SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ในที่สุดเราก็ได้มีโอกาสทำการ รีวิว Honda Lead 125 สักทีครับ แรกเริ่มเปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์นี่แค่เห็นความสวยงามและความแปลกตาของโมเดลนี้

รีวิว CBR600RR 2021 ถนนก็ได้ สนามก็ดี หลังจากก่อนหน้านี้เราได้ลองทดสอบพาเจ้าซูเปอร์สปอร์ตคันล่าสุดของฮอนด้าไปทดลองขับขี่ในสนามแบบเต็มรูปแบบกันไปแล้ว มาคราวนี้ถึงคิวของการทดสอบใช้งานในเมืองหรือบนท้องถนนจริงๆ กันบ้าง จะได้รู้ว่าเอามาขี่ถนนมันจะเป็นยังไง ร้อนไหม มุดไหวเปล่า ตอบโจทย์บนท้องถนนได้หรือเปล่า มาดูกันเลยครับ รีวิว CBR600RR 2021 ในบทความนี้เราจะไม่ลงรายละเอียดลึกเท่ากับฉบับรีวิวในสนามนะครับ เพราะเราได้เขียนไว้ละเอียดแล้ว อ่านบททดสอบสนามที่นี่ เราจะเน้นในเรื่องของฟีลลิ่งและสมรรถนะเวลาขับขี่บนท้องถนนเป็นหลักนะครับ ฟีลลิ่งดีขี่ถนนได้ พูดถึงท่านั่งการขับขี่ ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี 4 สูบเรียงคันนี้บนถนนหลวง ต้องบอกเลยว่าได้ฟีลที่ประทับใจมาก ๆ ครับด้วยการออกแบบท่านั่ง และระยะของแฮนด์บาร์ที่ไม่กว้างจนเกินไป ทำให้ซอกแซกและการบังคับเลี้ยวทำได้ง่ายทั้งในช่วงของความเร็วต่ำ ไปจนถึงความเร็วสูงๆ ในส่วนของตำแหน่งวางเท้าไม่ได้ ชันเข่า มากเกินไป การเข้าเกียร์การเบรกอยู่ในระยะที่ดี ความกว้างของถังน้ำมันก็ไม่กว้างจนเกินไปทรงสวยเวลาหนีบถังหน้าขากระชับมั่นคง อย่างตัวผู้ทดสอบเองนั้น ได้มีความสูง 171 เซนติเมตร ถือว่ามั่นใจทั้งการจอดและการออกตัว โดยรวมแล้วรถ Racing Replica คันนี้ออกแบบมาตอบโจทย์ไม่ใช่แค่ในสนามเท่านั้น ยังเหมาะสมกับการขับขี่บนท้องถนนอีกด้วย ช่วงล่างมาตรฐานเจแปน เริ่มที่โช้คอัพ Showa ด้านหน้ากันก่อนเลย ที่ให้มาเป็นแบบ Up-Side Down สามารถปรับตั้งค่าได้ทั้งหมด 3 ค่า ทั้งความหนืด ความแข็งอ่อน แรงกด ปรับได้ตามความเหมาะสม และในส่วนของโช้คหลังที่มีกระเดื่อง Pro-Link เข้ามาช่วยเพิ่มสมรรถนะเข้าไปอีก โดยส่วนตัวโช้คอัพติดมาจากโรงงานระดับนี้ถือว่าเพียงพอแล้ว ถ้ามาเอาใช้บนถนนสามารถปรับตั้งค่าให้เข้ากับที่เราชอบเลย ซึ่งจากที่ทดสอบมาผมว่าก็เป็นที่น่าพอใจเพราะการปรับค่าให้เหมาะสมช่วยเพิ่มความนุ่มนวล ความกระชับ เก็บเส้นรอยต่อถนน คอสะพาน ได้นุ่มเนียน ถือว่าทำได้ถูกใจผมเลยละครับ จบจากเรื่องระบบกันสะเทือนไปก็ต้องมาพูดถึงในส่วนของฟีลลิ่งการใช้เบรก ระบบเบรกในส่วนล่างนั้นเป็นเกรดสนามแข่ง จานเบรกคู่อัพขนาดจานใหญ่ 320 มิลลิเมตร มาพร้อมคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์จาก Tokico ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกและคาลิเปอร์เบรกจาก Nissin ที่บอกเลยว่าเหลือเฟือ!! จากการทดสอบสมรรถนะในการเบรก ไม่ต้องกำแน่น กำแรงขนาดนั้น เพราะตัวใหม่ มีเทคโนโลยี IMU เข้ามาช่วยให้เบรกได้ดีกว่าเดิม ในระหว่างที่เราถ่ายทำรีวิวและทดสอบมีฝนตกลงมา เราก็ไม่กลัวและกล้าที่จะใช้เบรกในช่วงฝนตก หรือพื้นลื่น ๆ ได้มากขึ้น มั่นใจทุกครั้งที่ใช้เบรก ซึ่งตรงนี้ที่เป็นส่วนนึงที่บ่งบอกว่าคันนี้ละที่ใช้บนถนนได้จริงและขี่ได้ไม่ยากอย่างที่ใครหลายคนอาจจะกังวล เครื่องยนต์สายพันธ์ุซิ่ง เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงเสียงหวานพิกัด 600 ซีซีเครื่องใหม่ที่ทางโรงงานเคลมว่า เร็ว แรงกว่าเดิม 2.2% แม้ว่าดูจะไม่มาก แต่ทางผมได้ได้มีโอกาสทดสอบในสนามแข่งมาแล้วต้องยอมรับเรื่องความแรงเลยละ แม้แต่ทางพี่ฟิล์ม รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ อดีตนักแข่ง Moto2 และมุก มุกลดา สารพืช นักแข่งระดับเอเชียเองยังคอนเฟิร์มเรื่องความแรงมาเลยว่า แรงกว่าตัวเก่าแน่นอน และทางทีมแข่ง Honda Racing Thailand เองก็ยังใช้เครื่องยนต์ตัวนี้ในการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย และ ลงแข่งในรายการ เอเชียอย่าง ARRC อีกด้วย แต่ในครั้งนี้ที่ทางเรามาเอาทดสอบใช้งานในเมืองคงไม่ต้องพูดถึงความเร็วแรงมากมายนัก เพราะนักแข่งเขาการันตีกันไปหมดแล้ว ดังนั้นทางเราเองจะมาการันตีว่า แม้ว่าเจ้า 600 คันนี้จะมี DNA สายพันธ์ุซิ่งมาเต็มตัว แต่มันก็เป็นรถที่ “ขี่ง่ายมาก” ถ้าเอามาใช้ในเมือง ตัวรถมี Riding Mode ให้ใช้ให้ปรับเองตามใจ อยากแรง อยากนุ่มนวล อยากชิลล์ หรือตามสภาพอากาศ ปรับได้ตามใจชอบเลย คันเร่งไฟฟ้าเบามือตอบสนองได้ดี เกียร์ 1 – 2 ยาวๆ ใช้งานได้ถูกใจ เกียร์ 1 ลากแบบ เรดไลน์ก็ 130+ กม./ชม. ยาวจริงๆ เสียงเครื่องยนต์หวาน รอบสูงๆ 13,500-14,000 รอบ/นาที เสียงไพเราะถูกใจผมเป็นอย่างมาก และในคราวนี้มีการทดสอบโหมด Rain กันด้วยนะในครั้งนี้ เพราะช่วงนี้ฝนตกหนัก โหมดการขับขี่ช่วยไว้ได้เยอะ ระบบ IMU ทำงานฉับไวคู่กับระบบ HSTC แทร็คชั่นคอนโทรล ทำให้เวลาล้อหมุนไม่เท่ากัน เกิดอาการไถล เสียอาการ ก็จะคอยคุมกำลังของรถ ทำให้มั่นใจมากยิ่งขึ้นขับขี่ได้อย่างปลอดภัย ฟันธง สรุปตรงนี้เลยแล้วกันว่าทางเราเองก็พูดได้เลยว่า All New Honda CBR600RR รถซูเปอร์สปอร์ต Racing Replica คันนี้เป็นรถที่ขับขี่คอลโทรลง่าย ขี่สบาย ๆ แถมแรงไม่แพ้สปอร์ตไบค์ตัวอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร

รีวิว PCX 160 e:Hev ม้านอกสายตาที่ห้ามมองข้าม สวัสดีครับแฟนๆ SuperBike Thailand คราวนี้เราก็ได้มีโอกาสมาทดสอบเจ้า Honda PCX 160 e:Hev หรือเรียกง่ายๆ ว่าเจ้า PCX ไฮบริดนั่นเอง โดยปกติแล้วโมเดลพีซีเอ็กซ์ก็จัดเป็นโมเดลยอดนิยมขายดีเป็นเบอร์ต้นๆ ของสกู๊ตเตอร์ในบ้านเราอยู่แล้ว และครั้งนี้ได้มีการต่อยอดกลายเป็นสกู๊ตเตอร์ไฮบริดซึ่งก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลย เพียงแต่ว่าราคาที่เพิ่มขึ้นมาอาจจะทำให้มันกลายเป็นม้านอกสายตาไปซะอย่างนั้น เราก็เลยถือโอกาสมาพิสูจน์กันว่ารถนอกสายตาคันนี้นั้นมันเป็นยังไง คุ้มมั้ยกับเงินที่จ่ายเพิ่ม ไปดูกันเลยครับ รูปหล่อโดดเด่น สำหรับรูปลักษณ์ภายนอกนั้นแม้ว่าดีไซน์จะไม่ต่างจากโมเดลปกติ แต่สำหรับโมเดลไฮบริดนี้ก็ยังสามารถเรียกได้ว่าโดดเด่นสะดุดตา ด้วยสีสันบนตัวรถสีขาวตัดแต้มด้วยสีน้ำเงินและสีดำ เบาะนั่งสีดำสำหรับน้ำเงิน พร้อมโคมไฟหรี่สีฟ้าตามสไตล์รถไฮบริดเพิ่มความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ขุมพลังไฮบริด สำหรับเครื่องยนต์นะครับจะเหมือนกับตัวปกติเลยคือใช้เครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว ขนาด 157 ซีซีเช่นเดียวกัน แต่จะมีส่วนที่เพิ่มเข้ามาก็คือ ตัวระบบ eHEV หรือระบบไฮบริด ทำงานประสานกัน เมื่อบิดคันเร่ง กล่อง PDU จะสั่งการไปที่แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ให้ส่งพลังงานไปที่มอเตอร์ไฟฟ้าทํางานผสานกับเครื่องยนต์ ซึ่งเจ้ามอเตอร์ไฟฟ้าเนี่ยจะช่วยเพิ่มกำลังให้รถได้มากเลย และจะช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้เป็นอย่างดีอีกด้วยครับ ช่วงล่างเนียนนุ่ม สำหรับช่วงล่างจะไม่แตกต่างอะไรจากโมเดลปกติครับ มีการออกแบบใหม่ในส่วนของระบบกันสะเทือนและอัปเกรดระบบเบรกจากตัวโมเดลเก่า โดยในส่วนของระบบกันสะเทือน ด้านหน้ายังคงเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คคู่แบบยูนิตสวิง แต่มีการเพิ่มความยาวของโช้คอีก 10 ม.ม. จากเดิม 85 มิลลิเมตรเป็น 95 มิลลิเมตร ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลังแล้ว แต่จะมีระบบเบรก ABS เฉพาะด้านหน้าเท่านั้น ทดสอบขับขี่ รีวิว PCX 160 e:Hev ท่านั่งการขับขี่ ท่านั่งการขับขี่โดยรวมเหมือนกับตัว PCX160 ปกติทั่วไป การวางเท้า เบาะนั่ง 2 ระดับ ความกว้างระยะแฮนด์ ออกแบบมาได้ดี เวลาขับขี่ในเมือง ซอกแซกรถติดๆ ทำได้คล่องตัว ขี่ได้ง่ายมากๆ ถือว่าออกแบบมาได้ลงตัว สำหรับในส่วนนี้ ที่พิเศษกว่าสกู๊ตเตอร์คันอื่นๆ แท่นยางตัวแฮนด์บังคับเลี้ยวมีบูชยางที่สามารถให้ตัวได้ เป็นลูกเล่นที่นำมาจากฮอนด้าบิ๊กไบค์ เอามาใส่ลงในคันนี้อีกด้วยเพื่อที่จะช่วยเสริมความนุ่มนวลในการเบรก การขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งบางคนอาจจะยังไม่ชิน แต่ถ้าชินแล้วจะบอกเลยว่าสิ่งนี้ตอบโจทย์คนในเมืองแน่นอน ช่วงล่างนุ่มนวล ขี่สนุกมั่นใจ ช่วงล่างตัว 160 มีการปรับระยะของตัวโช้คอัพด้านหลังให้มีความสูงมากขึ้น 10 มิลลิเมตร จากเดิม 85 มิลลิเมตรเป็น 95 มิลลิเมตร ช่วยในการซับแรงกระแทกได้ดีขึ้นและสำหรับตัวนี้ก็ถือว่าเป็นตัวช่วยที่จะช่วยรับน้ำหนักจากแบตเตอรี่ลิเทียมของระบบไฮบริดที่อยู่ท้ายรถไปในตัวด้วย สำหรับการใช้งานในเมืองถือว่าตอบโจทย์เรื่องความนุ่มนวลของตัวโช้คอัพ สามารถเก็บรอยต่อถนน คอสะพานได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงขนาดล้อแม็กที่ปรับด้านล้อหลังให้มีขนาดเล็กลงจากเดิม 14 นิ้ว เป็น 13 นิ้ว และมีขนาดยางมีใหญ่ขึ้นช่วยเสริมความมั่นใจในการขับขี่ให้ฟีลลิ่งที่ดีขึ้นกว่าตัวก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด ในส่วนของตัวเบรก ในรุ่นนี้อย่างที่รู้ๆ กัน ให้ดิสก์เบรกหน้า-หลัง มั่นใจขึ้นเป็นกองแถมมีระบบความปลอดภัยจากโรงงานอย่าง ABS ที่อยู่ที่ล้อหน้า ช่วยเสริมความปลอดภัยขึ้นไปอีก เวลาเบรกได้ระยะที่สั้นลง ถูกใจขาซิ่ง ระบบไฮบริดที่คุณต้องลอง เครื่องยนต์ผสมผสานระบบมอเตอร์ไฟฟ้าจ่ายไฟด้วยแบตเตอรี่ลิเทียม เสริมให้แรงขึ้นไปอีกในระดับนึง ต้องบอกเลยว่าเป็นรถที่ขับขี่ในเมืองได้ปรู๊ดปร๊าดมากๆ แถมเครื่องยนต์ eSP+ 160 ซีซี ตัวใหม่ 4 วาล์ว ยังเสริม Piston Oil Jet มาหลอลื่นฉีดน้ำมันใต้ลูกสูบ ทำให้เครื่องยนต์ไหลลื่นขี่ดีขึ้นกว่าเดิม เมื่อบวกกับ Motor Assist ที่จะเพิ่มแรงขับให้กับตัวรถโดยผ่านการทำงานจากกล่อง PDU ประมวลผลไปที่แบตเตอรี่ลิเทียมไลออน ถือว่าเป็นรถที่ให้กำลังดีที่สุดในคลาสเลยก็ว่าได้ครับ พอได้มาลองใช้ Riding Mode ที่เป็นลูกเล่นที่พิเศษกว่าตัวอื่นๆ เพราะคันนี้คืนที่สุดของเทคโนโลยีในคลาสนี้ ผมคิดว่าโหมด D = Drive สำหรับผมถือว่าเป็นโหมดปกติ ที่ไม่ได้มีแรงเสริมจากมอเตอร์มากมายนัก ขับขี่ปกติชิลล์ๆ ใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป แต่สำหรับโหมด S = Sport ผมรู้สึกได้เลยว่า เครื่องยนต์ได้รับแรงเสริมจากมอเตอร์ไฟฟ้ามาช่วยเยอะเลยทีเดียว ทำให้การออกตัวรู้สึกได้เลยว่าแรงขึ้น ออกตัวได้เร็วขึ้นกว่าโหมด D พอสมควร เป็นโหมดที่จะตอบโจทย์สำหรับวันที่เร่งรีบ หรืออยากสนุกกับการขับขี่ เพิ่มความสปอร์ตมากขึ้นด้วย ทั้งนี้มอเตอร์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงแต่จ่ายไฟเท่านั้น ตัวระบบจะประมวลผลสั่งการให้มอเตอร์ไฟฟ้ารีชาร์จไฟกลับคืนสู่แบตเตอรี่อีกด้วยทำให้ประจุไฟฟ้ามีใช้อย่างเพียงพอต่อการขับขี่อย่างแน่นอน (แสดงบนเรือนไมล์ดิจิทัล) นอกจากนี้ระหว่างถ่ายทำมีฝนตกลงมา ผมก็เลยได้ลองใช้ระบบ HSTC ซึ่งมันก็คือ Traction Control นั้นเอง ระบบที่ช่วยตอนฝนตก ทำให้ขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ป้องกันการล้อหมุนไม่เท่ากัน พอฝนตกถนนลื่น

รีวิว ID Hybrid หมวกกันน็อคยกคางตัวใหม่ คุ้มสุดในตอนนี้ ทุกวันนี้เราต้องเผชิญกับโรคระบาดร้ายแรงอย่าง Covid-19 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นปัจจัยให้เกิดการดิสรัปชันหรือการชะงักชะงันในธุรกิจหลายๆ ประเภท แต่ในเมื่อชีวิตและธุรกิจมันยังต้องเดินต่อไป หลายธุรกิจจึงต้องปรับตัวให้อยู่รอด บ้างทำแบบออนไลน์ บ้างทำแบบเดลิเวอรี แน่นอนว่าก่อให้เกิดสิ่งที่ผมขอเรียกว่ายุคแห่งการเดลิเวอรีขึ้นมา ยุคนี้คือยุคที่ก่อให้เกิดผู้ใช้รถจักรยานยนต์มากขึ้นอย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ประกอบอาชีพเป็นพนักงานส่งของหรือส่งอาหารจำนวนมาก และแน่นอนว่าบุคคลกลุ่มนี้ใช้ชีวิตบนท้องถนนแถบจะเรียกว่าเป็นส่วนใหญ่ของชีวิตเลยก็ว่าได้ ดังนั้นสิ่งนึงที่ขาดไปไม่ได้เลยคือมอเตอร์ไซค์ เอ้ย หมวกกันน็อกซิครับ และวันนี้เราก็ได้หมวกที่น่าจะตอบโจทย์ชีวิตของกลุ่มคนเหล่านี้มารีวิวกันครับ นั่นก็คือ ID Hybrid หมวกกันน็อคยกคางตัวใหม่ ที่บอกสั้นๆ ตรงนี้ไว้ก่อนว่า คุ้มสุดในตอนนี้ แต่จะมีอะไรยังไงกันบ้าง อ่านต่อได้เลยครับ หมวกไฮบริดที่เราได้มารีวิวในครั้งนี้เป็นหมวกกันน็อกแบบยกคางหรือจะเรียกว่าหมวกฟลิพอัพก็ได้ครับ จุดเด่นที่สุดของหมวกประเภทนี้คือให้ความปลอดภัยใกล้เคียงกับหมวกเต็มใบ แต่ไม่ทิ้งความสะดวกสบายเวลาจะกินน้ำหรือคุยโทรศัพท์ครับ ฟีเจอร์ในตัวหมวกก็จะมีดังนี้ ตัวหมวก เชลล์หมวกทำจากวัสดุเทอร์โมพลาสติกทนแรงกระแทกได้สูง (SIRT) จึงแข็งแรงทนทาน รูปทรงรองรับเรื่องอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิก มีช่องระบายอากาศหรือช่องลมถึง 5 ช่อง คือ คาง 2 ช่อง ด้านบนหมวก 1 ช่อง และด้านหลัง 2 ช่อง กลไกการยกคาง กลไกปลดล็อกยกคาง ใช้งานง่ายสะดวก และยังมีความแข็งแรง สายรัดคาง สายรัดคางแบบกริพล็อค พร้อมตัวเสียบแบบสไลด์บาร์ถอดใส่ได้สะดวกรวดเร็ว พร้อมแผ่นรองใต้คางขนาดใหญ่ช่วยให้ใส่ได้สบายมากขึ้น ชิลด์หมวก ชิลด์หมวกทำจากโพลีคาร์บอเนตแข็งแรงได้มาตรฐาน มอก. เคลือบด้วยสีปรอทอิริเดียม ไม่หลอกตา เคลือบสารกันรอยขีดข่วน และยังผ่านค่าวัดแสงตามมาตรฐาน มอก. กรองแสงได้ 50% และป้องกันรังสี UV ได้ 99% ชิลด์หมวกใช้ระบบ Tool-Less สามารถถอดเปลี่ยนหรือทำความสะอาดได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ พร้อมกลไกสปริงดึงรั้งกลับลดลมแทกเข้าภายในหมวกจากลมปะทะเวลาขับขี่ กลไกล็อกชิลด์ออกแบบมาให้เปิดปิดชิลด์ได้ง่าย ป้องกันการเปิดเองจากแรงลม ดีไซน์ขอบชิลด์หมวกด้านบนแบบ 2 ระดับ ช่วยให้ชิลด์หมวกแนบชิดตัวหมวกมากยิ่งขึ้น ลดแรงต้านลม ช่วยให้หมวกไม่ส่าย แว่นกันแดด แว่นกันแดดด้านในวัสดุโพลีคาร์บอเนตขนาดใหญ่และแข็งแรงได้มาตรฐาน ช่วยกรองแสงได้ถึง 80% และป้องกันรังสี UV ได้ 99% ทั้งยังเคลือบสารกันรอยขีดข่วนอีกด้วย กลไกเปิดปิดแว่นกันแดดด้านในก็ใช้งานง่ายและสะดวก สามารถเปิดปิดได้ด้วยมือเพียงข้างเดียว ภายในหมวก โฟมหมวกผลิตจากวัสดุ EPS ความหนาแน่นสูง ช่วยซับแรงกระแทกได้มาก ทั้งยังออกแบบออกมาเป็นแบบ Asian Fit รับกับศีรษะคนไทย นวมหมวกหุ้มด้วยผ้า Dry Tech แห้งไว พร้อมฟองน้ำดีไซน์พิเศษ ตัดเย็บด้วนเทคโนโลยี 3D Cutting ช่วยให้รับทรงแก้มกับใบหน้าได้ดี นวมหมวกสไตล์สปอร์ต ถอดซักๆ ทุกชิ้นและถอดได้ง่าย ซึ่งจะช่วยลดแบคทีเรียและกลิ่นอับในหมวกได้ มีช่องรองรับการติดตั้งลำโพง Bluetooth และรองรับการใส่แว่นสายตา มีแผ่นปิดใต้คางกันลมย้อน อื่นๆ น้ำหนักเพียง 1,750 กรัม +/- 50 กรัม มี 4 ขนาดให้เลือก M (57-58 ซม.), L (59-60 ซม.), XL (61-62 ซม.) และ XXL (63-64 ซม.) มีให้เลือก 4 ลายกราฟิก และสีพื้นอีก 2 สี ผ่านมาตรฐาน มอก. 369-2557 และผ่านมาตรฐาน ECR R 22-05 ความเห็นหลังได้ทดลองสวมใส่ขับขี่จริง ทีมงานเห็นว่าทางแบรนด์ออกแบบมาได้สวยงามทั้งรูปทรงของตัวหมวกและสีสัน ลวดลายกราฟิก อีกทั้งยังมีให้เลือกหลายสีสันและลวดลาย ซึ่งน่าจะตอบโจทย์ไบเกอร์ได้หลากหลายกลุ่ม ถือว่าดีมากๆ ในจุดนี้ พูดถึงการใช้งานบ้าง ตัวช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ดักลมได้ดี ช่วยให้สวมใส่ได้สบาย ไม่ร้อนจนเกินไป ตัวนวมที่ให้มาออกแบบมาเป็น Asian fit ช่วยให้ใส่สบายพอดีหัวหากเราเลือกหมวกได้ตรงไซส์ อันนี้แนะนำให้ไปลองก่อนนะครับ เพราะแต่ละคนรอบหัวไม่เท่ากัน นอกจากนี้ตัวนวมเองก็มีความนุ่มดี ตัวผ้าหุ้มนวมใส่ได้สบายหัว และสามารถที่จะถอดมาซักทำความสะอาดได้ง่าย รวมไปถึงเวลาปิดคางลงมาก็ยังมีแผ่นปิดใต้คางกันลมหวนเข้ามาในตัวหมวกอีกด้วย ในส่วนของชิลด์หมวกที่เคลือบปรอทสีทองอิริเดียมมาแบบบางๆ ดูสวยงามดีครับ ตัวชิลด์นั้นให้มุมมองหรือทัศนวิสัยที่กว้าง ด้านในยังมีแว่นกันแดดแบบบิลต์อินมาให้ในตัว ซึ่งใช้งานง่ายเพียงปลายนิ้ว และยังกันรังสี UV ได้ ช่วยให้เวลามองถนนในตอนที่แดดแรงๆ หรือขับย้อนแสง แล้วสบายตา ขับขี่ได้ปลอดภัยมากขึ้น สำหรับกลไกการยกคางของหมวก ส่วนตัวจากที่ลองใช้มาหลายๆ แบรนด์ ถือว่าการยกคางออกแบบมาได้ดี สามารถเปิดคางได้ด้วยมือเดียวใช้งานง่าย เวลาขับขี่สะดวกมากขึ้น และก็ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นอีกด้วยครับ

