SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อธิบดีพลังงานขอโทษ! ยืนยันน้ำมันไทยไม่ขาดแคลน หลังเกิดวิกฤตหัวจ่ายแห้งหลายจุด แจงเกิดจากความผิดพลาดในการส่งให้จ็อบเบอร์ช่วงปรับราคาใหม่

เสริมทัพส้ม!! KTM ประกาศร่วมพาร์ทเนอร์กับ WRS อีกหนึ่งข่าวดีสำหรับค่ายส้ม KTM ประกาศร่วมพาร์ทเนอร์กับ WRS สำหรับการซัพพอร์ตการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตให้กับทีม KTM Factory Racing โดยทางแบรนด์พร้อมสนับสนุนวินชิลด์สำหรับการแข่งขัน พร้อมติดตั้งบนตัวแข่ง RC16 ของสองนักแข่งทีมโรงงานอย่าง Brad Binder และ Pedro Acosta ในฤดูกาลนี้ “ขอขอบคุณ WRS และทีมงานที่ช่วยซัพพอร์ตสนับสนุนการแข่งขันโมโตจีพีในปี 2025 สำหรับชิลด์หน้าซึ่งนอกจากใช้ในการแข่งขันแล้ว ยังถูกบรรจุติดตั้งลงในตัวเทสสำหรับการทดสอบ โดยรวมแล้ว ชิ้้นส่วนต่าง ๆ มีคุณภาพสูงและตรงสเปคตามความต้องการของเราอีกด้วย นอกจากนี้ เราขอชื่นชมสำหรับการทำงานเชิงรุกและการเป็นพาร์ทเนอร์ที่ยอดเยี่ยม หวังว่าจะบรรลุเป้าหมายไปพร้อมกัน” Aki Ajo ผู้จัดการ Red Bull KTM Factory Racing กล่าว โดยพาร์ทดังกล่าวจะช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์การมองเห็นได้ดียิ่งขึ้น อย่างที่กล่าวไปแบรนด์ของ WRS จะถูกโปรโมทบนตัวแข่งขันหมายเลข 33 และ 37 รวมถึงจุดอื่น ๆ ตลอดทั้งฤดูกาลแข่งขัน “เรารู้สึกภูมิใจที่ได้ร่วมพาร์ทเนอร์กับ Red Bull KTM Factory Racing โดยการแข่งขันครั้งนี้จะเป็นแรงผลักดันสู่การพัฒนานวัตกรรมของเรา และความร่วมมือครั้งนี้เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอโซลูชันสมรรถนะสูงให้กับทีมแข่งระดับแนวหน้า ไปพร้อมกับนักแข่งหัวแถวอย่างเปรโด อคอสต้าและแบรด บินเดอร์ แน่นอนว่าจะต้องเป็นการแข่งขันที่สนุก” Nicolas Zavoli, CEO ของ WRS กล่าว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ดิ จิอันนานโตนิโอ ภูมิใจขี่ GP24 เหมือนหลุดไปอยู่อีกโลก ดิ จิอันนานโตนิโอ เจ้าของหมายเลข 49 จากทีม VR46 Racing Team ที่หากจากอาการบาดเจ็บที่ไหปลาร้า แล้วลงทำศึก ThaiGP พร้อมคู่ใจคันใหม่อย่าง Ducati GP24 ที่เจ้าตัวออกมายอมรับว่าการที่ได้ขับขี่ในเครื่องยนต์เจนใหม่ มันแตกต่างจาก GP23 โดยสิ้นเชิง หลังจากที่ ‘ดิเจีย’ ได้รับอาการบาดเจ็บทำให้เจ้าตัวพลาดการทดสอบพรีซีซันเกือบทั้งหมด โดยนักแข่งเจ้าของหมายเลข 49 รายนี้บาดเจ็บตั้งแต่การทดสอบวันแรกที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ทำให้เจ้าตัวพลาดการทดสอบทั้งที่สนามเซปัง และการทดสอบในรอบบุรีรัมย์ เทสต์ แม้จะกลับมาได้จากอาการบาดเจ็บแต่เจ้าตัวก็เหมือนจะยังดูไม่สามารถกับตัวแข่งคันใหม่ได้มากนัก เพราะในการแข่งขันรอบ Sprint Race สนามแรกของฤดูกาล ในการแข่งขัน ThaiGP25 เขาก็ประสบปัญหาเกี่ยวกับความร้อนจากตัวรถ และอากาศที่สนามช้างเล่นงานนักแข่งในประเทศไทยอย่างหนัก “ผมถูกเผาที่มือ ขา คอ โดนเผาไปหมดเลย—ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน” “ภูมิใจในทีม ภูมิใจในตัวเอง และภูมิใจในทีมงานที่บ้าน เราสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมา” “การแข่งใน MotoGP โดยที่แทบไม่รู้จักรถเลย ไม่ได้ทดสอบอะไรเลยกับ GP24 และไม่มีโอกาสฝึกซ้อมเพราะอาการบาดเจ็บ—สภาพร่างกายช่วงบนของผมแทบเป็นศูนย์ ผมไม่ได้วิดพื้นมา 6 เดือน ตั้งแต่บาดเจ็บครั้งแรกที่ออสเตรียเมื่อปีที่แล้ว” “จากนั้นผมต้องมาแข่งที่นี่ในสภาพแบบนี้—อากาศร้อนเหมือนนรก ไฟแทบลุกบนแทร็กเลย! ดังนั้นเราพูดได้เลยว่าเราทำงานได้ยอดเยี่ยมจริง ๆ ศักยภาพของเราคือการทำเวลาให้เร็วได้ แม้ว่าผมจะสตาร์ทไกลจากกลุ่มนำก็ตาม แม้แต่ช่วงเช้าวันนี้ก็ยังทำเวลาได้ไม่เลวเลย” GP23 และ GP24 มันช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้ว่า ดิ จานนานโตนิโอ จะยังไม่ได้ทดสอบตัวแข่งคันใหม่ของค่ายอย่าง GP24 อย่างเต็มรูปแบบ แต่การได้ลองใช้แข่งในการแข่งขันรอบ Sprint Race ในการแข่งขันสนามไทยจีพี ก็ทำให้เขานั้นทึ่งในประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับ GP23 ของปีที่แล้ว “มันดีขึ้นมาก มันดีขึ้นมากจริง ๆ” “ปีที่แล้ว ผมคุยกับเพื่อนร่วมทีมบางคน พวกเขาก็บอกว่า GP23 มันก็แทบจะเหมือนกับ GP24 เลย แต่เปลี่ยนแค่บางอย่างเล็กน้อยเท่านั้น” “แต่เมื่อผมลองมาใช้ GP24 แข่งขัน มันเหมือนอยู่คนละโลกเลย มันเร็วขึ้นมาก อีกทั้งพละกำลังยังมากเหลือล้นสุด ๆ และการเข้าโค้งมันก็ยังทำได้ดีขึ้นมากอีกด้วย” นักบิดสัญชาติอิตาลี เจ้าของหมายเบข 49 รายนี้จะลงแข่งขันในสนามที่สองของฤดูกาล 2025 ที่สนาม Termas de Río Hondo ประเทศอาร์เจนติน่า ในช่วงระหว่างวันที่ 14-16 มีนาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda RC213V 2024 มีสเปกยังไง ไปส่องกัน ยังคงใช้รหัสเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง สำหรับตัวแข่งระดับตำนานอย่าง Honda RC213V แต่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เปิดตัวมาเมื่อปี 2012 ทีนี้มีสเปกอะไรยังไงน่าสนใจ เราจะพาไปส่องกันครับ บอดี้เวิร์ค บอดี้เวิร์คหรือว่าแฟริ่งของรถแข่งโมโตจีพีนั้นมีบทบาทสำคัญต่อสมรรถนะของตัวรถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ที่มีการใช้วิงก์เล็ตเพิ่มมากขึ้น ชิ้นส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อแอโรไดนามิกเหล่านี้มีประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งทางวิศวกรของ HRC เองก็พยายามที่จะรีดสมรรถนะของเจ้า RC213V คันนี้ออกมาให้สุดด้วยเจ้าพวกนี้นี่ล่ะ และในทุก ๆ ปีแฟริ่งและชิ้นส่วนเพื่อแอโรไดนามิกเหล่านี้ก็มีรการเปลี่ยนแปลงไปตลอด และบางชิ้นก็เปลี่ยนแปลงไปจนเห็นได้ชัดเจนเพียงแว่บแรกที่เห็น เครื่องยนต์เครื่องยนต์ 4 สูบวีขนาด 1000 ซีซีเครื่องนี้ได้มีการออกแบบมาให้รีดพละกำลังออกมาได้มากที่สุดกว่า 241.38 แรงม้า โดยที่ยังคงมีความทนทานมากพอที่จะแข่งขันได้ตลอดทั้งฤดูกาล หรือ 21 เรซ 21 สปรินท์ ในปี 2024 การพัฒนาสำหรับฤดูกาล 2024 ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องและมีการปรับปรุงในหลาย ๆ จุด เพื่อเพิ่มสมรรถนะโดยรวม เครื่องยนต์มีการพัฒนามากขึ้นในเรื่องของอัตราเร่งและท็อปสปีด ขณะเดียวกันก็มุ่งเน้นไปในเรื่องของการลดน้ำหนัก แชสซี ปี 2024 นี้มีการเปลี่ยนแปลงแชสซีในหลากหลายวิธี เพื่อที่จะเพิ่มบาลานซ์ในการเข้าโค้งและความเสถียรให้ดีที่สุด โดยตั้งเป้าที่จะถ่ายทอดพละกำลังเครื่องยนต์ลงสู่ยางให้ได้มากที่สุด เฟรมอลูมิเนียมแบบทวินสปาร์มีน้ำหนักเบา ทว่าก็มีความแข็งและความแข็งแรงที่จำเป็นต่อการถ่ายทอดพละกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ต้องมีความยืดหยุ่นที่พอดีที่จะช่วยให้ยางยึดเกาะได้เต็มที่ ระบบกันสะเทือน ส่วนของระบบกันสะเทือนก็ยังคงเป็นทาง Ohlins ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งระบบกันสะเทือนมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อกันระหว่างล้อ แชสซีและผู้ขับขี่ มันมีหน้าที่ในการพยายามให้ยางรักษาหน้าสัมผัสกับพื้นและพยายามรักษากริปหรือการยึดเกาะไว้ให้ได้มากที่สุดตลอดทั้งเรซแทร็ก ดังนั้นทาง Repsol Honda Team จึงได้มีช่างเทคนิคจากทาง Ohlins มาดูแลนักแข่งทั้งสองคนของทีม ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อพยายามหาทางพัฒนาให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ระบบเบรก จานเบรกคาร์บอนด้านหน้าจากทาง Brembo ซึ่งการันตีพลังในการหยุดรถอันน่าทึ่งและช่วยสร้างภาพลักษณ์ตอนที่นักแข่งกำลังจะเข้าโค้งด้วยล้อหน้าเดียงอย่างเดียวจากการที่พวกเขาเบรกกันเต็มลิมิต หากมีแทร็กเปียกนักแข่งบางคนอาจจะเปลี่ยนไปใช้จานเบรกธรรมดาแทนซึ่งจะสามารถทำงานที่อุณหภูมิต่ำได้ดีกว่า อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะในสภาพอากาศไหน ฝาครอบภายนอกและท่อสำหรับระบายความร้อนก็สามารถช่วยควบคุมอุณหภูมิของระบบเบรกให้อยู่ในจุดที่เหมาะสมได้ ข้อมูลทางเทคนิค (Honda RC213V 2024 มีสเปกยังไง ไปส่องกัน เท่าที่เปิดเผย) ความยาวโดยรวม (ม.ม.) 2052 ความกว้างโดยรวม (ม.ม.) 645 ความสูงโดยรวม (ม.ม.) 1110 ระยะฐานล้อ (ม.ม.) 1435 ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้น (ม.ม.) 115 น้ำหนัก (กิโลกรัม) ตามเกณฑ์ของ FIM เครื่องยนต์ 4 สูบวี 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดความจุ 1000 ซีซี แรงม้า มากกว่า 241.38 แรงม้า ท็อปสปีด มากกว่า 358.884 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เฟรม อลูมิเนียมทวินสปาร์ ขนาดล้อหน้า 17 นิ้ว ขนาดล้อหลัง 17 นิ้ว ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ Ohlins ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว Ohlins และโปรลิงก์ ความจุถังน้ำมัน 22 ลิตร ราคา ประมาณ 108 ล้านบาท อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว Honda RC213V 2024 กับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ สำหรับปีนี้ถือเป็นหมุดหมายที่สำคัญของทางทีม Repsol Honda Team MotoGP ไม่เพียงแต่เป็นปีที่ 30 ของของการร่วมมือกันระหว่าง Honda กับทาง Repsol เพื่อแข่งขันในรายการระดับสูงสุดนี้ เป็นแชมป์ร่วมกัน 15 แชมป์โลก นอกจากนี้ยังเป็นปีแรกที่ขาด Marc Marquez ที่อยู่สร้างแชมป์โลกให้กับฮอนด้าในคลาสสูงสุดถึง 6 สมัย แต่ก็นับเป็นการเปิดยุคใหม่ของฮอนด้า ทำให้เจ้า Honda RC213V 2024 มาในรูปโฉมใหม่ที่โดดเด่นกว่าที่ผ่านมาอีกด้วย สำหรับเจ้ารถแข่งคันใหม่นี้โดดเด่นกว่าที่ผ่านมาด้วยโลโก้คำว่า Honda สีขาวบนลายกราฟิกสีน้ำเงินเข้มสุดโดดเด่น พร้อมโชว์ลวดลายคาร์บอนลายตารางลายใหญ่ เพิ่มมิติให้ตัวรถ และเพิ่มความดุดันให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งรายละเอียดสเปกเราจะเจาะลึกกันในคราวหน้า เบื้องต้นคือเน้นหนักเรื่องแอโรไดนามิกส์ เครื่องยนต์และช่วงล่าง เพื่อให้มีอัตราเร่งและท็อปสปีดที่ดียิ่งขึ้น ปีนี้จะมีนักแข่งลงทำการสู้ศึก 2 คนได้แก่ Joan Mir ที่จะเป็นปีที่สองของเขาแล้วกับทางทีม ประสบการณ์ที่เคยคว้าแชมป์ในปี 2020 และประสบการณ์การขับขี่ในปี 2023 กับทางทีมถือเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาในปี 2024 และอีกคนก็คือ Luca Marini นักแข่งหนุ่มอิตาลีวัย 26 ปี กลายเป็นนักแข่งคนที่ 20 ที่ได้ใส่เสื้อทีมเรปโซลฮอนด้า ซึ่งจะเป็นปีที่ 4 ของเขาในคลาสสูงสุด โดยใน 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา เขาสามารถคว้าโพเดี้ยมมาได้ 2 โพเดี้ยม 2 โพลโพซิชัน 4 สปรินท์เรซโพเดียม สุดท้ายนี้เราก็สามารถไปรอดูผลงานกันได้ โดยจะไปซ้อมกันก่อนเปิดฤดูกาลอีกที่ที่ Lusail International Circuit ประเทศกาตาร์ ในวันที่ 19 – 20 กุมภาพันธ์นี้ ก่อนที่จะเริ่มแข่งขันในสนามเดียวกันนี้ในวันที่ 8 – 10 มีนาคม แล้วเราจะได้รู้กันว่าการพัฒนาของค่ายปีกนกนั้นทำได้ดีแค่ไหนครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัวทีม Red Bull KTM Factory Racing 2024 พร้อมลุยศึก MotoGP ปี 2024 ปีนี้จะเป็นหมุดหมายที่สำคัญของค่ายส้ม เคทีเอ็ม ซึ่งนับจะเป็นปีที่ 8 แล้วสำหรับการเข้ามาทำการแข่งขัน MotoGP ของทางค่าย และวันนี้ทางค่ายก็ได้ทำการ เปิดตัวทีม Red Bull KTM Factory Racing สำหรับรถแข่ง KTM RC16 จะมาพร้อมลวดลายใหม่ปี 2024 พร้อมเป้าหมายสู่การทำผลงานได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา กล่าวคือ ดีกว่าอันดับที่ 4 ในแง่ของอันดับนักแข่ง อันดับ 2 ประเภททีมโรงงาน อันดับ 4 ประเภททีม ทั้งนี้ผลงานที่ผ่านมาทางค่ายได้ชัยชนะมาทั้งหมด 7 ครั้งกับอีก 2 สปริ้นท์เรซนับตั้งแต่ปี 2017 จากนักแข่ง 2 คน ส่วนปีนี้จะมี Brad Binder นักแข่งวัย 28 ปีซึ่งในปีนี้จะเป็นปีที่ 5 ของเขาแล้วกับการแข่งขันในคลาสสูงสุดกับ RC16 และ 10 ปีแล้วกับสังกัดเรดบูลเคทีเอ็ม โดยผลงานของนักแข่งชาวแอฟริกาใต้คนนี้คือชนะมาแล้ว 2 เรซ และ 2 สปริ้นท์เรซ กับอีก 8 โพเดียมและอีกคนก็คือ Jack Miller นักแข่งวัย 29 ปี ปีนี้จะเป็นปีที่ 10 ของเขาในรายการ MotoGP และเป็นปีที่ 3 ภายใต้สีส้มของนักแข่งแดนจิงโจ้ มีผลงานคว้าโพเดียมแรกภายใต้สังกัดเคทีเอ็มเมื่อปี 2023 และสุดท้ายนี่ทางค่ายก็ตั้งเป้าจะเขย่าสถิติเวลาใหม่ ๆ เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ในฐานะรถที่เร็วที่สุดในการแข่งขันชิงแชมป์โลกที่มีอายุอานามมานานกว่า 75 ปี ทั้งยังมีฐานผู้ชมในสนามกว่า 3 ล้านชีวิต เหนือไปกว่าอื่นใด รถคันใหม่นี้มาพร้อมชิ้นส่วนและระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ล้ำสมัยสุดเท่าที่ทางวิศวกรของทางแบรนด์จะเนรมิตรให้ได้ แฟน ๆ ค่ายส้มอย่าลืมไปติดตามเชียร์กันล่ะครับเพื่อน ๆ ส่วนตัวผมนั้นผมบอกเลยว่าค่ายนี้เขามาแรงขึ้นทุกปีจริง ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

