แม้ว่า Yamaha XSR900 จะเปิดตัวและวางจำหน่ายมานานแล้ว แต่ทางเราก็ยังไม่ได้มีโอกาสจะได้ทดสอบมันสักที จนกระทั่งฉบับนี้ที่เรามีคิวว่างตรงกันกับเจ้าเรโทรตัวแรงคันนี้สักที งานนี้เราก็เลยทดสอบกันแบบเต็มๆ ให้รู้กันไปเลยว่า แรงดีจริงมั้ย

       Yamaha XSR900 เป็นมอเตอร์ไบค์คันหนึ่งในสายสปอร์ตเฮริเทจหรือพูดง่ายๆ ว่าสายสปอร์ตคลาสสิคของทาง Yamaha ซึ่งแต่เดิมนั้นรหัส XS ของ Yamaha คือคลาสสิคไบค์ของทาง Yamaha เขาละ ดังนั้นอาจจะอนุมานได้ว่า R ที่เพิ่มเข้ามาคือการ Redesign หรือการออกแบบใหม่ก็เป็นได้

คุ้มค่าตอบโจทย์สำหรับคนที่ชอบโมเดิร์นเรโทร

รูปลักษณ์ 

       เจ้า XSR900 นั้นมีพื้นฐานมาจากเจ้า MT-09 ไฮเปอร์เน็กเก็ตตัวแรงของทางค่าย ดังนั้นหลักๆ แล้วจึงมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับ MT-09 ค่อนข้างมาก ที่แตกต่างกันชัดเจนคือ ช่วงท้ายนั้นต่ำกว่า เบาะนั่งค่อนข้างสูง คนตัวไม่สูงอาจจะต้องมีเขย่งอยู่บ้าง ตัวรถนั้นออกแบบมาได้ดีมากเลยทีเดียว มีการผสมผสานกันระหว่างความคลาสสิคย้อนยุคในแบบของเรโทร แต่ก็มีการสอดแทรกความเป็นสมัยใหม่หรือโมเดิร์นเนี่ยเข้าไปเช่น เรือนไมล์ ไฟหน้าและไฟท้ายที่เป็นแบบกลมๆ ใหญ่ๆ  แบบคลาสสิค แต่ก็มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ใส่เข้าไปนั่นคือไฟ LEDที่ส่วนของไฟท้ายกับเรือนไมล์ที่แสดงผลแบบดิจิตอลแสดงผลข้อมูลครบถ้วนมองเห็นได้ชัดทั้งยามกลางคืนหรือว่ากลางวันแสงจ้ามีการทำเพลทอลูมิเนียมเป็นลูกเล่นให้ดูสวยงามเช่นบริเวณขายึดไฟหน้าซับเฟรมท้ายท้ายรถการ์ดด้านข้างของหม้อน้ำทำให้รถดูสวยงามลงตัวมากยิ่งขึ้นเบาะนั่งเป็นสองระดับพร้อมตอกเบาะท้ายด้วยชื่อรุ่นแบบว่าแอบเรียบหรูนิดนึงเรียกได้ว่าสมกับคอนเซ็ปต์นีโอเรโทรอย่างยิ่งและด้วยความเป็นเบาะสองตอนคนซ้อนก็จะสามารถนั่งได้สบายมากขึ้นส่วนเบาะของคนขับก็เว้าลงต่ำช่วยให้ตัวรถไม่สูงมากนักขาถึงพื้นได้ง่ายขึ้นนอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจเวลาขับขี่ในตัวเมืองที่ต้องจอดติดไฟแดงบ่อยๆได้ดีอีกด้วย

สมรรถนะ

       ในส่วนของสมรรถนะนั้น เรื่องเครื่องยนต์รับรองได้ว่าแรงแน่นอน เพราะเครื่องยนต์ของเจ้า XSR900 มันคือเครื่องยนต์ของเจ้า MT-09 ที่เป็นเครื่องยนต์ 3 สูบ 847 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำแบบครอสเพลนตาม เอกลักษณ์หนึ่งเดียวที่มีเฉพาะ Yamaha จุดเด่นคือ ทอร์คจัดจ้าน รอบจี๊ดจ๊าด อัตราเร่งดุดัน สามารถทำความเร็วทะลุ 200 กม./ชม.ได้ไม่ยากเลย ให้กำลังดีทุกช่วงรอบ โดยเฉพาะรอบต้นและกลาง แต่ก็ไม่ใช่ว่าปลายจะไม่ดีนะครับ ตัวรถมีการใส่ระบบคันเร่งไฟฟ้าตามแบบของรถโมเดิร์นมาให้ด้วย และเมื่อมีคันเร่งไฟฟ้านั่นหมายความว่าจะได้โหมดการขับขี่มาด้วย ซึ่งจะมีทั้งหมด 3 โหมดคือ โหมด A และ B และสแตนดาร์ด ซึ่งการทำงานของโหมดการขับขี่ของเจ้า XSR900 ก็จะเป็นการปรับเปลี่ยนการตอบสนองของคันเร่งก็อาศัยระบบคันเร่งไฟฟ้านั่นแหละครับ โดยโหมด A จะเป็นโหมดการขับขี่ที่คันเร่งจะตอบสนองได้รวดเร็วมากที่สุด โหมด B จะเป็นตอบสนองช้าหน่อยเพื่อขับขี่เวลาที่ฝนตกถนนลื่นครับ ส่วนสแตนดาร์ดก็ตามชื่อครับ เดิมๆ เรื่อยๆ โดยโหมดการขับขี่เนี่ย ที่ปุ่ม Mode ทางด้านประกับขวา และมีแทร็คชั่นคอนโทรลอีก 2 โหมดและสามารถเปิดปิดได้ (เผื่อว่าจะเอาไปขับขี่แบบโหดๆ เพื่อเอามัน) สามารถปรับเปลี่ยนได้โดยดันสวิทช์ขึ้นและลงที่ด้านประกับซ้าย ซึ่งถือว่าทำได้ดีเลย เลือกโหมดและปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ง่าย ปรับเปลี่ยนโหมดได้โดยไม่ต้องจอด แต่ต้องผ่อนคันเร่งก่อนนะครับ

       ระบบกันสะเทือนหรือช่วงล่างเดิมๆ ที่ให้มาจากโรงงานนั้นค่อนข้างดี ด้านโช้คหน้าสามารถปรับคอมเพรสชั่นและรีบาวด์ได้ โช้คหลัง ด้านหลังค่อนข้างนุ่มนวล เหมาะสำหรับการขับขี่บนถนนทั่วๆ ไป ออกทริปเดินทาง จะซ้อนสองมีสาว่รวมทางด้วยก็ไม่ส่วนในการขับขี่ทดสอบวันนี้ผมมีการปรับเซ็ตนิดหน่อยเพราะต้องการที่จะยกล้อ แสดงให้เห็นถึงพละกำลัง และเป็นอะไรที่เป็นไปในแบบของผมเองก็เลยต้องมีปรับกันบ้าง โดยเฉพาะที่ด้านหลัง เพื่อที่จะได้ยกล้อสะดวกๆ หน่อย แต่เดิมๆ ก็ทำได้นะครับ

       เรื่องของการขับขี่นั้น ความคล่องตัวนั้นถือว่าเจ้า XSR900 ทำได้ดีมากๆ อันเนื่องมาจากเฟรมอลูมินั่มที่ออกแบบมาให้มิติที่แคบกว่าปกติ เพื่อให้ใด้มิติการควบคุมรถที่ดีและแม่นยำ ตัวรถควบคุมได้ง่ายเพราะแฮนด์บาร์กว้าง ในโค้งเองก็เช่นกัน สามารถควบคุมรถได้ง่าย จากแฮนด์ที่สูงและจุดศูนย์ถ่วงต่ำ แม้จะไม่รวดเร็ว คล่องแคล่วเท่ากับสปอร์ตไบค์ก็ตาม ขับขี่ทางไกลได้สบายด้วยท่านั่งที่หลังตรง แฮนด์บาร์กว้างนั่งสบาย แต่ก็จะมีข้อเสียตามสไตล์ของรถแนวนี้

