SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

รีวิว Aerox 2021 ยัดเทคโนโลยี Y-Connect พร้อม ABS โรงงาน ครั้งนี้เรามา รีวิว All-New Yamaha Aerox 2021 สปอร์ตสกู๊ตเตอร์ตัวใหม่ล่าสุดจากทางค่ายยามาฮ่าที่มีความคล่องตัว ขี่ง่าย และที่สำคัญยังให้ฟีลลิ่งเครื่องยนต์ที่แรง ใช้งานในเมืองได้อย่างสบายๆ และยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีในรถพิกัดนี้มาก่อน ซึ่งต้องเกริ่นกันสั้นๆ ตรงนี้ก่อนเลยว่า เป็นรถที่น่าใช้เป็นอย่างมาก สำหรับโมเดลนี้เรียกว่าอะไรๆ ก็ใหม่ไปหมด โดยทางยามาฮ่าเคลมมาว่าในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ เพราะโมเดลนี้ มีการเปลี่ยนทั้งแฟริ่ง เฟรมตัวถัง ไฟหน้า ไฟท้าย บล็อกเครื่องยนต์ ร่วมไปถึงใส่เทคโนโลยีการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเข้ามาให้ในรถพิกัดนี้ด้วย ถือเป็นการปรับเปลี่ยนที่ทำให้ลูกค้าที่สนใจ ตัดสินใจซื้อรถได้ไม่ยากเลย ถึงตรงนี้เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า สำหรับรุ่นใหม่ 2 เวอร์ชั่นนี้มีอะไรน่าสนใจกันบ้าง แล้วฟีลลิ่งจะเป็นยังไง อ่านต่อกันได้เลย ภายนอกใหม่ มาพูดถึงแฟริ่งภายนอกที่เปลี่ยนใหม่ที่ให้อารมณ์ถึงความสปอร์ต ดูเท่ ล้ำสมัยตามแบบฉบับรถ Supersport สายพันธ์ R-Series DNA รวมไปถึงในช่วงแฟริ่งด้านหน้าที่มีการปรับเส้นสายให้ดูเรียว เพรียวบางมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งยังออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ไฟหน้าเองก็ดีไซน์ใหม่และเปลี่ยนเป็นแบบ Full LED ให้ความสว่างมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมเสริมความหล่อใส่ไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ หรือที่ชอบเรียกกันสั้นๆ ว่าเดย์ไลท์นั่นแล หล่อทั้งกลางวันและกลางคืน ในส่วนของไฟท้ายเองก็มีการปรับเปลี่ยนให้ดูโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้นและเป็น LED ด้วยเช่นกัน เรือนไมล์ใหม่ มีเรือนไมล์ดีไซน์ใหม่แบบดิจิทัล LCD ให้ความรู้สึกสปอร์ตและทันสมัยมากขึ้น สามารถแสดงสถานะต่างๆ ของตัวรถและเครื่องยนต์อย่างครบครันและสามารถควบคุมผ่านทางประกับด้านซ้ายได้สะดวกอีกด้วย รวมไปถึงเรือนไมล์ตัวใหม่นี้ยังเชื่อมต่อกับ Yamaha Y-Connect และแสดงผลเป็นสัญลักษณ์เตือนสถานะมือถือ ข้อความต่างๆ ได้อีกด้วย เบาะใหม่นั่งสบายยันคนซ้อน ตัวเบาะใหม่นี้มีการดีไซน์ในส่วนของคนซ้อนให้นั่งสบายยิ่งขึ้น ออกแบบตัวรูปทรงเบาะที่จะช่วยกันลื่นไถลของผู้ซ้อนทำให้เวลาขับขี่และโดยสาร นั่งได้กระชับทั้งคนขับและคนซ้อนมากขึ้น ลงตัวตลอดช่วงหน้าและหลัง ทำให้เวลามองแล้วดูสปอร์ตน่าขี่กว่าเดิม เฟรมโครงรถใหม่ ปรับเปลี่ยนโครงรถแบบแบ็คโบน รออกแบบดีไซน์ฝห้ใช้ท่อเหล็กกล้าขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 60.5 มิลลิเมตรและท่อรองขนาด 45 มิลลิเมตร พร้อมกับเสริมโครงคานขนาด 16 มิลลิเมตร ปรับเปลี่ยนจุดยึดแท่นเครื่องยนต์ไปอยู่ทางด้านใต้เครื่องยนต์อีกด้วย ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการขับขี่ให้คล่องตัวมากขึ้น มั่นใจมากยิ่งขึ้น และยังมีความแข็งแรงทนทานมากกว่าเดิมอีกด้วย ช่วงล่างเดิม ปรับปรุงเพิ่มเล็กน้อย ในส่วนของตัวโช้คอัพยังคงมีพื้นฐาน ความสูง ระยะยุบ ระดับน้ำมันโช้คที่เหมือนกับตัวเดิมทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แต่จะมีเพียงอย่างเดียวที่เพิ่มขึ้นก็คือ ค่าความแข็งของสปริงที่เพิ่มขึ้นในเวอร์ชั่น STD ให้ใช้งานได้ดีรองรับทุกสภาวะถนน และในทุกช่วงของความเร็ว ขับขี่ได้สนุกมากขึ้น มาพูดถึงในส่วนของระบบเบรกและล้อกันบ้าง หลักๆ ยังคงมีพื้นฐานที่เหมือนกับตัวก่อนหน้านี้ เบรกหน้าให้มาเป็นแบบดิสก์เบรก และด้านหลังที่เป็นแบบดรัมเบรก แต่ก็จะมีสีสันของวงล้อที่เพิ่มเข้ามาช่วยให้ดูสปอร์ตหรูหรามากขึ้น ในส่วนของตัวขนาดล้อยังคงเป็นแบบเดิมที่ให้ขนาดยางหน้า 120/70-14 และยางหลังขนาด 140/70-14 ดูใหญ่ดูเต็ม ซึ่งก็เพียงพอการขับขี่อยู่แล้ว มั่นใจหายห่วงทุกย่านความเร็ว เครื่อง Blue Core บล็อกใหม่ เครื่องยนต์ตัวใหม่เทคโนโลยี Blue Core 155 ซีซี 4 จังหวะ SOHC มาพร้อมกับเทคโนโลยี VVA วาล์วแปรผันควบคุมด้วยมอเตอร์โซลินอยด์สั่งการทำงานช่วงรอบเครื่องยนต์ที่ 6000 รอบต่อนาที ช่วยให้ให้กำลังแรงม้าที่มากขึ้นกว่าเดิมเป็น 15.4 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 13.9 นิวตันเมตร ที่ 8,000 รอบต่อนาที นอกจากนี้ยังมีการใช้ลูกสูบใหม่ เป็นลูกสูบฟอร์จหัวนูน น้ำหนักเบา แข็งแรง และถ่ายเทความร้อนได้ดี แต่ให้กำลังอัดที่มากขึ้นจากเดิม 10.5:1 เป็น 11.6:1 ทำให้ตัวรถมีอัตราการเร่งที่ดีขึ้น บิดติดมือมากขึ้นกว่าเดิม ยังมีการออกแบบกระบอกสูบใหม่แบบเยื้องศูนย์ ทำให้ลดแรงเสียดทานด้านข้างลูกสูบกับผนังกระบอกสูบทำให้ลดการสูญเสียกำลังของเครื่องยนต์ได้เป็นอย่างดี ออกแบบฝาสูบใหม่เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ด้วยท่อไอดีแบบคอคอดเร่งความเร็วส่วนผสมของไอดีเข้าสู่ห้องเผาไหม้ และยังออกแบบช่องทางเดินน้ำหล่อเย็นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อน ปรับให้หม้อกรองอากาศใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้นเพิ่มประสิทธิภาพการส่งอากาศเข้าห้องเผาไหม้ทำให้เพิ่มอัตราการตอบสนองของเครื่องยนต์ได้ดีขึ้น เครื่องยนต์ตัวใหม่เพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนโดยใช้เทคโนโลยีกระบอกสูบแบบไดอะซิล (DiASil) พร้อมปรับตำแหน่งตัวดันโซ่ราวลิ้นใหม่ ตัวเสื้อสูบใหม่ให้น้ำหนักที่เบาทนทาน ระบายความร้อนได้มากกว่ากระบอกสูบทั่วไปถึง 3 เท่า ลดแรงเสียดทานได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำแบบเต็มระบบโดยมีรังผึ้งระบายความร้อนที่ถูกติดตั้งด้านข้างเครื่องยนต์ พร้อมกับติดตั้งเทอร์โมสตัทและวาล์วบายพาสทำให้ระบายความร้อนได้รวดเร็วส่งผลให้เครื่องยนต์ลื่นไหลในทุกช่วงรอบความเร็ว ถังน้ำมันใหญ่ไปได้ไกลขึ้น ถังน้ำมันเชื้อเพลิงมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมทำให้มีความจุเพิ่มขึ้น 0.9 ลิตร ทำให้ในตัวนี้สามารถบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 5.5 ลิตร ยืดระยะการเดินทางและสะดวกสบายต่อการเดินทาง ไม่ต้องเติมน้ำมันบ่อย เทคโนโลยีเน้นๆ แน่นๆ เจ้าแอร็อกซ์นั้นนอกจากจะปรับปรุงในส่วนต่างๆ มากมายแล้ว ยังมีฟังก์ชั่นเพื่อความสะดวกสบายไม่ว่าจะเป็นระบบสมาร์ทคีย์ (เฉพาะรุ่น) และช่องจ่ายไฟแบบ USB

รีวิว PCX160 และ PCX160 e:HEV เพิ่มซีซี มีดิสก์หลัง การันตีแรงสุดในคลาส!! ประเดิมปี 2021 กับการรีวิว All New Honda PCX160 กันก่อนเลยครับ โดยครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกเลยที่ได้ทดสอบรถในรูปแบบใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Under Wrap Test Ride ทำให้การรีวิวทดสอบครั้งนี้ ไม่สามารถที่จะบอกรูปทรงหรือสีสันได้เพราะตัวรถอยู่ภายใต้สติ๊กเกอร์ที่บดบังเอาไว้แถบจะทุกส่วนของตัวรถ ดังนั้นจะเน้นไปที่สมรรถนะของตัวรถกันเป็นหลักครับ การทดสอบในคราวนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 รุ่น โดยรุ่นแรกที่ได้ทดสอบคือ PCX160 ABS และ PCX160 e:HEV เป็นรถที่มีพื้นฐานเหมือนตัวสแตนดาร์ดทุกอย่างเพียงแต่เพิ่มในส่วนของมอเตอร์ไฟฟ้า และโหมดการขับขี่หรือ Riding Mode เข้ามามีช่วยในการขับขี่เพิ่มขึ้น เครื่องใหม่ทั้งใหญ่ทั้งแรง เรามาเริ่มกันที่พื้นฐานเครื่องยนต์กันก่อนเลย งานนี้บอกเลยว่าถ้าได้ลองแล้ว ต้องเสียเงินซื้อกันแน่นอน ด้วยเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว แบบ SOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำตัวใหม่ล่าสุดของทางฮอนด้า ที่มีการขยายความจุซีซีที่มากขึ้นกว่าเดิมเป็น 157 ซีซีจากการขยายขนาดลูกสูบ โดยมีแคมชาฟต์เดี่ยวที่มาพร้อมกับกระเดื่องวาล์วแบบโรลเลอร์ยูนิแคม เพื่อลดแรงเสียดทานในระบบ ทำให้เครื่องแรงขึ้นและอัตราเร่งความเร็วทำได้ดีขึ้น ทั้งยังเพิ่มกำลังอัดเครื่องยนต์เป็น 12 : 1 มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งทางโรงงานเคลมกำลังอัดมามากสุดในคลาสนี้ และยังมีการปรับเปลี่ยนตัวดันโซ่แบบไฮดรอลิกเทคโนโลยีจากรถยนต์ ที่จะทำงานโดยใช้แรงดันจากน้ำมันมากดโซ่ราวลิ้น โดยจะมีแรงกดแปรผันตามความเร็วรอบของเครื่องยนต์ ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนและแรงเสียดทานของเครื่องตั้งแต่ในรอบต่ำจนถึงรอบสูง ทำให้เครื่องยนต์เดินเรียบสมู้ทและเสถียรมากขึ้น ซึ่งช่วยทำให้เครื่องยนต์เงียบขึ้นอีกด้วย และยังประหยัดน้ำมันอีกด้วย ขยายไซส์เอาความแรงยังไม่พอ ต้องเพิ่มความลื่นด้วย Piston Oiljet เทคโนโลยีจากรถระดับ SuperBike ถูกนำมาใส่ใช้งานจริงในเครื่องยนต์ eSP+ หลักการทำงานเป็นหัวฉีดน้ำมันเครื่องใต้ลูกสูบ ทำหน้าที่ฉีดน้ำมันเครื่องใต้ลูกสูบอยู่ตลอดเวลา ลดแรงเสียดสีระหว่างตัวลูกสูบและเสื้อสูบให้น้อยที่สุด และยังช่วยระบายความร้อนได้ดี เพื่อที่จะรักษากำลังเครื่องยนต์ ส่งผลให้เครื่องยนต์เดินเรียบเนียนและเงียบขึ้น จึงได้ไหลลื่นทุกรอบความเร็ว ในส่วนของเพลาข้อเหวี่ยงที่ได้รับการพัฒนามาใหม่ ทางด้านขวาของเพลาข้อเหวี่ยงมีการเพิ่มโรลเลอร์แบริ่ง เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของตัวเพลาข้อเหวี่ยงและลดการสั่นและการเกิดเสียงดังของเครื่องยนต์ ลดการบิดตัวของเพลาข้อเหวี่ยงที่รอบสูง ส่งผลให้อายุการใช้งานของเพลาข้อเหวี่ยงยาวนานมากขึ้นกว่าเดิม และเครื่องยนต์เดินเงียบมากขึ้น นอกจากนี้ทางฮอนด้าเองได้มีการดีไซน์ทางเดินอากาศฝั่งไอดีใหม่หมด ตั้งแต่กรองอากาศไปจนถึงเรือนลิ้นเร่งที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ขึ้นจาก 26 เป็น 28 มิลลิเมตร พร้อมกับเพิ่มความจุภายในหม้อกรองให้ใหญ่ขึ้นอีกจากเดิม 4.7 ลิตรเป็น 4.9 ลิตร ทำให้การผสมกันระหว่างน้ำมันและอากาศเข้าห้องเผาไหม้ได้ดีและมากขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้ตัวรถมีกำลังที่มากขึ้นตามไปด้วย และที่สำคัญคือมาต่อกันที่ท่อไอเสียใหม่ ดีไซน์การคายไอเสียแบบไม่อั้น ทำให้การคายไอเสียดีขึ้น การจุดระเบิดก็ดีขึ้นตามไปด้วย และที่สำคัญการปล่อยไอเสียต้องผ่านแคทตาไลติกที่ดีไซน์อยู่ในท่อไอเสียใหม่ ลดมลพิษที่จะเข้าสู่ชั้น เรียกว่ารักษ์สิ่งแวดล้อมไปในตัว ส่วนของรุ่น e:HEV จะมีการเพิ่มระบบมอเตอร์แอสซิสต์ไฟฟ้าเข้ามา ช่วยในการออกตัว หรือเร่งแซง และยังทำหน้าที่ชาร์จไฟฟ้ากลับเข้าไปยังแบตเตอรี่ลิเทียมที่ติดตั้งมาในรถอีกด้วย โดยแบตเตอรีลิเธียมที่ติดตั้งมานั้นมีน้ำหนักเบา อายุการใช้งานยาวนาน ดูแลรักษาง่าย ไม่ต้องคอยชาร์จไฟ พร้อมกันนี้ Honda ยังรับประกันให้อีก 3 ปีหรือ 30,000 กม.ในส่วนของแบตเตอรี่สำหรับระบบไฮบริดอีกด้วยครับ นุ่มสบายด้วยช่วงล่างใหม่หมด ในส่วนของช่วงล่างกันบ้าง เริ่มกันที่ชุดยางรองแฮนด์บาร์ใหม่ที่ทำจากโพลีคลอโรพรีนที่มีความทนทานต่อการฉีกขาดสูง มีการให้ตัว ช่วยลดการเสียดสี ทำให้ขับขี่ได้สบายมากขึ้น เพราะตัวยางนี้จะช่วยลดการสั่นสะเทือนและลดแรงกระแทกที่จะขึ้นมือเราได้ ในส่วนของล้อนั้นได้ล้อแม็ก Enkei ลายใหม่ ลวดลายดูล้ำสมัยกว่าเดิมพร้อมกับเพิ่มขนาดไซส์ยางให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น เพิ่มความมั่นใจมากขึ้นทั้งการเลี้ยวและการเบรก ขนาดล้อหน้าที่เส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ที่ 14 นิ้ว มาพร้อมกับยางหน้ากว้างขึ้นเป็นขนาด 110/70 ส่วนล้อหลังเล็กลงจาก 14 นิ้วเป็น 13 นิ้ว แต่มาพร้อมกับยางหน้ากว้างขึ้นเป็นขนาด 130/70 ดูเต็ม แน่นขึ้นกว่าเดิมแน่นอน ในส่วนของระบบกันสะเทือน โช้คหน้ายังคงเป็นแบบเทเลสโคปิก จะมีเพียงโช้คหลังที่เพิ่มในส่วนของระยะยืดยุบให้มากขึ้นกว่าเดิม 10 ม.ม. เป็น 95 ม.ม. ทำให้ช่วยในเรื่องของการรับน้ำหนัก และการรับแรงกระแทกได้มากขึ้นกว่าเดิม จึงขับขี่ได้นุ่มนวลมากข้น สุดท้ายเรื่องระบบเบรกก็ปลอดภัยได้มากขึ้น ด้วยการอัพสเปกเบรก เป็นดิสก์เบรกทั้งหน้าและหลังครับ โดยคาลิเปอร์เบรกหน้าจะเป็นแบบ 2 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดียว ทั้งสะดวก ทั้งประหยัด และปลอดภัยยิ่งกว่า PCX ยังคงมีฟังก์ชันอำนวยความสะดวกสบายไว้เป็นอย่างดีสมเป็นพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นช่องจ่ายไฟแบบ USB-C จ่ายไฟได้เร็วและแรงขึ้นเหมาะกับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ในอนาคต ระบบสมาร์ทคีย์ที่ช่วยให้สตาร์ทรถ เปิดฝาถังน้ำมันและเบาะโดยไม่ต้องใช้กุญแจ และคราวนี้ตัวสมาร์ทคีย์มีดีไซน์ใหม่สวยงาม หรูหรา ดูดีสไตล์รถเก๋ง เรือนไมล์ใหม่แบบดิจิตอลเต็มรูปแบบ แสดงผลข้อมูลครบถ้วน แม้กระทั่งการทำงานของระบบ HSTC มีช่องเก็บสัมภาระใต้เบาะมีขนาดใหญ่ขึ้นจากเดิม 28 ลิตรเป็น 30 ลิตร ตัวรถมีที่วางฝาปิดถังน้ำมันใหม่ ง่ายและสะดวก

