
รีวิว 2025 Honda CBR600RR ตัวตึงสายสปอร์ตไซส์กลาง ฉบับอัปเกรดใหม่ ควิกชิฟ 2 ทาง ปรับ IMU เป็น 6 แกน พร้อมดีไซน์สุดสปอร์ต ในราคา 5.49 แสน
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

รีวิว 2025 Honda CBR600RR ตัวตึงสายสปอร์ตไซส์กลาง ฉบับอัปเกรดใหม่ ควิกชิฟ 2 ทาง ปรับ IMU เป็น 6 แกน พร้อมดีไซน์สุดสปอร์ต ในราคา 5.49 แสน

รีวิว Tiger 900 Rally Pro สายลุยไซส์กลางระดับท็อปคลาส ทดสอบไปพร้อม ๆ กันซึ่งนอกจากรุ่น Tiger 900 GT Pro ที่ทำการทดสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกหนึ่งรุ่นที่แอดมินจะทำการทดสอบก็คือ รีวิว Tiger 900 Rally Pro แอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลาง มาพร้อมสเปกระดับชั้นนำของคลาส และดึง DNA สายพันธุ์มาจากตัวแข่งของตระกูล Tiger ที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับทางค่ายด้วยชัยชนะในการแข่งขันแรลลีนานาชาติ ที่ให้สมรรถนะการขับขี่อันยอดเยี่ยมแก่เหล่านักผจญภัยอย่างแท้จริง ด้วยรูปลักษณ์การออกแบบนั้นถูกปรับปรุงมาใหม่ ถ้าหากเทียบกับเจ้าแรลลี่ โปรโฉมปี 2020 เราจะได้เห็นถึงความแตกต่างถูกพัฒนาให้ทันสมัยยิ่งขึ้น เริ่มที่ตัวแฟริ่งถูกออกแบบใหม่ เพิ่มพื้นที่แอร์เวย์ไหลเวียนอากาศผ่านตัวรถได้ดีขึ้น พร้อมถังน้ำมันทรวดทรงอวบอึ๋มขนาด 20 ลิตร ประดับไฟหน้าคู่ ไฟในส่วนต่าง ๆ ของตัวรถที่เป็นแบบ LED ขณะที่โซนกลางออกแบบให้เพรียวบางด้วยเบาะ 2 ตอน และบั้นท้ายรัดรูปใส่มือจับคนซ้อนขนาดใหญ่รองรับการติดตั้งกล่องด้านท้ายมาให้สวยงาม รวมถึงเฉดสีออกแบบมาใหม่ตัดแนวขนานกับเส้นสาย และยังคงยึดเอกลักษณ์ความเป็นสายลุยผู้ดีด้วยโลโก้แบรนด์และชื่อรุ่นประดับสวยงามเลยทีเดียว ซึ่งนอกจากเฉดสีและลายกราฟิกของตัวรถแล้ว มิติรูปลักษณ์และขนาดของเจ้าแรลลีโปรโฉมรุ่นนี้ยังถูกออกแบบให้มีขนาดความสูงเพิ่มขึ้นหากเทียบกับเจ้าฝาแฝดคนน้อง ด้วยการยกกราวด์เคลียแรนซ์สูงขึ้นเพื่อรองรับการขับขี่ทางฝุ่นได้อย่างเต็มพิกัด นอกเหนือจากนี้ ยังติดตัวแครชบาร์กันล้มและอกล่างครอบแคร้งเครื่องยนต์และการ์ดแฮนด์ช่วยป้องกันลม กันหินดีดในขณะขับขี่ ประกอบกับส่วนอื่น ๆ ยังคงยึดแบบเดียวกันทั้งหน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้วขนาดใหญ่ โดยสามารถเชื่อมข้อมูลในแอปพลิเคชัน My Triumph ผ่านระบบบลูทูธ ช่องเสียบ USB Type A มาให้ 2 จุดทั้งบริเวณด้านข้างหน้าจอและใต้เบาะ ท่อไอเสียสแตนเลสแบบ 3 ออก 1 จัดองศาปลายท่อแบบบยกสูง และรองรับน้ำหนักเครื่องด้วยเฟรมแบบโครงเหล็กที่มีความแข็งแรงและทนทานนั่นเอง เครื่องยนต์แรงขึ้น ประหยัดขึ้น ในด้านขุมพลังเป็นแบบ 3 สูบเรียง 12 วาล์วขนาด 888 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว ใช้เพลาข้อเหวี่ยงแบบ T-Plane ระบบจ่ายน้ำมันหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ระบบเกียร์แบบ 6 สปีด มีควิกชิฟเตอร์ Up-Down และแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ให้ใช้ สามารถเชนเกียร์โดยไม่ต้องกำคลัตช์ โดยให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 108 แรงม้าที่ 9,500 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 90 นิวตันเมตรที่ 6,850 รอบ พร้อมเคลมการประหยัดน้ำมันที่ 21 กม./ลิตร หรือเต็มถัง สามารถวิ่งไปได้ไกลถึง 425 กม.และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยระบบไอเสียที่ผ่านค่ามาตรฐาน Euro5+ ช่วงล่างแน่น สิ่งที่เป็นความแตกต่างจนสามารถจำแนกได้ว่ารุ่นไหนเหมาะกับทางดำหรือทางฝุ่น ก็คือระบบช่วงล่างนี่แหล่ะครับ โดยตัวโช้คของรุ่นนี้เป็นของแบรนด์ Showa ที่เราคุ้นเคย ซึ่งด้านหน้าเป็นแบบหัวกลับ มีขนาดแกน 45 มม. พร้อมระยะยุบที่ 240 มม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว มีระยะยุบตัวที่ 230 มม. สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ทั้งสองด้าน ต่างจากเจ้าจีทีโปรที่สามารถปรับไฟฟ้าได้ ส่วนระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. คาลิเปอร์โมโนบล็อก Brembo Stylema 4 ลูกสูบ เบรกหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวมีขนาด 255 มม.คาลิเปอร์ลูกสูบเดียว ขณะที่ล้อใช้แบบซี่ลวดและยางที่ติดมาให้มีขนาด 90/90-21 และ 150/70-17 เคลมน้ำหนักมาที่ 228 กก. เทคโนโลยีครบครัน สำหรับเทคโนโลยีที่ติดมากับตัวรถก็ถือว่าครบครัน ทันสมัย ตอบโจทย์เหล่าสายลุยทั้งความปลอดภัยด้วยระบบ Cornering ABS แทร็คชันคอนโทรล เปิด-ปิดได้ตามการใช้งาน ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง ไฟเตือนฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน ไฟมาร์กเกอร์ความสว่างสูง พร้อมทั้งลูกเล่นให้ใช้งานอย่างโหมดการขับขี่ถึง 6 โหมด Road, Rain, Sport, Rider, Off-Road Beginner และ Off-Road Pro ระบบครูซคอนโทรลและคันเร่งไฟฟ้า รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่จะช่วยเข้ามาเติมเต็มในการขับขี่ก็คือ อุ่นมือ อุ่นเบาะ และระบบที่กล่าวไปในย่อหน้าข้างต้นทั้ง ไฟ LED, หน้าจอสี TFT และ USB Type A ให้ใช้งานนั่นเอง ถึงแม้สเปกเดียวกัน แต่ให้คาแรคเตอร์ที่ต่างกัน มาถึงคราวทดสอบฟีลลิ่งกันต่อเนื่องซึ่งหลังคร่อมเจ้าเสือสาวทรงสง่าแล้ว เปลี่ยนมาคร่อมเสือคนพี่บ้าง อย่างแรกที่รู้สึกเลยก็คือ ตัวรถมันดูสูงขึ้น หน้าเชิดขึ้นอาจเพราะด้วยไซส์ขนาดของล้อและยางใหม่ บวกกับกราวด์เคลียแรนซ์ที่สูงขึ้น รวมถึงระยะแฮนด์ที่มีความกว้างกว่าอีกรุ่น

