SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

รีวิวมอไซค์ ทดสอบการขับขี่บิ๊กไบค์

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
เทียบสเปค Honda ADV350 vs Zontes 368G ปี 2025 คันไหนคุ้มสุด ?

ศึกสกู๊ตเตอร์แอดเวนเจอร์ 2025! เทียบหมัดต่อหมัด Honda ADV350 vs Zontes 368G ค่ายปีกนกที่มั่นคง หรือค่ายน้องใหม่ที่ออปชั่นล้นคัน? เช็กสเปคและราคาล่าสุดเพื่อการตัดสินใจที่ดีที่สุด

No Posts Found!

รีวิวมอไซค์ ทดสอบการขับขี่บิ๊กไบค์ ทุกรุ่น ทุกสไตล์

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิว Zontes 350D สปอร์ต คล่องตัว เทคโนโลยีเต็มขั้น

รีวิว Zontes 350D สปอร์ต คล่องตัว เทคโนโลยีเต็มขั้น เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วกับบิ๊กสกู๊ตเตอร์คู่หูขวัญใจมหาชนจากแบรนด์น้องใหม่ สังกัดค่าย Zontes อย่าง Zontes 350E และ Zontes 350D มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ในวลีเด็ดที่ว่า “แรงสุดในคลาส” ด้วยรูปลักษณ์ความแตกต่างของสองรุ่นสองสไตล์ แต่ยังคงใช้พื้นฐานเครื่องยนต์ 350 ซีซีและระบบเทคโนโลยีในเบสเดียวกันนั่นเอง ในโอกาสนี้ SuperBike Thailand ก็ไม่พลาดที่จะหยิบหยกเรื่องราวความน่าสนใจในการทดสอบ รีวิว Zontes 350D แฝดคนน้องรุ่นนี้ จะมีอะไรที่พิเศษแตกต่างจากรุ่นพี่ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทางแบรนด์ได้คัดสรรติดตั้งมาให้ในรุ่นนี้มีอะไรบ้าง และการทดสอบในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ห้ามพลาด Welcome to Zontes Factory สำหรับ Zontes ถือว่าเป็นค่ายรถจักรยานยนต์ระดับยักษ์ใหญ่ที่ได้รับการยอมรับนับถือจากเหล่าไบค์เกอร์มาแล้วทั่วโลก ประกอบกับมีอายุมายาวนานแล้วกว่า 20 ปี นับตั้งแต่การก่อตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2003 ซึ่งปัจจุบันทางแบรนด์เองได้มีการขยายธุรกิจโดยมีสาขาบริการและจำหน่ายแล้วกว่า 71 สาขาทั่วโลก ด้วยโปรดักท์สินค้าที่ผ่านกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐาน คัดสรรรายละเอียดในพาร์ทและอะไหล่ทุกชิ้นที่บ่งบอกถึงความเป็น High Quality โดยที่มีให้เลือกมากมายหลายรุ่น รวมถึงบิ๊กสกู๊ตเตอร์ในรุ่นล่าสุดอีกด้วย ทั้งนี้บริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ Zontes เพียงรายเดียวในไทย รวมไปถึงแบรนด์รถจักรยานยนต์จากยุโรปอย่าง Lambretta, Malaguti และ Peugeot Motocycles พร้อมมาการันตีอีกขั้นด้วยว่า ทั้งพาร์ท ชิ้นส่วนต่าง ๆ และกระบวนการประกอบตัวรถในทุกขั้นตอน จะถูกผ่านการตรวจสอบโดยวิศวกรจากบริษัทแม่ เพื่อให้ได้สเปกตรงตามมาตรฐานโรงงาน จึงมั่นใจในเรื่องของ Quality Product พร้อมทั้งยังเสริมความเชื่อมั่นในเรื่องการบริการเซอร์วิสหลังการขาย โดยลูกค้าสามารถเข้ารับบริการเซอร์วิสได้ที่ศูนย์บริการในเครือของไดนามิค มอเตอร์ ที่มีสาขาครอบคลุมกว่า 60 แห่งทั่วประเทศ สปอร์ต คล่องตัว ในแบบ City Use สำหรับรุ่น 350D ถือว่าเป็นบิ๊กสกู๊ตเตอร์อีกหนึ่งรุ่นที่ทางแบรนด์ออกแบบมาเพื่อขับขี่เน้นใช้งานในเมืองเป็นหลัก ตรงตามคอนเซ็ปต์รถ City Use แต่ยังคงให้ความร้อนแรงด้วยพื้นฐานเครื่องยนต์แบบเดียวกันกับรุ่นพี่ 350E ประกอบกับดีไซน์ที่สวมคาแรคเตอร์ของความเป็นบิ๊กสกู๊ตเตอร์สายสปอร์ต และมีหน้าตาอันดุดันบวกกับรูปร่างที่ให้ความ โฉบเฉี่ยว คล่องตัว หากใครที่ชื่นชอบความเร็ว รุ่นนี้ก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว เริ่มด้วยมิติตัวรถกับระยะความกว้าง x ยาว x สูง ที่ 780 x 2,025 x 1,400 มม. มีระยะความสูงของตัวเบาะ 790 มม. ระยะ Wheelbase 1,405 มม. และ Ground Clearance 150 มม.รวมทั้งตัวเฟรมที่ทำจากเหล็ก ครอบด้วยแฟริ่งจากพลาสติกเกรดท็อปผ่านงานขึ้นรูปออกแบบได้สวยงาม เว้าเส้นสายตัดคมให้สมกับความเป็นรถสปอร์ต ทั้งไฟหน้าดีไซน์ใหม่ มีไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ไฟเลี้ยวและไฟโปรเจคเตอร์ 4 ดวง บิวอินต์เข้าด้านในเป็นรูปทรงเดียวกัน ขณะที่ไฟท้าย ไฟเลี้ยวและไฟเบรกยังออกแบบดูสวยงามในแบบเฉพาะรุ่น โดยระบบไฟส่องสว่างทั้งหมดเป็น LED เต็มระบบ ถ่ายทอดความสปอร์ตต่อเนื่องด้วยวินชิลด์ด้านหน้าสีเทาควันบุหรี่ สามารถปรับได้ด้วยระบบไฟฟ้า (ปรับได้ระดับเดียว) ผ่านปุ่มบังคับบริเวณประกับฝั่งซ้าย พาร์ทด้านหน้ายังออกแบบส่วนเว้าเพื่อการตัดลมได้เนียนยิ่งขึ้น พร้อมกับลายกราฟิกที่ดีไซน์โดยนักออกแบบคนไทยนั่นเอง ประกอบกับตัวรถใช้สีเงาตัดขนานกับสีดำด้านในพาร์ทหลาย ๆ จุด ดูลงตัวเป็นพิเศษ เบาะชิ้นเดียว 2 ระดับ ดีไซน์ทรงสปอร์ต ใต้เบาะเก็บหมวก Full Face ได้เต็มใบ ขณะที่ตัวเบาะเป็นเบาะชิ้นเดียว 2 ระดับ ติดมือจับคนซ้อนมาให้เสริมความเกาะหนึบในการสัมผัสมากขึ้นด้วยแผ่นยางบริเวณข้างใต้ เปิดใต้เบาะลงมาจะพบกับช่องเก็บของ สามารถเก็บหมวก Full Face ได้เต็มใบพร้อมผ้ากันเปื้อนสามารถถอดซักได้ เจาะที่มุมค็อกพิทหรือมุมผู้ขับขี่ ถือว่าให้มาเต็มไม้เต็มมือในแบบเดียวกับโฉมรุ่นพี่อีกด้วย ทั้งหน้าจอสี TFT เบรกมือ ไฟพาส ไฟสูง-ต่ำ ไฟฉุกเฉิน ไฟเลี้ยว แตร สวิตช์ปรับชิลด์หน้า ปุ่ม SET และ ปุ่ม MOD ขณะที่ฝั่งขวามีสวิตช์ออฟรัน ปุ่มสตาร์ท ปุ่มปรับโหมดขับขี่ (ECO-SPORT) สวิตช์ไฟโปรเจคเตอร์ ปุ่มสตาร์ทระบบ ปุ่มเปิดถังน้ำมันและเบาะ ก้านเบรกปรับได้ แต่รุ่นนี้ไม่สามารถปรับระยะแฮนด์ได้ ส่องลงมาอีกจะพบกับช่องเก็บของด้านหน้า 2 ช่อง มีพอร์ตชาร์จไฟ USB ไทป์ A และ

