Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

รีวิวมอเตอร์ไซค์ ทดสอบการขับขี่บิ๊กไบค์ ทุกรุ่น ทุกสไตล์

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
ทดสอบ H-D Pan America 1250

ทดสอบ H-D Pan America 1250 สายลุยสัญชาติอเมริกัน สวัสดีครับ วันนี้พวกเราทีมงาน SuperBike Thailand ได้มีโอกาสทดสอบรถ Adventure รุ่นใหม่ล่าสุดจากทาง Harley Davidson นั่นก็คือ Pan America 1250 โดยทาง Harley Davidson Thailand ได้เชิญเข้าร่วมทดสอบขับขี่ในรอบสื่อมวลชน และเป็นครั้งแรกของพวกเรากับเจ้า Pan America 1250 คันนี้ สำหรับการขี่ในวันนี้จะลุยแค่ไหนเรามาดูกันเลยครับ ในช่วงเช้าก่อนที่จะเริ่มขับขี่ทางค่ายก็ได้มีการบรีฟเกี่ยวกับตัวรถ โดยบอกว่ามีการออกแบบดีไซน์ตัวรถให้ใช้งานได้หลากหลาย และอุปกรณ์ที่ใส่เข้าไปในตัวรถไม่เพียงแค่สวยงามเท่านั้น แต่ยังต้องใช้งานจริงได้ทุกส่วนอีกด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นในการออกแบบนั้นก็ยังคงมีความเป็น Harley-Davidson อยู่ สำหรับรุ่นที่ทางทีมงานได้ทดสอบในวันนี้จะเป็นตัว Special ซึ่งเป็นรุ่นท็อบที่มีเทคโนโลยีแบบจัดหนักจัดเต็มกว่ารุ่นสแตนดาร์ด   เริ่มต้นที่มีระบบกันสะเทือนปรับไฟฟ้าทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ช่วยทำให้การขับขี่นุ่มนวลมากที่สุด โดยจะอาศัยขอมูลจาก IMU แบบ 6 แกนที่ติดตั้งอยู่ในตัวรถ คำนวณน้ำหนักของผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และสัมภาระ ที่โหลดลงบนตัวรถ รวมถึงลักษณะอาการของรถในขณะนั้นว่าอยู่ในสถานะใด และเลือกค่ายืดยุบของตัวโช้คให้เหมาะสมกับการใช้งานให้มากที่สุด นอกจากนี้ยังมีระบบ Adaptive Ride Height เป็นระบบที่ปรับความสูงของตัวรถโดยอัตโนมัติ การทำงานของระบบนี้ก็คือ ในขณะที่รถหยุดนิ่งโช้คจะยุบตัวลง ลดความสูงของรถทำให้ผู้ขับขี่เอาเท้ายันพื้นได้แบบสบาย ๆ และเมื่อรถออกตัวและมีความเร็วเกิน 30 กม./ชม. ขึ้นไป โช้คก็จะยืดขึ้นเพิ่มความสูงของตัวรถกลับมาตามปกติ ยังมีหน้าจอสีดิจิทัล TFT ขนาด 6.8 นิ้ว แบบระบบสัมผัส พร้อมเมนูภาษาไทย ที่บอกสถานะต่าง ๆ ของตัวรถแบบครบครัน รองรับการเชื่อมต่อบลูทูธและสามารถแสดงแผนที่แบบเคลื่อนไหวบนหน้าจอ สามารถเลือกโหมดการขับขี่ของตัวรถที่มีทั้งหมด 5 โหมด และสามารถปรับตั้งค่าได้ที่หน้าจอแบบสัมผัสได้เลย ในส่วนของเครื่องยนต์ Revolution Max 1250 นี้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ของทาง Harley Davidson ที่เป็นแบบระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ต่างจากรุ่นก่อน ๆ ที่เคยทำมาแต่ยังคงความเป็นเครื่องยนต์แบบวีทวิน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทางค่าย ปริมาตรกระบอกสูบอยู่ที่ 1,252 ซีซี ให้กำลังแรงม้า 150 แรงม้าที่ 8,750 รอบ/นาที และแรงบิด 128 นิวตันเมตรที่ 6,750 รอบ/นาที   สำหรับการขับขี่ในวันนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก ๆ โดยจะเริ่มต้นกันที่ 747 Cafe ขี่ในเส้นทาง On Road หรือบนถนนประมาณ 20 กิโลเมตร เดินทางไปที่ Rucker Park เพื่อไปขี่ในเส้นทาง Off Road หรือเส้นทางวิบากที่ทางทีมงานได้จัดเตรียมใว้ให้ ระหว่างทางก็ได้มีการลองสมรรถนะของรถ เวลาตกหลุมหรือผ่านช่วงคอสะพาน โช้คอัพซับแรงได้ดีมาก แทบจะไม่รู้สึกเลยว่ารถสะเทือน และที่สำคัญ Pan America 1250 คันนี้ แรงมาก ๆ เมื่อมาถึง Rucker Park แล้วก็มีการเรียนรู้เกี่ยวกับการขี่รถในทาง Off Road นิดหน่อย โดยมีครูอิฐเป็นผู้ให้คำแนะนำการขับขี่ในทาง Off Road เบื่องต้นและคำแนะนำในการขี่ในวันนี้ว่าจะต้องเจอกับทางแบบไหนบ้าง ถึงเวลาลงสนามจริงแล้ว !! ในด่านที่ 1 ก็จะเป็นการขี่สลาลอมบนทางลูกรัง เพื่อให้เราได้คุ้นชินกับตัวรถมากขึ้น ซึ่งคิดว่าถ้าใครได้ลองขี่เจ้าคันนี้แล้วคงใช้เวลาปรับตัวไม่นาน เพราะตัวรถค่อนข้างขี่ง่าย พลิกเลี้ยวได้ง่าย เพราะรถถูกออกแบบมาให้จุดศูนย์ถ่วงอยู่ต่ำจึงทำให้ผู้ขับขี่ควมคุมรถได้อย่างง่ายดาย ไม่รู้สึกว่าน้ำหนักตัวรถเป็นปัญหา เมื่อเราทำความคุ้นชินกับตัวรถมากขึ้นแล้ว ในด่านที่ 2 ก็จะเป็นการทดสอบระบบเบรก ABS ตัวรถ โดยการกำเบรกหน้าและกำคลัตช์ 100% บนทางลูกรัง จากที่ได้ลองแล้วรถไม่มีอาการล้อล็อกแม่แต่นิดเดียวเลย และใช้ระยะเบรกที่สั้น เพราะว่าตัวรถมีระบบกระจายแรงเบรกให้เท่ากันทั้งล้อหน้าและล้อหลังถึงแม้ว่าเราจะใช้แค่เบรกหน้าอย่างเดียวก็ตาม  ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจได้ว่าระบบเบรกนั้นดีปลอดภัยห่ายห่วงแน่นอน ด่านที่ 3 ขึ้นเนินลงเนิน ในด่านนี้ก็จะเป็นการทดสอบระบบ Hill Hold Control หรือระบบช่วยหยุดรถบนทางลาดชัน ซึ่งด่านนี้จะจำลองสถานการณ์ที่เราต้องหยุดรถบนทางลาดชัน โดยระบบนี้จะช่วยเบรกรถบนเนินหรือทางลาดชัน ทำให้ง่ายต่อการออกตัวเพียงแค่ค่อย ๆ ปล่อยคลัตช์แล้วเติมคันแร่งเท่านั้นเราไม่ต้องกังวลว่าจะต้องคอยกำเบรกหรือกลัวว่ารถจะไหลลงเนินเลย โดยระบบนี้จะทำงานประมาณช่วยเบรกรถให้เองอีก 15 วินาที หลังจากที่ได้ทดสอบระบบต่าง ๆ ของตัวรถกันไปแล้ว ก็ได้มีการขับขี่กันแบบลุย ๆ สักหน่อยให้ได้ตื่นเต้นกันพอหอมปากหอมคอ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ขึ้นเนิน ลงเนิน ลุยน้ำ

รีวิว Just 1 JGPR

รีวิว Just 1 JGPR หมวกกันน๊อกแบบ Full Carbon เบา หล่อ คุ้มราคา..!! มาถึงคิวทองหมวกกันน็อครุ่นใหม่ล่าสุดกับการ Just 1 JGPR เป็นหมวกกันน็อคแบบ Full Face ที่มีลักษณะพิเศษ ใช้วัสดุคาร์บอนทั้งใบ น้ำหนักเบา เป็นการดีไซน์ออกแบบและพัฒนาร่วมกันระหว่าง Nitek X Just1 และที่สำคัญใบนี้เป็นลายที่นักแข่งใช้ในการแข่งขันจริงอีกด้วย มาพูดถึงลวดลาย สีสัน ใบนี้กันก่อนที่เป็นลายพิเศษ TORRES RED CARBON เป็นลายของนักแข่ง MotoE อย่าง Jordi Torres เบอร์ 81 ที่ใช้ลงในรายการแข่งขันจริงและยิ่งไปกว่านั้นทางเขาเองก็เพิ่งใส่หมวกลายนี้รับแชมป์โลก Moto E ไปหมาด ๆ เมื่อปี 2020 นี้เองยิ่งทำให้ใบนี้น่าใช้เข้าไปอีก เบาพิเศษ แน่นอนใบนี้มีวัสดุเป็น Carbon Fiber น้ำหนักเบา ทาง Just 1 เองก็ได้มีการออกแบบตัวเปลือกหมวกที่รองรับเฉพาะไซส์เลย ไม่ใช้ตัวเปลือกหมวกร่วมไซส์กัน จึงทำให้ตัวหมวกมีความกระชับมากขึ้นกว่าเดิมและมีน้ำหนักที่เบาตรงไซส์ สามารถออกแบบตัวหมวกให้มีน้ำหนักเบาสุดถึง 1,300 กรัม S      (55-56) 1,300 +- 50G M      (57-58) 1,320 +- 50G L       (59-60) 1,410 +- 50G XL     (61) 1,450 +- 50G   ภายนอกหมวกมีการออกแบบตัวรูปทรงหมวกแบบลดแรงต้านทานลม ลดแรงเสียดสีท้านช่วยเรื่องของตัวแอโร่ไดนามิก มีการดีไซน์ตัวสปอยเลอร์หลัง มาพร้อมกับช่องดักอากาศขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงคางด้านหน้า หน้าผาก และกลางศีรษะ เป็นตัวช่วยอย่างดีเลยที่จะทำให้ใช้งานได้ดีขึ้น ลดความร้อนสะสมภายในตัวหมวกตรงส่วนนี้ แน่นกระชับ เหมาะกับสายเรซซิ่ง แน่นอนใบนี้ออกแบบมารองรับการต้านทานแรงลมระดับการแข่ง ถายในก็ออกแบบมาพร้อมเช่นกัน มีการเลือกใช้ตัวโฟมกันกระแทก 2 ชนิด คือ EPS และ EPP ตรงนี้จะช่วยซับแรงและกระจายแรงได้ดีกว่าหมวกทั่วๆไป ถามว่า EPS คืออะไร มันก็คือชนิดโฟมแบบหมวกทั่ว ๆ ไปที่ติดตั้งรับแรงกระแทกจากภายนอกตัวหมวกช่วยซับแรงได้ระดับนึง ในส่วนตรงนี้ถือว่าดีอยู่แล้ว ช่วยได้เยอะ แล้ว EPP คืออะไร มันก็คือชนิดโฟมเช่นเดียวกันแต่มีหน้าที่การทำงานที่แตกต่างกัน ในหมวกตรงนี้จะมีหน้าที่กระจายแรงกระแทกต่อจากตัวโฟม EPS และกระจายแรงออกบริเวณจุดกระแทกให้มากที่สุดเพื่อที่จะลดแรงกระทำต่อศีรษะผู้ขับขี่ให้ได้มากที่สุด นวม PROTX2™ การต่อต้านแบคทีเรีย นุ่มกระชับยืดหยุ่นใส่สบาย ยังไม่หมดสำหรับลูกเล่นภายในช่วงนวมตรงคอมีการเลือกใช้ตัวผ้าที่เป็น คาร์บอน เคฟล่า เข้ามาในตรงจุดนี้ทำให้ตัวหมวกดูสปอร์ต ดุดันมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับติดตั้งตำแหน่งถอดนวมฉุกเฉิน EMERGENSY REMOVE มาให้พร้อมใช้ และยังมีสายรัดคางมาตรฐานแข่งขัน DOUBLE D RETENTION SYSTEM พร้อมกับใช้วัสดุ TITANIUM น้ำหนักเบาแข็งแรง สำหรับการตัดสินใจซื้อที่ง่ายขึ้นกว่าเดิมหมวกกันน๊อกรุ่นนี้ได้รับการตรวจสอบ ทดลอง พร้อมผ่านการรับรองมาตรฐาน DOT จากสหรัฐอเมริกา ECE จากฝั่งยุโรป และ มอก. มาตรฐานอุตสาหกรรมประเทศไทย การันตีความปลอดภัยจากการเลือกซื้อเลือกใส่หมวกกันน๊อกรุ่นนี้ได้อย่างแน่นอน และอีก 1 ปัจจัยสำคัญคือ ใบนี้เปิดราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 13,900 บาท สำหรับสีพื้น ในส่วนขอบลวยลายนักแข่งอย่างใบนี้เปิดราคาอยู่ที่ 14,900 บาทเท่านั้น ในกล่องมาพร้อมของแถม ชิลด์ดำ และ Pinlock กันฝ้า คุ้ม..!! ถือว่าเป็นหมวกฟูลเฟซที่ทำราคาออกมาได้เหมาะสมคุ้มค่าเกินราคาเลยล่ะ ทั้งวัสดุที่เลือกใช้ การออกแบบรูปทรงตัวหมวก เทคโนโลยีภายในเต็มระบบ ต้องบอกเลยว่าหมวกใบนี้เป็นตัวเลือกอีกหนึ่งใบที่ตัดสินใจซื้อได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม ฝากไว้พิจารณา…สำหรับใครอ่าน รีวิว Just 1 JGPR มาถึงตรงนี้แล้วสนใจสามารถติดต่อได้ที่ https://www.facebook.com/justonethailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว CBR150R 2021 ปรับใหม่หมด เพิ่มดีกรีความซิ่งขั้นสุด

รีวิว CBR150R 2021 ปรับใหม่หมด เพิ่มดีกรีความซิ่งขั้นสุด สำหรับคราวนี้ก็มาพบกับการรีวิวสปอร์ตไบค์ในพิกัดเริ่มต้นกับอีกคัน ซึ่งเปิดตัวกันไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยเป็นรถจากค่ายปีกนกนั่นเอง ดังนั้นบทความนี้ก็จะเป็นการ รีวิว CBR150R 2021  โฉมใหม่หมด หล่อขั้นสุด ใช่แล้วครับสำหรับโฉมใหม่นี้ มีไฟหน้าดีไซน์สปอร์ตที่มีความคล้ายกับตัวรุ่นพี่สุดซิ่งอย่าง Honda CBR250RR ที่มีไฟหน้าแบบสองชั้น ดูมีความสปอร์ต โฉบเฉี่ยวลงตัว แฟริ่งและไฟท้ายเองก็ดีไซน์ได้ปราดเปรียวเรียวสวย และด้วยระบบไฟ LED ทั้งคันจึงให้ความสว่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว คันนี้อย่างที่บอกว่าเป็นสปอร์ตไบค์ที่ปรับโฉมมาใหม่หมด ดังนั้นฟูลแฟริ่งชิ้นส่วนต่าง ๆ ถูกดีไซน์ใหม่ มีการเล่นเส้นสายปราดเปรียว ดุดัน และสอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิกมากยิ่งขึ้น โดยที่ยังมีมิติตัวรถที่สวยงาม สปอร์ตตามสไตล์ของ CBR  สุดท้ายเรื่องสี ที่เด่นกว่าคันนี้เป็นสีตัวท็อปสุดมีระบบเบรก ABS และ ESS ซึ่งคันที่ได้มาคันนี้เป็นสี Tri Color มีสติ๊กเกอร์ Honda Thailand Racing Team ตรงนี้ทำให้ดูสปอร์ตมากขึ้นเหมือนรถแข่งเข้าไปอีก คล้ายกับรถแข่ง ผมคิดว่าหลาย ๆ คนที่ชื่นชอบการแข่งขันน่าถูกใจสิ่งนี้ ปรับท่านั่งใหม่สปอร์ตเต็มขั้น เรื่องของมิติท่านั่งของโมเดลใหม่ล่าสุดนี้ก็เป็นอีกจุดนึงที่ได้รับการปรับเปลี่ยนให้ดียิ่งขึ้น มีท่านั่งที่ออกแบบมาให้สปอร์ตมากขึ้น ตำแหน่งพักเท้าถูกปรับให้ถอยไปด้านหลัง ดูสปอร์ตคล้าย ๆ กับรถแข่ง แต่ยังคงขับขี่สบายไม่ก้มมากจนเกินไปยังคงขี่ใช้งานในเมืองได้ การเลี้ยวก็ทำได้ดี องศาแฮนด์จับโช้คไม่แคบจนเกินไป ถือว่าทำการบ้านตรงนี้มาดี  เครื่องใหม่พร้อมสลิปเปอร์คลัตช์  เครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำแบบ DOHC 4 วาล์ว จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด PGM-FI พัฒนามาใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ 6 สปีดและยังมาพร้อมสลิปเปอร์คลัตช์  หลังจากได้ลองขับขี่จับฟีลลิ่งดูตรงนี้ แน่นอนเลยว่าสัมผัสได้ถึงเครื่องยนต์ที่เดินเนียน เสถียรสมู้ทมากขึ้น เนื่องจากมีการปรับปรุงเรื่องของไอดีไอเสีย แถมส่งผลในเรื่องของการประหยัดน้ำมันอีกด้วย  ในส่วนของกำลังเครื่องยนต์ 150 ซีซี สำหรับทางเราเองที่ทดสอบถือว่าเป็นรถที่เร่งออกตัวได้ดี นุ่มนวล ความเร็วกลางปลายไม่น่าเกลียดเลยละครับ สามารถทำท็อปสปีดได้เกือบ 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถือว่าก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้วละ  แต่ส่วนสำคัญในเครื่องตัวนี้มีสลิปเปอร์คลัตช์เข้ามาช่วยในส่วนของการเชนเกียร์ ลดแรงกระฉากทอนแรงลงชุดขับเคลื่อนเพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น ยิ่งช่วงนี้ฝนตกถนนลื่น ๆ น้ำขัง เข้าโค้งเชนเกียร์เร็ว ๆ ลดอาการสะบัดที่ล้อหลังได้มากเลยละครับ ถือว่าเป็นข้อดีของรุ่นนี้เลย และเป็นจุดเด่นของเซ็กเมนท์ 150 ซีซี เป็นจุดขายที่น่าสนใจ      ช่วงล่างใหม่หล่อและดีขึ้น    อีกจุดเด่นนึงสำหรับโมเดลนี้คือช่วงล่างใหม่ ซึ่งด้านหน้าจะมีโช้คหน้าใหม่ เป็นโช้คหัวกลับ เปลี่ยนมาให้ใหม่เลยทั้งชุด ฟีลลิ่งการทำงานตัวโช้คหน้าทำได้นุ่มนวลกว่าเดิมที่เป็นแบบเทเลสโคปิค ฟีลลิ่งชัดเจนรับแรงกระแทก รอยต่อถนน และขึ้นลูกระนาด ตัวโช้คหน้าทำหน้าที่ได้ดี  ในส่วนของโช้คหลังที่เป็นแบบโช้คเดี่ยวก็ทำงานได้ดีควบคู่กันอย่างมีประสิทธิภาพ ในการเข้าโค้ง หรือว่าเจอเส้นทางที่ขรุขระ ร่องถนนเยอะ ๆ ด้วยตัวรถมีความนิ่งทั้งในย่านความเร็วสูงและความเร็วต่ำ สำหรับใครที่จะไปต่อยอดเพิ่มสมรรถนะให้ดีมากขึ้นไปอีกก็ทำได้ไม่ยากเลยละครับ ที่สำคัญเลยช่วงล่างส่วนนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของตัวผู้ขับขี่และตัวรถ ดูหล่อขึ้นเป็นกองเลยละครับ    ระบบเบรก ตัวท็อปจัด ABS มาให้ แน่นอนว่าสปอร์ตไบค์เดี๋ยวนี้ก็ต้องมาพร้อมดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่ดีอยู่แล้ว แต่สิ่งนี้ไม่ใช่ว่าจะมีทุกตัว (รุ่นสแตนดาร์ดจะไม่มี) แต่ผมว่ายุคนี้แล้ว แนะนำว่าเพิ่มเงินอีกนิดซื้อรุ่น ABS มาเลยดีกว่าครับ มันถือสิ่งสำคัญมากเลยครับ มันช่วยในเรื่องความปลอดภัยได้มากเลย  ทางเราเองได้มีโอกาสทดสอบเรียบร้อย การทำงานของเบรกนั้นเรียบเนียน ฟีลลิ่งในระดับนี่ถือว่าทำงานได้อย่างดีเลยละครับ ช่วงที่กำเบรกแรง ๆ หยุดแบบกระทันหัน ระบบทำงานได้ดี มีอาการให้สัมผัสได้ขึ้นมาที่ปั๊มกระทุ้งเบรกรู้สึกมีแรงสู้กับมือเล็กน้อย เกิดมาจากระบบน้ำมันในลูกสูบคาลิเปอร์ คลายกำลังแรงเบรกจากปั๊ม เพื่อไม่ให้เกิดอาการล้อล็อค ตัวรถเสียอาการ ทั้งหน้าและหลังทำงานเหมือนกันแล้วแต่จังหวะในการเบรก  ตรงนี้คือความปลอดภัยที่คุ้มที่จะเสียเงินซื้ออย่างแน่นอน    เทคโนโลยีถอดมาจาก Bigbike  นอกจากจะมีระบบเบรก ABS แล้ว ยังจะมีระบบ ESS ซึ่งจะสัญญาณไฟฉุกเฉินกระพริบขึ้นอัตโนมัติ เมื่อความเร็วลดลงอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ขอพูดเป็นในส่วนของการเบรกแบบหนักหน่วง ความเร็วลดหวบ สัญญาณไฟผ่าหมาก หรือ Hazard Light จะติดขึ้นอัตโนมัติทันที ส่งสัญญาณส่งให้รถคันหลังสังเกตเห็นได้ง่าย ตรงนี้เองถือว่าเป็นส่วนสำคัญอีกจุด ช่วยเพิ่มความปลอดภัยไม่มากก็น้อยในส่วนนี้    สรุปว่าต้องจัด!!  สำหรับโมเดลใหม่นี้ปรับมาใหม่ทั้งภายนอกภายใน ทั้งหล่อ ทั้งแรง แถมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยมีให้ใช้แบบครบครัน เป็นตัวเริ่มต้นที่ดี ไม่ต้องมีส่วนสูงมากก็สามารถขี่ได้ เป็นตัวเริ่มต้นที่ดี ถ้าอยากขี่รถมีคลัตช์ คันเร่งเบาขี่สนุกตอบโจทย์คนใช้งานในเมืองได้อย่างสบาย ๆ ที่สำคัญศูนย์บริการมีให้ทั่วประเทศ มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ คุ้มกับราคาแนะนำที่ 99,900 บาท สำหรับตัวท็อปรุ่น ABS (รุ่นสแตนดาร์ด ราคาแนะนำที่ 92,900 บาท) บอกเลยว่าคุ้มแน่นอน..ฟันธง!!  อ่านบทความอื่นๆ