รีวิว BMW R18 First Edition ครูเซอร์ไบค์สุดคลาสสิค ที่แอบทันสมัยกว่าที่คิด สำหรับการทดสอบในครั้งนี้ก็จะเป็นการ รีวิว BMW R18 First Edition ครูเซอร์ไบค์สุดคลาสสิค ที่แอบมีเทคโนโลยีทันสมัยแอบซ่อนอยู่ภายในกันครับ หล่อแบบดั้งเดิม แรกเริ่มเดิมทีนั้นเจ้าครูเซอร์คันเบิ้มคันนี้มีต้นแบบมาจาก R5 โมเดลปี 1936 ซึ่งเป็นรถที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ด้านการออกแบบและระบบเครื่องยนต์ของมอเตอร์ไซค์ในยุคนั้น ซึ่งเจ้าครูเซอร์โมเดลใหม่นี้ถือเป็นความพยายามครั้งที่ 2 ของทางค่ายที่ตั้งใจจะตีตลาดรถครูเซอร์ไบค์ ต่อจาก R 1200 C โดยเจ้าเบิ้มคันนี้ถอดแบบเจ้า R5 มาทั้งเส้นสาย สไตล์ และดีไซน์มาหมดเลยครับ ซึ่งจะมีจุดเด่นเป็นเครื่องบ็อกเซอร์ขนาดใหญ่ การเปลือยเพลาขับ และชิ้นส่วนวัสดุแบบดั้งเดิมคือเป็นโลหะ แทนที่จะเป็นพลาสติกหรือคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งตรงนี้บอกเลยว่าได้ความเก๋ามาเต็มๆ แต่ก็แลกมาด้วยน้ำหนักที่มากเอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ องค์ประกอบของความคลาสสิคดั้งเดิม ก็เช่น ไฟหน้า เรือนไมล์ และกระจกมองหลังเป็นทรงกลม มีถังน้ำมันทรงหยดน้ำ และเน้นชิ้นส่วนโครเมียมในหลายๆ จุดของตัวรถ แต่ก็มีการใส่ฟังก์ชันทันสมัยๆ เข้าไปในหลายจุดแบบแนบเนียน เช่น ระบบไฟ LED เต็มระบบ ระบบไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ระบบไฟปรับตามองศาการเข้าโค้ง ไฟเลี้ยวแบบมีไฟท้ายในตัว เป็นต้น และที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญมากที่สุด คือ ลายเส้นคู่บนตัวถังน้ำมันและบนบังโคลนท้าย และเพลตคำว่า First Edition ที่ด้านข้างตัวรถ ตัวเครื่องวางบนเฟรมแบบเปลคู่เผยให้เห็นเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาดใหญ่ได้ชัดเจน ขุมพลังใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นเรียกว่าสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับทางค่ายรถจากเมืองบาวาเรียด้วยเช่นกัน เพราะมันเป็นเครื่องบ็อกเซอร์ หรือเครื่องยนต์แบบ 2 สูบนอนขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ทางค่ายผลิตมาเลย โดยจะเป็นเครื่องแบบระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาด 1,802 ซีซี ทางค่ายเคลมกำลังแรงม้าสูงสุดมาที่ 91 แรงม้าที่ 4,750 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 158 นิวตันเมตรที่ 3,000 รอบ พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีดและเกียร์ถอยหลัง และใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยระบบเพลาแบบเปิด ซึ่งจะต่างจากครูเซอร์ทั่วๆ ไป ที่มักจะเป็นสายพานหรือโซ่ ช่วงล่างเด่นที่ระบบเบรก มาต่อกันเรื่องช่วงล่างกันบ้างครับ สำหรับระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะมีโช้คหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิกพร้อมปลอกหุ้มโช้คให้มาดคลาสสิค โช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวซ่อนอยู่ใต้เบาะยากต่อการมองเห็นจากด้านนอก ให้อารมณ์เหมือนเป็นรถฮาร์ดเทล แต่ที่เด่นจริงๆ จะเป็นระบบเบรกครับ โดยด้านหน้าจะดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาดใหญ่ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 พ็อต ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาดเดียวกันด้านหน้าเลย แต่จะเหลือจานเดี่ยวเท่านั้นเอง กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 พ็อต เช่นกันพร้อมระบบเบรก ABS ส่วนขนาดล้อจะเป็น 19 นิ้วและ 16 นิ้ว แบบไม่ใช้ยางในตามลำดับ ให้มิติท่านั่งในแบบสไตล์ของครูเซอร์ขนานแท้ ถึงหน้าตาจะเก๋าแต่เทคโนโลยีไม่เก่า แน่นอนครับว่านี่คือบีเอ็มดับเบิ้ลยู ฉะนั้นเรื่องเทคโนโลยีนี้บอกเลยว่ามาเต็ม มาแน่นตลอด ไม่ว่าจะเป็นโมเดลระดับไหนก็ตามนะครับ อย่างเจ้าเบิ้มคันนี้ที่มาในดีไซน์เก๋าๆ ย้อนยุค แต่ก็ยังมากด้วยเทคโนโลยีอยู่ดี ตัวรถมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยในเรื่องการขับขี่และช่วยเสริมความปลอดภัยอยู่หลากหลายอย่าง อาทิ คันเร่งไฟฟ้าพร้อมโหมดการขับขี่ 3 โหมด Rock, Roll และ Rain มีระบบควบคุมเสถียรภาพแบบอัตโนมัติ (ASC) หรือแทร็คชันคอนโทรล มีระบบป้องกันรถกระชากหรือ Anti Hopping Clutch ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ระบบไดนามิกเบรกคอนโทรล ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก และระบบไฟหน้าปรับอัตโนมัติขนะเข้าโค้งหรือ Adaptive Headlight ลองซิ่งดูหน่อย ด้วยทรงรถซึ่งถูกออกแบบให้เป็นครูเซอร์ไบค์ จึงมีแฮนด์บาร์สูงและกว้างกำลังพอดีและลงตัว ผนวกกับตำแหน่งการวางเท้าจัดทรงมาอยู่ตำแหน่งด้านหน้าไม่มากเท่าไร ทำให้ชันเข่าเข้าเกียร์พอดีๆ รวมไปถึงเบาะผู้ขับขี่ ออกแบบมาให้โค้งกระชับมีพนักพิงบั้นท้ายกันการไหลเวลาเปิดคันเร่ง ทำให้เจ้าเบิ้มคันนี้ขี่ได้ง่ายมากขึ้น ในส่วนของช่วงการขับขี่ระยะทางยาวๆ ก็ถือว่านุ่มนวล เพราะเราได้ทดสอบออกทริปกันแบบจริงๆ แต่เป็นทริประยะสั้น ไป-กลับ สุพรรณบุรี ระยะทางโดยรวม 200 กว่ากิโลเมตร ในช่วงความเร็วสูงๆ มีปะทะลมหนักๆ บ้างแต่ก็ต้องเข้าใจเพราะการออกแบบตัวรถไม่ได้มีชิลด์บังลม แต่ก็ถือว่ายังพอไปได้ จบทริปไม่มีอาการปวดเมื่อยแต่อย่างใด ส่วนการใช้งานในเมืองอาจจะต้องทำความรู้จักกับระยะตัวรถสักนิดนึง การบาลานซ์ ความยาวตัวรถและความกว้างเครื่องยนต์และแฮนด์บาร์ จะช่วยให้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น ช่วงล่างนุ่มหนึบ ช่วงล่างคันนี้ตอบโจทย์สายคลาสสิก ได้ฟีลลิ่งนุ่มนวล หนึบๆ เวลาเข้าโค้งความเร็วสูงๆ ก็สามารถเลี้ยวได้มั่นใจ แต่สำหรับมือใหม่ อาจจะต้องทำความคุ้นเคยกันสักเล็กน้อยเพราะมียางหลังที่มีขนาดใหญ่ ทำให้ต้องใช้จังหวะในการเลี้ยวพอสมควร แต่ถ้าสำหรับใครที่มีความเคยชินกับรถสไตล์ครูเซอร์ไบค์แบบนี้ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาเลยละครับ ฟีลลิ่งเบรกที่ให้มาเป็นคาลิเปอร์เบรก 4 พ็อต ทั้งหน้าและหลัง พร้อมจานเบรกแบบโฟลตติ้ง ให้ฟีลลิ่งนุ่มนวล

รีวิว V-Strom 1050 XT เทคโนโลยี IMU ขี่ง่าย มันส์กว่าเดิม สำหรับรีวิวและทดสอบในครั้งนี้จะเป็นการรีวิวเจ้า Suzuki V-Strom 1050 XT มาสเตอร์ออฟแอดเวนเจอร์รุ่นเรือธงจากค่าย ที่ครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ของแอดเวนเจอร์ไบค์จากทาง Suzuki เลยล่ะครับ มันจะมีดีอะไรยังไงกันบ้างไปตำกันได้เลยครับ ดีไซน์ใหม่เฉียบคม เจ้าวีสตรอมพิกัดเรือธงคันนี้มีการออกแบบดีไซน์ขึ้นมาใหม่โดยนำเอา DNA จากรถแข่งในตำนานอย่าง DR-Z และโมเดลออฟโร้ดขาลุยในอดีตของทางค่ายอย่าง DR-BIG สังเกตได้จากปากนกด้านหน้าที่ยื่นออกไปด้านหน้า พร้อมกันนี้ยังได้เปลี่ยนดีไซน์ของไฟหน้าใหม่เป็นไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบซ้อนกัน 2 ชั้น ให้กลิ่นอายเฮริเทจแบบดั้งเดิม นอกจากนี้แล้วยังโดดเด่นด้วยการทำสีชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ เช่น ฝาสูบ เคสปั๊มน้ำ ครอบคลัตช์ เป็นสีบรอนซ์ตัดกับสีของเครื่องยนต์สีดำดูโดดเด่นสวยงามอีกด้วย ขุมพลังวีทวินตัวแรง สำหรับโมเดลนี้เครื่องยนต์ที่ใช้จะเป็นเครื่องยนต์แบบวีทวิน 90° ขนาด 1,037 ซีซีที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และยังผ่านมาตรฐาน Euro5 แล้วด้วย เด่นด้วยระบบจุดระเบิดด้วยหัวเทียนคู่ ช่วยให้สตาร์ทง่าย ให้กำลังแรง และตอบสนองต่อคันเร่งได้ดีขึ้น โดยเคลมแรงม้ามาที่ 107.4 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดสุงสุดที่ 100 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 20.41 กม./ลิตร ดังนั้นหากคำนวณจากถังน้ำมันที่ให้มา 20 ลิตร ดังนั้นจะวิ่งได้อย่างน้อย 400 กม.ต่อน้ำมัน 1 ถัง ช่วงล่างเยี่ยมตอบโจทย์ เริ่มกันที่ระบบกันสะเทือนกันก่อนนะครับ โช้คหน้านั้นให้เป็นโช้คหัวกลับจาก KYB ขนาด 43 ม.ม. สามารถปรับพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์แดมปิ้งได้ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวสามารถปรับพรีโหลดได้ผ่านรีโมต พร้อมกับกระเดื่องซับแรง ซึ่งถือว่าใช้งานได้สะดวกเวลาที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการขับขี่ ตัวล้อจะเป็นล้อซี่ลวด DID แบบไม่ใช่ยางในเรียกว่าเป็นของดีพร้อมลุยแบบหนักๆ มาให้เลย ส่วนยางจะเป็นขนาดยางหน้า 110/80 R19 ส่วนยางหลัง 150/70 R17 ส่วนระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Tokico ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว และจะมีระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้อีกด้วย เทคโนโลยีแน่นๆ ทันสมัย สำหรับเจ้า XT คันนี้จะมีระบบประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 3 แกนหรือ IMU มาให้ด้วย ดังนั้นระบบต่างๆ โดยเฉพาะระบบที่เกี่ยวกับความปลอดภัยก็จะได้รับการยกระดับอัปเกรดให้ทำงานได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ระบบ Motion Track Brake System หรือระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้นั่นเอง ระบบ Hill Hold Control System (ช่วยหยุดรถบนเนินชัน) ระบบ Slope Dependent Control System (ช่วยควบคุมแรงเบรกเวลาลงทางลาดชัน) ระบบ Load Dependent Control System (ช่วยควบคุมแรงเบรกเวลามีคนซ้อนหรือมีสัมภาระ) ระบบครูซคอนโทรล (ความเร็วที่ใช้งานได้ >50 – 160 กม./ชม. เกียร์ 4 ขึ้นไป) ระบบแทร็คชันคอนโทรลแบบเปิดปิดได้ และระบบ Suzuki Drive Mode Selector (โหมดการขับขี่มี 3 โหมดด้วยกัน) นอกจากระบบต่างๆ ข้างต้น ยังมีระบบอื่นๆ ช่วยเสริมการใช้งานอาทิ ระบบ Low RPM Assist ช่วยไม่ให้เครื่องดับเวลาขี่ที่ความเร็วต่ำหรือตอนออกตัว ใช้ดีเวลารถติด ระบบ Easy Start กดสตาร์ทครั้งเดียวไม่ต้องค้างก็เพียงพอต่อการสตาร์ท ง่ายและสะดวก และระบบ Clutch Assist System ช่วยผ่อนแรงที่มือคลัตช์ ไม่ต้องใช้แรงกำมาก ช่วงทดสอบขับขี่ ท่านั่งดีขับขี่ได้นุ่มสบาย เรามาพูดถึงท่านั่งการขับขี่กันก่อนนะครับ ผมบอกสั้นๆ ก่อนว่า มันกระชับและนุ่มนวล จากการได้ลองขับขี่ สำหรับตัวผมแล้วรู้สึกถึงความกระชับของตัวรูปทรงถังน้ำมันที่มีความเพรียวไม่ใหญ่เทอะทะเหมือนรุ่นอื่นๆ ตำแหน่งการวางเท้ามาได้พอเหมาะพอเจาะ และระยะของแฮนด์บาร์ที่อยู่ในระดับดีทั้งตอนนั่งและยืนขับ ทำให้คอนโทรล บาลานซ์ตัวรถทั้งทางดำและทางลุยทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ถือว่าเป็นออกแบบการสรีสะท่าทางขับขี่ได้เหมาะสำหรับสายแอดเวนเจอร์ เมื่อออกแบบมาได้ดีก็ทำให้เห็นมุมมองเส้นทางเป้าหมายข้างหน้าชัดเจน การคอนโทรลตัวรถเองก็ทำได้ง่ายและสบายมากยิ่งขึ้น สำหรับตัวผมการเดินทาง กรุงเทพ – ชลบุรี

