
Pirelli SCORPION MX32 MID SOFT ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ Pirelli บริษัทเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยางยักษ์ใหญ่จากประเทศอิตาลี
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Pirelli SCORPION MX32 MID SOFT ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ Pirelli บริษัทเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยางยักษ์ใหญ่จากประเทศอิตาลี

รีวิว GPX DZ3 2024 หวดไม้เดียว! 800 กม. กทม. – เชียงใหม่ ประกาศคัมแบคอีกครั้ง ด้วยโมเดลใหม่ล่าสุุดจากค่ายรถจักรยานยนต์แบรนด์คนไทยอย่าง GPX Thailand พร้อมเดินหน้าเต็มสูบให้แก่เหล่าไบค์เกอร์ได้พิสูจน์ถึงความแรงแบบเต็มพิกัดด้วยสกู๊ตเตอร์โฉมใหม่อย่าง All New GPX DZ3 (ดี-ซี-ทรี) สปอร์ตพรีเมียมสไตล์ City Use พร้อมขนานนามได้ว่า All New All Around ในราคาที่โดนใจ ไปพร้อมกับการทดสอบ รีวิว GPX DZ3 2024 ครั้งแรก! เพื่อพิสูจน์สมรรถนะแบบเต็มพิกัดในทริป กทม.-เชียงใหม่ ด้วยระยะทางทั้งหมดกว่า 800 กม. สำหรับรายละเอียดของตัวโมเดลจะมีอะไรพิเศษที่น่าสนใจกันบ้าง ดีไซน์ใหม่ ออกแบบโดยคนไทย เสริมความสปอร์ตรอบคันด้วยการดีไซน์ให้ความโฉบเฉี่ยวผสานการออกแบบภายใต้แนวคิด “It’s the Time to Level Up” และเพื่อที่จะได้สัมผัสถึงสมรรถนะความแรงเต็มเปี่ยมและพร้อมที่จะท้าทายด้วยจิตวิญญาณนักบิด ด้วยมิติทรวดทรง ลายเส้นของตัวโมเดลผ่านการคัดสรรงานออกแบบโดยคนไทย ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสถึงความเร้าใจในทุกระดับ เรียกได้ว่าสปอร์ตในทุกสัดส่วนไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ออกแบบใหม่วาดเส้นตวัดปลายแหลม ใส่คิ้วหนาด้วยกรอบด้านบนดูเท่ไปอีกระดับ และไฟท้ายโดยแยกไฟเลี้ยวบิ้วอินต์เข้าไปในตัว เสริมความสว่างมากขึ้นด้วยระบบไฟ Full LED เต็มระบบรอบคัน ต่อกันที่สัดส่วนแฟริ่งออกแบบให้มีความดูคม เว้าสัดส่วนเพิ่มการไหลเวียนทิศทางลมผ่านตัวรถสมูทยิ่งขึ้น ประดับหมวกเท่ ๆ ด้วยชิลด์หน้าทรงสปอร์ตปักแบรนด์โลโก้ไว้บริเวณตรงกลาง รวมถึงลายกราฟิกชื่อรุ่นขนาดใหญ่เด่น ๆ และใส่เพลทเงิน DZ3 ที่ด้านข้างเพิ่มความหรูหราไปอีกระดับ ไฟหน้าดีไซน์สปอร์ต พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ใช้เป็นระบบ LED รอบคัน หน้าจอ Reverse Digital LCD ออกแบบขนาดความกว้างแบบจุใจ พร้อมฟังก์ชันการแสดงผลครบครัน กุญแจสมาร์ทคีย์ IP67 สามารถกันน้ำในระดับความลึก ไม่เกิน 1 เมตร นานถึง 30 นาที เก๊ะด้านหน้า 2 ช่อง พร้อมใช้งาน ช่องเสียบ USB Type C แบบใหม่ ถัดมาในฝั่งคอนโทรลเซอร์วิสเริ่มกันที่ หน้าจอ Reverse Digital LCD ออกแบบขนาดความกว้างแบบจุใจ แฮนด์บาร์อลูมิเนียมสีเงินสามารถปรับได้ สวมตราประทับ GPX เด่น ๆ ตรงขาจับแฮนด์ ขณะที่ปุ่มคอนโทรลจากฝั่งประกับออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายอีกด้วย พร้อมกันนี้กุญแจของโมเดลรุ่นนี้ยังอัปเดตเป็นรุ่นสมาร์ทคีย์ (IP67) มาพร้อมคุณสมบัติกันน้ำพิเศษ ที่สามารถเปิดฝาถังน้ำที่บริเวณด้านหน้า เปิด-ปิดเบาะได้สะดวกตามการใช้งาน และฟังก์ชันล็อคคอรถซึ่งเป็นค่ามาตรฐานที่ติดตั้งมาให้จากโรงงาน เบาะใหม่ ดีไซน์สปอร์ต ช่องเก็บของใต้เบาะ สามารถเก็บหมวกกันน็อกเต็มใบ และสัมภาระอื่น ๆ ได้ ถังน้ำมันด้านหน้าขนาด 10.3 ลิตร พร้อมทั้งเก๊ะด้านหน้าสองช่องที่สามารถเปิด-ปิดได้สะดวกเพียงใช้มือกด โดยด้านในมีช่องเก็บของที่เก็บอุปกรณ์ได้ประมาณนึง บวกกับมีพอร์ตชาร์จไฟ USB Type C ใส่มาให้อีกหนึ่งจุดทางฝั่งซ้ายให้ใช้งาน และนอกจากนี้ยังคงให้ความสะดวกสบายด้วยตัวเบาะชิ้นเดียวแบบสองระดับ เสริมการตัดเย็บด้วยหนังเบาะสีแดงและใส่โลโก้ดูพรีเมียมมากยิ่งขึ้น ขณะที่ช่องเก็บของใต้เบาะสามารถเก็บหมวกกันน็อกได้เต็มใบรวมถึงสัมภาระอื่น ๆ ได้ และพิเศษพักเท้าคนซ้อนออกแบบมาใหม่ สามารถเปิด-ปิดได้เลยไม่ต้องเอาเท้ากดให้เมื่อยอีกด้วย คอนโทรลง่าย นั่งสบาย ต้องเรียนว่าเจ้า All New คันนี้มีการดีไซน์อะไรหลาย ๆ อย่างที่ค่อนข้างตอบโจทย์ และยังเหมาะกับไซส์คนเอเชียโดยเฉพาะไบค์เกอร์บ้านเราเป็นพิเศษด้วยไดเมนชันที่มองจากรูปร่างภายนอกแล้วรู้สึกว่าตัวรถนั้นไม่ได้สูง บวกกับจุดศูนย์ถ่วงต่ำซึ่งนอกจากจะช่วยในเรื่องของท่านั่งขับขี่ที่สะดวกสบายแล้ว ยังเพิ่มเสถียรภาพการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย มุมมองการขับขี่ สำหรับมุมมองผู้ขับขี่นั้นไม่ค่อยเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ใช้งานเท่าไหร่นัก ด้วยความที่ว่า..หน้ารถมันไม่ได้สูง ตัวชิลด์ไม่ได้สูง บวกกับกระจกข้างขนาดใหญ่ ตัวจออ่านค่าได้ง่าย จึงทำให้ค่อนข้างที่จะสะดวกสบายและเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน ส่วนระยะแฮนด์นั้นไม่กว้างเลยแถมยังมีความเบา เวลาขับขี่แบบ City Use ใช้งานในเมืองจุดนี้ไม่น่าเป็นปัญหา เลี้ยวสะดวก โฉบเฉี่ยว และคล่องตัวเลยทีเดียว แต่สำหรับใครที่จะใช้ออกทริปเดินทางไกลก็ขอแนะนำให้ปรับชิลด์หน้าขึ้นมาอีกหน่อย จะช่วยได้มากยิ่งขึ้น และนอกจากนี้ยังสะดวกสบายด้วยตัวเบาะออกแบบใหม่เว้าพนักพิงด้านหลัง ทำให้ท่านั่งขับขี่ไม่เสียการทรงตัวแน่นอน (สำหรับใครที่ชื่นชอบความเร็วเป็นพิเศษ แนะนำให้ปรับเบาะใหม่ เวลามุดจะได้สะดวกขึ้น แต่ก็หลบพี่ ๆ ลูกเสือให้ทันด้วยนะ ฮ่า ๆ) ขุมพลังใหม่ กับ HYPER-i ประเด็นแรกที่ชูก็คือในเรื่องของขุมพลังที่เป็นเครื่องยนต์บล็อกใหม่กับ Hyper-i ซึ่งเป็นบล็อกจากโรงงานเดียวกันกับ Vespa ด้วยปริมาตรกระบอกสูบขนาด 278.2 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด พร้อมถังน้ำมันติดตั้งมาให้ที่ขนาด 10.3 ลิตร ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยสายพาน โดยมีกำลังแรงม้าที่ 24.1