วิเคราะห์เจาะลึก มาร์โก เบซเซคคี่ และ Aprilia RS-GP26 หลังเปิดตัวรถแข่งโฉมใหม่ ลั่นพร้อมท้าชน มาร์ค มาร์เกซ เพื่อตำแหน่งแชมป์โลก

ขโมยจักรยาน Jorge martin คดีสะเทือนวงการ MotoGP เมื่อโจรปลอมตัวเป็นช่าง KTM บุกแพดด็อกสนามบาเลนเซีย ฉกจักรยานราคาเกือบล้าน ตามจับได้ในที่สุด

Xpeng GX เผยโฉมครอสโอเวอร์เรือธงขุมพลัง EREV อย่างเป็นทางการ ชูดีไซน์หรูสไตล์ Range Rover พร้อมระบบชาร์จ 5C และระยะวิ่งไกลกว่า 1,000 กม.

Nissan Ariya ปฏิวัติอีวี! ชาร์จพลังงานแสงอาทิตย์ กับนวัตกรรมแผงโซลาร์เซลล์รอบคันที่ผลิตไฟวิ่งได้เอง 23 กม.ต่อวัน

2025 Kawasaki Versys 1100 ยักษ์เขียวทัวร์ริ่ง เครื่องใหญ่กว่าเดิม เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในยุโรปกับ 2025 Kawasaki Versys 1100 ที่ขยายความจุเพิ่มขึ้นจากตัวก่อนหน้า พร้อมทั้งได้รับการอัพเกรดให้รถคันนี้ตอบโจทย์การใช้งานมากยิ่งขึ้นไปอีก การออกแบบดีไซน์ตัวถังของ Versys 1100 มีเส้นสายที่พลิ้วไหวให้รูปลักษณ์มีความสปอร์ต อีกทั้งยังมีการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ช่วยให้ขับขี่ทางไกลได้อย่างสบาย โดยในโมเดล 2025 นี้มีการเปิดตัวออกมาด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่นย่อยได้แก่ Kawasaki Versys 1100, Kawasaki Versys 1100S และ Kawasaki Versys 1100SE เครื่องยนต์อัพไซส์ ดีดม้าเพิ่ม 15 ตัว ซึ่งสิ่งที่อัพเกรดคือเครื่องยนต์ ใน Kawasaki Versys โมเดลใหม่นี้จะใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกันทั้งสามรุ่นย่อย คือมาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ความจุเพิ่มขึ้นจาก 1,043 ซีซีเป็น 1,099 ซีซี ทำให้ได้ม้าเพิ่มขึ้นถึง 15 ตัวจาก 120 แรงม้าเป็น 135 แรงม้า ทำให้การขับขี่มีความสนุก และสบายมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการเดินทางระยะไกล การเร่งจากรอบต่ำถึงรอบสูงเป็นไปอย่างน่าตื่นเต้นมากขึ้น อีกทั้งการตอบสนองของคันเร่งที่ยอดเยี่ยม แรงบิดที่แข็งแกร่งในทุกช่วงรอบ และเสียงดูดอากาศที่น่าดึงดูดยังช่วยเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่อีกด้วย Quick Shifter ปรับใหม่ 1,500 รอบก็ทำงานแล้ว Kawasaki Quick Shifter (KQS) ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ขึ้น และลงโดยไม่ต้องใช้คลัตช์ เพื่อการเร่งความเร็วที่ราบรื่น และลดความเร็วได้อย่างรวดเร็ว ระบบ KQS ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้สามารถทำงานในช่วงรอบต่อนาทีที่กว้างขึ้น โดยรอบต่อนาทีต่ำสุดจะเปลี่ยนจาก 2,500 รอบต่อนาที เป็น 1,500 รอบต่อนาที ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างนุ่มนวลแม้จะอยู่ในเมืองหรือขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ เทคโนโลยีแบบเต็มระบบ นอกจาก Quick Shifter ที่ทำให้การเข้าเกียร์เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นแล้ว เทคโนโลยีอื่น ๆ ที่มาพร้อมกับ Versys 1100 ในโมเดลใหม่นี้เรียกได้ว่าให้มาแบบครบครัน สามารถอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่อย่างเต็มพิกัดไม่ว่าจะเป็น IMU หรือหน่วยประมวลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน แทรคชันคอนโทรล 3 โหมด ได้แก่ โหมดเพิ่มความเสียรภาพในถนนลื่นไม่ให้ล้อหมุนฟรี โหมดในการรักษาแรงยึดเกาะที่เหมาะสมขณะเข้าโค้ง และโหมดในการลดกำลังเครื่องเมื่อระบบตรวจพบว่าล้อหลังหมุนฟรี ระบบควบคุมเบรก ระบบเบรก ABS ระบบ Cruise control (ครูซ คอนโทรล) และช่องจ่ายไฟแบบ USB-Type C นอกจากฟีเจอร์ที่มีอยู่แล้วยังเพิ่มความสามารถให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมแอปด้วยคำสั่งเสียง ผ่านแอปพลิเคชัน RIDEOLOGY THE APP MOTORCYCLE ซึ่งช่วยให้สามารถปรับการตั้งค่ามอเตอร์ไซค์และฟังก์ชันอื่นๆ ด้วยการสั่งงานผ่านเสียง ซึ่งในฟังก์ชันนี้จะสามารถใช้ได้แค่ในรุ่น S และ SE เท่านั้น ซึ่งจุดพิจารณาคือ อาจจะยังใช้ได้แค่ภาษาอังกฤษ ซึ่งการออกเสียงสำเนียงในแต่ละท่านอาจจะทำให้การรับคำสั่งบางคนไม่ตอบสนองได้ดีเท่าที่ควร https://www.youtube.com/watch?v=EH-Fz8lK7N0 2025 Kawasaki Versys 1100 สเปคพร้อมรายละเอียดอื่น ๆ 2025 Kawasaki Versys 2025 Kawasaki Versys S 2025 Kawasaki Versys SE เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,099 ซีซี 1,099 ซีซี 1,099 ซีซี แรงม้า (เคลม) 135 แรงม้าที่ 9,000 รอบ 135 แรงม้าที่ 9,000 รอบ 135 แรงม้าที่ 9,000 รอบ แรงบิด (เคลม) 112 นิวตันเมตรที่ 7,600 รอบ 112 นิวตันเมตรที่ 7,600 รอบ 112

