SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

รีวิว Himalayan 2020 ขี่ง่ายแม้ทางจะโหด!! ทาง SuperBikemag ได้รับเกียรติ จากทาง Royal Enfield ให้ร่วมทริปทดสอบ รีวิว Himalayan 2020 จากกรุงเทพ-ชลบุรี (เขาไผ่) 2020 เมื่อวันที่ 24-25 สิงหาคมที่ผ่านมา การทดสอบวิ่งทริปในครั้งนี้ เป็นทริปสั้นๆ เพียง 2 วันเท่านั้น แต่สำหรับเส้นทางที่ไป ถือว่าสามารถทดสอบสมรรถนะของตัวรถได้ดีเลยทีเดียว ตั้งแต่เริ่มออกเดินทางจากศูนย์ Royal Enfield ทองหล่อ เนื่องจากสภาพจราจรติดขัด มากๆ เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว แถมระหว่างทางอย่างสภาพถนนเส้นบางนา-ตราด ก็อย่างที่เห็น มีหลุมบ้างบางจุดเลยถือเป็นโอกาสได้ทดสอบไปในตัวตลอดทั้งทริป ทั้งทางบนถนนดำ และทางฝุ่นหรือ OFF ROAD เป็นระยะทางรวมกว่า 140 กิโลเมตร มาดูที่สีของตัวรถ ”หิมาลายัน” 2020 กันครับ โดยในปีนี้มีสีใหม่ให้เลือกถึง 3 สีด้วยกันครับ สี แดง-ดำ(Rock Red) สี น้ำเงิน-ขาว(Lake Blue) สี เทา (Gravel Grey) สวยไหมล่ะครับ ทั้ง 3 สี ? ท่านั่งและการขับขี่ ก่อนอื่นต้องแนะนำก่อนว่า เจ้าหิมาลายัน (2020) เป็นรถสไตล์แอดเวนเจอร์ทัวริ่ง ที่ถูกออกแบบมาให้ขับขี่บนทุกสภาพถนน มีไฟหน้าขนาด 7 นิ้ว มีชิลด์หน้าแบบใสให้มาด้วย เหมาะสำหรับการเดินทางมาก เพราะชิลด์ที่ให้มาค่อนข้างสูง ทำให้ลมไม่ปะทะตัวเราได้เต็มๆ แฮนด์บาร์ที่ให้มาไม่สั้นและไม่กว้างจนเกินไป ทำให้สามารถคอนโทรลรถได้ดี ความสูงของแฮนด์ก็ไม่ต่ำมากตามสไตล์รถขับขี่ท่องเที่ยว ทำให้ไม่เมื่อยเวลาขับขี่ ความสูงของเบาะ

สกู๊ตเตอร์ที่ร้อนแรงที่สุดในปี 2020 นี้กันสักทีกับ All New Honda Forza 350 ที่ทำสถิติยอดจองในงานมอเตอร์โชว์ไปแบบถล่มทลาย

ลองขี่ Yamaha Tenere 700 ตะลุยห้วยคอกหมู ไหวมั้ยต้องดู ช่วงวันที่ 11-12 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ทาง SuperBike ได้มีโอกาสไปร่วมทริปขับขี่ทดสอบสมรรถนะเจ้า Yamaha Tenere 700 หรือที่เรานิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า T7 กันถึงที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี โดยจะเป็นการขี่ทดสอบบนถนนดำจากกรุงเทพไปยังอำเภอสวนผึ้ง และจากนั้นก็จะขี่ลุยเส้นทางธรรมชาติ ในพื้นที่บ้านพุระกำ แก่งส้มแมว และห้วยคอกหมูครับ โดยช่วงเช้าได้นัดกันที่ Yamaha Riders’ Club เกษตร-นวมินทร์ ซึ่งทาง Yamaha ได้จัดรถ Tenere 700 ไว้ให้ทาง SuperBike หรือตัวผมเนี่ยร่วมขี่ทดสอบพร้อมกับตัวแทนดีลเลอร์และลูกค้าที่ซื้อรถ Tenere 700 ไปครับ แว่บแรกที่เห็นภายนอกรู้สึกสะดุดตากับไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ Full LED ที่โดดเด่นด้วยไฟขนาดใหญ่ 4 ดวง ปรับความกว้างและสูง-ต่ำได้ อีกทั้งยังมีไฟ Daytime Running Lights หรือเดย์ไลท์ที่เรานิยมเรียกกันอยู่ด้านล่าง มีเรือนไมล์แบบ LCD ขนาดใหญ่มองเห็นได้ชัดเจนและให้อารมณ์คล้ายรถแข่งแรลลี่ ซึ่งแสดงผลข้อมูลต่าง อาทิ ความเร็ว รอบเครื่อง อุณหภูมิเครื่องยนต์ อุณหภูมิภายนอก ตำแหน่งเกียร์ ระยะทางทริป 1-2 ระยะทางรวม นอกจากนี้ยังดูเด่นที่รูปทรงตัวรถที่สูงและดูเพรียว เหมาะสมกับที่เป็นรถสไตล์แอดเวนเจอร์มากๆ หลังจากแอบไปเหล่รถคันที่ผมจะได้ขี่แล้วก็เข้าฟังบรีฟเส้นทางกันก่อนจะออกเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดราชบุรี ลุยฝ่าการจราจรที่ค่อนข้างแน่นและติดขัดในกรุงเทพเข้าสู่ถนนบรมราชชนนี เจ้า T7 คันนี้ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว ควบคุมง่าย คล่องตัวมากถึงแม้จะขับขี่ในย่านที่รถติดๆ ก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับเจ้า T7 คันนี้เลย พอถึงช่วงทางตรงมีโอกาสได้ลองเปิดคันเร่ง ทดสอบเครื่องยนต์ขนาด 689 ซีซี 4 จังหวะ 4 วาล์ว DOHC 2 สูบ ที่เป็นเครื่องที่ใช้ในตระกูล MT-07 ด้วย ก็พบว่าสามารถบิดได้ 150 -160 กม./ชม. แบบสบายๆ และยังไปต่อได้อีกด้วย ไม่มีอาการดิ้นหรือส่ายให้รู้สึก กับยางติดรถที่ให้มาเป็น ยาง Pirelli Scorpion Rally STR ขนาดยางหน้า 90/90 R21 M/C 54V M + S ขนาดยางหลัง 150/70 R18 M/C 70V M + S ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าทำความเร็วไม่ได้ ช่วงทางโค้งบนถนนดำ สมรรถนะของช่วงล่างเจ้า T7 นั้นดีมาก สามารถจิกโค้งเข้าได้แบบเนียนๆ พลิกเข้าโค้งได้แบบต่อเนื่องไม่มีเสียอาการหรือหลุดไลน์ ทำให้ยิ่งมั่นใจและเพิ่มความสนุกในการขับขี่ไม่ต้องมากังวลว่ารถสไตล์นี้ ช่วงล่างจะย้วยหรือนุ่มจนเกินไป ยางแบบนี้เข้าโค้งแล้วจะดิ้นเข้าได้ไม่เนียน ส่วนตัวผมแล้วบอกเลยว่าเจ้า T7 ถือว่าเป็นรถจักรยานยนต์สไตล์แอดเวนเจอร์ไซส์กลางที่ขี่สนุกและจัดว่าดีในการเดินทางบนทางดำเลยล่ะ หลังจากได้ทดสอบขับขี่บนทางดำแล้ว ก็ถึงคราวของการขี่ทดสอบบนเส้นทางธรรมชาติที่ Yamaha ได้แบ่งความยากง่ายเป็น 4 ระดับ ระดับที่ 1 ก็จะเป็นเส้นทางจำพวก ทราย ทางขรุขระ ช่องอุโมงค์ต้นไม้ หรือร่องน้ำ อย่างใดอย่างนึง ระดับที่ 2 ก็จะเป็นเส้นทางลาดชันและขรุขระ ต่อมาระดับที่ 3 ก็จะมีทางที่สูงชันและขรุขระเป็นทางยาว และระดับที่ 4 ทางข้ามขอนไม้หรือทางที่เป็นร่องแคบและลึก ซึ่งก็จะเพิ่มระดับความยากมาตามลำดับ ในวันแรกช่วงแรกกับเส้นทางธรรมชาติ บ้านพุระกำ กับความยากระดับที่ 1 ทางส่วนใหญ่จะเป็นทรายร่วนๆ ไม่หนามาก มีกรวดหินลอยผสมบ้างเป็นช่วงๆ ถือว่าเป็นการวอร์มอัพเล็กน้อย ขี่รูดกันยาวๆ ไปได้เลย ช่วงล่างของเจ้า T7 ซับแรงกระแทกได้ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นทางขรุขระ ลำธารที่มีหินลอยลื่นๆ ช่วงอุโมงค์ต้นไม้ที่มีเศษไม้หักร่วงอยู่บนพื้นทรายร่วนๆ เจ้า T7 ผ่านได้แบบสบายๆ ด้วยพละกำลังที่มีมาให้แบบเหลือเฟือ บวกกับคันเร่งเบาสบายบิดติดมือ เรียกน้ำย่อยความมันในการขี่เจ้า T7 ให้ติดใจอยากบิดขยี้คันเร่งอีกรอบ หลังจากที่หวดคันเร่งในเส้นทางธรรมชาติในช่วงแรกแล้ว ได้เวลาพักทานข้าวเติมพลัง ก่อนไปหวดซ้ำอีกทีในรอบสอง กับเส้นทางเดิมแต่วิ่งย้อนกลับอีกทางนึง ไลน์ที่วิ่งก็จะเปลี่ยนไปอีกแบบ เริ่มมีเส้นทางในแบบความยากในระดับที่ 2 เพิ่มเข้ามา คือทางที่เป็นเนินชันและขรุขระ มีหินลอยก้อนไม่ใหญ่นัก ทางที่ลุยในรอบนี้จะค่อนข้างแคบ มีร่องน้ำแต่ไม่ลึกมาก ให้เราได้ใช้ทักษะในการมองอ่านไลน์เพื่อขี่ผ่านอุปสรรคเส้นทางข้างหน้า ซึ่งในจุดนี้ T7

CT125 นั้นทางค่ายปีกนกได้เปิดโอกาสให้เราได้ไปทดสอบในรอบสื่อมวลชนแล้วครั้งนึง แต่เป็นการทดสอบที่อยู่ในสเตชั่นจำลอง และได้ทดสอบเพียงไม่มาก

YAMAHA QBIX 2020 นอกจากสีสันสดใสแล้วมีอะไรดี? Yamaha QBIX โมเดล 2020 นั้นนอกจากจะเปลี่ยนสีสันใหม่ให้เลือกตามแนวคิดสนุกสุด Fun สีสันสุดเทรนด์แล้ว ก็ยังมีข้อดีอื่นๆ อีกด้วยนะครับ ที่เรียกว่าต้องถูกใจวัยรุ่นทุกคนหลายข้อด้วยกัน ส่วนจะมีดีอะไรบ้าง เราไปดูกันทีละข้อด้านล่างได้เลยครับ สุดประหยัดน้ำมัน QBIX ประหยัดน้ำมันเพราะใช้เครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซีที่มีเทคโนโลยี Blue Core ที่แรง แต่ก็ยังประหยัดน้ำมันในแบบที่วัยรุ่นยกนิ้วว่าเยี่ยม เหลือเงินไปทำอะไรได้อีกเยอะ เพราะเทคโนโลยี Blue Core ออกแบบโดยยึดหลักการ 3 อย่างคือ เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ลดการสูญเสียกำลังของเครื่องยนต์ และการจุดระเบิดที่แม่นยำ นอกจากเครื่องยนต์แล้วยังประหยัดได้มากยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยี Stop & Start System ระบบดับเครื่องอัตโนมัติเวลาจอดรถเป็นระยะเวลานาน และติดเครื่องเองทันทีที่เปิดคันเร่ง ซึ่งช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้เวลาติดไฟแดงนานๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท้องถนนในกรุงเทพเมืองฟ้าอมร แสนปลอดภัย ปลอดภัยสุดๆ เพราะมีระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น ABS) ซึ่งแน่นอนว่าช่วยให้เบรกได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะวัยรุ่น วัยคึกคะนองเรื่องขับเร็วก็เป็นเรื่องปกติ แต่ทำยังไงให้ปลอดภัยนี่สิเป็นเรื่องสำคัญ และยามาฮ่าก็มีระบบเบรก ABS มาให้ แม้ว่าจะเป็นสกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กก็ตาม ยังมีหน้ายางหลังที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการยึดเกาะที่มีมากขึ้น ซึ่งดีทั้งตอนเร่งความเร็วและตอนเบรกครับ (เฉพาะรุ่น ABS และรุ่น S) อีกทั้งระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ทั้งระบบ ซึ่งให้ความสว่างชัดเจน แม้ในยามกลางวัน ช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ที่ดีได้ทั้งในตอนกลางวันและกลางคืน จึงช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น โฉบเฉี่ยวทันสมัย QBIX มีดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวไม่เหมือนใครอยู่แล้ว แต่โฉบเฉี่ยวทันสมัยยิ่งขึ้นด้วยเรือนไมล์ดิจิตอลแบบ Full LCD ทรงสี่เหลี่ยม ไม่เหมือนใคร แต่ตรงคอนเซ็ปต์ตัวรถ และระบบไฟส่องสว่างเป็น LED ตามแบบสมัยใหม่นิยม ซึ่งให้ภาพลักษณ์ที่ดูดีพรีเมี่ยมนอกจากนี้ยังทนทานอีกด้วย เรียกว่าน่าจะเป็นที่ชื่นชอบของวัยจี๊ดอย่างแน่นอน สะดวกสบาย แน่นอนว่าความสะดวกสบายนั้นเป็นจุดขายหลักๆ ของสกู๊ตเตอร์ส่วนใหญ่ และเรื่องนี้ Yamaha เขาถนัดจริงๆ ครับ QBIX มีระบบสมาร์ทคีย์ที่ช่วยให้สามารถสตาร์ทรถได้โดยไม่ต้องใช้กุญแจ และยังรวมเอาฟังก์ชั่นการใช้งานอย่างเปิดเบาะ เปิดฝาถัง และล็อกรถมาไว้รวมกันที่จุดเดียว ให้สามารถกดใช้งานได้ง่ายได้ สะดวกสบายยิ่งขึ้น ด้านหน้ายังมีช่องจ่ายไฟแบบรถยนต์ ช่วยให้วัยรุ่นที่สมัยนี้ที่มักมีแก็ดเจ็ตเยอะๆ สามารถใช้ชาร์จอุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย แถมยังมีช่องเก็บของด้านหน้าอีก นอกจากนี้ยังเติมน้ำมันได้ง่ายไม่ต้องรถจากรถด้วยการมีช่องเติมน้ำมันบริเวณตรงกลางระหว่างที่วางเท้า ส่วนใต้เบาะนั้นเป็นช่องเก็บของ QBOX ขนาดใหญ่จุได้มากถึง 22.5 ลิตร สามารถใส่หมวกกันน็อกหรือสัมภาระอื่นๆ ได้สบายๆ เรียกว่าตอบโจทย์วัยรุ่นวัยเรียนได้ดีอย่างแน่นอนครับ รู้ข้อดีขนาดนี้แล้ว อย่าลังเลมากครับ หากท่านผู้อ่านกำลังสนใจ ไม่ว่าจะชายหรือหญิง วัยรุ่นหรือวัยรุ่นใหญ่ หากมีใจรักสนุก ชอบความสนุกและชอบชีวิตที่มีสีสันแล้วล่ะก็ QBIX 2020 ก็เป็นโมเดลที่น่าจะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ สำหรับราคาค่าตัวนั้น แต่ละรุ่นมีราคาแนะนำดังต่อไปนี้ รุ่น ABS ราคาแนะนำ 60,800 บาท รุ่น S ราคาแนะนำ 56,900 บาท รุ่น Standard ราคาแนะนำ 54,400 บาท อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Honda CBR250RR สปอร์ตเต็มตัว พาออกทัวร์จะไหวมั้ย ขึ้นชื่อว่าสปอร์ต หลายๆ คนคงจะชอบในความเท่ ความเร็วและความแรง ขี่ในเมืองดูหล่อ ขี่ในสนามก็มัน แต่ไบค์เกอร์อย่างเราๆ นั้น ก็ไม่ใช่จะมีชีวิตแค่ขี่ในเมืองหรือแค่ซิ่งในสนาม การจะมีรถหลายๆ คันไว้ตอบโจทย์การใช้งานต่างๆ กันก็ดูจะเป็นไปได้ยาก เพราะทุกคนไม่ได้เกิดมามีเงินเหลือมากพอจะซื้อหลายคัน หรืออาจจะเหลือแล้วแต่ไม่ได้รับอนุมัติจากคนที่บ้านก็เป็นได้ ครั้งนี้เราเลยลองจับสปอร์ตจ๋าๆ อย่าง Honda CBR 250RR มาทดสอบกันแบบขับขี่ออกทริปกันดู ดูสิว่ามันจะไปไหวแค่ไหน หล่อสไตล์สปอร์ต CBR250RR คือสปอร์ตเรซซิ่งเรพลิก้าที่มีดีไซน์โฉบเฉี่ยวมากๆ เส้นสายต่างๆ มีความเฉียบคมให้อารมณ์รถแข่ง การออกแบบแฟริ่งไม่เพียงแต่จะออกแบบให้มีความเท่เพียงอย่างเดียว แต่ยังใส่ใจในเรื่องของแอโรไดนามิกอีกด้วย เช่น แฟริ่งด้านข้างมีครีบเล็กๆ ไว้ตัดอากาศ แฟริ่งบริเวณส่วนท้ายที่มีช่องให้อากาศผ่าน ช่วยในเรื่องของการลดการปั่นป่วนของกระแสลมที่ความเร็วสูงๆ ได้ดีครับ ไฟหน้าของรถออกแบบมาเป็น 2 ชั้นแยกส่วนกันดูหล่อเหลาและโดดเด่นไม่เหมือนใคร รับกับไฟท้ายที่เป็นแบบ 2 ชั้นเช่นกัน ดูดุดันและสวยงามไปพร้อมๆ กัน เรือนไมล์ดิจิทัล บอกข้อมูลและสถานะต่างๆ ได้ครบถ้วน อาทิ ความเร็ว ความเร็วรอบ โหมดการขับขี่ ไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์หรือชิฟต์ไลท์ เป็นต้น ต่ำลงมามีโช้คหน้า Showa อัพไซด์ดาวน์สีทองดูโดดเด่นตัดกับตัวรถได้เป็นอย่างดี ส่วนท้ายมีปลายท่อไอเสียแบบคู่ดูดุดันให้สุ้มเสียงเร้าใจพอสมควร ขุมกำลังเล็กแต่จัดจ้าน ก่อนหน้านี้เราเคยทดสอบเจ้า 250RR คันนี้ไปแล้ว แต่เป็นการทดสอบในสนาม ซึ่งก็ยังคงยืนยันคำเดิมว่า เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 250 ซีซี ให้กำลังที่เกินคาด ทำรอบเครื่องได้สูงมากทะลุ 13,500 รอบต่อนาที และยังสามารถทำท็อปสปีดหรือความเร็วสูงสุดได้เกิน 175 ก.ม./ชม.ได้ เกียร์ 6 สปีดที่ให้มาถือว่าดี เปลี่ยนเกียร์ได้ลื่นไหลและแม่นยำ เวลาลากรอบสูงๆ แล้วกำคลัตช์ใส่เกียร์ รู้สึกได้ถึงการต่อเกียร์ที่สมู้ทดี ในส่วนที่เหนือกว่ารถในพิกัดเดียวกันนี้คือคันเร่งไฟฟ้า รถพิกัดเล็กๆ มักจะมีเทคโนโลยีอะไรไม่มากนัก แต่คันนี้มีคันเร่งไฟฟ้า และเมื่อมีคันเร่งไฟฟ้าก็มักจะมีโหมดการขับขี่ติดมาให้ด้วย โดยโหมดการขับขี่ของ CBR คันนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้แบบไม่ต้องจอดรถ ซึ่งก็จะมีอยู่ด้วยกัน 3 โหมดด้วยกัน Sport+, Sport และ Comfort ที่จะมีการตอบสนองคันเร่งแตกต่างกัน เช่น ใครอยากจะขี่สบายๆ ไม่อยากหวดหนักๆ ก็เลือกโหมด Comfort ก็จะให้การตอบสนองที่ต่างไปทันที กำลังที่ได้ก็จะเบาๆ นุ่มๆ ละมุนหน่อย ส่วนใครอยากที่จะขับขี่สนุกขึ้นมา มีอัตราเร่งที่ดีขึ้น ก็เป็นโหมด Sport ซึ่งเราทดสอบแล้วว่าโหมดนี้เหมาะกับการขับขี่ทริป อย่างที่เราทดสอบออกทริป กรุงเทพฯ – นครนายก ก็ใช้โหมด Sport เกือบจะตลอด แต่หากอยากซิ่งก็มีโหมด Sport+ ที่ปลดล็อกสมรรถนะของเครื่องยนต์ออกมาอย่างเต็มที่ ให้กำลังออกมาได้แบบทันใจ ไม่มีกั๊ก เป็นอะไรที่จี๊ดจ๊าด สะใจวัยซิ่งแน่นอน การตอบสนองของคันเร่งจะไวที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าโหมดนี้เหมาะกับการขับขี่ในสนาม อ่อ ตัวนี้มีฟังก์ชั่นแล็ปไทเมอร์ (Lap Timer) ขับขี่ในสนามมาให้ด้วย ช่วยให้เรารู้เวลาที่เราขับขี่ในสนามต่อแล็ปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นคอยจับเวลา และสามารถใช้ข้อมูลนี้พัฒนาการขับขี่ของเราได้ด้วยนะเออ มีอีกจุดนึงที่ผมชอบเป็นการส่วนตัวมากๆ คือเสียงการทำงานของเครื่องยนต์และเสียงลิ้นปีกผีเสื้อดูดอากาศเข้าคอไอดี ค่อนข้างเป็นเสียงที่ดึงดูดสิ่งมีชีวิตรอบข้างได้เป็นอย่างดี ตอนขับขี่จะได้ฟีลลิ่งเหมือนกับรถแข่งเลยก็ว่าได้ มันเหมือนกับว่าเครื่องยนต์มันดูดอากาศสดๆ ไม่ผ่านกรองอากาศ ช่างเร้าใจจริงๆ ครับ ช่วงล่างเยี่ยม จากการขับขี่ออกทริป ฟีลลิ่งตัวโช้คหน้า Showa ที่เป็นแบบอัพไซด์ดาวน์ขนาด 37 มิลลิเมตร ให้ฟีลขณะขับขี่ได้เนียนดี ขณะเข้าโค้งก็แน่นกระชับมั่นใจมาก ในการขับขี่ออกทริปทั้งความเร็วสูงก็ยังมีอาการนิ่ง ไม่สะบัดแต่อย่างใด และช่วงความเร็วต่ำก็สามารถซอกแซกในเมืองก็ยังควบคุมได้ง่ายอีกด้วย ด้านหลังมีโช้คอัพเดี่ยวทำงานร่วมกันกับระบบโปรลิงก์ ได้ฟีลสปอร์ต ซับแรงกระแทก และซับรอยต่อร่องถนนได้ดี ตัวโช้คยังสามารถปรับเซ็ตได้ ซึ่งเพียงพอกับการขับขี่บนท้องถนน ส่วนใครอยากซิ่งในสนามบ้าง ก็ควรจะปรับเซ็ตนิดหน่อยและซ้อมสักนิด เพื่อให้มั่นใจมากยิ่งขึ้น ตัวล้อนั้นมีดีไซน์แบบ 7 ก้าน เป็นล้ออลูมิเนียมน้ำหนักเบา มาพร้อมยางหน้า 110/70-17 หลัง 140/70-17 ถือว่าเป็นของดีอีกอย่างนึงเลยที่ติดรถมาให้จากโรงงาน ดูๆ แล้วก็ไม่ต่างจากล้อซิ่งทั่วๆ ไปเลยละครับ ระบบเบรกเป็นคาลิเปอร์เบรกจาก Nissin และดิสก์เบรกแบบโฟลตติ้งที่สามารถให้ตัวได้ ถึงแม้ว่าจะให้เป็นดิสก์เบรกเดี่ยว แต่ให้ฟีลลิ่งในการเบรกที่ดี เอาอยู่ไม่ต่างจากดิสก์เบรกคู่เลย เนื่องจากเราใช้รถในแบบของการออกทริป ดังนั้นมีโอกาสทดสอบเบรกบ่อยมากๆ เพราะว่าบนถนนเราไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย มีช่วงถนนเส้นลำลูกกาที่ถนนที่ค่อนข้างลื่น จำเป็นต้องเบรกกะทันหัน แต่ตัวเบรกก็ทำงานได้ดี ไม่มีปัญหา แถมยังเบรกได้นุ่มนวล เหมาะมือ สรุป รีวิว Honda CBR250RR สำหรับการขับขี่ออกทริป กทม-นครนายก