รีวิว Vespa S125 i-Get 2024 เล็กแต่แรง ถูกใจสายคล่องตัว หลังจากทำการรีวิวและทดสอบโมเดลเวสป้าอย่าง Vespa Sprint S150 i-Get ABS 2024 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในบทความการรีวิวครั้งนี้ เรามาพูดถึงรุ่นน้องคนเล็กในตระกูลไฟเหลี่ยมอย่าง Vespa S125 i-Get 2024 กันบ้าง สำหรับใครที่กำลังมองหารถเวสป้าทรงสปอร์ตไซส์เล็กพริกขี้หนู ที่มาพร้อมกับความทันสมัยและน่าขับขี่ใช้งาน รุ่นนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับชาว VESPISTI หน้าใหม่เลยไม่น้อย แล้วเพราะอะไรไปดูกัน ดีไซน์โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างที่รู้กันดีว่าโมเดลจาก Vespa นั้นมีดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์และแตกต่างไม่เหมือนใคร ด้วยการออกแบบที่ให้กลิ่นอายถึงความเป็นโมเดลคลาสสิกจากอิตาลี กับรูปลักษณ์ มิติตัวรถที่ดูคล้ายคลึงเหมือนโฉมรุ่นพี่ในหลาย ๆ จุด กับไฟทรงหกเหลี่ยม เนกไทด้านหน้า ปากแตร โลโก้เพลท Vespa ตามจุดต่าง ๆ หน้าจอ Dual Display ตัวบอดี้ที่เป็นเหล็กทั้งคัน ที่พักเท้า รวมถึงเส้นสายตามขอบต่าง ๆ ดูคลุมโทน และเป็นไลน์อัพเดียวกันกับรุ่นอื่น ๆ ของทางเวสป้าอีกด้วย และพิเศษให้น้องเล็กคันนี้โดดเด่นกว่าที่เคยก็คือลวดลายกราฟิกแบบใหม่ ให้ความโฉบเฉี่ยวเป็นพิเศษ โดยใช้สีขาว ดำ แดงตัดกันบริเวณตัวถังและบังโคลนหน้า รวมถึงตัวขอบล้อที่มีการออกแบบในลักษณะเดียวกัน จึงทำให้ตัวโมเดลนั้นดูคม ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น พร้อมที่จะเติมเต็มไลฟ์สไตล์ความเป็นสปอร์ตที่ไม่เหมือนใคร ไฟหน้าทรงหกเหลี่ยมแบบ LED ช่องเก็บของด้านหน้า ช่องเสียบ USB Type A เบาะหนังสีดำ ช่องเก็บของใต้เบาะ ต่อด้วยที่ระบบไฟส่องสว่าง กับไฟหน้าและไฟท้ายถูกใช้เป็นแบบ LED ขณะที่ไฟเลี้ยวยังคงเป็นหลอดฮาโลเจนแบบดั้งเดิมอยู่นั่นเอง ถัดมาคอนโซลกลางจะพบกับช่องใส่ของขนาดย่อม พร้อมกับช่องเสียบ USB Type A มาให้หนึ่งจุดบริเวณฝั่งซ้าย สวมที่แขวนของทั้งด้านหน้าและใต้เบาะเพื่อรองรับใช้งานนั่นเอง ถัดมาโซนโดยสารกันบ้าง มีวัสดุเบาะหนังสีดำติดมาให้สวยงาม สามารถเปิด-ปิดเบาะ โดยใช้กุญแจไขบริเวณด้านข้าง และติดมือจับคนซ้อนมาให้ใช้งานอีกด้วย สำหรับช่องเก็บของใต้เบาะนั้นให้มาสมส่วนกับพิกัดรุ่นนี้ สามารถใส่หมวกกันน็อกได้ครึ่งใบรวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ ให้ใช้งานได้ตามต้องการ และถังน้ำมันติดมาให้ขนาด 7 ลิตร ควบคุมง่าย น้ำหนักเบา ด้วยรูปร่างที่เป็นมิตร และน้ำหนักตัวเพียง 120 กก. จึงทำให้เหมาะกับมือใหม่หรือชาวก๊วน VESPISTI ที่ชอบคันเล็กแต่แรง เพราะด้วยความสูงของตัวรถที่ไม่มากนักบวกกับท่านั่งขับขี่ที่ค่อนข้างสะดวกสบาย ควบคุมได้ง่าย ไม่ปวดหลัง ประกอบกับพื้นที่ของตัวฟุตบอร์จให้มาค่อนข้างกว้าง สำหรับแอดมินที่มีส่วนสูงอยู่ที่ 175 ซม. นั่งแล้วเข่าไม่ชนด้านหน้า แต่ถ้าหากผู้ขับขี่ที่ขายาวจริง ๆ สามารถขยับตัวมาด้านหลังซึ่งช่วยได้ในส่วนนี้ ส่วนระยะแฮนด์หรือมุมมองการขับขี่ต่าง ๆ คงไม่ต้องอธิบายดีเทลอะไรมากนัก เพราะตัวโมเดลเป็นรุ่นพิกัดในเริ่มต้น ดังนั้นอะไรหลาย ๆ อย่างที่ออกแบบมานั้นค่อนข้างใช้ได้อยู่แล้ว ตามคอนเซ็ปต์ Easy Use ให้กับผู้ใช้งานนั่นเอง เหมาะกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ตัวโมเดลนั้นออกแบบมาเพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์การใช้งานในชีวิตประจำวัน แถมยิ่งเข้ากับคนยุคใหม่ได้หลากหลายประเภท โดยเฉพาะสายแฟชั่น ตัวโมเดลจะยิ่งเสริมภาพลักษณ์ของผู้ขับขี่ให้ดูดียิ่งขึ้นไปอีกด้วย อย่างที่แอดมินได้กล่าวไปในคลิปรีวิว (แนบลิ้งค์) ไม่ว่าคุณจะเป็นขาแว้น หรือจิ๊กโก๋ทรงซิ่ง แค่คุณขี่เวสป้าคุณก็ดูดีไปอีกระดับแล้ว แล้วถ้ายิ่งเป็นวัยรุ่นอิตาลีแล้วหล่ะก็… เครื่องยนต์ i-GET ตามฉบับรถอิตาลี สำหรับเครื่องยนต์เป็น i-Get สูบเดียว ขนาด 124.5 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ใช้ระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ขับเคลื่อนด้วยระบบสายพาน ให้กำลังแรงม้าอยู่ที่ 10.3 แรงม้าที่ 7,600 รอบ พร้อมแรงบิดที่ 10.2 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ซึ่งมีพละกำลังเพียงพอต่อการใช้งาน แต่ก็ไม่ได้จัดจ้าน ด้านเครื่องยนต์ของตัวรถให้ฟีลถึงความนุ่มนวล มีความโฟลว์ตั้งแต่การออกตัวไปจนถึงรอบสูง ๆ ในความเร็วที่ 100 กม.ต้น ๆ/ชม. ถือว่าเพียงพอใช้งานและค่อนข้างโอเค นอกจากนี้สิ่งที่สัมผัสได้จากการขับขี่ของรถรุ่นนี้นั้นก็คือ คาแรคเตอร์เครื่องยนต์ของมัน ด้วยลักษณะเครื่องยนต์ในรหัส i-Get ที่ค่อนข้างให้เสียงที่เบา บวกกับฟีลลิ่งการขับขี่ที่นุ่มนวลและสไตล์ตัวรถ มันจึงทำให้ดู “ตรง” กับคอนเซ็ปต์ และไม่ทิ้งกรอบ ถ้าให้เทียบคงเปรียบเสมือนรถประเภทซูเปอร์คาร์ยังไงก็คือซูเปอร์คาร์แบบนั้น ซึ่งมันมีอะไรที่ “มากกว่า” ความเร็วนั่นเอง ระบบช่วงล่างใหม่ โช้คหน้าแขนเดี่ยว เพิ่มความสปอร์ตด้วยคอยล์สปริงสีแดง โช้คเดี่ยวด้านหลัง ปรับได้ 4 ระดับ พร้อมระบบช่วงล่างกับโช้คหน้าแขนเดี่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของทางค่าย และที่เด็ด ๆ เลยก็คือตัวสปริงโช้คสีแดงเด่น ๆ ช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ให้เป็นรถสปอร์ตมากยิ่งขึ้น พร้อมด้วยโช้คเดี่ยวด้านหลัง