รีวิว Ducati Desert X Rally อสูรพันธุ์ “X” แห่งทะเลทราย

รีวิว Ducati Desert X Rally อสูรพันธุ์ “X” แห่งทะเลทราย ในนาทีนี้ ถ้าหากพูดถึงแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางที่ทรงพลังที่สุด สาวกไบค์เกอร์หลาย ๆ คนคงอาจนึกถึงเจ้า Ducati Desert X สัญชาติอิตาลีเป็นหนึ่งในตัวเลือกอย่างแน่นอนกันใช่ไหมหล่ะครับ และเพื่อที่จะตอบสนองความต้องการขับขี่ในเส้นทางออฟโร้ดมากยิ่งขึ้น ล่าสุดทางค่ายได้ทำการเปิดตัว Ducati Desert X Rally โฉมใหม่ที่มาพร้อมกับรหัสสายพันธุ์ “Rally” ฉบับปรับปรุงใหม่เพื่อเพิ่มสมรรถนะขับขี่บนทางออฟโร้ดโดยเฉพาะ และในโอกาสพิเศษนี้ ทางค่ายพร้อมจัดหนัก จัดใหญ่กับการเปิดตัวโมเดลพร้อมเปิดราคา “ครั้งแรก” ในประเทศไทย ณ มอเตอร์สปอร์ต ปาร์ค สุวรรณภูมิ ไปพร้อมกับการทดสอบขับขี่เพื่อรีดสมรรถนะได้อย่างเต็มพิกัด รวมถึงเพื่อให้ทุกคนได้ร่วมสัมผัสกับประสบการณ์อันใหม่ไปกับการ รีวิว Ducati Desert X Rally รุ่นนี้ จะเป็นอย่างไร ติดตามชมกันได้เลย ดีไซน์เอกลักษณ์ตามฉบับสายลุย ในเรื่องของรูปลักษณ์ดีไซน์นั้นยังคงยึดสไตล์ความเป็นรถสายเอนดูโร่ในยุค 80 ซึ่งโดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลมคู่ ดูแล้วเสมือนคุณลุงสายลุยยุคใหม่ ขณะที่ส่วนอื่น ๆ ถูกนำมาปรับปรุงใหม่ในหลาย ๆ จุด พิเศษด้วยชุดสีและลายกราฟิกใหม่ ให้กลิ่นอายของความเป็นสปอร์ต ดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ตามฉบับค่าย ขณะเดียวกันชิ้นส่วนอื่น ๆ ยังถูกปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขับขี่แบบออฟโร้ดได้อย่างชัดเจน และด้วยขนาดบอดี้ตัวรถที่ถูกปรับมาใหม่มีขนาดความกว้างขึ้น ถังน้ำมันดีไซน์ใหม่และถังน้ำมันอีกหนึ่งจุด (ถังน้ำมันด้านท้ายเป็น Accessory ต้องซื้อเพิ่ม) อุปกรณ์ใหม่ที่ติดตั้งมาให้ บังโคลนหน้าติดตั้งแบบยกสูง มีคุณสมบัติป้องกันการสะสมของดินโคลนเมื่อขี่ลุยทางออฟโร้ด ทำให้สบายใจหายห่วงเวลาลุยทางดินเปียก ไม่ต้องกังวลเรื่องดินติดล้อหน้า เสริมด้วยสติ๊กเกอร์สีดำพร้อมลวดลายที่สื่อถึงการขับขี่แบบลุย ๆ กราฟิกสติ๊กเกอร์แบบหนา สะดวกในการปรับแต่งลวดลาย รวมถึงช่วยลดรอยขีดข่วนบริเวณพื้นผิวบอดี้พาร์ท เบาะนั่งชิ้นเดียวแบบแรลลี่ ตัดกันด้วยแทบสีดำ-แดง ทั้งยังเพิ่มความเรียบหรูลวดลาย Rally และชื่อรุ่นด้านข้าง เพิ่มมิติในเรื่องของความสวยงามไปอีกขั้น ซับเฟรมและมือจับคนซ้อนสีแดง ให้อารมณ์ดุดันแบบรถแข่ง ถังน้ำมันด้านท้าย (อุปกรณ์เสริม) เบรกหลังและคันเกียร์อลูมิเนียม ออกแบบพิเศษเฉพาะรุ่นและปรับได้สองตำแหน่ง ใช้สำหรับบนทางดำและออฟโร้ด มีน้ำหนักเบาขึ้น 0.4 กก. แฮนด์บาร์อลูมิเนียม ให้ความแข็งแรงและสามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ  อาทิ อุปกรณ์ GPS หรือที่วางสมาร์ทโฟน พร้อมกันสะบัดจาก Ohlins สายน้ำมันเบรกหน้าแยกส่วน สามารถติดตั้งได้ทั้งบังโคลนหน้าแบบสูงและต่ำ ท่อไทเทเนียม Termignoni (อุปกรณ์เสริม สามารถติดตั้งเพิ่มเติมได้) อกล่างคาร์บอนไฟเบอร์ ผลิตจากเทคโนโลยีคาร์บอนไฟเบอร์แรงอัดสูง มีน้ำหนักเบาและแข็งแรง ขุมพลัง Testastretta 11° L-Twin สำหรับเครื่องยนต์เป็น Testastretta 11° L-Twin 2 สูบ มีปริมาตรกระบอกสูบขนาด 937 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้ระบบวาล์วแบบ Desmodromic valvetrain 4 วาล์วต่อลูกสูบ มีขนาดลิ้นเร่งที่ 53 มม.ทำงานควบคู่กับระบบคันเร่งไฟฟ้า ระบบหัวฉีดไฟฟ้าจาก Bocsh ระบบสตาร์ทไฟฟ้า และระบบเกียร์แบบ 6 สปีดพ่วงมาพร้อมกับควิกชิฟเตอร์ Up-Down โดยให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 110 แรงม้าที่ 9,250 รอบต่อนาที ขณะที่แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที ผ่านมาตรฐาน EURO5 ประกอบกับถังน้ำมันขนาด 21 ลิตร อัปเกรดช่วงล่างใหม่ แน่นหนึบ ให้สมฐานะกับการเป็นโมเดลสายลุยมากขึ้น ด้วยการอัปเกรดระบบช่วงล่างกับโช้คหน้า UpSideDown จาก KYB ขนาด 48 มม. มีระยะยุบ 240 มม. ปรับได้เต็มระบบไม่ว่าจะเป็นพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์ รวมถึงตัวโช้คมีการเคลือบแกนสไลด์ด้วยเทคโนโลยี Kashima Coating ประกอบกับตัวกระบอกยังเคลือบ DLC เพิ่มประสิทธิภาพการลื่นไหลและทนทาน มาพร้อมกับระบบ Closed Cartridge โดยน้ำมันถูกอัดแรงดันในตลับที่อยู่ด้านใน เพื่อป้องกันการเกิดฟองอากาศ และช่วยป้องกันการลดประสิทธิภาพการหน่วงเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงบนเส้นทางออฟโร้ด ขณะที่โช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวขนาด 46 มม. จาก KYB เช่นกัน มีระยะยุบตัว 240 มม. ปรับได้เต็มระบบทั้งพรีโหลด ปรับรีบาวด์และคอมเพรสชันได้ทั้งแบบ High Speed และ Low Speed ต่อด้วยระบบเบรกกับดับเบิ้ลดิสก์เบรกด้านหน้าขนาด 320 มม.

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
ทดสอบ Yamaha MT-15 เด่น ดุ ดัน

อ่านบททดสอบของ Yamaha MT-15 เน็กเก็ตไบค์น้องเล็กที่ดุดันกว่า เร้าใจกว่า พร้อมแรงกว่าที่ผ่านมาจากค่าย Yamaha กับเรา SuperBike

รีวิว ALL NEW CBR150R 2019 ปีกแห่งการเริ่มต้น!!