AEROX 155 ABS (2020) จัดจ้านสุดในพิกัดนี้ Yamaha Aerox 155 แม้ในปีนี้จะไม่ได้เป็นโมเดลใหม่ล่าสุด แต่ก็มีการปรับเปลี่ยนสีสันใหม่ให้มีความโฉบเฉี่ยวสวยงามมากขึ้น เอาใจไบค์เกอร์และนักบิดวัยรุ่นที่ต้องการความเท่และความแรงที่ไม่เหมือนใคร และแน่นอนคราวนี้เราได้มีโอกาสนำเจ้า Aerox 155 สีใหม่ตัวท็อปรุ่น ABS มาทดสอบให้เห็นว่ามันมีอะไรดีบ้าง ดีไซน์สปอร์ตสุดเท่ Aerox นั้นมีรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยว สวยงาม เด่นในการดีไซน์ในส่วนของเส้นสายมีความเฉียบคม แต่ก็มีส่วนเว้าส่วนโค้งอยู่ด้วย ทำให้ตัวรถดูเป็นเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำแบบใคร มีไฟหน้าคู่แยกส่วนมีโคมด้านในด้านนอก ดูหรูหรา และสปอร์ตดุดันกว่าใคร โดยไฟหน้าเป็นไฟแบบ LED พร้อมกับไฟท้ายขนาดกะทัดรัดแบบ LED ส่องได้สว่างและสวยงามแม้ในยามกลางวัน หน้าจอเรือนไมล์ดีไซน์เฉี่ยวแบบดิจิทัลขนาดใหญ่ 5.8 นิ้ว สามารถปรับตั้งค่าดูข้อมูลต่างๆ อาทิ อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันแบตเตอรี่ ทริปน้ำมัน นับกิโลเมตรเครื่องยนต์ รอบเครื่องยนต์ ความเร็ว เรียกได้ว่าข้อมูลจำเป็นครบถ้วนจริงๆ ครับ คันที่เราได้มาทดสอบนั้นเป็นชุดสีดำ-ฟ้า ซึ่งสีสวยสะสุดตามากๆ บอกได้เลยว่า Yamaha ค่อนข้างทำการบ้านเรื่องเฉดสีตัวรถมาพอสมควร สำหรับคันนี้ผมให้ 10/10 เลยก็ว่าได้ สำหรับสีตัวรถเป็นโทนสีดำ-ฟ้า มีสีหลักเป็นสีดำตัดไฮไลจุดต่างๆ ด้วยสีฟ้าแบบพิเศษ แต่ในสีฟ้าที่ให้มา ยังคงมีลูกเล่นของตัวสีที่เป็นเหลือบม่วง ขับเน้นให้ตัวรถดูโดดเด่นและสวยงามมากขึ้น ตัดด้วยเส้นสีเขียวอ่อนสว่างสะดุดตา พร้อมกับโลโก้สีฟ้า ทำให้รู้สึกถึงความสปอร์ต เส้นสายลายกราฟฟิกที่จัดมาโฉบเฉี่ยวลงตัว ดูดี น่าขี่จริงๆ ขุมพลังแรงด้วยวาล์วแปรผัน ขุมพลังของแอร็อกซ์ 155 นั้นใช้เครื่องยนต์บลูคอร์ แบบสูบเดียว 155 ซีซี 4 จังหวะแบบหัวฉีด แคมเดี่ยว SOCH 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ต่างด้วย กระบอกสูบเคลือบไดอะซิล ทนทานและช่วยระบายความร้อนได้ดีอีกด้วย อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีเกินตัวเกินหน้าเกินตาค่ายอื่นด้วยระบบวาล์ว VVA หรือวาล์วแปรผันที่ช่วยให้เครื่องยนต์สามารถตอบสนองต่อคันเร่งได้ทุกช่วงย่านความเร็ว และยังคงประหยัดน้ำมัน จากการทดสอบขับขี่ในเมือง บอกได้เลยว่าเป็นเครื่องยนต์ 155 ซีซี ที่ทรงพลัง ขับขี่สนุกบิดติดมือ เกิดจากตัวเครื่องยนต์ที่ได้เทคโนโลยีวาล์วแปรผัน VVA มาช่วยในเรื่องของการเปิดปิด วาล์วจ่ายน้ำมันให้ดียิ่งขึ้น ในรอบเครื่องยนต์ที่สูง (6000 รอบ/นาที) ทำให้รถวิ่งดีกว่า สามารถทำความเร็วทั้งในการเร่งแซง หรือ ทำท็อปสปีดได้ดี ส่งกำลังขับเคลื่อนผ่านชุดส่งกำลังแบบสานพาน V Belt ไปยังชุดคลัตช์หลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ เร่งได้ดั่งใจขับขี่ได้ฟีลสปอร์ต สนุกมากกว่าเครื่องยนต์พิกัด 150 ซีซี ทั่วๆ ไป นอกจากนี้ตัวรถยังมีระบบ Stop and Start System (SSS) ระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ ทำงานควบคู่กับ Smart Motor Generator เครื่องยนต์จะดับอัตโนมัติเมื่อรถหยุดนิ่งกับที่ ไม่เคลื่อนไหวเกิน 5 วินาที สามารถช่วยลดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอีกด้วย เครื่องก็แรงแถมยังประหยัดน้ำมันอีกด้วย เรียกว่าขี่สนุก แรงสไตล์สปอร์ต แต่ประหยัดน้ำมันกว่าที่คิด ช่วงล่างมั่นใจ ตัวรถนั้นให้ล้อแม็กมาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เป็นดีไซน์ 3 ก้านคู่ (ตัว Y) ล้อหน้าให้ยางขนาด 110/80 ขอบ 14 ส่วนล้อหลัง ให้ยางขนาด 140/70 ขอบ 14 ติดมาให้จากโรงงาน ส่วนระบบกันสะเทือน โช้คหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิกหรือตะเกียบคู่และโช้คหลังเป็นแบบยูนิตสวิง โดยจะมีแค่เฉพาะตัว R version เท่านั้น ที่จะเป็นโช้คหลังแบบซับแทงค์ติดมาจากโรงงาน ส่วนเรื่องของระบบเบรกหน้าเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยว ส่วนด้านหลังเป็นดรัมเบรก (จับในดุมล้อด้านใน) สำหรับการทดสอบขับขี่ในเมืองค่อนข้างที่จะมั่นใจในช่วงล่างคันนี้เลยละ เนื่องด้วยอย่างแรกเลยคือมีระบบ ABS (เฉพาะเบรกหน้า) ให้มาจากโรงงานเวลาเบรกกะทันหัน ทำงานได้ดีเสถียร ABS จะทำงานไม่ทำงานเกิดจาก องค์ประกอบส่วนต่างๆ เช่นพื้นถนน ช่วงล่าง ยาง ที่ช่วยในการเบรกทำงานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในส่วนของโช้ค ยาง ก็ถือว่าดีในระดับนึง ในใจก็ยังอยากได้ซับแทงค์ของตัว Version R มาใส่ดูหล่อ อีกทั้งยางที่ให้มาด้านหน้าและหลัง มีขนาดใหญ่ หน้าสัมผัสยางเยอะ ทำให้ได้กริปของการเกาะถนน มากกว่ารุ่นอื่นๆ แถมยังดูลงตัวสมส่วนกับตัวรถอีกตั้งหาก ในการเข้าโค้งทำได้มั่นใจทั้งโช้คและยางส่งผลให้ได้ฟิวลิ่งสปอร์ต เพราะตัวยางที่สัมผัสพื้น ตอนเข้าโค้งเยอะกว่าชาวบ้านเขา ทำให้รู้สึกได้ว่าเข้าโค้งได้เนียนกว่าเพื่อน เป็นจุดเด่นของเจ้า Aerox เลยก็ว่าได้ นั่งกระชับสไตล์สปอร์ต ต้องบอกก่อนเลยว่า ท่านั่งของคันนี้รู้สึกได้ว่าสปอร์ตจ๋าเลย ในการขับขี่คนเดียวเป็นอะไรที่เพลิดเพลินที่สุด ท่านั่งการขับขี่คนขับเป็นท่านั่งที่กระชับที่สุดในคลาสนี้

Tenere 700 หล่อลุยสไตล์ดาการ์ ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับเราที่ได้เข้าร่วม รีวิว Yamaha Tenere 700 รถบิ๊กไบค์สไตล์แอดเวนเจอร์ในช่วงสถานการณ์ Covid-19 โดยครั้งนี้เราทดสอบโหดๆ กันที่สนามบ่อดิน มีนบุรี ท่ามกลางแสงแดดแผดเผา ดีกรีความร้อนทะลุ 40 องศา โดยมีการจำกัดจำนวนคน ให้มาน้อยมากๆ เพื่อให้สื่อได้ทดสอบกันเต็มเหนี่ยวไปเลยทั้งวัน เอาล่ะเรามาดูกันว่าเจ้า T7 คันนี้มีอะไรน่าสนใจกันบ้างดีกว่าครับ รูปหล่อ เจ้า T7 คันนี้โดดเด่นที่ไฟหน้าเท่ ดุดันสไตล์แรลลี่ เป็นไฟ LED ขนาดใหญ่ 4 ดวง ให้ความสว่างเหลือเฟือ (ไฟท้ายเองก็เป็น LED ด้วยเช่นกัน) เข้าคู่กับชิลด์บังลมหน้าใสขนาดสูงใหญ่กำลังดี ไม่บดบังเส้นทาง ไม่รำคาญสายตา (ผมสูง 172 ซม.) ถัดเข้ามาเป็นเรือนไมล์ดิจิทัลทรงสูงให้อารมณ์แรลลี่ดาการ์ พร้อมกับปุ่มเปิดปิดระบบ ABS ไว้ใช้งานเวลาปรับเปลี่ยนจากซิ่งมาลุย หรือจากลุยกลับไปซิ่ง ส่วนแฮนด์บาร์มาพร้อมกับการ์ดแฮนด์ขนาดใหญ่ป้องกันมือ ก้านคลัทช์ ก้านเบรก จากอุปสรรคต่างๆ หรือหินกระเด็น หรือป้องกันมือเวลาล้ม ตัวรถออกแบบมามีรูปทรงที่ค่อนข้างไปทางสูงและเพรียวให้อารมณ์เป็นรถที่พร้อมลุยทุกเส้นทาง และคล่องตัวไม่ดูเทอะทะเหมือนรถแอดเวนเจอร์ทั่วไป ถังน้ำมันออกแบบมาให้เพรียวยาวไปตามตัวรถ รับเข้ากับตัวเบาะตอนเดียวที่เป็นแบบราบไปจนถึงท้ายรถ ช่วยให้รถมีขนาดไม่ใหญ่เทอะทะ และเอื้อให้ควบคุมรถได้ดี จากการที่สามารถขยับตัวถ่ายน้ำหนักเพื่อบาลานซ์รถได้ง่าย มาที่ด้านล่างกันบ้าง ส่วนของโช้คหน้าหัวกลับนั้นมีการ์ดกันฝุ่นและหินด้านหน้าบริเวณส่วนของแกนโช้ค ถือว่าให้ภาพลุยๆ ได้ดี เข้ามาอีกนิดใต้ท้องเครื่องของรถนั้นมีการ์ดกันท้องเครื่องยนต์ติดตั้งมาจากโรงงานมาให้เลย ซึ่งตรงนี้ดีมากๆ เพราะเป็นจุดที่เสี่ยงเวลาขับขี่บนเส้นทางออฟโร้ด ซึ่งมักจะปะทะกับสิ่งกีดขวางอยู่บ่อยๆ ลงมาต่ำอีกนิด ยางที่ให้มาเป็น Pirelli Scorpion Rally STR ที่ให้ภาพลักษณ์เป็นยางบั้ง ยางหนาม ดุลุยดูดุดัน แต่ตรงนี้บอกไว้ก่อนเลยมันจะผิดจากที่หลายๆ คนคิด ซึ่งจะไปอธิบายอีกทีตรงส่วนของการควบคุมการขับขี่นะครับ ขุมพลัง CP2 เจ้า Tenere 700 ใช้เครื่องยนต์ CP2 หรือครอสเพลนทู เป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 689 ซีซี พื้นฐานเดียวกันกับ MT-07 และ XSR-700 ซึ่งยังคงมีพละกำลังและแรงบิดที่สูงอยู่ตามสไตล์ของเครื่องยนต์ครอสเพลน ทำให้ขี่ได้ออฟโร้ดได้ง่ายมากขึ้น แต่มีการปรับเปลี่ยนในเรื่องของเกียร์ มีการปรับให้เกียร์ 2 นั้นยาวขึ้น เหมาะสำหรับขี่ทางไกลๆ มากขึ้นกว่าเดิมครับ ซึ่งก็เหมาะกับการที่มันเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ เพื่อให้ขับขี่ออฟโร้ได้สนุก และดียิ่งขึ้น ก็ต้องปิดระบบเบรก ABS แล้วลองขี่ บอกเลยว่า โคตรได้ฟิวลิ่งสายพันธุ์แรลลี่ เลยละครับ รถมีกำลังเหลือเฟือที่จะทำแอ็กชั่นต่างๆ ออกตัวท้ายปัด เบรกสไลค์ในโค้ง เติมคันเร่งออกจากโค้ง เรียกว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ดีเหมาะกับการขับขี่สไตล์แอดเวนเจอร์มากๆ ช่วงล่างพร้อมลุยทุกเส้นทาง ระบบกันสะเทือนนั้น ด้านหน้าให้โช้คหน้าแบบหัวกลับ และโช้คหลังแบบโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ สามารถปรับความแข็งอ่อนได้ และค่าความหนืดได้ ซึ่งสามารถปรับเหมาะสำหรับสไตล์การขับขี่ในแบบของแต่ละคนได้ ฟีลลิ่งโช้คหน้าค่อนข้างที่จะทำได้ดีเลยในการขับขี่บนทางดินปนทราย ไม่ค่อยมีอาการสะบัดเท่าไร ถือว่าขับขี่แบบลุยได้ระดับนึงเลยละครับ แต่ก็มีแอบเห็นคนเอาไปกระโดดลอยสองล้อลงมาก็ยังไม่เป็นไรนะ ทำได้ดีเลยทีเดียว โช้คหน้าหลังทำงานได้ดีเลยละครับ เป็นที่ประทับใจ ส่วนของล้อและยาง โดยล้อจะเป็นแบบล้อซี่ลวด ล้อหน้าขนาด 21 นิ้ว ล้อหลัง 18 นิ้ว ซึ่งทั้งสองช่วยให้มีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นที่สูงมากขึ้น ล้อหน้าขนาดใหญ่ช่วยให้ข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ ได้ง่าย และยางนั้นก็เป็นอย่างที่บอกในตอนต้น ให้ยางที่ดีมาเลยเป็นยาง Pirelli Scorpion Rally STR ซึ่งเป็นยางแบบกึ่ง ซึ่งเหมาะกับทั้งถนนดำและทางฝุ่นตามสไตล์ของรถ เรียกว่าลุยก็ได้ซิ่งก็โอเค เข้าโค้งได้ดีไม่มีปัญหา ซึ่งถ้าคนที่หวังจะลุยหนักๆ จะต้องเปลี่ยนยางก่อนครับ ไม่ใช่ว่ายางไม่ดีนะครับ แต่อาจจะไม่ตอบโจทย์สไตล์ลุยๆ ไปเส้นทางที่มีความยากสูงมากๆ ไหว แต่ขณะเดียวกันถ้าคุณเน้นลุย ยางที่ลุยของคุณก็จะขี่ถนนได้ไม่ดีเท่านั่นเองครับ ระบบเบรกหน้า มาเป็นดิสก์เบรกคู่คาลิเปอร์เบรก Brembo และด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo อีกเช่นกัน โดยมีระบบเบรก ABS ติดตั้งมาด้วย ซึ่งสามารถปิดเปิดขณะขับขี่ได้เลย ไม่จำเป็นจะต้องจอด สามารถกดสวิตช์ที่เรือนไมล์ได้เลย เรียกว่าสะดวกพร้อมลุย พร้อมซิ่งได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าระบบเบรกดีเหลือเฟือกับสมรรถนะรถที่ให้มาครับ ซิ่งได้ลุยก็ดี พูดถึงเรื่องการขับขี่โดยรวมกันบ้างครับ ฟีลลิ่งโดยรวมถือว่าเป็นรถที่ตอบโจทย์คนที่ชอบเดินทาง ชอบการผจญภัยได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ใช่คนที่แบบจะลุยเข้าป่าโหดๆ หนักๆ ยาวๆ นะครับ ซึ่งตัวรถมันลุยได้แหละครับ แต่ก็ขึ้นอยู่กับทักษะของผู้ขับขี่ด้วย ตัวรถนั้นมีความสูงพอสมควร แต่ตัวเบาะมีรูปทรงเรียวยาว ให้ท่านั่งสบาย สามารถยืนและขยับสะโพก เพื่อใช้ให้การทรงตัว เลี้ยว