รีวิว Bajaj Pulsar RS 200 ฝูงบินอินเดีย หน้าตาแปลกใหม่กับเครื่องแรงจัดเต็ม ครั้งแรกในประเทศไทยกับการ รีวิว Bajaj รถมอเตอร์ไซค์สัญชาติอินเดีย นับเป็นโอกาสที่เราได้รอคอยมานาน เพราะเราก็อยากจะรีบมาทดสอบๆ และรีวิวให้เพื่อนไบค์เกอร์ได้รับรู้กันครับว่ารถอินเดียมันเป็นอย่างไร แบรนด์ Bajaj เองเป็นรถที่มีประวัติยาวนานกว่า 75 ปี และเป็นที่ได้รับความนิยมอยากมากในประเทศอินเดีย ส่วนบ้านเราเองอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นหูคุ้นตากับชื่อแบรนด์หรือแปลกใหม่มากเมื่อได้เห็น หน้าตาของรถ ค่ายนี้และจากที่มีกระแส ดราม่ารุนแรงมาก เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมาในงาน Motor Show ทำให้รถของ Bajaj จากเมืองภารตะนี้เป็นที่จับตามองของใครหลายๆ คนเป็นอย่างมาก เครื่องเคราต่างๆ เริ่มต้นกันที่เครื่องยนต์ขนาด 199.5 ซีซี ระบบ DTS-i 3 หัวเทียน 4 วาล์ว ที่มีกำลังแรงบิดสูงสุดที่ 18.3 นิวตันเมตร 8000 รอบต่อนาทีและสามารถรีดกำลังแรงม้าสูงสุดได้ถึง 24.1 แรงม้า เกียร์ 6 สปีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ และยังได้รับเทคโนโลยีบางส่วนจาก KTM ใกล้เคียงกับ Duke 200 รถสูบเดียวที่มีความจัดจ้านในรอบต้น ขับขี่สนุก หากใครที่ยังไม่ทราบว่าทำไมถึงได้รับเทคโนโลยีจาก KTM ก็เพราะว่า Bajaj มีหุ้นส่วนใน KTM กว่า 48% จึงได้ร่วมกันพัฒนาเจ้าตัวรถของ Bajaj ขึ้นมา รูปร่างหน้าที่มีความแปลกใหม่ในบ้านเรา หลายๆ คนอาจจะมองแปลกๆ แต่สำหรับผมเองมองว่าใหม่ หน้าก็เท่ๆ ในแบบอินเดีย เพราะเราอาจจะเห็นรถญี่ปุ่นจนชินตา ด้วยไฟหน้าคู่แบบโปรเจคเตอร์และไฟ LED อยู่ด้านบน ด้านข้างมีดีไซน์โฉบเฉี่ยวทรงสปอร์ต เรือนไมล์มีทั้งแบบอะนาล็อกและแบบดิจิตอล ค่อนข้างทันสมัย พร้อมไฟบอกสถานะครบครัน ช่วงล่าง โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คหลังเดี่ยว Nitrox ระบบเบรก ABS 2 ช่องทาง คาลิเปอร์เบรกหน้า-หลังจาก Bybre พร้อม ดิสเบรกหน้า-หลังขนาด 300 มม.- 230 มม. ล้อหน้า-หลัง 100/80 R17 – 130/70 R17 เป็นยางแบบไม่ใช่ยางใน ส่วนถังน้ำมันขนาด 13 ลิตร และตัวรถมีน้ำหนักโดยรวมอยู่ที่ 165 กก. ด้านการขับขี่ ด้วยการที่ตัวรถมีการพัฒนาร่วมกับทาง KTM ทำให้อัตราเร่งเครื่องยนต์มีความจัดจ้าน ขับขี่สนุกในรอบต้น 0-100 กม./ชม. รอบขึ้นมารวดเร็วบิดติดมือทำได้ดีในพิกัด 200 ซีซี ใช้งานในเมืองซอกแซกได้ดีด้วยตัวรถที่มีน้ำหนักเบาคล่องตัวขี่ง่าย การขับขี่เดินทางไกล ตัวเครื่องยนต์ก็มีอัตราเร่งที่ดีมั่นใจแซงได้ แต่มีอาการสั่นและเสียงดังจากเครื่องยนต์ในรอบสูงๆ ส่วนแฮนด์ที่ให้มาเป็นแบบแฮนด์จับโช้คยกสูงไม่ก้มเยอะออกแนวเป็นสปอร์ต-ทัวริ่ง ท่านั่งสามารถขี่ได้สบายหนีบถังได้พอดี การเข้าโค้งตัวโช้คหลังมีอาการนิ่มย้วยนิดหน่อย อาจจะเป็นเพราะตัวผมเองอาจจะตัวใหญ่ แต่ถ้ามีการเซ็ตปรับแต่งอาการนี้อาจจะหายไป ส่วนเรื่องเบรกมั่นใจได้เลยว่า Bybre ให้ระยะเบรกที่สั้น ปลอดภัย มั่นใจได้ และท็อปสปีดสามารถทำความเร็วได้ถึง 145 กม./ชม. อาจจะแรงได้อีกเมื่อปลดล็อกหรือหลังรันอินเครื่องยนต์ไปแล้ว สรุป เจ้า Bajaj Pulsar RS 200 เหมาะสำหรับเป็นรถคันแรกของมือใหม่ ตัวรถขี่ง่ายคล่องตัวทั้งการใช้งานในเมืองหรือการออกทริปท่องเที่ยวมีอัตราเร่งที่ดีมั่นใจแซงได้แบบไม่ต้องลุ้นอะไรมาก และได้พูดได้เลยว่าถ้ามองถึงการใช้งานสมรรถนะการขับขี่ล้วนๆ ไม่ด้อยกว่าค่ายอื่นๆ ในประเทศกับรถพิกัด 200 ซีซี ส่วนเรื่องหน้าตา ก็แล้วแต่ละบุคคลว่าถูกจริตตัวเองมาน้อยแค่ไหน และก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ค่อยข้างหน้าสนใจก็สามารถไปชม ไปทดลองขับขี่กันก่อนตัดสินใจ ที่โชว์รูมทั่วประเทศ สำหรับค่าตัว Bajaj Pulsar RS 200 สนนราคาอยู่ที่ 89,800 บาทและมีให้เลือกถึง 3 สี ขาว-ดำ , ขาว-แดง , ขาว-น้ำเงิน Bajaj Pulsar RS 200 สปอร์ตไบค์สุดเฉี่ยวพิกัด 200 ซีซี เด่นด่วยเครื่องยนต์ DTS-i แบบทริปเปิลสปาร์ก ให้พละกำลังที่ดี พร้อมจะพาคุณไปบนท้องถนนทั้งทางตรงและทางโค้งได้อย่างง่ายดาย ราคา 89,800 บาท (ราคาพิเศษช่วงแนะนำ) Bajaj Pulsar RS 200 สเปกและราคา เครื่องยนต์