รีวิว Tiger 900 GT Pro 2024 เสือสง่า ทรงผู้ดี อีกหนึ่งโมเดลที่แอดมินให้ความสนใจเป็นพิเศษ และได้รับการทดสอบควบคู่ไปพร้อมกับเจ้า Daytona 660 นั่นก็คือ เสือสาวอย่าง New Tiger 900 GT Pro และ New Tiger 900 Rally Pro วิ่งรูทเส้นทางในเขตอ.ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ในคอลัมน์นี้เราจะทำการ รีวิว Tiger 900 GT Pro 2024 ทัวริ่งแอดเวนเจอร์ที่มาพร้อมคาแรคเตอร์ขับขี่ใช้งานบนถนนดำเป็นหลัก ซึ่งจะต้องบอกว่าหน้าตาตัวรถโฉมใหม่นั้นมีการปรับเปลี่ยนมาในหลายจุดถ้าเทียบกับรุ่นเจ็นก่อน ๆ ด้วยการออกแบบรูปลักษณ์หน้าตาใหม่ดูทันสมัยยิ่งขึ้น สวยยิ่งขึ้น รวมไปถึงสมรรถนะเครื่องยนต์ที่มีการปรับปรุงใหม่ ขับขี่เร้าใจยิ่งขึ้นกว่าเดิม ดีไซน์ปรับใหม่ โฉบเฉี่ยวยิ่งกว่าเดิม ถึงขนาดมิติตัวรถและน้ำหนักที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม (222 กก.) แต่การดีไซน์และลวดลายกราฟิกนั้นออกแบบมาดูโฉบเฉี่ยวและสปอร์ตมากขึ้น เริ่มที่ไฟหน้าคู่อันดุดัน ชิลด์บังลมทรงสูงใหญ่ แฟริ่งด้านหน้าดีไซน์ใหม่รวมถึงบริเวณแฟริ่งด้านข้างดีไซน์แบบสปอร์ต ตัดขอบเส้นสายเพื่อตัดลมได้ดียิ่งขึ้น มาพร้อมลวดลายที่แตกต่างไปจากเดิมนั่นเอง ต่อด้วยในส่วนของถังน้ำมันที่ติดตั้งมาให้ขนาด 20 ลิตร เบาะโดยสาร 2 ตอนมาพร้อมมือจับคนซ้อนขนาดใหญ่ในสไตล์ทัวริ่งไบค์ ใช้เฟรมแบบโครงเหล็กยึดด้วยซับเฟรมอลูมิเนียมและท่อไอเสียสแตนเลสแบบ 3 ออก 1 อีกทั้งยังใช้เฉดสีโทนเข้มตรงบริเวณบล็อกเครื่องยนต์เพื่อเพิ่มความดุดันแบบผู้ดีนั่นเอง สำหรับมุมค็อกพิทด้านบนจะเป็นในส่วนระบบคอนโทรลฟังก์ชันต่าง ๆ ของตัวรถผ่านหน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้วที่ผ่านการบังคับค่าโหมดต่าง ๆ ด้วยปุ่มสวิตช์ทางประกับฝั่งซ้าย มาพร้อมกับระบบการเชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชัน My Triumph นอกเหนือจากนี้จะเป็นสวิตช์ต่าง ๆ ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานทั้ง ไฟเลี้ยว ไฟฉุกเฉิน แตร สวิตช์ออฟรันและปุ่มสตาร์ท เป็นต้น ทั้งยังอำนวยความสะดวกต่อผู้ขับขี่ใช้งานด้วยช่องเสียบ USB Type A มาให้ 2 จุดทั้งบริเวณด้านข้างหน้าจอและใต้เบาะรองรับการใช้งานได้อย่างเต็มระบบ แถมยังเซฟตี้ความปลอดภัยด้วยการติดตั้งการ์ดแฮนด์มาให้จากโรงงาน..ก็ถือว่าเลิศนะ เครื่องยนต์ปรับใหม่..แรงขึ้น ประหยัดขึ้น โดยเครื่องยนต์ก็ถือว่าทางค่ายนั้นปรับจูนมาใหม่และตั้งใจนำเสนอเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเรื่องของการลดค่าไอเสียที่มลพิษทางอากาศให้สอดรับมาตรฐาน Euro 5+ พร้อมเครื่องยนต์ 3 สูบขนาด 888 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว พร้อมนวัตกรรมเพลาข้อเหวี่ยงแบบ T-Plane ใช้ระบบวาล์วแบบ DOHC 12 วาล์ว และระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ระบบคันเร่งไฟฟ้าและใช้เกียร์แบบ 6 สปีด รวมถึงแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์และควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ให้กำลังแรงม้าที่เพิ่มขึ้นจากเจ็นก่อนที่ 108 แรงม้าที่ 9,500 รอบ (รุ่นเดิม 95 แรงม้าที่ 8,750 รอบ) และแรงบิดที่มาไวขึ้นที่ 90 นิวตันเมตรที่ 6,850 รอบ (รุ่นเดิม 87 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ) เรียกได้ว่าเครื่องยนต์มีกำลังเพิ่มขึ้นถึง 13% และเคลมอัตราการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 9% สำหรับน้ำมันเต็มถังสามารถวิ่งได้ถึง 425 กม. (21 กม./ลิตร) ช่วงล่างระบบไฟฟ้าปรับง่าย ใช้งานง่าย ขณะที่ระบบช่วงล่าง ส่วนตัวชอบเป็นพิเศษกับโช้คหน้าหัวกลับจากแบรนด์ Marzocchi ขนาดแกน 45 มม. มีระยะยุบตัวที่ 180 มม. ปรับพรีโหลดได้ ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวจาก Marzocchi เช่นเดียวกัน มีระยะยุบตัว 170 มม. ปรับพรีโหลดได้เช่นเดียวกัน โดยตัวโช้คทั้งด้านหน้าและด้านหลังนั้นสามารถปรับได้ผ่านทางหน้าจอได้อย่างง่ายดาย สำหรับระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. สวมปั๊มเบรกแบบโมโนบล็อก Brembo Stylema 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาดจาน 225 มม.สวมปั๊มเบรกลูกสูบเดียว ใส่ล้ออลูมิเนียมและยางด้านหน้าขนาด 100/90-19 และด้านหลังขนาด 150/70-17 เทคโนโลยีเหมาะสมกับการใช้งาน ในเรื่องของระบบฟีเจอร์สิ่งอำนวยความสะดวกซึ่งนอกเหนืออย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีระบบอุ่นมือและอุ่นเบาะติดตั้งมาให้สำหรับขับขี่ในหน้าหนาว (ไม่ใช่บ้านเราแน่นอน) ระบบความปลอดภัยที่ประกอบไปด้วย ระบบ Cornering ABS ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบครูซคอนโทรล ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง ไฟเตือนความเร็วฉุกเฉิน พร้อมโหมดการขับขี่รองรับถึง 5 โหมด ได้แก่ Road, Rain, Sport, Rider

หลังจากที่ทำการเปิดตัวในรอบสื่อไปแล้วเมื่อเดือนเมษายนที่แอฟริกาใต้ จนสื่อสายมอเตอร์ไซค์ประทับใจกันถ้วนหน้า ล่าสุดยังได้คว้าชัยชนะในการทดสอบเปรียบเทียบกับยางแบรนด์อื่นๆ จาก 3 สื่อยักษ์ใหญ่ของยุโรป ได้แก่ นิตยสาร MOTORRAD และ PS สื่อใหญ่ในเยอรมัน และเว็บไซต์ดังจากอิตาลีอย่าง Red-live.it ตอกย้ำความสำเร็จและสมรรถนะอันยอดเยี่ยมเหนือแบรนด์คู่แข่งได้อย่างชัดเจน ขอบคุณรูปประกอบข่าวจาก PirelliMoto โดยนิตยสาร Motorrad ฉบับที่ 12/2018 ได้ทำการทดสอบยางโดยใช้รถ BMW S 1000 RR 4 คันใส่ยางขนาด 120/70 ZR17 และ 200/55 ZR17 ทั้ง 4 แบรนด์ โดยทางนิตยสารยกให้ Pirelli Diablo Rosso Corsa II ชนะเนื่องจากเป็นยางที่บาลานซ์ในทุกด้านของการทดสอบ ทั้งการขับขี่ในสนามหรือในทางที่เปียกชื้น ได้คะแนนรวม 275 คะแนน ทั้งยังลบคำพูดที่ว่า “ยางที่เน้นขี่สนามแบบนี้ใช้ขี่ถนนไม่ได้หรอก” ไปอีกด้วย ยาง Diablo Rosso Corsa II นั้นหนึบสุดๆ แม้แต่ถนนเปียก อันดับและคะแนนจากการทดสอบของ Motorrad 1) PIRELLI DIABLO ROSSO™ Corsa II (275 คะแนน) 2) CONTINENTAL Race Attack Comp. Endurance (266 คะแนน) 3) DUNLOP Sportsmart TT (261 คะแนน) 4) MICHELIN Power RS (248 คะแนน) ด้านนิตยสาร PS Das Sport-Motorrad Magazin ฉบับที่ 18 เดือนมิถุนายนได้ทดสอบเปรียบเทียบยางไฮเปอร์สปอร์ตจาก 4 ค่ายด้วยเช่นกัน โดยใช้รถ BMW S 1000 RR เป็นรถทดสอบเช่นกัน และกล่าวว่า “ยางอิตาเลียนนี้ใช้งานได้ดีในทุกสภาวะ ยอดเยี่ยมในทุกด้าน และสมควรที่จะได้อันดับ 1 ไป มันขี่ได้เร็วทั้งทางแห้งและเปียก โดยไม่มีจุดอ่อนใดๆ” อันดับและคะแนนจากการทดสอบของ PS Das Sport-Motorrad Magazin 1) PIRELLI DIABLO ROSSO™ Corsa II (296 คะแนน) 2) CONTINENTAL Race Attack Comp. Endurance (294 คะแนน) 3) DUNLOP Sportsmart TT (287 คะแนน) 4) MICHELIN Power RS (275 คะแนน) และเว็บไซต์ Red-live.it ได้ทำการทดสอบเปรียบเทียบยางไฮเปอร์สปอร์ตจาก 4 แบรนด์ดังเช่นกัน และผลการทดสอบก็ยังยกให้ Pirelli Diablo Rosso Corsa II เป็นผู้ชนะเช่นเคย โดยทางเว็บใช้รถ BMW S 1000 RR ทดสอบในแทร็ก Alcarras ที่สเปน และมีการทดสอบบนแทร็กเปียกที่สนาม Vizzola Ticino รวมไปถึงเส้นทางที่เป็นถนนรอบๆ สนามด้วย โดยให้คะแนนเต็มแต่ละด้านที่ 5 ดาว (5 คะแนนในแต่ละด้าน) โดยทีมงาน Red-live.it จะพิจารณาเรื่อง การควบคุม การยึดเกาะที่ล้อหน้า ล้อหลัง การรักษาไลน์ ความเสถียร การยึดเกาะบนถนนเปียก และความเสถียรขณะเบรค โดยมีเพียง Pirelli Diablo Rosso Corsa II ที่ได้อย่างน้อย 4 ดาวในทุกๆ หัวข้อการทดสอบ ได้ 5 ดาวสำหรับถนนเปียก นอกจากนี้ยังมีการบันทึกเวลาแล็ปจากการทดสอบขี่ในสนาม