Yamaha XMAX ล้อฟอร์จมันเอ้าท์ ! ได้เวลาล้อคาร์บอน Yamaha XMAX ล้อเดิมมันก็น่าเบื่อแล้ว ล้อฟอร์จก็ดูโหล ถ้าเป็นคาร์บอนจะหล่อกว่าเดิมไหมนะ เพราะเปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับล้อคาร์บอนจากแบรนด์ BST – Star Tek ล้อคาร์บอนไฟเบอร์ ที่ออกแบบมาอย่างสวยงามสำหรับ XMAX เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 กันยายนที่ผ่านมาที่ร้าน Showpow สาขาอ่อนนุช 46/2 บรรยากาศเต็มไปด้วยผู้ที่สนใจล้อมากมาย แบรนด์ BST หรือ Black Stone Tek ก่อตั้งโดย Gary Turner อดีตนักแข่ง Supermono ในยุค 1990s ซึ่งเคยลองใช้ล้อโปรโตไทป์ของ Dymags ในยุคนั้น ล้อเหล่านี้เป็นที่รู้จักเพราะเป็นสูตรที่ทำให้ Ducati สามารถเอาชนะค่ายญี่ปุ่น ได้ ด้วยการลด Unsprung Weight จากล้อ 1 คู่ Gary ซึ่งเป็นผู้ผลิตพาร์ทคาร์บอนสำหรับมอเตอร์ไซค์อยู่แล้วเกิดความคิดว่า ทำไมถึงไม่ทำล้อคาร์บอนขึ้นเอง ซึ่งต้องเป็นล้อแบบ Monocoque หรือการขึ้นรูปชิ้นเดียว ซึ่งนับจากวันนั้นถึงวันนี้เวลาผ่านเวลามากกว่า 20 ปี กับการผลิตล้อหลายหมื่นคู่ นอกจากนั้น BST ผู้ผลิตล้อ”คาร์บอน” หนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่ Supercar หรือ Superbike นิยมใส่เป็นล้อติดรถ เช่น Ducati Superleggera V4 ที่ให้ล้อมาตั้งแต่โรงงานโดยวัตถุประสงค์คือ เพื่อความเบาล้วน ๆ และตอนนี้ล้อแบรนด์ระดับโลกก็ได้มาถึงรถบิ๊กสกูตเตอร์อย่าง Yamaha XMAX แล้ว ซึ่งทางผู้ผลิตได้ให้ข้อมูลว่าล้อคาร์บอนนี้มีคุณสมบัติที่มีน้ำหนักเบากว่าล้อมาตรฐานถึง 55% และยังแข็งแรงมากกว่าล้อทั่วไปถึง 13 เท่า เพราะน้ำหนักที่เบาจึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเร่งและการเบรกของ XMax ให้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยในเรื่องของความคล่องตัวในการควบคุม อีกทั้งยังผ่านการทดสอบความปลอดภัยระดับสากลอีกด้วย ขนาดของล้อหน้าของ BST Star-Tek มีขนาดอยู่ที่ 3.5”x 15” และล้อหลังมีขนาดอยู่ที่ 4”x 14” โดยวัสดุที่ใช้ผลิตล้อได้แก่ Pre-preg carbon fibre Pre-preg คืออะไร อธิบายกันแบบไว ๆ และเข้าใจง่าย Pre-preg carbon fibre คือ วัสดุคอมโพสิท ซึ่งทำมาจากผ้าคาร์บอนที่นำไปชุบเรซิ่น ในอัตราส่วนที่เหมาะสม โดย Prepreg จะมีคุณสมบัติสำคัญเฉพาะตัว คือ ต้องใช้อุณหภูมิ และแรงดันสูงในการกระบวนการผลิต ดังนั้นในการทำงานจึงจำเป็นจะต้องมีตู้อบ เพื่อควบคุมอุณหภูมิ และความดัน ข้อดีคือ ความแข็งแรง น้ำหนักเบา มีชิ้นส่วนสิ้นเปลืองจากกระบวนการทำชิ้นงานน้อยกว่า มีความแม่นยำสูง อีกทั้งระยะเวลาในการผลิตงานสั้นกว่า ที่แข็งแรงกว่าเพราะ Prepreg นั้น ได้คำนวณอัตราส่วนเรซิ่น ต่อ คาร์บอน มาอย่างดี จึงทำให้ เป็นจุดที่ได้ความแข็งแรงจากส่วนที่เป็นคาร์บอนมากที่สุด และมีน้ำหนักเรซิ่นน้อยที่สุด จึงได้ทั้งความแข็งแรง และน้ำหนักชิ้นงานที่เบากว่า ส่วนข้อเสียของล้อแบบ Pre-preg carbon fibre คือ แพง ไม่ใช่แพงธรรมดาแต่ โค-ตะ-ระ แพงเพราะต้องใช้ต้นทุนในการผลิตที่สูงลิ่ว จึงทำให้คาร์บอนประเภทนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าที่ควรถึงแม้ว่ามันจะแข็งแรงมาก ๆ และใช้เวลาในการสร้างชิ้นงานที่สั้นก็ตาม ตารางเทียบน้ำหนักระหว่างล้อเดิม และ ล้อคาร์บอนจาก BST ประเภทล้อ ล้อหน้า ล้อหลัง ล้อเดิม XMAX 4.8 กิโลกรัม 5.5 กิโลกรัม Star-Tek For XMAX 2.522 กิโลกรัม 2.164 กิโลกรัม น้ำหนักความต่าง ล้อ Star-Tek มีน้ำหนักเบากว่าล้อเดิมอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม ล้อ Star-Tek มีน้ำหนักเบากว่าล้อเดิมอยู่ที่ 3.4 กิโลกรัม ผลการทดสอบตามมาตรฐานของล้อที่ผลิตออกมา ดังนี้ การทดสอบ ล้อหน้า ล้อหลัง Radial Impact Test หรือการนำเอาล้อแม็กไปรับแรงกระแทก รับแรงกระแทกสูงสุดได้อยู่ที่ 374.5 กิโลกรัม รับแรงกระแทกสูงสุดได้อยู่ที่ 312

KTM 1390 Adventure จับมือ Bosch เตรียมเปิดตัวระบบความปลอดภัยของรถจักรยานยนต์ ในปี 2025 ที่จะช่วยในการลดการเกิดอุบัติเหตุ

Indonesian GP 2024 กับ 10 อันดับเวลาดี๊ดีในรอบการแข่งขัน หลังจากที่จบการแข่งขัน Indonesian GP 2024 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา วันนี้เราจะมาสรุป 10 อันดับรถที่ทำเวลาดีที่สุด และมาดูไฮไลท์ใน 17 โค้งนี้ ใครเร็วสุดและใครล้ม ที่สนามเปอร์ตามิน่า มันดาลิกา เซอร์กิต ประเทศอินโดนีเซีย 10 อันดับเวลาดีที่สุดในรอบการแข่งขัน สนามเปอร์ตามิน่า มันดาลิกา เซอร์กิต อันดับ นักแข่ง ทีม เวลาดีที่สุด Topspeed 1 Enea BASTIANINI Ducati Lenovo Team 1:30.539 318.5 Km/H 2 Francesco BAGNAIA Ducati Lenovo Team 1:30.542 319.5 Km/H 3 Pedro ACOSTA Red Bull GASGAS Tech3 1:30.697 319.5 Km/H 4 Franco MORBIDELLI Prima Pramac Racing 1:30.697 316.7 Km/H 5 Jorge MARTIN Prima Pramac Racing 1:30.729 318.5 Km/H 6 Franco MORBIDELLI Prima Pramac Racing 1:30.790 316.7 Km/H 7 Marc MARQUEZ Gresini Racing MotoGP 1:30.809 314.8 Km/H 8 Fabio QUARTARARO Monster Energy Yamaha MotoGP T 1:30.816 309.4 Km/H 9 Maverick VIÑALES Aprilia Racing 1:30.940 313.9 Km/H 10 Johann ZARCO CASTROL Honda LCR 1:31.020 313 Km/H ไฮไลท์ใน IndonesianGP 2024 กลิ้ง ตั้งแต่โค้งแรก สนามเปอร์ตามิน่า มันดาลิกา เซอร์กิต ถือเป็นสนามที่ท้าทายสำหรับนักแข่งเลยไม่น้อย เพราะสภาพไลน์แทร็คที่มีโค้งที่เยอะมากและที่สำคัญ โค้งส่วนใหญ่ใช้ความเร็วสูงเลยที่เดียว ทำให้หลาย ๆ ครั้งนักแข่งมีหลุดไลน์ออกโค้งไปบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก และในรอบการแข่งขัน ก็ทำให้ล้มกันยกแผงถึง 4 คันด้วยกันในโค้ง 3 ของรอบแรกของการแข่งขัน ที่เรียกว่า เหงื่อยังไม่ทันออก ต้องกลับเข้าพิทซะแล้ว และ 1 ในตัวเต็งของบรรดานักบิดทั้งหมดอย่าง Enea BASTIANINI ก็ล้มในโค้ง 1 รอบ 21 ของการแข่งขัน รถส่ายมาเป็นงูเลย น่าเสียดายจัง อุส่าอยู่ในดันอับ 3 แล้ว ส่วน Marc MARQUEZ ไม่ได้ล้มครับ แต่ไฟเครื่องโชว์ครับ โชว์ ทั้งคันเลย TT ถือว่าสนามนี้ไม่ได้ขับขี่กันได้ง่าย ๆ โค้งเยอะ แต่ละโค้งก็ใช้ความเร็วสูงมาก และที่สำคัญเบรกกันหนักสุด ๆ อีกด้วย ในช่วงก่อนโค้ง 17 และก่อนเข้าโค้ง 1 ถือว่าเบรกกันจนหลังลอยเลยครับพี่น้อง ผู้ที่เข้าเส้นชัยเป็น 3 อันดับแรกได้แก่ 1.Jorge MARTIN 2. Pedro ACOSTA 3. Francesco BAGNAIA และสัปดาห์นี้ มีการแข่งขันที่ Motul Grand Prix of

