
สถานการณ์การบังคับใช้กฎหมายจราจรและขนส่งในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกวาดล้างรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ลักลอบดัดแปลงสภาพเพื่อบรรทุกน้ำหนักเกิน หรือเพื่อความสะดวกในการขนส่งโดยไม่คำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัย ล่าสุด ณ ด่านตรวจท่าฉัตรไชย ซึ่งเป็นประตูหลักในการเข้าสู่ตัวเมืองภูเก็ต โดยกรณี รถบรรทุกดัดแปลงสภาพ ภูเก็ต เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจพบและจับกุมรถบรรทุกที่กระทำความผิดในลักษณะดัดแปลงสภาพรถจำนวน 2 รายรวด ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งอีกครั้ง
เจาะลึกเหตุการณ์ด่านตรวจภูเก็ตกับปฏิบัติการกวาดล้างรถดัดแปลง
ในปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ขนส่งจังหวัดภูเก็ตได้สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำด่านท่าฉัตรไชย ทำการสุ่มตรวจรถบรรทุกที่ลำเลียงสินค้าเข้าสู่เกาะภูเก็ต จากการตรวจสอบพบรถบรรทุก 2 คันที่มีลักษณะกายภาพผิดไปจากที่จดทะเบียนไว้ในสมุดคู่มือประจำรถ โดยเฉพาะการดัดแปลงในส่วนของระบบรองรับน้ำหนักหรือ “การเสริมแหนบ” และการต่อเติมโครงสร้างกระบะบรรทุกให้มีความสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
ความผิดทั้ง 2 รายถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นการดัดแปลงอุปกรณ์ส่วนควบโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการออกใบสั่งและอายัดตัวรถชั่วคราวเพื่อส่งดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนไปยังผู้ประกอบการรายอื่นๆ ว่าการเล็ดลอดผ่านด่านตรวจสำคัญของภูเก็ตนั้นทำได้ยากยิ่งขึ้นภายใต้เทคโนโลยีการตรวจวัดที่ทันสมัยในปี 2569
เปิดข้อกฎหมาย พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 (อัปเดตล่าสุด)
หัวใจสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การฝ่าฝืน พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 ซึ่งระบุว่า ห้ามมิให้ผู้ประกอบการขนส่งหรือเจ้าของรถ ดัดแปลงสภาพรถหรืออุปกรณ์ส่วนควบให้ผิดไปจากที่กำหนดในกฎกระทรวงหรือที่นายทะเบียนได้จดทะเบียนไว้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากนายทะเบียน
สิ่งที่ผู้ประกอบการมักมองข้ามคือ “บทลงโทษ” ตามมาตรา 149 ที่กำหนดโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท สาเหตุที่กฎหมายกำหนดโทษปรับไว้สูงขนาดนี้ เนื่องจากรถบรรทุกที่มีการดัดแปลงสภาพโดยไม่ได้มาตรฐานวิศวกรรม ถือเป็น “ระเบิดเวลา” บนท้องถนน หากเกิดระบบเบรกล้มเหลว หรือเพลาขาดจากการบรรทุกเกินพิกัด ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนย่อมประเมินค่าไม่ได้
“สายแบก” ต้องรู้! ดัดแปลงแบบไหนที่ขนส่งยอมรับ และแบบไหนที่ “จ้องจะจับ”
