Tesla Robotaxi ไร้คนขับ นับเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่และน่าหวาดเสียวที่สุดก้าวหนึ่งในประวัติศาสตร์ยานยนต์โลก เมื่อ Tesla ภายใต้การนำของเจ้าพ่อเทคโนโลยีอย่าง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ได้ประกาศเริ่มเดินหน้าบริการ Robotaxi ในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา อย่างเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา โดยความโดดเด่นที่ทำเอาคนทั่วโลกต้องหันมองคือการปรับโหมดสู่ระบบ “Unsupervised” หรือการขับเคลื่อนอัตโนมัติแบบไร้คนควบคุมความปลอดภัยนั่งประจำการในรถ 100% ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนจากการทดสอบทั่วไปสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์
ย้อนรอยจากโปรเจกต์ Cybercab ถึงการใช้งานจริงในออสติน
หากใครยังจำงานเปิดตัว “We, Robot” ในช่วงปลายปี 2024 ได้ ภาพของรถ Cybercab ทรงล้ำยุคที่ไม่มีพวงมาลัยและแป้นเบรกอาจดูเหมือนเรื่องเพ้อฝันในตอนนั้น แต่ในวันนี้ Tesla ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องรอให้ Cybercab ผลิตเสร็จสมบูรณ์ แต่เลือกที่จะนำเอา Model Y ซึ่งเป็นรถรุ่นยอดนิยมที่มีอยู่ล้นตลาด มาปรับจูนซอฟต์แวร์ FSD (Full Self-Driving) เวอร์ชันล่าสุด เพื่อสร้างฟลีทแท็กซี่ไร้คนขับขึ้นมา
เหตุผลที่เลือกเมืองออสตินเป็นสนามรบแห่งแรก ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นที่ตั้งของโรงงาน Giga Texas เท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะรัฐเท็กซัสมีกฎหมายที่เอื้อต่อการทดสอบนวัตกรรมยานยนต์ไร้คนขับมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก การอนุญาตให้รถยนต์วิ่งโดยไม่มีมนุษย์อยู่หลังพวงมาลัยบนถนนสาธารณะได้กลายเป็นใบเบิกทางสำคัญที่ทำให้มัสก์ตัดสินใจ “เดิมพัน” ครั้งใหญ่ครั้งนี้
เจาะลึกระบบ “Unsupervised” ไร้คนคุม 100% คืออะไร?
หลายคนอาจสงสัยว่าระบบนี้แตกต่างจากเดิมอย่างไร? ในอดีตการทดสอบระบบอัตโนมัติของ Tesla จะอยู่ในระดับ “Supervised” ซึ่งหมายความว่าต้องมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทนั่งอยู่ที่เบาะคนขับเสมอ เพื่อคอยสังเกตการณ์และพร้อมเข้าควบคุมรถทันทีหาก AI ตัดสินใจผิดพลาด
แต่สำหรับเฟสล่าสุดในออสติน Tesla ได้ถอดเจ้าหน้าที่เหล่านี้ออกไปอย่างสิ้นเชิง ภายในรถจะมีเพียงผู้โดยสารที่นั่งอยู่เบาะหลัง หรือเบาะหน้าโดยไม่ต้องแตะพวงมาลัย ระบบประมวลผลทั้งหมดถูกฝากไว้กับโครงข่ายประสาทเทียม (Neural Network) และกล้องรอบคัน 8 ตัว ซึ่ง Tesla อ้างว่ามีความแม่นยำและตอบสนองเร็วกว่ามนุษย์หลายเท่า อย่างไรก็ตาม ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังคงตั้งคำถามว่า “หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ?” เมื่อไม่มีมนุษย์แม้แต่คนเดียวอยู่ในรถคันนั้น
เบื้องหลังที่ไม่ลับ ระบบ Safety Layers และรถพี่เลี้ยง (Chase Cars)
แม้หน้าฉากจะดูเหมือน AI เก่งกาจจนทิ้งมนุษย์ไว้ข้างหลัง แต่ข้อมูลจากวงในและกลุ่มผู้ใช้ในพื้นที่กลับพบความจริงที่น่าสนใจว่า Tesla ไม่ได้ปล่อยให้ Robotaxi วิ่งอย่างโดดเดี่ยว 100% เสียทีเดียว จากรายงานพบว่ามีการใช้ “รถติดตาม” (Chase Cars) ขับตามประกบรถ Robotaxi อยู่ห่างๆ ในบางจุดที่ระบบประเมินว่ามีความเสี่ยงสูง
นอกจากนี้ Tesla ยังมีระบบ “Tele-operation” หรือห้องควบคุมทางไกลที่มีเจ้าหน้าที่คอยมอนิเตอร์ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ หากรถเจอสถานการณ์ที่ AI ตัดสินใจไม่ได้ เช่น ทางเบี่ยงเขตก่อสร้างที่ไม่ระบุในแผนที่ หรือคำสั่งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจบนถนน เจ้าหน้าที่จากศูนย์ควบคุมจะสามารถ “แทรกแซง” ผ่านระบบรีโมทเพื่อนำทางรถให้ผ่านจุดวิกฤตไปได้ ซึ่งประเด็นนี้ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่า นี่คือรถไร้คนขับจริงๆ หรือเป็นเพียงการ “หลอกตา” โดยใช้มนุษย์คุมอยู่หลังจอกันแน่?