First Ride อีกครั้งกับการทดสอบรถสปอร์ตในคลาส 150 ซีซี ครั้งนี้ เรามาทดสอบ All new Honda CBR150R  2019 ตัวใหม่ล่าสุดจากทางค่ายปีกนก ที่เพิ่งจะเปิดตัวไปไม่นานนี้เอง ในครั้งนี้ เราขี่กันแบบ Trip and Test ทดสอบไปด้วยท่องเที่ยวแบบทริปไปในตัว ถือว่าโอเคเลย ไม่ต้องซีเรียสที่จะขับช้าหรือไม่เร็วจนเกินไป จุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่เขาใหญ่ ระยะทางโดยรวมไป-กลับของการทดสอบนี้เฉลี่ย 200 กว่ากิโลเมตร ถ้านับจากเมืองหลวง กรุงเทพมหานคร โดยเราเริ่มจาก กทม – เขาใหญ่ โดยจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มที่จะสลับกันขับ โดยมี พี่ฟิลม์ รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ Brand Ambassador A.P.Honda อดีตนักแข่ง MOTO 2 ที่จะเป็นคนนำขบวนAll new CBR150R 2019 ในครั้งนี้อีกด้วย เริ่มออกเดินทางจากศูนย์ขับขี่ปลอดภัยกรุงเทพ สุขาภิบาล3 ที่นี้ใครๆก็รู้จักเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของใครหลายๆคน เส้นทางเดินทางผ่านถนนรามคำแหง สุวินทวงศ์ เส้นทางไม่ค่อยจะคุ้นหน้าคุ้นตาเท่าไร เพราะปกติแล้วเราจะเดินทางเส้นหลัก วิภาวดี สระบุรี เขาใหญ่ แต่ด้วยเหตุผลที่พวกเราจะตามรอยโฆษณาโปรดักส์ตัวซิ่งคันนี้ต้องไปทางนี้ นั้นก็คืออุโมงค์ทับลาน เป็นโลเคชั่นสำคัญที่เราจะได้เห็นสถานทีจริง ที่ถ่ายทำโฆษณาอีกด้วย เข้าเรื่องรีวิวกันหน่อย มาพูดถึงตัวภายนอกกันบ้าง – มาดูชุดแฟริ่งไฟหน้ากันก่อนเลย  Full LED ทรงสวย ดุดัน เหมาะสมลงตัวอย่างยิ่งในสายพันธ์ CBR ไม่แพ้รุ่นพี่แม้แต่น้อย ให้ความสว่างทั้งกลางวันและกลางคืน มองเห็นได้ชัดเจน – เรือนไมล์แบบ Full LCD Digital ล้ำสมัยที่มาพร้อมกับมาตรวัดความเร็วรอบเครื่องยนต์ อุณหภูมิความร้อน ไฟบอกเกียร์(โคตรชอบ) เพราะสำคัญส่วนหนึ่งเลยไม่ต้องไปหาใส่เพิ่ม Trip A B พร้อมกับคำนวนอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย ทำให้เรารู้ว่าต่อ 1 ลิตรวิ่งได้กี่กิโลเมตร – ถังน้ำมันขนาดใหญ่ ที่มีความจุขนาด 12 ลิตร สามารถเดินทางได้ไกลขึ้น รวมไปถึงรูปร่างของตัวถังน้ำมันมีความเรียว ทำให้ท่านั่งกระชับมากขึ้น สมแล้วสำหรับความเป็นรถสปอร์ต ท่านั่งและการขับขี่ – เบาะนั่งแบบ 2 ชิ้น หรือที่เราเข้าใจว่า 2 ตอน ให้ท่านั่งใหม่ดูสปอร์ตมากขึ้น ตามหลักแอโรไดนามิค ส่วนตัวที่ลองขับขี่ระยะทาง 50-60 กิโลเมตร หมอบบ้างตามสถานการณ์ก้มหัว ก็คอนโทรลรถได้คล่องตัวดีลมไม่ปะทะมากเท่าไร แต่สำหรับคนตัวเล็กหน่อยจะดีกว่านี้  บิดไม่พักก็เมื้อก้นเท่าไรนัก เบาะสบายๆนุ่มๆไม่ล้าเท่าไรครับผม ต่อด้วยช่วงล่างกันบ้างที่ได้ใส่ให้มากับรถคันนี้ – ในส่วนของโช้คหน้า สามารถที่จะปรับ Preload ได้หรือถ้าจะให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นก็คือ ปรับความแข็งอ่อนของสปริงได้ 5 มิลลิเมตร – ส่วนของโช้คหลังนั้น ได้ออกแบบโดยในมีตัว Pro-link จะเรียกให้เข้าใจได้ง่าย นั้นก็คือ กระเดืองโช้ค ที่จะทำหน้าที่ชดเชยแรงกระทำระหว่างตัวโช้คกับสวิงอาร์ม ทำให้ขับขี่ได้นุ่มนวมกว่าตัวเก่ามากหลายๆ เพราะทำให้ระยะยืดยุบตัวโช้คเพิ่มมากขึ้นทำให้ขับขี่ได้นุ่มนวมมากขึ้นอีกด้วย พร้อมกับสามารถปรับ Pre load ได้อีก 5 ระดับ โคตรคุ้ม ระบบเบรค + ล้อ – ล้อหน้า – หลัง มีขนาด 17 นิ้ว ดีไซน์ 5 ก้าน ลักษณะคล้ายตัว Y ทำให้ได้อารมณ์สปอร์ตมากขึ้น รวมไปถึงระบบเบรคแบบดิสเบรคแบบคลื่น มีรอยยักตามจานดิส หน้า-หลัง ทำให้มีความสวยงาม ที่มาพร้อมกับตัว Sensor ABS และยังทำงานได้ดีอีกด้วย ส่วนตัวผมเองได้ทดลองใช้ ABS บนเส้นทางช่วงขึ้นเขาใหญ่ ที่ทำให้ต้องเบรคแบบกระทันหัน รู้สึกถึงความสเถียรดีจริง.. เทคโนโลยีขึ้นเฟรมรถแบบใหม่ – โครงสร้างเฟรมตัวรถคันนี้ถูกออกแบบใหม่กเวยระบบ CAE (Computer Aided Engineering) ที่ดีไซน์ออกมาเป็นเฟรมถัก ที่วัสดุเป็นเหล็กกล้าแข็งแรง และมีน้ำหนักเบา บาลานซ์ได้ดีตลอดทั้งคัน มาพูดถึงภายในหัวใจหลักสำคัญก็คือ “เครื่องยนต์” เครื่องยนต์ 1 สูบ ขนาดความจุ 150 ซีซี DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบเกียร์ที่มีถึง 6