รีวิว Himalayan 2020 ขี่ง่ายแม้ทางจะโหด!! ทาง SuperBikemag ได้รับเกียรติ จากทาง Royal Enfield ให้ร่วมทริปทดสอบ รีวิว Himalayan 2020 จากกรุงเทพ-ชลบุรี (เขาไผ่) 2020 เมื่อวันที่ 24-25 สิงหาคมที่ผ่านมา การทดสอบวิ่งทริปในครั้งนี้ เป็นทริปสั้นๆ เพียง 2 วันเท่านั้น แต่สำหรับเส้นทางที่ไป ถือว่าสามารถทดสอบสมรรถนะของตัวรถได้ดีเลยทีเดียว ตั้งแต่เริ่มออกเดินทางจากศูนย์ Royal Enfield ทองหล่อ เนื่องจากสภาพจราจรติดขัด มากๆ เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว แถมระหว่างทางอย่างสภาพถนนเส้นบางนา-ตราด ก็อย่างที่เห็น มีหลุมบ้างบางจุดเลยถือเป็นโอกาสได้ทดสอบไปในตัวตลอดทั้งทริป ทั้งทางบนถนนดำ และทางฝุ่นหรือ OFF ROAD เป็นระยะทางรวมกว่า 140 กิโลเมตร มาดูที่สีของตัวรถ ”หิมาลายัน” 2020 กันครับ โดยในปีนี้มีสีใหม่ให้เลือกถึง 3 สีด้วยกันครับ สี แดง-ดำ(Rock Red) สี น้ำเงิน-ขาว(Lake Blue) สี เทา (Gravel Grey) สวยไหมล่ะครับ ทั้ง 3 สี ? ท่านั่งและการขับขี่ ก่อนอื่นต้องแนะนำก่อนว่า เจ้าหิมาลายัน (2020) เป็นรถสไตล์แอดเวนเจอร์ทัวริ่ง ที่ถูกออกแบบมาให้ขับขี่บนทุกสภาพถนน มีไฟหน้าขนาด 7 นิ้ว มีชิลด์หน้าแบบใสให้มาด้วย เหมาะสำหรับการเดินทางมาก เพราะชิลด์ที่ให้มาค่อนข้างสูง ทำให้ลมไม่ปะทะตัวเราได้เต็มๆ แฮนด์บาร์ที่ให้มาไม่สั้นและไม่กว้างจนเกินไป ทำให้สามารถคอนโทรลรถได้ดี ความสูงของแฮนด์ก็ไม่ต่ำมากตามสไตล์รถขับขี่ท่องเที่ยว ทำให้ไม่เมื่อยเวลาขับขี่ ความสูงของเบาะ

สกู๊ตเตอร์ที่ร้อนแรงที่สุดในปี 2020 นี้กันสักทีกับ All New Honda Forza 350 ที่ทำสถิติยอดจองในงานมอเตอร์โชว์ไปแบบถล่มทลาย

ลองขี่ Yamaha Tenere 700 ตะลุยห้วยคอกหมู ไหวมั้ยต้องดู ช่วงวันที่ 11-12 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ทาง SuperBike ได้มีโอกาสไปร่วมทริปขับขี่ทดสอบสมรรถนะเจ้า Yamaha Tenere 700 หรือที่เรานิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า T7 กันถึงที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี โดยจะเป็นการขี่ทดสอบบนถนนดำจากกรุงเทพไปยังอำเภอสวนผึ้ง และจากนั้นก็จะขี่ลุยเส้นทางธรรมชาติ ในพื้นที่บ้านพุระกำ แก่งส้มแมว และห้วยคอกหมูครับ โดยช่วงเช้าได้นัดกันที่ Yamaha Riders’ Club เกษตร-นวมินทร์ ซึ่งทาง Yamaha ได้จัดรถ Tenere 700 ไว้ให้ทาง SuperBike หรือตัวผมเนี่ยร่วมขี่ทดสอบพร้อมกับตัวแทนดีลเลอร์และลูกค้าที่ซื้อรถ Tenere 700 ไปครับ แว่บแรกที่เห็นภายนอกรู้สึกสะดุดตากับไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ Full LED ที่โดดเด่นด้วยไฟขนาดใหญ่ 4 ดวง ปรับความกว้างและสูง-ต่ำได้ อีกทั้งยังมีไฟ Daytime Running Lights หรือเดย์ไลท์ที่เรานิยมเรียกกันอยู่ด้านล่าง มีเรือนไมล์แบบ LCD ขนาดใหญ่มองเห็นได้ชัดเจนและให้อารมณ์คล้ายรถแข่งแรลลี่ ซึ่งแสดงผลข้อมูลต่าง อาทิ ความเร็ว รอบเครื่อง อุณหภูมิเครื่องยนต์ อุณหภูมิภายนอก ตำแหน่งเกียร์ ระยะทางทริป 1-2 ระยะทางรวม นอกจากนี้ยังดูเด่นที่รูปทรงตัวรถที่สูงและดูเพรียว เหมาะสมกับที่เป็นรถสไตล์แอดเวนเจอร์มากๆ หลังจากแอบไปเหล่รถคันที่ผมจะได้ขี่แล้วก็เข้าฟังบรีฟเส้นทางกันก่อนจะออกเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดราชบุรี ลุยฝ่าการจราจรที่ค่อนข้างแน่นและติดขัดในกรุงเทพเข้าสู่ถนนบรมราชชนนี เจ้า T7 คันนี้ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว ควบคุมง่าย คล่องตัวมากถึงแม้จะขับขี่ในย่านที่รถติดๆ ก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับเจ้า T7 คันนี้เลย พอถึงช่วงทางตรงมีโอกาสได้ลองเปิดคันเร่ง ทดสอบเครื่องยนต์ขนาด 689 ซีซี 4 จังหวะ 4 วาล์ว DOHC 2 สูบ ที่เป็นเครื่องที่ใช้ในตระกูล MT-07 ด้วย ก็พบว่าสามารถบิดได้ 150 -160 กม./ชม. แบบสบายๆ และยังไปต่อได้อีกด้วย ไม่มีอาการดิ้นหรือส่ายให้รู้สึก กับยางติดรถที่ให้มาเป็น ยาง Pirelli Scorpion Rally STR ขนาดยางหน้า 90/90 R21 M/C 54V M + S ขนาดยางหลัง 150/70 R18 M/C 70V M + S ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าทำความเร็วไม่ได้ ช่วงทางโค้งบนถนนดำ สมรรถนะของช่วงล่างเจ้า T7 นั้นดีมาก สามารถจิกโค้งเข้าได้แบบเนียนๆ พลิกเข้าโค้งได้แบบต่อเนื่องไม่มีเสียอาการหรือหลุดไลน์ ทำให้ยิ่งมั่นใจและเพิ่มความสนุกในการขับขี่ไม่ต้องมากังวลว่ารถสไตล์นี้ ช่วงล่างจะย้วยหรือนุ่มจนเกินไป ยางแบบนี้เข้าโค้งแล้วจะดิ้นเข้าได้ไม่เนียน ส่วนตัวผมแล้วบอกเลยว่าเจ้า T7 ถือว่าเป็นรถจักรยานยนต์สไตล์แอดเวนเจอร์ไซส์กลางที่ขี่สนุกและจัดว่าดีในการเดินทางบนทางดำเลยล่ะ หลังจากได้ทดสอบขับขี่บนทางดำแล้ว ก็ถึงคราวของการขี่ทดสอบบนเส้นทางธรรมชาติที่ Yamaha ได้แบ่งความยากง่ายเป็น 4 ระดับ ระดับที่ 1 ก็จะเป็นเส้นทางจำพวก ทราย ทางขรุขระ ช่องอุโมงค์ต้นไม้ หรือร่องน้ำ อย่างใดอย่างนึง ระดับที่ 2 ก็จะเป็นเส้นทางลาดชันและขรุขระ ต่อมาระดับที่ 3 ก็จะมีทางที่สูงชันและขรุขระเป็นทางยาว และระดับที่ 4 ทางข้ามขอนไม้หรือทางที่เป็นร่องแคบและลึก ซึ่งก็จะเพิ่มระดับความยากมาตามลำดับ ในวันแรกช่วงแรกกับเส้นทางธรรมชาติ บ้านพุระกำ กับความยากระดับที่ 1 ทางส่วนใหญ่จะเป็นทรายร่วนๆ ไม่หนามาก มีกรวดหินลอยผสมบ้างเป็นช่วงๆ ถือว่าเป็นการวอร์มอัพเล็กน้อย ขี่รูดกันยาวๆ ไปได้เลย ช่วงล่างของเจ้า T7 ซับแรงกระแทกได้ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นทางขรุขระ ลำธารที่มีหินลอยลื่นๆ ช่วงอุโมงค์ต้นไม้ที่มีเศษไม้หักร่วงอยู่บนพื้นทรายร่วนๆ เจ้า T7 ผ่านได้แบบสบายๆ ด้วยพละกำลังที่มีมาให้แบบเหลือเฟือ บวกกับคันเร่งเบาสบายบิดติดมือ เรียกน้ำย่อยความมันในการขี่เจ้า T7 ให้ติดใจอยากบิดขยี้คันเร่งอีกรอบ หลังจากที่หวดคันเร่งในเส้นทางธรรมชาติในช่วงแรกแล้ว ได้เวลาพักทานข้าวเติมพลัง ก่อนไปหวดซ้ำอีกทีในรอบสอง กับเส้นทางเดิมแต่วิ่งย้อนกลับอีกทางนึง ไลน์ที่วิ่งก็จะเปลี่ยนไปอีกแบบ เริ่มมีเส้นทางในแบบความยากในระดับที่ 2 เพิ่มเข้ามา คือทางที่เป็นเนินชันและขรุขระ มีหินลอยก้อนไม่ใหญ่นัก ทางที่ลุยในรอบนี้จะค่อนข้างแคบ มีร่องน้ำแต่ไม่ลึกมาก ให้เราได้ใช้ทักษะในการมองอ่านไลน์เพื่อขี่ผ่านอุปสรรคเส้นทางข้างหน้า ซึ่งในจุดนี้ T7