เปโดร อคอสต้า พร้อมแข่งสนามหน้า! หลังผ่าตัดผ่านฉลุย เปโดร อคอสต้า นักแข่งดาวรุ่งคนสำคัญของทีมโรงงาน KTM ก็ต้องเข้ารับการผ่าตัดอาการ Arm Pump ทันทีหลังจบการแข่งขันรายการ Spanish Grand Prix ที่สนามเฆเรซ ประเทศสเปน ซึ่งเจ้าตัวเผยว่าอาการดังกล่าวมันเจ็บจนทรมานถึงขั้นที่เจ้าตัวยังแบมือลำบาก นักบิดเจ้าของหมายเลข 37 รายนี้ได้รับอนุญาตให้ลงสนามทำการแข่งขันในสุดสัปดาห์นี้รายการ French Grand Prix ที่สนาม Le Mans ประเทศฝรั่งเศส หลังจากการฟื้นตัวหลังผ่าตัดเป็นไปได้ด้วยดี ซึ่งเจ้าตัวรู้สึกแฮปปี้เพราะเป็นไปตามที่คาดหวังไว้ “ก็ดีนะ ถ้าพูดตามตรง” “สุดท้ายแล้ว มันก็เป็นการผ่าตัดที่ง่าย และการฟื้นตัวก็ง่าย ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ดังนั้นเราต้องรู้สึกพอใจ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะลงแข่งในสภาพแบบนั้นหรอก” “เราก็ไม่สามารถโทษปัญหานี้ได้ทั้งหมดเช่นกัน “แต่มันก็เป็นความจริงที่ว่าจากเดิมที่ผมแทบไม่เจ็บ หรือเจ็บเพียงเล็กน้อยหลังจบการแข่งขัน กลับกลายเป็นว่าผมทรมานมากจนถึงขั้นแบมือยังลำบาก “ด้วยเหตุนี้ มันไม่ง่ายเลยที่จะลงแข่งในสภาพแบบนั้น แต่ตอนนี้ก็ผ่านไปแล้ว เราเอาสิ่งนี้ออกจากกล่องคำถามของเราได้แล้ว ตอนนี้ก็ลุยกันต่อ” อคอสต้าลงแข่งในสนามที่หกของฤดูกาล 2025 สุดสัปดาห์นี้ โดยปัจจุบันอยู่อันดับที่ 10 ของตารางคะแนน มีอยู่ 33 คะแนน หลังจากที่เขาเปลี่ยนกลับมาใช้รถสเปคปี 2024 ของ KTM ในช่วงไม่กี่สนามที่ผ่านมาเพื่อพยายามเรียกฟอร์มกลับมา เอาใจช่วยนักบิดจากแดนกระทิงดุรายนี้ได้ในการแข่งขันรายการ Michelin® Grand Prix of France ที่สนาม Le Mans ประเทศฝรั่งเศสในช่วงระหว่างวันที่ 9 – 11 พฤษภาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aleix Espargaro คอนเฟิร์ม “เครื่อง Honda ไม่ได้มีปัญหา” Aleix Espargaro นักบิดสัญชาติสเปนที่ได้ทำการประกาศรีไทร์จากการแข่งขันเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 2024 ที่ผ่านมา ซึ่งในปัจจุบันได้ทำหน้าที่ในการเป็นนักทดสอบรถจักรยานยนต์ (Test Rider) ให้กับทีม Honda ในฤดูกาล 2025 ซึ่งในการแข่งขันสนามเฆเรซ ประเทศสเปนที่ผ่านมา นักบิดจากแดนกระทิงดุรายนี้ก็ได้รับสิทธิ์ไวลด์การ์ดเข้าร่วมทำการแข่งขันภายใต้ทีม Honda HRC Test Team ในการแข่งขันสนามดังกล่าวเจ้าตัวก็ทำได้ดีที่สุดด้วยการจบในอันดับที่ 14 ของตารางก่อนที่จะถูกกฎแรงดันลมยางเล่นงานบวกเพิ่มอีก 16 วินาที ทำให้นักบิดรายนี้หล่นไปจบในอันดับที่ 17 ของตาราง ซึ่งหลังจากที่จบการแข่งขัน อเล็กซ์ เอสปาร์กาโร่ ก็ได้ออกมาเผยว่าปัญหาใหญ่ที่ทีม Honda เผชิญอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ปัญหาในด้านของเครื่องยนต์ แต่เป็นปัญหาเรื่องของ ‘แรงสั่นสะเทือน’ แม้การแข่งขันที่สนามเฆเรซ ประเทศสเปนจะช่วยลดข้อด้อย กลบจุดอ่อนในเรื่องของเครื่องยนต์ที่ถูกติดตั้งในรถ RC213V เพราะลักษณะสนามมีเส้นทางที่ค่อนข้างคดเคี้ยว “แน่นอนว่าเรายังต้องพัฒนาส่วนเครื่องยนต์ต่อไป แต่ในมุมมองของผม เครื่องยนต์ไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุด แต่ปัญหาหลักคือแรงสั่นสะเทือน” “ตอนที่ตามหลัง Marc อยู่สองรอบนั้น ผมตั้งใจมาก พยายามตาม พยายามเรียนรู้วิธีไล่ตามให้ได้ ในช่วงเบรกหนัก รถ Honda ทำได้ดี แต่ในโค้งเร็ว มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะตาม Ducati ได้ เพราะแรงสั่นสะเทือนมันรุนแรงมาก” “ตรงจุดนั้นเรายังขาดอยู่ เราต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น” เหล่านักแข่งทีมฮอนด้า ทั้งทีมโรงงาน และทีมแซทเทิลไลท์จะลงทำการแข่งขันในสนามที่ 6 ของฤดูกาลในรายการ Michelin® Grand Prix of France ที่สนาม Le Mans ประเทศฝรั่งเศสในช่วงระหว่างวันที่ 9 – 11 พฤษภาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Brad Binder มองว่า KTM ไม่ได้ห่างจาก Ducati มากขนาดนั้น Brad Binder นักบิดจอมเก๋าจากทีมโรงงาน KTM ได้ออกมาเผยหลังจากงานเปิดตัวทีมแข่งจากแบรนด์ KTM เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมาว่า ช่องว่างในช่วงเวลาต่อรอบที่ KTM ตามหลัง Ducati ในการแข่งขัน MotoGP ไม่ได้ห่างมากขนาดนั้น ถึงแม้ว่ารถจากค่าย Ducati จะมีช่วงเวลาที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขัน MotoGP เมื่อฤดูกาล 2024 ด้วยการคว้าชัยได้ถึง 19 สนามจากการแข่งขันทั้งหมด 20 สนาม พร้อมกับการคว้าแชมป์ประเภททีม และแชมป์ผู้ผลิตด้วยคะแนนที่ขาดลอย “ผมคิดว่ามันแตกต่างกันไปในแต่ละสนาม ซึ่งในบางสนามผมคิดว่าเราสามารถสู้ได้ และเราเองก็มีโอกาสในการคว้าโพเดียม แต่ในบางสถานการณ์ผมก็มองว่าเราก็เจอโจทย์ที่ยากอยู่พอสมควร แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ถ้าคุณลองดูตัวเลข และวิเคราะห์ช่องว่างต่อรอบในเวลาที่ทำได้ ผมรู้สึกว่าเราก็ไม่ได้ห่างจาก Ducati มากขนาดนั้น” “จริงที่แต่ก่อนอาจจะดูห่างกันมากในเรื่องของช่องว่าง และประสิทธิภาพ แต่ถ้ามองในความเป็นจริงถ้าพวกเราทำการปรับปรุงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละจุดสุดท้ายแล้วช่องว่างตรงนั้นก็จะหายไปเอง” ตารางคะแนนทีมแข่งประจำฤดูกาล 2024 ทีม คะแนน Ducati Lenovo Team 884 คะแนน Prima Pramac Racing 681 คะแนน Gresini Racing MotoGP 565 คะแนน Aprilia Racing 353 คะแนน Pertamina Enduro VR46 Racing Team 318 คะแนน Red Bull KTM Factory Racing 304 คะแนน Red Bull GASGAS Tech3 242 คะแนน Monster Energy Yamaha MotoGP Team 144 คะแนน Trackhouse Racing 141 คะแนน LCR Honda 86 คะแนน Repsol Honda Team 35 คะแนน จากตารางคะแนน ‘รูปแบบทีม’ ด้านบน ทางด้านของ Ducati Lenovo Team สามารถทำคะแนนได้ถึง 884 คะแนน และทางด้านของทีมโรงงาน KTM สามารถทำคะแนนได้เพียง 304 คะแนนเท่านั้น ทีม คะแนน Ducati 722 คะแนน KTM 327 คะแนน Aprilia 302 คะแนน Yamaha 124 คะแนน Honda 75 คะแนน และตารางนี้คือตารางคะแนนของ ‘ผู้ผลิต’ ซึ่งก็ยังคงเป็นแบรนด์รถจากค่ายอิตาลีที่สามารถคว้าแชมป์ได้อีกเช่นเคยด้วยคะแนนรวม 722 คะแนนจากคะแนนเต็ม 728 คะแนน คิดเป็น 99% และอันดับที่สองตกเป็นของ KTM สะสมคะแนนได้ 327 คะแนน คิดเป็น 44% โดยช่องว่างระหว่างอันดับที่ 1 และอันดับที่ 2 ห่างกันถึง 395 คะแนนซึ่งก็ถือว่าเป็นช่องว่างที่มีความห่างไม่น้อยเลยทีเดียว จากนั้นนักบิดสัญชาติแอฟฟริกาใต้รายนี้ยังเผยอีกว่าในการแข่งขัน ThaiGP25 ที่จะเปิดฉากในช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ เขาหวังว่าตัวเขาจะมีฟอร์มที่ดีที่สุดในช่วงชีวิตของเขา “เมื่อเราลงแข่งที่ไทย ผมอยากฟอร์มการแข่งอยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุดในชีวิตของผม” “พวกเขาทุกคนรวมไปถึงทีมงานเร่งทำงานอย่างหนักให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ไต่อันดับขึ้นไป และสามารถต่อสู้กับกลุ่มหัวตารางให้ได้อย่างมากที่สุด” ผลงานที่ดีที่สุดของ KTM ในการแข่งขัน MotoGP 2024 สนามที่ทำการแข่งขัน นักแข่ง อันดับที่ทำได้ สนามลูเซลอินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศกาตาร์ Brad Binder 2 สนามมันดาลิกาอินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศอินโดนีเซีย Pedro Acosta 2

2025 BMW R18 ดีไซน์เดิม อัพเกรดเทคโนโลยี 2025 BMW R18 เปิดตัวอย่างเป็นทางการกับโฉมใหม่ประจำปี 2025 จากค่ายใบพัดสีฟ้า ซึ่งการเปิดในครั้งนี้มาพร้อมกับเทคโนโลยีของตัวรถที่ปรับปรุงใหม่ สีตัวถังใหม่ และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ มากมายที่มากับตัวรถ และที่สำคัญเครื่องยนต์มีการพัฒนาระบบไอเสียให้ผ่านมาตรฐาน EURO 5+ ซิ่งได้อย่างรักโลกอย่างแน่นอน เครื่องยนต์ Big Boxer ปรับใหม่แรงบิดเพิ่มขึ้น เริ่มกันที่ขุมพลังเครื่องยนต์ที่มีการอัพเกรดแรงบิดที่เพิ่มมากขึ้นจากตัวโมเดลก่อนหน้าที่ 5 นิวตันเมตร โดยเครื่องยนต์ของ R18 ลำนี้ได้รับการปรับปรุงให้เป็นไปตามมาตรฐาน EURO 5+ เครื่องยนต์ประเภท Big Boxer มีขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 1,802 ซีซี พละกำลัง 91 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 163 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบต่อนาที พร้อมมอบสมรรถนะที่ทรงพลัง และเพิ่มความสนุกในการขับขี่อย่างเต็มที่ ซึ่งเครื่องยนต์ตัวนี้จะใช้เหมือนกันในทุกรุ่นย่อยของโมเดลนี้ และดีไซน์ที่เหมือนกันในทุกรุ่นย่อยคือระบบไฟแบบ Full LED รอบคัน ระบบดิสก์เบรกคู่หน้า โดยแต่ละโมเดลจะแตกต่างกันที่ดีไซน์การออกแบบเท่านั้น BMW R18 เริ่มกันที่โมเดลย่อยโฉมแรกกับ BMW R18 ที่เน้นการออกแบบดีไซน์คงความเรียบง่ายในสไตล์ครุยเซอร์ มีการปรับเปลี่ยนในส่วนของบังโคลนหน้า – หลังที่มีการออกแบบดีไซน์ใหม่ มาพร้อมล้อหลังขนาด 18 นิ้วซึ่งเป็นล้อแม็กแบบ 7 ก้าน ช่วยเพิ่มความดุดันให้กับตัวรถ และเสริมเอกลักษณ์ของครุยเซอร์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ลวดลายเส้นสายของถังน้ำมันยังคงดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ มีการออกแบบให้เส้นสายมีความต่อเนื่องไปตลอดแนวด้านบนของตัวถัง ขยายไปจนถึงบังโคลนหลัง และจบที่โลโก้ BMW ทำให้ดีไซน์โดยรวมดูกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ให้ดูทันสมัย และโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น และในส่วนอื่น ๆ ยังคงเอกลักษณ์ไฟหน้าแบบ Full LED รอบคัน ฝาครอบด้านข้างมีการปรับให้เข้ากับดีไซน์โดยรวมของตัวรถ โช้คหน้าถูกออกแบบใหม่ให้ดูโปร่งโล่งกว่าเดิม ปลายท่อไอเสียแบบใหม่ ที่มีหน้าตัดทรงกลม มาพร้อมเบาะนั่งดีไซน์ใหม่ ที่เพิ่มความหนาของเบาะขึ้น 10 มม. พร้อมเส้นสายที่ปรับปรุงให้รองรับสรีระ และความสะดวกสบายมากขึ้นได้ดียิ่งขึ้น โช้คอัพด้านหน้า และโช้คอัพหลังได้รับการปรับตั้งค่าใหม่ เพื่อให้รองรับการกระแทกได้ดียิ่งขึ้น มาพร้อมล้อหน้าขอบ 17 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 120/70 ในส่วนของล้อหลังขนาด 18 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 180/55 โดยฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาคือ คือช่องชาร์จไฟแบบ USB-C BMW R18 Classic ถัดมากับ BMW R18 Classic ที่ได้รับการออกแบบให้มีความโดดเด่น สอดคล้องกับนิยามของรถสไตล์ทัวร์ริ่งเรโทร มีจุดเด่นใหม่ที่สำคัญ คือ บังโคลนหน้าที่ได้รับการออกแบบใหม่ที่เพิ่มความโดดเด่นมากยิ่งขึ้นด้วยการทำสีสันแบบทูโทน มาพร้อมล้อแม็กขอบ 19 นิ้ว ด้านข้างขนาบด้วยปลอกหุ้มโช้คช่วยเสริมภาพลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์สไตล์ทัวร์ริ่งย้อนยุค ด้านหลังมาพร้อมกระเป๋าสำหรับใส่สัมภาระ ในส่วนของฝาครอบเครื่องยนต์ด้านข้างมีการออกแบบดีไซน์ใหม่ และ ปลายท่อไอเสียแบบหน้าตัดวงกลม ยังช่วยเพิ่มความคลาสสิก และทำให้ตัวรถดูสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาของโมเดลนี้ ได้แก่ ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Lights) ที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานมาพร้อมกับตัวรถ และช่องชาร์จไฟแบบ USB-C เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ BMW R18 Roctane ต่อกันด้วยโมเดล BMW R18 Roctane ที่มาพร้อมกับสีสันใหม่ Two-Tone Dragonfire Red Metallic เพิ่มความดุดัน และเพิ่มความโดดเด่นให้ตัวรถมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์เสริมใหม่ Filler Panel สีเดียวกับตัวรถ ช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่าง กระเป๋าข้างและบังโคลนหลัง ให้ดูลงตัวยิ่งขึ้น พร้อมเสริมองค์ประกอบ Dark Chrome บนก้านกระทุ้งวาล์ว (Push Rods), ท่อกรองอากาศ (Intake Silencer) และ ขอบด้านในของโคมไฟหน้า เพิ่มความหรูหราและสไตล์ที่โดดเด่น แน่นอนว่ามีการออกดีไซน์ที่พร้อมทัวร์ริ่งขนาดนี้ ก็มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ช่วยเหลือขณะขับขี่ Comfort Package ประกอบไปด้วย Hill Start Control ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ฝาถังน้ำมันล็อกได้ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ระบบตรวจวัดแรงดันลมยาง (RDC) และระบบปลอกแฮนด์อุ่นมือ (Heated Grips) ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขับขี่ได้สบายในทุกสภาพอากาศ BMW R18B BMW R18B ลำนี้มาพร้อมหน้าจอแบบ