รีวิว Rocket 3 R ครูเซอร์ยักษ์ที่แรงที่สุดในโลก ร้อนแรงที่สุด ณ ช่วงเวลานี้กับ Triumph Rocket 3 R หลังจากเปิดตัวที่ต่างประเทศได้ไม่นาน Triumph ประเทศไทยก็ได้นำเข้ามาจำหน่ายพร้อมราคาสุดเร้าใจไม่ถึงล้านทั้งๆ ที่คันนี้ผลิตที่โรงงานอังกฤษนะครับ ไม่ใช่ผลิตไทย แถมเครื่องยนต์ขนาดใหญ่มากที่สุดในโลกและเทคโนโลยีแบบแน่นๆ เรียกว่า เราถึงกับทนความฮ็อตของมันไม่ไหวต้องรีบเคลียร์คิวจัดทดสอบเพื่อทำ รีวิว Rocket 3 R คันนี้มาก่อนคันไหนๆ งานละเอียด เรื่องดีไซน์รูปลักษณ์บอกตรงๆ ว่าไทรอัมพ์ไม่ค่อยจะพลาดเลยจริงๆ ต้องบอกสั้นๆ ก่อนว่างานละเอียดมากๆ ใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ มากมาย เก็บงานดีมากๆ ใส่ความเป็นไทรอัมพ์ ความคลาสสิค ความเป็นรถอังกฤษไว้ในแทบจะทุกจุดสำคัญเลย ตัวรถนั้นมีขนาดใหญ่น่าเกรงขาม ดุดันและโดดเด่น ผสานเข้ากับการดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ตัวรถเผยให้เห็นเครื่องยนต์และท่อไอเสียที่เด่นชัดเจนพอๆ กับตัวรถ มีการเล่นสีสันระหว่างสีหลักของตัวรถกับสีดำของตัวเครื่องยนต์ตัดสลับกับสีโครเมียมตามแบบรถคลาสสิคได้อย่างลงตัว ถือว่าสวยงามมากจริงๆ ไฟหน้าคู่ตามเอกลักษณ์ของทางค่าย ภายในมีโลโก้ Triumph ด้านใน ให้กำลังส่องสว่างพอๆ หรือมากกว่ารถยนต์เสียด้วยซ้ำ (ระบบไฟส่องสว่างเป็น LED ทั้งระบบแล้ว) ต่ำลงมาด้านล่างจะเห็นล้อสีดำเงาดีไซน์ใหม่แบบ 20 ก้าน ใหญ่เล็กสลับกันดีไซน์คล้ายล้อรถยนต์ ด้านหลังแฮนด์บาร์ทรงกว้างที่ติดตั้งกระจกปลายแฮนด์จะเป็นเรือนไมล์ดิจิตอล จอสีแบบ TFT ปรับความสว่างอัตโนมัติ จึงแสดงผลได้ชัดเจนทุกสภาพแสง สามารถปรับเปลี่ยนการแสดงผลได้หลากหลาย แสดงผลได้ครบถ้วน อีกทั้งยังสามารถปรับระดับองศาการมองเห็นได้ ถัดเข้ามาอีกนิดจะเห็นสายคาดถังน้ำมันสเตนเลสและฝาถังแบบมอนซ่าที่เป็นจุดแสดงให้เห็นถึงความคลาสสิค แถมฝาปิดหม้อน้ำและฝาปิดน้ำมันเครื่องก็ยังมีดีไซน์แบบเดียวกัน แผงหม้อน้ำยังอุตส่าห์เก็บเนี้ยบใส่แถบคาดพร้อมโลโก้ค่ายมาอีก ด้านข้างด้านซ้ายห้องไอดีจะมีเพลทบอกชื่อรุ่น Rocket 3 R ด้านข้างจะมีเพลทบอกขนาดบนฝาเครื่องบ่งบอกพิกัดซีซี 2500 ซีซี และคอท่อไอเสียที่ต่อออกมาจากสามสูบพร้อมการ์ด โดยเดินท่อแบบออกด้านขวา 2 ข้างและซ้าย 1 ข้างแบบแนบเนียบมากๆ ครับ ท่อไอเสียยังขึ้นรูปด้วยวิธีไฮโดรฟอร์มซึ่งทำให้สามารถดีไซน์ท่อได้สวยงามซับซ้อน โดยที่การไหลของไอเสียก็ยังคงทำได้ดี แถมยังให้สุ้มเสียงที่ดุดันเร้าใจ เบาะนั่งเป็นเบาะหนังสองชิ้นพร้อมโลโก้เช่นเคย พักเท้าคนขับเองก็ยังแอบมีโลโก้ไทรอัมพ์อยู่ ส่วนพักเท้าคนซ้อนนั้นต้องสังเกตหน่อย เพราะเป็นพักเท้าแบบซ่อน พับเก็บ 2 สเต็ป สีกลืนไปกับตัวซับเฟรมท้ายเลยล่ะครับ เรียกว่าขี่คนเดียวก็พับเก็บซ่อนไป หล่อไปอี๊ก ท้ายรถจะเห็นไฟเบรกสีแดงยาวขนานไปกับครอบเฟรมท้าย โดยไฟเลี้ยวจะแยกไปอยู่กับกันดีดใกล้กับป้ายทะเบียนแทน ล้อหลังขนาด 16 นิ้วและหน้ายางขนาดใหญ่พิเศษตามสไตล์ครูเซอร์ไบค์ และเนื่องจากระบบส่งกำลังเป็นแบบขับเพลา ทำให้สามารถโชว์ความงามของดุมล้อหลังด้วยโลโก้ไทรอัมพ์เพิ่มเข้าไปได้อีก โชว์ความงามของหล่อได้ชัดเจนยิ่งขึ้น กระทั่งยางที่ใส่มายังใส่ยางอังกฤษมา พร้อมกับด้านข้างยางที่มีลวดลายธงชาติอังกฤษอีกด้วย เก็บทุกเม็ดสุดๆ ครับคันนี้ ขุมพลังขนาดยักษ์ ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นถือว่าเป็นที่สุดในหลายๆ ทางเช่นกันครับ เรียกว่าไม่ใช่แค่ดีไซน์และความงามที่มาแบบจัดเต็ม แต่เครื่องยนต์ก็จัดหนักแบบที่สุดในโลกเลยทีเดียว โดยเครื่องยนต์ที่ใช้เป็นเครื่องยนต์แบบ 3 สูบขนาด 2,458 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งเคลมแรงม้ามาที่ 167 แรงม้าที่ 6,000 รอบ และแรงบิดที่ 221 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ ซึ่งจัดว่าแรงที่สุดในโลก กระทั่งมีสถิติเวลาเร่งความเร็ว 0 – 96 กม./ชม. ได้ภายในเวลา 2.73 วินาที ทั้งๆ ที่รถหนักมากถึง 291 กก. ซึ่งเร็วกว่าที่ทางค่ายเคยเคลมไว้ที่ 3.2 วินาที เรียกว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังมหาศาลจริงๆ สมกับคำว่า โคตรแรงและแรงที่สุดในโลกแล้วจริงๆ ครับ จากการทดสอบก็รับรู้ได้จริงๆ ว่าแรงบิดมหาศาลมันเป็นยังไง การเร่งแซง การเร่งความเร็ว สามารถทำได้ง่าย สบายๆ มั่นใจ เลย เพราะแรงบิดมามากตั้งแต่รอบน้อยๆ โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่เกียร์ 1 – 3 แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะแรงจนเป็นม้าพยศ เพราะตัวรถมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ มาช่วยเสริมความปลอดภัยในจุดนี้ บวกกับระบบส่งกำลังไปที่ล้อหลังด้วยระบบเพลาขับ ทำให้ได้ความนุ่มนวลในการเดินคันเร่ง แต่ถ้าหากปิดตัวแทร็คชั่นคอนโทรลอาจจะเกิดการปัดของล้อหลังได้ ซึ่งจะต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น เพราะอาจคุมไม่อยู่ก็ได้ เพราะกำลังที่ให้มานั้นล้นเหลือมากๆ เอาอยู่ มาถึงช่วงล่าง เป็นส่วนสำคัญมากๆ เลย แน่นอนว่าช่วงล่างที่ให้มาถือว่าดีมากๆ โดยเฉพาะในส่วนของระบบเบรก ระบบกันสะเทือนนั้นอาจจะยังไม่ถึงขีดสุด แต่ก็ถือว่าดี โดยระบบกันสะเทือนที่ให้มานั้นเป็นของ Showa ผลิตให้ ด้านหน้าจะเป็นแบบอัพไซด์ดาวน์ ซึ่งตอนทดสอบรู้สึกถึงความกระด้างอยู่บ้างเล็กน้อย แต่เราสามารถปรับเซ็ตค่าต่างๆ ได้ ทั้งคอมเพรสชั่นและรีบาวด์ได้ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวแบบซับแทงค์ ทำงานได้ดี ช่วยให้เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ ระบบเบรกนั้นเรียกว่าจัดเต็มจัดหนัก เพื่อให้ตอบโจทย์กับเครื่องยนต์ที่ทรงพลังแรงดุจจรวดสมชื่อ Rocket 3 R ของครูเซอร์ไบค์ยักษ์คันนี้ ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema เรเดียลเมาท์โมโนบล็อก

