SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิว CB650R E-Clutch ขี่ง่าย สบายบรื๋อ

รีวิว CB650R E-Clutch ขี่ง่าย สบายบรื๋อ อีกหนึ่งโมเดลกับสายเน็กเก็ดไบค์ไซส์กลางจากค่ายปีกนกที่ค่อนข้างถูกใจแอดมินเป็นพิเศษ และครั้งนี้ก็ได้มีโอกาสร่วมทดสอบ รีวิว CB650R E-Clutch ในงาน Honda E-Clutch The World’s First Ride ครั้งแรกในโลก ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ หล่อเหล่า เหมือนรุ่นพี่ CB1000R โดยความน่าสนใจของโมเดลรุ่นนี้ที่อยากจะควักเงินเปย์ให้ในทุก ๆ เดือนเพราะอะไรหน่ะ..รู้ไหม ก็เพราะว่ารูปลักษณ์ดีไซน์ที่มีการปรับปรุงมาใหม่ที่ดูหล่อขึ้น ทั้งไฟหน้าทรงกลมที่มีไฟข้างในสองชั้น บวกกับไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลค์ตวัดเป็นวงกลมดูลงตัว และไฟท้ายแน่นอนว่าเป็น LED เต็มระบบแล้ว  นอกจากนี้ตัวเบาะที่มีการปรับรูปทรงมาใหม่ ช่องจ่ายไฟใต้เบาะ USB Type-C และมิติตัวรถทั้งตัวเฟรม ตัวบอดี้ สวิงอาร์ม ดูที่บึกบึนเหมือนโมเดลนายแบบส่งเข้าประกวดอะไรซะอย่างนั้น นอกจากนี้สิ่งที่ปรับมาใหม่ที่สำคัญก็คือหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อข้อมูลสมาร์ทโฟนผ่านแอปฟลิเคชัน Honda RoadSync ที่สามารถฟังเพลง รับโทรศัพท์ ข้อความ ระบบนำทางและระบบสั่งการด้วยเสียง เรียกว่าครบครันสุด ๆ   รวมทั้ง ยังแสดงผลฟังก์ชันต่าง ๆ และปรับรูปแบบการแสดงผลได้ถึง 3 รูปแบบอีกด้วย และแน่นอนว่าตัวหน้าจอยังสามารถตัดแสง สามารถอ่านค่าได้ง่ายแม้เวลาขับขี่ในช่วงเวลากลางวันได้อีกด้วย  พละกำลังสี่สูบเรียงพิกัด 650 ซีซี  สำหรับพละกำลังยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ขนาด 649 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกำลังแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 94 แรงม้าที่ 12,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 63 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบต่อนาที ใช้ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบหัวฉีด PGM-Fi ระบบเกียร์ 6 สปีดที่ส่งกำลังผ่านโซ่ไปยังล้อหลังติดตั้งมาพร้อมกับแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์  และความจุถังน้ำมันขนาด 15.4 ลิตร  มีระบบ E-Clutch พร้อมใช้งาน และแน่นอนว่านอกจากโมเดลสายสปอร์ตอย่างเจ้า CBR650R ทางค่ายยังติดตั้งระบบอี-คลัตช์มาในรุ่นเน็กเก็ดไบค์ให้ใช้งานอีกด้วย ซึ่งส่วนประกอบของเจ้าอี-คลัตช์จะประกอบไปด้วย ควิกชิฟเตอร์และชุดคลัตช์ที่อยู่ทางด้านฝั่งขวาเครื่องยนต์ โดยภายในชุดคลัตช์จะมีมอเตอร์ 2 ตัว และเฟืองเกียร์จำนวน 4 เฟือง ที่จะทำงานร่วมกับระบบคลัตช์ของเครื่องยนต์นั่นเอง  นอกจากนี้เจ้าระบบอี-คลัตช์ยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ทันทีโดยไม่ต้องกำคลัตช์ ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับไบค์เกอร์มือใหม่ที่อยากขับขี่บิ๊กไบค์อีกด้วย  ช่วงล่างปรับแต่งได้ ต่อด้วยระบบช่วงล่าง ซึ่งเริ่มกันที่ระบบกันสะเทือนด้วยโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาดแกน 41 มม. รุ่น Showa SFF-BP ส่วนด้านหลังจะใช้โช้คเดี่ยวแบบโปรลิงค์ สามารถปรับแต่งค่าพรีโหลดได้ถึง 10 ระดับ พร้อมระบบเบรกกับดิสก์เบรกคู่ด้านหน้าขนาด 310 มม. ติดคาลิเปอร์เรเดียลเม้าท์ 4 ลูกสูบ ส่วนเบรกหลังเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 240 มม.พ่วงคาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดียว ใส่ล้อและยางมาให้ขนาด 120/70-17 และ 180/55-17 ตามลำดับ โดยน้ำหนักรวมของตัวรถอยู่ที่ 205 กก. มีเทคโนโลยีพร้อม สะดวกต่อการใช้งาน ในส่วนระบบเทคโนโลยีที่โดดเด่นอย่างแรกเลยก็คือหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่แสดงผลฟังก์ชันครบครัน ที่มาพร้อม Honda RoadSync เชื่อมต่อข้อมูลตัวรถผ่านสมาร์ทโฟน ช่องชาร์จ USB Type C ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน  รวมทั้งเทคโนโลยีที่รองรับการขับขี่ทั้งระบบ Honda Selectable Torque Control หรือแทร็กชันคอนโทรล แอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ ระบบไฟกระฉุกเฉินเมื่อเบรกกระทันหัน (ESS) ระบบเบรก ABS Dual Channel ช่วยลดระยะการเบรกให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และควิกชิฟเตอร์ที่ทำงานร่วมกับระบบอี-คลัตช์นั่นเอง  ฟีลลิ่งการขับขี่  ในตอนนี้ก็ถึงคราวของการทดสอบเจ้า CB650R E-Clutch เน็กเก็ดไบค์ไซส์กลางในรุ่นอี-คลัตช์ ซึ่งก่อนทำการทดสอบและเห็นโฉมครั้งแรก มันทำให้นึกถึงเจ้า CB1000R รุ่นก่อนโฉมล่าสุด ด้วยหน้าตาและคาแรคเตอร์ที่คล้ายคลึงกันจนคิดว่าเป็นฝาแฝดกันซะงั้น และอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องสารภาพกับผู้อ่านเลยนั่นก็คือเจ้า CB650R อี-คลัตช์รุ่นนี้ซึ่งนอกจากดีไซน์มาในแบบเน็กเก็ดไบค์อยู่แล้วอยากจะบอกตรง ๆ เลยว่ามันหล่อสำหรับแอดมินจริง ๆ  ทรงดี ขี่ง่าย คล่องตัว สำหรับเรื่องมิติตัวรถที่มีมาในส่วนของระบบอี-คลัตช์ ทำให้ตัวรถไม่ได้ดูใหญ่ไปจากเดิมเลย ส่วนตัวแล้วแอดมินไม่ได้รู้สึกว่ามันใหญ่ขึ้นไปกว่าเดิมสักเท่าไหร่ แต่ที่แอดมินชอบก็คือ การใช้สีทองแดงในส่วนฝาเสื้อสูบ ครอบเครื่องยนต์และครอบชุดคลัตช์ ที่ทำให้ตัวรถดูโดดเด่นและสวยงาม ต่อมาในส่วนของท่านั่งขับขี่ ส่วนตัวแอดมีส่วนสูงอยู่ที่

รีวิว CBR650R E-Clutch ซูเปอร์สปอร์ตสี่สูบเรียง ที่ขี่ง่ายที่สุด ณ ตอนนี้

รีวิว CBR650R E-Clutch ซูเปอร์สปอร์ตสี่สูบเรียง ที่ขี่ง่ายที่สุด ณ ตอนนี้ หลังจากที่ได้ทำการรีวิวทดสอบ CBR650R โฉมปี 2024 ที่สนามแก่งกระจานเซอร์กิตเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ในครั้งนี้ก็เป็นโอกาสอันดีที่ทีมงาน SuperBikeThailand ได้มาร่วมกิจกรรม Honda E-Clutch The World’s First Ride พร้อม รีวิว CBR650R E-Clutch คนแรก ครั้งแรกและกลุ่มแรกของโลกที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์  รูปลักษณ์โฉมใหม่ หล่อขึ้น  ก่อนเริ่มทำการทดสอบ แอดมินจะพามาชมโฉมเจ้าสปอร์ตสี่สูบเรียงรุ่นนี้กันก่อน เริ่มกันที่รูปลักษณ์ดีไซน์ที่มีการปรับมาใหม่ดูสปอร์ตและหล่อขึ้นทั้งเส้นสาย ลวดลายบนแฟริ่ง ไฟหน้า ไฟท้าย ถังน้ำมัน และตัวเบาะ เรียกได้ว่าเปลี่ยนลุคใหม่ไปจากเจ็นก่อนเลยทีเดียว  พร้อมกันนี้ยังมาพร้อมหน้าจอสี TFT 5 นิ้ว ที่มีการปรับปรุงแสดงผลให้ดียิ่งขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนรูปการแสดงผลได้ถึง 3 รูปแบบ และตัวหน้าจอยังตัดแสงสะท้อนที่ช่วยให้มองเห็นได้อย่างชัดเจน รวมถึงเทคโนโลยี Honda RoadSync ที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกทั้ง รับโทรศัพท์ ข้อความ ฟังเพลง ดูระบบนำทาง ระบบพยากรณ์อากาศ และระบบสั่งการด้วยเสียง เพียงแค่เชื่อมต่อข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟน  ประกับฝั่งขวา ประกับฝั่งซ้าย มาต่อกันในส่วนของประกับฝั่งซ้ายที่มีทั้งสวิตช์เปิด-ปิด แทร็กชันคอนโทรล ปุ่มสัญญาณแตร ไฟเลี้ยวและปุ่มคอนโทรลหน้าจอที่สามารถปรับเลื่อนได้ 4 ทิศทาง และยังมีกิมมิกลูกเล่นที่สามารถเปิดแสงส่องสว่างได้ในเวลากลางคืน ส่วนทางประกับฝั่งขวาจะพบกับปุ่มสตาร์ท ปุ่มสวิตช์ออฟรัน และไฟฮาสาทที่มีมาให้ ขุมพลังสปอร์ต  ในขณะที่ขุมพลังที่ใช้แบบ 4 สูบเรียง 16 วาล์ว ขนาด 649 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 94 แรงม้าที่ 12,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 63 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบต่อนาที มาพร้อมระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด ระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ ทั้งยังมีการปรับองศาแคมป์ฝั่งไอดีและระบบจ่ายน้ำมันมาใหม่ ที่ช่วยให้เครื่องยนต์ตอบสนองแรงบิดได้ดียิ่งขึ้น มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยการขับขี่กับระบบ E-Clutch อีกทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยีกับระบบ E-Clutch เทคโนโลยีใหม่จากทาง Honda ซึ่งระบบนี้มีส่วนประกอบสำคัญ 2 ชิ้นก็คือ ควิกชิฟเตอร์ และ ชุดคลัตช์ โดยชุดคลัตช์ชุดนี้จะมีมอเตอร์ 2 ตัว และเฟืองเกียร์ทั้งหมด 4 เกียร์ สำหรับเจ้าอี-คลัตช์ เป็นเทคโนโลยีที่ควบคุมระบบคลัตช์ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องกำคลัตช์ ซึ่งระบบตัวนี้จะช่วยให้ขับขี่สะดวกสบายและนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นในทุกจังหวะการใช้งานตั้งแต่สตาร์ทเครื่องยนต์ไปจนถึงหยุดรถนั่นเอง  ช่วงล่างมาตรฐานจากโรงงาน โช้คหน้าหัวกลับรุ่น Showa SFF-BP ด้านหลังโช้คเดี่ยวปรับค่าพรีโหลดได้ 10 ระดับ มาพูดถึงระบบช่วงล่างด้วยโช้คหน้าหัวกลับขนาดแกน 41 มม.จาก Showa SFF-BP ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวขนาดแกน 14 มม. สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ถึง 10 ระดับ ส่วนระบบเบรกกับดับเบิ้ลดิสก์เบรกแบบโพลทติ้งด้านหน้า พ่วงคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเม้าส์จาก Nissin ขณะที่ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเช่นเดียวกัน และส่วนสุดท้ายกับล้ออลูมิเนียมหน้า-หลังขนาด 17 นิ้วมาพร้อมยางหน้าขนาด 120/70 และยางหลัง 180/55  เทคโนโลยีพร้อมใช้งาน  สำหรับเทคโนโลยีที่ติดมากับตัวรถ เริ่มด้วยระบบอำนวยความสะดวกในการขับขี่ทั้ง ระบบไฟส่องสว่าง LED หน้าจอสี TFT ที่มาพร้อมระบบ Honda Roadsync เชื่อมต่อรถเข้ากับสมาร์ทโฟน และพอร์ต USB Type-C ติดตั้งมาให้สำหรับชาร์จสมาร์ทโฟน ส่วนทางด้านระบบเสริมความปลอดภัยที่เริ่มด้วย HSTC หรือ Honda Selectable Torque Control หรือในภาษาบ้านเรามักเรียกกันง่าย ๆ ก็คือระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินเมื่อเบรกกระทันหัน ESS ต่อด้วยระบบเบรก ABS Dual Channel ที่เข้ามาช่วยลดระยะการเบรกให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทอสอบครั้งแรก กลุ่มแรก และคนแรกของโลก สำหรับการทดสอบครั้งนี้จะถูกแบ่งเซกชันออกเป็น 2 ช่วงก็คือการขับขี่ในแทร็กสนามช้างฯ และการขับขี่บนทางดำ โดยในส่วนวันแรกจะเน้นการขับขี่ในแทร็กเป็นหลัก ซึ่งแบ่งกรุ๊ปขับขี่ออกเป็น 3 กลุ่มให้รีวิวแบบจัดหนัก จัดเต็ม เรามาดูกันดีกว่าว่าเจ้า CBR650R รุ่นอีคลัตช์จะตอบโจทย์เหล่าไบค์เกอร์ได้มากน้อยแค่ไหนกันเชียว รูปลักษณ์ปรับใหม่ ถูกใจยิ่งนัก ในส่วนแรกกับรูปลักษณ์ตัวรถที่มีการปรับลุคมาใหม่

รีวิว Triumph Scrambler 400X พิกัดนี้ ไซส์เล็ก น่าโดน..!!

รีวิว Triumph Scrambler 400X พิกัดนี้ ไซส์เล็ก น่าโดน..!! หลังจากที่ทดสอบเจ้า Speed 400 ไปแล้วก็ไม่รอช้า ลุยทำการทดสอบต่อเนื่องกับ รีวิว Triumph Scrambler 400X สแครมเบลอร์น้องเล็กจากค่ายผู้ดี โดยรอบนี้มีการเพิ่มรูททางฝุ่นให้ได้ลองรีดสมรรถนะตัวรถแบบเต็มพิกัด จะเป็นอย่างไร ไปดูกัน โมเดลน้องเล็ก ในตระกูลสแครมเบลอร์ สำหรับเจ้าสแครมเบลอร์ 400X ก็ถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นสำหรับน้องเล็กในตระกูลสแครมเบลอร์จากทางค่าย ด้วยรูปลักษณ์การดีไซน์ที่มีความเป็นเรโทรทั้งไฟหน้าทรงกลม ถังน้ำมันทรงหยดน้ำพร้อมลวดลายกราฟิกแบบ Scrambler เบาะหนัง 2 ตอนและมือจับคนซ้อน รวมทั้งเฟรมถักและซับเฟรมท้ายที่ใช้ท่อเหล็กไฮบริดสไปน์และสวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม ลวดลายกราฟิกแบบเดียวกันกับรุ่น 1200 ไฟทรงกลม LED ติดตั้งมาพร้อมการ์ดไฟหน้า การ์ดแฮนด์ รวมแฮนด์ ไฟ้ทาย LED พร้อมมือจับคนซ้อน เบาะแบบ 2 ตอน ปลายท่อคู่ทรงสแครมเบลอร์ รวมถึงที่ค้ำแฮนด์พร้อมแท่นรอง บังโคลนหน้าที่ยาวขึ้น แป้นเบรกเหล็กขนาดใหญ่ และที่พักเท้าแบบยึดเกาะสูง ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำลงและกว้างขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่น 400 จึงทำให้ได้ตำแหน่งการยืนขี่ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นเมื่อขี่แบบออฟโร้ด และคอมพาวด์ของผ้าเบรก ที่ได้รับการปรับปรุงให้ประสิทธิภาพการเบรกได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย เครื่องยนต์ TR Series พิกัด 400 ซีซี ในส่วนของตัวเครื่องยนต์จะใช้บล็อกเดียวกันกับเจ้า Speed 400 กับเครื่องยนต์รหัส TR Series สูบเดียว 4 วาล์ว ขนาด 398.15 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว พร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์จาก Bosch ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน Euro 5 ระบบเกียร์ 6 สปีด ควบคุมโดยคันเร่งไฟฟ้า Ride-by-Wire ซึ่งกำลังของเจ้าเครื่องยนต์รุ่นนี้ให้แรงม้าสูงสุดที่ 40 แรงม้าที่ 8,000 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 37.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ มาพร้อมถังน้ำมันขนาด 13 ลิตร  ช่วงล่างนุ่มนวล สำหรับระบบช่วงล่างที่มีการปรับระยะยุบให้มากกว่าโฉมของเจ้า Speed 400 เพื่อรองรับการขับขี่ทางฝุ่นมากยิ่งขึ้น ด้วยโช้คหน้าหัวกลับขนาดแกน 43 มม.ระยะยุบที่ 150 มม. ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ โดยมีระยะยุบที่ 150 มม. เช่นเดียวกัน ด้านระบบเบรกกับดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหน้าขนาด 320 มม. ปั๊มเบรกเรเดียลเม้าท์ 4 พอต ด้านหลังจะใช้ดิสก์เบรกขนาด 230 มม.พร้อมปั๊มเบรกแบบลอยตัว อีกทั้ง ยังมาพร้อมกับระบบ ABS Dual Channel ช่วยลดระยะการเบรกให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ต่อด้วยล้อแม็กสีดำ หน้า-หลัง ขนาด 19 นิ้ว และ 17 นิ้ว ตามลำดับ เสริมด้วยยางกึ่งทางเรียบ/วิบาก ยางหน้าขนาด 110/90 และยางหลังขนาด 140/80 มีแทร็คชันคอนโทรล และ ABS สามาเปิด-ปิดได้ เหมาะกับสายลุย ปรับโหมดฟังก์ชันต่าง ๆ ผ่านหน้าจอ ช่องเสียบ USB Type C ยังมาพร้อมกับระบบฟีเจอร์ทั้งหน้าจออนาล็อก-ดิจิทัล USB Type C บริเวณด้านข้างของตัวเรือนไมล์ ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน ระบบแทร็คชันคอนโทรลที่สามารถควบคุมการเปิด-ปิดได้ เมื่อต้องการใช้งาน และระบบรักษาความปลอดภัยที่ติดตั้งมาให้จากโรงงานอีกด้วย ทรงดี ขี่ง่าย สไตล์สแครมเบลอร์ สำหรับเจ้าสแครมเบลอร์ 400X ถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่แอดมินได้มีโอกาสร่วมทดสอบในครั้งนี้ อย่างแรกเลยมิติรูปทรงของเจ้าสแครมเบลอร์ 400X จะมีขนาดที่สูงกว่า กว้างกว่าและยาวกว่าเจ้าสปีด 400 สำหรับท่านั่งขับขี่ เท้ายันถึงพื้นทั้งสองข้าง ถึงจะมีการปรับความสูงเบาะขึ้นมาจาก 790 มม.อยู่ที่ 835 มม. ซึ่งคนที่สูงมากกว่าแอดมิน (175 ซม.ขึ้นไป) ไม่มีปัญหาแน่นอน แต่อย่างที่กล่าวไปในบทความรีวิวเจ้าสปีด 400 สำหรับคนที่ส่วนสูงซัก 165 ซม. อาจจะต้องใช้ทักษะการคร่อมรถซักเล็กน้อย แต่ถือว่าไม่แตกต่างกับโฉมโมเดิร์นคลาสสิกมากนัก สำหรับตัวแฮนด์ที่ยกสูงแต่เมื่อลองขับขี่แล้วกลับรู้สึกว่าเจ้าโมเดลรุ่นนี้ ขี่สบาย แถมระยะแฮนด์ที่ทำให้มีความรู้สึกมั่นคง บวกกับตัวเบาะที่พอนั่งแล้วอาจจะดูสูงกว่ารุ่น 400 เล็กน้อย และยังมีขนาดกว้างที่ทำให้นั่งสบาย