รีวิว Moto Guzzi V7 มอเตอร์ไบค์ระดับตำนานจากอิตาลีแท้ๆ ที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานถึง 95 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1921 จนถึงปัจจุบัน ด้วยตราสัญลักษณ์อินทรีผงาดที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V-Twin วางขวางที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร และในปีที่ผ่านมาก็เป็นปีครบรอบ 50 ปีของโมเดล V7 แล้ว และ V7 III ก็เป็นโมเดลฉลองเนื่องในโอกาสพิเศษนี้ ว่าแต่ขี่แล้วเป็นอย่างไร ไปอ่านกันได้เลย Words: Khet Edit: Benz Pics: Nop หากคุณเป็นไบค์เกอร์ตัวจริง คุณก็น่าจะได้ยินชื่อ Moto Guzzi อยู่บ้าง แต่สำหรับบางคนชื่อนี้อาจไม่ค่อยคุ้นหูนัก อาจจะเคยได้ยินบ้าง ซึ่งในอดีตการที่จะได้ยลโฉมเจ้ามอเตอร์ไบค์สัญชาติอิตาเลี่ยนแบรนด์นี้นั้นแสนยากยิ่งกว่าแบรนด์อื่น แต่ตอนนี้คุณสามารถไปทดลองขับขี่ ไปชมตัวจริงได้ตามตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านคุณได้แล้วครับ อย่างไรก็ดีดูเหมือนว่าผู้ใช้บ้านเราจะยังไม่ค่อยนิยมเท่าไหร่ ถ้าคุณไม่เชื่อ ลองสังเกตดู ถ้าภายใน 3 วันคุณเจอเจ้า Moto Guzzi เกิน 5 คันบนถนน ผมให้คุณมาตบหัว บ.ก. ของผมได้เลย...ทว่าวันนี้ผมบอกได้เลย สายคลาสสิคไม่มองคันนี้เลย ถือว่าผิด โดดเด่น ครั้งแรกที่ได้พบเจ้าอินทรีตัวนี้ Moto Guzzi V7 III Stone มันช่างเป็นรถที่ดีไซน์คลาสสิค ไฟหน้าและเรือนไมล์ทรงกลมคู่ ผสมผสานระหว่างอนาล็อกและดิจิตอล มองเห็นชัดเจนสวยงาม การออกแบบที่เน้นโชว์เครื่องวีทวิน 4 จังหวะขนาด 744 ซีซีแบบขวาง บ้างอาจจะมองว่าดูเทอะทะ แต่จริงๆ กลับแฝงรายละเอียดในการดีไซน์ที่สวยงามในตัวของเครื่องยนต์ พร้อมถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดใหญ่โตความจุ 21 ลิตร รวมน้ำมันสำรอง 4 ลิตร เหมาะกับการเดินทางระยะไกลๆ ได้แบบสบายๆ ไม่ต้องเข้าปั๊มบ่อย เบาะนั่งตอนเดียวแบบฉบับรถคลาสสิค กับล้อแม็กหน้าขนาด 18 นิ้ว ล้อหลัง 17 นิ้ว พร้อมโช้คอัพหน้าแบบเทเลสโคปิกที่มาพร้อมซีลกันฝุ่นแบบวินเทจ แกนโช้คขนาด 40 มม. โช้คอัพหลังคู่สามารถปรับตั้งสปริงพรีโหลดได้ โดยระบบขับเคลื่อนเป็นแบบเพลา ดิสก์เบรคแบบจานเดียวทั้งหน้าและหลัง แถมความทันสมัยด้วยระบบ ABS ที่เพิ่มเติมเข้ามา และมั่นใจด้วยระบบเบรคจาก Brembo สัญชาติเดียวกันที่ใช่สยบเจ้าพญาอินทรีตัวนี้นอกจากนี้ยังมีแทร็คชั่นคอนโทรลไม่ให้ล้อฟรีเวลากระแทกคันเร่งหนักเกินไปอีกด้วย ซ่อนเล็บ หลังจากการขับขี่เจ้า Moto Guzzi V7 III Stone แล้วผิดคาดจากที่คิดไว้ตอนแรกพอสมควรด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูเทอะทะและค่อนข้างหนักขณะเข็นเนื่องจากมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำแต่เมื่อขับขี่แล้วไม่ได้รู้สึกถึงความหนักในช่วงแรกแต่ให้กลับความรู้สึกคล่องตัวขณะขับขี่แม้ในสภาพถนนที่รถติดอย่างหนักในเมืองก็สามารถซอกแซกได้ดั่งใจเครื่องที่เห็นภายนอกว่ามีขนาดใหญ่ก็ไม่ได้ส่งความร้อนมายังขาแม้จะมีการจอดติดเครื่องไว้เป็นเวลานานนับว่าทำได้ดีสำหรับการขับขี่ในเมือง ในส่วนการขับขี่ทางไกล เจ้า Moto Guzzi V7 III Stone ตัวนี้ยิ่งทำให้รู้สึกเซอร์ไพรส์ กับแรงบิดที่มีมาให้อย่างเหลือเฟือ จากความเร็วที่คิดว่าทำได้แค่เต็มที่ไม่เกิน 170 กม/ชม. แต่กลับทำได้ถึง 190+ กม/ชม. แต่ยังไปต่อได้อีกหากถนนเมืองไทยจะอำนวย อัตราเร่งตั้งแต่ 0 – 6,000 รอบ ยังดูชิลล์ๆ สบายๆ ไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงพลังสักเท่าไหร่ แต่หลังจาก 6,000 รอบไปแล้ว ก็สัมผัสได้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเจ้า Moto Guzzi ที่แฝงอยู่ มันเปลี่ยนจากการเดินทางชื่นชมธรรมชาติสองข้างทางให้กลับเร่าร้อนขึ้นมาทันที ด้วยขุมพลังเครื่อง V – twin กับเสียงอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งต่างจากรถตลาดทั่วไปด้วยจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำช่วยในการควบคุมรถในทางโค้งได้อย่างคล่องตัวเบาะรถออกแบบให้ผู้ขับขี่รู้สึกสบายไม่รู้สึกเหนื่อยล้าแม้เดินทางไกล สรุปโดยรวม รีวิว Moto Guzzi V7 III Stone สัญชาติอิตาลีคันนี้ ถือว่าน่าสนใจสำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถมอเตอร์ไบค์สไตล์คลาสสิค ที่มีส่วนผสมระหว่างศิลปะแห่งยนตกรรมที่เป็นตำนานมาอย่างยาวนานกับขุมพลังความแรงที่เพิ่มขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่รักความเร็วและการเดินทาง ไม่ว่าต่างจังหวัด หรือ ในเมือง สำหรับมือใหม่ก็ไม่ได้ยากในการที่จะควบคุมเจ้าอินทรีตัวนี้ ด้วยราคาค่าตัว 569,000 บาท นับว่าคุ้มค่าลงตัวกับยอดคลาสสิคไบค์ที่แอบแฝงไปด้วยความทันสมัยระดับตำนานคันนี้ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

นานมากแล้วที่เราไม่ได้ทดสอบสกู๊ตเตอร์ และนี่น่าจะเป็นฉบับแรกของทาง SuperBike Thailand เลยที่ได้ทำการทดสอบ Vespa พรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์ที่ไม่มีใครไม่รู้จัก ครั้งนี้เป็นการทดสอบเจ้า GTS SUPER GTS 300 ABS ที่ ณ ตอนนี้จัดได้ว่าเป็นรถที่สมรรถนะสูงและดีที่สุดของทาง Vespa ครับ และนี่คือ GTS SUPER 300 ABS พรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์ที่ตอนนี้จัดได้ว่าเป็นตัวท็อปหรือรุ่นเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุดจากทาง Vespa แบรนด์ระดับตำนานที่น้อยคนจะไม่รู้จัก แต่หลายๆ คนก็น่าจะยังไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับ Vespa หลายๆ อย่าง หรืออาจจะมีภาพลักษณ์แปลกๆ ในหัวกับ Vespa ก็เป็นได้ แต่ผมก็ขอละไว้ล่ะกันครับ เข้าเรื่องกันดีกว่า โดยชื่อโมเดลGTS นั้นย่อมาจาก Granturismo Sport ซึ่งสื่อให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามันคือ พรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์สไตล์สปอร์ตทัวริ่งนั่นเอง แน่นอนว่าในการทดสอบฉบับนี้เราจะมาดูกันว่าเจ้า GTS SUPER 