ทดสอบยาง Off-Road ปี2019 จากนิตยสาร Motorrad ทั้งหมด 6 ยี่ห้อ

โดยในการทดสอบยางครั้งนี้ Motorrad จะเลือกทดสอบยางที่เป็น Off Road จากค่ายต่างๆเอามาทดสอบ แบบที่เราใช้งานใน “ชีวิตจริง” และขั้นตอนในการทดสอบของ Motorrad ในครั้งนี้ จะเป็นไปอย่างเท่าเทียมที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และจะพยามควบคุมการขับขี่ของแต่ละคนให้เป็นในทางเดียวกัน และจะขี่เป็นแถวตอนเดียว เพื่อควบคุมความเร็ว และให้ยางถูกใช้งานอย่างเท่าเทียมทุกคู่ เส้นทางที่ใช้เดินทางใน Sardinia เป็นเวลา 5วัน ระยะทางรวมกว่า 1500 กิโลเมตร แบ่งได้เป็น ถนนดำ50 ออฟโรด50 โดยจะผ่านทั้งทางแห้งและเปียก ถ้าใครได้ไปเที่ยวเกาะนี้ จะลองขี่ตามเส้นทางนี้ก็ได้ เพราะจะได้เจอกับถนนทุกรูปแบบ เหมาะกับการขับขี่ รถ Adventure ขนาดใหญ่เป็นอย่างยิ่ง หัวข้อในการทดสอบของ Motorrad จะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ ทางเรียบ / ทางหลวง ทางลูกรัง / off road ทางเปียก และฝน อายุการใช้งาน การทดสอบในส่วนแรกจะเป็นการขับขี่บนทางหลวง ถนนดำ แล้วการทำความเร็วสูงๆ ซึ่งรถคันที่นำมาใช้ทดสอบ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 219 กม/ชม. แต่เนื่องจากยางที่นำมาทดสอบมี เรทความเร็วที่ต่ำที่สุดคือ “Q” ที่รองรับความเร็วสูงสุดได้ที่ 160 กม/ชม.(Bridgestone, Continental) และเรทรองรับความเร็วสูงสุดคือ “T” ที่รองรับความเร็วสูงสุดได้ 190 กม/ชม. แต่ทาง Mottorad จะทิ้งตรงส่วนนี้ไป และจะขับขี่บนทางหลวงด้วยความเร็วไม่เกิน 200 กม/ชม. เพราะต้องแบกกล่องข้าง 2 ใบ พร้อมสัมภาระเต็ม รวมถึงเต้นท์และถุงนอน แต่จะใช้ความเร็วนี้แค่ในระยะ 250 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งทางทีมทดสอบเห็นว่าคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ขอแค่ของยังอยู่ครบ และลงจากรถครบ 32 สรุปผลการทดสอบบนทางเรียบ / ทางหลวง การทดสอบในทางออฟโรด หลักจากที่เดินทางบนถนนดำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะเข้าทาง ออฟโรดในการทดสอบครั้งนี้จะไม่ได้วิ่งผ่านเส้นทางแบบสุดโต่ง แบบ Rally Dakar ที่ต้องขี่ผ่านเนินทราย ในประเทศโมรอคโค เส้นทางที่จะทดสอบยาง ที่เกาะ Sardinia แห่งนี้ จะเป็นถนนในหมู่บ้านเกษตรกร ที่ชาวบ้านจะใช้รถแทรคเตอร์ในการเดินทาง หรือเป็นเส้นทางที่ชาวบ้านพาฝูงแกะ ไปกินหญ้า ถนนหนทางในหมู่บ้าน จะเป็นกรวดหิน ดินแห้ง หรือทางโคลนเละๆ ที่มีหญ้าขึ้นอยู่ประปรายซะมากกว่า นอกจากนั้น ขอบทางจะเป็น เหว ไม่มีไม้กั้น เนินสูงๆต่ำๆ สลับกันไป แบบชนบทจริงๆ แต่อย่างน้อย บนเกาะแบบนี้ ก็ยังพอมีสัญญาณ ให้ Google Map พาไปจุดหมายได้โดยไม่หลงทาง และถือเป็นโอกาสที่จะได้ทดสอบระบบเพลาขับหลังของ R1250GS ไปในตัว และเมื่อถึงเส้นทางแบบนี้ จะได้ลิ้มลอง โหมด Enduro Pro พร้อมกันทั้ง 6 คัน เพื่อจะได้รู้สึกถึงสมรรถณะของยางแบบแท้จริง   สรุปผลการทดสอบบนทางออฟโรด สมรรถนะบนทางดินเลนส์สีแดง…Michelin Anakee Wild สามารถแสดงสมรรถนะในทางออฟโรดได้อย่างยอดเยี่ยมตามคาด ไม่ว่าจะเป็นถนนลูกรังแห้งๆ หรือ ทางโคลนเหนียวๆ ดอกยางบั้งเป้งของ Michelin สามารถตะกุยไปข้างหน้าได้ง่ายๆ ส่วนยางที่พึ่งออกมาใหม่อย่าง Bridgestone AX41 ก็สามารถใช้งานในระดับที่น่าพอใจ และให้ความมั่นใจในการขับขี่ที่พอตัว เช่นเดียวกับยางลายคลาสสิกจาก Continental TKC80 แต่ในทางกลับกัน ประสิทธิภาพในทางออฟโรดของยาง Mitas ตกลงแบบรู้สึกได้ การทดสอบในทางเปียกและฝน และการทดสอบครั้งนี้ของ Motorrad ได้ขับขี่ผ่านพื้นเปียก หรือลื่น ในรูปแบบต่างๆที่เราสามารถพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ฝาท่อระบายน้ำ เส้นแบ่งถนน ทางรถไฟ เหล็กรอยต่อสะพาน แผ่นเหล็กปิดหลุมถนน ถนนน้ำขัง หรือฝนตกหนักแน่นอนว่ายางแต่ละรุ่นหรือยี่ห้อจะออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานได้ดีในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่หากต้องใช้ยางในการเดินทางจริงๆ ปัจจัยอื่นๆในการเดินทางที่กล่าวมาข้างต้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนั้นในการทดสอบบนพื้นเปียกนี้ จะขี่บนทางโค้งยูเทิร์น ที่จะแสดงถึงสมรรถนะในการรีดน้ำของยางแต่ละรุ่นได้เป็นอย่างดี และอีกหนึ่งปัจจัยคือ การเบรกบนพื้นเปียก เพราะถ้าหากยางสามารถทำความเร็วได้บนพื้นเปียก การเบรกต้องกระชับและสั้นที่สุด เพื่อความปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินแล้วต้องเบรกกระทันหัน จากกราฟด้านข้าง คือลักษณะของโค้งที่ใช้ทดสอบ ซึ่งจะเป็นโค้ง 180 องศา ซึ่งจะสามารถแสดงประสิทธิภาพของยางได้เป็นอย่างดี ด้วยองศาการเข้าโค้ง และความเร็วที่สามารถทำได้ในโค้ง สรุปผลการทดสอบบนทางออฟโรด เมื่อเปรียบเทียบในยางแต่ละรุ่นแล้ว ในทางโค้งถนนเปียก Pirelli กลับสามารถ แสดงประสิทธิภาพได้ดี