รีวิว Yamaha NMAX Connected ล้ำสุดเรื่องเทคโนโลยี หล่อสุด แม้เจ้า NMAX Connected จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงดีไซน์ใหม่ แต่ก็มีสีสันใหม่ที่ดูสวยงามและพรีเมียมมากยิ่งขึ้น สะดุดตาด้วยล้อแม็กสีทอง และสีน้ำเงิน ระบบไฟหน้าและไฟท้ายแบบ Full LED พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์และไฟฉุกเฉิน โดยไฟเลี้ยวหน้าเป็นแบบบิลต์อินในแฟริ่งชิ้นข้าง ไม่ยื่นออกมาให้เกะกะสายตา ดูสวยงามลงตัว ขุมพลังแรงและล้ำสุด เจ้าเอ็นแม็กซ์คันนี้ใช้เครื่องยนต์ Blue Core สูบเดียว 4 วาล์วขนาด 155 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมเทคโนโลยี VVA หรือวาล์วแปรผันช่วยให้อัตราเร่งที่ดีทุกย่านความเร็วรอบ แถมลูกสูบยังเป็นลูกสูบฟอร์จที่มีความทนทาน ซึ่งล้ำกว่าคันอื่นในคลาส ช่วงล่างเด่นสุดที่ระบบเบรก ช่วงล่างนั้นด้านหน้าให้โช้คเทเลสโคปิกมา ด้านหลังเป็นยูนิตสวิงและโช้คคู่ซึ่งไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ แต่ทีเด็ดอยู่ที่ระบบเบรก นอกจากจะเป็นดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลังแล้ว ยังมีระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนเนลอีกด้วย ส่วนขนาดล้อและหลังจะเป็น 13 นิ้วเท่ากัน เทคโนโลยีจัดเต็มสุด นอกจากระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนเนลที่พูดไปแล้ว เทคโนโลยีต่างๆ ก็ถือว่าเหนือกว่าค่ายอื่น โดยโมเดลนี้จะมาพร้อมแทร็คชันคอนโทรลแล้ว ซึ่งดีมากๆ เวลาขับขี่บนถนนที่มีการยึดเกาะน้อยๆ เช่น ถนนเปียกชื้น หรือเจอทราย ก็จะช่วยตัดกำลังรถและช่วยให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น มีระบบ Yamaha Y-Connect เชื่อมต่อ CCU ของรถเข้ากับสมาร์ทโฟนช่วยให้รับรู้ข้อมูลต่างๆ ได้มากขึ้น และใช้งานได้มากถึง 8 ฟังก์ชัน ได้แก่ แจ้งสถานะน้ำมันเครื่องและแบตเตอรี่ เพื่อให้เรารู้ว่าถึงระยะเวลาเซอร์วิสต์แล้วหรือยัง ป้องกันการลืม รวมไปถึงในระยะยาวจะช่วยให้อายุการใช้งานของเครื่องยนต์ยาวนานอีกด้วย เพราะเราไม่ลืมที่จะเปลี่ยนถ่ายของเหลว และไม่ต้องเสียเวลากับปัญหาแบตหมดสตาร์ทรถไม่ได้อีกด้วยครับ แจ้งเตือนเครื่องยนต์ผิดปกติ ซึ่งตรงนี้สะดวกมากๆ ทำให้เรารู้ได้ว่าเกิดอะไรผิดปกติกับเครื่องยนต์ แจ้งตำแหน่งจอดรถดับเครื่องครั้งล่าสุด ทำให้เราค้นหารถได้ง่ายขึ้นนั่นเองครับ แจ้งเตือนการสื่อสาร จะมีสัญลักษณ์ขึ้นบนเรือนไมล์ให้เรารู้ว่ามีคนติดต่อเราเข้ามา ทำให้เราไม่พลาดทุกการสื่อสาร ซึ่งเหมาะกับคนที่งานรัดตัว รีบเร่ง หรือคนที่ประกอบอาชีพจำพวกเดลิเวอรีอย่างมากครับ ติดต่อสอบถาม สามารถติดต่อสอบถามปัญหาการใช้งานหรือเรื่องอื่นๆ ผ่านแอพลิเคชันกับทาง Yamaha ได้สะดวก ตรวจสอบการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง หรือดูอัตราการบริโภคน้ำมันนั่นเอง ซึ่งสามารถบอกได้แบบเรียลไทม์เลยครับ ซึ่งตรงนี้จะทำให้เราได้ด้วยว่าขับขี่แบบไหนถึงจะประหยัดน้ำมันอีกด้วยครับ จัดอันดับการขับขี่ ซึ่งจะเป็นการเปรียบเทียบกับผู้ใช้รถรุ่นเดียวกันกับเราไปทั่วโลก ถือเป็นการช่วยเพิ่มความสนุกในการขับขี่ เพราะเราจะรู้สึกได้ถึงการแข่งขันครับ แสดงกราฟิกมาตรวัดได้ 2 สไตล์ จะแสดงให้เห็นถึงรอบเครื่องยนต์และความเร็ว ช่วยให้บิดสนุกขี่มันยิ่งขึ้น สะดวกสบายขั้นสุด นอกจากนี้แล้ว ยังมีเทคโนโลยีและลูกเล่นอื่นๆ ที่มีประโยชน์และใช้งานได้จริง อาทิ ระบบกุญแจอัจฉริยะหรือสมาร์ทคีย์ สามารถสตาร์ทหรือดับเครื่อง ปลดล็อกรถ ปลดล็อกเบาะ ปลดล็อกและล็อคฝาถังน้ำมัน ตลอดจนถึงระบบช่วยค้นหารถ โดยไม่ต้องเสียบกุญแจ ปุ่มควบคุมการแสดงผลหน้าจอเรือนไมล์ดิจิตอลที่แฮนด์ ไม่ต้องละมือมากดที่หน้าจอ ช่วยให้สะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น ช่องจ่ายไฟที่ช่องเก็บของด้านหน้ารถสำหรับชาร์จไฟให้อุปกรณ์ต่างๆ ระบบ Stop & Start System พร้อมสมาร์ทมอเตอร์เจเนอเรเตอร์ ช่วยประหยัดน้ำมัน คือเมื่อรถหยุดนิ่งเกิน 5 วินาที หรือเบรกจนรถหยุด เครื่องยนต์ก็จะหยุดการทำงาน และเพียงแค่บิดคันเร่ง ก็จะสามารถออกตัวได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาสตาร์ทเครื่องใหม่ และสุดท้ายช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ สามารถใส่หมวกกันน็อคเต็มใบได้ 1 ใบ หมดห่วงเรื่องหมวกใบโปรดของคุณ ขับขี่ได้สุดสนุก การขับขี่นั้นไม่ต่างจากโมเดล 2020 เลย เพราะทุกอย่างเหมือนกันหมด แต่สำหรับใครที่ยังไม่เคยลองโฉมใหม่ ทุกอย่างคือปรับใหม่ทั้งหมด ระยะแฮนด์ที่ไม่กว้างมาก ท่านั่งกระชับ การวางเท้าก็ออกแบบมาพอดี สำหรับคนสูง 160-175 เซนติเมตร ถือว่าเหมาะกับสัดส่วนพอดี ทำให้มั่นใจได้ในการเลี้ยว การคอนโทรล ตัวรถที่ออกแบบมาใหม่ให้ฐานล้อสั้นลงเวลามุด ซอกแซกในเมืองทำได้ดี ช่วงล่างไว้ใจได้ ตัวรถโฉมนี้มีช่วงล่างและระบบ ABS ที่ดีกว่าโฉมเดิม ก็ทำให้รู้สึกมั่นใจกว่าเดิม ระบบดิสก์เบรกหน้าหลัง ที่เดิมทีมีอยู่แล้วตั้งแต่โฉมแรก แต่ในโฉม 2021 มีระบบ ABS 2 Channel ที่เป็นระบบกันล้อล็อคทั้ง หน้า-หลัง ทำให้ระยะเบรกสั้นขึ้นกว่าเดิม และให้ความตอนกำเบรกที่รู้สึกได้ว่านุ่มมือกว่าเดิมยิ่งช่วงเวลา ABS ทำงานก็นุ่มไม่กระด้าง และในส่วนของระบบกันสะเทือน ยังคงเหมือนตัว 2020 ที่มีการปรับค่า K สปริง ให้มีค่าที่แข็งขึ้นกว่าเดิม รับแรงกระแทกได้ดี เวลาขึ้นคอสะพานหรือเจอรอยต่อของถนนที่ไม่เท่ากัน จะไม่รู้สึกถึงโช้คยัน ฟีลลิ่งกระชับมากขึ้น ทำให้เวลาขับขี่ในช่วงความเร็วสูงๆ

เปิดตัวกันไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับหมวกกันน็อคแบบเต็มใบ Random Demon ครั้งนี้ทางเราเองก็ได้ติดต่อขอนำเอามา รีวิว กันหน่อยกับราคาไม่ถึงสองพันบาท คุ้มจริงๆทั้งลูกเล่นตัวหมวก วัสดุที่ใช้ มาตรฐานการผลิต เอาเป็นว่าลองมาดูกันว่ารุ่นนี้มีอะไรน่าสนใจกันบ้างครับ รูปลักษณ์ เปลือกหมวก ดีไซน์ วัสดุเปลือกตัวนี้เป็นพลาสติกชนิดพิเศษ เทคโนโลยี SIRT ( Super High Impact Resisiant Thermoplastic ) ที่มีคุณสบบัติที่แข็งแรง ทนทาน ทนต่อแรงกระแทกได้ดี ตัวเปลือกหมวกมีการดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว มีสปอยเลอร์ติดมาจากโรงงาน ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อที่จะลมแรงต้านจากลมที่ปะทะหมวกในความเร็วสูงๆ เพื่อที่จะช่วยให้ตัวหมวกเวลาส่วมใส่มีความเสถียรมากขึ้น ไม่สั้น ไม่ส่าย และตัวเปลือกหมวกเองยังมีการออกแบบ รูระบายอากาศ 5 จุด จุดแรกอยู่ที่คาง 1 จุด หน้าผาก 1 จุด สปอยเลอร์ด้านหลัง 1 จุด(สามารถที่จะสไลค์เปิดปิดได้) และด้านหลังอีก 2 จุด จะช่วยให้อากาศถ่ายเทได้ดี ลดอุณหภูมิในหมวกได้ดีขึ้นกว่าเดิม ชิลด์หมวกปรอทอิริเดียมเคลือบสารกันรอยขีดข่วนมาให้ด้วย สำหรับวัสดุชิ้นส่วนนี้เป็นแบบ Polycarbonate ที่ผลิตได้มาตรฐาน มอก.369-2557 ที่ผ่านค่าวัดแสงตามมาตรฐาน มอก. สามารถที่จะกรองแสงได้ 50% และป้องกันแสง UV ได้ถึง 99% ลูกเล่นตัวชิลด์หน้าก็ยังมีให้เช่นกัน อย่าง Shark fin Air Diffuser ที่ออกแบบเพื่อที่จะช่วยลดแรงเสียดทานของการปะทะจากลม รวมไปถึงการออกแบบมาแบบ Tool-Less ที่สามารถถอดเปลี่ยนตัวแผ่นชิลด์ได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ ลูกเล่นตัวนี้เป็นกลไกสปริงดึงรั้งกลับ ข้อดีตรงนี้จะช่วยลดลมแทรกเข้ามาในตัวหมวกและยังมีฟังก์ชั่นล็อคชิลด์หน้าหมวกเปิดปิดได้ง่าย ภายใน โฟมชนิดพิเศษ Asian Fit ใช่ครับตัวโฟมเป็นชนิดพิเศษเทคโนโลยี EPS High Density ออกแบบมาให้รองรับแรงกระแทกได้สูงถูกดีไวนืให้เหมาะสมกับศีรษะของคนไทย ทำให้ใส่สบาย กระชับ ตัวเนื้อผ้าเป็นแบบ Dry tech แห้งไวและตัวฟองน้ำที่มีการดีไซน์ตัดเย็บแบบ 3D Cutting สามารถออกแบบให้รับกับทรงแก้มและใบหน้าที่สำคัญสามารถถอดทำความสะอาดได้ง่าย ตัวนวมยังมีการออกแบบเว้นช่องไว้สำหรับลำโพง Bluetooth และยังมีการเว้นช่องสำหรับส่วมใส่แว่นอีกด้วย ตรงนี้ถือว่าออกแบบมาตอบโจทย์สำหรับคนที่ต้องการความสะดวกสบาย ขี่รถเดินทางฟังเพลง สบายๆ ภายในอีกหนึ่งส่วนของตัวนี้ที่มีผลต่อการขับขี่อย่าง Neck Roll ที่เป็นปิดกันลมบริเวณต้นคอด้านหลัง และ แผ่นปิดใต้คางกันลมย้อนเข้าไปในตัวหมวก ข้อดีของส่วนนี้จะช่วงลดเสียงภายนอกได้ระดับนึงเลยละ มีแว่นกันแดดในตัว จุดขายอีก 1 จุดสำหรับแว่นกันแด่นที่บิ้วอินอยู่ภายในหมวกตัวนี้ ตัวแว่นนี้เป็นวัสดุแบบ Polycarbonate สีดำสามารถที่จะกรองแสงได้ 80% และสามารถป้องกัน UV สูงสุด 99% สำหรับการใช้งานแว่นกันแดดเป็นกลไกที่ใช้งานง่ายสามารถที่จะเอามือซ้ายเปิดปิดได้อย่างง่ายดายจากตัวเปลือกหมวกทางด้านซ้าย สายรัดคางแบบ Grip lock ที่เป็นตัวเสียบแบบสไลด์บาร์สามารถที่จะ ถอดและใส่ได้อย่างรวดเร็วใช้งานง่ายปลอดภัย ตัวนี้ถ้าพูดถึงดีไซน์ต้องบอกเลยครับว่า “มาถูกทางแล้ว” ที่มีการออกแบบสีสัน ลวดลาย ถึง 10 สี ที่ให้เราได้เลือกใช้ เลือกใส่กันได้อย่างจุใจ แต่ในครั้งนี้เราเอารีวิว 2 ลาย ที่มีสีสันสวยโทนเขียว-ฟ้า และ ส้ม-ฟ้า กราฟิกบนหมวกถูกใจจริงๆ กับบรู๊ซลี และ หุ่นยนต์เกมเมอร์ สำหรับที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดน้ำหนักตัวหมวก Random Demon มีหนักอยู่ที่ 1,600 กรัม -+ 50 กรัม มีไซส์วางจำหน่ายทั้งหมด 3 ไซส์ M (57-58 cm) L (59-60 cm) XL และ (61-62 cm) ซึงก็ถือว่าน้ำหนักไม่มากจนเกินไป เวลาใส่ไม่ค่อยรู้สึกหนักเท่าไหร่ ตัวหมวกใบนี้ได้รับมาตรฐาน มอก.369-2557 ผ่านมาตรฐาน Dot FMVSS No.218 CERTIFIED อีกด้วย ส่วนที่สำคัญที่สุดเลย ราคาใบนี้จัดจำหน่ายอยู่ที่ 1,950 บาท เท่านั้นเป็นราคาที่คุ้มกับฟังก์ชั่นที่ให้มา ใช้งานได้ยาวๆเลยละ สำหรับฟีลลิ่งการส่วมใส่ ในการสวมใสขับขี่ รีวิว Random Demon ได้ทดสอบในเมือง ตัวนวมได้ฟิวลิ่งกระชับแน่นดี ไม่ได้แน่นจนเกินไปแค่ถ้าคิดว่าเป็นรถสปอร์ตขี่ความเร็ว 100-140 กม/ชม ถือว่าตัวนวมกระชับ สบายๆ สายรัดคางใช้งานง่ายสวมถุงมือแล้วลองถอดใส่ดูก็ทำได้ดีของดีของกิ๊ปล็อกเลยละ รูอากาศออกแบบมาเหมาะสำหรับอากาศเมืองไทยเวลาใช้งานในเมืองรู้สึกได้ว่าเย็นสบายหัว รถต้องวิ่งนะครับ ถ้าไม่วิ่งก็จะไม่มีเข้ามาในหมวก ส่วนสุดท้ายพูดถึงมุมมองทำได้ดี มุมมองในการมองด้านข้างซ้าย-ขวา

รีวิว Tmax TechMax 560 2021 ขี่สนุกขี่มันระดับหัวแถว!! ทดสอบตัวท็อปบิ๊กสกู๊ตเตอร์สุดในรุ่นจากค่าย Yamaha กันหน่อยอย่างเจ้า TMax TechMax 560 2021 มีการขยายซีซีมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับเปลี่ยนไฟท้ายให้ดูหล่อขึ้นเป็นกอง เสริมด้วยลูกเล่นมากมายมาจากโรงงาน สมกับเป็นตัวแรงตัวสุดของทางค่าย ครั้งนี้เรามารีวิวทดสอบในแบบทัวริ่งทางไกล เป็นระยะทางราวๆ 300 ก.ม. บนเส้นทางจริง จราจรจริง เริ่มต้นจากรุงเทพ บางบัวทอง จนไปถึงสุพรรณบุรี ขี่กันทั้งแบบบิดเต็มข้อ เบาบ้างแรงบ้างขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ บนท้องถนน ครั้งนี้ถือว่าทดสอบได้ถูกจริตถูกสไตล์เลยเลยละครับรอบนี้ มาถึงจุดนี้แล้ว ก่อนจะไปพูดเรื่องฟีลลิ่ง เราไปดูว่าเจ้าคันนี้มีอะไรน่าสนใจกันบ้างก่อนดีกว่าครับ รูปลักษณ์ รูปร่างหน้าตาของเจ้านี่เปลี่ยนไปพอสมควร ที่แฟริ่งด้านหน้ามีการปรับเปลี่ยนส่วนของไฟหน้าด้วยการบิ้วอินไฟเลี้ยวเข้าไปอยู่ในแฟริ่งด้านข้างไฟ มีไฟหน้าส่องสว่างแบบ Daytime Running light ดูหล่อขึ้น พร้อมกับชิลด์หน้าขนาดใหญ่บังลมได้ดีไม่เกะกะสายตา ในส่วนของไฟท้ายที่มีการออกแบบเปลี่ยนใหม่ที่มีลักษณะคล้ายกับตัว T ให้สมชื่อโมเดล แฟริ่งด้านท้ายเพรียวและเล็กลงมากกว่าเดิมส่งผมให้คนที่ซ้อนท้ายนั่งได้ดีไม่ต้องอ้าขามากจนเกินไป เรือนไมล์แบบผสมผสานลงตัวระหว่างแบบเข็มและดิจิทัล แสงสว่างสีน้ำเงินขาวดูเป็นเอกลักษณ์ ส่วนตรงกลางที่เป็นดิจิทัล จะแสดงข้อมูลต่างๆ ของตัวเครื่องยนต์ อัตราค่าเฉลี่ยน้ำมันเชื้อเพลิง ความร้อนเครื่องยนต์ รวมไปถึงสัญลักษณ์การทำงานของระบบต่างๆ ในรถคันนี้ ปะกับทางด้านซ้ายจะดูล้ำสมัยปุ่มเยอะๆ แต่มีการออกแบบไว้เป็นสัดส่วน ใช้งานได้ง่าย ด้วยการคอนโทรลเมนูต่างๆ ผ่านนิ้วมือซ้าย และยังมีเบรกมือที่ถูกติดตั้งไว้ใต้แฮนด์ ใช้เวลาจอดบนทางลาดชันได้อีกด้วย ส่วนปะกับขวาที่บิลด์อินปะกับคันเร่งไปในตัว และยังมีในส่วนของการปรับโหมดการขับขี่และปุ่มสตาร์ท ถัดลงมาด้านล่างมีเกะใส่ของที่อยู่ทางด้านขวา ติดตั้งช่องจ่ายไฟแบบ 12 โวลต์มาให้ด้วยสามารถที่จะต่อชาร์จโทรศัพท์หรืออุปกรณ์อื่นๆ ได้อีกด้วย มาพูดในส่วนของตัวเบาะนั่งกันบ้างมีการออกแบบเป็นแบบชิ้นเดียวแต่มีการดีไซน์ระดับที่แตกต่างกันระหว่างคนขับและคนซ้อนเวลาในส่วนของการวางเท้าก็สามารุที่จะวางได้ทั้งสองแบบยืดขาได้สบายๆ ในส่วนของคอนโทรลกลางถูกออกแบบมาให้มีปุ้มเปิดเบาะและเปิดถังน้ำมัน ใช้งานได้ง่าย สะดวกสบาย ขุมพลัง เจ้าทีแม็กซ์โมเดลนี้มีขุมพลังแบบ 2 สูบเรียงระบายความร้อยด้วยน้ำ ขนาด 562 ซีซี ที่เคลมแรงม้ามาสูงสุดที่ 47 แรงม้าที่ 7,500 รอบ แรงบิดสูงสุดเคลมมาที่ 55.7 นิวตันเมตรที่ 5,250 รอบ (มากกว่าเดิม 6%) ส่งกำลังผ่านสายผ่านแบบวีเบลต์ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเครื่องที่ใหญ่ที่สุดและทรงพลังที่สุดในรอบ 20 ปีของทีแม็กซ์แล้ว แต่ยังคงใช้ระบบขับเคลื่อนแบบสายผ่าน ทำให้การถ่ายทอดกำลังนั้นออกมาได้นุ่มนวลไม่เหมือนบิ๊กสกู๊ตเตอร์คันไหนๆ ช่วงล่าง ตัวรถนั้นถึงแม้จะเป็นสกู๊ตเตอร์แต่ก็ให้ช่วงล่างมาเฉกเช่นกับว่าตัวเองเป็นบิ๊กไบค์สไตล์สปอร์ตกันเลยทีเดียว เรื่องของระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าจะมีโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 41 ม.ม. ส่วนด้านหลังจะเป็นสวิงอาร์มทำงานร่วมกับโช้คเดี่ยวและกระเดื่อง ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ ส่วนด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ส่วนขนาดล้อและยางนั้นจะเป็น 120/70 R15 และ 160/60 R15 ตามลำดับ เทคโนโลยี มาถึงเรื่องของเทคโนโลยีกันบ้าง บอกเลยว่าโมเดลนี้จัดเต็ม โดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในโมเดลนี้ก็มีทั้งในส่วนของอำนวยความสะดวกสบายในการขับขี่ตลอดไปจนถึงเรื่องของความปลอดภัย ในด้านของความสะดวกสบายนั้นก็จะมีระบบครูซคอนโทรลที่ช่วยเวลาเดินทางไกลๆ ช่วยลดความเมื่อยล้อและยังช่วยประหยัดน้ำมันได้อีกด้วย (อย่างน้อยต้อง 50 กม./ชม.) ระบบอุ่นมือและอุ่นเบาะซึ่งก็เหมาะกับการขับขี่ในอากาศหนาวๆ ซึ่งรถประเภทนี้จะขาดไปไม่ได้เลยครับ เพราะมักจะถูกใช้เวลาออกทริปหน้าหนาวกันเสมอ ระบบสมาร์ทคีย์หรือกุญแจอัจฉริยะช่วยให้ไม่ต้องเสียบกุญแจเวลาจะสตาร์ท ล็อครถ เปิดเบาะ หรือเปิดฝาถัง เพียงแค่พกติดตัวไว้ก็พอ และสุดท้ายระบบชิลด์หน้าปรับไฟฟ้าเพียงปลายนิ้วกดเท่านั้นก็สามารถปรับระดับความสูงได้ เพื่อให้เหมาะกับการขับขี่ในสถานการณ์ต่างๆ ส่วนด้านความปลอดภัยก็จะมีแทร็คชันคอนโทรล โหมดการขับขี่ 2 โหมดที่ให้เลือกใช้ในแต่ละสถานการณ์ และระบบเบรก ABS ฟีลลิ่งการขับขี่ ขอเริ่มกันที่ท่านั่งขับขี่กันก่อน พื้นฐานเลยคือนั่งสบายอยู่แล้วเพราะเป็นสกู๊ตเตอร์ แต่สำหรับคันนี้สบายขั้นสุดด้วยเบาะผู้ขับขี่ที่ถูกออกแบบมาเป็นแบบ 2 ระดับ เวลานั่งจะรู้สึกถึงพนักพิงที่บั้นท้าย เวลาบิดเร่งลำตัวจะไม่ไถลไปข้างหลัง แฮนด์บาร์เองก็ไม่กว้างจนเกินสมควร ระยะบังคับเลี้ยวทำได้ดี รวมไปถึงการวางขาบนฟุตบอร์ดก็มีระยะที่พอดีไม่ยืดไม่ย่อจนเกินไป อันนี้คือสรีสะของคนที่สูง 170 ซม. แต่ถ้าให้บวกลบความสูงสัก 7-10 ซม.ก็ยังรู้สึกถึงความสบายได้อย่างแน่นอน และถ้าให้พูดถึงคนซ้อนจากการสัมภาษณ์มา สามารถนั่งซ้อนได้กระชับมากขึ้นด้วยท้ายรถมีขนาดที่เพรียวเล็กลงทำให้การนั่งไม่ต้องอ้าขาจนมากเกินไปรวมถึงการขึ้นรถและลงรถที่ทำได้ง่ายมากขึ้น ชิลด์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ให้มานั้นเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เวลาขับขี่ในเมืองอยากได้ลมโกรกๆเข้าตัวเองมองเห็นชัดเจนก็ปรับให้เตี้ยลง สำหรับในช่วงที่ใช้ความเร็วสูงๆ เดินทางไกลๆ ต่างจังหวัดก็สามารถที่จะปรับให้สูงขึ้นได้ขณะขับขี่ ซึ่งตัวชิลด์ก็สามารถบังลมได้ดี มองเห็นผ่านแผ่นชิลด์ได้ชัดเจน ขี่สนุกแต่ก็นุ่มนวล ระบบกันสะเทือนที่ให้มาทั้งโช้คอัพหน้าแบบหัวกลับและโช้คหลังแบบเดี่ยวทำงานควบคู่กับกระเดื่องซับแรง ทำให้ฟีลลิ่งคันนี้สมเป็นสปอร์ตสกู๊ตเตอร์จริงๆ การขับขี่บนทางเรียบต้องยกให้เขาเลย การเข้าโค้งแบบต่อเนื่องอย่างโค้ง S ทำได้ดี กระชับ หนักแน่น ขี่แล้วรู้สึกสนุกตลอดเวลา เวลาขึ้นคอสะพานหหรือมีจุดรอยตัดถนน รู้สึกเล็กๆน้อย สำหรับช่วงล่างเดิมๆ คันนี้ถือว่าผ่านเลย ระบบเบรกมั่นใจได้เลย ดิสก์หน้าคู่ เบรกได้เนียน รวมไปถึงเบรกด้านหลังก็เป็นแบบดิสก์เบรก พร้อมกับระบบเบรกมือที่สามารถจอดรถบนเนินได้ เวลาที่เบรกหนักรู้สึกได้ว่าเอาอยู่ ช่วงล่าง ล้อ ยางก็มีส่วนซับแรงเบรกไปในตัวอีกด้วย เบรกได้ดีกำเบรกหนักๆ ระบบ ABS ยังไม่ทำงานเลย สามารถได้ระยะเบรกที่ดี แต่ถ้าลื่นๆ