รีวิว All New Honda CBR1000RR-R Fireblade แบบเจาะลึก หลังได้ลองซิ่งในสนามระดับโลก วันนี้เรามา รีวิว Honda CBR1000RR-R Fireblade ที่สุดของรถซูเปอร์ไบค์แบบโปรดักชัน เท่าที่ฮอนด้าได้สร้างมาเลยก็ว่าได้ หลังจากเปิดตัวครั้งยิ่งใหญ่พร้อมๆ กันกับ CBR600RR ทางฮอนด้าเองก็จัดให้สื่อได้ทดสอบหลังจากเปิดตัวได้เพียงแค่วันเดียวเท่านั้น และทางเราก็ได้เทียบเชิญเข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้ด้วย โดยครั้งนี้เล่นใหญ่ไปขี่ทดสอบกันที่สนามระดับโลกอย่างสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต บุรีรัมย์กันเลย เกริ่นกันถึงที่มาของรหัสท้ายของเจ้า CBR ที่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมโดยมีเพิ่ม R ขึ้นมาอีกหนึ่งตัว เป็น RR-R หรือบางคนเรียก ดับเบิ้ลอาร์ อาร์ หรือ ทริปเปิ้ลอาร์ โดย RR-R ที่ว่ามันก็มีความหมายของตัวมันเอง เพราะเป็นรหัสที่เกิดมาเพื่อการแข่งขัน บรรจุเทคโนโลยีระดับสูงสุดเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของการขับขี่ นั้นละคือ RR-R (Racing Replica Race) สำหรับการทดสอบในครั้งนี้เป็นการทดสอบรีดประสิทธิภาพของตัวรถให้ออกมาได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะตัวรถเองนั้นก็มีทั้งเครื่องยนต์ ช่วงล่าง ล้อ ยาง เบรก รวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ มาให้ได้ทดลองใช้งานมากมาย ไม่ใช่แค่หล่ออย่างเดียว มาพูดถึงรูปร่างกันก่อนเพราะเปิดตัวมาเป็นที่สะดุดตาเอาอย่างมากทั้งสีตัว SP ที่มาในชุดสีแบบ Tri Color และตัว Standard ที่บ้านเรานั้นมีขายเฉพาะสีดำล้วน แต่ต้องบอกก่อนเลยว่าทุกอย่างที่ดีไซน์และออกแบบมาล้วนแล้วแต่มีเป้าหมายมีประโยชน์ แฟริ่งของโมเดลใหม่นี้มีการออกแบบให้มีค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานจากอากาศให้น้อยที่สุดในขณะที่ขับขี่เมื่อเปรียบเทียบกับรถในระดับเดียวกัน โดยมีค่า CD Coefficient of Drag ที่ 0.270 (ผลสำรวจของฮอนด้าเมื่อพฤศจิกายน 2019) พูดสั้นๆ ว่าแอโรไดนามิกดี ช่วยให้ลดแรงฉุดที่เกิดจากกระแสลมได้มากนั่นเอง แฟริ่งด้านหน้าออกแบบใหม่ทั้งหมดมีช่องแรมแอร์รับอากาศที่มากขึ้น โดยทางเข้าของอากาศมีขนาดเทียบเท่า RC213V โดยแรมแอร์จะอยู่ตรงกลางหน้ารถส่งผ่านอากาศเข้าเป็นเส้นตรงสู่กรองอากาศ เรียกว่าไม่ใช่แค่ดูดุดัน หล่อล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว ชุดแฟริ่งด้านล่างมีการจัดวางให้ใกล้กับล้อหลังของตัวรถมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งช่วยลดแรงปะทะของอากาศและน้ำที่ล้อหลัง ทำให้สามารถรักษาอุณหภูมิของยางและรักษาแรงยึดเกาะที่ยางหลังให้สเถียรอีกด้วย อีกหนึ่งส่วนอย่างวิงก์เล็ต Winglet ที่เป็นเทคโนโลยีจาก MotoGP สู่รถโปรดักชัน ออกแบบมาให้มี 3 ชั้น ช่วยสร้างแรงกดหรือ Downforce ที่ด้านหน้าตัวรถได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเพิ่มการยึดเกาะและการคอนโทรลขณะเข้าโค้งในความเร็วสูงๆ ได้ดี ออกจากเรื่องของแฟริ่งกันบ้าง เจ้า Fireblade คันใหม่นี้ยังมีไฟหน้าดีไซน์โฉบเฉี่ยว ดุดันมากกว่าเดิม ไฟเลี้ยวมาพร้อมระบบ Auto Cancel คือเวลาเปิดไฟเลี้ยวแล้วเมื่อเลี้ยวแล้วไฟจะปิดเองอัตโนมัติอีกด้วย ในส่วนของเรือนไมล์ก็จัดให้เต็มที่ เป็นหน้าจอสี TFT มาเลย ทั้งสวยงามและล้ำสมัยดูลงตัว เป็นหน้าจอแสดงผลที่นำเทคโนโลยีจากสนามแข่งมาให้ใช้อย่างครบครัน มีทั้งการแจ้งข้อมูลสถานะต่างๆ ทั้งความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ตำแหน่งเกียร์ สถานะการตั้งค่าโหมดต่างๆ หน้าจอแสดงเสถียรภาพองศาการเอียงของตัวรถ อุณหภูมิเครื่องยนต์ และที่สำคัญมีโหมดจับเวลาต่อรอบ ซึ่งเหมาะสำหรับการแข่งขันหรือการขับขี่แบบแทร็กเดย์ในสนามแข่งอีกด้วยครับ ขับขี่มั่นใจไม่ว่าจะนอกหรือในสนาม ฮอนด้าได้ออกแบบการรับน้ำหนักโดยวางเครื่องยนต์ให้อยู่ระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง โดยการสร้างบาลานซ์น้ำหนักอยู่กลางลำตัวรถพอดิบพอดีเลย มีการออกแบบแฮนด์บังคับให้กว้างขึ้น เมื่อรวมกับตำแหน่งเบาะนั่งและที่พักเท้าใหม่ ทำให้รู้สึกกระชับมั่นใจ ช่วยให้พลิกเลี้ยวและมั่นใจในการขับที่ความเร็วสูงๆ มากขึ้น สำหรับถังน้ำมันปรับให้ต่ำลง 45 ม.ม. พร้อมกับมีร่องเว้ารับกับช่วงคางเวลาหมอบพอดี ทำให้ก้มหลบลมเมื่อขับขี่แบบเรซซิ่งได้ดีขึ้น และตัวชิลด์หน้ามีการปรับองศาจาก 45 องศาเป็น 35 องศา ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการลดแรงปะทะจากลมได้มากยิ่งขึ้น เฟรมนั้นจะเป็นแบบไดมอนเฟรมทำจากอลูมิเนียม มีน้ำหนักเบา แข็งแรง รองรับแรงบิดได้ทุกสภาพ สามารถที่จะช่วยให้การควบคุมรถทั้งบนถนนและสนามแข่งทำได้ดีมีความมั่นคงในทุกการควบคุม สวิงอาร์มเองก็ทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ซึ่งทางฮอนด้าเคลมมาว่าเป็นอลูมิเนียมเกรดเดียวกับ RC213V-S ประกอบไปด้วยชิ้นส่วน 18 ชิ้น มีความหนาที่แตกต่างกันเมื่อเทียบกับโมเดลก่อนหน้านี้แล้วมีความยาวเพิ่มขึ้น 30.5 มิลลิเมตร แต่ยังคงมีน้ำหนักเท่า และยังมีการปรับบาลานซ์ของความแข็งแรงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะของล้อหลังให้ดีขึ้น และเฟรมส่วนสุดท้ายที่สำคัญอย่าง แพท้าย หรือ Seat Rail ออกแบบให้มีขนาดเล็กกะทัดรัดมากขึ้น และเลือกใช้วัสดุเป็นอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ทำให้ได้ขนาดที่ไม่ใหญ่จนเกินไป และรองรับท่าทางการขับขี่ในสนามแข่งได้ดี โดยที่ยังคงแข็งแรงและมั่นคงมากขึ้นกว่าเดิม ช่วงล่างระดับแนวหน้า ในส่วนของช่วงล่างทั้งสองตัวที่วางจำหน่ายจะแตกต่างกัน แต่จะมีสิ่งนึงที่เหมือนกันก็คือ การยึดหัวโช้คหลัง ที่มีการปรับเปลี่ยนตัวยึดใหม่ แบบ Pro link โดยการจับยึดส่วนบนของโช้คหลังที่ออกแบบให้ยึดกับตัวแคร้งเครื่องยนต์ แบบเดียวกับรถแข่ง MotoGP ช่วยลดน้ำหนักของเฟรม เพราะชิ้นส่วนเฟรมน้อยลง และช่วยลดแรงกระทำจากด้านหลังที่จะส่งไปยังด้านหน้าของตัวรถ ทำให้การขับขี่มั่นใจและมั่นคงในทุกช่วงความเร็ว ในส่วนของช่วงล่างตัว SP จะเด่นกว่าคู่แข่งหลายๆ ค่ายเลยละครับ เพราะว่าได้แบรนด์ดังระดับโลก อย่าง Ohlins เข้ามาเป็นชิ้นส่วนติดรถออกมาจากโรงงาน โดยโช้คอัพหน้า Ohlins NPX มาพร้อมกระป๋องเล็กๆ

ลองซิ่ง New Yamaha MT-03 จัดจ้านสุดในคลาสนี้ ล่าสุดยามาฮ่าจัดกิจกรรมให้สื่อมวลชนได้ทดสอบ New Yamaha MT-03 ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ Dark Lightning แอบแปลเอาเองว่า อัสนีทมิฬ โดยเป็นการทดสอบก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคม 2563 ในงาน Motor Expo 2020 ซึ่งเป็นเพียงการขับขี่สั้นๆ แต่บอกได้เลยว่าติดใจสุดๆ จากที่พวกรุ่นพี่ๆ อย่าง Yamaha MT-07 และ MT-09 เปิดตัวในยุโรปกันไปอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดน้องเล็กอย่าง New Yamaha MT-03 ที่เปิดตัวในต่างประเทศมาได้สักระยะนึงก็ได้ฤกษ์มาเปิดตัวในไทยสักที ภายใต้คอนเซ็ปต์หลักอย่าง The Dark Side of Japan โดยครั้งนี้มีการปรับเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคัน ให้มีความล้ำสมัย ดุดัน คมเข้ม และมีความสปอร์ตมากขึ้นแบบแทบจะจำโฉมเดิมไม่ได้เลย มาครั้งนี้มีอะไรยังไงบ้างไปดูกันเลย เครื่องยนต์ เจ้า MT-03 ใช้เครื่องยนต์ 321 ซีซี 2 สูบเรียง 4 จังหวะ 8 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ และมาพร้อมสลิปเปอร์คลัตช์ ที่ช่วยให้ขับขี่ได้ง่ายขึ้น จากการลดแรงที่เกิดขึ้นจากการเชนเกียร์และทำให้มือคลัตช์เบาลง ช่วยให้ไม่ต้องเปลืองแรงกำคลัตช์ รูปร่างหน้าตา มีการดีไซน์ปรับเปลี่ยนใหม่เกือบทั้งหมดเลย เริ่มต้นกันที่ชุดไฟหน้า Full LED ที่ดีไซน์ใหม่แบบ Twineye และมี Mono Focus เทคโนโลยีจากรถรุ่นพี่ให้ความสว่างและมองเห็นได้อย่างชัดเจน มีถังน้ำมันใหม่ที่ปรับให้เพิ่มความกระชับมากชับขึ้นเวลาขับขี่ ช่องดักลมข้างถังน้ำมันดีไซน์ใหม่ที่รับลมจากด้านหน้าเข้าสู่กรองอากาศแบบเต็มๆ สามารถช่วยเพิ่มความแรงได้จริงๆ เรือนไมล์แบบ Full LCD ที่มีขนาดใหญ่และมองเห็นได้ชัดเจนบอกข้อมูลในตัวได้ครบครันทุกฟังก์ชั่น เปลี่ยนไฟเลี้ยวใหม่มาใช้แบบ LED อีกทั้งยังมีดีไซน์ใหม่เหมือนกันรุ่นพี่สายสปอร์ตอย่าง YZF-R1 ที่เล็กกะทัดรัด แต่สว่างชัดเจน ช่วงล่าง โช้คหน้าคันนี้เปลี่ยนมาเป็นแบบหัวกลับอัพไซด์ดาวน์ และโช้คหลังแบบเดี่ยวที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ได้ดีมาก ในส่วนของระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว ดิสก์เบรกหลังเดี่ยว พร้อมระบบเบรก ABS ให้ช่วยหยุดรถได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ลองซิ่ง การขับขี่เป็นการทดสอบแบบสั้นๆ ที่มีพื้นที่จำกัดโดยขี่เป็นรอบ รอบนึงระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร แต่ก็พอจะบอกสมรรถนะได้อยู่บ้าง เริ่มที่ท่านั่งที่เปลี่ยนไป จากการที่ดีไซน์ชุดแฟริ่ง ถังน้ำมันใหม่ และโช้คหน้าที่เปลี่ยนใหม่ ทำให้ท่านั่งมีความเป็นสปอร์ตเน็กเก็ตมากขึ้น หลังตรงขึ้นขี่สบาย และขาหนีบถังได้พอดีถือว่าลงตัวสุดๆ ส่วนการเลี้ยวก็ทำได้ดีมากๆ เนื่องจากโช้คหน้าที่เปลี่ยนไป ทำให้เวลาเลี้ยวเข้าโค้งรู้สึกได้เลยว่ามั่นใจ ไม่ย้วย ไปแบบแน่นๆ หนึบๆ ขี่สนุกมากขึ้นกว่าเดิมเยอะ ส่วนอัตราเร่งโดยพื้นฐานก็เป็นรถที่ขี่สนุก บิดติดมือ มีแรงทอร์คที่หนักแน่น ตอบสนองได้ดี สรุป หลังจากได้ ลองซิ่ง New Yamaha MT-03 ตอบโจทย์กับคนที่ชอบขับขี่ในเมืองได้เป็นอย่างมากเพราะตัวรถมีความพลิ้ว กะทัดรัด อัตราเร่งดี ท่านั่งทำให้ไม่รู้สึกเมื่อย จอแสดงผลชัดเจนเลขบอกเกียร์ตัวใหญ่ๆ ไม่ต้องกังวล และหน้าตาก็โดดเด่น หล่อทุกแยกไฟแดงแน่นอน แต่ก็ใช่ว่าจะออกทริปไม่ได้ รถก็ยังมีกำลังเหลือๆ วิ่งยาวๆ ได้แต่ด้วยความเป็น สปอร์ตเน็กเก็ต ก็อาจต้องรับลมเต็มๆ ส่วนเรื่องราคานั้นต้องค่อยติดตามในวันที่ 1 ธันวาคม 2563 ในงาน Motor Expo 2020 ที่จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการและมีเพียง 200 คันแรกเท่านั้นที่จะได้ราคาซื้อในราคาพิเศษ แบบพิเศษสุดๆ และหลังจากที่มีการเปิดตัวและประกาศราคาภายในงาน Motor Expo 2020 สามารถจองรถผ่านระบบออนไลน์ ได้ที่ www.yamaha-motor.co.th อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ในที่สุดก็กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่กับการมาของ All New Honda CRF300L และ Honda CRF300RALLY ที่ได้ปรับเปลี่ยนหลายจุดมากๆ

DRE Track Days 2020 งานมันพร้อมได้ลองรถใหม่ของ Ducati ล่าสุด Ducati จัดกิจกรรม DRE Track Days 2020 พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ทดสอบสมรรถนะรถดูคาติรุ่นใหม่ทั้ง Panigale V2, Panigale V4 S MY2020 และ Streetfighter V4 S ซึ่งเป็นโมเดลสำคัญ 3 รุ่นใหม่ในปี 2020 ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยมีสาวกดูคาทิสต้าทั่วประเทศ และกลุ่มสมาชิก Desmo Owners Club ใหม่อย่าง “DOC ISAN” เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 100 คน โดยแบ่งเป็นกรุ๊ปขับขี่ ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของทีม DRE Instructor จากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและดูคาติไทยแลนด์ สำหรับปี 2020 นี้ ถือว่าเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ ที่ทางดูคาติ ไทยแลนด์ ได้นำรถโมเดลใหม่ออกมาให้ทดสอบกันแบบจัดเต็มกันในสนามระดับโลกอย่าง ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต โดยจัดไว้ให้ทั้งหมด 3 โมเดล ได้แก่ Panigale V2, Panigale V4S, StreetFighter V4S และทางเรา SuperBike Thailand ก็ได้มีโอกาสทดสอบครบทั้ง 3 โมเดลเลยครับ ขอเรียงไปเลยแล้วกัน ว่าสัมผัสแรกในสนามแข่งของแต่ละคัน เป็นยังไงกันบ้างครับ Panigale V2 มาเริ่มต้นกันที่ Ducati Panigale V2 มันเป็นสปอร์ตไบค์ระดับกลาง ที่มีพละกำลังพอตัวจากเครื่องยนต์ Superquadro แบบสองสูบขนาด 959 ซีซีที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ มีแรงม้าเพิ่มขึ้นมาอีก 5 ตัว และมีแรงบิดเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยที่ 2 นิวตันเมตร แต่ก็ขับขี่ได้ไม่ยาก และสามารถขับขี่ได้สนุกทั้งในสนามและนอกสนาม แต่คราวนี้เราได้มีโอกาสลองซิ่งในสนาม ก็ยังพบว่าเป็นรถที่ควบคุมได้ง่ายแม้ในความเร็วสูงๆ ตัวรถยังมาพร้อมระบบเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น อาทิ DTC EVO2 หรือแทร็คชั่นคอนโทรล และ DQS UP/Down EVO2 หรือควิกชิฟเตอร์แบบสองทาง ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่พัฒนาขึ้นมา ให้ความเสถียรและแม่นยำมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีการปรับเซ็ตช่วงล่างใหม่ ให้ดีขึ้น นิ่งกว่าเดิม ซึ่งจริงๆ แล้วยังมีอีกหลายระบบที่ไม่ได้กล่าวถึงนะครับ จากการทดสอบขับขี่ในสนามช้าง เครื่องยนต์สูบวีของ V2 ยังให้คาแร็คเตอร์ที่ดุดัน รอบต้นมาได้ดี ทำความเร็วทางตรงในสนามช้างได้ทะลุ 220 กม./ชม. ขณะเดียวกันก็สามารถเบรกและเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ จึงรู้สึกได้ถึงความสบาย ขี่ง่ายและขี่ได้นานจนจบครบนาทีสุดท้ายในเซสชั่นที่ได้ทดลองขับขี่นั้น เรียกว่าขี่ได้ง่ายจริงๆ เหมาะสำหรับใครที่อยากจะเริ่มต้นขี่สปอร์ตไบค์ของทางดูคาติ ถือว่า Panigale V2 เป็นตัวเลือกที่ดีเลยล่ะครับ Panigale V4 S 2020 มาต่อกันในช่วงก่อนเที่ยงที่แดดกำลังดี ฟ้าเปิดเป็นใจ อุณหภูมิแทร็คร้อนขึ้นเรื่อยๆ ผมก็ได้มีโอกาสทดสอบกันอีกช่วงกับสุดยอดรถซูเปอร์ไบค์โปรดักชั่นที่ร้อนแรงมากๆ ในตอนนี้อย่าง Panigale V4 S 2020 ที่มีแรงม้าทะลุ 200 แรงม้า ต้องบอกก่อนเลยว่า V4 ทุกรุ่นตอนนี้ ตั้งแต่ตัวเริ่มต้นจนถึง V4 R ก็จะมีปีกหรือวิงก์เล็ตติดมาให้จากโรงงานมาเลย ไม่ต้องซื้อเพิ่ม โดยปีกนี้มาพร้อมกับคุณสมบัติช่วยสร้างแรงกดมหาศาลที่ตัวรถด้านหน้า โดยทำได้มากถึง 30 กิโลกรัมเมื่อขับขี่ที่ระดับความเร็ว 270 กม./ชม. เจ้า V4 จะมาพร้อมกับเฟรมใหม่ที่ออกแบบมาให้ขับขี่คอลโทรลรถได้ง่ายขึ้นในความเร็วสูงๆ อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีการควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ด้วยเซ็นเซอร์และตัวประมวลผล IMU แบบ 6 แกน และอัพเกรดเทคโนโลยีใหม่จากปีก่อนที่เป็น EVO เป็น EVO2 ทั้งในของ DTC, DQS ทำให้การเปิดคันเร่งในโค้งทำได้ดีขึ้นและการใส่เกียร์ที่รอบเครื่องยนต์สูงสามารถใส่ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น เป็นการพัฒนาที่ดีขึ้นเพื่อรองรับเครื่องยนต์ที่มีความจัดจ้าน และมีกำลังแรงม้าสูงถึง 214 ตัว ซึ่งถือเป็นรถที่มีกำลังเครื่องยนต์ที่แรงมหาศาลที่สุดของทางค่ายเลยหากไม่รวมเจ้า Superleggera V4 สำหรับช่วงล่างก็มีปรับเซ็ตมาให้ใหม่ ตัวรถมีความสูงเพิ่มขึ้นจากเดิม 5 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะทำให้การเข้าโค้งได้ดีขึ้นและเนียนขึ้นกว่าเดิมเหมาะสำหรับสายซิ่งได้ฟีลรถแข่งมากยิ่งขึ้น และล้อที่ให้ Marchesini และยาง Pirelli มาจากโรงงานเป็นอะไรที่เลิศมากๆ สำหรับฟีลลิ่งการขับขี่ในสนามอย่างแรกที่สัมผัสได้เลยคือความแรง ความแรงแบบที่ให้มาเต็มพิกัด ตัวรถนั้นมีโหมดการขับขี่หรือ