รีวิว New GPX DEMON GR200R

รีวิว New GPX DEMON GR200R 4 Valve แรง เนียน สปอร์ตกว่าเดิม..!!  เรียกว่าสด ๆ ร้อน ๆ ปานขนมปังเพิ่งออกจากเตาอบเลยก็ว่าได้ หลังจากเปิดตัวสปอร์ตไบค์พิกัด 200 ซีซีคันล่าสุดจากทางจีพีเอ็กซ์ได้ไม่ทันไร ทางทีมงาน SuperBike ก็ได้มีโอกาสไปขับขี่ทดสอบในรอบสื่อกันทันที โดยเป็นการทดสอบในรูปแบบขับขี่เดินทางออกทริปกรุงเทพฯ – กาญจนบุรี และเดินทางกลับกทม. ในวันเดียวกัน เรียกว่าลองให้รู้ชัดกันไปเลยว่า ของเขาดีแค่ไหน  เอาละครับ อารัมภบทมาก็มาก เราไปดูกันเลยดีกว่าครับว่า รีวิว New GPX DEMON GR200R 4 Valve ครั้งนี้ เรารู้สึกและมีความเห็นกับเจ้าสปอร์ตไบค์สุดซิ่งคันใหม่นี้ยังไงกันบ้าง รูปหล่อโดดเด่น    ต้องยอมเลยจริง ๆ ครับ กับเรื่องของการดีไซน์มันเป็นคาแร็กเตอร์เฉพาะตัวของรุ่นนี้ไปแล้ว ทั้งแฟริ่งด้านหน้าแบบบิลต์อินไฟหน้ามาพร้อมกับไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ซึ่งสวยงามและให้ความสว่างชัด ไฟท้ายก็หล่อเส้นสายสวยลงตัวสปอร์ต ที่สำคัญเป็นไฟ LED รอบคันด้วยนะ    ส่วนแฟริ่งด้านข้างให้รองรับเรื่องแอโรไดนามิกมากขึ้น มีช่องตัดลม ให้ความรู้สึกแบบรถแข่ง  กระเถิบเข้ามาด้านใน มีเรือนไมล์แบบดิจิทัลสว่างเด่นฟังก์ชั่นครบพร้อมกับระบบ Soft Touch ช่วยให้ใช้งานหน้าจอเรือนไมล์ได้ง่ายเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส โดยจุดเด่น ๆ หลักในเรื่องของดีไซน์ ที่เพิ่มเติมในครั้งนี้ คือปรับเพิ่มสีสันเข้าไปอีกให้สวยเด่นกว่าเดิม ทั้งชิลด์หน้าสีแดงสโม้ค โช้คอัพหน้าหัวกลับทำกระบอกโช้คสีแดง สปริงโช้คหลัง เครื่องยนต์เองก็เป็นสีแดงทั้งลูก รวมไปถึงปั๊มเบรกก็เป็นสีแดง นอกจากนี้ยังแอบใส่ลูกเล่นเป็นลายคาร์บอนบนถังน้ำมันมาให้ด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ให้ความรู้สึกสปอร์ตเรซซิ่งมากขึ้นกว่าเดิม  ปรับท่านั่งใหม่  สำหรับโมเดลใหม่นี้ ไม่ใช่มีแค่เพียงดีไซน์ที่เพิ่มสีสันใหม่ ยังมีการปรับมิติตัวรถ ตำแหน่งพักเท้า เมื่อตำแหน่งเปลี่ยน ท่าเปลี่ยน การเลี้ยวก็เปลี่ยน ซึ่งตรงส่วนนี้จะให้ท่าทางขับขี่ที่ดูสปอร์ตมากขึ้น เข่าจะงอมากขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงความสบายอยู่ไม่ได้ชันเข่ามากจนเกินไป ช่วยให้การเลี้ยวโค้งทำได้ง่ายขึ้นด้วย เหมือนกับตัวรถในคลาสซูเปอร์ไบค์เลยทีเดียว    ตำแหน่งใหม่นี้เหมาะสำหรับการใช้ปลายเท้าช่วยกดถ่ายน้ำหนักช่วยเลี้ยวไปในตัว ในส่วนของตัวแฮนด์ที่เป็นแบบจับโช้ค ให้ระยะองศาที่กำลังดี ไม่กว้างหรือแคบจนเกินไป สามารถขับขี่ซอกแซกในเมืองได้ดี การเลี้ยวทำได้ง่าย สำหรับการขับขี่ใช้งานใช้เมืองบอกเลยไม่มีปัญหา สำหรับการออกทริปที่ได้มีโอกาสทดสอบ โดยส่วนตัวคิดว่าทำได้ดีเกินความคาดหมาย ไม่มีอาการเมื่อยตามมาหลังจากออกทริป 300 กว่ากิโลเมตร ขี่ได้ เลี้ยวได้ เยี่ยมเลยครับ   เครื่องใหม่ แรงขึ้น สัมผัสได้ สำหรับโมเดล 2021 นี้ มีเครื่องยนต์ใหม่ พัฒนาฝาสูบมาใหม่ เพิ่มวาล์วไอดีไอเสีย จากเดิม 2 วาล์วเป็น 4 วาล์ว ส่งผลให้ตัวเครื่องยนต์จุดระเบิดสมบูรณ์ ประหยัดมากขึ้น เครื่องยนต์เดินได้เรียบเนียนนิ่งกว่าเดิม  เครื่องยนต์ 1 สูบที่มาพร้อมกับเกียร์ 6 สปีด ให้ฟีลลิ่งรอบปลายไหลได้ดีมาก แรงบิดในช่วงรอบต้น ๆ ทำได้ดี เกียร์ช่วงต้น ๆ ออกแบบมาเหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง ในส่วนของความเร็วปลายคันนี้ก็ทำได้ดี สามารถทำความเร็วสูงสุดทะลุ 150 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์ทำงานได้เสถียรทั้งในย่านความเร็วต่ำและความเร็วสูง ขี่สนุก เร่งแซงช่วง 80-120 กม./ชม. ทำได้อย่างมั่นใจ  การคอนโทรลคันเร่งรู้สึกได้ว่าเบา เปิดคันเร่งได้เนียน คลัตซ์มือบีบง่ายไม่แข็ง และที่สำคัญ คันนี้ให้ถังน้ำมันใหญ่ดี เพราะว่าในการใช้ออกทริปครั้งนี้ ตัวรถวิ่งไป 220 กิโลเมตร เติมน้ำมันกลับเต็มถังแค่ 7 ลิตรเท่านั้น เท่ากับว่าน้ำมันถังนึงโดยประมาณสามารถที่จะใช้ได้เกิน 300 กิโลเมตรเลย ซึ่งก็ถือว่า ประหยัด ใช้ออกทริปทางไกล ๆ ได้อย่างสบาย  ช่วงล่างแน่น ในส่วนของระบบกันสะเทือน โช้คหน้านั้นให้เป็นโช้คหัวกลับมาเลยอย่างที่เกริ่นไปตอนแรก มีระยะซับแรงเหลือใช้ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คอัพเดี่ยวที่เลือกใช้โช้คแบรนด์ YSS ที่ถึงจะเป็นแบรนด์ไทยแต่ก็มีคุณภาพดี สามารถปรับพรีโหลดได้ถึง 7 ระดับ แม้ว่าตอนทดสอบไม่ได้มีการปรับเซ็ตอะไรเลยเดิมโรงงาน แต่ก็ซับแรงได้ดีเลยละ ช่วงรางรถไฟ คอสะพานลองรูดขึ้นไปก็ถือว่ารับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี  การขับขี่ในช่วงความเร็ว ๆ สูง มีความนิ่งเสถียรใช้ได้เลย ทั้งการเข้าโค้งความเร็วสูง ๆ หรือการคอนโทรลตัวรถความเร็วต่ำ ๆ ก็ทำได้ดี ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะองค์ประกอบอย่างอื่นในตัวรถด้วย อย่างเช่น การวางตำแหน่งเฟรมถัก การบาลานซ์น้ำหนักตัวรถ เครื่องยนต์ การออกแบบท่านั่งการขับขี่ก็เป็นส่วนช่วยให้ตัวรถนิ่งเสถียรมากขึ้นตามไปด้วย  ส่วนระบบเบรกที่ให้มาทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นแบบ ดิสก์เบรกซึ่งก็ทำงานได้ดี หยุดรถดั่งใจ ตรงนี้เองอาจจะต้องใช้ความคุ้นชินกันสักนิด เพราะตัวเบรกทำงานไวตามสั่งเลย สำหรับตัวผมเองถือว่าใช้ได้ดีเลยละครับ    คุ้มค่า น่าใช้ 

รีวิว BMW F900R ใหม่ เครื่องแรง ช่วงล่างเยี่ยม 

รีวิว BMW F900R ใหม่ เครื่องแรง ช่วงล่างเยี่ยม  แม้จะเคยรีวิวทดสอบกันไปแล้วครั้งนึง แต่ครั้งที่แล้วอาจจะยังไม่ได้จุใจอะไรมากนัก เพราะรอบสื่อเวลาจำกัดจำเขี่ยแถมยังต้องทดลองขับขี่ถึงสองโมเดลพร้อมกันอีก มาคราวนี้เราก็เลย รีวิว BMW F900R กันอีกครั้งในรูปแบบวันเดย์ทริป ขี่ออกนอกเมือง ไปไกล ๆ หน่อย จะได้ทดสอบกันแบบจุใจ ให้รู้ไปเลยว่าดีแค่ไหน ดุดันสไตล์สปอร์ต   สำหรับโมเดลใหม่นี้จะเป็นแบบออลนิว ดีไซน์มาใหม่ตั้งแต่หัวจรดท้ายเลยครับโดยมีช่วงตัวถังที่บึกบึนกำยำ ขณะที่ท้ายก็มีความเพรียวบางดูปราดเปรียว ตัวรถมีเส้นสายเฉียบคมขึ้นจากโมเดลเก่าอย่างชัดเจน และสำหรับในตัวนี้จะมีตัวครอบเบาะท้ายมาให้ด้วยเป็นการเพิ่มลูกเล่นให้มีความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้นกว่าโมเดลปกติอีกด้วย ในส่วนของไฟหน้ามีเดย์ไทม์รันนิงไลท์สวยงาม มีลูกเล่น และยังให้ความสว่างเด่นชัดเจน ที่สำคัญคือมีระบบไฟหน้าอัตโนมัติและระบบไฟคอร์เนอริ่งไลท์หรือไฟที่ช่วยส่องสว่างเวลาเข้าโค้ง เพียงแค่รถเอียงทำมุม 7 องศา ทำให้ได้ทัศนวิสัยยามค่ำคืนได้กว้างและดียิ่งขึ้น  ถัดขึ้นมาก็คงจะไม่พ้นตัวจอเรือนไมล์ที่เป็น TFT สีขนาด 6.5 นิ้ว ดูหรูหราหล่อเหลาและทันสมัย ซึ่งก็แสดงผลการทำงานต่าง ๆ ของตัวรถได้ครบถ้วน และสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้อีกมากมายเมื่อเชื่อมต่อผ่านแอพลิเคชันกับสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนในอีกหลาย ๆ ส่วน เพราะโฉมก่อนหน้านี้ไปทำมาให้แหวกแนวไปจากรถปกติ ตอนนี้กลับมาเหมือนปกติทั่วไป ทั้งย้ายถังน้ำมัน ย้ายท่อไอเสีย ทำให้ดูลงตัว สมส่วน ตามที่ควรจะเป็นเหมาะสำหรับสายโรดสเตอร์ สุดคูล เครื่องยนต์  เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 895 ซีซีเครื่องใหม่ ได้ซีซีมาจากการปรับแต่งขยายไซส์ให้ขึ้นกว่าเดิมแต่วางบนเฟรมใหม่แบบโมโนค็อกบริดจ์เฟรมที่ใช้เครื่องเป็นส่วนนึงในการรับแรงเครียดจากเฟรม แน่นอนว่าเมื่อความจุมากขึ้น พละกำลังก็ต้องมากขึ้น โดยผ่านมาตรฐาน Euro5 แล้ว ทั้งนี้เคลมแรงม้ามาที่ 99 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และเคลมแรงบิดมาที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ และเคลมท็อปสปีดที่ 216 กม./ชม. การสั่งการทุกอย่างถูกควบคุมด้วยคันเร่งไฟฟ้าแค่เพียงบิดเบา ๆ ก็สัมผัสได้ถึงแรงบิดที่มาตั้งแต่ความเร็ว ๆ รอบต้น เครื่องยนต์ 6 เกียร์นี้ ตอนที่ผมทดสอบสามารถทำท็อปสปีดได้สูงทะลุ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง และเมื่อตัวรถใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า มันก็เลยมีลูกเล่นแถมมาเป็นโหมดการขับขี่ โดยสามารถที่จะปรับได้ขณะขับขี่อีกด้วย   ซึ่งส่วนตัวจากการทดสอบทั้ง 3 โหมดที่มีมาให้จากโรงงาน ผมชอบโหมด Dynamic มากที่สุดเพราะเป็นโหมดที่คันเร่งตอบสนองไวมาก บิดเร่งแซงได้หายห่วง รวมไปถึงช่วงฝนตกก็ได้มีโอกาสทดสอบ โหมด Rain ที่ตัวรถจะสั่งงานให้รถส่งกำลังออกมาได้เนียน ไม่กระโชกโฮกฮาก จากการที่แทร็กชั่นคอนโทรลของตัวรถสามารถที่จะทำงานได้อย่างละเอียดเนียนมาก ๆ บอกตรงนี้เลยว่าเครื่องยนต์ตัวนี้ ขี่สนุกใช้งานในเมืองหรือนอกเมืองได้อย่างสบาย ๆ  ช่วงล่างเยี่ยม  สำหรับในส่วนของช่วงล่างก็ถือว่าของที่ให้มาดีพอสมควร ด้านหน้านะครับจะเป็นโช้คหัวกลับขนาดแกน 43 ม.ม. ในส่วนของโช้คหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับสปริงพรีโหลดและรีบาวด์แดมปิ้งได้ ซึ่งตรงโช้คหลังนี้จะมีระบบ  Dynamic ESA (Dynamic Electronic Suspension Adjustment) ช่วยปรับความหนืดของโช้คให้เหมาะสมกับการขับขี่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือปรับไฟฟ้านั้นเอง  จากการทดสอบต้องยกความดีความชอบให้กับโช้คหลังเลยที่สามารถปรับไฟฟ้าได้ ซึ่งจะให้เลือก 2 โหมดคือ โหมด Road และโหมด Dynamic โดยในโหมด Road จะให้ฟีลลิ่งนุ่มนวล สบาย ๆ ขี่ได้เรื่อย ๆ แต่ถ้าอยากจะให้ช่วงล่างกระชับขึ้นให้ปรับไปที่โหมด Dynamic ตัวมอเตอร์ไฟฟ้าจะปรับค่าแดมปิ้งให้หนืดแน่นมากยิ่งขึ้น เวลาเลี้ยวด้วยความเร็วสูง ๆ หรือเปลี่ยนเลนแบบกะทันหัน โหมดนี้ช่วยได้เยอะเลย เรามาพูดในส่วนของเบรกกันบ้าง ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 ม.ม. กับคาลิเปอร์เบรก Brembo 1 ลูกสูบ ซึ่งถือว่าให้มาเหมาะสมกับตัวรถ แต่ทีเด็ดคือเทคโนโลยี ABS Pro และระบบ DBC หรือไดนามิกเบรกคอนโทรลของ BMW ที่ตอนนี้ผมว่ามันคือนัมเบอร์วันเลยครับ เวลาเรากำเบรกหรือเหยียบเบรกมั่นใจได้เลยว่าจะตอบสนองได้อย่างทันทีไม่มีบกพร่อง แม้กระทั่งกดแรงจนล้อล็อกตัว ABS ก็ทำงานได้อย่างเสถียรรวมไปถึงการกำเบรกในโค้ง ตรงนี้คือของดีมากเลยเพราะช่วยรักษาสเถียรภาพตัวรถให้พ้นช่วงอันตรายและตัวรถไม่ตั้งตรงจนเสียอาการแต่อย่างใด ปลอดภัยโดยไม่ต้องใช้แรงเยอะด้วย  และสุดท้ายในส่วนของช่วงล่างด้วยความที่เป็นเน็กเก็ตไบค์ออกตัวแรง ๆ หน้าเบา ๆ ตกหลุมหนัก ๆ อาจจะทำให้ตัวรถสะบัดได้ทางโรงงานได้ติด กันสะบัดมาให้ด้วยเลย ทำให้การขับขี่ปลอดภัยมากขึ้นและยังช่วยให้รถดูเหมือนมีของแต่งเต็มขึ้นไปอีกระดับ   ท่านั่งกึ่งสปอร์ต สำหรับเจ้าเน็กเก็ตโร้ดสเตอร์คันนี้มีท่านั่งออกแนวกึ่งสปอร์ต เนื่องจากตำแหน่งที่พักเท้าดูสูงเยื้องไปทางข้างหลังหน่อย ๆ ให้ฟีลลิ่งคล้ายรถสปอร์ต ระยะแฮนด์บาร์พอดี และตำแหน่งเบาะนั่งที่ถูกออกแบบมาให้อยู่ช่วงกลางลำตัวรถ หากได้ลองขี่ดูจะสัมผัสได้ว่าจุดศูนย์ถ่วงอยู่กลางตัวรถพอดี และท่านั่งที่ได้ไม่ก้มจนมากเกินไป  ซึ่งท่าที่ได้มานี้ทำให้การบังคับเลี้ยวได้ง่าย รวมไปถึงช่วงความเร็วสูง ๆ

รีวิว New GPX DRONE 4 วาล์ว

รีวิว New GPX DRONE 4 วาล์ว ทั้งแรงและประหยัดยิ่งกว่าเดิม  สำหรับ รีวิว New GPX DRONE 4 วาล์ว ครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นกลายเป็นรีวิวที่ด่วนมาก ๆ และน่าจะถูกใจสาวกออโตเมติกอย่างแน่นอน เพราะเราเชื่อว่าหลาย ๆ คน คงจะสงสัยว่าโมเดลใหม่ ซึ่งมาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ที่อัปเกรดเพิ่มวาล์วเข้ามานั้นดีอย่างไร คุ้มค่าหรือไม่ บอกตรงนี้สั้นๆ ไว้ก่อนว่าโดรนใจแน่นอน โดดเด่นโฉบเฉี่ยวโดรนใจ ในเรื่องดีไซน์นั้นถือว่าโฉบเฉี่ยวล้ำสมัยมากๆ โดยเฉพาะในส่วนไฟหน้าและไฟท้ายที่มีดีไซน์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์แค่เห็นก็รับรู้ได้ว่านี่คือ Drone ไซเบอร์เทร็ค AT ที่สำคัญคือเป็น Full LED เต็มระบบ  โดยด้านหน้าจะมีไฟหน้า LED 10 ดวง แบบ 2 ชั้นพร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ส่วนไฟเลี้ยวด้านหน้าจะเป็นแบบบิลต์อินอยู่ด้านบนของแฟริ่งด้านหน้าดูเนียนไปกับตัวรถ    ส่วนไฟท้ายเป็นแบบ 3 มิติ ดีไซน์รูปตัว Y ดูสวยงามโดดเด่น และเพิ่มความสปอร์ตด้วยโคมสีสโมค นอกจากนี้ตัวรถยังมีไฟฉุกเฉินด้วยซึ่งรถในพิกัดนี้หลาย ๆ คันไม่มีนะเออ  และสุดท้ายเรือนไมล์ทรงสปอร์ตแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ บอกข้อมูลครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นมาตรวัดความเร็ว มาตรวัดรอบ วัดแรงดันไฟแบตเตอรี ทริป เวลา ระดับน้ำมัน กระทั่งรอบการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง พร้อมสีสันที่คมชัดแม้ยามแสงจ้า เครื่องใหม่ 4 วาล์ว ทั้งแรงทั้งประหยัด เครื่องยนต์ใหม่ที่พัฒนาร่วมกับ SYM ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญและเป็นแบรนด์ที่มีมาตรฐานระดับโลก เป็นเครื่องยนต์แบบสูบเดียวขนาด 149.6 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด แต่เพิ่มเป็น 4 วาล์ว ซึ่งทางโรงงานระบุว่าช่วยให้มีกำลังแรงบิดที่ดีขึ้น ส่งผลให้ได้อัตราเร่งที่ดีขึ้น รอบต้นตอบสนองได้ดีขึ้น ทำให้รอบต้นช่วงออกตัวดีขึ้น 28% และยังทำให้ประหยัดน้ำมันกว่าเดิม 16%  จากการทดสอบพบว่ารอบเครื่องยนต์ตั้งแต่ออกตัวเดินเนียนนิ่งให้กำลังในรอบต้น ๆ ได้เป็นอย่างดี ในส่วนของความเร็วปลายก็ยังคงทำได้ดีเหมือนเดิม เพียงแต่เครื่องยนต์ตัวนี้ทำงานได้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นภายหลังจากอัปเกรดเป็น 4 วาล์ว การจุดระเบิดไอดีในห้องเผาไหม้และการคลายไอเสียทำได้ที่ดีกว่าเดิม ทำให้เครื่องยนต์ตัวนี้ให้กำลังเครื่องยนต์ได้ดีขึ้นและยังส่งผลไปถึงความประหยัดที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย  มาเข้าเรื่องฟีลลิ่งเครื่องยนต์ตัวนี้กันชัด ๆ กันเลยดีกว่า ในช่วงรอบต้นจัดจ้านกว่าเดิม  ช่วงความเร็วจาก 0 – 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถือว่าความเร็วรอบต้นทำได้อย่างที่โรงงานเคลมมาจริง ออกตัวดีกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ส่วนความเร็วปลายทำได้ 120 กิโลเมตร /ชั่วโมง โดยประมาณ ส่วนตัวคิดว่าสามารถทำได้มากกว่านี้อีก ขึ้นอยู่ตัวแปรต่างๆ อย่างน้ำหนักผู้ขับ ทิศทางลม แต่ก็ถือว่าสำหรับเครื่องยนต์พิกัด 150 ซีซี เดิมโรงงานทำได้ประมาณนี้ถือว่าโอเคเลย  สำหรับการใช้งานในเมือง การใช้ความเร็วในการเลี้ยวทรงตัว ในรอบเครื่องยนต์ต่ำ ๆรถติด ๆ และการใช้คันเร่งในการซอกแซกถือว่าคันเร่งนั้นตอบสนองได้ดี ฟีลลิ่งการเปิดคันเร่งจะเบา ๆ บิดสบาย ๆ ง่ายและคล่องตัว เมื่อรวมไปถึงการขับเคลื่อนด้วยระบบสายพานก็ยิ่งเพิ่มความนุ่มได้เป็นอย่างดี สำหรับเครื่องยนต์ตัวนี้ที่ทางโรงงานเคลมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ประหยัดมากขึ้น สังเกตที่ ECO Sticker จะอยู่ที่ 37 กิโลเมตร/ลิตร โดยประมาณ ในงานในเมืองบวกลบนิดหน่อยตามสภาวะจราจรและนิสัยการเปิดคันเร่งผู้ขับขี่ ซึ่งตัวเลขประมานนี้ถือว่าประหยัดใช้ได้เลย น้ำมันเชื้อเพลิง 1 ถัง ใช้เพลิน ๆ มันๆ มือ 200 กิโลเมตรสำหรับความจุถัง 7.5 ลิตร ส่วนตัวผมคิดว่าทำได้อย่างแน่นอน  จากการทดสอบใช้งานในเมือง ๆ ขับขี่จาก รัชดาภิเษก พระราม 7 สนามหลวง ราชดำเนิน ตรอกข้าวสาร เสาชิงช้า ขี่ไปประมาณ 150 กิโลเมตรกว่า ๆ น้ำมันแสดงบนหน้าจอดิจิทัลเหลือ 2 ขีด แต่ถ้าสังเกตดี ๆ 2 ขีดแรกจะลดไวกว่าขีดอื่นๆ ซึ่งโดยรวมก็ถือว่าโอเคเลยนะครับสำหรับการใช้งานในมือง  ฟีลลิ่งท่านั่ง การขับขี่ บังคับเลี้ยว  สำหรับการขับขี่ทดสอบในเมือง ต้องชมในเรื่องของระยะความกว้างของแฮนด์เลย เพราะมันมีระยะที่พอดิบพอดีไม่กว้างมากจนเกินไป แถมเลี้ยวง่าย ทำให้ขับขี่ซอกแซกช่วงเวลารถติด ๆ ทำได้ดี ส่วนตำแหน่งท่านั่งก็จัดวางให้อยู่ช่วงกลางลำตัวรถพอดี เมื่อรวมกับตัวเบาะที่ออกแบบมาได้สัดส่วนความกว้างพอดี ก็ทำให้ขาไม่กางมากจนเกินไป  นอกจากนี้ตำแหน่งพักเท้าก็ยังอยู่ในตำแหน่งที่พอดี สามารถที่จะวางขาแบบยืดไปข้างหน้าเวลาเดินทางไกล ๆ หรือไว้สำหรับยืดเส้นยืดสายคลายเมื่อยขบก็ทำได้ไม่เกะกะ ถือว่าออกแบบมาตอบโจทย์การใช้งานในเมืองและการออกทริปได้ดีทีเดียว ช่วงล่างจัดว่าดี สำหรับส่วนของช่วงล่างต้องขอพูดถึงในส่วนของระบบเบรกก่อนเลย เพราะถือว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นในเซ็กเมนต์นี้ พอได้ลองขับขี่ทดสอบก็พบว่าเป็นรุ่นที่ให้เบรกมาจากโรงงานที่ฟีลลิ่งดีมาก ๆ กระชับและมั่นใจ อาจจะเป็นเพราะเทคโนโลยีกระจายแรงเบรกอย่าง