KTM Factory Racing Team MotoGP2025 ไร่ส้ม มาแล้ว ! KTM Factory Racing MotoGP 2025 เผยโฉมแล้วอย่างเป็นทางการกับค่าย ‘ไร่ส้ม’ อีกหนึ่งทีมในการแข่งขันฤดูกาล 2025 ที่มีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะไลน์อัพที่เปิดเผยมาก็ทำให้หลายคนตั้งหน้าตั้งตารอในการเผยโฉมทีมแข่ง และแล้วก็ได้เวลาเผยโฉมทีมแข่งของทีมโรงงานที่เป็นการจับคู่กันระหว่าง Brad Binder และ Pedro Acosta เจ้าของรางวัล Rookie of the year 2024 เริ่มที่ Brad Binder นักบิดจอมเก๋ามากประสบการณ์ของทีม กับการเข้าสู่ฤดูกาลที่หกของเจ้าตัวกับทีมโรงงาน KTM โดยเจ้าตัวนั้นตั้งเป้าหมายในฤดูกาลนี้ว่าจะสู้เพื่อโพเดียมให้เต็มที่ที่สุด “มันบ้ามากที่คิดว่านี่เป็นฤดูกาลที่หกของผมใน MotoGP แล้ว พูดตามตรง ปี 2024 เป็นปีที่ผมได้เรียนรู้มากที่สุด พอเข้าสู่ปี 2025 ผมรู้สึกว่ามันทำให้ผมเป็นนักแข่งที่ดีขึ้นมาก เป้าหมายของผมในฤดูกาลนี้คือการนำสิ่งที่เรียนรู้มาใช้และก้าวไปอีกขั้น เพื่อต่อสู้กับกลุ่มผู้นำ เราอยู่ไม่ไกลเกินไป เราจบอันดับที่ 2 ในแชมป์ประเภทผู้ผลิต ดังนั้นเหลือเพียงอีกหนึ่งทีมที่เราต้องแซงหน้าไปให้ได้ เมื่อผมเห็นว่าทุกคนที่โรงงานทำงานหนักแค่ไหน และพลังที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด มันชัดเจนว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปสู่จุดนั้น” ‘Baby Shark’ Pedro Acosta กับการก้าวเข้าสู่ทีมโรงงานครั้งแรกของเจ้าตัว โดยดาวรุ่งแดนกระทิงดุรายนี้ออกมาเผยว่าเขานั้นได้เรียนรู้วิธีควบคุมรถที่ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งยังสามารถปรับตัวให้เข้ากับการแข่งขัน MotoGP และมองว่าการได้ขึ้นมาแข่งในนามของทีมโรงงานเป็นฝันที่แท้จริงของตัวเขา “แน่นอนว่า ปี 2024 เป็นปีที่ดี และเรายังมีเป้าหมายบางอย่างที่เก็บไว้ ผมได้เรียนรู้วิธีควบคุมการแข่งขันและปรับตัวให้เข้ากับ MotoGP การได้มาร่วมทีมโรงงานหลังจากผ่าน Moto3 และ Moto2 ถือเป็นความฝันที่เป็นจริง นอกจากนี้ การมีแบรดเป็นเพื่อนร่วมทีม และช่วยกันพัฒนารถแข่งจะเป็นจุดแข็งที่ดีมาก มันเป็นประโยชน์ที่เขามีประสบการณ์มากในคลาสนี้ และผมคิดว่าเราจะทำงานร่วมกันได้ดี สองปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับปี 2025 คือการควอลิฟาย และช่วงรอบแรกของการแข่งขัน ปีที่แล้วเรามีความเร็วพอที่จะแข่งเพื่อลุ้นโพเดียมหรือชัยชนะ แต่เรายังมีปัญหาในรอบควอลิฟาย ดังนั้นสองจุดนี้จะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราต้องปรับปรุงในฤดูกาลนี้” RC16 ของทีม KTM Factory Racing ไม่เพียงแค่ทีมโรงงาน แต่ในการเปิดตัวครั้งนี้ยังเปิดตัวพร้อมกับทีมที่สองของผู้ผลิตอย่าง KTM Tech3 ที่ชูโรงโดย ‘The beats’ เอเนีย บาสเตียนินี่ ควงคู่มากับ ‘Top Gun’ มาเวอริค บีญาเลส ที่ย้ายมาจากทีมโรงงาน Aprilia เอเนีย บาสเตียนินี่ นักบิดคนใหม่ของทีมได้ออกมาเผยว่าเขานั้นรู้สึกตื่นเต้นในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง อีกทั้งยังประทับใจกับตัวรถ RC16 เพราะสามารถเข้าโค้งได้อย่างยอดเยี่ยม และระบบเกียร์ที่ตอบสนองไวทันใจ “ผมรู้สึกตื่นเต้นมากสำหรับฤดูกาลนี้ เราต้องเริ่มต้นอย่างใจเย็น เพราะสิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจกับตัวรถและทีม แต่ผมมีแรงจูงใจ และคิดว่าประมาณการแข่งขันที่สามหรือสี่ เราจะสามารถแข่งขันได้อย่างจริงจัง เมื่อผมได้ลองขี่รถ ผมก็เข้าใจถึงศักยภาพของมันทั้งหมด มันน่าประทับใจมากที่สามารถเข้าโค้งได้อย่างสุดขอบ และระบบเกียร์ก็เร็วมาก มันเร็วสุดๆ เลย ดังนั้น ใช่ครับ ผมประทับใจมากจริงๆ” มาเวอริค บีญาเลส เผยว่าเจ้าตัวนั้นใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กในการสวมชุดแข่งของ KTM และยังเผยเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้สึกของรถ RC16 ว่า เมื่อได้ขับขี่แล้วรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน เพราะเป็นรถที่เจ้าตัวชื่นชอบอย่างมาก “การได้สวมชุดแข่งของ Red Bull KTM รู้สึกดีมาก ตั้งแต่เด็ก ผมเห็นพวกเขาในมอเตอร์ครอสและการแข่งขันมาตลอด… ดังนั้น นี่คือทีมในฝันของผม ความคิดแรกของผมเกี่ยวกับ KTM RC16 คือ ‘ว้าว นี่มันสุดยอด มันเร็วมาก!’ ผมจำได้ว่าที่มอนต์เมโล่ มันเร็วสุดๆ และนี่เป็นสิ่งสำคัญในยุคใหม่ของ MotoGP เพราะการแข่งขันส่วนใหญ่มักจะตัดสินกันใน 5-6 รอบแรก ปีแรกที่คุณเปลี่ยนไปใช้รถใหม่ คุณต้องมีสมาธิตลอดเวลา และเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ทุกครั้งที่คุณลงสนามแข่งใหม่ มันให้ความรู้สึกแตกต่างจากปีก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง คุณต้องมีแนวคิดที่เปิดกว้างและโฟกัสให้มาก ดังนั้น เป้าหมายของผมคือการมีสมาธิและทำผลงานให้ดีที่สุด สิ่งที่ดีคือทันทีที่ผมขึ้นขี่ KTM มันให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน มันเป็นรถที่ผมชอบและเข้ากับสไตล์การขี่ของผม โดยเฉพาะตอนเข้าโค้ง นี่เป็นเรื่องสำคัญมากจริงๆ” RC16 จากทีม KTM Tech3 นักแข่งทั้ง 4 รายนี้จะควบ RC16 ลงซ้อมอย่างเป็นทางการที่การซ้อมในรอบเซปัง เทส ที่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซียในวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ และจะลงแข่งขันในนัดเปิดสนาม ThaiGP25 ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ถึง

Kawasaki จัดเต็ม เปิดตัวโมเดลใหม่ เอาใจสาวกบิ๊กไบค์ ในงาน Motor Show 2023 มาดูรถฝั่งค่ายยักษ์เขียวในงาน Motor Show 2023 ซึ่งจัดเต็มแบบไม่เป็นรองใคร รุกเปิดโมเดลใหม่ล่าสุด ประเดิมโดย Ninja ZX-4R รถซูเปอร์สปอร์ตทรงพลัง ในคลาส 400 ซีซี ที่มากับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง, Eliminator รถฟรีสไตล์ครูเซอร์ใหม่ขนาด 400 ซีซี และ Versys 650 รถทัวริ่งโฉมใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่นพี่อย่าง Versys 1000 พร้อมจัดแสดงสุดยอดยนตรกรรมอีกมากมาย ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน 2566 นี้ Ninja ZX-4R Kawasaki จัดเต็ม นำทัพรถจักรยานยนต์หลากหลายรุ่น เข้าร่วมประชันโฉมภายในงานมอเตอร์โชว์ 2023 ซึ่งมีดาวเด่นเป็นสุดยอดรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ต ทรงดุดันอย่าง Ninja ZX-4R ด้วยตำแหน่งทางการตลาดที่วางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับในโมเดลนี้ คือเวอร์ชันรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ตขนาด 400 ซีซี ที่ให้ความเร้าใจที่ยากจะหาคู่เปรียบเทียบได้ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง เป็นกุญแจสำคัญของความสนุกสนานในการขับขี่ ที่ได้ส่งผ่านประสิทธิภาพที่บดบัง รถรุ่นอื่นในคลาส 400 ซีซี ด้วยพละกำลังเครื่องยนต์ 75 แรงม้า และมีรอบเครื่องยนต์ที่สูงกว่า 15,000 รอบต่อนาที ทำลายทุกขีดจำกัด ส่วนควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ECU ใช้พื้นฐานเดียวกับ Z H2 รุ่นเรือธงของคาวาซากิ ทั้งเกรี้ยวกราดและดุดัน โดยมี ETV (Electronics Throttle Valves) ที่มีขนาดใหญ่ถึง ø34 mm ที่ทำให้ตอบสนองการบิดคันเร่งอย่างดีเยี่ยม และทำให้ง่ายต่อการทำงานในส่วนของระบบต่าง ๆ ภายในรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ เช่น KTRC, การเลือกโหมดการขับขี่ และการใช้งานควิกชิพเตอร์ (ในรุ่น SE) กับเสียงอันเร้าใจของเครื่องยนต์ Ninja ZX-4R มาจากท่อไอเสียที่ได้แรงบันดาลใจจาก Ninja ZX-6R เพื่อให้ได้กำลังสูงสุดและเสียงเร้าใจ โดยที่ไม่ผิดกฎหมาย ด้านแรมแอร์ที่อยู่ตรงกลางเป็นฟีเจอร์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของโมเดล Ninja ZX โดยช่องทางเดินอากาศของ Ninja ZX-4R ถูกออกแบบมาให้คล้ายกับ Ninja H2 ซึ่ง Know-how นี้จะเพิ่มอัตราการไหลของอากาศและเพิ่มความดันอากาศทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นทุกความเร็วรอบ ทั้งยังออกแบบมาให้ป้องกันน้ำเข้าสู่เครื่องยนต์ในการขับขี่ในขณะฝนตกด้วย ระบบกันสะเทือน High-Grade Suspension SFF-BP (Separate Function Fork – Big Piston) Horizontal Back-link Rear Suspension ระบบรองรับน้ำหนักด้านหน้าถูกติดตั้งมาเป็นระบบ SFF-BP ของ SHOWA ทำให้ Ninja ZX-4R สามารถขับขี่ได้ทั้งในสนามแข่งและรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ในส่วนของโช้คอัพหลัง เป็นแบบ Horizontal Back-Link ที่ออกแบบมาจาก Ninja ZX-10R (ในรุ่น SE สามารถปรับ Preload ที่โช้คอัพหน้าได้) เรือนไมล์ TFT Colour Instrumentation with Circuit Mode หน้าจอ TFT ขนาด 4.3 นิ้ว พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ในการควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ผ่านระบบ Smartphone Connectivity โดยหน้าจอ TFT มี Built in Bluetooth เพื่อเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ของผู้ใช้รถโดยเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น “RIDEOLOGY” ซึ่งมีฟังก์ชั่นแสดงข้อมูลรถ และตั้งค่าการขับขี่ต่าง ๆ ผ่านโทรศัพท์ได้เลย ทำให้ Ninja ZX-4R สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น รองรับสมรรถนะสไตล์สปอร์ตที่มีพิษสงรอบตัวยิ่งกว่ารุ่นใด ๆ ในคลาส 400