รีวิว Triumph Speed 400 โมเดิร์นคลาสสิก ไซส์เล็ก จากค่ายผู้ดี

รีวิว Triumph Speed 400 โมเดิร์นคลาสสิก ไซส์เล็ก จากค่ายผู้ดี เป็นกระแสในหมู่ไบค์เกอร์ไม่ใช่น้อย หลังจากเปิดราคาครั้งแรกในงาน Motor Expo ที่ผ่านมาอย่างเจ้า Speed 400 คราวนี้ก็ถึงรอบการทดสอบ รีวิว Triumph Speed 400 อย่างเป็นทางการในงาน Triumph Asia Test Ride แถมบ้านเราเป็นประเทศแรกจากฝั่งเอเชียที่ได้รับโอกาสดี ๆ ในครั้งนี้ ดีไซน์สวย สไตล์โมเดิร์นคลาสสิก มาเข้าเรื่องกันดีกว่า สำหรับครั้งนี้แอดมินจะพาไปทำความรู้จักกับเจ้า สปีด 400 ที่ถือว่าเป็นเรโทรไบค์ไซส์น้องเล็กของตระกูลสปีด ทวิน ที่มีการออกแบบดีไซน์ ถอด DNA มาจากรุ่นพี่อย่างโฉมรุ่น 900 และ 1200 นั่นเอง แต่เพื่อที่จะให้เหล่าไบค์เกอร์นั้นสามารถเข้าถึงตัวโมเดลได้ง่ายมากยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่ตั้งใจผลิตเจ้าสปีด 400 แถมยังเป็นมอเตอร์ไบค์พิกัดเล็กรุ่นแรกของทางค่ายอีกด้วย เริ่มกันที่รูปลักษณ์ตัวรถที่คงคอนเซ็ปต์โมเดิร์นคลาสสิกไบค์แบบฉบับผู้ดี และยังมาพร้อมความทันสมัยทั้งลวดลายกราฟิกบริเวณถังน้ำมัน ระบบส่องสว่าง LED ไฟหน้าแบบใหม่ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์แบบใหม่และประทับโลโก้ทางค่ายดูสปอร์ตมากขึ้น โดยแยกไฟเลี้ยวจับยึดที่กระบอกโช้ค ขณะที่ไฟเลี้ยวด้านหลังแยกกับตัวไฟหลังไว้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังดูเท่ ด้วยหน้าจอเรือนไมล์ดีไซน์แบบใหม่ ที่มีทั้งฟังก์ชันอนาล็อกและดิจิทัล เว้าขอบด้านข้างสำหรับตำแหน่งที่เสียบกุญแจดูสวยงาม ลงตัว กระจกข้างติดปลายแฮนด์เพิ่มความหล่ออีกไปอีกขั้น ส่องลงมาดูตัวบอดี้ที่ใช้เฟรมถัก เสริมซับเฟรมท้ายท่อเหล็กไฮบริดสไปน์ โดยยึดกับสวิงอาร์มแขนคู่ รวมถึงตัวคอท่อไอเสียแบบสแตนเลสสองชั้น เครื่องยนต์ TR Series สูบเดียวพิกัด 400 ซีซี ต่อกันด้วยขุมพลังกับเครื่องยนต์ TR-Series แบบสูบเดียว 4 วาล์ว ขนาด 398.15 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว มาพร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์จาก Bosch ระบบเกียร์แบบ 6 สปีด ระบบคลัตช์เปียกหลายแผ่นซ้อนกันพร้อมระบบช่วยผ่อนแรง โดยให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 40 แรงม้าที่ 8,000 รอบส่วนแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 37.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ติดมาพร้อมกับถังน้ำมันขนาด 13 ลิตร แถมเครื่องยนต์ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย Euro5  ช่วงล่างแจ่ม ระบบช่วงล่างกับโช้คหัวกลับขนาดแกน 43 มม. ระยะยุบ 140 มม. โช้คหลังเดี่ยวพร้อมซับแทงค์และสามารถปรับพรีโหลดได้ โดยให้ระยะยุบที่ 130 มม. พ่วงกับระบบดิสก์เบรกหน้า 300 ม. คาลิเปอร์เรเดียลสี่ลูกสูบจาก Bybre ด้านหลังเป็นจานดิสก์ขนาด 230 มม.คาลิเปอร์ลูกสูบเดียว ที่มาพร้อมกับระบบ ABS Dual Channel ต่อด้วยล้ออลูมิเนียมอัลลอยดีไซน์แบบ 5 ก้าน โดยขนาดเท่ากันที่ 17 นิ้ว รัดด้วยยางหน้า 110/70 และยางหลัง 150/60  เทคโนโลยีเหนือขั้น มีแทร็คชันคอนโทรล ในส่วนของฟีเจอร์ที่ติดมาให้ใช้งานถือว่าค่อนข้างครบครันทีเดียว นอกจากที่กล่าวไปทั้งตัวเรือนไมล์อนาล็อกดิจิทัล ระบบไฟ LED และระบบ ABS แล้ว ตัวรถยังมีระบบ TTC หรือ แทร็คชันคอนโทรล ระบบคันเร่งไฟฟ้าที่ตอบสนองการควบคุมแรงบิดได้ดั่งใจมากยิ่งขึ้น รวมถึงระบบที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ด้วยช่องชาร์จ USB Type C บริเวณด้านข้างของตัวเรือนไมล์มาให้อีกด้วย ฟีลลิ่งการทดสอบขับขี่ เอาหล่ะหลังจากพูดถึงตัวรถกันไปแล้ว และนี่คือครั้งแรกที่แอดมินและสื่อมวลชนกลุ่มแรก ๆ ที่ได้มีโอกาสทดสอบเจ้า Triumph Speed 400 ปักหมุดรันเวย์เส้นทางพัทยา เดี๋ยวเรามาพูดถึงฟีลลิ่งหลังการทดสอบขับขี่ ว่ามันจะถูกใจมากน้อยแค่ไหนกันเชียว รูปร่างดี ขี่ง่าย แถมคล่องตัว เริ่มด้วยท่านั่งการขับขี่ นั่งสบาย หลังไม่ตรงจนเกินไป ทำให้รู้สึกว่าเวลาเดินทางไกล ๆ รู้สึกไม่เมื่อยล้า และส่วนตัวแอดมินเองที่มีส่วนสูงอยู่ที่ 175 ซม. พอคร่อมตัวรถแล้ว ขาแตะพื้นสบาย ๆ ไม่เหยียดและไม่งอจนเกินไป เชื่อว่าคนที่มีส่วนสูงเกินแอดมินขึ้นไป ไม่น่ามีปัญหาในส่วนนี้ซักเท่าไหร่ สำหรับคนรูปร่างตัวเล็กซัก 160 อาจจะต้องขยับสรีระมาด้านหน้าชิดถังน้ำมันมากขึ้น หรือใช้ขาข้างหนึ่งยันพื้น ส่วนอีกข้างให้แตะที่พักเท้าได้ ส่วนเบาะตอนเดียว 2 ระดับแบบขนาดใหญ่ นั่งแล้วเต็มก้นสบาย ส่วนตำแหน่งพักเท้าที่เยื้องไปด้านหลังน้อย พอนั่งขี่แล้วให้รู้สึกถึงอารมณ์เหมือนขับขี่โมเดลสปอร์ตเลยทีเดียว  ส่วนระยะแฮนด์ที่ทางโรงงานติดตั้งมาให้ ถือว่ากระชับ คอนโทรลการเลี้ยวได้ง่ายและไม่กว้างจนเกินไป แต่ถ้าหากจะเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ซอกแซกช่วงรถติดในเมืองมากขึ้น อาจจะต้องปรับตำแหน่งกระจกข้างย้ายที่ประกับแฮนด์เพื่อความคล่องตัวในการขับขี่อีกด้วย  มาพูดถึงมุมมองการขับขี่ ส่วนนี้มองเห็นวิสัยทัศน์ด้านหน้าได้ชัดเจน กระจกข้างมองเห็นด้านหลังชัดเจนแถมไม่บดบังสายตาในเวลาขับขี่

รีวิว CBR650R 2024

รีวิว CBR650R 2024 ปรับเครื่องใหม่ ดีไซน์ซูเปอร์สปอร์ต วันนี้เราก็ได้มีโอกาสทดสอบโมเดลที่ไบค์เกอร์หลายคนจับตามอง ตั้งแต่เปิดตัวที่งาน EICMA 2023 เมืองมิลาน นั่นคือการ รีวิว CBR650R 2024 ที่มีการปรับเปลี่ยนทั้งในส่วนของดีไซน์ และเครื่องยนต์ อย่างไรก็ตามโมเดลที่ทาง SuperBike Thailand ได้ทดสอบยังเป็นตัว STD ยังไม่ใช่ตัว E-Clutch นะครับ ก็ขอให้แฟน ๆ อดใจรอกันอีกหน่อย ยังไงก็ต้องได้ทดสอบรีวิวกันแน่นอนครับ ก่อนจะเข้าเรื่องหลัก ผมขอพูดถึงประวัติของโมเดลนี้กันสักหน่อย สำหรับโมเดล 4 สูบเรียง 650 ซีซี รหัสนี้เดิมทีนั้นมีมานานแล้ว โดยโมเดลแรกที่ถูกนำออกมาจำหน่ายทางท้องตลาด เริ่มขายเมื่อปี 2014 – 2017 ในชื่อรุ่น CBR650F ไปจนถึงปี 2019 ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็น CBR650R ตามความสปอร์ตที่มีมากยิ่งขึ้น และในปีนี้โมเดล 2024 ก็มีดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวมากขึ้น เทคโนโลยีเองก็ทันสมัย เครื่องยนต์ปรับจูนใหม่ ช่วงล่างก็ถือว่าระดับเยี่ยม ทำให้รุ่นนี้ดูเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าแต่ก่อนเยอะเลย และยังจะมีรุ่นพิเศษที่จะมาพร้อมเทคโนโลยี E-Clutch เพิ่มเข้ามา เพื่อให้มือใหม่สามารถขับขี่ได้ง่ายอีกด้วยครับ รูปลักษณ์ซูเปอร์สปอร์ต กลับมารอบนี้ดูหล่อขึ้นเป็นกองเลย แฟริ่งด้านหน้าดีไซน์มาใหม่ ไฟหน้าคู่มีความโฉบเฉี่ยวมากขึ้น ยิ่งถ้ามองด้านหน้าตรง ๆ ก็จะยิ่งเหมือนกับ CBR1000RR เข้าไปกันใหญ่ ตรงนี้ละที่บอกว่า ดีไซน์มีความเป็นซูเปอร์สปอร์ตมากขึ้น โมเดลนี้ยังมีหน้าจอแบบสี TFT ขนาด 5 นิ้วติดตั้งมาให้อีกด้วย ทำให้บอกสถานะฟังก์ชั่นการทำงานของตัวรถได้ชัดเจน สำหรับภายนอกที่ปรับมาให้ ส่วนตัวรู้สึกว่าตัวรถมีความแน่นมากขึ้น ดูแล้วมั่นคง สปอร์ต เมื่อรวมกับโทนสีประจำของทางค่ายยิ่งทำให้ดูสปอร์ตขึ้นอีกเยอะเลย เครื่องยนต์ปรับมาใหม่ เครื่องยนต์ตัวนี้เป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 16 วาล์ว มีพิกัดอยู่ในคลาส 650 ซีซี จัดเป็นรถบิ๊กไบค์ขนาดกลางที่เป็นมิตรกับผู้ขับขี่ แต่ไม่ใช่ว่าไม่แรงนะ มันมีความแรงที่ควบคุมได้ อีกทั้งยังตรงกับความนิยมของชาวไทย โดยในเจ็นฯ นี้มีการปรับเปลี่ยนองศาเพลาลูกเบี้ยวฝั่งไอดีมาใหม่ ทำให้วาล์วเปิดนานขึ้น ส่งผลให้ตัวรถมีกำลังแรงและขี่ได้สนุกมากขึ้น ทั้งยังมีการปรับแมปปิ้งระบบจ่ายน้ำมันมาใหม่ ทำให้ตัวรถสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ส่งกำลังด้วยเกียร์ 6 สปีด พร้อมมีระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์มาให้ช่วยทำให้การขับขี่สมู้ทนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ช่วงล่าง พร้อมจากโรงงาน พูดถึงระบบเบรกก่อนเลย ของที่ให้มาเป็นแบบดับเบิ้ลดิสก์แบบโฟลทติ้ง คาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเม้าส์ ส่วนด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเช่นกัน ถัดมาในส่วนของโช้คอัพหน้าเป็นแบบ Upside Down จาก Showa SFF-BP ขนาด 41 มิลลิเมตร โช้คอัพหลังเดี่ยวขนาดแกน 14 มิลลิเมตร สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ 10 ระดับ และส่วนสุดท้ายนั้นก็คือตัวล้ออลูมิเนียมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางหน้าหลัง 17 นิ้ว มาพร้อมยางหน้าขนาด 120/70-17 และยางหลังขนาด 180/55-17 ตามลำดับ เทคโนโลยีมีให้พร้อม ที่โดดเด่นเลยก็คือระบบ HSTC หรือ Honda Selectable Torque Control เรียกกันแบบที่คุ้นเคยก็แทร็คชันคอนโทรลที่มาเสริมความปลอดภัยขณะขับขี่ให้มากขึ้น เพื่อที่จะรักษาสมดุลของตัวรถ เพิ่มการยึดเกาะของตัวล้อและยาง ทำให้ผ่านอุปสรรคไปได้อย่างปลอดภัย ยังมีในส่วนของระบบเบรกนั้นก็คือ ABS อิสระหน้า-หลัง ที่จะมาช่วยลดระยะการเบรกให้สั้นและเบรกได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น   ยังมีระบบ Honda Roadsync เชื่อมต่อรถเข้ากับสมาร์ทโฟน พร้อมกับการแสดงผลบนหน้าจอ TFT เพิ่มความสะดวกสบาย จะโทรเข้า รับสาย ฟังเพลง ก็ทำได้สะดวกปลอดภัยและยังมีพอร์ต USB Type-C ติดตั้งมาให้ใช้ชาร์จสมาร์ทโฟนที่เป็นเหมือนอวัยวะที่ 33 ของคนเรายุคนี้อีกด้วย ฟีลลิ่งลงสนามเป็นไงบ้าง.. จริง ๆ แล้วการรีวิวทดสอบโมเดลนี้เป็นรอบทดสอบวันเดียวกันกับเจ้า CBR500R 2024 เลย แต่จะมีการแบ่งการทดสอบเป็นช่วงเช้ากับช่วงบ่าย เพื่อที่จะได้จับฟีลลิ่งในสนามได้ชัดเจน ซึ่งการจัดการทดสอบที่สนามแก่งกระจานเซอร์กิต ที่ถือว่าเป็นสนามที่ขี่สนุก ด้วยโค้งที่ต่อเนื่อง มีขึ้นเนินลงเนินแบบไฮสปีด ทำให้เราสามารถที่จะจับฟีลลิ่งรถได้อย่างชัดเจน ทั้งช่วงล่าง กำลังเครื่องยนต์ ระบบเบรก ไปจนถึงท่านั่งการขับขี่อีกด้วย ท่านั่งและการขับขี่ ท่านั่งยังมีการออกแบบสำหรับการขับขี่ใช้งานทั่วไป ไม่ได้ออกแบบมาเป็นเรซซิ่งจ๋า ๆ ยังคงขี่ง่าย หลังไม่ได้ก้มลงมาเยอะเลย อันนี้ถือว่าตอบโจทย์เลย แต่วันนี้เรามาทดสอบในสนาม ยังไงก็ต้องหมอบหาแอโรไดนามิกและขับขี่แบบเรซซิ่งกันหน่อย ถ้าจะหมอบก็ทำได้สบาย ๆ ช่วงตัวผู้ขับขี่ท่อนบนทำได้ดี ช่วงท่อนล่างเอวลงไป ยังต้องปรับเล็กน้อย