BMW C400X กับ 7 ไฮไลท์เด่น ที่คุณอาจจะยังไม่รู้

BMW C400X กับ 7 ไฮไลท์เด่น ที่คุณอาจจะยังไม่รู้ สำหรับ BMW C400X นั้นจัดเป็นเออร์บันสกู๊ตเตอร์พิกัดไม่เกิน 400 ซีซีของทางค่ายรถสัญชาติเยอรมันที่เรียกได้ว่าถูกหลาย ๆ คนมองข้ามไป เพียงเพราะเผลอมองแต่ในเรื่องของราคา ทั้ง ๆ ที่เจ้าคันนี้มีหลาย ๆ ประเด็นที่เรียกว่าอยู่ในอันดับหนึ่ง หรือเบอร์ต้นๆ ของพิกัดเสียด้วยซ้ำ หรือบางคนซื้อรถมาแล้วต้องไปทำนู่นนี่นั่นจนบานปลาย หมดเงินไปหลายบาท อาจจะมีตั้งแต่หลักหมื่นถึงเรือนแสนเพื่อให้ได้สมรรถนะที่ดีขึ้น แต่บอกสั้นตรงนี้ก่อนเลยว่าซื้อคันนี้สมรรถนะดีตั้งแต่เริ่มเลยล่ะครับ และไปชมกันเลยครับ ฺBMW C400X กับ 7 ไฮไลท์เด่น ที่คุณอาจจะยังไม่รู้ นั้นมีอะไรกันบ้าง 1.หรูหราและโดดเด่นที่สุด ไฟหน้า LED แบบไม่สมมาตร เอกลักษณ์บ่งบอกความเป็น BMW ไฟท้าย LED ทั้งระบบ โฉบเฉี่ยบ สวยงามและมองเห็นได้ชัดเจน ไฟเลี้ยวหน้า LED แบบบิลต์อิน หรูหราและโดดเด่น โลโก้ C 400 X บ่งบอกตัวตนที่แตกต่าง เพราะว่านี่คือ BMW C 400 X ครับ สกูตเตอร์สัญชาติเยอรมัน แค่คุณเลือกที่จะเป็นเจ้าของคันนี้คุณก็หรูหราและโดดเด่นกว่าใครแล้ว ไม่ว่าจะดีไซน์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ตั้งแต่หัวจรดท้าย โดยเฉพาะด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบไม่สมมาตรซึ่งเป็นสไตล์ที่นักบิดทุกคนต่างรู้ว่าแบบนี้แหละ BMW 2.หน้าจอแสดงผลที่ทันสมัยที่สุด แสดงผลสถานะข้อมูลต่าง ๆ ของตัวรถได้ชัดเจน ปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลได้หลากหลาย เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานโทรศัพท์ได้สะดวก มีระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์นที่ใช้งานได้สะดวก สำหรับสกูตเตอร์ในพิกัดไม่เกิน 400 ซีซีนั้นถือว่า BMW C 400 X นั้นมีหน้าจอแสดงผลที่ดีและทันสมัยที่สุด โดยทางโรงงานให้หน้าจอสี TFT ความละเอียดสูงขนาดใหญ่ถึง 6.5 นิ้วมาให้ พร้อมกับระบบ BMW Motorrad Connectivity สามารถใช้งานสมาร์ทโฟนขณะขับขี่ได้สะดวกง่ายดาย ทั้งโทรศัพท์ ฟังเพลง หรือว่าระบบนำทาง 3.เครื่องยนต์แรงที่สุดในพิกัด เครื่องยนต์สูบเดียวตัวแรงจากทางค่าย หม้อน้ำด้านหน้าระบายความร้อนได้ดีกว่า เครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 350 ซีซีของโมเดลนี้ ให้กำลังแรงม้าและแรงบิดสูงสุดในสกูตเตอร์พิกัดเดียวกัน โดยให้แรงม้าสูงสุดมากถึง 34 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงถึง 35 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที  4.ระบบเบรกระดับแนวหน้า ดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก BYBRE ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรก BYBRE ระบบเบรกก็เป็นอีกจุดที่เด่นระดับแนวหน้า ไม่ว่าจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และดิสก์เบรกหลังเดี่ยว (ส่วนใหญ่จะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว) โดยคาลิเปอร์เบรกหน้าเป็นแบบเรเดียลเมาท์จาก BYBRE ซึ่งเป็นคาลิเปอร์เบรกคุณภาพดีให้ฟีลลิ่งการเบรกที่ดีระดับแนวหน้าของพิกัดครับ นอกจากนี้ระบบเบรก ABS ที่ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วยฃ 5.ยางติดรถเป็นของดีมาเลย ยางติดรถของโมเดลนี้จะเป็น Pirelli Angel Scooter ซึ่งถือว่าเป็นยางสกู๊ตเตอร์ที่โดดเด่นเรื่องการใช้งานบนถนน มีคุณสมบัติที่โดดเด่นเรื่องรีดน้ำ ดังนั้นจึงเหมาะกับการใช้งานในเมืองเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าจะไม่ได้เป็นยาง Pirelli สำหรับสกูตเตอร์รุ่นที่หนึบที่สุด แต่ก็มีดีเรื่องอายุการใช้งานยาวนานและการรีดน้ำขั้นสุดซึ่งเหมาะกับโมเดลนี้ที่สุดครับ 6.เบาะนั่งต่ำสุด หลายๆ คนอาจจะคิดว่าสกูตเตอร์พิกัดนี้จะคันใหญ่ และเบาะนั่งจะค่อนข้างสูง แต่ข่าวดีคือ เจ้า 400 X คันนี้มีความดีงามคือเบาะนั่งเตี้ยที่สุดเมื่อเทียบกับโมเดลอื่นๆ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถหยุดและจอดรถได้มั่นใจมากยิ่งขึ้น เพราะขาถึงพื้นได้มากขึ้น จึงทำให้ขับขี่ได้มั่นใจและปลอดภัยมากขึ้นอีกด้วย 7.ทันสมัยที่สุดในสกูตเตอร์พิกัดเดียวกัน กุญแจแบบสมาร์ทคีย์ ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายยิ่งขึ้น แถมดีไซน์ก็หรูหราพรีเมียม มัลติคอนโทรลเลอร์ ควบคุมฟังก์ชั่นต่าง ๆ บนหน้าจอได้อย่างง่ายดาย หน้าจอควบคุมการทำงานระบบไฟอัตโนมัติและ ASC ทั้งสะดวกและปลอดภัย ช่องเก็บของใต้เบาะแบบขยายขนาดได้ และมีโช้คค้ำเบาะ แน่นอนว่านี่คือ BMW ที่มีชื่อเสียงเรื่องเทคโนโลยีและความทันสมัย นอกจากหน้าจอแสดงผลที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้แล้วและระบบเบรก ABS ที่พูดถึงไปก่อนหน้านี้แล้ว ตัวรถยังมีระบบควบคุมเสถียรภาพรถอัตโนมัติ (ASC) ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้เป็นอย่างดี มีระบบไฟหน้าอัตโนมัติ ซึ่งก็เพิ่มความสะดวกสบายได้ดีเยี่ยมอีกด้วย และแน่นอนว่าระบบไฟส่องสว่างเป็น LED เต็มระบบครับ ให้ทัศนวิสัยที่ดีขั้นสุด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

รีวิว Yamaha Exciter 155 2021

รีวิว Yamaha Exciter 155 2021 ยอดสปอร์ตโมเป็ดตัวจี๊ดแห่งปี เรียกว่าสดๆ ร้อนๆ ออกจากโรงงานมาไม่ทันเท่าไหร่เลยครับสำหรับโมเดลใหม่ล่าสุดกับสปอร์ตโมเป็ดยอดนิยมจากค่ายยามาฮ่าทาง SuperBike Thailand ก็ไม่พลาดโมเดลนี้รีบทำการ รีวิว Yamaha Exciter 155 2021 เพื่อช่วยให้แฟนๆ ตัดสินใจเลือกซื้อรถได้ง่ายยิ่งขึ้นทันทีครับ  หล่อเหลาได้กลิ่นอาย R1 สำหรับเจ้าออลนิวเอ็กซ์ไซเตอร์คันนี้นั้นมีดีไซน์ใหม่ทั้งคัน โดยมีความหล่อเหลาในแบบของ R-Series ซึ่งมีกลิ่นอายมาจากเจ้า R1 แฝงอยู่ให้คุณสัมผัสได้ ซึ่งไม่เพียงแค่หล่อ แต่ยังมีการออกแบบให้รองรับเรื่องแอโรไดนามิกส์ด้วยครับ สังเกตจากแฟริ่งชิ้นข้างดูก็ได้ครับ  ตัวไฟหน้าเป็น LED ดีไซน์มาแบบใหม่ แยกโคมไฟสูงและไฟต่ำออกจากกัน มีไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ และมีไฟเลี้ยวด้านหน้าแบบบิลด์อินในแฟริ่งชิ้นข้างดูโฉบเฉี่ยว ไม่เกะกะ ถัดเข้ามานิดนึงจะเป็นหน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัล LED แสดงข้อมูลต่างๆ ครบถ้วนและมองเห็นได้ชัดเจน และในส่วนของไฟท้าย LED ดีไซน์มาใหม่เช่นกัน มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้นและคล้ายคลึงกับ R1 เลยทีเดียว  ขุมพลังใหม่ 6 เกียร์ เครื่องยนต์หนึ่งสูบ 155 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ อัพเกรดเป็นเกียร์ 6 สปีดที่มาพร้อมสลิปเปอร์คลัตช์ เครื่องยนต์ตัวนี้ให้ฟีลลิ่งสปอร์ตกว่าเดิม ช่วงเกียร์ 2-3-4 ให้รอบเครื่องยนต์ที่กว้างบิดติดมือดีมาก ในส่วนของเกียร์ 6 ก็ออกแบบให้เหมือนเป็นเกียร์โอเวอร์ไดร์ฟ เพื่อลดรอบเครื่องยนต์ลงแต่ยังทำความเร็วได้ปกติ เอาง่ายๆ ประหยัดมากขึ้น    เครื่องยนต์ตัวนี้ยังมีเทคโนโลยีชูโรงอย่างวาล์วแปรผัน VVA ที่จะเปลี่ยนองศาของเพลาลูกเบี้ยวที่รอบเครื่องยนต์ 7,000 รอบ/นาที ซึ่งระบบวาล์ว VVA นี้แหละที่เป็นตัวช่วยสำคัญทำให้เครื่องยนต์ตัวนี้ขับขี่สนุก ตอบสนองความต้องการขับขี่ได้เป็นอย่างดี สำหรับท็อปสปีดเครื่องยนต์ตัวนี้สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 138 กิโลเมตร/ชั่วโมง บางคนสามารถทำได้ทะลุ 140 กม/ชม อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่างทั้งน้ำหนักผู้ขับขี่ สภาพอากาศ และทิศทางความเร็วลม ที่จะส่งผลกับท๊อปสปีด เรามาพูดถึงอีกหนึ่งจุดเด่น อย่างระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ซึ่งถูกใส่มาในโมเดลนี้กันบ้าง มันเป็นตัวช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ และช่วยเพิ่มฟีลลิ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ให้เหมือนรถสปอร์ต เวลาเชนเกียร์เข้าโค้งหนักๆ แรงๆ จะช่วยลดแรงฉุดกระชาก รถเสียอาการ ทำให้เวลาเชนเกียร์เข้าโค้งรถนิ่งและเสถียรมากขึ้น ขับขี่เข้าโค้งได้ปลอดภัยมากขึ้น  สำหรับฟีลลิ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ที่ใช้งานในเมืองตรงนี้บอกได้เลยว่าเพียงพอต่อการใช้งาน การใช้เกียร์สอง คอนโทรลในช่วงรถติดๆ ยังมีกำลังเครื่องยนต์ให้ไปต่อได้ หมดห่วงเรื่องรอบรถไม่ถึงกระตุกดับไปได้เลย สำหรับใครที่คิดว่าเครื่องตัวนี้ขี่ยาก มีคลัตช์ขี่ลำบาก อยากให้ลองเปิดใจ มาลองขับขี่ดูเพราะว่าเครื่องยนต์ตัวนี้ขี่ง่ายมาก แค่เพียงมีทักษะการขี่รถมีคลัตช์ก็เพียงพอแล้ว ช่วงล่างปรับใหม่ดียิ่งขึ้น สำหรับโมเดลนี้มีการปรับเปลี่ยนเฟรมด้วย โดยออกแบบให้เฟรมให้เป็นรูปตัว Y มีน้ำหนักเบามากขึ้น และแข็งแรงมากขึ้น ช่วยให้บาลานซ์ของรถดีขึ้น ส่วนระบบกันสะเทือนนั้นมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของด้านหน้าเป็นหลัก โดยโช้คหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิก ปรับเพิ่มระยะยุบ ส่วนด้านหลังเป็นโช้คหลังเดี่ยวและสวิงอาร์ม  จากการขับขี่ทดสอบการใช้งานในเมือง ช่วงล่างที่ถูกติดตั้งและเซ็ทอัพมาจากโรงงานเพียงพอต่อการใช้งานในเมือง เหลือๆ โดยเฉพาะโช้คอัพด้านหน้าที่มีการเพิ่มระยะยืดยุบมากขึ้นกว่าเดิมทำให้สามารถรับแรงกระแทกและสามารถโหลดน้ำหนักผู้ขับขี่และสัมภาระเพิ่มขึ้นได้มากกว่าเดิม ส่วนของโช้คหลังที่เป็นแบบโช้คอัพเดี่ยวตรงนี้บอกได้เลยว่าฟีลเหมือนรถสปอร์ตไบค์เลย  นอกจากจะดีไซน์ออกมาให้ดูโฉบเฉี่ยวแล้ว ยังให้ฟีลลิ่งเหมือนรถสปอร์ตในการเข้าโค้งเร็วๆ หรือจั๊มคอสะพานหนักๆตัวโช้คอัพรองรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดีและไม่มีอาการยัน อาจจะเป็นเพราะว่าตัวโช้คอัพเดี่ยวด้านหลังมีการออกแบบสปริงและแกนโช้คที่มีขนาดใหญ่ จึงมารองรับตรงนี้ได้เป็นอย่างดี  ในส่วนของเบรกที่ให้มาแบบดิกส์เบรกทั้งหน้าและหลัง ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน และมั่นใจว่าเอาอยู่ แต่อาจจะต้องใช้ความคุ้นเคยกับการเบรกสักเล็กน้อย เพราะว่าตัวเบรกแตะเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ล้อล็อคแล้ว (อาจเป็นเพราะรถใหม่ศูนย์โลมันก็จะแน่นๆ ประมาณนี้แหละครับ)  ส่วนสุดท้ายก็คือส่วนที่สัมผัสพื้นคือล้อและยาง ตัวล้อและยางอันนี้ให้ยางขนาดใหญ่มาจากโรงงานทำให้เลี้ยว พลิกโค้งได้กระชับ มั่นใจมากขึ้น แต่มีข้อระวังสักเล็กน้อย หากเจอฝนตกหรือแอ่งน้ำ ควรลดความเร็วลงหน่อย เพราะเวลาเบรกกระทันหัน ล้ออาจจะล๊อคก็เป็นได้ เพราะคันนี้ยังไม่มี ABS (คาดหวังว่าตัวหน้าจะมีแน่นอน)  สำหรับฟีลลิ่งช่วงล่างโดยรวมทั้งหมดที่ทางเราได้มีโอกาสขับขี่ทดสอบในเมืองถือว่าทางยามาฮ่าเองออกแบบมาได้ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างเพียงพอ หากใครจะเอาไปซิ่งหรือต่อยอดความแรง แนะนำแต่งเพิ่มเติมสักหน่อย เซ็ตติ้งช่วงล่างใหม่ เปลี่ยนยางดีๆ สักคู่ก็แจ่มแล้วครับ  ท่านั่งพร้อมซิ่ง   เรามาพูดถึงท่านั่งการขับขี่รถสไตล์สปอร์ตโมเป็ดตัวนี้กันหน่อย ท่านั่งถูกออกแบบมาให้นั่งแบบรถบ้านทั่วๆ ไปนี่แหละครับ แต่เพิ่มช่วงของตัวเบาะคนขี่ให้กระชับมากขึ้น ไม่กว้างจนเกินไป ทำให้นั่งได้กระชับมากขึ้น รวมไปถึงถ้าคนขี่ตัวเล็กๆ ก็หมอบได้อย่างสบายๆ (หมอบในสนามนะ)  ส่วนความกว้างของแฮนด์ ถูกออกแบบมาไม่กว้างจนเกินไปนัก ทำให้สามารถซอกแซกในเมืองได้ง่าย คอนโทรลตัวรถได้คล่องตัว ทำความคุ้นเคยไม่นานก็สามารถซิ่งได้เลย  มาพูดถึงตำแหน่งการวางพักเท้า การเข้าเกียร์ ตรงนี้ออกแบบได้เหมือนรถใช้งานทั่วๆไป สะดวกสบาย จะมีเพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้นที่ไม่เหมือนคือลักษณะการเข้าเกียร์ เพราะว่าคันนี้มีคลัทช์ อาจจะต้องใช้ความคุ้นเคยและชินกับการขับรถประเภทนี้สักหน่อย แต่ก็ไม่ยากแน่นอน    สรุปเลยแล้วกัน ใครที่กำลังมองหารถใช้งานในเมือง ดีไซน์เท่ไม่เหมือนใคร ช่วงล่างแน่นๆ เครื่องยนต์แรงจัดจ้าน มีคลัตซ์ ขี่สนุก คล่องตัว ออกไฟแดงแรงไม่เหมือนใคร แนะนำ ALL New YAMAHA EXCITER 155 VVA 2021 คันนี้เลยครับ เปิดราคาสวยๆ มาที่ 68,000 บาท

รีวิว Honda Lead 125 2021 รถดีของคนมีของ

ในที่สุดเราก็ได้มีโอกาสทำการ รีวิว Honda Lead 125 สักทีครับ แรกเริ่มเปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์นี่แค่เห็นความสวยงามและความแปลกตาของโมเดลนี้

