดั่งที่เขาตั้งใจไว้หรือไม่กันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Fabio Quartararo นั้นถือได้ว่าเป็น Rookie หน้าใหม่ไฟแรงที่มาแรงไม่น้อยเลยทีเดียวในตอนนี้ ด้วยวัยเพียง 20 ปี นักบิดชาวฝรั่งเศสจากทีม Petronas Yamaha SRT คนนี้ก็สามารถเก็บคะแนนและยืนบนโพเดียมได้อย่างสง่างามและเต็มภาคภูมิ Marc Marquez เด็กระเบิดที่ได้สร้างผลงานเอาไว้มากมายตั้งแต่ปี 2013 ที่ล่าสุดนั้นก็สามารถครองแชมป์โลกในฤดูกาลแรกของ MotoGP ไว้ได้ก็ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ Quartararo ว่า “Quartararo นั้นเป็น Rookie ในรายการ MotoGP ซึ่งการที่เขาเป็นเพียงแค่ Rookie นั้นก็ทำให้ความคาดหวังมีไม่มากเช่นกัน เช่นเดียวกับสมัยที่ตัว Marquez เองยังเป็น Rookie อยู่ซึ่งเมื่อไม่มีความกดดันจากความคาดหวังมากนักก็ทำให้สามารถสร้างผลงานออกมาได้ดีเกินกว่าที่คิดเอาไว้เพราะการที่ไม่ถูกกดดันจากทีมและสื่อนั้นมีส่วนช่วยให้สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นอย่างไรก็ตามนั้น Quartaro จะได้เจอกับบททดสอบครั้งสำคัญในฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอน” อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสารในเพจ Facebook คลิกทีนี้

เด็กระเบิด Marc Marquez จาก Repsol Honda ที่ได้ฉายา King of the Ring โชว์เทพด้วยการคว้าแชมป์สมัยที่ 10 ในศึก MotoGP บนสนาม Sachsenring ประเทศเยอรมันแบบขาดลอย แถมนอกจากเด็กระเบิดคนนี้จะโชว์เทพแล้วยังได้โชว์เหนือด้วยการขี่รถ Honda คู่ใจพร้อมกอดอกก่อนที่จะถึงเส้นชัยไปแบบชิวๆ โดยมี Maverick Viñales และ Cal Crutchlow ตามมาทีหลัง อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

เป็นไปได้ยากที่จะเห็นแบบนี้ ย้อนไปเมื่อวันที่ 13 มิถุนายนปี 1949 นั้นเป็นวันแรกที่มีการจัดการแข่งขัน MotoGP ขึ่นก็ถือว่าวันนี้เป็นวันดีที่ ครบรอบ 70 ปีของรายการแข่งขัน และก่อนที่การแข่งขัน MotoGP กำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า เหล่านักบิด MotoGP ได้ร่วมกันใส่สูทสุดเฟี้ยวและถ่ายภาพกันบนสนามแข่ง เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง ให้รายการ MOTOGP เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปี ของรายการอีกด้วย นานๆจะได้เห็นภาพแบบนี้..หล่อไม่เบา อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสารผ่าน Facebook คลิกทีนี้

ร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง!!! Suzuki ขึ้นโพเดียม 2 สนามติด MotoGP 2019 สำหรับการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก “MotoGP” 2019 สนามที่ 4 รายการสแปนิช กรังปรีซ์ ณ สนาม Circuito do Jeresz – Angel Nieto ประเทศสเปน อเล็กซ์ รินส์ นักบิดชาวสเปน หมายเลข 42 สังกัด Team Suzuki Ecstar ได้คว้าชัยในสนามนี้ โดยควบ Suzuki GSX-RR แซงคู่แข่งผ่านธงตราหมากรุกเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 2 ซึ่งก่อนหน้านี้ในสนามที่ 3 อเล็กซ์ รินส์ ทำผลงานได้น่าทึ่งโดยการคว้าแชมป์สนามมาแล้วเช่นกัน โดยมีคะแนนสะสมรวมอยู่ลำดับที่ 2 ห่างจากผู้นำเพียง 1 คะแนนเท่านั้น ติดตามเชียร์ และเป็นกำลังให้ อเล็กซ์ รินส์ คว้าแชมป์ในสนามที่ 5 ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2562 ณ สนาม Le Mans ประเทศฝรั่งเศส อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามความเคลื่อนไหวใน Facebook คลิกทีนี้

Ducati DesertX Discovery ปรับใหม่ ใส่ของ ท่องทางไกล ดูคาติเปิดตัว Ducati DesertX Discovery แอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางที่ถูกปรับมาใหม่ ด้วยการมีแนวคิดที่ว่าจะให้ไบเกอร์สายลุยไปได้ทุกเส้นทาง ให้ไปผจญภัยได้มากยิ่งขึ้น เจ้าโมเดลนี้ก็เลยจะติดตั้งของแต่งจากโรงงานมาให้เลย เพื่อที่จะได้ตอบโจทย์การเดินทางและเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวรถมากยิ่งขึ้น โดยโมเดลดิสคัฟเวอรี่คันนี้จะติดตั้งการ์ดต่าง ๆ มาให้หลากหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นการ์ดแฮนด์และแครชบาร์แบบเสริมความแข็ง การ์ดหม้อน้ำ และการ์ดท้องเครื่อง สำหรับป้องกันตัวรถในเส้นทางการขับขี่ที่มีอุปสรรคและมีความยากสูง ยังมีอุ่นมือและชิลด์หน้าที่ใหญ่ขึ้นเพื่อช่วยป้องกันลมและอากาศหนาวยามที่ต้องไปขี่ในพื้นที่ที่หนาวเย็น ติดตั้งระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์น มีปี๊บอลูมิเนียมสองใบด้านข้างความจุรวม 76 ลิตรมาให้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีขาตั้งคู่สำหรับจอดรถได้อย่างปลอดภัย และช่วยให้สามารถง่ายต่อการเปิดกล่องสัมภาระหรือตอนที่จะต้องจอดพัก หรือต้องการเซอร์วิสรถในเรื่องของโซ่และล้อหลัง ซึ่งจะยิ่งทำให้มันเหมาะกับการเดินทางมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ในส่วนของสเปกอื่น ๆ จะยังคงไม่เปลี่ยนไป โดยจะมีพื้นฐานมาจาก DesertX มาใส่ของตกแต่งเพิ่ม โดยจะยังคงใช้เครื่องยนต์ Testastretta 11° ที่เป็นเครื่องสองสูบวี ขนาด 937 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 110 แรงม้าที่ 9,250 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ใช้น้ำมันจากถังขนาด 21 ลิตร เหมาะสำหรับเดินทางไกล ช่วงล่างจะเป็นโช้คจากทาง KYB ปรับแต่งได้เต๋มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวจาก Brembo ล้อซี่ลวดแบบไม่ใช่ยางในที่ให้มาจะมีขนาด 21 และ 18 นิ้วตามลำดับหน้าหลัง ส่วนยางที่ใส่มาให้พร้อมเดินทางสายลุยจะเป็นยาง Pirelli Scorpion Rally STR ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ให้มาก็จะมีโหมดการขับขี่ โหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ครูซคอนโทรล ระบบไฟเบรกฉุกเฉิน และระบบยกเลิกไฟเลี้ยวเอง เรียกว่าให้มาแน่น ๆ เลย ส่วนเรื่องของราคาค่าต๋งนั้นจะเพิ่มขึ้นจากโมเดลสแตนดาร์ดอยู่ที่ 2,600 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยก็จะอยู่ที่ราว ๆ 102,500 บาท (ไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ) หากคิดจากโมเดลที่ขายในไทยตอนนี้ที่ราคา 669,000 บาท โมเดลใหม่นี้ก็น่าจะมีราคามากกว่า 800,000 บาทเป็นแน่แท้ แต่บอกเลยว่าคุ้มกว่าไปแต่งเพิ่มเองแน่ ส่วนเรื่องการจำหน่ายในบ้านเราคงต้องรอปีหน้ากันเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GSX-R1000 2025 สีใหม่ เปิดขายในอเมริกา เมื่อกี้นี้หลายคนอาจได้ทราบข่าวสำคัญ สำหรับค่ายซูซูกิบริษัทแม่จากญี่ปุ่นได้ประกาศหยุดทำการผลิตเจ้า GSX-R1000 ซูเปอร์ไบค์ระดับตัวพันรุ่นเรือธงของทางค่ายเป็นที่เรียบร้อย อ่านข่าวคลิ๊กที่นี่ ก่อนเดินหน้าสายการผลิตโมเดลรุ่นใหม่ในอนาคต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางค่ายซูซูกิจากทางฝั่งอเมริกาเอง ยังมีโฉมโมเดลมาจำหน่ายในรุ่นเวอร์ชัน 2025 ซึ่งอาจเป็น “ล็อตสุดท้าย” ทิ้งทวนให้เหลือเพียงความทรงจำดี ๆ ให้กับเหล่าสาวกได้จับจองนั่นเอง ซึ่งเจ้ารุ่นนี้อาจขนานนามได้ว่าเป็นโมเดลแห่งการท่องกาลเวลาไปซะแล้ว นับตั้งแต่ปี 2017 จนถึงปัจจุบันก็ล่วงเลยมาถึง 8 ปีแล้วหน้าตาไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย แต่อย่างไรก็ยังเป็นรุ่นนิยมครองใจเหล่าไบค์เกอร์มาแล้วนักต่อนัก (SuperBike ก็เช่นกัน) และคงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก กับรถสปอร์ตตัว 1000 มาพร้อมเสน่ห์กับความดิบเถื่อนที่จับหาได้ยากในยุคนี้ ด้วยเอกลักษณ์ความบ้าระห่ำอีกเช่นเคย ทางซูซูกิจากทางฝั่งอเมริกา ได้ทำการปล่อยโฉมเจ้า Suzuki GSX-R1000 2025 และ GSX-R1000R ในเวอร์ชันใหม่ที่ไม่ใหม่ แต่อาจจะถูกใจสาวกค่ายซูด้วยชุดสีที่เปลี่ยนไป ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น ด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ขนาด 999.8 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีขนาดลูกสูบและช่วงชัก 77 x 55.1 มม.ใช้ระบบวาล์วแปรผัน (Variable Valve Timing) พร้อมตัววาล์วทำจากไทเทเนียม โดยมีขนาดของวาล์วไอดี 31.5 มม.และวาล์ไวไอเสีย 24 มม. ผ่านมาตรฐาน Euro4 นอกจากนี้ยังใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า กับระบบเกียร์ 6 สปีดจับคู่กับควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง มีระบบ Clutch Assist System ช่วยผ่อนแรงในการบีบกำคลัทช์และเข้าเกียร์ได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยสามารถทำรอบเรดไลน์ได้สูงถึง 14,500 รอบ/นาที กับแรงม้าที่ให้มาถึง 202 ตัว พร้อมกับความจุถังน้ำมันที่ 16 ลิตร พร้อมระบบช่วงล่างขั้นเทพด้วยระบบ Suspension เซ็ตค่าจากสนามแข่ง โดยด้านหน้าเป็น Upside down จาก SHOWA BFF (เสริมซับแทงค์ในรุ่น R1000R) ปรับแต่งได้เต็มระบบ ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวจาก SHOWA BFRC-Lite ปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน พร้อมด้วยระบบเบรกกับดิสก์เบรกด้านหน้าขนาด 350 มม. พ่วงคาลิเปอร์ Brembo โมโนบล็อก 4 ลูกสูบ และดิสก์เบรกด้านหลังขนาด 240 มม. ใช้คาลิเปอร์เบรก Nissin ลูกสูบเดียว ติดมาพร้อมกับระบบเบรก ABS Dual Channel และระบบแทร็คชันคอนโทรลที่สามารถปรับได้ถึง 10 ระดับ ส่วนล้อและยางหน้า-หลังมีขนาด 120/70-17 และ 190/55-17 นอกจากมีระบบต่าง ๆ ที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ยังมีเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกในการขับขี่มากมาย อาทิ ระบบ Easy Start ระบบป้องกันการโจรกรรม โหมดการขับขี่ 3 โหมด ระบบนำทาง เซ็นเซอร์ IMU แกนช่วยตรวจจับความเคลื่อนไหวของตัวรถ ระบบ Low RPM Assist ที่ช่วยคุมรอบเดินเบาขณะออกตัวป้องกันรถดับ ระบบ Easy Start ที่ช่วยให้สตาร์ทรถได้ง่ายได้เพียงกดปุ่มเดียว และมีระบบช่วยออกตัว ถือว่าครบครันและเหมาะสำหรับการขับขี่ใช้งานทั่วไปหรือแม้กระทั่งในสนามแข่งก็ถือว่าตอบโจทย์เลยทีเดียว และนี่ก็เป็นข้อมูลส่วนคร่าว ๆ สำหรับสเปกตัวรถ อาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก นอกจากชุดสีที่เปลี่ยนไป สำหรับรุ่น GSX-R1000R และ GSX-R1000 มีจำหน่ายด้วยกันรุ่นละ 2 สีได้แก่สีแดง-ดำ Candy Daring Red Glass Black (ล้อเฉดสีแดงและกระบอกโช้คสีทองพร้อมซับแทงค์ในรุ่น R) และสีเทา Metallic Matte Sword Silver (ล้อเฉดสีดำและกระบอกโช้คสีทองพร้อมซับแทงค์ในรุ่น R) โดยรุ่น GSX-R1000R มีราคาอยู่ที่ $18,649 ดอลล่าร์สหรัฐหรือราว ๆ 6.8 แสนบาท ส่วนรุ่น GSX-R1000 มีราคาอยู่ที่ 16,499 ดอลล่าร์สหรัฐหรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 6 แสนนิด ๆ หากใครที่ชอบความเดือดแบบบ้าระห่ำ สามารถเข้าไปจับจองกันได้ แต่อาจเสียค่าชิปปิ้งซักเล็กน้อย