รีวิว Aprilia SR GT 200 Replica

รีวิว Aprilia SR GT 200 Replica หล่อเข้ม พร้อมซิ่ง สไตล์สปอร์ต สำหรับครั้งนี้เราได้มีโอกาสทำการทดสอบและ รีวิว Aprilia SR GT 200 Replica สกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กสัญชาติอิตาลีจากทางค่ายเทพสามตาอาพริเลีย ซึ่งก่อนหน้านี้เราได้ทดสอบเวอร์ชันปกติไปแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นเวอร์ชันพิเศษที่มีการปรับเปลี่ยนให้มีความสปอร์ตมากขึ้น แทนที่จะเป็นแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์แบบตัวสแตนดาร์ด จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ฟีลลิ่งจะเป็นยังไง ไปติดตามกันครับ [yotuwp type=”videos” id=”i1LlnCgkveg” ] มาดใหม่ลุคสปอร์ต สำหรับโมเดลพิเศษนี้ได้รับการถ่ายทอด DNA มาจาก RS-GP 23 ม้าศึกคู่ใจของสองนักแข่งจากทีม Aprilia Racing Team ในการแข่งขัน MotoGP ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้ดูสมกับเป็นสกู๊ตเตอร์สไตล์ซูเปอร์สปอร์ตอย่างเต็มภาคภูมิ  จุดเด่นที่ใส่เข้ามาใหม่ในเรื่องของรูปโฉมนั้นก็ได้แก่ กราฟิกโลโก้ Aprilia ขนาดใหญ่ที่ด้านข้างตัวรถโดยวางเป็นแนวเฉียงตัดกับตัวแฟริ่งสีดำด้านพร้อมลวดลายกราฟิกแบบแดงสลับม่วงแบบเดียวกันกับรถแข่ง MotoGP นั่นเอง  ยังมีดีเทลอื่น ๆ ช่วยเสริมความสปอร์ตเข้ามาไม่ว่าจะเป็นขอบล้อหน้าสีแดง ขอบล้อหลังสีดำแบบเดียวกับรถแข่ง RS-GP ที่จับคนซ้อนสีดำด้านดุดัน เบาะนั่งทรงสปอร์ตที่มีการเลือกใช้วัสดุแบบเดียวกับซูเปอร์ไบค์ระดับเรือธงของทางค่ายอย่าง RSV4  นอกจากนี้ตัวรถยังมีชุด Aprilia Welcome Kit ซึ่งจะเป็นกระเป๋าและพวงกุญแจจากทางค่ายให้คุณได้เข้าร่วมแก๊ง be a Racer club อย่างเต็มตัวนั่นเอง  พร้อมกันนี้ยังมีสติ๊กเกอร์เบอร์แข่งของสองนักแข่ง MotoGP คือเบอร์ 12 ของ Maverick Vinales และเบอร์ 41 ของ Aleix Espargaro ให้เจ้าของรถได้เลือกแปะตกแต่งรถของตัวเองตามความชอบได้เองอีกด้วยครับ ขุมพลังแรง สำหรับโมเดลนี้เครื่องยนต์ i-get สูบเดียว 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 174 ซีซี จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดไฟฟ้าที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 17.67 แรงม้าที่ 8,500 รอบและ 16.5 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ โดยใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 9 ลิตรที่สามารถเติมได้สะดวกด้วยช่องเติมน้ำมันด้านหน้า ส่งกำลังด้วยระบบสายพาน  ช่วงล่างเน้นซิ่ง ในเรื่องของช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะมีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกขนาดแกน 33 ม.ม. ระยะยุบ 120 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ระยะยุบ 102 ม.ม. ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนสปริงโช้คมาใหม่ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS เฉพาะล้อหน้า  ปิดท้ายด้วยล้อและยางก็จะเป็นล้ออลูมิเนียมอัลลอยที่มีขนาด 110/80-14’ และ 130/70-13’ ซึ่งตรงนี้จะเป็นจุดที่แตกต่างจากรุ่นสแตนดาร์ดอีกจุด เพราะยางที่ให้มาจะเป็นยางสำหรับใช้งานบนทางดำเป็นหลัก ไม่ใช่ยางแบบสองประสงค์อีกแล้วนั่นเอง  เทคโนโลยีทันสมัย สำหรับเทคโนโลยีนอกจากระบบเบรก ABS ที่กล่าวถึงไปแล้วตัวรถจะมีระบบ RISS Start&Stop ที่จะมาช่วยดับเครื่องยนต์อัตโนมัติเวลาจอดติดไฟแดงหรือหยุดรถนาน ๆ ซึ่งจะช่วยประหยัดน้ำมันได้fu และเพียงแค่บิดคันเร่งรถก็พร้อมจะออกตัวไปต่อได้ทันที ซึ่งสามารถเปิดปิดได้ที่ประกับแฮนด์ด้านซ้าย อ่อ ระบบไฟส่องสว่างทั้งคันเป็นแบบ LED เต็มระบบ และมีช่องจ่ายไฟแบบ USB ในคอนโซลหน้าด้วย ฟีลลิ่งการขับขี่ ครั้งนี้ตัวแอดมินก็ได้มีโอกาส นำเจ้า Aprilia SR GT 200 Replica มาทดสอบขับขี่ใช้งานเป็นครั้งแรก ซึ่งแบ่งเป็น 2 รูปแบบการขับขี่ ทั้งแบบถนนกับเส้นทางในเมืองพร้อมจัดท็อปสปีดบนถนนสุวรรณภูมิ และการขับขี่ในสนาม Motor Sport Park สุวรรณภูมิ เพื่อรีดสมรรถนะตัวรถแบบเต็มพิกัด  เริ่มแรกกันที่รูปลักษณ์ มิติตัวรถที่ปรับปรุงมาใหม่ในหลาย ๆ จุดที่กล่าวไปข้างต้น พอมองแล้วรู้สึกว่าโมเดลรุ่นนี้ปรับคาแรคเตอร์ให้มีความเป็นรถสปอร์ตมากขึ้นจากเดิม บวกกับลวดลายของ RS-GP 2023 ตัวแข่งโมโตจีพี ถ่ายทอดสู่รุ่นนี้ จึงทำให้ดูน่าขี่ น่ามีไว้ใช้งานซักคันจริง ๆ  นั่งดีขับขี่สบาย ต่อด้วยในส่วนท่านั่งการขับขี่ ส่วนตัวที่มีส่วนสูงอยู่ที่ 175 ซม. พอได้นั่งคร่อมแล้ว ตัวเบาะมีขนาดกว้าง นั่งได้เต็มก้น เท้าถึงพื้นพอดี ไม่ต้องเขย่ง ในจุดนี้สำหรับคนที่มีส่วนสูงตั้งแต่ 175 ซม. หรือว่า 180 ซม.ขึ้นไปสามารถใช้งานได้เลยในจุดนี้ แต่สำหรับคนที่ส่วนสูงน้อยกว่าอาจจะต้องขยับตัว ขยับขากันซักหน่อย ต่อด้วยตัวฟุตเพลตดีไซน์มาแบบ 2 ระดับให้สามารถปรับเปลี่ยนท่วงท่าได้ ทั้งขับขี่ปกติ หรือขับขี่แบบทัวริ่ง ยืดแข้งยืดขา ก็สามารถทำได้ ช่วยลดอาการปวดเมื่อยอีกด้วย

รีวิว New CBR500R 2024

รีวิว New CBR500R 2024 อัพดีกรีสปอร์ต น่าขี่ยิ่งกว่าเดิม!! ครั้งนี้เราได้มีโอกาส รีวิว New CBR500R 2024 โมเดลใหม่ล่าสุดที่วางจำหน่ายในบ้านเรา ถึงแม้จะเป็นโมเดลที่มีอยู่แล้ว แต่กลับมารอบนี้ถือว่า Honda ทำการบ้านเรื่องรูปลักษณ์มาได้เป็นอย่างดี มีความหล่อเหลากว่าเดิมหลายเท่าตัว สำหรับครั้งนี้เรามาทดสอบความสปอร์ตกันถึงที่สนามแข่งรถแก่งกระจาน เซอร์กิต จ.เพชรบุรี เอาให้รู้กันไปเลยว่าคันนี้มีอะไรดี คันนี้มีประวัติ   เล่าให้ฟังกันก่อนเลย เดิมที CBR500R รหัสนี้ มีมาตั้งแต่ปี 2013 ก็เรียกได้ว่ามีความเป็นมายาวนานนับ 10 ปีที่มีจำหน่ายในศูนย์ Honda Bigwing  รูปลักษณ์ หน้าตาก็ถูกเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาตามสมัย ทั้งวัสดุ ลวดลาย เส้นสาย ก็ถูกเปลี่ยนไป รวมไปถึงเทคโนโลยีที่ถูกใส่เพิ่มเติมเข้าไปหรือปรับปรุงแก้ไข ล้วนแล้วแต่ทำให้ตัวรถตอบสนองผู้ขับขี่ได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทดสอบแบบสายฟ้าแลบ เปิดตัววันแรกในงาน Motor Expo 2023 วันรุ่งขึ้นผมก็ต้องแพ็คเรซซิ่งสูทเข้ากระเป๋าดิ่งตรงเข้าสนามแข่งแก่งกะจานเซอร์กิตเลย เพื่อที่จะให้พร้อมทดสอบในงาน Honda Bigbike Triple Thrills ที่รวบรวมโมเดลใหม่ทุกรุ่นที่เปิดตัวพร้อมราคาในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปเพื่อที่จะให้สื่อมวลชนในประเทศไทยเข้าร่วมทดสอบอย่างเป็นทางการที่แรกในโลกก่อนใคร เรียกได้ว่า Thai Honda จัดให้แบบไม่มีเสียชื่ออยู่แล้ว แฟริ่งใหม่ทั้งคัน ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หล่อขึ้นเป็นกอง เพราะมีการดีไซน์ปรับเปลี่ยนแฟริ่งใหม่ โดยเฉพาะด้านหน้าที่มีการเปลี่ยนแฟริ่งเป็นไฟหน้าคู่พร้อมกับดีไซน์ดับเบิ้ลแฟริ่งให้มี Air duct หรือท่อดักลมไอดีมาให้พร้อมกับปีกหรือวิงก์เล็ต ซึ่งใช้งานได้จริง เพิ่มความนิ่งในความเร็วสูง ๆ ได้ดี  และมีดีไซน์ลวดลายรอบคันให้มีเส้นสายความสปอร์ตมากขึ้นกว่าเดิม นี่ละถึงเป็นสาเหตุว่าทำไมทุก ๆ คนถึงพูดเป็นเสียงเดียวกันหลังจากที่ได้เห็นคันนี้ว่า หล่อขึ้นเป็นกอง เครื่องยนต์พื้นฐาน 2 สูบ ขุมพลังยังคงเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง พิกัด 471 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 47 แรงม้า และ แรงบิด 43 นิวตันเมตร ชุดเกียร์ 6 สปีด มีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ เพิ่มความสมบูรณ์แบบในการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีส่วนที่พัฒนามาให้นั้นคือ กล่อง ECU ที่มีปรับจูนแม็ปปิ้งมาให้ใหม่ เพื่อให้ตอบสนองผู้ขับขี่ได้ดีขึ้น ช่วงล่าง แอบซิ่งได้ โช้คอัพหน้าเป็นแบบหัวกลับ Showa SFF-BP มาพร้อมขนาดแกน 41 ม.ม. โช้คหลังเดี่ยวพร้อมกระเดื่องทดแรง Pro-link สามารถปรับค่าแข็งอ่อนของสปริงได้ 5 ระดับ ในส่วนของระบบเบรกก็จัดมาให้เต็มระบบ ด้านหน้าเป็นแบบดับเบิ้ลดิสก์เบรก ด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยว สำหรับตัวล้อและยางเส้นผ่าศูนย์กลาง 17 นิ้วให้โปรไฟล์ยางแบบใช้งานขับขี่บนท้องถนนทั่ว ๆ ไปมาให้ เทคโนโลยี เริ่มจากเทคโนโลยีความปลอดภัยกันก่อนเลย อย่าง HSTC หรือ ที่เราเข้าใจกันแบบง่าย ๆ นั้นก็คือระบบแทร็กชั่นคอนโทรล ป้องกันการล้อฟรี หรือการสูญเสียการยึดเกาะนั่นเอง ช่วยรักษาสมดุลของตัวรถ ทำให้เพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นที่สำคัญถ้าอยากมันส์ ก็สามารถเปิดปิดได้ด้วย ยังมีระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนลซึ่งเป็นของที่สำคัญและขาดไปไม่ได้เลยเวลาขับขี่บนท้องถนน และระบบ ESS ช่วยกระพริบไฟฉุกเฉินเวลาเบรกกะทันหันช่วยแจ้งเตือนคันข้างหลัง ในส่วนของความสะดวกสบายนั้นนอกจากหน้าจอเรือนไมล์ที่ให้มาแบบ TFT จอสี ขนาด 5 นิ้ว ที่บอกสถานะทุกอย่างของตัวรถไว้อยู่แล้ว ยังมีในส่วนของ Honda Roadsync ระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนติดรถมาให้จากโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการโทรออกรับสาย ระบบนำทาง ฟังเพลง ส่งข้อความ พยากรณ์อากาศ ผู้ขับขี่สามารถใช้งานเลือกฟังก์ชั่นต่าง ๆ ได้ผ่าน ปุ่มควบคุม 4 ทิศทางใหม่ รองรับทั้งระบบแอนดรอยด์ และ iOS ฟีลลิ่งการขับขี่ในสนาม มุมมองแรกเลยจากตัวผมเอง ถึงแม้จะไม่ใช่ครั้งแรก เพราะครั้งแรกก็ว้าวกว่านี้กับการเปิดตัวที่งาน EICMA 2023 สะกดสายตาคนทั้งโลกแล้ว สำหรับการกลับมาของ CBR500R 2024 แต่ก็รู้สึกว้าวกับดีไซน์นี้อยู่ดี เพราะว่าสัมผัสได้ถึงความบึกขึ้น มีวิงเล็ตเหมือนกับรุ่นพี่ระดับซูเปอร์ไบค์ อย่าง CBR1000RR-R ถือว่าได้ฟีลสปอร์ตที่ชัดเจนมากขึ้นอีกขั้น ท่านั่งการขับขี่ สำหรับการขับขี่ในสไตล์เรซซิ่ง CBR500R ให้อารมณ์ท่านั่งกึ่งสปอร์ต ไม่ได้ก้มตัวจนมากเกินไป สืบเนื่องมาจากแฮนด์จับโช้คมีการยกขึ้นมาสูงกว่าระดับแผงคอนิดหน่อยและตำแหน่งการวางเท้าที่ไม่ชันเข่ามากเท่าไร โดยรวมท่านั่งการขับขี่จะตอบโจทย์ให้สำหรับการใช้งานในเมือง แต่คราวนี้เอามาขี่ในสนามก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ สามารถขับขี่ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะแบนโค้ง หรือหมอบทางตรง ก็ไม่ได้ติดปัญหาอะไรเท่าไรนัก เครื่องยนต์ปรับมาใหม่ เครื่องยนต์ 2

รีวิว Lambretta X200 รูปหล่อ ทรงดี ขี่สมูท

รีวิว Lambretta X200 รูปหล่อ ทรงดี ขี่สมูท ต่อกระแสความฮิตต่อเนื่องกับแบรนด์สกู๊ตเตอร์ระดับตำนานจากอิตาลีอย่าง Lambretta ซึ่งหลังจากที่เปิดตัวโมเดล X300 SR Monochrome คอลเลกชันใหม่ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ทางค่ายเองก็ได้ทำการจัดเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ กับการเปิดตัวโมเดล Lambretta X200 โฉมพิกัดใหม่เอาใจสาย New Entry พร้อมที่จะพาเข้าด้อมเหล่า Lambrettista ในสไตล์สุดชิค โดดเด่น ไม่ซ้ำใคร แต่ก่อนอื่นเลยสำหรับใครที่ยังไม่รู้จักกับความเป็นมาของ Lambretta แล้วหล่ะก็ ขอพาย้อนคร่าว ๆ กันซักนิด สำหรับต้นกำเนิดของแบรนด์นั้นเกิดในช่วงปี ค.ศ. 1947 โดยคุณ Ferdinando Innocenti เจ้าของธุรกิจผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินในสมัยนั้น แต่ด้วยผลพวงความเสียหายจากการระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงทำให้คุณ Ferdinando เกิดไอเดียที่จะสร้างรถมอเตอร์ไซค์จากซากเครื่องบินที่ยังหลงเหลืออยู่ จนก่อกำเนิดเป็นรถมอเตอร์ไซค์แลมเบรตต้าที่เห็นกันในทุกวันนี้ สำหรับโมเดล Lambretta X200 ถือเป็นพิกัดใหม่ที่จะเข้าเสริมทัพในตระกูล X-Series เพิ่มทางเลือกให้กับผู้ที่หลงใหลในกลิ่นอายแห่งความสปอร์ต ผสมผสานกับความคลาสสิกระดับพรีเมียม ดูโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ภายใต้คอนเซ็ปต์ “I Know What I Want” บ่งบอกถึงกลุ่มไลฟ์สไตล์ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ชอบอะไร ก็จัดไปให้สุด ดีไซน์เอกลักษณ์ ในแบบโมเดิร์นคลาสสิก ในส่วนรูปลักษณ์การดีไซน์ของโมเดลรุ่นนี้ เริ่มจากมิติตัวรถที่ใช้โครงสร้างตัวแบบ Low&Long โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากโมเดลในยุคบุกเบิก รวมถึงสัดส่วนของการออกแบบตัวเฟรมที่ดูมีความโฉบเฉี่ยวผสมผสานกับความคลาสสิกอีกด้วย  สำหรับรายละเอียดดีเทลต่าง ๆ ของตัวรถ เริ่มจากด้านหน้ากับไฟหน้าทรงหกเหลี่ยม พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ รวมถึงบิลด์อินต์สัญลักษณ์แบรนด์เข้าไว้เข้าในตัวโคมไฟ ดูสวยงาม ต่อด้วยในส่วนของบังลมด้านหน้าที่มีการติดตั้งตัวเพลทสำหรับชื่อรุ่นทางฝั่งซ้ายให้คนมองไม่สับสน ส่วนฝั่งขวาจะเป็นในส่วนโลโก้แบรนด์ รวมถึงแบดจ์พิเศษของทางค่ายติดมาให้อีกด้วย ด้านหน้า ด้านหลัง นอกจากนี้ ทางค่ายยังประดับเพลทที่มีตราของผู้ก่อตั้งแบรนด์ บริเวณไทหน้า รวมถึง แถบลายธงชาติอิตาลีให้ดูโดดเด่น ดูมีสไตล์ของความเป็นรถอิตาเลียนแท้ ๆ ส่วนไฟเลี้ยวบิลด์อินต์เข้าไปในบังลมดูเรียบหรูเพิ่มขึ้น รวมถึงไฟท้ายขนาดใหญ่ ดีไซน์รูปทรงคริสตัล 7 แท่งเป็นเอกลักษณ์แบบ X Series ออกแบบมาอย่างสวยงาม ประกับคอนโทรลซ้าย ประกับคอนโทรลขวา ต่อด้วยในส่วนของประกับคอนโทรล เริ่มจากฝั่งซ้ายจะพบกับสวิตช์ไฟสูงต่ำ ไฟเลี้ยวและแตรติดมาให้ ส่วนฝั่งขวาจะพบไฟฮาซาร์ดหรือไฟฉุกเฉิน สวิตช์โหมดคอนโทรล รวมถึงปุ่มสตาร์ทรถ มาด้วยหน้าจอเรือนไมล์แบบอนาล็อก-ดิจิทัล ดีไซน์สวยงาม และจุดสังเกตที่ใต้ตัวเรือนไมล์จะพบกับเพลทอักษรตัว X ประดับไว้ ดูมีความพรีเมียมเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ส่องลงมาจะพบกับสวิตช์ควบคุมรถแบบ SmartKey ที่มีฟังก์ชันการใช้งานต่าง ๆ ทั้งสตาร์ท-ดับเครื่องยนต์ เปิดเบาะใต้รถและล็อกคอรถ ช่องระบายอากาศแบบครีบฉลาม และเพลทด้านซ้ายที่กำกับลายเซ็นต์ของคุณ Ferdinando Innocenti บ่งบอกถึงความใส่ใจ ความพิถีพิถันในการออกแบบจากทางค่ายอีกด้วย  ฟุตเพลท ติดแผ่นยางกัน เบาะชิ้นเดียวตัดเย็บสวยงาม พร้อมปักโลโก้แลมเบรตต้า นอกจากนี้ ฟุตเพลทหรือที่พักเท้าออกแบบมาให้มีขนาดกว้างพร้อมติดแผ่นยางกันลื่น รวมถึงประดับพิมพ์บนแผ่นยางให้ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ต่อด้วยของเบาะแบบชิ้นเดียว ดีไซน์โดดเด่น พร้อมปาดเว้าด้านข้างออกมาได้สวยงาม รวมทั้งมีการไล่ตะเข็บเป็นชั้น ๆ เพิ่มความสวยงามขึ้นไปอีก และจุดที่น่าสนใจ กับลายปักโลโก้แลมเบรตต้าด้วยด้ายสีเทา เพิ่มความเข้ม เท่ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของโมเดลรุ่นนี้เลยไม่น้อย ด้วยลวดลายสติ๊กเกอร์ บนตัวเฟรมที่ดีไซน์ออกแบบมาใหม่ โดยมีการเล่นสีให้ดูแตกต่างมากยิ่งขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่เราสามารถสังเกตได้ว่ารุ่นนี้แหล่ะ X200 อย่างแน่นอน บ่งบอกถึงความเป็นรถอิตาเลียนอย่างแท้จริง รวมถึงกิมมิกจุดเล็กน้อย ๆ ทั้งมือจับคนซ้อนบริเวณใต้เบาะด้านหลัง ที่แขวนของอเนกประสงค์ติดมาให้ใช้งานอีกด้วย รวมถึงการใช้เส้นสายสีดำตัดไล่ตามขอบคิ้วส่วนต่าง ๆ ของตัวรถทั้งครอบไฟหน้า ชุดกระจก ชุดโช้คอัพ  แคร้งข้าง ที่ให้อารมณ์ความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น และอีกจุดที่น่าสนใจ สำหรับสัญลักษณ์โลโก้แบรนด์ตามจุดต่าง ๆ ของตัวรถรอบคัน หากพูดไปก็คงไม่หมด ไปชมภาพกันดีเลยดีกว่า  โดยรวมการออกแบบของโมเดลรุ่นนี้ ค่อนข้างเสมือนกับโมเดลรุ่นพี่อย่าง X300 เพราะด้วยการใช้โครงสร้าง ตัวเฟรมบอดี้ รวมถึงชิ้นส่วนต่าง ๆ แบบเดียวกันเกือบทุกจุด แต่จะแตกต่างเพียงจุดเล็กน้อย ๆ ที่ออกแบบเพิ่มเสริมความหล่อไปอีกขั้นเฉพาะรุ่นนี้ โดยเราสามารถสังเกตได้ที่เพลทด้านหน้า และสติ๊กเกอร์ด้านข้างนั่นเอง เครื่องยนต์ LSP ตอบโจทย์สาย New Entry สำหรับเจ้า X200 มาพร้อมกับเครื่องยนต์ LSP (Lambretta Super Performance) แบบสูบเดียว 4 วาล์ว ขนาด 184.7 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมพัดลมระบายความร้อนติดตั้งเพิ่มมาให้อีก 2 ตัว และใช้ระบบจ่ายน้ำแบบหัวฉีด