รีวิว CBR600RR 2021 ถนนก็ได้ สนามก็ดี 

รีวิว CBR600RR 2021 ถนนก็ได้ สนามก็ดี  หลังจากก่อนหน้านี้เราได้ลองทดสอบพาเจ้าซูเปอร์สปอร์ตคันล่าสุดของฮอนด้าไปทดลองขับขี่ในสนามแบบเต็มรูปแบบกันไปแล้ว มาคราวนี้ถึงคิวของการทดสอบใช้งานในเมืองหรือบนท้องถนนจริงๆ กันบ้าง จะได้รู้ว่าเอามาขี่ถนนมันจะเป็นยังไง ร้อนไหม มุดไหวเปล่า ตอบโจทย์บนท้องถนนได้หรือเปล่า มาดูกันเลยครับ  รีวิว CBR600RR 2021 ในบทความนี้เราจะไม่ลงรายละเอียดลึกเท่ากับฉบับรีวิวในสนามนะครับ เพราะเราได้เขียนไว้ละเอียดแล้ว อ่านบททดสอบสนามที่นี่ เราจะเน้นในเรื่องของฟีลลิ่งและสมรรถนะเวลาขับขี่บนท้องถนนเป็นหลักนะครับ   ฟีลลิ่งดีขี่ถนนได้ พูดถึงท่านั่งการขับขี่ ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี 4 สูบเรียงคันนี้บนถนนหลวง ต้องบอกเลยว่าได้ฟีลที่ประทับใจมาก ๆ ครับด้วยการออกแบบท่านั่ง และระยะของแฮนด์บาร์ที่ไม่กว้างจนเกินไป ทำให้ซอกแซกและการบังคับเลี้ยวทำได้ง่ายทั้งในช่วงของความเร็วต่ำ ไปจนถึงความเร็วสูงๆ ในส่วนของตำแหน่งวางเท้าไม่ได้ ชันเข่า มากเกินไป การเข้าเกียร์การเบรกอยู่ในระยะที่ดี ความกว้างของถังน้ำมันก็ไม่กว้างจนเกินไปทรงสวยเวลาหนีบถังหน้าขากระชับมั่นคง อย่างตัวผู้ทดสอบเองนั้น ได้มีความสูง 171 เซนติเมตร ถือว่ามั่นใจทั้งการจอดและการออกตัว โดยรวมแล้วรถ Racing Replica คันนี้ออกแบบมาตอบโจทย์ไม่ใช่แค่ในสนามเท่านั้น ยังเหมาะสมกับการขับขี่บนท้องถนนอีกด้วย    ช่วงล่างมาตรฐานเจแปน  เริ่มที่โช้คอัพ Showa ด้านหน้ากันก่อนเลย ที่ให้มาเป็นแบบ Up-Side Down สามารถปรับตั้งค่าได้ทั้งหมด 3 ค่า ทั้งความหนืด ความแข็งอ่อน แรงกด ปรับได้ตามความเหมาะสม และในส่วนของโช้คหลังที่มีกระเดื่อง Pro-Link เข้ามาช่วยเพิ่มสมรรถนะเข้าไปอีก  โดยส่วนตัวโช้คอัพติดมาจากโรงงานระดับนี้ถือว่าเพียงพอแล้ว ถ้ามาเอาใช้บนถนนสามารถปรับตั้งค่าให้เข้ากับที่เราชอบเลย ซึ่งจากที่ทดสอบมาผมว่าก็เป็นที่น่าพอใจเพราะการปรับค่าให้เหมาะสมช่วยเพิ่มความนุ่มนวล ความกระชับ เก็บเส้นรอยต่อถนน คอสะพาน ได้นุ่มเนียน ถือว่าทำได้ถูกใจผมเลยละครับ  จบจากเรื่องระบบกันสะเทือนไปก็ต้องมาพูดถึงในส่วนของฟีลลิ่งการใช้เบรก ระบบเบรกในส่วนล่างนั้นเป็นเกรดสนามแข่ง จานเบรกคู่อัพขนาดจานใหญ่ 320 มิลลิเมตร มาพร้อมคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์จาก Tokico ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกและคาลิเปอร์เบรกจาก Nissin ที่บอกเลยว่าเหลือเฟือ!!  จากการทดสอบสมรรถนะในการเบรก ไม่ต้องกำแน่น กำแรงขนาดนั้น เพราะตัวใหม่ มีเทคโนโลยี IMU เข้ามาช่วยให้เบรกได้ดีกว่าเดิม ในระหว่างที่เราถ่ายทำรีวิวและทดสอบมีฝนตกลงมา เราก็ไม่กลัวและกล้าที่จะใช้เบรกในช่วงฝนตก หรือพื้นลื่น ๆ ได้มากขึ้น มั่นใจทุกครั้งที่ใช้เบรก ซึ่งตรงนี้ที่เป็นส่วนนึงที่บ่งบอกว่าคันนี้ละที่ใช้บนถนนได้จริงและขี่ได้ไม่ยากอย่างที่ใครหลายคนอาจจะกังวล   เครื่องยนต์สายพันธ์ุซิ่ง เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงเสียงหวานพิกัด 600 ซีซีเครื่องใหม่ที่ทางโรงงานเคลมว่า เร็ว แรงกว่าเดิม 2.2% แม้ว่าดูจะไม่มาก แต่ทางผมได้ได้มีโอกาสทดสอบในสนามแข่งมาแล้วต้องยอมรับเรื่องความแรงเลยละ แม้แต่ทางพี่ฟิล์ม รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ อดีตนักแข่ง Moto2 และมุก มุกลดา สารพืช นักแข่งระดับเอเชียเองยังคอนเฟิร์มเรื่องความแรงมาเลยว่า แรงกว่าตัวเก่าแน่นอน และทางทีมแข่ง Honda Racing Thailand เองก็ยังใช้เครื่องยนต์ตัวนี้ในการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย และ ลงแข่งในรายการ เอเชียอย่าง ARRC อีกด้วย  แต่ในครั้งนี้ที่ทางเรามาเอาทดสอบใช้งานในเมืองคงไม่ต้องพูดถึงความเร็วแรงมากมายนัก เพราะนักแข่งเขาการันตีกันไปหมดแล้ว ดังนั้นทางเราเองจะมาการันตีว่า แม้ว่าเจ้า 600 คันนี้จะมี DNA สายพันธ์ุซิ่งมาเต็มตัว แต่มันก็เป็นรถที่ “ขี่ง่ายมาก” ถ้าเอามาใช้ในเมือง ตัวรถมี Riding Mode ให้ใช้ให้ปรับเองตามใจ อยากแรง อยากนุ่มนวล อยากชิลล์ หรือตามสภาพอากาศ ปรับได้ตามใจชอบเลย  คันเร่งไฟฟ้าเบามือตอบสนองได้ดี เกียร์ 1 – 2 ยาวๆ ใช้งานได้ถูกใจ เกียร์ 1 ลากแบบ เรดไลน์ก็ 130+ กม./ชม. ยาวจริงๆ เสียงเครื่องยนต์หวาน รอบสูงๆ 13,500-14,000 รอบ/นาที เสียงไพเราะถูกใจผมเป็นอย่างมาก  และในคราวนี้มีการทดสอบโหมด Rain กันด้วยนะในครั้งนี้ เพราะช่วงนี้ฝนตกหนัก โหมดการขับขี่ช่วยไว้ได้เยอะ ระบบ IMU ทำงานฉับไวคู่กับระบบ HSTC แทร็คชั่นคอนโทรล ทำให้เวลาล้อหมุนไม่เท่ากัน เกิดอาการไถล เสียอาการ ก็จะคอยคุมกำลังของรถ ทำให้มั่นใจมากยิ่งขึ้นขับขี่ได้อย่างปลอดภัย ฟันธง สรุปตรงนี้เลยแล้วกันว่าทางเราเองก็พูดได้เลยว่า All New Honda CBR600RR รถซูเปอร์สปอร์ต Racing Replica คันนี้เป็นรถที่ขับขี่คอลโทรลง่าย ขี่สบาย ๆ แถมแรงไม่แพ้สปอร์ตไบค์ตัวอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร

รีวิว PCX 160 e:Hev

รีวิว PCX 160 e:Hev ม้านอกสายตาที่ห้ามมองข้าม สวัสดีครับแฟนๆ SuperBike Thailand คราวนี้เราก็ได้มีโอกาสมาทดสอบเจ้า Honda PCX 160 e:Hev หรือเรียกง่ายๆ ว่าเจ้า PCX ไฮบริดนั่นเอง  โดยปกติแล้วโมเดลพีซีเอ็กซ์ก็จัดเป็นโมเดลยอดนิยมขายดีเป็นเบอร์ต้นๆ ของสกู๊ตเตอร์ในบ้านเราอยู่แล้ว และครั้งนี้ได้มีการต่อยอดกลายเป็นสกู๊ตเตอร์ไฮบริดซึ่งก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลย เพียงแต่ว่าราคาที่เพิ่มขึ้นมาอาจจะทำให้มันกลายเป็นม้านอกสายตาไปซะอย่างนั้น เราก็เลยถือโอกาสมาพิสูจน์กันว่ารถนอกสายตาคันนี้นั้นมันเป็นยังไง คุ้มมั้ยกับเงินที่จ่ายเพิ่ม ไปดูกันเลยครับ    รูปหล่อโดดเด่น สำหรับรูปลักษณ์ภายนอกนั้นแม้ว่าดีไซน์จะไม่ต่างจากโมเดลปกติ แต่สำหรับโมเดลไฮบริดนี้ก็ยังสามารถเรียกได้ว่าโดดเด่นสะดุดตา ด้วยสีสันบนตัวรถสีขาวตัดแต้มด้วยสีน้ำเงินและสีดำ เบาะนั่งสีดำสำหรับน้ำเงิน พร้อมโคมไฟหรี่สีฟ้าตามสไตล์รถไฮบริดเพิ่มความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น   ขุมพลังไฮบริด สำหรับเครื่องยนต์นะครับจะเหมือนกับตัวปกติเลยคือใช้เครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว ขนาด 157 ซีซีเช่นเดียวกัน แต่จะมีส่วนที่เพิ่มเข้ามาก็คือ ตัวระบบ eHEV หรือระบบไฮบริด ทำงานประสานกัน เมื่อบิดคันเร่ง กล่อง PDU จะสั่งการไปที่แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ให้ส่งพลังงานไปที่มอเตอร์ไฟฟ้าทํางานผสานกับเครื่องยนต์ ซึ่งเจ้ามอเตอร์ไฟฟ้าเนี่ยจะช่วยเพิ่มกำลังให้รถได้มากเลย และจะช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้เป็นอย่างดีอีกด้วยครับ    ช่วงล่างเนียนนุ่ม   สำหรับช่วงล่างจะไม่แตกต่างอะไรจากโมเดลปกติครับ มีการออกแบบใหม่ในส่วนของระบบกันสะเทือนและอัปเกรดระบบเบรกจากตัวโมเดลเก่า โดยในส่วนของระบบกันสะเทือน ด้านหน้ายังคงเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คคู่แบบยูนิตสวิง แต่มีการเพิ่มความยาวของโช้คอีก 10 ม.ม. จากเดิม 85 มิลลิเมตรเป็น 95 มิลลิเมตร ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลังแล้ว แต่จะมีระบบเบรก ABS เฉพาะด้านหน้าเท่านั้น    ทดสอบขับขี่ รีวิว PCX 160 e:Hev ท่านั่งการขับขี่ ท่านั่งการขับขี่โดยรวมเหมือนกับตัว PCX160 ปกติทั่วไป การวางเท้า เบาะนั่ง 2 ระดับ ความกว้างระยะแฮนด์ ออกแบบมาได้ดี เวลาขับขี่ในเมือง ซอกแซกรถติดๆ ทำได้คล่องตัว ขี่ได้ง่ายมากๆ ถือว่าออกแบบมาได้ลงตัว สำหรับในส่วนนี้ ที่พิเศษกว่าสกู๊ตเตอร์คันอื่นๆ แท่นยางตัวแฮนด์บังคับเลี้ยวมีบูชยางที่สามารถให้ตัวได้ เป็นลูกเล่นที่นำมาจากฮอนด้าบิ๊กไบค์ เอามาใส่ลงในคันนี้อีกด้วยเพื่อที่จะช่วยเสริมความนุ่มนวลในการเบรก การขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งบางคนอาจจะยังไม่ชิน แต่ถ้าชินแล้วจะบอกเลยว่าสิ่งนี้ตอบโจทย์คนในเมืองแน่นอน   ช่วงล่างนุ่มนวล ขี่สนุกมั่นใจ ช่วงล่างตัว 160 มีการปรับระยะของตัวโช้คอัพด้านหลังให้มีความสูงมากขึ้น 10 มิลลิเมตร จากเดิม 85 มิลลิเมตรเป็น 95 มิลลิเมตร ช่วยในการซับแรงกระแทกได้ดีขึ้นและสำหรับตัวนี้ก็ถือว่าเป็นตัวช่วยที่จะช่วยรับน้ำหนักจากแบตเตอรี่ลิเทียมของระบบไฮบริดที่อยู่ท้ายรถไปในตัวด้วย สำหรับการใช้งานในเมืองถือว่าตอบโจทย์เรื่องความนุ่มนวลของตัวโช้คอัพ สามารถเก็บรอยต่อถนน คอสะพานได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงขนาดล้อแม็กที่ปรับด้านล้อหลังให้มีขนาดเล็กลงจากเดิม 14 นิ้ว เป็น 13 นิ้ว และมีขนาดยางมีใหญ่ขึ้นช่วยเสริมความมั่นใจในการขับขี่ให้ฟีลลิ่งที่ดีขึ้นกว่าตัวก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด ในส่วนของตัวเบรก ในรุ่นนี้อย่างที่รู้ๆ กัน ให้ดิสก์เบรกหน้า-หลัง มั่นใจขึ้นเป็นกองแถมมีระบบความปลอดภัยจากโรงงานอย่าง ABS ที่อยู่ที่ล้อหน้า ช่วยเสริมความปลอดภัยขึ้นไปอีก เวลาเบรกได้ระยะที่สั้นลง ถูกใจขาซิ่ง   ระบบไฮบริดที่คุณต้องลอง เครื่องยนต์ผสมผสานระบบมอเตอร์ไฟฟ้าจ่ายไฟด้วยแบตเตอรี่ลิเทียม เสริมให้แรงขึ้นไปอีกในระดับนึง ต้องบอกเลยว่าเป็นรถที่ขับขี่ในเมืองได้ปรู๊ดปร๊าดมากๆ แถมเครื่องยนต์ eSP+ 160 ซีซี ตัวใหม่ 4 วาล์ว ยังเสริม Piston Oil Jet มาหลอลื่นฉีดน้ำมันใต้ลูกสูบ ทำให้เครื่องยนต์ไหลลื่นขี่ดีขึ้นกว่าเดิม เมื่อบวกกับ Motor Assist ที่จะเพิ่มแรงขับให้กับตัวรถโดยผ่านการทำงานจากกล่อง PDU ประมวลผลไปที่แบตเตอรี่ลิเทียมไลออน ถือว่าเป็นรถที่ให้กำลังดีที่สุดในคลาสเลยก็ว่าได้ครับ พอได้มาลองใช้ Riding Mode ที่เป็นลูกเล่นที่พิเศษกว่าตัวอื่นๆ เพราะคันนี้คืนที่สุดของเทคโนโลยีในคลาสนี้ ผมคิดว่าโหมด D = Drive  สำหรับผมถือว่าเป็นโหมดปกติ ที่ไม่ได้มีแรงเสริมจากมอเตอร์มากมายนัก ขับขี่ปกติชิลล์ๆ ใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป  แต่สำหรับโหมด S = Sport  ผมรู้สึกได้เลยว่า เครื่องยนต์ได้รับแรงเสริมจากมอเตอร์ไฟฟ้ามาช่วยเยอะเลยทีเดียว ทำให้การออกตัวรู้สึกได้เลยว่าแรงขึ้น ออกตัวได้เร็วขึ้นกว่าโหมด D พอสมควร เป็นโหมดที่จะตอบโจทย์สำหรับวันที่เร่งรีบ หรืออยากสนุกกับการขับขี่ เพิ่มความสปอร์ตมากขึ้นด้วย ทั้งนี้มอเตอร์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงแต่จ่ายไฟเท่านั้น ตัวระบบจะประมวลผลสั่งการให้มอเตอร์ไฟฟ้ารีชาร์จไฟกลับคืนสู่แบตเตอรี่อีกด้วยทำให้ประจุไฟฟ้ามีใช้อย่างเพียงพอต่อการขับขี่อย่างแน่นอน (แสดงบนเรือนไมล์ดิจิทัล) นอกจากนี้ระหว่างถ่ายทำมีฝนตกลงมา ผมก็เลยได้ลองใช้ระบบ HSTC ซึ่งมันก็คือ Traction Control นั้นเอง ระบบที่ช่วยตอนฝนตก ทำให้ขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ป้องกันการล้อหมุนไม่เท่ากัน พอฝนตกถนนลื่น

รีวิว ID Hybrid

รีวิว ID Hybrid หมวกกันน็อคยกคางตัวใหม่ คุ้มสุดในตอนนี้ ทุกวันนี้เราต้องเผชิญกับโรคระบาดร้ายแรงอย่าง Covid-19 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นปัจจัยให้เกิดการดิสรัปชันหรือการชะงักชะงันในธุรกิจหลายๆ ประเภท แต่ในเมื่อชีวิตและธุรกิจมันยังต้องเดินต่อไป หลายธุรกิจจึงต้องปรับตัวให้อยู่รอด บ้างทำแบบออนไลน์ บ้างทำแบบเดลิเวอรี แน่นอนว่าก่อให้เกิดสิ่งที่ผมขอเรียกว่ายุคแห่งการเดลิเวอรีขึ้นมา ยุคนี้คือยุคที่ก่อให้เกิดผู้ใช้รถจักรยานยนต์มากขึ้นอย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ประกอบอาชีพเป็นพนักงานส่งของหรือส่งอาหารจำนวนมาก และแน่นอนว่าบุคคลกลุ่มนี้ใช้ชีวิตบนท้องถนนแถบจะเรียกว่าเป็นส่วนใหญ่ของชีวิตเลยก็ว่าได้  ดังนั้นสิ่งนึงที่ขาดไปไม่ได้เลยคือมอเตอร์ไซค์ เอ้ย หมวกกันน็อกซิครับ และวันนี้เราก็ได้หมวกที่น่าจะตอบโจทย์ชีวิตของกลุ่มคนเหล่านี้มารีวิวกันครับ นั่นก็คือ ID Hybrid หมวกกันน็อคยกคางตัวใหม่ ที่บอกสั้นๆ ตรงนี้ไว้ก่อนว่า คุ้มสุดในตอนนี้ แต่จะมีอะไรยังไงกันบ้าง อ่านต่อได้เลยครับ หมวกไฮบริดที่เราได้มารีวิวในครั้งนี้เป็นหมวกกันน็อกแบบยกคางหรือจะเรียกว่าหมวกฟลิพอัพก็ได้ครับ จุดเด่นที่สุดของหมวกประเภทนี้คือให้ความปลอดภัยใกล้เคียงกับหมวกเต็มใบ แต่ไม่ทิ้งความสะดวกสบายเวลาจะกินน้ำหรือคุยโทรศัพท์ครับ    ฟีเจอร์ในตัวหมวกก็จะมีดังนี้  ตัวหมวก เชลล์หมวกทำจากวัสดุเทอร์โมพลาสติกทนแรงกระแทกได้สูง (SIRT) จึงแข็งแรงทนทาน รูปทรงรองรับเรื่องอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิก มีช่องระบายอากาศหรือช่องลมถึง 5 ช่อง คือ คาง 2 ช่อง ด้านบนหมวก 1 ช่อง และด้านหลัง 2 ช่อง กลไกการยกคาง กลไกปลดล็อกยกคาง ใช้งานง่ายสะดวก และยังมีความแข็งแรง สายรัดคาง สายรัดคางแบบกริพล็อค พร้อมตัวเสียบแบบสไลด์บาร์ถอดใส่ได้สะดวกรวดเร็ว พร้อมแผ่นรองใต้คางขนาดใหญ่ช่วยให้ใส่ได้สบายมากขึ้น ชิลด์หมวก ชิลด์หมวกทำจากโพลีคาร์บอเนตแข็งแรงได้มาตรฐาน มอก. เคลือบด้วยสีปรอทอิริเดียม ไม่หลอกตา เคลือบสารกันรอยขีดข่วน และยังผ่านค่าวัดแสงตามมาตรฐาน มอก. กรองแสงได้ 50% และป้องกันรังสี UV ได้ 99% ชิลด์หมวกใช้ระบบ Tool-Less สามารถถอดเปลี่ยนหรือทำความสะอาดได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ พร้อมกลไกสปริงดึงรั้งกลับลดลมแทกเข้าภายในหมวกจากลมปะทะเวลาขับขี่ กลไกล็อกชิลด์ออกแบบมาให้เปิดปิดชิลด์ได้ง่าย ป้องกันการเปิดเองจากแรงลม ดีไซน์ขอบชิลด์หมวกด้านบนแบบ 2 ระดับ ช่วยให้ชิลด์หมวกแนบชิดตัวหมวกมากยิ่งขึ้น ลดแรงต้านลม ช่วยให้หมวกไม่ส่าย แว่นกันแดด แว่นกันแดดด้านในวัสดุโพลีคาร์บอเนตขนาดใหญ่และแข็งแรงได้มาตรฐาน ช่วยกรองแสงได้ถึง 80% และป้องกันรังสี UV ได้ 99% ทั้งยังเคลือบสารกันรอยขีดข่วนอีกด้วย กลไกเปิดปิดแว่นกันแดดด้านในก็ใช้งานง่ายและสะดวก สามารถเปิดปิดได้ด้วยมือเพียงข้างเดียว ภายในหมวก โฟมหมวกผลิตจากวัสดุ EPS ความหนาแน่นสูง ช่วยซับแรงกระแทกได้มาก ทั้งยังออกแบบออกมาเป็นแบบ Asian Fit รับกับศีรษะคนไทย นวมหมวกหุ้มด้วยผ้า Dry Tech แห้งไว พร้อมฟองน้ำดีไซน์พิเศษ ตัดเย็บด้วนเทคโนโลยี 3D Cutting ช่วยให้รับทรงแก้มกับใบหน้าได้ดี นวมหมวกสไตล์สปอร์ต ถอดซักๆ ทุกชิ้นและถอดได้ง่าย ซึ่งจะช่วยลดแบคทีเรียและกลิ่นอับในหมวกได้ มีช่องรองรับการติดตั้งลำโพง Bluetooth และรองรับการใส่แว่นสายตา มีแผ่นปิดใต้คางกันลมย้อน อื่นๆ น้ำหนักเพียง 1,750 กรัม +/- 50 กรัม มี 4 ขนาดให้เลือก M (57-58 ซม.), L (59-60 ซม.), XL (61-62 ซม.) และ XXL (63-64 ซม.) มีให้เลือก 4 ลายกราฟิก และสีพื้นอีก 2 สี ผ่านมาตรฐาน มอก. 369-2557 และผ่านมาตรฐาน ECR R 22-05 ความเห็นหลังได้ทดลองสวมใส่ขับขี่จริง ทีมงานเห็นว่าทางแบรนด์ออกแบบมาได้สวยงามทั้งรูปทรงของตัวหมวกและสีสัน ลวดลายกราฟิก อีกทั้งยังมีให้เลือกหลายสีสันและลวดลาย ซึ่งน่าจะตอบโจทย์ไบเกอร์ได้หลากหลายกลุ่ม ถือว่าดีมากๆ ในจุดนี้ พูดถึงการใช้งานบ้าง ตัวช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ดักลมได้ดี ช่วยให้สวมใส่ได้สบาย ไม่ร้อนจนเกินไป ตัวนวมที่ให้มาออกแบบมาเป็น Asian fit ช่วยให้ใส่สบายพอดีหัวหากเราเลือกหมวกได้ตรงไซส์ อันนี้แนะนำให้ไปลองก่อนนะครับ เพราะแต่ละคนรอบหัวไม่เท่ากัน นอกจากนี้ตัวนวมเองก็มีความนุ่มดี ตัวผ้าหุ้มนวมใส่ได้สบายหัว และสามารถที่จะถอดมาซักทำความสะอาดได้ง่าย รวมไปถึงเวลาปิดคางลงมาก็ยังมีแผ่นปิดใต้คางกันลมหวนเข้ามาในตัวหมวกอีกด้วย  ในส่วนของชิลด์หมวกที่เคลือบปรอทสีทองอิริเดียมมาแบบบางๆ ดูสวยงามดีครับ ตัวชิลด์นั้นให้มุมมองหรือทัศนวิสัยที่กว้าง ด้านในยังมีแว่นกันแดดแบบบิลต์อินมาให้ในตัว ซึ่งใช้งานง่ายเพียงปลายนิ้ว และยังกันรังสี UV ได้ ช่วยให้เวลามองถนนในตอนที่แดดแรงๆ หรือขับย้อนแสง แล้วสบายตา ขับขี่ได้ปลอดภัยมากขึ้น สำหรับกลไกการยกคางของหมวก ส่วนตัวจากที่ลองใช้มาหลายๆ แบรนด์ ถือว่าการยกคางออกแบบมาได้ดี สามารถเปิดคางได้ด้วยมือเดียวใช้งานง่าย เวลาขับขี่สะดวกมากขึ้น และก็ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นอีกด้วยครับ