รีวิว MT07 2021 แฟริ่งใหม่ดุกว่าเดิม เครื่องยนต์ CP2 แรง ดิบ..!! น้ำขึ้นให้รีบตัก สุภาษิตไทยว่าไว้อย่างนั้น เช่นเดียวกัน ในครั้งนี้เราเองก็ได้มีโอกาสทดสอบและรีวิว Yamaha MT07 2021 ตัวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวกันไปหมาดๆ ในงาน Motor Show 2021 มาถึงตรงนี้แล้ว เราไปดูกันดีกว่าว่าโมเดลใหม่ปี 2021 มีอะไรใหม่ น่าใช้น่าขับขี่อย่างไรกันบ้างกันครับ ดีไซน์ใหม่ดุดัน เจ้า 07 นั้นมาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่มีความละม้ายคล้ายคลึงกับ MT-09 ซึ่งมีภาพลักษณ์ที่ดูดุดัน เฉียบคม และมีความปราดเปรียวมากยิ่งกว่าแต่ก่อน ไฟหน้าโปรเจ็กเตอร์แบบ LED ไฟหน้าใหม่นี้ให้ทัศนวิสัยที่ดีกว่าไฟหน้าแบบเดิม อีกทั้งยังมีข้อดีเรื่องน้ำหนัก ซึ่งเบากว่าเดิม และยังมีดีไซน์เป็นรูปตัว Y แบบเดียวกับรุ่นพี่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่สื่อถึงความเป็นยามาฮ่าอีกด้วย ตัวโมเดลใหม่ให้ไฟเลี้ยวแบบ LED แล้ว นอกจากจะสวยหล่อ ยังช่วยให้ผู้ใช้ถนนร่วมกับเราเห็นเราได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งก็ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ได้มากขึ้นตามไปด้วย เรือนไมล์ LCD ใหม่ หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิตอลใหม่ แสดงผลแบบอินเวิร์สหรือกลับสี ช่วยให้เห็นข้อมูลต่างๆ ชัดแม้ยามแสงแดดแรงๆ พร้อมกับปุ่มควบคุมการแสดงผลที่ประกับแฮนด์ด้านซ้าย ไม่ต้องละมือไปกดที่เรือนไมล์ ถือว่าใช้งานง่ายและสะดวกถูกใจมาก สีสันและลายกราฟิกใหม่ เรียกว่าไม่ผิดหวังจริงๆ ยามาฮ่านั้นเป็นผู้นำในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องสีสันกราฟิกรถก็ยังคงเป็นผู้นำเทรนด์อยู่เสมอ โดยสีสันในโมเดลใหม่นี้จะเน้นความพรีเมี่ยมมากขึ้น โดยชิ้นส่วนหลายๆ ชิ้นจะถูกทำให้เป็นสีดำดุดัน และดูพรีเมี่ยมด้วยการทำสีครอบเครื่องด้านนอกด้วยสีคริสตัลกราไฟต์ ที่จะดูคล้ายๆ ประกายเพชรในเนื้อสี และยังมีเฉดสีล้อส้ม ล้อน้ำเงิน ที่ทำให้ดูสวยเท่ แม้ขี่รถตอนกลางคืนก็ดูดี ดุดัน ถูกใจไบค์เกอร์ เครื่องปรับจูนใหม่ เครื่องยนต์แบบ 2 สูบสไตล์ Crossplane เอกลักษณ์เฉพาะยามาฮ่าก็มีการปรับปรุงใหม่ ให้เครื่องยนต์ CP2 ขนาด 689 ซีซี เกียร์ 6 สปีด ผ่านมาตรฐานไอเสียใหม่ Euro5 โดยมีการดีไซน์ท่อไอดีขึ้นมาใหม่ แบบ 2 ออก 1 เสียงดุดัน ปรับการจ่ายน้ำมันแบบใหม่ และปรับกล่อง ECU ใหม่ โดยการตอบสนองของเครื่องยนต์จะสมู้ทมากขึ้น เครื่องยนต์ตัวนี้ที่ปรับปรุงใหม่ ให้กำลังแรงม้า 74.8 แรงม้าที่ 8,750 รอบ และแรงบิดที่ 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ว่าให้พละกำลังได้ดีเลยทีเดียวสำหรับบิ๊กไบค์ 2 สูบในคลาสนี้ ไม่ต้องห่วงเรื่องความแรงเพราะสไตล์รถ MT (Master of Torque) ให้กำลังที่หนักแน่น บิดมันส์แน่นอน ดิสก์เบรกใหญ่ขึ้น มาพร้อม ABS โมเดลนี้มีการปรับจานดิสก์หน้าให้มีขนาดใหญ่ขึ้น จากเดิม 282 ม.ม.เป็น 298 ม.ม. เพื่อให้ประสิทธิภาพเบรกที่ดีขึ้น ซึ่งให้แรงเบรกที่ดีขึ้น แต่ไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้นจนรบกวนการขับขี่ ในส่วนของโช้คอัพด้านหน้ายังคงเป็นแบบ เทเลสโคปิค ส่วนด้านหลังสามารถปรับการตั้งค่าความแข็งอ่อนของสปริงได้ ด้วยสตรัทปรับเกลียวทำงานควบคู่กับตัวกระเดื่องโช้คช่วยซับแรงกระแทกได้ดีขึ้นกว่าเดิม มาที่เรื่องของล้อกันบ้างครับ ไม่ใช่เพียงแค่สีสวยอย่างเดียว ยางที่ให้มาด้านหน้ามีขนาด 120/70 และด้านหลังมีขนาด 180/55 ตัวยางแบบไม่มียางในดูใหญ่เต็มดี ทำให้ขับขี่ได้มั่นใจมากขึ้น ขี่ได้สนุกขึ้น สำหรับโมเดลนี้จะมีท่านั่งการขับขี่ที่กระชับมากขึ้นที่เกิดจากรูปทรงของตัวถังน้ำมันที่มีการปรับให้เข้ากับช่วงหน้าขาของผู้ขับขี่ สำหรับคนสูง 165-170 เซนติเมตร ขาถึงพื้นสบายๆ หายห่วง ตัวแฮนด์บาร์ที่มีความกว้างเพิ่มขึ้น ทำให้การบังคับรถเลี้ยวทำได้ง่าย ขี่ในเมืองสนุก มุดง่ายแม้ช่วงรถติดๆ ในส่วนนี้ถ้าใครไม่เชื่อต้องลองเอง เดียวหาว่าโม้.. ต่อมาในส่วนของช่วงล่างกันบ้าง คันนี้มาแบบเดิมๆ ไม่ได้ปรับอะไร ขับขี่ในช่วงของเส้นทางเมืองทองฯ วิ่งเข้าเมือง แถบราชดำเนินและสนามหลวง ถือว่าได้ฟีลลิ่งที่กระชับดีเหมือนกันนะครับ สัมผัสได้ว่าช่วงบาลานซ์น้ำหนักตัวรถค่อนข้างดี ช่วงความเร็ว 100-120 กิโลเมตร ก็ยังรู้สึกนิ่ง ไม่มีอาการสะบัดแต่อย่างใด ส่วนถ้าจะให้พูดถึงความเร็วสูงๆ ก็อาจจะโดนลมปะทะกันบ้างด้วยสไตล์ตัวรถที่เป็นแบบเน็กเก็ดไบค์ ไม่ได้หมอบจนติดถังหรือมีบังลมช่วย จะเหมาะกับการเน้นขับขี่สบายๆ ถ้าเจอลมแรงๆต้องมีปะทะลมกันบ้างอาจจะต้องจับแฮนด์แน่นขึ้นหรือหมอบให้มิดติดถังกันไปเลย มาพูดถึงเครื่องยนต์ CP2 มาพูดถึงเครื่องยนต์กันบ้าง ยังคงดิบโหดเหมือนเดิม บิดเด้ง เร่งลอย ขี่สนุกตามสไตล์ 2 สูบยามาฮ่า ให้พละกำลังตั้งแต่ช่วงรอบความเร็วต่ำเกียร์ 1-2 บิดแบบเต็มพิกัดต้องมียกล้อกันหน่อยเพราะคันนี้ค่อนข้างแรง ทอร์คเยอะ ช่วงความเร็วกลางๆ ถึงปลาย ต่อเกียร์ทำได้ดี

รีวิว Meteor 350 ครูเซอร์ไบค์แห่งปีจากอินเดีย ล่าสุดทาง SuperBike ได้มีโอกาสเข้าร่วมทริปทดสอบรถ Royal Enfield Meteor 350 พร้อมกับเข้าร่วมงานเปิดศูนย์ รอยัล เอนฟิลด์ เอ็กซ์คลูซีฟ สโตร์ อยุธยา โดยโมเดลที่ผมได้ทดสอบคือเจ้า Supernova Blue ซึ่งเป็นตัวท็อปสุดของรุ่น จะแตกต่างจากตัวสแตนดาร์ดตรงที่จะมีชิลด์หน้าทรงสูง มีเบาะพนักพิงคนซ้อน เป็นของแต่งติดรถมาเลย และจะได้สีพิเศษเป็นแบบสีทูโทนที่ต่างออกไปด้วยครับ ในเรื่องของดีไซน์นั้นก็จะชัดเจนอยู่แล้วว่ามันคลาสสิค ตามแนวทางของทางค่ายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้าหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว กระจกมองหลัง และเรือนไมล์ทรงกลม รวมถึงถังน้ำมันทรงหยดน้ำ ตามแบบฉบับครบถ้วนดี ถึงจะมีดีไซน์ที่คลาสสิคเต็มรูปแบบ แต่ทางค่ายก็ใส่เทคโนโลยีสมัยใหม่มาให้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นช่องจ่ายไฟแบบ USB ใต้แฮนด์บาร์ฝั่งซ้าย ในส่วนเรือนไมล์เป็นแบบผสมนอกจากจะแสดงข้อมูลทั่วไปแล้ว ยังมีตัวจอ LCD ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์นได้ และระบบเบรก ABS พูดถึงเรื่องขุมพลังกันบ้าง มันใช้เครื่องบล็อกใหม่แบบสูบเดียวขนาด 349 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 5 สปีด ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 15 ลิตร ช่วงล่างด้านหน้านั้นเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกขนาด 41 ม.ม. ส่วนด้านหลังเป็นโช้คคู่ที่สามารถปรับพรีโหลดได้ 6 ระดับ ในส่วนของขนาดล้อและยางนั้นจะเป็น ล้อหน้า 19 นิ้วกับยาง 100/90 ด้านหลังจะเป็นล้อ 17 นิ้วกับยางขนาด 140/70 ความเห็นหลังซิ่ง เริ่มต้นการทดสอบ เดินทางจากย่านรัชดา ฝ่าจราจรที่รถติดในช่วงเช้าของกรุงเทพไปอยุธยา เจ้า Meteor 350 คันนี้ผมคิดว่ามันเป็นรถที่ขี่สบายมาก ด้วยจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ ทำให้ขับขี่ได้ง่ายท่านั่งหลังตรง สบายๆ คล่องตัว บาลานซ์รถดี ทำให้ขี่มุดหรือซอกแซกในเมืองสบายๆ ระบบเบรก ABS ที่ให้มาตอบสนองได้ไวมั่นใจได้เลย ขี่ทดสอบในเมืองถือว่าผ่านเลยจากการขี่ในกรุงเทพทั้งตอนเช้าและตอนเย็นในช่วงเวลาการจราจรที่ติดขัดในเมือง พอออกเส้นนอกเมืองได้ลองพละกำลังของเครื่องยนต์ บิดได้สุดกับความเร็วปลายที่ทำได้ 120 กม./ชม. ไม่มีอาการสั่นหรือชกให้รู้สึก ถือว่าเป็นความเร็วที่กำลังสบายๆ เพียงแต่ช่วงเกียร์ 1-5 สั้นไปหน่อย แต่สำหรับมือใหม่นับว่ารถคันนี้เป็นมิตรเลยล่ะ ขี่เดินทางไกลๆ สบาย นอกจากนี้แล้วหากดูจากตัวรถภายนอกแล้วถือว่าเป็นรถที่ไม่มีอะไรวุ่นวายซับซ้อน เป็นสไตล์รถครูเซอร์เหมาะกับการขับขี่เดินทางสบายๆ ไม่มีอะไรจุกจิกเซอร์วิสง่ายๆ หากมีปัญหาอะไรก็สามารถเข้าร้านซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ทั่วไปได้เลย สรุปการ รีวิว Meteor 350 ผมก็ขอบอกเลยว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ชอบและมองหารถคลาสสิก สไตล์ครูเซอร์ ไว้ครอบครองซักคัน ทั้งนี้ตัวรถจะมี 3 รุ่นให้เลือก ได้แก่ Fireball ราคา 150,000 บาท Stella ราคา 155,000 บาท และ Supernova ราคา 159,500 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ในการ รีวิว Honda CRF450RL ครั้งนี้ต้องบอกเลยว่าเอาใจเข้าสู้ เอาตัวเข้าแลกเลยก็ว่าได้ ทั้งล้ม ทั้งสไลด์ใช้งานจริง อย่างหนักหน่วง ในครั้งนี้เรามาทดสอบกันที่บริเวณเขาไม้แก้ว ทางเอพีฮอนด้าจัดรอบสื่อได้สัมผัสสมรรถนะตัวแรงกันอย่างเต็มที่ เหมาะสำหรับเป็นยาแก้ตึงมือเลยก็ว่าได้ หลังจากรับยาแก้ตึงมือกันไปแล้วก็ได้รวบรวมเป็นจุดเด่นได้ทั้งหมด 9 จุดดังนี้ รถตระกูลแชมป์ ใช่แล้วครับแชมป์ Dakar Rally รายการแข่งขันสุดโหดที่มีระยะทางรวม 8000 กิโลเมตร เป็นการคว้าแชมป์ในรายการนี้ถึง 2 ปีซ้อน ในปี 2020-2021 ด้วยรถ Honda CRF450Rally และยังคว้าดับเบิ้ลแชมป์ในรายการโมโตครอสชิงแชมป์โลกอย่าง MXGP ด้วย CRF450RW จึงทำให้ทางฮอนด้าอยากจะต่อยอดความยิ่งใหญ่นี้จากสนามแข่งลงสู่ถนนให้คนทั่วไปได้สัมผัสความเร้าใจของรถตระกูลนี้ที่ได้ดีกรีแชมป์อีกด้วย ความแรงที่สัมผัสได้ จุดเด่นเลยสำหรับเครื่องยนต์คันนี้ ที่ใช้พื้นฐานเดียวกับเครื่องยนต์ CRF450R ที่เป็นเครื่องรถแข่งโมโตครอส เครื่องยนต์ 4 จังหวะ สูบเดียว 450 ซีซี เกียร์ 6 สปีด (รถแข่งมี 5 เกียร์) จ่ายน้ำมันแบบระบบหัวฉีด PGM-Fi ระบายความร้อนแบบหม้อน้ำคู่ + พัดลมไฟฟ้า แรงบิดคันนี้น้อง ๆ รถสูตรเลยก็ว่าได้ ที่ให้กำลังแรงบิดอยู่ 32 นิวตันเมตร ที่ 3500 รอบต่อนาที แรงบิดมารอบต่ำ ๆ แบบนี้ ขี่ไต่เนินสบายๆ เลยละครับ โช้คอัพตัวเทพ ช่วงล่างสามารถปรับได้เต็มระบบจาก Showa ทั้งหน้าและหลัง ในส่วนของของโช้คอัพด้านหน้า มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 49 มิลลิเมตร และสามารถที่จะปรับตั้งค่าความแข็งอ่อน การคืนตัว การกดได้เต็มระบบ และในส่วนของโช้คอัพด้านหลังที่เป็นแบบเดี่ยวมี ซัพแท้งค์ ทำงานควบคู่กับกระเดื่องทดแรงแบบ Pro-Link (แบบเดียวกับ CRF450R) และสามารถปรับตั้งค่าได้เช่นกัน ฟีลลิ่งตัวโช้คทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม ในการทดสอบครั้งนี้ รับแรงกระแทกได้ทุกสภาพผิวถนนเลย มั่นใจไม่มีย้วยเลยละครับ ถังน้ำมันไทเทเนี่ยม จุดที่น่าสนใจสำหรับถังน้ำมันที่ถูกออกแบบมาให้กะทัดรัดยังไม่พอ ยังเลือกใช้วัสดุไทเทเนี่ยมที่ให้ความแข็งแรงและน้ำหนักเบาอีกด้วย สามารถบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 7.6 ลิตร และยังออกแบบติดตั้งให้บาลานซ์กับตัวรถมากที่สุด พร้อมกับติดตั้งวาล์วตัดการทำงานการไหลของเชื้อเพลิงหากรถล้ม เพื่อความปลอดภัยอีกด้วย ดิสก์เบรก หน้า-หลัง ระบบความปลอดภัยให้ดิสก์เบรกมาทั้งหน้าและหลัง เป็นของ Nissin ตัวจานดิสก์ถูกดีไซน์แบบ Wave disk ไล่เบา ระบายความร้อนไล่ขี้ฝุ่น ขี้ดิน ด้วยการเซาะร่องจานเบรก เมื่อเวลาเราเอาไปลุยในป่าบางทีตัวเบรกก็สำคัญไม่ใช่น้อยเลย ใช้ชะลอ บังคับทิศทางได้อย่างปลอดภัย แต่มันจะสำคัญยิ่งกว่าเมื่อคันนี้ลงถนนหลวง เวลาต้องการที่จะหยุดรถก็จะทำได้อย่างมั่นใจ ขับขี่ได้อย่างปลอดภัย ภาระน้อย..ตัวรถน้ำหนักเบา เบามาก คันนี้มีน้ำหนักรวมทั้งคันได้เพียง 131 กิโลกรัมเท่านั้น ด้วยวัสดุที่ใส่เข้ามาทั้งตัวเฟรมอลูมิเนียม Twin spar เป็นเฟรมพื้นฐานเดียวกันกับ CRF450R แบตเตอรี่แบบลิเธียมทั้งเล็กและเบา แฮนด์อลูมิเนียมจาก Renthal ขาตั้งแบบอัลลอย รวมไปถึงวงล้อ DiD Dirt Star ที่เป็นอลูมิเนียมขนาดล้อหน้า 21 นิ้ว หลัง 18 นิ้ว เป็นแบบซี่ลวดมีความยืดหยุ่นสูง และยังคงให้ความแข็งแรง เบา ทุกอย่างมีคุณสมบัติที่ทำให้รถคันนี้เบา ลดภาระการขับขี่ คล่องตัวมากขึ้น น่าขี่มาก การ์ดกันกระแทกรอบคัน ชิ้นส่วนกันกระแทรกถูกใส่มาให้พร้อมลุยจากโรงงาน ทั้งนวมแฮนด์ การ์ดมือ การ์ดเครื่องยนต์ การ์ดเบรกทั้งหน้า-หลัง ทุกอย่างถูกติดติดตั้งมาจากโรงงาน ใช้งานได้จริงและมีประโยชน์อย่างมาก ทำให้ประหยัดได้ไปหลายบาทเลย พร้อมลุยได้สบายๆ ความหล่อที่โดดเด่น หน้าตาคันนี้หล่อเด่นด้วยโคมไฟหน้าแบบรมดำ ระบบไฟแบบ Full LED ทั้งคันที่ให้ความสว่างดูหล่อ ตัวแฟริ่งชุดสีสีแดงที่ออกแบบมาดูเพรียวบางมาพร้อมกับเบาะหนังสีแดงทำให้ดูเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง วงล้อสีดำพร้อมยางหนามทำให้ดูดุดันมากยิ่งขึ้น และยังมีเรือนไมล์แบบ LED ให้ฟังก์ชั่นมาครบถ้วน มองเห็นได้ง่าย ออกแบบมาได้หล่อจริงๆ คุ้มค่า Made in Japan จดทะเบียนได้ สำหรับคันนี้ราคา 339,000 บาท ถูกต้องตามกฎหมายสามารถจดทะเบียนได้นะครับ มีระบบส่องสว่าง ไฟหน้า ไฟเลี้ยว ที่ติดแผ่นป้ายทะเบียน สามารถที่จะขับขี่บนถนนหลวงได้อย่างถูกต้อง เจอด่านก็ไม่ต้องกลัวพริ้วเข้าได้เลยเพราะสามารถยืนยันความถูกต้องได้หายห่วง ที่สำคัญท่อไอเสียคันนี้เสียงเบามาก ถูกใจแน่นอน ฟีลลิ่งเป็นยังไงหรอ?? หลังจากที่ขับขี่ทดสอบ รีวิว CRF450RL โมเดลปี 2021 กันมาอย่างเต็มที่ ให้ท่องเอาไว้เลยว่ามันคือรถสูตรโมโตครอสที่เครื่องยนต์ถูกออกแบบมาให้ใช้งานในชีวิตประจำวันได้ แต่ยังคงมีกำลังเครื่องยนต์ดุดันซ้อนอยู่ในตัวของมันเองพร้อมที่จะปลดปล่อยออกมาได้ตลอดเวลา