เทียบสเปก CBR500R 2024 vs Ninja 500 SE 2024

เทียบสเปก CBR500R 2024 vs Ninja 500 SE 2024 สปอร์ตไบค์พิกัด 500 ซีซีจากค่ายญี่ปุ่น Honda และ Kawasaki ที่มีความใกล้เคียงกันมาก ๆ

ทดสอบ Grand Filano Hybrid น้ำมันถังเดียวเที่ยวเมืองเหน่อไหวมั้ยไปดู

ทดสอบ Grand Filano Hybrid น้ำมันถังเดียวเที่ยวเมืองเหน่อไหวมั้ยไปดู วันนี้เราได้ภารกิจ ทดสอบ Grand Filano Hybrid ว่าจะประหยัดน้ำมันแค่ไหน สมกับที่คุยไว้หรือเปล่า งานนี้เราก็จะเลยไปเที่ยวเมืองเหน่อกัน โดยมีโจทย์ว่าใช้น้ำมันแค่ถังเดียวเท่านั้น ไปกลับได้มั้ย จะรอดหรือเปล่า ไปติดตามกันครับ เราเริ่มเดินทางจากกรุงเทพ จุดเริ่มต้นของเรา ตั้งต้นกันที่ปั๊มน้ำมันปตท. วิภาวดีรังสิต ที่อยู่บริเวณกระทรวงพลังงานเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล 95 เต็มถังก่อนเริ่มการเดินทางครั้งนี้เพื่อให้ได้ตัวเลขการใช้น้ำมันและอัตราสิ้นเปลืองที่แม่นยำมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเราตั้งจุดหมายปลายทางของเราไว้ที่อุทยานมังกรสวรรค์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยเราวัดกิโลเมตรจาก Google Map ไป-กลับ กินระยะทางโดยประมาณ 200 กิโลเมตร และเราก็คิดว่า แกรนด์ฟิลาโน่ไฮบริด ใช้ความเร็วขับขี่ใช้งานแบบปกติ จะสามารถไปกลับได้ เราก็เลยอยากจะชาเลนจ์กันดูหน่อยว่า 1 ถัง ไปกลับได้ไหม มาลุ้นกันหน่อย เราเริ่มเดินทางรีเซ็ตทริปที่หน้าจอเรือนไมล์ TFT สุดสวยและมองเห็นได้ชัดเจนของเจ้าแกรนด์คันนี้ไว้ที่ 0 กิโลเมตรเพื่อบันทึกระยะทาง แล้วจึงออกเดินทางมุ่งหน้าถนนวิภาวดี ตัดเข้าแคราย แล้วต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 304 มุ่งหน้าสุพรรณบุรี เป็นเส้นทางที่ตรงมาก ทำให้คันเร่งของเราตึงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเหลือบมองหน้าเรือนไมล์ท็อปสปีดสูงสุดได้ถึง 111 กิโลเมตร/ชั่วโมง (สำหรับตัวผมที่ตัวใหญ่หน่อย คนอื่นก็น่าจะไปได้มากกว่านี้) ซึ่งนั่นกลายเป็นปัญหาแรก ที่เราเจอ คือ เห็นทางตรงยาว ๆ แล้วอดใจไม่ได้บิดหมดปลอก ทำให้เราสูญเสียน้ำมันมากขึ้น แต่ก็คือสภาพความเป็นจริง เผื่อใครอยากออกทริป เราก็จะพิสูจน์ให้ตรงนี้เลยว่าคันนี้ รุ่นนี้ไปได้จริง ๆ มั้ย ซึ่งเมื่อเราเดินทางมาถึง อุทยานมังกรสวรรค์แล้วเรียบร้อย ระยะทางที่วิ่งมาได้จากหน้าไมล์บอกเราว่าคือ 102 กิโลเมตร และเกจน้ำมันลงมาอยู่ที่ครึ่งถัง แต่นี่ก็เป็นแค่เพียงครึ่งทางเท่านั้น เรายังต้องเดินทางกลับกันต่อ…   ทั้งนี้สุพรรณบุรีเป็นอีก 1 จังหวัดที่มีสถานที่น่าท่องเที่ยวมากมาย ทั้งวัด อุทยาน บึงฉวาก และอื่น ๆ อีกมากมาย ระยะทางก็ไม่ไกล ใช้เวลาไม่นานมากถ้าเดินทางจากกรุงเทพมหานคร เหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็น วันเดย์ทริปง่าย ๆ ของชาวไบค์เกอร์ที่จะมาท่องเที่ยวจังหวัดนี้ อยากให้มาลองเที่ยวที่นี้กันดู บ่ายแล้วกลับดีกว่า ซดก๋วยเตี๋ยวร้อน ๆ ไปคนละ 2-3 ชาม อิ่มได้ที่ก็พร้อมตั้งตัวเตรียมกลับกรุงเทพก่อนฝนตก ท้องฟ้าเริ่มมืดมัว เสี่ยงจะต้องตากฝน เดี๋ยวจะพาลทำให้ภารกิจไม่สำเร็จเอาในวันนี้ จึงเริ่มเดินทางกลับ แต่ขากลับเราขับด้วยความเร็วที่ช้าลงกว่าขามา ยืนพื้นอยู่ที่ 80 – 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง เหลือบมองหน้าจอเรือนไมล์ TFT แสดงอัตราบริโภคน้ำมันแบบเรียลไทม์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดูง่าย เด่นดี บิดเท่าไรกินเท่านั้น ถือว่าทำให้เรามองและสามารถคาดคะเนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้แบบคร่าว ๆ ได้ทันที เส้นทางขากลับเรายังคงเป็นทางเดิม คือวิ่งเส้นทางหลวงหมายเลข 304 บางบัวทอง ตัดเข้าเส้นกรุงเทพ-นนท์ และวิ่งเข้ารัชโยธิน วิภาวดีรังสิต ถึงจุดหมายปลายทางเรียบร้อย ระยะทางรวม 214 กิโลเมตร กรุงเทพ – สุพรรณบุรี – กรุงเทพ แบบวันเดย์ทริป น้ำมันยังเหลือในถัง ทำให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงไปได้ดี แต่จะดีไปกว่านั้น เราลองเติมน้ำมันเต็มถังใน ปั๊มเดิม หัวจ่ายเดิม เติมให้หัวจ่ายตัดพอ ผลสรุปการเดินทางครั้งนี้ เราใช้น้ำมันในการเดินทางไปทั้งหมด 3.967 ลิตร คิดเป็นเงินทั้งหมด 150 บาท เท่ากับว่า 1 ลิตร สามารถวิ่งได้ 53.5 กิโลเมตร ถือว่าใช้งานออกทริปก็ประหยัดอยู่เหมือนกันนะเนี่ย ถือว่าเครื่องบลูคอร์ไฮบริด 125 ซีซีให้สมรรถเยี่ยมจริง ๆ ทางเคลมมาว่า 62.5 กม./ลิตร แต่เราเอามายิงยาว ๆ ตัวเลขก็ยังสูงอยู่ ถือว่าทำได้ดีไม่ผิดหวัง แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว มันก็มีองค์ประกอบมากมายที่เป็นตัวแปรทำให้อัตราการบริโภคน้ำมันเปลี่ยนไป น้ำหนักผู้ขับขี่ การเดินคันเร่ง สภาพอากาศ สภาพถนน ก็อาจจะมีเปลี่ยนแปลงได้ แต่วันนี้เราได้ทดสอบกันแบบใช้งานจริง ก็ทำให้รู้ว่า New Grand Filano Hybrid ไปกลับสุพรรณบุรีได้ด้วยน้ำมันถังเดียว ถึงแม้จะเป็นรถสกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กที่มีจุดประสงค์หลักสำหรับใช้งานในเมือง ก็สามารถนำมาใช้ออกทริปเดินทางได้อย่างสบาย ๆ วางแผนดี ๆ เที่ยวได้สบายแน่นอนครับ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่ช่วยตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ Stop &

รีวิว Solar Proud 125

รีวิว Solar Proud 125 กรุงเทพ – เชียงใหม่ ไม้เดียวได้สบาย ๆ !! ความท้าทายเริ่มต้นขึ้นแล้ว กับการทดสอบ รีวิว Solar Proud 125 จากกรุงเทพ – เชียงใหม่ ระยะทางรวม 700 กว่ากิโลเมตรแบบไม้เดียว ทั้งคนทั้งรถ ไม่มีสับเปลี่ยนกลางทาง ถือว่าเป็นการทดสอบรถครั้งแรกในชีวิตของตัวผมเองด้วยที่ได้มีโอกาส ขับขี่ทดสอบรถบ้าน ๆ ที่เน้นการใช้งานในชีวิตประจำวันขนาด 125 ซีซี แม้ว่าการทดสอบครั้งนี้จะดูย้อนแย้งกับจุดประสงค์การใช้งาน แต่ก็ถือว่าเป็นความท้าทายครั้งสำคัญ ที่จะได้ทดสอบความทนทานของเครื่องยนต์ ช่วงล่าง ระบบเบรก และจับฟีลลิ่งไปพร้อม ๆ กันด้วยระยะทางการพิสูจน์เจ็ดร้อยกว่ากิโล สำหรับทริปทดสอบครั้งนี้ ยังมี อีก 2 รุ่น 2 สื่อ ที่ได้ร่วมทดสอบในครั้งนี้ด้วย พี่เก่ง MotoMotion ได้ขับขี่ในรุ่น Solar Groove URBAN 125 และ จูน นักเลงมอเตอร์ไซค์ ขับขี่ในรุ่น Solar Groove CROSS 125 ซึ่งมีพิกัดเครื่องยนต์เดียวกันแต่จะแตกต่างกันที่สไตล์ของตัวรถเท่านั้น จุดเริ่มต้น เราเริ่มต้นออกเดินทางกันที่ถนนพระราม 9 มุ่งหน้าวิภาวดี โดยรถคันที่ผมขับขี่อยู่นั้น มันวิ่งมาแค่เพียง 13 กิโลเมตรเท่านั้น ถือว่าเป็นรถใหม่ 0 โลที่เพิ่งจะประกอบเสร็จจากโรงงานมาให้เราได้ทดสอบกันเลย การขับขี่ในเมืองไม่ใช่ปัญหาใหญ่อยู่แล้ว เพราะตัวรถมีความคล่องตัว เล็กเหมือนรถบ้านทั่ว ๆ ไป ขับขี่ใช้งานง่าย ถูกจริตคนใช้งานอยู่แล้ว เราเริ่มใช้ความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อออกชานเมืองรังสิตมุ่งหน้าอยุธยา เส้นทางสายเอเชียมุ่งสู่ภาคเหนือ ซึ่งหลาย ๆ คนน่าจะรู้จักเส้นทางกันดีอยู่แล้ว พูดถึงน้ำมัน 1 ถัง ขนาดบรรจุเต็มถัง 3.5 ลิตร คันนี้สามารถวิ่งได้อยู่ที่ประมาณ 100 – 120 กิโลเมตร ในความเร็วแบบเต็มพิกัด ยืนพื้นหมดปลอกตลอดทางที่ความเร็ว 100 – 105 กม./ชม. คำนวณอัตราสิ้นเปลืองก็จะประมาณ 33 กิโลเมตร/ลิตร (แบบใส่หมดปลอกนะ ถ้าขับขี่ใช้งานทั่ว ๆ ไปจะได้เห็นตัวเลขที่ดีกว่านี้แน่นอน) โดยน้ำมันถังแรกเรามาหมดแถว ๆ จังหวัดอ่างทอง เส้นทางตรงยาวตลอดทาง มีสภาพอากาศที่มีฝนโปรยปรายลงมาตลอดทาง แต่เพราะเวลาของเรามีจำกัด หากเราจอดหลบฝน เราจะถึงเชียงใหม่มืด ดังนั้นเราจึงหยุดไม่ได้ ต้องลุยฝ่ากันไป เส้นทางเป็นทางตรงยาวมุ่งหน้านครสวรรค์ ผ่านสะพานเดชา ตัวรถที่ผมขับก็ยังไม่มีปัญหาอะไร ต้องยอมเครื่องยนต์ตัวนี้จริง ๆ ที่แบกภาระทั้งหมดไว้ในการเดินทาง ทั้งน้ำหนักตัวผู้ขับขี่ เส้นทางสภาพถนน สภาพอากาศที่ฝนตกหนัก เครื่องยนต์ถูกเค้นด้วยการบิดคันเร่งค้างมาตลอด แทบไม่มีผ่อน แต่ก็ไม่มีกำลังตก แม้เครื่องจะเป็นการจ่ายน้ำมันด้วยคาบูเรเตอร์ ซึ่งทางเราคิดว่าเครื่องยนต์ตัวนี้เต็มที่แล้วที่จะทำได้ เราแวะเติมน้ำมันทุก ๆ 120 กิโลเมตร เพราะคิดว่าถ้าปล่อยให้น้ำมันหมดกลางทางคงจะลำบากแน่ ๆ และเมื่อมองหน้าจอเรือนไมล์ก็เห็นมันเริ่มสว่างขึ้นเรื่อย ๆ แปลว่า ท้องฟ้าเริ่มมืดลง เราขับมาได้เกินครึ่งทางแล้ว เส้นทางเริ่มมีทางชัน โค้งไฮสปีด ช่วงล่างคันนี้กับความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ยังถือว่ารองรับได้เป็นอย่างดี อาจจะด้วยที่เป็นล้อแม็กด้วย เหมาะสมอย่างยิ่งในการเดินทางหายห่วง บททดสอบ   ฟ้าเริ่มมืดลงตอนที่เราเดินทางมาถึงเส้นขุนตาล เส้นทางที่ใครเดินทางจากภาคกลางมาเชียงใหม่ต้องผ่านเส้นนี้ ที่นี่ขึ้นชื่อทางโค้งต่อเนื่อง ลื่น และมืด เราเจออย่างที่บอกทั้งหมดเลย เพราะเส้นทางมืดลง แถมฝนตกด้วย เราต้องอาศัยแสงสว่างจากไฟหน้าของตัวรถที่เป็นไฟ LED และ ต้องการความสว่างจากรถที่ใช้ถนนร่วมกันรวมไปถึงความเร็วที่อยู่บนทางหลวงต้องได้ด้วย ทุกอย่างทำให้เราต้องระมัดระวังมากขึ้นเป็นพิเศษ ฟีลลิ่งตอนนั้นเราฝากไว้ที่ตัวเราและตัวรถทั้งหมดเลย ช่วงล่าง เครื่องยนต์ ระบบไฟ ระบบเบรก ทุกอย่างต้องพร้อมใช้งาน เมื่อต้องการ และเราก็ผ่านช่วงนั้นมาได้ เราเหลืออีกไม่ถึง 100 กิโลเมตร ก็จะถึงเชียงใหม่แล้ว เส้นชัย ในที่สุดเรามาถึงร้านที่เราตั้งเป็นจุดหมายปลายทางในวันแรกเรียบร้อย กับการเดินทาง 726 กิโลเมตร ใช้เวลาไป 13 ชั่วโมง ถือว่าเป็นการทดสอบความอึด ถึก ทน ของตัวรถได้เป็นอย่างดี พิสูจน์อะไรหลาย ๆ อย่างได้เป็นอย่างดี ทั้งเครื่องยนต์ ช่วงล่าง หรือแม้กระทั่งผู้ขับขี่ที่ต้องเจอสถานการณ์อะไรมากมายในการเดินทางไกลครั้งนี้ เช้าวันถัดมาเรามีไปต่อกันอีกเล็กน้อย