ข่าวเศร้าของสายซู ลาก่อน…โลมา ล่าสุด website ซูซูกิญี่ปุ่น ได้ขึ้นป้าย เลิกผลิตแล้ว ใต้รูปของรุ่น GSX-R1000R โดยถือเป็นการปิดฉากของตำนาน “โลมา” ที่สืบทอดกันมายานนานกว่า 40 ปี โดยฆากรไม่ใช่ใคร แต่เป็นมาตรฐาน Euro5 และ Euro5+ ที่เล่นเอา superbike 1000cc หลายๆรุ่นถึงกับต้องหาวิธีตอนม้าเพิ่อให้สามารถวางขายในตลาดได้ กับซูซูกิ ที่คงเทคโนโลยีเดิม มาตั้งแต่ L7 ต่อเนื่องมานานถึง 8 ปี โดยไม่มีการขยับเทโนโลยีใหม่ให้ทันโลก ก็ต้องยอมจากลาโดยไม่มีข้อแม้ ซึ่ง ณ เวลานี้ GSX-R1000 ยังมีวางขายในโชว์รูมทั่วโลก แต่ถ้าหมดแล้วก็คงหมดเลยไม่มีเพิ่ม การตัดสินใจของ ซูซูกิ ครั้งนี้ไม่ได้สร้างความประหลาดใจแต่อย่างใด เพราะในปี 2022 ซูซูกิ ได้ส่งสัญญาณแรกสู่วงการมอเตอร์ไซค์ด้วยการออกจาก MotoGP อย่างไม่คาดคิด ทั้งๆที่ผลงานเป็นไปได้อย่างยอดเยี่ยม หลังจากนั้นไม่นาน ก็ยังประกาศถอนตัวจากการแข่งขัน World Endurance Championship แม้จะประสบความสำเร็จเมื่อเร็วๆนี้ โดยมีการเปลี่ยนทีม เป็น “Team SUZUKI CN CHALLENGE” ลงในรุ่น Experiment Class ในรายการ Suzuka 8 Hours Endurance Race 2024 ซึ่งจะใช้ GSX-R1000 ในการแข่งขันดังเดิม แต่เปลี่ยนเชื้อเพลิงใหม่ที่ “รักโลก” มากยิ่งขึ้น การเคลื่อนไหวเหล่านี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนของซูซูกิว่า จะต้องมีรุ่นใหม่ออกมาสืบตำนานแต่ไม่ใช่ GSX-R1000 ก็เป็นด้ายยยย กุ๊ก กุ๊ก กู๋

PFmoto Starship 6 ยานแม่ขนาดกลางจากแดนมังกร PFmoto Starship 6 ยานแม่ขนาดกลางจากแดนมังกร ที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับ Goldwing จากค่ายปีกนกอยู่มากถึงขนาดที่ Google Image Search ยังทำงานเพี้ยน แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันก็ดูดีและมีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับเจ้ามอเตอร์ไซค์ที่มีชื่อประดุจดังยานอวกาศลำนี้มาในสไตล์ของแกรนด์ทัวริ่ง ดูใหญ่โตโอ่อ่า และมีความโมเดิร์นแฝงอยู่ในดีไซน์ เส้นสายนั้นคล้ายกับได้แรงบันดาลใจมาจากรถญี่ปุ่นมามากเกินไป ถ้าไม่มีไฟหน้าดีไซน์ใหม่นี้ มองยังไงใครก็บอกว่าโกลด์วิง เห็นแบบนี้ ขุมพลังของโมเดลนี้กลับเป็นเครื่องวีทวินระบายความร้อนด้วยน้ำที่ขนาดเล็กเพียง 573 ซีซีเท่านั้น โดยสามารถรีดกำลังแรงม้าออกมาได้ที่ 53.64 แรงม้า และแรงบิดที่ 55 นิวตันเมตร มีถังน้ำมันขนาด 20 ลิตร ขับเคลื่อนด้วยระบบสายพาน โดยตัวรถหนักมากถึง 280 กิโลกรัม ดังนั้นคาดว่าความเร็วท็อปสปีดนั้นคงทำได้ไม่มากนัก ช่วงล่างด้านหน้ามาแบบรถธรรมดา ไม่ได้ไฮโซเหมือนฝั่งญี่ปุ่น โดยมาเป็นโช้คหน้าแบบหัวกลับ ด้านหลังโช้คเดี่ยว ซึ่งทั้งหมดเป็นของ KYB ส่วนระบบเบรกจะเป็นของทาง J.Juan จัดให้ ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว เทคโนโลยีคันนี้ถือว่าจัดเต็มทะลุพิกัดกันเลยทีเดียว หน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน แทร็คชันคอนโทรล ระบบเบรก ABS ระบบเรดาห์ร่วมกับระบบกล้องหน้าหลัง ระบบช่วยแจ้งเตือนมุมอับ ระบบช่วยเตือนก่อนชนด้านหน้า ระบบช่วยขณะเปลี่ยนเลน ระบบหน้าจอสี TFT ระบบปลดล็อกรถโดยไม่ใช่กุญแจโดยใช้ระบบ NFC และบลูทูธ สามารถแชร์ให้คนอื่นสามารถใช้รถร่วมกันกับเราได้ ระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์พร้อมลำโพง 6 ตัว ระบบไฟส่องสว่างในโค้ง ระบบพับกระจกอัตโนมัติ และช่องจ่าย USB-C 3 ตำแหน่ง เนี่ยเยอะขนาดนี้จะใช้กันหมดมั้ยนี่ ทว่าสนนราคาค่าตัวของเจ้ายานแม่คันนี้อยู่ที่ 44,888 หยวน หรือราว ๆ 228,000 บาท ซึ่งทำให้เจ้าโมเดลนี่ยิ่งดูน่าสนใจมากขึ้นไปอีก หากมาจำหน่ายในไทยจริง ๆ ราคาก็คงไม่แพงไปกว่านี้เท่าไหร่หนัก ทว่าแบรนด์นี้ยังไม่เป็นที่แพร่หลายเหมือนแบรนด์จากจีนแบรนด์อื่น ดังนั้นความเป็นไปได้ของแบรนด์นี้น่าจะยังน้อยอยู่มาก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati DesertX Discovery ปรับใหม่ ใส่ของ ท่องทางไกล ดูคาติเปิดตัว Ducati DesertX Discovery แอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางที่ถูกปรับมาใหม่ ด้วยการมีแนวคิดที่ว่าจะให้ไบเกอร์สายลุยไปได้ทุกเส้นทาง ให้ไปผจญภัยได้มากยิ่งขึ้น เจ้าโมเดลนี้ก็เลยจะติดตั้งของแต่งจากโรงงานมาให้เลย เพื่อที่จะได้ตอบโจทย์การเดินทางและเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวรถมากยิ่งขึ้น โดยโมเดลดิสคัฟเวอรี่คันนี้จะติดตั้งการ์ดต่าง ๆ มาให้หลากหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นการ์ดแฮนด์และแครชบาร์แบบเสริมความแข็ง การ์ดหม้อน้ำ และการ์ดท้องเครื่อง สำหรับป้องกันตัวรถในเส้นทางการขับขี่ที่มีอุปสรรคและมีความยากสูง ยังมีอุ่นมือและชิลด์หน้าที่ใหญ่ขึ้นเพื่อช่วยป้องกันลมและอากาศหนาวยามที่ต้องไปขี่ในพื้นที่ที่หนาวเย็น ติดตั้งระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์น มีปี๊บอลูมิเนียมสองใบด้านข้างความจุรวม 76 ลิตรมาให้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีขาตั้งคู่สำหรับจอดรถได้อย่างปลอดภัย และช่วยให้สามารถง่ายต่อการเปิดกล่องสัมภาระหรือตอนที่จะต้องจอดพัก หรือต้องการเซอร์วิสรถในเรื่องของโซ่และล้อหลัง ซึ่งจะยิ่งทำให้มันเหมาะกับการเดินทางมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ในส่วนของสเปกอื่น ๆ จะยังคงไม่เปลี่ยนไป โดยจะมีพื้นฐานมาจาก DesertX มาใส่ของตกแต่งเพิ่ม โดยจะยังคงใช้เครื่องยนต์ Testastretta 11° ที่เป็นเครื่องสองสูบวี ขนาด 937 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 110 แรงม้าที่ 9,250 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ใช้น้ำมันจากถังขนาด 21 ลิตร เหมาะสำหรับเดินทางไกล ช่วงล่างจะเป็นโช้คจากทาง KYB ปรับแต่งได้เต๋มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวจาก Brembo ล้อซี่ลวดแบบไม่ใช่ยางในที่ให้มาจะมีขนาด 21 และ 18 นิ้วตามลำดับหน้าหลัง ส่วนยางที่ใส่มาให้พร้อมเดินทางสายลุยจะเป็นยาง Pirelli Scorpion Rally STR ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ให้มาก็จะมีโหมดการขับขี่ โหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ครูซคอนโทรล ระบบไฟเบรกฉุกเฉิน และระบบยกเลิกไฟเลี้ยวเอง เรียกว่าให้มาแน่น ๆ เลย ส่วนเรื่องของราคาค่าต๋งนั้นจะเพิ่มขึ้นจากโมเดลสแตนดาร์ดอยู่ที่ 2,600 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยก็จะอยู่ที่ราว ๆ 102,500 บาท (ไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ) หากคิดจากโมเดลที่ขายในไทยตอนนี้ที่ราคา 669,000 บาท โมเดลใหม่นี้ก็น่าจะมีราคามากกว่า 800,000 บาทเป็นแน่แท้ แต่บอกเลยว่าคุ้มกว่าไปแต่งเพิ่มเองแน่ ส่วนเรื่องการจำหน่ายในบ้านเราคงต้องรอปีหน้ากันเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GSX-R1000 2025 สีใหม่ เปิดขายในอเมริกา เมื่อกี้นี้หลายคนอาจได้ทราบข่าวสำคัญ สำหรับค่ายซูซูกิบริษัทแม่จากญี่ปุ่นได้ประกาศหยุดทำการผลิตเจ้า GSX-R1000 ซูเปอร์ไบค์ระดับตัวพันรุ่นเรือธงของทางค่ายเป็นที่เรียบร้อย อ่านข่าวคลิ๊กที่นี่ ก่อนเดินหน้าสายการผลิตโมเดลรุ่นใหม่ในอนาคต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางค่ายซูซูกิจากทางฝั่งอเมริกาเอง ยังมีโฉมโมเดลมาจำหน่ายในรุ่นเวอร์ชัน 2025 ซึ่งอาจเป็น “ล็อตสุดท้าย” ทิ้งทวนให้เหลือเพียงความทรงจำดี ๆ ให้กับเหล่าสาวกได้จับจองนั่นเอง ซึ่งเจ้ารุ่นนี้อาจขนานนามได้ว่าเป็นโมเดลแห่งการท่องกาลเวลาไปซะแล้ว นับตั้งแต่ปี 2017 จนถึงปัจจุบันก็ล่วงเลยมาถึง 8 ปีแล้วหน้าตาไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย แต่อย่างไรก็ยังเป็นรุ่นนิยมครองใจเหล่าไบค์เกอร์มาแล้วนักต่อนัก (SuperBike ก็เช่นกัน) และคงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก กับรถสปอร์ตตัว 1000 มาพร้อมเสน่ห์กับความดิบเถื่อนที่จับหาได้ยากในยุคนี้ ด้วยเอกลักษณ์ความบ้าระห่ำอีกเช่นเคย ทางซูซูกิจากทางฝั่งอเมริกา ได้ทำการปล่อยโฉมเจ้า Suzuki GSX-R1000 2025 และ GSX-R1000R ในเวอร์ชันใหม่ที่ไม่ใหม่ แต่อาจจะถูกใจสาวกค่ายซูด้วยชุดสีที่เปลี่ยนไป ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น ด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ขนาด 999.8 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีขนาดลูกสูบและช่วงชัก 77 x 55.1 มม.ใช้ระบบวาล์วแปรผัน (Variable Valve Timing) พร้อมตัววาล์วทำจากไทเทเนียม โดยมีขนาดของวาล์วไอดี 31.5 มม.และวาล์ไวไอเสีย 24 มม. ผ่านมาตรฐาน Euro4 นอกจากนี้ยังใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า กับระบบเกียร์ 6 สปีดจับคู่กับควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง มีระบบ Clutch Assist System ช่วยผ่อนแรงในการบีบกำคลัทช์และเข้าเกียร์ได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยสามารถทำรอบเรดไลน์ได้สูงถึง 14,500 รอบ/นาที กับแรงม้าที่ให้มาถึง 202 ตัว พร้อมกับความจุถังน้ำมันที่ 16 ลิตร พร้อมระบบช่วงล่างขั้นเทพด้วยระบบ Suspension เซ็ตค่าจากสนามแข่ง โดยด้านหน้าเป็น Upside down จาก SHOWA BFF (เสริมซับแทงค์ในรุ่น R1000R) ปรับแต่งได้เต็มระบบ ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวจาก SHOWA BFRC-Lite ปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน พร้อมด้วยระบบเบรกกับดิสก์เบรกด้านหน้าขนาด 350 มม. พ่วงคาลิเปอร์ Brembo โมโนบล็อก 4 ลูกสูบ และดิสก์เบรกด้านหลังขนาด 240 มม. ใช้คาลิเปอร์เบรก Nissin ลูกสูบเดียว ติดมาพร้อมกับระบบเบรก ABS Dual Channel และระบบแทร็คชันคอนโทรลที่สามารถปรับได้ถึง 10 ระดับ ส่วนล้อและยางหน้า-หลังมีขนาด 120/70-17 และ 190/55-17 นอกจากมีระบบต่าง ๆ ที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ยังมีเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกในการขับขี่มากมาย อาทิ ระบบ Easy Start ระบบป้องกันการโจรกรรม โหมดการขับขี่ 3 โหมด ระบบนำทาง เซ็นเซอร์ IMU แกนช่วยตรวจจับความเคลื่อนไหวของตัวรถ ระบบ Low RPM Assist ที่ช่วยคุมรอบเดินเบาขณะออกตัวป้องกันรถดับ ระบบ Easy Start ที่ช่วยให้สตาร์ทรถได้ง่ายได้เพียงกดปุ่มเดียว และมีระบบช่วยออกตัว ถือว่าครบครันและเหมาะสำหรับการขับขี่ใช้งานทั่วไปหรือแม้กระทั่งในสนามแข่งก็ถือว่าตอบโจทย์เลยทีเดียว และนี่ก็เป็นข้อมูลส่วนคร่าว ๆ สำหรับสเปกตัวรถ อาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก นอกจากชุดสีที่เปลี่ยนไป สำหรับรุ่น GSX-R1000R และ GSX-R1000 มีจำหน่ายด้วยกันรุ่นละ 2 สีได้แก่สีแดง-ดำ Candy Daring Red Glass Black (ล้อเฉดสีแดงและกระบอกโช้คสีทองพร้อมซับแทงค์ในรุ่น R) และสีเทา Metallic Matte Sword Silver (ล้อเฉดสีดำและกระบอกโช้คสีทองพร้อมซับแทงค์ในรุ่น R) โดยรุ่น GSX-R1000R มีราคาอยู่ที่ $18,649 ดอลล่าร์สหรัฐหรือราว ๆ 6.8 แสนบาท ส่วนรุ่น GSX-R1000 มีราคาอยู่ที่ 16,499 ดอลล่าร์สหรัฐหรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 6 แสนนิด ๆ หากใครที่ชอบความเดือดแบบบ้าระห่ำ สามารถเข้าไปจับจองกันได้ แต่อาจเสียค่าชิปปิ้งซักเล็กน้อย