HONDA CBR250RR ตัวซิ่งค่ายปีกนก

HONDA CBR250RR ตัวซิ่งค่ายปีกนก ครั้งนี้เรามาทดสอบรถ Sport Racing Replica ขนาด 250 ซีซี เปิดตัวยิ่งใหญ่อลังการในงานมอเตอร์โชว์และพร้อมให้ทดสอบครั้งแรกในประเทศไทยกันที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต บุรีรัมย์ และแน่นอน SuperBike Thailand ติดโผชื่อสื่อมวลชนกลุ่มแรกที่ได้ลงสนามขับขี่และทดสอบในครั้งนี้ด้วย คันนี้ที่ผมกำลังจะพูดถึงก็คือ All New Honda CBR250RR ที่สุดของรถสปอร์ตสายพันธุ์แข่ง ที่มีความจุขนาด 250 ซีซี สามารถทำความเร็วและแรงมากกว่ารถ 250 ซีซีทั่วๆ ไป ทั้งยังมีช่วงระดับเทพที่ติดมาจากโรงงานอีกด้วย รูปโฉม Honda CBR250RR นั้นมีความโดดเด่นในแบบของเรซซิ่งอย่างมาก ด้วยรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว มีความเป็นสปอร์ตสูง เส้นสายเฉียบคม ไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่ไม่เหมือนใคร แยกชั้นไฟหน้าเป็นสองตอนดูเด่นสะดุดตา ส่วนไฟท้ายก็ LED ดีไซน์ออกมาให้โฉบเฉี่ยว โดยมีไฟเลี้ยวแยกออกมาจากไฟท้าย แฟริ่งออกแบบให้มีเส้นสายเฉียบคมและตรงตามหลักแอโรไดนามิกส์ ล้อเป็นล้ออลูมิเนียมแบบ 7 ก้านดีไซน์สปอร์ตเข้าคู่กับโช้คหน้าแบบหัวกลับกระบอกโช้คสีทองได้เป็นอย่างดี ถังน้ำมันเพรียวรับสรีระ ให้ท่านั่งขับขี่ในแบบเรซซิ่งเต็มพิกัด อกล่างมีครีบที่ออกแบบมาให้ดักลมมาระบายความร้อน ท่อไอเสียแบบ 2 ออก 2 หรือปลายคู่แบบติดกัน ก็ดีไซน์ใหม่ไม่เหมือนโมเดลอื่นๆ ของทางค่าย ตัวรถใช้เฟรมถักน้ำหนักเบา ดีไซน์ออกมาได้ลงตัว ตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์แบบ LED สีทั้งระบบ คล้ายๆ กับของพี่ใหญ่อย่าง CBR1000R แสดงผลเห็นชัดเจนแม้ในสนามที่แดดจ้า ข้อมูลได้ครบถ้วน รวมไปถึงสถานะการเปลี่ยนโหมดการขับขี่ เลขบอกตำแหน่งเกียร์ทั้งหมด ไปตลอดจนถึงไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์หรือว่าชิฟต์ไลท์ เรียกได้ว่าไม่หลงเกียร์ ไม่อั้นไม่อื้อแน่นอน นอกจากนี้ยังมีอีกฟังก์ชั่นนึงที่สมกับที่เป็นสปอร์ตไบค์สายพันธุ์แข่งก็คือ ตัว Lap Timer ซึ่งใช้จับเวลาแล็ปในตอนที่เราขี่รถในสนามนั่นเอง โดยสามารถกดปุ่มที่ประกับซ้ายมือที่เขียนว่า LAP เพื่อดูเวลาแล็ปที่ดีที่สุดที่เราทำได้ เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 250 ซีซี นั้นมีขนาดเล็กกะทัดรัดและน้ำหนักเบา ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีเสื้อสูบเป็นอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ลูกสูบที่ให้มาเคลือบด้วยโมลิบดินัม ที่ช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างเสื้อสูบขณะเครื่องยนต์ทำงาน ปั๊มน้ำที่ต่อตรงกลับเพลาลูกเบี้ยวระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญอีกอย่างก็คืออ่างน้ำมันเครื่องมีครีบระบายความร้อนอีกด้วย   จุดเด่นของตัวรถที่แตกต่างจากตัวปกติก็คือ คันนี้มีแรมแอร์ที่รับอากาศเข้าจากทางด้านหน้าเพื่อให้ได้รับอากาศเข้าไอดีได้มากขึ้นทำให้ การจุดระเบิดมีกำลังมากขึ้นไปอีกด้วย ยังไม่พอยังมีระบบคันเร่งไฟฟ้าที่ถูกถ่ายทอดมากจากรถแข่งอย่าง RC213V หรือรถโปรดักชั่นอย่าง CBR1000RR โดยการทำงานของคันเร่งจะมีการควบคุมด้วยกล่อง ECU  และทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ APS ที่ฝั่งอยู่ที่คันเร่ง เมื่อมีคันเร่งไฟฟ้าแน่นอนว่าย่อมต้องมีโหมดการขับขี่ตามมาด้วย มีโหมดการขับขี่ให้เลือกได้ 3 โหมด ได้แก่ Comfort สำหรับโหมดนี้ รอบเครื่องจะไม่สูงมากนัก ขับขี่บนถนนในเมือง สบายๆ ขี่ได้สนุกแล้ว แต่เบามือไปสำหรับสายสนาม ต่อมาเป็นโหมด Sport โหมดนี้แรงขึ้นมาอีก อาจจะยังไม่ค่อยชัด แต่ก็ถือว่า รอบไวขึ้น เครื่องมีกำลังมากขึ้น สนุกขึ้น แต่ยังไม่พอสำหรับผม มันต้องให้สุด แต่แค่นี้ก็เหมาะสำหรับการขับขี่สนุกๆ ในเมือง เร่งแซงได้มั่นใจ และสุดท้าย Sport+ นี่แหล่ะที่จะขอเสนอเลย สุดจริงๆ ครับ ช่วยให้ขับขี่ได้สนุกขึ้นมาก รอบเครื่องขึ้นตอนเปลี่ยนเกียร์ รอบเครื่อง 13,000 กว่าๆ ชิฟต์ไลท์กระพริบแล้วสับได้เลย มันสุดๆ ช่วงล่าง เด่นด้วยเฟรมถักน้ำหนักเบาร่วมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียมที่ใช้เทคโนโลยีหล่อขึ้นรูปแบบ GDC (Gravitu Die Casting) ให้ความแข็งแรง แต่คงไว้ซึ่งน้ำหนักเบาและความสวยงาม ส่วนโช้คนั้นด้านหน้าเป็นแบบอัพไซด์ดาวน์หรือหัวกลับของ Showa ขนาดแกนน 37 มม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์มแบบ Pro-Link ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ระบบเบรคด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Nissin พร้อมจานแบบลอยตัว ด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวเช่นกัน ลองซิ่ง เนื่องจากการทดสอบครั้งนี้เป็นการทดสอบในสนาม ดังนั้นการขับขี่จึงเป็นไปในแบบของเรซซิ่งทั้งหมด การขับขี่ส่วนใหญ่จึงเลือกทดสอบไปในโหมดการขับขี่โหมด Sport+ เพื่อที่จะได้รับความแรงแบบเต็มที่ ผมลองหวดดูก็พบว่าเครื่องยนต์ของ CBR250RR นั้นจัดเป็นเครื่องขนาดเล็กที่มีรอบจัดมากๆ ระดับแถวหน้าของคลาส 250 ซีซีเลย รอบนั้นขึ้นไปสูงถึงเกือบๆ 13,500 รอบเลยทีเดียว ความเร็วสูงสุดที่ผมทำได้อยู่ที่ 175 กม./ชม. จริงๆ แล้วน่าจะไปได้มากกว่านี้ ติดว่าผมตัวใหญ่หลักร้อยไปหน่อย คันเร่งไฟฟ้าที่ให้มานั้นมีความเสถียร ทำงานได้ละเอียด สั่งงานเรียกใช้กำลังเครื่องยนต์ได้ดั่งใจ แม้ว่าจะต้องมีการปรับตัวกันสักหน่อย แต่ก็ถือว่าเร้าใจดีทีเดียว ช่วงล่างที่ให้มาจากโรงงานถือว่าทำได้ดี ผมขี่แบบไม่ได้ปรับแต่งค่าอะไรก็พบว่าเพียงพอต่อการซิ่งแล้ว สามารถเข้าโค้งที่ความเร็วสูงๆ ได้อย่างมั่นใจ ไม่มีอาการให้อกสั่นขวัญแขวน แต่ถ้าจะเน้นความจริงจังแข่งขันชิงถ้วยกันจริงๆ อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม

Ducati Scrambler

Scrambler Desert Sled & Scrambler Icon – ลุยก็ดี ซิ่งก็มัน และนี่คือครั้งแรกของเราที่จะได้ไปทดสอบ Scrambler Ducati โมเดลใหม่ 2019 ถึง 2 โมเดลพร้อมกัน ในฐานะที่ผมเป็น VIP ของ Pirelli Thailand ไม่ใช่สื่อหรือลูกค้าของ Ducati แต่อย่างไร มาทดสอบแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟกันถึงที่เขาหลัก จังหวัดพังงา ซึ่งก็ไม่ต้องแปลกใจเพราะ Ducati ทุกโมเดลนั้นใช้ยาง Pirelli เพื่อเน้นประสิทธิภาพและชูภาพของความเป็นรถอิตาลีแท้ๆ นั่นเอง โดยแต่ละโมเดลก็จะใช้ยาง Pirelli รุ่นต่างๆ แตกต่างกันออกไปตามแต่ละสไตล์ของรถนั่นเอง นอกจากนี้ผมยังได้มีโอกาสทดสอบร่วมกับชาวต่างชาติจากหลายประเทศ ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย โดยทุกคนต่างก็มาที่นี่เพื่อลองขับขี่ Scrambler โมเดลใหม่ 2019 ซึ่งได้แก่ Scrambler Desert Sled และ Scrambler icon   Ducati Scrambler Desert Sled เรามาพูดถึงคันแรกกันก่อนเลย สำหรับ Ducati Scrambler Desert Sled ก็เป็นโมเดลใหม่ที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงในปี 2019 นี้ มันมีสไตล์ของสแครมเบลอร์สายลุยชัดเจนมากๆ จากล้อซี่และยางแบบบั้งๆ ตัวรถสีหลักเป็นสีขาวตัดด้วยเฟรมที่ใหญ่ขึ้นและเส้นสายสีแดงสดตามแบบของ Ducati ด้านข้างถังน้ำมันเป็นสีบรอนซ์เงินพร้อมโลโก้ Scrambler Ducati และเครื่องหมายกากบาทสีแดงสด เอกลักษณ์เฉพาะของ Desert Sled ไฟหน้ามีตะแกรงกันหินดีดใส่ไฟหน้าให้มาดที่ดูลุยๆ ดิบๆ ด้านในแอบมีไฟเดย์ไลท์ ด้านบนขึ้นมาเป็นเรือนไมล์ดิจิตอลดูเรียบหรูและทันสมัย ตัวรถมีระยะยุบค่อนข้างมาก บังโคลนหน้ายกสูงรองรับกับการยุบตัวของโช้คหน้า ใต้ท้องเครื่องมีการ์ดป้องกัน ท้ายเองก็สูงสังเกตได้จากที่ติดแผ่นทะเบียน บ่งบอกถึงความสามารถในการลุยข้ามผ่านอุปสรรคได้เป็นอย่างดี ท่อไอเสียก็ดีไซน์ได้สวยงามแบบ 2 ออก 2 เก็บปลายเป็นสีดำดูดุดันจากรูปร่างหน้าตานั้นผมให้ 9 เต็ม 10 เลยละกันครับ ดูดีและลงตัวมากๆ และสำหรับการทดสอบเจ้า Desert Sled นั้นจะมีทั้งทดสอบบนถนนและบนทางฝุ่นซึ่งจะเป็นเรื่องดีที่ทีมงานจัดไว้แบบนี้ เพื่อที่เราจะได้รู้ว่ามันลุยได้ดีแค่ไหน โดยขุมพลังของ Desert Sled นั้นมาเป็นเครื่อง L-Twin 2 สูบ 4 จังหวะขนาด 803 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ ให้กำลังแรงม้า 73 ตัวที่ 8,250 รอบและแรงบิด 67 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบ จากการได้ทดลองขับขี่บนเส้นทางเขาหลักไปยังเสม็ดนางชี ทั้งทางดำทางฝุ่น เรียกได้ว่ามีกำลังใช้ได้ดีทีเดียว ตัวรถเป็นคันเร่งไฟฟ้า ดังนั้นก็เลยจะมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 2 โหมดคือ Journey คือโหมดสำหรับเดินทางทั่วไปบนทางดำ และโหมด Off-Road สำหรับบุกตะลุยในทางฝุ่น น่าเสียดายที่สามารถปรับเลือกได้เฉพาะตอนจอดรถเท่านั้น แต่ที่น่าชมคือในโหมด Off-Road นั้นให้ความรู้สึกแตกต่างออกไปมาก ให้กำลังแรงเต็มที่ น่าจะเป็นเพราะมีการปรับลดแทร็คชั่นคอนโทรลออกไป เพื่อให้ล้อหลังสามารถที่จะตะกุยดินทราย หรือหินกรวดต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ เครื่องยนต์มีกำลังเหลือพอที่จะพาทั้งคนและรถ ออกจากหลุมบ่อได้ไม่ยากนัก เรื่องช่วงล่างนั้นถือว่าให้ของมาค่อนข้างดี โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับจาก Kayaba ขนาด 46 มม.ให้ระยะยุบมากถึง 200 มม. โช้คหลังเดี่ยวเองก็เช่นกัน ล้อหน้าหลังแบบซี่ลวด ยาง Pirelli Scorpion Rally STR ดิสก์เบรกเดี่ยวและคาลิเปอร์เบรคจาก Brembo พร้อมระบบเบรก ABS จาก Bosch ช่วยให้การขับขี่ได้ดีทั้งทางฝุ่นและทางดำ อีกทั้งยังปลอดภัยจากระบบเบรคที่จัดมาให้ โดยเฉพาะระบบเบรก ABS ที่เปิดปิดได้ เพื่อให้เข้ากับการขับขี่แบบต่างๆ ถือว่าเป็นจุดที่ดีมากๆ โดยรวมๆ แล้วถือว่าเป็นรถสองประสงค์ที่ดีมากๆ ขี่ในเมืองก็หล่อ ขี่ลุยบ่อก็ไหว (อิอิ)   Ducati Scrambler Icon เข้าวันที่สองกับการทดสอบรอบนี้สลับรถมาทดสอบเป็นรุ่น Icon คันนี้เป็นรถแนวสตรีทยูสหรือขี่ถนนเป็นหลัก แต่ก็ลุยได้นิดหน่อย ภายนอกก็จะมีส่วนละม้ายคล้ายคลึงกับ Desert Sled อยู่หลายส่วน ทั้งรูปร่างหน้าตา ไฟกลม ทรงสวย เล็กกะทัดรัด แต่ก็จะไม่สูงเท่า และมีอะไรหลายๆ อย่างที่ออกแบบไปให้เหมาะกับการขี่ทางดำซะมากกว่า ทั้งระยะยุบของโช้ค บังโคลน

Honda DCT

DCT มันได้ไม่ง้อคลัทช์ : ขี่บิ๊กไบค์ไปดำน้ำที่เกาะกุลาแบบชิลล์ๆ ไม่เหมือนใคร Honda X-ADV by Khet ความรู้สึกแรกที่ผมได้เห็นเจ้า X-ADV ผมคิดว่ามันเป็นบิ๊กสกู๊ตเตอร์หน้าตาแปลกประหลาด ล้อซี่ลวดกับยางลุยๆ หน่อย แถมอุทานออกมาหยาบๆ ว่านี่มันรถอะไรวะเนี่ย!? และวันนี้ผมจะได้เจ้านี่เป็นเหมือนอาชาคู่ใจในการเดินทางไปดำน้ำ 3 วัน 2 คืนครั้งนี้ แถมยังบังเอิญครบรอบ 3 ปีแบบ งงๆ กับการขี่รถออกทริปทดสอบพร้อมทำกิจกรรมสนุกๆ กับท้องทะเลภาคใต้อีกด้วย แต่ครั้งนี้เราไปฝั่งอ่าวไทยที่จังหวัดชุมพร แบบว่าวันที่ออกเดินทางใกล้เคียงกับวันที่ไปทริปเกาะหัวใจมรกต ทะเลพม่า เมื่อ 3 ปีที่แล้วกับผู้ร่วมทริปหน้าเดิม หากใครเป็นแฟนพันธ์แท้ SuperBike Magazine น่าจะต้องผ่านตามาบ้าง แน่นอนครั้งนี้เรามีครูสอนดำน้ำแนวหน้าของเมืองไทย พี่สิทธิ์ ที่พ่วงตำแหน่งช่างภาพระดับต้นๆ ของไทย น้องแบงค์ หรือซูเปอร์แบงค์ เทสต์ไรเดอร์ทรงน้ำเต้าทีมงาน SuperBike และผมเองเขตฟ้า โล้นซ่าที่โชกโชนเรื่องออกทริปเดินทาง แน่นอนครั้งนี้ทุกคนมีฝีมือและประสบการณ์มากขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อ 3 ปีก่อน นอกจากนี้ยังมีน้องใหม่ในกองอีก 2 คนที่ไปช่วยบันทึกภาพการเดินทางในครั้งนี้ วันแรกที่ไปรับรถ ผมคิดในใจเลยว่า จะขี่ทันคนอื่นมั้ยเนี่ย  รถแต่ล่ะคัน Honda Africa Twin / NC750x สายหวดยาวๆ ทั้งนั้นเลย ส่วนรถผม Honda X-ADV 750 บิ๊กสกู๊ตเตอร์หน้าตาประหลาด จะมีแรงหวดตามใครทัน แต่ที่เหมือนกันหมดในทริปนี้คือ รถทุกคันเป็นระบบเกียร์ DCT ที่ทาง Honda เคลมว่าเป็น เกียร์ออโต้อัจฉริยะของทางค่ายปีกนก ส่วนตัวผมเป็นคนที่เคยชินกับการขี่รถที่มีเกียร์มากกว่า คิดว่ายังไงก็คงขี่อยู่ท้ายสุดแน่เลย แต่ก็คิดในแง่ดี ขี่รถสบายๆ ชมวิวล่ะกัน ช่วงแรกๆ ที่ขี่เคยชินกับรถมีเกียร์ เผลอที่ไรจะบีบเบรกหลังตลอด คิดว่าเป็นมือคลัทช์ มัวแต่จะกำตลอด ผ่านไปซักพัก เริ่มเข้าที่เข้าทาง OK! ขี่รถออโต้ ท่านั่งสบาย เลี้ยวก็ง่าย คล่องตัว ช่วงถนนพระราม 2 รถยนต์และรถบรรทุกค่อนข้างเยอะ ก็เป็นจุดที่เจ้า X-ADV เริ่มสร้างความประทับใจ ในการคอนโทรลฝ่าการจราจรที่ค่อนข้างหนาแน่นไปได้ เพราะมิติของตัวรถไม่เป็นอุปสรรคในการซอกแซกมากนัก ผ่านถนนพระราม 2 มาได้ซักพัก เข้าเขตสมุทรสงคราม ถนนกว้างขึ้นโล่งขึ้น เปิดโอกาสให้ได้ลองพละกำลังกันหน่อย เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 745 ซีซีให้ความแรงได้ติดมือพอควร มีช่วงที่รอรอบทำให้รู้สึกว่ามันช้าไปซักนิด แต่ก็เกาะกลุ่มกันไปได้ที่ความเร็วเฉลี่ย 130-150 กม./ชม. มีแตะๆ 160 กม./ชม.บ้าง จนถึงช่วงเลี้ยวซ้ายเข้าเพชรบุรี พวกเราก็แวะเติมน้ำมัน พร้อมกับเช็คดูว่าการกินน้ำมันเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อสังเกตที่หน้าจอดิจิตอลขนาดใหญ่ ก็พบว่าเหลืออยู่อีก 1 ขีดจะหมดถัง แก๊สโซฮอล์ 95 เต็มถัง!! จัดไปเตรียมเชื้อเพลิงเตรียมรีดพลังให้เต็มที่ก่อนจะมุ่งหน้าไปทานมื้อเช้าเติมพลังคนกันบ้างที่ร้านข้าวแกงเมืองปราณ ที่ปราณบุรี กับช่วงทางตรงยาวๆ ลงไปจังหวัดชุมพร ออกจากปั๊มก็ซัดกันยาวๆ รู้สึกว่าตาม Africa Twin กับ NC750X ไม่ค่อยติด กว่าจะเข้าถึงก็ไปช่วงที่เขาชะลอผ่อนคันเร่งกันแล้ว นึกขึ้นได้ว่าไอ้เจ้าเกียร์แบบ Dual Clutch Transmission (DCT) ที่เขาเคลมว่ามัน “อัจฉริยะ” ไม่ได้มีให้เราบิดอย่างเดียวนี่หว่า คราวนี้ลองเปลี่ยนโหมด จากเดิมที่ขี่ด้วยโหมด D ลองเปลี่ยนเป็นโหมด S บ้างดีกว่า โอ้โห เปลี่ยนได้ในขณะที่เราขี่รถในความเร็ว ร้อยกว่าๆ ไม่ต้องเสียเวลามาจอดรถเพื่อปรับโหมด นับว่าเป็นข้อดี สะดวกสบายจริงๆ พอโหมดเปลี่ยนพลังก็เปลี่ยน!! ผมสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง พละกำลังของรถนั้นมาแบบตึงมือมากขึ้น รอบที่ลากได้ยาวขึ้น มีความเป็นสปอร์ตมากขึ้น ให้เราได้ขยี้คันเร่งได้เต็มที่ จากรถคันหน้าที่เราบิดตามแทบตาย กลับบี้ติดตูดในความเร็วเฉลี่ยที่ 160-180 กม./ชม.กว่าๆ น่าจะได้เกินกว่านี้ด้วยซ้ำ ถ้ามีทางที่โล่งกว่านี้ กับเส้นถนนเพชรเกษมที่มีการทำทางแทบตลอดเส้นประจวบคีรีขันธ์ยันทับสะแกที่เป็นจุดแวะพักทานมื้อกลางวันที่ร้านซ้งทับสะแก มีทีเด็ดที่อาหารทะเลสดใหม่ปรุงรสจัดจ้าน เจ้า X-ADV ก็บิดตะลุยได้อย่างสบายๆ ไม่กลัวลื่น กับระบบ เทคโนโลยี Honda Selectable Torque Control (HSTC) หรือที่รู้จักกันในนามแทร็คชั่นคอนโทรลที่ติดมาให้พร้อมระบบเบรก ABS บอกเลยว่าอุ่นใจ ไม่ว่าจะหลุม ทางลูกรัง ถนนลื่นๆ เจ้าบิ๊กสกู๊ตเตอร์สายพันธุ์ใหม่จากฮอนด้าคันนี้ ทำได้ดีเลยทีเดียว พอเข้าสู่ชุมพรก็มีทางให้ได้เล่นโค้ง พับซ้ายขวา ทดสอบเกียร์ DCT ในระบบ Manual แค่ใช้นิ้วมือ