รีวิวมอเตอร์ไซค์

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิว CB650R E-Clutch ขี่ง่าย สบายบรื๋อ

รีวิว CB650R E-Clutch ขี่ง่าย สบายบรื๋อ อีกหนึ่งโมเดลกับสายเน็กเก็ดไบค์ไซส์กลางจากค่ายปีกนกที่ค่อนข้างถูกใจแอดมินเป็นพิเศษ และครั้งนี้ก็ได้มีโอกาสร่วมทดสอบ รีวิว CB650R E-Clutch ในงาน Honda E-Clutch The World’s First Ride ครั้งแรกในโลก ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ หล่อเหล่า เหมือนรุ่นพี่ CB1000R โดยความน่าสนใจของโมเดลรุ่นนี้ที่อยากจะควักเงินเปย์ให้ในทุก ๆ เดือนเพราะอะไรหน่ะ..รู้ไหม ก็เพราะว่ารูปลักษณ์ดีไซน์ที่มีการปรับปรุงมาใหม่ที่ดูหล่อขึ้น ทั้งไฟหน้าทรงกลมที่มีไฟข้างในสองชั้น บวกกับไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลค์ตวัดเป็นวงกลมดูลงตัว และไฟท้ายแน่นอนว่าเป็น LED เต็มระบบแล้ว  นอกจากนี้ตัวเบาะที่มีการปรับรูปทรงมาใหม่ ช่องจ่ายไฟใต้เบาะ USB Type-C และมิติตัวรถทั้งตัวเฟรม ตัวบอดี้ สวิงอาร์ม ดูที่บึกบึนเหมือนโมเดลนายแบบส่งเข้าประกวดอะไรซะอย่างนั้น นอกจากนี้สิ่งที่ปรับมาใหม่ที่สำคัญก็คือหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อข้อมูลสมาร์ทโฟนผ่านแอปฟลิเคชัน Honda RoadSync ที่สามารถฟังเพลง รับโทรศัพท์ ข้อความ ระบบนำทางและระบบสั่งการด้วยเสียง เรียกว่าครบครันสุด ๆ   รวมทั้ง ยังแสดงผลฟังก์ชันต่าง ๆ และปรับรูปแบบการแสดงผลได้ถึง 3 รูปแบบอีกด้วย และแน่นอนว่าตัวหน้าจอยังสามารถตัดแสง สามารถอ่านค่าได้ง่ายแม้เวลาขับขี่ในช่วงเวลากลางวันได้อีกด้วย  พละกำลังสี่สูบเรียงพิกัด 650 ซีซี  สำหรับพละกำลังยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ขนาด 649 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกำลังแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 94 แรงม้าที่ 12,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 63 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบต่อนาที ใช้ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบหัวฉีด PGM-Fi ระบบเกียร์ 6 สปีดที่ส่งกำลังผ่านโซ่ไปยังล้อหลังติดตั้งมาพร้อมกับแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์  และความจุถังน้ำมันขนาด 15.4 ลิตร  มีระบบ E-Clutch พร้อมใช้งาน และแน่นอนว่านอกจากโมเดลสายสปอร์ตอย่างเจ้า CBR650R ทางค่ายยังติดตั้งระบบอี-คลัตช์มาในรุ่นเน็กเก็ดไบค์ให้ใช้งานอีกด้วย ซึ่งส่วนประกอบของเจ้าอี-คลัตช์จะประกอบไปด้วย ควิกชิฟเตอร์และชุดคลัตช์ที่อยู่ทางด้านฝั่งขวาเครื่องยนต์ โดยภายในชุดคลัตช์จะมีมอเตอร์ 2 ตัว และเฟืองเกียร์จำนวน 4 เฟือง ที่จะทำงานร่วมกับระบบคลัตช์ของเครื่องยนต์นั่นเอง  นอกจากนี้เจ้าระบบอี-คลัตช์ยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ทันทีโดยไม่ต้องกำคลัตช์ ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับไบค์เกอร์มือใหม่ที่อยากขับขี่บิ๊กไบค์อีกด้วย  ช่วงล่างปรับแต่งได้ ต่อด้วยระบบช่วงล่าง ซึ่งเริ่มกันที่ระบบกันสะเทือนด้วยโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาดแกน 41 มม. รุ่น Showa SFF-BP ส่วนด้านหลังจะใช้โช้คเดี่ยวแบบโปรลิงค์ สามารถปรับแต่งค่าพรีโหลดได้ถึง 10 ระดับ พร้อมระบบเบรกกับดิสก์เบรกคู่ด้านหน้าขนาด 310 มม. ติดคาลิเปอร์เรเดียลเม้าท์ 4 ลูกสูบ ส่วนเบรกหลังเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 240 มม.พ่วงคาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดียว ใส่ล้อและยางมาให้ขนาด 120/70-17 และ 180/55-17 ตามลำดับ โดยน้ำหนักรวมของตัวรถอยู่ที่ 205 กก. มีเทคโนโลยีพร้อม สะดวกต่อการใช้งาน ในส่วนระบบเทคโนโลยีที่โดดเด่นอย่างแรกเลยก็คือหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่แสดงผลฟังก์ชันครบครัน ที่มาพร้อม Honda RoadSync เชื่อมต่อข้อมูลตัวรถผ่านสมาร์ทโฟน ช่องชาร์จ USB Type C ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน  รวมทั้งเทคโนโลยีที่รองรับการขับขี่ทั้งระบบ Honda Selectable Torque Control หรือแทร็กชันคอนโทรล แอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ ระบบไฟกระฉุกเฉินเมื่อเบรกกระทันหัน (ESS) ระบบเบรก ABS Dual Channel ช่วยลดระยะการเบรกให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และควิกชิฟเตอร์ที่ทำงานร่วมกับระบบอี-คลัตช์นั่นเอง  ฟีลลิ่งการขับขี่  ในตอนนี้ก็ถึงคราวของการทดสอบเจ้า CB650R E-Clutch เน็กเก็ดไบค์ไซส์กลางในรุ่นอี-คลัตช์ ซึ่งก่อนทำการทดสอบและเห็นโฉมครั้งแรก มันทำให้นึกถึงเจ้า CB1000R รุ่นก่อนโฉมล่าสุด ด้วยหน้าตาและคาแรคเตอร์ที่คล้ายคลึงกันจนคิดว่าเป็นฝาแฝดกันซะงั้น และอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องสารภาพกับผู้อ่านเลยนั่นก็คือเจ้า CB650R อี-คลัตช์รุ่นนี้ซึ่งนอกจากดีไซน์มาในแบบเน็กเก็ดไบค์อยู่แล้วอยากจะบอกตรง ๆ เลยว่ามันหล่อสำหรับแอดมินจริง ๆ  ทรงดี ขี่ง่าย คล่องตัว สำหรับเรื่องมิติตัวรถที่มีมาในส่วนของระบบอี-คลัตช์ ทำให้ตัวรถไม่ได้ดูใหญ่ไปจากเดิมเลย ส่วนตัวแล้วแอดมินไม่ได้รู้สึกว่ามันใหญ่ขึ้นไปกว่าเดิมสักเท่าไหร่ แต่ที่แอดมินชอบก็คือ การใช้สีทองแดงในส่วนฝาเสื้อสูบ ครอบเครื่องยนต์และครอบชุดคลัตช์ ที่ทำให้ตัวรถดูโดดเด่นและสวยงาม ต่อมาในส่วนของท่านั่งขับขี่ ส่วนตัวแอดมีส่วนสูงอยู่ที่

รีวิว CBR650R E-Clutch ซูเปอร์สปอร์ตสี่สูบเรียง ที่ขี่ง่ายที่สุด ณ ตอนนี้

รีวิว CBR650R E-Clutch ซูเปอร์สปอร์ตสี่สูบเรียง ที่ขี่ง่ายที่สุด ณ ตอนนี้ หลังจากที่ได้ทำการรีวิวทดสอบ CBR650R โฉมปี 2024 ที่สนามแก่งกระจานเซอร์กิตเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ในครั้งนี้ก็เป็นโอกาสอันดีที่ทีมงาน SuperBikeThailand ได้มาร่วมกิจกรรม Honda E-Clutch The World’s First Ride พร้อม รีวิว CBR650R E-Clutch คนแรก ครั้งแรกและกลุ่มแรกของโลกที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์  รูปลักษณ์โฉมใหม่ หล่อขึ้น  ก่อนเริ่มทำการทดสอบ แอดมินจะพามาชมโฉมเจ้าสปอร์ตสี่สูบเรียงรุ่นนี้กันก่อน เริ่มกันที่รูปลักษณ์ดีไซน์ที่มีการปรับมาใหม่ดูสปอร์ตและหล่อขึ้นทั้งเส้นสาย ลวดลายบนแฟริ่ง ไฟหน้า ไฟท้าย ถังน้ำมัน และตัวเบาะ เรียกได้ว่าเปลี่ยนลุคใหม่ไปจากเจ็นก่อนเลยทีเดียว  พร้อมกันนี้ยังมาพร้อมหน้าจอสี TFT 5 นิ้ว ที่มีการปรับปรุงแสดงผลให้ดียิ่งขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนรูปการแสดงผลได้ถึง 3 รูปแบบ และตัวหน้าจอยังตัดแสงสะท้อนที่ช่วยให้มองเห็นได้อย่างชัดเจน รวมถึงเทคโนโลยี Honda RoadSync ที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกทั้ง รับโทรศัพท์ ข้อความ ฟังเพลง ดูระบบนำทาง ระบบพยากรณ์อากาศ และระบบสั่งการด้วยเสียง เพียงแค่เชื่อมต่อข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟน  ประกับฝั่งขวา ประกับฝั่งซ้าย มาต่อกันในส่วนของประกับฝั่งซ้ายที่มีทั้งสวิตช์เปิด-ปิด แทร็กชันคอนโทรล ปุ่มสัญญาณแตร ไฟเลี้ยวและปุ่มคอนโทรลหน้าจอที่สามารถปรับเลื่อนได้ 4 ทิศทาง และยังมีกิมมิกลูกเล่นที่สามารถเปิดแสงส่องสว่างได้ในเวลากลางคืน ส่วนทางประกับฝั่งขวาจะพบกับปุ่มสตาร์ท ปุ่มสวิตช์ออฟรัน และไฟฮาสาทที่มีมาให้ ขุมพลังสปอร์ต  ในขณะที่ขุมพลังที่ใช้แบบ 4 สูบเรียง 16 วาล์ว ขนาด 649 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 94 แรงม้าที่ 12,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 63 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบต่อนาที มาพร้อมระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด ระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ ทั้งยังมีการปรับองศาแคมป์ฝั่งไอดีและระบบจ่ายน้ำมันมาใหม่ ที่ช่วยให้เครื่องยนต์ตอบสนองแรงบิดได้ดียิ่งขึ้น มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยการขับขี่กับระบบ E-Clutch อีกทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยีกับระบบ E-Clutch เทคโนโลยีใหม่จากทาง Honda ซึ่งระบบนี้มีส่วนประกอบสำคัญ 2 ชิ้นก็คือ ควิกชิฟเตอร์ และ ชุดคลัตช์ โดยชุดคลัตช์ชุดนี้จะมีมอเตอร์ 2 ตัว และเฟืองเกียร์ทั้งหมด 4 เกียร์ สำหรับเจ้าอี-คลัตช์ เป็นเทคโนโลยีที่ควบคุมระบบคลัตช์ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องกำคลัตช์ ซึ่งระบบตัวนี้จะช่วยให้ขับขี่สะดวกสบายและนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นในทุกจังหวะการใช้งานตั้งแต่สตาร์ทเครื่องยนต์ไปจนถึงหยุดรถนั่นเอง  ช่วงล่างมาตรฐานจากโรงงาน โช้คหน้าหัวกลับรุ่น Showa SFF-BP ด้านหลังโช้คเดี่ยวปรับค่าพรีโหลดได้ 10 ระดับ มาพูดถึงระบบช่วงล่างด้วยโช้คหน้าหัวกลับขนาดแกน 41 มม.จาก Showa SFF-BP ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวขนาดแกน 14 มม. สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ถึง 10 ระดับ ส่วนระบบเบรกกับดับเบิ้ลดิสก์เบรกแบบโพลทติ้งด้านหน้า พ่วงคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเม้าส์จาก Nissin ขณะที่ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเช่นเดียวกัน และส่วนสุดท้ายกับล้ออลูมิเนียมหน้า-หลังขนาด 17 นิ้วมาพร้อมยางหน้าขนาด 120/70 และยางหลัง 180/55  เทคโนโลยีพร้อมใช้งาน  สำหรับเทคโนโลยีที่ติดมากับตัวรถ เริ่มด้วยระบบอำนวยความสะดวกในการขับขี่ทั้ง ระบบไฟส่องสว่าง LED หน้าจอสี TFT ที่มาพร้อมระบบ Honda Roadsync เชื่อมต่อรถเข้ากับสมาร์ทโฟน และพอร์ต USB Type-C ติดตั้งมาให้สำหรับชาร์จสมาร์ทโฟน ส่วนทางด้านระบบเสริมความปลอดภัยที่เริ่มด้วย HSTC หรือ Honda Selectable Torque Control หรือในภาษาบ้านเรามักเรียกกันง่าย ๆ ก็คือระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินเมื่อเบรกกระทันหัน ESS ต่อด้วยระบบเบรก ABS Dual Channel ที่เข้ามาช่วยลดระยะการเบรกให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทอสอบครั้งแรก กลุ่มแรก และคนแรกของโลก สำหรับการทดสอบครั้งนี้จะถูกแบ่งเซกชันออกเป็น 2 ช่วงก็คือการขับขี่ในแทร็กสนามช้างฯ และการขับขี่บนทางดำ โดยในส่วนวันแรกจะเน้นการขับขี่ในแทร็กเป็นหลัก ซึ่งแบ่งกรุ๊ปขับขี่ออกเป็น 3 กลุ่มให้รีวิวแบบจัดหนัก จัดเต็ม เรามาดูกันดีกว่าว่าเจ้า CBR650R รุ่นอีคลัตช์จะตอบโจทย์เหล่าไบค์เกอร์ได้มากน้อยแค่ไหนกันเชียว รูปลักษณ์ปรับใหม่ ถูกใจยิ่งนัก ในส่วนแรกกับรูปลักษณ์ตัวรถที่มีการปรับลุคมาใหม่

รีวิว Triumph Scrambler 400X พิกัดนี้ ไซส์เล็ก น่าโดน..!!

รีวิว Triumph Scrambler 400X พิกัดนี้ ไซส์เล็ก น่าโดน..!! หลังจากที่ทดสอบเจ้า Speed 400 ไปแล้วก็ไม่รอช้า ลุยทำการทดสอบต่อเนื่องกับ รีวิว Triumph Scrambler 400X สแครมเบลอร์น้องเล็กจากค่ายผู้ดี โดยรอบนี้มีการเพิ่มรูททางฝุ่นให้ได้ลองรีดสมรรถนะตัวรถแบบเต็มพิกัด จะเป็นอย่างไร ไปดูกัน โมเดลน้องเล็ก ในตระกูลสแครมเบลอร์ สำหรับเจ้าสแครมเบลอร์ 400X ก็ถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นสำหรับน้องเล็กในตระกูลสแครมเบลอร์จากทางค่าย ด้วยรูปลักษณ์การดีไซน์ที่มีความเป็นเรโทรทั้งไฟหน้าทรงกลม ถังน้ำมันทรงหยดน้ำพร้อมลวดลายกราฟิกแบบ Scrambler เบาะหนัง 2 ตอนและมือจับคนซ้อน รวมทั้งเฟรมถักและซับเฟรมท้ายที่ใช้ท่อเหล็กไฮบริดสไปน์และสวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม ลวดลายกราฟิกแบบเดียวกันกับรุ่น 1200 ไฟทรงกลม LED ติดตั้งมาพร้อมการ์ดไฟหน้า การ์ดแฮนด์ รวมแฮนด์ ไฟ้ทาย LED พร้อมมือจับคนซ้อน เบาะแบบ 2 ตอน ปลายท่อคู่ทรงสแครมเบลอร์ รวมถึงที่ค้ำแฮนด์พร้อมแท่นรอง บังโคลนหน้าที่ยาวขึ้น แป้นเบรกเหล็กขนาดใหญ่ และที่พักเท้าแบบยึดเกาะสูง ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำลงและกว้างขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่น 400 จึงทำให้ได้ตำแหน่งการยืนขี่ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นเมื่อขี่แบบออฟโร้ด และคอมพาวด์ของผ้าเบรก ที่ได้รับการปรับปรุงให้ประสิทธิภาพการเบรกได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย เครื่องยนต์ TR Series พิกัด 400 ซีซี ในส่วนของตัวเครื่องยนต์จะใช้บล็อกเดียวกันกับเจ้า Speed 400 กับเครื่องยนต์รหัส TR Series สูบเดียว 4 วาล์ว ขนาด 398.15 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว พร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์จาก Bosch ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน Euro 5 ระบบเกียร์ 6 สปีด ควบคุมโดยคันเร่งไฟฟ้า Ride-by-Wire ซึ่งกำลังของเจ้าเครื่องยนต์รุ่นนี้ให้แรงม้าสูงสุดที่ 40 แรงม้าที่ 8,000 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 37.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ มาพร้อมถังน้ำมันขนาด 13 ลิตร  ช่วงล่างนุ่มนวล สำหรับระบบช่วงล่างที่มีการปรับระยะยุบให้มากกว่าโฉมของเจ้า Speed 400 เพื่อรองรับการขับขี่ทางฝุ่นมากยิ่งขึ้น ด้วยโช้คหน้าหัวกลับขนาดแกน 43 มม.ระยะยุบที่ 150 มม. ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ โดยมีระยะยุบที่ 150 มม. เช่นเดียวกัน ด้านระบบเบรกกับดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหน้าขนาด 320 มม. ปั๊มเบรกเรเดียลเม้าท์ 4 พอต ด้านหลังจะใช้ดิสก์เบรกขนาด 230 มม.พร้อมปั๊มเบรกแบบลอยตัว อีกทั้ง ยังมาพร้อมกับระบบ ABS Dual Channel ช่วยลดระยะการเบรกให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ต่อด้วยล้อแม็กสีดำ หน้า-หลัง ขนาด 19 นิ้ว และ 17 นิ้ว ตามลำดับ เสริมด้วยยางกึ่งทางเรียบ/วิบาก ยางหน้าขนาด 110/90 และยางหลังขนาด 140/80 มีแทร็คชันคอนโทรล และ ABS สามาเปิด-ปิดได้ เหมาะกับสายลุย ปรับโหมดฟังก์ชันต่าง ๆ ผ่านหน้าจอ ช่องเสียบ USB Type C ยังมาพร้อมกับระบบฟีเจอร์ทั้งหน้าจออนาล็อก-ดิจิทัล USB Type C บริเวณด้านข้างของตัวเรือนไมล์ ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน ระบบแทร็คชันคอนโทรลที่สามารถควบคุมการเปิด-ปิดได้ เมื่อต้องการใช้งาน และระบบรักษาความปลอดภัยที่ติดตั้งมาให้จากโรงงานอีกด้วย ทรงดี ขี่ง่าย สไตล์สแครมเบลอร์ สำหรับเจ้าสแครมเบลอร์ 400X ถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่แอดมินได้มีโอกาสร่วมทดสอบในครั้งนี้ อย่างแรกเลยมิติรูปทรงของเจ้าสแครมเบลอร์ 400X จะมีขนาดที่สูงกว่า กว้างกว่าและยาวกว่าเจ้าสปีด 400 สำหรับท่านั่งขับขี่ เท้ายันถึงพื้นทั้งสองข้าง ถึงจะมีการปรับความสูงเบาะขึ้นมาจาก 790 มม.อยู่ที่ 835 มม. ซึ่งคนที่สูงมากกว่าแอดมิน (175 ซม.ขึ้นไป) ไม่มีปัญหาแน่นอน แต่อย่างที่กล่าวไปในบทความรีวิวเจ้าสปีด 400 สำหรับคนที่ส่วนสูงซัก 165 ซม. อาจจะต้องใช้ทักษะการคร่อมรถซักเล็กน้อย แต่ถือว่าไม่แตกต่างกับโฉมโมเดิร์นคลาสสิกมากนัก สำหรับตัวแฮนด์ที่ยกสูงแต่เมื่อลองขับขี่แล้วกลับรู้สึกว่าเจ้าโมเดลรุ่นนี้ ขี่สบาย แถมระยะแฮนด์ที่ทำให้มีความรู้สึกมั่นคง บวกกับตัวเบาะที่พอนั่งแล้วอาจจะดูสูงกว่ารุ่น 400 เล็กน้อย และยังมีขนาดกว้างที่ทำให้นั่งสบาย

รีวิว Triumph Speed 400 โมเดิร์นคลาสสิก ไซส์เล็ก จากค่ายผู้ดี

รีวิว Triumph Speed 400 โมเดิร์นคลาสสิก ไซส์เล็ก จากค่ายผู้ดี เป็นกระแสในหมู่ไบค์เกอร์ไม่ใช่น้อย หลังจากเปิดราคาครั้งแรกในงาน Motor Expo ที่ผ่านมาอย่างเจ้า Speed 400 คราวนี้ก็ถึงรอบการทดสอบ รีวิว Triumph Speed 400 อย่างเป็นทางการในงาน Triumph Asia Test Ride แถมบ้านเราเป็นประเทศแรกจากฝั่งเอเชียที่ได้รับโอกาสดี ๆ ในครั้งนี้ ดีไซน์สวย สไตล์โมเดิร์นคลาสสิก มาเข้าเรื่องกันดีกว่า สำหรับครั้งนี้แอดมินจะพาไปทำความรู้จักกับเจ้า สปีด 400 ที่ถือว่าเป็นเรโทรไบค์ไซส์น้องเล็กของตระกูลสปีด ทวิน ที่มีการออกแบบดีไซน์ ถอด DNA มาจากรุ่นพี่อย่างโฉมรุ่น 900 และ 1200 นั่นเอง แต่เพื่อที่จะให้เหล่าไบค์เกอร์นั้นสามารถเข้าถึงตัวโมเดลได้ง่ายมากยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่ตั้งใจผลิตเจ้าสปีด 400 แถมยังเป็นมอเตอร์ไบค์พิกัดเล็กรุ่นแรกของทางค่ายอีกด้วย เริ่มกันที่รูปลักษณ์ตัวรถที่คงคอนเซ็ปต์โมเดิร์นคลาสสิกไบค์แบบฉบับผู้ดี และยังมาพร้อมความทันสมัยทั้งลวดลายกราฟิกบริเวณถังน้ำมัน ระบบส่องสว่าง LED ไฟหน้าแบบใหม่ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์แบบใหม่และประทับโลโก้ทางค่ายดูสปอร์ตมากขึ้น โดยแยกไฟเลี้ยวจับยึดที่กระบอกโช้ค ขณะที่ไฟเลี้ยวด้านหลังแยกกับตัวไฟหลังไว้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังดูเท่ ด้วยหน้าจอเรือนไมล์ดีไซน์แบบใหม่ ที่มีทั้งฟังก์ชันอนาล็อกและดิจิทัล เว้าขอบด้านข้างสำหรับตำแหน่งที่เสียบกุญแจดูสวยงาม ลงตัว กระจกข้างติดปลายแฮนด์เพิ่มความหล่ออีกไปอีกขั้น ส่องลงมาดูตัวบอดี้ที่ใช้เฟรมถัก เสริมซับเฟรมท้ายท่อเหล็กไฮบริดสไปน์ โดยยึดกับสวิงอาร์มแขนคู่ รวมถึงตัวคอท่อไอเสียแบบสแตนเลสสองชั้น เครื่องยนต์ TR Series สูบเดียวพิกัด 400 ซีซี ต่อกันด้วยขุมพลังกับเครื่องยนต์ TR-Series แบบสูบเดียว 4 วาล์ว ขนาด 398.15 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว มาพร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์จาก Bosch ระบบเกียร์แบบ 6 สปีด ระบบคลัตช์เปียกหลายแผ่นซ้อนกันพร้อมระบบช่วยผ่อนแรง โดยให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 40 แรงม้าที่ 8,000 รอบส่วนแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 37.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ติดมาพร้อมกับถังน้ำมันขนาด 13 ลิตร แถมเครื่องยนต์ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย Euro5  ช่วงล่างแจ่ม ระบบช่วงล่างกับโช้คหัวกลับขนาดแกน 43 มม. ระยะยุบ 140 มม. โช้คหลังเดี่ยวพร้อมซับแทงค์และสามารถปรับพรีโหลดได้ โดยให้ระยะยุบที่ 130 มม. พ่วงกับระบบดิสก์เบรกหน้า 300 ม. คาลิเปอร์เรเดียลสี่ลูกสูบจาก Bybre ด้านหลังเป็นจานดิสก์ขนาด 230 มม.คาลิเปอร์ลูกสูบเดียว ที่มาพร้อมกับระบบ ABS Dual Channel ต่อด้วยล้ออลูมิเนียมอัลลอยดีไซน์แบบ 5 ก้าน โดยขนาดเท่ากันที่ 17 นิ้ว รัดด้วยยางหน้า 110/70 และยางหลัง 150/60  เทคโนโลยีเหนือขั้น มีแทร็คชันคอนโทรล ในส่วนของฟีเจอร์ที่ติดมาให้ใช้งานถือว่าค่อนข้างครบครันทีเดียว นอกจากที่กล่าวไปทั้งตัวเรือนไมล์อนาล็อกดิจิทัล ระบบไฟ LED และระบบ ABS แล้ว ตัวรถยังมีระบบ TTC หรือ แทร็คชันคอนโทรล ระบบคันเร่งไฟฟ้าที่ตอบสนองการควบคุมแรงบิดได้ดั่งใจมากยิ่งขึ้น รวมถึงระบบที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ด้วยช่องชาร์จ USB Type C บริเวณด้านข้างของตัวเรือนไมล์มาให้อีกด้วย ฟีลลิ่งการทดสอบขับขี่ เอาหล่ะหลังจากพูดถึงตัวรถกันไปแล้ว และนี่คือครั้งแรกที่แอดมินและสื่อมวลชนกลุ่มแรก ๆ ที่ได้มีโอกาสทดสอบเจ้า Triumph Speed 400 ปักหมุดรันเวย์เส้นทางพัทยา เดี๋ยวเรามาพูดถึงฟีลลิ่งหลังการทดสอบขับขี่ ว่ามันจะถูกใจมากน้อยแค่ไหนกันเชียว รูปร่างดี ขี่ง่าย แถมคล่องตัว เริ่มด้วยท่านั่งการขับขี่ นั่งสบาย หลังไม่ตรงจนเกินไป ทำให้รู้สึกว่าเวลาเดินทางไกล ๆ รู้สึกไม่เมื่อยล้า และส่วนตัวแอดมินเองที่มีส่วนสูงอยู่ที่ 175 ซม. พอคร่อมตัวรถแล้ว ขาแตะพื้นสบาย ๆ ไม่เหยียดและไม่งอจนเกินไป เชื่อว่าคนที่มีส่วนสูงเกินแอดมินขึ้นไป ไม่น่ามีปัญหาในส่วนนี้ซักเท่าไหร่ สำหรับคนรูปร่างตัวเล็กซัก 160 อาจจะต้องขยับสรีระมาด้านหน้าชิดถังน้ำมันมากขึ้น หรือใช้ขาข้างหนึ่งยันพื้น ส่วนอีกข้างให้แตะที่พักเท้าได้ ส่วนเบาะตอนเดียว 2 ระดับแบบขนาดใหญ่ นั่งแล้วเต็มก้นสบาย ส่วนตำแหน่งพักเท้าที่เยื้องไปด้านหลังน้อย พอนั่งขี่แล้วให้รู้สึกถึงอารมณ์เหมือนขับขี่โมเดลสปอร์ตเลยทีเดียว  ส่วนระยะแฮนด์ที่ทางโรงงานติดตั้งมาให้ ถือว่ากระชับ คอนโทรลการเลี้ยวได้ง่ายและไม่กว้างจนเกินไป แต่ถ้าหากจะเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ซอกแซกช่วงรถติดในเมืองมากขึ้น อาจจะต้องปรับตำแหน่งกระจกข้างย้ายที่ประกับแฮนด์เพื่อความคล่องตัวในการขับขี่อีกด้วย  มาพูดถึงมุมมองการขับขี่ ส่วนนี้มองเห็นวิสัยทัศน์ด้านหน้าได้ชัดเจน กระจกข้างมองเห็นด้านหลังชัดเจนแถมไม่บดบังสายตาในเวลาขับขี่

รีวิว CBR650R 2024

รีวิว CBR650R 2024 ปรับเครื่องใหม่ ดีไซน์ซูเปอร์สปอร์ต วันนี้เราก็ได้มีโอกาสทดสอบโมเดลที่ไบค์เกอร์หลายคนจับตามอง ตั้งแต่เปิดตัวที่งาน EICMA 2023 เมืองมิลาน นั่นคือการ รีวิว CBR650R 2024 ที่มีการปรับเปลี่ยนทั้งในส่วนของดีไซน์ และเครื่องยนต์ อย่างไรก็ตามโมเดลที่ทาง SuperBike Thailand ได้ทดสอบยังเป็นตัว STD ยังไม่ใช่ตัว E-Clutch นะครับ ก็ขอให้แฟน ๆ อดใจรอกันอีกหน่อย ยังไงก็ต้องได้ทดสอบรีวิวกันแน่นอนครับ ก่อนจะเข้าเรื่องหลัก ผมขอพูดถึงประวัติของโมเดลนี้กันสักหน่อย สำหรับโมเดล 4 สูบเรียง 650 ซีซี รหัสนี้เดิมทีนั้นมีมานานแล้ว โดยโมเดลแรกที่ถูกนำออกมาจำหน่ายทางท้องตลาด เริ่มขายเมื่อปี 2014 – 2017 ในชื่อรุ่น CBR650F ไปจนถึงปี 2019 ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็น CBR650R ตามความสปอร์ตที่มีมากยิ่งขึ้น และในปีนี้โมเดล 2024 ก็มีดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวมากขึ้น เทคโนโลยีเองก็ทันสมัย เครื่องยนต์ปรับจูนใหม่ ช่วงล่างก็ถือว่าระดับเยี่ยม ทำให้รุ่นนี้ดูเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าแต่ก่อนเยอะเลย และยังจะมีรุ่นพิเศษที่จะมาพร้อมเทคโนโลยี E-Clutch เพิ่มเข้ามา เพื่อให้มือใหม่สามารถขับขี่ได้ง่ายอีกด้วยครับ รูปลักษณ์ซูเปอร์สปอร์ต กลับมารอบนี้ดูหล่อขึ้นเป็นกองเลย แฟริ่งด้านหน้าดีไซน์มาใหม่ ไฟหน้าคู่มีความโฉบเฉี่ยวมากขึ้น ยิ่งถ้ามองด้านหน้าตรง ๆ ก็จะยิ่งเหมือนกับ CBR1000RR เข้าไปกันใหญ่ ตรงนี้ละที่บอกว่า ดีไซน์มีความเป็นซูเปอร์สปอร์ตมากขึ้น โมเดลนี้ยังมีหน้าจอแบบสี TFT ขนาด 5 นิ้วติดตั้งมาให้อีกด้วย ทำให้บอกสถานะฟังก์ชั่นการทำงานของตัวรถได้ชัดเจน สำหรับภายนอกที่ปรับมาให้ ส่วนตัวรู้สึกว่าตัวรถมีความแน่นมากขึ้น ดูแล้วมั่นคง สปอร์ต เมื่อรวมกับโทนสีประจำของทางค่ายยิ่งทำให้ดูสปอร์ตขึ้นอีกเยอะเลย เครื่องยนต์ปรับมาใหม่ เครื่องยนต์ตัวนี้เป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 16 วาล์ว มีพิกัดอยู่ในคลาส 650 ซีซี จัดเป็นรถบิ๊กไบค์ขนาดกลางที่เป็นมิตรกับผู้ขับขี่ แต่ไม่ใช่ว่าไม่แรงนะ มันมีความแรงที่ควบคุมได้ อีกทั้งยังตรงกับความนิยมของชาวไทย โดยในเจ็นฯ นี้มีการปรับเปลี่ยนองศาเพลาลูกเบี้ยวฝั่งไอดีมาใหม่ ทำให้วาล์วเปิดนานขึ้น ส่งผลให้ตัวรถมีกำลังแรงและขี่ได้สนุกมากขึ้น ทั้งยังมีการปรับแมปปิ้งระบบจ่ายน้ำมันมาใหม่ ทำให้ตัวรถสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ส่งกำลังด้วยเกียร์ 6 สปีด พร้อมมีระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์มาให้ช่วยทำให้การขับขี่สมู้ทนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ช่วงล่าง พร้อมจากโรงงาน พูดถึงระบบเบรกก่อนเลย ของที่ให้มาเป็นแบบดับเบิ้ลดิสก์แบบโฟลทติ้ง คาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเม้าส์ ส่วนด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเช่นกัน ถัดมาในส่วนของโช้คอัพหน้าเป็นแบบ Upside Down จาก Showa SFF-BP ขนาด 41 มิลลิเมตร โช้คอัพหลังเดี่ยวขนาดแกน 14 มิลลิเมตร สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ 10 ระดับ และส่วนสุดท้ายนั้นก็คือตัวล้ออลูมิเนียมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางหน้าหลัง 17 นิ้ว มาพร้อมยางหน้าขนาด 120/70-17 และยางหลังขนาด 180/55-17 ตามลำดับ เทคโนโลยีมีให้พร้อม ที่โดดเด่นเลยก็คือระบบ HSTC หรือ Honda Selectable Torque Control เรียกกันแบบที่คุ้นเคยก็แทร็คชันคอนโทรลที่มาเสริมความปลอดภัยขณะขับขี่ให้มากขึ้น เพื่อที่จะรักษาสมดุลของตัวรถ เพิ่มการยึดเกาะของตัวล้อและยาง ทำให้ผ่านอุปสรรคไปได้อย่างปลอดภัย ยังมีในส่วนของระบบเบรกนั้นก็คือ ABS อิสระหน้า-หลัง ที่จะมาช่วยลดระยะการเบรกให้สั้นและเบรกได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น   ยังมีระบบ Honda Roadsync เชื่อมต่อรถเข้ากับสมาร์ทโฟน พร้อมกับการแสดงผลบนหน้าจอ TFT เพิ่มความสะดวกสบาย จะโทรเข้า รับสาย ฟังเพลง ก็ทำได้สะดวกปลอดภัยและยังมีพอร์ต USB Type-C ติดตั้งมาให้ใช้ชาร์จสมาร์ทโฟนที่เป็นเหมือนอวัยวะที่ 33 ของคนเรายุคนี้อีกด้วย ฟีลลิ่งลงสนามเป็นไงบ้าง.. จริง ๆ แล้วการรีวิวทดสอบโมเดลนี้เป็นรอบทดสอบวันเดียวกันกับเจ้า CBR500R 2024 เลย แต่จะมีการแบ่งการทดสอบเป็นช่วงเช้ากับช่วงบ่าย เพื่อที่จะได้จับฟีลลิ่งในสนามได้ชัดเจน ซึ่งการจัดการทดสอบที่สนามแก่งกระจานเซอร์กิต ที่ถือว่าเป็นสนามที่ขี่สนุก ด้วยโค้งที่ต่อเนื่อง มีขึ้นเนินลงเนินแบบไฮสปีด ทำให้เราสามารถที่จะจับฟีลลิ่งรถได้อย่างชัดเจน ทั้งช่วงล่าง กำลังเครื่องยนต์ ระบบเบรก ไปจนถึงท่านั่งการขับขี่อีกด้วย ท่านั่งและการขับขี่ ท่านั่งยังมีการออกแบบสำหรับการขับขี่ใช้งานทั่วไป ไม่ได้ออกแบบมาเป็นเรซซิ่งจ๋า ๆ ยังคงขี่ง่าย หลังไม่ได้ก้มลงมาเยอะเลย อันนี้ถือว่าตอบโจทย์เลย แต่วันนี้เรามาทดสอบในสนาม ยังไงก็ต้องหมอบหาแอโรไดนามิกและขับขี่แบบเรซซิ่งกันหน่อย ถ้าจะหมอบก็ทำได้สบาย ๆ ช่วงตัวผู้ขับขี่ท่อนบนทำได้ดี ช่วงท่อนล่างเอวลงไป ยังต้องปรับเล็กน้อย