ในแวดวงรถบรรทุก การ “เสริมแหนบ” หรือ “เปลี่ยนเพลา” เป็นเรื่องปกติที่ทำเพื่อเพิ่มสมรรถนะ แต่ความต่างระหว่างการทำถูกกฎหมายกับการทำเถื่อนนั้นมีเส้นกั้นบางๆ ดังนี้:
-
การเสริมแหนบ: กฎหมายอนุญาตให้ทำได้หากมีการคำนวณจากวิศวกรเครื่องกลว่าโครงสร้างรถสามารถรับน้ำหนักได้จริง และต้องนำรถไปตรวจสภาพที่สำนักงานขนส่งเพื่อบันทึกลงในเล่มทะเบียน
-
การต่อเติมตัวถัง: ความสูงและกว้างต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด หากต่อคอกเสริมสูงเกินกว่าที่จดทะเบียนไว้เพียงไม่กี่เซนติเมตร เจ้าหน้าที่มีสิทธิ์จับกุมทันที
-
ระบบเบรกและล้อ: การเปลี่ยนขนาดล้อหรือการดัดแปลงระบบเบรกเพื่อรองรับน้ำหนักที่มากขึ้น หากไม่มีใบรับรองจากวิศวกร จะถือว่าเป็นการดัดแปลงสภาพที่ผิดกฎหมายทันที

ความปลอดภัย vs ปากท้องผู้ประกอบการ
เมื่อมีการจับกุมเกิดขึ้น มักตามมาด้วยคำถามจากฝั่งผู้ประกอบการว่า “ทำไมกฎหมายถึงไม่เอื้อต่อการทำมาหากิน?” ในสภาวะเศรษฐกิจที่ค่าขนส่งถูกกดราคา การดัดแปลงรถให้บรรทุกได้มากขึ้นต่อเที่ยวดูเหมือนจะเป็นทางออกเดียวในการอยู่รอด
อย่างไรก็ตาม เราต้องตั้งคำถามกลับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกันว่า มาตรฐานการตรวจสภาพรถที่สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) หรือแม้แต่กระบวนการตรวจสอบของภาครัฐเอง มีช่องโหว่ให้รถเหล่านี้หลุดรอดมาใช้ถนนได้นานขนาดนี้ได้อย่างไร? และทำไมการขออนุญาตดัดแปลงรถให้ถูกกฎหมายถึงยังถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและมีต้นทุนแฝงสูง จนคนขับรถเลือกที่จะ “วัดดวง” หน้าด่านแทน
ขั้นตอนการดัดแปลงรถบรรทุกให้ถูกกฎหมาย 100%
เพื่อไม่ให้ต้องเสียค่าปรับหลักหมื่น หรือเสี่ยงถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต ผู้ประกอบการควรดำเนินการดังนี้:
-
ปรึกษาวิศวกร: หาทางหนีทีไล่ด้วยการให้วิศวกรเครื่องกลที่จดทะเบียนกับสภาวิศวกรเป็นผู้เซ็นรับรองแบบการดัดแปลง
-
แจ้งสำนักงานขนส่ง: นำเอกสารการรับรองและตัวรถเข้าตรวจสภาพ ณ สำนักงานขนส่งที่รถจดทะเบียนอยู่
-
ชำระค่าธรรมเนียมและแก้ไขเล่มทะเบียน: เมื่อนายทะเบียนอนุมัติ ข้อมูลจะถูกบันทึกไว้อย่างถูกต้อง เมื่อผ่านด่านตรวจครั้งต่อไปเพียงแค่ยื่นเล่มทะเบียนให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ก็จะไม่มีปัญหาการจับกุมอีกต่อไป
สรุป
กรณีการจับกุม รถบรรทุกดัดแปลงสภาพ ภูเก็ต เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาการขนส่งในประเทศไทย ในปี 2569 นี้เราจะได้เห็นการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างด่านตรวจและระบบทะเบียนรถที่รวดเร็วขึ้น การ “ลักไก่” ดัดแปลงสภาพรถแบบเดิมๆ จะทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวจากการ “ทำตามความเคยชิน” มาเป็นการ “ทำตามกฎหมาย” เพื่อความปลอดภัยที่ยั่งยืนของทุกคนบนท้องถนน
อ่านเนื้อหาข่าวต้นทางได้ที่นี่ (คลิ๊ก)
อ่านข่าวมอเตอร์ไซค์อื่นๆ คลิกที่นี่