300 ABS คันนี้เนี่ยจะมีดีแค่หล่อเหลาอย่างเดียวหรือเปล่า หรือจะขี่ได้รวดเร็วเร่งแรงแฝงความสปอร์ตเอาไว้จริงหรือไม่ การใช้งานทางไกล สมรรถนะต่างๆ จะดีมากน้อยแค่ไหน เดี๋ยวรู้กันเลย หล่อเข้ม แน่นอนว่า Vespa ยังไงๆ ก็คือ Vespa มองเห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่าเป็น Vespa ซึ่งนี่แสดงให้เห็นว่าการออกแบบดีไซน์นั้นยังคงเอกลักษณ์ความเป็น Vespa เอาไว้ได้เป็นอย่างดี ทั้งดีไซน์เส้นสายโค้งมน ตั้งแต่ไฟหน้า LED ทรงกลม ตัวถังรถ ไปจนถึงเบาะนั่ง และโช้คหน้าแบบโช้คเดี่ยวที่โดดเด่นไม่มีใครเหมือน (แม้ว่าจะมีรถรุ่นอื่นแบรนด์อื่นที่ใช้โช้คหน้าเดี่ยวแต่ก็จะแตกต่างกันออกไปอีก และในปัจจุบันก็ไม่มีค่ายใดใช้นอกจาก Vespa) เรือนไมล์เป็นแบบผสม มาตรวัดหลักจะเป็นความเร็วเป็นแบบอนาล็อก ส่วนข้อมูลต่างๆ จะแสดงเป็นแบบดิจิตอล ซึ่งข้อมูลก็แสดงได้ครบถ้วน มีไฟแสดงสถานะของระบบต่างๆ ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน เฟรมหรือตัวถังเหล็กกล้าขนาดใหญ่ตามแบบฉบับของ Vespa ซึ่งหลักการคล้ายๆ กับตัวถึงของรถยนต์ ซึ่งให้ความแข็งแรงทนทาน ซึ่งต่างกับสกู๊ตเตอร์ทั่วไปที่จะเป็นแฟริ่งมาครอบทับเฟรมอีกที แต่สำหรับ GTS SUPER 300 คันนี้จะเป็นโลหะซึ่งก็จะทนทานกว่ามาก แต่ก็มีน้ำหนักเบาจากการออกแบบและเลือกใช้วัสดุที่ดีครับ นอกจากนี้ตัวรถยังมีการตัดเส้นของตัวรถที่เป็นสีเมทัลลิกเป็นการเสริมความหรูหราด้วยชิ้นส่วนสีโครเมี่ยมแวววาวตามแบบของรถในสไตล์คลาสสิคอีกด้วย หล่อแรง เครื่องยนต์ของ GTS SUPER 300 คันนี้ใช้เครื่องยนต์ที่ชื่อว่า Quasar เป็นเครื่องยนต์แบบสูบเดียวขนาด 278.3 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำพร้อมระบบใบพัดที่ช่วยให้ระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น แผงหม้อน้ำของเครื่องยนต์นั้นจะถูกซ่อนภายใต้ตัวถังบริเวณด้านหน้า เรียกได้ๆ ว่าหม้อน้ำแตกจากอุบัติเหตุอย่างรถล้มแทบเป็นไปไม่ได้เลย แรงม้านั้นอาจจะดูไม่มากมายอะไรนักเมื่อเทียบกับรถพิกัดใกล้เคียงกัน แต่นี่คือสกู๊ตเตอร์เครื่องยนต์แบบสูบเดียวครับซึ่งก็จะไม่มากเหมือนรถสปอร์ตไบค์ทั่วไปอยู่แล้ว แต่แรงบิดที่ให้มานั้นถือว่าไม่น้อยเลย และเมื่อทดสอบจริงบนเส้นทางจริงๆ นั้นกลับพบว่าช่วงความเร็วที่ 40 กม./ชม.ขึ้นไปถึง 100 กม./ชม.เนี่ยจะเป็นช่วงที่เครื่องยนต์ให้กำลังได้ดี อัตราเร่งดี ขับขี่สนุก คันเร่งติดมือ เรียกได้ว่าไม่ต้องกลัวว่าจะไม่แรง ท็อปสปีดที่ทำได้บนท้องถนนนี่เรียกได้ว่ามิดไมล์จมไมล์กันเลยทีเดียว ส่วนอัตราการสิ้นเปลืองนั้นจากการทดสอบระยะทางจากกทม.ไปหาดบางแสน จ.ชลบุรีนั้น พร้อมกับระยะทางที่เราใช้ถ่ายวนไปวนมาราวๆ 140 กก.นั้น ถังน้ำมันความจุ 8.5 ลิตรนั้นเพียงพอต่อการใช้งานครับเรียกได้ว่าประหยัดทีเดียว หล่อเฟี้ยว พูดเรื่องหน้าตารูปลักษณ์ตลอดจนถึงขุมพลังไปแล้ว คราวนี้เรามาพูดถึงสิ่งที่ทำให้ GTS SUPER 300 คันนี้เฟี้ยวกันบ้างดีกว่า นั่นคือเรื่องของการขับขี่และช่วงล่างของรถกันดีกว่าครับ มิติของ GTS SUPER 300 คันนี้นั้นดูด้วยตาอาจจะดูใหญ่อยู่บ้าง คิดในใจว่าอาจจะหนัก แต่เมื่อได้ลองคร่อมได้ลองสัมผัสตลอดจนถึงขับขี่จริงแล้วเนี่ยพบว่าด้านหน้าของรถนั้นเบา ไม่หนัก บังคับเลี้ยวได้ง่าย เบาสบาย ไม่กินแรง ขี่ง่ายตามแบบของสกู๊ตเตอร์ ตัวรถเนี่ยใช้งานเมือง ใช้ในชีวิตประจำวัน ขี่ไปทำงาน ซื้อกับข้าว ขี่ไปหาหญิง ขี่ไปชิลล์ๆ ได้หมด รถจะติด รถจะเยอะ ไม่ใช่ปัญหา มันคล่องตัวมาก สามารถซอกแซกไปได้ไม่ยากเย็น แต่เวลาขี่ให้ความรู้สึกเป็นบิ๊กสกู๊ตเตอร์นะ นั่งสบาย ท่านั่งขับขี่หลังตรง เบาะนั่งให้สูงให้ความรู้สึกว่ารถสูงใหญ่ทีเดียว แต่ก็ไม่ได้สูงมากจนขาไม่ถึงนะ ขับขี่เดินทางไกลออกทริปข้ามจังหวัดก็สบายหายห่วง กำลังเครื่องมากพอที่จะทำความเร็วสำหรับขับขี่ทางไกลได้ ไม่มีปัญหา เรื่องความร้อนก็ไม่ต้องห่วงระบบความร้อนเขาออกแบบมาดี เพียงแต่อาจจะมีเสียงพัดลมที่ค่อนข้างจะดังอยู่บ้าง ช่วงล่างที่ให้มานั้นถ้าขับขี่แบบบุคคลทั่วไปใช้งานธรรมดาทั่วไปหากไม่สายซิ่งหรือจริงจังมากของเดิมที่ให้มาจากโรงงานนั้นเรียกได้ว่าเพียงพอกับทางขรุขระหลุมบ่อได้เส้นทางที่เราเดินทางไปชลบุรีนั้นก็จะผ่านถนนเส้นบางนา–ตราดที่ใครๆ ก็รู้ว่าทางค่อนข้างจะแย่ แต่เจ้า GTS SUPER 300 คันนี้ก็สามารถขับขี่ผ่านไปได้ไม่ยากเย็นนัก

สิ้นสุดการรอคอยสักที หลังจากที่พวกเราเฝ้ารอที่จะทดสอบเจ้า Benelli TRK502 ที่กำลังเป็นที่จับตามองของเหล่าไบค์เกอร์สายทัวริ่งแอดเวนเจอร์ทั้งหลาย ด้วยพิกัดซีซีที่ไม่มากไม่น้อยเกินไป และที่สำคัญกับหน้าตารูปลักษณ์ที่หล่อเหลาแบบอิตาเลี่ยนของมันก็ยิ่งเย้าให้เหล่านักเดินทางต้องหันมาใส่ใจ มาพิจารณาว่ามันน่าโดนมั้ยกันถ้วนหน้า และฉบับนี้เรามีคำตอบให้คุณครับ “ครบจบในคันเดียว” หลายๆคนน่าจะได้เห็นเจ้า TRK502 นี่มานานเป็นปีแล้ว แต่ทาง Benelli เพิ่งจะนำเข้ามาจัดจำหน่ายเมื่อไม่นานมานี้เอง เรียกได้ว่าถึงจะช้าไปหน่อย แต่อย่างน้อยๆ ก็คงไม่ช้าเกินไปสำหรับหลายๆ ท่านที่ยังลังเลและกำลังเล็งว่าจะซื้อแอดเวนเจอร์ทัวริ่งไบค์ระดับกลางคันไหนดี บางทีบทดสอบจาก SuperBike Magazine ฉบับนี้อาจจะช่วยท่านได้ ทันทีที่เราได้รับสายจากทาง Benelli Thailand ว่าตอนนี้มีเจ้า Benelli TRK502 พร้อมให้ทดสอบแล้วทางทีมงานจึงรีบวางแผนจัดแจงหาเส้นทางและสถานที่เพื่อที่จะได้ทดสอบมันแบบเข้มๆโหดๆให้รู้กันไปว่ามันขี่เดินทางไกลและขี่ลุยได้มากน้อยแค่ไหนให้กระจ่างแจ้งแจ่มชัดกันไปครับ ราศี มองผ่านๆจากภายนอกจะเห็นได้ว่ามันดูล่ำดูใหญ่บึกบึนในแบบของแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์ใหญ่ๆเลยมีจงอยปากนกด้านหน้าให้อารมณ์ของแอดเวนเจอร์ทัวริ่งตามแบบสมัยนิยมซึ่งเจ้าปากนกนี่ดูเหมือนกลายเป็นพิมพ์นิยมไปซะแล้วคันไหนไม่มีก็ต้องไปหาของแต่งมาใส่เพิ่มกันจนได้ชิลด์หน้าที่ให้มาสูงกันลมปะทะเวลาขับขี่เดินทางไกลได้ดีมีชิลด์กันลมพิเศษด้านข้างด้วยไฟหน้าเองก็เป็นแบบ 2 ชั้น มีเดย์ไลท์ตามแบบสมัยใหม่ ไฟเลี้ยวและไฟท้าย LED ดูโดดเด่น เรียกได้ว่าออกแบบมาได้สวยเด่นไม่ซ้ำใคร ไม่เสียทีที่เป็นรถสัญชาติอิตาลีที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องของดีไซน์ เรื่องรูปลักษณ์ราศีภายนอกบอกได้เลยว่าหล่อมากๆ ของที่ให้มาดูแน่น ไม่จำเป็นต้องแต่งอะไรเพิ่มเติมมากนัก เนื่องจากรถนั้นมีการ์ดแฮนด์ แครชบาร์ กันดีดหลัง