CT125 นั้นทางค่ายปีกนกได้เปิดโอกาสให้เราได้ไปทดสอบในรอบสื่อมวลชนแล้วครั้งนึง แต่เป็นการทดสอบที่อยู่ในสเตชั่นจำลอง และได้ทดสอบเพียงไม่มาก

YAMAHA QBIX 2020 นอกจากสีสันสดใสแล้วมีอะไรดี? Yamaha QBIX โมเดล 2020 นั้นนอกจากจะเปลี่ยนสีสันใหม่ให้เลือกตามแนวคิดสนุกสุด Fun สีสันสุดเทรนด์แล้ว ก็ยังมีข้อดีอื่นๆ อีกด้วยนะครับ ที่เรียกว่าต้องถูกใจวัยรุ่นทุกคนหลายข้อด้วยกัน ส่วนจะมีดีอะไรบ้าง เราไปดูกันทีละข้อด้านล่างได้เลยครับ สุดประหยัดน้ำมัน QBIX ประหยัดน้ำมันเพราะใช้เครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซีที่มีเทคโนโลยี Blue Core ที่แรง แต่ก็ยังประหยัดน้ำมันในแบบที่วัยรุ่นยกนิ้วว่าเยี่ยม เหลือเงินไปทำอะไรได้อีกเยอะ เพราะเทคโนโลยี Blue Core ออกแบบโดยยึดหลักการ 3 อย่างคือ เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ลดการสูญเสียกำลังของเครื่องยนต์ และการจุดระเบิดที่แม่นยำ นอกจากเครื่องยนต์แล้วยังประหยัดได้มากยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยี Stop & Start System ระบบดับเครื่องอัตโนมัติเวลาจอดรถเป็นระยะเวลานาน และติดเครื่องเองทันทีที่เปิดคันเร่ง ซึ่งช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้เวลาติดไฟแดงนานๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท้องถนนในกรุงเทพเมืองฟ้าอมร แสนปลอดภัย ปลอดภัยสุดๆ เพราะมีระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น ABS) ซึ่งแน่นอนว่าช่วยให้เบรกได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะวัยรุ่น วัยคึกคะนองเรื่องขับเร็วก็เป็นเรื่องปกติ แต่ทำยังไงให้ปลอดภัยนี่สิเป็นเรื่องสำคัญ และยามาฮ่าก็มีระบบเบรก ABS มาให้ แม้ว่าจะเป็นสกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กก็ตาม ยังมีหน้ายางหลังที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการยึดเกาะที่มีมากขึ้น ซึ่งดีทั้งตอนเร่งความเร็วและตอนเบรกครับ (เฉพาะรุ่น ABS และรุ่น S) อีกทั้งระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ทั้งระบบ ซึ่งให้ความสว่างชัดเจน แม้ในยามกลางวัน ช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ที่ดีได้ทั้งในตอนกลางวันและกลางคืน จึงช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น โฉบเฉี่ยวทันสมัย QBIX มีดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวไม่เหมือนใครอยู่แล้ว แต่โฉบเฉี่ยวทันสมัยยิ่งขึ้นด้วยเรือนไมล์ดิจิตอลแบบ Full LCD ทรงสี่เหลี่ยม ไม่เหมือนใคร แต่ตรงคอนเซ็ปต์ตัวรถ และระบบไฟส่องสว่างเป็น LED ตามแบบสมัยใหม่นิยม ซึ่งให้ภาพลักษณ์ที่ดูดีพรีเมี่ยมนอกจากนี้ยังทนทานอีกด้วย เรียกว่าน่าจะเป็นที่ชื่นชอบของวัยจี๊ดอย่างแน่นอน สะดวกสบาย แน่นอนว่าความสะดวกสบายนั้นเป็นจุดขายหลักๆ ของสกู๊ตเตอร์ส่วนใหญ่ และเรื่องนี้ Yamaha เขาถนัดจริงๆ ครับ QBIX มีระบบสมาร์ทคีย์ที่ช่วยให้สามารถสตาร์ทรถได้โดยไม่ต้องใช้กุญแจ และยังรวมเอาฟังก์ชั่นการใช้งานอย่างเปิดเบาะ เปิดฝาถัง และล็อกรถมาไว้รวมกันที่จุดเดียว ให้สามารถกดใช้งานได้ง่ายได้ สะดวกสบายยิ่งขึ้น ด้านหน้ายังมีช่องจ่ายไฟแบบรถยนต์ ช่วยให้วัยรุ่นที่สมัยนี้ที่มักมีแก็ดเจ็ตเยอะๆ สามารถใช้ชาร์จอุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย แถมยังมีช่องเก็บของด้านหน้าอีก นอกจากนี้ยังเติมน้ำมันได้ง่ายไม่ต้องรถจากรถด้วยการมีช่องเติมน้ำมันบริเวณตรงกลางระหว่างที่วางเท้า ส่วนใต้เบาะนั้นเป็นช่องเก็บของ QBOX ขนาดใหญ่จุได้มากถึง 22.5 ลิตร สามารถใส่หมวกกันน็อกหรือสัมภาระอื่นๆ ได้สบายๆ เรียกว่าตอบโจทย์วัยรุ่นวัยเรียนได้ดีอย่างแน่นอนครับ รู้ข้อดีขนาดนี้แล้ว อย่าลังเลมากครับ หากท่านผู้อ่านกำลังสนใจ ไม่ว่าจะชายหรือหญิง วัยรุ่นหรือวัยรุ่นใหญ่ หากมีใจรักสนุก ชอบความสนุกและชอบชีวิตที่มีสีสันแล้วล่ะก็ QBIX 2020 ก็เป็นโมเดลที่น่าจะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ สำหรับราคาค่าตัวนั้น แต่ละรุ่นมีราคาแนะนำดังต่อไปนี้ รุ่น ABS ราคาแนะนำ 60,800 บาท รุ่น S ราคาแนะนำ 56,900 บาท รุ่น Standard ราคาแนะนำ 54,400 บาท อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Honda CBR250RR สปอร์ตเต็มตัว พาออกทัวร์จะไหวมั้ย ขึ้นชื่อว่าสปอร์ต หลายๆ คนคงจะชอบในความเท่ ความเร็วและความแรง ขี่ในเมืองดูหล่อ ขี่ในสนามก็มัน แต่ไบค์เกอร์อย่างเราๆ นั้น ก็ไม่ใช่จะมีชีวิตแค่ขี่ในเมืองหรือแค่ซิ่งในสนาม การจะมีรถหลายๆ คันไว้ตอบโจทย์การใช้งานต่างๆ กันก็ดูจะเป็นไปได้ยาก เพราะทุกคนไม่ได้เกิดมามีเงินเหลือมากพอจะซื้อหลายคัน