SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Tesla Model Y

เหตุการณ์ระทึกขวัญบนท้องถนนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี Tesla Model Y แบตเตอรี่หมดกลางทาง กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในขณะนี้ หลังจากรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ดังเกิดอาการ “น็อค” กลางทางหลวง ทั้งที่ตัวเลขบนหน้าจอยังยืนยันว่ารถสามารถวิ่งต่อได้อีกไกลถึง 72 กิโลเมตร เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ใช้รถ แต่ยังจุดชนวนคำถามสำคัญเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของระบบคำนวณระยะทาง และมาตรฐานความปลอดภัยของรถยนต์ไฟฟ้าในยุคปัจจุบัน

ลำดับเหตุการณ์ Model Y ดับอนาถกลางไฮเวย์

เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา คุณเฉิน เจ้าของรถ Tesla Model Y รุ่นปี 2022 ได้ขับรถเดินทางจากเซี่ยงไฮ้มุ่งหน้าไปยังเมืองไท่โจว ในมณฑลเจ้อเจียง ระหว่างที่รถกำลังแล่นอยู่บนทางหลวงด้วยความเร็วปกติ จู่ๆ รถก็เกิดอาการสูญเสียแรงขับเคลื่อนและระบบไฟฟ้าทั้งหมดดับลงอย่างกะทันหัน

คุณเฉินระบุว่า ในวินาทีที่เกิดปัญหา หน้าจอ Dashboard ของรถยังคงแสดงระยะทางคงเหลือ (Remaining Range) อยู่ที่ประมาณ 72 กิโลเมตร แต่ความจริงที่ปรากฏกลับสวนทางกัน รถเริ่มลดความเร็วลงเอง หน้าจอกลางดับสนิท ระบบช่วยผ่อนแรงพวงมาลัย (Steering Assist) ใช้งานไม่ได้ และที่น่ากลัวที่สุดคือ “ไฟฉุกเฉิน” ไม่สามารถกดเปิดได้ ซึ่งถือเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับการจอดเสียบนทางหลวงที่มีรถใช้ความเร็วสูง

คำตอบจากศูนย์บริการที่ทำให้ประชาชน “เอ๊ะ”

หลังจากรถถูกลากไปยังศูนย์บริการ สิ่งที่ทำให้ประเด็น รถ EV ดับกลางอากาศ นี้กลายเป็นดราม่าคือคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ Tesla ที่ระบุว่า “แบตเตอรี่อยู่ในสภาวะไม่เสถียร” และเนื่องจากรถคันดังกล่าวหมดระยะเวลารับประกันแล้ว เจ้าของจึงต้องแบกรับภาระเอง นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังทิ้งท้ายด้วยคำแนะนำที่สร้างความมึนตึงให้กับผู้ใช้รถทั่วประเทศว่า “สำหรับการขับขี่บนทางหลวง แนะนำให้ชาร์จไฟเมื่อระยะทางคงเหลืออยู่ที่ประมาณ 100 กิโลเมตร”

คำถามที่ตามมาทันทีจากสังคมคือ หากค่ายรถรู้อยู่แล้วว่าตัวเลข 100 กิโลเมตรสุดท้ายคือจุดอันตราย ทำไมระบบถึงไม่เตือนผู้ขับขี่ให้ชัดเจนกว่านี้? หรือความแม่นยำของอัลกอริทึมในการคำนวณแบตเตอรี่จะลดลงอย่างน่าตกใจเมื่อรถมีอายุการใช้งานเพียง 3-4 ปี? นี่คือสิ่งที่ผู้บริโภคกำลังตั้งคำถามแทนเจ้าของรถที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงถึงชีวิต

ปัญหาแบตเตอรี่ Tesla และความปลอดภัยที่หายไป

จากรายงานของสื่อต่างประเทศ พบว่าเหตุการณ์ ปัญหาแบตเตอรี่ Tesla ในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้เคยมีกรณีของ Model 3 ที่เกิดอาการคล้ายกัน คือระบบล็อคประตูไฟฟ้าและหน้าต่างไม่ทำงานหลังจากรถหยุดนิ่ง ทำให้เจ้าของรถติดอยู่ภายในชั่วขณะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนของรถยนต์ที่พึ่งพาระบบไฟฟ้า 100% ในการควบคุมส่วนประกอบความปลอดภัยพื้นฐาน

เมื่อ Tesla Model Y ไฟฟ้าขัดข้อง ในลักษณะที่ระบบ Backup ไม่ทำงาน แม้แต่ไฟฉุกเฉินก็เปิดไม่ได้ จึงเกิดการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบมาตรฐาน Safety Buffer ของรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่น ว่าควรมีการสำรองไฟแยกส่วนสำหรับระบบความปลอดภัยฉุกเฉินที่เข้มงวดกว่านี้หรือไม่ ไม่ใช่ปล่อยให้รถกลายเป็น “ก้อนเหล็ก” ที่ขยับไม่ได้และไม่มีไฟสัญญาณใดๆ ทันทีที่แบตเตอรี่หลักมีปัญหา