Harley-Davidson Low Rider S 2021 คลาสสิค ดุดัน สไตล์เวสต์โคสต์ นานๆ ทีปีละไม่กี่ครั้ง กับการที่ SuperBike จะได้ทดลองขับขี่และรีวิว Harley-Davidson ครับ และครั้งนี้เป็นการได้ลองขับขี่ครูเซอร์ไบค์อย่างเจ้า Low Rider S 2021 ดีไซน์ เจ้าโลว์ไรเดอร์คันนี้ มีดีไซน์ที่ดูคลาสสิค แต่มาในโทนสีที่ดุดันด้วยสีดำ Vivid Black ไม่ได้มาในแบบคลาสสิคดั้งเดิมที่มักจะเต็มไปด้วยชิ้นส่วนสีโครเมียม โดยยังมีไฟหน้า ไฟเลี้ยว และเรือนไมล์แบบผสมเป็นทรงกลม ลักษณะตัวรถออกมาในรูปแบบมินิมอล น้อยชิ้นแต่มีความพิถีพิถันในทุกๆ ส่วน โดดเด่นเป็นพิเศษตามสไตล์ของ HD ไม่ว่าจะเป็นถังน้ำมันทรงหยดน้ำ ตำแหน่งการวางเรือนไมล์บนถังน้ำมัน ตลอดไปจนถึงเครื่องยนต์วีทวินขนาดใหญ่ที่ดูโดดเด่นจากการเผยให้เห็นครีบระบายความร้อน กรองอากาศ และก้านกระทุ้ง ท่อไอเสียแบบ 2 ออก 2 ทำสีดำตั้งแต่ต้นจรดปลายทรงคลาสสิคดูสวยงามกลมกลืน ขุมพลัง เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 114 คิวบิกนิ้ว ให้เสียงที่กระหึ่มเร้าใจ ปลุกเร้าอารมณ์สาวก HD ได้ดีเยี่ยม เคลมแรงม้าที่ 93 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลถึง 155 นิวตันเมตรตั้งแต่รอบต่ำเพียง 3,250 รอบเท่านั้น ดูตัวเลขแรงม้าอาจจะน้อย แต่ด้วยสไตล์ของรถที่เน้นความสบายและความเพลิดเพลินมันก็น่าจะเพียงพอแล้ว และจากการทดลองขับขี่ มันให้พละกำลังอย่างเหลือเฟือ ตอบสนองตามแรงบิดได้อย่างดี ขี่สนุกทั้งทางตรงและทางโค้ง ด้วยตัวรถที่แม้จะหนักแต่ก็มีศูนย์ถ่วงต่ำทำให้ควบคุมรถได้ง่าย การขับขี่ ช่วงล่างที่ให้มาไม่ว่าจะเป็นโช้คหน้าแบบหัวกลับและโช้คหลังเดี่ยวแบบปรับได้ง่ายๆ แค่เพียงหมุนปรับระดับพรีโหลดให้เข้ากับน้ำหนักตัวของเรา ก็ทำให้การขับขี่สนุกได้มากขึ้น เบาะนั่งตอนเดียวกระชับตัวนุ่มสบายไม่รู้สึกปวดเมื่อย แม้จะขี่เดินทางไกลๆ หรือการขี่เข้าโค้งตัวเบาะก็รองรับตัวทำให้มั่นใจในท่านั่งไม่ว่าจะขี่ในรูปแบบไหนก็นั่งสบายไม่ปวดเมื่อย อีกทั้งพักเท้ายังมีสองตำแหน่งคือตำแหน่งด้านหน้าที่สามารถเหยียดขาไปด้านหน้าคลายเมื่อยขบได้ดี และตำแหน่งด้านข้างตามปกติก็ช่วยให้คอนโทรลรถได้ดีอย่างที่เราคุ้นชิน ส่วนเรื่องเบรกมั่นใจได้เลยว่าเอาอยู่กับประสิทธิภาพจากดิสก์เบรกหน้าแบบคู่ และดิสก์หลังเดี่ยว พร้อมระบบเบรก ABS สรุป โดยรวมแล้วเจ้า Low Rider S 2021 เป็นรถที่ขี่ง่ายขี่สนุก ท่านั่งสบาย ให้อารมณ์การขี่ค่อนมาทางสปอร์ตมากขึ้น ต่างจากรถ HD รุ่นอื่นๆ เครื่องยนต์ที่เดินเรียบขึ้นไม่สั่นสะท้าน ระบบเบรกที่บอกได้เลยว่ามั่นใจแน่นอนว่าเอาอยู่ เพียงพอที่จะหยุดพละกำลังของเครื่องแรงๆ ของมันได้สบายๆ ถือได้ว่าเป็นรถ HD ปีใหม่ๆ มีการเปลี่ยนแปลงให้น่าขับขี่มากขึ้น ไม่ได้ล้าหลังอย่างที่คิดอีกต่อไป โดยรถระดับตำนานคันนี้มีราคาค่าตัวเริ่มต้นที่ 989,000 บาทครับ และสุดท้ายขอฝากไว้ว่า “Harley คือ Harley ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ครับ” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ยินดีที่ได้เห็นรุ่นนี้กลับมาอีกครั้ง สำหรับการ รีวิว CBR600RR โมเดลซูเปอร์สปอร์ตค่ายปีกนก การกลับมาครั้งนี้ถือว่าเป็น All New เลยก็ว่าได้เพราะจัดเต็มมาทุกส่วนทั้งแฟริ่ง เครื่องยนต์ เทคโนโลยีแบบจัดเต็มมาให้แบบไม่น้อยหน้าค่ายอื่นเลย ในครั้งนี้ได้มีโอกาสทดสอบกันในแทร็กระดับโลก สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต บุรีรัมย์ ในการทดสอบครั้งนี้จะเป็นรอบสื่อมวลชน ถือว่าเป็นสื่อมวลชนกรุ๊ปแรกที่ได้ทดสอบกันในแทร็กอย่างเป็นทางการ เป็นเรื่องดีเลยทีเดียวเพราะในการทดสอบจะได้ทดสอบกันแบบเต็มไม้เต็มมือ บิด เบรกกันได้เต็มที่ แถมความปลอดภัยเต็มร้อยอีกด้วย ซึ่งก็ต้องขอบคุณ เอพี ฮอนด้า ที่ได้ปิดสนามให้ทดสอบกันเต็มที่ในครั้งนี้ด้วยครับ เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าหลายๆ คนคงอยากจะรู้แล้ว่าเจ้าหกร้อยคันนี้มีอะไรดีบ้าง ฟีลลิ่งเป็นยังไง? ดีไซน์ด้วยเทคโนโลยีจากรถแข่ง MotoGP แฟริ่งภายนอกสีไตรคัลเลอร์ดูสวยสดงดงามเด่นตา ถูกดีไซน์ให้เป็นรถที่ลู่ลมที่สุดในคลาสด้วยการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ แฟริ่งด้านหน้ามีการออกแบบเสริมปีกด้านข้างแฟริ่งเป็นแบบวิงก์เล็ตที่จะช่วยสร้างแรงกดที่ล้อหน้าช่วยให้การควบคุมตัวรถในย่านความเร็วสูงๆ ทำได้ดี ทั้งยังช่วยให้เลี้ยวเข้าโค้งได้เนียนมากขึ้น พร้อมกับเพิ่มความหล่อด้วยระบบส่องสว่างแบบ Full LED หล่อเด่นสุดในรุ่น การดีไซน์ที่เฉียบคม เส้นสายรอบตัวรถออกแบบให้มีทางเดินอากาศลดแรงเสียดทาน ทำให้มีส่วนช่วยให้รถนิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมไปถึงออกแบบแฟริ่งหน้ากากด้านหน้าให้มีช่องดักลมเข้าคอไอดีเหมือนกันตัว CBR1000RR-R ยังออกแบบทางเดินอากาศเข้าไประบายความร้อนได้อย่างเต็มที่ อกแฟริ่งด้านล่างที่มีการออกแบบเหมือนรถแข่งเพื่อที่จะลดแรงต้านที่ล้อหลังช่วยได้เยอะขึ้น ออกแบบถังน้ำมันใหม่สไตล์รถแข่ง ถูกออกแบบให้มีการบาลานซ์น้ำหนักให้ใกล้จุดศูนย์ถ่วงของตัวรถมากที่สุดทำให้การควบคุมรถ เวลาเลี้ยวหรือการเปิดคันเร่งเข้าโค้งทำได้ดีขึ้น และยังมีการปรับมุมเรือนไมล์ TFT ใหม่เพื่อเวลาหมอบไม่ต้องละสายตามากจนเสียสมาธิควบคุม เรือนไมล์จอสีแบบ TFT ที่สามารถแสดงสถานะต่างๆ ของรถคันนี้ได้ทั้งหมด อาทิเช่น ความเร็ว รอบเครื่องยนต์ อัตราการกินน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย ไฟเลี้ยว ไฟสูง สถานะ HSTC สถานะการเตือนเปลี่ยนเกียร์ Shift Light และยังสามารถปรับการตั้งค่าการขับขี่ Riding Mode ได้อีกด้วย ฟังก์ชั่นเยอะมีให้ใช้แบบเหลือๆ ไปจนถึงฟังก์ชั่น Lap Timer ที่สามารถจับเวลาต่อรอบได้อีกด้วย เฟรมใหม่ เป็นโครงสร้างแบบอลูมิเนียมทวินทูบเฟรมที่ประกอบไปด้วยพาร์ทอลูมิเนียมดายแคสต์ 4 ชิ้นโดยมีชิ้นส่วนที่แข็งแรงอย่างโดยเฉพาะส่วนของคอรถที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้เฟรม หลักการของเฟรมตัวนี้จะรวมมวลทั้งหมดเข้ามาอยู่จุดศูนย์กลางที่ได้ออกแบบเครื่องยนต์ ถังน้ำมัน ให้อยู่ใกล้กันมากที่สุดทำให้เวลาขับขี่จะรู้สึกควบคุมได้ง่าย รวมไปถึงตัวสวิงอาร์มที่ออกแบบใหม่เพิ่มบาลานซ์ปรับโครงสร้างภายในตัวสวิงอาร์มใหม่ลดน้ำหนักทำให้เบากว่าตัวเดิม ซึ่งสองอย่างนี้เป็นปัจจัยหลักเลยก็ว่าได้ที่จะทำให้รถคันนี้ได้ฟิวลิ่งที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ช่วงล่างมาเต็มมาแน่น โช้คอัพด้านหน้าให้มาเป็นแบบหัวกลับ Upside-Down จาก Showa ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41 ม.ม. ตัวกระบอกสไลด์เป็นสีดำ (แต่ในใจผมเองอยากให้เป็นสีทอง) ภายในเป็นลูกสูบขนาดใหญ่ สามารถปรับตั้งค่าได้ทั้งพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์แดมปิ้ง ทั้งยังปรับได้ง่ายตามความต้องการ โช้คอัพด้านหลังเป็นแบบซับแทงก์ ทำงานร่วมกับ Unit pro link ถูกติดตั้งระหว่างเฟรมกับสวิงอาร์ม สามารถปรับตั้งค่าได้เช่นเดียวกันกับโช้คหน้า โดยเลือกปรับตามความต้องการที่จะใช้งานได้เลย กันสะบัดไฟฟ้า HESD ถูกติดมาให้จากโรงงานถูกติดตั้งให้ใกล้กับแผงคอด้านบน เพราะในการทำงานของตัวกันสะบัดจะทำงานตามความแรงของการสะบัดจากแฮนด์บังคับเลี้ยว ทำให้การติดตั้งให้ใกล้กับจุดศูนย์กลางของแฮนด์ก็จะสามารถทำงานได้ดีที่สุด แถมไม่กินพื้นที่ส่วนอื่นของตัวรถด้วย ระบบเบรก เบรกด้านหน้า Tokico ดิสก์คู่เป็นคาลิเปอร์แบบเรเดียลเมาท์ 4 สูบ มาพร้อมกับจานเบรกแบบโฟลตติ้ง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 320 ม.ม. และด้านหลังเป็นคาลิปเปอร์ Nissin ลูกสูบเดี่ยวน้ำหนักเบา ดิสก์เบรกด้านหลังมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 220 ม.ม. ล้อและยางหน้าหลัง ล้อที่ให้ติดมาจากโรงงานเป็นแบบ 6 ก้านคู่เส้นรอบวงขนาด 17 นิ้ว ดีไซน์คล้ายกับตัวอักษรภาษาอังกฤษตัว Y พร้อมด้วยยางขนาด 120/70 ZR17 และขนาด 180/55 ZR17 ตามลำดับ ขุมพลัง Supersport 600 CC. ปลายไหลๆ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาดความจุ 600 ซีซี เส้นผ่าศูนย์กลางลูกสูบ 67 มิลลิเมตร ระบบจ่ายน้ำมันเข้าเครื่องยนต์แบบหัวฉีด PGM Fi แบบคู่ Dual Stage Fuel injection เครื่องยนต์ระบายความร้อยด้วยน้ำ เกียร์ 6 สปีด เครื่องยนต์ตัวนี้สามารถให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 120 ที่รอบเครื่องยนต์ 14,000 รอบ/นาที และยังให้แรงบิดสูงสุดที่ 64 นิวตันเมตรที่ 11,500 รอบ/นาที วิ่งดีกว่าเดิมแน่นอน เครื่องยนต์ตัวนี้ยังมีการพัฒนามาใหม่เพิ่มประสิทธิภาพการประจุไอดีและเผาไหม้ทั้งหมด มีลิ้นปีกผีเสื้อ 44 ม.ม. และพอร์ทไอดีใหม่ แบบ Direct to head ดีไซน์ทางเดินอากาศใหม่จากลิ้นปีกผีเสื้อถึงหลังใบวาล์วได้มีการออกแบบใหม่ทำให้มีส่วนที่โค้งมนมากขึ้น ทำให้มีประสิทธิภาพการเร่งดี รวดเร็วมากขึ้น 2.2% ตัวฝาสูบแบบใหม่ ได้มีการใช้หัวเทียนแบบยาวส่งให้ให้การจุดระเบิดสมบูรณ์ทั่วหัวลูกสูบมากขึ้น และยังออกแบบทางเดินน้ำหล่อเย็นใหม่ในฝาสูบ รักษาอุณหภูมิให้คงที่ตลอดเวลาเพื่อการเผาไหม้ที่ดีขึ้นทุกย่านความเร็ว ท่อไอเสียแบบ Middle Tip ให้อารมณ์สปอร์ตท่อออกท้ายกลางตัวรถดูเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

รีวิว Triumph Trident 660 เครื่องยนต์ทรงพลัง 3 สูบขี่ง่าย สนุกเร้าใจ..! บอกก่อนเลยว่าโรสเตอร์ขนาดกลางคันนี้ เป็นโมเดลที่มีความคุ้มค่า เทคโนโลยีทันสมัย มาพร้อมการออกแบบเครื่องยนต์ 3 สูบที่ลงตัว รูปร่างกระทัดรัด ช่วงล่างที่ให้มาใช้อย่างเหลือใช้ ต้องขอบอกคนที่รอเลยว่าคุ้มค่าแก่การรอคอยแน่นอน สัมผัสแรกที่จะได้สัมผัสโรดสเตอร์ขนาดกลางเมืองผู้ดีสัญชาติอังกฤษ ต้องขอขอบคุณ ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซค์เคิล ไทยแลนด์ ที่ได้เทียบเชิญเรามาทดสอบในครั้งนี้ และบอกก่อนเลยว่าทางไทรอัมพ์เองทำการบ้านมาดีสำหรับการพัฒนารถที่จะตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ทั้งการออกแบบตัวรถ เครื่องยนต์ เทคโนโลยีการขับขี่ต่างๆ ทำให้เอ็นจอยกับการขับขี่มากขึ้นและที่สำคัญคนที่ชื่นชอบสามารถเข้าถึงแบรนด์ไทรอัมพ์ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม รูปลักษณ์ร่วมสมัย โครงเหล็กกล้า เรามาเข้าเรื่องของรูปลักษณ์หน้าตากันก่อนเลย สำหรับโร้ดสเตอร์เน็กเก็ตไบค์คันนี้ ได้รับการออกแบบที่เรียบง่าย ดูดี สะดุดตาด้วยไฟหน้าทรงกลมที่มาพร้อมกับระบบไฟส่องสว่างแบบ Full LED พร้อมระบบไฟเลี้ยวแบบ Auto Cancel ยกเลิกเองอัตโนมัติ ดูดีมีสไตล์ แฮนด์บาร์อลูมิเนียมยกสูงทำให้ขับขี่ได้ง่าย พร้อมกับรูปทรงตัวถังน้ำมันที่ออกแบบให้มีรูปทรงที่รับกับขาด้านในของตัวผู้ขับขี่ ทำให้เวลาขับขี่กระชับมากขึ้นเวลาเลี้ยวรถหรือเบรกพร้อมกับโลโก้ไทรเด้นท์ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เบาะผู้ขับขี่เป็นแบบตอนเดียว 2 ระดับ ให้ฟีลที่กระชับ นุ่มนวล โครงรถใหม่ที่เป็นแบบท่อเหล็กกล้า ถูกออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ทำให้ท่านั่ง การวางเท้า การจับแฮนด์เฟรนด์ลี่กับผู้ขับขี่ จะรู้สึกถึงความสบาย และการคอนโทรลตัวรถก็ทำได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งรถคันนี้มีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 189 กิโลกรัมเท่านั้น ทำให้ลดภาระการบังคับรถได้อีกเยอะเลยล่ะครับ มาดูในส่วนของตัวล้อกันบ้างที่ถือว่าเป็นจุดเด่นอีกอย่างนึงเลยก็ว่าได้เพราะเจ้าคันนี้ใส่ล้ออลูมิเนียมน้ำมันเบา ดีไซน์แบบ 5 ก้าน ทำให้ตัวรถดูสปอร์ตมากขึ้นเป็นกองเลยละครับ พร้อมกับท่อไอเสียที่อยู่กลางลำตัวรถ เวลามองๆแล้ว บาลานซ์รถมันช่างเหมาะเจาะเสียเหลือเกิน เครื่องยนต์ โคตรจี๊ด เสียงเร้าใจ เครื่องตัวนี้ยังคงให้ความเป็นเอกลักษณ์ของไทรอัมพ์อยู่เช่นเดิม มีการออกแบบเครื่องยนต์ 3 สูบ ไม่เหมือนใครในวงการ ขนาดของเครื่องยนต์คันนี้มีอยู่ที่ 660 ซีซี DOHC 12 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด ด้วยขนาดลูกสูบที่มีขนาดใหญ่ถึง 74 มม. และมีช่วงชักที่ 51.1 มม. สามารถให้กำลังแรงม้าได้ถึง 81 แรงม้า ที่ 10,250 รอบ/นาที มีแรงบิดที่ 64 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบ/นาที ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับรถเซ็กเมนต์นี้ มีการดีไซน์ท่อไอเสียแบบ 3 ออก 1 ตัวปลายท่อไอเสียเองอยู่กึ่งกลางลำตัวรถพอดี เป็นการบาลานซ์น้ำหนักของตัวรถไปในตัว ต้องบอกเลยว่าตัวเสียงท่อและเครื่องยนต์ของเจ้าไทรเดนท์คันนี้ทำเอาถูกใจเทสต์ไรเดอร์หลายคนเลยทีเดียวรวมไปถึงตัวผมเองด้วย ฟิ้ว ฟิ้ว ฟีลเครื่องยนต์ 3 สูบตัวนี้ต้องบอกเลยว่าเป็นเครื่องยนต์ที่มีพละกำลังพอประมาณ การทำงานของรอบเครื่องยนต์ทำได้เนียนดี การสั่งการบิดคันเร่งไฟฟ้าไปที่เครื่องยนต์นั้นตอบสนองได้ทันใจ ให้พละกำลังในรอบกลางและปลายทำได้ดี ถือว่าเครื่องยนต์ตัวนี้เหมาะสำหรับคนที่กำลังหารถไว้ใช้งานทุกวัน รอบต้นกำลังพอดีมือ ขี่สนุก ส่วนถ้าอยากมันส์ก็เติมคันเร่งหน่อยก็สามารถที่จะรับรู้ความรู้สึก บิดเด้ง เร่งลอยได้เต็มที่เลยละครับ ช่วงล่างเหลือใช้ มาต่อกันที่ช่วงล่างที่ขอพูดไว้ตรงนี้เลยว่า “เพียงพอ” แล้วสำหรับคันนี้แล้วหรือสำหรับบางคนคือเหลือใช้แน่นอน เพราะช่วงล่างที่ให้มาจากโรงงานเป็น Showa ทั้งหน้าและหลังเลย โดยด้านหน้าที่ให้มาแบบ Up-Side Down หรือหัวกลับขนาด 41 มม. และด้านหลังเป็นแบบโช้คเดี่ยวยึดกับสวิงอาร์มคู่ สามารถที่จะปรับค่าความแข็งอ่อนของตัวสปริงได้อีกด้วยเหมาะสำหรับใครที่มีคนซ้อนท้ายก็ต้องบอกเลยว่าสบายๆ หายห่วง การขับขี่ใช้งานในเมืองเวลาเจอกับช่วงของคอสะพานหรือรอยต่อพื้นถนน รู้สึกได้ถึงความนุ่มนวล หรือแม้แต่ในช่วงของความเร็วสูงๆ เวลาเลี้ยวเข้าโค้งก็รู้สึกได้ถึงความกระชับมั่นใจในตัวรถมากขึ้น ระบบเบรกจาก Nissin ทั้งหน้า-หลัง ด้วยตัวเบรกด้านหน้า ที่ให้มาแบบดับเบิ้ลดิสก์หรือดิสก์เบรกคู่ โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางจานดิสก์อยู่ที่ 310 มม. และตัวเบรกหลังแบบดิสก์เบรกที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 255 มม. ใส่ส่วนของตัวกระทุ้งน้ำมันเบรกหลังยังมีลูกเล่นเป็นกระปุกน้ำมันแบบใสติดตั้งมาให้ด้วยทำให้ดูหล่อขึ้นกว่าเดิม และสำหรับระบบเบรกที่ให้มาเบรกได้ดีมั่นใจได้เลย และส่วนสุดท้ายสำหรับช่วงล่างนั้นก็คือ ตัวล้ออลูมิเนียมแบบ 5 ก้านที่ดีไซน์ได้สวยงามลงตัวจริงๆ โดยจะมาพร้อมกับยางขนาดใหญ่ขอบ 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมียางหน้าขนาด 120/70 และยางหลัง 180/55 ทำให้ดูใหญ่ ดูแน่น เข้มและดุดัน เรียกว่าลงตัวดีจริงๆ เหมาะสำหรับคันนี้มากๆ ครับ เทคโนโลยีก็มีมาแน่นๆ เริ่มจากแทร็คชันคอนโทรล เป็นระบบความปลอดภัยที่ติดมาให้จากโรงงาน เพื่อที่จะกันล้อหน้า-หลัง หมุนไม่เท่ากัน เมื่อเจอสภาพถนนเส้นทาง ทั้งลื่นน้ำ ทราย กรวด สภาพต่างๆ ที่ไม่สามารถระวังได้ระบบนี้จะตัดกำลังการหมุนของตัวล้อไม่ให้ตัวรถเสียอาการทำให้ควบคุม ช่วยให้ประคองรถผ่านไปได้ด้วยดี ต้องบอกเลยว่าตอนทดสอบได้ใช้เต็มที่เลย เวลาระบบทำงานจะมีสัญลักษณ์ TC ขึ้นที่เรือนไมล์ TFT และหากใครที่ต้องการความเร้าใจก็สามารถปิดได้ด้วย ต่อที่โหมดการขับขี่