Honda MSX125SF 2020 มีอะไรดี? Honda MSX125SF 2020 เปิดตัวแล้ว โดยมาพร้อมกับสีสันใหม่มากถึง 4 เฉดสีด้วยกัน โดย สี Black Tiger หรือสีดำ-ม่วงจะเป็นรุ่นที่ติดตั้งระบบเบรก ABS พร้อม G-Sensor ส่วนอีก 3 เฉดสีได้แก่ สี Red Spidy หรือสีแดง-น้ำเงิน, สี Yellow Strom หรือสีเหลือง-ดำ และสี White Scarlet หรือสีขาว-แดง จะเป็นรุ่นสแตนดาร์ด ไม่มี ABS นอกจากจะมีสีสันจัดจ้านตามที่กล่าวไปแล้วเจ้า MSX125SF ยังมีอะไรดีๆ อีกหลายอย่างด้วยกัน โดยเราไปทดสอบเพื่อเฟ้นห้าข้อดีมาให้แล้ว ก็มีดังต่อไปนี้ครับ ขี่ง่ายคล่องตัว เป็นรถมอเตอร์ไซค์จิตวิญญาณสปอร์ตที่มีขนาดเล็ก จึงขับง่ายขี่สนุก และให้ความคล่องตัวสูงมาก จะขี่ในเมือง นอกเมือง รถติดหรือไม่ติดไม่ใช่ปัญหา เจ้า MSX คันนี้ไปได้หมด ขี่สนุก ด้วยเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด PGM-FI ที่นอกจากจะประหยัดแล้ว ยังให้อัตราเร่งที่ดี เมื่อบวกกับคลัทช์มือ ก็ช่วยให้ขี่ได้สนุก ได้ฟีลลิ่งที่มันขึ้นไปในแบบของรถมีคลัทช์ ท่านั่งกระชับ ตัวรถนั้นออกแบบมาให้มีท่านั่งที่กระชับ ขับขี่ได้คล่อง คอนโทรลรถได้เป็นอย่างดี เบรกดีเอาอยู่ ระบบเบรกนั้นให้มาเป็นดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยตัวท็อปหรือรุ่น ABS นั้นจะติดตั้งระบบเบรก ABS มาด้วยเลย โดยทำงานร่วมกับ G Sensor ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์ IMU หรือเซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อย โดยจะจับสภาพการขับขี่ขณะเบรกและส่งสัญญาณไปที่ ECU เพื่อช่วยสร้างสมดุลของรถ ป้องกันอาการท้ายปัด ท้ายยก จากการเบรกกะทันหัน จึงมั่นใจในการขับขี่ได้มากขึ้น เบรกได้ปลอดภัยมากขึ้นครับ โช้คอัพซับดี โช้คหน้าให้มาเป็นโช้คแบบหัวกลับ ให้อารมณ์สปอร์ตกันแบบข้ามรุ่นกันเลย ซับแรงกระแทกได้ดี เรียกได้ว่าเหลือเฟือเหลือใช้ เหมาะกับมือใหม่ โดยเฉพาะกับไบค์เกอร์มือใหม่ที่เพิ่งจะหัดขับรถมีคลัทช์ เพราะตัวรถมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา เครื่องยนต์ไม่ใหญ่จนเกินไป ช่วยให้ได้ลองฝึกฝีมือ ฝึกการใช้คลัทช์ ดีไซน์โดดเด่น ดีไซน์ของ MSX125SF นั้นไม่เหมือนใคร มีความล้ำสมัย คล้ายๆ หุ่นยนต์ และแฝงไปด้วยความสนุกสนานภายใน ให้ความโดดเด่นที่ไม่เหมือนใคร โดยรวมๆ แล้วถือว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กที่มาพร้อมคลัทช์ ให้ฟีลลิ่งในการขับขี่ในแบบสปอร์ต มากกว่าจะเป็นรถครอบครัว เหมาะกับวัยรุ่นที่ชอบความสนุกสนาน เร้าใจ เป็นอย่างยิ่ง แต่คนที่ไม่ใช่วัยรุ่น แต่ต้องการความสนุกเร้าใจเล็กๆ ก็จัดได้ไม่ผิดหวัง สนนราคาค่าตัวสำหรับรุ่นปกติ ราคาแนะนำที่ 70,940 บาท ส่วนรุ่น ABS ราคาแนะนำที่ 78,480 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Grand Filano Hybrid กับ 8 ข้อดี ที่ต้องยกนิ้วให้ว่าเจ๋ง Grand Filano Hybrid สกู๊ตเตอร์ไฮบริดสุดหรูจาก Yamaha นั้น แม้จะไม่ได้เป็นโมเดลใหม่ล่าสุดในปีนี้ แต่ก็เป็นโมเดลที่มีความน่าสนใจ และเข้ากับกระแสรักษ์โลกที่มาแรงในระยะหลังๆ มานี้ เราก็ไม่พลาดที่จะหยิบยกเอามานำเสนอจุดเด่นต่างๆ ที่เราคิดว่าเจ๋งสำหรับโมเดลนี้กันครับ 1.ประหยัดสุด Grand Filano Hybrid คันนี้ประหยัดสุดด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำอย่างระบบ Hybrid และระบบ Stop & Start System ซึ่งระบบไฮบริดก็เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปแล้ว โดยเฉพาะในรถยนต์ที่มีมานานมากแล้ว แต่ระบบไฮบริดในมอเตอร์ไซค์เนี่ยเพิ่งมีมาไม่นาน โดยระบบไฮบริดของแกรนด์ ฟิลาโน ไฮบริด ใช้มอเตอร์ Smart Motor Generator ช่วยส่งกำลังในตอนออกตัว ช่วยให้เร่งความเร็วได้ดี และประหยัดน้ำมัน ส่วนระบบ Stop & Start System ช่วยให้ประหยัดน้ำมันด้วยการดับเครื่องยนต์อัตโนมัติเวลารถจอดนิ่ง (ตอนติดไฟแดง จอดรถรอภรรยา) ช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันได้เป็นอย่างดี และเพียงคุณเปิดคันเร่งก็จะสามารถออกตัวได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาสตาร์ทรถใหม่ ในรูปอาจจะเห็นว่าตัวเลขก็ไม่ได้เวอร์วังอะไร แต่จะบอกว่าจริงๆ คนทดสอบตัวใหญ่แถมซิ่งยับๆ 80 – 100 กม./ชม.ตลอด ดังนั้นถ้าขี่แบบธรรมดาๆ ล่ะก็จะยิ่งประหยัดกว่าตัวเลขที่เห็นนี่อีกครับ ระบบเบรก ABS ปลอดภัย หายห่วง นอกจากประหยัดสุดๆ ที่เป็นจุดเด่นของโมเดลนี้แล้ว Yamaha ไม่ได้อยากคุณแค่ประหยัดเท่านั้น ยามาฮ่ายังใส่ใจถึงความปลอดภัยของผู้ขับขี่ ได้ทำการติดตั้งระบบเบรก ABS ที่ด้านหน้ามาให้ด้วย ช่วยป้องกันล้อล็อกได้ดีระดับนึงเลยทีเดียวล่ะครับ จากการที่เราไปทดสอบกัน หน้าจอเรือนไมล์สีสุดล้ำ เจ้าแกรนด์ ฟิลาโน ไฮบริดคันนี้ยังล้ำด้วยหน้าจอเรือนไมล์ TFT แบบสีขนาดเล็กด้านล่างเกจวัดความเร็วแบบอนาล็อก ที่ให้กลิ่นอายความคลาสสิค แต่มีความโมเดิร์นจากหน้าจอสีด้านล่าง ที่แสดงผลข้อมูลต่างๆ อย่างสวยงามชัดเจน อาทิ เวลา ปริมาณน้ำมัน อัตราการสิ้นเปลือง ระดับคะแนนการประหยัดน้ำมัน และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนการแสดงผลได้ง่ายได้ด้วยปุ่มเพียงปุ่มเดียว เติมน้ำมันง่ายสะดวก ด้วยช่องเติมน้ำมันด้านหน้าของตัวรถ ทำให้คุณสามารถจอดเติมน้ำมันได้ง่ายได้ยิ่งขึ้น เพียงแค่ดับเครื่องเปิดฝาถังน้ำมันด้านหน้าผ่านระบบสมาร์ทคีย์ก็สามารถเติมน้ำมันได้ทันที ไม่ต้องลบจากรถเพื่อเปิดเบาะ เวลาที่จะเติมน้ำมันแบบรถครอบครัวรุ่นอื่นๆ อีกต่อไป ช่วยให้ชีวิตของคุณยิ่งสะดวกสบายยิ่งขึ้น ระบบสมาร์ทคีย์ ระบบสมาร์ทคีย์หรือระบบกุญแจอัจฉริยะ ให้คุณสะดวกสบายมากกว่า เพียงแค่พกกุญแจอัจฉริยะไว้ที่ตัว (ไม่ต้องเสียบ) คุณก็สามารถที่จะปลดล็อกรถ ปลดล็อกสตาร์ทหรือดับเครื่องยนต์ ปลดล็อกเบาะหรือฝาถังน้ำมันง่ายๆ ได้แค่บิดที่แผงควบคุมด้านหน้าขวามือใต้ช่องจ่ายไฟ ได้ง่ายๆ สบายๆ ไม่ต้องมาคอยเสียบกุญแจอีกต่อไป ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมเหมือนรถยนต์เลยล่ะครับ ช่องจ่ายไฟด้านหน้า บริเวณด้านหน้าเหนือแผงควบคุมระบบกุญแจอัจฉริยะหรือสมาร์ทคีย์นั้น จะมีช่องสำหรับจ่ายไฟด้านหน้า ซึ่งเหมาะสำหรับจ่ายไฟให้กับสมาร์ทโฟนของคุณ พร้อมช่องสำหรับใส่ของด้านหน้า ซึ่งก็สามารถใส่มือถือขณะเสียบชาร์จไฟได้ เรียกได้ว่าสะดวกสบาย ตอบโจทย์ชีวิตคนรุ่นใหม่จริงๆ ช่องเก็บของขนาดใหญ่ใต้เบาะพร้อมไฟส่องสว่าง สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยช่องเก็บของขนาดใหญ่ใต้เบาะ จุได้ถึง 27 ลิตร ให้คุณเก็บสัมภาระต่างๆ หรือหมวกกันน็อกแบบครึ่งใบได้สบายๆ หายห่วง ไม่ต้องกลัวหายอีกต่อไป พร้อมกับไฟส่องสว่างแบบ LED ด้านในช่วยให้คุณหาของได้ง่ายขึ้น แม้ในที่แสงน้อย เช่นที่จอดรถในห้าง หรือเวลาค่ำคืนที่มักจะมีปัญหากัน พักเท้าคนซ้อน แค่กดก็พร้อมใช้ เป็นอีกหนึ่งจุดเล็กๆ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ กับการที่พักเท้าคนซ้อนนั้นสามารถใช้ปลายเท้ากดลงไปแล้วพักเท้าก็จะเด้งแล้วกางออกมา พร้อมใช้งานได้ทันที เรียกได้ว่าสะดวก ไม่ต้องคอยเอามือไปจับกางออกให้มือสกปรกอีกต่อไปครับ งานนี้บรรดาสาวๆ ที่นั่งซ้อนน่าจะถูกใจเลยล่ะครับ เวลาเก็บก็ใช้ปลายเท้าดันเข้าไปเบาๆ ก็พับเก็บได้ไม่ยากครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Yamaha NMAX 155 2020 พร้อมแนวทางการแต่งซิ่ง หลังจากไปเปิดตัวที่ประเทศอินโดนีเซียเสียตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และปล่อยให้สาวกยามาฮ่าเฝ้ารอคอยว่าจะเข้าประเทศไทยมาเมื่อไหร่ จนกระทั่งล่วงเลยมานานหลายเดือน กระทั่งในที่สุดทางค่ายก็กระซิบมาว่ามีทดสอบรอบสื่อนะ แน่นอนว่าเราย่อมไม่พลาดโอกาสดีๆ ในคราวนี้ รีวิว Yamaha NMAX 155 2020 คราวนี้จะมาแปลกๆ หน่อย ไม่ใช่แค่รีวิวและทดสอบธรรมดาๆ แต่จะมาพร้อมการแนวทางการแต่งซิ่งด้วย เราลองมาติดตามกันดูครับ รูปลักษณ์พรีเมี่ยม เจ้า NMAX 155 2020 นี้มีรูปทรงที่เพรียวบางมากขึ้น เมื่อเทียบกับโมเดลเก่า ระบบไฟหน้าและไฟท้ายเป็น LED ทั้งหมด (เว้นไฟเลี้ยว) โดยไฟหน้านั้นได้รับการออกแบบใหม่ แยกเป็นสองชั้น พร้อมมีเดย์ไทม์รันนิงไลท์ (ไฟเดย์ไลท์แบบที่นิยมเรียกกัน) อยู่ภายใน ไฟเลี้ยวเป็นแบบบิลต์อินเนียนไปกับแฟริ่ง ไฟท้ายก็ออกแบบใหม่เช่นกัน โดยในโคมจะไฟเลี้ยวอยู่ด้วยเลย เรือนไมล์เองก็เป็นดีไซน์ใหม่ เป็นหน้าจอแบบดิจิตอล แสดงผลข้อมูลต่างๆ รวมไปถึงการทำงานของระบบต่างๆ ได้ครบถ้วน มองเห็นได้ชัดเจนแม้เวลาแสงจ้า รวมถึงสามารถปรับเปลี่ยนโหมดการแสดงผลผ่านสวิตช์ที่แฮนด์ด้านซ้ายได้อย่างง่ายได้ ตัวงานประกอบแฟริ่งชุดสีนั้น เก็บงานได้แนบเนียน สวยงาม ตัวรถมีสันให้เลือกมากถึง 4 เฉดสีแบบสีด้านด้วยกัน น่าจะถูกใจหลายๆ คน ขุมพลัง Bluecore เครื่องยนต์ที่ใช้นั้นยังคงเป็นเครื่องยนต์บลูคอร์ขนาด 155 ซีซีสูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ แต่มีการปรับเปลี่ยนใหม่ มีกำลังอัดมากขึ้นจากการปรับเปลี่ยนหัวลูกสูบแบบฟอร์จให้นูนขึ้น ทำให้มีกำลังแรงเพิ่มขึ้น แม้จะไม่มากแต่ก็แรงขึ้นจริง กระบอกสูบเคลือบไดอะซิลพร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำแบบเต็มระบบ ช่วยระบายความร้อนได้ดี ฝาสูบเองก็ออกแบบใหม่ พร้อมท่อไอดีแบบคอคอดเร่งความเร็วส่วนผสมไอดีเข้าห้องเผาไหม้ได้เร็วยิ่งขึ้น ห้องอากาศก่อนจะเข้าเครื่องยนต์นั้นมีการออกแบบใหม่ให้มีปริมาตรความจุมากขึ้น 16 เปอร์เซ็นต์ ทำให้สามารถเติมอากาศเข้าไปผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงฝั่งไอดีได้ดียิ่งขึ้น มีการออกแบบให้ตัวท่อแคทฯ มาอยู่ตรงข้างหม้อน้ำด้านนอกท่อไอเสีย ซึ่งช่วยลดมลพิษได้ดียิ่งขึ้น (งานนี้สายซิ่งชอบโมดิฟายตัดแคทฯ ออกก็ซิ่งได้เลย) ระบบส่งกำลังแบบสายพานมีการออกแบบชุดชามขับด้านในใหม่ ให้มีองศาชันมากขึ้น เพื่อให้สายพานขึ้นได้สูงกว่าเดิม ทำให้ได้ความเร็วปลายเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ตัวรถยังมีมอเตอร์เจเนอเรเตอร์แบบใหม่ซึ่งมาใช้ทำงานร่วมกับระบบ Stop and Start System ที่จะทำงานเวลารถหยุดนิ่ง (เช่นตอนติดไฟแดง) เครื่องยนต์จะดับเพื่อประหยัดน้ำมัน และเมื่อบิดคันเร่งก็พร้อมจะออกตัวได้ในทันที แรงขึ้นจริง จากการทดสอบขับขี่ พบว่าเครื่องยนต์ให้กำลังต้นได้ดีกว่าเดิม เพราะได้กำลังอัดเครื่องยนต์เพิ่มมากขึ้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่จะมีแรงบิดเพิ่มมากขึ้นจากการจุดระเบิด พร้อมกับระบบวาล์วแปรผัน VVA ที่จะช่วยเพิ่มการทำงานของวาล์วในช่วงรอบเครื่องยนต์สูง จะช่วยจ่ายส่วนผสมน้ำมันและอากาศ ได้มากขึ้น ทำให้เครื่องยนต์ได้แรงบิดในทุกย่านรอบ ทำให้ขับขี่ได้สนุกมากยิ่งขึ้น ความรู้สึกตอน VVA ทำงานรู้สึกได้ถึงรอบเครื่องที่มาไวขึ้น ความเร็วมาเร็วขึ้น ช่วงความเร็วที่ 50-70 กิโลเมตร/ชั่วโมง เป็นช่วงที่ผมรู้สึกสนุกกับมัน ได้ฟีลลิ่งสปอร์ตดีครับ การสลาลม รู้สึกได้ว่าเครื่องยนต์ส่งกำลังในช่วงนี้ดีเป็นพิเศษ มันจะช่วยให้เร่งแซงได้ดี หรือจะเติมคันเร่งในการเข้าโค้งก็เป็นเรื่องง่าย พร้อมจะเสริมความคล่องตัวในการเลี้ยวได้เป็นอย่างดี ควบคุมมั่นใจ ตัวรถมีการปรับเปลี่ยนช่วงล่างมาใหม่ ตั้งแต่เฟรมของรถที่เปลี่ยนมาใช้เป็นแบบอันเดอร์โบน ที่มีการเสริมเพิ่มความแข็งแรงและมั่นคงกว่าเดิม และแชสซีใหม่ก็ให้ระยะเทรลที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ช่วยให้รถมีความเสถียรมากขึ้น ในส่วนของระบบกันสะเทือนนั้น โช้คหน้ามีการปรับเปลี่ยนความยาวของสปริงให้สั้นลงและเพิ่มค่าความแข็งของสปริงให้มีค่าที่แข็งมากขึ้น ให้ฟีลลิ่งที่มั่นใจมากขึ้น ทั้งในย่านความเร็วต่ำ และย่านความเร็วสูงและช่วยเพิ่มการยึดเกาะและรับโหลดน้ำหนักได้มากขึ้น ถือว่าทางยามาฮ่าทำได้ออกมาเป็นอย่างดี ถูกใจแน่นอน ส่วนโช้คหลังก็ทำงานได้ดีไม่แพ้โช้คหน้า ทำให้ขับขี่ได้มั่นใจมากยิ่งขึ้น จากการทดลองขับขี่ การเข้าโค้งกับช่วงล่างใหม่ที่ให้มาให้ฟีลลิ่งดีกว่าตัวเก่าเยอะพอสมควร เพราะเป็นโช้คที่พัฒนามาจากตัวเก่า เพิ่มค่าความแข็งของสปริง โดยใช้สปริงที่สั้นกว่าของเดิม อีกทั้งตัวรถยังมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำลง จากการมีถังน้ำมันที่อยู่ตรงกลางตัวรถและมีขนาดความจุมากขึ้น ทำให้รถมั่นคงมากขึ้น ขับขี่มั่นใจ ขี่ได้สนุกขึ้น และไปได้ไกลขึ้น ในส่วนของระบบเบรกนั้นให้มาเป็นดิสก์เบรกทั้งหน้าและหลังพร้อมระบบเบรก ABS ยังถือว่าให้ของที่คุ้มค่าและยังคงคำนึงถึงระบบความปลอดภัยระดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ เราจะพูดถึงฟีลลิ่งในการเบรกนั้นชัดเจนมากๆ การกำเบรกหนักๆ จากความเร็ว 70 กิโลเมตร/ชั่วโมง รู้สึกว่าเสถียรและนิ่ง มีอาการที่ก้านเบรกเล็กน้อยเท่านั้น เรียกว่าทำได้ดีมากจริงๆ อันนึงที่รู้สึกได้อาจจะเกี่ยวกับการเปลี่ยนสปริงไส้โช้คหน้าให้มีค่าความแข็งที่มากขึ้น จึงช่วยซับแรงเฉื่อยจากการเบรกก่อนที่จะส่งลงล้อและยางได้เป็นอย่างดี การกำเบรกหน้าและหลังพร้อมกัน ก็ให้ระยะการเบรกที่มั่นใจและสั้นลงมาก พร้อมกับการทำงานของ ABS ที่มีความเสถียรกว่าตัวเก่าพอสมควร ท่านั่งขับขี่ ท่านั่งยังคงเหมือนเดิม สามารถที่จะวางเท้าได้ทั้งสองแบบ วางแบบยืดขาไปข้างหน้าหรือจะนั่งท่าปกติก็ได้ ตามความถนัดการขับขี่ การจับแฮนด์บาร์บังคับเลี้ยวยังกว้างเท่าเดิมโดยวัดจากปลายแฮนด์ซ้ายไปขวา บังคับเลี้ยวได้อย่างคล่องตัว ในการขับขี่ในสนามผมยังคงใช้ท่าขับปกติไม่ได้โหนไม่ได้โยกตัวอะไรมากมายแต่อย่างใดใช้เพียงน้ำหนักจากมือกดปลายแฮนด์ในการบังคับเลี้ยว ก็สามารถทำได้ดี รู้สึกสบายๆ ไม่ได้ฝืนร่างกายมากมาย ถือว่า การจับแฮนด์ ท่านั่ง การวางเท้า ทำได้ดี เหมาะสำหรับการขับขี่ที่คล่องตัวทุกสภาวะถนน เบาะเป็นแบบชิ้นเดียว แต่ดีไซน์เป็นสองระดับพร้อมที่จับคนซ้อนดีไซน์ใหม่จับกระชับเข้ากับด้านท้ายรถ ช่วยให้คนซ้อนนั่งได้อย่างสบายใจมากยิ่งขึ้น นอกจากที่กล่าวๆ มาแล้ว ตัว NMAX 155 2020 ยังมีฟีเจอร์อำนวยความสะดวกสบายๆ ตามแบบของสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมอีกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นกุญแจแบบสมาร์ทคีย์ หรือคีย์เลส ที่มีมาให้จากโรงงาน ถ้าสังเกตจะเหมือนกับรุ่นใหญ่อย่าง Xmax และรุ่นยอดนิยมอย่าง Grand Filano Hybrid

รีวิว Yamaha XSR700 โดดเด่นเรื่องสไตล์ ไม่อายใครเรื่องความแรง เมื่อพูดถึงมอเตอร์ไบค์ในสไตล์ที่เรียกว่าโมเดิร์นคลาสสิคไบค์นั้น คุณพอจะนึกออกใช้มั้ยครับว่ามันคือรถที่มีสไตล์แบบคลาสสิค แต่มีการผสมผสานเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่หรือโมเดิร์นใส่เข้าไปช่วยในหลายๆ จุด เช่น ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย หรือจะเป็นความทนทาน เป็นต้น ซึ่งหลายๆ ค่ายก็จะมีแนวทางของตัวเองแตกต่างกันออกไป และบางครั้งก็อาจจะทำให้เราสับสนได้บ้าง แต่สำหรับครั้งนี้แล้วเราได้ทำการ รีวิว Yamaha XSR700 สปอร์ตเฮริเทจไบค์มาทดสอบและรีวิวกัน แม้ว่าทางค่ายส้อมเสียงจะไม่ได้ใช้คำเปรยเรียกชื่อรถตัวเองว่าเป็นโมเดิร์นคลาสสิค ถึงจะเข้าข่ายว่าเป็นก็เถอะ ซึ่งทางค่ายใช้คำว่าสปอร์ตเฮริเทจเพื่อสื่อถึงความคลาสสิคที่สืบทอดต่อๆ กันมาเป็นมรดกตกทอด และเพิ่มคำว่าสปอร์ตเข้ามาเพื่อให้เห็นและสัมผัสได้ว่ารถของพวกเขานั้นเด่นเรื่องสมรรถนะในแบบสปอร์ตอีกด้วย โดดเด่น Yamaha XSR700 นั้นมีดีไซน์ที่เรียกว่าโดดเด่น มีองค์ประกอบหลายๆ ส่วนที่มีความคลาสสิค ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากมอเตอร์ไบค์ยุคแรกๆ ของยามาฮ่าอย่าง XS แต่ก็แอบแฝงไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นสมัยใหม่ อาทิเช่น ไฟหน้า ไฟท้าย และเรือนไมล์เดี่ยว ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้มาในแบบทรงกลมคลาสสิค แต่ใส่เทคโนโลยีแบบสมัยใหม่เข้าไป ไฟหน้ามีไฟหรี่เป็นวงแหวนด้านในดูสวยงามลงตัว และไฟท้าย LED ให้ทัศนวิสัยที่ดี เพิ่มความปลอดภัย ส่วนเรือนไมล์เป็นแบบดิจิตอล แสดงผลข้อมูลต่างๆ ได้ชัดเจนแม้ยามแสงจ้า ถังน้ำมันทรงยาวรีเว้ารับต้นขา มีการเล่นเส้ยสายและน็อตด้านบน พร้อมโลโก้ตระกูล XSR ด้านบนดูเรโทรไม่เบา เบาะหนังพิเศษแบบ 2 เนื้อ ส่วนของคนขี่เป็นแบบหนังเรียบ ส่วนของคนซ้อนเป็นแบบหนังกลับและเก็บรายละเอียดที่ปลายเบาะเป็นโลโก้ของรุ่น ล้อแม็กแบบ 10 ก้านเล็กเข้าคู่กันกับจานเบรกแบบหยักและโช้คเทเลสโคปิกตามแบบของรถคลาสสิคได้เป็นอย่างดี นอกจากดีไซน์ตามแบบคลาสสิคแล้วยังแอบดุดันด้วยการออกแบบให้เผยเส้นสายของตัวรถ เครื่องยนต์และและเฟรมของตัวรถอย่างชัดเจน ให้ภาพลักษณ์ที่ดูเท่และดุดัน ดุดัน ขุมพลังของเจ้า XSR700 นั้นเป็นเครื่องยนต์ตัวเดียวกับของ MT-07 หรือก็คือเครื่อง CP2 (ครอสเพลนทู) เป็นเครื่องแบบ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งเด่นเรื่องพละกำลัง โดยเฉพาะในช่วงต้นที่มากเป็นพิเศษ แต่ด้วยการออกแบบแคร้งชาฟต์แบบองศาการจุดระเบิดที่ 270 องศา ทำให้เครื่องยนต์นั้นมีกำลังให้เรียกใช้มากขึ้นในทุกๆ ช่วง ทุกๆ ย่านความเร็วรอบ เราเอาไปทดสอบบนไดโน่ก็เห็นได้ว่าตัวเลขแรงม้ากว่าครึ่งก็มาตั้งแต่ช่วงแรกๆ จริงๆ และแรงม้าสูงสุดที่เราทดสอบได้ก็คือที่ประมาณ 66 แรงม้า และจากการทดสอบขับขี่บนท้องจริงๆ ก็เป็นเช่นนั้น ตอบสนองได้รวดเร็วโดยเฉพาะช่วงตีนต้น เรียกใช้พละกำลังได้เร็ว แทบทุกย่านความเร็วรอบ เรียกว่าดุดัน แต่ก็ไม่ถึงกับกระโชกโฮกฮากรุนแรงจนควบคุมได้ยาก ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ดุดัน มีความมันและความดิบแอบซ่อนอยู่ ง่ายและสบาย ช่วงล่างของรถแม้ว่าจะไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษเลิศหรู โช้คหน้ายังเป็นเทเลสโคปิกขนาดแกน 41 มม. ระยะยุบ 130 มม. โช้คหลังเดี่ยวพร้อมกระเดื่อง ระยะยุบ 130 มม.เท่ากันนั้น กลับให้ความนุ่มสบายกว่าที่คิด เมื่อเข้าคู่กับเบาะนั่งที่หนาและนุ่มสบาย ช่วยซับแรงกระแทกต่างๆ ได้ดี นุ่มนวลผิดคาด ถึงเครื่องยนต์จะแอบดุไปหน่อยก็ตาม ตัวรถนั้นใช้แฮนด์บาร์กลางๆ ซึ่งทำให้ได้ท่านั่งหลังตรง อีกทั้งตัวรถก็มีน้ำหนักค่อนข้างเบา จึงขับขี่และควบคุมรถได้ง่ายยิ่งขึ้น นั่งได้สบาย ไม่ปวดหลัง ขับขี่ทางไกลได้ไม่เป็นปัญหามากนัก อาจจะติดเรื่องที่เป็นรถไม่มีแฟริ่งหรือชิลด์หน้า ทำให้อาจจะเจอลมปะทะมากไปหน่อย แต่หากขับขี่ใช้งานในเมืองทั่วไปนั้นไม่มีปัญหา สามารถซอกแซกไปได้ไม่ยากเย็น เบาะนั่งไม่สูงมาก แต่คนตัวเล็กหน่อยอาจจะต้องเขย่งปลายเท้าได้ ตัวยางของโมเดลที่นำมาทดสอบนั้นจะต่างออกไปนิดหน่อยเพราะมีการเปลี่ยนยางมาแล้วจากเดิมที่เป็น Pirelli Phantom Sportcomp ที่เป็นยางที่ทีลายดอกยางในแบบของคลาสสิค แต่ก็มีสมรรถนะและโปรไฟล์ค่อนไปทางสปอร์ต แต่รถทดสอบนั้นถูกเปลี่ยนมาเป็น Pirelli Angel GTII ที่เป็นยางสไตล์สปอร์ตทัวริ่ง ก็ให้การยึดเกาะที่ดีทั้งทางตรงและโค้ง อาจจะทำให้ฟีลแตกต่างไปบ้าง แต่อาจจะไม่ถึงกับมากนัก ดังนั้นแนะนำให้ไปลองขี่ตัวเดโม่ที่ศูนย์อีกทีเพื่อความแน่ใจก็ได้นะครับ ระบบเบรกนั้นจัดเต็มดิสก์หน้าคู่แบบหยักดูสวยงามลงตัว ดิสก์หลังเดี่ยว แน่นอนว่ามีระบบเบรก ABS ช่วยให้มั่นใจในเรื่องการเบรกว่าจะเบรกได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เบรกได้มั่นใจแม้ว่าพละกำลังของรถจะมีค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับรถระดับเดียวกัน สรุป โดยสรุปแล้วสำหรับ Yamaha XSR700 ก็ถือเป็นโมเดิร์นคลาสสิคไบค์ที่เรียกว่าไม่ได้มีดีแค่เรื่องหน้าตาอย่างเดียว ความแรงก็ถือว่าไม่แพ้ใครในคลาสเดียวกัน เป็นรถที่มีสไตล์เป็นของตัวเองค่อนข้างชัดเจน ไม่ได้มีความคลาสสิคจัดๆ ให้กลิ่นอายของความคลาสสิคแต่ก็แอบซ่อนความดุดัน ความเข้ม และความสปอร์ตเอาไว้พอสมควร เหมาะกับนักบิดที่มีสไตล์ ไม่เกี่ยงเรื่องวัย แต่คิดว่าน่าจะถูกใจวัยรุ่น ด้วยความแรงของมัน แต่ก็ต้องระวังสำหรับมือใหม่ ก็เพราะความแรงนี่ล่ะครับ ส่วนในเรื่องของความคุ้มค่า เมื่อเทียบกับราคา 339,000 บาทแล้ว ถือว่าคุ้มค่า กับรถพิกัดนี้กับอ็อพชั่นประมาณนี้ และรถยังใช้งานได้ไม่จำกัดแค่ในเมือง ขี่เดินทางไกลก็ทำได้ แม้จะไม่สะดวกสบายเท่าสายตรงแบบทัวริ่ง แต่สบายกว่าสปอร์ตจ๋าๆ แน่นอนครับ สเปก เครื่องยนต์ CP2 แบบ 2 สูบเรียง 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 689 ซีซี ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ

รีวิว Burgman 400 แอบหรู ดูแพง ช่วงล่างแจ่ม Burgman 400 คือสกู๊ตเตอร์ระดับกลางของ Suzuki (มีรุ่นใหญ่เป็น 650) ซึ่งเคยเปิดตัวในแบบทั่วโลกครั้งแรกในปี 1998 (บางประเทศเรียกว่า Skywave 400) และโมเดลล่าสุดนี้ถือว่าเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 แล้ว เรียกได้ว่ามีอายุยาวนานไม่น้อยเลยทีเดียว โมเดลที่เรานำมาทดสอบคราวนี้เป็นเจเนอเรชั่นล่าสุด ซึ่งทางค่ายจะโดดเด่นในเรื่องของความสปอร์ตที่มีมากขึ้น ในขณะเดียวกันตัวรถก็พัฒนาให้มีขนาดเล็กลงและเบามากขึ้น ท่านั่งเองก็ปรับเปลี่ยนใหม่ให้ฟีลสปอร์ตมากขึ้น เหมาะกับการขับขี่ที่คล่องตัวมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งความหรูหราและความสะดวกสบายตามแบบฉบับของสกู๊ตเตอร์ รูปลักษณ์ เบิร์กแมน 400 คันนี้มีดีไซน์ที่แตกต่างไม่เหมือนใครเลย เมื่อเทียบกับสกู๊ตเตอร์รุ่นใกล้เคียง ชิลด์หน้านั้นมีขนาดใหญ่ตามแบบฉบับของรถในสไตล์นี้ ระบบไฟส่องสว่างปรับเปลี่ยนมาเป็นระบบไฟ LED ตามแบบสมัยใหม่ ไฟเลี้ยวเป็นแบบฝังภายในตัวแฟริ่งซึ่งดูสวยงาม หรูหรา ไม่ออกมาเกะกะเป็นติ่งไฟเลี้ยวแยกออกมา ตัวรถเลือกใช้ล้อหน้าขนาด 15 นิ้ว ล้อหลังขนาด 13 นิ้ว ดีไซน์ 5 ก้านคู่ แบบตัว Y มีความลงตัวในเรื่องของมิติรถที่ดีเลยจากล้อที่ให้มา ตัวรถเองก็มีความเพรียวบาง แต่มีฐานล้อยาว ฟุตบอร์ดหรือที่วางเท้าส่วนปลายที่ตรงกลับที่เรานั่งนั้นจะอออกแบบมาเป็นพิเศษให้เว้าเข้าไป ซึ่งส่วนนี้ใกล้กับข้อเท้า ทำให้เวลาเอาขาลงแตะพื้นเวลาจะจอดรถ จอดติดไฟแดง นั้นทำได้ง่ายมากขึ้น ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ได้มากขึ้น ทำให้คนตัวเล็กก็สามารถขี่เจ้าเบิ้มคันนี้ได้ไม่ยาก เบาะเยาวแบ่งความสูงออกเป็น 2 ระดับ สำหรับคนขี่และคนซ้อน ส่วนของคนขี่นั้นมีที่พิงซึ่งสามารถปรับระยะให้เหมาะสมกับขนาดตัวของคนขี่ได้ ในส่วนฟังก์ชั่นของความสะดวกสบายนั้นหลักๆ ก็จะเป็นช่องเก็บสัมภาระที่ด้านหน้า 2 ช่อง พร้อมช่องจ่ายไฟสำหรับชาร์จไฟให้กับอุปกรณ์ต่างๆ แน่นอนว่าช่องเก็บของใต้เบาะก็ใหญ่เบิ้ม ใส่หมวกกันน็อกได้ 2 ใบ (เต็มใบ 1 ใบ และครึ่งใบ 1 ใบ) โดยจะมีโช้คค้ำเบาะให้เปิดค้างได้ ซึ่งสะดวกดี และยังมีช่องสำหรับคล้องโซ่ไว้ล็อกรถกันหายได้ด้วย ขุมพลัง เจ้าสกู๊ตเตอร์ระดับกลางพิกัด 400 ซีซีคันนี้ ใช้เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 399 ซีซีแบบระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมแรงม้ามาที่ 30.5 แรงม้าที่ 6,300 รอบ และ 26.5 ฟุตปอนด์ที่ 4,800 รอบ จากการทดสอบขับขี่นั้น เครื่องยนต์ตัวนี้ให้กำลังที่ดีตั้งแต่ในช่วงต้น – ช่วงกลาง ซึ่งเป็นช่วงของการออกตัวไปจนถึงช่วงของการเร่งแซงความเร็ว 60-100 กม./ชม. ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมือง และจากการทดสอบหาความเร็วท็อปสปีดก็ทำได้ที่ราวๆ 140 – 142 กม./ชม. ที่รอบเครื่องยนต์ 8,500 รอบ/นาที (ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวผู้ขับขี่ด้วย) นอกจากนี้เรายังได้ทดสอบเพื่อหาอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ตัวเลขออกมาที่ 24 กม./ลิตร เมื่อคำนวณคร่าวๆ จากถังน้ำมันขนาด 13.5 ลิตร ก็จะสามารถไปได้ไม่ต่ำกว่า 300 กิโลเมตรต่อน้ำมัน 1 ถัง จึงถือว่าเป็นสกู๊ตเตอร์ที่จะใช้งานในเมืองและออกทริปได้อย่างสบายๆ ช่วงล่าง พูดถึงเรื่องช่วงล่าง ต้องบอกเลย ส่วนนี้เป็นส่วนที่เด่นมากๆของการ รีวิว Burgman 400 เลยล่ะครับ เรื่องแรกเลยคือด้านหน้าจัดเต็มระบบเบรกแบบดิสก์คู่ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง อีกทั้งยังมีระบบเบรกมือเพิ่มเข้ามา ช่วยให้สามารถจอดรถบนทางลาดชันได้อย่างปลอดภัย ฟีลลิ่งของเบรก ให้ความรู้สึกนุ่มนวล ไม่มีอาการฝืนของลูกสูบเบรก น่าจะมาจากการที่ระบบเรกสามารถกระจายแรงดันน้ำมันเบรนกได้อย่างเหมาะสม สร้างแรงกดลูกสูบเบรกได้ดี เบรกหลังเองก็สามารถใช้งานได้ดี ใช้ชะลอความเร็วได้ชะงัดนัก ในส่วนของระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวที่ทำงานร่วมกับกระเดื่องทด ซึ่งทั้งด้านหน้าและด้านหลังออกแบบมาได้ดีมากๆ ขับขี่ได้มั่นใจให้ความหนึบ นิ่ง แต่ก็นุ่มนวล ซับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี เรียกว่าได้ฟีลลิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เคยขี่สกู๊ตเตอร์มาหลายๆ รุ่นเลยก็ว่าได้ โช้คหลังยังสามารถปรับค่าแข็งอ่อนได้อีก 7 ระดับ สำหรับผมบอกได้เลยว่า ตอบสนองได้ดีมากๆ ไม่ว่าจะทางตรงที่ต้องเจอกับรอยต่อของถนนคอนกรีตหรือคอสะพาน หรือเวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่ำหรือความเร็วสูงก็ทำได้ดี ทำได้นุ่มและเนียนอย่างเห็นได้ชัดจริงๆ ขับขี่ ตัวรถ Burgman 400 ออกแบบให้ท่านั่งขับขี่ออกมาในสไตล์ของสปอร์ต รู้สึกได้ถึงความกระชับ มั่นคงในการขับขี่ เป็นเพราะตัวเบาะที่มีซับเบาะหลังคนขับสามารถปรับเลื่อนขึ้นมาได้ (สำหรับคนที่แขนสั้น ขาไม่ถึง) ทำให้รู้สึกมั่นคงไม่ไหลถอยหลังขณะเปิดคันเร่ง แฮนด์บาร์อยู่ในระยะที่พอดิบพอดี ไม่สูงจนเกินไป การวางพักเท้าก็สามารถวางได้เหมาะสม ถูกต้องตามสรีระร่างกาย อันนี้ก็ต้องบอกเลยว่า อยากให้ไปลองนั่งคันจริงกันเองดีกว่า เพราะบางคนก็รูปร่าง ไม่เท่ากัน แต่สำหรับผมแล้วถือว่า ดีเลย นั่งนานก็ไม่เมื่อย ไม่เจ็บก้น ถือว่าผ่านเลยในจุดนี้ สรุป Burgman 400 เป็นสกู๊ตเตอร์ระดับกลางที่ออกแบบมาได้โดดเด่น

คันไหนแรงกว่า ผมอาจจะไม่รู้แน่ชัด แต่ลองไปดูกันครับว่าตัวเลขสเปกของ Ducati Panigale V4 R เทียบกับ BMW S 1000 RR 2020 นั้นเป็นอย่างไรบ้างกันก่อนดีกว่าครับ

รีวิว Suzuki Katana การกลับมาอีกครั้งของตำนาน Suzuki Katana นั้นหลายๆ คนที่มีอายุกันสักหน่อยน่าจะพอรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อนี้กันมาบ้าง บางคนอาจจะแค่คุ้นๆ แต่บางคนที่ความจำดีหน่อยก็อาจจะจำโฉมหน้าในอดีตของมันได้ ซึ่งในตอนนี้เจ้า Katana ที่เคยเป็นตำนานในอดีตได้กลับมาอีกครั้งในรูปโฉมใหม่ แต่ก็ยังให้กลิ่นอายและเอกลักษณ์การออกแบบที่เฉียบคมแบบในอดีตไว้ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ ก่อนที่เราจะเข้ารีวิวกัน ผมจะพาท่านไปทราบถึงประวัติความเป็นมาคร่าวๆ ของ Katana ไอ้เข้ที่มีดีไซน์โดดเด่นกว่าใครๆ ในยุคสมัยเดียวกันให้อ่านกันคร่าวๆ นะครับ ตำนาน ประวัติของ Katana นั้นจริงๆ ต้องย้อนกลับไปไกลถึงยุคสมัยที่ซามูไรกำลังรุ่งเรือง ถุ้ย นั่นมันดาบไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ จริงๆ ต้องย้อนไปไกลถึงช่วงปี 1979 กันเลยทีเดียวครับ เดิมที Katana ไม่ได้ใช้ชื่อนี้มาก่อนนะครับ จะใช้ชื่อเป็นรหัสว่า GSX1100S ซึ่งกว่าจะมาเป็น GSX1100S ก็ใช้เวลาและการทุ่มเทไปกับการออกแบบมากมาย ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ในช่องปลายทศวรรษ 1970 Suzuki นั้นต้องการที่จะทำให้โมเดลใหม่ของตัวเองนั่นโดดเด่นและแตกต่างไปจากค่ายอื่นๆ จนมีการก่อตั้งทีม Target Design ที่รวมเอานักออกแบบชาวเยอรมันหลายคนไว้ด้วยกัน มาออกแบบโมเดลใหม่ ซึ่งทางทีม Target Design ก็ออกแบบโมเดลใหม่หลายโมเดลด้วยกัน เริ่มที่ ED-1 รถต้นแบบที่มีพื้นฐานเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ 650 ซีซี ที่มีความเป็นสปอร์ตอยู่มาก ซึ่งทาง Suzuki ญี่ปุ่นก็เห็นดีเห็นงาม แต่ก็ยังไม่พอ ยังมีการออกแบบเพิ่มเติมเป็นเจ้า ED-2 ที่มีพื้นฐานมาจาก GSX1100 ซึ่งต่อมาก็กลายเป็น GSX1100S ในภายหลัง ซึ่งไอ้ขั้นตอนการออกแบบ พัฒนาและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลายๆ ครั้ง มันไปเหมือนกับขั้นตอนที่สำคัญอย่างมากของการสร้างดาบคาตานะหรือดาบซามูไรที่เรารู้จักมักคุ้นกันดีพอดี ซึ่งก็คือขั้นตอนการตีทบของการตีดาบ ซึ่งใช้เวลาตีดาบนานและทบซ้ำหลายครั้งจนได้ดาบที่มีความแข็งแรงและคมกว่าดาบประเภทอื่นๆ ที่คนทั่วโลกต่างยอมรับ แต่โมเดลที่ได้รับการผลิตขายจริงๆ และประสบความสำเร็จหลังจากนั้นก็มีรถในพิกัด 650 และ 550 ที่ได้รับความนิยมมากๆ และชื่อ Katana ก็ยิ่งเป็นที่จดจำมากขึ้นจาก Katana 750SE ที่มีไฟหน้าแบบป็อปอัพ ซึ่งดูล้ำสมัยกว่าใคร จนได้รับความนิยม ไม่พอยังมีสมรรถนะที่เหนือกว่าคู่แข่งจากค่ายอื่นๆ อีกด้วย การันตีความเป็นตำนานได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามชื่อ Katana ก็ค่อยๆ หายหลังจากปี 2006 กระทั่งมาปี 2019 Suzuki ก็นำตำนานนี้กลับมาเขียนใหม่ให้โลดแล่นอีกครั้ง Suzuki Katana 2020 Katana คันใหม่ล่าสุดคันนี้มีพื้นฐานมาจาก GSX-S1000F และใช้เครื่องยนต์ของ GSX-R1000 K5 โดยหันกลับไปใช้ดีไซน์แบบดั้งเดิมของโมเดล Katana ในปี 1981 เพื่อเป็นการให้เกียรติและยกย่องทีมออกแบบ หล่อเท่ ไร้กาลเวลา Katana คันใหม่นี้มีดีไซน์มีเส้นสายที่เฉียบคมตามแบบของดาบคาตานะมากขึ้น มีการผสมผสานเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับดีไซน์ในแบบดั้งเดิมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตัวรถยังให้กลิ่นอายในแบบของรถต้นฉบับคันดั้งเดิม แต่ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกว่าตัวรถนั้นสวยงาม โฉบเฉี่ยว ไม่ตกยุค เป็นดีไซน์ที่ไร้ซึ่งกาลเวลา เป็นเหมือนงานศิลปะที่ไบค์เกอร์สามารถเข้าถึงได้ไม่ยาก โดยด้านหน้าเห็นแว้บเดียวก็รับรู้ได้ว่ามันคือ Katana มีเอกลักษณ์ คงกลิ่นอายของตำนานไว้ มีดีไซน์ในหลายๆ ส่วนตามแบบสมัยใหม่ แต่ก็ผสานลงไปในตัวรถได้อย่างลงตัว ด้านหน้าในส่วนของไฟหน้าใช้ LED ซ้อนกันเป็นสองชั้นดีไซน์ให้เป็นทรงเหลี่ยมให้กลิ่นอายคลาสสิคแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นจุดเด่นและเอกลักษณ์เลย ถัดเข้ามาก็ใช้เรือนไมล์แบบดิจิตอลสวยงาม บอกข้อมูลครบถ้วน พร้อมสัญลักษณ์โลโก้ดาบคาตานะไขว้กับตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่าดาบ เล่นเดียวกับเพลทตรงกลางแฮนด์บาร์ที่ทำมาได้สวยงามมีสไตล์ และโดยเฉพาะในส่วนท้ายที่ใช้บังโคลนแบบกันดีดติดกับสวิงอาร์มและเป็นที่ติดตั้งป้ายทะเบียนและไฟเลี้ยว ทำให้ในส่วนของไฟท้ายรถดูโดดเด่น ท่อไอเสียทรงสั้นยกปลายก็มีขนาดกะทัดรัด ดูเข้ากับตัวรถไม่เคอะเขิน สมรรถนะ นอกจากสเน่ห์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใครของเจ้าตำนานบทใหม่คันนี้แล้ว สมรรถนะก็เป็นอีกจุดนึงที่มองข้ามไปไม่ได้ มันใช้ขุมกำลัง 4 สูบ 999 ซีซีของ GSX-R1000 K5 หรือเรียกสั้นๆ ติดปากว่า K5 ทุกคนต่างก็รับรู้และยอมรับว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ให้สมรรถนะดีและทนทาน เป็นอีกตำนานของ Suzuki ที่เคยช่วยให้ค่ายจอมพลังค่ายนี้คว้าแชมป์หลายรายการมาแล้ว ตัวเครื่องนี้มีจุดเด่นที่ให้การตอบสนองต่อคันเร่งที่ฉับไว แต่ก็มีความนุ่มนวล ไม่กระโชกโฮกฮาก ดีไซน์ช่วงชักที่ยาวของเครื่องยนต์บล็อกนี้นั้นให้กำลังแรงม้าและแรงบิดที่ดีตั้งแต่ในรอบต่ำถึงรอบกลาง เหมาะกับการขับขี่บนท้องถนน แต่ก็ไม่ละทิ้งความเร็วในช่วงปลาย เฟรมที่ทางค่ายเลือกใช้เป็นเฟรมอะลูมิเนียมอัลลอยแบบทวินสปาร์น้ำหนักเบา ซึ่งเด่นเรื่องความแม่นยำในการควบคุมรถ และความแข็งแรงทนทาน ช่วยเพิ่มความเสถียรให้ในการขับขี่ ช่วงล่างที่ให้มาด้านหน้ามีการปรับแต่งได้เต็มระบบ ด้านหลังแม้จะปรับแต่งได้ไม่ครบทุกค่า แต่ก็เพียงพอที่จะปรับเซ็ตให้เข้ากับน้ำหนักของผู้ขับและสไตล์การขับขี่ของเจ้าของได้ดี ซึ่งก็จะช่วยเพิ่มการยึดเกาะและฟีลลิ่งการตอบสนองเวลาขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ระบบเบรกที่ให้มาด้านหน้าจัดเต็มด้วยคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo ด้านหลังจาก Nissin พร้อมระบบ ABS จาก Bosch ซึ่งก็เพียงพอที่จะหยุดพละกำลังของเจ้าเข้คันใหม่นี้ ทั้งหมดนี้มีส่วนช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่มากยิ่งขึ้นครับ ในส่วนของฟีลลิ่งการขับขี่นั้น เป็นรถที่มีกำลังดี ช่วยให้เร่งแซงได้ดี อีกทั้งยังขับขี่ได้ง่ายและสบายด้วยการที่เป็นรถสไตล์ฮาล์ฟแฟริ่งหรือกึ่งเน็กเก็ต มีแฮนด์บาร์ที่กว้างและสูงขึ้นมา เบาะนั่งเพรียวกระชับ ให้ท่านั่งหลังตรงซึ่งช่วยให้ขับขี่ทางไกลหรือระยะเวลานานๆ ได้เมื่อยล้าแบบรถสปอร์ต แต่ก็เป็นรถที่ดีให้ความคล่องตัวบนท้องถนนได้เป็นอย่างดี