บทเรียนสำหรับผู้ใช้รถไฟฟ้าในปี 2569

ในขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีนและทั่วโลกกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดด้วยเทคโนโลยีชาร์จเร็วและระยะทางวิ่งที่ไกลขึ้น แต่กรณีของ ระยะทางวิ่งจริงรถไฟฟ้า ที่ไม่ตรงกับหน้าจอนี้ เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า ผู้ขับขี่ไม่ควรไว้ใจตัวเลขดิจิทัลจนเกินไป โดยเฉพาะในรถที่มีอายุการใช้งานมาระยะหนึ่งแล้ว

การที่ระบบแสดงผลว่าเหลือ 72 กิโลเมตร แต่รถกลับหยุดทำงานทันที แสดงถึงความเสื่อมสภาพของเซลล์แบตเตอรี่ที่อาจส่งแรงดันไฟไม่คงที่ (Battery Instability) จนระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) ตัดการทำงานเพื่อป้องกันความเสียหายร้ายแรง แต่การตัดการทำงานในขณะที่รถวิ่งอยู่บนถนนความเร็วสูง คือการผลักภาระความเสี่ยงทั้งหมดไปที่ผู้บริโภคอย่างเลี่ยงไม่ได้

สุดท้ายนี้ บทสรุปของเหตุการณ์ Tesla ModelY แบตเตอรี่หมดกลางทาง ทั้งที่เลขไมล์ยังเหลือ เป็นโจทย์ใหญ่ที่ค่ายรถต้องกลับไปทำการบ้าน ไม่ใช่เพียงแค่การเคลมตัวเลขระยะทางที่สวยหรูในโบร์ชัวร์ แต่ต้องมั่นใจว่าในกิโลเมตรสุดท้ายก่อนแบตเตอรี่จะหมด รถต้องมีความปลอดภัยเพียงพอที่จะไม่ทำให้ผู้ขับขี่ต้องตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงตายกลางถนนเช่นนี้

ติดตามคลิป รีวิวรถยนต์ ข่าวรถยนต์  รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า ได้เร็วๆนี้ทาง Youtube : SuperbikeMag Thailand 

Big SuperBike

บทความยอดนิยม

ข่าวล่าสุด

Tesla Model Y แบตเตอรี่หมดกลางทาง ทั้งที่เหลือระยะวิ่ง 72 กม. ดราม่าสนั่นจีน

Tesla Model Y

เหตุการณ์ระทึกขวัญบนท้องถนนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี Tesla Model Y แบตเตอรี่หมดกลางทาง กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในขณะนี้ หลังจากรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ดังเกิดอาการ “น็อค” กลางทางหลวง ทั้งที่ตัวเลขบนหน้าจอยังยืนยันว่ารถสามารถวิ่งต่อได้อีกไกลถึง 72 กิโลเมตร เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ใช้รถ แต่ยังจุดชนวนคำถามสำคัญเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของระบบคำนวณระยะทาง และมาตรฐานความปลอดภัยของรถยนต์ไฟฟ้าในยุคปัจจุบัน

ลำดับเหตุการณ์ Model Y ดับอนาถกลางไฮเวย์

เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา คุณเฉิน เจ้าของรถ Tesla Model Y รุ่นปี 2022 ได้ขับรถเดินทางจากเซี่ยงไฮ้มุ่งหน้าไปยังเมืองไท่โจว ในมณฑลเจ้อเจียง ระหว่างที่รถกำลังแล่นอยู่บนทางหลวงด้วยความเร็วปกติ จู่ๆ รถก็เกิดอาการสูญเสียแรงขับเคลื่อนและระบบไฟฟ้าทั้งหมดดับลงอย่างกะทันหัน

คุณเฉินระบุว่า ในวินาทีที่เกิดปัญหา หน้าจอ Dashboard ของรถยังคงแสดงระยะทางคงเหลือ (Remaining Range) อยู่ที่ประมาณ 72 กิโลเมตร แต่ความจริงที่ปรากฏกลับสวนทางกัน รถเริ่มลดความเร็วลงเอง หน้าจอกลางดับสนิท ระบบช่วยผ่อนแรงพวงมาลัย (Steering Assist) ใช้งานไม่ได้ และที่น่ากลัวที่สุดคือ “ไฟฉุกเฉิน” ไม่สามารถกดเปิดได้ ซึ่งถือเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับการจอดเสียบนทางหลวงที่มีรถใช้ความเร็วสูง

คำตอบจากศูนย์บริการที่ทำให้ประชาชน “เอ๊ะ”