ข่าวเศร้าของสายซู ลาก่อน…โลมา ล่าสุด website ซูซูกิญี่ปุ่น ได้ขึ้นป้าย เลิกผลิตแล้ว ใต้รูปของรุ่น GSX-R1000R โดยถือเป็นการปิดฉากของตำนาน “โลมา” ที่สืบทอดกันมายานนานกว่า 40 ปี โดยฆากรไม่ใช่ใคร แต่เป็นมาตรฐาน Euro5 และ Euro5+ ที่เล่นเอา superbike 1000cc หลายๆรุ่นถึงกับต้องหาวิธีตอนม้าเพิ่อให้สามารถวางขายในตลาดได้ กับซูซูกิ ที่คงเทคโนโลยีเดิม มาตั้งแต่ L7 ต่อเนื่องมานานถึง 8 ปี โดยไม่มีการขยับเทโนโลยีใหม่ให้ทันโลก ก็ต้องยอมจากลาโดยไม่มีข้อแม้ ซึ่ง ณ เวลานี้ GSX-R1000 ยังมีวางขายในโชว์รูมทั่วโลก แต่ถ้าหมดแล้วก็คงหมดเลยไม่มีเพิ่ม การตัดสินใจของ ซูซูกิ ครั้งนี้ไม่ได้สร้างความประหลาดใจแต่อย่างใด เพราะในปี 2022 ซูซูกิ ได้ส่งสัญญาณแรกสู่วงการมอเตอร์ไซค์ด้วยการออกจาก MotoGP อย่างไม่คาดคิด ทั้งๆที่ผลงานเป็นไปได้อย่างยอดเยี่ยม หลังจากนั้นไม่นาน ก็ยังประกาศถอนตัวจากการแข่งขัน World Endurance Championship แม้จะประสบความสำเร็จเมื่อเร็วๆนี้ โดยมีการเปลี่ยนทีม เป็น “Team SUZUKI CN CHALLENGE” ลงในรุ่น Experiment Class ในรายการ Suzuka 8 Hours Endurance Race 2024 ซึ่งจะใช้ GSX-R1000 ในการแข่งขันดังเดิม แต่เปลี่ยนเชื้อเพลิงใหม่ที่ “รักโลก” มากยิ่งขึ้น การเคลื่อนไหวเหล่านี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนของซูซูกิว่า จะต้องมีรุ่นใหม่ออกมาสืบตำนานแต่ไม่ใช่ GSX-R1000 ก็เป็นด้ายยยย กุ๊ก กุ๊ก กู๋

PFmoto Starship 6 ยานแม่ขนาดกลางจากแดนมังกร PFmoto Starship 6 ยานแม่ขนาดกลางจากแดนมังกร ที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับ Goldwing จากค่ายปีกนกอยู่มากถึงขนาดที่ Google Image Search ยังทำงานเพี้ยน แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันก็ดูดีและมีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับเจ้ามอเตอร์ไซค์ที่มีชื่อประดุจดังยานอวกาศลำนี้มาในสไตล์ของแกรนด์ทัวริ่ง ดูใหญ่โตโอ่อ่า และมีความโมเดิร์นแฝงอยู่ในดีไซน์ เส้นสายนั้นคล้ายกับได้แรงบันดาลใจมาจากรถญี่ปุ่นมามากเกินไป ถ้าไม่มีไฟหน้าดีไซน์ใหม่นี้ มองยังไงใครก็บอกว่าโกลด์วิง เห็นแบบนี้ ขุมพลังของโมเดลนี้กลับเป็นเครื่องวีทวินระบายความร้อนด้วยน้ำที่ขนาดเล็กเพียง 573 ซีซีเท่านั้น โดยสามารถรีดกำลังแรงม้าออกมาได้ที่ 53.64 แรงม้า และแรงบิดที่ 55 นิวตันเมตร มีถังน้ำมันขนาด 20 ลิตร ขับเคลื่อนด้วยระบบสายพาน โดยตัวรถหนักมากถึง 280 กิโลกรัม ดังนั้นคาดว่าความเร็วท็อปสปีดนั้นคงทำได้ไม่มากนัก ช่วงล่างด้านหน้ามาแบบรถธรรมดา ไม่ได้ไฮโซเหมือนฝั่งญี่ปุ่น โดยมาเป็นโช้คหน้าแบบหัวกลับ ด้านหลังโช้คเดี่ยว ซึ่งทั้งหมดเป็นของ KYB ส่วนระบบเบรกจะเป็นของทาง J.Juan จัดให้ ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว เทคโนโลยีคันนี้ถือว่าจัดเต็มทะลุพิกัดกันเลยทีเดียว หน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน แทร็คชันคอนโทรล ระบบเบรก ABS ระบบเรดาห์ร่วมกับระบบกล้องหน้าหลัง ระบบช่วยแจ้งเตือนมุมอับ ระบบช่วยเตือนก่อนชนด้านหน้า ระบบช่วยขณะเปลี่ยนเลน ระบบหน้าจอสี TFT ระบบปลดล็อกรถโดยไม่ใช่กุญแจโดยใช้ระบบ NFC และบลูทูธ สามารถแชร์ให้คนอื่นสามารถใช้รถร่วมกันกับเราได้ ระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์พร้อมลำโพง 6 ตัว ระบบไฟส่องสว่างในโค้ง ระบบพับกระจกอัตโนมัติ และช่องจ่าย USB-C 3 ตำแหน่ง เนี่ยเยอะขนาดนี้จะใช้กันหมดมั้ยนี่ ทว่าสนนราคาค่าตัวของเจ้ายานแม่คันนี้อยู่ที่ 44,888 หยวน หรือราว ๆ 228,000 บาท ซึ่งทำให้เจ้าโมเดลนี่ยิ่งดูน่าสนใจมากขึ้นไปอีก หากมาจำหน่ายในไทยจริง ๆ ราคาก็คงไม่แพงไปกว่านี้เท่าไหร่หนัก ทว่าแบรนด์นี้ยังไม่เป็นที่แพร่หลายเหมือนแบรนด์จากจีนแบรนด์อื่น ดังนั้นความเป็นไปได้ของแบรนด์นี้น่าจะยังน้อยอยู่มาก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