รีวิว BMW F 900 R และ F 900 XR อีกขั้นของความหล่อ ความแรงและความล้ำ เปิดตัวไปพักนึงแล้วกับ BMW F 900 ซีรีส์รถมอเตอร์ไบค์ขุมพลังสองสูบระดับกลางของ BMW Motorrad และไม่นานมานี้เราก็ได้มีโอกาสไปทดลองขับขี่ในรอบสื่อมวลชนบนเส้นทางถนนจริงๆ แถวๆ จ.ชลบุรีและจ.ระยอง โดยเราได้ทดสอบขับขี่ทั้งสองโมเดล ทั้ง F 900 R และ F 900 XR ในงานเดียวกันเลยครับ หล่อกว่าที่เคย สำหรับ F 900 XR จะมีดีไซน์คล้ายคลึงกับพี่ใหญ่ของตัวเองอย่าง BMW S 1000 XR โดยเฉพาะในส่วนด้านหน้า แต่ในส่วนของตัวรถมีรูปร่างที่ลู่ลม และเพรียว เรียวบางในช่วงท้าย และท้ายสั้นดูสวยงามลงตัว และให้ความรู้สึกเป็นสปอร์ตมากขึ้น ตัวรถโดดเด่นที่ไฟหน้าคู่ขนาดใหญ่ แฟริ่งข้างที่ยื่นออกไปรับกับตัวปากนกด้านหน้า และมาพร้อมชิลด์หน้าปรับระดับได้ ส่วน F 900 R ก็จะเรียกได้ว่าเป็นดีไซน์ใหม่หมด โดดเด่นที่ไฟหน้าแบบโคมเดี่ยวขนาดใหญ่ ด้านในโคมจะมีตัวหนังสือ “R” บ่งบอกโมเดลว่าตัวนี้เป็นรหัส R ด้านบนมีชิลด์หน้าขนาดเล็ก ซึ่งในโมเดลใหม่นี้จะออกแบบใหม่ให้เป็นโร้ดสเตอร์ที่มีความสปอร์ตแบบสุดๆ มองตัวรถจากด้านข้างจะเห็นความล่ำ ความกำยำบริเวณช่วงของถังน้ำมันและเครื่องยนต์ ในเรื่องของการออกแบบรูปลักษณ์ดีไซน์นั้นส่วนที่แตกต่างก็อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่แน่นอนว่าทั้งสองโมเดลนี้ใช้แพลตฟอร์มเดียวกัน ดังนั้นจะมีหลายๆ ส่วนที่คล้ายคลึงกันซึ่งก็จะอธิบายเพิ่มเติมด้านล่างนี้ครับ เรื่องของระบบไฟส่องสว่างนั้น ทั้งสองโมเดลจะมีไฟแบบเดย์ไทม์รันนิงไลท์ หรือที่เรานิยมเรียกกันสั้นๆ ว่าเดย์ไลท์ โดยระบบไฟส่องสว่างเป็นแบบ LED ทั้งหมดรอบคัน ให้ความสวยงาม ประหยัดพลังงานและทันสมัย เรือนไมล์เป็นแบบจอสี TFT ขนาดใหญ่ 6.5 นิ้ว มองเห็นได้ชัดเจน สามารถแสดงผลข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนตัวรถ ทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยน พร้อมกับการเลือกและใช้งานเมนูต่างๆ ผ่านแหวนอนาล็อกที่อยู่ทางปะกับซ้ายมือ ลองใช้งานดูสักนิด ไม่นานก็จะใช้งานได้อย่างง่ายดาย สามารถปรับการแสดงผลหรือโหมดต่างๆ ด้วยมือเดียวได้สบายๆ นอกจากนี้ยังมีโหมดการแสดงผลหน้าจอเรือนไมล์แบบต่างๆ กัน เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานอีกด้วย ตัวรถมีการย้ายถังน้ำมันจากรถในตระกูล F เจเนอเรชันก่อนที่อยู่ด้านท้ายรถมาไว้ทางด้านหน้า ทำให้ด้านหลังของตัวรถมีความเพียวบางเพิ่มขึ้น ดูโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และสำหรับเจ้า XR จะมีการปรับเพิ่มขนาดให้จุของถังน้ำมันให้มากขึ้นตามสไตล์ของรถ โดยจะจุได้มากขึ้นเป็น 15.5 ลิตร (R มีถังขนาด 13 ลิตร) ทำให้เหมาะสำหรับการเดินทางออกทริปมากยิ่งขึ้น และอีกส่วนที่ดีไซน์มาใหม่และทั้งสองใช้เหมือนกันคือ ท่อไอเสียซึ่งออกแบบมาใหม่ให้ดูสั้น กระชับ เข้ากับตัวรถให้ฟีลลิ่งความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น อัพเกรดความแรง BMW F 900 ซีรีส์นี้มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่แบบ 2 สูบเรียง 895 ซีซี ที่ให้พละกำลังมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับให้กำลังอัดที่มากขึ้นจากการเพิ่มขนาดกระบอกสูบให้ใหญ่ขึ้น 2 ม.ม. และมีการเปลี่ยนลูกสูบมาใช้ลูกสูบแบบฟอร์จ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 105 แรงม้าที่ 8,500 รอบ/นาที และให้แรงบิดอยู่ที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ/นาที โดยเครื่องยนต์ตัวใหม่นี้ยังมาพร้อมกับเคาน์เตอร์บาลานซ์เซอร์ใหม่ 2 ตัว ช่วยให้รถนุ่มนวลสเถียรมากขึ้น ทั้งยังมีระบบ MSR ที่ช่วยควบคุมเอ็นจิ้นเบรกของรถที่จะเกิดขึ้นเวลาปิดคันเร่ง ซึ่งจะแตกต่างไปจากสลิปเปอร์คลัตช์ทั่วไป โดยจะตรวจจับการทำงานของคันเร่ง เวลาปิดคันเร่ง จะมีการหน่วงการทำงานของวาล์วเพื่อให้เอ็นจิ้นเบรกที่เกิดขึ้นนั้นนุ่มนวล ป้องกันล้อหลังล็อค ทำงานควบคู่กับควิกชิฟเตอร์แบบสองทางที่จะช่วยให้เข้าเกียร์ได้แบบไม่ต้องกำคลัตซ์ทำให้การขับขี่สนุกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ฟีลลิ่งเครื่องยนต์ 2 สูบตัวใหม่นี้ให้กำลังเครื่องยนต์ในรอบต้นๆ กลางๆ ได้ดี จากการปรับจูนใหม่ให้แรงบิดมาได้ดีขึ้นในรอบต้นๆ ช่วงรอบเครื่องยนต์อยู่ที่ 5,000-6,500 รอบ ทำให้รู้สึกได้ว่าการขับขี่ที่สนุกขึ้น ได้ฟีลของความสปอร์ต ระบบการสั่งจ่ายน้ำมันผ่านคันเร่งไฟฟ้าที่รู้สึกขึ้นความนุ่มนวล หนักแน่น รวดเร็ว ทำให้การทดสอบในครั้งนี้รู้สึกได้เลยว่า เครื่องยนต์พิกัด 900 ซีซี ตัวใหม่นี้ก็ขี่ง่าย ตอบสนองได้ดีมีกำลังเร่งแซงได้ง่าย ให้ความรู้สึกสปอร์ตมากยิ่งขึ้น มั่นใจทุกสภาพถนน ช่วงล่างที่ให้มาจากโรงงานนั้น ด้านหน้าจะเป็นโช้คหน้าแบบหัวกลับ ด้านหลังนั้นมีโช้คเดี่ยว ถูกวางอยู่ระหว่างกลางลำตัวของโครงสร้างกับสวิงค์อาร์มคู่ ตัวโช้คหลังที่เป็นแบบสปริงสตรัทควบคุมการทำงานแบบไฟฟ้า หรือ Dynamic ESA (กระบอกสีทองทางด้านซ้ายคือมอเตอร์ที่จะปรับสภาวะการทำงานของเหลวในกระบอกโช้ค) ที่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนโหมดการทำงานได้ 2 แบบ Road และ Dynamic ที่จะคำนวณน้ำหนักบรรทุก และปรับเซ็ตค่าการทำงานของโช้คที่เหมาะสมกับการใช้งานได้ผ่านปุ่มตั้งค่าที่ปะกับทางด้านซ้าย ซึ่งในของโช้คนี้ F 900 R จะมีระยะยุบของโช้คที่น้อยกว่า F

รีวิว Bajaj Pulsar RS 200 ฝูงบินอินเดีย หน้าตาแปลกใหม่กับเครื่องแรงจัดเต็ม ครั้งแรกในประเทศไทยกับการ รีวิว Bajaj รถมอเตอร์ไซค์สัญชาติอินเดีย นับเป็นโอกาสที่เราได้รอคอยมานาน เพราะเราก็อยากจะรีบมาทดสอบๆ และรีวิวให้เพื่อนไบค์เกอร์ได้รับรู้กันครับว่ารถอินเดียมันเป็นอย่างไร แบรนด์ Bajaj เองเป็นรถที่มีประวัติยาวนานกว่า 75 ปี และเป็นที่ได้รับความนิยมอยากมากในประเทศอินเดีย ส่วนบ้านเราเองอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นหูคุ้นตากับชื่อแบรนด์หรือแปลกใหม่มากเมื่อได้เห็น หน้าตาของรถ ค่ายนี้และจากที่มีกระแส ดราม่ารุนแรงมาก เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมาในงาน Motor Show ทำให้รถของ Bajaj จากเมืองภารตะนี้เป็นที่จับตามองของใครหลายๆ คนเป็นอย่างมาก เครื่องเคราต่างๆ เริ่มต้นกันที่เครื่องยนต์ขนาด 199.5 ซีซี ระบบ DTS-i 3 หัวเทียน 4 วาล์ว ที่มีกำลังแรงบิดสูงสุดที่ 18.3 นิวตันเมตร 8000 รอบต่อนาทีและสามารถรีดกำลังแรงม้าสูงสุดได้ถึง 24.1 แรงม้า เกียร์ 6 สปีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ และยังได้รับเทคโนโลยีบางส่วนจาก KTM ใกล้เคียงกับ Duke 200 รถสูบเดียวที่มีความจัดจ้านในรอบต้น ขับขี่สนุก หากใครที่ยังไม่ทราบว่าทำไมถึงได้รับเทคโนโลยีจาก KTM ก็เพราะว่า Bajaj มีหุ้นส่วนใน KTM กว่า 48% จึงได้ร่วมกันพัฒนาเจ้าตัวรถของ Bajaj ขึ้นมา รูปร่างหน้าที่มีความแปลกใหม่ในบ้านเรา หลายๆ คนอาจจะมองแปลกๆ แต่สำหรับผมเองมองว่าใหม่ หน้าก็เท่ๆ ในแบบอินเดีย เพราะเราอาจจะเห็นรถญี่ปุ่นจนชินตา ด้วยไฟหน้าคู่แบบโปรเจคเตอร์และไฟ LED อยู่ด้านบน ด้านข้างมีดีไซน์โฉบเฉี่ยวทรงสปอร์ต เรือนไมล์มีทั้งแบบอะนาล็อกและแบบดิจิตอล ค่อนข้างทันสมัย พร้อมไฟบอกสถานะครบครัน ช่วงล่าง โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คหลังเดี่ยว Nitrox ระบบเบรก ABS 2 ช่องทาง คาลิเปอร์เบรกหน้า-หลังจาก Bybre พร้อม ดิสเบรกหน้า-หลังขนาด 300 มม.- 230 มม. ล้อหน้า-หลัง 100/80 R17 – 130/70 R17 เป็นยางแบบไม่ใช่ยางใน ส่วนถังน้ำมันขนาด 13 ลิตร และตัวรถมีน้ำหนักโดยรวมอยู่ที่ 165 กก. ด้านการขับขี่ ด้วยการที่ตัวรถมีการพัฒนาร่วมกับทาง KTM ทำให้อัตราเร่งเครื่องยนต์มีความจัดจ้าน ขับขี่สนุกในรอบต้น 0-100 กม./ชม. รอบขึ้นมารวดเร็วบิดติดมือทำได้ดีในพิกัด 200 ซีซี ใช้งานในเมืองซอกแซกได้ดีด้วยตัวรถที่มีน้ำหนักเบาคล่องตัวขี่ง่าย การขับขี่เดินทางไกล ตัวเครื่องยนต์ก็มีอัตราเร่งที่ดีมั่นใจแซงได้ แต่มีอาการสั่นและเสียงดังจากเครื่องยนต์ในรอบสูงๆ ส่วนแฮนด์ที่ให้มาเป็นแบบแฮนด์จับโช้คยกสูงไม่ก้มเยอะออกแนวเป็นสปอร์ต-ทัวริ่ง ท่านั่งสามารถขี่ได้สบายหนีบถังได้พอดี การเข้าโค้งตัวโช้คหลังมีอาการนิ่มย้วยนิดหน่อย อาจจะเป็นเพราะตัวผมเองอาจจะตัวใหญ่ แต่ถ้ามีการเซ็ตปรับแต่งอาการนี้อาจจะหายไป ส่วนเรื่องเบรกมั่นใจได้เลยว่า Bybre ให้ระยะเบรกที่สั้น ปลอดภัย มั่นใจได้ และท็อปสปีดสามารถทำความเร็วได้ถึง 145 กม./ชม. อาจจะแรงได้อีกเมื่อปลดล็อกหรือหลังรันอินเครื่องยนต์ไปแล้ว สรุป เจ้า Bajaj Pulsar RS 200 เหมาะสำหรับเป็นรถคันแรกของมือใหม่ ตัวรถขี่ง่ายคล่องตัวทั้งการใช้งานในเมืองหรือการออกทริปท่องเที่ยวมีอัตราเร่งที่ดีมั่นใจแซงได้แบบไม่ต้องลุ้นอะไรมาก และได้พูดได้เลยว่าถ้ามองถึงการใช้งานสมรรถนะการขับขี่ล้วนๆ ไม่ด้อยกว่าค่ายอื่นๆ ในประเทศกับรถพิกัด 200 ซีซี ส่วนเรื่องหน้าตา ก็แล้วแต่ละบุคคลว่าถูกจริตตัวเองมาน้อยแค่ไหน และก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ค่อยข้างหน้าสนใจก็สามารถไปชม ไปทดลองขับขี่กันก่อนตัดสินใจ ที่โชว์รูมทั่วประเทศ สำหรับค่าตัว Bajaj Pulsar RS 200 สนนราคาอยู่ที่ 89,800 บาทและมีให้เลือกถึง 3 สี ขาว-ดำ , ขาว-แดง , ขาว-น้ำเงิน Bajaj Pulsar RS 200 สปอร์ตไบค์สุดเฉี่ยวพิกัด 200 ซีซี เด่นด่วยเครื่องยนต์ DTS-i แบบทริปเปิลสปาร์ก ให้พละกำลังที่ดี พร้อมจะพาคุณไปบนท้องถนนทั้งทางตรงและทางโค้งได้อย่างง่ายดาย ราคา 89,800 บาท (ราคาพิเศษช่วงแนะนำ) Bajaj Pulsar RS 200 สเปกและราคา เครื่องยนต์

รีวิว Himalayan 2020 ขี่ง่ายแม้ทางจะโหด!! ทาง SuperBikemag ได้รับเกียรติ จากทาง Royal Enfield ให้ร่วมทริปทดสอบ รีวิว Himalayan 2020 จากกรุงเทพ-ชลบุรี (เขาไผ่) 2020 เมื่อวันที่ 24-25 สิงหาคมที่ผ่านมา การทดสอบวิ่งทริปในครั้งนี้ เป็นทริปสั้นๆ เพียง 2 วันเท่านั้น แต่สำหรับเส้นทางที่ไป ถือว่าสามารถทดสอบสมรรถนะของตัวรถได้ดีเลยทีเดียว ตั้งแต่เริ่มออกเดินทางจากศูนย์ Royal Enfield ทองหล่อ เนื่องจากสภาพจราจรติดขัด มากๆ เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว แถมระหว่างทางอย่างสภาพถนนเส้นบางนา-ตราด ก็อย่างที่เห็น มีหลุมบ้างบางจุดเลยถือเป็นโอกาสได้ทดสอบไปในตัวตลอดทั้งทริป ทั้งทางบนถนนดำ และทางฝุ่นหรือ OFF ROAD เป็นระยะทางรวมกว่า 140 กิโลเมตร มาดูที่สีของตัวรถ ”หิมาลายัน” 2020 กันครับ โดยในปีนี้มีสีใหม่ให้เลือกถึง 3 สีด้วยกันครับ สี แดง-ดำ(Rock Red) สี น้ำเงิน-ขาว(Lake Blue) สี เทา (Gravel Grey) สวยไหมล่ะครับ ทั้ง 3 สี ? ท่านั่งและการขับขี่ ก่อนอื่นต้องแนะนำก่อนว่า เจ้าหิมาลายัน (2020) เป็นรถสไตล์แอดเวนเจอร์ทัวริ่ง ที่ถูกออกแบบมาให้ขับขี่บนทุกสภาพถนน มีไฟหน้าขนาด 7 นิ้ว มีชิลด์หน้าแบบใสให้มาด้วย เหมาะสำหรับการเดินทางมาก เพราะชิลด์ที่ให้มาค่อนข้างสูง ทำให้ลมไม่ปะทะตัวเราได้เต็มๆ แฮนด์บาร์ที่ให้มาไม่สั้นและไม่กว้างจนเกินไป ทำให้สามารถคอนโทรลรถได้ดี ความสูงของแฮนด์ก็ไม่ต่ำมากตามสไตล์รถขับขี่ท่องเที่ยว ทำให้ไม่เมื่อยเวลาขับขี่ ความสูงของเบาะ

สกู๊ตเตอร์ที่ร้อนแรงที่สุดในปี 2020 นี้กันสักทีกับ All New Honda Forza 350 ที่ทำสถิติยอดจองในงานมอเตอร์โชว์ไปแบบถล่มทลาย