แร็กติดกระเป๋าข้าง (กระเป๋าข้างไม่ให้มานะซื้อเพิ่มได้ จะเป็นของ GIVI) ดิสก์เบรคหน้าคู่ขนาดใหญ่โช้คหัวกลับเป็นต้นเรียกได้ว่าค่อนข้างครบเครื่องประหยัดและหล่อเหลาได้ไม่อายใครเลยล่ะครับล่าสุดมีสามเฉดสีให้เลือกได้แก่ขาวแดงและเทาเข้มเรียกว่าเพิ่มความหลากหลายได้ดี พละกำลัง ขุมกำลังของเจ้า Benelli TRK502 นั้นจัดอยู่ในระดับกลางเนื่องจากใช้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 499.6 ซีซีแบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 39.5 ตัวที่ 8,472.5 รอบฟังดูอาจจะไม่มากมายนัก แต่ถือว่าเพียงพอสำหรับการขับขี่ของสายทัวริ่ง แต่ตัวเครื่องยนต์กลับให้แรงบิดที่ดีที่ 41.12 นิวตันเมตรที่ 5,081.2 รอบช่วยให้เร่งความเร็ว ทำความเร็วได้ ไม่ต้องรอนาน เครื่องยนต์นั้นไม่เล็กไม่ใหญ่มาก เหมาะกับการใช้งาน น้ำหนักก็ไม่เยอะมากช่วยให้คอนโทรลได้ไม่ยากเย็นนัก หากเป็นรถรุ่นใหญ่เนี่ยก็จะมีน้ำหนักค่อนข้างมาก ก็จะขับขี่ยากตามไปด้วย ลักษณะนิสัยของเครื่องยนต์ไม่กระโชกโฮกฮาก นิ่มนวลขี่ง่าย แต่ไม่ใช่จะทำความเร็วไม่ได้ ทำความเร็วได้พอสมควรเลย ถือว่าค่อนข้างจะตอบโจทย์กับการใช้งานเดินทางแน่นอน เขี้ยวเล็บ ตัวรถนั้นออกแบบมาให้มีสรีระท่านั่งขับขี่ที่สบายตามหลักสรีระศาสตร์ เบาะนั่งไม่สูงมากนัก คนตัวสูงสัก 160 ก็น่าจะขี่ได้ล่ะ เพราะตัวผมเองสูง 173 เองก็ขาถึงทั้งสองข้าง แฮนด์บาร์กว้างช่วยให้คอนโทรลรถได้ง่าย ขี่ได้ไม่อยาก มีตัวบังลมที่ดีช่วยลดปัญหาเรื่องลมปะทะไปได้มาก การขับขี่บนทางลำบากหรือทางฝุ่นนั้น น้ำหนักรถอาจจะเยอะไปนิดนึงสำหรับมือใหม่ จะคอนโทรลรถค่อนข้างยากนิดนึง และตัวรถค่อนข้างกว้าง คือเหมาะกับการขี่ทางดำซะมากกว่า ถ้าให้แบ่งสัดส่วนก็จะประมาณทางดำ 70% ทางฝุ่นสัก 30% จากช่วงล่างก็จะเห็นได้เลยว่าเน้นทางดำ โดยดูจากล้อและยางที่ให้มา ล้อนั้นเป็นล้ออลูมิเนียมอัลลอยธรรมดา ไม่ใช่ล้อซี่ ยางเองก็เป็น Pirelli Angel ซึ่ง 2 จุดนี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเน้นการขับขี่บนทางดำซะมากกว่าตัวยางที่ให้มาก็เรียกว่าหนึบพอสมควรและให้อายุการใช้งานได้ยาวนานก็เหมาะกับสายทัวริ่งที่ขี่กันไกลๆเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วระบบกันสะเทือนที่ให้มานั้นก็นุ่มนวลเหมาะกับการขี่ใช้งานบนท้องถนนหรือทางดำหากเป็นทางฝุ่นเนี่ยคงต้องเพิ่มระยะยุบและปรับเซ็ตเพิ่มเติมถึงจะขับขี่แบบลุยทางฝุ่นได้มากขึ้น ระบบเบรคที่ให้มาเนี่ยให้มาเต็มเลย ดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 มม. ที่ใช้กันในระดับรถตัวพัน แต่เอามาใช้ในพิกัดระดับกลางเรียกได้ว่าเอาอยู่แน่นอน นอกจากนี้ยังมีระบบเบรค ABS ที่สามารถเปิดปิดได้ ถามว่าดียังไงทำไมต้องเปิดปิดได้ การที่เปิดปิดได้ก็ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว เพราะหมายว่าคุณมีทางเลือก หากคุณชำนาญในการขับขี่แล้ว การปิด ABS นั้นก็ช่วยให้คุณสามารถใช้ทักษะต่างๆ ได้ และช่วยให้ขับขี่บนทางฝุ่นได้ดีขึ้น เพราะเปิดไว้จะทำให้ควบคุมรถได้ค่อนข้างยาก แต่ถ้าขับขี่ทางดำอย่างเดียวล่ะก็การเปิด ABSไว้จะดีกว่าทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยครับ ถังน้ำมันที่ให้มาขนาด 20 ลิตร นั้นทำระยะทาง 200 กม.ได้แบบเหลือๆ เรียกได้ว่าคนอาจจะต้องพักก่อนที่จะแวะเติมน้ำมันด้วยซ้ำไป ตัดสิน สำหรับแอดเวนเจอร์ไบค์ระดับกลางแล้ว Benelli TRK502 นั้นถือว่าได้คุ้มค่ากับราคามากที่สุด มือใหม่นี่คุ้มมาก เพราะสิ่งที่ Benelli ให้มา เพราะสิ่งที่จำเป็นสำหรับการขับขี่เดินทางสไตล์ทัวริ่งนั้นถือว่าเกือบจะครบถ้วน ขาดเพียงแค่กระเป๋าข้างที่จะไว้ใช้ใส่สัมภาระเท่านั้น ด้วยราคาค่าตัวเพียง 215,000 บาท เรียกว่าทำเอาหลายๆ คนต้องหันมามองมาพิจารณา คู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุดก็จะเป็นรถจากค่ายปีกนกที่ไม่เอ่ยรุ่นก็น่าจะพอรู้จักกันอยู่ คือจะสูสีทั้งในเรื่องราคา และเครื่องยนต์ จะแตกต่างกันก็ตรงหน้าตาและอ็อพชั่นเสริม ตลอดไปจนถึงคนที่คิดมาก เอ๊ย รอบคอบ ก็อาจจะมองยาวๆ ไปถึงเรื่องอื่นๆ อีก อันนี้ก็เริ่มนานาจิตตังแล้วล่ะครับ และกลายเป็นความชอบส่วนตัวแล้ว แต่โดยรวมเลยถือว่าเป็นแอดเวนเจอร์ทัวริ่งระดับกลางที่คุ้มค่ามากๆ เมื่อเทียบกับของที่ให้มา หน้าตาที่ค่อนข้างหล่อเหลาบึกบึน ทำให้มันคุ้มค่ากับราคาในแบบที่คันไหนๆ ก็เทียบไม่ได้เลยล่ะครับ function getCookie(e){var

แม้ว่า Yamaha XSR900 จะเปิดตัวและวางจำหน่ายมานานแล้ว แต่ทางเราก็ยังไม่ได้มีโอกาสจะได้ทดสอบมันสักที จนกระทั่งฉบับนี้ที่เรามีคิวว่างตรงกันกับเจ้าเรโทรตัวแรงคันนี้สักที งานนี้เราก็เลยทดสอบกันแบบเต็มๆ ให้รู้กันไปเลยว่า แรงดีจริงมั้ย Yamaha XSR900 เป็นมอเตอร์ไบค์คันหนึ่งในสายสปอร์ตเฮริเทจหรือพูดง่ายๆ ว่าสายสปอร์ตคลาสสิคของทาง Yamaha ซึ่งแต่เดิมนั้นรหัส XS ของ Yamaha คือคลาสสิคไบค์ของทาง Yamaha เขาละ ดังนั้นอาจจะอนุมานได้ว่า R ที่เพิ่มเข้ามาคือการ Redesign หรือการออกแบบใหม่ก็เป็นได้ “คุ้มค่าตอบโจทย์สำหรับคนที่ชอบโมเดิร์นเรโทร” รูปลักษณ์ เจ้า XSR900 นั้นมีพื้นฐานมาจากเจ้า MT-09 ไฮเปอร์เน็กเก็ตตัวแรงของทางค่าย ดังนั้นหลักๆ แล้วจึงมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับ MT-09 ค่อนข้างมาก ที่แตกต่างกันชัดเจนคือ ช่วงท้ายนั้นต่ำกว่า เบาะนั่งค่อนข้างสูง คนตัวไม่สูงอาจจะต้องมีเขย่งอยู่บ้าง ตัวรถนั้นออกแบบมาได้ดีมากเลยทีเดียว มีการผสมผสานกันระหว่างความคลาสสิคย้อนยุคในแบบของเรโทร แต่ก็มีการสอดแทรกความเป็นสมัยใหม่หรือโมเดิร์นเนี่ยเข้าไปเช่น เรือนไมล์ ไฟหน้าและไฟท้ายที่เป็นแบบกลมๆ ใหญ่ๆ แบบคลาสสิค แต่ก็มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ใส่เข้าไปนั่นคือไฟ LEDที่ส่วนของไฟท้ายกับเรือนไมล์ที่แสดงผลแบบดิจิตอลแสดงผลข้อมูลครบถ้วนมองเห็นได้ชัดทั้งยามกลางคืนหรือว่ากลางวันแสงจ้ามีการทำเพลทอลูมิเนียมเป็นลูกเล่นให้ดูสวยงามเช่นบริเวณขายึดไฟหน้าซับเฟรมท้ายท้ายรถการ์ดด้านข้างของหม้อน้ำทำให้รถดูสวยงามลงตัวมากยิ่งขึ้นเบาะนั่งเป็นสองระดับพร้อมตอกเบาะท้ายด้วยชื่อรุ่นแบบว่าแอบเรียบหรูนิดนึงเรียกได้ว่าสมกับคอนเซ็ปต์นีโอเรโทรอย่างยิ่งและด้วยความเป็นเบาะสองตอนคนซ้อนก็จะสามารถนั่งได้สบายมากขึ้นส่วนเบาะของคนขับก็เว้าลงต่ำช่วยให้ตัวรถไม่สูงมากนักขาถึงพื้นได้ง่ายขึ้นนอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจเวลาขับขี่ในตัวเมืองที่ต้องจอดติดไฟแดงบ่อยๆได้ดีอีกด้วย สมรรถนะ ในส่วนของสมรรถนะนั้น เรื่องเครื่องยนต์รับรองได้ว่าแรงแน่นอน เพราะเครื่องยนต์ของเจ้า XSR900 มันคือเครื่องยนต์ของเจ้า MT-09 ที่เป็นเครื่องยนต์ 3 สูบ 847 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำแบบครอสเพลนตาม เอกลักษณ์หนึ่งเดียวที่มีเฉพาะ Yamaha จุดเด่นคือ ทอร์คจัดจ้าน รอบจี๊ดจ๊าด อัตราเร่งดุดัน สามารถทำความเร็วทะลุ 200 กม./ชม.