Yamaha YZF-R1 2020 อัพเกรดความซิ่งด้วยความล้ำ Yamaha YZF-R1 โมเดลรหัสนี้มีอายุอานาม 20 กว่าปีแล้วที่ Yamaha มี YZF-R1 เป็นเรือธงในส่วนของซูเปอร์ไบค์ หรือสปอร์ตไบค์พิกัด 1,000 ซีซี นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2008 มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงปัจจุบัน และคราวนี้ก็เป็นอีกครั้งที่มีการอัพเดตปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่มองผ่านๆ อาจจะไม่มากมายอะไรนัก แต่หากสังเกตให้ลึกลงไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงของโมเดล 2020 ก็จัดว่าเป็นเมเจอร์เชนจ์หรือการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เลยก็ว่าได้ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนแปลงหน้าตาหรือรูปโฉมแต่เพียงอย่างเดียว ทรงซิ่ง เริ่มกันที่หน้าตารูปโฉมภายนอกกันก่อนดีกว่าครับ แน่นอนว่าลวดลายกราฟฟิกนั้นใหม่อยู่แล้ว แต่ตอนแรกคิดว่ามีชิ้นแฟริ่งตรงด้านหน้าถังน้ำมันเพิ่มเข้ามาเพียงอย่างเดียว ไฟหน้าก็ยังไม่รู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลง แต่พอเห็นตัวจริง ผมถึงได้เห็นถึงความแตกต่าง เรียกได้ว่าแทบจะเปลี่ยนหมดเลย ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือแฟริ่งหน้าและไฟหน้าครับ แฟริ่งหน้ามีความดุดันมากขึ้นมาในสไตล์เดียวกันกับ Yamaha M1 หรือรถแข่ง MotoGP ของทางค่าย ไฟหน้าก็ถูกออกแบบใหม่ย้ายตำแหน่งให้ต่ำลงมากว่าเดิม มิติลวดลายภายนอกมีการเพิ่มรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เข้าไป ทำให้ดูหรูขึ้น มีการปรับแต่งช่องลมต่างๆ รวมถึงชิลด์หน้าที่สูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตัวเก่า รวมถึงแฟริ่งด้านข้างที่ออกแบบมาให้เนียนเป็นชิ้นเดียวกับถังน้ำมันอลูมิเนียมน้ำหนักเบา เพื่อให้แอโรไดนามิกส์ดีขึ้น ซึ่งทางค่ายก็บอกว่าดีขึ้น 5% แถมมีบางคนบอกกับผมว่ามันดูคล้ายๆ กับ R6 ด้วย ซึ่งสำหรับผมแล้วโดยรวมนับว่าสวยขึ้นกว่าเดิมเมื่อเทียบกับโมเดลเดิม จากการที่มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มเข้ามาครับ เครื่องเดิมแต่แรงขึ้น เครื่องยังคงเป็นเครื่องครอสเพลน 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซีเช่นเดิม (ซึ่งโดดเด่นกว่า 4 สูบเรียงทั่วๆ ไปจากการที่ให้กำลังแรงบิดที่สมู้ทกว่า เนื่องจากองศาการจุดระเบิดที่ต่างออกไป) เพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนภายในใหม่เพื่อเพิ่มสมรรถนะให้ดีขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนไปคือมีการออกแบบฝาสูบ หัวฉีด กระเดื่องกดวาล์วและโปรไฟล์ของเพลาข้อเหวี่ยงใหม่ ให้การทำงานของวาล์วที่รอบสูงๆ เสถียรมากขึ้น จนตอนนี้ให้กำลังแรง 200 ม้าเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของฝั่งไอดีที่เมื่อควบรวมกับฝาสูบและตำแหน่งหัวฉีดใหม่แล้ว ช่วยให้เครื่องยนต์นั้นเผาไหม้ได้ดียิ่งขึ้นและทำงานได้เต็มสมรรถนะยิ่งขึ้น และเมื่อรวมกับระบบไอเสียใหม่ที่มีคาตาไลเซอร์ 4 ตัวแล้วยังช่วยให้เสียงเงียบขึ้นและยังทำให้ผ่านมาตรฐาน Euro5 ด้วย ช่วงล่างใหม่ดีกว่าเดิม หลายๆ ส่วนในช่วงล่างนั้นเหมือนเดิม เพราะดีอยู่แล้ว เช่น ล้อเดิม เพราะเป็นแม็กนีเซียมซึ่งดีอยู่แล้ว และดีกว่าบางค่าย ที่เป็นเพียงล้ออลูมิเนียม และไม่ได้มีแค่ใน R1M ด้วย R1 ธรรมดาก็มี ส่วนสวิงอาร์มก็ใช้แบบเดียวกับ R1M เหมือนกันแต่ปัดเงาเป็นสีเงิน ส่วนที่เปลี่ยนใหม่นั้นก็มี เช่นในส่วนของยางดีกว่าเดิมเล็กน้อย เปลี่ยนมาใช้ Bridgestone ซึ่งดีกว่าเดิม แต่ยังมีอาการสไลด์อยู่บ้างเหมือนกันถ้าเปิดแรงๆ แต่ระบบของรถก็ช่วยได้อยู่ และก็จะมีในเรื่องของระบบกันสะเทือนจะมาเป็นของ KYB ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับปรับแต่งได้ทุกค่า ส่วนด้านหลังก็จะเป็นโช้คหลังเดี่ยวทำงานร่วมกับกระเดื่องทดแรง ซึ่งปรับแต่งได้ทุกค่าเช่นกัน ส่วนกรณีของ R1M ก็จะเป็นโช้คไฟฟ้าของ Ohlins มาทั้งระบบ อีกส่วนนึงคือระบบเบรก แม้จะไม่ได้จัดเต็มเป็น Brembo แต่ตัวคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์ที่ให้มาก็เป็นโมโนบล็อกทั้ง R1 และ R1M อาจจะด้อยกว่าแบรนด์ดังที่ขนาดลูกสูบเบรกอาจจะเล็กกว่า หากเทียบค่ายยุโรปอาจะมีเสียเปรียบในจุดนี้ แต่ระบบเบรกนี้ใช้งานได้จริง ผมเองก็ใช้ R1 อยู่ ใช้ขี่ถนน ซึ่งก็รู้สึกว่าเบรกนั้นเพียงพอแล้ว แต่ตัวใหม่นี้มีการเปลี่ยนผ้าเบรกเพิ่มเติม ซึ่งก็ช่วยให้เบรกได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีระบบใหม่อย่างเบรกคอนโทรลที่จะทำงานร่วมกับ ABS จาก Bosch ช่วยให้การเบรกหรือลดความเร็วทำได้ดียิ่งขึ้น ช่วยลดอาการลื่นไถลเวลาเบรกหนักๆ หรือว่าเบรกบนพื้นลื่นๆ ทั้งนี้ยังทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ IMU อีกด้วย ลองหวด ผมรู้สึกว่าเจ้า R1 มันขี่ง่าย เลี้ยวเข้าโค้งง่าย เบา ตัวรถเองมีความสูงไม่ต่างจากเดิมมาก สำหรับผมต้องเขย่งนิดหน่อย ท่านั่งนั้นไม่ได้หมอบมากจนเกินไป หากจะนำขี่ถนนใช้ในชีวิตประจำวันก็พอได้ ขี่ในสนามก็โอเค ถังน้ำมันเว้ารับกับคางของหมวกกันน็อกเวลาที่เราหมอบ คือออกแบบมาได้ตอบสนองกับการขับขี่ในแบบสปอร์ตมากกว่า ค่อนไปทางเรซซิ่งค่อนข้างมากเลยทีเดียว ในเรื่องของโหมดการขับขี่นั้นจะคล้ายๆ เดิม แต่มีการแสดงผลเรื่องการเบรกเพิ่มเข้ามาที่หน้าจอสี ช่วงแรกนั้นผมได้ใช้โหมด Power 2 ซึ่งยังไม่แรงสุด เพื่อให้ได้ทำความคุ้นเคยกับตัวรถ วอร์มรถก่อน ซึ่งก็ขี่ได้สบายๆ ไม่กระโชกโฮกฮาก พออีกเซ็กชั่นได้ลองโหมด Power 1 คือโหมดเต็มกำลังแรงเต็มที่ ผมเปิดคันเร่งสัมผัสได้ว่ามีอาการหน้าลอย มีอาการสะบัดเล็กน้อย คิดในใจว่านี่ขนาดท่อเดิมยังรู้สึกว่ามันวิ่งได้ดี ตอนผมซัดทางตรงมี 270 – 280 เลย ตอนแรกขี่ท่อเดิมคิดว่ามันไม่เร็วมาก แต่พอมาดูความเร็วจริงๆ มันกลับเร็วกว่าที่คิดเยอะเลย น่าเสียดายที่ได้ขี่แต่ละเซ็กชั่นน้อยไปหน่อย ทำให้เทียบฟีลลิ่งยากนิดนึง แต่โชคดีที่ผมเองก็เป็นเจ้าของ Yamaha R1 มาก่อน จึงพอจะทำให้จับฟีลลิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น การตอบสนองและฟีลลิ่งของเครื่องยนต์เองก็ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับ R1 ตัวเก่าที่ผมเคยทดสอบมา

สำหรับการ รีวิว Honda ADV150 ปี 2019 ครั้งนี้ต้องบอกเลยว่า สดๆร้อนๆ ทั้งการเปิดตัว และการทดสอบกันเลยละพ่อคุณแม่คุณทั้งหลาย เพราะในช่วงเช้าได้เปิดตัวกันที่เซ็นทรัลเวิล์ด และในช่วงบ่ายได้มีการจัดเป็นการทดสอบในรอบของสื่อมวลชน ที่ศูนย์ขับขี่ปลอดภัย สำหรับโมเดลนี้เป็นโมเดลที่จัดจำหน่ายทั่วโลก และต้องบอกตามกันไปอีกว่าโมเดล ADV150 เป็นโมเดลที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามกันเลยทีเดียว ด้วยคาแร็กเตอร์ตัวรถ และการออกแบบที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็น Street Adventure ทำให้รู้สึกได้ว่า เป็นมอเตอร์ไซต์ที่ โคตรจะเหมาะสมกับภูมิประเทศไทย เราลองมาดูมารีวิวครั้งนี้ ที่ทางเราก็ได้สัมผัสเจ้า ADV150 ครั้งแรกเป็นยังไงกัน รูปร่าง อวบ กำลังดี มาดูกันที่รูปร่างหน้ากันก่อนเลยสำหรับการดีไซน์ภาพรวม ที่รูปร่างที่ค่อนข้างจะคล้ายรุ่นพี่สายลุยอย่าง Honda X-ADV 750 ด้วยรูปทรงไฟหน้าและท่อไอเสียที่ดีไซน์ให้ออกมาองศาคล้ายคลึงกันพอสมควร สำหรับ ADV150 คันนี้มีระบบส่องสว่างไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว แบบ Full LED ที่ให้ความสว่างชัดเจน ดีไซน์สวยโดยเฉพาะไฟหน้า และโดดเด่นด้วยไฟท้ายดีไซน์เป็นรูปตัว X สำหรับคันนี้เป็นสีที่ดูสวยสดที่สุด นั้นก็คือ สีแดง แต่ก็ยังมีอีก 2 สีก็คือ ดำ และ เทา ที่จำหน่ายในประเทศไทย (ความชอบส่วนตัว) พร้อมกับระบบ ESS (Emergency stop signal) เมื่อเบรคฉุกเฉิน ความเร็วลดแบบกระทันหัน ไฟเลี้ยวจะกระพริบเป็นสัญญาให้เป็นจุดสังเกตได้อย่างชัดเจนและปลอดภัย ชิวบังลมด้านหน้าที่มีขนาดใหญ่ ใส ที่สำคัญเลยมันสามารถที่จะปรับระดับสูง-ต่ำของชิวหน้าได้ โดยการหมุนตัวปรับทางด้านซ้ายและขวาพร้อมกับปรับขึ้นลงได้ แบบพร้อมกันทำให้การขับขี่ทั้งในเมืองก็ดีขึ้น และถ้าเราต้องการบังลมหรือบังขี้โคลนก็สามารถปรับขึ้นได้อีกด้วย ออกแบบไว้พร้อมลุย สำหรับแฮนด์บาร์ที่มีขนาดกว้างมีทั้งข้อดีและข้อสังเกต ข้อดีคือการออกแบบมาให้ขับขี่สบาย เดินทางไกลได้ รวมไปถึงสรีระการจับแฮนด์จะสามารถให้ตัวระหว่าง ช่วงแขนและไหล่ ทำให้เวลาเกิดการสั่นสะเทือนจะรู้สึกได้น้อยลง ส่วนข้อสังเกตุมีไม่มาก มันกว้าง ก็ย่อมติดเป็นธรรมดาแต่สำหรับคนที่ขับขี่บ่อยๆ เชื่อได้ว่าเดี๋ยวก็ชิน และก็พริ้วเหมือนเดิม ทางด้านแฮนด์ซ้าย มีสวิตซ์ไฟสูงไฟต่ำ แตร และไฟเลี้ยวออกแบบมาได้ระยะการปรับพอดีนิ้วมือ และปะกับแฮนด์ทางด้านขวามีสวิตซ์ ไฟฉุกเฉิน และ ปุ่มกดสตาร์ทเครื่องยนต์ รวมไปถึงสวิตซ์เปิดปิด IDLING Stop โหมดการหยุดทำงานเครื่องยนต์อัจฉริยะพร้อมทั้งปะกับคันเร่งแบบ 2 สายที่ออกแบบอยู่รวมกันทั้งหมด ทำให้ดูแล้วลงตัวเหมาะสม เรียบง่ายอย่างยิ่ง เรือนไมล์แบบ Full LCD ที่จะบอกสถานะต่างๆทั้งความเร็ว อัตราค่าเฉลี่ยน้ำมัน ทริปA/B เวลา วัน/เดือน รวมไปถึงแถบสถานะบอกไฟเลี้ยว กุญแจอัจฉริยะ ไฟสูง สถานะเครื่องยนต์ แบตเตอรี่ และไฟสถานะ ABS ที่ถูกดีไซน์เป็นแถบแยกออกมาจากหน้าจอเรือนไมล์อีกที แต่อยู่ในระยะที่สายตาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน กุญแจอัจฉริยะที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีเพียงแค่พกเข้าไปใกล้ๆรถเพียง 0.5-1 เมตรก็สามารถที่จะกดสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทันที รวมไปถึงตัวเบ้าบิดกุญแจ (เตาแก๊ส) ที่มีระดับการบิดทั้งเปิดถังน้ำมันขนาด 8 ลิตรที่อยู่ระหว่างขา,กดเปิดเบาะ และเปิดสตาร์ทเครื่องยนต์ ทางด้านซ้ายของคอนโซนที่ออกแบบให้มีช่องเก็บของสะดวกต่อการหยิบของได้ง่ายโดยใช้มือซ้าย และยังมีปลั๊กไฟอเนกประสงค์ 12V ไว้สำหรับการต่อ GPS ชาร์ตแบต Smartphone และอื่นๆได้อีกมากเลยละครับ ช่วงล่างกันบ้าง เขาว่าดี!! ช่วงล่างด้านหน้าโช้คอัพหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิค(ตะเกียบคู่)ดีไซน์กระบอกโช้ค 2 ระดับเพิ่มความ อารมณ์ความแอดเวนเจอร์เข้าไป พร้อมกับมีระยะยืดยุบ 130 มิลลิเมตร มาคู่กับระบบเบรคแบบจานดิสที่มีขนาดใหญ่ 240 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรค Nissin ที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับความปลอดภัยที่ให้มาคือ ABS ช่วงล่างด้านหลังเป็นโช้คคู่ Showa Subtank กระบอกสีทองที่มีระยะยืดยุบตัวแกนได้120 มิลลิเมตร ทั้งซ้าย และขวา ซึ่งก็ถือว่าเป็นโช้คหลังที่ติดมาจากโรงงานที่ดี ไม่แพ้รถบิ้กไบค์เลยละครับ ระบบเบรคหลังที่ให้มาเป็นแบบดิสเบรคจากโรงงาน ออกแบบมาสวยโดนใจตั้งแต่แรกพบสบตา มีการวางตำแหน่งเยื้องออกมาทางด้านหลังง่ายต่อการเซอร์วิสและมีความสวยงาม ตัวคาลิปเปอร์เป็น Nissin จานดิสมีขนาด 220 มิลลิเมตร (Non ABS) ล้อหน้า-หลัง เป็นล้อแม้กซ์ดีไซน์ 6 ก้านคู่ดูลงตัว สีดำมาพร้อมกับยาง IRC ขนาด 110/80-14 และ 130/70-13 (หน้า/หลัง) เป็นแบบ TUBELESS ไร้ยางในตัวลายดอกยางเป็นลายดอกแบบกึ่งลุย กึ่งสตรีสดูได้อารมณ์ลงตัว เหมาะสำหรับการขับขี่ดินลูกรัง และถนนดำ เครื่องยนต์ 150 ซีซีคล่องตัว..ECU ใหม่ มาดูที่พละกำลังเครื่องยนต์ ESP หัวฉีด PGM-Fi ขนาด 1 สูบ 149.3 ซีซี