รีวิว BMW R18 First Edition

รีวิว BMW R18 First Edition ครูเซอร์ไบค์สุดคลาสสิค ที่แอบทันสมัยกว่าที่คิด สำหรับการทดสอบในครั้งนี้ก็จะเป็นการ รีวิว BMW R18 First Edition ครูเซอร์ไบค์สุดคลาสสิค ที่แอบมีเทคโนโลยีทันสมัยแอบซ่อนอยู่ภายในกันครับ หล่อแบบดั้งเดิม   แรกเริ่มเดิมทีนั้นเจ้าครูเซอร์คันเบิ้มคันนี้มีต้นแบบมาจาก R5 โมเดลปี 1936 ซึ่งเป็นรถที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ด้านการออกแบบและระบบเครื่องยนต์ของมอเตอร์ไซค์ในยุคนั้น ซึ่งเจ้าครูเซอร์โมเดลใหม่นี้ถือเป็นความพยายามครั้งที่ 2 ของทางค่ายที่ตั้งใจจะตีตลาดรถครูเซอร์ไบค์ ต่อจาก R 1200 C โดยเจ้าเบิ้มคันนี้ถอดแบบเจ้า R5 มาทั้งเส้นสาย สไตล์ และดีไซน์มาหมดเลยครับ ซึ่งจะมีจุดเด่นเป็นเครื่องบ็อกเซอร์ขนาดใหญ่ การเปลือยเพลาขับ และชิ้นส่วนวัสดุแบบดั้งเดิมคือเป็นโลหะ แทนที่จะเป็นพลาสติกหรือคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งตรงนี้บอกเลยว่าได้ความเก๋ามาเต็มๆ แต่ก็แลกมาด้วยน้ำหนักที่มากเอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ     องค์ประกอบของความคลาสสิคดั้งเดิม ก็เช่น ไฟหน้า เรือนไมล์ และกระจกมองหลังเป็นทรงกลม มีถังน้ำมันทรงหยดน้ำ และเน้นชิ้นส่วนโครเมียมในหลายๆ จุดของตัวรถ แต่ก็มีการใส่ฟังก์ชันทันสมัยๆ เข้าไปในหลายจุดแบบแนบเนียน เช่น ระบบไฟ LED เต็มระบบ ระบบไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ระบบไฟปรับตามองศาการเข้าโค้ง ไฟเลี้ยวแบบมีไฟท้ายในตัว เป็นต้น  และที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญมากที่สุด คือ ลายเส้นคู่บนตัวถังน้ำมันและบนบังโคลนท้าย และเพลตคำว่า First Edition ที่ด้านข้างตัวรถ ตัวเครื่องวางบนเฟรมแบบเปลคู่เผยให้เห็นเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาดใหญ่ได้ชัดเจน   ขุมพลังใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นเรียกว่าสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับทางค่ายรถจากเมืองบาวาเรียด้วยเช่นกัน เพราะมันเป็นเครื่องบ็อกเซอร์ หรือเครื่องยนต์แบบ 2 สูบนอนขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ทางค่ายผลิตมาเลย โดยจะเป็นเครื่องแบบระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาด 1,802 ซีซี  ทางค่ายเคลมกำลังแรงม้าสูงสุดมาที่ 91 แรงม้าที่ 4,750 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 158 นิวตันเมตรที่ 3,000 รอบ พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีดและเกียร์ถอยหลัง และใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยระบบเพลาแบบเปิด ซึ่งจะต่างจากครูเซอร์ทั่วๆ ไป ที่มักจะเป็นสายพานหรือโซ่   ช่วงล่างเด่นที่ระบบเบรก มาต่อกันเรื่องช่วงล่างกันบ้างครับ สำหรับระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะมีโช้คหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิกพร้อมปลอกหุ้มโช้คให้มาดคลาสสิค โช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวซ่อนอยู่ใต้เบาะยากต่อการมองเห็นจากด้านนอก ให้อารมณ์เหมือนเป็นรถฮาร์ดเทล  แต่ที่เด่นจริงๆ จะเป็นระบบเบรกครับ โดยด้านหน้าจะดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาดใหญ่ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 พ็อต ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาดเดียวกันด้านหน้าเลย แต่จะเหลือจานเดี่ยวเท่านั้นเอง กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 พ็อต เช่นกันพร้อมระบบเบรก ABS  ส่วนขนาดล้อจะเป็น 19 นิ้วและ 16 นิ้ว แบบไม่ใช้ยางในตามลำดับ ให้มิติท่านั่งในแบบสไตล์ของครูเซอร์ขนานแท้   ถึงหน้าตาจะเก๋าแต่เทคโนโลยีไม่เก่า แน่นอนครับว่านี่คือบีเอ็มดับเบิ้ลยู ฉะนั้นเรื่องเทคโนโลยีนี้บอกเลยว่ามาเต็ม มาแน่นตลอด ไม่ว่าจะเป็นโมเดลระดับไหนก็ตามนะครับ อย่างเจ้าเบิ้มคันนี้ที่มาในดีไซน์เก๋าๆ ย้อนยุค แต่ก็ยังมากด้วยเทคโนโลยีอยู่ดี     ตัวรถมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยในเรื่องการขับขี่และช่วยเสริมความปลอดภัยอยู่หลากหลายอย่าง อาทิ คันเร่งไฟฟ้าพร้อมโหมดการขับขี่ 3 โหมด Rock, Roll และ Rain มีระบบควบคุมเสถียรภาพแบบอัตโนมัติ (ASC) หรือแทร็คชันคอนโทรล มีระบบป้องกันรถกระชากหรือ Anti Hopping Clutch ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ระบบไดนามิกเบรกคอนโทรล ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก และระบบไฟหน้าปรับอัตโนมัติขนะเข้าโค้งหรือ Adaptive Headlight   ลองซิ่งดูหน่อย ด้วยทรงรถซึ่งถูกออกแบบให้เป็นครูเซอร์ไบค์ จึงมีแฮนด์บาร์สูงและกว้างกำลังพอดีและลงตัว ผนวกกับตำแหน่งการวางเท้าจัดทรงมาอยู่ตำแหน่งด้านหน้าไม่มากเท่าไร ทำให้ชันเข่าเข้าเกียร์พอดีๆ รวมไปถึงเบาะผู้ขับขี่ ออกแบบมาให้โค้งกระชับมีพนักพิงบั้นท้ายกันการไหลเวลาเปิดคันเร่ง ทำให้เจ้าเบิ้มคันนี้ขี่ได้ง่ายมากขึ้น ในส่วนของช่วงการขับขี่ระยะทางยาวๆ ก็ถือว่านุ่มนวล เพราะเราได้ทดสอบออกทริปกันแบบจริงๆ แต่เป็นทริประยะสั้น ไป-กลับ สุพรรณบุรี ระยะทางโดยรวม 200 กว่ากิโลเมตร ในช่วงความเร็วสูงๆ มีปะทะลมหนักๆ บ้างแต่ก็ต้องเข้าใจเพราะการออกแบบตัวรถไม่ได้มีชิลด์บังลม แต่ก็ถือว่ายังพอไปได้ จบทริปไม่มีอาการปวดเมื่อยแต่อย่างใด ส่วนการใช้งานในเมืองอาจจะต้องทำความรู้จักกับระยะตัวรถสักนิดนึง การบาลานซ์ ความยาวตัวรถและความกว้างเครื่องยนต์และแฮนด์บาร์ จะช่วยให้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น    ช่วงล่างนุ่มหนึบ ช่วงล่างคันนี้ตอบโจทย์สายคลาสสิก ได้ฟีลลิ่งนุ่มนวล หนึบๆ เวลาเข้าโค้งความเร็วสูงๆ ก็สามารถเลี้ยวได้มั่นใจ แต่สำหรับมือใหม่ อาจจะต้องทำความคุ้นเคยกันสักเล็กน้อยเพราะมียางหลังที่มีขนาดใหญ่ ทำให้ต้องใช้จังหวะในการเลี้ยวพอสมควร แต่ถ้าสำหรับใครที่มีความเคยชินกับรถสไตล์ครูเซอร์ไบค์แบบนี้ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาเลยละครับ ฟีลลิ่งเบรกที่ให้มาเป็นคาลิเปอร์เบรก 4 พ็อต ทั้งหน้าและหลัง พร้อมจานเบรกแบบโฟลตติ้ง ให้ฟีลลิ่งนุ่มนวล

รีวิว V-Strom 1050 XT

รีวิว V-Strom 1050 XT เทคโนโลยี IMU ขี่ง่าย มันส์กว่าเดิม สำหรับรีวิวและทดสอบในครั้งนี้จะเป็นการรีวิวเจ้า Suzuki V-Strom 1050 XT มาสเตอร์ออฟแอดเวนเจอร์รุ่นเรือธงจากค่าย ที่ครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ของแอดเวนเจอร์ไบค์จากทาง Suzuki เลยล่ะครับ มันจะมีดีอะไรยังไงกันบ้างไปตำกันได้เลยครับ    ดีไซน์ใหม่เฉียบคม เจ้าวีสตรอมพิกัดเรือธงคันนี้มีการออกแบบดีไซน์ขึ้นมาใหม่โดยนำเอา DNA จากรถแข่งในตำนานอย่าง DR-Z และโมเดลออฟโร้ดขาลุยในอดีตของทางค่ายอย่าง DR-BIG สังเกตได้จากปากนกด้านหน้าที่ยื่นออกไปด้านหน้า พร้อมกันนี้ยังได้เปลี่ยนดีไซน์ของไฟหน้าใหม่เป็นไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบซ้อนกัน 2 ชั้น ให้กลิ่นอายเฮริเทจแบบดั้งเดิม นอกจากนี้แล้วยังโดดเด่นด้วยการทำสีชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ เช่น ฝาสูบ เคสปั๊มน้ำ ครอบคลัตช์ เป็นสีบรอนซ์ตัดกับสีของเครื่องยนต์สีดำดูโดดเด่นสวยงามอีกด้วย   ขุมพลังวีทวินตัวแรง สำหรับโมเดลนี้เครื่องยนต์ที่ใช้จะเป็นเครื่องยนต์แบบวีทวิน 90° ขนาด 1,037 ซีซีที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และยังผ่านมาตรฐาน Euro5 แล้วด้วย เด่นด้วยระบบจุดระเบิดด้วยหัวเทียนคู่ ช่วยให้สตาร์ทง่าย ให้กำลังแรง และตอบสนองต่อคันเร่งได้ดีขึ้น  โดยเคลมแรงม้ามาที่ 107.4 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดสุงสุดที่ 100 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 20.41 กม./ลิตร ดังนั้นหากคำนวณจากถังน้ำมันที่ให้มา 20 ลิตร ดังนั้นจะวิ่งได้อย่างน้อย 400 กม.ต่อน้ำมัน 1 ถัง   ช่วงล่างเยี่ยมตอบโจทย์ เริ่มกันที่ระบบกันสะเทือนกันก่อนนะครับ โช้คหน้านั้นให้เป็นโช้คหัวกลับจาก KYB ขนาด 43 ม.ม. สามารถปรับพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์แดมปิ้งได้ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวสามารถปรับพรีโหลดได้ผ่านรีโมต พร้อมกับกระเดื่องซับแรง ซึ่งถือว่าใช้งานได้สะดวกเวลาที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการขับขี่  ตัวล้อจะเป็นล้อซี่ลวด DID แบบไม่ใช่ยางในเรียกว่าเป็นของดีพร้อมลุยแบบหนักๆ มาให้เลย ส่วนยางจะเป็นขนาดยางหน้า 110/80 R19 ส่วนยางหลัง 150/70 R17  ส่วนระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Tokico ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว และจะมีระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้อีกด้วย   เทคโนโลยีแน่นๆ ทันสมัย  สำหรับเจ้า XT คันนี้จะมีระบบประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 3 แกนหรือ IMU มาให้ด้วย ดังนั้นระบบต่างๆ โดยเฉพาะระบบที่เกี่ยวกับความปลอดภัยก็จะได้รับการยกระดับอัปเกรดให้ทำงานได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ระบบ Motion Track Brake System หรือระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้นั่นเอง ระบบ Hill Hold Control System (ช่วยหยุดรถบนเนินชัน) ระบบ Slope Dependent Control System (ช่วยควบคุมแรงเบรกเวลาลงทางลาดชัน) ระบบ Load Dependent Control System (ช่วยควบคุมแรงเบรกเวลามีคนซ้อนหรือมีสัมภาระ) ระบบครูซคอนโทรล (ความเร็วที่ใช้งานได้ >50 – 160 กม./ชม. เกียร์ 4 ขึ้นไป) ระบบแทร็คชันคอนโทรลแบบเปิดปิดได้ และระบบ Suzuki Drive Mode Selector (โหมดการขับขี่มี 3 โหมดด้วยกัน) นอกจากระบบต่างๆ ข้างต้น ยังมีระบบอื่นๆ ช่วยเสริมการใช้งานอาทิ ระบบ Low RPM Assist ช่วยไม่ให้เครื่องดับเวลาขี่ที่ความเร็วต่ำหรือตอนออกตัว ใช้ดีเวลารถติด ระบบ Easy Start กดสตาร์ทครั้งเดียวไม่ต้องค้างก็เพียงพอต่อการสตาร์ท ง่ายและสะดวก และระบบ Clutch Assist System ช่วยผ่อนแรงที่มือคลัตช์ ไม่ต้องใช้แรงกำมาก   ช่วงทดสอบขับขี่ ท่านั่งดีขับขี่ได้นุ่มสบาย เรามาพูดถึงท่านั่งการขับขี่กันก่อนนะครับ ผมบอกสั้นๆ ก่อนว่า มันกระชับและนุ่มนวล จากการได้ลองขับขี่ สำหรับตัวผมแล้วรู้สึกถึงความกระชับของตัวรูปทรงถังน้ำมันที่มีความเพรียวไม่ใหญ่เทอะทะเหมือนรุ่นอื่นๆ ตำแหน่งการวางเท้ามาได้พอเหมาะพอเจาะ และระยะของแฮนด์บาร์ที่อยู่ในระดับดีทั้งตอนนั่งและยืนขับ ทำให้คอนโทรล บาลานซ์ตัวรถทั้งทางดำและทางลุยทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ถือว่าเป็นออกแบบการสรีสะท่าทางขับขี่ได้เหมาะสำหรับสายแอดเวนเจอร์  เมื่อออกแบบมาได้ดีก็ทำให้เห็นมุมมองเส้นทางเป้าหมายข้างหน้าชัดเจน การคอนโทรลตัวรถเองก็ทำได้ง่ายและสบายมากยิ่งขึ้น สำหรับตัวผมการเดินทาง กรุงเทพ – ชลบุรี

รีวิว Yamaha NMAX Connected

รีวิว Yamaha NMAX Connected ล้ำสุดเรื่องเทคโนโลยี หล่อสุด แม้เจ้า NMAX Connected จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงดีไซน์ใหม่ แต่ก็มีสีสันใหม่ที่ดูสวยงามและพรีเมียมมากยิ่งขึ้น สะดุดตาด้วยล้อแม็กสีทอง และสีน้ำเงิน  ระบบไฟหน้าและไฟท้ายแบบ Full LED พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์และไฟฉุกเฉิน โดยไฟเลี้ยวหน้าเป็นแบบบิลต์อินในแฟริ่งชิ้นข้าง ไม่ยื่นออกมาให้เกะกะสายตา ดูสวยงามลงตัว   ขุมพลังแรงและล้ำสุด เจ้าเอ็นแม็กซ์คันนี้ใช้เครื่องยนต์ Blue Core สูบเดียว 4 วาล์วขนาด 155 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมเทคโนโลยี VVA หรือวาล์วแปรผันช่วยให้อัตราเร่งที่ดีทุกย่านความเร็วรอบ แถมลูกสูบยังเป็นลูกสูบฟอร์จที่มีความทนทาน ซึ่งล้ำกว่าคันอื่นในคลาส   ช่วงล่างเด่นสุดที่ระบบเบรก ช่วงล่างนั้นด้านหน้าให้โช้คเทเลสโคปิกมา ด้านหลังเป็นยูนิตสวิงและโช้คคู่ซึ่งไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ แต่ทีเด็ดอยู่ที่ระบบเบรก นอกจากจะเป็นดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลังแล้ว ยังมีระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนเนลอีกด้วย ส่วนขนาดล้อและหลังจะเป็น 13 นิ้วเท่ากัน   เทคโนโลยีจัดเต็มสุด นอกจากระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนเนลที่พูดไปแล้ว เทคโนโลยีต่างๆ ก็ถือว่าเหนือกว่าค่ายอื่น โดยโมเดลนี้จะมาพร้อมแทร็คชันคอนโทรลแล้ว ซึ่งดีมากๆ เวลาขับขี่บนถนนที่มีการยึดเกาะน้อยๆ เช่น ถนนเปียกชื้น หรือเจอทราย ก็จะช่วยตัดกำลังรถและช่วยให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น  มีระบบ Yamaha Y-Connect เชื่อมต่อ CCU ของรถเข้ากับสมาร์ทโฟนช่วยให้รับรู้ข้อมูลต่างๆ ได้มากขึ้น และใช้งานได้มากถึง 8 ฟังก์ชัน ได้แก่ แจ้งสถานะน้ำมันเครื่องและแบตเตอรี่ เพื่อให้เรารู้ว่าถึงระยะเวลาเซอร์วิสต์แล้วหรือยัง ป้องกันการลืม รวมไปถึงในระยะยาวจะช่วยให้อายุการใช้งานของเครื่องยนต์ยาวนานอีกด้วย เพราะเราไม่ลืมที่จะเปลี่ยนถ่ายของเหลว และไม่ต้องเสียเวลากับปัญหาแบตหมดสตาร์ทรถไม่ได้อีกด้วยครับ แจ้งเตือนเครื่องยนต์ผิดปกติ ซึ่งตรงนี้สะดวกมากๆ ทำให้เรารู้ได้ว่าเกิดอะไรผิดปกติกับเครื่องยนต์ แจ้งตำแหน่งจอดรถดับเครื่องครั้งล่าสุด ทำให้เราค้นหารถได้ง่ายขึ้นนั่นเองครับ แจ้งเตือนการสื่อสาร จะมีสัญลักษณ์ขึ้นบนเรือนไมล์ให้เรารู้ว่ามีคนติดต่อเราเข้ามา ทำให้เราไม่พลาดทุกการสื่อสาร ซึ่งเหมาะกับคนที่งานรัดตัว รีบเร่ง หรือคนที่ประกอบอาชีพจำพวกเดลิเวอรีอย่างมากครับ ติดต่อสอบถาม สามารถติดต่อสอบถามปัญหาการใช้งานหรือเรื่องอื่นๆ ผ่านแอพลิเคชันกับทาง Yamaha ได้สะดวก ตรวจสอบการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง หรือดูอัตราการบริโภคน้ำมันนั่นเอง ซึ่งสามารถบอกได้แบบเรียลไทม์เลยครับ ซึ่งตรงนี้จะทำให้เราได้ด้วยว่าขับขี่แบบไหนถึงจะประหยัดน้ำมันอีกด้วยครับ จัดอันดับการขับขี่ ซึ่งจะเป็นการเปรียบเทียบกับผู้ใช้รถรุ่นเดียวกันกับเราไปทั่วโลก ถือเป็นการช่วยเพิ่มความสนุกในการขับขี่ เพราะเราจะรู้สึกได้ถึงการแข่งขันครับ แสดงกราฟิกมาตรวัดได้ 2 สไตล์ จะแสดงให้เห็นถึงรอบเครื่องยนต์และความเร็ว ช่วยให้บิดสนุกขี่มันยิ่งขึ้น   สะดวกสบายขั้นสุด นอกจากนี้แล้ว ยังมีเทคโนโลยีและลูกเล่นอื่นๆ ที่มีประโยชน์และใช้งานได้จริง อาทิ ระบบกุญแจอัจฉริยะหรือสมาร์ทคีย์ สามารถสตาร์ทหรือดับเครื่อง ปลดล็อกรถ ปลดล็อกเบาะ ปลดล็อกและล็อคฝาถังน้ำมัน ตลอดจนถึงระบบช่วยค้นหารถ โดยไม่ต้องเสียบกุญแจ  ปุ่มควบคุมการแสดงผลหน้าจอเรือนไมล์ดิจิตอลที่แฮนด์ ไม่ต้องละมือมากดที่หน้าจอ ช่วยให้สะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น ช่องจ่ายไฟที่ช่องเก็บของด้านหน้ารถสำหรับชาร์จไฟให้อุปกรณ์ต่างๆ  ระบบ Stop & Start System พร้อมสมาร์ทมอเตอร์เจเนอเรเตอร์ ช่วยประหยัดน้ำมัน คือเมื่อรถหยุดนิ่งเกิน 5 วินาที หรือเบรกจนรถหยุด เครื่องยนต์ก็จะหยุดการทำงาน และเพียงแค่บิดคันเร่ง ก็จะสามารถออกตัวได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาสตาร์ทเครื่องใหม่  และสุดท้ายช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ สามารถใส่หมวกกันน็อคเต็มใบได้ 1 ใบ หมดห่วงเรื่องหมวกใบโปรดของคุณ    ขับขี่ได้สุดสนุก การขับขี่นั้นไม่ต่างจากโมเดล 2020 เลย เพราะทุกอย่างเหมือนกันหมด แต่สำหรับใครที่ยังไม่เคยลองโฉมใหม่ ทุกอย่างคือปรับใหม่ทั้งหมด ระยะแฮนด์ที่ไม่กว้างมาก ท่านั่งกระชับ การวางเท้าก็ออกแบบมาพอดี สำหรับคนสูง 160-175 เซนติเมตร ถือว่าเหมาะกับสัดส่วนพอดี ทำให้มั่นใจได้ในการเลี้ยว การคอนโทรล ตัวรถที่ออกแบบมาใหม่ให้ฐานล้อสั้นลงเวลามุด ซอกแซกในเมืองทำได้ดี   ช่วงล่างไว้ใจได้ ตัวรถโฉมนี้มีช่วงล่างและระบบ ABS ที่ดีกว่าโฉมเดิม ก็ทำให้รู้สึกมั่นใจกว่าเดิม ระบบดิสก์เบรกหน้าหลัง ที่เดิมทีมีอยู่แล้วตั้งแต่โฉมแรก แต่ในโฉม 2021 มีระบบ ABS 2 Channel ที่เป็นระบบกันล้อล็อคทั้ง หน้า-หลัง ทำให้ระยะเบรกสั้นขึ้นกว่าเดิม และให้ความตอนกำเบรกที่รู้สึกได้ว่านุ่มมือกว่าเดิมยิ่งช่วงเวลา ABS ทำงานก็นุ่มไม่กระด้าง  และในส่วนของระบบกันสะเทือน ยังคงเหมือนตัว 2020 ที่มีการปรับค่า K สปริง ให้มีค่าที่แข็งขึ้นกว่าเดิม รับแรงกระแทกได้ดี เวลาขึ้นคอสะพานหรือเจอรอยต่อของถนนที่ไม่เท่ากัน จะไม่รู้สึกถึงโช้คยัน ฟีลลิ่งกระชับมากขึ้น ทำให้เวลาขับขี่ในช่วงความเร็วสูงๆ