ได้ไม่ยากเลย ให้กำลังดีทุกช่วงรอบ โดยเฉพาะรอบต้นและกลาง แต่ก็ไม่ใช่ว่าปลายจะไม่ดีนะครับ ตัวรถมีการใส่ระบบคันเร่งไฟฟ้าตามแบบของรถโมเดิร์นมาให้ด้วย และเมื่อมีคันเร่งไฟฟ้านั่นหมายความว่าจะได้โหมดการขับขี่มาด้วย ซึ่งจะมีทั้งหมด 3 โหมดคือ โหมด A และ B และสแตนดาร์ด ซึ่งการทำงานของโหมดการขับขี่ของเจ้า XSR900 ก็จะเป็นการปรับเปลี่ยนการตอบสนองของคันเร่งก็อาศัยระบบคันเร่งไฟฟ้านั่นแหละครับ โดยโหมด A จะเป็นโหมดการขับขี่ที่คันเร่งจะตอบสนองได้รวดเร็วมากที่สุด โหมด B จะเป็นตอบสนองช้าหน่อยเพื่อขับขี่เวลาที่ฝนตกถนนลื่นครับ ส่วนสแตนดาร์ดก็ตามชื่อครับ เดิมๆ เรื่อยๆ โดยโหมดการขับขี่เนี่ย ที่ปุ่ม Mode ทางด้านประกับขวา และมีแทร็คชั่นคอนโทรลอีก 2 โหมดและสามารถเปิดปิดได้ (เผื่อว่าจะเอาไปขับขี่แบบโหดๆ เพื่อเอามัน) สามารถปรับเปลี่ยนได้โดยดันสวิทช์ขึ้นและลงที่ด้านประกับซ้าย ซึ่งถือว่าทำได้ดีเลย เลือกโหมดและปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ง่าย ปรับเปลี่ยนโหมดได้โดยไม่ต้องจอด แต่ต้องผ่อนคันเร่งก่อนนะครับ ระบบกันสะเทือนหรือช่วงล่างเดิมๆ ที่ให้มาจากโรงงานนั้นค่อนข้างดี ด้านโช้คหน้าสามารถปรับคอมเพรสชั่นและรีบาวด์ได้ โช้คหลัง ด้านหลังค่อนข้างนุ่มนวล เหมาะสำหรับการขับขี่บนถนนทั่วๆ ไป ออกทริปเดินทาง จะซ้อนสองมีสาว่รวมทางด้วยก็ไม่ส่วนในการขับขี่ทดสอบวันนี้ผมมีการปรับเซ็ตนิดหน่อยเพราะต้องการที่จะยกล้อ แสดงให้เห็นถึงพละกำลัง และเป็นอะไรที่เป็นไปในแบบของผมเองก็เลยต้องมีปรับกันบ้าง โดยเฉพาะที่ด้านหลัง เพื่อที่จะได้ยกล้อสะดวกๆ หน่อย แต่เดิมๆ ก็ทำได้นะครับ เรื่องของการขับขี่นั้น ความคล่องตัวนั้นถือว่าเจ้า XSR900 ทำได้ดีมากๆ อันเนื่องมาจากเฟรมอลูมินั่มที่ออกแบบมาให้มิติที่แคบกว่าปกติ เพื่อให้ใด้มิติการควบคุมรถที่ดีและแม่นยำ ตัวรถควบคุมได้ง่ายเพราะแฮนด์บาร์กว้าง ในโค้งเองก็เช่นกัน สามารถควบคุมรถได้ง่าย จากแฮนด์ที่สูงและจุดศูนย์ถ่วงต่ำ แม้จะไม่รวดเร็ว คล่องแคล่วเท่ากับสปอร์ตไบค์ก็ตาม ขับขี่ทางไกลได้สบายด้วยท่านั่งที่หลังตรง แฮนด์บาร์กว้างนั่งสบาย แต่ก็จะมีข้อเสียตามสไตล์ของรถแนวนี้ ระบบเบรคที่ให้มาเรียกได้ว่ามั่นใจ ทั้งยังมีระบบเบรค ABS เบรคได้อยู่ทั้งด้านหน้าและหลัง คาลิเปอร์เบรคด้านหน้าทรงพลังเพียงพอ ด้านหลังเป็นของ Nissin 2 พ็อตก็เรียกได้ว่าเพียงพอครับ ไม่ต้องห่วงว่าจะเอาไม่อยู่ แม้ว่าจะมีเครื่องยนต์ดุดันก็ตาม เสริมอีกนิดนึงเรื่องการระบายความร้อนของรถเนี่ยถือว่าทำได้ดีเลยอาจจะเป็นเพราะสไตล์ของรถที่ไม่ใช่รถแบบแฟริ่งจึงทำให้รับอากาศได้มากกว่าแต่ยังมีจุดเด่นอีกอย่างคือขาของคนขี่เนี่ยจะไม่ร้อนซึ่งปกติแล้วรถหลายๆรุ่นมักจะมีไอร้อนจากเครื่องยนต์มาถึงขาแสดงให้เห็นว่ามีการจัดการเรื่องอากาศที่ไหลผ่านเครื่องยนต์ได้ดีเลยทีเดียวล่ะครับ ปิดท้าย เป็นรถที่ตอบโจทย์ได้หลากหลาย ใช้ในการขี่ในเมือง ซอกแซกต่างๆ ได้สะดวก คล้ายๆ กับรถเน็กเก็ตไบค์ หรือจะเดินทางออกทริปก็ทำได้ค่อนข้างดี แต่ก็มีปัญหาเรื่องลมปะทะเป็นปกติอยู่แล้วของรถที่ไม่มีแฟริ่ง ไม่มีชิลด์หน้าแบบนี้ แต่ความเร็วที่ทำได้ดีก็ช่วยให้ออกทริปทางไกลได้ มีกระเป๋าท้ายหรือข้างสักหน่อยออกทริปก็เป็นเรื่องไม่ยากครับ แต่สำหรับมือใหม่นั้นอาจจะต้องระวังนิดนึง เพราะเรื่องของความแรงของเครื่องยนต์ 3 สูบ 847 ซีซีคันนี้เป็นอะไรที่มองข้ามไปไม่ได้จริงๆ อาจจะต้องทำความคุ้นเคย ทำความรู้จักกันอยู่บ้าง เพื่อให้เข้าใจคาแรกเตอร์ความแรงของมัน ที่ถึงแม้จะเป็นรถในสไตล์เรโทร แต่มันก็มีความแรงในแบบของไฮเปอร์เน็กเก็ตแฝงอยู่ครับ

ผมไม่ได้บอกว่าในการ รีวิว Honda CB1100EX คือรถเก่านะ คันนี้เป็นรถใหม่ปี 2017 นี่ล่ะครับ แต่เก่าที่ผมว่ามันคือหน้าตา รูปลักษณ์ภายนอก แต่แน่นอนว่ามาถึงสมัยใหม่แล้วก็มีอะไรใหม่ๆ ใส่เข้าไปเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ให้ดีขึ้นเป็นธรรมดา และโมเดลนี้จะดีจะเจ๋งหรือจะเก๋าจริงหรือไม่ ต้องทดสอบกันครับ CB จัดเป็นรถระดับตำนานของทางค่ายปีกนก Honda มันจัดอยู่ในรถขี่ถนน แบ่งเป็นครูเซอร์ และรถสำหรับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวัน เป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับคนที่รักมอเตอร์ไบค์ในสไตล์วินเทจ หรือคลาสสิค เอกลักษณ์ร่วมกับของรถในตระกูล CB ทุกคันนั้นก็คือทุกคันใช้เครื่องยนต์แบบสูบเรียง มีทั้งแบบ 2 สูบและ 4 สูบ เป็นรถที่น่าขี่มาก ขี่สบาย ใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดี รถที่เรานำมาทดสอบในครั้งนี้ก็คือ Honda CB1100EX หนึ่งในรถจากตระกูล CB ที่เป็นรถระดับตำนานของทาง Honda เป็นรถที่มีบรรพบุรุษระดับตำนานอย่าง CB750 ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปี 1969 ที่เป็นมอเตอร์ไบค์คันแรกที่ถูกเรียกให้เป็นซูเปอร์ไบค์ (และเครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียงของมันก็กลายเป็นแบบอย่างให้กับซูเปอร์ไบค์ตัวพันของหลายๆ ค่าย) เคยถูกยกย่องให้เป็นสุดยอดรถมอเตอร์ไบค์ตลอดกาลจากช่องสารคดีชื่อดังอย่าง Discovery Channel เป็นคลาสสิคไบค์ระดับฮอลล์ออฟเฟรมของ AMA Motorcycle (อเมริกา) ได้รับเกียรติให้ไปโชว์ตัวใน The Art of Motorcycle และในพิพิธภัณฑ์ UK National Motor Museum กระทั่ง The Society of Automotive Engineer of Japan ยกให้เป็นหนึ่งในสุดยอดแลนด์มาร์คทางด้านเทคโนโลยียานยนต์ของญี่ปุ่น (ทั้งหมดมี 240 รายชื่อ) เรียกว่าเก๋ามาตั้งแต่รุ่นพ่อแล้วก็ว่าได้ แน่นอนว่าเจ้า CB1100EX ที่เรานำมทดสอบในครั้งนี้ก็ได้รับถ่ายทอดพันธุกรรมของรถในตระกูล CB ทั้งในเรื่องรูปลักษณ์ที่เป็นแบบเก่า หรือความคลาสสิคมาอย่างเต็มที่ ลักษณ์ของเครื่องยนต์ สุ้มเสียงและสไตล์การขับขี่ ยังคงเป็นในแบบอย่างเฉพาะตัวของ CB รูปลักษณ์ ก็อย่างที่ผมกล่าวไปแล้วว่าหน้าตานั้นสืบทอดเอาความคลาสสิคมาอย่างเต็มที่เน้นดีไซน์ที่เรียกว่าโค้งมนตามแบบของรถในยุคอดีตไฟหน้าไฟเลี้ยวเรือนไมล์กระจกมองหลังยันแตรรถเป็นดีไซน์แบบกลมมนดูสวยงามกลมกลืนแต่ก็มีการแทรกเอาความทันสมัยใส่เข้าไปเพื่อเพิ่มประโยชน์ในการใช้สอยและความคุ้มค่าเช่นไฟหน้าและไฟท้ายที่เป็น LEDที่ให้ความสว่างชัดเจนแม้ว่าจะเป็นในเวลากลางวันเรือนไมล์เป็นแบบผสมมีวัดรอบและความเร็วเป็นแบบอนาล็อกแต่ก็มีเทคโนโลยีตามแบบสมัยใหม่คือส่วนที่เป็นดิจิตอลอยู่ตรงกลางเลขบอกเกียร์เวลาน้ำมันเชื้อเพลิงและบอกข้อมูลอื่นๆซึ่งแสดงผลได้ชัดเจนแม้เจอกับแสงจ้าถังน้ำมันดีไซน์โค้งมนมีส่วนเว้ารับกับขาเวลาหนีบรถเข้าโค้งออกแบบมาเป็นพิเศษแบบไร้รอยต่อให้เรามองเห็นจากด้านบนช่วยให้รถดูเนี้ยบยิ่งขึ้น ตัวรถเต็มไปด้วยชิ้นส่วนสีโครเมี่ยมแวววาวตามแบบรถในยุคอดีตตั้งแต่เครื่องยนต์โช้คกระจกมองหลังบังโคลนทั้งหน้าและหลังแฮนด์บาร์แผงคอกระปุกน้ำมันเบรคและคลัทช์เป็นต้นนอกจากนี้เครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียงที่เปิดให้เห็นกันชัดๆ เพราะเป็นเครื่องระบายความร้อนด้วยอากาศ ไม่มีแผงหม้อน้ำมาบังด้านหน้า ช่วยโชว์คอท่อให้เห็นจะๆ ไม่ปกปิด ยันปลายท่อแบบคู่ออกด้านข้างก็เป็นชิ้นส่วนขนาดใหญ่และเด่นชัดที่แสดงให้เห็นถึงความคลาสสิคเพราะมันโชว์ให้เห็นถึงสีโครเมี่ยมที่เงางามตามแบบรถในอดีตที่เน้นสีของโลหะวาวๆ ช่วงล่างก็ยังคงความเป็นคลาสสิคใช้โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกธรรมดา โช้คหลังคู่ และล้อซี่ลวด ขนาด 18 นิ้ว เรียกได้ว่าเก็บรายละเอียดแบบคลาสสิคเอาไว้ได้ครบถ้วน แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งสมรรถนะอะไรนะครับ เดี๋ยวผมจะกล่าวในย่อหน้าถัดๆ ไป ขับขี่ เจ้า Honda CB1100EX นั้นใช้ขุมพลังเป็นเครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียงขนาด 1,140 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ เครื่องยนต์ตัวนนี้ให้อัตราเร่งค่อนข้างดี เกียร์ 1 ลากได้ถึง 90 กม./ชม. เกียร์ 2 ถึง 150 กม./ชม. เกียร์ 3 ถึง 180 กม./ชม. โชคไม่ดีไปนิดที่รถที่เราได้มาเทสต์ครั้งนี้เนี่ยยังไม่พ้นรันอิน ดังนั้นกล่องจึงตัดก่อน แต่บอกก่อนเลยว่าจมไมล์จริงๆ กับความแรงของมัน จากการทดสอบบนไดโน เข็มวัดความเร็วนั้นวิ่งไปจนสุด (200 กม./ชม.) แต่มันก็ยังไปได้ต่อ คือเรียกได้ว่าเรื่องความเร็วไม่เป็นปัญหาแน่นอน เพราะรถในสไตล์นี้ก็ไม่ได้ไปเน้นขี่เร็วๆ กันเหมือนรถสไตล์สปอร์ตหรือเน็กเก็ตจ๋าๆ แต่เป็นรถที่เน้นการใช้งานเดินทางทั่วไปซะมากกว่า ลักษณะของกำลังที่ออกมานั้นเป็นไปในทางสมู้ท นุ่มนวล ตอบสนองคันเร่งได้รวดเร็ว แต่ก็ไม่ได้เป็นไปในทางที่กระโชกโฮกฮาก ส่วนในเรื่องความเร็วรอบนั้นค่อนข้างกว้างพอสมควร ดังนั้น อัตราเร่ง ทอร์คและกำลังเครื่องเรียกได้ว่าเหลือๆ เพียงพอกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน เรื่องความร้อนจากเครื่องยนต์นั้นก็ไม่เป็นปัญหานัก ถึงจะระบายความร้อนด้วยอากาศก็เถอะ ในด้านของสุ้มเสียงของเจ้า CB1100EX ก็เป็นไปในแบบของเสียงในฝันของชาวสองล้อคือเสียงหวานตามสไตล์ 4 สูบเรียงครับ ท่านั่งเวลาขี่เจ้า Honda CB1100EXนั้นสบายด้วยแฮนด์บาร์ที่กว้างท่านั่งหลังตรงช่วยให้ขับขี่ได้โดยไม่เมื่อยไม่ปวดหลังแม้จะขี่เป็นเวลานานแต่ก็อาจจะมีข้อด้อยตรงที่เราปะทะกับลมตรงๆซึ่งถ้าเดินทางไกลนานๆก็จะเหนื่อยจากการสู้กับแรงลมได้ตัวรถนั้นค่อนข้างจะใหญ่และกว้างมือใหม่ถ้าเจอเข้ากับรถติดๆอาจจะเกิดปัญหากับการซอกแซกได้แต่ถ้าขี่ต่างจังหวัดเนี่ยบอกได้เลยว่าสบาย ช่วงล่างที่ให้มานั้นดีนุ่มสบายตอบโจทย์การขับขี่บนถนนอย่างแท้จริงแต่อาจจะรู้สึกย้วยไปหน่อยเพราะว่าโช้คที่เซ็ตมาจากโรงงานนั้นเน้นออกมาขี่ถนนดังนั้นก็ควรจะปรับให้แข็งขึ้นสักหน่อยหากต้องการการตอบสนองที่ดีขึ้นแก้อาการย้วยระบบเบรคที่ให้มานั้นเรียกได้ว่าเพียงพอมีแรงจิกที่ดีมาพร้อมระบบ ABS ช่วยเสริมความปลอดภัย และระบบ ABS เนี่ยก็เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยเหลือคนขับเพียงระบบเดียวในเจ้า CB1100EX คันนี้ครับ สรุป

Top speed Benelli Leoncino on Dyno Test by SuperBike Magazine นี่คือการทดสอบ Benelli Leoncino สแครมเบลอร์ค่ายสิงโตบนไดโน หรือชมได้ที่ https://youtu.be/vjsfYp977po ติดตามการทดสอบฉบับเต็มได้ใน SuperBike Magazine ฉบับที่ 71 #Benelli #Leoncino #Scrambler #Italian #SuperBike #Dyno #RacelineSuperbikeStudio #SuperBikeThailand ————————————————————- ขอขอบคุณ Benelli Thailandสำหรับรถทดสอบ https://www.facebook.com/BenelliTH/ ขอบคุณร้าน Raceline Superbike Studio ที่เอื้อเฟื้อไดโนสำหรับการทดสอบ https://www.facebook.com/raceline.superbike.studio/ =================================== อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

ล่าสุด KTM ได้จัดกิจกรรม KTM NEW 390 DUKE Test Ride ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ARE YOU DUKE ENOUGH?” เพื่อเปิดประสบการณ์สุดท้าทาย ในแบบ Ready To Race อย่างเต็มขั้นให้กับสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ กับการปลุกสัญชาตญาณนักบิดที่พร้อมทะยานสู่โลกแห่งความเร็วด้วยความตื่นเต้นเร้าใจในสไตล์ที่แตกต่างของ KTM NEW 390 DUKE ในรูปแบบ ทดสอบสมรรถนะ บนเส้นทางจริงจากกรุงเทพฯ – ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เริ่มต้นกิจกรรมด้วยการแนะนำสมรรถนะและระบบต่างๆ ของรถ KTM NEW 390 DUKE โดย คุณบุญญดิเรก จันทร์กันสิน KTM SENIOR BRAND ACTIVITIES AND RACE DEVELOPMENT ต่อเนื่องด้วยการแนะนำเส้นทางและให้คำแนะนำในการขับขี่อย่างปลอดภัย ก่อนที่จะลงทดสอบจริงบนท้องถนน สัมผัสแรก..