หรืออาจจะเหลือแล้วแต่ไม่ได้รับอนุมัติจากคนที่บ้านก็เป็นได้ ครั้งนี้เราเลยลองจับสปอร์ตจ๋าๆ อย่าง Honda CBR 250RR มาทดสอบกันแบบขับขี่ออกทริปกันดู ดูสิว่ามันจะไปไหวแค่ไหน หล่อสไตล์สปอร์ต CBR250RR คือสปอร์ตเรซซิ่งเรพลิก้าที่มีดีไซน์โฉบเฉี่ยวมากๆ เส้นสายต่างๆ มีความเฉียบคมให้อารมณ์รถแข่ง การออกแบบแฟริ่งไม่เพียงแต่จะออกแบบให้มีความเท่เพียงอย่างเดียว แต่ยังใส่ใจในเรื่องของแอโรไดนามิกอีกด้วย เช่น แฟริ่งด้านข้างมีครีบเล็กๆ ไว้ตัดอากาศ แฟริ่งบริเวณส่วนท้ายที่มีช่องให้อากาศผ่าน ช่วยในเรื่องของการลดการปั่นป่วนของกระแสลมที่ความเร็วสูงๆ ได้ดีครับ ไฟหน้าของรถออกแบบมาเป็น 2 ชั้นแยกส่วนกันดูหล่อเหลาและโดดเด่นไม่เหมือนใคร รับกับไฟท้ายที่เป็นแบบ 2 ชั้นเช่นกัน ดูดุดันและสวยงามไปพร้อมๆ กัน เรือนไมล์ดิจิทัล บอกข้อมูลและสถานะต่างๆ ได้ครบถ้วน อาทิ ความเร็ว ความเร็วรอบ โหมดการขับขี่ ไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์หรือชิฟต์ไลท์ เป็นต้น ต่ำลงมามีโช้คหน้า Showa อัพไซด์ดาวน์สีทองดูโดดเด่นตัดกับตัวรถได้เป็นอย่างดี ส่วนท้ายมีปลายท่อไอเสียแบบคู่ดูดุดันให้สุ้มเสียงเร้าใจพอสมควร ขุมกำลังเล็กแต่จัดจ้าน ก่อนหน้านี้เราเคยทดสอบเจ้า 250RR คันนี้ไปแล้ว แต่เป็นการทดสอบในสนาม ซึ่งก็ยังคงยืนยันคำเดิมว่า เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 250 ซีซี ให้กำลังที่เกินคาด ทำรอบเครื่องได้สูงมากทะลุ 13,500 รอบต่อนาที และยังสามารถทำท็อปสปีดหรือความเร็วสูงสุดได้เกิน 175 ก.ม./ชม.ได้ เกียร์ 6 สปีดที่ให้มาถือว่าดี เปลี่ยนเกียร์ได้ลื่นไหลและแม่นยำ เวลาลากรอบสูงๆ แล้วกำคลัตช์ใส่เกียร์ รู้สึกได้ถึงการต่อเกียร์ที่สมู้ทดี ในส่วนที่เหนือกว่ารถในพิกัดเดียวกันนี้คือคันเร่งไฟฟ้า รถพิกัดเล็กๆ มักจะมีเทคโนโลยีอะไรไม่มากนัก แต่คันนี้มีคันเร่งไฟฟ้า และเมื่อมีคันเร่งไฟฟ้าก็มักจะมีโหมดการขับขี่ติดมาให้ด้วย โดยโหมดการขับขี่ของ CBR คันนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้แบบไม่ต้องจอดรถ ซึ่งก็จะมีอยู่ด้วยกัน 3 โหมดด้วยกัน Sport+, Sport และ Comfort ที่จะมีการตอบสนองคันเร่งแตกต่างกัน เช่น ใครอยากจะขี่สบายๆ ไม่อยากหวดหนักๆ ก็เลือกโหมด Comfort ก็จะให้การตอบสนองที่ต่างไปทันที กำลังที่ได้ก็จะเบาๆ นุ่มๆ ละมุนหน่อย ส่วนใครอยากที่จะขับขี่สนุกขึ้นมา มีอัตราเร่งที่ดีขึ้น ก็เป็นโหมด Sport ซึ่งเราทดสอบแล้วว่าโหมดนี้เหมาะกับการขับขี่ทริป อย่างที่เราทดสอบออกทริป กรุงเทพฯ – นครนายก ก็ใช้โหมด Sport เกือบจะตลอด แต่หากอยากซิ่งก็มีโหมด Sport+ ที่ปลดล็อกสมรรถนะของเครื่องยนต์ออกมาอย่างเต็มที่ ให้กำลังออกมาได้แบบทันใจ ไม่มีกั๊ก เป็นอะไรที่จี๊ดจ๊าด สะใจวัยซิ่งแน่นอน การตอบสนองของคันเร่งจะไวที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าโหมดนี้เหมาะกับการขับขี่ในสนาม อ่อ ตัวนี้มีฟังก์ชั่นแล็ปไทเมอร์ (Lap Timer) ขับขี่ในสนามมาให้ด้วย ช่วยให้เรารู้เวลาที่เราขับขี่ในสนามต่อแล็ปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นคอยจับเวลา และสามารถใช้ข้อมูลนี้พัฒนาการขับขี่ของเราได้ด้วยนะเออ มีอีกจุดนึงที่ผมชอบเป็นการส่วนตัวมากๆ คือเสียงการทำงานของเครื่องยนต์และเสียงลิ้นปีกผีเสื้อดูดอากาศเข้าคอไอดี ค่อนข้างเป็นเสียงที่ดึงดูดสิ่งมีชีวิตรอบข้างได้เป็นอย่างดี ตอนขับขี่จะได้ฟีลลิ่งเหมือนกับรถแข่งเลยก็ว่าได้ มันเหมือนกับว่าเครื่องยนต์มันดูดอากาศสดๆ ไม่ผ่านกรองอากาศ ช่างเร้าใจจริงๆ ครับ ช่วงล่างเยี่ยม จากการขับขี่ออกทริป ฟีลลิ่งตัวโช้คหน้า Showa ที่เป็นแบบอัพไซด์ดาวน์ขนาด 37 มิลลิเมตร ให้ฟีลขณะขับขี่ได้เนียนดี ขณะเข้าโค้งก็แน่นกระชับมั่นใจมาก ในการขับขี่ออกทริปทั้งความเร็วสูงก็ยังมีอาการนิ่ง ไม่สะบัดแต่อย่างใด และช่วงความเร็วต่ำก็สามารถซอกแซกในเมืองก็ยังควบคุมได้ง่ายอีกด้วย ด้านหลังมีโช้คอัพเดี่ยวทำงานร่วมกันกับระบบโปรลิงก์ ได้ฟีลสปอร์ต ซับแรงกระแทก และซับรอยต่อร่องถนนได้ดี ตัวโช้คยังสามารถปรับเซ็ตได้ ซึ่งเพียงพอกับการขับขี่บนท้องถนน ส่วนใครอยากซิ่งในสนามบ้าง ก็ควรจะปรับเซ็ตนิดหน่อยและซ้อมสักนิด เพื่อให้มั่นใจมากยิ่งขึ้น ตัวล้อนั้นมีดีไซน์แบบ 7 ก้าน เป็นล้ออลูมิเนียมน้ำหนักเบา มาพร้อมยางหน้า 110/70-17 หลัง 140/70-17 ถือว่าเป็นของดีอีกอย่างนึงเลยที่ติดรถมาให้จากโรงงาน ดูๆ แล้วก็ไม่ต่างจากล้อซิ่งทั่วๆ ไปเลยละครับ ระบบเบรกเป็นคาลิเปอร์เบรกจาก Nissin และดิสก์เบรกแบบโฟลตติ้งที่สามารถให้ตัวได้ ถึงแม้ว่าจะให้เป็นดิสก์เบรกเดี่ยว แต่ให้ฟีลลิ่งในการเบรกที่ดี เอาอยู่ไม่ต่างจากดิสก์เบรกคู่เลย เนื่องจากเราใช้รถในแบบของการออกทริป ดังนั้นมีโอกาสทดสอบเบรกบ่อยมากๆ เพราะว่าบนถนนเราไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย มีช่วงถนนเส้นลำลูกกาที่ถนนที่ค่อนข้างลื่น จำเป็นต้องเบรกกะทันหัน แต่ตัวเบรกก็ทำงานได้ดี ไม่มีปัญหา แถมยังเบรกได้นุ่มนวล เหมาะมือ สรุป รีวิว Honda CBR250RR สำหรับการขับขี่ออกทริป กทม-นครนายก