ลองขี่ Yamaha Tenere 700 ตะลุยห้วยคอกหมู ไหวมั้ยต้องดู ช่วงวันที่ 11-12 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ทาง SuperBike ได้มีโอกาสไปร่วมทริปขับขี่ทดสอบสมรรถนะเจ้า Yamaha Tenere 700 หรือที่เรานิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า T7 กันถึงที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี โดยจะเป็นการขี่ทดสอบบนถนนดำจากกรุงเทพไปยังอำเภอสวนผึ้ง และจากนั้นก็จะขี่ลุยเส้นทางธรรมชาติ ในพื้นที่บ้านพุระกำ แก่งส้มแมว และห้วยคอกหมูครับ โดยช่วงเช้าได้นัดกันที่ Yamaha Riders’ Club เกษตร-นวมินทร์ ซึ่งทาง Yamaha ได้จัดรถ Tenere 700 ไว้ให้ทาง SuperBike หรือตัวผมเนี่ยร่วมขี่ทดสอบพร้อมกับตัวแทนดีลเลอร์และลูกค้าที่ซื้อรถ Tenere 700 ไปครับ แว่บแรกที่เห็นภายนอกรู้สึกสะดุดตากับไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ Full LED ที่โดดเด่นด้วยไฟขนาดใหญ่ 4 ดวง ปรับความกว้างและสูง-ต่ำได้ อีกทั้งยังมีไฟ Daytime Running Lights หรือเดย์ไลท์ที่เรานิยมเรียกกันอยู่ด้านล่าง มีเรือนไมล์แบบ LCD ขนาดใหญ่มองเห็นได้ชัดเจนและให้อารมณ์คล้ายรถแข่งแรลลี่ ซึ่งแสดงผลข้อมูลต่าง อาทิ ความเร็ว รอบเครื่อง อุณหภูมิเครื่องยนต์ อุณหภูมิภายนอก ตำแหน่งเกียร์ ระยะทางทริป 1-2 ระยะทางรวม นอกจากนี้ยังดูเด่นที่รูปทรงตัวรถที่สูงและดูเพรียว เหมาะสมกับที่เป็นรถสไตล์แอดเวนเจอร์มากๆ หลังจากแอบไปเหล่รถคันที่ผมจะได้ขี่แล้วก็เข้าฟังบรีฟเส้นทางกันก่อนจะออกเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดราชบุรี ลุยฝ่าการจราจรที่ค่อนข้างแน่นและติดขัดในกรุงเทพเข้าสู่ถนนบรมราชชนนี เจ้า T7 คันนี้ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว ควบคุมง่าย คล่องตัวมากถึงแม้จะขับขี่ในย่านที่รถติดๆ ก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับเจ้า T7 คันนี้เลย พอถึงช่วงทางตรงมีโอกาสได้ลองเปิดคันเร่ง ทดสอบเครื่องยนต์ขนาด 689 ซีซี 4 จังหวะ 4 วาล์ว DOHC 2 สูบ ที่เป็นเครื่องที่ใช้ในตระกูล MT-07 ด้วย ก็พบว่าสามารถบิดได้ 150 -160 กม./ชม. แบบสบายๆ และยังไปต่อได้อีกด้วย ไม่มีอาการดิ้นหรือส่ายให้รู้สึก กับยางติดรถที่ให้มาเป็น ยาง Pirelli Scorpion Rally STR ขนาดยางหน้า 90/90 R21 M/C 54V M + S ขนาดยางหลัง 150/70 R18 M/C 70V M + S ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าทำความเร็วไม่ได้ ช่วงทางโค้งบนถนนดำ สมรรถนะของช่วงล่างเจ้า T7 นั้นดีมาก สามารถจิกโค้งเข้าได้แบบเนียนๆ พลิกเข้าโค้งได้แบบต่อเนื่องไม่มีเสียอาการหรือหลุดไลน์ ทำให้ยิ่งมั่นใจและเพิ่มความสนุกในการขับขี่ไม่ต้องมากังวลว่ารถสไตล์นี้ ช่วงล่างจะย้วยหรือนุ่มจนเกินไป ยางแบบนี้เข้าโค้งแล้วจะดิ้นเข้าได้ไม่เนียน ส่วนตัวผมแล้วบอกเลยว่าเจ้า T7 ถือว่าเป็นรถจักรยานยนต์สไตล์แอดเวนเจอร์ไซส์กลางที่ขี่สนุกและจัดว่าดีในการเดินทางบนทางดำเลยล่ะ หลังจากได้ทดสอบขับขี่บนทางดำแล้ว ก็ถึงคราวของการขี่ทดสอบบนเส้นทางธรรมชาติที่ Yamaha ได้แบ่งความยากง่ายเป็น 4 ระดับ ระดับที่ 1 ก็จะเป็นเส้นทางจำพวก ทราย ทางขรุขระ ช่องอุโมงค์ต้นไม้ หรือร่องน้ำ อย่างใดอย่างนึง ระดับที่ 2 ก็จะเป็นเส้นทางลาดชันและขรุขระ ต่อมาระดับที่ 3 ก็จะมีทางที่สูงชันและขรุขระเป็นทางยาว และระดับที่ 4 ทางข้ามขอนไม้หรือทางที่เป็นร่องแคบและลึก ซึ่งก็จะเพิ่มระดับความยากมาตามลำดับ ในวันแรกช่วงแรกกับเส้นทางธรรมชาติ บ้านพุระกำ กับความยากระดับที่ 1 ทางส่วนใหญ่จะเป็นทรายร่วนๆ ไม่หนามาก มีกรวดหินลอยผสมบ้างเป็นช่วงๆ ถือว่าเป็นการวอร์มอัพเล็กน้อย ขี่รูดกันยาวๆ ไปได้เลย ช่วงล่างของเจ้า T7 ซับแรงกระแทกได้ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นทางขรุขระ ลำธารที่มีหินลอยลื่นๆ ช่วงอุโมงค์ต้นไม้ที่มีเศษไม้หักร่วงอยู่บนพื้นทรายร่วนๆ เจ้า T7 ผ่านได้แบบสบายๆ ด้วยพละกำลังที่มีมาให้แบบเหลือเฟือ บวกกับคันเร่งเบาสบายบิดติดมือ เรียกน้ำย่อยความมันในการขี่เจ้า T7 ให้ติดใจอยากบิดขยี้คันเร่งอีกรอบ หลังจากที่หวดคันเร่งในเส้นทางธรรมชาติในช่วงแรกแล้ว ได้เวลาพักทานข้าวเติมพลัง ก่อนไปหวดซ้ำอีกทีในรอบสอง กับเส้นทางเดิมแต่วิ่งย้อนกลับอีกทางนึง ไลน์ที่วิ่งก็จะเปลี่ยนไปอีกแบบ เริ่มมีเส้นทางในแบบความยากในระดับที่ 2 เพิ่มเข้ามา คือทางที่เป็นเนินชันและขรุขระ มีหินลอยก้อนไม่ใหญ่นัก ทางที่ลุยในรอบนี้จะค่อนข้างแคบ มีร่องน้ำแต่ไม่ลึกมาก ให้เราได้ใช้ทักษะในการมองอ่านไลน์เพื่อขี่ผ่านอุปสรรคเส้นทางข้างหน้า ซึ่งในจุดนี้ T7

CT125 นั้นทางค่ายปีกนกได้เปิดโอกาสให้เราได้ไปทดสอบในรอบสื่อมวลชนแล้วครั้งนึง แต่เป็นการทดสอบที่อยู่ในสเตชั่นจำลอง และได้ทดสอบเพียงไม่มาก

YAMAHA QBIX 2020 นอกจากสีสันสดใสแล้วมีอะไรดี? Yamaha QBIX โมเดล 2020 นั้นนอกจากจะเปลี่ยนสีสันใหม่ให้เลือกตามแนวคิดสนุกสุด Fun สีสันสุดเทรนด์แล้ว ก็ยังมีข้อดีอื่นๆ อีกด้วยนะครับ ที่เรียกว่าต้องถูกใจวัยรุ่นทุกคนหลายข้อด้วยกัน ส่วนจะมีดีอะไรบ้าง เราไปดูกันทีละข้อด้านล่างได้เลยครับ สุดประหยัดน้ำมัน QBIX ประหยัดน้ำมันเพราะใช้เครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซีที่มีเทคโนโลยี Blue Core ที่แรง แต่ก็ยังประหยัดน้ำมันในแบบที่วัยรุ่นยกนิ้วว่าเยี่ยม เหลือเงินไปทำอะไรได้อีกเยอะ เพราะเทคโนโลยี Blue Core ออกแบบโดยยึดหลักการ 3 อย่างคือ เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ลดการสูญเสียกำลังของเครื่องยนต์ และการจุดระเบิดที่แม่นยำ นอกจากเครื่องยนต์แล้วยังประหยัดได้มากยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยี Stop & Start System ระบบดับเครื่องอัตโนมัติเวลาจอดรถเป็นระยะเวลานาน และติดเครื่องเองทันทีที่เปิดคันเร่ง ซึ่งช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้เวลาติดไฟแดงนานๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท้องถนนในกรุงเทพเมืองฟ้าอมร แสนปลอดภัย ปลอดภัยสุดๆ เพราะมีระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น ABS) ซึ่งแน่นอนว่าช่วยให้เบรกได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะวัยรุ่น วัยคึกคะนองเรื่องขับเร็วก็เป็นเรื่องปกติ แต่ทำยังไงให้ปลอดภัยนี่สิเป็นเรื่องสำคัญ และยามาฮ่าก็มีระบบเบรก ABS มาให้ แม้ว่าจะเป็นสกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กก็ตาม ยังมีหน้ายางหลังที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการยึดเกาะที่มีมากขึ้น ซึ่งดีทั้งตอนเร่งความเร็วและตอนเบรกครับ (เฉพาะรุ่น ABS และรุ่น S) อีกทั้งระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ทั้งระบบ ซึ่งให้ความสว่างชัดเจน แม้ในยามกลางวัน ช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ที่ดีได้ทั้งในตอนกลางวันและกลางคืน จึงช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น โฉบเฉี่ยวทันสมัย QBIX มีดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวไม่เหมือนใครอยู่แล้ว แต่โฉบเฉี่ยวทันสมัยยิ่งขึ้นด้วยเรือนไมล์ดิจิตอลแบบ Full LCD ทรงสี่เหลี่ยม ไม่เหมือนใคร แต่ตรงคอนเซ็ปต์ตัวรถ และระบบไฟส่องสว่างเป็น LED ตามแบบสมัยใหม่นิยม ซึ่งให้ภาพลักษณ์ที่ดูดีพรีเมี่ยมนอกจากนี้ยังทนทานอีกด้วย เรียกว่าน่าจะเป็นที่ชื่นชอบของวัยจี๊ดอย่างแน่นอน สะดวกสบาย แน่นอนว่าความสะดวกสบายนั้นเป็นจุดขายหลักๆ ของสกู๊ตเตอร์ส่วนใหญ่ และเรื่องนี้ Yamaha เขาถนัดจริงๆ ครับ QBIX มีระบบสมาร์ทคีย์ที่ช่วยให้สามารถสตาร์ทรถได้โดยไม่ต้องใช้กุญแจ และยังรวมเอาฟังก์ชั่นการใช้งานอย่างเปิดเบาะ เปิดฝาถัง และล็อกรถมาไว้รวมกันที่จุดเดียว ให้สามารถกดใช้งานได้ง่ายได้ สะดวกสบายยิ่งขึ้น ด้านหน้ายังมีช่องจ่ายไฟแบบรถยนต์ ช่วยให้วัยรุ่นที่สมัยนี้ที่มักมีแก็ดเจ็ตเยอะๆ สามารถใช้ชาร์จอุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย แถมยังมีช่องเก็บของด้านหน้าอีก นอกจากนี้ยังเติมน้ำมันได้ง่ายไม่ต้องรถจากรถด้วยการมีช่องเติมน้ำมันบริเวณตรงกลางระหว่างที่วางเท้า ส่วนใต้เบาะนั้นเป็นช่องเก็บของ QBOX ขนาดใหญ่จุได้มากถึง 22.5 ลิตร สามารถใส่หมวกกันน็อกหรือสัมภาระอื่นๆ ได้สบายๆ เรียกว่าตอบโจทย์วัยรุ่นวัยเรียนได้ดีอย่างแน่นอนครับ รู้ข้อดีขนาดนี้แล้ว อย่าลังเลมากครับ หากท่านผู้อ่านกำลังสนใจ ไม่ว่าจะชายหรือหญิง วัยรุ่นหรือวัยรุ่นใหญ่ หากมีใจรักสนุก ชอบความสนุกและชอบชีวิตที่มีสีสันแล้วล่ะก็ QBIX 2020 ก็เป็นโมเดลที่น่าจะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ สำหรับราคาค่าตัวนั้น แต่ละรุ่นมีราคาแนะนำดังต่อไปนี้ รุ่น ABS ราคาแนะนำ 60,800 บาท รุ่น S ราคาแนะนำ 56,900 บาท รุ่น Standard ราคาแนะนำ 54,400 บาท อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Honda CBR250RR สปอร์ตเต็มตัว พาออกทัวร์จะไหวมั้ย ขึ้นชื่อว่าสปอร์ต หลายๆ คนคงจะชอบในความเท่ ความเร็วและความแรง ขี่ในเมืองดูหล่อ ขี่ในสนามก็มัน แต่ไบค์เกอร์อย่างเราๆ นั้น ก็ไม่ใช่จะมีชีวิตแค่ขี่ในเมืองหรือแค่ซิ่งในสนาม การจะมีรถหลายๆ คันไว้ตอบโจทย์การใช้งานต่างๆ กันก็ดูจะเป็นไปได้ยาก เพราะทุกคนไม่ได้เกิดมามีเงินเหลือมากพอจะซื้อหลายคัน หรืออาจจะเหลือแล้วแต่ไม่ได้รับอนุมัติจากคนที่บ้านก็เป็นได้ ครั้งนี้เราเลยลองจับสปอร์ตจ๋าๆ อย่าง Honda CBR 250RR มาทดสอบกันแบบขับขี่ออกทริปกันดู ดูสิว่ามันจะไปไหวแค่ไหน หล่อสไตล์สปอร์ต CBR250RR คือสปอร์ตเรซซิ่งเรพลิก้าที่มีดีไซน์โฉบเฉี่ยวมากๆ เส้นสายต่างๆ มีความเฉียบคมให้อารมณ์รถแข่ง การออกแบบแฟริ่งไม่เพียงแต่จะออกแบบให้มีความเท่เพียงอย่างเดียว แต่ยังใส่ใจในเรื่องของแอโรไดนามิกอีกด้วย เช่น แฟริ่งด้านข้างมีครีบเล็กๆ ไว้ตัดอากาศ แฟริ่งบริเวณส่วนท้ายที่มีช่องให้อากาศผ่าน ช่วยในเรื่องของการลดการปั่นป่วนของกระแสลมที่ความเร็วสูงๆ ได้ดีครับ ไฟหน้าของรถออกแบบมาเป็น 2 ชั้นแยกส่วนกันดูหล่อเหลาและโดดเด่นไม่เหมือนใคร รับกับไฟท้ายที่เป็นแบบ 2 ชั้นเช่นกัน ดูดุดันและสวยงามไปพร้อมๆ กัน เรือนไมล์ดิจิทัล บอกข้อมูลและสถานะต่างๆ ได้ครบถ้วน อาทิ ความเร็ว ความเร็วรอบ โหมดการขับขี่ ไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์หรือชิฟต์ไลท์ เป็นต้น ต่ำลงมามีโช้คหน้า Showa อัพไซด์ดาวน์สีทองดูโดดเด่นตัดกับตัวรถได้เป็นอย่างดี ส่วนท้ายมีปลายท่อไอเสียแบบคู่ดูดุดันให้สุ้มเสียงเร้าใจพอสมควร ขุมกำลังเล็กแต่จัดจ้าน ก่อนหน้านี้เราเคยทดสอบเจ้า 250RR คันนี้ไปแล้ว แต่เป็นการทดสอบในสนาม ซึ่งก็ยังคงยืนยันคำเดิมว่า เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 250 ซีซี ให้กำลังที่เกินคาด ทำรอบเครื่องได้สูงมากทะลุ 13,500 รอบต่อนาที และยังสามารถทำท็อปสปีดหรือความเร็วสูงสุดได้เกิน 175 ก.ม./ชม.ได้ เกียร์ 6 สปีดที่ให้มาถือว่าดี เปลี่ยนเกียร์ได้ลื่นไหลและแม่นยำ เวลาลากรอบสูงๆ แล้วกำคลัตช์ใส่เกียร์ รู้สึกได้ถึงการต่อเกียร์ที่สมู้ทดี ในส่วนที่เหนือกว่ารถในพิกัดเดียวกันนี้คือคันเร่งไฟฟ้า รถพิกัดเล็กๆ มักจะมีเทคโนโลยีอะไรไม่มากนัก แต่คันนี้มีคันเร่งไฟฟ้า และเมื่อมีคันเร่งไฟฟ้าก็มักจะมีโหมดการขับขี่ติดมาให้ด้วย โดยโหมดการขับขี่ของ CBR คันนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้แบบไม่ต้องจอดรถ ซึ่งก็จะมีอยู่ด้วยกัน 3 โหมดด้วยกัน Sport+, Sport และ Comfort ที่จะมีการตอบสนองคันเร่งแตกต่างกัน เช่น ใครอยากจะขี่สบายๆ ไม่อยากหวดหนักๆ ก็เลือกโหมด Comfort ก็จะให้การตอบสนองที่ต่างไปทันที กำลังที่ได้ก็จะเบาๆ นุ่มๆ ละมุนหน่อย ส่วนใครอยากที่จะขับขี่สนุกขึ้นมา มีอัตราเร่งที่ดีขึ้น ก็เป็นโหมด Sport ซึ่งเราทดสอบแล้วว่าโหมดนี้เหมาะกับการขับขี่ทริป อย่างที่เราทดสอบออกทริป กรุงเทพฯ – นครนายก ก็ใช้โหมด Sport เกือบจะตลอด แต่หากอยากซิ่งก็มีโหมด Sport+ ที่ปลดล็อกสมรรถนะของเครื่องยนต์ออกมาอย่างเต็มที่ ให้กำลังออกมาได้แบบทันใจ ไม่มีกั๊ก เป็นอะไรที่จี๊ดจ๊าด สะใจวัยซิ่งแน่นอน การตอบสนองของคันเร่งจะไวที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าโหมดนี้เหมาะกับการขับขี่ในสนาม อ่อ ตัวนี้มีฟังก์ชั่นแล็ปไทเมอร์ (Lap Timer) ขับขี่ในสนามมาให้ด้วย ช่วยให้เรารู้เวลาที่เราขับขี่ในสนามต่อแล็ปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นคอยจับเวลา และสามารถใช้ข้อมูลนี้พัฒนาการขับขี่ของเราได้ด้วยนะเออ มีอีกจุดนึงที่ผมชอบเป็นการส่วนตัวมากๆ คือเสียงการทำงานของเครื่องยนต์และเสียงลิ้นปีกผีเสื้อดูดอากาศเข้าคอไอดี ค่อนข้างเป็นเสียงที่ดึงดูดสิ่งมีชีวิตรอบข้างได้เป็นอย่างดี ตอนขับขี่จะได้ฟีลลิ่งเหมือนกับรถแข่งเลยก็ว่าได้ มันเหมือนกับว่าเครื่องยนต์มันดูดอากาศสดๆ ไม่ผ่านกรองอากาศ ช่างเร้าใจจริงๆ ครับ ช่วงล่างเยี่ยม จากการขับขี่ออกทริป ฟีลลิ่งตัวโช้คหน้า Showa ที่เป็นแบบอัพไซด์ดาวน์ขนาด 37 มิลลิเมตร ให้ฟีลขณะขับขี่ได้เนียนดี ขณะเข้าโค้งก็แน่นกระชับมั่นใจมาก ในการขับขี่ออกทริปทั้งความเร็วสูงก็ยังมีอาการนิ่ง ไม่สะบัดแต่อย่างใด และช่วงความเร็วต่ำก็สามารถซอกแซกในเมืองก็ยังควบคุมได้ง่ายอีกด้วย ด้านหลังมีโช้คอัพเดี่ยวทำงานร่วมกันกับระบบโปรลิงก์ ได้ฟีลสปอร์ต ซับแรงกระแทก และซับรอยต่อร่องถนนได้ดี ตัวโช้คยังสามารถปรับเซ็ตได้ ซึ่งเพียงพอกับการขับขี่บนท้องถนน ส่วนใครอยากซิ่งในสนามบ้าง ก็ควรจะปรับเซ็ตนิดหน่อยและซ้อมสักนิด เพื่อให้มั่นใจมากยิ่งขึ้น ตัวล้อนั้นมีดีไซน์แบบ 7 ก้าน เป็นล้ออลูมิเนียมน้ำหนักเบา มาพร้อมยางหน้า 110/70-17 หลัง 140/70-17 ถือว่าเป็นของดีอีกอย่างนึงเลยที่ติดรถมาให้จากโรงงาน ดูๆ แล้วก็ไม่ต่างจากล้อซิ่งทั่วๆ ไปเลยละครับ ระบบเบรกเป็นคาลิเปอร์เบรกจาก Nissin และดิสก์เบรกแบบโฟลตติ้งที่สามารถให้ตัวได้ ถึงแม้ว่าจะให้เป็นดิสก์เบรกเดี่ยว แต่ให้ฟีลลิ่งในการเบรกที่ดี เอาอยู่ไม่ต่างจากดิสก์เบรกคู่เลย เนื่องจากเราใช้รถในแบบของการออกทริป ดังนั้นมีโอกาสทดสอบเบรกบ่อยมากๆ เพราะว่าบนถนนเราไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย มีช่วงถนนเส้นลำลูกกาที่ถนนที่ค่อนข้างลื่น จำเป็นต้องเบรกกะทันหัน แต่ตัวเบรกก็ทำงานได้ดี ไม่มีปัญหา แถมยังเบรกได้นุ่มนวล เหมาะมือ สรุป รีวิว Honda CBR250RR สำหรับการขับขี่ออกทริป กทม-นครนายก