BMW S1000RR สเปค โมเดลใหม่ 2023 จากค่ายเรือธง BMW S1000RR 2023 สปอร์ตไบค์ตระกูล S1000 ในพิกัด 1000 ซีซี จากค่ายใบพัดสีฟ้า พร้อมรูปลักษณ์ที่โดดเด่นสะกดทุกสายตา กับสมรรถนะที่เหลือล้น ในเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ให้ความแรงถึง 210 แรงม้า และเทคโนโลยีเต็มขั้น ให้ความมันส์ทุกการขับขี่บนสนามแข่งและท้องถนน ราคาแนะนำ สีแดง Racing Red ราคา 999,000 บาท สีดำ Black Storm Metallic ราคา 984,000 บาท สเปค, สเป็ก หน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว เกียร์โยง CNC ระบบเบรก ABS ปุ่มคอนโทรลโหมดการขับขี่ โช้คเดี่ยวไฟฟ้า วิงก์เล็ต BMW S1000RR สเปค 2023 และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 999 ซีซี แรงม้า (เคลม) 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 113 นิวตันเมตรที่ 11,100 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 49.7 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 13.3 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง Electronic injection ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน พร้อมระบบคลัตช์ anti-hopping ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-ZR17 แบบไม่ใข้ยางใน ยางหลัง 190/55-ZR17 แบบไม่ใข้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ขนาด 45 มม. พร้อมระบบ Dynamic Damping Control (DDC) ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม พร้อมโช้คเดี่ยว และระบบ Dynamic Damping Control (DDC) เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์ แบบเรเดียลเมาท์ 4 พอต (ABS) เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก 1 พอต (ABS) กว้าง X ยาว X สูง 848 x 2,073 x 1,204 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,458 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 824 ม.ม. น้ำหนักรถ 193.5 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 16.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ น้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วออกเทน 95-98 เทคโนโลยี ระบบเบรก C-ABS ไดนามิก แทรคชั่นคอนโทรล ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSC) โหมดการขับขี่ 4 โหมด (Rain, Road, Dynamic, Race)

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เผยโฉม BMW R1250RT 2019 ใหม่มอเตอร์ไซค์ทัวริ่งที่มาพร้อมสมรรถนะเครื่องยนต์ทรงพลังผสานเข้ากับความสะดวกสบาย สำหรับการเดินทางไกลไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบพร้อมสร้างประสบการณ์สุดประทับใจให้แก่เหล่าไบค์เกอร์บนทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล BMW R1250RT 2019 ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์บ็อกเซอร์อันเป็นเอกลักษณ์ระดับตำนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สั่งจ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมระบบฟอกไอเสียแบบ closed-loop ชนิด 3 ทาง จึงพร้อมส่งแรงบิดเต็มกำลัง ขณะที่เทคโนโลยีระบบวาล์วแปรผันใหม่ BMW ShiftCam ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องยนต์ ก็ยังเสริมความแรงได้อย่างเหนือชั้น บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยอากาศและของเหลว ขนาด 1,254 ซีซี ที่ได้รับการยกระดับให้สามารถส่งพละกำลังและแรงบิดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสามารถโลดแล่นได้อย่างราบรื่นแม้ขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ส่งกำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ / 136 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 143 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที เครื่องยนต์บ็อกเซอร์รุ่นใหม่นี้ยังโดดเด่นด้วยระบบไอเสียที่สามารถปล่อยมลพิษน้อยลง และประหยัดเชื้อเพลิง เติมเต็มสมรรถนะเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี BMW ShiftCam ที่เสริมความสมดุลของเพลาลูกเบี้ยวและจังหวะการทำงานของเครื่องยนต์ นอกจากนี้ เพลาลูกเบี้ยวยังเปลี่ยนมาขับเคลื่อนด้วยห่วงโซ่ฟันแทนโซ่ส่งกำลังแบบเดิม ส่วนระบบหัวฉีดคู่และระบบไอเสียใหม่ ผ่านการรับรองมาตรฐานยูโร 4 ที่เน้นประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่หลากหลายสำหรับความต้องการที่แตกต่างของนักบิด ได้แก่ ‘Rain’, ‘Road’ และ Riding Modes Pro ที่เพิ่มโหมดการขับขี่แบบโปร คือ ‘Dynamic’, ‘Dynamic Pro’, ‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ พร้อมระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC) และระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control) ที่ได้รับการติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่อุ่นใจยิ่งขึ่นในทุกสภาวะการขับขี่ เพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้นด้วย ระบบ Dynamic Traction Control และ ABS Pro ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนระบบ Dynamic Brake Control หรือ DBC ช่วยให้เบรกหลังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการตัดกำลังของเครื่องยนต์เมื่อเบรกในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้รถมีระยะเบรกสั้นลง ในขณะที่ยังสามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นคง ระบบช่วงล่างที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า หรือ Dynamic ESA ยังสามารถปรับการตอบสนองของโช้คอัพได้อย่างอัตโนมัติและฉับไวตามสภาวะการขับขี่และการควบคุมรถ ปรับค่าการสั่นสะเทือนให้เหมาะสมตามสภาพถนน เพื่อการขับขี่ที่สบายและมั่นคงในทุกเลี้ยวโค้ง ดีไซน์ของบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ยังคงเน้นองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์ ทัวริ่งอย่างเต็มเปี่ยมใน 4 สี 4 สไตล์ด้วยกัน ได้แก่ สีขาว Alpine white สีแดง Mars red metallic/Dark slate metallic matt สี Manhattan metallic และสีน้ำเงิน Option 719 Blue planet metallic/Ivory นอกจากนี้ ชุดแต่งจาก BMW Motorrad Spezial ยังเป็นอีกทางเลือกที่พร้อมสร้างความแตกต่างให้ สะดุดตายิ่งขึ้น ด้วยชิ้นส่วนคัสตอมสุดเอ็กซ์คลูซีฟในวัสดุเกรดพรีเมียม และงานฝีมืออันประณีตบรรจงในทุกรายละเอียดจากช่างผู้เชี่ยวชาญ มอบสไตล์ที่โดดเด่นแบบเฉพาะตัว บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ สีขาว Alpine White ราคา: 1,340,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สำหรับรุ่นสีขาว Alpine White จะโดดเด่นด้วยล้อสีเงิน Silver metallic ตัดสลับกับตัวเครื่องสีเงิน Aluminium Silver metallic มาพร้อมกับฝาครอบถังน้ำมันกลางตัวรถและที่รองเข่าสีเข้ม Slate Dark metallic matt สวยสะดุดตา นอกจากนี้ ตุ้มถ่วงปลายแฮนด์ ขอบกระจกหน้ารถ และคาลิเปอร์เบรคสีดำ พร้อมด้วยสปอยเลอร์ด้านหน้าและสปอยเลอร์เครื่องยนต์สีดำ Night Black ยังขับเน้นให้ส่วนของเครื่องยนต์นั้นโดดเด่นและโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น