รู้สึกถึงความแตกต่างจากตัวเก่าอย่างชัดเจนของด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ขนาด 373.2 ซีซี สูบเดียว 4 จังหวะ กำลังสูงสุดที่ 32 กิโลวัตต์/ 44 แรงม้า ที่ 9,000 รอบ/นาที ให้ความรู้สึกจัดจ้านจี๊ดจ๊าดติดมือมากขึ้นในรอบต้นๆ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบหัวฉีด ระบบเกียร์ธรรมดาแบบ 6 สปีด ระบบคันเร่ง เป็นแบบ RIDE BY WIRE หรือคันเร่งไฟฟ้า พร้อมทั้งยังมีระบบสลิปเปอร์คลัตช์ และเหนือชั้นยิ่งกว่ากับ ระบบ ABS จาก Bosch ที่มีทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งผู้ขับขี่สามารถสั่งปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่แบบ SuperMoto โดยปิดการทำงานของระบบ ABS ที่ล้อหลัง เพื่อสัมผัสกับความมันส์อันเร้าใจในอีกรูปแบบ SuperMoto ให้สไลด์สาดโค้งกันเต็มที่กันไปเลย นอกจากนี้ ยังมีระบบ กันสะเทือน WP Suspension ยกระดับใหม่ทั้งหมด ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และระบบดูดซับแรงสะเทือนที่ใช้เทคโนโลยี Open-cartridge Fork และลูกสูบแยก ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ได้รับทั้งความสบายในการเดินทางและความมั่นใจในการควบคุมรถอีกด้วย นอกจากนี้ยังโดดเด่นสุดล้ำด้วยสุดยอดจอควบคุม “TFT Display” แบบมัลติฟังก์ชั่นอเนกประสงค์และอินเตอร์เฟสโดยมีแพ็คเกจเสริมที่สามารถติดตั้งเพิ่มได้อย่าง KTM MY RIDE ที่สามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ เพื่อเข้าสู่โหมดนำทาง ฟังเพลง และใช้โทรศัพท์ได้ในแบบแฮนด์ฟรี ที่ผสานการทำงานเข้ากับหน้าจอ TFT โดยสามารถสั่งงานได้จากปุ่มเมนูบนแฮนด์ของรถ หน้าจอปรับความสว่างเอง มองง่ายชัดเจนสวยงาม ชุดไฟหน้าแบบแอลอีดี (LED) ที่โดดเด่นสะดุดตา ให้ความรู้สึกดุดัน สว่างมองให้ทางชัดเจนยามค่ำคืน รูปทรงของตัวถังที่แข็งแรง โฉบเฉี่ยวและเฉียบคมยิ่งขึ้น เบาะนั่งเผยโครงรถในมิติที่ดูสปอร์ตมากขึ้น รวมถึงเฟรมเสริมแบบยึดด้วยสลักเกลียว (Bolt-on Subframe) แบบใหม่ มอเตอร์ไซค์พันธุ์ดุรุ่นนี้ ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบทางสรีระศาสตร์ ด้วยท่านั่งที่เอื้อให้ควบคุมรถได้ดีขึ้นแต่ยังคงความสบายในการขับขี่ นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มความจุของถังน้ำมันเป็น 13.4 ลิตร (มากกว่าเดิมถึง 2.4 ลิตร) ตัวรถมีน้ำหนักเพียง 149 กิโลกรัม ทำให้ดูปราดเปรียว มีความคล่องตัวสูง เหมาะสำหรับการใช้งานบนเส้นทางที่หลากหลาย KTM NEW 390 DUKE จัดจำหน่ายในราคา 209,900 บาท ถือว่าคุ้มค่ากับคุณภาพที่ให้มาตัวรถ ซึ่งผู้ขับขี่จะได้สัมผัสกับความเหนือชั้นที่สามารถโลดแล่นในทุกแห่งที่ไป ด้วยรูปลักษณ์ที่ให้ความรู้สึกเบาดุจขนนกแต่ทรงพลังและอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีส้ม และสีขาว ขอบคุณ: บริษัท เบิร์นรับเบอร์ จำกัด สำหรับทริปดีๆและภาพสวยๆครับ

คราวนี้ผมจะได้สัมผัสกับโร้ดสเตอร์คันใหม่จากค่ายใบพัดสีฟ้ากับเจ้า BMW G 310 R ครั้งแรกกับขนาดต่ำกว่า 500 ซีซีจากค่ายรถเยอรมันค่ายนี้ครับ ครั้งนี้ผมได้มีโอกาสมาลองขับขี่เจ้า BMW G 310 R ที่จะให้ทดสอบลงขี่ถนนจริงๆ โดยได้รับการดูแลจากทีมครูฝึกจากทาง BMW Motorrad คุณปฏิมา กองเพชร หรือน้าไก๋ที่เป็นที่รู้จักกันดี วันนี้เราจะเริ่มต้นกันที่โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ ในช่วงสายๆ มีการบรี๊ฟเส้นทาง 15-20 นาที แล้วเราก็เริ่มทดสอบกันเลย โดยมีเจ้า BMW G 310 R เป็นพาหนะคู่ใจในวันนี้ เส้นทางที่เราจะทดสอบจะเป็นวิ่งเป็นถนนวนจากสุวรรณภูมิ – ร่มเกล้า – อ่อนนุช – ศรีนครินทร์ – ถนนเรียบสนามบินสุวรรณภูมิ แล้วมาจบกันที่โรงแรมโนโวเทลอีกครั้ง แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยก็ลุยกันเลย สัมผัสแรกที่ได้คร่อมรู้สึกได้ถึงความเบาและเตี้ย เพราะเจ้า BMW คันนี้น้ำหนักเพียง 158.5 กิโลกรัม เบาใช้ได้เลยครับ ที่มาพร้อมกับสรีระท่านั่งที่ถูกออกแบบมาให้กระชับ นั่งสบาย สำหรับตัวผมที่สูง 171 ซม. ขาถึงเต็มพื้นพอดี ทำให้มั่นใจขึ้นอีกหน่อย คิดว่าสำหรับส่วนสูงของคนไทยหรือคนเอเชียนั้นขี่ได้สบายๆ ตอบโจทย์ ขับออกจากโรงแรม สลาลมสักหน่อย โอ้วโหว ช่วงล่างดี เลยครับไม่มีอาการสะบัด นุ่ม หนึบ สบายๆ กับโช้คหน้าอัพไซด์ดาวน์หรือหัวกลับที่ถูกเซ็ตอัพมาจากโรงงาน สถานีเช็คพ้อยท์แรกเราจะเดินทางไปเสริมทักษะกันที่มีนบุรี ร่มเกล้า เป็นสถานีฝึกทักษะ โดยมีครูฝึกสอนที่ได้รับใบรับรองจากประเทศเยอรมัน เป็นการสอนเกี่ยวกับการใช้เบรคหน้า-หลังโดยใช้ความเร็ว 50-60 กม./ชม. พร้อมกันโดยกำเบรคให้สุดแรง เพื่อที่จะให้รู้สึกถึงสมรรถนะของคาลิเปอร์เบรค ByBre ได้อย่างเต็มที่ ส่วนเจ้า ByBre คืออะไร มันคือแบรนด์รองจาก Brembo ครับ ถ้าเทียบกันแล้ว ก็คือ Brembo นั้นละครับ ByBre (BY Brembo) ขาหนีบถังแล้วกำให้สุด สายตามองตรง ไม่ล้มครับ แถมยังได้ระยะเบรคที่สั้นมาก ระบบ ABS ที่ติดมาให้กับตัวรถ คือ ABS แบบ 2 Channel หรือ 2 ช่องทาง ซึ่งก็คือ แยกล้อหน้า ล้อหลัง คนละส่วนกัน ถือว่าทำได้ดีมากครับ ทำให้รู้สึกปลอดภัยที่ขับขี่ มาต่อกันที่สถานีสลาลมกับกรวยที่ได้วางไว้ชิดกันพอสมควร เพื่อที่จะได้ทดสอบความคล่องตัว ทำได้ดีครับกับการเลี้ยวในที่แคบ แฮนด์บาร์แบบกว้างที่ให้มานั้นจับถนัดมือ ควบคุมรถได้ดี จากนั้นเราก็ขับขี่รอบๆ ในสนามฝึก โดยขี่ตามทางที่ครูฝึกได้จัดไว้ ทางตรง เลี้ยว หรือโค้งตัวเอส ก็ขี่ได้ดีเลยครับ กำลังเครื่องยนต์ ช่วงล่าง มันเข้ากันดีจริงๆ หลังจากนั้นเราก็ต่อกันที่การขับขี่บนถนนจริง ได้ลองทดสอบฟีลลิ่งการออกตัวคัน ได้ทดสอบเครื่องยนต์ตัวใหม่นี้ดูบ้าง ว่ามันจะจี๊ดแค่ไหน พอได้จังหวะก็เต็มปลอกเลยครับ ตามนิสัยเครื่องสูบเดียว 313 ซีซี ล้อมันก็จะลอยหน่อยๆ สนุกดีครับ บิดเป็นมา แต่เครื่องตัวนี้ รอบเดินพอใช้ได้เลยครับสำหรับเครื่องแคมคู่ 34 แรงม้า เกียร์ 6 สปีด ขี่บนถนน สบายๆ แรงเหลือๆ พอเข้าช่วงถนนอ่อนนุช การจราจรเมืองไทย อย่างที่รู้กัน ติดขัดกันทุกเวลา แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของ BMW G 310 R เลยครับ ขี่ได้ง่าย คล่องตัว บาลานซ์ของรถนั้นมาดีมากๆ อาจจะเป็นเพราะตัวเสื้อสูบเครื่องเยื้องเอียงมาข้างหลังพอสมควร ทำให้น้ำหนักอยู่ตรงกลางสามารถคอนโทรลรถได้ดีขึ้น มันสามารถซิกแซ็ก มุดไป มุดมา ขับขี่ได้สนุกสมเป็นโร้ดสเตอร์มากๆ เลยครับ บวกกับเครื่องที่มีกำลังในรอบต่ำ บิดเป็นมา ขับมาได้ซักพัก มาถึงทางเรียบสุวรรณภูมิก็ได้มีโอกาสทำความเร็วสักหน่อย ท็อปสปีที่ผมทำได้กับคันนี้คือ 155 กม./ชม. แต่ผมคิดว่าลากไปได้อีกหน่อย อันนี้ก็ต้องมาลองดูกันเองนะครับ ว่าแต่ละคนวิ่งได้กันเท่าไร วันนี้ที่วิ่งรอบๆ ชานเมือง ก็กดทริปไว้ได้ระยะทางทดสอบ 50 กว่ากิโลเมตร เท่านี้ผมก็พอจะรู้สึกได้ว่าคันนี้ BMW G 310 R คือแนวโร้ดสเตอร์ที่แท้จริง… ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้ อ่านรีวิวรถ รุ่นอื่นๆ คลิกทีนี้