F1 Thailand ฝันไม่ไกล..ใกล้เป็นจริง สำหรับข่าวความคืบหน้าของการจัดเตรียมการแข่งขันฟอร์มูล่าวัน ในประเทศไทยที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต คุณ Stefano Domenicali CEO ของฟอร์มูล่าวันได้เปิดเผยถึงหารือถึงโอกาสของประเทศไทยที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน F1 Thailand ซึ่งคำตอบนั้นยังไม่สามารถดด่วนสรุปได้ แต่มีแนวโน้มไปในทางบวกเสียทีเดียว พร้อมส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ที่จะมีสนามแข่งขัน F1 ในไทยและเป็นอีกหนึ่งสนามที่จะเกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การแข่งขันระดับโลกนยังคงต้องยึดมั่นเจตจำนงค์ของความเป็น “ควอลิตี้มากกว่าปริมาณ” ในปฏิทินการแข่งขัน F1 “อาจ” เกิดขึ้นอีกสนามสำหรับภูมิภาคเอเชีย ก็มีแนวโน้มความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น โดยหลังจากมีการพบปะพูดคุยในช่วงก่อนแข่งขันที่ Chinese Grandprix ที่ผ่านมา สเตฟานโน่ CEO ของฟอร์มูล่าวันได้กล่าวว่า รัฐบาลไทยมีความสนใจเป็นอย่างมาก สำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขัน F1 ในประเทศไทย ซึ่งการพูดคุยในครั้งนี้ ต่างฝ่ายมีเจตจำนงค์และมีเป้าหมายเดียวกันก็คือ ความสนใจในการพัฒนาการแข่งขัน F1 ให้เกิดขึ้นจริง และการเจรจาในครั้งนี้ อาจมีข้อสรุปที่ชัดเจนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยรวมบรรยากาศการพูดคุยเจรจาถือว่า “ดีมาก” แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ไม่ได้ด่วนสรุปได้เลยว่าจะคอมเฟิร์มทันทีทันใด ผมไม่ได้ตั้งใจมาขายของจนเกินไป โอกาสกำลังมาถึง!! แต่ในขณะที่ปฏิทินการแข่งขันยังคงอัดแน่นเต็มกราฟ 24 สนาม ทั่วโลก ซึ่งผู้จัดยังคงเน้นย้ำว่า ความสนใจที่จะจัด F1 ในไทย อาจทำให้บางสนามหลุดออกจากปฏิทินในการแข่งขันก็เป็นไปได้ “ผมไม่อยากให้มีการแข่งขันมากกว่า 24 สนาม มันเป็นเรื่องจริงของการทำงานและโอกาส” จากความรุ่งเรืองของกีฬา F1 ที่เน้นแข่งขันในยุโรปที่เป็นศูนย์กลางในเมื่อก่อน นำไปสู่การแข่งขันชิงแชมป์โลกที่แท้จริง ซึ่ง ณ ตอนนี้ มีการแข่งขันน้อยกว่าครึ่งหนึ่งที่จัดแข่งขันในยุโรปแล้ว นอกจากทางฟอร์มูล่าวันยังได้เผยถึงเป้าหมายที่แท้จริง โดยมุ่งเน้นที่การเซอร์วิสสาวกแฟน ๆ F1 มิใช่เพียงกระแสเสียงเชียร์รอบข้าง เราต้องทำงานร่วมกับโปรโมเตอร์เพื่อปรับปรุงคุณภาพ นั้นคือสิ่งสำคัญมาก และแน่นอน การต่อสัญญาจัดการแข่งขัน 5 ปี คงเป็นบทพิสูจน์ที่แท้จริง ที่ทำให้เขาเป็นผู้นำทางด้านกีฬา F1 ไปจนถึงปี 2029 เราจำเป็นต้องดึงดูดผู้ชมใหม่ ๆ และมันอยู่ใน DNA ของเราที่จับตาดูการเติบโตของกีฬานี้ ในขณะเดียวกัน ตารางการแข่งขัน F1 ในปี 2026 จะมีทีมเพิ่มมาใหม่อย่าง Cadillac ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก General Motors ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากอเมริกา ซึ่งเขากล่าวยกย่องว่าเป็น ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่และยากลำบาก แต่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมไม่น้อยทีเดียว เราต้องการคุณภาพมากกว่าปริมาณ คำกล่าวสุดท้ายสเตฟาน จากบทสนทนานี้ก็มีเปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้ไม่น้อย แต่ก็ยังมีอุปสรรคในหลาย ๆ จุด โดยเฉพาะสนามแข่งขันในพื้นที่กรุงเทพที่ทางรัฐบาลไทยได้ประกาศให้มันเกิดขึ้น (หมอชิต เซอร์กิต) หากมีการจัดแข่งขันอย่างจริงจังก็ต้องปรับปรุงพื้นผิวถนนครั้งใหญ่ เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่าถนนในประเทศไทยมันเป็นยังไง อุ๊บส์! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สหรัฐขึ้นภาษี 25% ไทยเข้าข่าย รถมอเตอร์ไซค์อาจแพงขึ้น เตรียมตัวกันให้ดี..ราคารถอาจแพงขึ้น โดยเฉพาะรถมอเตอร์ไซค์แบรนด์ยักษ์ใหญ่จากอเมริกา ล่าสุด สหรัฐขึ้นภาษี 25% ประเภทเหล็ก ผลิตภัณฑ์เหล็กและอลูมิเนียมทั่วโลก ซึ่งประเทศคู่ค้าที่โดนเต็ม ๆ ในครั้งนี้ก็คือ จีน แคนาดา เม็กซิโกและสหภาพยุโรป รวมถึงประเทศไทย ก็ถูกพิษกำแพงภาษีที่เพิ่มขึ้นเต็ม ๆ จากชาติมหาอำนาจในครั้งนี้ เพราะอะไรกัน?จากการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบครั้งใหม่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ และยังเดินหน้าภารกิจคงสานต่อโยบาย America First หรือ อเมริกาต้องมาก่อน เหมือนที่เคยทำไว้ในช่วงดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2017-2021 ซึ่งมาตรการการเพิ่มภาษีนำเข้าจะสามารถช่วยฟื้นฟูเศรษกิจภายในประเทศ (สินค้านำเข้ามีราคาแพงขึ้น ผลักดันประชาชนอุดหนุนสินค้าภายในประเทศ) ซึ่งดีสำหรับเขา แต่คนอื่นเดือดร้อนกันทั่วหน้าหล่ะครับ การเคลื่อนไหวนี้มีผลกระทบกว้างไกลไม่เพียงแต่ต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศต่าง ๆ และสถานการณ์ในตอนนี้ ทุกประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยโดนเต็ม ๆ เพราะไทยเรานั้นเป็นประเทศส่งออกอลูมิเนียมไปยังสหรัฐมากเป็นอันดับ 10 ซึ่งรวมมูลค่าราว ๆ 270 ล้านดอลลาร์ (ปี 2567) รวมถึงสินค้าวัตถุดิบอื่น ๆ ซึ่งแน่นอนว่าการตั้งกำแพงภาษีส่งผลให้ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนจ์เป็นวงกว้าง นอกจากนี้ทางรัฐบาลของอเมริกา (ทรัมป์) เตรียมที่จะเก็บภาษีในสินค้าส่วนอื่น ๆ เพิ่ม อาทิ ยานยนต์, เภสัชกรรม อุปกรณ์ทางการแพทย์และชิปคอมพิวเตอร์ เป็นต้น เอาที่พี่ทรัมป์สบายใจเลยจ้า แล้วมอเตอร์ไซค์มีผลกระทบอย่างไร ด้วยภาษีที่เพิ่มขึ้นต่อการนำเข้าของวัตถุดิบจึงทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น อย่างจำพวก เหล็ก อลูมิเนียม พาร์ทชิ้นส่วน CNC สำเร็จรูป แบริ่ง ลูกปืนและส่วนประกอบต่าง ๆ อาจมีราคาสูงขึ้นและส่งผลให้ผลิตภัณฑ์โปรดักท์สินค้ามีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย และผู้ผลิตจะต้องขายสินค้าในราคาที่แพงขึ้นเพื่อรักษากำไร หรืออาจได้กำไรที่ลดลงในราคาเดิม ซึ่งแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ ก็คือ Haley-Davidsion, Indian Motorcycle รวมถึงแบรนด์อื่น ๆ ในบ้านเขาหล่ะครับ จากสาเหตุเหล่านี้ จึงมีความเป็นไปได้ที่ราคาของรถมอเตอร์ไซค์ที่ผลิตในอเมริกา อาจมีราคาขึ้น โดยเฉพาะรถใหม่นำเข้าสำเร็จรูป ยกเคสตัวอย่างของค่ายฮาร์ลี่ย์ เดวิดสัน ที่เป็นแบรนด์ที่นิยมค่อนข้างมากในบ้านเรา มีฐานการผลิตที่จ.ระยอง ซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบเพราะผลิตในบ้านเราใช่ไหมหล่ะครับ แต่อย่างไรก็ดีสำหรับรถรุ่นใหม่ ๆ ปีใหม่อัพเดตล่าสุด อาจยังต้องชิปปิ้งนำเข้าร้อยเปอร์เซ็นต์ (รุ่นปีใหม่ ๆ ยังต้องประกอบบ้านเขาแล้วส่งเข้าไทย) ซึ่งอาจต้องควักตังจ่ายเพิ่ม และอาจสาวทอดถึงค่ายแบรนด์อื่น ๆ จากผลกระทบของสงครามทางการค้าดังกล่าว การตั้งกำแพงภาษีที่สูงตระหง่านขนาดนี้ มิใช่ไทยที่ต้องอาจเดือดร้อนเพียงประเทศเดียว ยังคงมีผลกระทบลุกลามไปทั่วโลก สำหรับใครที่เป็นแฟน ๆ สาวกมอเตอร์ไซค์ต้องเตรียมตัวรับมือไว้ให้ เรื่องนี้ไม่ใช่เล่น ๆ นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 All New Aerox Alpha นี่แหละออลนิวของจริง 2025 All New Aerox Alpha เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศอินโดนีเซีย โดยเจ้า Aerox นี้ถือเป็นสกู๊ตเตอร์ออโตเมติกที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี และดีไซน์ที่ล้ำสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ที่ต้องการความสะดวกสบาย และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ซึ่งในบทความนี้จะมานำเสนอในสิ่งที่แตกต่างว่ามีอะไรบ้าง ดีไซน์แบบฉบับจากรุ่นพี่ โดย Aerox Alpha 2025 มีการปรับดีไซน์ใหม่ ดูสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยเส้นสายที่เฉียบคมซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถมอเตอร์ไซค์ซูเปอร์สปอร์ต R1M ขี่ไปไหนก็หล่อ แอคหน้าตึงได้แน่นอน ไฟหน้าใหม่สว่างชัดกว่าเดิม ไฟหน้ารูปแบบใหม่ที่ดูเฉียบคม และดุดัน สร้างความรู้สึกที่แข็งแกร่งพร้อมกับความทรงพลัง มาพร้อมกับระบบไฟ LED แบบดับเบิลโปรเจคเตอร์ ที่ให้แสงสว่างชัดเจน และไฟท้ายใหม่ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตยิ่งขึ้น เพราะไฟท้ายแอบมีความคล้ายคลึงกับ Yamaha Exciter 155 เลยทีเดียว จอกลางแบบใหม่ หน้าจอแสดงผลข้อมูล TFT และมาตรวัดความเร็วสไตล์ซูเปอร์สปอร์ต ดีไซน์ใหม่ แบบหน้าจอ Full LCD ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ต เร้าใจ และให้ข้อมูลที่ครบถ้วนสำหรับผู้ขับขี่ แถมยังสามารถเปลื่ยนการแสดงผลหน้าจอได้ทั้งหมด 3 โหมด ได้แก่ มาตรฐาน (Standard), ไดนามิก (Dynamic) และสปอร์ต (Sports) อีกทั้งยังสามารถปรับความสว่างขอหน้าจอได้ตามต้องการ หรือจะปรับอัตโนมัติตามสภาพแสงรอบข้างได้อีกด้วย ที่สำคัญเพิ่มความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนมากยิ่งขึ้นด้วยแอพพลิเคชัน Y-Connect ที่เชื่อมต่อรถจักรยานยนต์กับสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย เพื่อเช็ครายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ ของตัวรถได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ยกเครื่องใหม่ เครื่องยนต์เทคโนโลยี Blue Core ขนาด 155 ซีซี รุ่นใหม่ล่าสุดที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มาพร้อมกับเทคโนโลยี Yamaha Electric CVT (YECVT) ที่แรงเหมือนติด เทอร์โบ ยังมาพร้อมด้วยกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 15.4 แรงม้าที่ 8,000 รอบ แรงบิด 14.2 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ พ่วงด้วยความจุของถังน้ำมันขนาด 5.5 ลิตร โหมดการขับขี่สุดเร้าใจ ในโมเดลใหม่นี้มาพร้อมกับโหมดการขับขี่ที่มีให้เลือก 2 โหมด สำหรับรุ่น Turbo ขึ้นไป โดยมีโหมด “T” สำหรับการขับขี่ในเมือง และโหมด “S” หรือโหมดสปอร์ตเร่งรอบมาไวขึ้นนั่นเอง แถมยังสามารถซิ่งไปต่อได้อีก กับโหมดการเพิ่มอัตราการเร่งด้วยระบบ Y-Shift แบ่งเป็น 3 ระดับ (1=ต่ำ, 2=กลาง, 3=สูง) ขับขี่สนุกขึ้นกว่าเก่าแน่นอนรับประกัน เบรกใหม่ เพิ่มความปลอดภัยอีกขั้น ดิสก์เบรกคู่ (Double Disc Brake) จากเดิมที่เบรกหลังในรุ่นเก่าเป็น ดรัมเบรก แต่ในโมเดล 2025 ให้เป็นดิสก์เบรกหลังเรียบร้อย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเบรก ให้ผู้ขับขี่มั่นใจยิ่งขึ้น แถมด้วย ระบบไฟฉุกเฉิน (Emergency Stop Signal) ไฟท้ายจะกระพริบฉุกเฉิน ในขณะเบรกรถ กระทันหัน ช่วยเตือนผู้ขับขี่คันหลังให้รู้ เพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้น สีสันที่วางจำหน่ายทั้ง 4 รุ่นย่อย รุ่น Standard เปิดราคาแนะนำที่ 29,000,000 รูเปียห์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 6.3 หมื่นบาท Silver Yellow Matte Blue Red Black รุ่น CyberCity เปิดราคาแนะนำอยู่ที่ 33,999,000 รูเปียห์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 7.2 หมื่นบาท CyberCity Matte Blue Yellow รุ่น TURBO เปิดราคาแนะนำอยู่ที่ 39,550,000 รูเปียห์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 8.4 หมื่นบาท Matte Dark Grey และรุ่นท็อปสุดอย่าง TURBO Ultimate เปิดราคาอยู่ 41,730,000 รูเปียห์หรือตีเป็นเงินไทย ประมาณ 8.8 หมื่นบาท Matte Dark Grey ซึ่งถ้านำมาวางจำหน่ายในประเทศไทยอาจจะต้องบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งคาดการณ์ว่าบวกรุ่นละประมาณเกือบ

Yamaha V4 2025 (อาจ) มาทดสอบแน่ต้นปีหน้า Yamaha V4 2025 เครื่องยนต์ใหม่ที่ทางค่ายส้อมเสียงจะนำมาใช้ในการแข่งขัน MotoGP อาจเปิดตัวลงทดสอบ Sepang Shakedown ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ยามาฮ่ายังคงเป็นผู้ผลิตเพียงรายเดียวในการแข่งขัน MotoGP ซึ่งในปัจจุบันยังคงหลงใหลในมนต์เสน่ห์กลิ่นอายของเครื่องยนต์แบบสี่สูบเรียง (Inline-Four) โดยแนวคิดเครื่องยนต์ V4 ตัวใหม่ของแบรนด์ญี่ปุ่นนี้แม้ว่าจะมีความคืบหน้าโปรเจคอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีรายละเอียดในบางอย่างที่ยังคงต้องปรับแก้จึงทำให้ไม่สามารถเปิดตัวได้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว การทดสอบที่จัดขึ้นโดย KTM ที่สนามเฆเรซ (Jerez) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้หลายคนคาดการณ์ว่าเครื่องยนต์ V4 ใหม่ของยามาฮ่าอาจจะเปิดตัวในช่วงเดียวกัน อย่างไรก็ตาม อเล็กซ์ รินส์ (Alex Rins) นักบิดจากทีม Monster Energy Yamaha MotoGP ซึ่งยืนยันว่าแผนในการเปิดตัวเครื่องยนต์ดังกล่าวมีอยู่จริง แต่ก็ยอมรับในพอดแคสต์ “Por Orejas” ของ Motorsport Network ว่าเครื่องยนต์ยังไม่พร้อมสำหรับการเปิดตัวในช่วงนั้น อาจเปิดตัวเครื่องใหม่ที่สนามมาเลเซีย ซึ่งก็อาจจะมีความเป็นไปได้ว่าในการทดสอบ Shakedown ที่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า เพราะทางยามาฮ่าไม่มีแผนที่จะทำการทดสอบเพิ่มเติมใด ๆ อีกแล้วในปี 2024 ซึ่งทำให้เกิดการคาดการณ์มากขึ้นว่าการเปิดตัวเครื่องยนต์ V4 ที่เซปัง (Sepang) อาจเกิดขึ้นจริง ตามรายงานของ Autosport เดิมทีมีแผนให้อันเดรีย โดวิซิโอโซ (Andrea Dovizioso) เป็นผู้ทดลองใช้เครื่องยนต์ V4 ใหม่นี้เป็นครั้งแรก แต่เมื่อการทดสอบถูกยกเลิก การทดสอบครั้งล่าสุดที่กำลังจะมาถึงน่าจะตกเป็นของนักทดสอบคนใหม่อย่าง ออกุสโต้ เฟอร์นันเดซ (Augusto Fernandez) แทน สี่สูบเรียงอาจไปต่อไม่ไหว แม้ว่าฟาบิโอ กวาร์ตาราโร (Fabio Quartararo) และยามาฮ่าจะเป็นส่วนผสมที่ลงตัว ที่ไม่ใช่ Ducati ซึ่งสามารถคว้าแชมป์ MotoGP ได้ในปี 2021 แต่ความสามารถในการแข่งขันของยามาฮ่ากลับลดลงอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2022 จึงอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ยามาฮ่าเชื่อว่าเป็นปัจจัยสำคัญ คือการตั้งค่าเครื่องยนต์ โดยในขณะที่ Ducati, Aprilia และ KTM ต่างใช้เครื่องยนต์แบบ V4 ซึ่งมีผลงานดีกว่า Yamaha อยู่หลายเท่าตัว ด้วยเหตุผลนี้เองจึงทำให้ยามาฮ่าตัดสินใจปรับเปลี่ยนทีมงานโดยมีการดึงวิศวกร และช่างเทคนิคจำนวนมากเข้ามาเสริมทีม ซึ่งบางส่วนย้ายมาจากดูคาติ นอกจากนี้ ยามาฮ่ายังได้จ้างที่ปรึกษาด้านเครื่องยนต์จาก Formula 1 คือ ลูก้า มาร์มอรินี (Luca Marmorini) ซึ่งเคยทำงานกับ Aprilia เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวคิดในการเปลี่ยนแปลงเครื่องยนต์ ในช่วงแรกมีการคาดการณ์ว่าเครื่องยนต์ V4 ใหม่ของยามาฮ่าจะเปิดตัวในสนามแข่งช่วงกลางฤดูกาล 2025 แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยกระบวนการพัฒนาเครื่องยนต์ที่รวดเร็วขึ้น ทำให้ระยะเวลาดังกล่าวถูกย่นลง อาจใช้ V4 ลงแข่งขันในปี 2027 เครื่องยนต์ V4 ใหม่จากค่ายส้อมเสียงมีความเป็นไปได้ที่จะถูกนำมาใช้แข่งขันอย่างเป็นทางการ ในการแข่ง MotoGP ฤดูกาล 2027 ที่ในฤดูกาลดังกล่าวมีการปรับเปลี่ยนกฎใหม่ที่ต้องลดขนาดเครื่องยนต์ลงเหลือเพียง 850 ซีซี “ในความคิดเห็นของเรา คิดว่าเครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียงยังมีศักยภาพอีกมากมายที่ต้องพัฒนา และปรับปรุง แต่ในเมื่อคู่แข่งทั้งหมดของเราตอนนี้ใช้เครื่องยนต์ V4 และเราได้มองถึงกฎกติกาของการแข่งขันรายการ MotoGP ในปี 2027 เราจึงเริ่มพัฒนาเครื่องยนต์ V4” “ซึ่งในการแข่งขัน MotoGP ในปี 2027 มันก็ยังอีกไกลสำหรับเรา เราจึงต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์เกี่ยวกับเครื่องยนต์ V4 ตั้งแต่ตอนนี้ ผมก็ยังไม่รู้ว่าจะได้เห็นเครื่องยนต์นี้ลงแข่งขันเมื่อไหร่ แต่สำหรับการทดสอบในสนามคงไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อมแล้ว” – ลิน จาร์วิส เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการที่ Yamaha ถึงเวลาพัฒนาเครื่องยนต์ V4 การทดสอบ Shakedown Test ที่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย จะเริ่มทำการทดสอบระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2025 (นักแข่งฟูลซีชั่นที่ไม่ได้ขับในฤดูกาล 2025 เป็นปีแรกจะไม่สามารถลงทดสอบได้) และการทดสอบอย่างเป็นทางการจะอยู่ระหว่างวันที่ 5 – 7 กุมภาพันธ์ 2025 ที่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่