Kawasaki W800 Cafe กับ 5 เหตุผลว่าทำไมคุณต้องซื้อ Kawasaki W800 Cafe นั้นคือเรโทรไบค์สุดเก๋าที่สืบทอดตำนานอันเป็นที่น่าจดจำมาจาก Kawasaki W1 ที่เปิดตัวครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1960 โดยยังคงถ่ายทอดความดั้งเดิมออกมาได้เป็นอย่างดีด้วยรูปโฉมที่สวยงามคลาสสิกไร้ซึ่งกาลเวลา และวันนี้เราจะมาอธิบาย 5 เหตุผลว่าทำไมคุณต้องซื้อ W800 Cafe ให้ฟังกันครับ คลาสสิกสุดๆ เป็นอีกเหตุผลแรกๆ เลยก็ว่าได้หากคุณเป็นสายคลาสสิกไบค์ ซึ่งจะซื้อรถย่อมมองในเรื่องความคลาสสิก ความดั้งเดิมมาเป็นอย่างแรก ซึ่งหากเป็นรถใหม่ในยุคนี้ ไม่มีคันไหนเกินคันนี้อีกแล้ว เพราะเจ้าคาเฟ่คันนี้มีให้แบบขีดสุด รูปลักษณ์ภายนอกของมันแทบจะไม่แตกต่างไปจากโมเดลดั้งเดิมเลยล่ะครับ มีเพียงแต่ชิ้นส่วนภายในและรายละเอียดในด้านวัสดุเท่านั้นที่มีการปรับปรุงพัฒนาและเปลี่ยนแปลงให้ทันยุคทันสมัยและเพิ่มสมรรถนะเครื่องยนต์และการควบคุมรถ ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า กระจกมองหลัง ไฟหน้าและไฟเลี้ยวกลมๆ มนๆ ตามแบบฉบับ โช้คแบบเทเลสโคปิกแบบมีซีลหุ้มกันฝุ่น ถังน้ำมันทรงหยดน้ำ ตัวเครื่องสองสูบวางตั้งระบายความร้อนด้วยอากาศ เดินท่อไอเสียคู่พร้อมปลายท่อคู่แบบสอบปลายหรือพีชูตเตอร์ ไปจนถึงล้อแบบซี่ลวดและลายดอกยางคลาสสิก เป็นต้น โดดเด่น แน่นอนว่าผู้คนส่วนใหญ่เลือกซื้อรถที่ตอบโจทย์การใช้งานของตัวเอง หลายๆ คนมักเลือกกันที่ความแรง บ้างก็เลือกรถที่เน้นอรรถประโยชน์การใช้งาน และอีกเหตุผลคือเรื่องหน้าตา ความสวยงามและความโดดเด่น แต่น้อยคนนักที่จะเลือกรถคลาสสิก ดังนั้นเมื่อคุณขี่รถคลาสสิกคุณก็จะยิ่งโดดเด่น และเจ้า W800 Cafe คันนี้ไม่ได้แค่เด่นเพราะคนเล่นน้อยอย่างเดียว แต่มันยังสวยงามคลาสสิกแบบขนานแท้อีกด้วย โดยรายละเอียดด้านความสวยงามต่างๆ ถูกใส่เข้ามาอย่างพอเหมาะพอเจาะ ดูไม่เยอะสิ่งและเรียบง่ายสไตล์มินิมอล ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนโครเมียมแวววับจับทุกสายตาที่มองมา สีสันที่เลือกใช้บนตัวรถแม้ไม่ได้จัดจ้าน แต่ดูหรูหราทรงฐานะ เหมาะกับคนมีสไตล์ มีรสนิยม ทั้งยังแอบทันสมัยด้วยระบบไฟ LED ตามแบบสมัยนิยมอีกด้วย ขี่ง่ายขี่สบาย คาวาซากิได้พัฒนาเจ้าคาเฟ่คันนี้ให้มีกลิ่นอายความสปอร์ตผ่านทางโม่งบังลมด้านหน้า แต่ก็ไม่ได้เป็นสปอร์ตหนักๆ เหมือนคาเฟ่เรซเซอร์ มีการออกแบบมิติตัวรถมาโดยคำนึงถึงหลักเออร์โกโนมิกดีไซน์หรือสรีรศาสตร์อีกด้วย ตัวแฮนด์บาร์แบบคลับแมนรูปตัว M ให้ท่านั่งที่โน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อยพอให้ได้สัมผัสความเป็นสปอร์ต แต่ก็ยังคงนั่งขับขี่ได้สบาย เพราะหลังไม่ก้มมาก ตัวก้านเบรกและก้านคลัตช์ยังสามารถปรับระยะให้เข้ากับความชอบของผู้ใช้ได้อีกด้วย ช่วงล่างที่ให้มาก็มีขนาดใหญ่เพียงพอและโช้คหลังเองก็ปรับพรีโหลดได้ ช่วยให้ขี่ได้ดี ไม่ย้วย แต่ขณะเดียวกันก็ยังซับแรกกระแทกได้ดี ไม่ละเลยความปลอดภัย ไม่ใช่ว่าเจ้าคาเฟ่คันนี้จะมีดีแต่เรื่องความคลาสสิกและความสวยงามเท่านั้น ทางค่ายเขียวเขายังได้ใส่เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยมาให้ ทั้งระบบเบรก ABS และแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ฟังดูมีแค่ 2 อย่าง อาจจะคิดว่าน้อยจัง ซึ่งจริงๆ แม้จะไม่มากมายอะไร แต่สำหรับคนที่ขี่รถสไตล์นี้ก็บอกได้เลยว่าเพียงพอแล้ว คนที่เลือกรถสไตล์คลาสสิกเขาก็เน้นการขี่แบบชิลล์ๆ มากกว่าที่จะเป็นความเร็วอยู่แล้ว ดังนั้นระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ กับระบบเบรก ABS ที่ทำงานร่วมกับดิสก์เบรกเดี่ยวขนาดใหญ่ด้านหน้าและดิสก์เบรกหลังนั้นก็เพียงพอกับใช้งานโดยทั่วไปแล้วครับ เครื่องยนต์ทรงพลัง แม้ว่าเครื่องยนต์ของ W800 Cafe จะไม่ได้เป็นเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงระดับชั้นแนวหน้าหรือแบบรุ่นเรือธง แต่เครื่องสองสูบระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 773 ซีซี แบบหัวฉีดก็ทรงพลังดีตั้งแต่ในช่วงรอบต่ำจนถึงกลาง โดยเคลมแรงม้ามาที่ 47 แรงม้าที่ 6,000 รอบและแรงบิดที่ 62.9 นิวตันเมตรที่ 4,800 รอบ ซึ่งเรียกว่ากำลังมาในรอบไม่สูงเลย ตัวรถจึงสามารถที่จะเร่งแซง หรือออกตัวได้ง่าย ไม่ต้องเค้นกันหนักๆ แต่ความเร็วยืนพื้นก็จะไม่สูงมากนัก ทว่านั่นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับรถสไตล์นี้ครับ โดยสรุปแล้ว แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้เป็นรถที่มีสมรรถนะสูงมาก แต่มันเป็นรถที่มีความคลาสสิก ความสวยงามไปตลอดจนถึงความโดดเด่นลงตัวในระดับต้นๆ บวกกับเป็นรถที่มีสตอรี่มีเรื่องราว และหากคุณเป็นคนมีสไตล์ ชอบความโดดเด่น เรียบง่ายไม่ซับซ้อน แต่ก็ไม่ลืมเรื่องความปลอดภัยและรถที่ใช้งานได้ในทุกๆ วัน คุณยิ่งต้องมองเจ้าคาเฟ่คันนี้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Aerox 2021 ยัดเทคโนโลยี Y-Connect พร้อม ABS โรงงาน ครั้งนี้เรามา รีวิว All-New Yamaha Aerox 2021 สปอร์ตสกู๊ตเตอร์ตัวใหม่ล่าสุดจากทางค่ายยามาฮ่าที่มีความคล่องตัว ขี่ง่าย และที่สำคัญยังให้ฟีลลิ่งเครื่องยนต์ที่แรง ใช้งานในเมืองได้อย่างสบายๆ และยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีในรถพิกัดนี้มาก่อน ซึ่งต้องเกริ่นกันสั้นๆ ตรงนี้ก่อนเลยว่า เป็นรถที่น่าใช้เป็นอย่างมาก สำหรับโมเดลนี้เรียกว่าอะไรๆ ก็ใหม่ไปหมด โดยทางยามาฮ่าเคลมมาว่าในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ เพราะโมเดลนี้ มีการเปลี่ยนทั้งแฟริ่ง เฟรมตัวถัง ไฟหน้า ไฟท้าย บล็อกเครื่องยนต์ ร่วมไปถึงใส่เทคโนโลยีการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเข้ามาให้ในรถพิกัดนี้ด้วย ถือเป็นการปรับเปลี่ยนที่ทำให้ลูกค้าที่สนใจ ตัดสินใจซื้อรถได้ไม่ยากเลย ถึงตรงนี้เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า สำหรับรุ่นใหม่ 2 เวอร์ชั่นนี้มีอะไรน่าสนใจกันบ้าง แล้วฟีลลิ่งจะเป็นยังไง อ่านต่อกันได้เลย ภายนอกใหม่ มาพูดถึงแฟริ่งภายนอกที่เปลี่ยนใหม่ที่ให้อารมณ์ถึงความสปอร์ต ดูเท่ ล้ำสมัยตามแบบฉบับรถ Supersport สายพันธ์ R-Series DNA รวมไปถึงในช่วงแฟริ่งด้านหน้าที่มีการปรับเส้นสายให้ดูเรียว เพรียวบางมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งยังออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ไฟหน้าเองก็ดีไซน์ใหม่และเปลี่ยนเป็นแบบ Full LED ให้ความสว่างมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมเสริมความหล่อใส่ไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ หรือที่ชอบเรียกกันสั้นๆ ว่าเดย์ไลท์นั่นแล หล่อทั้งกลางวันและกลางคืน ในส่วนของไฟท้ายเองก็มีการปรับเปลี่ยนให้ดูโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้นและเป็น LED ด้วยเช่นกัน เรือนไมล์ใหม่ มีเรือนไมล์ดีไซน์ใหม่แบบดิจิทัล LCD ให้ความรู้สึกสปอร์ตและทันสมัยมากขึ้น สามารถแสดงสถานะต่างๆ ของตัวรถและเครื่องยนต์อย่างครบครันและสามารถควบคุมผ่านทางประกับด้านซ้ายได้สะดวกอีกด้วย รวมไปถึงเรือนไมล์ตัวใหม่นี้ยังเชื่อมต่อกับ Yamaha Y-Connect และแสดงผลเป็นสัญลักษณ์เตือนสถานะมือถือ ข้อความต่างๆ ได้อีกด้วย เบาะใหม่นั่งสบายยันคนซ้อน ตัวเบาะใหม่นี้มีการดีไซน์ในส่วนของคนซ้อนให้นั่งสบายยิ่งขึ้น ออกแบบตัวรูปทรงเบาะที่จะช่วยกันลื่นไถลของผู้ซ้อนทำให้เวลาขับขี่และโดยสาร นั่งได้กระชับทั้งคนขับและคนซ้อนมากขึ้น ลงตัวตลอดช่วงหน้าและหลัง ทำให้เวลามองแล้วดูสปอร์ตน่าขี่กว่าเดิม เฟรมโครงรถใหม่ ปรับเปลี่ยนโครงรถแบบแบ็คโบน รออกแบบดีไซน์ฝห้ใช้ท่อเหล็กกล้าขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 60.5 มิลลิเมตรและท่อรองขนาด 45 มิลลิเมตร พร้อมกับเสริมโครงคานขนาด 16 มิลลิเมตร ปรับเปลี่ยนจุดยึดแท่นเครื่องยนต์ไปอยู่ทางด้านใต้เครื่องยนต์อีกด้วย ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการขับขี่ให้คล่องตัวมากขึ้น มั่นใจมากยิ่งขึ้น และยังมีความแข็งแรงทนทานมากกว่าเดิมอีกด้วย ช่วงล่างเดิม ปรับปรุงเพิ่มเล็กน้อย ในส่วนของตัวโช้คอัพยังคงมีพื้นฐาน ความสูง ระยะยุบ ระดับน้ำมันโช้คที่เหมือนกับตัวเดิมทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แต่จะมีเพียงอย่างเดียวที่เพิ่มขึ้นก็คือ ค่าความแข็งของสปริงที่เพิ่มขึ้นในเวอร์ชั่น STD ให้ใช้งานได้ดีรองรับทุกสภาวะถนน และในทุกช่วงของความเร็ว ขับขี่ได้สนุกมากขึ้น มาพูดถึงในส่วนของระบบเบรกและล้อกันบ้าง หลักๆ ยังคงมีพื้นฐานที่เหมือนกับตัวก่อนหน้านี้ เบรกหน้าให้มาเป็นแบบดิสก์เบรก และด้านหลังที่เป็นแบบดรัมเบรก แต่ก็จะมีสีสันของวงล้อที่เพิ่มเข้ามาช่วยให้ดูสปอร์ตหรูหรามากขึ้น ในส่วนของตัวขนาดล้อยังคงเป็นแบบเดิมที่ให้ขนาดยางหน้า 120/70-14 และยางหลังขนาด 140/70-14 ดูใหญ่ดูเต็ม ซึ่งก็เพียงพอการขับขี่อยู่แล้ว มั่นใจหายห่วงทุกย่านความเร็ว เครื่อง Blue Core บล็อกใหม่ เครื่องยนต์ตัวใหม่เทคโนโลยี Blue Core 155 ซีซี 4 จังหวะ SOHC มาพร้อมกับเทคโนโลยี VVA วาล์วแปรผันควบคุมด้วยมอเตอร์โซลินอยด์สั่งการทำงานช่วงรอบเครื่องยนต์ที่ 6000 รอบต่อนาที ช่วยให้ให้กำลังแรงม้าที่มากขึ้นกว่าเดิมเป็น 15.4 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 13.9 นิวตันเมตร ที่ 8,000 รอบต่อนาที นอกจากนี้ยังมีการใช้ลูกสูบใหม่ เป็นลูกสูบฟอร์จหัวนูน น้ำหนักเบา แข็งแรง และถ่ายเทความร้อนได้ดี แต่ให้กำลังอัดที่มากขึ้นจากเดิม 10.5:1 เป็น 11.6:1 ทำให้ตัวรถมีอัตราการเร่งที่ดีขึ้น บิดติดมือมากขึ้นกว่าเดิม ยังมีการออกแบบกระบอกสูบใหม่แบบเยื้องศูนย์ ทำให้ลดแรงเสียดทานด้านข้างลูกสูบกับผนังกระบอกสูบทำให้ลดการสูญเสียกำลังของเครื่องยนต์ได้เป็นอย่างดี ออกแบบฝาสูบใหม่เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ด้วยท่อไอดีแบบคอคอดเร่งความเร็วส่วนผสมของไอดีเข้าสู่ห้องเผาไหม้ และยังออกแบบช่องทางเดินน้ำหล่อเย็นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อน ปรับให้หม้อกรองอากาศใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้นเพิ่มประสิทธิภาพการส่งอากาศเข้าห้องเผาไหม้ทำให้เพิ่มอัตราการตอบสนองของเครื่องยนต์ได้ดีขึ้น เครื่องยนต์ตัวใหม่เพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนโดยใช้เทคโนโลยีกระบอกสูบแบบไดอะซิล (DiASil) พร้อมปรับตำแหน่งตัวดันโซ่ราวลิ้นใหม่ ตัวเสื้อสูบใหม่ให้น้ำหนักที่เบาทนทาน ระบายความร้อนได้มากกว่ากระบอกสูบทั่วไปถึง 3 เท่า ลดแรงเสียดทานได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำแบบเต็มระบบโดยมีรังผึ้งระบายความร้อนที่ถูกติดตั้งด้านข้างเครื่องยนต์ พร้อมกับติดตั้งเทอร์โมสตัทและวาล์วบายพาสทำให้ระบายความร้อนได้รวดเร็วส่งผลให้เครื่องยนต์ลื่นไหลในทุกช่วงรอบความเร็ว ถังน้ำมันใหญ่ไปได้ไกลขึ้น ถังน้ำมันเชื้อเพลิงมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมทำให้มีความจุเพิ่มขึ้น 0.9 ลิตร ทำให้ในตัวนี้สามารถบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 5.5 ลิตร ยืดระยะการเดินทางและสะดวกสบายต่อการเดินทาง ไม่ต้องเติมน้ำมันบ่อย เทคโนโลยีเน้นๆ แน่นๆ เจ้าแอร็อกซ์นั้นนอกจากจะปรับปรุงในส่วนต่างๆ มากมายแล้ว ยังมีฟังก์ชั่นเพื่อความสะดวกสบายไม่ว่าจะเป็นระบบสมาร์ทคีย์ (เฉพาะรุ่น) และช่องจ่ายไฟแบบ USB