Honda Africa Twin Adventure Sports (2019)

Honda Africa Twin Adventure Sports (CRF1000L2 DCT) @จันทบุรี ขี่รถทดสอบทางเรียบมาก็เยอะ ถึงเวลาของการทดสอบลุยๆ กันบ้าง โดยการลุยในครั้งนี้จะเป็นการทดสอบ รีวิว Honda Africa Twin Adventure Sports ขาลุยรุ่นใหญ่พิกัด 1,000 ซีซี ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำของ Honda อย่างระบบเกียร์ DCT  (Dual Clutch Transmission) ที่เราบุกเข้าตีเมืองจันท์ เอ๊ย ไปบุกตะลุยกับที่จันทบุรี โดยมีโค้ชระดับอาจารย์อย่างพี่เล่ Bike Lane เป็นผู้จัดการเส้นทางและสถานที่ต่างๆ มาให้เราได้ทดลองและทดสอบรถได้อย่างเต็มที่ ในรูปแบบสถานการณ์จริง เส้นทางจริง โหดจริง ล้มจริง เหนื่อยจริงๆ ให้รู้กันไปเลยว่าเจ้า Adventure Sports คันนี้มันเจ๋ง มันลุยได้ขนาดไหน เส้นทาง เราเริ่มออกเดินทางเพื่อที่จะไปทดสอบกันที่ Honda Bigwing กรุงเทพ เลียบทางด่วนรามอินทรา เราออกสตาร์ทกันตั้งแต่ 07.30 น. มุ่งหน้าไปตีเมืองจันท์ฯ เอ้ยไปตะลุยเมืองจันทบุรี ไปในเส้นทางที่คนทั่วไปไม่ไปกัน โดยจะลัดเลาะไปเรื่อยๆ  จนกว่าจะถึง โดยพี่เล่ของเราบอกว่า “งานนี้มีลุยแน่นอน” เราเดินทางวิ่งผ่านทางแปดริ้วไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ รถไม่ติด เพราะเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยใช้อยู่แล้ว เพราะส่วนมากโดยปกติเราก็มักจะเดินทางไปด้วยถนนเส้นบางนา-ตราด หรือถ้ารถยนต์ก็มอเตอร์เวย์ แบบทีเดียวยิงยาว 2 ถึง 2 ชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้ว ทว่าคราวนี้คุยๆ กันตอนพักระหว่างทาง อาจารย์เล่ของเราบอกว่าต้องมี 6 ชั่วโมง ห้ะ อะไรนะอะไรจะนานขนาดนั้น แต่เอาเป็นว่ายังไงก็ถึงแน่นอน ผมก็ไม่แปลกใจอะไรเพราะติดตรงช่วงถนนสุวินทวงศ์ก็เกือบชั่วโมงแล้ว เส้นทางที่เราเดินทางจะเป็นเส้นทางสายรองที่จะวิ่งผ่านชลบุรี ระยอง จันทบุรี วิ่งไปวิ่งมา มาโผล่อีกทีเขาคิชฌกูฏแบบงงๆ แต่ยังไม่เข้าที่พัก โค้ชพี่เล่กลับพาเราเข้าไปวิ่งในป่ายูคาลิปตัส ผ่านสวนทุเรียน และอื่นๆ แบบพูดง่ายๆ ว่าถ้าเราไม่ขี่ตามกันเป็นกลุ่มมีหลงแน่นอน นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ขับรถแอดแจนเจอร์คันใหญ่ๆ เข้าป่าลึกแบบนี้ ลึกมากรึเปล่า ผมไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ ถ้าหลงทางกลับบ้านลำบากชัวร์   ลองหวด เพราะติดอยู่ตรงช่วงถนนสุวินทวงศ์ก็เกือบชั่วโมงแล้ว แต่ก็นะรถมันขี่ง่าย ขาก็ถึง คันเร่งไฟฟ้าก็ทำงานเสถียรดี จึงไม่ได้ดีเลย์อะไรมากมาย ขี่ง่ายแถมขาถึงอีกด้วย ปกติแล้วต้องเขย่งๆ ตอบโจทย์สำหรับคนใช้ในเมือง รถติดๆ ไม่ต้องมากังวลกับเกียร์ DCT ไม่มีดับเพราะรถไม่มีคลัทช์ ขี่ง่ายมากๆ ข้อสำคัญของเกียร์ DCT สามารถเพิ่มลดเกียร์ได้จากประกับฝั่งซ้าย โดยส่วนตัวครั้งนี้สำหรับ Adventure Sports นั้นเป็นรถทัวริ่งแอดเวนเจอร์ขนาด 1,000 ซีซี 2 สูบเรียงที่เคลมมา 94 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิด 99 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ พร้อมติดตั้งระบบเกียร์ DCT และยังมีโหมดช่วยเหลือการขับขี่ที่สามารถเลือกใช้ได้ตามความชอบใจซึ่งแสดงผลอยู่บนเรือนไมล์ดิจิทัลขนาดใหญ่อีกหลากหลาย อาทิ คันเร่งไฟฟ้า ทำให้มีโหมดการขับขี่ โหมด Power [P] 3 ระดับ  ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก Engine Break [EB] 3 ระดับ ซึ่งสำคัญมากๆ ที่จะช่วยให้ลดความเร็วรถได้ดีขึ้นโดยมีกำลังจากเครื่องมาช่วยเบรก มี HSTC หรือ Honda Selectable Torque Control หรือง่ายๆ ว่าแทร็คชั่นคอนโทรล Traction [T] มีทั้งหมด 7 ระดับ เรียกได้ว่าปรับกันได้แบบละเอียดเลย และยังสามารถเปิด-ปิดได้ถ้าเราไม่ต้องการใช้ เพื่อที่จะป้องกันรถเสียอาการเมื่อขับขี่บนเส้นทางที่มีการยึดเกาะน้อย พื้นลื่นๆ หรือถนนเปียก เอาจริงๆ ในป่าบ้างทีก็ไม่จำเป็นเท่าไร ปิดไปครับ โค้ชพี่เล่สอนทั้งทีเอาให้สุดไปเลยครับ คันเร่งไฟฟ้านั้นจะช่วยสั่งการให้เครื่องยนต์เร่งและถ่ายทอดกำลังออกมาได้อย่างแนบเนียบมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงระบบเบรกที่ปิด ABS เฉพาะล้อหลังได้ นับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ สำหรับคนที่ชอบลุยทางวิบาก เพราะจะช่วยให้สามารถเบรกสไลด์เข้าโค้งได้ดี รวมไปถึงตัวนี้เป็นตัวที่เพิ่มความสามารถในการเดินทางเป็นพิเศษด้วยการอัพเกรดถังน้ำมันให้มีขนาดใหญ่ถึง 24 ลิตร มาพร้อมกับเบาะนั่งปรับความสูงได้แบบเรียบสไตล์เอ็นดูโร่ นั่งสบายเดินทางไกลๆ ได้ไม่มีปัญหา ช่วงล่างที่ให้มาล้อหน้าขนาด 21 นิ้ว มาพร้อมกับโช้คหน้า Showa 45 มิลลิเมตร ระยะยุบมากถึง 252 มม. จานเบรกแบบดิสก์คู่