Johann Zarco นักแข่งอายุมากที่สุดใน MotoGP 2025 Johann Zarco นักบิดสัญชาติฝรั่งเศสจากทีม LCR Honda ที่ในการแข่งขันฤดูกาลหน้าเจ้าตัวจะได้รับตำแหน่งนักแข่งที่มีอายุมากที่สุดในการแข่งขันด้วยวัย 34 ปี แทนที่ของ Aleix Espargaro ที่ได้ประกาศยุติบทบาทนักแข่งไปหลังจบฤดูกาล 2024 ซาร์โก้กับผลงานที่ยอดเยี่ยมของเจ้าตัวด้วยชัยชนะในกรังด์ปรีซ์ 17 ครั้งในทุกรุ่น และแชมป์โลก Moto2 จำนวน 2 สมัย ซาร์โกจึงถือเป็นหนึ่งในนักแข่งชาวฝรั่งเศสที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขันกรังด์ปรีซ์ เต็มไปด้วยประสบการณ์ “มันเป็นความจริงที่ว่าผมจะเป็นนักแข่งที่อายุมากที่สุด ผมคิดว่าคนถัดไปก็น่าจะเป็น มาร์ก และความรู้สึกแบบนี้กับนักแข่งหน้าใหม่ ที่พวกเขาส่วนใหญ่อายุประมาณ 20 หรือ 22 ปี สำหรับผมแล้ว มันเหมือนเป็นแรงจูงใจพิเศษที่ทำให้ผมพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพื่อให้รู้สึกสดชื่นและพร้อมสู้กับพวกเขา แต่อย่างไรก็ตาม ผมรู้ดีว่าประสบการณ์ของผมสามารถชดเชยหลายๆ อย่างได้” ซาร์โก้ได้ออกมาเผยถึงความรู้สึกที่เจ้าตัวนั้นเป็นนักแข่งที่มีอายุมากที่สุดในการแข่งขันที่กำลังจะมาถึงในฤดูกาลหน้า เส้นทาง MotoGP ซาร์โก้เริ่มเข้าแข่งขันในรายการ MotoGP ในปี 2017 กับทีม Monster Yamaha Tech3 ซึ่งเป็นทีมแซทเทิลไลท์ของยามาฮ่า โดยในการแข่งขันฤดูกาลดังกล่าว เจ้าตัวสามารถคว้ารางวัล “Rookie of the Year” และทำได้ถึง 3 โพเดียม (ขึ้นโพเดียมในอันดับ 2 ที่ฝรั่งเศสและมาเลเซีย และอันดับ 3 ที่บาเลนเซีย) ก่อนที่จะย้ายไปสู่ทีม Red Bull KTM Factory Racing ในปี 2019, Avintia Esponsorama Racing ในปี 2020, Pramac Racing ในปี 2021 และทีม LCR Honda ในปัจจุบัน ความสำเร็จของโยฮัน ซาร์โก นักบิดสัญชาติฝรั่งเศสรายนี้สามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขัน MotoGP ครั้งแรกในปี 2023 ที่ประเทศออสเตรเลีย ก่อนจะย้ายจากทีม Pramac ไปยังทีม LCR แต่ผลงานของเขาในการแข่ง MotoGP 2024 อาจจะดูไม่ค่อยเป็นใจสักเท่าไหร่ เพราะด้วยเรื่องของสมรรถนะของรถ Honda RC213V ที่อาจจะยังมีความเป็นรองกับคู่แข่งอย่าง Ducati “จากปี 2017 ถึง 2023 มันใช้เวลานานมาก พวกเราคิดว่าชัยชนะอาจจะไม่มีวันมาถึง ดังนั้นเมื่อผมชนะการแข่งขัน เราก็พูดได้ว่ามันเหมือนกับการปลดปล่อยความกดดันที่สะสมมานาน” โดยซาร์โก จะยังคงเป็นนักบิดให้กับทีม LCR Honda Team เป็นฤดูกาลที่สองในการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาล 2025 โดยมีเพื่อนร่วมทีมคนใหม่อย่าง ก้อง สมเกียรติ จันทรา นักบิดสัญชาติไทยคนแรกที่ได้เลื่อนขึ้นมาสู่คลาสพรีเมียร์ในการแข่งขันรายการ MotoGP ลำดับอายุนักแข่ง MotoGP 2025 ชื่อนักแข่ง ทีม อายุ Johann Zarco LCR Honda 34 ปี Marc Marquez Ducati Lenovo Team 31 ปี Franco Morbidelli Pertamina Enduro VR46 Racing Team 30 ปี Miguel Oliveira Prima Pramac Yamaha 29 ปี Maverick Viñales Red Bull KTM Tech3 29 ปี Jack Miller Prima Pramac Yamaha 29 ปี Brad Binder Red Bull KTM Factory Racing 29 ปี Alex Rins Monster Energy Yamaha MotoGP™ 29 ปี

Honda คว้าชัย MXGP 2023 ในเรซ 2 ประเทศอาร์เจนติน่า “รูเบน เฟอร์นานเดซ” พร้อมควง Honda CRF450R เปิดตัวได้ยอดเยี่ยมจากTeam HRC จาก Honda คว้าชัย MXGP 2023 เรซ 2 ที่อาร์เจนตินา “รูเบน เฟอร์นานเดซ” เปิดตัวกับ Team HRC ได้อย่างยอดเยี่ยมในการแข่งขันรถจักรยานยนต์วิบากชิงแชมป์โลก รายการเอฟไอเอ็ม โมโตครอส เวิล์ด แชมเปี้ยนชิพ สนามแรกที่อาร์เจนตินา ด้วยการคว้าชัยชนะได้ทันที ด้วยสุดยอดตัวแข่งอย่าง CRF450R แม้ว่าก่อนเริ่มต้นฤดูกาล ฮอนด้าต้องพบกับความท้าทายอย่างมากเมื่อ “ทิม ไกจ์เซอร์” ยอดนักบิดมือหนึ่งของทีมได้รับบาดเจ็บ เหลือเพียง “รูเบน เฟอร์นานเดซ” ที่พึ่งเข้ามาสู่ทีมเป็นปีแรกเท่านั้น การแข่งขันสนามเปิดฤดูกาล MXGP 2023 ดวลทางฝุ่นกันที่ประเทศอาร์เจนตินา ในรายการ MXGP of Patagonia – Argentina ความมุ่งมั่นของฮอนด้าและสมรรถนะตัวแข่ง CRF450R ได้พิสูจน์ศักยภาพอีกครั้ง ซึ่งฤดูกาลนี้มีคะแนนสะสมให้เก็บในรอบการคัดเลือก เพื่อหาอันดับการออกสตาร์ท “รูเบน เฟอร์นานเดซ” สามารถคว้าอันดับ 4 คะแนนสะสม 7 แต้มมาครอง การแข่งขันเรซแรก “รูเบน เฟอร์นานเดซ” พร้อมด้วย Honda CRF450R หมายเลข 70 โชว์ศักยภาพอันน่าทึ่งทันที ด้วยการรั้งกลุ่มนำพร้อมมีลุ้นอันดับโพเดียม อย่างไรก็ตามความผิดพลาดเล็กน้อยในช่วงปลายเกมส์ นักบิดดาวรุ่งชาวสเปนของ HRC จบอันดับ 5 เมื่อจบการแข่งขัน การแข่งขันเรซที่สอง ”รูเบน เฟอร์นานเดซ” เริ่มต้นการแข่งขันได้อย่างยอดเยี่ยม ขึ้นนำพร้อมปิดเกมส์คู่แข่ง ก่อนที่จะคว้าชัยชนะ ไปครองได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งผลการแข่งขันรวมทั้ง 2 เรซ “รูเบน เฟอร์นานเดซ” จาก Team HRC เป็นนักแข่งที่ทำผลงานรวมได้ยอดเยี่ยมที่สุด โดยรวมแต้มสะสมและจากการจับเวลารอบคัดเลือก มีคะแนนทั้งสิ้น 48 คะแนน รั้งอันดับ 2 ในตารางคะแนนชิงแชมป์โลก สำหรับโปรแกรมการแข่งขัน MXGP 2023 สนาม 2 จะมีขึ้นในวันที่ 26 มีนาคมนี้ ที่ ริโอลา ซาร์โด ประเทศอิตาลี แฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยสามารถติดตามข่าวสารของนักบิดฮอนด้าได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม : www.facebook.com/HondaRacingTeamTH #WhatStopsYou #มุ่งไปอย่าให้อะไรมาหยุด #MotorSport #MXGP #HRC #RaceToTheDream #Honda อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปค BMW M1000R 2023 สปอร์ตโรดสเตอร์พิกัดเรือธง BMW M1000R 2023 รถมอเตอร์ไซค์สปอร์ตโรดสเตอร์พิกัดเรือธง มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมัน ให้พละกำลังสูงสุด 210 แรงม้า โดดเด่นด้วยชุดแต่ง M Competition ยกระดับสมรรถนะตัวรถให้สูงยิ่งขึ้น ราคา 1,599,000 บาท สเปค, สเป็ก วิงก์เล็ต โช้คหน้าหัวกลับและคาลิเปอร์เบรก M กุญแจคีย์เลส หน้าจอ TFT โช้คหลังเดี่ยวพร้อมระบบ DDC ไฟ LED สเปค BMW M1000R 2023 และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 999 ซีซี แรงม้า (เคลม) 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 113 นิวตันเมตรที่ 11,100 รอบ ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 49.7 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 13.3 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน พร้อมระบบคลัตช์ anti-hopping ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-ZR17 (ล้อแม็กคาร์บอน) แบบไม่ใข้ยางใน ยางหลัง 200/55-ZR17 (ล้อแม็กคาร์บอน) แบบไม่ใข้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ขนาด 45 มม. พร้อมระบบ Dynamic Damping Control (DDC) ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม พร้อมโช้คเดี่ยว และระบบ Dynamic Damping Control (DDC) เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก M (ABS) เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก M (ABS) กว้าง X ยาว X สูง 996 x 2,085 x 1,176 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,455 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 830 ม.ม. น้ำหนักรถ 199 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 16.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ น้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วออกเทน 95-98 เทคโนโลยี ควิกชิฟเตอร์ โหมดการขับขี่ Pro Riding Modes กุญแจคีย์เลส ระบบครูซคอนโทรล ระบบไฟส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง ระบบตรวจสอบความดันลมยาง ระบบอุ่นมือ หน้าจอ TFT สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น M1000R 2023 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัวกันเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ สเปก Kawasaki Ninja 650 2020 ที่แฟนๆชาวไทยต่างก็อดใจรอกันอยู่พักใหญ่ๆสำหรับรถ บิ๊กไบค์ สายสปอร์ตขนาดกลาง เครื่องยนต์ 650 ซีซี ที่จะมีลูกเล่นอะไรใหม่มาให้สายเขียวได้ลอง ได้ชมกันบ้าง สำหรับ สเปก Kawasaki ninja 650 2020 มาดูกันที่รูปร่างหน้าตา ที่มีการอัพเกรดไฟหน้าคู่แบบใหม่เป็น LED ทั้งคู่สว่างกว่าเดิมอย่างแน่นอน รวมไปถึงหน้าจอเรือนไมล์ที่เป็น TFT จอสีแสดงมาตรวัดทุกอย่างแบบดิจิทัลทั้งหมด ที่แสดงผลรอบเครื่องยนต์ ความเร็ว ตำแหน่งเกียร์ ความร้อนเครื่องยนต์ มาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิงชัดเจนทั้งกลางวันและกลางคืน และยังสามารถเชื่อมต่อกับ สมาร์ทโฟนได้ผ่านทาง Bluetooth โดยสามารถควบคุมทั้งหมดผ่านทางแอฟพลิเคชั่น RIDEOLOGY นั้นเรามาดูกันที่เครื่องยนต์กันต่อ เพราะน่าจะเป้นหัวใจหลักที่สำคัญสำหรับการเลือกซื้อรถคันนี้ เครื่องยนต์ ขนาด 2 สูบ 649 ซีซี DOCH 4 วาว์ล ระบายความร้อนด้วยน้ำ เกียร์ 6 Speed ตัวรถคันนี้จะสามารถบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 15 ลิตร ช่วงล่างด้านหน้าแบบ เทเลสโคปิค ยังคงไม่อัพเกรดเป็นแบบ Up-side down แต่มีแกนโช้คอัพที่มีขนาดใหญ่ 41 มิลลิเมตร ไม่สามารถปรับตั้งค่าความหนืดได้ ส่วนโช้คอัพด้านหลังเป็นแบบเดี่ยว สามารถที่จะปรับค่าพรีโหลดได้ มาพร้อมกับยางสายสปอร์ตที่ติดมาให้จากโรงงาน อย่าง Dunlop Sportmax Roadsport2 ที่มีขนาดยางหน้า 120/770 17 และยางหลัง 160/60 17 สร้างความมั่นใจในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงระบบเบรคคาลิปเปอร์หน้าอย่าง nissin จับกับจานเบรคแบบดิสคู่ ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 300 มิลลิเมตร เบรคหลังคาลิบเปอร์เบรค จับกับจานดิสเส้นผ่านศูนยืกลางขนาด 220 มิลลิเมตร พร้อมระบบความปลอดภัย ABS จาก Kawasaki ทางด้านน้ำหนักรวม 419 ปอนด์หรือราว 190 กิโลกรัมและสำหรับรุ่นที่มี ABS จะมีน้ำหนักรวมที่ 423 ปอนด์หรือราวๆ 192 กิโลกรัม ซึ่งก็ถือเป็นน้ำหนักที่รวมของเหลวภายในตัวรถแล้วมีน้ำหนักที่ไม่มากจนเกินไป สำหรับสีที่เพิ่งจะเปิดตัวไปนั้นมี 3 สี ได้แก่ สีดำ,สีขาว,และสีพิเศษ ลวดลายตัวแข่งอย่าง Kawasaki Racing Team KRT สำหรับทั้งหมดทั้งมวลที่เขียนมานั้นคือสเปกที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการ จากฝั่งยุโรป ส่วนประเทศไทยคงจะรออีกไม่นานนี้อาจจะได้เห็นตัวเป็นๆกันในงานใหญ่ปลายปีรึป่าวก็ต้องรอชมกันต่อไป ส่วนใครสาวกสายเขียว กำเงินรอได้เลย มาแน่!! อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