AEROX 155 ABS (2020) จัดจ้านสุดในพิกัดนี้ Yamaha Aerox 155 แม้ในปีนี้จะไม่ได้เป็นโมเดลใหม่ล่าสุด แต่ก็มีการปรับเปลี่ยนสีสันใหม่ให้มีความโฉบเฉี่ยวสวยงามมากขึ้น เอาใจไบค์เกอร์และนักบิดวัยรุ่นที่ต้องการความเท่และความแรงที่ไม่เหมือนใคร และแน่นอนคราวนี้เราได้มีโอกาสนำเจ้า Aerox 155 สีใหม่ตัวท็อปรุ่น ABS มาทดสอบให้เห็นว่ามันมีอะไรดีบ้าง ดีไซน์สปอร์ตสุดเท่ Aerox นั้นมีรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยว สวยงาม เด่นในการดีไซน์ในส่วนของเส้นสายมีความเฉียบคม แต่ก็มีส่วนเว้าส่วนโค้งอยู่ด้วย ทำให้ตัวรถดูเป็นเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำแบบใคร มีไฟหน้าคู่แยกส่วนมีโคมด้านในด้านนอก ดูหรูหรา และสปอร์ตดุดันกว่าใคร โดยไฟหน้าเป็นไฟแบบ LED พร้อมกับไฟท้ายขนาดกะทัดรัดแบบ LED ส่องได้สว่างและสวยงามแม้ในยามกลางวัน หน้าจอเรือนไมล์ดีไซน์เฉี่ยวแบบดิจิทัลขนาดใหญ่ 5.8 นิ้ว สามารถปรับตั้งค่าดูข้อมูลต่างๆ อาทิ อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันแบตเตอรี่ ทริปน้ำมัน นับกิโลเมตรเครื่องยนต์ รอบเครื่องยนต์ ความเร็ว เรียกได้ว่าข้อมูลจำเป็นครบถ้วนจริงๆ ครับ คันที่เราได้มาทดสอบนั้นเป็นชุดสีดำ-ฟ้า ซึ่งสีสวยสะสุดตามากๆ บอกได้เลยว่า Yamaha ค่อนข้างทำการบ้านเรื่องเฉดสีตัวรถมาพอสมควร สำหรับคันนี้ผมให้ 10/10 เลยก็ว่าได้ สำหรับสีตัวรถเป็นโทนสีดำ-ฟ้า มีสีหลักเป็นสีดำตัดไฮไลจุดต่างๆ ด้วยสีฟ้าแบบพิเศษ แต่ในสีฟ้าที่ให้มา ยังคงมีลูกเล่นของตัวสีที่เป็นเหลือบม่วง ขับเน้นให้ตัวรถดูโดดเด่นและสวยงามมากขึ้น ตัดด้วยเส้นสีเขียวอ่อนสว่างสะดุดตา พร้อมกับโลโก้สีฟ้า ทำให้รู้สึกถึงความสปอร์ต เส้นสายลายกราฟฟิกที่จัดมาโฉบเฉี่ยวลงตัว ดูดี น่าขี่จริงๆ ขุมพลังแรงด้วยวาล์วแปรผัน ขุมพลังของแอร็อกซ์ 155 นั้นใช้เครื่องยนต์บลูคอร์ แบบสูบเดียว 155 ซีซี 4 จังหวะแบบหัวฉีด แคมเดี่ยว SOCH 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ต่างด้วย กระบอกสูบเคลือบไดอะซิล ทนทานและช่วยระบายความร้อนได้ดีอีกด้วย อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีเกินตัวเกินหน้าเกินตาค่ายอื่นด้วยระบบวาล์ว VVA หรือวาล์วแปรผันที่ช่วยให้เครื่องยนต์สามารถตอบสนองต่อคันเร่งได้ทุกช่วงย่านความเร็ว และยังคงประหยัดน้ำมัน จากการทดสอบขับขี่ในเมือง บอกได้เลยว่าเป็นเครื่องยนต์ 155 ซีซี ที่ทรงพลัง ขับขี่สนุกบิดติดมือ เกิดจากตัวเครื่องยนต์ที่ได้เทคโนโลยีวาล์วแปรผัน VVA มาช่วยในเรื่องของการเปิดปิด วาล์วจ่ายน้ำมันให้ดียิ่งขึ้น ในรอบเครื่องยนต์ที่สูง (6000 รอบ/นาที) ทำให้รถวิ่งดีกว่า สามารถทำความเร็วทั้งในการเร่งแซง หรือ ทำท็อปสปีดได้ดี ส่งกำลังขับเคลื่อนผ่านชุดส่งกำลังแบบสานพาน V Belt ไปยังชุดคลัตช์หลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ เร่งได้ดั่งใจขับขี่ได้ฟีลสปอร์ต สนุกมากกว่าเครื่องยนต์พิกัด 150 ซีซี ทั่วๆ ไป นอกจากนี้ตัวรถยังมีระบบ Stop and Start System (SSS) ระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ ทำงานควบคู่กับ Smart Motor Generator เครื่องยนต์จะดับอัตโนมัติเมื่อรถหยุดนิ่งกับที่ ไม่เคลื่อนไหวเกิน 5 วินาที สามารถช่วยลดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอีกด้วย เครื่องก็แรงแถมยังประหยัดน้ำมันอีกด้วย เรียกว่าขี่สนุก แรงสไตล์สปอร์ต แต่ประหยัดน้ำมันกว่าที่คิด ช่วงล่างมั่นใจ ตัวรถนั้นให้ล้อแม็กมาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เป็นดีไซน์ 3 ก้านคู่ (ตัว Y) ล้อหน้าให้ยางขนาด 110/80 ขอบ 14 ส่วนล้อหลัง ให้ยางขนาด 140/70 ขอบ 14 ติดมาให้จากโรงงาน ส่วนระบบกันสะเทือน โช้คหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิกหรือตะเกียบคู่และโช้คหลังเป็นแบบยูนิตสวิง โดยจะมีแค่เฉพาะตัว R version เท่านั้น ที่จะเป็นโช้คหลังแบบซับแทงค์ติดมาจากโรงงาน ส่วนเรื่องของระบบเบรกหน้าเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยว ส่วนด้านหลังเป็นดรัมเบรก (จับในดุมล้อด้านใน) สำหรับการทดสอบขับขี่ในเมืองค่อนข้างที่จะมั่นใจในช่วงล่างคันนี้เลยละ เนื่องด้วยอย่างแรกเลยคือมีระบบ ABS (เฉพาะเบรกหน้า) ให้มาจากโรงงานเวลาเบรกกะทันหัน ทำงานได้ดีเสถียร ABS จะทำงานไม่ทำงานเกิดจาก องค์ประกอบส่วนต่างๆ เช่นพื้นถนน ช่วงล่าง ยาง ที่ช่วยในการเบรกทำงานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในส่วนของโช้ค ยาง ก็ถือว่าดีในระดับนึง ในใจก็ยังอยากได้ซับแทงค์ของตัว Version R มาใส่ดูหล่อ อีกทั้งยางที่ให้มาด้านหน้าและหลัง มีขนาดใหญ่ หน้าสัมผัสยางเยอะ ทำให้ได้กริปของการเกาะถนน มากกว่ารุ่นอื่นๆ แถมยังดูลงตัวสมส่วนกับตัวรถอีกตั้งหาก ในการเข้าโค้งทำได้มั่นใจทั้งโช้คและยางส่งผลให้ได้ฟิวลิ่งสปอร์ต เพราะตัวยางที่สัมผัสพื้น ตอนเข้าโค้งเยอะกว่าชาวบ้านเขา ทำให้รู้สึกได้ว่าเข้าโค้งได้เนียนกว่าเพื่อน เป็นจุดเด่นของเจ้า Aerox เลยก็ว่าได้ นั่งกระชับสไตล์สปอร์ต ต้องบอกก่อนเลยว่า ท่านั่งของคันนี้รู้สึกได้ว่าสปอร์ตจ๋าเลย ในการขับขี่คนเดียวเป็นอะไรที่เพลิดเพลินที่สุด ท่านั่งการขับขี่คนขับเป็นท่านั่งที่กระชับที่สุดในคลาสนี้

Tenere 700 หล่อลุยสไตล์ดาการ์ ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับเราที่ได้เข้าร่วม รีวิว Yamaha Tenere 700 รถบิ๊กไบค์สไตล์แอดเวนเจอร์ในช่วงสถานการณ์ Covid-19 โดยครั้งนี้เราทดสอบโหดๆ กันที่สนามบ่อดิน มีนบุรี ท่ามกลางแสงแดดแผดเผา ดีกรีความร้อนทะลุ 40 องศา โดยมีการจำกัดจำนวนคน ให้มาน้อยมากๆ เพื่อให้สื่อได้ทดสอบกันเต็มเหนี่ยวไปเลยทั้งวัน เอาล่ะเรามาดูกันว่าเจ้า T7 คันนี้มีอะไรน่าสนใจกันบ้างดีกว่าครับ รูปหล่อ เจ้า T7 คันนี้โดดเด่นที่ไฟหน้าเท่ ดุดันสไตล์แรลลี่ เป็นไฟ LED ขนาดใหญ่ 4 ดวง ให้ความสว่างเหลือเฟือ (ไฟท้ายเองก็เป็น LED ด้วยเช่นกัน) เข้าคู่กับชิลด์บังลมหน้าใสขนาดสูงใหญ่กำลังดี ไม่บดบังเส้นทาง ไม่รำคาญสายตา (ผมสูง 172 ซม.) ถัดเข้ามาเป็นเรือนไมล์ดิจิทัลทรงสูงให้อารมณ์แรลลี่ดาการ์ พร้อมกับปุ่มเปิดปิดระบบ ABS ไว้ใช้งานเวลาปรับเปลี่ยนจากซิ่งมาลุย หรือจากลุยกลับไปซิ่ง ส่วนแฮนด์บาร์มาพร้อมกับการ์ดแฮนด์ขนาดใหญ่ป้องกันมือ ก้านคลัทช์ ก้านเบรก จากอุปสรรคต่างๆ หรือหินกระเด็น หรือป้องกันมือเวลาล้ม ตัวรถออกแบบมามีรูปทรงที่ค่อนข้างไปทางสูงและเพรียวให้อารมณ์เป็นรถที่พร้อมลุยทุกเส้นทาง และคล่องตัวไม่ดูเทอะทะเหมือนรถแอดเวนเจอร์ทั่วไป ถังน้ำมันออกแบบมาให้เพรียวยาวไปตามตัวรถ รับเข้ากับตัวเบาะตอนเดียวที่เป็นแบบราบไปจนถึงท้ายรถ ช่วยให้รถมีขนาดไม่ใหญ่เทอะทะ และเอื้อให้ควบคุมรถได้ดี จากการที่สามารถขยับตัวถ่ายน้ำหนักเพื่อบาลานซ์รถได้ง่าย มาที่ด้านล่างกันบ้าง ส่วนของโช้คหน้าหัวกลับนั้นมีการ์ดกันฝุ่นและหินด้านหน้าบริเวณส่วนของแกนโช้ค ถือว่าให้ภาพลุยๆ ได้ดี เข้ามาอีกนิดใต้ท้องเครื่องของรถนั้นมีการ์ดกันท้องเครื่องยนต์ติดตั้งมาจากโรงงานมาให้เลย ซึ่งตรงนี้ดีมากๆ เพราะเป็นจุดที่เสี่ยงเวลาขับขี่บนเส้นทางออฟโร้ด ซึ่งมักจะปะทะกับสิ่งกีดขวางอยู่บ่อยๆ ลงมาต่ำอีกนิด ยางที่ให้มาเป็น Pirelli Scorpion Rally STR ที่ให้ภาพลักษณ์เป็นยางบั้ง ยางหนาม ดุลุยดูดุดัน แต่ตรงนี้บอกไว้ก่อนเลยมันจะผิดจากที่หลายๆ คนคิด ซึ่งจะไปอธิบายอีกทีตรงส่วนของการควบคุมการขับขี่นะครับ ขุมพลัง CP2 เจ้า Tenere 700 ใช้เครื่องยนต์ CP2 หรือครอสเพลนทู เป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 689 ซีซี พื้นฐานเดียวกันกับ MT-07 และ XSR-700 ซึ่งยังคงมีพละกำลังและแรงบิดที่สูงอยู่ตามสไตล์ของเครื่องยนต์ครอสเพลน ทำให้ขี่ได้ออฟโร้ดได้ง่ายมากขึ้น แต่มีการปรับเปลี่ยนในเรื่องของเกียร์ มีการปรับให้เกียร์ 2 นั้นยาวขึ้น เหมาะสำหรับขี่ทางไกลๆ มากขึ้นกว่าเดิมครับ ซึ่งก็เหมาะกับการที่มันเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ เพื่อให้ขับขี่ออฟโร้ได้สนุก และดียิ่งขึ้น ก็ต้องปิดระบบเบรก ABS แล้วลองขี่ บอกเลยว่า โคตรได้ฟิวลิ่งสายพันธุ์แรลลี่ เลยละครับ รถมีกำลังเหลือเฟือที่จะทำแอ็กชั่นต่างๆ ออกตัวท้ายปัด เบรกสไลค์ในโค้ง เติมคันเร่งออกจากโค้ง เรียกว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ดีเหมาะกับการขับขี่สไตล์แอดเวนเจอร์มากๆ ช่วงล่างพร้อมลุยทุกเส้นทาง ระบบกันสะเทือนนั้น ด้านหน้าให้โช้คหน้าแบบหัวกลับ และโช้คหลังแบบโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ สามารถปรับความแข็งอ่อนได้ และค่าความหนืดได้ ซึ่งสามารถปรับเหมาะสำหรับสไตล์การขับขี่ในแบบของแต่ละคนได้ ฟีลลิ่งโช้คหน้าค่อนข้างที่จะทำได้ดีเลยในการขับขี่บนทางดินปนทราย ไม่ค่อยมีอาการสะบัดเท่าไร ถือว่าขับขี่แบบลุยได้ระดับนึงเลยละครับ แต่ก็มีแอบเห็นคนเอาไปกระโดดลอยสองล้อลงมาก็ยังไม่เป็นไรนะ ทำได้ดีเลยทีเดียว โช้คหน้าหลังทำงานได้ดีเลยละครับ เป็นที่ประทับใจ ส่วนของล้อและยาง โดยล้อจะเป็นแบบล้อซี่ลวด ล้อหน้าขนาด 21 นิ้ว ล้อหลัง 18 นิ้ว ซึ่งทั้งสองช่วยให้มีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นที่สูงมากขึ้น ล้อหน้าขนาดใหญ่ช่วยให้ข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ ได้ง่าย และยางนั้นก็เป็นอย่างที่บอกในตอนต้น ให้ยางที่ดีมาเลยเป็นยาง Pirelli Scorpion Rally STR ซึ่งเป็นยางแบบกึ่ง ซึ่งเหมาะกับทั้งถนนดำและทางฝุ่นตามสไตล์ของรถ เรียกว่าลุยก็ได้ซิ่งก็โอเค เข้าโค้งได้ดีไม่มีปัญหา ซึ่งถ้าคนที่หวังจะลุยหนักๆ จะต้องเปลี่ยนยางก่อนครับ ไม่ใช่ว่ายางไม่ดีนะครับ แต่อาจจะไม่ตอบโจทย์สไตล์ลุยๆ ไปเส้นทางที่มีความยากสูงมากๆ ไหว แต่ขณะเดียวกันถ้าคุณเน้นลุย ยางที่ลุยของคุณก็จะขี่ถนนได้ไม่ดีเท่านั่นเองครับ ระบบเบรกหน้า มาเป็นดิสก์เบรกคู่คาลิเปอร์เบรก Brembo และด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo อีกเช่นกัน โดยมีระบบเบรก ABS ติดตั้งมาด้วย ซึ่งสามารถปิดเปิดขณะขับขี่ได้เลย ไม่จำเป็นจะต้องจอด สามารถกดสวิตช์ที่เรือนไมล์ได้เลย เรียกว่าสะดวกพร้อมลุย พร้อมซิ่งได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าระบบเบรกดีเหลือเฟือกับสมรรถนะรถที่ให้มาครับ ซิ่งได้ลุยก็ดี พูดถึงเรื่องการขับขี่โดยรวมกันบ้างครับ ฟีลลิ่งโดยรวมถือว่าเป็นรถที่ตอบโจทย์คนที่ชอบเดินทาง ชอบการผจญภัยได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ใช่คนที่แบบจะลุยเข้าป่าโหดๆ หนักๆ ยาวๆ นะครับ ซึ่งตัวรถมันลุยได้แหละครับ แต่ก็ขึ้นอยู่กับทักษะของผู้ขับขี่ด้วย ตัวรถนั้นมีความสูงพอสมควร แต่ตัวเบาะมีรูปทรงเรียวยาว ให้ท่านั่งสบาย สามารถยืนและขยับสะโพก เพื่อใช้ให้การทรงตัว เลี้ยว