ประสบการณ์ผู้โดยสาร ความรู้สึกเมื่อฝากชีวิตไว้กับ AI
สำหรับกลุ่มผู้โชคดี (หรือผู้กล้า) ที่ได้รับเชิญให้ทดสอบผ่านแอปพลิเคชัน Tesla Network พวกเขาเล่าว่าประสบการณ์นั้น “เหนือจริง” มาก การเห็นพวงมาลัยหมุนเองในทางแยกที่สลับซับซ้อน หรือการที่รถหยุดให้คนข้ามถนนได้อย่างนุ่มนวลเป็นสิ่งที่น่าประทับใจ แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกหวาดระแวงก็ยังมีอยู่ตลอดการเดินทาง โดยเฉพาะในช่วงที่รถต้องเลี้ยวซ้ายตัดกระแสจราจร หรือการเข้าสู่วงเวียน
ภายในรถยังมีการติดตั้งหน้าจอขนาดใหญ่ที่แสดงผลสิ่งที่ AI เห็น (Visualization) เพื่อให้ผู้โดยสารมั่นใจว่ารถกำลังมองเห็นวัตถุรอบข้างอย่างถูกต้อง แต่นั่นเพียงพอแล้วหรือยังที่จะสร้างความมั่นใจในระยะยาว?
ความท้าทายด้านกฎหมายและความปลอดภัยในปี 2569
ในขณะที่ Tesla กำลังฉลองชัยชนะ หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง NHTSA (National Highway Traffic Safety Administration) กลับยังคงจ้องเขม็งไปที่สถิติอุบัติเหตุ ในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา มีรายงานอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับระบบ FSD หลายกรณี แม้ส่วนใหญ่จะเป็นความผิดพลาดเล็กน้อย แต่สำหรับรถที่ “ไม่มีคนคุม” ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงหายนะที่ประเมินค่าไม่ได้
หากเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่าง Waymo ของ Google ที่เน้นการใช้เซนเซอร์ Lidar ราคาแพงเพื่อความแม่นยำสูงสุด Tesla กลับเลือกทางที่เสี่ยงกว่าด้วยการใช้เพียง “กล้อง” (Vision Only) ซึ่งเป็นแนวทางที่ประหยัดต้นทุนกว่าแต่ก็ถูกโจมตีเรื่องความปลอดภัยในสภาวะทัศนวิสัยแย่ เช่น ฝนตกหนักหรือหมอกลงจัด
ทิศทางในอนาคต เมื่อไหร่คนไทยจะได้ใช้?
สำหรับตลาดโลก Tesla ตั้งเป้าจะขยายฟลีท Robotaxi ไปยังรัฐแคลิฟอร์เนียและเนวาดาภายในสิ้นปี 2569 นี้ ส่วนในประเทศไทยนั้นยังถือว่าห่างไกลความจริงอยู่มาก เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมายจราจรที่ยังไม่รองรับรถไร้คนขับ 100% รวมถึงสภาพพื้นผิวถนนและเครื่องหมายจราจรที่ “ท้าทาย” เกินกว่าที่ AI ในปัจจุบันจะรับมือไหว แต่อย่างน้อย ความสำเร็จในออสตินครั้งนี้ก็เป็นสัญญาณเตือนว่ายุคสมัยของคนขับแท็กซี่กำลังถูกเขย่าอย่างรุนแรง
สรุป ชัยชนะของมัสก์ หรือแค่การทดลองครั้งใหญ่?
Tesla Robotaxi ไร้คนขับ ในออสตินคือความก้าวหน้าทางวิศวกรรมที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่มันยังเหลือช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่าง “เทคโนโลยีที่ทำได้” กับ “ความไว้วางใจของสังคม” ตราบใดที่ Tesla ยังต้องส่งรถพี่เลี้ยงขับตามประกบและใช้มนุษย์รีโมทช่วยตัดสินใจ เราอาจจะยังเรียกสิ่งนี้ว่าความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้
ประชาชนและคนใช้รถใช้ถนนทั่วโลกคงต้องทำได้เพียงเฝ้ามองดูว่า นวัตกรรมนี้จะเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น หรือจะเป็นเพียงเครื่องปั่นกระแสหุ้นมูลค่ามหาศาลที่ทิ้งความเสี่ยงไว้บนท้องถนนให้พวกเราแบกรับกันเอง




