
หลังจากที่เห็นข่าวการเปิดตัวในอินโดนีเซียก็แอบลุ้นอยู่ไม่น้อย เพราะว่าทางบ้านเราให้ความสนใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน กับสกูตเตอร์รุ่นฮิตขายดิบขายดีโฉมใหม่ล่าสุด
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

หลังจากที่เห็นข่าวการเปิดตัวในอินโดนีเซียก็แอบลุ้นอยู่ไม่น้อย เพราะว่าทางบ้านเราให้ความสนใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน กับสกูตเตอร์รุ่นฮิตขายดิบขายดีโฉมใหม่ล่าสุด

Italjet Dragster 300 สกูตเตอร์สุดพรีเมี่ยม ที่จะสะกดทุกสายตา ณ แยกไฟแดง First Impression รักแรกพบ เรื่องของดีไซน์ รูปลักษณ์ คือจุดเด่นที่สุดของ Italjet Dragster 300 อย่างแน่นอนถ้า และยิ่งถ้าเป็นคนที่ชอบรถ Superbike นี่คือสกูตเตอร์ที่หล่อ เท่ สวย ล้ำ ที่สุดในตลาด ความ Unique แปลกตา แบบที่ว่า นี่มันคืออะไร ด้วยระบบ Swing arm หน้า-หลัง ที่จุดหมุนของทั้งคัน จะอยู่ตรงกลางใต้เบาะ อย่าว่าแต่ไม่เหมือน scooter อื่นๆ ถ้าเทียบ Superbike ก็คงจะคล้ายแค่ Bimota ซึ่งอีกแหละ ไม่ใช่คนทั่วไปจะมีโอกาศได้ขับขี่ แลดูผ่านๆ เหมือน Bimota ย่อส่วน เฟรมถักเด่นๆ หนาๆ ดูสปอร์ต เสริมด้วยชุดแฟริ่ง และลุคไฟหน้า ไฟท้ายแบบ Superbike เก็บรายละเอียด ดีเทลได้ความเป็นอิตาเลี่ยนดีไซน์แท้ๆ แค่มองดูด้วยชายตาก็รู้ว่า นี่ ไม่ใช่รถธรรมดาแต่ต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ จอดไฟแดง พวกคิดว่ารถไฟฟ้า เลยบอกพี่แกไปว่า ใช่ครับ รถไฟฟ้ามีท่อ… Test Ride ถ้าให้สรุปสั้นที่สุดสิ่งเดียวที่คันนี้ขาด คือถังระหว่างขาเพราะทุกอารมณ์การขับขี่ มันคือรถสปอร์ตแบบ 100% เครื่องยนต์ HPE i-Get 278.3cc จาก Vespa GTV แรงมั้ย…ก็ไม่ แต่ถามว่ามันใช้ได้มั้ย…ก็ได้อยู่ เพราะความเร็วที่ได้ใช้และช่วงที่เฟรมรถที่ออกแบบมา ความสนุกจะในการขับขี่อยู่แถวๆ 60-120 km/h ไม่เกินนี้ Ergonomic แฮนด์ เบาะ และ ท่านั่ง เริ่มต้นที่ขนาดแฮนด์ วัดจริงด้วยสายรัดเอว ความยาวไม่รวมตุ้มปลายแฮนด์ อยู่ที่ 25.5 นิ้ว(~65cm) และองศาแฮนด์ที่หนีบเข้ามา ถือว่าเล็กมาก เหมาะสำหรับผู้ชายตัวเล็ก และสาวสายสปอร์ต ถ้าเทียบกับรถใน class 300 cc เช่น Yamaha Xmax แฮนดกว้าง 28นิ้ว(~71cm) เบาะเล็กแต่นั่งเต็มตูดและมีพนักพิงข้างหลังเหมือนรถสนาม คือเข้าใจแหละ ว่าทำให้ดูซิ่ง แต่จริงๆแล้ว เวลาขี่ตัวตรง บวกกับรถไม่ได้แรง ก็ออกจะเขิลๆว่า ให้มาทำไม เพราะ ไม่มีที่ให้ขยับแล้ว ถ้าจะหมอบหลบลมก็ไม่มีที่เหลือ ต้องยกตูดไปนั่งบนเบาะคนซ้อนแทนถึงจะหมอบได้ลึกๆ พูดถึงเบาะคนซ้อนแนวโหนกนูน อารมคล้ายๆ RSV4 ที่มีไว้เฉยๆ ถามว่านั่งได้มั้ย ได้ แต่ คงจะรู้สิกแปลกๆ และด้วยความที่รถคันจิ๋วหลิว ซ้อน 2 คงไม่ใช่คำตอบ เพราะพวกทำทรงมาให้นั่งคนเดียว สำหรับผู้ชายตัวเล็ก ส่วนสูงไม่เกิน 170ซม. ขนาดตัวคนขี่กับรถพอดีกับรถ ท่านั่งสบาย แฮนด์แคบ เบาะเต็มก้น คือมันใช่มาก เวลาขี่จะไม่เหมือนเด็นโขมยรถพ่อมาขี่เหมือนรุ่นอื่นๆ หรือถ้าตัวเล็กกว่านี้ก็ดูไม่แปลก แต่ถ้าหากสูง เกิน 175ซม. อาจจะดูเหมือนรถของเล่นเกินไป City Test โยนทิ้งฟีลลิ่งการขับขี่แบบทื่อๆของรถ scooter ออกหน้าต่างไปได้เลย เพราะมันคือความรู้สึกแบบที่ไม่เคยขี่มาก่อน ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เรากำเบรกหน้า โช้คหน้าจะยุบ แต่ Italjet ไม่ใช่ เวลาที่กำเบรกหน้า รถจะยุบทั้งคัน บาลานส์รถจะอยู่ตรงกลาง ฟีลแรกๆ จะงงๆหน่อยเพราะเหมือนขี่ jetski รถมันหยุ่นๆ แปลกๆ โมเมนตั้มรถ ในการเร่งและเบรค ก็ไม่เหมือนรถที่มีระบบโช้คหน้าตะเกียบคู่ ระบบสวิงอาร์มหน้าและหลัง ให้ฟีลการขับขี่ที่นุ่มมากๆ แบบ ถ้าไม่เจอหลุมหรือฝาท่อ คือขี่เรียบไปเลย ซับความขรุขระของถนนไทย ย่านอ่อนนุช ลาดกระบัง ได้ดีเยี่ยม ถ้ารูดหลุม อาจจะกระแทกนิดๆ เหมือนรีบาวเร็วไป โดยเฉพาะด้านหลัง ถ้าปีนคอสะพานก็มีสะท้าน น่าเสียดายที่โช้คหน้าปรับได้แค่พรีโหลด กับคอมเพรสชั่น ส่วนหลังทื่อๆ มีแค่พรีโหลด ย่านความเร็วที่ขับขี่ในเมือง แบบไม่เกิน 90 นี่คือสวรรค์ของรถไม่มีถังตรงหว่างขา และผมเชื่อว่า

รีวิว Zontes 350E All new บิ๊กสกู๊ตเตอร์พี่ใหญ่ทรงเบิ้ม มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ Luxury Style เครื่องยนต์ 349 ซีซี เปิดราคาแล้วที่

สำหรับการ รีวิว Honda ADV150 ปี 2019 ครั้งนี้ต้องบอกเลยว่า สดๆร้อนๆ ทั้งการเปิดตัว และการทดสอบกันเลยละพ่อคุณแม่คุณทั้งหลาย เพราะในช่วงเช้าได้เปิดตัวกันที่เซ็นทรัลเวิล์ด และในช่วงบ่ายได้มีการจัดเป็นการทดสอบในรอบของสื่อมวลชน ที่ศูนย์ขับขี่ปลอดภัย สำหรับโมเดลนี้เป็นโมเดลที่จัดจำหน่ายทั่วโลก และต้องบอกตามกันไปอีกว่าโมเดล ADV150 เป็นโมเดลที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามกันเลยทีเดียว ด้วยคาแร็กเตอร์ตัวรถ และการออกแบบที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็น Street Adventure ทำให้รู้สึกได้ว่า เป็นมอเตอร์ไซต์ที่ โคตรจะเหมาะสมกับภูมิประเทศไทย เราลองมาดูมารีวิวครั้งนี้ ที่ทางเราก็ได้สัมผัสเจ้า ADV150 ครั้งแรกเป็นยังไงกัน รูปร่าง อวบ กำลังดี มาดูกันที่รูปร่างหน้ากันก่อนเลยสำหรับการดีไซน์ภาพรวม ที่รูปร่างที่ค่อนข้างจะคล้ายรุ่นพี่สายลุยอย่าง Honda X-ADV 750 ด้วยรูปทรงไฟหน้าและท่อไอเสียที่ดีไซน์ให้ออกมาองศาคล้ายคลึงกันพอสมควร สำหรับ ADV150 คันนี้มีระบบส่องสว่างไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว แบบ Full LED ที่ให้ความสว่างชัดเจน ดีไซน์สวยโดยเฉพาะไฟหน้า และโดดเด่นด้วยไฟท้ายดีไซน์เป็นรูปตัว X สำหรับคันนี้เป็นสีที่ดูสวยสดที่สุด นั้นก็คือ สีแดง แต่ก็ยังมีอีก 2 สีก็คือ ดำ และ เทา ที่จำหน่ายในประเทศไทย (ความชอบส่วนตัว) พร้อมกับระบบ ESS (Emergency stop signal) เมื่อเบรคฉุกเฉิน ความเร็วลดแบบกระทันหัน ไฟเลี้ยวจะกระพริบเป็นสัญญาให้เป็นจุดสังเกตได้อย่างชัดเจนและปลอดภัย ชิวบังลมด้านหน้าที่มีขนาดใหญ่ ใส ที่สำคัญเลยมันสามารถที่จะปรับระดับสูง-ต่ำของชิวหน้าได้ โดยการหมุนตัวปรับทางด้านซ้ายและขวาพร้อมกับปรับขึ้นลงได้ แบบพร้อมกันทำให้การขับขี่ทั้งในเมืองก็ดีขึ้น และถ้าเราต้องการบังลมหรือบังขี้โคลนก็สามารถปรับขึ้นได้อีกด้วย ออกแบบไว้พร้อมลุย สำหรับแฮนด์บาร์ที่มีขนาดกว้างมีทั้งข้อดีและข้อสังเกต ข้อดีคือการออกแบบมาให้ขับขี่สบาย เดินทางไกลได้ รวมไปถึงสรีระการจับแฮนด์จะสามารถให้ตัวระหว่าง ช่วงแขนและไหล่ ทำให้เวลาเกิดการสั่นสะเทือนจะรู้สึกได้น้อยลง ส่วนข้อสังเกตุมีไม่มาก มันกว้าง ก็ย่อมติดเป็นธรรมดาแต่สำหรับคนที่ขับขี่บ่อยๆ เชื่อได้ว่าเดี๋ยวก็ชิน และก็พริ้วเหมือนเดิม ทางด้านแฮนด์ซ้าย มีสวิตซ์ไฟสูงไฟต่ำ แตร และไฟเลี้ยวออกแบบมาได้ระยะการปรับพอดีนิ้วมือ และปะกับแฮนด์ทางด้านขวามีสวิตซ์ ไฟฉุกเฉิน และ ปุ่มกดสตาร์ทเครื่องยนต์ รวมไปถึงสวิตซ์เปิดปิด IDLING Stop โหมดการหยุดทำงานเครื่องยนต์อัจฉริยะพร้อมทั้งปะกับคันเร่งแบบ 2 สายที่ออกแบบอยู่รวมกันทั้งหมด ทำให้ดูแล้วลงตัวเหมาะสม เรียบง่ายอย่างยิ่ง เรือนไมล์แบบ Full LCD ที่จะบอกสถานะต่างๆทั้งความเร็ว อัตราค่าเฉลี่ยน้ำมัน ทริปA/B เวลา วัน/เดือน รวมไปถึงแถบสถานะบอกไฟเลี้ยว กุญแจอัจฉริยะ ไฟสูง สถานะเครื่องยนต์ แบตเตอรี่ และไฟสถานะ ABS ที่ถูกดีไซน์เป็นแถบแยกออกมาจากหน้าจอเรือนไมล์อีกที แต่อยู่ในระยะที่สายตาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน กุญแจอัจฉริยะที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีเพียงแค่พกเข้าไปใกล้ๆรถเพียง 0.5-1 เมตรก็สามารถที่จะกดสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทันที รวมไปถึงตัวเบ้าบิดกุญแจ (เตาแก๊ส) ที่มีระดับการบิดทั้งเปิดถังน้ำมันขนาด 8 ลิตรที่อยู่ระหว่างขา,กดเปิดเบาะ และเปิดสตาร์ทเครื่องยนต์ ทางด้านซ้ายของคอนโซนที่ออกแบบให้มีช่องเก็บของสะดวกต่อการหยิบของได้ง่ายโดยใช้มือซ้าย และยังมีปลั๊กไฟอเนกประสงค์ 12V ไว้สำหรับการต่อ GPS ชาร์ตแบต Smartphone และอื่นๆได้อีกมากเลยละครับ ช่วงล่างกันบ้าง เขาว่าดี!! ช่วงล่างด้านหน้าโช้คอัพหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิค(ตะเกียบคู่)ดีไซน์กระบอกโช้ค 2 ระดับเพิ่มความ อารมณ์ความแอดเวนเจอร์เข้าไป พร้อมกับมีระยะยืดยุบ 130 มิลลิเมตร มาคู่กับระบบเบรคแบบจานดิสที่มีขนาดใหญ่ 240 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรค Nissin ที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับความปลอดภัยที่ให้มาคือ ABS ช่วงล่างด้านหลังเป็นโช้คคู่ Showa Subtank กระบอกสีทองที่มีระยะยืดยุบตัวแกนได้120 มิลลิเมตร ทั้งซ้าย และขวา ซึ่งก็ถือว่าเป็นโช้คหลังที่ติดมาจากโรงงานที่ดี ไม่แพ้รถบิ้กไบค์เลยละครับ ระบบเบรคหลังที่ให้มาเป็นแบบดิสเบรคจากโรงงาน ออกแบบมาสวยโดนใจตั้งแต่แรกพบสบตา มีการวางตำแหน่งเยื้องออกมาทางด้านหลังง่ายต่อการเซอร์วิสและมีความสวยงาม ตัวคาลิปเปอร์เป็น Nissin จานดิสมีขนาด 220 มิลลิเมตร (Non ABS) ล้อหน้า-หลัง เป็นล้อแม้กซ์ดีไซน์ 6 ก้านคู่ดูลงตัว สีดำมาพร้อมกับยาง IRC ขนาด 110/80-14 และ 130/70-13 (หน้า/หลัง) เป็นแบบ TUBELESS ไร้ยางในตัวลายดอกยางเป็นลายดอกแบบกึ่งลุย กึ่งสตรีสดูได้อารมณ์ลงตัว เหมาะสำหรับการขับขี่ดินลูกรัง และถนนดำ เครื่องยนต์ 150 ซีซีคล่องตัว..ECU ใหม่ มาดูที่พละกำลังเครื่องยนต์ ESP หัวฉีด PGM-Fi ขนาด 1 สูบ 149.3 ซีซี

การทดสอบในครั้งนี้กับการ รีวิว Honda CB300R สปอร์ตคาเฟ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมไปถึงสมรรถนะเครื่องยนต์ และช่วงล่างที่ทำให้ตอนทดสอบต้องบอกเลยว่าเหลือเฟือ ที่สุดสำหรับสปอร์ตคาเฟ่ในคลาส 300 ซีซี หลายๆ คนอาจจะงงและสงสัยว่า Neo Sport Cafe นั้นคืออะไร มันก็คือการผสมผสานแนวคิดและสไตล์ของรถในแบบคาเฟ่ที่มีลักษณะโดดเด่นในแบบคลาสสิคเข้ากับสปอร์ตไบค์ที่มุ่งเน้นไปในเรื่องของสมรรถนะและความทันสมัย จนออกมาเป็นรถในตระกูล Neo Sport Café นั้นเอง.. มาส่องโฉม กันก่อน ดีไซน์โดดเด่นเป็นสง่ารูปร่างดี สมส่วนด้วยไฟหน้าทรงกลมแบบ LED ตามดีไซน์ Japan craft ดูดี เป็นศรีแกผู้ขับขี่ มาพร้อมแฮนก์บาร์ยกกระชับขับง่ายตามสไตล์คาเฟ่ เรือนไมล์แบบ LCD ดิจิตอลดูล้ำสมัยที่จะแสดงผลทั้งหมดทั้งมวลของรถคันนี้ เช่น ความเร็วขับขี่ รอบเครื่องยนต์ ปริมาณน้ำมัน การวัดระยะทางแบบทริป และสถานะไฟเลี้ยว ไฟสูง เวลา อุณหภูมิเครื่องยนต์ รวมไปถึงสถานะการเปลี่ยนเกียร์ Shift Light เอาจริงๆก็เกือบจะครบถ้วน ขาดแค่ไฟบอกเกียร์เพียงอย่างเดียว มาต่อที่โช้คหน้า ที่เป็นจุดเด่นสง่าสีทอง แบรนด์ดังอย่าง SHOWA ที่เป็นแบบ UPside-down ขนาด 41 มม. และ โช้คหลังเดี่ยวที่สามารถปรับพรีโหลดได้ 7 ระดับ เฟรมถักที่ทำให้ดูเพียวร่างบางเบาแข็งแรง ดูทันสมัยสวยงาม ระบบเบรค ดิสเบรคหน้า-หลัง ABS คาลิปเปอร์ Nissin แบบเรเดี้ยนเมาส์ที่ถอดแบบมาจากเทคโนโลยี SuperBike อย่าง CBR1000RR ที่ทำให้มั่นใจมากยิ่งขึ้นพร้อมกับให้จานดิสเบรค Floating ขนาดใหญ่แบบ WaveDisk ที่ดีไซน์เป็นคลื่นรอบวงของตัวจานเบรค และเบรคหลังที่เป็นของ Nissin เช่นกัน และอย่างแน่นอนที่ Honda ยัดมาให้เสมอนั้นก็คือระบบเบรค ABS และ G sensor จากโรงงานมั่นใจหายห่วง ขนาดของล้อแม็ก 5 ก้านคู่(Y)ที่ให้มาทางด้านหน้ามีขนาด 17 นิ้วที่รัดด้วยยางขนาด 110/70 และขนาดล้อด้านหลัง 17 นิ้วให้ขนาดยางมาที่ 150/60 ที่มีขนาดหน้ายางกว้าง ใหญ่ ดูสมส่วน และทำให้การขับขี่คันนี้ รู้สึก นุ่มนวล มั่นใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ขุมพลัง 1 สูบ 286 ซีซี เครื่องยนต์สูบเดียว มีความจุปริมาตรกระบอกสูบที่ 286 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ หัวฉีด DOCH (แคมคู่) ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 76.0 X 63.0 อัตราส่วนกำลังอัด 10.7 : 1 ระบบเกียร์ แบบ 6 สปีด คลัทซ์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ฟิวลิ่งการขับขี่ รีวิว Honda CB300R 2019 ในการขับขี่ในครั้งนี้ได้ทดสอบการขับขี่กันภายในเมืองย่าน พระราม9-เรียบทางด่วน รามอินทรา ได้ฟิวของการซอกแซกภายในเมือง ทำได้ดีเลยทีเดียว เนื่องจากตัวรถมีน้ำหนักเบากว่ารุ่นอื่นๆในคลาส ที่มีน้ำหนักเพียง 143 กิโลกรัมรวมของเหลวที่มีน้ำมันในถังถึง 10 ลิตร (เต็มถัง) สามารถที่จะพลิกรถทั้งซ้ายและขวาง่ายมากๆ ด้วยขนาดยางหลังที่มีขนาดใหญ่ ทำให้การเลี้ยวโค้งสามารถทำได้มั่นใจมากยิ่งขึ้น ท่านั่งการขับขี่ ด้วยตัวรถที่เป็นทรงแฮนด์บาร์ทำให้ท่านั่งนั้นเรียบง่าย สบายๆอย่างเห็นได้ชัดไม่ต้องก้มคอม งอหลังให้ปวดเมื้อยระหว่างขาสามารถที่จะหนีบตัวถังน้ำมันได้อย่างดี กระชับหน้าขามั่นใจทั้งการเบรคและเปิดคันเร่งรวมไปถึงเบาะนั่งที่ไม่สูงมาก ทำให้ควบคลุมรถได้อย่างคล่องตัว ในการขับขี่ครั้งนี้ทางเราจะให้ความสนใจเป็นพิเศษสำหรับการทดสอบช่วงล่างเพราะถือว่าเป็นจุดเด่น ของรถคันนี้สำหรับช่วงล่างด้านหน้าแบบ UPside-down ของ Showa ที่ถูกติดตั้งมาจากโรงงานที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 41 มม. และโช้คหลังที่เป็นแบบเดี่ยว สามารถปรับพรีโหลดได้ ถือว่าเป็นช่วงล่าง ที่ดีที่สุดในคลาสตอนนี้ ซับแรงกระแทรกได้เป็นอย่างดี แม้กระทั้งการเบรคหนักๆแบบฉุกเฉิน หรืออาจจะมีคนซ้อนเดินทางในชีวิตประจำวัน ก็ทำงานได้เป็นอย่างดี เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการขับขี่บนถนนเมืองไทย สำหรับตัวเครื่องยนต์ต้องบอกก่อนเลยว่า แม้จะเป็นเครื่องยนต์ 1 สูบในแบบเดียวที่ใช้ใน CBR300R ได้ให้กำลังเครื่องยนต์ที่ตอบสนองได้ดีมากในช่วงรอบต้น และกลาง ตามสไตล์เครื่องยนต์สูบเดียว บิดติดมือ บิดคันเร่งตอบสนองได้เป็นอย่างดีเร่งแซงได้ดั่งใจ เสียงท่อไอเสียที่เครื่องยนต์ ขนาด 286 ซีซี ถือว่าทำได้ดีเร้าใจ ปลอดภัยคุณตำรวจ ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ที่มีกำลังเพียงพอต่อการใช้งานในเมือง หรืออาจจะมีการออกทริปเอาสังคมสองล้อกันบ้างก็ สบายๆ ไร้กังวลอย่างแน่นอน ฟันธง สปอร์ตคาเฟ่ CB300R 2019

ได้มีโอกาส รีวิว New Honda Forza 300 กันเสียทีหลังจากที่เราห่างหายกันไปนานกับการรีวิวรถสายพานช่วงนี้ก็ได้บิดได้จับกันบ่อยมากขึ้น สำหรับตลาดบิ๊กสกู๊ตเตอร์ขนาดกลางที่เป็น ขนาดความจุซีซียอดฮิตที่กำลังมาแรงกันเลยทีเดียว แต่ในครั้งนี้จะพิเศษกว่าคือ คันนี้มีชุดแต่ง H2C ติดมาด้วยก็ได้มีโอกาสรีวิวให้ชมกัน รวมไปถึงแนวทางการแต่งอีกด้วย สำหรับการ รีวิว New Honda Forza 300 คันนี้เป็นเฉดสีที่เพิ่งจะเปิดตัวไปไม่นานมานี้เองโดยคันนี้เป็น 1 ในสีที่เพิ่งเปิดตัวมาใหม่ไม่นานมานี้เอง โดยสีที่มีทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาว-น้ำเงิน, สีดำด้าน, สีแดง-เทาและสีน้ำเงิน-เทา มาๆมาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เดียวเรามาดููว่าคันนี้มีอะไรกันบ้าง รูปทรงภายนอก หน้าตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ประโยคนี้ใช้ได้เสมอกับการเลือกอะไรสักอย่างหนึ่งต้องดูที่ หน้าตากันก่อน สำหรับคันนี้ เป็น ไฟหน้าแบบ LED สว่างเด่นชัดเจนทั้งกลางวันกลางคืน รวมไปถึงชิวหน้าไฟฟ้าที่สามารถปรับ สูง-ต่ำได้ ขณะขับขี่ได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึงการดีไซน์ไฟเลี้ยวบิ้วอินอยู่หลังกระจกข้าง ออกแนวสปอร์ตสุดๆ แฮนด์บาร์ดีไซน์แบบทูโทน สองสี มุมมองชัดเจน ดูล้ำสมัย พร้อมกับด้านล่างแฮนด์บาร์ที่มี ที่บิดกุญแจ Keyless พร้อมกับสวิตช์ เปิด-ปิด เบาะนั่ง และ ฝาถังน้ำมัน แค่เพียงพกกุญแจติดตัวไว้ง่ายๆ ก็สามารถที่จะขับขี่ได้อย่างสะดวกสบาย เรือนไมล์แบบผสมผสานระหว่าง ดิจิทัลและเข็ม ที่จะบอกค่าต่างที่เกิดขึ้น ทั้งรอบเครื่อง ความเร็ว ไฟสถานะเครื่องยนต์ ไฟเลี้ยว ค่าอุณหภูมิความร้อนเครื่องยนต์ ระดับน้ำมันที่เหลือในถัง รวมไปถึงค่าเฉลี่ยต่างๆเช่น ทริปการเดินทาง ค่าเฉลี่ยน้ำมันต่อลิตร มาต่อกันที่ปะกับทางด้านซ้าย ที่ดูปุ่มกดจะเยอะเป็นพิเศษ แต่สำหรับผมแล้วมันรู้สึกว่าคันนี้มีอะไรพิเศษกว่าคันอื่นๆที่เคยขับมา INFO A,B ที่จะเป็นตัวกดเปลี่ยนข้อมูลค่าต่างๆบนหน้าจอดิจิทัล ไฟต่ำ ไฟสูง ส่วนที่เป็นลูกศร ขึ้นลงนั้นคือการปรับระดับชิวหน้าไฟฟ้า ถัดขึ้นไปด้านบนนั้นก็คือปุ่มกด เปิด-ปิด ระบบ HSTC ที่ขาดไม่ได้มาตราฐานของรถทุกคัน นั้นก็คือแตร และไฟเลี้ยว ทางด้านขวา มีปุ่มเปิดปิด สวิตซ์ off-Run เครื่อยนต์พร้อมกับระบบสัญญาณไฟกระพริบ และ ปุ่มกดสตาร์ทเครื่องยนต์ ถังน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซิล ขนาด 11.5 ลิตร ที่มีฝาเปิดปิด 2 ชั้นจะถูกสั่งจากเบ้ากุญแจ keyless แล้วถึงกดเปิดได้ ฝาด้านในเป็นแบบเกลียว สะดวกสบายไม่ต้องลงจากรถขณะเติมน้ำมันรวมไปถึงการช่วยบาลานซ์น้ำหนักมวลรวมให้อยู่ช่วงกลางลำตัวรถอีกด้วย เบาะนั่งขับขี่ขนาดใหญ่ถูกออกแบบดีไซน์แบบตอนเดียว 2 ระดับ สำหรับผู้ขับขี่และคนซ้อนท้าย นุ่ม เนียน เดินทางทั้งใกล้และไกลสบายๆ ที่มาพร้อมกับมือจัดสีดำด้านสำหรับคนซ้อนจับโดยสาร ช่องเก็บของด้านหน้าที่มีขนาดใหญ่ ทรงสูง ที่สามารถใส่ขวดน้ำขนาด 15 บาทได้ ถือว่าใหญ่และลึกพอสมควรเลย ที่มาพร้อมกับช่องจ่ายกระแสไฟขนาด 12V สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นขนาดขับขี่ ทั้งการต่อ GPS หรือชาร์ตแบตโทรศัพท์ ล้อหน้าที่มีขนาด 15 นิ้ว ลายล้อแม็กแบบ 6 ก้านคู่สีดำ ยางขนาด 120/70-15 ระบบดิสเบรคเดี่ยวมีขนาด 256 มม.