AEROX 155 ABS (2020) จัดจ้านสุดในพิกัดนี้ Yamaha Aerox 155 แม้ในปีนี้จะไม่ได้เป็นโมเดลใหม่ล่าสุด แต่ก็มีการปรับเปลี่ยนสีสันใหม่ให้มีความโฉบเฉี่ยวสวยงามมากขึ้น เอาใจไบค์เกอร์และนักบิดวัยรุ่นที่ต้องการความเท่และความแรงที่ไม่เหมือนใคร และแน่นอนคราวนี้เราได้มีโอกาสนำเจ้า Aerox 155 สีใหม่ตัวท็อปรุ่น ABS มาทดสอบให้เห็นว่ามันมีอะไรดีบ้าง ดีไซน์สปอร์ตสุดเท่ Aerox นั้นมีรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยว สวยงาม เด่นในการดีไซน์ในส่วนของเส้นสายมีความเฉียบคม แต่ก็มีส่วนเว้าส่วนโค้งอยู่ด้วย ทำให้ตัวรถดูเป็นเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำแบบใคร มีไฟหน้าคู่แยกส่วนมีโคมด้านในด้านนอก ดูหรูหรา และสปอร์ตดุดันกว่าใคร โดยไฟหน้าเป็นไฟแบบ LED พร้อมกับไฟท้ายขนาดกะทัดรัดแบบ LED ส่องได้สว่างและสวยงามแม้ในยามกลางวัน หน้าจอเรือนไมล์ดีไซน์เฉี่ยวแบบดิจิทัลขนาดใหญ่ 5.8 นิ้ว สามารถปรับตั้งค่าดูข้อมูลต่างๆ อาทิ อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันแบตเตอรี่ ทริปน้ำมัน นับกิโลเมตรเครื่องยนต์ รอบเครื่องยนต์ ความเร็ว เรียกได้ว่าข้อมูลจำเป็นครบถ้วนจริงๆ ครับ คันที่เราได้มาทดสอบนั้นเป็นชุดสีดำ-ฟ้า ซึ่งสีสวยสะสุดตามากๆ บอกได้เลยว่า Yamaha ค่อนข้างทำการบ้านเรื่องเฉดสีตัวรถมาพอสมควร สำหรับคันนี้ผมให้ 10/10 เลยก็ว่าได้ สำหรับสีตัวรถเป็นโทนสีดำ-ฟ้า มีสีหลักเป็นสีดำตัดไฮไลจุดต่างๆ ด้วยสีฟ้าแบบพิเศษ แต่ในสีฟ้าที่ให้มา ยังคงมีลูกเล่นของตัวสีที่เป็นเหลือบม่วง ขับเน้นให้ตัวรถดูโดดเด่นและสวยงามมากขึ้น ตัดด้วยเส้นสีเขียวอ่อนสว่างสะดุดตา พร้อมกับโลโก้สีฟ้า ทำให้รู้สึกถึงความสปอร์ต เส้นสายลายกราฟฟิกที่จัดมาโฉบเฉี่ยวลงตัว ดูดี น่าขี่จริงๆ ขุมพลังแรงด้วยวาล์วแปรผัน ขุมพลังของแอร็อกซ์ 155 นั้นใช้เครื่องยนต์บลูคอร์ แบบสูบเดียว 155 ซีซี 4 จังหวะแบบหัวฉีด แคมเดี่ยว SOCH 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ต่างด้วย กระบอกสูบเคลือบไดอะซิล ทนทานและช่วยระบายความร้อนได้ดีอีกด้วย อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีเกินตัวเกินหน้าเกินตาค่ายอื่นด้วยระบบวาล์ว VVA หรือวาล์วแปรผันที่ช่วยให้เครื่องยนต์สามารถตอบสนองต่อคันเร่งได้ทุกช่วงย่านความเร็ว และยังคงประหยัดน้ำมัน จากการทดสอบขับขี่ในเมือง บอกได้เลยว่าเป็นเครื่องยนต์ 155 ซีซี ที่ทรงพลัง ขับขี่สนุกบิดติดมือ เกิดจากตัวเครื่องยนต์ที่ได้เทคโนโลยีวาล์วแปรผัน VVA มาช่วยในเรื่องของการเปิดปิด วาล์วจ่ายน้ำมันให้ดียิ่งขึ้น ในรอบเครื่องยนต์ที่สูง (6000 รอบ/นาที) ทำให้รถวิ่งดีกว่า สามารถทำความเร็วทั้งในการเร่งแซง หรือ ทำท็อปสปีดได้ดี ส่งกำลังขับเคลื่อนผ่านชุดส่งกำลังแบบสานพาน V Belt ไปยังชุดคลัตช์หลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ เร่งได้ดั่งใจขับขี่ได้ฟีลสปอร์ต สนุกมากกว่าเครื่องยนต์พิกัด 150 ซีซี ทั่วๆ ไป นอกจากนี้ตัวรถยังมีระบบ Stop and Start System (SSS) ระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ ทำงานควบคู่กับ Smart Motor Generator เครื่องยนต์จะดับอัตโนมัติเมื่อรถหยุดนิ่งกับที่ ไม่เคลื่อนไหวเกิน 5 วินาที สามารถช่วยลดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอีกด้วย เครื่องก็แรงแถมยังประหยัดน้ำมันอีกด้วย เรียกว่าขี่สนุก แรงสไตล์สปอร์ต แต่ประหยัดน้ำมันกว่าที่คิด ช่วงล่างมั่นใจ ตัวรถนั้นให้ล้อแม็กมาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เป็นดีไซน์ 3 ก้านคู่ (ตัว Y) ล้อหน้าให้ยางขนาด 110/80 ขอบ 14 ส่วนล้อหลัง ให้ยางขนาด 140/70 ขอบ 14 ติดมาให้จากโรงงาน ส่วนระบบกันสะเทือน โช้คหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิกหรือตะเกียบคู่และโช้คหลังเป็นแบบยูนิตสวิง โดยจะมีแค่เฉพาะตัว R version เท่านั้น ที่จะเป็นโช้คหลังแบบซับแทงค์ติดมาจากโรงงาน ส่วนเรื่องของระบบเบรกหน้าเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยว ส่วนด้านหลังเป็นดรัมเบรก (จับในดุมล้อด้านใน) สำหรับการทดสอบขับขี่ในเมืองค่อนข้างที่จะมั่นใจในช่วงล่างคันนี้เลยละ เนื่องด้วยอย่างแรกเลยคือมีระบบ ABS (เฉพาะเบรกหน้า) ให้มาจากโรงงานเวลาเบรกกะทันหัน ทำงานได้ดีเสถียร ABS จะทำงานไม่ทำงานเกิดจาก องค์ประกอบส่วนต่างๆ เช่นพื้นถนน ช่วงล่าง ยาง ที่ช่วยในการเบรกทำงานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในส่วนของโช้ค ยาง ก็ถือว่าดีในระดับนึง ในใจก็ยังอยากได้ซับแทงค์ของตัว Version R มาใส่ดูหล่อ อีกทั้งยางที่ให้มาด้านหน้าและหลัง มีขนาดใหญ่ หน้าสัมผัสยางเยอะ ทำให้ได้กริปของการเกาะถนน มากกว่ารุ่นอื่นๆ แถมยังดูลงตัวสมส่วนกับตัวรถอีกตั้งหาก ในการเข้าโค้งทำได้มั่นใจทั้งโช้คและยางส่งผลให้ได้ฟิวลิ่งสปอร์ต เพราะตัวยางที่สัมผัสพื้น ตอนเข้าโค้งเยอะกว่าชาวบ้านเขา ทำให้รู้สึกได้ว่าเข้าโค้งได้เนียนกว่าเพื่อน เป็นจุดเด่นของเจ้า Aerox เลยก็ว่าได้ นั่งกระชับสไตล์สปอร์ต ต้องบอกก่อนเลยว่า ท่านั่งของคันนี้รู้สึกได้ว่าสปอร์ตจ๋าเลย ในการขับขี่คนเดียวเป็นอะไรที่เพลิดเพลินที่สุด ท่านั่งการขับขี่คนขับเป็นท่านั่งที่กระชับที่สุดในคลาสนี้