รีวิว Random Demon

เปิดตัวกันไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับหมวกกันน็อคแบบเต็มใบ Random Demon ครั้งนี้ทางเราเองก็ได้ติดต่อขอนำเอามา รีวิว กันหน่อยกับราคาไม่ถึงสองพันบาท คุ้มจริงๆทั้งลูกเล่นตัวหมวก วัสดุที่ใช้ มาตรฐานการผลิต เอาเป็นว่าลองมาดูกันว่ารุ่นนี้มีอะไรน่าสนใจกันบ้างครับ รูปลักษณ์ เปลือกหมวก ดีไซน์ วัสดุเปลือกตัวนี้เป็นพลาสติกชนิดพิเศษ เทคโนโลยี SIRT ( Super High Impact Resisiant Thermoplastic ) ที่มีคุณสบบัติที่แข็งแรง ทนทาน ทนต่อแรงกระแทกได้ดี ตัวเปลือกหมวกมีการดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว มีสปอยเลอร์ติดมาจากโรงงาน ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อที่จะลมแรงต้านจากลมที่ปะทะหมวกในความเร็วสูงๆ เพื่อที่จะช่วยให้ตัวหมวกเวลาส่วมใส่มีความเสถียรมากขึ้น ไม่สั้น ไม่ส่าย และตัวเปลือกหมวกเองยังมีการออกแบบ รูระบายอากาศ 5 จุด จุดแรกอยู่ที่คาง 1 จุด หน้าผาก 1 จุด สปอยเลอร์ด้านหลัง 1 จุด(สามารถที่จะสไลค์เปิดปิดได้) และด้านหลังอีก 2 จุด จะช่วยให้อากาศถ่ายเทได้ดี ลดอุณหภูมิในหมวกได้ดีขึ้นกว่าเดิม ชิลด์หมวกปรอทอิริเดียมเคลือบสารกันรอยขีดข่วนมาให้ด้วย สำหรับวัสดุชิ้นส่วนนี้เป็นแบบ Polycarbonate ที่ผลิตได้มาตรฐาน มอก.369-2557 ที่ผ่านค่าวัดแสงตามมาตรฐาน มอก. สามารถที่จะกรองแสงได้ 50% และป้องกันแสง UV ได้ถึง 99% ลูกเล่นตัวชิลด์หน้าก็ยังมีให้เช่นกัน อย่าง Shark fin Air Diffuser ที่ออกแบบเพื่อที่จะช่วยลดแรงเสียดทานของการปะทะจากลม รวมไปถึงการออกแบบมาแบบ Tool-Less ที่สามารถถอดเปลี่ยนตัวแผ่นชิลด์ได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ ลูกเล่นตัวนี้เป็นกลไกสปริงดึงรั้งกลับ ข้อดีตรงนี้จะช่วยลดลมแทรกเข้ามาในตัวหมวกและยังมีฟังก์ชั่นล็อคชิลด์หน้าหมวกเปิดปิดได้ง่าย ภายใน โฟมชนิดพิเศษ Asian Fit ใช่ครับตัวโฟมเป็นชนิดพิเศษเทคโนโลยี EPS High Density ออกแบบมาให้รองรับแรงกระแทกได้สูงถูกดีไวนืให้เหมาะสมกับศีรษะของคนไทย ทำให้ใส่สบาย กระชับ ตัวเนื้อผ้าเป็นแบบ Dry tech แห้งไวและตัวฟองน้ำที่มีการดีไซน์ตัดเย็บแบบ 3D Cutting สามารถออกแบบให้รับกับทรงแก้มและใบหน้าที่สำคัญสามารถถอดทำความสะอาดได้ง่าย ตัวนวมยังมีการออกแบบเว้นช่องไว้สำหรับลำโพง Bluetooth และยังมีการเว้นช่องสำหรับส่วมใส่แว่นอีกด้วย ตรงนี้ถือว่าออกแบบมาตอบโจทย์สำหรับคนที่ต้องการความสะดวกสบาย ขี่รถเดินทางฟังเพลง สบายๆ ภายในอีกหนึ่งส่วนของตัวนี้ที่มีผลต่อการขับขี่อย่าง Neck Roll ที่เป็นปิดกันลมบริเวณต้นคอด้านหลัง และ แผ่นปิดใต้คางกันลมย้อนเข้าไปในตัวหมวก ข้อดีของส่วนนี้จะช่วงลดเสียงภายนอกได้ระดับนึงเลยละ มีแว่นกันแดดในตัว จุดขายอีก 1 จุดสำหรับแว่นกันแด่นที่บิ้วอินอยู่ภายในหมวกตัวนี้ ตัวแว่นนี้เป็นวัสดุแบบ Polycarbonate สีดำสามารถที่จะกรองแสงได้ 80% และสามารถป้องกัน UV สูงสุด 99% สำหรับการใช้งานแว่นกันแดดเป็นกลไกที่ใช้งานง่ายสามารถที่จะเอามือซ้ายเปิดปิดได้อย่างง่ายดายจากตัวเปลือกหมวกทางด้านซ้าย สายรัดคางแบบ Grip lock ที่เป็นตัวเสียบแบบสไลด์บาร์สามารถที่จะ ถอดและใส่ได้อย่างรวดเร็วใช้งานง่ายปลอดภัย ตัวนี้ถ้าพูดถึงดีไซน์ต้องบอกเลยครับว่า “มาถูกทางแล้ว” ที่มีการออกแบบสีสัน ลวดลาย ถึง 10 สี ที่ให้เราได้เลือกใช้ เลือกใส่กันได้อย่างจุใจ แต่ในครั้งนี้เราเอารีวิว 2 ลาย ที่มีสีสันสวยโทนเขียว-ฟ้า และ ส้ม-ฟ้า กราฟิกบนหมวกถูกใจจริงๆ กับบรู๊ซลี และ หุ่นยนต์เกมเมอร์ สำหรับที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดน้ำหนักตัวหมวก Random Demon มีหนักอยู่ที่ 1,600 กรัม -+ 50 กรัม มีไซส์วางจำหน่ายทั้งหมด 3 ไซส์ M (57-58 cm) L (59-60 cm) XL และ (61-62 cm) ซึงก็ถือว่าน้ำหนักไม่มากจนเกินไป เวลาใส่ไม่ค่อยรู้สึกหนักเท่าไหร่ ตัวหมวกใบนี้ได้รับมาตรฐาน มอก.369-2557 ผ่านมาตรฐาน Dot FMVSS No.218 CERTIFIED อีกด้วย ส่วนที่สำคัญที่สุดเลย ราคาใบนี้จัดจำหน่ายอยู่ที่ 1,950 บาท เท่านั้นเป็นราคาที่คุ้มกับฟังก์ชั่นที่ให้มา ใช้งานได้ยาวๆเลยละ สำหรับฟีลลิ่งการส่วมใส่ ในการสวมใสขับขี่ รีวิว Random Demon ได้ทดสอบในเมือง ตัวนวมได้ฟิวลิ่งกระชับแน่นดี ไม่ได้แน่นจนเกินไปแค่ถ้าคิดว่าเป็นรถสปอร์ตขี่ความเร็ว 100-140 กม/ชม ถือว่าตัวนวมกระชับ สบายๆ สายรัดคางใช้งานง่ายสวมถุงมือแล้วลองถอดใส่ดูก็ทำได้ดีของดีของกิ๊ปล็อกเลยละ รูอากาศออกแบบมาเหมาะสำหรับอากาศเมืองไทยเวลาใช้งานในเมืองรู้สึกได้ว่าเย็นสบายหัว รถต้องวิ่งนะครับ ถ้าไม่วิ่งก็จะไม่มีเข้ามาในหมวก ส่วนสุดท้ายพูดถึงมุมมองทำได้ดี มุมมองในการมองด้านข้างซ้าย-ขวา

รีวิว Tmax TechMax 560 2021

รีวิว Tmax TechMax 560 2021 ขี่สนุกขี่มันระดับหัวแถว!! ทดสอบตัวท็อปบิ๊กสกู๊ตเตอร์สุดในรุ่นจากค่าย Yamaha กันหน่อยอย่างเจ้า TMax TechMax 560 2021 มีการขยายซีซีมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับเปลี่ยนไฟท้ายให้ดูหล่อขึ้นเป็นกอง เสริมด้วยลูกเล่นมากมายมาจากโรงงาน สมกับเป็นตัวแรงตัวสุดของทางค่าย ครั้งนี้เรามารีวิวทดสอบในแบบทัวริ่งทางไกล เป็นระยะทางราวๆ 300 ก.ม. บนเส้นทางจริง จราจรจริง เริ่มต้นจากรุงเทพ บางบัวทอง จนไปถึงสุพรรณบุรี ขี่กันทั้งแบบบิดเต็มข้อ เบาบ้างแรงบ้างขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ บนท้องถนน ครั้งนี้ถือว่าทดสอบได้ถูกจริตถูกสไตล์เลยเลยละครับรอบนี้ มาถึงจุดนี้แล้ว ก่อนจะไปพูดเรื่องฟีลลิ่ง เราไปดูว่าเจ้าคันนี้มีอะไรน่าสนใจกันบ้างก่อนดีกว่าครับ   รูปลักษณ์ รูปร่างหน้าตาของเจ้านี่เปลี่ยนไปพอสมควร ที่แฟริ่งด้านหน้ามีการปรับเปลี่ยนส่วนของไฟหน้าด้วยการบิ้วอินไฟเลี้ยวเข้าไปอยู่ในแฟริ่งด้านข้างไฟ มีไฟหน้าส่องสว่างแบบ Daytime Running light ดูหล่อขึ้น พร้อมกับชิลด์หน้าขนาดใหญ่บังลมได้ดีไม่เกะกะสายตา  ในส่วนของไฟท้ายที่มีการออกแบบเปลี่ยนใหม่ที่มีลักษณะคล้ายกับตัว T ให้สมชื่อโมเดล แฟริ่งด้านท้ายเพรียวและเล็กลงมากกว่าเดิมส่งผมให้คนที่ซ้อนท้ายนั่งได้ดีไม่ต้องอ้าขามากจนเกินไป เรือนไมล์แบบผสมผสานลงตัวระหว่างแบบเข็มและดิจิทัล แสงสว่างสีน้ำเงินขาวดูเป็นเอกลักษณ์ ส่วนตรงกลางที่เป็นดิจิทัล จะแสดงข้อมูลต่างๆ ของตัวเครื่องยนต์ อัตราค่าเฉลี่ยน้ำมันเชื้อเพลิง ความร้อนเครื่องยนต์ รวมไปถึงสัญลักษณ์การทำงานของระบบต่างๆ ในรถคันนี้ ปะกับทางด้านซ้ายจะดูล้ำสมัยปุ่มเยอะๆ แต่มีการออกแบบไว้เป็นสัดส่วน ใช้งานได้ง่าย ด้วยการคอนโทรลเมนูต่างๆ ผ่านนิ้วมือซ้าย และยังมีเบรกมือที่ถูกติดตั้งไว้ใต้แฮนด์ ใช้เวลาจอดบนทางลาดชันได้อีกด้วย  ส่วนปะกับขวาที่บิลด์อินปะกับคันเร่งไปในตัว และยังมีในส่วนของการปรับโหมดการขับขี่และปุ่มสตาร์ท ถัดลงมาด้านล่างมีเกะใส่ของที่อยู่ทางด้านขวา ติดตั้งช่องจ่ายไฟแบบ 12 โวลต์มาให้ด้วยสามารถที่จะต่อชาร์จโทรศัพท์หรืออุปกรณ์อื่นๆ ได้อีกด้วย มาพูดในส่วนของตัวเบาะนั่งกันบ้างมีการออกแบบเป็นแบบชิ้นเดียวแต่มีการดีไซน์ระดับที่แตกต่างกันระหว่างคนขับและคนซ้อนเวลาในส่วนของการวางเท้าก็สามารุที่จะวางได้ทั้งสองแบบยืดขาได้สบายๆ ในส่วนของคอนโทรลกลางถูกออกแบบมาให้มีปุ้มเปิดเบาะและเปิดถังน้ำมัน ใช้งานได้ง่าย สะดวกสบาย    ขุมพลัง เจ้าทีแม็กซ์โมเดลนี้มีขุมพลังแบบ 2 สูบเรียงระบายความร้อยด้วยน้ำ ขนาด 562 ซีซี ที่เคลมแรงม้ามาสูงสุดที่ 47 แรงม้าที่ 7,500 รอบ แรงบิดสูงสุดเคลมมาที่ 55.7 นิวตันเมตรที่ 5,250 รอบ (มากกว่าเดิม 6%) ส่งกำลังผ่านสายผ่านแบบวีเบลต์ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเครื่องที่ใหญ่ที่สุดและทรงพลังที่สุดในรอบ 20 ปีของทีแม็กซ์แล้ว แต่ยังคงใช้ระบบขับเคลื่อนแบบสายผ่าน ทำให้การถ่ายทอดกำลังนั้นออกมาได้นุ่มนวลไม่เหมือนบิ๊กสกู๊ตเตอร์คันไหนๆ    ช่วงล่าง ตัวรถนั้นถึงแม้จะเป็นสกู๊ตเตอร์แต่ก็ให้ช่วงล่างมาเฉกเช่นกับว่าตัวเองเป็นบิ๊กไบค์สไตล์สปอร์ตกันเลยทีเดียว เรื่องของระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าจะมีโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 41 ม.ม. ส่วนด้านหลังจะเป็นสวิงอาร์มทำงานร่วมกับโช้คเดี่ยวและกระเดื่อง ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ ส่วนด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ส่วนขนาดล้อและยางนั้นจะเป็น 120/70 R15 และ 160/60 R15 ตามลำดับ  เทคโนโลยี มาถึงเรื่องของเทคโนโลยีกันบ้าง บอกเลยว่าโมเดลนี้จัดเต็ม โดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในโมเดลนี้ก็มีทั้งในส่วนของอำนวยความสะดวกสบายในการขับขี่ตลอดไปจนถึงเรื่องของความปลอดภัย ในด้านของความสะดวกสบายนั้นก็จะมีระบบครูซคอนโทรลที่ช่วยเวลาเดินทางไกลๆ ช่วยลดความเมื่อยล้อและยังช่วยประหยัดน้ำมันได้อีกด้วย (อย่างน้อยต้อง 50 กม./ชม.) ระบบอุ่นมือและอุ่นเบาะซึ่งก็เหมาะกับการขับขี่ในอากาศหนาวๆ ซึ่งรถประเภทนี้จะขาดไปไม่ได้เลยครับ เพราะมักจะถูกใช้เวลาออกทริปหน้าหนาวกันเสมอ  ระบบสมาร์ทคีย์หรือกุญแจอัจฉริยะช่วยให้ไม่ต้องเสียบกุญแจเวลาจะสตาร์ท ล็อครถ เปิดเบาะ หรือเปิดฝาถัง เพียงแค่พกติดตัวไว้ก็พอ และสุดท้ายระบบชิลด์หน้าปรับไฟฟ้าเพียงปลายนิ้วกดเท่านั้นก็สามารถปรับระดับความสูงได้ เพื่อให้เหมาะกับการขับขี่ในสถานการณ์ต่างๆ    ส่วนด้านความปลอดภัยก็จะมีแทร็คชันคอนโทรล โหมดการขับขี่ 2 โหมดที่ให้เลือกใช้ในแต่ละสถานการณ์ และระบบเบรก ABS ฟีลลิ่งการขับขี่ ขอเริ่มกันที่ท่านั่งขับขี่กันก่อน พื้นฐานเลยคือนั่งสบายอยู่แล้วเพราะเป็นสกู๊ตเตอร์ แต่สำหรับคันนี้สบายขั้นสุดด้วยเบาะผู้ขับขี่ที่ถูกออกแบบมาเป็นแบบ 2 ระดับ เวลานั่งจะรู้สึกถึงพนักพิงที่บั้นท้าย เวลาบิดเร่งลำตัวจะไม่ไถลไปข้างหลัง  แฮนด์บาร์เองก็ไม่กว้างจนเกินสมควร ระยะบังคับเลี้ยวทำได้ดี รวมไปถึงการวางขาบนฟุตบอร์ดก็มีระยะที่พอดีไม่ยืดไม่ย่อจนเกินไป อันนี้คือสรีสะของคนที่สูง 170 ซม. แต่ถ้าให้บวกลบความสูงสัก 7-10 ซม.ก็ยังรู้สึกถึงความสบายได้อย่างแน่นอน และถ้าให้พูดถึงคนซ้อนจากการสัมภาษณ์มา สามารถนั่งซ้อนได้กระชับมากขึ้นด้วยท้ายรถมีขนาดที่เพรียวเล็กลงทำให้การนั่งไม่ต้องอ้าขาจนมากเกินไปรวมถึงการขึ้นรถและลงรถที่ทำได้ง่ายมากขึ้น ชิลด์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ให้มานั้นเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เวลาขับขี่ในเมืองอยากได้ลมโกรกๆเข้าตัวเองมองเห็นชัดเจนก็ปรับให้เตี้ยลง สำหรับในช่วงที่ใช้ความเร็วสูงๆ เดินทางไกลๆ ต่างจังหวัดก็สามารถที่จะปรับให้สูงขึ้นได้ขณะขับขี่ ซึ่งตัวชิลด์ก็สามารถบังลมได้ดี มองเห็นผ่านแผ่นชิลด์ได้ชัดเจน   ขี่สนุกแต่ก็นุ่มนวล ระบบกันสะเทือนที่ให้มาทั้งโช้คอัพหน้าแบบหัวกลับและโช้คหลังแบบเดี่ยวทำงานควบคู่กับกระเดื่องซับแรง ทำให้ฟีลลิ่งคันนี้สมเป็นสปอร์ตสกู๊ตเตอร์จริงๆ การขับขี่บนทางเรียบต้องยกให้เขาเลย การเข้าโค้งแบบต่อเนื่องอย่างโค้ง S ทำได้ดี กระชับ หนักแน่น ขี่แล้วรู้สึกสนุกตลอดเวลา เวลาขึ้นคอสะพานหหรือมีจุดรอยตัดถนน รู้สึกเล็กๆน้อย สำหรับช่วงล่างเดิมๆ คันนี้ถือว่าผ่านเลย   ระบบเบรกมั่นใจได้เลย ดิสก์หน้าคู่ เบรกได้เนียน รวมไปถึงเบรกด้านหลังก็เป็นแบบดิสก์เบรก พร้อมกับระบบเบรกมือที่สามารถจอดรถบนเนินได้ เวลาที่เบรกหนักรู้สึกได้ว่าเอาอยู่ ช่วงล่าง ล้อ ยางก็มีส่วนซับแรงเบรกไปในตัวอีกด้วย เบรกได้ดีกำเบรกหนักๆ ระบบ ABS ยังไม่ทำงานเลย สามารถได้ระยะเบรกที่ดี แต่ถ้าลื่นๆ

รีวิว  MT07 2021

รีวิว  MT07 2021 แฟริ่งใหม่ดุกว่าเดิม เครื่องยนต์ CP2 แรง ดิบ..!! น้ำขึ้นให้รีบตัก สุภาษิตไทยว่าไว้อย่างนั้น เช่นเดียวกัน ในครั้งนี้เราเองก็ได้มีโอกาสทดสอบและรีวิว Yamaha MT07 2021 ตัวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวกันไปหมาดๆ ในงาน Motor Show 2021 มาถึงตรงนี้แล้ว เราไปดูกันดีกว่าว่าโมเดลใหม่ปี 2021 มีอะไรใหม่ น่าใช้น่าขับขี่อย่างไรกันบ้างกันครับ   ดีไซน์ใหม่ดุดัน เจ้า 07 นั้นมาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่มีความละม้ายคล้ายคลึงกับ MT-09 ซึ่งมีภาพลักษณ์ที่ดูดุดัน เฉียบคม และมีความปราดเปรียวมากยิ่งกว่าแต่ก่อน ไฟหน้าโปรเจ็กเตอร์แบบ LED ไฟหน้าใหม่นี้ให้ทัศนวิสัยที่ดีกว่าไฟหน้าแบบเดิม อีกทั้งยังมีข้อดีเรื่องน้ำหนัก ซึ่งเบากว่าเดิม และยังมีดีไซน์เป็นรูปตัว Y แบบเดียวกับรุ่นพี่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่สื่อถึงความเป็นยามาฮ่าอีกด้วย  ตัวโมเดลใหม่ให้ไฟเลี้ยวแบบ LED แล้ว นอกจากจะสวยหล่อ ยังช่วยให้ผู้ใช้ถนนร่วมกับเราเห็นเราได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งก็ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ได้มากขึ้นตามไปด้วย   เรือนไมล์ LCD ใหม่ หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิตอลใหม่ แสดงผลแบบอินเวิร์สหรือกลับสี ช่วยให้เห็นข้อมูลต่างๆ ชัดแม้ยามแสงแดดแรงๆ พร้อมกับปุ่มควบคุมการแสดงผลที่ประกับแฮนด์ด้านซ้าย ไม่ต้องละมือไปกดที่เรือนไมล์ ถือว่าใช้งานง่ายและสะดวกถูกใจมาก    สีสันและลายกราฟิกใหม่ เรียกว่าไม่ผิดหวังจริงๆ ยามาฮ่านั้นเป็นผู้นำในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องสีสันกราฟิกรถก็ยังคงเป็นผู้นำเทรนด์อยู่เสมอ โดยสีสันในโมเดลใหม่นี้จะเน้นความพรีเมี่ยมมากขึ้น โดยชิ้นส่วนหลายๆ ชิ้นจะถูกทำให้เป็นสีดำดุดัน และดูพรีเมี่ยมด้วยการทำสีครอบเครื่องด้านนอกด้วยสีคริสตัลกราไฟต์ ที่จะดูคล้ายๆ ประกายเพชรในเนื้อสี และยังมีเฉดสีล้อส้ม ล้อน้ำเงิน ที่ทำให้ดูสวยเท่ แม้ขี่รถตอนกลางคืนก็ดูดี ดุดัน ถูกใจไบค์เกอร์ เครื่องปรับจูนใหม่ เครื่องยนต์แบบ 2 สูบสไตล์ Crossplane เอกลักษณ์เฉพาะยามาฮ่าก็มีการปรับปรุงใหม่ ให้เครื่องยนต์ CP2 ขนาด 689 ซีซี เกียร์ 6 สปีด ผ่านมาตรฐานไอเสียใหม่ Euro5 โดยมีการดีไซน์ท่อไอดีขึ้นมาใหม่ แบบ 2 ออก 1 เสียงดุดัน ปรับการจ่ายน้ำมันแบบใหม่ และปรับกล่อง ECU ใหม่ โดยการตอบสนองของเครื่องยนต์จะสมู้ทมากขึ้น  เครื่องยนต์ตัวนี้ที่ปรับปรุงใหม่ ให้กำลังแรงม้า 74.8 แรงม้าที่ 8,750 รอบ และแรงบิดที่ 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ว่าให้พละกำลังได้ดีเลยทีเดียวสำหรับบิ๊กไบค์ 2 สูบในคลาสนี้ ไม่ต้องห่วงเรื่องความแรงเพราะสไตล์รถ MT (Master of Torque) ให้กำลังที่หนักแน่น บิดมันส์แน่นอน    ดิสก์เบรกใหญ่ขึ้น มาพร้อม ABS  โมเดลนี้มีการปรับจานดิสก์หน้าให้มีขนาดใหญ่ขึ้น จากเดิม 282 ม.ม.เป็น 298 ม.ม.  เพื่อให้ประสิทธิภาพเบรกที่ดีขึ้น ซึ่งให้แรงเบรกที่ดีขึ้น แต่ไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้นจนรบกวนการขับขี่    ในส่วนของโช้คอัพด้านหน้ายังคงเป็นแบบ เทเลสโคปิค ส่วนด้านหลังสามารถปรับการตั้งค่าความแข็งอ่อนของสปริงได้ ด้วยสตรัทปรับเกลียวทำงานควบคู่กับตัวกระเดื่องโช้คช่วยซับแรงกระแทกได้ดีขึ้นกว่าเดิม  มาที่เรื่องของล้อกันบ้างครับ ไม่ใช่เพียงแค่สีสวยอย่างเดียว ยางที่ให้มาด้านหน้ามีขนาด 120/70 และด้านหลังมีขนาด  180/55 ตัวยางแบบไม่มียางในดูใหญ่เต็มดี ทำให้ขับขี่ได้มั่นใจมากขึ้น    ขี่ได้สนุกขึ้น สำหรับโมเดลนี้จะมีท่านั่งการขับขี่ที่กระชับมากขึ้นที่เกิดจากรูปทรงของตัวถังน้ำมันที่มีการปรับให้เข้ากับช่วงหน้าขาของผู้ขับขี่ สำหรับคนสูง 165-170 เซนติเมตร ขาถึงพื้นสบายๆ หายห่วง  ตัวแฮนด์บาร์ที่มีความกว้างเพิ่มขึ้น ทำให้การบังคับรถเลี้ยวทำได้ง่าย ขี่ในเมืองสนุก มุดง่ายแม้ช่วงรถติดๆ ในส่วนนี้ถ้าใครไม่เชื่อต้องลองเอง เดียวหาว่าโม้.. ต่อมาในส่วนของช่วงล่างกันบ้าง คันนี้มาแบบเดิมๆ ไม่ได้ปรับอะไร ขับขี่ในช่วงของเส้นทางเมืองทองฯ วิ่งเข้าเมือง แถบราชดำเนินและสนามหลวง ถือว่าได้ฟีลลิ่งที่กระชับดีเหมือนกันนะครับ สัมผัสได้ว่าช่วงบาลานซ์น้ำหนักตัวรถค่อนข้างดี ช่วงความเร็ว 100-120 กิโลเมตร ก็ยังรู้สึกนิ่ง ไม่มีอาการสะบัดแต่อย่างใด  ส่วนถ้าจะให้พูดถึงความเร็วสูงๆ ก็อาจจะโดนลมปะทะกันบ้างด้วยสไตล์ตัวรถที่เป็นแบบเน็กเก็ดไบค์ ไม่ได้หมอบจนติดถังหรือมีบังลมช่วย จะเหมาะกับการเน้นขับขี่สบายๆ ถ้าเจอลมแรงๆต้องมีปะทะลมกันบ้างอาจจะต้องจับแฮนด์แน่นขึ้นหรือหมอบให้มิดติดถังกันไปเลย   มาพูดถึงเครื่องยนต์ CP2 มาพูดถึงเครื่องยนต์กันบ้าง ยังคงดิบโหดเหมือนเดิม บิดเด้ง เร่งลอย ขี่สนุกตามสไตล์ 2 สูบยามาฮ่า ให้พละกำลังตั้งแต่ช่วงรอบความเร็วต่ำเกียร์ 1-2 บิดแบบเต็มพิกัดต้องมียกล้อกันหน่อยเพราะคันนี้ค่อนข้างแรง ทอร์คเยอะ ช่วงความเร็วกลางๆ ถึงปลาย ต่อเกียร์ทำได้ดี