       ระบบเบรคที่ให้มาเรียกได้ว่ามั่นใจ ทั้งยังมีระบบเบรค ABS เบรคได้อยู่ทั้งด้านหน้าและหลัง คาลิเปอร์เบรคด้านหน้าทรงพลังเพียงพอ ด้านหลังเป็นของ Nissin 2 พ็อตก็เรียกได้ว่าเพียงพอครับ ไม่ต้องห่วงว่าจะเอาไม่อยู่ แม้ว่าจะมีเครื่องยนต์ดุดันก็ตาม

       เสริมอีกนิดนึงเรื่องการระบายความร้อนของรถเนี่ยถือว่าทำได้ดีเลยอาจจะเป็นเพราะสไตล์ของรถที่ไม่ใช่รถแบบแฟริ่งจึงทำให้รับอากาศได้มากกว่าแต่ยังมีจุดเด่นอีกอย่างคือขาของคนขี่เนี่ยจะไม่ร้อนซึ่งปกติแล้วรถหลายๆรุ่นมักจะมีไอร้อนจากเครื่องยนต์มาถึงขาแสดงให้เห็นว่ามีการจัดการเรื่องอากาศที่ไหลผ่านเครื่องยนต์ได้ดีเลยทีเดียวล่ะครับ

ปิดท้าย

       เป็นรถที่ตอบโจทย์ได้หลากหลาย ใช้ในการขี่ในเมือง ซอกแซกต่างๆ ได้สะดวก คล้ายๆ กับรถเน็กเก็ตไบค์ หรือจะเดินทางออกทริปก็ทำได้ค่อนข้างดี แต่ก็มีปัญหาเรื่องลมปะทะเป็นปกติอยู่แล้วของรถที่ไม่มีแฟริ่ง ไม่มีชิลด์หน้าแบบนี้ แต่ความเร็วที่ทำได้ดีก็ช่วยให้ออกทริปทางไกลได้ มีกระเป๋าท้ายหรือข้างสักหน่อยออกทริปก็เป็นเรื่องไม่ยากครับ แต่สำหรับมือใหม่นั้นอาจจะต้องระวังนิดนึง เพราะเรื่องของความแรงของเครื่องยนต์ 3 สูบ 847 ซีซีคันนี้เป็นอะไรที่มองข้ามไปไม่ได้จริงๆ อาจจะต้องทำความคุ้นเคย ทำความรู้จักกันอยู่บ้าง เพื่อให้เข้าใจคาแรกเตอร์ความแรงของมัน ที่ถึงแม้จะเป็นรถในสไตล์เรโทร แต่มันก็มีความแรงในแบบของไฮเปอร์เน็กเก็ตแฝงอยู่ครับ

       สำหรับความคุ้มค่ากับสนนราคาค่าตัว 429,000 บาท นั้นก็ถือว่าคุ้มค่าเลยล่ะครับ รถนั้นมีความหล่อเหลา มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดูดีมีสไตล์ สมรรถนะของเครื่องยนต์ก็เรียกว่าแรงพอตัว แทบจะเสียบตัวพันได้เลย ระบบช่วยเหลือหรือเสริมความปลอดภัยของผู้ขับในระดับต้นเรียกว่าครบถ้วน มีทั้ง ABS ทั้งแทร็คชั่นคอนโทรลและไรดิ้งโหมด เรียกว่า 429,000 นี่ จ่ายไปคุ้มแน่ๆ ครับ คนที่ชอบรถสไตล์นี้ไม่ควรพลาดที่จะลองไปขับขี่ด้วยประการทั้งปวง แต่แนะนำกำตังไปเผื่อออกรถเลยก็ดีนะ จะได้ไม่ต้องย้อนไปย้อนมา

อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ 
ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้