การทดสอบในครั้งนี้กับการ รีวิว Honda CB300R สปอร์ตคาเฟ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมไปถึงสมรรถนะเครื่องยนต์ และช่วงล่างที่ทำให้ตอนทดสอบต้องบอกเลยว่าเหลือเฟือ ที่สุดสำหรับสปอร์ตคาเฟ่ในคลาส 300 ซีซี หลายๆ คนอาจจะงงและสงสัยว่า Neo Sport Cafe นั้นคืออะไร มันก็คือการผสมผสานแนวคิดและสไตล์ของรถในแบบคาเฟ่ที่มีลักษณะโดดเด่นในแบบคลาสสิคเข้ากับสปอร์ตไบค์ที่มุ่งเน้นไปในเรื่องของสมรรถนะและความทันสมัย จนออกมาเป็นรถในตระกูล Neo Sport Café นั้นเอง.. มาส่องโฉม กันก่อน ดีไซน์โดดเด่นเป็นสง่ารูปร่างดี สมส่วนด้วยไฟหน้าทรงกลมแบบ LED ตามดีไซน์ Japan craft ดูดี เป็นศรีแกผู้ขับขี่ มาพร้อมแฮนก์บาร์ยกกระชับขับง่ายตามสไตล์คาเฟ่ เรือนไมล์แบบ LCD ดิจิตอลดูล้ำสมัยที่จะแสดงผลทั้งหมดทั้งมวลของรถคันนี้ เช่น ความเร็วขับขี่ รอบเครื่องยนต์ ปริมาณน้ำมัน การวัดระยะทางแบบทริป และสถานะไฟเลี้ยว ไฟสูง เวลา อุณหภูมิเครื่องยนต์ รวมไปถึงสถานะการเปลี่ยนเกียร์ Shift Light เอาจริงๆก็เกือบจะครบถ้วน ขาดแค่ไฟบอกเกียร์เพียงอย่างเดียว มาต่อที่โช้คหน้า ที่เป็นจุดเด่นสง่าสีทอง แบรนด์ดังอย่าง SHOWA ที่เป็นแบบ UPside-down ขนาด 41 มม. และ โช้คหลังเดี่ยวที่สามารถปรับพรีโหลดได้ 7 ระดับ เฟรมถักที่ทำให้ดูเพียวร่างบางเบาแข็งแรง ดูทันสมัยสวยงาม ระบบเบรค ดิสเบรคหน้า-หลัง ABS คาลิปเปอร์ Nissin แบบเรเดี้ยนเมาส์ที่ถอดแบบมาจากเทคโนโลยี SuperBike อย่าง CBR1000RR ที่ทำให้มั่นใจมากยิ่งขึ้นพร้อมกับให้จานดิสเบรค Floating ขนาดใหญ่แบบ WaveDisk ที่ดีไซน์เป็นคลื่นรอบวงของตัวจานเบรค และเบรคหลังที่เป็นของ Nissin เช่นกัน และอย่างแน่นอนที่ Honda ยัดมาให้เสมอนั้นก็คือระบบเบรค ABS และ G sensor จากโรงงานมั่นใจหายห่วง ขนาดของล้อแม็ก 5 ก้านคู่(Y)ที่ให้มาทางด้านหน้ามีขนาด 17 นิ้วที่รัดด้วยยางขนาด 110/70 และขนาดล้อด้านหลัง 17 นิ้วให้ขนาดยางมาที่ 150/60 ที่มีขนาดหน้ายางกว้าง ใหญ่ ดูสมส่วน และทำให้การขับขี่คันนี้ รู้สึก นุ่มนวล มั่นใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ขุมพลัง 1 สูบ 286 ซีซี เครื่องยนต์สูบเดียว มีความจุปริมาตรกระบอกสูบที่ 286 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ หัวฉีด DOCH (แคมคู่) ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 76.0 X 63.0 อัตราส่วนกำลังอัด 10.7 : 1 ระบบเกียร์ แบบ 6 สปีด คลัทซ์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ฟิวลิ่งการขับขี่ รีวิว Honda CB300R 2019 ในการขับขี่ในครั้งนี้ได้ทดสอบการขับขี่กันภายในเมืองย่าน พระราม9-เรียบทางด่วน รามอินทรา ได้ฟิวของการซอกแซกภายในเมือง ทำได้ดีเลยทีเดียว เนื่องจากตัวรถมีน้ำหนักเบากว่ารุ่นอื่นๆในคลาส ที่มีน้ำหนักเพียง 143 กิโลกรัมรวมของเหลวที่มีน้ำมันในถังถึง 10 ลิตร (เต็มถัง) สามารถที่จะพลิกรถทั้งซ้ายและขวาง่ายมากๆ ด้วยขนาดยางหลังที่มีขนาดใหญ่ ทำให้การเลี้ยวโค้งสามารถทำได้มั่นใจมากยิ่งขึ้น ท่านั่งการขับขี่ ด้วยตัวรถที่เป็นทรงแฮนด์บาร์ทำให้ท่านั่งนั้นเรียบง่าย สบายๆอย่างเห็นได้ชัดไม่ต้องก้มคอม งอหลังให้ปวดเมื้อยระหว่างขาสามารถที่จะหนีบตัวถังน้ำมันได้อย่างดี กระชับหน้าขามั่นใจทั้งการเบรคและเปิดคันเร่งรวมไปถึงเบาะนั่งที่ไม่สูงมาก ทำให้ควบคลุมรถได้อย่างคล่องตัว ในการขับขี่ครั้งนี้ทางเราจะให้ความสนใจเป็นพิเศษสำหรับการทดสอบช่วงล่างเพราะถือว่าเป็นจุดเด่น ของรถคันนี้สำหรับช่วงล่างด้านหน้าแบบ UPside-down ของ Showa ที่ถูกติดตั้งมาจากโรงงานที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 41 มม. และโช้คหลังที่เป็นแบบเดี่ยว สามารถปรับพรีโหลดได้ ถือว่าเป็นช่วงล่าง ที่ดีที่สุดในคลาสตอนนี้ ซับแรงกระแทรกได้เป็นอย่างดี แม้กระทั้งการเบรคหนักๆแบบฉุกเฉิน หรืออาจจะมีคนซ้อนเดินทางในชีวิตประจำวัน ก็ทำงานได้เป็นอย่างดี เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการขับขี่บนถนนเมืองไทย สำหรับตัวเครื่องยนต์ต้องบอกก่อนเลยว่า แม้จะเป็นเครื่องยนต์ 1 สูบในแบบเดียวที่ใช้ใน CBR300R ได้ให้กำลังเครื่องยนต์ที่ตอบสนองได้ดีมากในช่วงรอบต้น และกลาง ตามสไตล์เครื่องยนต์สูบเดียว บิดติดมือ บิดคันเร่งตอบสนองได้เป็นอย่างดีเร่งแซงได้ดั่งใจ เสียงท่อไอเสียที่เครื่องยนต์ ขนาด 286 ซีซี ถือว่าทำได้ดีเร้าใจ ปลอดภัยคุณตำรวจ ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ที่มีกำลังเพียงพอต่อการใช้งานในเมือง หรืออาจจะมีการออกทริปเอาสังคมสองล้อกันบ้างก็ สบายๆ ไร้กังวลอย่างแน่นอน ฟันธง สปอร์ตคาเฟ่ CB300R 2019

ได้มีโอกาส รีวิว New Honda Forza 300 กันเสียทีหลังจากที่เราห่างหายกันไปนานกับการรีวิวรถสายพานช่วงนี้ก็ได้บิดได้จับกันบ่อยมากขึ้น สำหรับตลาดบิ๊กสกู๊ตเตอร์ขนาดกลางที่เป็น ขนาดความจุซีซียอดฮิตที่กำลังมาแรงกันเลยทีเดียว แต่ในครั้งนี้จะพิเศษกว่าคือ คันนี้มีชุดแต่ง H2C ติดมาด้วยก็ได้มีโอกาสรีวิวให้ชมกัน รวมไปถึงแนวทางการแต่งอีกด้วย สำหรับการ รีวิว New Honda Forza 300 คันนี้เป็นเฉดสีที่เพิ่งจะเปิดตัวไปไม่นานมานี้เองโดยคันนี้เป็น 1 ในสีที่เพิ่งเปิดตัวมาใหม่ไม่นานมานี้เอง โดยสีที่มีทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาว-น้ำเงิน, สีดำด้าน, สีแดง-เทาและสีน้ำเงิน-เทา มาๆมาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เดียวเรามาดููว่าคันนี้มีอะไรกันบ้าง รูปทรงภายนอก หน้าตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ประโยคนี้ใช้ได้เสมอกับการเลือกอะไรสักอย่างหนึ่งต้องดูที่ หน้าตากันก่อน สำหรับคันนี้ เป็น ไฟหน้าแบบ LED สว่างเด่นชัดเจนทั้งกลางวันกลางคืน รวมไปถึงชิวหน้าไฟฟ้าที่สามารถปรับ สูง-ต่ำได้ ขณะขับขี่ได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึงการดีไซน์ไฟเลี้ยวบิ้วอินอยู่หลังกระจกข้าง ออกแนวสปอร์ตสุดๆ แฮนด์บาร์ดีไซน์แบบทูโทน สองสี มุมมองชัดเจน ดูล้ำสมัย พร้อมกับด้านล่างแฮนด์บาร์ที่มี ที่บิดกุญแจ Keyless พร้อมกับสวิตช์ เปิด-ปิด เบาะนั่ง และ ฝาถังน้ำมัน แค่เพียงพกกุญแจติดตัวไว้ง่ายๆ ก็สามารถที่จะขับขี่ได้อย่างสะดวกสบาย เรือนไมล์แบบผสมผสานระหว่าง ดิจิทัลและเข็ม ที่จะบอกค่าต่างที่เกิดขึ้น ทั้งรอบเครื่อง ความเร็ว ไฟสถานะเครื่องยนต์ ไฟเลี้ยว ค่าอุณหภูมิความร้อนเครื่องยนต์ ระดับน้ำมันที่เหลือในถัง รวมไปถึงค่าเฉลี่ยต่างๆเช่น ทริปการเดินทาง ค่าเฉลี่ยน้ำมันต่อลิตร มาต่อกันที่ปะกับทางด้านซ้าย ที่ดูปุ่มกดจะเยอะเป็นพิเศษ แต่สำหรับผมแล้วมันรู้สึกว่าคันนี้มีอะไรพิเศษกว่าคันอื่นๆที่เคยขับมา INFO A,B ที่จะเป็นตัวกดเปลี่ยนข้อมูลค่าต่างๆบนหน้าจอดิจิทัล ไฟต่ำ ไฟสูง ส่วนที่เป็นลูกศร ขึ้นลงนั้นคือการปรับระดับชิวหน้าไฟฟ้า ถัดขึ้นไปด้านบนนั้นก็คือปุ่มกด เปิด-ปิด ระบบ HSTC ที่ขาดไม่ได้มาตราฐานของรถทุกคัน นั้นก็คือแตร และไฟเลี้ยว ทางด้านขวา มีปุ่มเปิดปิด สวิตซ์ off-Run เครื่อยนต์พร้อมกับระบบสัญญาณไฟกระพริบ และ ปุ่มกดสตาร์ทเครื่องยนต์ ถังน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซิล ขนาด 11.5 ลิตร ที่มีฝาเปิดปิด 2 ชั้นจะถูกสั่งจากเบ้ากุญแจ keyless แล้วถึงกดเปิดได้ ฝาด้านในเป็นแบบเกลียว สะดวกสบายไม่ต้องลงจากรถขณะเติมน้ำมันรวมไปถึงการช่วยบาลานซ์น้ำหนักมวลรวมให้อยู่ช่วงกลางลำตัวรถอีกด้วย เบาะนั่งขับขี่ขนาดใหญ่ถูกออกแบบดีไซน์แบบตอนเดียว 2 ระดับ สำหรับผู้ขับขี่และคนซ้อนท้าย นุ่ม เนียน เดินทางทั้งใกล้และไกลสบายๆ ที่มาพร้อมกับมือจัดสีดำด้านสำหรับคนซ้อนจับโดยสาร ช่องเก็บของด้านหน้าที่มีขนาดใหญ่ ทรงสูง ที่สามารถใส่ขวดน้ำขนาด 15 บาทได้ ถือว่าใหญ่และลึกพอสมควรเลย ที่มาพร้อมกับช่องจ่ายกระแสไฟขนาด 12V สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นขนาดขับขี่ ทั้งการต่อ GPS หรือชาร์ตแบตโทรศัพท์ ล้อหน้าที่มีขนาด 15 นิ้ว ลายล้อแม็กแบบ 6 ก้านคู่สีดำ ยางขนาด 120/70-15 ระบบดิสเบรคเดี่ยวมีขนาด 256 มม.มาพร้อมกับคาลิปเปอร์เบรค Nissin ที่มีของแต่ง H2C ที่ออกแบบมาเป็นการ์ดป้องกันตัวคาลิปเปอร์ใช้งานได้จริง กระบอกโช้คหน้าแบบ Telescopic ที่มีขนาดแกน 33 มม ให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ สนุกกับการเดินทาง ล้อหลังมีขนาด 14 นิ้วมาพร้อมกับยางขนาด 140/70-14 ลายล้อแม็กแบบ 6 ก้านคู่สีดำเหมือนกับล้อหน้า มาพร้อมกับระบบเบรคแบบดิสเบรคขนาด 240 มม. ทำงานพร้อมกับระบบ ABS ทั้งล้อหน้า และ ล้อหลัง เพิ่มสมรรถนะในการเบรคมากยิ่งขึ้น โช้คหลังเป็นแบบ สตรัทปรับเกลัยวคู่ทั้งซ้ายและขวา สามารถที่จะปรับความแข็งอ่อนได้ 7 ระดับ ทางด้านซ้ายของตัวรถจะมีแคร้งชุดขับเคลื่อนสายพานมาพร้อมของแต่ง H2C อีกด้วย ไฟท้ายแบบ LED สว่างชัดเจน ดีไซน์ล้ำสมัยดูหรูหราตามแบบฉบับฮอนด้า คันนี้มาพร้อมกับ แร็คท้ายสีแดงที่เป็นของแต่ง H2C ที่ถูกดีไซน์ด้วยวัสดุแข็งแรง ทนทาน สามารถเอาไว้ใส่กล่องท้าย สำหรับใส่สิ่งของสัมภาระเดินทางไกลๆ ได้อีกด้วย มาดูเครื่องยนต์เจ้า Forza กันบ้าง สำหรับบิ๊กสกู๊ตเตอร์คันนี้ ยังมีขุมพลังเครื่องยนต์ขนาด 1 สูบ ระบบจ่ายน้ำมันหัวฉีด PGM Fi 4 จังหวะ 279 ซีซี ที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่

หลังจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จาก CBR650F เป็น New Honda CBR650R เมื่อปีที่ผ่านมาสำหรับสปอร์ตไบค์ขนาด 650 ซีซี ที่สมบูรณ์ที่สุดในตอนนี้ และนี่ก็เป็นอีก 1 โมเดลที่ขายดีอีกด้วย ทางเราได้ทดสอบแบบจัดเต็มกันไปแล้ว ครั้งนี้ก็เลยถือโอกาสเข้าร่วมทดสอบอีกครั้งนึง โดยในการทดสอบครั้งนี้บินลัดฟ้าไปถึงเชียงใหม่ เพราะเราจะเดินทางไปแม่ฮ่องสอนกัน ไป ไป ไป!! ในการทดสอบครั้งนี้ได้มีโอกาสขับขี่ร่วมทริปกับพี่ชายสุดหล่อ พี่ฟิล์ม รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ นักแข่งโมโต 2 ที่จะร่วมทริปทดสอบในครั้งนี้ด้วย พร้อมกับพี่ๆสื่อมวลชนทั้งหลาย โดยในครั้งนี้จะมีรถ CBR Series ทั้งหมด 2 รุ่นนั้นก็คือ Honda CBR500R และ New Honda CBR650R รวมๆ กว่า 15 คัน ที่จะเดินทางไปที่ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระยะทางรวมเกือบ 200 กิโลเมตรและมีโค้งให้เราได้ขี่กันเต็มที่อีก 700 กว่าโค้ง ก็นับว่าเป็นการทดสอบรถแบบทริปเชิงท่องเที่ยวไปในตัว โดยรถที่ผมได้เลือกขับนั้นเป็นตัว CBR650R สีแดงแรงฤทธิ์กันเลยละครับ โดยในครั้งนี้เรามาเริ่มกันที่ ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า เชียงใหม่ โดยมีทางทีมงานฮอนด้าได้จัดเตรียมรถไว้ให้อย่างเรียบร้อย รวมไปถึงเปลี่ยนชุดและบรีฟกันนิดหน่อยใช้เวลาไม่นาน อากาศค่อนข้างดีเหมาะสำหรับการขับขี่เล่นโค้งบนถนนลาดยางลมเย็นๆปะทะหน้า เพลิดเพลินเร้าใจ ตลอดทั้งเส้นทาง มาดูเจ้าคันนี้กันก่อนดีกว่า มีอะไรดี? คันนี้ที่สวยสะดุดตาเป็นพิเศษเพราะสีที่เลือกเป็นสีประจำค่าย โดดเด่น เป็นที่ต้องตาต้องใจของคนเมืองเชียงใหม่ตลอดเส้นทาง มีเอกลักษณ์ไฟหน้าคู่แบบ LED ดีไซน์สปอร์ตสว่างชัดเจน โช้คหน้าแบบ Up-side down 41 มม. ขนาดใหญ่ซับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี มาพร้อมกับระบบเบรค Nissin แบบเรเดี้ยนเมาส์ 4 สูบปลอดภัยหายห่วง อีกอย่างเลยที่ถูกใจผู้ขับขี่อย่างแน่นอน นั้นก็คือ แผงหน้าปัดเรือนไมล์แบบ Full LCD พร้อมบอกตำแหน่งเกียร์ อีกจุดเด่นที่ทุกคนต้องรู้ก็คือ เครื่องยนต์ แรงขึ้น 5% ปรับจูนเครื่องยนต์ใหม่ทั้งหมดให้มีกำลังแรงอัดเพิ่มมากขึ้น โดยเครื่องยนต์มีขนาด 649 ซีซี DOCH 16 วาล์ว กำลังอัดสูงขึ้นเป็น 11.6 : 1 ออกแบบลูกสูบใหม่รองรับกำลังอัดที่เพิ่มขึ้น และเปลี่ยนใช้หัวเทียนแบบอิริเดียม ทำให้มีแรงม้าที่มากขึ้น ทำให้มีแรงม้า 94 แรงม้า และ แรงบิดที่ 64 นิวตันเมตร พร้อมกับระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัทช์ใหม่ช่วยป้องกันอาการล้อหลังสไลค์จากการเชนเกียร์ลงอย่างเร็ว และยังสามารถเข้าเกียร์ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย การขับขี่ครั้งนี้ เชียงใหม่ – อ.ปาย แม่ฮ่องสอน ในการเดินทางเริ่มจาก ศูนย์ขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า เชียงใหม่ ไปจนถึง อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮองสอนโดยมีระยะทางรวมโดยประมาณ 135 กิโลเมตร และใช้เวลาในการเดินทาง 2 ชั่วโมงกว่าๆ น้ำมันถังเดียว สบ๊าย สบาย โดยความคิดเห็นส่วนตัว รู้สึกได้ว่าขี่น้อยมาก ถ้าใช้เวลา 1 วัน แต่พอดูใน Google map (พิกัด) แล้วละก็เส้นทางมันช่างคดเคี้ยว เลี้ยวเยอะเหลือเกิน น่าสนุก ตื่นเต้น เร้าใจอย่างแน่นอน ที่จะขึ้นไปเล่นโค้ง เทโค้ง ให้เต็มที่ไปเลย ฟิวลิ่งการขี่ขึ้นปายในครั้งนี้ เครื่องยนต์มีความเนียนการตัวก่อนเยอะพอสมควร ด้วยความที่เครื่องยนต์มีกำลังมากขึ้น ทำให้การเดินคันเร่งในโค้งและการเติมคันเร่งขึ้นเนินอย่างต่อเนื่องและตลอดเวลา ทำให้ตัวรถเองนั้นค่อนข้างที่จะขี่ง่ายเลยทีเดียว ช่วงล่างที่ถูกปรับเปลี่ยนเป็นโช้คหัวกลับขนาด 41 มม. และมีความหนืดของตัวน้ำมันที่ค่อนข้างจะดี ทำให้พับโค้ง ติดๆกันทั้งโค้งซ้าย โค้งขวาไม่มีอาการแต่อย่างใด อาจจะเป็นเพราะ พี่ฟิล์ม และ พี่กาน เป็นคนนำไลน์เข้าโค้งได้ดีด้วย แต่ก็มีการใช้เบรคกะทันหันบาง เนื่องจากมีการเดินของสัตว์ข้างทางตลอดเวลา เช่น โค กระบือ ของชาวบ้าน รวมไปถึง กับระเบิด ไม่ต้องตกใจ ทีว่านี้คือ อุจาระ ที่อยู่บนถนนเป็นระยะๆ เป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ทำให้สามารถทดสอบระบบเบรคและโช้คอัพได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งนึงที่เห็นผลและรับรู้ได้อย่างรวดเร็วก็คือ เทคโนโลยี Emergency Stop Signal ที่เป็นสัญญาณไฟฉุกเฉินกระพริบเมื่อเบรคกะทันหัน เป็นเทคโนโลยีที่อยู่บนรถระดับพรีเมี่ยม อย่าง GoldWing ทำให้มีความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น ทั้งแก่ตัวเองและผู้ใช้ร่วมทาง ในระหว่างทางมีฝนตกหนักทางทีมจึงลงความเห็นว่าให้พักกันหน่อย เพื่อความปลอดภัยของทีมเรา ไม่ใช่ว่ารถไม่ดี เราแค่รู้ว่ามันไม่ปลอกภัยจึงหยุด แล้วรอฝนเบาจึงไปต่อ เราเดินทางมาถึงครึ่งทางแวะเที่ยวที่ จุดชมวิวดอยกิ่วลม