รีวิว Meteor 350

รีวิว Meteor 350 ครูเซอร์ไบค์แห่งปีจากอินเดีย ล่าสุดทาง SuperBike ได้มีโอกาสเข้าร่วมทริปทดสอบรถ Royal Enfield Meteor 350 พร้อมกับเข้าร่วมงานเปิดศูนย์ รอยัล เอนฟิลด์ เอ็กซ์คลูซีฟ สโตร์ อยุธยา  โดยโมเดลที่ผมได้ทดสอบคือเจ้า Supernova Blue ซึ่งเป็นตัวท็อปสุดของรุ่น จะแตกต่างจากตัวสแตนดาร์ดตรงที่จะมีชิลด์หน้าทรงสูง มีเบาะพนักพิงคนซ้อน เป็นของแต่งติดรถมาเลย และจะได้สีพิเศษเป็นแบบสีทูโทนที่ต่างออกไปด้วยครับ ในเรื่องของดีไซน์นั้นก็จะชัดเจนอยู่แล้วว่ามันคลาสสิค ตามแนวทางของทางค่ายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้าหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว กระจกมองหลัง และเรือนไมล์ทรงกลม รวมถึงถังน้ำมันทรงหยดน้ำ ตามแบบฉบับครบถ้วนดี ถึงจะมีดีไซน์ที่คลาสสิคเต็มรูปแบบ แต่ทางค่ายก็ใส่เทคโนโลยีสมัยใหม่มาให้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นช่องจ่ายไฟแบบ USB ใต้แฮนด์บาร์ฝั่งซ้าย ในส่วนเรือนไมล์เป็นแบบผสมนอกจากจะแสดงข้อมูลทั่วไปแล้ว ยังมีตัวจอ LCD ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์นได้ และระบบเบรก ABS  พูดถึงเรื่องขุมพลังกันบ้าง มันใช้เครื่องบล็อกใหม่แบบสูบเดียวขนาด 349 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 5 สปีด ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 15 ลิตร  ช่วงล่างด้านหน้านั้นเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกขนาด 41 ม.ม. ส่วนด้านหลังเป็นโช้คคู่ที่สามารถปรับพรีโหลดได้ 6 ระดับ ในส่วนของขนาดล้อและยางนั้นจะเป็น ล้อหน้า 19 นิ้วกับยาง 100/90 ด้านหลังจะเป็นล้อ 17 นิ้วกับยางขนาด 140/70    ความเห็นหลังซิ่ง เริ่มต้นการทดสอบ เดินทางจากย่านรัชดา ฝ่าจราจรที่รถติดในช่วงเช้าของกรุงเทพไปอยุธยา เจ้า Meteor 350 คันนี้ผมคิดว่ามันเป็นรถที่ขี่สบายมาก ด้วยจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ ทำให้ขับขี่ได้ง่ายท่านั่งหลังตรง สบายๆ คล่องตัว บาลานซ์รถดี ทำให้ขี่มุดหรือซอกแซกในเมืองสบายๆ ระบบเบรก ABS ที่ให้มาตอบสนองได้ไวมั่นใจได้เลย ขี่ทดสอบในเมืองถือว่าผ่านเลยจากการขี่ในกรุงเทพทั้งตอนเช้าและตอนเย็นในช่วงเวลาการจราจรที่ติดขัดในเมือง พอออกเส้นนอกเมืองได้ลองพละกำลังของเครื่องยนต์   บิดได้สุดกับความเร็วปลายที่ทำได้ 120 กม./ชม. ไม่มีอาการสั่นหรือชกให้รู้สึก ถือว่าเป็นความเร็วที่กำลังสบายๆ เพียงแต่ช่วงเกียร์ 1-5 สั้นไปหน่อย แต่สำหรับมือใหม่นับว่ารถคันนี้เป็นมิตรเลยล่ะ ขี่เดินทางไกลๆ สบาย นอกจากนี้แล้วหากดูจากตัวรถภายนอกแล้วถือว่าเป็นรถที่ไม่มีอะไรวุ่นวายซับซ้อน เป็นสไตล์รถครูเซอร์เหมาะกับการขับขี่เดินทางสบายๆ ไม่มีอะไรจุกจิกเซอร์วิสง่ายๆ หากมีปัญหาอะไรก็สามารถเข้าร้านซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ทั่วไปได้เลย สรุปการ รีวิว Meteor 350 ผมก็ขอบอกเลยว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ชอบและมองหารถคลาสสิก สไตล์ครูเซอร์ ไว้ครอบครองซักคัน ทั้งนี้ตัวรถจะมี 3 รุ่นให้เลือก ได้แก่ Fireball ราคา 150,000 บาท Stella ราคา 155,000 บาท และ Supernova ราคา 159,500 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว CRF450RL 2021 กับ 9 จุดที่จะเป็นยาแก้ตึงมือสายลุย

ในการ รีวิว Honda CRF450RL ครั้งนี้ต้องบอกเลยว่าเอาใจเข้าสู้ เอาตัวเข้าแลกเลยก็ว่าได้ ทั้งล้ม ทั้งสไลด์ใช้งานจริง อย่างหนักหน่วง ในครั้งนี้เรามาทดสอบกันที่บริเวณเขาไม้แก้ว ทางเอพีฮอนด้าจัดรอบสื่อได้สัมผัสสมรรถนะตัวแรงกันอย่างเต็มที่ เหมาะสำหรับเป็นยาแก้ตึงมือเลยก็ว่าได้ หลังจากรับยาแก้ตึงมือกันไปแล้วก็ได้รวบรวมเป็นจุดเด่นได้ทั้งหมด 9 จุดดังนี้ รถตระกูลแชมป์ ใช่แล้วครับแชมป์ Dakar Rally รายการแข่งขันสุดโหดที่มีระยะทางรวม 8000 กิโลเมตร เป็นการคว้าแชมป์ในรายการนี้ถึง 2 ปีซ้อน ในปี 2020-2021 ด้วยรถ Honda CRF450Rally และยังคว้าดับเบิ้ลแชมป์ในรายการโมโตครอสชิงแชมป์โลกอย่าง MXGP ด้วย CRF450RW จึงทำให้ทางฮอนด้าอยากจะต่อยอดความยิ่งใหญ่นี้จากสนามแข่งลงสู่ถนนให้คนทั่วไปได้สัมผัสความเร้าใจของรถตระกูลนี้ที่ได้ดีกรีแชมป์อีกด้วย ความแรงที่สัมผัสได้ จุดเด่นเลยสำหรับเครื่องยนต์คันนี้ ที่ใช้พื้นฐานเดียวกับเครื่องยนต์ CRF450R ที่เป็นเครื่องรถแข่งโมโตครอส เครื่องยนต์ 4 จังหวะ สูบเดียว 450 ซีซี เกียร์ 6 สปีด (รถแข่งมี 5 เกียร์) จ่ายน้ำมันแบบระบบหัวฉีด PGM-Fi ระบายความร้อนแบบหม้อน้ำคู่ + พัดลมไฟฟ้า แรงบิดคันนี้น้อง ๆ รถสูตรเลยก็ว่าได้ ที่ให้กำลังแรงบิดอยู่ 32 นิวตันเมตร ที่ 3500 รอบต่อนาที แรงบิดมารอบต่ำ ๆ แบบนี้ ขี่ไต่เนินสบายๆ เลยละครับ โช้คอัพตัวเทพ ช่วงล่างสามารถปรับได้เต็มระบบจาก Showa ทั้งหน้าและหลัง ในส่วนของของโช้คอัพด้านหน้า มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 49 มิลลิเมตร และสามารถที่จะปรับตั้งค่าความแข็งอ่อน การคืนตัว การกดได้เต็มระบบ และในส่วนของโช้คอัพด้านหลังที่เป็นแบบเดี่ยวมี ซัพแท้งค์ ทำงานควบคู่กับกระเดื่องทดแรงแบบ Pro-Link (แบบเดียวกับ CRF450R) และสามารถปรับตั้งค่าได้เช่นกัน ฟีลลิ่งตัวโช้คทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม ในการทดสอบครั้งนี้ รับแรงกระแทกได้ทุกสภาพผิวถนนเลย มั่นใจไม่มีย้วยเลยละครับ ถังน้ำมันไทเทเนี่ยม จุดที่น่าสนใจสำหรับถังน้ำมันที่ถูกออกแบบมาให้กะทัดรัดยังไม่พอ ยังเลือกใช้วัสดุไทเทเนี่ยมที่ให้ความแข็งแรงและน้ำหนักเบาอีกด้วย สามารถบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 7.6 ลิตร และยังออกแบบติดตั้งให้บาลานซ์กับตัวรถมากที่สุด พร้อมกับติดตั้งวาล์วตัดการทำงานการไหลของเชื้อเพลิงหากรถล้ม เพื่อความปลอดภัยอีกด้วย ดิสก์เบรก หน้า-หลัง ระบบความปลอดภัยให้ดิสก์เบรกมาทั้งหน้าและหลัง เป็นของ Nissin ตัวจานดิสก์ถูกดีไซน์แบบ Wave disk ไล่เบา ระบายความร้อนไล่ขี้ฝุ่น ขี้ดิน ด้วยการเซาะร่องจานเบรก เมื่อเวลาเราเอาไปลุยในป่าบางทีตัวเบรกก็สำคัญไม่ใช่น้อยเลย ใช้ชะลอ บังคับทิศทางได้อย่างปลอดภัย แต่มันจะสำคัญยิ่งกว่าเมื่อคันนี้ลงถนนหลวง เวลาต้องการที่จะหยุดรถก็จะทำได้อย่างมั่นใจ ขับขี่ได้อย่างปลอดภัย ภาระน้อย..ตัวรถน้ำหนักเบา เบามาก คันนี้มีน้ำหนักรวมทั้งคันได้เพียง 131 กิโลกรัมเท่านั้น ด้วยวัสดุที่ใส่เข้ามาทั้งตัวเฟรมอลูมิเนียม Twin spar เป็นเฟรมพื้นฐานเดียวกันกับ CRF450R แบตเตอรี่แบบลิเธียมทั้งเล็กและเบา แฮนด์อลูมิเนียมจาก Renthal  ขาตั้งแบบอัลลอย รวมไปถึงวงล้อ DiD Dirt Star ที่เป็นอลูมิเนียมขนาดล้อหน้า 21 นิ้ว หลัง 18 นิ้ว เป็นแบบซี่ลวดมีความยืดหยุ่นสูง และยังคงให้ความแข็งแรง เบา ทุกอย่างมีคุณสมบัติที่ทำให้รถคันนี้เบา ลดภาระการขับขี่ คล่องตัวมากขึ้น น่าขี่มาก การ์ดกันกระแทกรอบคัน ชิ้นส่วนกันกระแทรกถูกใส่มาให้พร้อมลุยจากโรงงาน ทั้งนวมแฮนด์ การ์ดมือ การ์ดเครื่องยนต์ การ์ดเบรกทั้งหน้า-หลัง ทุกอย่างถูกติดติดตั้งมาจากโรงงาน ใช้งานได้จริงและมีประโยชน์อย่างมาก ทำให้ประหยัดได้ไปหลายบาทเลย พร้อมลุยได้สบายๆ ความหล่อที่โดดเด่น หน้าตาคันนี้หล่อเด่นด้วยโคมไฟหน้าแบบรมดำ ระบบไฟแบบ Full LED ทั้งคันที่ให้ความสว่างดูหล่อ ตัวแฟริ่งชุดสีสีแดงที่ออกแบบมาดูเพรียวบางมาพร้อมกับเบาะหนังสีแดงทำให้ดูเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง วงล้อสีดำพร้อมยางหนามทำให้ดูดุดันมากยิ่งขึ้น และยังมีเรือนไมล์แบบ LED ให้ฟังก์ชั่นมาครบถ้วน มองเห็นได้ง่าย ออกแบบมาได้หล่อจริงๆ คุ้มค่า Made in Japan จดทะเบียนได้ สำหรับคันนี้ราคา 339,000 บาท ถูกต้องตามกฎหมายสามารถจดทะเบียนได้นะครับ มีระบบส่องสว่าง ไฟหน้า ไฟเลี้ยว ที่ติดแผ่นป้ายทะเบียน สามารถที่จะขับขี่บนถนนหลวงได้อย่างถูกต้อง เจอด่านก็ไม่ต้องกลัวพริ้วเข้าได้เลยเพราะสามารถยืนยันความถูกต้องได้หายห่วง ที่สำคัญท่อไอเสียคันนี้เสียงเบามาก ถูกใจแน่นอน ฟีลลิ่งเป็นยังไงหรอ?? หลังจากที่ขับขี่ทดสอบ รีวิว CRF450RL โมเดลปี 2021 กันมาอย่างเต็มที่ ให้ท่องเอาไว้เลยว่ามันคือรถสูตรโมโตครอสที่เครื่องยนต์ถูกออกแบบมาให้ใช้งานในชีวิตประจำวันได้ แต่ยังคงมีกำลังเครื่องยนต์ดุดันซ้อนอยู่ในตัวของมันเองพร้อมที่จะปลดปล่อยออกมาได้ตลอดเวลา

Harley-Davidson Low Rider S 2021

Harley-Davidson Low Rider S 2021 คลาสสิค ดุดัน สไตล์เวสต์โคสต์ นานๆ ทีปีละไม่กี่ครั้ง กับการที่ SuperBike จะได้ทดลองขับขี่และรีวิว Harley-Davidson ครับ และครั้งนี้เป็นการได้ลองขับขี่ครูเซอร์ไบค์อย่างเจ้า Low Rider S 2021  ดีไซน์   เจ้าโลว์ไรเดอร์คันนี้ มีดีไซน์ที่ดูคลาสสิค แต่มาในโทนสีที่ดุดันด้วยสีดำ Vivid Black ไม่ได้มาในแบบคลาสสิคดั้งเดิมที่มักจะเต็มไปด้วยชิ้นส่วนสีโครเมียม โดยยังมีไฟหน้า ไฟเลี้ยว และเรือนไมล์แบบผสมเป็นทรงกลม  ลักษณะตัวรถออกมาในรูปแบบมินิมอล น้อยชิ้นแต่มีความพิถีพิถันในทุกๆ ส่วน โดดเด่นเป็นพิเศษตามสไตล์ของ HD ไม่ว่าจะเป็นถังน้ำมันทรงหยดน้ำ ตำแหน่งการวางเรือนไมล์บนถังน้ำมัน ตลอดไปจนถึงเครื่องยนต์วีทวินขนาดใหญ่ที่ดูโดดเด่นจากการเผยให้เห็นครีบระบายความร้อน กรองอากาศ และก้านกระทุ้ง ท่อไอเสียแบบ 2 ออก 2 ทำสีดำตั้งแต่ต้นจรดปลายทรงคลาสสิคดูสวยงามกลมกลืน   ขุมพลัง เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 114 คิวบิกนิ้ว ให้เสียงที่กระหึ่มเร้าใจ ปลุกเร้าอารมณ์สาวก HD ได้ดีเยี่ยม เคลมแรงม้าที่ 93 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลถึง 155 นิวตันเมตรตั้งแต่รอบต่ำเพียง 3,250 รอบเท่านั้น ดูตัวเลขแรงม้าอาจจะน้อย แต่ด้วยสไตล์ของรถที่เน้นความสบายและความเพลิดเพลินมันก็น่าจะเพียงพอแล้ว  และจากการทดลองขับขี่ มันให้พละกำลังอย่างเหลือเฟือ ตอบสนองตามแรงบิดได้อย่างดี ขี่สนุกทั้งทางตรงและทางโค้ง ด้วยตัวรถที่แม้จะหนักแต่ก็มีศูนย์ถ่วงต่ำทำให้ควบคุมรถได้ง่าย    การขับขี่ ช่วงล่างที่ให้มาไม่ว่าจะเป็นโช้คหน้าแบบหัวกลับและโช้คหลังเดี่ยวแบบปรับได้ง่ายๆ แค่เพียงหมุนปรับระดับพรีโหลดให้เข้ากับน้ำหนักตัวของเรา ก็ทำให้การขับขี่สนุกได้มากขึ้น  เบาะนั่งตอนเดียวกระชับตัวนุ่มสบายไม่รู้สึกปวดเมื่อย แม้จะขี่เดินทางไกลๆ หรือการขี่เข้าโค้งตัวเบาะก็รองรับตัวทำให้มั่นใจในท่านั่งไม่ว่าจะขี่ในรูปแบบไหนก็นั่งสบายไม่ปวดเมื่อย  อีกทั้งพักเท้ายังมีสองตำแหน่งคือตำแหน่งด้านหน้าที่สามารถเหยียดขาไปด้านหน้าคลายเมื่อยขบได้ดี และตำแหน่งด้านข้างตามปกติก็ช่วยให้คอนโทรลรถได้ดีอย่างที่เราคุ้นชิน  ส่วนเรื่องเบรกมั่นใจได้เลยว่าเอาอยู่กับประสิทธิภาพจากดิสก์เบรกหน้าแบบคู่ และดิสก์หลังเดี่ยว พร้อมระบบเบรก ABS   สรุป โดยรวมแล้วเจ้า Low Rider S 2021 เป็นรถที่ขี่ง่ายขี่สนุก ท่านั่งสบาย ให้อารมณ์การขี่ค่อนมาทางสปอร์ตมากขึ้น ต่างจากรถ HD รุ่นอื่นๆ เครื่องยนต์ที่เดินเรียบขึ้นไม่สั่นสะท้าน ระบบเบรกที่บอกได้เลยว่ามั่นใจแน่นอนว่าเอาอยู่ เพียงพอที่จะหยุดพละกำลังของเครื่องแรงๆ ของมันได้สบายๆ  ถือได้ว่าเป็นรถ HD ปีใหม่ๆ มีการเปลี่ยนแปลงให้น่าขับขี่มากขึ้น ไม่ได้ล้าหลังอย่างที่คิดอีกต่อไป โดยรถระดับตำนานคันนี้มีราคาค่าตัวเริ่มต้นที่ 989,000 บาทครับ  และสุดท้ายขอฝากไว้ว่า “Harley คือ Harley ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ครับ” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว CBR600RR 2021 ขี่ง่ายเทคโนโลยีจัดเต็มมีแกน IMU พร้อม Riding mode