สำหรับการ รีวิว Honda ADV150 ปี 2019 ครั้งนี้ต้องบอกเลยว่า สดๆร้อนๆ ทั้งการเปิดตัว และการทดสอบกันเลยละพ่อคุณแม่คุณทั้งหลาย เพราะในช่วงเช้าได้เปิดตัวกันที่เซ็นทรัลเวิล์ด และในช่วงบ่ายได้มีการจัดเป็นการทดสอบในรอบของสื่อมวลชน ที่ศูนย์ขับขี่ปลอดภัย สำหรับโมเดลนี้เป็นโมเดลที่จัดจำหน่ายทั่วโลก และต้องบอกตามกันไปอีกว่าโมเดล ADV150 เป็นโมเดลที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามกันเลยทีเดียว ด้วยคาแร็กเตอร์ตัวรถ และการออกแบบที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็น Street Adventure ทำให้รู้สึกได้ว่า เป็นมอเตอร์ไซต์ที่ โคตรจะเหมาะสมกับภูมิประเทศไทย เราลองมาดูมารีวิวครั้งนี้ ที่ทางเราก็ได้สัมผัสเจ้า ADV150 ครั้งแรกเป็นยังไงกัน รูปร่าง อวบ กำลังดี มาดูกันที่รูปร่างหน้ากันก่อนเลยสำหรับการดีไซน์ภาพรวม ที่รูปร่างที่ค่อนข้างจะคล้ายรุ่นพี่สายลุยอย่าง Honda X-ADV 750 ด้วยรูปทรงไฟหน้าและท่อไอเสียที่ดีไซน์ให้ออกมาองศาคล้ายคลึงกันพอสมควร สำหรับ ADV150 คันนี้มีระบบส่องสว่างไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว แบบ Full LED ที่ให้ความสว่างชัดเจน ดีไซน์สวยโดยเฉพาะไฟหน้า และโดดเด่นด้วยไฟท้ายดีไซน์เป็นรูปตัว X สำหรับคันนี้เป็นสีที่ดูสวยสดที่สุด นั้นก็คือ สีแดง แต่ก็ยังมีอีก 2 สีก็คือ ดำ และ เทา ที่จำหน่ายในประเทศไทย (ความชอบส่วนตัว) พร้อมกับระบบ ESS (Emergency stop signal) เมื่อเบรคฉุกเฉิน ความเร็วลดแบบกระทันหัน ไฟเลี้ยวจะกระพริบเป็นสัญญาให้เป็นจุดสังเกตได้อย่างชัดเจนและปลอดภัย ชิวบังลมด้านหน้าที่มีขนาดใหญ่ ใส ที่สำคัญเลยมันสามารถที่จะปรับระดับสูง-ต่ำของชิวหน้าได้ โดยการหมุนตัวปรับทางด้านซ้ายและขวาพร้อมกับปรับขึ้นลงได้ แบบพร้อมกันทำให้การขับขี่ทั้งในเมืองก็ดีขึ้น และถ้าเราต้องการบังลมหรือบังขี้โคลนก็สามารถปรับขึ้นได้อีกด้วย ออกแบบไว้พร้อมลุย สำหรับแฮนด์บาร์ที่มีขนาดกว้างมีทั้งข้อดีและข้อสังเกต ข้อดีคือการออกแบบมาให้ขับขี่สบาย เดินทางไกลได้ รวมไปถึงสรีระการจับแฮนด์จะสามารถให้ตัวระหว่าง ช่วงแขนและไหล่ ทำให้เวลาเกิดการสั่นสะเทือนจะรู้สึกได้น้อยลง ส่วนข้อสังเกตุมีไม่มาก มันกว้าง ก็ย่อมติดเป็นธรรมดาแต่สำหรับคนที่ขับขี่บ่อยๆ เชื่อได้ว่าเดี๋ยวก็ชิน และก็พริ้วเหมือนเดิม ทางด้านแฮนด์ซ้าย มีสวิตซ์ไฟสูงไฟต่ำ แตร และไฟเลี้ยวออกแบบมาได้ระยะการปรับพอดีนิ้วมือ และปะกับแฮนด์ทางด้านขวามีสวิตซ์ ไฟฉุกเฉิน และ ปุ่มกดสตาร์ทเครื่องยนต์ รวมไปถึงสวิตซ์เปิดปิด IDLING Stop โหมดการหยุดทำงานเครื่องยนต์อัจฉริยะพร้อมทั้งปะกับคันเร่งแบบ 2 สายที่ออกแบบอยู่รวมกันทั้งหมด ทำให้ดูแล้วลงตัวเหมาะสม เรียบง่ายอย่างยิ่ง เรือนไมล์แบบ Full LCD ที่จะบอกสถานะต่างๆทั้งความเร็ว อัตราค่าเฉลี่ยน้ำมัน ทริปA/B เวลา วัน/เดือน รวมไปถึงแถบสถานะบอกไฟเลี้ยว กุญแจอัจฉริยะ ไฟสูง สถานะเครื่องยนต์ แบตเตอรี่ และไฟสถานะ ABS ที่ถูกดีไซน์เป็นแถบแยกออกมาจากหน้าจอเรือนไมล์อีกที แต่อยู่ในระยะที่สายตาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน กุญแจอัจฉริยะที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีเพียงแค่พกเข้าไปใกล้ๆรถเพียง 0.5-1 เมตรก็สามารถที่จะกดสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทันที รวมไปถึงตัวเบ้าบิดกุญแจ (เตาแก๊ส) ที่มีระดับการบิดทั้งเปิดถังน้ำมันขนาด 8 ลิตรที่อยู่ระหว่างขา,กดเปิดเบาะ และเปิดสตาร์ทเครื่องยนต์ ทางด้านซ้ายของคอนโซนที่ออกแบบให้มีช่องเก็บของสะดวกต่อการหยิบของได้ง่ายโดยใช้มือซ้าย และยังมีปลั๊กไฟอเนกประสงค์ 12V ไว้สำหรับการต่อ GPS ชาร์ตแบต Smartphone และอื่นๆได้อีกมากเลยละครับ ช่วงล่างกันบ้าง เขาว่าดี!! ช่วงล่างด้านหน้าโช้คอัพหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิค(ตะเกียบคู่)ดีไซน์กระบอกโช้ค 2 ระดับเพิ่มความ อารมณ์ความแอดเวนเจอร์เข้าไป พร้อมกับมีระยะยืดยุบ 130 มิลลิเมตร มาคู่กับระบบเบรคแบบจานดิสที่มีขนาดใหญ่ 240 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรค Nissin ที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับความปลอดภัยที่ให้มาคือ ABS ช่วงล่างด้านหลังเป็นโช้คคู่ Showa Subtank กระบอกสีทองที่มีระยะยืดยุบตัวแกนได้120 มิลลิเมตร ทั้งซ้าย และขวา ซึ่งก็ถือว่าเป็นโช้คหลังที่ติดมาจากโรงงานที่ดี ไม่แพ้รถบิ้กไบค์เลยละครับ ระบบเบรคหลังที่ให้มาเป็นแบบดิสเบรคจากโรงงาน ออกแบบมาสวยโดนใจตั้งแต่แรกพบสบตา มีการวางตำแหน่งเยื้องออกมาทางด้านหลังง่ายต่อการเซอร์วิสและมีความสวยงาม ตัวคาลิปเปอร์เป็น Nissin จานดิสมีขนาด 220 มิลลิเมตร (Non ABS) ล้อหน้า-หลัง เป็นล้อแม้กซ์ดีไซน์ 6 ก้านคู่ดูลงตัว สีดำมาพร้อมกับยาง IRC ขนาด 110/80-14 และ 130/70-13 (หน้า/หลัง) เป็นแบบ TUBELESS ไร้ยางในตัวลายดอกยางเป็นลายดอกแบบกึ่งลุย กึ่งสตรีสดูได้อารมณ์ลงตัว เหมาะสำหรับการขับขี่ดินลูกรัง และถนนดำ เครื่องยนต์ 150 ซีซีคล่องตัว..ECU ใหม่ มาดูที่พละกำลังเครื่องยนต์ ESP หัวฉีด PGM-Fi ขนาด 1 สูบ 149.3 ซีซี

ก้าวสู่ยุคการตลาดยุคใหม่เต็มตัว เอ.พี. ฮอนด้า ผนึกกำลังมาร์เก็ตเธียร์ เปิดตัวโครงการ IMC Plan Contest ประจำปี 2019 มุ่งค้นหานักการตลาดรุ่นใหม่ไฟแรง เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดตัวโครงการประกวดแผนสื่อสารการตลาด IMC Plan Contest by A.P. Honda ครั้งที่ 12 โดยความร่วมมือจากมาร์เก็ตเธียร์ (Marketeer) สำนักข่าวและสื่อออนไลน์ทางการตลาดชื่อดังของเมืองไทย วางเป้าหมายพัฒนานักศึกษารุ่นใหม่สู่การเป็นนักการตลาดมือดีที่เก่งทั้งทฤษฏีและปฏิบัติ มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า “ในฐานะผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย เอ.พี. ฮอนด้า ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการที่อยู่เหนือความคาดหมายของผู้บริโภคเท่านั้น แต่เรายังให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสังคมไทย หนึ่งในนั้นคือโครงการประกวดแผนการตลาดที่เราได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2009 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศจนถึงปัจจุบัน” “อย่างไรก็ตาม โลกของการตลาดนั้นไม่มีคำว่าหยุดนิ่ง ซึ่งเราก็ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการประกวดให้ทันสมัยอยู่เสมอ ล่าสุดในปีนี้ เราได้เปลี่ยนชื่อการประกวดจาก Marketing Plan Contest สู่การเป็น IMC Plan Contest หรือการแข่งขันแผนสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ เพราะเราต้องการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้คิดมุ่งเน้นในการใช้เครื่องมือทางการตลาtดให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย ภายใต้โจทย์การทำตลาดเชิงไลฟ์สไตล์มาร์เก็ตติ้ง ด้วยสินค้าที่มีอัตลักษณ์แตกต่างกว่าสินค้าทั่วไป นั่นคือรถจักรยานยนต์ภายใต้แบรนด์ CUB House ของฮอนด้า ซึ่งประกอบไปด้วย Monkey และ C125 ถือเป็นเรื่องใหม่และท้าทาย ที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเข้าใจทั้งตัวสินค้า และวิธีทางการตลาดที่เหมาะสม จุดเด่นของโครงการคือ นักศึกษาจะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่เพียงการคิดเท่านั้น แต่จะได้ลงมือปฏิบัติจริงบนพื้นฐาน 3 จริง นั่นคือสินค้าจริง ลูกค้าจริง และสถานที่จริง” “พร้อมกันนี้ เรายังรู้สึกภูมิใจที่ได้ร่วมผนึกกำลังกับทางมาร์เก็ตเธียร์ สำนักข่าวและสื่อออนไลน์ทางการตลาดที่มีชื่อเสียงที่สุดในไทย นับเป็นโอกาสดีที่ได้ร่วมงานกับกูรูทางการตลาดระดับชั้นนำเป็นครั้งแรก เราเชื่อว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดก็คือนิสิต นักศึกษา ที่เข้าร่วมประกวดในโครงการนี้ ที่จะได้รับทั้งความรู้และมุมมองใหม่ๆอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ดร.ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ นักกลยุทธ์การตลาดไอเอ็มซีชื่อดัง และที่ปรึกษาโครงการ เปิดเผยว่า “IMC Plan Contest by A.P. Honda เป็นโครงการประกวดที่น่าสนใจ โดดเด่นในแง่ของแผนงาน เน้นเจาะไปที่การสื่อสารการตลาดเชิงบูรณาการ (Integrated Marketing Communication) เป็นการประกวดที่ไม่ได้พิจารณาเพียงแค่แผนงาน แต่นักศึกษามีโอกาสได้นำแผนของตนเองไปปฏิบัติจริง ทำให้เกิดความเข้าใจและได้รับประสบการณ์จริง จึงอยากเชิญชวนให้นักศึกษาสมัครเข้ามาประกวดกันเยอะ ๆ ครับ” สำหรับการประกวดแผนสื่อสารการตลาด IMC Plan Contest by A.P. Honda ครั้งที่ 12 เปิดโอกาสให้นิสิต และนักศึกษาที่สนใจงานด้านการสื่อสารการตลาด ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์มาประชันความสามารถ กับการประกวดวางแผนการสื่อสารการตลาดสำหรับ Monkey และ C125 จากแบรนด์ CUB House เพื่อนำความรู้มาต่อยอดความคิด วิเคราะห์ วางแผน นำเสนอ และทำให้เกิดขึ้นจริง ภายใต้โจทย์ “การสร้างแผนการสื่อสารการตลาดระหว่างปี 2020-2022 สำหรับรถ Monkey และ C125” ภายใต้แบรนด์ CUB House เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ด้วยงบประมาณสมมุติ 100 ล้านบาท ทั้งนี้ การประกวดจะแบ่งออกเป็น 3 รอบได้แก่ รอบที่ 1 (Presentation) เปิดรับแผนงานจากนิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 พฤศจิกายน2562 ก่อนคัดให้เหลือ 140 แผนงาน ที่จะได้สิทธิ์ในการนำเสนอแผนงานต่อหน้าคณะกรรมการที่จะเดินสายไปตัดสินใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศในช่วงเดือนธันวาคม 2562 เพื่อคัดให้เหลือ 36 แผนงานที่จะได้เข้าสู่รอบต่อไป รอบที่ 2 (Semi Final) ทีมที่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกทั้ง 36 ทีม จะต้องนำแผนงานบางส่วนมาปฏิบัติจริงในพื้นที่ร้าน CUB House ทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศในช่วงเดือนมกราคม 2563 ก่อนคัดเหลือเพียง 12 ทีมเข้าสู่รอบสุดท้าย รอบที่ 3 (Final) 12 ทีมสุดท้ายที่เข้ารอบมาในฐานะตัวแทนของ CUB House แต่ละสาขา จะต้องนำเสนอไฮไลท์หรือความโดดเด่นของ

"ไฟจราจรสีขาว" สัญญาณไฟสีที่ 4 ของโลก สรุปหลักการทำงาน วิธีปฏิบัต และวิเคราะห์ความพร้อมกฎหมายจราจรไทยปี 2568 ลดรถติดได้จริงหรือ?