Tenere 700 หล่อลุยสไตล์ดาการ์ ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับเราที่ได้เข้าร่วม รีวิว Yamaha Tenere 700 รถบิ๊กไบค์สไตล์แอดเวนเจอร์ในช่วงสถานการณ์ Covid-19 โดยครั้งนี้เราทดสอบโหดๆ กันที่สนามบ่อดิน มีนบุรี ท่ามกลางแสงแดดแผดเผา ดีกรีความร้อนทะลุ 40 องศา โดยมีการจำกัดจำนวนคน ให้มาน้อยมากๆ เพื่อให้สื่อได้ทดสอบกันเต็มเหนี่ยวไปเลยทั้งวัน เอาล่ะเรามาดูกันว่าเจ้า T7 คันนี้มีอะไรน่าสนใจกันบ้างดีกว่าครับ รูปหล่อ เจ้า T7 คันนี้โดดเด่นที่ไฟหน้าเท่ ดุดันสไตล์แรลลี่ เป็นไฟ LED ขนาดใหญ่ 4 ดวง ให้ความสว่างเหลือเฟือ (ไฟท้ายเองก็เป็น LED ด้วยเช่นกัน) เข้าคู่กับชิลด์บังลมหน้าใสขนาดสูงใหญ่กำลังดี ไม่บดบังเส้นทาง ไม่รำคาญสายตา (ผมสูง 172 ซม.) ถัดเข้ามาเป็นเรือนไมล์ดิจิทัลทรงสูงให้อารมณ์แรลลี่ดาการ์ พร้อมกับปุ่มเปิดปิดระบบ ABS ไว้ใช้งานเวลาปรับเปลี่ยนจากซิ่งมาลุย หรือจากลุยกลับไปซิ่ง ส่วนแฮนด์บาร์มาพร้อมกับการ์ดแฮนด์ขนาดใหญ่ป้องกันมือ ก้านคลัทช์ ก้านเบรก จากอุปสรรคต่างๆ หรือหินกระเด็น หรือป้องกันมือเวลาล้ม ตัวรถออกแบบมามีรูปทรงที่ค่อนข้างไปทางสูงและเพรียวให้อารมณ์เป็นรถที่พร้อมลุยทุกเส้นทาง และคล่องตัวไม่ดูเทอะทะเหมือนรถแอดเวนเจอร์ทั่วไป ถังน้ำมันออกแบบมาให้เพรียวยาวไปตามตัวรถ รับเข้ากับตัวเบาะตอนเดียวที่เป็นแบบราบไปจนถึงท้ายรถ ช่วยให้รถมีขนาดไม่ใหญ่เทอะทะ และเอื้อให้ควบคุมรถได้ดี จากการที่สามารถขยับตัวถ่ายน้ำหนักเพื่อบาลานซ์รถได้ง่าย มาที่ด้านล่างกันบ้าง ส่วนของโช้คหน้าหัวกลับนั้นมีการ์ดกันฝุ่นและหินด้านหน้าบริเวณส่วนของแกนโช้ค ถือว่าให้ภาพลุยๆ ได้ดี เข้ามาอีกนิดใต้ท้องเครื่องของรถนั้นมีการ์ดกันท้องเครื่องยนต์ติดตั้งมาจากโรงงานมาให้เลย ซึ่งตรงนี้ดีมากๆ เพราะเป็นจุดที่เสี่ยงเวลาขับขี่บนเส้นทางออฟโร้ด ซึ่งมักจะปะทะกับสิ่งกีดขวางอยู่บ่อยๆ ลงมาต่ำอีกนิด ยางที่ให้มาเป็น Pirelli Scorpion Rally STR ที่ให้ภาพลักษณ์เป็นยางบั้ง ยางหนาม ดุลุยดูดุดัน แต่ตรงนี้บอกไว้ก่อนเลยมันจะผิดจากที่หลายๆ คนคิด ซึ่งจะไปอธิบายอีกทีตรงส่วนของการควบคุมการขับขี่นะครับ ขุมพลัง CP2 เจ้า Tenere 700 ใช้เครื่องยนต์ CP2 หรือครอสเพลนทู เป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 689 ซีซี พื้นฐานเดียวกันกับ MT-07 และ XSR-700 ซึ่งยังคงมีพละกำลังและแรงบิดที่สูงอยู่ตามสไตล์ของเครื่องยนต์ครอสเพลน ทำให้ขี่ได้ออฟโร้ดได้ง่ายมากขึ้น แต่มีการปรับเปลี่ยนในเรื่องของเกียร์ มีการปรับให้เกียร์ 2 นั้นยาวขึ้น เหมาะสำหรับขี่ทางไกลๆ มากขึ้นกว่าเดิมครับ ซึ่งก็เหมาะกับการที่มันเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ เพื่อให้ขับขี่ออฟโร้ได้สนุก และดียิ่งขึ้น ก็ต้องปิดระบบเบรก ABS แล้วลองขี่ บอกเลยว่า โคตรได้ฟิวลิ่งสายพันธุ์แรลลี่ เลยละครับ รถมีกำลังเหลือเฟือที่จะทำแอ็กชั่นต่างๆ ออกตัวท้ายปัด เบรกสไลค์ในโค้ง เติมคันเร่งออกจากโค้ง เรียกว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ดีเหมาะกับการขับขี่สไตล์แอดเวนเจอร์มากๆ ช่วงล่างพร้อมลุยทุกเส้นทาง ระบบกันสะเทือนนั้น ด้านหน้าให้โช้คหน้าแบบหัวกลับ และโช้คหลังแบบโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ สามารถปรับความแข็งอ่อนได้ และค่าความหนืดได้ ซึ่งสามารถปรับเหมาะสำหรับสไตล์การขับขี่ในแบบของแต่ละคนได้ ฟีลลิ่งโช้คหน้าค่อนข้างที่จะทำได้ดีเลยในการขับขี่บนทางดินปนทราย ไม่ค่อยมีอาการสะบัดเท่าไร ถือว่าขับขี่แบบลุยได้ระดับนึงเลยละครับ แต่ก็มีแอบเห็นคนเอาไปกระโดดลอยสองล้อลงมาก็ยังไม่เป็นไรนะ ทำได้ดีเลยทีเดียว โช้คหน้าหลังทำงานได้ดีเลยละครับ เป็นที่ประทับใจ ส่วนของล้อและยาง โดยล้อจะเป็นแบบล้อซี่ลวด ล้อหน้าขนาด 21 นิ้ว ล้อหลัง 18 นิ้ว ซึ่งทั้งสองช่วยให้มีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นที่สูงมากขึ้น ล้อหน้าขนาดใหญ่ช่วยให้ข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ ได้ง่าย และยางนั้นก็เป็นอย่างที่บอกในตอนต้น ให้ยางที่ดีมาเลยเป็นยาง Pirelli Scorpion Rally STR ซึ่งเป็นยางแบบกึ่ง ซึ่งเหมาะกับทั้งถนนดำและทางฝุ่นตามสไตล์ของรถ เรียกว่าลุยก็ได้ซิ่งก็โอเค เข้าโค้งได้ดีไม่มีปัญหา ซึ่งถ้าคนที่หวังจะลุยหนักๆ จะต้องเปลี่ยนยางก่อนครับ ไม่ใช่ว่ายางไม่ดีนะครับ แต่อาจจะไม่ตอบโจทย์สไตล์ลุยๆ ไปเส้นทางที่มีความยากสูงมากๆ ไหว แต่ขณะเดียวกันถ้าคุณเน้นลุย ยางที่ลุยของคุณก็จะขี่ถนนได้ไม่ดีเท่านั่นเองครับ ระบบเบรกหน้า มาเป็นดิสก์เบรกคู่คาลิเปอร์เบรก Brembo และด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo อีกเช่นกัน โดยมีระบบเบรก ABS ติดตั้งมาด้วย ซึ่งสามารถปิดเปิดขณะขับขี่ได้เลย ไม่จำเป็นจะต้องจอด สามารถกดสวิตช์ที่เรือนไมล์ได้เลย เรียกว่าสะดวกพร้อมลุย พร้อมซิ่งได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าระบบเบรกดีเหลือเฟือกับสมรรถนะรถที่ให้มาครับ ซิ่งได้ลุยก็ดี พูดถึงเรื่องการขับขี่โดยรวมกันบ้างครับ ฟีลลิ่งโดยรวมถือว่าเป็นรถที่ตอบโจทย์คนที่ชอบเดินทาง ชอบการผจญภัยได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ใช่คนที่แบบจะลุยเข้าป่าโหดๆ หนักๆ ยาวๆ นะครับ ซึ่งตัวรถมันลุยได้แหละครับ แต่ก็ขึ้นอยู่กับทักษะของผู้ขับขี่ด้วย ตัวรถนั้นมีความสูงพอสมควร แต่ตัวเบาะมีรูปทรงเรียวยาว ให้ท่านั่งสบาย สามารถยืนและขยับสะโพก เพื่อใช้ให้การทรงตัว เลี้ยว