หลังจากรถถูกลากไปยังศูนย์บริการ สิ่งที่ทำให้ประเด็น รถ EV ดับกลางอากาศ นี้กลายเป็นดราม่าคือคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ Tesla ที่ระบุว่า “แบตเตอรี่อยู่ในสภาวะไม่เสถียร” และเนื่องจากรถคันดังกล่าวหมดระยะเวลารับประกันแล้ว เจ้าของจึงต้องแบกรับภาระเอง นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังทิ้งท้ายด้วยคำแนะนำที่สร้างความมึนตึงให้กับผู้ใช้รถทั่วประเทศว่า “สำหรับการขับขี่บนทางหลวง แนะนำให้ชาร์จไฟเมื่อระยะทางคงเหลืออยู่ที่ประมาณ 100 กิโลเมตร”

คำถามที่ตามมาทันทีจากสังคมคือ หากค่ายรถรู้อยู่แล้วว่าตัวเลข 100 กิโลเมตรสุดท้ายคือจุดอันตราย ทำไมระบบถึงไม่เตือนผู้ขับขี่ให้ชัดเจนกว่านี้? หรือความแม่นยำของอัลกอริทึมในการคำนวณแบตเตอรี่จะลดลงอย่างน่าตกใจเมื่อรถมีอายุการใช้งานเพียง 3-4 ปี? นี่คือสิ่งที่ผู้บริโภคกำลังตั้งคำถามแทนเจ้าของรถที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงถึงชีวิต

ปัญหาแบตเตอรี่ Tesla และความปลอดภัยที่หายไป

จากรายงานของสื่อต่างประเทศ พบว่าเหตุการณ์ ปัญหาแบตเตอรี่ Tesla ในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้เคยมีกรณีของ Model 3 ที่เกิดอาการคล้ายกัน คือระบบล็อคประตูไฟฟ้าและหน้าต่างไม่ทำงานหลังจากรถหยุดนิ่ง ทำให้เจ้าของรถติดอยู่ภายในชั่วขณะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนของรถยนต์ที่พึ่งพาระบบไฟฟ้า 100% ในการควบคุมส่วนประกอบความปลอดภัยพื้นฐาน

เมื่อ Tesla Model Y ไฟฟ้าขัดข้อง ในลักษณะที่ระบบ Backup ไม่ทำงาน แม้แต่ไฟฉุกเฉินก็เปิดไม่ได้ จึงเกิดการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบมาตรฐาน Safety Buffer ของรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่น ว่าควรมีการสำรองไฟแยกส่วนสำหรับระบบความปลอดภัยฉุกเฉินที่เข้มงวดกว่านี้หรือไม่ ไม่ใช่ปล่อยให้รถกลายเป็น “ก้อนเหล็ก” ที่ขยับไม่ได้และไม่มีไฟสัญญาณใดๆ ทันทีที่แบตเตอรี่หลักมีปัญหา

บทเรียนสำหรับผู้ใช้รถไฟฟ้าในปี 2569

ในขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีนและทั่วโลกกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดด้วยเทคโนโลยีชาร์จเร็วและระยะทางวิ่งที่ไกลขึ้น แต่กรณีของ ระยะทางวิ่งจริงรถไฟฟ้า ที่ไม่ตรงกับหน้าจอนี้ เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า ผู้ขับขี่ไม่ควรไว้ใจตัวเลขดิจิทัลจนเกินไป โดยเฉพาะในรถที่มีอายุการใช้งานมาระยะหนึ่งแล้ว

การที่ระบบแสดงผลว่าเหลือ 72 กิโลเมตร แต่รถกลับหยุดทำงานทันที แสดงถึงความเสื่อมสภาพของเซลล์แบตเตอรี่ที่อาจส่งแรงดันไฟไม่คงที่ (Battery Instability) จนระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) ตัดการทำงานเพื่อป้องกันความเสียหายร้ายแรง แต่การตัดการทำงานในขณะที่รถวิ่งอยู่บนถนนความเร็วสูง คือการผลักภาระความเสี่ยงทั้งหมดไปที่ผู้บริโภคอย่างเลี่ยงไม่ได้

สุดท้ายนี้ บทสรุปของเหตุการณ์ Tesla ModelY แบตเตอรี่หมดกลางทาง ทั้งที่เลขไมล์ยังเหลือ เป็นโจทย์ใหญ่ที่ค่ายรถต้องกลับไปทำการบ้าน ไม่ใช่เพียงแค่การเคลมตัวเลขระยะทางที่สวยหรูในโบร์ชัวร์ แต่ต้องมั่นใจว่าในกิโลเมตรสุดท้ายก่อนแบตเตอรี่จะหมด รถต้องมีความปลอดภัยเพียงพอที่จะไม่ทำให้ผู้ขับขี่ต้องตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงตายกลางถนนเช่นนี้

ติดตามคลิป รีวิวรถยนต์ ข่าวรถยนต์  รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า ได้เร็วๆนี้ทาง Youtube : SuperbikeMag Thailand 

Big SuperBike

ข่าวล่าสุด

รีวิวมอเตอร์ไซค์

ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์

ข่าวรถยนต์

ราคาและสเปครถยนต์

รถไฟฟ้า