รีวิว PCX160 และ PCX160 e:HEV เพิ่มซีซี มีดิสก์หลัง การันตีแรงสุดในคลาส!! ประเดิมปี 2021 กับการรีวิว All New Honda PCX160 กันก่อนเลยครับ โดยครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกเลยที่ได้ทดสอบรถในรูปแบบใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Under Wrap Test Ride ทำให้การรีวิวทดสอบครั้งนี้ ไม่สามารถที่จะบอกรูปทรงหรือสีสันได้เพราะตัวรถอยู่ภายใต้สติ๊กเกอร์ที่บดบังเอาไว้แถบจะทุกส่วนของตัวรถ ดังนั้นจะเน้นไปที่สมรรถนะของตัวรถกันเป็นหลักครับ การทดสอบในคราวนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 รุ่น โดยรุ่นแรกที่ได้ทดสอบคือ PCX160 ABS และ PCX160 e:HEV เป็นรถที่มีพื้นฐานเหมือนตัวสแตนดาร์ดทุกอย่างเพียงแต่เพิ่มในส่วนของมอเตอร์ไฟฟ้า และโหมดการขับขี่หรือ Riding Mode เข้ามามีช่วยในการขับขี่เพิ่มขึ้น เครื่องใหม่ทั้งใหญ่ทั้งแรง เรามาเริ่มกันที่พื้นฐานเครื่องยนต์กันก่อนเลย งานนี้บอกเลยว่าถ้าได้ลองแล้ว ต้องเสียเงินซื้อกันแน่นอน ด้วยเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว แบบ SOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำตัวใหม่ล่าสุดของทางฮอนด้า ที่มีการขยายความจุซีซีที่มากขึ้นกว่าเดิมเป็น 157 ซีซีจากการขยายขนาดลูกสูบ โดยมีแคมชาฟต์เดี่ยวที่มาพร้อมกับกระเดื่องวาล์วแบบโรลเลอร์ยูนิแคม เพื่อลดแรงเสียดทานในระบบ ทำให้เครื่องแรงขึ้นและอัตราเร่งความเร็วทำได้ดีขึ้น ทั้งยังเพิ่มกำลังอัดเครื่องยนต์เป็น 12 : 1 มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งทางโรงงานเคลมกำลังอัดมามากสุดในคลาสนี้ และยังมีการปรับเปลี่ยนตัวดันโซ่แบบไฮดรอลิกเทคโนโลยีจากรถยนต์ ที่จะทำงานโดยใช้แรงดันจากน้ำมันมากดโซ่ราวลิ้น โดยจะมีแรงกดแปรผันตามความเร็วรอบของเครื่องยนต์ ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนและแรงเสียดทานของเครื่องตั้งแต่ในรอบต่ำจนถึงรอบสูง ทำให้เครื่องยนต์เดินเรียบสมู้ทและเสถียรมากขึ้น ซึ่งช่วยทำให้เครื่องยนต์เงียบขึ้นอีกด้วย และยังประหยัดน้ำมันอีกด้วย ขยายไซส์เอาความแรงยังไม่พอ ต้องเพิ่มความลื่นด้วย Piston Oiljet เทคโนโลยีจากรถระดับ SuperBike ถูกนำมาใส่ใช้งานจริงในเครื่องยนต์ eSP+ หลักการทำงานเป็นหัวฉีดน้ำมันเครื่องใต้ลูกสูบ ทำหน้าที่ฉีดน้ำมันเครื่องใต้ลูกสูบอยู่ตลอดเวลา ลดแรงเสียดสีระหว่างตัวลูกสูบและเสื้อสูบให้น้อยที่สุด และยังช่วยระบายความร้อนได้ดี เพื่อที่จะรักษากำลังเครื่องยนต์ ส่งผลให้เครื่องยนต์เดินเรียบเนียนและเงียบขึ้น จึงได้ไหลลื่นทุกรอบความเร็ว ในส่วนของเพลาข้อเหวี่ยงที่ได้รับการพัฒนามาใหม่ ทางด้านขวาของเพลาข้อเหวี่ยงมีการเพิ่มโรลเลอร์แบริ่ง เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของตัวเพลาข้อเหวี่ยงและลดการสั่นและการเกิดเสียงดังของเครื่องยนต์ ลดการบิดตัวของเพลาข้อเหวี่ยงที่รอบสูง ส่งผลให้อายุการใช้งานของเพลาข้อเหวี่ยงยาวนานมากขึ้นกว่าเดิม และเครื่องยนต์เดินเงียบมากขึ้น นอกจากนี้ทางฮอนด้าเองได้มีการดีไซน์ทางเดินอากาศฝั่งไอดีใหม่หมด ตั้งแต่กรองอากาศไปจนถึงเรือนลิ้นเร่งที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ขึ้นจาก 26 เป็น 28 มิลลิเมตร พร้อมกับเพิ่มความจุภายในหม้อกรองให้ใหญ่ขึ้นอีกจากเดิม 4.7 ลิตรเป็น 4.9 ลิตร ทำให้การผสมกันระหว่างน้ำมันและอากาศเข้าห้องเผาไหม้ได้ดีและมากขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้ตัวรถมีกำลังที่มากขึ้นตามไปด้วย และที่สำคัญคือมาต่อกันที่ท่อไอเสียใหม่ ดีไซน์การคายไอเสียแบบไม่อั้น ทำให้การคายไอเสียดีขึ้น การจุดระเบิดก็ดีขึ้นตามไปด้วย และที่สำคัญการปล่อยไอเสียต้องผ่านแคทตาไลติกที่ดีไซน์อยู่ในท่อไอเสียใหม่ ลดมลพิษที่จะเข้าสู่ชั้น เรียกว่ารักษ์สิ่งแวดล้อมไปในตัว ส่วนของรุ่น e:HEV จะมีการเพิ่มระบบมอเตอร์แอสซิสต์ไฟฟ้าเข้ามา ช่วยในการออกตัว หรือเร่งแซง และยังทำหน้าที่ชาร์จไฟฟ้ากลับเข้าไปยังแบตเตอรี่ลิเทียมที่ติดตั้งมาในรถอีกด้วย โดยแบตเตอรีลิเธียมที่ติดตั้งมานั้นมีน้ำหนักเบา อายุการใช้งานยาวนาน ดูแลรักษาง่าย ไม่ต้องคอยชาร์จไฟ พร้อมกันนี้ Honda ยังรับประกันให้อีก 3 ปีหรือ 30,000 กม.ในส่วนของแบตเตอรี่สำหรับระบบไฮบริดอีกด้วยครับ นุ่มสบายด้วยช่วงล่างใหม่หมด ในส่วนของช่วงล่างกันบ้าง เริ่มกันที่ชุดยางรองแฮนด์บาร์ใหม่ที่ทำจากโพลีคลอโรพรีนที่มีความทนทานต่อการฉีกขาดสูง มีการให้ตัว ช่วยลดการเสียดสี ทำให้ขับขี่ได้สบายมากขึ้น เพราะตัวยางนี้จะช่วยลดการสั่นสะเทือนและลดแรงกระแทกที่จะขึ้นมือเราได้ ในส่วนของล้อนั้นได้ล้อแม็ก Enkei ลายใหม่ ลวดลายดูล้ำสมัยกว่าเดิมพร้อมกับเพิ่มขนาดไซส์ยางให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น เพิ่มความมั่นใจมากขึ้นทั้งการเลี้ยวและการเบรก ขนาดล้อหน้าที่เส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ที่ 14 นิ้ว มาพร้อมกับยางหน้ากว้างขึ้นเป็นขนาด 110/70 ส่วนล้อหลังเล็กลงจาก 14 นิ้วเป็น 13 นิ้ว แต่มาพร้อมกับยางหน้ากว้างขึ้นเป็นขนาด 130/70 ดูเต็ม แน่นขึ้นกว่าเดิมแน่นอน ในส่วนของระบบกันสะเทือน โช้คหน้ายังคงเป็นแบบเทเลสโคปิก จะมีเพียงโช้คหลังที่เพิ่มในส่วนของระยะยืดยุบให้มากขึ้นกว่าเดิม 10 ม.ม. เป็น 95 ม.ม. ทำให้ช่วยในเรื่องของการรับน้ำหนัก และการรับแรงกระแทกได้มากขึ้นกว่าเดิม จึงขับขี่ได้นุ่มนวลมากข้น สุดท้ายเรื่องระบบเบรกก็ปลอดภัยได้มากขึ้น ด้วยการอัพสเปกเบรก เป็นดิสก์เบรกทั้งหน้าและหลังครับ โดยคาลิเปอร์เบรกหน้าจะเป็นแบบ 2 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดียว ทั้งสะดวก ทั้งประหยัด และปลอดภัยยิ่งกว่า PCX ยังคงมีฟังก์ชันอำนวยความสะดวกสบายไว้เป็นอย่างดีสมเป็นพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นช่องจ่ายไฟแบบ USB-C จ่ายไฟได้เร็วและแรงขึ้นเหมาะกับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ในอนาคต ระบบสมาร์ทคีย์ที่ช่วยให้สตาร์ทรถ เปิดฝาถังน้ำมันและเบาะโดยไม่ต้องใช้กุญแจ และคราวนี้ตัวสมาร์ทคีย์มีดีไซน์ใหม่สวยงาม หรูหรา ดูดีสไตล์รถเก๋ง เรือนไมล์ใหม่แบบดิจิตอลเต็มรูปแบบ แสดงผลข้อมูลครบถ้วน แม้กระทั่งการทำงานของระบบ HSTC มีช่องเก็บสัมภาระใต้เบาะมีขนาดใหญ่ขึ้นจากเดิม 28 ลิตรเป็น 30 ลิตร ตัวรถมีที่วางฝาปิดถังน้ำมันใหม่ ง่ายและสะดวก

รีวิว All New Honda CBR1000RR-R Fireblade แบบเจาะลึก หลังได้ลองซิ่งในสนามระดับโลก วันนี้เรามา รีวิว Honda CBR1000RR-R Fireblade ที่สุดของรถซูเปอร์ไบค์แบบโปรดักชัน เท่าที่ฮอนด้าได้สร้างมาเลยก็ว่าได้ หลังจากเปิดตัวครั้งยิ่งใหญ่พร้อมๆ กันกับ CBR600RR ทางฮอนด้าเองก็จัดให้สื่อได้ทดสอบหลังจากเปิดตัวได้เพียงแค่วันเดียวเท่านั้น และทางเราก็ได้เทียบเชิญเข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้ด้วย โดยครั้งนี้เล่นใหญ่ไปขี่ทดสอบกันที่สนามระดับโลกอย่างสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต บุรีรัมย์กันเลย เกริ่นกันถึงที่มาของรหัสท้ายของเจ้า CBR ที่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมโดยมีเพิ่ม R ขึ้นมาอีกหนึ่งตัว เป็น RR-R หรือบางคนเรียก ดับเบิ้ลอาร์ อาร์ หรือ ทริปเปิ้ลอาร์ โดย RR-R ที่ว่ามันก็มีความหมายของตัวมันเอง เพราะเป็นรหัสที่เกิดมาเพื่อการแข่งขัน บรรจุเทคโนโลยีระดับสูงสุดเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของการขับขี่ นั้นละคือ RR-R (Racing Replica Race) สำหรับการทดสอบในครั้งนี้เป็นการทดสอบรีดประสิทธิภาพของตัวรถให้ออกมาได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะตัวรถเองนั้นก็มีทั้งเครื่องยนต์ ช่วงล่าง ล้อ ยาง เบรก รวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ มาให้ได้ทดลองใช้งานมากมาย ไม่ใช่แค่หล่ออย่างเดียว มาพูดถึงรูปร่างกันก่อนเพราะเปิดตัวมาเป็นที่สะดุดตาเอาอย่างมากทั้งสีตัว SP ที่มาในชุดสีแบบ Tri Color และตัว Standard ที่บ้านเรานั้นมีขายเฉพาะสีดำล้วน แต่ต้องบอกก่อนเลยว่าทุกอย่างที่ดีไซน์และออกแบบมาล้วนแล้วแต่มีเป้าหมายมีประโยชน์ แฟริ่งของโมเดลใหม่นี้มีการออกแบบให้มีค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานจากอากาศให้น้อยที่สุดในขณะที่ขับขี่เมื่อเปรียบเทียบกับรถในระดับเดียวกัน โดยมีค่า CD Coefficient of Drag ที่ 0.270 (ผลสำรวจของฮอนด้าเมื่อพฤศจิกายน 2019) พูดสั้นๆ ว่าแอโรไดนามิกดี ช่วยให้ลดแรงฉุดที่เกิดจากกระแสลมได้มากนั่นเอง แฟริ่งด้านหน้าออกแบบใหม่ทั้งหมดมีช่องแรมแอร์รับอากาศที่มากขึ้น โดยทางเข้าของอากาศมีขนาดเทียบเท่า RC213V โดยแรมแอร์จะอยู่ตรงกลางหน้ารถส่งผ่านอากาศเข้าเป็นเส้นตรงสู่กรองอากาศ เรียกว่าไม่ใช่แค่ดูดุดัน หล่อล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว ชุดแฟริ่งด้านล่างมีการจัดวางให้ใกล้กับล้อหลังของตัวรถมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งช่วยลดแรงปะทะของอากาศและน้ำที่ล้อหลัง ทำให้สามารถรักษาอุณหภูมิของยางและรักษาแรงยึดเกาะที่ยางหลังให้สเถียรอีกด้วย อีกหนึ่งส่วนอย่างวิงก์เล็ต Winglet ที่เป็นเทคโนโลยีจาก MotoGP สู่รถโปรดักชัน ออกแบบมาให้มี 3 ชั้น ช่วยสร้างแรงกดหรือ Downforce ที่ด้านหน้าตัวรถได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเพิ่มการยึดเกาะและการคอนโทรลขณะเข้าโค้งในความเร็วสูงๆ ได้ดี ออกจากเรื่องของแฟริ่งกันบ้าง เจ้า Fireblade คันใหม่นี้ยังมีไฟหน้าดีไซน์โฉบเฉี่ยว ดุดันมากกว่าเดิม ไฟเลี้ยวมาพร้อมระบบ Auto Cancel คือเวลาเปิดไฟเลี้ยวแล้วเมื่อเลี้ยวแล้วไฟจะปิดเองอัตโนมัติอีกด้วย ในส่วนของเรือนไมล์ก็จัดให้เต็มที่ เป็นหน้าจอสี TFT มาเลย ทั้งสวยงามและล้ำสมัยดูลงตัว เป็นหน้าจอแสดงผลที่นำเทคโนโลยีจากสนามแข่งมาให้ใช้อย่างครบครัน มีทั้งการแจ้งข้อมูลสถานะต่างๆ ทั้งความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ตำแหน่งเกียร์ สถานะการตั้งค่าโหมดต่างๆ หน้าจอแสดงเสถียรภาพองศาการเอียงของตัวรถ อุณหภูมิเครื่องยนต์ และที่สำคัญมีโหมดจับเวลาต่อรอบ ซึ่งเหมาะสำหรับการแข่งขันหรือการขับขี่แบบแทร็กเดย์ในสนามแข่งอีกด้วยครับ ขับขี่มั่นใจไม่ว่าจะนอกหรือในสนาม ฮอนด้าได้ออกแบบการรับน้ำหนักโดยวางเครื่องยนต์ให้อยู่ระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง โดยการสร้างบาลานซ์น้ำหนักอยู่กลางลำตัวรถพอดิบพอดีเลย มีการออกแบบแฮนด์บังคับให้กว้างขึ้น เมื่อรวมกับตำแหน่งเบาะนั่งและที่พักเท้าใหม่ ทำให้รู้สึกกระชับมั่นใจ ช่วยให้พลิกเลี้ยวและมั่นใจในการขับที่ความเร็วสูงๆ มากขึ้น สำหรับถังน้ำมันปรับให้ต่ำลง 45 ม.ม. พร้อมกับมีร่องเว้ารับกับช่วงคางเวลาหมอบพอดี ทำให้ก้มหลบลมเมื่อขับขี่แบบเรซซิ่งได้ดีขึ้น และตัวชิลด์หน้ามีการปรับองศาจาก 45 องศาเป็น 35 องศา ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการลดแรงปะทะจากลมได้มากยิ่งขึ้น เฟรมนั้นจะเป็นแบบไดมอนเฟรมทำจากอลูมิเนียม มีน้ำหนักเบา แข็งแรง รองรับแรงบิดได้ทุกสภาพ สามารถที่จะช่วยให้การควบคุมรถทั้งบนถนนและสนามแข่งทำได้ดีมีความมั่นคงในทุกการควบคุม สวิงอาร์มเองก็ทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ซึ่งทางฮอนด้าเคลมมาว่าเป็นอลูมิเนียมเกรดเดียวกับ RC213V-S ประกอบไปด้วยชิ้นส่วน 18 ชิ้น มีความหนาที่แตกต่างกันเมื่อเทียบกับโมเดลก่อนหน้านี้แล้วมีความยาวเพิ่มขึ้น 30.5 มิลลิเมตร แต่ยังคงมีน้ำหนักเท่า และยังมีการปรับบาลานซ์ของความแข็งแรงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะของล้อหลังให้ดีขึ้น และเฟรมส่วนสุดท้ายที่สำคัญอย่าง แพท้าย หรือ Seat Rail ออกแบบให้มีขนาดเล็กกะทัดรัดมากขึ้น และเลือกใช้วัสดุเป็นอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ทำให้ได้ขนาดที่ไม่ใหญ่จนเกินไป และรองรับท่าทางการขับขี่ในสนามแข่งได้ดี โดยที่ยังคงแข็งแรงและมั่นคงมากขึ้นกว่าเดิม ช่วงล่างระดับแนวหน้า ในส่วนของช่วงล่างทั้งสองตัวที่วางจำหน่ายจะแตกต่างกัน แต่จะมีสิ่งนึงที่เหมือนกันก็คือ การยึดหัวโช้คหลัง ที่มีการปรับเปลี่ยนตัวยึดใหม่ แบบ Pro link โดยการจับยึดส่วนบนของโช้คหลังที่ออกแบบให้ยึดกับตัวแคร้งเครื่องยนต์ แบบเดียวกับรถแข่ง MotoGP ช่วยลดน้ำหนักของเฟรม เพราะชิ้นส่วนเฟรมน้อยลง และช่วยลดแรงกระทำจากด้านหลังที่จะส่งไปยังด้านหน้าของตัวรถ ทำให้การขับขี่มั่นใจและมั่นคงในทุกช่วงความเร็ว ในส่วนของช่วงล่างตัว SP จะเด่นกว่าคู่แข่งหลายๆ ค่ายเลยละครับ เพราะว่าได้แบรนด์ดังระดับโลก อย่าง Ohlins เข้ามาเป็นชิ้นส่วนติดรถออกมาจากโรงงาน โดยโช้คอัพหน้า Ohlins NPX มาพร้อมกระป๋องเล็กๆ

ลองซิ่ง New Yamaha MT-03 จัดจ้านสุดในคลาสนี้ ล่าสุดยามาฮ่าจัดกิจกรรมให้สื่อมวลชนได้ทดสอบ New Yamaha MT-03 ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ Dark Lightning แอบแปลเอาเองว่า อัสนีทมิฬ โดยเป็นการทดสอบก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคม 2563 ในงาน Motor Expo 2020 ซึ่งเป็นเพียงการขับขี่สั้นๆ แต่บอกได้เลยว่าติดใจสุดๆ จากที่พวกรุ่นพี่ๆ อย่าง Yamaha MT-07 และ MT-09 เปิดตัวในยุโรปกันไปอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดน้องเล็กอย่าง New Yamaha MT-03 ที่เปิดตัวในต่างประเทศมาได้สักระยะนึงก็ได้ฤกษ์มาเปิดตัวในไทยสักที ภายใต้คอนเซ็ปต์หลักอย่าง The Dark Side of Japan โดยครั้งนี้มีการปรับเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคัน ให้มีความล้ำสมัย ดุดัน คมเข้ม และมีความสปอร์ตมากขึ้นแบบแทบจะจำโฉมเดิมไม่ได้เลย มาครั้งนี้มีอะไรยังไงบ้างไปดูกันเลย เครื่องยนต์ เจ้า MT-03 ใช้เครื่องยนต์ 321 ซีซี 2 สูบเรียง 4 จังหวะ 8 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ และมาพร้อมสลิปเปอร์คลัตช์ ที่ช่วยให้ขับขี่ได้ง่ายขึ้น จากการลดแรงที่เกิดขึ้นจากการเชนเกียร์และทำให้มือคลัตช์เบาลง ช่วยให้ไม่ต้องเปลืองแรงกำคลัตช์ รูปร่างหน้าตา มีการดีไซน์ปรับเปลี่ยนใหม่เกือบทั้งหมดเลย เริ่มต้นกันที่ชุดไฟหน้า Full LED ที่ดีไซน์ใหม่แบบ Twineye และมี Mono Focus เทคโนโลยีจากรถรุ่นพี่ให้ความสว่างและมองเห็นได้อย่างชัดเจน มีถังน้ำมันใหม่ที่ปรับให้เพิ่มความกระชับมากชับขึ้นเวลาขับขี่ ช่องดักลมข้างถังน้ำมันดีไซน์ใหม่ที่รับลมจากด้านหน้าเข้าสู่กรองอากาศแบบเต็มๆ สามารถช่วยเพิ่มความแรงได้จริงๆ เรือนไมล์แบบ Full LCD ที่มีขนาดใหญ่และมองเห็นได้ชัดเจนบอกข้อมูลในตัวได้ครบครันทุกฟังก์ชั่น เปลี่ยนไฟเลี้ยวใหม่มาใช้แบบ LED อีกทั้งยังมีดีไซน์ใหม่เหมือนกันรุ่นพี่สายสปอร์ตอย่าง YZF-R1 ที่เล็กกะทัดรัด แต่สว่างชัดเจน ช่วงล่าง โช้คหน้าคันนี้เปลี่ยนมาเป็นแบบหัวกลับอัพไซด์ดาวน์ และโช้คหลังแบบเดี่ยวที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ได้ดีมาก ในส่วนของระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว ดิสก์เบรกหลังเดี่ยว พร้อมระบบเบรก ABS ให้ช่วยหยุดรถได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ลองซิ่ง การขับขี่เป็นการทดสอบแบบสั้นๆ ที่มีพื้นที่จำกัดโดยขี่เป็นรอบ รอบนึงระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร แต่ก็พอจะบอกสมรรถนะได้อยู่บ้าง เริ่มที่ท่านั่งที่เปลี่ยนไป จากการที่ดีไซน์ชุดแฟริ่ง ถังน้ำมันใหม่ และโช้คหน้าที่เปลี่ยนใหม่ ทำให้ท่านั่งมีความเป็นสปอร์ตเน็กเก็ตมากขึ้น หลังตรงขึ้นขี่สบาย และขาหนีบถังได้พอดีถือว่าลงตัวสุดๆ ส่วนการเลี้ยวก็ทำได้ดีมากๆ เนื่องจากโช้คหน้าที่เปลี่ยนไป ทำให้เวลาเลี้ยวเข้าโค้งรู้สึกได้เลยว่ามั่นใจ ไม่ย้วย ไปแบบแน่นๆ หนึบๆ ขี่สนุกมากขึ้นกว่าเดิมเยอะ ส่วนอัตราเร่งโดยพื้นฐานก็เป็นรถที่ขี่สนุก บิดติดมือ มีแรงทอร์คที่หนักแน่น ตอบสนองได้ดี สรุป หลังจากได้ ลองซิ่ง New Yamaha MT-03 ตอบโจทย์กับคนที่ชอบขับขี่ในเมืองได้เป็นอย่างมากเพราะตัวรถมีความพลิ้ว กะทัดรัด อัตราเร่งดี ท่านั่งทำให้ไม่รู้สึกเมื่อย จอแสดงผลชัดเจนเลขบอกเกียร์ตัวใหญ่ๆ ไม่ต้องกังวล และหน้าตาก็โดดเด่น หล่อทุกแยกไฟแดงแน่นอน แต่ก็ใช่ว่าจะออกทริปไม่ได้ รถก็ยังมีกำลังเหลือๆ วิ่งยาวๆ ได้แต่ด้วยความเป็น สปอร์ตเน็กเก็ต ก็อาจต้องรับลมเต็มๆ ส่วนเรื่องราคานั้นต้องค่อยติดตามในวันที่ 1 ธันวาคม 2563 ในงาน Motor Expo 2020 ที่จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการและมีเพียง 200 คันแรกเท่านั้นที่จะได้ราคาซื้อในราคาพิเศษ แบบพิเศษสุดๆ และหลังจากที่มีการเปิดตัวและประกาศราคาภายในงาน Motor Expo 2020 สามารถจองรถผ่านระบบออนไลน์ ได้ที่ www.yamaha-motor.co.th อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ในที่สุดก็กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่กับการมาของ All New Honda CRF300L และ Honda CRF300RALLY ที่ได้ปรับเปลี่ยนหลายจุดมากๆ