มาพร้อมกับคาลิปเปอร์เบรค Nissin ที่มีของแต่ง H2C ที่ออกแบบมาเป็นการ์ดป้องกันตัวคาลิปเปอร์ใช้งานได้จริง กระบอกโช้คหน้าแบบ Telescopic ที่มีขนาดแกน 33 มม ให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ สนุกกับการเดินทาง ล้อหลังมีขนาด 14 นิ้วมาพร้อมกับยางขนาด 140/70-14 ลายล้อแม็กแบบ 6 ก้านคู่สีดำเหมือนกับล้อหน้า มาพร้อมกับระบบเบรคแบบดิสเบรคขนาด 240 มม. ทำงานพร้อมกับระบบ ABS ทั้งล้อหน้า และ ล้อหลัง เพิ่มสมรรถนะในการเบรคมากยิ่งขึ้น โช้คหลังเป็นแบบ สตรัทปรับเกลัยวคู่ทั้งซ้ายและขวา สามารถที่จะปรับความแข็งอ่อนได้ 7 ระดับ ทางด้านซ้ายของตัวรถจะมีแคร้งชุดขับเคลื่อนสายพานมาพร้อมของแต่ง H2C อีกด้วย ไฟท้ายแบบ LED สว่างชัดเจน ดีไซน์ล้ำสมัยดูหรูหราตามแบบฉบับฮอนด้า คันนี้มาพร้อมกับ แร็คท้ายสีแดงที่เป็นของแต่ง H2C ที่ถูกดีไซน์ด้วยวัสดุแข็งแรง ทนทาน สามารถเอาไว้ใส่กล่องท้าย สำหรับใส่สิ่งของสัมภาระเดินทางไกลๆ ได้อีกด้วย มาดูเครื่องยนต์เจ้า Forza กันบ้าง สำหรับบิ๊กสกู๊ตเตอร์คันนี้ ยังมีขุมพลังเครื่องยนต์ขนาด 1 สูบ ระบบจ่ายน้ำมันหัวฉีด PGM Fi 4 จังหวะ 279 ซีซี ที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่

หลังจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จาก CBR650F เป็น New Honda CBR650R เมื่อปีที่ผ่านมาสำหรับสปอร์ตไบค์ขนาด 650 ซีซี ที่สมบูรณ์ที่สุดในตอนนี้ และนี่ก็เป็นอีก 1 โมเดลที่ขายดีอีกด้วย ทางเราได้ทดสอบแบบจัดเต็มกันไปแล้ว ครั้งนี้ก็เลยถือโอกาสเข้าร่วมทดสอบอีกครั้งนึง โดยในการทดสอบครั้งนี้บินลัดฟ้าไปถึงเชียงใหม่ เพราะเราจะเดินทางไปแม่ฮ่องสอนกัน ไป ไป ไป!! ในการทดสอบครั้งนี้ได้มีโอกาสขับขี่ร่วมทริปกับพี่ชายสุดหล่อ พี่ฟิล์ม รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ นักแข่งโมโต 2 ที่จะร่วมทริปทดสอบในครั้งนี้ด้วย พร้อมกับพี่ๆสื่อมวลชนทั้งหลาย โดยในครั้งนี้จะมีรถ CBR Series ทั้งหมด 2 รุ่นนั้นก็คือ Honda CBR500R และ New Honda CBR650R รวมๆ กว่า 15 คัน ที่จะเดินทางไปที่ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระยะทางรวมเกือบ 200 กิโลเมตรและมีโค้งให้เราได้ขี่กันเต็มที่อีก 700 กว่าโค้ง ก็นับว่าเป็นการทดสอบรถแบบทริปเชิงท่องเที่ยวไปในตัว โดยรถที่ผมได้เลือกขับนั้นเป็นตัว CBR650R สีแดงแรงฤทธิ์กันเลยละครับ โดยในครั้งนี้เรามาเริ่มกันที่ ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า เชียงใหม่ โดยมีทางทีมงานฮอนด้าได้จัดเตรียมรถไว้ให้อย่างเรียบร้อย รวมไปถึงเปลี่ยนชุดและบรีฟกันนิดหน่อยใช้เวลาไม่นาน อากาศค่อนข้างดีเหมาะสำหรับการขับขี่เล่นโค้งบนถนนลาดยางลมเย็นๆปะทะหน้า เพลิดเพลินเร้าใจ ตลอดทั้งเส้นทาง มาดูเจ้าคันนี้กันก่อนดีกว่า มีอะไรดี? คันนี้ที่สวยสะดุดตาเป็นพิเศษเพราะสีที่เลือกเป็นสีประจำค่าย โดดเด่น เป็นที่ต้องตาต้องใจของคนเมืองเชียงใหม่ตลอดเส้นทาง มีเอกลักษณ์ไฟหน้าคู่แบบ LED ดีไซน์สปอร์ตสว่างชัดเจน โช้คหน้าแบบ Up-side down 41 มม. ขนาดใหญ่ซับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี มาพร้อมกับระบบเบรค Nissin แบบเรเดี้ยนเมาส์ 4 สูบปลอดภัยหายห่วง อีกอย่างเลยที่ถูกใจผู้ขับขี่อย่างแน่นอน นั้นก็คือ แผงหน้าปัดเรือนไมล์แบบ Full LCD พร้อมบอกตำแหน่งเกียร์ อีกจุดเด่นที่ทุกคนต้องรู้ก็คือ เครื่องยนต์ แรงขึ้น 5% ปรับจูนเครื่องยนต์ใหม่ทั้งหมดให้มีกำลังแรงอัดเพิ่มมากขึ้น โดยเครื่องยนต์มีขนาด 649 ซีซี DOCH 16 วาล์ว กำลังอัดสูงขึ้นเป็น 11.6 : 1 ออกแบบลูกสูบใหม่รองรับกำลังอัดที่เพิ่มขึ้น และเปลี่ยนใช้หัวเทียนแบบอิริเดียม ทำให้มีแรงม้าที่มากขึ้น ทำให้มีแรงม้า 94 แรงม้า และ แรงบิดที่ 64 นิวตันเมตร พร้อมกับระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัทช์ใหม่ช่วยป้องกันอาการล้อหลังสไลค์จากการเชนเกียร์ลงอย่างเร็ว และยังสามารถเข้าเกียร์ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย การขับขี่ครั้งนี้ เชียงใหม่ – อ.ปาย แม่ฮ่องสอน ในการเดินทางเริ่มจาก ศูนย์ขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า เชียงใหม่ ไปจนถึง อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮองสอนโดยมีระยะทางรวมโดยประมาณ 135 กิโลเมตร และใช้เวลาในการเดินทาง 2 ชั่วโมงกว่าๆ น้ำมันถังเดียว สบ๊าย สบาย โดยความคิดเห็นส่วนตัว รู้สึกได้ว่าขี่น้อยมาก ถ้าใช้เวลา 1 วัน แต่พอดูใน Google map (พิกัด) แล้วละก็เส้นทางมันช่างคดเคี้ยว เลี้ยวเยอะเหลือเกิน น่าสนุก ตื่นเต้น เร้าใจอย่างแน่นอน ที่จะขึ้นไปเล่นโค้ง เทโค้ง ให้เต็มที่ไปเลย ฟิวลิ่งการขี่ขึ้นปายในครั้งนี้ เครื่องยนต์มีความเนียนการตัวก่อนเยอะพอสมควร ด้วยความที่เครื่องยนต์มีกำลังมากขึ้น ทำให้การเดินคันเร่งในโค้งและการเติมคันเร่งขึ้นเนินอย่างต่อเนื่องและตลอดเวลา ทำให้ตัวรถเองนั้นค่อนข้างที่จะขี่ง่ายเลยทีเดียว ช่วงล่างที่ถูกปรับเปลี่ยนเป็นโช้คหัวกลับขนาด 41 มม. และมีความหนืดของตัวน้ำมันที่ค่อนข้างจะดี ทำให้พับโค้ง ติดๆกันทั้งโค้งซ้าย โค้งขวาไม่มีอาการแต่อย่างใด อาจจะเป็นเพราะ พี่ฟิล์ม และ พี่กาน เป็นคนนำไลน์เข้าโค้งได้ดีด้วย แต่ก็มีการใช้เบรคกะทันหันบาง เนื่องจากมีการเดินของสัตว์ข้างทางตลอดเวลา เช่น โค กระบือ ของชาวบ้าน รวมไปถึง กับระเบิด ไม่ต้องตกใจ ทีว่านี้คือ อุจาระ ที่อยู่บนถนนเป็นระยะๆ เป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ทำให้สามารถทดสอบระบบเบรคและโช้คอัพได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งนึงที่เห็นผลและรับรู้ได้อย่างรวดเร็วก็คือ เทคโนโลยี Emergency Stop Signal ที่เป็นสัญญาณไฟฉุกเฉินกระพริบเมื่อเบรคกะทันหัน เป็นเทคโนโลยีที่อยู่บนรถระดับพรีเมี่ยม อย่าง GoldWing ทำให้มีความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น ทั้งแก่ตัวเองและผู้ใช้ร่วมทาง ในระหว่างทางมีฝนตกหนักทางทีมจึงลงความเห็นว่าให้พักกันหน่อย เพื่อความปลอดภัยของทีมเรา ไม่ใช่ว่ารถไม่ดี เราแค่รู้ว่ามันไม่ปลอกภัยจึงหยุด แล้วรอฝนเบาจึงไปต่อ เราเดินทางมาถึงครึ่งทางแวะเที่ยวที่ จุดชมวิวดอยกิ่วลม