ความสปอร์ตที่มาในราคาหลักแสนเทียบชนกับรถในราคาหลักล้านบาท Huawei x GAC เผยโฉม Qijing สปอร์ต สุดล้ำ ท้าชนซูเปอร์คาร์

Triumph Tiger 900 มีดีอะไรบ้าง Triumph Tiger 900 จัดเป็น All-New โมเดลที่น่าจับตามองไม่ใช่น้อย เพราะทางค่ายเคลมไว้ว่าจะเป็นโมเดลที่จะมายกระดับมาตรฐานให้กับโลกของแอดเวนเจอร์ไบค์ เราไปดูกันว่า Triumph Tiger 900 มีดียังไงบ้าง ก่อนอื่นเลยมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับชื่อโมเดลย่อยเล็กน้อย จากเดิมที่เป็น Tiger 800 XC และ XCx สำหรับโมเดลล้อซี่ลวดเน้นทางฝุ่นจะถูกเปลี่ยนเป็น Tiger 900 Rally และ Rally Pro ส่วนโมเดล Tiger 800 XR และ XRx ที่เป็นโมเดลล้อแม็กเน้นขี่ทางดำจะกลายเป็น Tiger 900 GT และ GT Pro นอกจากนี้จะมีโมเดลพื้นฐานเป็น Tiger 900 ที่เน้นขี่ถนน เครื่องยนต์ใหม่ Triumph Tiger 900 ในตอนนี้ใช้เครื่องยนต์สามสูบตัวใหม่ขนาด 888 ซีซีรองรับ Euro5 เคลมมาว่ามีแรงบิดมากขึ้นกว่าโมเดลเดิม 10% มีแรงบิดสูงสุดที่ 87 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ ให้กำลังแรงม้าดีขึ้นในทุกย่าน โดยเฉพาะในรอบกลางที่มากขึ้นถึง 9% เปลี่ยนแปลงลำดับการจุดระเบิดใหม่เป็น 1,3 ,2 ให้ฟีลลิ่งที่แตกต่างเป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงสุ้มเสียงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เซ็ตมาตรฐานใหม่ของแอดเวนเจอร์ไบค์ เด่นด้วยเฟรมโมดูลาร์ใหม่เพราะซับเฟรมท้ายพร้อมพักเท้าคนซ้อนซึ่งน้ำหนักเบา ทั้งนี้ด้วยแชสซีใหม่นี้ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบากว่าพี่เสือ 800 อยู่ถึง 5 กก. ระบบกันสะเทือนชั้นดีเพื่อสมรรถนะที่ดีทั้งบนทางดำและทางฝุ่น ส่วนในโมเดล GT Pro จะมาพร้อมโช้คปรับไฟฟ้าอีกด้วย คาลิเปอร์เบรคถูกอัพเกรดเป็น Brembo Stylema ที่เป็นตัวโมโนบล็อก และยังเพิ่มความจุของถังน้ำมันเป็น 20 ลิตรเพื่อให้ใช้งานได้ไกลขึ้นกว่าที่เคย ลูกเล่นเพื่อความสวยงามและการขับขี่ที่ดีขึ้น Triumph ยังยัดลูกเล่นไฮเทคมาให้แบบจัดเต็มทั้งเพื่อความงามและการขับขี่ อาทิ เรือนไมล์ TFT สีขนาด 7 นิ้ว (ไม่มีในรุ่นพื้นฐาน) สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ในรุ่น Pro ระบบเบรก Cornering ABS และแทร็คชั่นคอนโทรลที่ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อย (ไม่มีในรุ่นพื้นฐาน) โหมดการขับขี่ที่มากถึง 6 โหมด ได้แก่ Rain, Road, Sport, Rider, Off-Road, Off-Road Pro ควิกชิฟเตอร์ 2 ทาง (เฉพาะรุ่น Pro) ไฟ LED ทั้งระบบพร้อมไฟเดย์ไลท์ที่ออกแบบใหม่ และช่องเก็บมือถือพร้อมช่องจ่ายไฟ USB รูปโฉมใหม่ แน่นอนว่าเจ้าเสือคันใหม่นี้มีรูปโฉมใหม่ โดยการออกแบบดีไซน์คราวนี้จะมุ่งเน้นไปในสไตล์ที่ดุดันก้าวร้าวมากขึ้นพร้อมท่าทางที่พร้อมจะลุยทุกเส้นทาง การเก็บงานและรายละเอียดต่างๆ เนี้ยบเนียน ชุดสีและลวดลายกราฟฟิกต่างๆ ดูดีพรีเมี่ยมกว่าที่ผ่านมา เข้าถึงง่าย เบาะนั่งของ Tiger 900 ทุกโมเดลสามารถปรับระดับความสูงได้ 20 มม. ดังนั้นคนที่ไม่สูงมากหลายคนก็สามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ยังมี Tiger 900 GT รุ่นพิเศษที่มาพร้อมช่วงล่างและเบาะต่ำพิเศษอีกด้วย Specifications โมเดล Tiger 900 Tiger 900 GT Tiger 900 GT Pro Tiger 900 Rally Tiger 900 Rally Pro เครื่องยนต์ 3 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 888 ซีซี ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ แบบ DOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 78 X 61.9 มม. อัตราส่วนการอัด 11.27:1 แรงม้าเคลม 95.2 แรงม้าที่ 8,750 รอบ แรงบิดเคลม 87 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ ระบบเกียร์

สำหรับ Yamaha YZF-R1 GYTR Limited Edition เป็นอีกหนึ่งคันที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษในงาน Eicma 2019 เพราะทุกคนอยากที่จะครอบครองคันนี้ ที่มีสเปคเหนือกว่าตัว YZF-R1 ตัวธรรมดา ก่อนอื่นเลยเรามาทำความเข้าใจ GYTR กันก่อนเลย อักษร 4 ตัวนี้ย่อมาจาก Genuine Yamaha Technology Racing คือฝ่ายคิดค้นและพัฒนา พาร์ทและอุปกรณ์เสริมประสิทธิภาพของทางยามาฮ่า ที่คิดค้นพัฒนาทั้งทางฝุ่นและทางเรียบมากว่า 40 ปี ก็ต้องบอกเลยว่า R1 คันนี้ไม่ใช่คันแรกแน่ๆที่ถูกเสริมหล่อ แต่งออกมาขนาดนี้ สำหรับ Yamaha YZF-R1 GYTR คันนี้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นพาร์ทคาร์บอนเกือบจะทุกชิ้นเพื่อความเบา แข็งแรงและสวยงาม ถูกคาดด้วยลาย GYTR สีขาว-น้ำเงิน ดูดุลงตัว ถ้าสังเกตุไปที่ช่วงล่างด้านหน้าถูกปรับเปลี่ยนเป็นโช้คหน้า Ohlins และระเบรคแบบเรเดี้ยนเมาส์ตัว Racing จาก Brembo พร้อมจากเบรค Brenbo T-drive มาดูกันต่อที่ท่อไอเสีย Akrapovic ที่ถูกพัฒนามาเพื่อ R1 โดยเฉพาะกันเลย พร้อมกับโช้คหลัง Ohlins TTX ตัวท๊อปๆของทางค่ายอีกเช่นกัน ที่จะมาช่วยเสริมความเนียนในการเข้าโค้งให้ดียิ่งขึ้น ชุดแผงคอด้านหน้าถูกขึ้นรูปใหม่ดีไซน์เป็นร่องแข็งแรง น้ำหนักเบา พร้อมกับเลเซอร์ GYTR บนชุดแผงคอด้านบน ทางด้านแฮนด์ขวาถูกเปลี่ยนปั้มกระทุ้งหน้าเป็นของ Brembo RCS ที่สามารถปรับระยะได้ เสริมหล่อกันเข้าไปอีก ทางด้านซ้ายของแฮนด์ถูกปรับเปลี่ยนปะกับแฮนด์แบบ Racing ที่เพิ่มความเข้าให้ง่ายขึ้นเมื่ออยู่ในสนามแข่ง เพียงแค่จำสีเท่านั้น แต่ก็ยังมีตัวอักษารเล็กๆอยู่ ที่ง UP Down Map Mode และ Pit ได้อารมณ์ซิ่งกันเลยละครับ สุดท้ายนี้ อาจจะต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ตัวสเปคเครื่องยนต์ยังไม่ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ เพราะทางเจ้าหน้าที่ยามาฮ่าเองก็ได้บอกไว้ว่าเวอร์ชั่นนี้เป็น ชุด KIT Racing ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อการแข่งขันเท่านั้น และคนที่ซื้อเวอร์ชั่นนี้ได้อาจจะต้องมีโปรไฟล์ทีมแข่ง หรือเป็นนักแข่งที่ใช้เพื่อการแข่งขันเท่านั้น ถือว่าเป็นการคาดเดาได้ว่ามันต้อง แรงกว่า ตัวขายปกติทั่วไปอย่างแน่นอน!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ครั้งแรกในวงการรถจักรยานยนต์ไทย CUB House by Honda จับมือ Toei Animation ผู้ถือลิขสิทธิ์ “ดราก้อนบอล” ร่วมสร้างตำนานบทใหม่ ระหว่างรถจักรยานยนต์ Monkey กับ อนิเมะยอดฮิตตลอดกาลของญี่ปุ่น เปิดตัว Honda Monkey รุ่น Dragon Ball Limited Edition ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 คันทั่วโลก มาเป็นเซ็ตพร้อมแจ็คเกตลาย Monkey x Dragon Ball จากแบรนด์ Naked & Famous วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 119,900 บาท ที่ร้าน CUB House ทั้ง 13 สาขา และที่งานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2019 ระหว่างวันที่ 29 พ.ย. – 10 ธ.ค. 2019 มร.ชิเกโต คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า “เป้าหมายของคับเฮ้าส์คือการเติมเต็มความต้องการให้กับคนรุ่นใหม่ด้วยการส่งมอบคุณค่าสามอย่าง อย่างแรกคือ Fun หรือความสนุกที่ลูกค้าสัมผัสได้จากทุกส่วนของร้าน รวมถึงสินค้าในร้าน อย่างที่สองคือ Proud หรือความภาคภูมิใจเมื่อลูกค้าได้เป็นเจ้าของรถ และอย่างที่สามคือ Me หรือสิ่งสะท้อนความเป็นตัวตนที่แท้จริงของลูกค้า ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นผ่านประสบการณ์ที่คับเฮ้าส์ส่งมอบให้กับลูกค้าซึ่งตลอดสองปีที่ผ่านมาที่นี่ได้กลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่สนุกสนาน และการเดินทางที่ไม่มีที่สิ้นสุด”“ล่าสุดนี้ เราขอส่งมอบความสนุกครั้งใหม่และครั้งแรกของวงการรถจักรยานยนต์ไทยกับการรวมตัวกันครั้งสำคัญของสองตำนาน นั่นคือตำนานของรถ Monkey ที่มีจุดกำเนิดตั้งแต่ปี 1961 จากการประดิษฐ์รถเพื่อขี่เล่นของพนักงานในโรงงานฮอนด้าแห่งหนึ่ง แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่แปลกไม่เหมือนใครทำให้ Monkey กลายเป็นรถที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกโดยเฉพาะในหมู่นักสะสม และอีกตำนานเกิดขึ้นในปี 1984 เมื่อดราก้อนบอลได้ถือกำเนิดขึ้นในญี่ปุ่นและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ได้รับการเผยแพร่ไปถึงกว่า 80 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย จนกลายเป็นอนิเมะยอดฮิตตลอดกาลของโลก”“ในปี 2019 นี้ เมื่อสองตำนานได้มารวมตัวกันก็ก่อให้เกิดรถจักรยานยนต์ Monkey Dragon Ball Limited Edition ภายใต้คอนเซปต์ ความสนุกในความทรงจำ กลับมาให้คุณได้ซนอีกครั้ง ซึ่งจะถูกผลิตจำนวนจำกัดเพียงแค่ 100 คันทั่วโลก โดยรถพิเศษรุ่นนี้ได้รับการออกแบบโดยทีมดีไซน์เนอร์จาก H2C ซึ่งเป็นสำนักแต่งรถของเอ.พี. ฮอนด้า ที่มีความหลงใหลใน Monkey และ Dragon Ball อย่างมากจนเกิดเป็นรถที่มีความลงตัว มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร”Monkey Dragon Ball Limited Edition เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง เอ.พี. ฮอนด้า และ Toei Animation ผู้ถือลิขสิทธิ์ดราก้อนบอลอย่างเป็นทางการ ตัวรถได้รับการออกแบบให้มีความโดดเด่นลงตัวทุกมุมมอง โดยการนำเอาเอกลักษณ์สามอย่างของดราก้อนบอลมาอยู่บนตัวรถ Monkey อย่างแรกคือลูกแก้วมังกรสี่ดาวของโงกุน อย่างที่สองคือเทพเจ้ามังกรอันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งสองอย่างถูกตกแต่งอยู่บนถังน้ำมันที่หุ้มด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ โดยตัวลูกแก้วมังกรทำจากอะลูมิเนียม CNC และอย่างที่สามคือสัญลักษณ์สำนักเต่าของผู้เฒ่าเต่าอันเลื่องชื่อที่โดดเด่นอยู่บนครอบกรองอากาศสีส้ม ในขณะที่ฝาครอบหุ้มข้างเป็นแบบคาร์บอนไฟเบอร์พร้อมสัญลักษณ์ MonkeyHonda Monkey Dragon Ball Limited Edition ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 คันทั่วโลก มาเป็นเซ็ตพร้อมแจ็คเกตลาย Monkey x Dragon Ball จากแบรนด์ Naked & Famous (มูลค่า 8,500 บาท) วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 119,900 บาท ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปชมรถจริงและจองได้ที่ CUB House ทั้ง 13 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ สาขาเอกมัย สาขาอุดรธานี สาขาขอนแก่น สาขาชลบุรี สาขาสุราษฎร์ธานี สาขาหาดใหญ่ สาขาเพชรบุรี สาขาเชียงราย สาขาภูเก็ต สาขาเชียงใหม่ สาขานครปฐม สาขาศรีนครินทร์ และล่าสุดสาขาอุบลราชธานี และที่บูธ CUB House หมายเลข G 09 ในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2019 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พ.ย. – 10