“ยามาฮ่า” จัดมีทติ้งสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “รอสซี่ – บีญาเลส” แท็กทีม “มอร์บิเดลลี่ – การ์ตาราโร่” ใกล้ชิดกองทัพแฟนโมโตจีพีชาวไทยอย่างใกล้ชิด บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เอาใจสาวกมอเตอร์สปอร์ต ต้อนรับศึกรถจักรยานยนต์ทางเรียบอันดับ 1 ของโลก ที่มีคิวยกพลดวลความเร็วบนสังเวียนระดับโลกของประเทศไทย ระหว่างวันที่ 4 – 6 ตุลาคม 2562 นี้ ยามาฮ่าจัดหนักโหมโรงด้วยการดึงตัวนักบิดดาวดังระดับโลกนำทัพโดย วาเลนติโน่ รอสซี่ #46 และ มาเวริค บีญาเลส #12 ดูโอ้นักบิดในสังกัด มอนสเตอร์ เอเนอร์จี ยามาฮ่า โมโตจีพีพร้อมด้วย รุกกี้ทีมแซทเทิลไลท์อย่าง ฟาบิโอ การ์ตาราโร่ #20 และ ฟรังโก้ มอร์บิเดลลี่ #21 ให้แฟนๆ ชาวไทยได้กระทบไหล่อย่างใกล้ชิดก่อนเปิดศึกไทยแลนด์จีพี 2019 ท่ามกลางแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยที่มาร่วมต้อนรับอย่างคับคั่ง สำหรับกิจกรรม Pre-MotoGP MEET & GREET ครั้งนี้ เป็นการดึงตัวนักบิดระดับโลกของทีมในสังกัดยามาฮ่าให้แฟนๆ ได้ร่วมกระทบไหล่กับนักบิดในดวงใจอย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นการต้อนรับการแข่งขันโมโตจีพีในประเทศไทยเป็นปีที่ 2 สร้างความตื่นตัวให้กับแฟนความเร็วชาวไทย และชาวต่างชาติอย่างมากที่มารอกระทบไหล่กับนักบิดซูเปอร์สตาร์ระดับโลกในดวงใจ สำหรับนักบิดระดับโลกในศึกโมโตจีพีที่มาร่วมโชว์ตัว พร้อมให้แฟนๆ ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ในครั้งนี้นำโดยคู่หูจาก มอนสเตอร์ เอเนอร์จี ยามาฮ่า โมโตจีพี อย่าง “เดอะด็อกเตอร์” วาเลนติโน่ รอสซี่ #46 นักบิดอิตาเลียนเจ้าของบัลลังก์แชมป์โลก 9 สมัย และ “ท็อปกัน” มาเวริค บีญาเลส #12 นักบิดสุดหล่อชาวสเปน รวมถึง 2 นักบิดในสังกัดปิโตรนาส ยามาฮ่า เอสอาร์ที อย่าง ฟาบิโอ การ์ตาราโร่ #20 นักบิดดาวรุ่งเฟรนช์แมนที่โชว์ฟอร์มสุดร้อนแรงในปีแรกบนเวทีพรีเมียร์คลาส พร้อมด้วย ฟรังโก้ มอร์บิเดลลี่ #21 นักบิดดาวรุ่งอิตาเลียน รวมถึงนักแข่งชาวไทยดีกรีแชมป์อีกหลายคนในสังกัด ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม ที่มาร่วมสร้างสีสันในงานด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ยังเตรียมของที่ระลึกสุดพิเศษให้แฟนมอเตอร์สปอร์ตได้ลุ้นติดไม้ติดมือกลับบ้าน ด้วยกิจกรรมหลากหลายภายในงาน เช่น Lucky Draw Big -Black – Box ที่เปิดโอกาสให้ใกล้ชิดเหล่านักบิดระดับโลก พร้อมรับเสื้อที่มีลายเซ็นนักบิดในดวงใจเองกับมือ เพื่อใส่ไปร่วมเชียร์ ศึกพีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2019 นอกจากนี้ยังมีของรางวัลแจกภายในงานอีกเพียบ! อาทิ ร่วมลุ้นบัตรเข้าชม MotoGP และของที่ระลึกต่างๆ พร้อมทั้ง พบปะกับเพื่อนใหม่ ในคอมมูนิตี้สไตล์ไบค์เกอร์สายสปอร์ตอีกด้วยเช่นกัน โดยงาน Pre-MotoGP MEET & GREET ในครั้งนี้จัดขึ้นแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ บริเวณหน้าศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา เมื่อเร็วๆ นี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่

Kawasaki Road Racing Championship 2019 Round 3 การแข่งขัน Kawasaki Road Racing Championship 2019 KRRC สนามที่ 3 ระหว่างวันที่ 28-29 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา ณ สนามไทยแลนด์เซอร์กิต จ.นครปฐม โดยทางคาวาซากิมีความตั้งใจอันดีเพื่อที่จะส่งมอบความสนุกสนานความตื่นเต้นและเร้าใจให้กับกลุ่มลูกค้าชาวไบค์เกอร์ผู้ชื่นชอบ และหลงใหลในเรื่องของการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบ ได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ในสนามแข่งขันชั้นนำระดับประเทศพร้อมเพิ่มทักษะและอัพสกิลการขับขี่อย่างปลอดภัยอีกด้วย บรรยากาศตอนเช้าค่อนข้างร้อนและชื้น แต่ก็ไม่มีผลต่อการแข่งขันรวมถึงกลุ่มรถของชาว Kawasaki ที่ขับขี่มาร่วมงาน Kawasaki Road Racing Championship 2019 สนามที่ 3 กันอย่างคับคั่งมากมายหลากหลายรุ่นเหมือนพี่น้องค่ายยักษ์เขียวได้มาพบปะสังสรรค์รวมกัน ทำให้บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยมิตรภาพอบอุ่นกันเองสุดๆทั้งในส่วนของลูกค้าของ Kawasaki และทีมงานของ Kawasaki เองด้วยเช่นกัน โดยการแข่งขันจะมีหลากหลายรุ่นของทางค่าย Kawasaki อาทิเช่น Kawasaki Ninja ZX-10R ST2 Kawasaki Ninja ZX-10R ST3A Kawasaki Ninja ZX-10R ST3B Kawasaki Ninja ZX-6R Kawasaki Naked 900 Kawasaki Ninja 400 Kawasaki Ninja 250/300 บรรยากาศในการแข่งขันในสนามของแต่ละรุ่นก็ดุเดือดเร้าใจไม่แพ้กัน แม้การแข่งขันเป็นไปอย่างดุเดือดขนาดไหนก็ตาม ในสนามคือการแข่งขันแต่หลังจบการแข่งขันมิตรภาพและรอยยิ้มยังมีให้กันเสมอ ทั้งนี้บรรยากาศภายในสนามยังมี ขวัญใจของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ของค่าย Kawasaki อย่าง “ติ๊งโน๊ต” ฐิติพงศ์ วโรกร นักแข่ง1เดียว ใน WORLDSBK ของทางค่าย Kawasaki ใช้เลขการแข่งขัน เบอร์ 100 มาพร้อมกับรถรุ่น Kawasaki ZX-10RR เข้ามาขับขี่ในสนามด้วยทำให้บรรยกาศในสนามคึกคักมากขึ้นพร้อมสร้างความประทับใจจากผู้เข้าร่วมการแข่งขันและกองเชียร์รอบนอกสนามได้อย่างดีโดยช่วงที่ทีมงานเรา SuperBikemag ได้ LIVE สด นั้น ได้เข้าไปสัมภาษณ์อย่างใกล้ชิด กับ“ติ๊งโน๊ต” ฐิติพงศ์ วโรกร ว่าหลังจาการขับขี่ในสนามในช่วง Race1 เป็นอย่างไรบ้าง “ติ๊งโน๊ต” ฐิติพงศ์ วโรกร ได้กล่าวว่า ในการลงสนามใน Race1 นั้นอากาศค่อนข้างร้อนแต่ไม่ใช่อุปสรรคในการขับในครั้งนี้ ครั้งนี้ถึงแม้ว่าไม่นับอยู่ในการแข่งขันแต่ทางทีมก็แอบจับเวลาอยู่ หลังพูดจบพร้อมยิ้มอย่างมีความสุข นอกเหนือจากการแข่งขันยังมีกิจกรรมพิเศษ Riders Training โดยมีการฝึกสอนของ Mr.Fujiwara ผู้จัดการทีม Kawasaki Thailand Racing Team และอดีตแชมป์ระดับเอเชีย ให้ความรู้ทักษะการขับขี่ในการแข่งขัน และเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด พร้อมด้วยกิจกรรม Circuit Fun Ride ซึ่งเป็นกิจกรรม สำหรับลูกค้าผู้ใช้จักรยานยนต์ Kawasaki สามารถนำรถจักรยานยนต์ของตัวเองลงขับขี่ในสนามแข่งขันจริงเพื่แที่จะเพิ่มประสบการณ์ความแปลกใหม่พร้อมกับรถคู่กายทำให้รู้สึกถึงลิมิตตัวเองและรถที่ใช้ โดยการขับขี่จะคำนึงถึงความปลอดภัยเป้นหลัก ในส่วนของภายในบบรรยากาศบูทร้านค้าของงาน Kawasaki Road Racing Championship 2019 Round 3 นั้นมีบูทบรรยากาศมากมายให้ผู้เข้าแข่งขันรวมถึงชาวKawasaki ที่เข้าร่วมกิจกรรมได้เดินชมและซื้อสินค้ากันอย่างมากมาย อาทิ เช่น บริษัท วาย.เอส.เอส.(ประเทศไทย)จำกัด ผู้ผลิตและพัฒนาโช้คอัพรถมอเตอร์ไซค์ คุณภาพระดับโลก บริษัท ไดโด สิทธิผล จำกัด ผู้ผลิตโซ่คุณภาพ, บริษัท อีโนเวรัเบอร์(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและพัฒนายางรถจักรยานยนต์คุณภาพ, บริษัท โททาล ออยล์ (ประเทศไทย) จํากัด ผู้จัดจำหน่ายน้ำมันเครื่องเอลฟ์ ในส่วนของ Kawasaki Road Racing Championship ในสนามที่4 สนามต่อไป จะจัดขึ้น ในสนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ในวันที่ 20-21 มกราคาม พ.ศ. 2563 ห้ามพลาดเด็ดขาดรับประกันดุเดือดไม่แพ้ KRRC สนามที่ 3 อย่างแน่นอน!! สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติม ได้ที่ เว็บไซต์ www.kawasaki.co.th แฟนเพจ https://www.facebook.com/KawasakiRoadRacing/ https://www.facebook.com/KawasakiMotorsThailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่