DRE Track Days 2020 งานมันพร้อมได้ลองรถใหม่ของ Ducati ล่าสุด Ducati จัดกิจกรรม DRE Track Days 2020 พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ทดสอบสมรรถนะรถดูคาติรุ่นใหม่ทั้ง Panigale V2, Panigale V4 S MY2020 และ Streetfighter V4 S ซึ่งเป็นโมเดลสำคัญ 3 รุ่นใหม่ในปี 2020 ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยมีสาวกดูคาทิสต้าทั่วประเทศ และกลุ่มสมาชิก Desmo Owners Club ใหม่อย่าง “DOC ISAN” เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 100 คน โดยแบ่งเป็นกรุ๊ปขับขี่ ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของทีม DRE Instructor จากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและดูคาติไทยแลนด์ สำหรับปี 2020 นี้ ถือว่าเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ ที่ทางดูคาติ ไทยแลนด์ ได้นำรถโมเดลใหม่ออกมาให้ทดสอบกันแบบจัดเต็มกันในสนามระดับโลกอย่าง ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต โดยจัดไว้ให้ทั้งหมด 3 โมเดล ได้แก่ Panigale V2, Panigale V4S, StreetFighter V4S และทางเรา SuperBike Thailand ก็ได้มีโอกาสทดสอบครบทั้ง 3 โมเดลเลยครับ ขอเรียงไปเลยแล้วกัน ว่าสัมผัสแรกในสนามแข่งของแต่ละคัน เป็นยังไงกันบ้างครับ Panigale V2 มาเริ่มต้นกันที่ Ducati Panigale V2 มันเป็นสปอร์ตไบค์ระดับกลาง ที่มีพละกำลังพอตัวจากเครื่องยนต์ Superquadro แบบสองสูบขนาด 959 ซีซีที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ มีแรงม้าเพิ่มขึ้นมาอีก 5 ตัว และมีแรงบิดเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยที่ 2 นิวตันเมตร แต่ก็ขับขี่ได้ไม่ยาก และสามารถขับขี่ได้สนุกทั้งในสนามและนอกสนาม แต่คราวนี้เราได้มีโอกาสลองซิ่งในสนาม ก็ยังพบว่าเป็นรถที่ควบคุมได้ง่ายแม้ในความเร็วสูงๆ ตัวรถยังมาพร้อมระบบเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น อาทิ DTC EVO2 หรือแทร็คชั่นคอนโทรล และ DQS UP/Down EVO2 หรือควิกชิฟเตอร์แบบสองทาง ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่พัฒนาขึ้นมา ให้ความเสถียรและแม่นยำมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีการปรับเซ็ตช่วงล่างใหม่ ให้ดีขึ้น นิ่งกว่าเดิม ซึ่งจริงๆ แล้วยังมีอีกหลายระบบที่ไม่ได้กล่าวถึงนะครับ จากการทดสอบขับขี่ในสนามช้าง เครื่องยนต์สูบวีของ V2 ยังให้คาแร็คเตอร์ที่ดุดัน รอบต้นมาได้ดี ทำความเร็วทางตรงในสนามช้างได้ทะลุ 220 กม./ชม. ขณะเดียวกันก็สามารถเบรกและเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ จึงรู้สึกได้ถึงความสบาย ขี่ง่ายและขี่ได้นานจนจบครบนาทีสุดท้ายในเซสชั่นที่ได้ทดลองขับขี่นั้น เรียกว่าขี่ได้ง่ายจริงๆ เหมาะสำหรับใครที่อยากจะเริ่มต้นขี่สปอร์ตไบค์ของทางดูคาติ ถือว่า Panigale V2 เป็นตัวเลือกที่ดีเลยล่ะครับ Panigale V4 S 2020 มาต่อกันในช่วงก่อนเที่ยงที่แดดกำลังดี ฟ้าเปิดเป็นใจ อุณหภูมิแทร็คร้อนขึ้นเรื่อยๆ ผมก็ได้มีโอกาสทดสอบกันอีกช่วงกับสุดยอดรถซูเปอร์ไบค์โปรดักชั่นที่ร้อนแรงมากๆ ในตอนนี้อย่าง Panigale V4 S 2020 ที่มีแรงม้าทะลุ 200 แรงม้า ต้องบอกก่อนเลยว่า V4 ทุกรุ่นตอนนี้ ตั้งแต่ตัวเริ่มต้นจนถึง V4 R ก็จะมีปีกหรือวิงก์เล็ตติดมาให้จากโรงงานมาเลย ไม่ต้องซื้อเพิ่ม โดยปีกนี้มาพร้อมกับคุณสมบัติช่วยสร้างแรงกดมหาศาลที่ตัวรถด้านหน้า โดยทำได้มากถึง 30 กิโลกรัมเมื่อขับขี่ที่ระดับความเร็ว 270 กม./ชม. เจ้า V4 จะมาพร้อมกับเฟรมใหม่ที่ออกแบบมาให้ขับขี่คอลโทรลรถได้ง่ายขึ้นในความเร็วสูงๆ อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีการควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ด้วยเซ็นเซอร์และตัวประมวลผล IMU แบบ 6 แกน และอัพเกรดเทคโนโลยีใหม่จากปีก่อนที่เป็น EVO เป็น EVO2 ทั้งในของ DTC, DQS ทำให้การเปิดคันเร่งในโค้งทำได้ดีขึ้นและการใส่เกียร์ที่รอบเครื่องยนต์สูงสามารถใส่ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น เป็นการพัฒนาที่ดีขึ้นเพื่อรองรับเครื่องยนต์ที่มีความจัดจ้าน และมีกำลังแรงม้าสูงถึง 214 ตัว ซึ่งถือเป็นรถที่มีกำลังเครื่องยนต์ที่แรงมหาศาลที่สุดของทางค่ายเลยหากไม่รวมเจ้า Superleggera V4 สำหรับช่วงล่างก็มีปรับเซ็ตมาให้ใหม่ ตัวรถมีความสูงเพิ่มขึ้นจากเดิม 5 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะทำให้การเข้าโค้งได้ดีขึ้นและเนียนขึ้นกว่าเดิมเหมาะสำหรับสายซิ่งได้ฟีลรถแข่งมากยิ่งขึ้น และล้อที่ให้ Marchesini และยาง Pirelli มาจากโรงงานเป็นอะไรที่เลิศมากๆ สำหรับฟีลลิ่งการขับขี่ในสนามอย่างแรกที่สัมผัสได้เลยคือความแรง ความแรงแบบที่ให้มาเต็มพิกัด ตัวรถนั้นมีโหมดการขับขี่หรือ

รีวิว BMW F 900 R และ F 900 XR อีกขั้นของความหล่อ ความแรงและความล้ำ เปิดตัวไปพักนึงแล้วกับ BMW F 900 ซีรีส์รถมอเตอร์ไบค์ขุมพลังสองสูบระดับกลางของ BMW Motorrad และไม่นานมานี้เราก็ได้มีโอกาสไปทดลองขับขี่ในรอบสื่อมวลชนบนเส้นทางถนนจริงๆ แถวๆ จ.ชลบุรีและจ.ระยอง โดยเราได้ทดสอบขับขี่ทั้งสองโมเดล ทั้ง F 900 R และ F 900 XR ในงานเดียวกันเลยครับ หล่อกว่าที่เคย สำหรับ F 900 XR จะมีดีไซน์คล้ายคลึงกับพี่ใหญ่ของตัวเองอย่าง BMW S 1000 XR โดยเฉพาะในส่วนด้านหน้า แต่ในส่วนของตัวรถมีรูปร่างที่ลู่ลม และเพรียว เรียวบางในช่วงท้าย และท้ายสั้นดูสวยงามลงตัว และให้ความรู้สึกเป็นสปอร์ตมากขึ้น ตัวรถโดดเด่นที่ไฟหน้าคู่ขนาดใหญ่ แฟริ่งข้างที่ยื่นออกไปรับกับตัวปากนกด้านหน้า และมาพร้อมชิลด์หน้าปรับระดับได้ ส่วน F 900 R ก็จะเรียกได้ว่าเป็นดีไซน์ใหม่หมด โดดเด่นที่ไฟหน้าแบบโคมเดี่ยวขนาดใหญ่ ด้านในโคมจะมีตัวหนังสือ “R” บ่งบอกโมเดลว่าตัวนี้เป็นรหัส R ด้านบนมีชิลด์หน้าขนาดเล็ก ซึ่งในโมเดลใหม่นี้จะออกแบบใหม่ให้เป็นโร้ดสเตอร์ที่มีความสปอร์ตแบบสุดๆ มองตัวรถจากด้านข้างจะเห็นความล่ำ ความกำยำบริเวณช่วงของถังน้ำมันและเครื่องยนต์ ในเรื่องของการออกแบบรูปลักษณ์ดีไซน์นั้นส่วนที่แตกต่างก็อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่แน่นอนว่าทั้งสองโมเดลนี้ใช้แพลตฟอร์มเดียวกัน ดังนั้นจะมีหลายๆ ส่วนที่คล้ายคลึงกันซึ่งก็จะอธิบายเพิ่มเติมด้านล่างนี้ครับ เรื่องของระบบไฟส่องสว่างนั้น ทั้งสองโมเดลจะมีไฟแบบเดย์ไทม์รันนิงไลท์ หรือที่เรานิยมเรียกกันสั้นๆ ว่าเดย์ไลท์ โดยระบบไฟส่องสว่างเป็นแบบ LED ทั้งหมดรอบคัน ให้ความสวยงาม ประหยัดพลังงานและทันสมัย เรือนไมล์เป็นแบบจอสี TFT ขนาดใหญ่ 6.5 นิ้ว มองเห็นได้ชัดเจน สามารถแสดงผลข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนตัวรถ ทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยน พร้อมกับการเลือกและใช้งานเมนูต่างๆ ผ่านแหวนอนาล็อกที่อยู่ทางปะกับซ้ายมือ ลองใช้งานดูสักนิด ไม่นานก็จะใช้งานได้อย่างง่ายดาย สามารถปรับการแสดงผลหรือโหมดต่างๆ ด้วยมือเดียวได้สบายๆ นอกจากนี้ยังมีโหมดการแสดงผลหน้าจอเรือนไมล์แบบต่างๆ กัน เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานอีกด้วย ตัวรถมีการย้ายถังน้ำมันจากรถในตระกูล F เจเนอเรชันก่อนที่อยู่ด้านท้ายรถมาไว้ทางด้านหน้า ทำให้ด้านหลังของตัวรถมีความเพียวบางเพิ่มขึ้น ดูโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และสำหรับเจ้า XR จะมีการปรับเพิ่มขนาดให้จุของถังน้ำมันให้มากขึ้นตามสไตล์ของรถ โดยจะจุได้มากขึ้นเป็น 15.5 ลิตร (R มีถังขนาด 13 ลิตร) ทำให้เหมาะสำหรับการเดินทางออกทริปมากยิ่งขึ้น และอีกส่วนที่ดีไซน์มาใหม่และทั้งสองใช้เหมือนกันคือ ท่อไอเสียซึ่งออกแบบมาใหม่ให้ดูสั้น กระชับ เข้ากับตัวรถให้ฟีลลิ่งความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น อัพเกรดความแรง BMW F 900 ซีรีส์นี้มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่แบบ 2 สูบเรียง 895 ซีซี ที่ให้พละกำลังมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับให้กำลังอัดที่มากขึ้นจากการเพิ่มขนาดกระบอกสูบให้ใหญ่ขึ้น 2 ม.ม. และมีการเปลี่ยนลูกสูบมาใช้ลูกสูบแบบฟอร์จ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 105 แรงม้าที่ 8,500 รอบ/นาที และให้แรงบิดอยู่ที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ/นาที โดยเครื่องยนต์ตัวใหม่นี้ยังมาพร้อมกับเคาน์เตอร์บาลานซ์เซอร์ใหม่ 2 ตัว ช่วยให้รถนุ่มนวลสเถียรมากขึ้น ทั้งยังมีระบบ MSR ที่ช่วยควบคุมเอ็นจิ้นเบรกของรถที่จะเกิดขึ้นเวลาปิดคันเร่ง ซึ่งจะแตกต่างไปจากสลิปเปอร์คลัตช์ทั่วไป โดยจะตรวจจับการทำงานของคันเร่ง เวลาปิดคันเร่ง จะมีการหน่วงการทำงานของวาล์วเพื่อให้เอ็นจิ้นเบรกที่เกิดขึ้นนั้นนุ่มนวล ป้องกันล้อหลังล็อค ทำงานควบคู่กับควิกชิฟเตอร์แบบสองทางที่จะช่วยให้เข้าเกียร์ได้แบบไม่ต้องกำคลัตซ์ทำให้การขับขี่สนุกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ฟีลลิ่งเครื่องยนต์ 2 สูบตัวใหม่นี้ให้กำลังเครื่องยนต์ในรอบต้นๆ กลางๆ ได้ดี จากการปรับจูนใหม่ให้แรงบิดมาได้ดีขึ้นในรอบต้นๆ ช่วงรอบเครื่องยนต์อยู่ที่ 5,000-6,500 รอบ ทำให้รู้สึกได้ว่าการขับขี่ที่สนุกขึ้น ได้ฟีลของความสปอร์ต ระบบการสั่งจ่ายน้ำมันผ่านคันเร่งไฟฟ้าที่รู้สึกขึ้นความนุ่มนวล หนักแน่น รวดเร็ว ทำให้การทดสอบในครั้งนี้รู้สึกได้เลยว่า เครื่องยนต์พิกัด 900 ซีซี ตัวใหม่นี้ก็ขี่ง่าย ตอบสนองได้ดีมีกำลังเร่งแซงได้ง่าย ให้ความรู้สึกสปอร์ตมากยิ่งขึ้น มั่นใจทุกสภาพถนน ช่วงล่างที่ให้มาจากโรงงานนั้น ด้านหน้าจะเป็นโช้คหน้าแบบหัวกลับ ด้านหลังนั้นมีโช้คเดี่ยว ถูกวางอยู่ระหว่างกลางลำตัวของโครงสร้างกับสวิงค์อาร์มคู่ ตัวโช้คหลังที่เป็นแบบสปริงสตรัทควบคุมการทำงานแบบไฟฟ้า หรือ Dynamic ESA (กระบอกสีทองทางด้านซ้ายคือมอเตอร์ที่จะปรับสภาวะการทำงานของเหลวในกระบอกโช้ค) ที่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนโหมดการทำงานได้ 2 แบบ Road และ Dynamic ที่จะคำนวณน้ำหนักบรรทุก และปรับเซ็ตค่าการทำงานของโช้คที่เหมาะสมกับการใช้งานได้ผ่านปุ่มตั้งค่าที่ปะกับทางด้านซ้าย ซึ่งในของโช้คนี้ F 900 R จะมีระยะยุบของโช้คที่น้อยกว่า F

รีวิว Bajaj Pulsar RS 200 ฝูงบินอินเดีย หน้าตาแปลกใหม่กับเครื่องแรงจัดเต็ม ครั้งแรกในประเทศไทยกับการ รีวิว Bajaj รถมอเตอร์ไซค์สัญชาติอินเดีย นับเป็นโอกาสที่เราได้รอคอยมานาน เพราะเราก็อยากจะรีบมาทดสอบๆ และรีวิวให้เพื่อนไบค์เกอร์ได้รับรู้กันครับว่ารถอินเดียมันเป็นอย่างไร แบรนด์ Bajaj เองเป็นรถที่มีประวัติยาวนานกว่า 75 ปี และเป็นที่ได้รับความนิยมอยากมากในประเทศอินเดีย ส่วนบ้านเราเองอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นหูคุ้นตากับชื่อแบรนด์หรือแปลกใหม่มากเมื่อได้เห็น หน้าตาของรถ ค่ายนี้และจากที่มีกระแส ดราม่ารุนแรงมาก เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมาในงาน Motor Show ทำให้รถของ Bajaj จากเมืองภารตะนี้เป็นที่จับตามองของใครหลายๆ คนเป็นอย่างมาก เครื่องเคราต่างๆ เริ่มต้นกันที่เครื่องยนต์ขนาด 199.5 ซีซี ระบบ DTS-i 3 หัวเทียน 4 วาล์ว ที่มีกำลังแรงบิดสูงสุดที่ 18.3 นิวตันเมตร 8000 รอบต่อนาทีและสามารถรีดกำลังแรงม้าสูงสุดได้ถึง 24.1 แรงม้า เกียร์ 6 สปีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ และยังได้รับเทคโนโลยีบางส่วนจาก KTM ใกล้เคียงกับ Duke 200 รถสูบเดียวที่มีความจัดจ้านในรอบต้น ขับขี่สนุก หากใครที่ยังไม่ทราบว่าทำไมถึงได้รับเทคโนโลยีจาก KTM ก็เพราะว่า Bajaj มีหุ้นส่วนใน KTM กว่า 48% จึงได้ร่วมกันพัฒนาเจ้าตัวรถของ Bajaj ขึ้นมา รูปร่างหน้าที่มีความแปลกใหม่ในบ้านเรา หลายๆ คนอาจจะมองแปลกๆ แต่สำหรับผมเองมองว่าใหม่ หน้าก็เท่ๆ ในแบบอินเดีย เพราะเราอาจจะเห็นรถญี่ปุ่นจนชินตา ด้วยไฟหน้าคู่แบบโปรเจคเตอร์และไฟ LED อยู่ด้านบน ด้านข้างมีดีไซน์โฉบเฉี่ยวทรงสปอร์ต เรือนไมล์มีทั้งแบบอะนาล็อกและแบบดิจิตอล ค่อนข้างทันสมัย พร้อมไฟบอกสถานะครบครัน ช่วงล่าง โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คหลังเดี่ยว Nitrox ระบบเบรก ABS 2 ช่องทาง คาลิเปอร์เบรกหน้า-หลังจาก Bybre พร้อม ดิสเบรกหน้า-หลังขนาด 300 มม.- 230 มม. ล้อหน้า-หลัง 100/80 R17 – 130/70 R17 เป็นยางแบบไม่ใช่ยางใน ส่วนถังน้ำมันขนาด 13 ลิตร และตัวรถมีน้ำหนักโดยรวมอยู่ที่ 165 กก. ด้านการขับขี่ ด้วยการที่ตัวรถมีการพัฒนาร่วมกับทาง KTM ทำให้อัตราเร่งเครื่องยนต์มีความจัดจ้าน ขับขี่สนุกในรอบต้น 0-100 กม./ชม. รอบขึ้นมารวดเร็วบิดติดมือทำได้ดีในพิกัด 200 ซีซี ใช้งานในเมืองซอกแซกได้ดีด้วยตัวรถที่มีน้ำหนักเบาคล่องตัวขี่ง่าย การขับขี่เดินทางไกล ตัวเครื่องยนต์ก็มีอัตราเร่งที่ดีมั่นใจแซงได้ แต่มีอาการสั่นและเสียงดังจากเครื่องยนต์ในรอบสูงๆ ส่วนแฮนด์ที่ให้มาเป็นแบบแฮนด์จับโช้คยกสูงไม่ก้มเยอะออกแนวเป็นสปอร์ต-ทัวริ่ง ท่านั่งสามารถขี่ได้สบายหนีบถังได้พอดี การเข้าโค้งตัวโช้คหลังมีอาการนิ่มย้วยนิดหน่อย อาจจะเป็นเพราะตัวผมเองอาจจะตัวใหญ่ แต่ถ้ามีการเซ็ตปรับแต่งอาการนี้อาจจะหายไป ส่วนเรื่องเบรกมั่นใจได้เลยว่า Bybre ให้ระยะเบรกที่สั้น ปลอดภัย มั่นใจได้ และท็อปสปีดสามารถทำความเร็วได้ถึง 145 กม./ชม. อาจจะแรงได้อีกเมื่อปลดล็อกหรือหลังรันอินเครื่องยนต์ไปแล้ว สรุป เจ้า Bajaj Pulsar RS 200 เหมาะสำหรับเป็นรถคันแรกของมือใหม่ ตัวรถขี่ง่ายคล่องตัวทั้งการใช้งานในเมืองหรือการออกทริปท่องเที่ยวมีอัตราเร่งที่ดีมั่นใจแซงได้แบบไม่ต้องลุ้นอะไรมาก และได้พูดได้เลยว่าถ้ามองถึงการใช้งานสมรรถนะการขับขี่ล้วนๆ ไม่ด้อยกว่าค่ายอื่นๆ ในประเทศกับรถพิกัด 200 ซีซี ส่วนเรื่องหน้าตา ก็แล้วแต่ละบุคคลว่าถูกจริตตัวเองมาน้อยแค่ไหน และก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ค่อยข้างหน้าสนใจก็สามารถไปชม ไปทดลองขับขี่กันก่อนตัดสินใจ ที่โชว์รูมทั่วประเทศ สำหรับค่าตัว Bajaj Pulsar RS 200 สนนราคาอยู่ที่ 89,800 บาทและมีให้เลือกถึง 3 สี ขาว-ดำ , ขาว-แดง , ขาว-น้ำเงิน Bajaj Pulsar RS 200 สปอร์ตไบค์สุดเฉี่ยวพิกัด 200 ซีซี เด่นด่วยเครื่องยนต์ DTS-i แบบทริปเปิลสปาร์ก ให้พละกำลังที่ดี พร้อมจะพาคุณไปบนท้องถนนทั้งทางตรงและทางโค้งได้อย่างง่ายดาย ราคา 89,800 บาท (ราคาพิเศษช่วงแนะนำ) Bajaj Pulsar RS 200 สเปกและราคา เครื่องยนต์