กลับมาอีกครั้งกับการ ทดสอบ BMW R1250GS และ BMW R1250GS Adventure ตัวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวออกมาพร้อมกับเครื่องยนต์เทคโนโลยี Shift Cam และเมื่อไม่นานมานี้ ทางทีมงาน SuperBikemag.com ก็ได้มีโอกาสสัมผัสการขับขี่มันครั้งแรกในรอบสื่อมวลชน มารอดูกันครับว่าเป็นยังไง โดยในครั้งนี้ เราได้รับเชิญจากทาง BMW Motorrad ให้มาเข้าร่วมทดสอบเจ้า BMW R1250GS มอเตอร์ไซค์ Adventure สมรรถนะสูงระดับตัว TOP กันที่สนาม Enduro park Thailand แห่งใหม่ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรีในการทดสอบครั้งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยจะแบ่งเป็น ภายในสนามเอ็นดูโร่ พาร์ค และ ภายนอกบริเวณรอบๆ สนามที่เป็น ไร่มัน ไร่สับปะรด ภูเขา และ บ่อทราย โดยช่วงเช้า เราได้รับการบรีฟจากทีมครูฝึก เอ็นดูโร่ พาร์คนำทีมโดย ครูไก๋ ครูเอก และทีมงาน เกี่ยวกับเส้นทางและผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์ ที่่ได้พูดถึงสมรรถนะเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่เคลมออกมาจากโรงงานที่มีความแรงจากเทคโนโลยี Shift Cam ถึง 4 % ร่วมไปถึงได้รับเกียรติ ขับขี่กับปรมาจารย์ MR.GS นั้นก็คือ Tom Wolf ผู้ก่อตั้งและจัดการแข่งขัน GS Trophy จนถึงปัจจุบันนี้ สำหรับ BMW R1250GS และ BMW R1250GSA นั้นเป็นรถแอดเวนเจอร์ สมรรถนะสูงที่ถูกออกแบบมาเพื่อคนที่หลงไหลในการผจญภัยและการเดินทาง รูปลักษณ์หน้าตา ไฟหน้า LED มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นสะดุดตาและไม่เหมือนใคร และระบบไฟส่องสว่างเป็นแบบ Full LED ทั้งคัน ล้อซี่ลวด หน้าหลัง แข็งแรง ทนทาน แบบ Tubeless มาพร้อมกับระบบดิสก์เบรกคู่จาก BMW เดินทางไกลหายห่วงเพราะมีถังน้ำมันขนาดใหญ่ รุ่น GSA จะมีมาให้ 30 ลิตร ส่วนรุ่น ปกติจะมี 20 ลิตร (ในภาพคือ GSA) ความปลอดภัยทั้งคนและรถ แคชบาร์กันล้มจากโรงงาน พร้อมไฟสปอร์ตไลท์ส่องสว่าง เบาะนั่ง 2 ตอนพร้อมกับแคชบาร์ด้านหลัง (ตัวจำหน่ายมีกล่องหลังอลูมิเนียม 3 ใบ) หน้าจอเรือนไมล์แบบ TFT อัจฉริยะ บอกทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ความเร็ว รอบเครื่องยนต์ โหมดการขับขี่ ความร้อนเครื่องยนต์ เวลา ทริป ความเฉลี่ย ไฟสถานะเครื่องยนต์ รวมถึงเทคโนโลยี BMW Connected ที่เชื่อมต่อกับ Smart Phone สามารถใช้ GPS นำทางเป็นระยะได้ ฟังเพลง และรับโทรศัทพ์ได้ แสดงผลบนหน้าจอ TFT 6.5 นิ้ว พร้อมกุญแจแบบ Keyless พกติดตัวได้ไม่ต้องเสียบไว้ที่ตัวรถ ปะกับด้านซ้ายจะดูเยอะๆหน่อย คีย์เลื่อนทั้งหมดจะถูกบังคับด้วยนิ้วมือด้านซ้าย เปิดปิด ABS ไฟเลี้ยว ปรับเปลี่ยนโมหดเปิดปิดไฟฟ้าแบบ Auto กดดูข้อมูลทริปต่างๆ กดสัญญาณเสียงแตร ควบคุมความเร็วเดินทางด้วย Cruise Control ไฟกระพริบส่งสัญญาณ และสุดท้ายคือ ที่ปรับทิศทางการเลือกโหมดแบบ แอนะล็อก 4 ทิศทางง่ายต่อการบังคับ ทางด้านขวาของแฮนด์คือ คันเร่งไฟฟ้า สวิตซ์ Off-Run เปิด ปิด สตาร์ท เครื่องยนต์ และ Heat Grip อุ่นมือ ท่อไอเสียขนาดใหญ่กำลังดี เสียงทรงพลัง ผ่านมาตรฐาน Euro 4 ดูด้านข้างเข้ากันกับเสื้อสูบเครื่องยนต์ Boxer คันนี้ ช่างดูลงตัวเสียจริง เครื่องยนต์แรงขึ้น 4% ShiftCam Technology เครื่องยนต์แบบ Boxer 2 สูบนอน ขนาด 1,254 ซีซี เกียร์ 6 สปีด

ในตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่บิ๊กสกูตเกอร์กำลังมีกระแสมาแรงที่สุด ทาง SuperBikemag.com จึงได้ขอใช้โอกาสนี้ในการ รีวิว เจ้า BMW C400X หลังจากที่เปิดตัวไปได้ไม่นาน และในครั้งนี้เราจะมาทดสอบการขับขี่ในเมืองกรุงที่สุดแสนจะศิวิไลซ์ พร้อมกับสภาพรถติดที่เกิดขึ้นในทุกๆ วันและคนในเมืองกรุงเองก็ต้องจำใจยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น และหาทางเลือกต่างๆ ในการเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างคล่องตัว ในครั้งนี้ เราเอา BMW C400X มาใช้ในชีวิตจริงเดินทางในถนนที่รถติดสุดๆ นั้นก็คือ ถนนสาธร – วงเวียนใหญ่ – พระราม3 เพื่อที่จะทดสอบได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีกั๊กอย่างแน่นอน!! รูปทรง หน้าตา สำหรับรูปร่างของเจ้า บีเอ็มดับเบิ้ลยู ซี400 เอ๊กซ์ นั้น เรียกได้ว่าเป็นรถที่ถูกออกแบบมาให้ดูโดดเด่นสะดุดตาไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะไฟหน้า ที่มีลักษณะคล้ายกับรุ่นพี่อย่าง BMW GS 1250 โดยไฟหน้าเป็นแบบ Full LED (Auto) สว่างมาก ถ้ากดไฟสูงจะสว่างยิ่งกว่าเดิมอีกเท่านึง ทำให้เป็นจุดเด่นได้ อย่างชัดเจนเวลาขับขี่บนท้องถนนทั้งกลางวันและกลางคืน ด้านหน้ามีชิวบังลมขนาดใหญ่ ที่ไม่สูงจนรำคาญสายตา ไฟเลี้ยวขนาดใหญ่เช่นกันอยู่ทางด้านซ้ายและขวาของแฟริ่งด้านหน้า ส่วนเรือนไมล์เป็นจอแบบอัจริยะ TFT ขนาดใหญ่สามารถที่จะปรับแสงสว่างอัตโนมัติ ประมวลผลค่าต่างๆ ภายในตัวรถได้ทั้งหมด บวกกับเสริมความหรูหราด้วยโลโก้ค่ายใบพัดสีฟ้า ที่ดู เด่น และ มีระดับ ทางด้านคอนโซลหน้ามีปุ่มกดสตาร์ทแบบ ไม่ใช้กุญแจ เพียงแค่ติดกุญแจอัจฉริยะมาในกระเป๋าภายในระยะ 1 เมตร ก็สามารถสตาร์ทรถได้ทันที มาต่อกันที่เบาะนั่ง มีการดีไซน์ให้เป็น สองระดับ สีทูโทน นุ่มๆ นั่งสบาย การันตี คนซ้อนชอบเพราะว่ามันนุ่มมาก ทางด้านข้างหลังซ้ายจะเป็นในส่วนของแคร้องชุดขับเคลื่อนสายพานและกรองอากาศ มีดีไซน์ที่ล้ำสมัยออกแบบเป็นสีทูโทนยืนมองแล้วดูเข้ากันกับเบาะได้อย่าง ลงตัว ส่วนด้านหลังขวาจะเป็นท่อไอเสีย สแตนเลส ขนาดใหญ่ดูสมบุกสมบันเข้ากับตัวรถ พูดถึงในส่วนของช่องเก็บของอเนกประสงค์ ใต้เบาะ สามารถใส่หมวกได้ 2 ใบขณะจอด และ ขนาดครึ่งใบในขณะขับขี่ เพราะ ขณะจอดหยุดนิ่งสามารถที่จะยืดที่เก็บลงมาให้ลึกขึ้นถึงจะใส่ได้ และ ต้องดึงส่วนที่ยืดออกมาขึ้น เพื่อที่จะขับขี่ออกตัว ไม่งั้นระบบจะฟ้องขึ้นที่หน้าจอแสดงผลไม่ให้ขับขี่ (มันจะขูดกับยาง) ส่วนสุดท้ายนั้นก็คือไฟท้าย เอาตามตรงเลย เหมือนรุ่นพี่เลย ถ้ามองรวมๆแล้วผมรู้สึกว่า ดูดีไปเสียอีก ที่ถอดแบบเทคโนโลยีไฟหน้าจากรุ่นใหญ่ ลงมาใส่ในสกูตเกอร์ระดับพรีเมี่ยมคลาส ทำให้โดดเด่น มีคาแรคเตอร์เป็นของตัวเอง เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ขนาด 1 สูบ 350 ซีซี 34 แรงม้าที่ 7,500 รอบ/นาที แรงบิด 35 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ/นาที สามารถทำ Top speed ได้ถึง 149 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในระยะเวลาไม่นาน ฟิลลิ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ถูกออกแบบให้เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมือง เพราะอัตราการเร่งเครื่องจะโดดเด่นมากในรอบต้น-กลาง ในขณะที่เราเดินคันเร่งคงที่ในขณะที่รอบเครื่องลอยตัวอยู่ที่ 5500-6500 รอบ แล้วบิดส่งต่อรถจะพุ่งเป็นพิเศษ สามารถที่จะเร่งแซง ได้แบบนุ่มนวล เปิดคันเร่งได้ดั่งใจเลยละครับ ที่สำคัญคือ ยิ่งบิดออกตัวเร็ว ส่งผลทำให้คล่องตัว ขี่ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม ส่งกำลังขับผ่านชุดขับเคลื่อนสายพานออโต้ CVT รวมไปถึงเทคโนโลยีที่ BMW ใส่มาให้อย่าง ASC (ระบบควบคุมเสถียรภาพแบบอัตโนมัติ) ทำให้สะดวกสบาย โดดเด่น สะดุดตา ผู้ที่ร่วมทางด้วยกัน…เพราะผมลองมาแล้ว ช่วงล่าง เบรค ล้อ ยาง มาพูดถึงสิ่งที่โดดเด่นไม่เหมือนค่ายอื่นๆ นั้นก็คือ ชุดช่วงล่างด้านหน้า ให้ดิสเบรคคู่มี ABS ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 265 มม. จับด้วยปั้มเบรคแบบเรเดี้ยนเมาส์ BYBRE 4 ลูกสูบ ล้ออลูมิเนียมขนาด 15 นิ้ว ที่รัดยางขนาด 120/70 R15 Pirelli Angle Scooter ตัวท๊อปจากทางค่ายที่มาพร้อมกับโช้คหน้า Telescopic ที่มีแกนโช้คขนาด 35 มม. มาต่อกันที่ช่วงล่างด้านหลัง กับระบบเบรคที่ให้มาแบบดิสเบรกมี ABS ที่มีขนาดจานใหญ่เท่ากับจานเบรกหน้า จับด้วยคาลิปเปอร์เบรก 1 ลูกสูบ ล้ออลูมิเนียมขนาด 14 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 150/70 R14 ที่ใส่ยาง Pirelli Angel Scooter มาให้เช่นกัน ระบบกันสะเทือนล้อหลัง เป็นแบบคอยล์สปริง

Test Ride ALL New Honda CBR150R (2019) แล้วก็เป็นคิวของรถยอดนิยม ดีกรีระดับขึ้นหิ้งของค่ายปีกนกอย่าง CBR150R รถสปอร์ตที่เป็นที่นิยมมาโดยตลอดทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่อดีตต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และในครั้งนี้ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ในแบบที่เรียกว่าใหม่หมดจดทุกกระเบียดนิ้วเลยทีเดียวครับ กลายเป็น All New Honda CBR150R (2019) ที่หล่อเหลาและเต็มเปี่ยมด้วยสมรรถนะจริงๆ ครับ โฉบเฉี่ยว เนื่องจากเป็นโมเดลแบบใหม่หมดจดทั้งคันจึงมีส่วนที่เปลี่ยนแปลงมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของรูปโฉม เรียกว่าเปลี่ยนไปแบบผิดหูผิดตาเลยล่ะครับ หน้าตานี่ถอดแบบพี่ใหญ่ตัวพันอย่าง CBR1000RR มาเลย สำหรับ Honda CBR150R โมเดลนี้ก็จะโดดเด่นด้านหน้าด้วยไฟหน้าใหม่ แบบไฟคู่ LED ดุดันแบบพญาอินทรี ให้อารมณ์สปอร์ตสายพันธุ์ CBR ส่องสว่างทั้งยังมีเดย์ไลท์อยู่ด้านบนอีกด้วย เรือนไมล์ใหม่เป็นแบบ Full LCD ดิจิตอล อ่านค่าง่ายแม้แสงแดดจ้า ใช้งานสะดวก แสดงผลข้อมูลครบถ้วน รวมไปถึงระยะทางทริป A และ B และยังมีเลขบอกเกียร์อีกด้วย ถัดเข้ามาจากด้านหน้าก็จะเห็นถังน้ำมันขนาดใหญ่ 12 ลิตร ดีไซน์สปอร์ตให้เว้ารับกับสรีระของผู้ขับขี่ ช่วยให้ควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้น มาที่ส่วนของเบาะนั่งก็จะเป็นเบาะแบบแยกชิ้นพร้อมที่จับสำหรับคนซ้อน ด้านล่างลงไปเป็นที่อยู่ของท่อไอเสียทรงสปอร์ตเชิดขึ้นพร้อมตัวกันความร้อนลายเคฟลาร์ และปิดท้ายด้วยไฟท้าย LED พร้อมระบบไฟฉุกเฉินที่จะทำงานเวลาเราเบรกกะทันหันจนระบบเบรก ABS ทำงานครับ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีช่วยเสริมความปลอดภัยที่มีกันในรถพี่ใหญ่ เช่น Honda Goldwing ช่วยเตือนให้คันหลังได้ระมัดระวังว่าข้างหน้าอาจจะมีอันตราย ซึ่งจัดว่าจัดมาแจ่มครับ นอกจากเรื่องหน้าตารูปโฉมใหม่แล้ว Honda ยังจัดชุดลายกราฟฟิกมาให้ทีเดียว 4 ชุดสีด้วยกัน โดยมีลายปกติ 2 ชุดสี ได้แก่ สีดำ และสีน้ำเงิน-ดำ และลายพิเศษอย่างลายกราฟฟิก AP Honda Racing Thailand (ABS) ลายพิเศษเฉพาะของไทยโดยเฉพาะซึ่งมาในชุดสีแดง-ดำ และลาย Repsol ในชุดสีส้ม-ขาวที่คุ้นเคย อันเป็นลายสปอนเซอร์ทีมแข่ง MotoGP และได้รับความนิยมจนเป็นลายคู่บุญของ Honda ไปซะแล้ว จุดพิเศษอีกจุดสำหรับลาย AP Honda Racing Thailand คือ ล้อแม็กหน้าหลังคนละสีกัน แม้จะดูแปลกตา บางคนอาจจะมองว่ามันขัดๆ แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าลงตัวเข้ากันกับสีสันของตัวรถ เร้าใจ แน่นอนว่าโมเดลใหม่หมดจดทั้งคันแบบ CBR150R ที่เราทดสอบวันนี้ก็ย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของเครื่องยนต์หรือขุมพลังด้วยเช่นกัน โดยจะเป็นเครื่องยนต์บล็อกใหม่ขนาด 150 ซีซี DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมเกียร์ 6 สปีด ให้สุ้มเสียงที่เร้าใจในแบบของสปอร์ตไบค์ จากการทดสอบบนไดโนจริงๆ นั้นพบว่ามีแรงม้าถึง 15.02 แรงม้า ส่วนท็อปสปีดบนไดโนนั้นได้ที่ราวๆ 134 กม./ชม. ซึ่งถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียวสำหรับพิกัดนี้ อัตราเร่งค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับรถในขนาด 150 ซีซีเท่าๆ กัน และประหยัดน้ำมัน ซึ่งผมว่ามันสำคัญที่สุดเลย เอาอยู่ ช่วงล่างของ CBR150R ใหม่นี้เองก็มีการเปลี่ยนแปลงไปมากเช่นกัน ตั้งแต่โช้คหน้า ที่ถึงแม้ว่าจะมีแอบเสียดายนิดหน่อยตรงที่โช้คยังเป็นแบบเทเลสโคปิกอยู่ครับ อย่างไรก็ดี มันมีความดีงามตรงที่โช้คหน้านั้นสามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ เพื่อให้เหมาะกับการขับขี่ของเราโดยเฉพาะ ส่วนโช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยว ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับเช่นกัน สอดคล้องกันกับโช้คหน้า ทั้งนี้ก็เพื่อการขับขี่ที่ดีครับ เฟรมของรถเองก็ออกแบบใหม่ ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ CAE (Computer Aided Engineering) ดีไซน์ใหม่ให้เป็นเฟรมกลมแบบถัก ทำจากเหล็กกล้าแข็งแรงและเบา ทนทาน รองรับแรงบิดได้ดี สร้างสมดุลได้ตลอดคัน ส่วนระบบเบรคนั้นดิสก์เบรกทั้งหน้าและหลังขนาดใหญ่แบบจานหยัก (*เฉพาะรุ่น ABS) โดยตัวรถนั้นจะมีทั้งรุ่นที่มี ABS และไม่มี ABS ให้เลือก ซึ่งเราเอามาทดสอบทั้งสองรุ่นเลย ระบบเบรก ABS นั้นหยุดได้มั่นใจ แม้ขับขี่ในช่วงความเร็วสูง ฟันธง จากการทดลองหวดบนท้องถนนจริงๆ ทั้งในเมืองและออกมานอกเมือง พบว่าเป็นรถที่ขี่ง่าย เครื่องยนต์ให้อัตราเร่งที่ดี มีกำลัง ทำความเร็วได้ ระบบเบรกให้ความรู้สึกนุ่มนวล จากการทดลองขับขี่บนท้องถนน คิดว่าค่อนข้างจะสั่งได้ ปลอดภัยมากๆ กำเบรกสุดๆ ระยะเบรกนี่สั้นมากๆ เทียบกับหลายๆ ตัวที่ใกล้เคียงกัน ระยะเบรกจะค่อนข้างมาก และล้อไม่ล็อกแน่นอน แฮนด์แบบจับโช้คของมันออกแบบมาได้ค่อนข้างดี คือให้ท่านั่งขับขี่ในสไตล์สปอร์ต แต่ไม่ต้องก้มลงไปมากนัก ทำให้ขับขี่ได้ฟีลลิ่งแบบของสปอร์ตแต่ไม่ปวดเมื่อยเท่ากับสปอร์ตไบค์จ๋าๆ ที่แฮนด์จะบังคับให้เราหมอบหนักๆ แบบเรซซิ่ง จึงเหมาะกับการใช้งานในทุกๆ

ครั้งนี้เรามาทดสอบเทพเจ้า 3 ตา นั้นก็คือ Aprilia RSV4 1100 Factory ไม่ต้องแปลกใจ โมเดลนี้เป็นโมเดลใหม่ล่าสุดจากทางค่าย Aprilia นั้นเองที่มีการพัฒนาเครื่องยนต์ ให้มีแรงม้ามากขึ้น ความจุซีซีมากขึ้น รวมไปถึงแฟริ่งตัวรถที่มีปีกเพิ่มขึ้นมา โดยถอดแบบและพัฒนามาจากรถ Prototype ในรายการแข่ง MOTOGP อย่างเจ้า Aprilia RS-GP อีกด้วย รูปทรง น้ำหนัก โฉมงามติดปีก การออกแบบที่ถอดแบบมาจากรถแข่ง Aprilia ในรายการ MotoGP ที่ทำให้รู้สึกถึงจิตวิญญาณของความสปอร์ตพร้อมที่จะหวดเร่งลอยอยู่เสมอ มาพูดถึงด้านหน้ากันก่อนเลย พัฒนาล้ำสมัยไปทุกปี ปีนี้ปรับเปลี่ยนหน้าตาจากเดิมไปไม่มากเท่าไรแต่ที่สังเกตได้คือ เจ้า Aprilia RSV4 1100 Factory คันนี้มีปีก (winglet) ขนาดค่อนข้างใหญ่แต่น้ำหนักเบาเพราะเป็นวัสดุ คาร์บอนไฟเบอร์ ที่ติดมาช่วยดักอากาศตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ทำให้ตัวรถนิ่งขึ้นเวลาทำความเร็วสูงๆ มีชิ้นส่วนแฟริ่งรอบตัวรถเกือบจะ 100% เป็นพาร์ทคาร์บอนไฟเบอร์ ทำให้น้ำหนักตัวรถรวมของเหลวอยู่ที่ 199 กิโลกรัม ถังน้ำมันสามารถบรรจุเชื้อเพลิงได้ 18.5 ลิตร โครงสร้างตัวรถและสวิงอาร์มเป็นอลูมิเนียมเกรดพิเศษอย่างดีที่มีความแข็งแรงและเบาขึ้น ทางด้านท้ายคนขับถูกออกแบบเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่เหมือนกับมี สปอยเลอร์อยู่ด้านหลังเรียวสวยงาม ยังคงโชว์ความดิบสีและลวดลายของตัวรถคุมโทนด้วยสีดำ(คาร์บอน) ตัดกับสีทองที่อยู่ในส่วนของตัวแกนโช้ค Ohlins และล้อ Forged Aluminium ที่ถูกไดร์สีให้ออกมาคล้ายกับสีน้ำตาลไหม้ ตัดด้วยโลโก้ Aprilia RSV4 1100 Factory ที่เป็นสีแดง ทำให้รู้สึกถึงความดุดัน สปอร์ต เรซซิ่งเป็นอย่างมาก หน้าจอเรือนไมล์ แบบ Full Digital LCD หน้าจอแสดงผลขนาด 4.3 นิ้วชนิด TFT สามารถปรับแสดงพื้นหลังได้ให้เหมาะสมกับการขับขี่ อัตโนมัติ (กลางวัน/กลางคืน) จอเรือนไมล์จะแสดงผลการเตือนต่างๆ ที่มีในรถคันนี้ และจะปรับเปลี่ยนได้ตามการปรับเปลี่ยนตัวโหมดการขับขี่อีกด้วย โดยโหมดที่เปลี่ยนนั้นคือโหมด Race ที่จะเป็นหน้าจอแสดงรอบ lap และการจับเวลาต่อรอบ พร้อมทั้งสามารถเลือกเวลาต่อรอบที่ดีที่สุดได้อีกด้วย พัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ เครื่องยนต์แบบ V4 65 องศา ลูกสูบแบบใหม่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 81 มิลลิเมตรพร้อมกับออกแบบหัวลูกสูบแบบใหม่ เพื่อให้ได้อัตราส่วนกำลังอัด เท่ากับ 13.6 : 1 ทำให้เครื่องยนต์ที่มีความจุเพิ่มมากขึ้นและมีความจุรวมขนาด 1078 ซีซี 4 จังหวะ มีกำลังแรงม้าอยู่ที่ 217 แรงม้าที่ 13200 รอบ/นาที สร้างแรงบิดมหาศาลอยู่ที่ 122 นิวตันเมตร ที่ 11000 รอบ/นาที ระบบเกียร์ 6 สปีด มีการปรับอัตราการทดเกียร์ 5 และ 6 ใหม่ให้สามารถลากได้ยาวขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาระบบการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินที่มีจำนวนหัวฉีด 2 หัวต่อ 1 สูบ และยังใช้มอเตอร์ควบคุมลิ้นเร่งโดยสั่งการจากคันเร่งไฟฟ้าทำให้เสถียรมากขึ้นในการเปิดคันเร่ง พร้อมทั้งยังมี Map ECU ใหม่ Magneti Marelli 7SM