กลับมาอีกครั้งกับการ ทดสอบ BMW R1250GS และ BMW R1250GS Adventure ตัวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวออกมาพร้อมกับเครื่องยนต์เทคโนโลยี Shift Cam และเมื่อไม่นานมานี้ ทางทีมงาน SuperBikemag.com ก็ได้มีโอกาสสัมผัสการขับขี่มันครั้งแรกในรอบสื่อมวลชน มารอดูกันครับว่าเป็นยังไง โดยในครั้งนี้ เราได้รับเชิญจากทาง BMW Motorrad ให้มาเข้าร่วมทดสอบเจ้า BMW R1250GS มอเตอร์ไซค์ Adventure สมรรถนะสูงระดับตัว TOP กันที่สนาม Enduro park Thailand แห่งใหม่ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรีในการทดสอบครั้งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยจะแบ่งเป็น ภายในสนามเอ็นดูโร่ พาร์ค และ ภายนอกบริเวณรอบๆ สนามที่เป็น ไร่มัน ไร่สับปะรด ภูเขา และ บ่อทราย โดยช่วงเช้า เราได้รับการบรีฟจากทีมครูฝึก เอ็นดูโร่ พาร์คนำทีมโดย ครูไก๋ ครูเอก และทีมงาน เกี่ยวกับเส้นทางและผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์ ที่่ได้พูดถึงสมรรถนะเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่เคลมออกมาจากโรงงานที่มีความแรงจากเทคโนโลยี Shift Cam ถึง 4 % ร่วมไปถึงได้รับเกียรติ ขับขี่กับปรมาจารย์ MR.GS นั้นก็คือ Tom Wolf ผู้ก่อตั้งและจัดการแข่งขัน GS Trophy จนถึงปัจจุบันนี้ สำหรับ BMW R1250GS และ BMW R1250GSA นั้นเป็นรถแอดเวนเจอร์ สมรรถนะสูงที่ถูกออกแบบมาเพื่อคนที่หลงไหลในการผจญภัยและการเดินทาง รูปลักษณ์หน้าตา ไฟหน้า LED มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นสะดุดตาและไม่เหมือนใคร และระบบไฟส่องสว่างเป็นแบบ Full LED ทั้งคัน ล้อซี่ลวด หน้าหลัง แข็งแรง ทนทาน แบบ Tubeless มาพร้อมกับระบบดิสก์เบรกคู่จาก BMW เดินทางไกลหายห่วงเพราะมีถังน้ำมันขนาดใหญ่ รุ่น GSA จะมีมาให้ 30 ลิตร ส่วนรุ่น ปกติจะมี 20 ลิตร (ในภาพคือ GSA) ความปลอดภัยทั้งคนและรถ แคชบาร์กันล้มจากโรงงาน พร้อมไฟสปอร์ตไลท์ส่องสว่าง เบาะนั่ง 2 ตอนพร้อมกับแคชบาร์ด้านหลัง (ตัวจำหน่ายมีกล่องหลังอลูมิเนียม 3 ใบ) หน้าจอเรือนไมล์แบบ TFT อัจฉริยะ บอกทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ความเร็ว รอบเครื่องยนต์ โหมดการขับขี่ ความร้อนเครื่องยนต์ เวลา ทริป ความเฉลี่ย ไฟสถานะเครื่องยนต์ รวมถึงเทคโนโลยี BMW Connected ที่เชื่อมต่อกับ Smart Phone สามารถใช้ GPS นำทางเป็นระยะได้ ฟังเพลง และรับโทรศัทพ์ได้ แสดงผลบนหน้าจอ TFT 6.5 นิ้ว พร้อมกุญแจแบบ Keyless พกติดตัวได้ไม่ต้องเสียบไว้ที่ตัวรถ ปะกับด้านซ้ายจะดูเยอะๆหน่อย คีย์เลื่อนทั้งหมดจะถูกบังคับด้วยนิ้วมือด้านซ้าย เปิดปิด ABS ไฟเลี้ยว ปรับเปลี่ยนโมหดเปิดปิดไฟฟ้าแบบ Auto กดดูข้อมูลทริปต่างๆ กดสัญญาณเสียงแตร ควบคุมความเร็วเดินทางด้วย Cruise Control ไฟกระพริบส่งสัญญาณ และสุดท้ายคือ ที่ปรับทิศทางการเลือกโหมดแบบ แอนะล็อก 4 ทิศทางง่ายต่อการบังคับ ทางด้านขวาของแฮนด์คือ คันเร่งไฟฟ้า สวิตซ์ Off-Run เปิด ปิด สตาร์ท เครื่องยนต์ และ Heat Grip อุ่นมือ ท่อไอเสียขนาดใหญ่กำลังดี เสียงทรงพลัง ผ่านมาตรฐาน Euro 4 ดูด้านข้างเข้ากันกับเสื้อสูบเครื่องยนต์ Boxer คันนี้ ช่างดูลงตัวเสียจริง เครื่องยนต์แรงขึ้น 4% ShiftCam Technology เครื่องยนต์แบบ Boxer 2 สูบนอน ขนาด 1,254 ซีซี เกียร์ 6 สปีด

ในตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่บิ๊กสกูตเกอร์กำลังมีกระแสมาแรงที่สุด ทาง SuperBikemag.com จึงได้ขอใช้โอกาสนี้ในการ รีวิว เจ้า BMW C400X หลังจากที่เปิดตัวไปได้ไม่นาน และในครั้งนี้เราจะมาทดสอบการขับขี่ในเมืองกรุงที่สุดแสนจะศิวิไลซ์ พร้อมกับสภาพรถติดที่เกิดขึ้นในทุกๆ วันและคนในเมืองกรุงเองก็ต้องจำใจยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น และหาทางเลือกต่างๆ ในการเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างคล่องตัว ในครั้งนี้ เราเอา BMW C400X มาใช้ในชีวิตจริงเดินทางในถนนที่รถติดสุดๆ นั้นก็คือ ถนนสาธร – วงเวียนใหญ่ – พระราม3 เพื่อที่จะทดสอบได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีกั๊กอย่างแน่นอน!! รูปทรง หน้าตา สำหรับรูปร่างของเจ้า บีเอ็มดับเบิ้ลยู ซี400 เอ๊กซ์ นั้น เรียกได้ว่าเป็นรถที่ถูกออกแบบมาให้ดูโดดเด่นสะดุดตาไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะไฟหน้า ที่มีลักษณะคล้ายกับรุ่นพี่อย่าง BMW GS 1250 โดยไฟหน้าเป็นแบบ Full LED (Auto) สว่างมาก ถ้ากดไฟสูงจะสว่างยิ่งกว่าเดิมอีกเท่านึง ทำให้เป็นจุดเด่นได้ อย่างชัดเจนเวลาขับขี่บนท้องถนนทั้งกลางวันและกลางคืน ด้านหน้ามีชิวบังลมขนาดใหญ่ ที่ไม่สูงจนรำคาญสายตา ไฟเลี้ยวขนาดใหญ่เช่นกันอยู่ทางด้านซ้ายและขวาของแฟริ่งด้านหน้า ส่วนเรือนไมล์เป็นจอแบบอัจริยะ TFT ขนาดใหญ่สามารถที่จะปรับแสงสว่างอัตโนมัติ ประมวลผลค่าต่างๆ ภายในตัวรถได้ทั้งหมด บวกกับเสริมความหรูหราด้วยโลโก้ค่ายใบพัดสีฟ้า ที่ดู เด่น และ มีระดับ ทางด้านคอนโซลหน้ามีปุ่มกดสตาร์ทแบบ ไม่ใช้กุญแจ เพียงแค่ติดกุญแจอัจฉริยะมาในกระเป๋าภายในระยะ 1 เมตร ก็สามารถสตาร์ทรถได้ทันที มาต่อกันที่เบาะนั่ง มีการดีไซน์ให้เป็น สองระดับ สีทูโทน นุ่มๆ นั่งสบาย การันตี คนซ้อนชอบเพราะว่ามันนุ่มมาก ทางด้านข้างหลังซ้ายจะเป็นในส่วนของแคร้องชุดขับเคลื่อนสายพานและกรองอากาศ มีดีไซน์ที่ล้ำสมัยออกแบบเป็นสีทูโทนยืนมองแล้วดูเข้ากันกับเบาะได้อย่าง ลงตัว ส่วนด้านหลังขวาจะเป็นท่อไอเสีย สแตนเลส ขนาดใหญ่ดูสมบุกสมบันเข้ากับตัวรถ พูดถึงในส่วนของช่องเก็บของอเนกประสงค์ ใต้เบาะ สามารถใส่หมวกได้ 2 ใบขณะจอด และ ขนาดครึ่งใบในขณะขับขี่ เพราะ ขณะจอดหยุดนิ่งสามารถที่จะยืดที่เก็บลงมาให้ลึกขึ้นถึงจะใส่ได้ และ ต้องดึงส่วนที่ยืดออกมาขึ้น เพื่อที่จะขับขี่ออกตัว ไม่งั้นระบบจะฟ้องขึ้นที่หน้าจอแสดงผลไม่ให้ขับขี่ (มันจะขูดกับยาง) ส่วนสุดท้ายนั้นก็คือไฟท้าย เอาตามตรงเลย เหมือนรุ่นพี่เลย ถ้ามองรวมๆแล้วผมรู้สึกว่า ดูดีไปเสียอีก ที่ถอดแบบเทคโนโลยีไฟหน้าจากรุ่นใหญ่ ลงมาใส่ในสกูตเกอร์ระดับพรีเมี่ยมคลาส ทำให้โดดเด่น มีคาแรคเตอร์เป็นของตัวเอง เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ขนาด 1 สูบ 350 ซีซี 34 แรงม้าที่ 7,500 รอบ/นาที แรงบิด 35 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ/นาที สามารถทำ Top speed ได้ถึง 149 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในระยะเวลาไม่นาน ฟิลลิ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ถูกออกแบบให้เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมือง เพราะอัตราการเร่งเครื่องจะโดดเด่นมากในรอบต้น-กลาง ในขณะที่เราเดินคันเร่งคงที่ในขณะที่รอบเครื่องลอยตัวอยู่ที่ 5500-6500 รอบ แล้วบิดส่งต่อรถจะพุ่งเป็นพิเศษ สามารถที่จะเร่งแซง ได้แบบนุ่มนวล เปิดคันเร่งได้ดั่งใจเลยละครับ ที่สำคัญคือ ยิ่งบิดออกตัวเร็ว ส่งผลทำให้คล่องตัว ขี่ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม ส่งกำลังขับผ่านชุดขับเคลื่อนสายพานออโต้ CVT รวมไปถึงเทคโนโลยีที่ BMW ใส่มาให้อย่าง ASC (ระบบควบคุมเสถียรภาพแบบอัตโนมัติ) ทำให้สะดวกสบาย โดดเด่น สะดุดตา ผู้ที่ร่วมทางด้วยกัน…เพราะผมลองมาแล้ว ช่วงล่าง เบรค ล้อ ยาง มาพูดถึงสิ่งที่โดดเด่นไม่เหมือนค่ายอื่นๆ นั้นก็คือ ชุดช่วงล่างด้านหน้า ให้ดิสเบรคคู่มี ABS ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 265 มม. จับด้วยปั้มเบรคแบบเรเดี้ยนเมาส์ BYBRE 4 ลูกสูบ ล้ออลูมิเนียมขนาด 15 นิ้ว ที่รัดยางขนาด 120/70 R15 Pirelli Angle Scooter ตัวท๊อปจากทางค่ายที่มาพร้อมกับโช้คหน้า Telescopic ที่มีแกนโช้คขนาด 35 มม. มาต่อกันที่ช่วงล่างด้านหลัง กับระบบเบรคที่ให้มาแบบดิสเบรกมี ABS ที่มีขนาดจานใหญ่เท่ากับจานเบรกหน้า จับด้วยคาลิปเปอร์เบรก 1 ลูกสูบ ล้ออลูมิเนียมขนาด 14 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 150/70 R14 ที่ใส่ยาง Pirelli Angel Scooter มาให้เช่นกัน ระบบกันสะเทือนล้อหลัง เป็นแบบคอยล์สปริง

Test Ride ALL New Honda CBR150R (2019) แล้วก็เป็นคิวของรถยอดนิยม ดีกรีระดับขึ้นหิ้งของค่ายปีกนกอย่าง CBR150R รถสปอร์ตที่เป็นที่นิยมมาโดยตลอดทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่อดีตต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และในครั้งนี้ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ในแบบที่เรียกว่าใหม่หมดจดทุกกระเบียดนิ้วเลยทีเดียวครับ กลายเป็น All New Honda CBR150R (2019) ที่หล่อเหลาและเต็มเปี่ยมด้วยสมรรถนะจริงๆ ครับ โฉบเฉี่ยว เนื่องจากเป็นโมเดลแบบใหม่หมดจดทั้งคันจึงมีส่วนที่เปลี่ยนแปลงมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของรูปโฉม เรียกว่าเปลี่ยนไปแบบผิดหูผิดตาเลยล่ะครับ หน้าตานี่ถอดแบบพี่ใหญ่ตัวพันอย่าง CBR1000RR มาเลย สำหรับ Honda CBR150R โมเดลนี้ก็จะโดดเด่นด้านหน้าด้วยไฟหน้าใหม่ แบบไฟคู่ LED ดุดันแบบพญาอินทรี ให้อารมณ์สปอร์ตสายพันธุ์ CBR ส่องสว่างทั้งยังมีเดย์ไลท์อยู่ด้านบนอีกด้วย เรือนไมล์ใหม่เป็นแบบ Full LCD ดิจิตอล อ่านค่าง่ายแม้แสงแดดจ้า ใช้งานสะดวก แสดงผลข้อมูลครบถ้วน รวมไปถึงระยะทางทริป A และ B และยังมีเลขบอกเกียร์อีกด้วย ถัดเข้ามาจากด้านหน้าก็จะเห็นถังน้ำมันขนาดใหญ่ 12 ลิตร ดีไซน์สปอร์ตให้เว้ารับกับสรีระของผู้ขับขี่ ช่วยให้ควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้น มาที่ส่วนของเบาะนั่งก็จะเป็นเบาะแบบแยกชิ้นพร้อมที่จับสำหรับคนซ้อน ด้านล่างลงไปเป็นที่อยู่ของท่อไอเสียทรงสปอร์ตเชิดขึ้นพร้อมตัวกันความร้อนลายเคฟลาร์ และปิดท้ายด้วยไฟท้าย LED พร้อมระบบไฟฉุกเฉินที่จะทำงานเวลาเราเบรกกะทันหันจนระบบเบรก ABS ทำงานครับ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีช่วยเสริมความปลอดภัยที่มีกันในรถพี่ใหญ่ เช่น Honda Goldwing ช่วยเตือนให้คันหลังได้ระมัดระวังว่าข้างหน้าอาจจะมีอันตราย ซึ่งจัดว่าจัดมาแจ่มครับ นอกจากเรื่องหน้าตารูปโฉมใหม่แล้ว Honda ยังจัดชุดลายกราฟฟิกมาให้ทีเดียว 4 ชุดสีด้วยกัน โดยมีลายปกติ 2 ชุดสี ได้แก่ สีดำ และสีน้ำเงิน-ดำ และลายพิเศษอย่างลายกราฟฟิก AP Honda Racing Thailand (ABS) ลายพิเศษเฉพาะของไทยโดยเฉพาะซึ่งมาในชุดสีแดง-ดำ และลาย Repsol ในชุดสีส้ม-ขาวที่คุ้นเคย อันเป็นลายสปอนเซอร์ทีมแข่ง MotoGP และได้รับความนิยมจนเป็นลายคู่บุญของ Honda ไปซะแล้ว จุดพิเศษอีกจุดสำหรับลาย AP Honda Racing Thailand คือ ล้อแม็กหน้าหลังคนละสีกัน แม้จะดูแปลกตา บางคนอาจจะมองว่ามันขัดๆ แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าลงตัวเข้ากันกับสีสันของตัวรถ เร้าใจ แน่นอนว่าโมเดลใหม่หมดจดทั้งคันแบบ CBR150R ที่เราทดสอบวันนี้ก็ย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของเครื่องยนต์หรือขุมพลังด้วยเช่นกัน โดยจะเป็นเครื่องยนต์บล็อกใหม่ขนาด 150 ซีซี DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมเกียร์ 6 สปีด ให้สุ้มเสียงที่เร้าใจในแบบของสปอร์ตไบค์ จากการทดสอบบนไดโนจริงๆ นั้นพบว่ามีแรงม้าถึง 15.02 แรงม้า ส่วนท็อปสปีดบนไดโนนั้นได้ที่ราวๆ 134 กม./ชม. ซึ่งถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียวสำหรับพิกัดนี้ อัตราเร่งค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับรถในขนาด 150 ซีซีเท่าๆ กัน และประหยัดน้ำมัน ซึ่งผมว่ามันสำคัญที่สุดเลย เอาอยู่ ช่วงล่างของ CBR150R ใหม่นี้เองก็มีการเปลี่ยนแปลงไปมากเช่นกัน ตั้งแต่โช้คหน้า ที่ถึงแม้ว่าจะมีแอบเสียดายนิดหน่อยตรงที่โช้คยังเป็นแบบเทเลสโคปิกอยู่ครับ อย่างไรก็ดี มันมีความดีงามตรงที่โช้คหน้านั้นสามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ เพื่อให้เหมาะกับการขับขี่ของเราโดยเฉพาะ ส่วนโช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยว ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับเช่นกัน สอดคล้องกันกับโช้คหน้า ทั้งนี้ก็เพื่อการขับขี่ที่ดีครับ เฟรมของรถเองก็ออกแบบใหม่ ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ CAE (Computer Aided Engineering) ดีไซน์ใหม่ให้เป็นเฟรมกลมแบบถัก ทำจากเหล็กกล้าแข็งแรงและเบา ทนทาน รองรับแรงบิดได้ดี สร้างสมดุลได้ตลอดคัน ส่วนระบบเบรคนั้นดิสก์เบรกทั้งหน้าและหลังขนาดใหญ่แบบจานหยัก (*เฉพาะรุ่น ABS) โดยตัวรถนั้นจะมีทั้งรุ่นที่มี ABS และไม่มี ABS ให้เลือก ซึ่งเราเอามาทดสอบทั้งสองรุ่นเลย ระบบเบรก ABS นั้นหยุดได้มั่นใจ แม้ขับขี่ในช่วงความเร็วสูง ฟันธง จากการทดลองหวดบนท้องถนนจริงๆ ทั้งในเมืองและออกมานอกเมือง พบว่าเป็นรถที่ขี่ง่าย เครื่องยนต์ให้อัตราเร่งที่ดี มีกำลัง ทำความเร็วได้ ระบบเบรกให้ความรู้สึกนุ่มนวล จากการทดลองขับขี่บนท้องถนน คิดว่าค่อนข้างจะสั่งได้ ปลอดภัยมากๆ กำเบรกสุดๆ ระยะเบรกนี่สั้นมากๆ เทียบกับหลายๆ ตัวที่ใกล้เคียงกัน ระยะเบรกจะค่อนข้างมาก และล้อไม่ล็อกแน่นอน แฮนด์แบบจับโช้คของมันออกแบบมาได้ค่อนข้างดี คือให้ท่านั่งขับขี่ในสไตล์สปอร์ต แต่ไม่ต้องก้มลงไปมากนัก ทำให้ขับขี่ได้ฟีลลิ่งแบบของสปอร์ตแต่ไม่ปวดเมื่อยเท่ากับสปอร์ตไบค์จ๋าๆ ที่แฮนด์จะบังคับให้เราหมอบหนักๆ แบบเรซซิ่ง จึงเหมาะกับการใช้งานในทุกๆ