รีวิว Aprilia SR GT 200 Replica

รีวิว Aprilia SR GT 200 Replica หล่อเข้ม พร้อมซิ่ง สไตล์สปอร์ต สำหรับครั้งนี้เราได้มีโอกาสทำการทดสอบและ รีวิว Aprilia SR GT 200 Replica สกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กสัญชาติอิตาลีจากทางค่ายเทพสามตาอาพริเลีย ซึ่งก่อนหน้านี้เราได้ทดสอบเวอร์ชันปกติไปแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นเวอร์ชันพิเศษที่มีการปรับเปลี่ยนให้มีความสปอร์ตมากขึ้น แทนที่จะเป็นแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์แบบตัวสแตนดาร์ด จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ฟีลลิ่งจะเป็นยังไง ไปติดตามกันครับ [yotuwp type=”videos” id=”i1LlnCgkveg” ] มาดใหม่ลุคสปอร์ต สำหรับโมเดลพิเศษนี้ได้รับการถ่ายทอด DNA มาจาก RS-GP 23 ม้าศึกคู่ใจของสองนักแข่งจากทีม Aprilia Racing Team ในการแข่งขัน MotoGP ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้ดูสมกับเป็นสกู๊ตเตอร์สไตล์ซูเปอร์สปอร์ตอย่างเต็มภาคภูมิ  จุดเด่นที่ใส่เข้ามาใหม่ในเรื่องของรูปโฉมนั้นก็ได้แก่ กราฟิกโลโก้ Aprilia ขนาดใหญ่ที่ด้านข้างตัวรถโดยวางเป็นแนวเฉียงตัดกับตัวแฟริ่งสีดำด้านพร้อมลวดลายกราฟิกแบบแดงสลับม่วงแบบเดียวกันกับรถแข่ง MotoGP นั่นเอง  ยังมีดีเทลอื่น ๆ ช่วยเสริมความสปอร์ตเข้ามาไม่ว่าจะเป็นขอบล้อหน้าสีแดง ขอบล้อหลังสีดำแบบเดียวกับรถแข่ง RS-GP ที่จับคนซ้อนสีดำด้านดุดัน เบาะนั่งทรงสปอร์ตที่มีการเลือกใช้วัสดุแบบเดียวกับซูเปอร์ไบค์ระดับเรือธงของทางค่ายอย่าง RSV4  นอกจากนี้ตัวรถยังมีชุด Aprilia Welcome Kit ซึ่งจะเป็นกระเป๋าและพวงกุญแจจากทางค่ายให้คุณได้เข้าร่วมแก๊ง be a Racer club อย่างเต็มตัวนั่นเอง  พร้อมกันนี้ยังมีสติ๊กเกอร์เบอร์แข่งของสองนักแข่ง MotoGP คือเบอร์ 12 ของ Maverick Vinales และเบอร์ 41 ของ Aleix Espargaro ให้เจ้าของรถได้เลือกแปะตกแต่งรถของตัวเองตามความชอบได้เองอีกด้วยครับ ขุมพลังแรง สำหรับโมเดลนี้เครื่องยนต์ i-get สูบเดียว 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 174 ซีซี จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดไฟฟ้าที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 17.67 แรงม้าที่ 8,500 รอบและ 16.5 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ โดยใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 9 ลิตรที่สามารถเติมได้สะดวกด้วยช่องเติมน้ำมันด้านหน้า ส่งกำลังด้วยระบบสายพาน  ช่วงล่างเน้นซิ่ง ในเรื่องของช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะมีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกขนาดแกน 33 ม.ม. ระยะยุบ 120 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ระยะยุบ 102 ม.ม. ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนสปริงโช้คมาใหม่ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS เฉพาะล้อหน้า  ปิดท้ายด้วยล้อและยางก็จะเป็นล้ออลูมิเนียมอัลลอยที่มีขนาด 110/80-14’ และ 130/70-13’ ซึ่งตรงนี้จะเป็นจุดที่แตกต่างจากรุ่นสแตนดาร์ดอีกจุด เพราะยางที่ให้มาจะเป็นยางสำหรับใช้งานบนทางดำเป็นหลัก ไม่ใช่ยางแบบสองประสงค์อีกแล้วนั่นเอง  เทคโนโลยีทันสมัย สำหรับเทคโนโลยีนอกจากระบบเบรก ABS ที่กล่าวถึงไปแล้วตัวรถจะมีระบบ RISS Start&Stop ที่จะมาช่วยดับเครื่องยนต์อัตโนมัติเวลาจอดติดไฟแดงหรือหยุดรถนาน ๆ ซึ่งจะช่วยประหยัดน้ำมันได้fu และเพียงแค่บิดคันเร่งรถก็พร้อมจะออกตัวไปต่อได้ทันที ซึ่งสามารถเปิดปิดได้ที่ประกับแฮนด์ด้านซ้าย อ่อ ระบบไฟส่องสว่างทั้งคันเป็นแบบ LED เต็มระบบ และมีช่องจ่ายไฟแบบ USB ในคอนโซลหน้าด้วย ฟีลลิ่งการขับขี่ ครั้งนี้ตัวแอดมินก็ได้มีโอกาส นำเจ้า Aprilia SR GT 200 Replica มาทดสอบขับขี่ใช้งานเป็นครั้งแรก ซึ่งแบ่งเป็น 2 รูปแบบการขับขี่ ทั้งแบบถนนกับเส้นทางในเมืองพร้อมจัดท็อปสปีดบนถนนสุวรรณภูมิ และการขับขี่ในสนาม Motor Sport Park สุวรรณภูมิ เพื่อรีดสมรรถนะตัวรถแบบเต็มพิกัด  เริ่มแรกกันที่รูปลักษณ์ มิติตัวรถที่ปรับปรุงมาใหม่ในหลาย ๆ จุดที่กล่าวไปข้างต้น พอมองแล้วรู้สึกว่าโมเดลรุ่นนี้ปรับคาแรคเตอร์ให้มีความเป็นรถสปอร์ตมากขึ้นจากเดิม บวกกับลวดลายของ RS-GP 2023 ตัวแข่งโมโตจีพี ถ่ายทอดสู่รุ่นนี้ จึงทำให้ดูน่าขี่ น่ามีไว้ใช้งานซักคันจริง ๆ  นั่งดีขับขี่สบาย ต่อด้วยในส่วนท่านั่งการขับขี่ ส่วนตัวที่มีส่วนสูงอยู่ที่ 175 ซม. พอได้นั่งคร่อมแล้ว ตัวเบาะมีขนาดกว้าง นั่งได้เต็มก้น เท้าถึงพื้นพอดี ไม่ต้องเขย่ง ในจุดนี้สำหรับคนที่มีส่วนสูงตั้งแต่ 175 ซม. หรือว่า 180 ซม.ขึ้นไปสามารถใช้งานได้เลยในจุดนี้ แต่สำหรับคนที่ส่วนสูงน้อยกว่าอาจจะต้องขยับตัว ขยับขากันซักหน่อย ต่อด้วยตัวฟุตเพลตดีไซน์มาแบบ 2 ระดับให้สามารถปรับเปลี่ยนท่วงท่าได้ ทั้งขับขี่ปกติ หรือขับขี่แบบทัวริ่ง ยืดแข้งยืดขา ก็สามารถทำได้ ช่วยลดอาการปวดเมื่อยอีกด้วย

รีวิว New CBR500R 2024

รีวิว New CBR500R 2024 อัพดีกรีสปอร์ต น่าขี่ยิ่งกว่าเดิม!! ครั้งนี้เราได้มีโอกาส รีวิว New CBR500R 2024 โมเดลใหม่ล่าสุดที่วางจำหน่ายในบ้านเรา ถึงแม้จะเป็นโมเดลที่มีอยู่แล้ว แต่กลับมารอบนี้ถือว่า Honda ทำการบ้านเรื่องรูปลักษณ์มาได้เป็นอย่างดี มีความหล่อเหลากว่าเดิมหลายเท่าตัว สำหรับครั้งนี้เรามาทดสอบความสปอร์ตกันถึงที่สนามแข่งรถแก่งกระจาน เซอร์กิต จ.เพชรบุรี เอาให้รู้กันไปเลยว่าคันนี้มีอะไรดี คันนี้มีประวัติ   เล่าให้ฟังกันก่อนเลย เดิมที CBR500R รหัสนี้ มีมาตั้งแต่ปี 2013 ก็เรียกได้ว่ามีความเป็นมายาวนานนับ 10 ปีที่มีจำหน่ายในศูนย์ Honda Bigwing  รูปลักษณ์ หน้าตาก็ถูกเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาตามสมัย ทั้งวัสดุ ลวดลาย เส้นสาย ก็ถูกเปลี่ยนไป รวมไปถึงเทคโนโลยีที่ถูกใส่เพิ่มเติมเข้าไปหรือปรับปรุงแก้ไข ล้วนแล้วแต่ทำให้ตัวรถตอบสนองผู้ขับขี่ได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทดสอบแบบสายฟ้าแลบ เปิดตัววันแรกในงาน Motor Expo 2023 วันรุ่งขึ้นผมก็ต้องแพ็คเรซซิ่งสูทเข้ากระเป๋าดิ่งตรงเข้าสนามแข่งแก่งกะจานเซอร์กิตเลย เพื่อที่จะให้พร้อมทดสอบในงาน Honda Bigbike Triple Thrills ที่รวบรวมโมเดลใหม่ทุกรุ่นที่เปิดตัวพร้อมราคาในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปเพื่อที่จะให้สื่อมวลชนในประเทศไทยเข้าร่วมทดสอบอย่างเป็นทางการที่แรกในโลกก่อนใคร เรียกได้ว่า Thai Honda จัดให้แบบไม่มีเสียชื่ออยู่แล้ว แฟริ่งใหม่ทั้งคัน ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หล่อขึ้นเป็นกอง เพราะมีการดีไซน์ปรับเปลี่ยนแฟริ่งใหม่ โดยเฉพาะด้านหน้าที่มีการเปลี่ยนแฟริ่งเป็นไฟหน้าคู่พร้อมกับดีไซน์ดับเบิ้ลแฟริ่งให้มี Air duct หรือท่อดักลมไอดีมาให้พร้อมกับปีกหรือวิงก์เล็ต ซึ่งใช้งานได้จริง เพิ่มความนิ่งในความเร็วสูง ๆ ได้ดี  และมีดีไซน์ลวดลายรอบคันให้มีเส้นสายความสปอร์ตมากขึ้นกว่าเดิม นี่ละถึงเป็นสาเหตุว่าทำไมทุก ๆ คนถึงพูดเป็นเสียงเดียวกันหลังจากที่ได้เห็นคันนี้ว่า หล่อขึ้นเป็นกอง เครื่องยนต์พื้นฐาน 2 สูบ ขุมพลังยังคงเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง พิกัด 471 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 47 แรงม้า และ แรงบิด 43 นิวตันเมตร ชุดเกียร์ 6 สปีด มีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ เพิ่มความสมบูรณ์แบบในการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีส่วนที่พัฒนามาให้นั้นคือ กล่อง ECU ที่มีปรับจูนแม็ปปิ้งมาให้ใหม่ เพื่อให้ตอบสนองผู้ขับขี่ได้ดีขึ้น ช่วงล่าง แอบซิ่งได้ โช้คอัพหน้าเป็นแบบหัวกลับ Showa SFF-BP มาพร้อมขนาดแกน 41 ม.ม. โช้คหลังเดี่ยวพร้อมกระเดื่องทดแรง Pro-link สามารถปรับค่าแข็งอ่อนของสปริงได้ 5 ระดับ ในส่วนของระบบเบรกก็จัดมาให้เต็มระบบ ด้านหน้าเป็นแบบดับเบิ้ลดิสก์เบรก ด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยว สำหรับตัวล้อและยางเส้นผ่าศูนย์กลาง 17 นิ้วให้โปรไฟล์ยางแบบใช้งานขับขี่บนท้องถนนทั่ว ๆ ไปมาให้ เทคโนโลยี เริ่มจากเทคโนโลยีความปลอดภัยกันก่อนเลย อย่าง HSTC หรือ ที่เราเข้าใจกันแบบง่าย ๆ นั้นก็คือระบบแทร็กชั่นคอนโทรล ป้องกันการล้อฟรี หรือการสูญเสียการยึดเกาะนั่นเอง ช่วยรักษาสมดุลของตัวรถ ทำให้เพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นที่สำคัญถ้าอยากมันส์ ก็สามารถเปิดปิดได้ด้วย ยังมีระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนลซึ่งเป็นของที่สำคัญและขาดไปไม่ได้เลยเวลาขับขี่บนท้องถนน และระบบ ESS ช่วยกระพริบไฟฉุกเฉินเวลาเบรกกะทันหันช่วยแจ้งเตือนคันข้างหลัง ในส่วนของความสะดวกสบายนั้นนอกจากหน้าจอเรือนไมล์ที่ให้มาแบบ TFT จอสี ขนาด 5 นิ้ว ที่บอกสถานะทุกอย่างของตัวรถไว้อยู่แล้ว ยังมีในส่วนของ Honda Roadsync ระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนติดรถมาให้จากโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการโทรออกรับสาย ระบบนำทาง ฟังเพลง ส่งข้อความ พยากรณ์อากาศ ผู้ขับขี่สามารถใช้งานเลือกฟังก์ชั่นต่าง ๆ ได้ผ่าน ปุ่มควบคุม 4 ทิศทางใหม่ รองรับทั้งระบบแอนดรอยด์ และ iOS ฟีลลิ่งการขับขี่ในสนาม มุมมองแรกเลยจากตัวผมเอง ถึงแม้จะไม่ใช่ครั้งแรก เพราะครั้งแรกก็ว้าวกว่านี้กับการเปิดตัวที่งาน EICMA 2023 สะกดสายตาคนทั้งโลกแล้ว สำหรับการกลับมาของ CBR500R 2024 แต่ก็รู้สึกว้าวกับดีไซน์นี้อยู่ดี เพราะว่าสัมผัสได้ถึงความบึกขึ้น มีวิงเล็ตเหมือนกับรุ่นพี่ระดับซูเปอร์ไบค์ อย่าง CBR1000RR-R ถือว่าได้ฟีลสปอร์ตที่ชัดเจนมากขึ้นอีกขั้น ท่านั่งการขับขี่ สำหรับการขับขี่ในสไตล์เรซซิ่ง CBR500R ให้อารมณ์ท่านั่งกึ่งสปอร์ต ไม่ได้ก้มตัวจนมากเกินไป สืบเนื่องมาจากแฮนด์จับโช้คมีการยกขึ้นมาสูงกว่าระดับแผงคอนิดหน่อยและตำแหน่งการวางเท้าที่ไม่ชันเข่ามากเท่าไร โดยรวมท่านั่งการขับขี่จะตอบโจทย์ให้สำหรับการใช้งานในเมือง แต่คราวนี้เอามาขี่ในสนามก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ สามารถขับขี่ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะแบนโค้ง หรือหมอบทางตรง ก็ไม่ได้ติดปัญหาอะไรเท่าไรนัก เครื่องยนต์ปรับมาใหม่ เครื่องยนต์ 2

รีวิว Lambretta X200 รูปหล่อ ทรงดี ขี่สมูท

รีวิว Lambretta X200 รูปหล่อ ทรงดี ขี่สมูท ต่อกระแสความฮิตต่อเนื่องกับแบรนด์สกู๊ตเตอร์ระดับตำนานจากอิตาลีอย่าง Lambretta ซึ่งหลังจากที่เปิดตัวโมเดล X300 SR Monochrome คอลเลกชันใหม่ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ทางค่ายเองก็ได้ทำการจัดเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ กับการเปิดตัวโมเดล Lambretta X200 โฉมพิกัดใหม่เอาใจสาย New Entry พร้อมที่จะพาเข้าด้อมเหล่า Lambrettista ในสไตล์สุดชิค โดดเด่น ไม่ซ้ำใคร แต่ก่อนอื่นเลยสำหรับใครที่ยังไม่รู้จักกับความเป็นมาของ Lambretta แล้วหล่ะก็ ขอพาย้อนคร่าว ๆ กันซักนิด สำหรับต้นกำเนิดของแบรนด์นั้นเกิดในช่วงปี ค.ศ. 1947 โดยคุณ Ferdinando Innocenti เจ้าของธุรกิจผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินในสมัยนั้น แต่ด้วยผลพวงความเสียหายจากการระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงทำให้คุณ Ferdinando เกิดไอเดียที่จะสร้างรถมอเตอร์ไซค์จากซากเครื่องบินที่ยังหลงเหลืออยู่ จนก่อกำเนิดเป็นรถมอเตอร์ไซค์แลมเบรตต้าที่เห็นกันในทุกวันนี้ สำหรับโมเดล Lambretta X200 ถือเป็นพิกัดใหม่ที่จะเข้าเสริมทัพในตระกูล X-Series เพิ่มทางเลือกให้กับผู้ที่หลงใหลในกลิ่นอายแห่งความสปอร์ต ผสมผสานกับความคลาสสิกระดับพรีเมียม ดูโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ภายใต้คอนเซ็ปต์ “I Know What I Want” บ่งบอกถึงกลุ่มไลฟ์สไตล์ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ชอบอะไร ก็จัดไปให้สุด ดีไซน์เอกลักษณ์ ในแบบโมเดิร์นคลาสสิก ในส่วนรูปลักษณ์การดีไซน์ของโมเดลรุ่นนี้ เริ่มจากมิติตัวรถที่ใช้โครงสร้างตัวแบบ Low&Long โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากโมเดลในยุคบุกเบิก รวมถึงสัดส่วนของการออกแบบตัวเฟรมที่ดูมีความโฉบเฉี่ยวผสมผสานกับความคลาสสิกอีกด้วย  สำหรับรายละเอียดดีเทลต่าง ๆ ของตัวรถ เริ่มจากด้านหน้ากับไฟหน้าทรงหกเหลี่ยม พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ รวมถึงบิลด์อินต์สัญลักษณ์แบรนด์เข้าไว้เข้าในตัวโคมไฟ ดูสวยงาม ต่อด้วยในส่วนของบังลมด้านหน้าที่มีการติดตั้งตัวเพลทสำหรับชื่อรุ่นทางฝั่งซ้ายให้คนมองไม่สับสน ส่วนฝั่งขวาจะเป็นในส่วนโลโก้แบรนด์ รวมถึงแบดจ์พิเศษของทางค่ายติดมาให้อีกด้วย ด้านหน้า ด้านหลัง นอกจากนี้ ทางค่ายยังประดับเพลทที่มีตราของผู้ก่อตั้งแบรนด์ บริเวณไทหน้า รวมถึง แถบลายธงชาติอิตาลีให้ดูโดดเด่น ดูมีสไตล์ของความเป็นรถอิตาเลียนแท้ ๆ ส่วนไฟเลี้ยวบิลด์อินต์เข้าไปในบังลมดูเรียบหรูเพิ่มขึ้น รวมถึงไฟท้ายขนาดใหญ่ ดีไซน์รูปทรงคริสตัล 7 แท่งเป็นเอกลักษณ์แบบ X Series ออกแบบมาอย่างสวยงาม ประกับคอนโทรลซ้าย ประกับคอนโทรลขวา ต่อด้วยในส่วนของประกับคอนโทรล เริ่มจากฝั่งซ้ายจะพบกับสวิตช์ไฟสูงต่ำ ไฟเลี้ยวและแตรติดมาให้ ส่วนฝั่งขวาจะพบไฟฮาซาร์ดหรือไฟฉุกเฉิน สวิตช์โหมดคอนโทรล รวมถึงปุ่มสตาร์ทรถ มาด้วยหน้าจอเรือนไมล์แบบอนาล็อก-ดิจิทัล ดีไซน์สวยงาม และจุดสังเกตที่ใต้ตัวเรือนไมล์จะพบกับเพลทอักษรตัว X ประดับไว้ ดูมีความพรีเมียมเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ส่องลงมาจะพบกับสวิตช์ควบคุมรถแบบ SmartKey ที่มีฟังก์ชันการใช้งานต่าง ๆ ทั้งสตาร์ท-ดับเครื่องยนต์ เปิดเบาะใต้รถและล็อกคอรถ ช่องระบายอากาศแบบครีบฉลาม และเพลทด้านซ้ายที่กำกับลายเซ็นต์ของคุณ Ferdinando Innocenti บ่งบอกถึงความใส่ใจ ความพิถีพิถันในการออกแบบจากทางค่ายอีกด้วย  ฟุตเพลท ติดแผ่นยางกัน เบาะชิ้นเดียวตัดเย็บสวยงาม พร้อมปักโลโก้แลมเบรตต้า นอกจากนี้ ฟุตเพลทหรือที่พักเท้าออกแบบมาให้มีขนาดกว้างพร้อมติดแผ่นยางกันลื่น รวมถึงประดับพิมพ์บนแผ่นยางให้ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ต่อด้วยของเบาะแบบชิ้นเดียว ดีไซน์โดดเด่น พร้อมปาดเว้าด้านข้างออกมาได้สวยงาม รวมทั้งมีการไล่ตะเข็บเป็นชั้น ๆ เพิ่มความสวยงามขึ้นไปอีก และจุดที่น่าสนใจ กับลายปักโลโก้แลมเบรตต้าด้วยด้ายสีเทา เพิ่มความเข้ม เท่ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของโมเดลรุ่นนี้เลยไม่น้อย ด้วยลวดลายสติ๊กเกอร์ บนตัวเฟรมที่ดีไซน์ออกแบบมาใหม่ โดยมีการเล่นสีให้ดูแตกต่างมากยิ่งขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่เราสามารถสังเกตได้ว่ารุ่นนี้แหล่ะ X200 อย่างแน่นอน บ่งบอกถึงความเป็นรถอิตาเลียนอย่างแท้จริง รวมถึงกิมมิกจุดเล็กน้อย ๆ ทั้งมือจับคนซ้อนบริเวณใต้เบาะด้านหลัง ที่แขวนของอเนกประสงค์ติดมาให้ใช้งานอีกด้วย รวมถึงการใช้เส้นสายสีดำตัดไล่ตามขอบคิ้วส่วนต่าง ๆ ของตัวรถทั้งครอบไฟหน้า ชุดกระจก ชุดโช้คอัพ  แคร้งข้าง ที่ให้อารมณ์ความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น และอีกจุดที่น่าสนใจ สำหรับสัญลักษณ์โลโก้แบรนด์ตามจุดต่าง ๆ ของตัวรถรอบคัน หากพูดไปก็คงไม่หมด ไปชมภาพกันดีเลยดีกว่า  โดยรวมการออกแบบของโมเดลรุ่นนี้ ค่อนข้างเสมือนกับโมเดลรุ่นพี่อย่าง X300 เพราะด้วยการใช้โครงสร้าง ตัวเฟรมบอดี้ รวมถึงชิ้นส่วนต่าง ๆ แบบเดียวกันเกือบทุกจุด แต่จะแตกต่างเพียงจุดเล็กน้อย ๆ ที่ออกแบบเพิ่มเสริมความหล่อไปอีกขั้นเฉพาะรุ่นนี้ โดยเราสามารถสังเกตได้ที่เพลทด้านหน้า และสติ๊กเกอร์ด้านข้างนั่นเอง เครื่องยนต์ LSP ตอบโจทย์สาย New Entry สำหรับเจ้า X200 มาพร้อมกับเครื่องยนต์ LSP (Lambretta Super Performance) แบบสูบเดียว 4 วาล์ว ขนาด 184.7 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมพัดลมระบายความร้อนติดตั้งเพิ่มมาให้อีก 2 ตัว และใช้ระบบจ่ายน้ำแบบหัวฉีด