รีวิว Rocket 3 R ครูเซอร์ยักษ์ที่แรงที่สุดในโลก ร้อนแรงที่สุด ณ ช่วงเวลานี้กับ Triumph Rocket 3 R หลังจากเปิดตัวที่ต่างประเทศได้ไม่นาน Triumph ประเทศไทยก็ได้นำเข้ามาจำหน่ายพร้อมราคาสุดเร้าใจไม่ถึงล้านทั้งๆ ที่คันนี้ผลิตที่โรงงานอังกฤษนะครับ ไม่ใช่ผลิตไทย แถมเครื่องยนต์ขนาดใหญ่มากที่สุดในโลกและเทคโนโลยีแบบแน่นๆ เรียกว่า เราถึงกับทนความฮ็อตของมันไม่ไหวต้องรีบเคลียร์คิวจัดทดสอบเพื่อทำ รีวิว Rocket 3 R คันนี้มาก่อนคันไหนๆ งานละเอียด เรื่องดีไซน์รูปลักษณ์บอกตรงๆ ว่าไทรอัมพ์ไม่ค่อยจะพลาดเลยจริงๆ ต้องบอกสั้นๆ ก่อนว่างานละเอียดมากๆ ใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ มากมาย เก็บงานดีมากๆ ใส่ความเป็นไทรอัมพ์ ความคลาสสิค ความเป็นรถอังกฤษไว้ในแทบจะทุกจุดสำคัญเลย ตัวรถนั้นมีขนาดใหญ่น่าเกรงขาม ดุดันและโดดเด่น ผสานเข้ากับการดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ตัวรถเผยให้เห็นเครื่องยนต์และท่อไอเสียที่เด่นชัดเจนพอๆ กับตัวรถ มีการเล่นสีสันระหว่างสีหลักของตัวรถกับสีดำของตัวเครื่องยนต์ตัดสลับกับสีโครเมียมตามแบบรถคลาสสิคได้อย่างลงตัว ถือว่าสวยงามมากจริงๆ ไฟหน้าคู่ตามเอกลักษณ์ของทางค่าย ภายในมีโลโก้ Triumph ด้านใน ให้กำลังส่องสว่างพอๆ หรือมากกว่ารถยนต์เสียด้วยซ้ำ (ระบบไฟส่องสว่างเป็น LED ทั้งระบบแล้ว) ต่ำลงมาด้านล่างจะเห็นล้อสีดำเงาดีไซน์ใหม่แบบ 20 ก้าน ใหญ่เล็กสลับกันดีไซน์คล้ายล้อรถยนต์ ด้านหลังแฮนด์บาร์ทรงกว้างที่ติดตั้งกระจกปลายแฮนด์จะเป็นเรือนไมล์ดิจิตอล จอสีแบบ TFT ปรับความสว่างอัตโนมัติ จึงแสดงผลได้ชัดเจนทุกสภาพแสง สามารถปรับเปลี่ยนการแสดงผลได้หลากหลาย แสดงผลได้ครบถ้วน อีกทั้งยังสามารถปรับระดับองศาการมองเห็นได้ ถัดเข้ามาอีกนิดจะเห็นสายคาดถังน้ำมันสเตนเลสและฝาถังแบบมอนซ่าที่เป็นจุดแสดงให้เห็นถึงความคลาสสิค แถมฝาปิดหม้อน้ำและฝาปิดน้ำมันเครื่องก็ยังมีดีไซน์แบบเดียวกัน แผงหม้อน้ำยังอุตส่าห์เก็บเนี้ยบใส่แถบคาดพร้อมโลโก้ค่ายมาอีก ด้านข้างด้านซ้ายห้องไอดีจะมีเพลทบอกชื่อรุ่น Rocket 3 R ด้านข้างจะมีเพลทบอกขนาดบนฝาเครื่องบ่งบอกพิกัดซีซี 2500 ซีซี และคอท่อไอเสียที่ต่อออกมาจากสามสูบพร้อมการ์ด โดยเดินท่อแบบออกด้านขวา 2 ข้างและซ้าย 1 ข้างแบบแนบเนียบมากๆ ครับ ท่อไอเสียยังขึ้นรูปด้วยวิธีไฮโดรฟอร์มซึ่งทำให้สามารถดีไซน์ท่อได้สวยงามซับซ้อน โดยที่การไหลของไอเสียก็ยังคงทำได้ดี แถมยังให้สุ้มเสียงที่ดุดันเร้าใจ เบาะนั่งเป็นเบาะหนังสองชิ้นพร้อมโลโก้เช่นเคย พักเท้าคนขับเองก็ยังแอบมีโลโก้ไทรอัมพ์อยู่ ส่วนพักเท้าคนซ้อนนั้นต้องสังเกตหน่อย เพราะเป็นพักเท้าแบบซ่อน พับเก็บ 2 สเต็ป สีกลืนไปกับตัวซับเฟรมท้ายเลยล่ะครับ เรียกว่าขี่คนเดียวก็พับเก็บซ่อนไป หล่อไปอี๊ก ท้ายรถจะเห็นไฟเบรกสีแดงยาวขนานไปกับครอบเฟรมท้าย โดยไฟเลี้ยวจะแยกไปอยู่กับกันดีดใกล้กับป้ายทะเบียนแทน ล้อหลังขนาด 16 นิ้วและหน้ายางขนาดใหญ่พิเศษตามสไตล์ครูเซอร์ไบค์ และเนื่องจากระบบส่งกำลังเป็นแบบขับเพลา ทำให้สามารถโชว์ความงามของดุมล้อหลังด้วยโลโก้ไทรอัมพ์เพิ่มเข้าไปได้อีก โชว์ความงามของหล่อได้ชัดเจนยิ่งขึ้น กระทั่งยางที่ใส่มายังใส่ยางอังกฤษมา พร้อมกับด้านข้างยางที่มีลวดลายธงชาติอังกฤษอีกด้วย เก็บทุกเม็ดสุดๆ ครับคันนี้ ขุมพลังขนาดยักษ์ ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นถือว่าเป็นที่สุดในหลายๆ ทางเช่นกันครับ เรียกว่าไม่ใช่แค่ดีไซน์และความงามที่มาแบบจัดเต็ม แต่เครื่องยนต์ก็จัดหนักแบบที่สุดในโลกเลยทีเดียว โดยเครื่องยนต์ที่ใช้เป็นเครื่องยนต์แบบ 3 สูบขนาด 2,458 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งเคลมแรงม้ามาที่ 167 แรงม้าที่ 6,000 รอบ และแรงบิดที่ 221 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ ซึ่งจัดว่าแรงที่สุดในโลก กระทั่งมีสถิติเวลาเร่งความเร็ว 0 – 96 กม./ชม. ได้ภายในเวลา 2.73 วินาที ทั้งๆ ที่รถหนักมากถึง 291 กก. ซึ่งเร็วกว่าที่ทางค่ายเคยเคลมไว้ที่ 3.2 วินาที เรียกว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังมหาศาลจริงๆ สมกับคำว่า โคตรแรงและแรงที่สุดในโลกแล้วจริงๆ ครับ จากการทดสอบก็รับรู้ได้จริงๆ ว่าแรงบิดมหาศาลมันเป็นยังไง การเร่งแซง การเร่งความเร็ว สามารถทำได้ง่าย สบายๆ มั่นใจ เลย เพราะแรงบิดมามากตั้งแต่รอบน้อยๆ โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่เกียร์ 1 – 3 แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะแรงจนเป็นม้าพยศ เพราะตัวรถมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ มาช่วยเสริมความปลอดภัยในจุดนี้ บวกกับระบบส่งกำลังไปที่ล้อหลังด้วยระบบเพลาขับ ทำให้ได้ความนุ่มนวลในการเดินคันเร่ง แต่ถ้าหากปิดตัวแทร็คชั่นคอนโทรลอาจจะเกิดการปัดของล้อหลังได้ ซึ่งจะต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น เพราะอาจคุมไม่อยู่ก็ได้ เพราะกำลังที่ให้มานั้นล้นเหลือมากๆ เอาอยู่ มาถึงช่วงล่าง เป็นส่วนสำคัญมากๆ เลย แน่นอนว่าช่วงล่างที่ให้มาถือว่าดีมากๆ โดยเฉพาะในส่วนของระบบเบรก ระบบกันสะเทือนนั้นอาจจะยังไม่ถึงขีดสุด แต่ก็ถือว่าดี โดยระบบกันสะเทือนที่ให้มานั้นเป็นของ Showa ผลิตให้ ด้านหน้าจะเป็นแบบอัพไซด์ดาวน์ ซึ่งตอนทดสอบรู้สึกถึงความกระด้างอยู่บ้างเล็กน้อย แต่เราสามารถปรับเซ็ตค่าต่างๆ ได้ ทั้งคอมเพรสชั่นและรีบาวด์ได้ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวแบบซับแทงค์ ทำงานได้ดี ช่วยให้เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ ระบบเบรกนั้นเรียกว่าจัดเต็มจัดหนัก เพื่อให้ตอบโจทย์กับเครื่องยนต์ที่ทรงพลังแรงดุจจรวดสมชื่อ Rocket 3 R ของครูเซอร์ไบค์ยักษ์คันนี้ ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema เรเดียลเมาท์โมโนบล็อก