ที่ทำให้รอบเครื่องยนต์สามารถที่จะทำรอบเครื่องสูงสุดได้ที่ 13800 รอบ/นาที พัฒนาปั๊มฉีดน้ำมันเครื่องเพื่อหล่อลื่นเครื่องยนต์เพิ่มเพื่อที่จะรองรับรอบเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น และทั้งหมดทั้งมวลจะถูกระบายไอเสียออกด้วยท่อฟูลไทเทเนี่ยมของ Akrapovic ที่ผลิตมาให้เฉพาะ Aprilia Racing เท่านั้น ถือว่าถูกวิจัยและพัฒนามาคู่บุญกับเจ้าคันนี้อย่างแท้จริง Riding Mode จากข้อมือสู่เครื่องยนต์ต้องผ่านคันเร่งไฟฟ้า (Ride by wire) ที่ถูกพัฒนาปรับเปลี่ยนจากคันเร่งสายเป็นแบบไฟฟ้าเพื่อที่จะตอบสนองการสั่งการอย่างมีประสิทธิภาพตามสภาพถนนหรือสภาพสนามแข่ง โดยจะสั่งการผ่าน ECU ที่มีซอฟต์แวร์สำหรับควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์สามารถปรับ Mode การขับขี่ทั้งหมด 3 โหมด คือ Track, Sport และ Race โดยในการขับขี่ในครั้งนี้ ได้ลองปรับเพียงแค่ Track คิดว่าคือโหมดความแรงระดับกลาง ส่วน Sport จะเปรียบเสมือน การขับขี่บนท้องถนน และ Race ที่เปรียบเสมือนการแข่งขันแบบเต็มข้อมีเท่าไร ใส่มาให้หมด ระบบ APRC นั้นก็คือ (Aprilia Performance Ride Control) ระบบนี้ถ้าถูกตั้งค่าอย่างถูกต้องและใช้ร่วมกับการเลือกโหมดการขับขี่ก็สมบูรณ์แบบมากขึ้นเพราะทางทีมงานพัฒนาได้ยัดทุกอย่างที่มีเข้าไปให้ใช้อย่างละเอียดอีกด้วย ตารางแนะนำการปรับตั้งค่าระบบ APRC MAP ATC AWC ABS

อีกครั้งกับการทดสอบรถรุ่นใหม่ล่าสุด Moto Guzzi V85TT ปี 2019 ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานนี้เองภายใต้การดูแลของ MotoPlex Bangkok และสำหรับคันนี้ คาแร็กเตอร์ฉีกแนวจากรุ่นก่อนๆภายใต้สโลแกน ROCK(S) ‘N’ ROAD(S) กับสไตล์คลาสสิก เอ็นดูโร่ (classic Enduro) ที่ทางค่ายได้จัดไว้อยู่ใน เอ็นดูโร่เอนกประสงค์ ออกทริปก็ได้ ลุยก็ดี ค่อนข้างจะฉีกแนวจากตัว Moto Guzzi ตัวอื่นๆที่ผ่านมา ถอดจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันปารีส-ดาการ์ในตำนานออกมาได้อย่างสมบูรณ์ เพราะคันนี้คือ เครื่องVขวาง สายลุยที่สุดในรุ่น ที่สำคัญต้องขอขอบคุณที่ เทียบเชิญเรา SuperBikeMag.com เข้าร่วมทดสอบ Asia Press Test ระยะทางรวมๆ 200 กว่ากิโลเมตร เริ่มที่ภูเก็ต – พังงา เสม็ดนางชี ในครั้งนี้อีกด้วย โดยแบ่งสัดส่วนในการทดสอบ ถนนดำ 80% และ OFF-Road 20% ในการทดสอบครั้งนี้เป็นกลุ่มสื่อมวลชนแนวหน้าของประเทศไทยที่เข้าร่วมทดสอบในครั้งนี้ ถือวาเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ เราเป็น 1 ในการทดสอบครั้งนี้อีกด้วย มาพูดถึงตัวรถที่จะทดสอบกันหน่อยกับคาเร็กเตอร์ คลาสสิก เอ็นดูโร่ มันเป็นยังไงกัน !! ความดุดัน สูบ V ขวาง 853 CC. เปิดด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของคันนี้กันก่อนเลย สำหรับเครื่องยนต์ 2 สูบ V-Twin 90 องศา ปริมาตรความจุ 853 ซีซี 2 วาล์ว/กระบอกสูบ ตัววาล์วเป็นไทเทเนี่ยม ให้กำลังแรงม้าถึง 80 แรงม้า แรงบิด 80 นิวตันเมตร ไม่ธรรมดาเพราะปรับปรุงท่อทางเดินไอดีและไอเสียใหม่ทั้งหมด ตามหลักอากาศพลศาตร์ และปรับปรุงการปรับกลไกลของวาล์วใหม่เพื่อให้ลดการสูญเสียจากแรงเสียดทาน บอกเลยคันนี้เสียงท่อไม่ธรรมดา แถมด้วยความนุ่มนวมของเครื่องยนต์ที่ไม่เคยมีมาก่อน กับความเร็ว Top speed ที่สามารถทำได้ ทะลุ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมงทั้งหมดถูกควบคลุมด้วย คันเร่งไฟฟ้า Ride by wire ที่ติดมาให้ทางประกับฝั่งขวา รวมไปถึงระบบ Cruise Control ที่เหมาะสำหรับใช้เดินทางไกล ตัวถังและสวิงอาร์ม เฟรมถัก รูปทรงของตัวถังได้ถูกออกแบบให้มีความมั่นคงแข็งแรง บาลานซ์ดี เลี้ยวง่าย จะถูกแขวนด้วยเครื่องยนต์ สูบ V ขวางที่ถูกดีไซน์ให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Moto Guzzi น้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 229 กิโลกรัม ถือว่ากำลังดี ไม่หนัก และ ไม่เบาจนเกินไป สำหรับสาย คลาสสิก เอ็นดูโร่ ลุยได้สบายด้านล้างแคร้งเครื่องจะถูกเสริมด้วยแผ่นกันกระแทรก ที่จะถูกติดตั้งเฉพาะสายลุยอย่าง Moto Guzzi V85TT เท่านั้น เพื่อความปลอดภัยสำหรับการลุยผ่านเส้นทางที่มี อุปสรรค และพร้อมที่จะกระแทกตัวเครื่องยนต์ตลอดเวลา สวิงอาร์ม เพลาขับ เพลาขับเหนียวและเงียบกว่าเดิม เพราะได้พัฒนาปรับปรุงระบบส่งกำลังใหม่ รวมไปถึงเพลาคลัตช์ชนิดที่มีแดมเปอร์เพื่อรับการส่งกำลังจากเครื่องยนต์ที่มีกำลังมหาศาลที่จะส่งกำลังมา ยังเกียร์ 6 สปีดส่งต่อไปยังเพลาขับจะอยู่ทางด้านขวามือเมื่อค่อมรถในท่าปกติ ข้อดีเลย มันนุ่มเสียเหลือเกิน สำหรับรถสายลุย ส่วนทางด้านซ้ายมือ จะเป็นสวิงอาร์มที่มี ดิสเบรคอยู่ ให้ความแข็งแรง และความสมดุลอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วงล่าง ความนุ่มนวล และ เบรค ล้อ โช้คอัพหน้าแบบ Up side Down มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 41 มิลลิเมตร สามารถปรับความแข็งสปริงได้ รวมไปถึง เบรคหน้าที่ให้มาจากโรงงานเลยก็คือ Brembo มาพร้อมกับดิสเบรคคู่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 320 มิลลิเมตร ตัวล้อหน้าเป็นแบบ ซี่ลวดที่มีขนาด 19 นิ้ว ขนาดยางที่ใส่มาให้ 110/80 เหมาะสำหรับการลุยเสียจริง โช้คอัพด้านหลัง เป็นโช้คอัพเดี่ยวที่ถูกติดตั้งทางด้านขวาของตัวรถ จะถูกยึดติดระหว่างเพลาขับและตัวเฟรมถักของตัวรถ ตัวโช้คอัพถูกออกแบบมี ซับแท้ง Sub Tank ที่ล้ำสมัยใช้งานได้จริง และสามารถปรับค่าความแข็งและความหนืดได้อีกด้วย ฝั่งตรงข้ามกับเพลาขับคือสวิงอาร์ม ที่ติดมากับดิสเบรคพร้อมกับคาลิปเปอร์เบรคแบบ 2 สูบ ทั้งหมดจะถูกยึกติดกับตัวล้อที่มีขนาด 17 นิ้ว รัดกับยางขนาด 150/70 มาให้จากโรงงาน บอกไว้ก่อน มี