Yamaha Lexi VVA and FreeGo - Facebook Thumbnail

รีวิว และทดสอบ Yamaha LEXi VVA & FreeGo ครั้งนี้ผมได้มีโอกาสไปทดสอบรถ Yamaha LEXi VVA และ Yamaha FreeGo ออโตเมติกสกู๊ตเตอร์ขนาด 125 ซีซี โดยเฉพาะกับเจ้าฟรีโกนั้นถือว่าเป็นรถโมเดลใหม่ล่าสุดของทาง Yamaha ที่เราได้มีโอกาสทดสอบขับขี่กัน โดยในการทดสอบคราวนี้เราก็จัดหนักกันเลย เป็นทริปทางไกลกรุงเทพ – สวนผึ้ง (ราชบุรี) คิดเป็นระยะทางไปกลับประมาณ 243.5 กิโลเมตร แน่นอนว่าใครๆ ก็รู้จักอำเภอสวนผึ้ง แลนด์มาร์คสำคัญเชิงธรรมชาติที่มีดีที่อากาศดีและไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก ทริปทดสอบครั้งนี้เป็นทริปชิลล์ๆ ขี่เพลินๆ เดินทางสบายๆ ไม่เร่งรีบ และมีจุดหมายปลายทางคือการพักผ่อนสูดอากาศดีๆ หนีฝุ่นพิษ PM2.5 ครับ!!   รีวิว Yamaha LEXi VVA เรามาดูกันก่อนที่ LEXi VVA ออโตเมติกขนาด 125 ซีซี เครื่องยนต์หัวฉีด 4 จังหวะ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีวาล์วแปรผัน จากการที่ได้ทดลองขับขี่ทางไกล ผมบอกได้เลยว่าเครื่องยนต์ตอบสนองได้อย่างดี เวลาที่เราบิดคันเร่งเพื่อที่จะแซง หรือออกตัวแบบเต็มๆ จะรู้สึกได้ชัดเจน อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 38.1/ลิตร ขี่ไปกลับใช้น้ำมันไปราวๆ 6 ลิตร คิดเป็นเงินก็ไม่ถึง 200 บาท สำหรับทริปการเดินทางไป-กลับสวนผึ้ง ตำแหน่งท่านั่งที่วางเท้าออกแบบมาได้นั่งสบายๆ ไม่เมื่อย ยืดขาได้เล็กน้อย เดินทางไกล 50-100 กม. ไม่มีปัญหา เหนื่อยก็พัก แต่กว่าเราจะเมื่อยเราก็แวะพักกันก่อนเสียแล้ว สำหรับผมผมคิดว่าเป็นรถที่ขับขี่ได้นุ่มนวล สามารถขับขี่ในเมืองได้สะดวกสบาย คล่องตัว นั่งสบายทั้งคนขับคนซ้อน เรียกได้ว่าดีและถูกใจกับผู้ใช้ทุกเพศทุกวัน โดยเฉพาะพี่วินที่รับรองว่าจะถูกใจมากๆ เพราะคนซ้อนสบายเหลือเกิน ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีคันนึงมากๆ สำหรับรถใช้งานที่ทั้งแรงทั้งประหยัด ทั้งยังขี่ง่ายขี่สบายอีกด้วย     FreeGo ขากลับผมขอลองสลับรถไปลองขี่เจ้า FreeGO กันบ้าง แว้บแรกที่เห็นรถคันนี้ ผมคิดว่าคันนี้ดีไซน์สวยล้ำสมัย ถูกใจจริงๆ  นะครับกับรถออโตเมติกสไตล์โมเดิร์นแฟมิลี่ขนาด 125 ซีซี จากการได้ลองขับขี่ ผมรู้สึกว่ามันขี่ง่ายมากๆ ตัวรถมาพร้อมกับยางขนาดใหญ่ทั้งยางหน้าและยางหลัง ทำให้หน้ายางมีหน้าสัมผัสกับพื้นถนนมาก ช่วยให้ขับขี่ได้มั่นใจมากขึ้น แม้ว่ารถคันนี้จะเป็นรถแนวครอบครัว ถึงจะขี่ชิลล์ๆ แต่ผมก็เผลอบิดเพลินจนความเร็วไปเกือบร้อย ถือว่าแอบแรงอยู่เหมือนกัน ต้องบอกก่อนเลยว่า คันนี้ก็เดินทางไกลได้ ออกทริปไป-กลับกทม. – สวนผึ้งแบบง่ายๆ สบายๆ ได้ไม่แพ้ใครเหมือนกัน และที่สำคัญคือคันนี้เหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการใช้งานที่หลากหลาย ใช้งานได้อย่างเต็มที่ เช่น ขับไปกลับที่ทำงานเช้าเย็น ขับไปรับลูกหรือแฟน เดินทางไปจ่ายตลาดซื้อของซื้อกับข้าว หรือแม้กระทั่งออกทริปเพลิดเพลิน ก็ตอบโจทย์ได้ดี ด้วยความง่าย ความสะดวกสบาย เรียกว่าบิดอย่างเดียว ขี่ง่าย ประหยัด คล่องตัว เหมาะสำหรับมือใหม่ และทุกเพศทุกวันจริงๆ   สรุป รีวิว Yamaha LEXi VVA & Freego เอาเป็นว่าแม้รถสองคันนี้มีซีซีที่เท่ากัน เป็นสกู๊ตเตอร์เหมือนกัน ประหยัดน้ำมัน ขี่ง่าย ขี่สบายคล้ายกัน ตอบโจทย์ทุกวัยที่ชื่นชอบรถแนวออโตเมติก แต่ก็มีจุดที่แตกต่างกันออกไป หลักๆ คือที่ขนาดล้อและเครื่องยนต์ที่มี วาล์วแปรผัน VVA (สำหรับ LEXi) และรูปร่างรูปทรง ซึ่งเป็นเรื่องของรสนิยม ที่แต่ละคนนั้นชอบแตกต่างกันออกไป ดังนั้นใครชอบแบบไหน เลือกแบบนั้น จัดไปครับ รับรองไม่ผิดหวัง   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิวมอไซค์ Honda

No Posts Found!

No Posts Found!