เอ.พี. ฮอนด้า ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์ครอบครัวของเมืองไทย ด้วยการเปิดตัว New Honda Wave125i พร้อมสีใหม่ “Blue Metallic” ภายใต้คอนเซปต์ “The Superior of All Time โดดเด่นสมค่าแห่งผู้นำ” ด้วยแรงบันดาลใจจากยานยนต์ระดับไฮคลาสสู่รถจักรยานยนต์ครอบครัวระดับพรีเมี่ยม ดึงดูดทุกสายตาด้วยสีน้ำเงินเมทัลลิกตัดกับเบาะและอินเนอร์สีแดงอย่างลงตัว ดูสง่างามทุกมุมมองด้วยรูปลักษณ์แบบ Superior Design ที่เน้นความปราดเปรียวหรูหรา ทันสมัยด้วยไฟหน้าแบบ LED พร้อมหน้าปัดเรือนไมล์เรียบหรู สะดวกสบายด้วย U-Box ขนาด 17 ลิตร ใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้ ทั้งยังใช้งานง่ายด้วย Seat Opener & Key Shutter ขับขี่สนุกและประหยัดด้วยเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 125ซีซี หัวฉีด PGM-FI ตอบสนองทันใจแต่มีอัตราประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 69 กม./ลิตร (วัดตามมาตรฐาน EURO4 ใหม่) พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ Honda Wing Center ทั่วประเทศ รุ่นล้อแม็กมีให้เลือก 4 สีได้แก่ น้ำเงิน-แดง, เทา-แดง, ดำ-แดง, ขาว-แดง ราคาแนะนำ 55,600 บาท และรุ่นล้อลวดมีให้เลือก 3 สีได้แก่ แดง-ดำ, ดำ, น้ำเงิน-ดำ ราคาแนะนำ 53,400 บาท ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.aphonda.co.th อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้ #Honda #Wave125i #TheSuperirorOfAllTime #BlueMetallic #Whatstopsyou?

มาถึงรถที่น่าจับตามองที่สุดสำหรับขาลุยประเทศไทย สำหรับเจ้า Yamaha Tenere 700 ที่มีเสียงเรียกหาอย่างมากมาย อีกไม่กี่วันนี้ได้มีข่าวดี เห็นตัวเป็นๆอย่างแน่นอน ในงานใหญ่ปลายเดือนนี้ สำหรับคันนี้จอดโชว์ใน บูทยามาฮ่า ในงาน Eicma 2019 เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี สีแดง-ขาว ที่ดูจะโดดเด่นเกินคันอื่นๆ (แล้วแต่คนชอบนะครับ) ที่มีสีดำและสีน้ำเงิน จอดอยู่ข้างๆ คันนี้มาพร้อมกับชุดแต่ง มาดูกันที่ด้านหน้าที่ถูกแต่งเสริมเติมหล่อด้วยไฟส่องนำทาง แบบ Fog lamp 1 คู่ถูกติดตั้งอยู่ทางด้านล่างของโคมไฟด้านหน้า ส่องสว่างเห็นทางได้กว้างและไกลขึ้น มาต่อกันที่ท่อไอเสียที่เป็นของแต่งตรงรุ่นจากโรงงาน แบรนด์ Akrapovic for Tenere 700 ที่ออกแบบและพัฒนามาคู่บุญกับโมเดลนี้เลย สำหรับผมแล้วถือว่าลงตัวดูมากๆเลยละครับ รู้สึกได้ถึงฟิว dakar rally โช้คหลังถูกปรับเปลี่ยนจากเดิมเป็น Ohlins Subtank ที่มีรีโมทแยกออกจากตัวโช้คสามารถปรับค่า ความหนืดได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับสายลุย เวลาที่ต้องใช้ไม่จพเป็นต้องใช้เครื่องมือ เพียงแค่ใช้มือปรับง่ายๆ เท่านั้น ก้านเบรคและก้านคลัทซ์ ถูกเปลี่ยนเป็น gilles tooling มีขนาดที่สั้นลงกว่าเดิม สามารถปรับระยะก้านได้ นั้นหมายความว่าดีขึ้น เมือถึงเวลาที่กำเข้าไป เราจะใช้เพียงแค่ 2 นิ้วเท่านั้น ยังเหลือนิ้วอีก 2 นิ้ว ที่ยึดแฮนด์ไว้กันหงายหรือหลุดออกจากแฮนด์ สำหรับ สเปค Yamaha Tenere 700 (Eu spec) เครื่องยนต์ 4 จังหวะ Crossplane (CP2) 2 สูบ 689 ซีซี DOCH เกียร์ 6 สปีด โช้คหน้าแบบ Up-side down โช้คหลังเดี่ยวแบบ คอล์ยสปริง (ในรูปคือของแต่ง Ohlins) เบรคหน้าจานดิสคู่ ขนาด 282 มิลลิเมตร เบรคหลังดิส ขนาด 245 มิลลิเมตร ยางหน้า 90/90 ขอบ 21 ยางหลัง 150/70 ขอบ 18 น้ำหนัก 204 กิโลกรัม บััจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง 16 ลิตร ** โช้ค Ohlins,ท่อ Akraprovic, ไฟหน้าแบบ fog lamp และก้านเบรค,มือคลัทช์ Gilles tooling เป็นของแต่งเพิ่มเติม แต่งมาให้เป็นแนวทางสำหรับสาย Rally ส่วนราคาที่จัดจำหน่ายในประเทศไทยยังไม่มีการเปิดเผยอย่างแน่ชัดอาจจะเป็นเพียงการเทียบเรทเงินยูโร ที่เป็นราคาขายทางฝั่งยุโรบ ณ ตอนนี้ เปิดราคาอยู่ 9,799 ยูโร หรือตีเป็นเงินไทยแบบไม่รวมภาษี จะอยู่ที่ 334,000 บาท อดใจอีกนิด เดียวคนไทยมีเซอร์ไพส์อย่างแน่นอน ขวัญใจสายลุย!! อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

สำหรับคันนี้ Yamaha MT-10 SP ที่จอดโชว์อยู่ในงาน Eicma 2019 ถือว่าเป็น SuperNaked อีก 1 คันที่ได้รับความสนใจไม่ใช่น้อย เพราะว่ามีของแต่งสเปค R1M ทั้งโช้ค และท่อ ที่ถูกแต่งเสริม เติมหล่อ มาจากโรงงานเต็มๆ คันนี้เป็นสี Icon Performance ที่ตัวถังน้ำมันเป็นสีอลูมิเนียม ขัดเงาตัดกับสีน้ำเงิน มาพร้อมกับล้อ 5 ก้านสีน้ำเงิน และโช้คหน้าสีทอง Ohlins ที่จะมีทองตัดทำให้ดู สปอร์ต มายิ่งขึ้น การออกแบบเป็นโทนเดียวกับ Yamaha R1M มาพร้อมกับหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่มีชิวขนาดเล็กติดมาดูดุลงตัว ในส่วนของเรือนไมล์ เป็นแบบ TFT มีความคมชัดทั้งกลางวันและกลางคืน ฟังก์ชั่น และลูกเล่นสวยงาม ชุดแฮนด์บาร์ถูกเสริมหล่อด้วยชุดปะกับของ Yamaha R1M พร้อมกับมือเบรค และมือคลัทช์ที่เปลี่ยนจากเดิมเป็นของ Lightech มาดูที่เครื่องยนต์ 4 สูบ Crossplane ขนาดความจุ 998 ซีซี ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของทางยามาฮ่า ให้กำลังแรงม้าที่ 158 แรงม้าที่ 11,500 รอบ/นาที แรงบิดอยู่ที่ 111 นิวตันเมตร ที่ 9,000 รอบ/นาที มาพร้อมกับเกียร์ 6 สปีด สามารถใส่เกียร์ได้เลย ไม่ต้องกำคลัทช์เพราะมี Quick shifter ช่วงล่างเอาของ Yamaha R1M มาใส่เลยก็ว่าได้ สำหรับโช้คหน้าไฟฟ้า Ohlins แบบ up-side down เส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 43 มิลลิเมตร และโช้คหลังกึ่งไฟฟ้า Ohlins แบบ Subtank ที่ยึดอยู่ระหว่างเฟรมกับสวิงอาร์มแบบอลูมิเมียน น้ำหนักเบา ระบบเบรคหน้าแบบดับเบิ้ลดิส floating ขนาด 320 มิลลิเมตร พร้อมกับคาลิปเปอร์เบรคแบบเรเดี้ยนเมาส์ 4 พอร์ท ขนาดของวงล้อแม็กหน้า 17 นิ้ว ที่ให้มากับยางสปอร์ตขนาด 120/70 ZR เบรคหลังเป็นแบบดิสเบรคขนาด 220 มิลลิเมตรจับด้วยคาลิปเปอร์ 1 พอร์ทของ Nissin ขนาดของวงล้อแม็กด้านหลังมีขนาด 17 นิ้ว ให้ยางสปอร์ตติดมาขนาด 190/55 ZR เสริมหล่อด้วยท่อ Akrapovic ที่เลเซอร์ MT-10 มาให้ด้วยเลยจากโรงงาน สำหรับ Yamaha MT-10 SP คันนี้บรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 17 ลิตร มีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 212 กิโลกรัม ต้องบอกว่าคันนี้คือ SuperNaked อีก 1 คันที่น่าสนใจเลยละครับ ทั้งหล่อ แรง ราศีจับแน่นอนถ้าได้มาครอบครอง สำหรับคันนี้ถูกเสนอค่าตัวที่ประเทศอิตาลีเป็นเงิน ยูโร ที่ 16,499 ยูโร ถ้าคิดเป็นเงินแล้วจะอยู่ที่ 5 แสน (ไม่รวมภาษี) ถือว่าเป็นราคาที่สามารถจับต้องได้เลยละครับ สำหรับรถ SuperNaked สเปคเทพแบบนี้ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้