เทียบสเปก CBR500R 2024 vs Ninja 500 SE 2024

เทียบสเปก CBR500R 2024 vs Ninja 500 SE 2024 สปอร์ตไบค์พิกัด 500 ซีซีจากค่ายญี่ปุ่น Honda และ Kawasaki ที่มีความใกล้เคียงกันมาก ๆ

ทดสอบ Grand Filano Hybrid น้ำมันถังเดียวเที่ยวเมืองเหน่อไหวมั้ยไปดู

ทดสอบ Grand Filano Hybrid น้ำมันถังเดียวเที่ยวเมืองเหน่อไหวมั้ยไปดู วันนี้เราได้ภารกิจ ทดสอบ Grand Filano Hybrid ว่าจะประหยัดน้ำมันแค่ไหน สมกับที่คุยไว้หรือเปล่า งานนี้เราก็จะเลยไปเที่ยวเมืองเหน่อกัน โดยมีโจทย์ว่าใช้น้ำมันแค่ถังเดียวเท่านั้น ไปกลับได้มั้ย จะรอดหรือเปล่า ไปติดตามกันครับ เราเริ่มเดินทางจากกรุงเทพ จุดเริ่มต้นของเรา ตั้งต้นกันที่ปั๊มน้ำมันปตท. วิภาวดีรังสิต ที่อยู่บริเวณกระทรวงพลังงานเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล 95 เต็มถังก่อนเริ่มการเดินทางครั้งนี้เพื่อให้ได้ตัวเลขการใช้น้ำมันและอัตราสิ้นเปลืองที่แม่นยำมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเราตั้งจุดหมายปลายทางของเราไว้ที่อุทยานมังกรสวรรค์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยเราวัดกิโลเมตรจาก Google Map ไป-กลับ กินระยะทางโดยประมาณ 200 กิโลเมตร และเราก็คิดว่า แกรนด์ฟิลาโน่ไฮบริด ใช้ความเร็วขับขี่ใช้งานแบบปกติ จะสามารถไปกลับได้ เราก็เลยอยากจะชาเลนจ์กันดูหน่อยว่า 1 ถัง ไปกลับได้ไหม มาลุ้นกันหน่อย เราเริ่มเดินทางรีเซ็ตทริปที่หน้าจอเรือนไมล์ TFT สุดสวยและมองเห็นได้ชัดเจนของเจ้าแกรนด์คันนี้ไว้ที่ 0 กิโลเมตรเพื่อบันทึกระยะทาง แล้วจึงออกเดินทางมุ่งหน้าถนนวิภาวดี ตัดเข้าแคราย แล้วต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 304 มุ่งหน้าสุพรรณบุรี เป็นเส้นทางที่ตรงมาก ทำให้คันเร่งของเราตึงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเหลือบมองหน้าเรือนไมล์ท็อปสปีดสูงสุดได้ถึง 111 กิโลเมตร/ชั่วโมง (สำหรับตัวผมที่ตัวใหญ่หน่อย คนอื่นก็น่าจะไปได้มากกว่านี้) ซึ่งนั่นกลายเป็นปัญหาแรก ที่เราเจอ คือ เห็นทางตรงยาว ๆ แล้วอดใจไม่ได้บิดหมดปลอก ทำให้เราสูญเสียน้ำมันมากขึ้น แต่ก็คือสภาพความเป็นจริง เผื่อใครอยากออกทริป เราก็จะพิสูจน์ให้ตรงนี้เลยว่าคันนี้ รุ่นนี้ไปได้จริง ๆ มั้ย ซึ่งเมื่อเราเดินทางมาถึง อุทยานมังกรสวรรค์แล้วเรียบร้อย ระยะทางที่วิ่งมาได้จากหน้าไมล์บอกเราว่าคือ 102 กิโลเมตร และเกจน้ำมันลงมาอยู่ที่ครึ่งถัง แต่นี่ก็เป็นแค่เพียงครึ่งทางเท่านั้น เรายังต้องเดินทางกลับกันต่อ…   ทั้งนี้สุพรรณบุรีเป็นอีก 1 จังหวัดที่มีสถานที่น่าท่องเที่ยวมากมาย ทั้งวัด อุทยาน บึงฉวาก และอื่น ๆ อีกมากมาย ระยะทางก็ไม่ไกล ใช้เวลาไม่นานมากถ้าเดินทางจากกรุงเทพมหานคร เหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็น วันเดย์ทริปง่าย ๆ ของชาวไบค์เกอร์ที่จะมาท่องเที่ยวจังหวัดนี้ อยากให้มาลองเที่ยวที่นี้กันดู บ่ายแล้วกลับดีกว่า ซดก๋วยเตี๋ยวร้อน ๆ ไปคนละ 2-3 ชาม อิ่มได้ที่ก็พร้อมตั้งตัวเตรียมกลับกรุงเทพก่อนฝนตก ท้องฟ้าเริ่มมืดมัว เสี่ยงจะต้องตากฝน เดี๋ยวจะพาลทำให้ภารกิจไม่สำเร็จเอาในวันนี้ จึงเริ่มเดินทางกลับ แต่ขากลับเราขับด้วยความเร็วที่ช้าลงกว่าขามา ยืนพื้นอยู่ที่ 80 – 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง เหลือบมองหน้าจอเรือนไมล์ TFT แสดงอัตราบริโภคน้ำมันแบบเรียลไทม์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดูง่าย เด่นดี บิดเท่าไรกินเท่านั้น ถือว่าทำให้เรามองและสามารถคาดคะเนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้แบบคร่าว ๆ ได้ทันที เส้นทางขากลับเรายังคงเป็นทางเดิม คือวิ่งเส้นทางหลวงหมายเลข 304 บางบัวทอง ตัดเข้าเส้นกรุงเทพ-นนท์ และวิ่งเข้ารัชโยธิน วิภาวดีรังสิต ถึงจุดหมายปลายทางเรียบร้อย ระยะทางรวม 214 กิโลเมตร กรุงเทพ – สุพรรณบุรี – กรุงเทพ แบบวันเดย์ทริป น้ำมันยังเหลือในถัง ทำให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงไปได้ดี แต่จะดีไปกว่านั้น เราลองเติมน้ำมันเต็มถังใน ปั๊มเดิม หัวจ่ายเดิม เติมให้หัวจ่ายตัดพอ ผลสรุปการเดินทางครั้งนี้ เราใช้น้ำมันในการเดินทางไปทั้งหมด 3.967 ลิตร คิดเป็นเงินทั้งหมด 150 บาท เท่ากับว่า 1 ลิตร สามารถวิ่งได้ 53.5 กิโลเมตร ถือว่าใช้งานออกทริปก็ประหยัดอยู่เหมือนกันนะเนี่ย ถือว่าเครื่องบลูคอร์ไฮบริด 125 ซีซีให้สมรรถเยี่ยมจริง ๆ ทางเคลมมาว่า 62.5 กม./ลิตร แต่เราเอามายิงยาว ๆ ตัวเลขก็ยังสูงอยู่ ถือว่าทำได้ดีไม่ผิดหวัง แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว มันก็มีองค์ประกอบมากมายที่เป็นตัวแปรทำให้อัตราการบริโภคน้ำมันเปลี่ยนไป น้ำหนักผู้ขับขี่ การเดินคันเร่ง สภาพอากาศ สภาพถนน ก็อาจจะมีเปลี่ยนแปลงได้ แต่วันนี้เราได้ทดสอบกันแบบใช้งานจริง ก็ทำให้รู้ว่า New Grand Filano Hybrid ไปกลับสุพรรณบุรีได้ด้วยน้ำมันถังเดียว ถึงแม้จะเป็นรถสกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กที่มีจุดประสงค์หลักสำหรับใช้งานในเมือง ก็สามารถนำมาใช้ออกทริปเดินทางได้อย่างสบาย ๆ วางแผนดี ๆ เที่ยวได้สบายแน่นอนครับ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่ช่วยตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ Stop &

รีวิว Solar Proud 125

รีวิว Solar Proud 125 กรุงเทพ – เชียงใหม่ ไม้เดียวได้สบาย ๆ !! ความท้าทายเริ่มต้นขึ้นแล้ว กับการทดสอบ รีวิว Solar Proud 125 จากกรุงเทพ – เชียงใหม่ ระยะทางรวม 700 กว่ากิโลเมตรแบบไม้เดียว ทั้งคนทั้งรถ ไม่มีสับเปลี่ยนกลางทาง ถือว่าเป็นการทดสอบรถครั้งแรกในชีวิตของตัวผมเองด้วยที่ได้มีโอกาส ขับขี่ทดสอบรถบ้าน ๆ ที่เน้นการใช้งานในชีวิตประจำวันขนาด 125 ซีซี แม้ว่าการทดสอบครั้งนี้จะดูย้อนแย้งกับจุดประสงค์การใช้งาน แต่ก็ถือว่าเป็นความท้าทายครั้งสำคัญ ที่จะได้ทดสอบความทนทานของเครื่องยนต์ ช่วงล่าง ระบบเบรก และจับฟีลลิ่งไปพร้อม ๆ กันด้วยระยะทางการพิสูจน์เจ็ดร้อยกว่ากิโล สำหรับทริปทดสอบครั้งนี้ ยังมี อีก 2 รุ่น 2 สื่อ ที่ได้ร่วมทดสอบในครั้งนี้ด้วย พี่เก่ง MotoMotion ได้ขับขี่ในรุ่น Solar Groove URBAN 125 และ จูน นักเลงมอเตอร์ไซค์ ขับขี่ในรุ่น Solar Groove CROSS 125 ซึ่งมีพิกัดเครื่องยนต์เดียวกันแต่จะแตกต่างกันที่สไตล์ของตัวรถเท่านั้น จุดเริ่มต้น เราเริ่มต้นออกเดินทางกันที่ถนนพระราม 9 มุ่งหน้าวิภาวดี โดยรถคันที่ผมขับขี่อยู่นั้น มันวิ่งมาแค่เพียง 13 กิโลเมตรเท่านั้น ถือว่าเป็นรถใหม่ 0 โลที่เพิ่งจะประกอบเสร็จจากโรงงานมาให้เราได้ทดสอบกันเลย การขับขี่ในเมืองไม่ใช่ปัญหาใหญ่อยู่แล้ว เพราะตัวรถมีความคล่องตัว เล็กเหมือนรถบ้านทั่ว ๆ ไป ขับขี่ใช้งานง่าย ถูกจริตคนใช้งานอยู่แล้ว เราเริ่มใช้ความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อออกชานเมืองรังสิตมุ่งหน้าอยุธยา เส้นทางสายเอเชียมุ่งสู่ภาคเหนือ ซึ่งหลาย ๆ คนน่าจะรู้จักเส้นทางกันดีอยู่แล้ว พูดถึงน้ำมัน 1 ถัง ขนาดบรรจุเต็มถัง 3.5 ลิตร คันนี้สามารถวิ่งได้อยู่ที่ประมาณ 100 – 120 กิโลเมตร ในความเร็วแบบเต็มพิกัด ยืนพื้นหมดปลอกตลอดทางที่ความเร็ว 100 – 105 กม./ชม. คำนวณอัตราสิ้นเปลืองก็จะประมาณ 33 กิโลเมตร/ลิตร (แบบใส่หมดปลอกนะ ถ้าขับขี่ใช้งานทั่ว ๆ ไปจะได้เห็นตัวเลขที่ดีกว่านี้แน่นอน) โดยน้ำมันถังแรกเรามาหมดแถว ๆ จังหวัดอ่างทอง เส้นทางตรงยาวตลอดทาง มีสภาพอากาศที่มีฝนโปรยปรายลงมาตลอดทาง แต่เพราะเวลาของเรามีจำกัด หากเราจอดหลบฝน เราจะถึงเชียงใหม่มืด ดังนั้นเราจึงหยุดไม่ได้ ต้องลุยฝ่ากันไป เส้นทางเป็นทางตรงยาวมุ่งหน้านครสวรรค์ ผ่านสะพานเดชา ตัวรถที่ผมขับก็ยังไม่มีปัญหาอะไร ต้องยอมเครื่องยนต์ตัวนี้จริง ๆ ที่แบกภาระทั้งหมดไว้ในการเดินทาง ทั้งน้ำหนักตัวผู้ขับขี่ เส้นทางสภาพถนน สภาพอากาศที่ฝนตกหนัก เครื่องยนต์ถูกเค้นด้วยการบิดคันเร่งค้างมาตลอด แทบไม่มีผ่อน แต่ก็ไม่มีกำลังตก แม้เครื่องจะเป็นการจ่ายน้ำมันด้วยคาบูเรเตอร์ ซึ่งทางเราคิดว่าเครื่องยนต์ตัวนี้เต็มที่แล้วที่จะทำได้ เราแวะเติมน้ำมันทุก ๆ 120 กิโลเมตร เพราะคิดว่าถ้าปล่อยให้น้ำมันหมดกลางทางคงจะลำบากแน่ ๆ และเมื่อมองหน้าจอเรือนไมล์ก็เห็นมันเริ่มสว่างขึ้นเรื่อย ๆ แปลว่า ท้องฟ้าเริ่มมืดลง เราขับมาได้เกินครึ่งทางแล้ว เส้นทางเริ่มมีทางชัน โค้งไฮสปีด ช่วงล่างคันนี้กับความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ยังถือว่ารองรับได้เป็นอย่างดี อาจจะด้วยที่เป็นล้อแม็กด้วย เหมาะสมอย่างยิ่งในการเดินทางหายห่วง บททดสอบ   ฟ้าเริ่มมืดลงตอนที่เราเดินทางมาถึงเส้นขุนตาล เส้นทางที่ใครเดินทางจากภาคกลางมาเชียงใหม่ต้องผ่านเส้นนี้ ที่นี่ขึ้นชื่อทางโค้งต่อเนื่อง ลื่น และมืด เราเจออย่างที่บอกทั้งหมดเลย เพราะเส้นทางมืดลง แถมฝนตกด้วย เราต้องอาศัยแสงสว่างจากไฟหน้าของตัวรถที่เป็นไฟ LED และ ต้องการความสว่างจากรถที่ใช้ถนนร่วมกันรวมไปถึงความเร็วที่อยู่บนทางหลวงต้องได้ด้วย ทุกอย่างทำให้เราต้องระมัดระวังมากขึ้นเป็นพิเศษ ฟีลลิ่งตอนนั้นเราฝากไว้ที่ตัวเราและตัวรถทั้งหมดเลย ช่วงล่าง เครื่องยนต์ ระบบไฟ ระบบเบรก ทุกอย่างต้องพร้อมใช้งาน เมื่อต้องการ และเราก็ผ่านช่วงนั้นมาได้ เราเหลืออีกไม่ถึง 100 กิโลเมตร ก็จะถึงเชียงใหม่แล้ว เส้นชัย ในที่สุดเรามาถึงร้านที่เราตั้งเป็นจุดหมายปลายทางในวันแรกเรียบร้อย กับการเดินทาง 726 กิโลเมตร ใช้เวลาไป 13 ชั่วโมง ถือว่าเป็นการทดสอบความอึด ถึก ทน ของตัวรถได้เป็นอย่างดี พิสูจน์อะไรหลาย ๆ อย่างได้เป็นอย่างดี ทั้งเครื่องยนต์ ช่วงล่าง หรือแม้กระทั่งผู้ขับขี่ที่ต้องเจอสถานการณ์อะไรมากมายในการเดินทางไกลครั้งนี้ เช้าวันถัดมาเรามีไปต่อกันอีกเล็กน้อย

No Posts Found!

รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์

No Posts Found!