Honda MSX125SF 2020 มีอะไรดี? Honda MSX125SF 2020 เปิดตัวแล้ว โดยมาพร้อมกับสีสันใหม่มากถึง 4 เฉดสีด้วยกัน โดย สี Black Tiger หรือสีดำ-ม่วงจะเป็นรุ่นที่ติดตั้งระบบเบรก ABS พร้อม G-Sensor ส่วนอีก 3 เฉดสีได้แก่ สี Red Spidy หรือสีแดง-น้ำเงิน, สี Yellow Strom หรือสีเหลือง-ดำ และสี White Scarlet หรือสีขาว-แดง จะเป็นรุ่นสแตนดาร์ด ไม่มี ABS นอกจากจะมีสีสันจัดจ้านตามที่กล่าวไปแล้วเจ้า MSX125SF ยังมีอะไรดีๆ อีกหลายอย่างด้วยกัน โดยเราไปทดสอบเพื่อเฟ้นห้าข้อดีมาให้แล้ว ก็มีดังต่อไปนี้ครับ ขี่ง่ายคล่องตัว เป็นรถมอเตอร์ไซค์จิตวิญญาณสปอร์ตที่มีขนาดเล็ก จึงขับง่ายขี่สนุก และให้ความคล่องตัวสูงมาก จะขี่ในเมือง นอกเมือง รถติดหรือไม่ติดไม่ใช่ปัญหา เจ้า MSX คันนี้ไปได้หมด ขี่สนุก ด้วยเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด PGM-FI ที่นอกจากจะประหยัดแล้ว ยังให้อัตราเร่งที่ดี เมื่อบวกกับคลัทช์มือ ก็ช่วยให้ขี่ได้สนุก ได้ฟีลลิ่งที่มันขึ้นไปในแบบของรถมีคลัทช์ ท่านั่งกระชับ ตัวรถนั้นออกแบบมาให้มีท่านั่งที่กระชับ ขับขี่ได้คล่อง คอนโทรลรถได้เป็นอย่างดี เบรกดีเอาอยู่ ระบบเบรกนั้นให้มาเป็นดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยตัวท็อปหรือรุ่น ABS นั้นจะติดตั้งระบบเบรก ABS มาด้วยเลย โดยทำงานร่วมกับ G Sensor ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์ IMU หรือเซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อย โดยจะจับสภาพการขับขี่ขณะเบรกและส่งสัญญาณไปที่ ECU เพื่อช่วยสร้างสมดุลของรถ ป้องกันอาการท้ายปัด ท้ายยก จากการเบรกกะทันหัน จึงมั่นใจในการขับขี่ได้มากขึ้น เบรกได้ปลอดภัยมากขึ้นครับ โช้คอัพซับดี โช้คหน้าให้มาเป็นโช้คแบบหัวกลับ ให้อารมณ์สปอร์ตกันแบบข้ามรุ่นกันเลย ซับแรงกระแทกได้ดี เรียกได้ว่าเหลือเฟือเหลือใช้ เหมาะกับมือใหม่ โดยเฉพาะกับไบค์เกอร์มือใหม่ที่เพิ่งจะหัดขับรถมีคลัทช์ เพราะตัวรถมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา เครื่องยนต์ไม่ใหญ่จนเกินไป ช่วยให้ได้ลองฝึกฝีมือ ฝึกการใช้คลัทช์ ดีไซน์โดดเด่น ดีไซน์ของ MSX125SF นั้นไม่เหมือนใคร มีความล้ำสมัย คล้ายๆ หุ่นยนต์ และแฝงไปด้วยความสนุกสนานภายใน ให้ความโดดเด่นที่ไม่เหมือนใคร โดยรวมๆ แล้วถือว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กที่มาพร้อมคลัทช์ ให้ฟีลลิ่งในการขับขี่ในแบบสปอร์ต มากกว่าจะเป็นรถครอบครัว เหมาะกับวัยรุ่นที่ชอบความสนุกสนาน เร้าใจ เป็นอย่างยิ่ง แต่คนที่ไม่ใช่วัยรุ่น แต่ต้องการความสนุกเร้าใจเล็กๆ ก็จัดได้ไม่ผิดหวัง สนนราคาค่าตัวสำหรับรุ่นปกติ ราคาแนะนำที่ 70,940 บาท ส่วนรุ่น ABS ราคาแนะนำที่ 78,480 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Grand Filano Hybrid กับ 8 ข้อดี ที่ต้องยกนิ้วให้ว่าเจ๋ง Grand Filano Hybrid สกู๊ตเตอร์ไฮบริดสุดหรูจาก Yamaha นั้น แม้จะไม่ได้เป็นโมเดลใหม่ล่าสุดในปีนี้ แต่ก็เป็นโมเดลที่มีความน่าสนใจ และเข้ากับกระแสรักษ์โลกที่มาแรงในระยะหลังๆ มานี้ เราก็ไม่พลาดที่จะหยิบยกเอามานำเสนอจุดเด่นต่างๆ ที่เราคิดว่าเจ๋งสำหรับโมเดลนี้กันครับ 1.ประหยัดสุด Grand Filano Hybrid คันนี้ประหยัดสุดด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำอย่างระบบ Hybrid และระบบ Stop & Start System ซึ่งระบบไฮบริดก็เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปแล้ว โดยเฉพาะในรถยนต์ที่มีมานานมากแล้ว แต่ระบบไฮบริดในมอเตอร์ไซค์เนี่ยเพิ่งมีมาไม่นาน โดยระบบไฮบริดของแกรนด์ ฟิลาโน ไฮบริด ใช้มอเตอร์ Smart Motor Generator ช่วยส่งกำลังในตอนออกตัว ช่วยให้เร่งความเร็วได้ดี และประหยัดน้ำมัน ส่วนระบบ Stop & Start System ช่วยให้ประหยัดน้ำมันด้วยการดับเครื่องยนต์อัตโนมัติเวลารถจอดนิ่ง (ตอนติดไฟแดง จอดรถรอภรรยา) ช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันได้เป็นอย่างดี และเพียงคุณเปิดคันเร่งก็จะสามารถออกตัวได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาสตาร์ทรถใหม่ ในรูปอาจจะเห็นว่าตัวเลขก็ไม่ได้เวอร์วังอะไร แต่จะบอกว่าจริงๆ คนทดสอบตัวใหญ่แถมซิ่งยับๆ 80 – 100 กม./ชม.ตลอด ดังนั้นถ้าขี่แบบธรรมดาๆ ล่ะก็จะยิ่งประหยัดกว่าตัวเลขที่เห็นนี่อีกครับ ระบบเบรก ABS ปลอดภัย หายห่วง นอกจากประหยัดสุดๆ ที่เป็นจุดเด่นของโมเดลนี้แล้ว Yamaha ไม่ได้อยากคุณแค่ประหยัดเท่านั้น ยามาฮ่ายังใส่ใจถึงความปลอดภัยของผู้ขับขี่ ได้ทำการติดตั้งระบบเบรก ABS ที่ด้านหน้ามาให้ด้วย ช่วยป้องกันล้อล็อกได้ดีระดับนึงเลยทีเดียวล่ะครับ จากการที่เราไปทดสอบกัน หน้าจอเรือนไมล์สีสุดล้ำ เจ้าแกรนด์ ฟิลาโน ไฮบริดคันนี้ยังล้ำด้วยหน้าจอเรือนไมล์ TFT แบบสีขนาดเล็กด้านล่างเกจวัดความเร็วแบบอนาล็อก ที่ให้กลิ่นอายความคลาสสิค แต่มีความโมเดิร์นจากหน้าจอสีด้านล่าง ที่แสดงผลข้อมูลต่างๆ อย่างสวยงามชัดเจน อาทิ เวลา ปริมาณน้ำมัน อัตราการสิ้นเปลือง ระดับคะแนนการประหยัดน้ำมัน และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนการแสดงผลได้ง่ายได้ด้วยปุ่มเพียงปุ่มเดียว เติมน้ำมันง่ายสะดวก ด้วยช่องเติมน้ำมันด้านหน้าของตัวรถ ทำให้คุณสามารถจอดเติมน้ำมันได้ง่ายได้ยิ่งขึ้น เพียงแค่ดับเครื่องเปิดฝาถังน้ำมันด้านหน้าผ่านระบบสมาร์ทคีย์ก็สามารถเติมน้ำมันได้ทันที ไม่ต้องลบจากรถเพื่อเปิดเบาะ เวลาที่จะเติมน้ำมันแบบรถครอบครัวรุ่นอื่นๆ อีกต่อไป ช่วยให้ชีวิตของคุณยิ่งสะดวกสบายยิ่งขึ้น ระบบสมาร์ทคีย์ ระบบสมาร์ทคีย์หรือระบบกุญแจอัจฉริยะ ให้คุณสะดวกสบายมากกว่า เพียงแค่พกกุญแจอัจฉริยะไว้ที่ตัว (ไม่ต้องเสียบ) คุณก็สามารถที่จะปลดล็อกรถ ปลดล็อกสตาร์ทหรือดับเครื่องยนต์ ปลดล็อกเบาะหรือฝาถังน้ำมันง่ายๆ ได้แค่บิดที่แผงควบคุมด้านหน้าขวามือใต้ช่องจ่ายไฟ ได้ง่ายๆ สบายๆ ไม่ต้องมาคอยเสียบกุญแจอีกต่อไป ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมเหมือนรถยนต์เลยล่ะครับ ช่องจ่ายไฟด้านหน้า บริเวณด้านหน้าเหนือแผงควบคุมระบบกุญแจอัจฉริยะหรือสมาร์ทคีย์นั้น จะมีช่องสำหรับจ่ายไฟด้านหน้า ซึ่งเหมาะสำหรับจ่ายไฟให้กับสมาร์ทโฟนของคุณ พร้อมช่องสำหรับใส่ของด้านหน้า ซึ่งก็สามารถใส่มือถือขณะเสียบชาร์จไฟได้ เรียกได้ว่าสะดวกสบาย ตอบโจทย์ชีวิตคนรุ่นใหม่จริงๆ ช่องเก็บของขนาดใหญ่ใต้เบาะพร้อมไฟส่องสว่าง สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยช่องเก็บของขนาดใหญ่ใต้เบาะ จุได้ถึง 27 ลิตร ให้คุณเก็บสัมภาระต่างๆ หรือหมวกกันน็อกแบบครึ่งใบได้สบายๆ หายห่วง ไม่ต้องกลัวหายอีกต่อไป พร้อมกับไฟส่องสว่างแบบ LED ด้านในช่วยให้คุณหาของได้ง่ายขึ้น แม้ในที่แสงน้อย เช่นที่จอดรถในห้าง หรือเวลาค่ำคืนที่มักจะมีปัญหากัน พักเท้าคนซ้อน แค่กดก็พร้อมใช้ เป็นอีกหนึ่งจุดเล็กๆ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ กับการที่พักเท้าคนซ้อนนั้นสามารถใช้ปลายเท้ากดลงไปแล้วพักเท้าก็จะเด้งแล้วกางออกมา พร้อมใช้งานได้ทันที เรียกได้ว่าสะดวก ไม่ต้องคอยเอามือไปจับกางออกให้มือสกปรกอีกต่อไปครับ งานนี้บรรดาสาวๆ ที่นั่งซ้อนน่าจะถูกใจเลยล่ะครับ เวลาเก็บก็ใช้ปลายเท้าดันเข้าไปเบาๆ ก็พับเก็บได้ไม่ยากครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Yamaha NMAX 155 2020 พร้อมแนวทางการแต่งซิ่ง หลังจากไปเปิดตัวที่ประเทศอินโดนีเซียเสียตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และปล่อยให้สาวกยามาฮ่าเฝ้ารอคอยว่าจะเข้าประเทศไทยมาเมื่อไหร่ จนกระทั่งล่วงเลยมานานหลายเดือน กระทั่งในที่สุดทางค่ายก็กระซิบมาว่ามีทดสอบรอบสื่อนะ แน่นอนว่าเราย่อมไม่พลาดโอกาสดีๆ ในคราวนี้ รีวิว Yamaha NMAX 155 2020 คราวนี้จะมาแปลกๆ หน่อย ไม่ใช่แค่รีวิวและทดสอบธรรมดาๆ แต่จะมาพร้อมการแนวทางการแต่งซิ่งด้วย เราลองมาติดตามกันดูครับ รูปลักษณ์พรีเมี่ยม เจ้า NMAX 155 2020 นี้มีรูปทรงที่เพรียวบางมากขึ้น เมื่อเทียบกับโมเดลเก่า ระบบไฟหน้าและไฟท้ายเป็น LED ทั้งหมด (เว้นไฟเลี้ยว) โดยไฟหน้านั้นได้รับการออกแบบใหม่ แยกเป็นสองชั้น พร้อมมีเดย์ไทม์รันนิงไลท์ (ไฟเดย์ไลท์แบบที่นิยมเรียกกัน) อยู่ภายใน ไฟเลี้ยวเป็นแบบบิลต์อินเนียนไปกับแฟริ่ง ไฟท้ายก็ออกแบบใหม่เช่นกัน โดยในโคมจะไฟเลี้ยวอยู่ด้วยเลย เรือนไมล์เองก็เป็นดีไซน์ใหม่ เป็นหน้าจอแบบดิจิตอล แสดงผลข้อมูลต่างๆ รวมไปถึงการทำงานของระบบต่างๆ ได้ครบถ้วน มองเห็นได้ชัดเจนแม้เวลาแสงจ้า รวมถึงสามารถปรับเปลี่ยนโหมดการแสดงผลผ่านสวิตช์ที่แฮนด์ด้านซ้ายได้อย่างง่ายได้ ตัวงานประกอบแฟริ่งชุดสีนั้น เก็บงานได้แนบเนียน สวยงาม ตัวรถมีสันให้เลือกมากถึง 4 เฉดสีแบบสีด้านด้วยกัน น่าจะถูกใจหลายๆ คน ขุมพลัง Bluecore เครื่องยนต์ที่ใช้นั้นยังคงเป็นเครื่องยนต์บลูคอร์ขนาด 155 ซีซีสูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ แต่มีการปรับเปลี่ยนใหม่ มีกำลังอัดมากขึ้นจากการปรับเปลี่ยนหัวลูกสูบแบบฟอร์จให้นูนขึ้น ทำให้มีกำลังแรงเพิ่มขึ้น แม้จะไม่มากแต่ก็แรงขึ้นจริง กระบอกสูบเคลือบไดอะซิลพร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำแบบเต็มระบบ ช่วยระบายความร้อนได้ดี ฝาสูบเองก็ออกแบบใหม่ พร้อมท่อไอดีแบบคอคอดเร่งความเร็วส่วนผสมไอดีเข้าห้องเผาไหม้ได้เร็วยิ่งขึ้น ห้องอากาศก่อนจะเข้าเครื่องยนต์นั้นมีการออกแบบใหม่ให้มีปริมาตรความจุมากขึ้น 16 เปอร์เซ็นต์ ทำให้สามารถเติมอากาศเข้าไปผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงฝั่งไอดีได้ดียิ่งขึ้น มีการออกแบบให้ตัวท่อแคทฯ มาอยู่ตรงข้างหม้อน้ำด้านนอกท่อไอเสีย ซึ่งช่วยลดมลพิษได้ดียิ่งขึ้น (งานนี้สายซิ่งชอบโมดิฟายตัดแคทฯ ออกก็ซิ่งได้เลย) ระบบส่งกำลังแบบสายพานมีการออกแบบชุดชามขับด้านในใหม่ ให้มีองศาชันมากขึ้น เพื่อให้สายพานขึ้นได้สูงกว่าเดิม ทำให้ได้ความเร็วปลายเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ตัวรถยังมีมอเตอร์เจเนอเรเตอร์แบบใหม่ซึ่งมาใช้ทำงานร่วมกับระบบ Stop and Start System ที่จะทำงานเวลารถหยุดนิ่ง (เช่นตอนติดไฟแดง) เครื่องยนต์จะดับเพื่อประหยัดน้ำมัน และเมื่อบิดคันเร่งก็พร้อมจะออกตัวได้ในทันที แรงขึ้นจริง จากการทดสอบขับขี่ พบว่าเครื่องยนต์ให้กำลังต้นได้ดีกว่าเดิม เพราะได้กำลังอัดเครื่องยนต์เพิ่มมากขึ้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่จะมีแรงบิดเพิ่มมากขึ้นจากการจุดระเบิด พร้อมกับระบบวาล์วแปรผัน VVA ที่จะช่วยเพิ่มการทำงานของวาล์วในช่วงรอบเครื่องยนต์สูง จะช่วยจ่ายส่วนผสมน้ำมันและอากาศ ได้มากขึ้น ทำให้เครื่องยนต์ได้แรงบิดในทุกย่านรอบ ทำให้ขับขี่ได้สนุกมากยิ่งขึ้น ความรู้สึกตอน VVA ทำงานรู้สึกได้ถึงรอบเครื่องที่มาไวขึ้น ความเร็วมาเร็วขึ้น ช่วงความเร็วที่ 50-70 กิโลเมตร/ชั่วโมง เป็นช่วงที่ผมรู้สึกสนุกกับมัน ได้ฟีลลิ่งสปอร์ตดีครับ การสลาลม รู้สึกได้ว่าเครื่องยนต์ส่งกำลังในช่วงนี้ดีเป็นพิเศษ มันจะช่วยให้เร่งแซงได้ดี หรือจะเติมคันเร่งในการเข้าโค้งก็เป็นเรื่องง่าย พร้อมจะเสริมความคล่องตัวในการเลี้ยวได้เป็นอย่างดี ควบคุมมั่นใจ ตัวรถมีการปรับเปลี่ยนช่วงล่างมาใหม่ ตั้งแต่เฟรมของรถที่เปลี่ยนมาใช้เป็นแบบอันเดอร์โบน ที่มีการเสริมเพิ่มความแข็งแรงและมั่นคงกว่าเดิม และแชสซีใหม่ก็ให้ระยะเทรลที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ช่วยให้รถมีความเสถียรมากขึ้น ในส่วนของระบบกันสะเทือนนั้น โช้คหน้ามีการปรับเปลี่ยนความยาวของสปริงให้สั้นลงและเพิ่มค่าความแข็งของสปริงให้มีค่าที่แข็งมากขึ้น ให้ฟีลลิ่งที่มั่นใจมากขึ้น ทั้งในย่านความเร็วต่ำ และย่านความเร็วสูงและช่วยเพิ่มการยึดเกาะและรับโหลดน้ำหนักได้มากขึ้น ถือว่าทางยามาฮ่าทำได้ออกมาเป็นอย่างดี ถูกใจแน่นอน ส่วนโช้คหลังก็ทำงานได้ดีไม่แพ้โช้คหน้า ทำให้ขับขี่ได้มั่นใจมากยิ่งขึ้น จากการทดลองขับขี่ การเข้าโค้งกับช่วงล่างใหม่ที่ให้มาให้ฟีลลิ่งดีกว่าตัวเก่าเยอะพอสมควร เพราะเป็นโช้คที่พัฒนามาจากตัวเก่า เพิ่มค่าความแข็งของสปริง โดยใช้สปริงที่สั้นกว่าของเดิม อีกทั้งตัวรถยังมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำลง จากการมีถังน้ำมันที่อยู่ตรงกลางตัวรถและมีขนาดความจุมากขึ้น ทำให้รถมั่นคงมากขึ้น ขับขี่มั่นใจ ขี่ได้สนุกขึ้น และไปได้ไกลขึ้น ในส่วนของระบบเบรกนั้นให้มาเป็นดิสก์เบรกทั้งหน้าและหลังพร้อมระบบเบรก ABS ยังถือว่าให้ของที่คุ้มค่าและยังคงคำนึงถึงระบบความปลอดภัยระดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ เราจะพูดถึงฟีลลิ่งในการเบรกนั้นชัดเจนมากๆ การกำเบรกหนักๆ จากความเร็ว 70 กิโลเมตร/ชั่วโมง รู้สึกว่าเสถียรและนิ่ง มีอาการที่ก้านเบรกเล็กน้อยเท่านั้น เรียกว่าทำได้ดีมากจริงๆ อันนึงที่รู้สึกได้อาจจะเกี่ยวกับการเปลี่ยนสปริงไส้โช้คหน้าให้มีค่าความแข็งที่มากขึ้น จึงช่วยซับแรงเฉื่อยจากการเบรกก่อนที่จะส่งลงล้อและยางได้เป็นอย่างดี การกำเบรกหน้าและหลังพร้อมกัน ก็ให้ระยะการเบรกที่มั่นใจและสั้นลงมาก พร้อมกับการทำงานของ ABS ที่มีความเสถียรกว่าตัวเก่าพอสมควร ท่านั่งขับขี่ ท่านั่งยังคงเหมือนเดิม สามารถที่จะวางเท้าได้ทั้งสองแบบ วางแบบยืดขาไปข้างหน้าหรือจะนั่งท่าปกติก็ได้ ตามความถนัดการขับขี่ การจับแฮนด์บาร์บังคับเลี้ยวยังกว้างเท่าเดิมโดยวัดจากปลายแฮนด์ซ้ายไปขวา บังคับเลี้ยวได้อย่างคล่องตัว ในการขับขี่ในสนามผมยังคงใช้ท่าขับปกติไม่ได้โหนไม่ได้โยกตัวอะไรมากมายแต่อย่างใดใช้เพียงน้ำหนักจากมือกดปลายแฮนด์ในการบังคับเลี้ยว ก็สามารถทำได้ดี รู้สึกสบายๆ ไม่ได้ฝืนร่างกายมากมาย ถือว่า การจับแฮนด์ ท่านั่ง การวางเท้า ทำได้ดี เหมาะสำหรับการขับขี่ที่คล่องตัวทุกสภาวะถนน เบาะเป็นแบบชิ้นเดียว แต่ดีไซน์เป็นสองระดับพร้อมที่จับคนซ้อนดีไซน์ใหม่จับกระชับเข้ากับด้านท้ายรถ ช่วยให้คนซ้อนนั่งได้อย่างสบายใจมากยิ่งขึ้น นอกจากที่กล่าวๆ มาแล้ว ตัว NMAX 155 2020 ยังมีฟีเจอร์อำนวยความสะดวกสบายๆ ตามแบบของสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมอีกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นกุญแจแบบสมาร์ทคีย์ หรือคีย์เลส ที่มีมาให้จากโรงงาน ถ้าสังเกตจะเหมือนกับรุ่นใหญ่อย่าง Xmax และรุ่นยอดนิยมอย่าง Grand Filano Hybrid

รีวิว Yamaha XSR700 โดดเด่นเรื่องสไตล์ ไม่อายใครเรื่องความแรง เมื่อพูดถึงมอเตอร์ไบค์ในสไตล์ที่เรียกว่าโมเดิร์นคลาสสิคไบค์นั้น คุณพอจะนึกออกใช้มั้ยครับว่ามันคือรถที่มีสไตล์แบบคลาสสิค แต่มีการผสมผสานเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่หรือโมเดิร์นใส่เข้าไปช่วยในหลายๆ จุด เช่น ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย หรือจะเป็นความทนทาน เป็นต้น ซึ่งหลายๆ ค่ายก็จะมีแนวทางของตัวเองแตกต่างกันออกไป และบางครั้งก็อาจจะทำให้เราสับสนได้บ้าง แต่สำหรับครั้งนี้แล้วเราได้ทำการ รีวิว Yamaha XSR700 สปอร์ตเฮริเทจไบค์มาทดสอบและรีวิวกัน แม้ว่าทางค่ายส้อมเสียงจะไม่ได้ใช้คำเปรยเรียกชื่อรถตัวเองว่าเป็นโมเดิร์นคลาสสิค ถึงจะเข้าข่ายว่าเป็นก็เถอะ ซึ่งทางค่ายใช้คำว่าสปอร์ตเฮริเทจเพื่อสื่อถึงความคลาสสิคที่สืบทอดต่อๆ กันมาเป็นมรดกตกทอด และเพิ่มคำว่าสปอร์ตเข้ามาเพื่อให้เห็นและสัมผัสได้ว่ารถของพวกเขานั้นเด่นเรื่องสมรรถนะในแบบสปอร์ตอีกด้วย โดดเด่น Yamaha XSR700 นั้นมีดีไซน์ที่เรียกว่าโดดเด่น มีองค์ประกอบหลายๆ ส่วนที่มีความคลาสสิค ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากมอเตอร์ไบค์ยุคแรกๆ ของยามาฮ่าอย่าง XS แต่ก็แอบแฝงไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นสมัยใหม่ อาทิเช่น ไฟหน้า ไฟท้าย และเรือนไมล์เดี่ยว ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้มาในแบบทรงกลมคลาสสิค แต่ใส่เทคโนโลยีแบบสมัยใหม่เข้าไป ไฟหน้ามีไฟหรี่เป็นวงแหวนด้านในดูสวยงามลงตัว และไฟท้าย LED ให้ทัศนวิสัยที่ดี เพิ่มความปลอดภัย ส่วนเรือนไมล์เป็นแบบดิจิตอล แสดงผลข้อมูลต่างๆ ได้ชัดเจนแม้ยามแสงจ้า ถังน้ำมันทรงยาวรีเว้ารับต้นขา มีการเล่นเส้ยสายและน็อตด้านบน พร้อมโลโก้ตระกูล XSR ด้านบนดูเรโทรไม่เบา เบาะหนังพิเศษแบบ 2 เนื้อ ส่วนของคนขี่เป็นแบบหนังเรียบ ส่วนของคนซ้อนเป็นแบบหนังกลับและเก็บรายละเอียดที่ปลายเบาะเป็นโลโก้ของรุ่น ล้อแม็กแบบ 10 ก้านเล็กเข้าคู่กันกับจานเบรกแบบหยักและโช้คเทเลสโคปิกตามแบบของรถคลาสสิคได้เป็นอย่างดี นอกจากดีไซน์ตามแบบคลาสสิคแล้วยังแอบดุดันด้วยการออกแบบให้เผยเส้นสายของตัวรถ เครื่องยนต์และและเฟรมของตัวรถอย่างชัดเจน ให้ภาพลักษณ์ที่ดูเท่และดุดัน ดุดัน ขุมพลังของเจ้า XSR700 นั้นเป็นเครื่องยนต์ตัวเดียวกับของ MT-07 หรือก็คือเครื่อง CP2 (ครอสเพลนทู) เป็นเครื่องแบบ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งเด่นเรื่องพละกำลัง โดยเฉพาะในช่วงต้นที่มากเป็นพิเศษ แต่ด้วยการออกแบบแคร้งชาฟต์แบบองศาการจุดระเบิดที่ 270 องศา ทำให้เครื่องยนต์นั้นมีกำลังให้เรียกใช้มากขึ้นในทุกๆ ช่วง ทุกๆ ย่านความเร็วรอบ เราเอาไปทดสอบบนไดโน่ก็เห็นได้ว่าตัวเลขแรงม้ากว่าครึ่งก็มาตั้งแต่ช่วงแรกๆ จริงๆ และแรงม้าสูงสุดที่เราทดสอบได้ก็คือที่ประมาณ 66 แรงม้า และจากการทดสอบขับขี่บนท้องจริงๆ ก็เป็นเช่นนั้น ตอบสนองได้รวดเร็วโดยเฉพาะช่วงตีนต้น เรียกใช้พละกำลังได้เร็ว แทบทุกย่านความเร็วรอบ เรียกว่าดุดัน แต่ก็ไม่ถึงกับกระโชกโฮกฮากรุนแรงจนควบคุมได้ยาก ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ดุดัน มีความมันและความดิบแอบซ่อนอยู่ ง่ายและสบาย ช่วงล่างของรถแม้ว่าจะไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษเลิศหรู โช้คหน้ายังเป็นเทเลสโคปิกขนาดแกน 41 มม. ระยะยุบ 130 มม. โช้คหลังเดี่ยวพร้อมกระเดื่อง ระยะยุบ 130 มม.เท่ากันนั้น กลับให้ความนุ่มสบายกว่าที่คิด เมื่อเข้าคู่กับเบาะนั่งที่หนาและนุ่มสบาย ช่วยซับแรงกระแทกต่างๆ ได้ดี นุ่มนวลผิดคาด ถึงเครื่องยนต์จะแอบดุไปหน่อยก็ตาม ตัวรถนั้นใช้แฮนด์บาร์กลางๆ ซึ่งทำให้ได้ท่านั่งหลังตรง อีกทั้งตัวรถก็มีน้ำหนักค่อนข้างเบา จึงขับขี่และควบคุมรถได้ง่ายยิ่งขึ้น นั่งได้สบาย ไม่ปวดหลัง ขับขี่ทางไกลได้ไม่เป็นปัญหามากนัก อาจจะติดเรื่องที่เป็นรถไม่มีแฟริ่งหรือชิลด์หน้า ทำให้อาจจะเจอลมปะทะมากไปหน่อย แต่หากขับขี่ใช้งานในเมืองทั่วไปนั้นไม่มีปัญหา สามารถซอกแซกไปได้ไม่ยากเย็น เบาะนั่งไม่สูงมาก แต่คนตัวเล็กหน่อยอาจจะต้องเขย่งปลายเท้าได้ ตัวยางของโมเดลที่นำมาทดสอบนั้นจะต่างออกไปนิดหน่อยเพราะมีการเปลี่ยนยางมาแล้วจากเดิมที่เป็น Pirelli Phantom Sportcomp ที่เป็นยางที่ทีลายดอกยางในแบบของคลาสสิค แต่ก็มีสมรรถนะและโปรไฟล์ค่อนไปทางสปอร์ต แต่รถทดสอบนั้นถูกเปลี่ยนมาเป็น Pirelli Angel GTII ที่เป็นยางสไตล์สปอร์ตทัวริ่ง ก็ให้การยึดเกาะที่ดีทั้งทางตรงและโค้ง อาจจะทำให้ฟีลแตกต่างไปบ้าง แต่อาจจะไม่ถึงกับมากนัก ดังนั้นแนะนำให้ไปลองขี่ตัวเดโม่ที่ศูนย์อีกทีเพื่อความแน่ใจก็ได้นะครับ ระบบเบรกนั้นจัดเต็มดิสก์หน้าคู่แบบหยักดูสวยงามลงตัว ดิสก์หลังเดี่ยว แน่นอนว่ามีระบบเบรก ABS ช่วยให้มั่นใจในเรื่องการเบรกว่าจะเบรกได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เบรกได้มั่นใจแม้ว่าพละกำลังของรถจะมีค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับรถระดับเดียวกัน สรุป โดยสรุปแล้วสำหรับ Yamaha XSR700 ก็ถือเป็นโมเดิร์นคลาสสิคไบค์ที่เรียกว่าไม่ได้มีดีแค่เรื่องหน้าตาอย่างเดียว ความแรงก็ถือว่าไม่แพ้ใครในคลาสเดียวกัน เป็นรถที่มีสไตล์เป็นของตัวเองค่อนข้างชัดเจน ไม่ได้มีความคลาสสิคจัดๆ ให้กลิ่นอายของความคลาสสิคแต่ก็แอบซ่อนความดุดัน ความเข้ม และความสปอร์ตเอาไว้พอสมควร เหมาะกับนักบิดที่มีสไตล์ ไม่เกี่ยงเรื่องวัย แต่คิดว่าน่าจะถูกใจวัยรุ่น ด้วยความแรงของมัน แต่ก็ต้องระวังสำหรับมือใหม่ ก็เพราะความแรงนี่ล่ะครับ ส่วนในเรื่องของความคุ้มค่า เมื่อเทียบกับราคา 339,000 บาทแล้ว ถือว่าคุ้มค่า กับรถพิกัดนี้กับอ็อพชั่นประมาณนี้ และรถยังใช้งานได้ไม่จำกัดแค่ในเมือง ขี่เดินทางไกลก็ทำได้ แม้จะไม่สะดวกสบายเท่าสายตรงแบบทัวริ่ง แต่สบายกว่าสปอร์ตจ๋าๆ แน่นอนครับ สเปก เครื่องยนต์ CP2 แบบ 2 สูบเรียง 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 689 ซีซี ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ

รีวิว Burgman 400 แอบหรู ดูแพง ช่วงล่างแจ่ม Burgman 400 คือสกู๊ตเตอร์ระดับกลางของ Suzuki (มีรุ่นใหญ่เป็น 650) ซึ่งเคยเปิดตัวในแบบทั่วโลกครั้งแรกในปี 1998 (บางประเทศเรียกว่า Skywave 400) และโมเดลล่าสุดนี้ถือว่าเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 แล้ว เรียกได้ว่ามีอายุยาวนานไม่น้อยเลยทีเดียว โมเดลที่เรานำมาทดสอบคราวนี้เป็นเจเนอเรชั่นล่าสุด ซึ่งทางค่ายจะโดดเด่นในเรื่องของความสปอร์ตที่มีมากขึ้น ในขณะเดียวกันตัวรถก็พัฒนาให้มีขนาดเล็กลงและเบามากขึ้น ท่านั่งเองก็ปรับเปลี่ยนใหม่ให้ฟีลสปอร์ตมากขึ้น เหมาะกับการขับขี่ที่คล่องตัวมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งความหรูหราและความสะดวกสบายตามแบบฉบับของสกู๊ตเตอร์ รูปลักษณ์ เบิร์กแมน 400 คันนี้มีดีไซน์ที่แตกต่างไม่เหมือนใครเลย เมื่อเทียบกับสกู๊ตเตอร์รุ่นใกล้เคียง ชิลด์หน้านั้นมีขนาดใหญ่ตามแบบฉบับของรถในสไตล์นี้ ระบบไฟส่องสว่างปรับเปลี่ยนมาเป็นระบบไฟ LED ตามแบบสมัยใหม่ ไฟเลี้ยวเป็นแบบฝังภายในตัวแฟริ่งซึ่งดูสวยงาม หรูหรา ไม่ออกมาเกะกะเป็นติ่งไฟเลี้ยวแยกออกมา ตัวรถเลือกใช้ล้อหน้าขนาด 15 นิ้ว ล้อหลังขนาด 13 นิ้ว ดีไซน์ 5 ก้านคู่ แบบตัว Y มีความลงตัวในเรื่องของมิติรถที่ดีเลยจากล้อที่ให้มา ตัวรถเองก็มีความเพรียวบาง แต่มีฐานล้อยาว ฟุตบอร์ดหรือที่วางเท้าส่วนปลายที่ตรงกลับที่เรานั่งนั้นจะอออกแบบมาเป็นพิเศษให้เว้าเข้าไป ซึ่งส่วนนี้ใกล้กับข้อเท้า ทำให้เวลาเอาขาลงแตะพื้นเวลาจะจอดรถ จอดติดไฟแดง นั้นทำได้ง่ายมากขึ้น ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ได้มากขึ้น ทำให้คนตัวเล็กก็สามารถขี่เจ้าเบิ้มคันนี้ได้ไม่ยาก เบาะเยาวแบ่งความสูงออกเป็น 2 ระดับ สำหรับคนขี่และคนซ้อน ส่วนของคนขี่นั้นมีที่พิงซึ่งสามารถปรับระยะให้เหมาะสมกับขนาดตัวของคนขี่ได้ ในส่วนฟังก์ชั่นของความสะดวกสบายนั้นหลักๆ ก็จะเป็นช่องเก็บสัมภาระที่ด้านหน้า 2 ช่อง พร้อมช่องจ่ายไฟสำหรับชาร์จไฟให้กับอุปกรณ์ต่างๆ แน่นอนว่าช่องเก็บของใต้เบาะก็ใหญ่เบิ้ม ใส่หมวกกันน็อกได้ 2 ใบ (เต็มใบ 1 ใบ และครึ่งใบ 1 ใบ) โดยจะมีโช้คค้ำเบาะให้เปิดค้างได้ ซึ่งสะดวกดี และยังมีช่องสำหรับคล้องโซ่ไว้ล็อกรถกันหายได้ด้วย ขุมพลัง เจ้าสกู๊ตเตอร์ระดับกลางพิกัด 400 ซีซีคันนี้ ใช้เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 399 ซีซีแบบระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมแรงม้ามาที่ 30.5 แรงม้าที่ 6,300 รอบ และ 26.5 ฟุตปอนด์ที่ 4,800 รอบ จากการทดสอบขับขี่นั้น เครื่องยนต์ตัวนี้ให้กำลังที่ดีตั้งแต่ในช่วงต้น – ช่วงกลาง ซึ่งเป็นช่วงของการออกตัวไปจนถึงช่วงของการเร่งแซงความเร็ว 60-100 กม./ชม. ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมือง และจากการทดสอบหาความเร็วท็อปสปีดก็ทำได้ที่ราวๆ 140 – 142 กม./ชม. ที่รอบเครื่องยนต์ 8,500 รอบ/นาที (ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวผู้ขับขี่ด้วย) นอกจากนี้เรายังได้ทดสอบเพื่อหาอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ตัวเลขออกมาที่ 24 กม./ลิตร เมื่อคำนวณคร่าวๆ จากถังน้ำมันขนาด 13.5 ลิตร ก็จะสามารถไปได้ไม่ต่ำกว่า 300 กิโลเมตรต่อน้ำมัน 1 ถัง จึงถือว่าเป็นสกู๊ตเตอร์ที่จะใช้งานในเมืองและออกทริปได้อย่างสบายๆ ช่วงล่าง พูดถึงเรื่องช่วงล่าง ต้องบอกเลย ส่วนนี้เป็นส่วนที่เด่นมากๆของการ รีวิว Burgman 400 เลยล่ะครับ เรื่องแรกเลยคือด้านหน้าจัดเต็มระบบเบรกแบบดิสก์คู่ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง อีกทั้งยังมีระบบเบรกมือเพิ่มเข้ามา ช่วยให้สามารถจอดรถบนทางลาดชันได้อย่างปลอดภัย ฟีลลิ่งของเบรก ให้ความรู้สึกนุ่มนวล ไม่มีอาการฝืนของลูกสูบเบรก น่าจะมาจากการที่ระบบเรกสามารถกระจายแรงดันน้ำมันเบรนกได้อย่างเหมาะสม สร้างแรงกดลูกสูบเบรกได้ดี เบรกหลังเองก็สามารถใช้งานได้ดี ใช้ชะลอความเร็วได้ชะงัดนัก ในส่วนของระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวที่ทำงานร่วมกับกระเดื่องทด ซึ่งทั้งด้านหน้าและด้านหลังออกแบบมาได้ดีมากๆ ขับขี่ได้มั่นใจให้ความหนึบ นิ่ง แต่ก็นุ่มนวล ซับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี เรียกว่าได้ฟีลลิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เคยขี่สกู๊ตเตอร์มาหลายๆ รุ่นเลยก็ว่าได้ โช้คหลังยังสามารถปรับค่าแข็งอ่อนได้อีก 7 ระดับ สำหรับผมบอกได้เลยว่า ตอบสนองได้ดีมากๆ ไม่ว่าจะทางตรงที่ต้องเจอกับรอยต่อของถนนคอนกรีตหรือคอสะพาน หรือเวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่ำหรือความเร็วสูงก็ทำได้ดี ทำได้นุ่มและเนียนอย่างเห็นได้ชัดจริงๆ ขับขี่ ตัวรถ Burgman 400 ออกแบบให้ท่านั่งขับขี่ออกมาในสไตล์ของสปอร์ต รู้สึกได้ถึงความกระชับ มั่นคงในการขับขี่ เป็นเพราะตัวเบาะที่มีซับเบาะหลังคนขับสามารถปรับเลื่อนขึ้นมาได้ (สำหรับคนที่แขนสั้น ขาไม่ถึง) ทำให้รู้สึกมั่นคงไม่ไหลถอยหลังขณะเปิดคันเร่ง แฮนด์บาร์อยู่ในระยะที่พอดิบพอดี ไม่สูงจนเกินไป การวางพักเท้าก็สามารถวางได้เหมาะสม ถูกต้องตามสรีระร่างกาย อันนี้ก็ต้องบอกเลยว่า อยากให้ไปลองนั่งคันจริงกันเองดีกว่า เพราะบางคนก็รูปร่าง ไม่เท่ากัน แต่สำหรับผมแล้วถือว่า ดีเลย นั่งนานก็ไม่เมื่อย ไม่เจ็บก้น ถือว่าผ่านเลยในจุดนี้ สรุป Burgman 400 เป็นสกู๊ตเตอร์ระดับกลางที่ออกแบบมาได้โดดเด่น

คันไหนแรงกว่า ผมอาจจะไม่รู้แน่ชัด แต่ลองไปดูกันครับว่าตัวเลขสเปกของ Ducati Panigale V4 R เทียบกับ BMW S 1000 RR 2020 นั้นเป็นอย่างไรบ้างกันก่อนดีกว่าครับ

รีวิว Suzuki Katana การกลับมาอีกครั้งของตำนาน Suzuki Katana นั้นหลายๆ คนที่มีอายุกันสักหน่อยน่าจะพอรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อนี้กันมาบ้าง บางคนอาจจะแค่คุ้นๆ แต่บางคนที่ความจำดีหน่อยก็อาจจะจำโฉมหน้าในอดีตของมันได้ ซึ่งในตอนนี้เจ้า Katana ที่เคยเป็นตำนานในอดีตได้กลับมาอีกครั้งในรูปโฉมใหม่ แต่ก็ยังให้กลิ่นอายและเอกลักษณ์การออกแบบที่เฉียบคมแบบในอดีตไว้ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ ก่อนที่เราจะเข้ารีวิวกัน ผมจะพาท่านไปทราบถึงประวัติความเป็นมาคร่าวๆ ของ Katana ไอ้เข้ที่มีดีไซน์โดดเด่นกว่าใครๆ ในยุคสมัยเดียวกันให้อ่านกันคร่าวๆ นะครับ ตำนาน ประวัติของ Katana นั้นจริงๆ ต้องย้อนกลับไปไกลถึงยุคสมัยที่ซามูไรกำลังรุ่งเรือง ถุ้ย นั่นมันดาบไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ จริงๆ ต้องย้อนไปไกลถึงช่วงปี 1979 กันเลยทีเดียวครับ เดิมที Katana ไม่ได้ใช้ชื่อนี้มาก่อนนะครับ จะใช้ชื่อเป็นรหัสว่า GSX1100S ซึ่งกว่าจะมาเป็น GSX1100S ก็ใช้เวลาและการทุ่มเทไปกับการออกแบบมากมาย ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ในช่องปลายทศวรรษ 1970 Suzuki นั้นต้องการที่จะทำให้โมเดลใหม่ของตัวเองนั่นโดดเด่นและแตกต่างไปจากค่ายอื่นๆ จนมีการก่อตั้งทีม Target Design ที่รวมเอานักออกแบบชาวเยอรมันหลายคนไว้ด้วยกัน มาออกแบบโมเดลใหม่ ซึ่งทางทีม Target Design ก็ออกแบบโมเดลใหม่หลายโมเดลด้วยกัน เริ่มที่ ED-1 รถต้นแบบที่มีพื้นฐานเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ 650 ซีซี ที่มีความเป็นสปอร์ตอยู่มาก ซึ่งทาง Suzuki ญี่ปุ่นก็เห็นดีเห็นงาม แต่ก็ยังไม่พอ ยังมีการออกแบบเพิ่มเติมเป็นเจ้า ED-2 ที่มีพื้นฐานมาจาก GSX1100 ซึ่งต่อมาก็กลายเป็น GSX1100S ในภายหลัง ซึ่งไอ้ขั้นตอนการออกแบบ พัฒนาและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลายๆ ครั้ง มันไปเหมือนกับขั้นตอนที่สำคัญอย่างมากของการสร้างดาบคาตานะหรือดาบซามูไรที่เรารู้จักมักคุ้นกันดีพอดี ซึ่งก็คือขั้นตอนการตีทบของการตีดาบ ซึ่งใช้เวลาตีดาบนานและทบซ้ำหลายครั้งจนได้ดาบที่มีความแข็งแรงและคมกว่าดาบประเภทอื่นๆ ที่คนทั่วโลกต่างยอมรับ แต่โมเดลที่ได้รับการผลิตขายจริงๆ และประสบความสำเร็จหลังจากนั้นก็มีรถในพิกัด 650 และ 550 ที่ได้รับความนิยมมากๆ และชื่อ Katana ก็ยิ่งเป็นที่จดจำมากขึ้นจาก Katana 750SE ที่มีไฟหน้าแบบป็อปอัพ ซึ่งดูล้ำสมัยกว่าใคร จนได้รับความนิยม ไม่พอยังมีสมรรถนะที่เหนือกว่าคู่แข่งจากค่ายอื่นๆ อีกด้วย การันตีความเป็นตำนานได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามชื่อ Katana ก็ค่อยๆ หายหลังจากปี 2006 กระทั่งมาปี 2019 Suzuki ก็นำตำนานนี้กลับมาเขียนใหม่ให้โลดแล่นอีกครั้ง Suzuki Katana 2020 Katana คันใหม่ล่าสุดคันนี้มีพื้นฐานมาจาก GSX-S1000F และใช้เครื่องยนต์ของ GSX-R1000 K5 โดยหันกลับไปใช้ดีไซน์แบบดั้งเดิมของโมเดล Katana ในปี 1981 เพื่อเป็นการให้เกียรติและยกย่องทีมออกแบบ หล่อเท่ ไร้กาลเวลา Katana คันใหม่นี้มีดีไซน์มีเส้นสายที่เฉียบคมตามแบบของดาบคาตานะมากขึ้น มีการผสมผสานเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับดีไซน์ในแบบดั้งเดิมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตัวรถยังให้กลิ่นอายในแบบของรถต้นฉบับคันดั้งเดิม แต่ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกว่าตัวรถนั้นสวยงาม โฉบเฉี่ยว ไม่ตกยุค เป็นดีไซน์ที่ไร้ซึ่งกาลเวลา เป็นเหมือนงานศิลปะที่ไบค์เกอร์สามารถเข้าถึงได้ไม่ยาก โดยด้านหน้าเห็นแว้บเดียวก็รับรู้ได้ว่ามันคือ Katana มีเอกลักษณ์ คงกลิ่นอายของตำนานไว้ มีดีไซน์ในหลายๆ ส่วนตามแบบสมัยใหม่ แต่ก็ผสานลงไปในตัวรถได้อย่างลงตัว ด้านหน้าในส่วนของไฟหน้าใช้ LED ซ้อนกันเป็นสองชั้นดีไซน์ให้เป็นทรงเหลี่ยมให้กลิ่นอายคลาสสิคแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นจุดเด่นและเอกลักษณ์เลย ถัดเข้ามาก็ใช้เรือนไมล์แบบดิจิตอลสวยงาม บอกข้อมูลครบถ้วน พร้อมสัญลักษณ์โลโก้ดาบคาตานะไขว้กับตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่าดาบ เล่นเดียวกับเพลทตรงกลางแฮนด์บาร์ที่ทำมาได้สวยงามมีสไตล์ และโดยเฉพาะในส่วนท้ายที่ใช้บังโคลนแบบกันดีดติดกับสวิงอาร์มและเป็นที่ติดตั้งป้ายทะเบียนและไฟเลี้ยว ทำให้ในส่วนของไฟท้ายรถดูโดดเด่น ท่อไอเสียทรงสั้นยกปลายก็มีขนาดกะทัดรัด ดูเข้ากับตัวรถไม่เคอะเขิน สมรรถนะ นอกจากสเน่ห์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใครของเจ้าตำนานบทใหม่คันนี้แล้ว สมรรถนะก็เป็นอีกจุดนึงที่มองข้ามไปไม่ได้ มันใช้ขุมกำลัง 4 สูบ 999 ซีซีของ GSX-R1000 K5 หรือเรียกสั้นๆ ติดปากว่า K5 ทุกคนต่างก็รับรู้และยอมรับว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ให้สมรรถนะดีและทนทาน เป็นอีกตำนานของ Suzuki ที่เคยช่วยให้ค่ายจอมพลังค่ายนี้คว้าแชมป์หลายรายการมาแล้ว ตัวเครื่องนี้มีจุดเด่นที่ให้การตอบสนองต่อคันเร่งที่ฉับไว แต่ก็มีความนุ่มนวล ไม่กระโชกโฮกฮาก ดีไซน์ช่วงชักที่ยาวของเครื่องยนต์บล็อกนี้นั้นให้กำลังแรงม้าและแรงบิดที่ดีตั้งแต่ในรอบต่ำถึงรอบกลาง เหมาะกับการขับขี่บนท้องถนน แต่ก็ไม่ละทิ้งความเร็วในช่วงปลาย เฟรมที่ทางค่ายเลือกใช้เป็นเฟรมอะลูมิเนียมอัลลอยแบบทวินสปาร์น้ำหนักเบา ซึ่งเด่นเรื่องความแม่นยำในการควบคุมรถ และความแข็งแรงทนทาน ช่วยเพิ่มความเสถียรให้ในการขับขี่ ช่วงล่างที่ให้มาด้านหน้ามีการปรับแต่งได้เต็มระบบ ด้านหลังแม้จะปรับแต่งได้ไม่ครบทุกค่า แต่ก็เพียงพอที่จะปรับเซ็ตให้เข้ากับน้ำหนักของผู้ขับและสไตล์การขับขี่ของเจ้าของได้ดี ซึ่งก็จะช่วยเพิ่มการยึดเกาะและฟีลลิ่งการตอบสนองเวลาขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ระบบเบรกที่ให้มาด้านหน้าจัดเต็มด้วยคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo ด้านหลังจาก Nissin พร้อมระบบ ABS จาก Bosch ซึ่งก็เพียงพอที่จะหยุดพละกำลังของเจ้าเข้คันใหม่นี้ ทั้งหมดนี้มีส่วนช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่มากยิ่งขึ้นครับ ในส่วนของฟีลลิ่งการขับขี่นั้น เป็นรถที่มีกำลังดี ช่วยให้เร่งแซงได้ดี อีกทั้งยังขับขี่ได้ง่ายและสบายด้วยการที่เป็นรถสไตล์ฮาล์ฟแฟริ่งหรือกึ่งเน็กเก็ต มีแฮนด์บาร์ที่กว้างและสูงขึ้นมา เบาะนั่งเพรียวกระชับ ให้ท่านั่งหลังตรงซึ่งช่วยให้ขับขี่ทางไกลหรือระยะเวลานานๆ ได้เมื่อยล้าแบบรถสปอร์ต แต่ก็เป็นรถที่ดีให้ความคล่องตัวบนท้องถนนได้เป็นอย่างดี