ยินดีที่ได้เห็นรุ่นนี้กลับมาอีกครั้ง สำหรับการ รีวิว CBR600RR โมเดลซูเปอร์สปอร์ตค่ายปีกนก การกลับมาครั้งนี้ถือว่าเป็น All New เลยก็ว่าได้เพราะจัดเต็มมาทุกส่วนทั้งแฟริ่ง เครื่องยนต์ เทคโนโลยีแบบจัดเต็มมาให้แบบไม่น้อยหน้าค่ายอื่นเลย ในครั้งนี้ได้มีโอกาสทดสอบกันในแทร็กระดับโลก สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต บุรีรัมย์ ในการทดสอบครั้งนี้จะเป็นรอบสื่อมวลชน ถือว่าเป็นสื่อมวลชนกรุ๊ปแรกที่ได้ทดสอบกันในแทร็กอย่างเป็นทางการ เป็นเรื่องดีเลยทีเดียวเพราะในการทดสอบจะได้ทดสอบกันแบบเต็มไม้เต็มมือ บิด เบรกกันได้เต็มที่ แถมความปลอดภัยเต็มร้อยอีกด้วย ซึ่งก็ต้องขอบคุณ เอพี ฮอนด้า ที่ได้ปิดสนามให้ทดสอบกันเต็มที่ในครั้งนี้ด้วยครับ เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าหลายๆ คนคงอยากจะรู้แล้ว่าเจ้าหกร้อยคันนี้มีอะไรดีบ้าง ฟีลลิ่งเป็นยังไง? ดีไซน์ด้วยเทคโนโลยีจากรถแข่ง MotoGP   แฟริ่งภายนอกสีไตรคัลเลอร์ดูสวยสดงดงามเด่นตา ถูกดีไซน์ให้เป็นรถที่ลู่ลมที่สุดในคลาสด้วยการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ แฟริ่งด้านหน้ามีการออกแบบเสริมปีกด้านข้างแฟริ่งเป็นแบบวิงก์เล็ตที่จะช่วยสร้างแรงกดที่ล้อหน้าช่วยให้การควบคุมตัวรถในย่านความเร็วสูงๆ ทำได้ดี ทั้งยังช่วยให้เลี้ยวเข้าโค้งได้เนียนมากขึ้น พร้อมกับเพิ่มความหล่อด้วยระบบส่องสว่างแบบ Full LED หล่อเด่นสุดในรุ่น การดีไซน์ที่เฉียบคม เส้นสายรอบตัวรถออกแบบให้มีทางเดินอากาศลดแรงเสียดทาน ทำให้มีส่วนช่วยให้รถนิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมไปถึงออกแบบแฟริ่งหน้ากากด้านหน้าให้มีช่องดักลมเข้าคอไอดีเหมือนกันตัว CBR1000RR-R ยังออกแบบทางเดินอากาศเข้าไประบายความร้อนได้อย่างเต็มที่ อกแฟริ่งด้านล่างที่มีการออกแบบเหมือนรถแข่งเพื่อที่จะลดแรงต้านที่ล้อหลังช่วยได้เยอะขึ้น ออกแบบถังน้ำมันใหม่สไตล์รถแข่ง ถูกออกแบบให้มีการบาลานซ์น้ำหนักให้ใกล้จุดศูนย์ถ่วงของตัวรถมากที่สุดทำให้การควบคุมรถ เวลาเลี้ยวหรือการเปิดคันเร่งเข้าโค้งทำได้ดีขึ้น และยังมีการปรับมุมเรือนไมล์ TFT ใหม่เพื่อเวลาหมอบไม่ต้องละสายตามากจนเสียสมาธิควบคุม เรือนไมล์จอสีแบบ TFT ที่สามารถแสดงสถานะต่างๆ ของรถคันนี้ได้ทั้งหมด อาทิเช่น ความเร็ว รอบเครื่องยนต์ อัตราการกินน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย ไฟเลี้ยว ไฟสูง สถานะ HSTC สถานะการเตือนเปลี่ยนเกียร์ Shift Light และยังสามารถปรับการตั้งค่าการขับขี่ Riding Mode ได้อีกด้วย ฟังก์ชั่นเยอะมีให้ใช้แบบเหลือๆ ไปจนถึงฟังก์ชั่น Lap Timer ที่สามารถจับเวลาต่อรอบได้อีกด้วย เฟรมใหม่ เป็นโครงสร้างแบบอลูมิเนียมทวินทูบเฟรมที่ประกอบไปด้วยพาร์ทอลูมิเนียมดายแคสต์ 4 ชิ้นโดยมีชิ้นส่วนที่แข็งแรงอย่างโดยเฉพาะส่วนของคอรถที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้เฟรม หลักการของเฟรมตัวนี้จะรวมมวลทั้งหมดเข้ามาอยู่จุดศูนย์กลางที่ได้ออกแบบเครื่องยนต์ ถังน้ำมัน ให้อยู่ใกล้กันมากที่สุดทำให้เวลาขับขี่จะรู้สึกควบคุมได้ง่าย รวมไปถึงตัวสวิงอาร์มที่ออกแบบใหม่เพิ่มบาลานซ์ปรับโครงสร้างภายในตัวสวิงอาร์มใหม่ลดน้ำหนักทำให้เบากว่าตัวเดิม ซึ่งสองอย่างนี้เป็นปัจจัยหลักเลยก็ว่าได้ที่จะทำให้รถคันนี้ได้ฟิวลิ่งที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ช่วงล่างมาเต็มมาแน่น โช้คอัพด้านหน้าให้มาเป็นแบบหัวกลับ Upside-Down จาก Showa ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41 ม.ม. ตัวกระบอกสไลด์เป็นสีดำ (แต่ในใจผมเองอยากให้เป็นสีทอง) ภายในเป็นลูกสูบขนาดใหญ่ สามารถปรับตั้งค่าได้ทั้งพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์แดมปิ้ง ทั้งยังปรับได้ง่ายตามความต้องการ โช้คอัพด้านหลังเป็นแบบซับแทงก์ ทำงานร่วมกับ Unit pro link ถูกติดตั้งระหว่างเฟรมกับสวิงอาร์ม สามารถปรับตั้งค่าได้เช่นเดียวกันกับโช้คหน้า โดยเลือกปรับตามความต้องการที่จะใช้งานได้เลย กันสะบัดไฟฟ้า HESD ถูกติดมาให้จากโรงงานถูกติดตั้งให้ใกล้กับแผงคอด้านบน เพราะในการทำงานของตัวกันสะบัดจะทำงานตามความแรงของการสะบัดจากแฮนด์บังคับเลี้ยว ทำให้การติดตั้งให้ใกล้กับจุดศูนย์กลางของแฮนด์ก็จะสามารถทำงานได้ดีที่สุด แถมไม่กินพื้นที่ส่วนอื่นของตัวรถด้วย ระบบเบรก เบรกด้านหน้า Tokico ดิสก์คู่เป็นคาลิเปอร์แบบเรเดียลเมาท์ 4 สูบ มาพร้อมกับจานเบรกแบบโฟลตติ้ง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 320 ม.ม. และด้านหลังเป็นคาลิปเปอร์ Nissin ลูกสูบเดี่ยวน้ำหนักเบา ดิสก์เบรกด้านหลังมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 220 ม.ม. ล้อและยางหน้าหลัง ล้อที่ให้ติดมาจากโรงงานเป็นแบบ 6 ก้านคู่เส้นรอบวงขนาด 17 นิ้ว ดีไซน์คล้ายกับตัวอักษรภาษาอังกฤษตัว Y พร้อมด้วยยางขนาด 120/70 ZR17 และขนาด 180/55 ZR17 ตามลำดับ ขุมพลัง Supersport 600 CC. ปลายไหลๆ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาดความจุ 600 ซีซี เส้นผ่าศูนย์กลางลูกสูบ 67 มิลลิเมตร ระบบจ่ายน้ำมันเข้าเครื่องยนต์แบบหัวฉีด PGM Fi แบบคู่ Dual Stage Fuel injection เครื่องยนต์ระบายความร้อยด้วยน้ำ เกียร์ 6 สปีด เครื่องยนต์ตัวนี้สามารถให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 120 ที่รอบเครื่องยนต์ 14,000 รอบ/นาที และยังให้แรงบิดสูงสุดที่ 64 นิวตันเมตรที่ 11,500 รอบ/นาที วิ่งดีกว่าเดิมแน่นอน เครื่องยนต์ตัวนี้ยังมีการพัฒนามาใหม่เพิ่มประสิทธิภาพการประจุไอดีและเผาไหม้ทั้งหมด มีลิ้นปีกผีเสื้อ 44 ม.ม. และพอร์ทไอดีใหม่ แบบ Direct to head ดีไซน์ทางเดินอากาศใหม่จากลิ้นปีกผีเสื้อถึงหลังใบวาล์วได้มีการออกแบบใหม่ทำให้มีส่วนที่โค้งมนมากขึ้น ทำให้มีประสิทธิภาพการเร่งดี รวดเร็วมากขึ้น 2.2% ตัวฝาสูบแบบใหม่ ได้มีการใช้หัวเทียนแบบยาวส่งให้ให้การจุดระเบิดสมบูรณ์ทั่วหัวลูกสูบมากขึ้น และยังออกแบบทางเดินน้ำหล่อเย็นใหม่ในฝาสูบ รักษาอุณหภูมิให้คงที่ตลอดเวลาเพื่อการเผาไหม้ที่ดีขึ้นทุกย่านความเร็ว ท่อไอเสียแบบ Middle Tip ให้อารมณ์สปอร์ตท่อออกท้ายกลางตัวรถดูเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

รีวิว Triumph Trident 660

รีวิว Triumph Trident 660 เครื่องยนต์ทรงพลัง 3 สูบขี่ง่าย สนุกเร้าใจ..! บอกก่อนเลยว่าโรสเตอร์ขนาดกลางคันนี้ เป็นโมเดลที่มีความคุ้มค่า เทคโนโลยีทันสมัย มาพร้อมการออกแบบเครื่องยนต์ 3 สูบที่ลงตัว รูปร่างกระทัดรัด ช่วงล่างที่ให้มาใช้อย่างเหลือใช้ ต้องขอบอกคนที่รอเลยว่าคุ้มค่าแก่การรอคอยแน่นอน  สัมผัสแรกที่จะได้สัมผัสโรดสเตอร์ขนาดกลางเมืองผู้ดีสัญชาติอังกฤษ ต้องขอขอบคุณ ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซค์เคิล ไทยแลนด์ ที่ได้เทียบเชิญเรามาทดสอบในครั้งนี้ และบอกก่อนเลยว่าทางไทรอัมพ์เองทำการบ้านมาดีสำหรับการพัฒนารถที่จะตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ทั้งการออกแบบตัวรถ เครื่องยนต์ เทคโนโลยีการขับขี่ต่างๆ ทำให้เอ็นจอยกับการขับขี่มากขึ้นและที่สำคัญคนที่ชื่นชอบสามารถเข้าถึงแบรนด์ไทรอัมพ์ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม รูปลักษณ์ร่วมสมัย โครงเหล็กกล้า    เรามาเข้าเรื่องของรูปลักษณ์หน้าตากันก่อนเลย สำหรับโร้ดสเตอร์เน็กเก็ตไบค์คันนี้ ได้รับการออกแบบที่เรียบง่าย ดูดี สะดุดตาด้วยไฟหน้าทรงกลมที่มาพร้อมกับระบบไฟส่องสว่างแบบ Full LED พร้อมระบบไฟเลี้ยวแบบ Auto Cancel ยกเลิกเองอัตโนมัติ ดูดีมีสไตล์ แฮนด์บาร์อลูมิเนียมยกสูงทำให้ขับขี่ได้ง่าย พร้อมกับรูปทรงตัวถังน้ำมันที่ออกแบบให้มีรูปทรงที่รับกับขาด้านในของตัวผู้ขับขี่ ทำให้เวลาขับขี่กระชับมากขึ้นเวลาเลี้ยวรถหรือเบรกพร้อมกับโลโก้ไทรเด้นท์ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เบาะผู้ขับขี่เป็นแบบตอนเดียว 2 ระดับ ให้ฟีลที่กระชับ นุ่มนวล โครงรถใหม่ที่เป็นแบบท่อเหล็กกล้า ถูกออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ทำให้ท่านั่ง การวางเท้า การจับแฮนด์เฟรนด์ลี่กับผู้ขับขี่ จะรู้สึกถึงความสบาย และการคอนโทรลตัวรถก็ทำได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งรถคันนี้มีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 189 กิโลกรัมเท่านั้น ทำให้ลดภาระการบังคับรถได้อีกเยอะเลยล่ะครับ มาดูในส่วนของตัวล้อกันบ้างที่ถือว่าเป็นจุดเด่นอีกอย่างนึงเลยก็ว่าได้เพราะเจ้าคันนี้ใส่ล้ออลูมิเนียมน้ำมันเบา ดีไซน์แบบ 5 ก้าน ทำให้ตัวรถดูสปอร์ตมากขึ้นเป็นกองเลยละครับ พร้อมกับท่อไอเสียที่อยู่กลางลำตัวรถ เวลามองๆแล้ว บาลานซ์รถมันช่างเหมาะเจาะเสียเหลือเกิน    เครื่องยนต์ โคตรจี๊ด เสียงเร้าใจ  เครื่องตัวนี้ยังคงให้ความเป็นเอกลักษณ์ของไทรอัมพ์อยู่เช่นเดิม มีการออกแบบเครื่องยนต์ 3 สูบ ไม่เหมือนใครในวงการ ขนาดของเครื่องยนต์คันนี้มีอยู่ที่ 660 ซีซี DOHC 12 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด  ด้วยขนาดลูกสูบที่มีขนาดใหญ่ถึง 74 มม. และมีช่วงชักที่ 51.1 มม. สามารถให้กำลังแรงม้าได้ถึง 81 แรงม้า ที่ 10,250 รอบ/นาที มีแรงบิดที่ 64 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบ/นาที ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับรถเซ็กเมนต์นี้ มีการดีไซน์ท่อไอเสียแบบ 3 ออก 1 ตัวปลายท่อไอเสียเองอยู่กึ่งกลางลำตัวรถพอดี เป็นการบาลานซ์น้ำหนักของตัวรถไปในตัว ต้องบอกเลยว่าตัวเสียงท่อและเครื่องยนต์ของเจ้าไทรเดนท์คันนี้ทำเอาถูกใจเทสต์ไรเดอร์หลายคนเลยทีเดียวรวมไปถึงตัวผมเองด้วย ฟิ้ว ฟิ้ว  ฟีลเครื่องยนต์ 3 สูบตัวนี้ต้องบอกเลยว่าเป็นเครื่องยนต์ที่มีพละกำลังพอประมาณ การทำงานของรอบเครื่องยนต์ทำได้เนียนดี การสั่งการบิดคันเร่งไฟฟ้าไปที่เครื่องยนต์นั้นตอบสนองได้ทันใจ ให้พละกำลังในรอบกลางและปลายทำได้ดี ถือว่าเครื่องยนต์ตัวนี้เหมาะสำหรับคนที่กำลังหารถไว้ใช้งานทุกวัน รอบต้นกำลังพอดีมือ ขี่สนุก ส่วนถ้าอยากมันส์ก็เติมคันเร่งหน่อยก็สามารถที่จะรับรู้ความรู้สึก บิดเด้ง เร่งลอยได้เต็มที่เลยละครับ   ช่วงล่างเหลือใช้ มาต่อกันที่ช่วงล่างที่ขอพูดไว้ตรงนี้เลยว่า “เพียงพอ” แล้วสำหรับคันนี้แล้วหรือสำหรับบางคนคือเหลือใช้แน่นอน เพราะช่วงล่างที่ให้มาจากโรงงานเป็น Showa ทั้งหน้าและหลังเลย โดยด้านหน้าที่ให้มาแบบ Up-Side Down หรือหัวกลับขนาด 41 มม. และด้านหลังเป็นแบบโช้คเดี่ยวยึดกับสวิงอาร์มคู่ สามารถที่จะปรับค่าความแข็งอ่อนของตัวสปริงได้อีกด้วยเหมาะสำหรับใครที่มีคนซ้อนท้ายก็ต้องบอกเลยว่าสบายๆ หายห่วง การขับขี่ใช้งานในเมืองเวลาเจอกับช่วงของคอสะพานหรือรอยต่อพื้นถนน รู้สึกได้ถึงความนุ่มนวล หรือแม้แต่ในช่วงของความเร็วสูงๆ เวลาเลี้ยวเข้าโค้งก็รู้สึกได้ถึงความกระชับมั่นใจในตัวรถมากขึ้น  ระบบเบรกจาก Nissin ทั้งหน้า-หลัง ด้วยตัวเบรกด้านหน้า ที่ให้มาแบบดับเบิ้ลดิสก์หรือดิสก์เบรกคู่ โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางจานดิสก์อยู่ที่ 310 มม. และตัวเบรกหลังแบบดิสก์เบรกที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 255 มม. ใส่ส่วนของตัวกระทุ้งน้ำมันเบรกหลังยังมีลูกเล่นเป็นกระปุกน้ำมันแบบใสติดตั้งมาให้ด้วยทำให้ดูหล่อขึ้นกว่าเดิม และสำหรับระบบเบรกที่ให้มาเบรกได้ดีมั่นใจได้เลย  และส่วนสุดท้ายสำหรับช่วงล่างนั้นก็คือ ตัวล้ออลูมิเนียมแบบ 5 ก้านที่ดีไซน์ได้สวยงามลงตัวจริงๆ โดยจะมาพร้อมกับยางขนาดใหญ่ขอบ 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมียางหน้าขนาด 120/70 และยางหลัง 180/55 ทำให้ดูใหญ่ ดูแน่น เข้มและดุดัน เรียกว่าลงตัวดีจริงๆ เหมาะสำหรับคันนี้มากๆ ครับ   เทคโนโลยีก็มีมาแน่นๆ  เริ่มจากแทร็คชันคอนโทรล เป็นระบบความปลอดภัยที่ติดมาให้จากโรงงาน เพื่อที่จะกันล้อหน้า-หลัง หมุนไม่เท่ากัน เมื่อเจอสภาพถนนเส้นทาง ทั้งลื่นน้ำ ทราย กรวด สภาพต่างๆ ที่ไม่สามารถระวังได้ระบบนี้จะตัดกำลังการหมุนของตัวล้อไม่ให้ตัวรถเสียอาการทำให้ควบคุม ช่วยให้ประคองรถผ่านไปได้ด้วยดี ต้องบอกเลยว่าตอนทดสอบได้ใช้เต็มที่เลย เวลาระบบทำงานจะมีสัญลักษณ์ TC ขึ้นที่เรือนไมล์ TFT และหากใครที่ต้องการความเร้าใจก็สามารถปิดได้ด้วย ต่อที่โหมดการขับขี่

Kawasaki W800 Cafe

Kawasaki W800 Cafe กับ 5 เหตุผลว่าทำไมคุณต้องซื้อ Kawasaki W800 Cafe นั้นคือเรโทรไบค์สุดเก๋าที่สืบทอดตำนานอันเป็นที่น่าจดจำมาจาก Kawasaki W1 ที่เปิดตัวครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1960 โดยยังคงถ่ายทอดความดั้งเดิมออกมาได้เป็นอย่างดีด้วยรูปโฉมที่สวยงามคลาสสิกไร้ซึ่งกาลเวลา และวันนี้เราจะมาอธิบาย 5 เหตุผลว่าทำไมคุณต้องซื้อ W800 Cafe ให้ฟังกันครับ   คลาสสิกสุดๆ เป็นอีกเหตุผลแรกๆ เลยก็ว่าได้หากคุณเป็นสายคลาสสิกไบค์ ซึ่งจะซื้อรถย่อมมองในเรื่องความคลาสสิก ความดั้งเดิมมาเป็นอย่างแรก ซึ่งหากเป็นรถใหม่ในยุคนี้ ไม่มีคันไหนเกินคันนี้อีกแล้ว เพราะเจ้าคาเฟ่คันนี้มีให้แบบขีดสุด  รูปลักษณ์ภายนอกของมันแทบจะไม่แตกต่างไปจากโมเดลดั้งเดิมเลยล่ะครับ มีเพียงแต่ชิ้นส่วนภายในและรายละเอียดในด้านวัสดุเท่านั้นที่มีการปรับปรุงพัฒนาและเปลี่ยนแปลงให้ทันยุคทันสมัยและเพิ่มสมรรถนะเครื่องยนต์และการควบคุมรถ ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า กระจกมองหลัง ไฟหน้าและไฟเลี้ยวกลมๆ มนๆ ตามแบบฉบับ โช้คแบบเทเลสโคปิกแบบมีซีลหุ้มกันฝุ่น ถังน้ำมันทรงหยดน้ำ ตัวเครื่องสองสูบวางตั้งระบายความร้อนด้วยอากาศ เดินท่อไอเสียคู่พร้อมปลายท่อคู่แบบสอบปลายหรือพีชูตเตอร์ ไปจนถึงล้อแบบซี่ลวดและลายดอกยางคลาสสิก เป็นต้น   โดดเด่น แน่นอนว่าผู้คนส่วนใหญ่เลือกซื้อรถที่ตอบโจทย์การใช้งานของตัวเอง หลายๆ คนมักเลือกกันที่ความแรง บ้างก็เลือกรถที่เน้นอรรถประโยชน์การใช้งาน และอีกเหตุผลคือเรื่องหน้าตา ความสวยงามและความโดดเด่น แต่น้อยคนนักที่จะเลือกรถคลาสสิก ดังนั้นเมื่อคุณขี่รถคลาสสิกคุณก็จะยิ่งโดดเด่น และเจ้า W800 Cafe คันนี้ไม่ได้แค่เด่นเพราะคนเล่นน้อยอย่างเดียว แต่มันยังสวยงามคลาสสิกแบบขนานแท้อีกด้วย โดยรายละเอียดด้านความสวยงามต่างๆ ถูกใส่เข้ามาอย่างพอเหมาะพอเจาะ  ดูไม่เยอะสิ่งและเรียบง่ายสไตล์มินิมอล ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนโครเมียมแวววับจับทุกสายตาที่มองมา สีสันที่เลือกใช้บนตัวรถแม้ไม่ได้จัดจ้าน แต่ดูหรูหราทรงฐานะ เหมาะกับคนมีสไตล์ มีรสนิยม ทั้งยังแอบทันสมัยด้วยระบบไฟ LED ตามแบบสมัยนิยมอีกด้วย   ขี่ง่ายขี่สบาย คาวาซากิได้พัฒนาเจ้าคาเฟ่คันนี้ให้มีกลิ่นอายความสปอร์ตผ่านทางโม่งบังลมด้านหน้า แต่ก็ไม่ได้เป็นสปอร์ตหนักๆ เหมือนคาเฟ่เรซเซอร์ มีการออกแบบมิติตัวรถมาโดยคำนึงถึงหลักเออร์โกโนมิกดีไซน์หรือสรีรศาสตร์อีกด้วย   ตัวแฮนด์บาร์แบบคลับแมนรูปตัว M ให้ท่านั่งที่โน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อยพอให้ได้สัมผัสความเป็นสปอร์ต แต่ก็ยังคงนั่งขับขี่ได้สบาย เพราะหลังไม่ก้มมาก ตัวก้านเบรกและก้านคลัตช์ยังสามารถปรับระยะให้เข้ากับความชอบของผู้ใช้ได้อีกด้วย ช่วงล่างที่ให้มาก็มีขนาดใหญ่เพียงพอและโช้คหลังเองก็ปรับพรีโหลดได้ ช่วยให้ขี่ได้ดี ไม่ย้วย แต่ขณะเดียวกันก็ยังซับแรกกระแทกได้ดี     ไม่ละเลยความปลอดภัย ไม่ใช่ว่าเจ้าคาเฟ่คันนี้จะมีดีแต่เรื่องความคลาสสิกและความสวยงามเท่านั้น ทางค่ายเขียวเขายังได้ใส่เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยมาให้ ทั้งระบบเบรก ABS และแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์  ฟังดูมีแค่ 2 อย่าง อาจจะคิดว่าน้อยจัง ซึ่งจริงๆ แม้จะไม่มากมายอะไร แต่สำหรับคนที่ขี่รถสไตล์นี้ก็บอกได้เลยว่าเพียงพอแล้ว คนที่เลือกรถสไตล์คลาสสิกเขาก็เน้นการขี่แบบชิลล์ๆ มากกว่าที่จะเป็นความเร็วอยู่แล้ว ดังนั้นระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ กับระบบเบรก ABS ที่ทำงานร่วมกับดิสก์เบรกเดี่ยวขนาดใหญ่ด้านหน้าและดิสก์เบรกหลังนั้นก็เพียงพอกับใช้งานโดยทั่วไปแล้วครับ   เครื่องยนต์ทรงพลัง แม้ว่าเครื่องยนต์ของ W800 Cafe จะไม่ได้เป็นเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงระดับชั้นแนวหน้าหรือแบบรุ่นเรือธง แต่เครื่องสองสูบระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 773 ซีซี แบบหัวฉีดก็ทรงพลังดีตั้งแต่ในช่วงรอบต่ำจนถึงกลาง โดยเคลมแรงม้ามาที่ 47 แรงม้าที่ 6,000 รอบและแรงบิดที่ 62.9 นิวตันเมตรที่ 4,800 รอบ  ซึ่งเรียกว่ากำลังมาในรอบไม่สูงเลย ตัวรถจึงสามารถที่จะเร่งแซง หรือออกตัวได้ง่าย ไม่ต้องเค้นกันหนักๆ แต่ความเร็วยืนพื้นก็จะไม่สูงมากนัก ทว่านั่นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับรถสไตล์นี้ครับ  โดยสรุปแล้ว แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้เป็นรถที่มีสมรรถนะสูงมาก แต่มันเป็นรถที่มีความคลาสสิก ความสวยงามไปตลอดจนถึงความโดดเด่นลงตัวในระดับต้นๆ บวกกับเป็นรถที่มีสตอรี่มีเรื่องราว และหากคุณเป็นคนมีสไตล์ ชอบความโดดเด่น เรียบง่ายไม่ซับซ้อน แต่ก็ไม่ลืมเรื่องความปลอดภัยและรถที่ใช้งานได้ในทุกๆ วัน คุณยิ่งต้องมองเจ้าคาเฟ่คันนี้ครับ   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก