SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Yamaha YZF-R1 2020 อัพเกรดความซิ่งด้วยความล้ำ Yamaha YZF-R1 โมเดลรหัสนี้มีอายุอานาม 20 กว่าปีแล้วที่ Yamaha มี YZF-R1 เป็นเรือธงในส่วนของซูเปอร์ไบค์ หรือสปอร์ตไบค์พิกัด 1,000 ซีซี นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2008 มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงปัจจุบัน และคราวนี้ก็เป็นอีกครั้งที่มีการอัพเดตปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่มองผ่านๆ อาจจะไม่มากมายอะไรนัก แต่หากสังเกตให้ลึกลงไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงของโมเดล 2020 ก็จัดว่าเป็นเมเจอร์เชนจ์หรือการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เลยก็ว่าได้ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนแปลงหน้าตาหรือรูปโฉมแต่เพียงอย่างเดียว ทรงซิ่ง เริ่มกันที่หน้าตารูปโฉมภายนอกกันก่อนดีกว่าครับ แน่นอนว่าลวดลายกราฟฟิกนั้นใหม่อยู่แล้ว แต่ตอนแรกคิดว่ามีชิ้นแฟริ่งตรงด้านหน้าถังน้ำมันเพิ่มเข้ามาเพียงอย่างเดียว ไฟหน้าก็ยังไม่รู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลง แต่พอเห็นตัวจริง ผมถึงได้เห็นถึงความแตกต่าง เรียกได้ว่าแทบจะเปลี่ยนหมดเลย ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือแฟริ่งหน้าและไฟหน้าครับ แฟริ่งหน้ามีความดุดันมากขึ้นมาในสไตล์เดียวกันกับ Yamaha M1 หรือรถแข่ง MotoGP ของทางค่าย ไฟหน้าก็ถูกออกแบบใหม่ย้ายตำแหน่งให้ต่ำลงมากว่าเดิม มิติลวดลายภายนอกมีการเพิ่มรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เข้าไป ทำให้ดูหรูขึ้น มีการปรับแต่งช่องลมต่างๆ รวมถึงชิลด์หน้าที่สูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตัวเก่า รวมถึงแฟริ่งด้านข้างที่ออกแบบมาให้เนียนเป็นชิ้นเดียวกับถังน้ำมันอลูมิเนียมน้ำหนักเบา เพื่อให้แอโรไดนามิกส์ดีขึ้น ซึ่งทางค่ายก็บอกว่าดีขึ้น 5% แถมมีบางคนบอกกับผมว่ามันดูคล้ายๆ กับ R6 ด้วย ซึ่งสำหรับผมแล้วโดยรวมนับว่าสวยขึ้นกว่าเดิมเมื่อเทียบกับโมเดลเดิม จากการที่มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มเข้ามาครับ เครื่องเดิมแต่แรงขึ้น เครื่องยังคงเป็นเครื่องครอสเพลน 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซีเช่นเดิม (ซึ่งโดดเด่นกว่า 4 สูบเรียงทั่วๆ ไปจากการที่ให้กำลังแรงบิดที่สมู้ทกว่า เนื่องจากองศาการจุดระเบิดที่ต่างออกไป) เพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนภายในใหม่เพื่อเพิ่มสมรรถนะให้ดีขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนไปคือมีการออกแบบฝาสูบ หัวฉีด กระเดื่องกดวาล์วและโปรไฟล์ของเพลาข้อเหวี่ยงใหม่ ให้การทำงานของวาล์วที่รอบสูงๆ เสถียรมากขึ้น จนตอนนี้ให้กำลังแรง 200 ม้าเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของฝั่งไอดีที่เมื่อควบรวมกับฝาสูบและตำแหน่งหัวฉีดใหม่แล้ว ช่วยให้เครื่องยนต์นั้นเผาไหม้ได้ดียิ่งขึ้นและทำงานได้เต็มสมรรถนะยิ่งขึ้น และเมื่อรวมกับระบบไอเสียใหม่ที่มีคาตาไลเซอร์ 4 ตัวแล้วยังช่วยให้เสียงเงียบขึ้นและยังทำให้ผ่านมาตรฐาน Euro5 ด้วย ช่วงล่างใหม่ดีกว่าเดิม หลายๆ ส่วนในช่วงล่างนั้นเหมือนเดิม เพราะดีอยู่แล้ว เช่น ล้อเดิม เพราะเป็นแม็กนีเซียมซึ่งดีอยู่แล้ว และดีกว่าบางค่าย ที่เป็นเพียงล้ออลูมิเนียม และไม่ได้มีแค่ใน R1M ด้วย R1 ธรรมดาก็มี ส่วนสวิงอาร์มก็ใช้แบบเดียวกับ R1M เหมือนกันแต่ปัดเงาเป็นสีเงิน ส่วนที่เปลี่ยนใหม่นั้นก็มี เช่นในส่วนของยางดีกว่าเดิมเล็กน้อย เปลี่ยนมาใช้ Bridgestone ซึ่งดีกว่าเดิม แต่ยังมีอาการสไลด์อยู่บ้างเหมือนกันถ้าเปิดแรงๆ แต่ระบบของรถก็ช่วยได้อยู่ และก็จะมีในเรื่องของระบบกันสะเทือนจะมาเป็นของ KYB ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับปรับแต่งได้ทุกค่า ส่วนด้านหลังก็จะเป็นโช้คหลังเดี่ยวทำงานร่วมกับกระเดื่องทดแรง ซึ่งปรับแต่งได้ทุกค่าเช่นกัน ส่วนกรณีของ R1M ก็จะเป็นโช้คไฟฟ้าของ Ohlins มาทั้งระบบ อีกส่วนนึงคือระบบเบรก แม้จะไม่ได้จัดเต็มเป็น Brembo แต่ตัวคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์ที่ให้มาก็เป็นโมโนบล็อกทั้ง R1 และ R1M อาจจะด้อยกว่าแบรนด์ดังที่ขนาดลูกสูบเบรกอาจจะเล็กกว่า หากเทียบค่ายยุโรปอาจะมีเสียเปรียบในจุดนี้ แต่ระบบเบรกนี้ใช้งานได้จริง ผมเองก็ใช้ R1 อยู่ ใช้ขี่ถนน ซึ่งก็รู้สึกว่าเบรกนั้นเพียงพอแล้ว แต่ตัวใหม่นี้มีการเปลี่ยนผ้าเบรกเพิ่มเติม ซึ่งก็ช่วยให้เบรกได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีระบบใหม่อย่างเบรกคอนโทรลที่จะทำงานร่วมกับ ABS จาก Bosch ช่วยให้การเบรกหรือลดความเร็วทำได้ดียิ่งขึ้น ช่วยลดอาการลื่นไถลเวลาเบรกหนักๆ หรือว่าเบรกบนพื้นลื่นๆ ทั้งนี้ยังทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ IMU อีกด้วย ลองหวด ผมรู้สึกว่าเจ้า R1 มันขี่ง่าย เลี้ยวเข้าโค้งง่าย เบา ตัวรถเองมีความสูงไม่ต่างจากเดิมมาก สำหรับผมต้องเขย่งนิดหน่อย ท่านั่งนั้นไม่ได้หมอบมากจนเกินไป หากจะนำขี่ถนนใช้ในชีวิตประจำวันก็พอได้ ขี่ในสนามก็โอเค ถังน้ำมันเว้ารับกับคางของหมวกกันน็อกเวลาที่เราหมอบ คือออกแบบมาได้ตอบสนองกับการขับขี่ในแบบสปอร์ตมากกว่า ค่อนไปทางเรซซิ่งค่อนข้างมากเลยทีเดียว ในเรื่องของโหมดการขับขี่นั้นจะคล้ายๆ เดิม แต่มีการแสดงผลเรื่องการเบรกเพิ่มเข้ามาที่หน้าจอสี ช่วงแรกนั้นผมได้ใช้โหมด Power 2 ซึ่งยังไม่แรงสุด เพื่อให้ได้ทำความคุ้นเคยกับตัวรถ วอร์มรถก่อน ซึ่งก็ขี่ได้สบายๆ ไม่กระโชกโฮกฮาก พออีกเซ็กชั่นได้ลองโหมด Power 1 คือโหมดเต็มกำลังแรงเต็มที่ ผมเปิดคันเร่งสัมผัสได้ว่ามีอาการหน้าลอย มีอาการสะบัดเล็กน้อย คิดในใจว่านี่ขนาดท่อเดิมยังรู้สึกว่ามันวิ่งได้ดี ตอนผมซัดทางตรงมี 270 – 280 เลย ตอนแรกขี่ท่อเดิมคิดว่ามันไม่เร็วมาก แต่พอมาดูความเร็วจริงๆ มันกลับเร็วกว่าที่คิดเยอะเลย น่าเสียดายที่ได้ขี่แต่ละเซ็กชั่นน้อยไปหน่อย ทำให้เทียบฟีลลิ่งยากนิดนึง แต่โชคดีที่ผมเองก็เป็นเจ้าของ Yamaha R1 มาก่อน จึงพอจะทำให้จับฟีลลิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น การตอบสนองและฟีลลิ่งของเครื่องยนต์เองก็ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับ R1 ตัวเก่าที่ผมเคยทดสอบมา

สำหรับการ รีวิว Honda ADV150 ปี 2019 ครั้งนี้ต้องบอกเลยว่า สดๆร้อนๆ ทั้งการเปิดตัว และการทดสอบกันเลยละพ่อคุณแม่คุณทั้งหลาย เพราะในช่วงเช้าได้เปิดตัวกันที่เซ็นทรัลเวิล์ด และในช่วงบ่ายได้มีการจัดเป็นการทดสอบในรอบของสื่อมวลชน ที่ศูนย์ขับขี่ปลอดภัย สำหรับโมเดลนี้เป็นโมเดลที่จัดจำหน่ายทั่วโลก และต้องบอกตามกันไปอีกว่าโมเดล ADV150 เป็นโมเดลที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามกันเลยทีเดียว ด้วยคาแร็กเตอร์ตัวรถ และการออกแบบที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็น Street Adventure ทำให้รู้สึกได้ว่า เป็นมอเตอร์ไซต์ที่ โคตรจะเหมาะสมกับภูมิประเทศไทย เราลองมาดูมารีวิวครั้งนี้ ที่ทางเราก็ได้สัมผัสเจ้า ADV150 ครั้งแรกเป็นยังไงกัน รูปร่าง อวบ กำลังดี มาดูกันที่รูปร่างหน้ากันก่อนเลยสำหรับการดีไซน์ภาพรวม ที่รูปร่างที่ค่อนข้างจะคล้ายรุ่นพี่สายลุยอย่าง Honda X-ADV 750 ด้วยรูปทรงไฟหน้าและท่อไอเสียที่ดีไซน์ให้ออกมาองศาคล้ายคลึงกันพอสมควร สำหรับ ADV150 คันนี้มีระบบส่องสว่างไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว แบบ Full LED ที่ให้ความสว่างชัดเจน ดีไซน์สวยโดยเฉพาะไฟหน้า และโดดเด่นด้วยไฟท้ายดีไซน์เป็นรูปตัว X สำหรับคันนี้เป็นสีที่ดูสวยสดที่สุด นั้นก็คือ สีแดง แต่ก็ยังมีอีก 2 สีก็คือ ดำ และ เทา ที่จำหน่ายในประเทศไทย (ความชอบส่วนตัว) พร้อมกับระบบ ESS (Emergency stop signal) เมื่อเบรคฉุกเฉิน ความเร็วลดแบบกระทันหัน ไฟเลี้ยวจะกระพริบเป็นสัญญาให้เป็นจุดสังเกตได้อย่างชัดเจนและปลอดภัย ชิวบังลมด้านหน้าที่มีขนาดใหญ่ ใส ที่สำคัญเลยมันสามารถที่จะปรับระดับสูง-ต่ำของชิวหน้าได้ โดยการหมุนตัวปรับทางด้านซ้ายและขวาพร้อมกับปรับขึ้นลงได้ แบบพร้อมกันทำให้การขับขี่ทั้งในเมืองก็ดีขึ้น และถ้าเราต้องการบังลมหรือบังขี้โคลนก็สามารถปรับขึ้นได้อีกด้วย ออกแบบไว้พร้อมลุย สำหรับแฮนด์บาร์ที่มีขนาดกว้างมีทั้งข้อดีและข้อสังเกต ข้อดีคือการออกแบบมาให้ขับขี่สบาย เดินทางไกลได้ รวมไปถึงสรีระการจับแฮนด์จะสามารถให้ตัวระหว่าง ช่วงแขนและไหล่ ทำให้เวลาเกิดการสั่นสะเทือนจะรู้สึกได้น้อยลง ส่วนข้อสังเกตุมีไม่มาก มันกว้าง ก็ย่อมติดเป็นธรรมดาแต่สำหรับคนที่ขับขี่บ่อยๆ เชื่อได้ว่าเดี๋ยวก็ชิน และก็พริ้วเหมือนเดิม ทางด้านแฮนด์ซ้าย มีสวิตซ์ไฟสูงไฟต่ำ แตร และไฟเลี้ยวออกแบบมาได้ระยะการปรับพอดีนิ้วมือ และปะกับแฮนด์ทางด้านขวามีสวิตซ์ ไฟฉุกเฉิน และ ปุ่มกดสตาร์ทเครื่องยนต์ รวมไปถึงสวิตซ์เปิดปิด IDLING Stop โหมดการหยุดทำงานเครื่องยนต์อัจฉริยะพร้อมทั้งปะกับคันเร่งแบบ 2 สายที่ออกแบบอยู่รวมกันทั้งหมด ทำให้ดูแล้วลงตัวเหมาะสม เรียบง่ายอย่างยิ่ง เรือนไมล์แบบ Full LCD ที่จะบอกสถานะต่างๆทั้งความเร็ว อัตราค่าเฉลี่ยน้ำมัน ทริปA/B เวลา วัน/เดือน รวมไปถึงแถบสถานะบอกไฟเลี้ยว กุญแจอัจฉริยะ ไฟสูง สถานะเครื่องยนต์ แบตเตอรี่ และไฟสถานะ ABS ที่ถูกดีไซน์เป็นแถบแยกออกมาจากหน้าจอเรือนไมล์อีกที แต่อยู่ในระยะที่สายตาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน กุญแจอัจฉริยะที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีเพียงแค่พกเข้าไปใกล้ๆรถเพียง 0.5-1 เมตรก็สามารถที่จะกดสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทันที รวมไปถึงตัวเบ้าบิดกุญแจ (เตาแก๊ส) ที่มีระดับการบิดทั้งเปิดถังน้ำมันขนาด 8 ลิตรที่อยู่ระหว่างขา,กดเปิดเบาะ และเปิดสตาร์ทเครื่องยนต์ ทางด้านซ้ายของคอนโซนที่ออกแบบให้มีช่องเก็บของสะดวกต่อการหยิบของได้ง่ายโดยใช้มือซ้าย และยังมีปลั๊กไฟอเนกประสงค์ 12V ไว้สำหรับการต่อ GPS ชาร์ตแบต Smartphone และอื่นๆได้อีกมากเลยละครับ ช่วงล่างกันบ้าง เขาว่าดี!! ช่วงล่างด้านหน้าโช้คอัพหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิค(ตะเกียบคู่)ดีไซน์กระบอกโช้ค 2 ระดับเพิ่มความ อารมณ์ความแอดเวนเจอร์เข้าไป พร้อมกับมีระยะยืดยุบ 130 มิลลิเมตร มาคู่กับระบบเบรคแบบจานดิสที่มีขนาดใหญ่ 240 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรค Nissin ที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับความปลอดภัยที่ให้มาคือ ABS ช่วงล่างด้านหลังเป็นโช้คคู่ Showa Subtank กระบอกสีทองที่มีระยะยืดยุบตัวแกนได้120 มิลลิเมตร ทั้งซ้าย และขวา ซึ่งก็ถือว่าเป็นโช้คหลังที่ติดมาจากโรงงานที่ดี ไม่แพ้รถบิ้กไบค์เลยละครับ ระบบเบรคหลังที่ให้มาเป็นแบบดิสเบรคจากโรงงาน ออกแบบมาสวยโดนใจตั้งแต่แรกพบสบตา มีการวางตำแหน่งเยื้องออกมาทางด้านหลังง่ายต่อการเซอร์วิสและมีความสวยงาม ตัวคาลิปเปอร์เป็น Nissin จานดิสมีขนาด 220 มิลลิเมตร (Non ABS) ล้อหน้า-หลัง เป็นล้อแม้กซ์ดีไซน์ 6 ก้านคู่ดูลงตัว สีดำมาพร้อมกับยาง IRC ขนาด 110/80-14 และ 130/70-13 (หน้า/หลัง) เป็นแบบ TUBELESS ไร้ยางในตัวลายดอกยางเป็นลายดอกแบบกึ่งลุย กึ่งสตรีสดูได้อารมณ์ลงตัว เหมาะสำหรับการขับขี่ดินลูกรัง และถนนดำ เครื่องยนต์ 150 ซีซีคล่องตัว..ECU ใหม่ มาดูที่พละกำลังเครื่องยนต์ ESP หัวฉีด PGM-Fi ขนาด 1 สูบ 149.3 ซีซี

การทดสอบในครั้งนี้กับการ รีวิว Honda CB300R สปอร์ตคาเฟ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมไปถึงสมรรถนะเครื่องยนต์ และช่วงล่างที่ทำให้ตอนทดสอบต้องบอกเลยว่าเหลือเฟือ ที่สุดสำหรับสปอร์ตคาเฟ่ในคลาส 300 ซีซี หลายๆ คนอาจจะงงและสงสัยว่า Neo Sport Cafe นั้นคืออะไร มันก็คือการผสมผสานแนวคิดและสไตล์ของรถในแบบคาเฟ่ที่มีลักษณะโดดเด่นในแบบคลาสสิคเข้ากับสปอร์ตไบค์ที่มุ่งเน้นไปในเรื่องของสมรรถนะและความทันสมัย จนออกมาเป็นรถในตระกูล Neo Sport Café นั้นเอง.. มาส่องโฉม กันก่อน ดีไซน์โดดเด่นเป็นสง่ารูปร่างดี สมส่วนด้วยไฟหน้าทรงกลมแบบ LED ตามดีไซน์ Japan craft ดูดี เป็นศรีแกผู้ขับขี่ มาพร้อมแฮนก์บาร์ยกกระชับขับง่ายตามสไตล์คาเฟ่ เรือนไมล์แบบ LCD ดิจิตอลดูล้ำสมัยที่จะแสดงผลทั้งหมดทั้งมวลของรถคันนี้ เช่น ความเร็วขับขี่ รอบเครื่องยนต์ ปริมาณน้ำมัน การวัดระยะทางแบบทริป และสถานะไฟเลี้ยว ไฟสูง เวลา อุณหภูมิเครื่องยนต์ รวมไปถึงสถานะการเปลี่ยนเกียร์ Shift Light เอาจริงๆก็เกือบจะครบถ้วน ขาดแค่ไฟบอกเกียร์เพียงอย่างเดียว มาต่อที่โช้คหน้า ที่เป็นจุดเด่นสง่าสีทอง แบรนด์ดังอย่าง SHOWA ที่เป็นแบบ UPside-down ขนาด 41 มม. และ โช้คหลังเดี่ยวที่สามารถปรับพรีโหลดได้ 7 ระดับ เฟรมถักที่ทำให้ดูเพียวร่างบางเบาแข็งแรง ดูทันสมัยสวยงาม ระบบเบรค ดิสเบรคหน้า-หลัง ABS คาลิปเปอร์ Nissin แบบเรเดี้ยนเมาส์ที่ถอดแบบมาจากเทคโนโลยี SuperBike อย่าง CBR1000RR ที่ทำให้มั่นใจมากยิ่งขึ้นพร้อมกับให้จานดิสเบรค Floating ขนาดใหญ่แบบ WaveDisk ที่ดีไซน์เป็นคลื่นรอบวงของตัวจานเบรค และเบรคหลังที่เป็นของ Nissin เช่นกัน และอย่างแน่นอนที่ Honda ยัดมาให้เสมอนั้นก็คือระบบเบรค ABS และ G sensor จากโรงงานมั่นใจหายห่วง ขนาดของล้อแม็ก 5 ก้านคู่(Y)ที่ให้มาทางด้านหน้ามีขนาด 17 นิ้วที่รัดด้วยยางขนาด 110/70 และขนาดล้อด้านหลัง 17 นิ้วให้ขนาดยางมาที่ 150/60 ที่มีขนาดหน้ายางกว้าง ใหญ่ ดูสมส่วน และทำให้การขับขี่คันนี้ รู้สึก นุ่มนวล มั่นใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ขุมพลัง 1 สูบ 286 ซีซี เครื่องยนต์สูบเดียว มีความจุปริมาตรกระบอกสูบที่ 286 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ หัวฉีด DOCH (แคมคู่) ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 76.0 X 63.0 อัตราส่วนกำลังอัด 10.7 : 1 ระบบเกียร์ แบบ 6 สปีด คลัทซ์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ฟิวลิ่งการขับขี่ รีวิว Honda CB300R 2019 ในการขับขี่ในครั้งนี้ได้ทดสอบการขับขี่กันภายในเมืองย่าน พระราม9-เรียบทางด่วน รามอินทรา ได้ฟิวของการซอกแซกภายในเมือง ทำได้ดีเลยทีเดียว เนื่องจากตัวรถมีน้ำหนักเบากว่ารุ่นอื่นๆในคลาส ที่มีน้ำหนักเพียง 143 กิโลกรัมรวมของเหลวที่มีน้ำมันในถังถึง 10 ลิตร (เต็มถัง) สามารถที่จะพลิกรถทั้งซ้ายและขวาง่ายมากๆ ด้วยขนาดยางหลังที่มีขนาดใหญ่ ทำให้การเลี้ยวโค้งสามารถทำได้มั่นใจมากยิ่งขึ้น ท่านั่งการขับขี่ ด้วยตัวรถที่เป็นทรงแฮนด์บาร์ทำให้ท่านั่งนั้นเรียบง่าย สบายๆอย่างเห็นได้ชัดไม่ต้องก้มคอม งอหลังให้ปวดเมื้อยระหว่างขาสามารถที่จะหนีบตัวถังน้ำมันได้อย่างดี กระชับหน้าขามั่นใจทั้งการเบรคและเปิดคันเร่งรวมไปถึงเบาะนั่งที่ไม่สูงมาก ทำให้ควบคลุมรถได้อย่างคล่องตัว ในการขับขี่ครั้งนี้ทางเราจะให้ความสนใจเป็นพิเศษสำหรับการทดสอบช่วงล่างเพราะถือว่าเป็นจุดเด่น ของรถคันนี้สำหรับช่วงล่างด้านหน้าแบบ UPside-down ของ Showa ที่ถูกติดตั้งมาจากโรงงานที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 41 มม. และโช้คหลังที่เป็นแบบเดี่ยว สามารถปรับพรีโหลดได้ ถือว่าเป็นช่วงล่าง ที่ดีที่สุดในคลาสตอนนี้ ซับแรงกระแทรกได้เป็นอย่างดี แม้กระทั้งการเบรคหนักๆแบบฉุกเฉิน หรืออาจจะมีคนซ้อนเดินทางในชีวิตประจำวัน ก็ทำงานได้เป็นอย่างดี เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการขับขี่บนถนนเมืองไทย สำหรับตัวเครื่องยนต์ต้องบอกก่อนเลยว่า แม้จะเป็นเครื่องยนต์ 1 สูบในแบบเดียวที่ใช้ใน CBR300R ได้ให้กำลังเครื่องยนต์ที่ตอบสนองได้ดีมากในช่วงรอบต้น และกลาง ตามสไตล์เครื่องยนต์สูบเดียว บิดติดมือ บิดคันเร่งตอบสนองได้เป็นอย่างดีเร่งแซงได้ดั่งใจ เสียงท่อไอเสียที่เครื่องยนต์ ขนาด 286 ซีซี ถือว่าทำได้ดีเร้าใจ ปลอดภัยคุณตำรวจ ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ที่มีกำลังเพียงพอต่อการใช้งานในเมือง หรืออาจจะมีการออกทริปเอาสังคมสองล้อกันบ้างก็ สบายๆ ไร้กังวลอย่างแน่นอน ฟันธง สปอร์ตคาเฟ่ CB300R 2019

ได้มีโอกาส รีวิว New Honda Forza 300 กันเสียทีหลังจากที่เราห่างหายกันไปนานกับการรีวิวรถสายพานช่วงนี้ก็ได้บิดได้จับกันบ่อยมากขึ้น สำหรับตลาดบิ๊กสกู๊ตเตอร์ขนาดกลางที่เป็น ขนาดความจุซีซียอดฮิตที่กำลังมาแรงกันเลยทีเดียว แต่ในครั้งนี้จะพิเศษกว่าคือ คันนี้มีชุดแต่ง H2C ติดมาด้วยก็ได้มีโอกาสรีวิวให้ชมกัน รวมไปถึงแนวทางการแต่งอีกด้วย สำหรับการ รีวิว New Honda Forza 300 คันนี้เป็นเฉดสีที่เพิ่งจะเปิดตัวไปไม่นานมานี้เองโดยคันนี้เป็น 1 ในสีที่เพิ่งเปิดตัวมาใหม่ไม่นานมานี้เอง โดยสีที่มีทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาว-น้ำเงิน, สีดำด้าน, สีแดง-เทาและสีน้ำเงิน-เทา มาๆมาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เดียวเรามาดููว่าคันนี้มีอะไรกันบ้าง รูปทรงภายนอก หน้าตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ประโยคนี้ใช้ได้เสมอกับการเลือกอะไรสักอย่างหนึ่งต้องดูที่ หน้าตากันก่อน สำหรับคันนี้ เป็น ไฟหน้าแบบ LED สว่างเด่นชัดเจนทั้งกลางวันกลางคืน รวมไปถึงชิวหน้าไฟฟ้าที่สามารถปรับ สูง-ต่ำได้ ขณะขับขี่ได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึงการดีไซน์ไฟเลี้ยวบิ้วอินอยู่หลังกระจกข้าง ออกแนวสปอร์ตสุดๆ แฮนด์บาร์ดีไซน์แบบทูโทน สองสี มุมมองชัดเจน ดูล้ำสมัย พร้อมกับด้านล่างแฮนด์บาร์ที่มี ที่บิดกุญแจ Keyless พร้อมกับสวิตช์ เปิด-ปิด เบาะนั่ง และ ฝาถังน้ำมัน แค่เพียงพกกุญแจติดตัวไว้ง่ายๆ ก็สามารถที่จะขับขี่ได้อย่างสะดวกสบาย เรือนไมล์แบบผสมผสานระหว่าง ดิจิทัลและเข็ม ที่จะบอกค่าต่างที่เกิดขึ้น ทั้งรอบเครื่อง ความเร็ว ไฟสถานะเครื่องยนต์ ไฟเลี้ยว ค่าอุณหภูมิความร้อนเครื่องยนต์ ระดับน้ำมันที่เหลือในถัง รวมไปถึงค่าเฉลี่ยต่างๆเช่น ทริปการเดินทาง ค่าเฉลี่ยน้ำมันต่อลิตร มาต่อกันที่ปะกับทางด้านซ้าย ที่ดูปุ่มกดจะเยอะเป็นพิเศษ แต่สำหรับผมแล้วมันรู้สึกว่าคันนี้มีอะไรพิเศษกว่าคันอื่นๆที่เคยขับมา INFO A,B ที่จะเป็นตัวกดเปลี่ยนข้อมูลค่าต่างๆบนหน้าจอดิจิทัล ไฟต่ำ ไฟสูง ส่วนที่เป็นลูกศร ขึ้นลงนั้นคือการปรับระดับชิวหน้าไฟฟ้า ถัดขึ้นไปด้านบนนั้นก็คือปุ่มกด เปิด-ปิด ระบบ HSTC ที่ขาดไม่ได้มาตราฐานของรถทุกคัน นั้นก็คือแตร และไฟเลี้ยว ทางด้านขวา มีปุ่มเปิดปิด สวิตซ์ off-Run เครื่อยนต์พร้อมกับระบบสัญญาณไฟกระพริบ และ ปุ่มกดสตาร์ทเครื่องยนต์ ถังน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซิล ขนาด 11.5 ลิตร ที่มีฝาเปิดปิด 2 ชั้นจะถูกสั่งจากเบ้ากุญแจ keyless แล้วถึงกดเปิดได้ ฝาด้านในเป็นแบบเกลียว สะดวกสบายไม่ต้องลงจากรถขณะเติมน้ำมันรวมไปถึงการช่วยบาลานซ์น้ำหนักมวลรวมให้อยู่ช่วงกลางลำตัวรถอีกด้วย เบาะนั่งขับขี่ขนาดใหญ่ถูกออกแบบดีไซน์แบบตอนเดียว 2 ระดับ สำหรับผู้ขับขี่และคนซ้อนท้าย นุ่ม เนียน เดินทางทั้งใกล้และไกลสบายๆ ที่มาพร้อมกับมือจัดสีดำด้านสำหรับคนซ้อนจับโดยสาร ช่องเก็บของด้านหน้าที่มีขนาดใหญ่ ทรงสูง ที่สามารถใส่ขวดน้ำขนาด 15 บาทได้ ถือว่าใหญ่และลึกพอสมควรเลย ที่มาพร้อมกับช่องจ่ายกระแสไฟขนาด 12V สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นขนาดขับขี่ ทั้งการต่อ GPS หรือชาร์ตแบตโทรศัพท์ ล้อหน้าที่มีขนาด 15 นิ้ว ลายล้อแม็กแบบ 6 ก้านคู่สีดำ ยางขนาด 120/70-15 ระบบดิสเบรคเดี่ยวมีขนาด 256 มม.มาพร้อมกับคาลิปเปอร์เบรค Nissin ที่มีของแต่ง H2C ที่ออกแบบมาเป็นการ์ดป้องกันตัวคาลิปเปอร์ใช้งานได้จริง กระบอกโช้คหน้าแบบ Telescopic ที่มีขนาดแกน 33 มม ให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ สนุกกับการเดินทาง ล้อหลังมีขนาด 14 นิ้วมาพร้อมกับยางขนาด 140/70-14 ลายล้อแม็กแบบ 6 ก้านคู่สีดำเหมือนกับล้อหน้า มาพร้อมกับระบบเบรคแบบดิสเบรคขนาด 240 มม. ทำงานพร้อมกับระบบ ABS ทั้งล้อหน้า และ ล้อหลัง เพิ่มสมรรถนะในการเบรคมากยิ่งขึ้น โช้คหลังเป็นแบบ สตรัทปรับเกลัยวคู่ทั้งซ้ายและขวา สามารถที่จะปรับความแข็งอ่อนได้ 7 ระดับ ทางด้านซ้ายของตัวรถจะมีแคร้งชุดขับเคลื่อนสายพานมาพร้อมของแต่ง H2C อีกด้วย ไฟท้ายแบบ LED สว่างชัดเจน ดีไซน์ล้ำสมัยดูหรูหราตามแบบฉบับฮอนด้า คันนี้มาพร้อมกับ แร็คท้ายสีแดงที่เป็นของแต่ง H2C ที่ถูกดีไซน์ด้วยวัสดุแข็งแรง ทนทาน สามารถเอาไว้ใส่กล่องท้าย สำหรับใส่สิ่งของสัมภาระเดินทางไกลๆ ได้อีกด้วย มาดูเครื่องยนต์เจ้า Forza กันบ้าง สำหรับบิ๊กสกู๊ตเตอร์คันนี้ ยังมีขุมพลังเครื่องยนต์ขนาด 1 สูบ ระบบจ่ายน้ำมันหัวฉีด PGM Fi 4 จังหวะ 279 ซีซี ที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่

หลังจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จาก CBR650F เป็น New Honda CBR650R เมื่อปีที่ผ่านมาสำหรับสปอร์ตไบค์ขนาด 650 ซีซี ที่สมบูรณ์ที่สุดในตอนนี้ และนี่ก็เป็นอีก 1 โมเดลที่ขายดีอีกด้วย ทางเราได้ทดสอบแบบจัดเต็มกันไปแล้ว ครั้งนี้ก็เลยถือโอกาสเข้าร่วมทดสอบอีกครั้งนึง โดยในการทดสอบครั้งนี้บินลัดฟ้าไปถึงเชียงใหม่ เพราะเราจะเดินทางไปแม่ฮ่องสอนกัน ไป ไป ไป!! ในการทดสอบครั้งนี้ได้มีโอกาสขับขี่ร่วมทริปกับพี่ชายสุดหล่อ พี่ฟิล์ม รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ นักแข่งโมโต 2 ที่จะร่วมทริปทดสอบในครั้งนี้ด้วย พร้อมกับพี่ๆสื่อมวลชนทั้งหลาย โดยในครั้งนี้จะมีรถ CBR Series ทั้งหมด 2 รุ่นนั้นก็คือ Honda CBR500R และ New Honda CBR650R รวมๆ กว่า 15 คัน ที่จะเดินทางไปที่ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระยะทางรวมเกือบ 200 กิโลเมตรและมีโค้งให้เราได้ขี่กันเต็มที่อีก 700 กว่าโค้ง ก็นับว่าเป็นการทดสอบรถแบบทริปเชิงท่องเที่ยวไปในตัว โดยรถที่ผมได้เลือกขับนั้นเป็นตัว CBR650R สีแดงแรงฤทธิ์กันเลยละครับ โดยในครั้งนี้เรามาเริ่มกันที่ ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า เชียงใหม่ โดยมีทางทีมงานฮอนด้าได้จัดเตรียมรถไว้ให้อย่างเรียบร้อย รวมไปถึงเปลี่ยนชุดและบรีฟกันนิดหน่อยใช้เวลาไม่นาน อากาศค่อนข้างดีเหมาะสำหรับการขับขี่เล่นโค้งบนถนนลาดยางลมเย็นๆปะทะหน้า เพลิดเพลินเร้าใจ ตลอดทั้งเส้นทาง มาดูเจ้าคันนี้กันก่อนดีกว่า มีอะไรดี? คันนี้ที่สวยสะดุดตาเป็นพิเศษเพราะสีที่เลือกเป็นสีประจำค่าย โดดเด่น เป็นที่ต้องตาต้องใจของคนเมืองเชียงใหม่ตลอดเส้นทาง มีเอกลักษณ์ไฟหน้าคู่แบบ LED ดีไซน์สปอร์ตสว่างชัดเจน โช้คหน้าแบบ Up-side down 41 มม. ขนาดใหญ่ซับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี มาพร้อมกับระบบเบรค Nissin แบบเรเดี้ยนเมาส์ 4 สูบปลอดภัยหายห่วง อีกอย่างเลยที่ถูกใจผู้ขับขี่อย่างแน่นอน นั้นก็คือ แผงหน้าปัดเรือนไมล์แบบ Full LCD พร้อมบอกตำแหน่งเกียร์ อีกจุดเด่นที่ทุกคนต้องรู้ก็คือ เครื่องยนต์ แรงขึ้น 5% ปรับจูนเครื่องยนต์ใหม่ทั้งหมดให้มีกำลังแรงอัดเพิ่มมากขึ้น โดยเครื่องยนต์มีขนาด 649 ซีซี DOCH 16 วาล์ว กำลังอัดสูงขึ้นเป็น 11.6 : 1 ออกแบบลูกสูบใหม่รองรับกำลังอัดที่เพิ่มขึ้น และเปลี่ยนใช้หัวเทียนแบบอิริเดียม ทำให้มีแรงม้าที่มากขึ้น ทำให้มีแรงม้า 94 แรงม้า และ แรงบิดที่ 64 นิวตันเมตร พร้อมกับระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัทช์ใหม่ช่วยป้องกันอาการล้อหลังสไลค์จากการเชนเกียร์ลงอย่างเร็ว และยังสามารถเข้าเกียร์ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย การขับขี่ครั้งนี้ เชียงใหม่ – อ.ปาย แม่ฮ่องสอน ในการเดินทางเริ่มจาก ศูนย์ขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า เชียงใหม่ ไปจนถึง อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮองสอนโดยมีระยะทางรวมโดยประมาณ 135 กิโลเมตร และใช้เวลาในการเดินทาง 2 ชั่วโมงกว่าๆ น้ำมันถังเดียว สบ๊าย สบาย โดยความคิดเห็นส่วนตัว รู้สึกได้ว่าขี่น้อยมาก ถ้าใช้เวลา 1 วัน แต่พอดูใน Google map (พิกัด) แล้วละก็เส้นทางมันช่างคดเคี้ยว เลี้ยวเยอะเหลือเกิน น่าสนุก ตื่นเต้น เร้าใจอย่างแน่นอน ที่จะขึ้นไปเล่นโค้ง เทโค้ง ให้เต็มที่ไปเลย ฟิวลิ่งการขี่ขึ้นปายในครั้งนี้ เครื่องยนต์มีความเนียนการตัวก่อนเยอะพอสมควร ด้วยความที่เครื่องยนต์มีกำลังมากขึ้น ทำให้การเดินคันเร่งในโค้งและการเติมคันเร่งขึ้นเนินอย่างต่อเนื่องและตลอดเวลา ทำให้ตัวรถเองนั้นค่อนข้างที่จะขี่ง่ายเลยทีเดียว ช่วงล่างที่ถูกปรับเปลี่ยนเป็นโช้คหัวกลับขนาด 41 มม. และมีความหนืดของตัวน้ำมันที่ค่อนข้างจะดี ทำให้พับโค้ง ติดๆกันทั้งโค้งซ้าย โค้งขวาไม่มีอาการแต่อย่างใด อาจจะเป็นเพราะ พี่ฟิล์ม และ พี่กาน เป็นคนนำไลน์เข้าโค้งได้ดีด้วย แต่ก็มีการใช้เบรคกะทันหันบาง เนื่องจากมีการเดินของสัตว์ข้างทางตลอดเวลา เช่น โค กระบือ ของชาวบ้าน รวมไปถึง กับระเบิด ไม่ต้องตกใจ ทีว่านี้คือ อุจาระ ที่อยู่บนถนนเป็นระยะๆ เป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ทำให้สามารถทดสอบระบบเบรคและโช้คอัพได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งนึงที่เห็นผลและรับรู้ได้อย่างรวดเร็วก็คือ เทคโนโลยี Emergency Stop Signal ที่เป็นสัญญาณไฟฉุกเฉินกระพริบเมื่อเบรคกะทันหัน เป็นเทคโนโลยีที่อยู่บนรถระดับพรีเมี่ยม อย่าง GoldWing ทำให้มีความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น ทั้งแก่ตัวเองและผู้ใช้ร่วมทาง ในระหว่างทางมีฝนตกหนักทางทีมจึงลงความเห็นว่าให้พักกันหน่อย เพื่อความปลอดภัยของทีมเรา ไม่ใช่ว่ารถไม่ดี เราแค่รู้ว่ามันไม่ปลอกภัยจึงหยุด แล้วรอฝนเบาจึงไปต่อ เราเดินทางมาถึงครึ่งทางแวะเที่ยวที่ จุดชมวิวดอยกิ่วลม

กลับมาอีกครั้งกับการ ทดสอบ BMW R1250GS และ BMW R1250GS Adventure ตัวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวออกมาพร้อมกับเครื่องยนต์เทคโนโลยี Shift Cam และเมื่อไม่นานมานี้ ทางทีมงาน SuperBikemag.com ก็ได้มีโอกาสสัมผัสการขับขี่มันครั้งแรกในรอบสื่อมวลชน มารอดูกันครับว่าเป็นยังไง โดยในครั้งนี้ เราได้รับเชิญจากทาง BMW Motorrad ให้มาเข้าร่วมทดสอบเจ้า BMW R1250GS มอเตอร์ไซค์ Adventure สมรรถนะสูงระดับตัว TOP กันที่สนาม Enduro park Thailand แห่งใหม่ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรีในการทดสอบครั้งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยจะแบ่งเป็น ภายในสนามเอ็นดูโร่ พาร์ค และ ภายนอกบริเวณรอบๆ สนามที่เป็น ไร่มัน ไร่สับปะรด ภูเขา และ บ่อทราย โดยช่วงเช้า เราได้รับการบรีฟจากทีมครูฝึก เอ็นดูโร่ พาร์คนำทีมโดย ครูไก๋ ครูเอก และทีมงาน เกี่ยวกับเส้นทางและผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์ ที่่ได้พูดถึงสมรรถนะเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่เคลมออกมาจากโรงงานที่มีความแรงจากเทคโนโลยี Shift Cam ถึง 4 % ร่วมไปถึงได้รับเกียรติ ขับขี่กับปรมาจารย์ MR.GS นั้นก็คือ Tom Wolf ผู้ก่อตั้งและจัดการแข่งขัน GS Trophy จนถึงปัจจุบันนี้ สำหรับ BMW R1250GS และ BMW R1250GSA นั้นเป็นรถแอดเวนเจอร์ สมรรถนะสูงที่ถูกออกแบบมาเพื่อคนที่หลงไหลในการผจญภัยและการเดินทาง รูปลักษณ์หน้าตา ไฟหน้า LED มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นสะดุดตาและไม่เหมือนใคร และระบบไฟส่องสว่างเป็นแบบ Full LED ทั้งคัน ล้อซี่ลวด หน้าหลัง แข็งแรง ทนทาน แบบ Tubeless มาพร้อมกับระบบดิสก์เบรกคู่จาก BMW เดินทางไกลหายห่วงเพราะมีถังน้ำมันขนาดใหญ่ รุ่น GSA จะมีมาให้ 30 ลิตร ส่วนรุ่น ปกติจะมี 20 ลิตร (ในภาพคือ GSA) ความปลอดภัยทั้งคนและรถ แคชบาร์กันล้มจากโรงงาน พร้อมไฟสปอร์ตไลท์ส่องสว่าง เบาะนั่ง 2 ตอนพร้อมกับแคชบาร์ด้านหลัง (ตัวจำหน่ายมีกล่องหลังอลูมิเนียม 3 ใบ) หน้าจอเรือนไมล์แบบ TFT อัจฉริยะ บอกทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ความเร็ว รอบเครื่องยนต์ โหมดการขับขี่ ความร้อนเครื่องยนต์ เวลา ทริป ความเฉลี่ย ไฟสถานะเครื่องยนต์ รวมถึงเทคโนโลยี BMW Connected ที่เชื่อมต่อกับ Smart Phone สามารถใช้ GPS นำทางเป็นระยะได้ ฟังเพลง และรับโทรศัทพ์ได้ แสดงผลบนหน้าจอ TFT 6.5 นิ้ว พร้อมกุญแจแบบ Keyless พกติดตัวได้ไม่ต้องเสียบไว้ที่ตัวรถ ปะกับด้านซ้ายจะดูเยอะๆหน่อย คีย์เลื่อนทั้งหมดจะถูกบังคับด้วยนิ้วมือด้านซ้าย เปิดปิด ABS ไฟเลี้ยว ปรับเปลี่ยนโมหดเปิดปิดไฟฟ้าแบบ Auto กดดูข้อมูลทริปต่างๆ กดสัญญาณเสียงแตร ควบคุมความเร็วเดินทางด้วย Cruise Control ไฟกระพริบส่งสัญญาณ และสุดท้ายคือ ที่ปรับทิศทางการเลือกโหมดแบบ แอนะล็อก 4 ทิศทางง่ายต่อการบังคับ ทางด้านขวาของแฮนด์คือ คันเร่งไฟฟ้า สวิตซ์ Off-Run เปิด ปิด สตาร์ท เครื่องยนต์ และ Heat Grip อุ่นมือ ท่อไอเสียขนาดใหญ่กำลังดี เสียงทรงพลัง ผ่านมาตรฐาน Euro 4 ดูด้านข้างเข้ากันกับเสื้อสูบเครื่องยนต์ Boxer คันนี้ ช่างดูลงตัวเสียจริง เครื่องยนต์แรงขึ้น 4% ShiftCam Technology เครื่องยนต์แบบ Boxer 2 สูบนอน ขนาด 1,254 ซีซี เกียร์ 6 สปีด

ในตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่บิ๊กสกูตเกอร์กำลังมีกระแสมาแรงที่สุด ทาง SuperBikemag.com จึงได้ขอใช้โอกาสนี้ในการ รีวิว เจ้า BMW C400X หลังจากที่เปิดตัวไปได้ไม่นาน และในครั้งนี้เราจะมาทดสอบการขับขี่ในเมืองกรุงที่สุดแสนจะศิวิไลซ์ พร้อมกับสภาพรถติดที่เกิดขึ้นในทุกๆ วันและคนในเมืองกรุงเองก็ต้องจำใจยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น และหาทางเลือกต่างๆ ในการเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างคล่องตัว ในครั้งนี้ เราเอา BMW C400X มาใช้ในชีวิตจริงเดินทางในถนนที่รถติดสุดๆ นั้นก็คือ ถนนสาธร – วงเวียนใหญ่ – พระราม3 เพื่อที่จะทดสอบได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีกั๊กอย่างแน่นอน!! รูปทรง หน้าตา สำหรับรูปร่างของเจ้า บีเอ็มดับเบิ้ลยู ซี400 เอ๊กซ์ นั้น เรียกได้ว่าเป็นรถที่ถูกออกแบบมาให้ดูโดดเด่นสะดุดตาไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะไฟหน้า ที่มีลักษณะคล้ายกับรุ่นพี่อย่าง BMW GS 1250 โดยไฟหน้าเป็นแบบ Full LED (Auto) สว่างมาก ถ้ากดไฟสูงจะสว่างยิ่งกว่าเดิมอีกเท่านึง ทำให้เป็นจุดเด่นได้ อย่างชัดเจนเวลาขับขี่บนท้องถนนทั้งกลางวันและกลางคืน ด้านหน้ามีชิวบังลมขนาดใหญ่ ที่ไม่สูงจนรำคาญสายตา ไฟเลี้ยวขนาดใหญ่เช่นกันอยู่ทางด้านซ้ายและขวาของแฟริ่งด้านหน้า ส่วนเรือนไมล์เป็นจอแบบอัจริยะ TFT ขนาดใหญ่สามารถที่จะปรับแสงสว่างอัตโนมัติ ประมวลผลค่าต่างๆ ภายในตัวรถได้ทั้งหมด บวกกับเสริมความหรูหราด้วยโลโก้ค่ายใบพัดสีฟ้า ที่ดู เด่น และ มีระดับ ทางด้านคอนโซลหน้ามีปุ่มกดสตาร์ทแบบ ไม่ใช้กุญแจ เพียงแค่ติดกุญแจอัจฉริยะมาในกระเป๋าภายในระยะ 1 เมตร ก็สามารถสตาร์ทรถได้ทันที มาต่อกันที่เบาะนั่ง มีการดีไซน์ให้เป็น สองระดับ สีทูโทน นุ่มๆ นั่งสบาย การันตี คนซ้อนชอบเพราะว่ามันนุ่มมาก ทางด้านข้างหลังซ้ายจะเป็นในส่วนของแคร้องชุดขับเคลื่อนสายพานและกรองอากาศ มีดีไซน์ที่ล้ำสมัยออกแบบเป็นสีทูโทนยืนมองแล้วดูเข้ากันกับเบาะได้อย่าง ลงตัว ส่วนด้านหลังขวาจะเป็นท่อไอเสีย สแตนเลส ขนาดใหญ่ดูสมบุกสมบันเข้ากับตัวรถ พูดถึงในส่วนของช่องเก็บของอเนกประสงค์ ใต้เบาะ สามารถใส่หมวกได้ 2 ใบขณะจอด และ ขนาดครึ่งใบในขณะขับขี่ เพราะ ขณะจอดหยุดนิ่งสามารถที่จะยืดที่เก็บลงมาให้ลึกขึ้นถึงจะใส่ได้ และ ต้องดึงส่วนที่ยืดออกมาขึ้น เพื่อที่จะขับขี่ออกตัว ไม่งั้นระบบจะฟ้องขึ้นที่หน้าจอแสดงผลไม่ให้ขับขี่ (มันจะขูดกับยาง) ส่วนสุดท้ายนั้นก็คือไฟท้าย เอาตามตรงเลย เหมือนรุ่นพี่เลย ถ้ามองรวมๆแล้วผมรู้สึกว่า ดูดีไปเสียอีก ที่ถอดแบบเทคโนโลยีไฟหน้าจากรุ่นใหญ่ ลงมาใส่ในสกูตเกอร์ระดับพรีเมี่ยมคลาส ทำให้โดดเด่น มีคาแรคเตอร์เป็นของตัวเอง เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ขนาด 1 สูบ 350 ซีซี 34 แรงม้าที่ 7,500 รอบ/นาที แรงบิด 35 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ/นาที สามารถทำ Top speed ได้ถึง 149 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในระยะเวลาไม่นาน ฟิลลิ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ถูกออกแบบให้เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมือง เพราะอัตราการเร่งเครื่องจะโดดเด่นมากในรอบต้น-กลาง ในขณะที่เราเดินคันเร่งคงที่ในขณะที่รอบเครื่องลอยตัวอยู่ที่ 5500-6500 รอบ แล้วบิดส่งต่อรถจะพุ่งเป็นพิเศษ สามารถที่จะเร่งแซง ได้แบบนุ่มนวล เปิดคันเร่งได้ดั่งใจเลยละครับ ที่สำคัญคือ ยิ่งบิดออกตัวเร็ว ส่งผลทำให้คล่องตัว ขี่ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม ส่งกำลังขับผ่านชุดขับเคลื่อนสายพานออโต้ CVT รวมไปถึงเทคโนโลยีที่ BMW ใส่มาให้อย่าง ASC (ระบบควบคุมเสถียรภาพแบบอัตโนมัติ) ทำให้สะดวกสบาย โดดเด่น สะดุดตา ผู้ที่ร่วมทางด้วยกัน…เพราะผมลองมาแล้ว ช่วงล่าง เบรค ล้อ ยาง มาพูดถึงสิ่งที่โดดเด่นไม่เหมือนค่ายอื่นๆ นั้นก็คือ ชุดช่วงล่างด้านหน้า ให้ดิสเบรคคู่มี ABS ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 265 มม. จับด้วยปั้มเบรคแบบเรเดี้ยนเมาส์ BYBRE 4 ลูกสูบ ล้ออลูมิเนียมขนาด 15 นิ้ว ที่รัดยางขนาด 120/70 R15 Pirelli Angle Scooter ตัวท๊อปจากทางค่ายที่มาพร้อมกับโช้คหน้า Telescopic ที่มีแกนโช้คขนาด 35 มม. มาต่อกันที่ช่วงล่างด้านหลัง กับระบบเบรคที่ให้มาแบบดิสเบรกมี ABS ที่มีขนาดจานใหญ่เท่ากับจานเบรกหน้า จับด้วยคาลิปเปอร์เบรก 1 ลูกสูบ ล้ออลูมิเนียมขนาด 14 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 150/70 R14 ที่ใส่ยาง Pirelli Angel Scooter มาให้เช่นกัน ระบบกันสะเทือนล้อหลัง เป็นแบบคอยล์สปริง

Test Ride ALL New Honda CBR150R (2019) แล้วก็เป็นคิวของรถยอดนิยม ดีกรีระดับขึ้นหิ้งของค่ายปีกนกอย่าง CBR150R รถสปอร์ตที่เป็นที่นิยมมาโดยตลอดทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่อดีตต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และในครั้งนี้ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ในแบบที่เรียกว่าใหม่หมดจดทุกกระเบียดนิ้วเลยทีเดียวครับ กลายเป็น All New Honda CBR150R (2019) ที่หล่อเหลาและเต็มเปี่ยมด้วยสมรรถนะจริงๆ ครับ โฉบเฉี่ยว เนื่องจากเป็นโมเดลแบบใหม่หมดจดทั้งคันจึงมีส่วนที่เปลี่ยนแปลงมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของรูปโฉม เรียกว่าเปลี่ยนไปแบบผิดหูผิดตาเลยล่ะครับ หน้าตานี่ถอดแบบพี่ใหญ่ตัวพันอย่าง CBR1000RR มาเลย สำหรับ Honda CBR150R โมเดลนี้ก็จะโดดเด่นด้านหน้าด้วยไฟหน้าใหม่ แบบไฟคู่ LED ดุดันแบบพญาอินทรี ให้อารมณ์สปอร์ตสายพันธุ์ CBR ส่องสว่างทั้งยังมีเดย์ไลท์อยู่ด้านบนอีกด้วย เรือนไมล์ใหม่เป็นแบบ Full LCD ดิจิตอล อ่านค่าง่ายแม้แสงแดดจ้า ใช้งานสะดวก แสดงผลข้อมูลครบถ้วน รวมไปถึงระยะทางทริป A และ B และยังมีเลขบอกเกียร์อีกด้วย ถัดเข้ามาจากด้านหน้าก็จะเห็นถังน้ำมันขนาดใหญ่ 12 ลิตร ดีไซน์สปอร์ตให้เว้ารับกับสรีระของผู้ขับขี่ ช่วยให้ควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้น มาที่ส่วนของเบาะนั่งก็จะเป็นเบาะแบบแยกชิ้นพร้อมที่จับสำหรับคนซ้อน ด้านล่างลงไปเป็นที่อยู่ของท่อไอเสียทรงสปอร์ตเชิดขึ้นพร้อมตัวกันความร้อนลายเคฟลาร์ และปิดท้ายด้วยไฟท้าย LED พร้อมระบบไฟฉุกเฉินที่จะทำงานเวลาเราเบรกกะทันหันจนระบบเบรก ABS ทำงานครับ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีช่วยเสริมความปลอดภัยที่มีกันในรถพี่ใหญ่ เช่น Honda Goldwing ช่วยเตือนให้คันหลังได้ระมัดระวังว่าข้างหน้าอาจจะมีอันตราย ซึ่งจัดว่าจัดมาแจ่มครับ นอกจากเรื่องหน้าตารูปโฉมใหม่แล้ว Honda ยังจัดชุดลายกราฟฟิกมาให้ทีเดียว 4 ชุดสีด้วยกัน โดยมีลายปกติ 2 ชุดสี ได้แก่ สีดำ และสีน้ำเงิน-ดำ และลายพิเศษอย่างลายกราฟฟิก AP Honda Racing Thailand (ABS) ลายพิเศษเฉพาะของไทยโดยเฉพาะซึ่งมาในชุดสีแดง-ดำ และลาย Repsol ในชุดสีส้ม-ขาวที่คุ้นเคย อันเป็นลายสปอนเซอร์ทีมแข่ง MotoGP และได้รับความนิยมจนเป็นลายคู่บุญของ Honda ไปซะแล้ว จุดพิเศษอีกจุดสำหรับลาย AP Honda Racing Thailand คือ ล้อแม็กหน้าหลังคนละสีกัน แม้จะดูแปลกตา บางคนอาจจะมองว่ามันขัดๆ แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าลงตัวเข้ากันกับสีสันของตัวรถ เร้าใจ แน่นอนว่าโมเดลใหม่หมดจดทั้งคันแบบ CBR150R ที่เราทดสอบวันนี้ก็ย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของเครื่องยนต์หรือขุมพลังด้วยเช่นกัน โดยจะเป็นเครื่องยนต์บล็อกใหม่ขนาด 150 ซีซี DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมเกียร์ 6 สปีด ให้สุ้มเสียงที่เร้าใจในแบบของสปอร์ตไบค์ จากการทดสอบบนไดโนจริงๆ นั้นพบว่ามีแรงม้าถึง 15.02 แรงม้า ส่วนท็อปสปีดบนไดโนนั้นได้ที่ราวๆ 134 กม./ชม. ซึ่งถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียวสำหรับพิกัดนี้ อัตราเร่งค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับรถในขนาด 150 ซีซีเท่าๆ กัน และประหยัดน้ำมัน ซึ่งผมว่ามันสำคัญที่สุดเลย เอาอยู่ ช่วงล่างของ CBR150R ใหม่นี้เองก็มีการเปลี่ยนแปลงไปมากเช่นกัน ตั้งแต่โช้คหน้า ที่ถึงแม้ว่าจะมีแอบเสียดายนิดหน่อยตรงที่โช้คยังเป็นแบบเทเลสโคปิกอยู่ครับ อย่างไรก็ดี มันมีความดีงามตรงที่โช้คหน้านั้นสามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ เพื่อให้เหมาะกับการขับขี่ของเราโดยเฉพาะ ส่วนโช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยว ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับเช่นกัน สอดคล้องกันกับโช้คหน้า ทั้งนี้ก็เพื่อการขับขี่ที่ดีครับ เฟรมของรถเองก็ออกแบบใหม่ ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ CAE (Computer Aided Engineering) ดีไซน์ใหม่ให้เป็นเฟรมกลมแบบถัก ทำจากเหล็กกล้าแข็งแรงและเบา ทนทาน รองรับแรงบิดได้ดี สร้างสมดุลได้ตลอดคัน ส่วนระบบเบรคนั้นดิสก์เบรกทั้งหน้าและหลังขนาดใหญ่แบบจานหยัก (*เฉพาะรุ่น ABS) โดยตัวรถนั้นจะมีทั้งรุ่นที่มี ABS และไม่มี ABS ให้เลือก ซึ่งเราเอามาทดสอบทั้งสองรุ่นเลย ระบบเบรก ABS นั้นหยุดได้มั่นใจ แม้ขับขี่ในช่วงความเร็วสูง ฟันธง จากการทดลองหวดบนท้องถนนจริงๆ ทั้งในเมืองและออกมานอกเมือง พบว่าเป็นรถที่ขี่ง่าย เครื่องยนต์ให้อัตราเร่งที่ดี มีกำลัง ทำความเร็วได้ ระบบเบรกให้ความรู้สึกนุ่มนวล จากการทดลองขับขี่บนท้องถนน คิดว่าค่อนข้างจะสั่งได้ ปลอดภัยมากๆ กำเบรกสุดๆ ระยะเบรกนี่สั้นมากๆ เทียบกับหลายๆ ตัวที่ใกล้เคียงกัน ระยะเบรกจะค่อนข้างมาก และล้อไม่ล็อกแน่นอน แฮนด์แบบจับโช้คของมันออกแบบมาได้ค่อนข้างดี คือให้ท่านั่งขับขี่ในสไตล์สปอร์ต แต่ไม่ต้องก้มลงไปมากนัก ทำให้ขับขี่ได้ฟีลลิ่งแบบของสปอร์ตแต่ไม่ปวดเมื่อยเท่ากับสปอร์ตไบค์จ๋าๆ ที่แฮนด์จะบังคับให้เราหมอบหนักๆ แบบเรซซิ่ง จึงเหมาะกับการใช้งานในทุกๆ

ครั้งนี้เรามาทดสอบเทพเจ้า 3 ตา นั้นก็คือ Aprilia RSV4 1100 Factory ไม่ต้องแปลกใจ โมเดลนี้เป็นโมเดลใหม่ล่าสุดจากทางค่าย Aprilia นั้นเองที่มีการพัฒนาเครื่องยนต์ ให้มีแรงม้ามากขึ้น ความจุซีซีมากขึ้น รวมไปถึงแฟริ่งตัวรถที่มีปีกเพิ่มขึ้นมา โดยถอดแบบและพัฒนามาจากรถ Prototype ในรายการแข่ง MOTOGP อย่างเจ้า Aprilia RS-GP อีกด้วย รูปทรง น้ำหนัก โฉมงามติดปีก การออกแบบที่ถอดแบบมาจากรถแข่ง Aprilia ในรายการ MotoGP ที่ทำให้รู้สึกถึงจิตวิญญาณของความสปอร์ตพร้อมที่จะหวดเร่งลอยอยู่เสมอ มาพูดถึงด้านหน้ากันก่อนเลย พัฒนาล้ำสมัยไปทุกปี ปีนี้ปรับเปลี่ยนหน้าตาจากเดิมไปไม่มากเท่าไรแต่ที่สังเกตได้คือ เจ้า Aprilia RSV4 1100 Factory คันนี้มีปีก (winglet) ขนาดค่อนข้างใหญ่แต่น้ำหนักเบาเพราะเป็นวัสดุ คาร์บอนไฟเบอร์ ที่ติดมาช่วยดักอากาศตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ทำให้ตัวรถนิ่งขึ้นเวลาทำความเร็วสูงๆ มีชิ้นส่วนแฟริ่งรอบตัวรถเกือบจะ 100% เป็นพาร์ทคาร์บอนไฟเบอร์ ทำให้น้ำหนักตัวรถรวมของเหลวอยู่ที่ 199 กิโลกรัม ถังน้ำมันสามารถบรรจุเชื้อเพลิงได้ 18.5 ลิตร โครงสร้างตัวรถและสวิงอาร์มเป็นอลูมิเนียมเกรดพิเศษอย่างดีที่มีความแข็งแรงและเบาขึ้น ทางด้านท้ายคนขับถูกออกแบบเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่เหมือนกับมี สปอยเลอร์อยู่ด้านหลังเรียวสวยงาม ยังคงโชว์ความดิบสีและลวดลายของตัวรถคุมโทนด้วยสีดำ(คาร์บอน) ตัดกับสีทองที่อยู่ในส่วนของตัวแกนโช้ค Ohlins และล้อ Forged Aluminium ที่ถูกไดร์สีให้ออกมาคล้ายกับสีน้ำตาลไหม้ ตัดด้วยโลโก้ Aprilia RSV4 1100 Factory ที่เป็นสีแดง ทำให้รู้สึกถึงความดุดัน สปอร์ต เรซซิ่งเป็นอย่างมาก หน้าจอเรือนไมล์ แบบ Full Digital LCD หน้าจอแสดงผลขนาด 4.3 นิ้วชนิด TFT สามารถปรับแสดงพื้นหลังได้ให้เหมาะสมกับการขับขี่ อัตโนมัติ (กลางวัน/กลางคืน) จอเรือนไมล์จะแสดงผลการเตือนต่างๆ ที่มีในรถคันนี้ และจะปรับเปลี่ยนได้ตามการปรับเปลี่ยนตัวโหมดการขับขี่อีกด้วย โดยโหมดที่เปลี่ยนนั้นคือโหมด Race ที่จะเป็นหน้าจอแสดงรอบ lap และการจับเวลาต่อรอบ พร้อมทั้งสามารถเลือกเวลาต่อรอบที่ดีที่สุดได้อีกด้วย พัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ เครื่องยนต์แบบ V4 65 องศา ลูกสูบแบบใหม่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 81 มิลลิเมตรพร้อมกับออกแบบหัวลูกสูบแบบใหม่ เพื่อให้ได้อัตราส่วนกำลังอัด เท่ากับ 13.6 : 1 ทำให้เครื่องยนต์ที่มีความจุเพิ่มมากขึ้นและมีความจุรวมขนาด 1078 ซีซี 4 จังหวะ มีกำลังแรงม้าอยู่ที่ 217 แรงม้าที่ 13200 รอบ/นาที สร้างแรงบิดมหาศาลอยู่ที่ 122 นิวตันเมตร ที่ 11000 รอบ/นาที ระบบเกียร์ 6 สปีด มีการปรับอัตราการทดเกียร์ 5 และ 6 ใหม่ให้สามารถลากได้ยาวขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาระบบการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินที่มีจำนวนหัวฉีด 2 หัวต่อ 1 สูบ และยังใช้มอเตอร์ควบคุมลิ้นเร่งโดยสั่งการจากคันเร่งไฟฟ้าทำให้เสถียรมากขึ้นในการเปิดคันเร่ง พร้อมทั้งยังมี Map ECU ใหม่ Magneti Marelli 7SM ที่ทำให้รอบเครื่องยนต์สามารถที่จะทำรอบเครื่องสูงสุดได้ที่ 13800 รอบ/นาที พัฒนาปั๊มฉีดน้ำมันเครื่องเพื่อหล่อลื่นเครื่องยนต์เพิ่มเพื่อที่จะรองรับรอบเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น และทั้งหมดทั้งมวลจะถูกระบายไอเสียออกด้วยท่อฟูลไทเทเนี่ยมของ Akrapovic ที่ผลิตมาให้เฉพาะ Aprilia Racing เท่านั้น ถือว่าถูกวิจัยและพัฒนามาคู่บุญกับเจ้าคันนี้อย่างแท้จริง Riding Mode จากข้อมือสู่เครื่องยนต์ต้องผ่านคันเร่งไฟฟ้า (Ride by wire) ที่ถูกพัฒนาปรับเปลี่ยนจากคันเร่งสายเป็นแบบไฟฟ้าเพื่อที่จะตอบสนองการสั่งการอย่างมีประสิทธิภาพตามสภาพถนนหรือสภาพสนามแข่ง โดยจะสั่งการผ่าน ECU ที่มีซอฟต์แวร์สำหรับควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์สามารถปรับ Mode การขับขี่ทั้งหมด 3 โหมด คือ Track, Sport และ Race โดยในการขับขี่ในครั้งนี้ ได้ลองปรับเพียงแค่ Track คิดว่าคือโหมดความแรงระดับกลาง ส่วน Sport จะเปรียบเสมือน การขับขี่บนท้องถนน และ Race ที่เปรียบเสมือนการแข่งขันแบบเต็มข้อมีเท่าไร ใส่มาให้หมด ระบบ APRC นั้นก็คือ (Aprilia Performance Ride Control) ระบบนี้ถ้าถูกตั้งค่าอย่างถูกต้องและใช้ร่วมกับการเลือกโหมดการขับขี่ก็สมบูรณ์แบบมากขึ้นเพราะทางทีมงานพัฒนาได้ยัดทุกอย่างที่มีเข้าไปให้ใช้อย่างละเอียดอีกด้วย ตารางแนะนำการปรับตั้งค่าระบบ APRC MAP ATC AWC ABS

อีกครั้งกับการทดสอบรถรุ่นใหม่ล่าสุด Moto Guzzi V85TT ปี 2019 ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานนี้เองภายใต้การดูแลของ MotoPlex Bangkok และสำหรับคันนี้ คาแร็กเตอร์ฉีกแนวจากรุ่นก่อนๆภายใต้สโลแกน ROCK(S) ‘N’ ROAD(S) กับสไตล์คลาสสิก เอ็นดูโร่ (classic Enduro) ที่ทางค่ายได้จัดไว้อยู่ใน เอ็นดูโร่เอนกประสงค์ ออกทริปก็ได้ ลุยก็ดี ค่อนข้างจะฉีกแนวจากตัว Moto Guzzi ตัวอื่นๆที่ผ่านมา ถอดจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันปารีส-ดาการ์ในตำนานออกมาได้อย่างสมบูรณ์ เพราะคันนี้คือ เครื่องVขวาง สายลุยที่สุดในรุ่น ที่สำคัญต้องขอขอบคุณที่ เทียบเชิญเรา SuperBikeMag.com เข้าร่วมทดสอบ Asia Press Test ระยะทางรวมๆ 200 กว่ากิโลเมตร เริ่มที่ภูเก็ต – พังงา เสม็ดนางชี ในครั้งนี้อีกด้วย โดยแบ่งสัดส่วนในการทดสอบ ถนนดำ 80% และ OFF-Road 20% ในการทดสอบครั้งนี้เป็นกลุ่มสื่อมวลชนแนวหน้าของประเทศไทยที่เข้าร่วมทดสอบในครั้งนี้ ถือวาเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ เราเป็น 1 ในการทดสอบครั้งนี้อีกด้วย มาพูดถึงตัวรถที่จะทดสอบกันหน่อยกับคาเร็กเตอร์ คลาสสิก เอ็นดูโร่ มันเป็นยังไงกัน !! ความดุดัน สูบ V ขวาง 853 CC. เปิดด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของคันนี้กันก่อนเลย สำหรับเครื่องยนต์ 2 สูบ V-Twin 90 องศา ปริมาตรความจุ 853 ซีซี 2 วาล์ว/กระบอกสูบ ตัววาล์วเป็นไทเทเนี่ยม ให้กำลังแรงม้าถึง 80 แรงม้า แรงบิด 80 นิวตันเมตร ไม่ธรรมดาเพราะปรับปรุงท่อทางเดินไอดีและไอเสียใหม่ทั้งหมด ตามหลักอากาศพลศาตร์ และปรับปรุงการปรับกลไกลของวาล์วใหม่เพื่อให้ลดการสูญเสียจากแรงเสียดทาน บอกเลยคันนี้เสียงท่อไม่ธรรมดา แถมด้วยความนุ่มนวมของเครื่องยนต์ที่ไม่เคยมีมาก่อน กับความเร็ว Top speed ที่สามารถทำได้ ทะลุ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมงทั้งหมดถูกควบคลุมด้วย คันเร่งไฟฟ้า Ride by wire ที่ติดมาให้ทางประกับฝั่งขวา รวมไปถึงระบบ Cruise Control ที่เหมาะสำหรับใช้เดินทางไกล ตัวถังและสวิงอาร์ม เฟรมถัก รูปทรงของตัวถังได้ถูกออกแบบให้มีความมั่นคงแข็งแรง บาลานซ์ดี เลี้ยวง่าย จะถูกแขวนด้วยเครื่องยนต์ สูบ V ขวางที่ถูกดีไซน์ให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Moto Guzzi น้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 229 กิโลกรัม ถือว่ากำลังดี ไม่หนัก และ ไม่เบาจนเกินไป สำหรับสาย คลาสสิก เอ็นดูโร่ ลุยได้สบายด้านล้างแคร้งเครื่องจะถูกเสริมด้วยแผ่นกันกระแทรก ที่จะถูกติดตั้งเฉพาะสายลุยอย่าง Moto Guzzi V85TT เท่านั้น เพื่อความปลอดภัยสำหรับการลุยผ่านเส้นทางที่มี อุปสรรค และพร้อมที่จะกระแทกตัวเครื่องยนต์ตลอดเวลา สวิงอาร์ม เพลาขับ เพลาขับเหนียวและเงียบกว่าเดิม เพราะได้พัฒนาปรับปรุงระบบส่งกำลังใหม่ รวมไปถึงเพลาคลัตช์ชนิดที่มีแดมเปอร์เพื่อรับการส่งกำลังจากเครื่องยนต์ที่มีกำลังมหาศาลที่จะส่งกำลังมา ยังเกียร์ 6 สปีดส่งต่อไปยังเพลาขับจะอยู่ทางด้านขวามือเมื่อค่อมรถในท่าปกติ ข้อดีเลย มันนุ่มเสียเหลือเกิน สำหรับรถสายลุย ส่วนทางด้านซ้ายมือ จะเป็นสวิงอาร์มที่มี ดิสเบรคอยู่ ให้ความแข็งแรง และความสมดุลอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วงล่าง ความนุ่มนวล และ เบรค ล้อ โช้คอัพหน้าแบบ Up side Down มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 41 มิลลิเมตร สามารถปรับความแข็งสปริงได้ รวมไปถึง เบรคหน้าที่ให้มาจากโรงงานเลยก็คือ Brembo มาพร้อมกับดิสเบรคคู่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 320 มิลลิเมตร ตัวล้อหน้าเป็นแบบ ซี่ลวดที่มีขนาด 19 นิ้ว ขนาดยางที่ใส่มาให้ 110/80 เหมาะสำหรับการลุยเสียจริง โช้คอัพด้านหลัง เป็นโช้คอัพเดี่ยวที่ถูกติดตั้งทางด้านขวาของตัวรถ จะถูกยึดติดระหว่างเพลาขับและตัวเฟรมถักของตัวรถ ตัวโช้คอัพถูกออกแบบมี ซับแท้ง Sub Tank ที่ล้ำสมัยใช้งานได้จริง และสามารถปรับค่าความแข็งและความหนืดได้อีกด้วย ฝั่งตรงข้ามกับเพลาขับคือสวิงอาร์ม ที่ติดมากับดิสเบรคพร้อมกับคาลิปเปอร์เบรคแบบ 2 สูบ ทั้งหมดจะถูกยึกติดกับตัวล้อที่มีขนาด 17 นิ้ว รัดกับยางขนาด 150/70 มาให้จากโรงงาน บอกไว้ก่อน มี

อ่านบททดสอบของ Yamaha MT-15 เน็กเก็ตไบค์น้องเล็กที่ดุดันกว่า เร้าใจกว่า พร้อมแรงกว่าที่ผ่านมาจากค่าย Yamaha กับเรา SuperBike

First Ride อีกครั้งกับการทดสอบรถสปอร์ตในคลาส 150 ซีซี ครั้งนี้ เรามาทดสอบ All new Honda CBR150R 2019 ตัวใหม่ล่าสุดจากทางค่ายปีกนก ที่เพิ่งจะเปิดตัวไปไม่นานนี้เอง ในครั้งนี้ เราขี่กันแบบ Trip and Test ทดสอบไปด้วยท่องเที่ยวแบบทริปไปในตัว ถือว่าโอเคเลย ไม่ต้องซีเรียสที่จะขับช้าหรือไม่เร็วจนเกินไป จุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่เขาใหญ่ ระยะทางโดยรวมไป-กลับของการทดสอบนี้เฉลี่ย 200 กว่ากิโลเมตร ถ้านับจากเมืองหลวง กรุงเทพมหานคร โดยเราเริ่มจาก กทม – เขาใหญ่ โดยจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มที่จะสลับกันขับ โดยมี พี่ฟิลม์ รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ Brand Ambassador A.P.Honda อดีตนักแข่ง MOTO 2 ที่จะเป็นคนนำขบวนAll new CBR150R 2019 ในครั้งนี้อีกด้วย เริ่มออกเดินทางจากศูนย์ขับขี่ปลอดภัยกรุงเทพ สุขาภิบาล3 ที่นี้ใครๆก็รู้จักเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของใครหลายๆคน เส้นทางเดินทางผ่านถนนรามคำแหง สุวินทวงศ์ เส้นทางไม่ค่อยจะคุ้นหน้าคุ้นตาเท่าไร เพราะปกติแล้วเราจะเดินทางเส้นหลัก วิภาวดี สระบุรี เขาใหญ่ แต่ด้วยเหตุผลที่พวกเราจะตามรอยโฆษณาโปรดักส์ตัวซิ่งคันนี้ต้องไปทางนี้ นั้นก็คืออุโมงค์ทับลาน เป็นโลเคชั่นสำคัญที่เราจะได้เห็นสถานทีจริง ที่ถ่ายทำโฆษณาอีกด้วย เข้าเรื่องรีวิวกันหน่อย มาพูดถึงตัวภายนอกกันบ้าง – มาดูชุดแฟริ่งไฟหน้ากันก่อนเลย Full LED ทรงสวย ดุดัน เหมาะสมลงตัวอย่างยิ่งในสายพันธ์ CBR ไม่แพ้รุ่นพี่แม้แต่น้อย ให้ความสว่างทั้งกลางวันและกลางคืน มองเห็นได้ชัดเจน – เรือนไมล์แบบ Full LCD Digital ล้ำสมัยที่มาพร้อมกับมาตรวัดความเร็วรอบเครื่องยนต์ อุณหภูมิความร้อน ไฟบอกเกียร์(โคตรชอบ) เพราะสำคัญส่วนหนึ่งเลยไม่ต้องไปหาใส่เพิ่ม Trip A B พร้อมกับคำนวนอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย ทำให้เรารู้ว่าต่อ 1 ลิตรวิ่งได้กี่กิโลเมตร – ถังน้ำมันขนาดใหญ่ ที่มีความจุขนาด 12 ลิตร สามารถเดินทางได้ไกลขึ้น รวมไปถึงรูปร่างของตัวถังน้ำมันมีความเรียว ทำให้ท่านั่งกระชับมากขึ้น สมแล้วสำหรับความเป็นรถสปอร์ต ท่านั่งและการขับขี่ – เบาะนั่งแบบ 2 ชิ้น หรือที่เราเข้าใจว่า 2 ตอน ให้ท่านั่งใหม่ดูสปอร์ตมากขึ้น ตามหลักแอโรไดนามิค ส่วนตัวที่ลองขับขี่ระยะทาง 50-60 กิโลเมตร หมอบบ้างตามสถานการณ์ก้มหัว ก็คอนโทรลรถได้คล่องตัวดีลมไม่ปะทะมากเท่าไร แต่สำหรับคนตัวเล็กหน่อยจะดีกว่านี้ บิดไม่พักก็เมื้อก้นเท่าไรนัก เบาะสบายๆนุ่มๆไม่ล้าเท่าไรครับผม ต่อด้วยช่วงล่างกันบ้างที่ได้ใส่ให้มากับรถคันนี้ – ในส่วนของโช้คหน้า สามารถที่จะปรับ Preload ได้หรือถ้าจะให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นก็คือ ปรับความแข็งอ่อนของสปริงได้ 5 มิลลิเมตร – ส่วนของโช้คหลังนั้น ได้ออกแบบโดยในมีตัว Pro-link จะเรียกให้เข้าใจได้ง่าย นั้นก็คือ กระเดืองโช้ค ที่จะทำหน้าที่ชดเชยแรงกระทำระหว่างตัวโช้คกับสวิงอาร์ม ทำให้ขับขี่ได้นุ่มนวมกว่าตัวเก่ามากหลายๆ เพราะทำให้ระยะยืดยุบตัวโช้คเพิ่มมากขึ้นทำให้ขับขี่ได้นุ่มนวมมากขึ้นอีกด้วย พร้อมกับสามารถปรับ Pre load ได้อีก 5 ระดับ โคตรคุ้ม ระบบเบรค + ล้อ – ล้อหน้า – หลัง มีขนาด 17 นิ้ว ดีไซน์ 5 ก้าน ลักษณะคล้ายตัว Y ทำให้ได้อารมณ์สปอร์ตมากขึ้น รวมไปถึงระบบเบรคแบบดิสเบรคแบบคลื่น มีรอยยักตามจานดิส หน้า-หลัง ทำให้มีความสวยงาม ที่มาพร้อมกับตัว Sensor ABS และยังทำงานได้ดีอีกด้วย ส่วนตัวผมเองได้ทดลองใช้ ABS บนเส้นทางช่วงขึ้นเขาใหญ่ ที่ทำให้ต้องเบรคแบบกระทันหัน รู้สึกถึงความสเถียรดีจริง.. เทคโนโลยีขึ้นเฟรมรถแบบใหม่ – โครงสร้างเฟรมตัวรถคันนี้ถูกออกแบบใหม่กเวยระบบ CAE (Computer Aided Engineering) ที่ดีไซน์ออกมาเป็นเฟรมถัก ที่วัสดุเป็นเหล็กกล้าแข็งแรง และมีน้ำหนักเบา บาลานซ์ได้ดีตลอดทั้งคัน มาพูดถึงภายในหัวใจหลักสำคัญก็คือ “เครื่องยนต์” เครื่องยนต์ 1 สูบ ขนาดความจุ 150 ซีซี DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบเกียร์ที่มีถึง 6

โดยในการทดสอบยางครั้งนี้ Motorrad จะเลือกทดสอบยางที่เป็น Off Road จากค่ายต่างๆเอามาทดสอบ แบบที่เราใช้งานใน “ชีวิตจริง” และขั้นตอนในการทดสอบของ Motorrad ในครั้งนี้ จะเป็นไปอย่างเท่าเทียมที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และจะพยามควบคุมการขับขี่ของแต่ละคนให้เป็นในทางเดียวกัน และจะขี่เป็นแถวตอนเดียว เพื่อควบคุมความเร็ว และให้ยางถูกใช้งานอย่างเท่าเทียมทุกคู่ เส้นทางที่ใช้เดินทางใน Sardinia เป็นเวลา 5วัน ระยะทางรวมกว่า 1500 กิโลเมตร แบ่งได้เป็น ถนนดำ50 ออฟโรด50 โดยจะผ่านทั้งทางแห้งและเปียก ถ้าใครได้ไปเที่ยวเกาะนี้ จะลองขี่ตามเส้นทางนี้ก็ได้ เพราะจะได้เจอกับถนนทุกรูปแบบ เหมาะกับการขับขี่ รถ Adventure ขนาดใหญ่เป็นอย่างยิ่ง หัวข้อในการทดสอบของ Motorrad จะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ ทางเรียบ / ทางหลวง ทางลูกรัง / off road ทางเปียก และฝน อายุการใช้งาน การทดสอบในส่วนแรกจะเป็นการขับขี่บนทางหลวง ถนนดำ แล้วการทำความเร็วสูงๆ ซึ่งรถคันที่นำมาใช้ทดสอบ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 219 กม/ชม. แต่เนื่องจากยางที่นำมาทดสอบมี เรทความเร็วที่ต่ำที่สุดคือ “Q” ที่รองรับความเร็วสูงสุดได้ที่ 160 กม/ชม.(Bridgestone, Continental) และเรทรองรับความเร็วสูงสุดคือ “T” ที่รองรับความเร็วสูงสุดได้ 190 กม/ชม. แต่ทาง Mottorad จะทิ้งตรงส่วนนี้ไป และจะขับขี่บนทางหลวงด้วยความเร็วไม่เกิน 200 กม/ชม. เพราะต้องแบกกล่องข้าง 2 ใบ พร้อมสัมภาระเต็ม รวมถึงเต้นท์และถุงนอน แต่จะใช้ความเร็วนี้แค่ในระยะ 250 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งทางทีมทดสอบเห็นว่าคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ขอแค่ของยังอยู่ครบ และลงจากรถครบ 32 สรุปผลการทดสอบบนทางเรียบ / ทางหลวง การทดสอบในทางออฟโรด หลักจากที่เดินทางบนถนนดำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะเข้าทาง ออฟโรดในการทดสอบครั้งนี้จะไม่ได้วิ่งผ่านเส้นทางแบบสุดโต่ง แบบ Rally Dakar ที่ต้องขี่ผ่านเนินทราย ในประเทศโมรอคโค เส้นทางที่จะทดสอบยาง ที่เกาะ Sardinia แห่งนี้ จะเป็นถนนในหมู่บ้านเกษตรกร ที่ชาวบ้านจะใช้รถแทรคเตอร์ในการเดินทาง หรือเป็นเส้นทางที่ชาวบ้านพาฝูงแกะ ไปกินหญ้า ถนนหนทางในหมู่บ้าน จะเป็นกรวดหิน ดินแห้ง หรือทางโคลนเละๆ ที่มีหญ้าขึ้นอยู่ประปรายซะมากกว่า นอกจากนั้น ขอบทางจะเป็น เหว ไม่มีไม้กั้น เนินสูงๆต่ำๆ สลับกันไป แบบชนบทจริงๆ แต่อย่างน้อย บนเกาะแบบนี้ ก็ยังพอมีสัญญาณ ให้ Google Map พาไปจุดหมายได้โดยไม่หลงทาง และถือเป็นโอกาสที่จะได้ทดสอบระบบเพลาขับหลังของ R1250GS ไปในตัว และเมื่อถึงเส้นทางแบบนี้ จะได้ลิ้มลอง โหมด Enduro Pro พร้อมกันทั้ง 6 คัน เพื่อจะได้รู้สึกถึงสมรรถณะของยางแบบแท้จริง สรุปผลการทดสอบบนทางออฟโรด สมรรถนะบนทางดินเลนส์สีแดง…Michelin Anakee Wild สามารถแสดงสมรรถนะในทางออฟโรดได้อย่างยอดเยี่ยมตามคาด ไม่ว่าจะเป็นถนนลูกรังแห้งๆ หรือ ทางโคลนเหนียวๆ ดอกยางบั้งเป้งของ Michelin สามารถตะกุยไปข้างหน้าได้ง่ายๆ ส่วนยางที่พึ่งออกมาใหม่อย่าง Bridgestone AX41 ก็สามารถใช้งานในระดับที่น่าพอใจ และให้ความมั่นใจในการขับขี่ที่พอตัว เช่นเดียวกับยางลายคลาสสิกจาก Continental TKC80 แต่ในทางกลับกัน ประสิทธิภาพในทางออฟโรดของยาง Mitas ตกลงแบบรู้สึกได้ การทดสอบในทางเปียกและฝน และการทดสอบครั้งนี้ของ Motorrad ได้ขับขี่ผ่านพื้นเปียก หรือลื่น ในรูปแบบต่างๆที่เราสามารถพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ฝาท่อระบายน้ำ เส้นแบ่งถนน ทางรถไฟ เหล็กรอยต่อสะพาน แผ่นเหล็กปิดหลุมถนน ถนนน้ำขัง หรือฝนตกหนักแน่นอนว่ายางแต่ละรุ่นหรือยี่ห้อจะออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานได้ดีในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่หากต้องใช้ยางในการเดินทางจริงๆ ปัจจัยอื่นๆในการเดินทางที่กล่าวมาข้างต้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนั้นในการทดสอบบนพื้นเปียกนี้ จะขี่บนทางโค้งยูเทิร์น ที่จะแสดงถึงสมรรถนะในการรีดน้ำของยางแต่ละรุ่นได้เป็นอย่างดี และอีกหนึ่งปัจจัยคือ การเบรกบนพื้นเปียก เพราะถ้าหากยางสามารถทำความเร็วได้บนพื้นเปียก การเบรกต้องกระชับและสั้นที่สุด เพื่อความปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินแล้วต้องเบรกกระทันหัน จากกราฟด้านข้าง คือลักษณะของโค้งที่ใช้ทดสอบ ซึ่งจะเป็นโค้ง 180 องศา ซึ่งจะสามารถแสดงประสิทธิภาพของยางได้เป็นอย่างดี ด้วยองศาการเข้าโค้ง และความเร็วที่สามารถทำได้ในโค้ง สรุปผลการทดสอบบนทางออฟโรด เมื่อเปรียบเทียบในยางแต่ละรุ่นแล้ว ในทางโค้งถนนเปียก Pirelli กลับสามารถ แสดงประสิทธิภาพได้ดี

HONDA CBR250RR ตัวซิ่งค่ายปีกนก ครั้งนี้เรามาทดสอบรถ Sport Racing Replica ขนาด 250 ซีซี เปิดตัวยิ่งใหญ่อลังการในงานมอเตอร์โชว์และพร้อมให้ทดสอบครั้งแรกในประเทศไทยกันที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต บุรีรัมย์ และแน่นอน SuperBike Thailand ติดโผชื่อสื่อมวลชนกลุ่มแรกที่ได้ลงสนามขับขี่และทดสอบในครั้งนี้ด้วย คันนี้ที่ผมกำลังจะพูดถึงก็คือ All New Honda CBR250RR ที่สุดของรถสปอร์ตสายพันธุ์แข่ง ที่มีความจุขนาด 250 ซีซี สามารถทำความเร็วและแรงมากกว่ารถ 250 ซีซีทั่วๆ ไป ทั้งยังมีช่วงระดับเทพที่ติดมาจากโรงงานอีกด้วย รูปโฉม Honda CBR250RR นั้นมีความโดดเด่นในแบบของเรซซิ่งอย่างมาก ด้วยรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว มีความเป็นสปอร์ตสูง เส้นสายเฉียบคม ไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่ไม่เหมือนใคร แยกชั้นไฟหน้าเป็นสองตอนดูเด่นสะดุดตา ส่วนไฟท้ายก็ LED ดีไซน์ออกมาให้โฉบเฉี่ยว โดยมีไฟเลี้ยวแยกออกมาจากไฟท้าย แฟริ่งออกแบบให้มีเส้นสายเฉียบคมและตรงตามหลักแอโรไดนามิกส์ ล้อเป็นล้ออลูมิเนียมแบบ 7 ก้านดีไซน์สปอร์ตเข้าคู่กับโช้คหน้าแบบหัวกลับกระบอกโช้คสีทองได้เป็นอย่างดี ถังน้ำมันเพรียวรับสรีระ ให้ท่านั่งขับขี่ในแบบเรซซิ่งเต็มพิกัด อกล่างมีครีบที่ออกแบบมาให้ดักลมมาระบายความร้อน ท่อไอเสียแบบ 2 ออก 2 หรือปลายคู่แบบติดกัน ก็ดีไซน์ใหม่ไม่เหมือนโมเดลอื่นๆ ของทางค่าย ตัวรถใช้เฟรมถักน้ำหนักเบา ดีไซน์ออกมาได้ลงตัว ตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์แบบ LED สีทั้งระบบ คล้ายๆ กับของพี่ใหญ่อย่าง CBR1000R แสดงผลเห็นชัดเจนแม้ในสนามที่แดดจ้า ข้อมูลได้ครบถ้วน รวมไปถึงสถานะการเปลี่ยนโหมดการขับขี่ เลขบอกตำแหน่งเกียร์ทั้งหมด ไปตลอดจนถึงไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์หรือว่าชิฟต์ไลท์ เรียกได้ว่าไม่หลงเกียร์ ไม่อั้นไม่อื้อแน่นอน นอกจากนี้ยังมีอีกฟังก์ชั่นนึงที่สมกับที่เป็นสปอร์ตไบค์สายพันธุ์แข่งก็คือ ตัว Lap Timer ซึ่งใช้จับเวลาแล็ปในตอนที่เราขี่รถในสนามนั่นเอง โดยสามารถกดปุ่มที่ประกับซ้ายมือที่เขียนว่า LAP เพื่อดูเวลาแล็ปที่ดีที่สุดที่เราทำได้ เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 250 ซีซี นั้นมีขนาดเล็กกะทัดรัดและน้ำหนักเบา ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีเสื้อสูบเป็นอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ลูกสูบที่ให้มาเคลือบด้วยโมลิบดินัม ที่ช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างเสื้อสูบขณะเครื่องยนต์ทำงาน ปั๊มน้ำที่ต่อตรงกลับเพลาลูกเบี้ยวระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญอีกอย่างก็คืออ่างน้ำมันเครื่องมีครีบระบายความร้อนอีกด้วย จุดเด่นของตัวรถที่แตกต่างจากตัวปกติก็คือ คันนี้มีแรมแอร์ที่รับอากาศเข้าจากทางด้านหน้าเพื่อให้ได้รับอากาศเข้าไอดีได้มากขึ้นทำให้ การจุดระเบิดมีกำลังมากขึ้นไปอีกด้วย ยังไม่พอยังมีระบบคันเร่งไฟฟ้าที่ถูกถ่ายทอดมากจากรถแข่งอย่าง RC213V หรือรถโปรดักชั่นอย่าง CBR1000RR โดยการทำงานของคันเร่งจะมีการควบคุมด้วยกล่อง ECU และทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ APS ที่ฝั่งอยู่ที่คันเร่ง เมื่อมีคันเร่งไฟฟ้าแน่นอนว่าย่อมต้องมีโหมดการขับขี่ตามมาด้วย มีโหมดการขับขี่ให้เลือกได้ 3 โหมด ได้แก่ Comfort สำหรับโหมดนี้ รอบเครื่องจะไม่สูงมากนัก ขับขี่บนถนนในเมือง สบายๆ ขี่ได้สนุกแล้ว แต่เบามือไปสำหรับสายสนาม ต่อมาเป็นโหมด Sport โหมดนี้แรงขึ้นมาอีก อาจจะยังไม่ค่อยชัด แต่ก็ถือว่า รอบไวขึ้น เครื่องมีกำลังมากขึ้น สนุกขึ้น แต่ยังไม่พอสำหรับผม มันต้องให้สุด แต่แค่นี้ก็เหมาะสำหรับการขับขี่สนุกๆ ในเมือง เร่งแซงได้มั่นใจ และสุดท้าย Sport+ นี่แหล่ะที่จะขอเสนอเลย สุดจริงๆ ครับ ช่วยให้ขับขี่ได้สนุกขึ้นมาก รอบเครื่องขึ้นตอนเปลี่ยนเกียร์ รอบเครื่อง 13,000 กว่าๆ ชิฟต์ไลท์กระพริบแล้วสับได้เลย มันสุดๆ ช่วงล่าง เด่นด้วยเฟรมถักน้ำหนักเบาร่วมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียมที่ใช้เทคโนโลยีหล่อขึ้นรูปแบบ GDC (Gravitu Die Casting) ให้ความแข็งแรง แต่คงไว้ซึ่งน้ำหนักเบาและความสวยงาม ส่วนโช้คนั้นด้านหน้าเป็นแบบอัพไซด์ดาวน์หรือหัวกลับของ Showa ขนาดแกนน 37 มม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์มแบบ Pro-Link ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ระบบเบรคด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Nissin พร้อมจานแบบลอยตัว ด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวเช่นกัน ลองซิ่ง เนื่องจากการทดสอบครั้งนี้เป็นการทดสอบในสนาม ดังนั้นการขับขี่จึงเป็นไปในแบบของเรซซิ่งทั้งหมด การขับขี่ส่วนใหญ่จึงเลือกทดสอบไปในโหมดการขับขี่โหมด Sport+ เพื่อที่จะได้รับความแรงแบบเต็มที่ ผมลองหวดดูก็พบว่าเครื่องยนต์ของ CBR250RR นั้นจัดเป็นเครื่องขนาดเล็กที่มีรอบจัดมากๆ ระดับแถวหน้าของคลาส 250 ซีซีเลย รอบนั้นขึ้นไปสูงถึงเกือบๆ 13,500 รอบเลยทีเดียว ความเร็วสูงสุดที่ผมทำได้อยู่ที่ 175 กม./ชม. จริงๆ แล้วน่าจะไปได้มากกว่านี้ ติดว่าผมตัวใหญ่หลักร้อยไปหน่อย คันเร่งไฟฟ้าที่ให้มานั้นมีความเสถียร ทำงานได้ละเอียด สั่งงานเรียกใช้กำลังเครื่องยนต์ได้ดั่งใจ แม้ว่าจะต้องมีการปรับตัวกันสักหน่อย แต่ก็ถือว่าเร้าใจดีทีเดียว ช่วงล่างที่ให้มาจากโรงงานถือว่าทำได้ดี ผมขี่แบบไม่ได้ปรับแต่งค่าอะไรก็พบว่าเพียงพอต่อการซิ่งแล้ว สามารถเข้าโค้งที่ความเร็วสูงๆ ได้อย่างมั่นใจ ไม่มีอาการให้อกสั่นขวัญแขวน แต่ถ้าจะเน้นความจริงจังแข่งขันชิงถ้วยกันจริงๆ อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม

Scrambler Desert Sled & Scrambler Icon – ลุยก็ดี ซิ่งก็มัน และนี่คือครั้งแรกของเราที่จะได้ไปทดสอบ Scrambler Ducati โมเดลใหม่ 2019 ถึง 2 โมเดลพร้อมกัน ในฐานะที่ผมเป็น VIP ของ Pirelli Thailand ไม่ใช่สื่อหรือลูกค้าของ Ducati แต่อย่างไร มาทดสอบแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟกันถึงที่เขาหลัก จังหวัดพังงา ซึ่งก็ไม่ต้องแปลกใจเพราะ Ducati ทุกโมเดลนั้นใช้ยาง Pirelli เพื่อเน้นประสิทธิภาพและชูภาพของความเป็นรถอิตาลีแท้ๆ นั่นเอง โดยแต่ละโมเดลก็จะใช้ยาง Pirelli รุ่นต่างๆ แตกต่างกันออกไปตามแต่ละสไตล์ของรถนั่นเอง นอกจากนี้ผมยังได้มีโอกาสทดสอบร่วมกับชาวต่างชาติจากหลายประเทศ ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย โดยทุกคนต่างก็มาที่นี่เพื่อลองขับขี่ Scrambler โมเดลใหม่ 2019 ซึ่งได้แก่ Scrambler Desert Sled และ Scrambler icon Ducati Scrambler Desert Sled เรามาพูดถึงคันแรกกันก่อนเลย สำหรับ Ducati Scrambler Desert Sled ก็เป็นโมเดลใหม่ที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงในปี 2019 นี้ มันมีสไตล์ของสแครมเบลอร์สายลุยชัดเจนมากๆ จากล้อซี่และยางแบบบั้งๆ ตัวรถสีหลักเป็นสีขาวตัดด้วยเฟรมที่ใหญ่ขึ้นและเส้นสายสีแดงสดตามแบบของ Ducati ด้านข้างถังน้ำมันเป็นสีบรอนซ์เงินพร้อมโลโก้ Scrambler Ducati และเครื่องหมายกากบาทสีแดงสด เอกลักษณ์เฉพาะของ Desert Sled ไฟหน้ามีตะแกรงกันหินดีดใส่ไฟหน้าให้มาดที่ดูลุยๆ ดิบๆ ด้านในแอบมีไฟเดย์ไลท์ ด้านบนขึ้นมาเป็นเรือนไมล์ดิจิตอลดูเรียบหรูและทันสมัย ตัวรถมีระยะยุบค่อนข้างมาก บังโคลนหน้ายกสูงรองรับกับการยุบตัวของโช้คหน้า ใต้ท้องเครื่องมีการ์ดป้องกัน ท้ายเองก็สูงสังเกตได้จากที่ติดแผ่นทะเบียน บ่งบอกถึงความสามารถในการลุยข้ามผ่านอุปสรรคได้เป็นอย่างดี ท่อไอเสียก็ดีไซน์ได้สวยงามแบบ 2 ออก 2 เก็บปลายเป็นสีดำดูดุดันจากรูปร่างหน้าตานั้นผมให้ 9 เต็ม 10 เลยละกันครับ ดูดีและลงตัวมากๆ และสำหรับการทดสอบเจ้า Desert Sled นั้นจะมีทั้งทดสอบบนถนนและบนทางฝุ่นซึ่งจะเป็นเรื่องดีที่ทีมงานจัดไว้แบบนี้ เพื่อที่เราจะได้รู้ว่ามันลุยได้ดีแค่ไหน โดยขุมพลังของ Desert Sled นั้นมาเป็นเครื่อง L-Twin 2 สูบ 4 จังหวะขนาด 803 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ ให้กำลังแรงม้า 73 ตัวที่ 8,250 รอบและแรงบิด 67 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบ จากการได้ทดลองขับขี่บนเส้นทางเขาหลักไปยังเสม็ดนางชี ทั้งทางดำทางฝุ่น เรียกได้ว่ามีกำลังใช้ได้ดีทีเดียว ตัวรถเป็นคันเร่งไฟฟ้า ดังนั้นก็เลยจะมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 2 โหมดคือ Journey คือโหมดสำหรับเดินทางทั่วไปบนทางดำ และโหมด Off-Road สำหรับบุกตะลุยในทางฝุ่น น่าเสียดายที่สามารถปรับเลือกได้เฉพาะตอนจอดรถเท่านั้น แต่ที่น่าชมคือในโหมด Off-Road นั้นให้ความรู้สึกแตกต่างออกไปมาก ให้กำลังแรงเต็มที่ น่าจะเป็นเพราะมีการปรับลดแทร็คชั่นคอนโทรลออกไป เพื่อให้ล้อหลังสามารถที่จะตะกุยดินทราย หรือหินกรวดต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ เครื่องยนต์มีกำลังเหลือพอที่จะพาทั้งคนและรถ ออกจากหลุมบ่อได้ไม่ยากนัก เรื่องช่วงล่างนั้นถือว่าให้ของมาค่อนข้างดี โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับจาก Kayaba ขนาด 46 มม.ให้ระยะยุบมากถึง 200 มม. โช้คหลังเดี่ยวเองก็เช่นกัน ล้อหน้าหลังแบบซี่ลวด ยาง Pirelli Scorpion Rally STR ดิสก์เบรกเดี่ยวและคาลิเปอร์เบรคจาก Brembo พร้อมระบบเบรก ABS จาก Bosch ช่วยให้การขับขี่ได้ดีทั้งทางฝุ่นและทางดำ อีกทั้งยังปลอดภัยจากระบบเบรคที่จัดมาให้ โดยเฉพาะระบบเบรก ABS ที่เปิดปิดได้ เพื่อให้เข้ากับการขับขี่แบบต่างๆ ถือว่าเป็นจุดที่ดีมากๆ โดยรวมๆ แล้วถือว่าเป็นรถสองประสงค์ที่ดีมากๆ ขี่ในเมืองก็หล่อ ขี่ลุยบ่อก็ไหว (อิอิ) Ducati Scrambler Icon เข้าวันที่สองกับการทดสอบรอบนี้สลับรถมาทดสอบเป็นรุ่น Icon คันนี้เป็นรถแนวสตรีทยูสหรือขี่ถนนเป็นหลัก แต่ก็ลุยได้นิดหน่อย ภายนอกก็จะมีส่วนละม้ายคล้ายคลึงกับ Desert Sled อยู่หลายส่วน ทั้งรูปร่างหน้าตา ไฟกลม ทรงสวย เล็กกะทัดรัด แต่ก็จะไม่สูงเท่า และมีอะไรหลายๆ อย่างที่ออกแบบไปให้เหมาะกับการขี่ทางดำซะมากกว่า ทั้งระยะยุบของโช้ค บังโคลน

DCT มันได้ไม่ง้อคลัทช์ : ขี่บิ๊กไบค์ไปดำน้ำที่เกาะกุลาแบบชิลล์ๆ ไม่เหมือนใคร Honda X-ADV by Khet ความรู้สึกแรกที่ผมได้เห็นเจ้า X-ADV ผมคิดว่ามันเป็นบิ๊กสกู๊ตเตอร์หน้าตาแปลกประหลาด ล้อซี่ลวดกับยางลุยๆ หน่อย แถมอุทานออกมาหยาบๆ ว่านี่มันรถอะไรวะเนี่ย!? และวันนี้ผมจะได้เจ้านี่เป็นเหมือนอาชาคู่ใจในการเดินทางไปดำน้ำ 3 วัน 2 คืนครั้งนี้ แถมยังบังเอิญครบรอบ 3 ปีแบบ งงๆ กับการขี่รถออกทริปทดสอบพร้อมทำกิจกรรมสนุกๆ กับท้องทะเลภาคใต้อีกด้วย แต่ครั้งนี้เราไปฝั่งอ่าวไทยที่จังหวัดชุมพร แบบว่าวันที่ออกเดินทางใกล้เคียงกับวันที่ไปทริปเกาะหัวใจมรกต ทะเลพม่า เมื่อ 3 ปีที่แล้วกับผู้ร่วมทริปหน้าเดิม หากใครเป็นแฟนพันธ์แท้ SuperBike Magazine น่าจะต้องผ่านตามาบ้าง แน่นอนครั้งนี้เรามีครูสอนดำน้ำแนวหน้าของเมืองไทย พี่สิทธิ์ ที่พ่วงตำแหน่งช่างภาพระดับต้นๆ ของไทย น้องแบงค์ หรือซูเปอร์แบงค์ เทสต์ไรเดอร์ทรงน้ำเต้าทีมงาน SuperBike และผมเองเขตฟ้า โล้นซ่าที่โชกโชนเรื่องออกทริปเดินทาง แน่นอนครั้งนี้ทุกคนมีฝีมือและประสบการณ์มากขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อ 3 ปีก่อน นอกจากนี้ยังมีน้องใหม่ในกองอีก 2 คนที่ไปช่วยบันทึกภาพการเดินทางในครั้งนี้ วันแรกที่ไปรับรถ ผมคิดในใจเลยว่า จะขี่ทันคนอื่นมั้ยเนี่ย รถแต่ล่ะคัน Honda Africa Twin / NC750x สายหวดยาวๆ ทั้งนั้นเลย ส่วนรถผม Honda X-ADV 750 บิ๊กสกู๊ตเตอร์หน้าตาประหลาด จะมีแรงหวดตามใครทัน แต่ที่เหมือนกันหมดในทริปนี้คือ รถทุกคันเป็นระบบเกียร์ DCT ที่ทาง Honda เคลมว่าเป็น เกียร์ออโต้อัจฉริยะของทางค่ายปีกนก ส่วนตัวผมเป็นคนที่เคยชินกับการขี่รถที่มีเกียร์มากกว่า คิดว่ายังไงก็คงขี่อยู่ท้ายสุดแน่เลย แต่ก็คิดในแง่ดี ขี่รถสบายๆ ชมวิวล่ะกัน ช่วงแรกๆ ที่ขี่เคยชินกับรถมีเกียร์ เผลอที่ไรจะบีบเบรกหลังตลอด คิดว่าเป็นมือคลัทช์ มัวแต่จะกำตลอด ผ่านไปซักพัก เริ่มเข้าที่เข้าทาง OK! ขี่รถออโต้ ท่านั่งสบาย เลี้ยวก็ง่าย คล่องตัว ช่วงถนนพระราม 2 รถยนต์และรถบรรทุกค่อนข้างเยอะ ก็เป็นจุดที่เจ้า X-ADV เริ่มสร้างความประทับใจ ในการคอนโทรลฝ่าการจราจรที่ค่อนข้างหนาแน่นไปได้ เพราะมิติของตัวรถไม่เป็นอุปสรรคในการซอกแซกมากนัก ผ่านถนนพระราม 2 มาได้ซักพัก เข้าเขตสมุทรสงคราม ถนนกว้างขึ้นโล่งขึ้น เปิดโอกาสให้ได้ลองพละกำลังกันหน่อย เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 745 ซีซีให้ความแรงได้ติดมือพอควร มีช่วงที่รอรอบทำให้รู้สึกว่ามันช้าไปซักนิด แต่ก็เกาะกลุ่มกันไปได้ที่ความเร็วเฉลี่ย 130-150 กม./ชม. มีแตะๆ 160 กม./ชม.บ้าง จนถึงช่วงเลี้ยวซ้ายเข้าเพชรบุรี พวกเราก็แวะเติมน้ำมัน พร้อมกับเช็คดูว่าการกินน้ำมันเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อสังเกตที่หน้าจอดิจิตอลขนาดใหญ่ ก็พบว่าเหลืออยู่อีก 1 ขีดจะหมดถัง แก๊สโซฮอล์ 95 เต็มถัง!! จัดไปเตรียมเชื้อเพลิงเตรียมรีดพลังให้เต็มที่ก่อนจะมุ่งหน้าไปทานมื้อเช้าเติมพลังคนกันบ้างที่ร้านข้าวแกงเมืองปราณ ที่ปราณบุรี กับช่วงทางตรงยาวๆ ลงไปจังหวัดชุมพร ออกจากปั๊มก็ซัดกันยาวๆ รู้สึกว่าตาม Africa Twin กับ NC750X ไม่ค่อยติด กว่าจะเข้าถึงก็ไปช่วงที่เขาชะลอผ่อนคันเร่งกันแล้ว นึกขึ้นได้ว่าไอ้เจ้าเกียร์แบบ Dual Clutch Transmission (DCT) ที่เขาเคลมว่ามัน “อัจฉริยะ” ไม่ได้มีให้เราบิดอย่างเดียวนี่หว่า คราวนี้ลองเปลี่ยนโหมด จากเดิมที่ขี่ด้วยโหมด D ลองเปลี่ยนเป็นโหมด S บ้างดีกว่า โอ้โห เปลี่ยนได้ในขณะที่เราขี่รถในความเร็ว ร้อยกว่าๆ ไม่ต้องเสียเวลามาจอดรถเพื่อปรับโหมด นับว่าเป็นข้อดี สะดวกสบายจริงๆ พอโหมดเปลี่ยนพลังก็เปลี่ยน!! ผมสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง พละกำลังของรถนั้นมาแบบตึงมือมากขึ้น รอบที่ลากได้ยาวขึ้น มีความเป็นสปอร์ตมากขึ้น ให้เราได้ขยี้คันเร่งได้เต็มที่ จากรถคันหน้าที่เราบิดตามแทบตาย กลับบี้ติดตูดในความเร็วเฉลี่ยที่ 160-180 กม./ชม.กว่าๆ น่าจะได้เกินกว่านี้ด้วยซ้ำ ถ้ามีทางที่โล่งกว่านี้ กับเส้นถนนเพชรเกษมที่มีการทำทางแทบตลอดเส้นประจวบคีรีขันธ์ยันทับสะแกที่เป็นจุดแวะพักทานมื้อกลางวันที่ร้านซ้งทับสะแก มีทีเด็ดที่อาหารทะเลสดใหม่ปรุงรสจัดจ้าน เจ้า X-ADV ก็บิดตะลุยได้อย่างสบายๆ ไม่กลัวลื่น กับระบบ เทคโนโลยี Honda Selectable Torque Control (HSTC) หรือที่รู้จักกันในนามแทร็คชั่นคอนโทรลที่ติดมาให้พร้อมระบบเบรก ABS บอกเลยว่าอุ่นใจ ไม่ว่าจะหลุม ทางลูกรัง ถนนลื่นๆ เจ้าบิ๊กสกู๊ตเตอร์สายพันธุ์ใหม่จากฮอนด้าคันนี้ ทำได้ดีเลยทีเดียว พอเข้าสู่ชุมพรก็มีทางให้ได้เล่นโค้ง พับซ้ายขวา ทดสอบเกียร์ DCT ในระบบ Manual แค่ใช้นิ้วมือ

Royal Enfield อย่าง Continental GT 650 และ Interceptor 650 สองโมเดลตำนานกับเครื่องยนต์ 2 สูบพิกัด 650 ซีซีครั้งแรกของทางค่าย

Honda Africa Twin Adventure Sports (CRF1000L2 DCT) @จันทบุรี ขี่รถทดสอบทางเรียบมาก็เยอะ ถึงเวลาของการทดสอบลุยๆ กันบ้าง โดยการลุยในครั้งนี้จะเป็นการทดสอบ รีวิว Honda Africa Twin Adventure Sports ขาลุยรุ่นใหญ่พิกัด 1,000 ซีซี ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำของ Honda อย่างระบบเกียร์ DCT (Dual Clutch Transmission) ที่เราบุกเข้าตีเมืองจันท์ เอ๊ย ไปบุกตะลุยกับที่จันทบุรี โดยมีโค้ชระดับอาจารย์อย่างพี่เล่ Bike Lane เป็นผู้จัดการเส้นทางและสถานที่ต่างๆ มาให้เราได้ทดลองและทดสอบรถได้อย่างเต็มที่ ในรูปแบบสถานการณ์จริง เส้นทางจริง โหดจริง ล้มจริง เหนื่อยจริงๆ ให้รู้กันไปเลยว่าเจ้า Adventure Sports คันนี้มันเจ๋ง มันลุยได้ขนาดไหน เส้นทาง เราเริ่มออกเดินทางเพื่อที่จะไปทดสอบกันที่ Honda Bigwing กรุงเทพ เลียบทางด่วนรามอินทรา เราออกสตาร์ทกันตั้งแต่ 07.30 น. มุ่งหน้าไปตีเมืองจันท์ฯ เอ้ยไปตะลุยเมืองจันทบุรี ไปในเส้นทางที่คนทั่วไปไม่ไปกัน โดยจะลัดเลาะไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึง โดยพี่เล่ของเราบอกว่า “งานนี้มีลุยแน่นอน” เราเดินทางวิ่งผ่านทางแปดริ้วไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ รถไม่ติด เพราะเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยใช้อยู่แล้ว เพราะส่วนมากโดยปกติเราก็มักจะเดินทางไปด้วยถนนเส้นบางนา-ตราด หรือถ้ารถยนต์ก็มอเตอร์เวย์ แบบทีเดียวยิงยาว 2 ถึง 2 ชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้ว ทว่าคราวนี้คุยๆ กันตอนพักระหว่างทาง อาจารย์เล่ของเราบอกว่าต้องมี 6 ชั่วโมง ห้ะ อะไรนะอะไรจะนานขนาดนั้น แต่เอาเป็นว่ายังไงก็ถึงแน่นอน ผมก็ไม่แปลกใจอะไรเพราะติดตรงช่วงถนนสุวินทวงศ์ก็เกือบชั่วโมงแล้ว เส้นทางที่เราเดินทางจะเป็นเส้นทางสายรองที่จะวิ่งผ่านชลบุรี ระยอง จันทบุรี วิ่งไปวิ่งมา มาโผล่อีกทีเขาคิชฌกูฏแบบงงๆ แต่ยังไม่เข้าที่พัก โค้ชพี่เล่กลับพาเราเข้าไปวิ่งในป่ายูคาลิปตัส ผ่านสวนทุเรียน และอื่นๆ แบบพูดง่ายๆ ว่าถ้าเราไม่ขี่ตามกันเป็นกลุ่มมีหลงแน่นอน นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ขับรถแอดแจนเจอร์คันใหญ่ๆ เข้าป่าลึกแบบนี้ ลึกมากรึเปล่า ผมไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ ถ้าหลงทางกลับบ้านลำบากชัวร์ ลองหวด เพราะติดอยู่ตรงช่วงถนนสุวินทวงศ์ก็เกือบชั่วโมงแล้ว แต่ก็นะรถมันขี่ง่าย ขาก็ถึง คันเร่งไฟฟ้าก็ทำงานเสถียรดี จึงไม่ได้ดีเลย์อะไรมากมาย ขี่ง่ายแถมขาถึงอีกด้วย ปกติแล้วต้องเขย่งๆ ตอบโจทย์สำหรับคนใช้ในเมือง รถติดๆ ไม่ต้องมากังวลกับเกียร์ DCT ไม่มีดับเพราะรถไม่มีคลัทช์ ขี่ง่ายมากๆ ข้อสำคัญของเกียร์ DCT สามารถเพิ่มลดเกียร์ได้จากประกับฝั่งซ้าย โดยส่วนตัวครั้งนี้สำหรับ Adventure Sports นั้นเป็นรถทัวริ่งแอดเวนเจอร์ขนาด 1,000 ซีซี 2 สูบเรียงที่เคลมมา 94 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิด 99 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ พร้อมติดตั้งระบบเกียร์ DCT และยังมีโหมดช่วยเหลือการขับขี่ที่สามารถเลือกใช้ได้ตามความชอบใจซึ่งแสดงผลอยู่บนเรือนไมล์ดิจิทัลขนาดใหญ่อีกหลากหลาย อาทิ คันเร่งไฟฟ้า ทำให้มีโหมดการขับขี่ โหมด Power [P] 3 ระดับ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก Engine Break [EB] 3 ระดับ ซึ่งสำคัญมากๆ ที่จะช่วยให้ลดความเร็วรถได้ดีขึ้นโดยมีกำลังจากเครื่องมาช่วยเบรก มี HSTC หรือ Honda Selectable Torque Control หรือง่ายๆ ว่าแทร็คชั่นคอนโทรล Traction [T] มีทั้งหมด 7 ระดับ เรียกได้ว่าปรับกันได้แบบละเอียดเลย และยังสามารถเปิด-ปิดได้ถ้าเราไม่ต้องการใช้ เพื่อที่จะป้องกันรถเสียอาการเมื่อขับขี่บนเส้นทางที่มีการยึดเกาะน้อย พื้นลื่นๆ หรือถนนเปียก เอาจริงๆ ในป่าบ้างทีก็ไม่จำเป็นเท่าไร ปิดไปครับ โค้ชพี่เล่สอนทั้งทีเอาให้สุดไปเลยครับ คันเร่งไฟฟ้านั้นจะช่วยสั่งการให้เครื่องยนต์เร่งและถ่ายทอดกำลังออกมาได้อย่างแนบเนียบมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงระบบเบรกที่ปิด ABS เฉพาะล้อหลังได้ นับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ สำหรับคนที่ชอบลุยทางวิบาก เพราะจะช่วยให้สามารถเบรกสไลด์เข้าโค้งได้ดี รวมไปถึงตัวนี้เป็นตัวที่เพิ่มความสามารถในการเดินทางเป็นพิเศษด้วยการอัพเกรดถังน้ำมันให้มีขนาดใหญ่ถึง 24 ลิตร มาพร้อมกับเบาะนั่งปรับความสูงได้แบบเรียบสไตล์เอ็นดูโร่ นั่งสบายเดินทางไกลๆ ได้ไม่มีปัญหา ช่วงล่างที่ให้มาล้อหน้าขนาด 21 นิ้ว มาพร้อมกับโช้คหน้า Showa 45 มิลลิเมตร ระยะยุบมากถึง 252 มม. จานเบรกแบบดิสก์คู่
รีวิว และทดสอบ Yamaha LEXi VVA & FreeGo ครั้งนี้ผมได้มีโอกาสไปทดสอบรถ Yamaha LEXi VVA และ Yamaha FreeGo ออโตเมติกสกู๊ตเตอร์ขนาด 125 ซีซี โดยเฉพาะกับเจ้าฟรีโกนั้นถือว่าเป็นรถโมเดลใหม่ล่าสุดของทาง Yamaha ที่เราได้มีโอกาสทดสอบขับขี่กัน โดยในการทดสอบคราวนี้เราก็จัดหนักกันเลย เป็นทริปทางไกลกรุงเทพ – สวนผึ้ง (ราชบุรี) คิดเป็นระยะทางไปกลับประมาณ 243.5 กิโลเมตร แน่นอนว่าใครๆ ก็รู้จักอำเภอสวนผึ้ง แลนด์มาร์คสำคัญเชิงธรรมชาติที่มีดีที่อากาศดีและไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก ทริปทดสอบครั้งนี้เป็นทริปชิลล์ๆ ขี่เพลินๆ เดินทางสบายๆ ไม่เร่งรีบ และมีจุดหมายปลายทางคือการพักผ่อนสูดอากาศดีๆ หนีฝุ่นพิษ PM2.5 ครับ!! รีวิว Yamaha LEXi VVA เรามาดูกันก่อนที่ LEXi VVA ออโตเมติกขนาด 125 ซีซี เครื่องยนต์หัวฉีด 4 จังหวะ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีวาล์วแปรผัน จากการที่ได้ทดลองขับขี่ทางไกล ผมบอกได้เลยว่าเครื่องยนต์ตอบสนองได้อย่างดี เวลาที่เราบิดคันเร่งเพื่อที่จะแซง หรือออกตัวแบบเต็มๆ จะรู้สึกได้ชัดเจน อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 38.1/ลิตร ขี่ไปกลับใช้น้ำมันไปราวๆ 6 ลิตร คิดเป็นเงินก็ไม่ถึง 200 บาท สำหรับทริปการเดินทางไป-กลับสวนผึ้ง ตำแหน่งท่านั่งที่วางเท้าออกแบบมาได้นั่งสบายๆ ไม่เมื่อย ยืดขาได้เล็กน้อย เดินทางไกล 50-100 กม. ไม่มีปัญหา เหนื่อยก็พัก แต่กว่าเราจะเมื่อยเราก็แวะพักกันก่อนเสียแล้ว สำหรับผมผมคิดว่าเป็นรถที่ขับขี่ได้นุ่มนวล สามารถขับขี่ในเมืองได้สะดวกสบาย คล่องตัว นั่งสบายทั้งคนขับคนซ้อน เรียกได้ว่าดีและถูกใจกับผู้ใช้ทุกเพศทุกวัน โดยเฉพาะพี่วินที่รับรองว่าจะถูกใจมากๆ เพราะคนซ้อนสบายเหลือเกิน ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีคันนึงมากๆ สำหรับรถใช้งานที่ทั้งแรงทั้งประหยัด ทั้งยังขี่ง่ายขี่สบายอีกด้วย FreeGo ขากลับผมขอลองสลับรถไปลองขี่เจ้า FreeGO กันบ้าง แว้บแรกที่เห็นรถคันนี้ ผมคิดว่าคันนี้ดีไซน์สวยล้ำสมัย ถูกใจจริงๆ นะครับกับรถออโตเมติกสไตล์โมเดิร์นแฟมิลี่ขนาด 125 ซีซี จากการได้ลองขับขี่ ผมรู้สึกว่ามันขี่ง่ายมากๆ ตัวรถมาพร้อมกับยางขนาดใหญ่ทั้งยางหน้าและยางหลัง ทำให้หน้ายางมีหน้าสัมผัสกับพื้นถนนมาก ช่วยให้ขับขี่ได้มั่นใจมากขึ้น แม้ว่ารถคันนี้จะเป็นรถแนวครอบครัว ถึงจะขี่ชิลล์ๆ แต่ผมก็เผลอบิดเพลินจนความเร็วไปเกือบร้อย ถือว่าแอบแรงอยู่เหมือนกัน ต้องบอกก่อนเลยว่า คันนี้ก็เดินทางไกลได้ ออกทริปไป-กลับกทม. – สวนผึ้งแบบง่ายๆ สบายๆ ได้ไม่แพ้ใครเหมือนกัน และที่สำคัญคือคันนี้เหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการใช้งานที่หลากหลาย ใช้งานได้อย่างเต็มที่ เช่น ขับไปกลับที่ทำงานเช้าเย็น ขับไปรับลูกหรือแฟน เดินทางไปจ่ายตลาดซื้อของซื้อกับข้าว หรือแม้กระทั่งออกทริปเพลิดเพลิน ก็ตอบโจทย์ได้ดี ด้วยความง่าย ความสะดวกสบาย เรียกว่าบิดอย่างเดียว ขี่ง่าย ประหยัด คล่องตัว เหมาะสำหรับมือใหม่ และทุกเพศทุกวันจริงๆ สรุป รีวิว Yamaha LEXi VVA & Freego เอาเป็นว่าแม้รถสองคันนี้มีซีซีที่เท่ากัน เป็นสกู๊ตเตอร์เหมือนกัน ประหยัดน้ำมัน ขี่ง่าย ขี่สบายคล้ายกัน ตอบโจทย์ทุกวัยที่ชื่นชอบรถแนวออโตเมติก แต่ก็มีจุดที่แตกต่างกันออกไป หลักๆ คือที่ขนาดล้อและเครื่องยนต์ที่มี วาล์วแปรผัน VVA (สำหรับ LEXi) และรูปร่างรูปทรง ซึ่งเป็นเรื่องของรสนิยม ที่แต่ละคนนั้นชอบแตกต่างกันออกไป ดังนั้นใครชอบแบบไหน เลือกแบบนั้น จัดไปครับ รับรองไม่ผิดหวัง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก
Honda CB650R: Not only Smart but also Sport (ไม่ใช่แค่หล่อแต่ยังแรงเร้าใจ) สวัสดีครับ ห่างหายไปนานกับการทดสอบรถกันในเมืองกรุงฯ แดนสวรรค์ของหลายๆ คน โดยเฉพาะชาวต่างชาติชาวต่างจังหวัด งานนี้เราไม่ต้องออกไปไหนไกล หรือต้องมาคอยหาเส้นทางที่โล่งๆ เพื่อที่จะได้ทดสอบและถ่ายภาพถ่ายวิดีโอมาให้แฟนๆ SuperBike ได้รับชมกัน วันนี้เราเตรียมใจที่จะมาเจอรถติดๆ อากาศร้อนๆ คนเยอะๆ กันบนถนนใจกลางเมืองหลวงแดนสยามประเทศกับเจ้า All new Honda CB650R โมเดลใหม่ล่าสุดจากค่ายปีกนก ในสายตระกูล Neo Sport Cafe ที่เป็นรถที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะชีวิตของเหล่าคนเมืองที่มักมีชีวิตที่รีบเร่ง มีผู้คนพลุกพล่านมากมาย ฉะนั้นแล้วการทดสอบรถในครั้งนี้เราจึงออกแบบการทดสอบให้เป็นภารกิจกินเที่ยวในเมืองภายใน 1 วันขึ้นมา โดยเราจะทดสอบขับขี่ให้เหมือนกับการใช้งานในชีวิตจริง ขี่รถไปจิบกาแฟร้านชิคๆ ไปไหว้พระขอพร ร่อนไปทั่วเมืองในยามราตรีและหาของกินอร่อยๆ เติมพลัง เราจะมาดูกันว่าเจ้า Honda CB650R ที่เป็นบิ๊กไบค์ขนาดกลางสไตล์ใหม่ที่ค่ายปีกนกรังสรรค์ขึ้นมาใหม่นั้นตอบโจทย์การใช้งานในรูปแบบที่ออกมาได้มากน้อยแค่ไหน โฉบเฉี่ยว All new Honda CB650R ถูกออกแบบตามสไตล์ Neo Sports Café อย่างที่ผมกล่าวไปข้างต้น เอาจริงๆ มันเป็นการผสมผสานสปอร์ตไบค์และเน็กเก็ตไบค์พร้อมกับใส่สไตล์ในแบบของรถคาเฟ่เข้าไป กลายมาเป็นรถสไตล์ใหม่ที่ไม่เหมือนใคร มีพี่น้องในตระกูลนี้อยู่หลายคัน อาทิ CB150R, CB300R และ CB1000R เรียกว่ามากันเป็นครอบครัวเลย เป็นครอบครัวไฟกลม ในส่วนของ CB650R ยังคงมีจุดเด่นในเรื่องของไฟหน้ากลมซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถในสไตล์คาเฟ่ ด้านหน้ายังหล่อและดูเต็มดีด้วยโช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ Upside Down คาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ ดิสก์เบรกแบบโฟลตติ้งหรือลอยตัว แฟริ่งดีไซน์ลงตัวตามสไตล์ เรือนไมล์แบบดิจิตอล จุดเด่นคือ มีไฟบอกเกียร์ ไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์หรือชิฟต์ไลท์ รอบเครื่องยนต์และความเร็ว รวมไปถึงไฟเตือนแทร็คชั่นคอนโทรลเหมือนกับตัว CBR650R ตัวที่แล้วที่เราเพิ่งจะทดสอบไป เบาะนั่งสองตอน ปลายท่อไอเสียแบบใหม่ รวมไปถึงล้อแมกซ์ดีไซน์ที่ดูสปอร์ตมากขึ้น รุนแรง CB650R คันนี้มีเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงพิกัด 650 ซีซี ให้พละกำลังเหลือๆ แบบไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม เครื่องยนต์เดิมๆ เครื่องเดียวกับ CBR650R ที่มีการปรับเปลี่ยนภายในให้มีกำลังดีขึ้น แต่มีการปรับจูนให้ออกมาในแบบของรถสปอร์ตเน็กเก็ต ตัวเครื่องนั้นส่งกำลังเรียบเนียน ให้เสียงผ่านท่อแบบ 4 ออก 1 ดังแบบพอดีๆ เหมาะสม เป็นมิตรกับผู้ใช้ ผู้ฟังและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี โดยจะแตกต่างจาก CBR650R ตรงที่รอบต้นๆ ของ CB650R นั้นจะมีกำลังมาเร็วกว่า แต่ในด้านปลายก็จะสู้ CBR650R ไม่ได้ ซึ่งก็จะตอบโจทย์รูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกันออกไปครับ แต่หลายๆ ส่วนก็จะมีส่วนที่เหมือนกันก็คือการออกแบบช่องไอดีใหม่ เพื่อป้อนอากาศเข้าแอร์บ็อกซ์ได้มากขึ้น บอกกับแคมไทมิ่งและอัตราส่วนการอัดใหม่ ช่วยให้สร้างกำลังได้มากขึ้น ง่ายๆ ว่าแรงกว่าเครื่องยนต์ 650 ตัวเดิมจาก CBR650F และ CB650F คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ที่ 5% และยังช่วยให้ได้กำลังที่นุ่มนวล แล้วอัตราแรงบิดในช่วงกลางที่ดีขึ้น นอกจากนี้แล้วยังมีระบบ Honda Selectable Torque Control System (HSTC) ที่ผมขอแปลแบบด้านๆ ว่าระบบใช้ทอร์คได้ดั่งใจ หรือพูดบ้านๆ ว่ามีแทร็คชั่นคอนโทรลนั่นแล เพราะระบบนี้จะช่วยปรับกำลังเครื่องยนต์ให้จ่ายแรงบิดออกมาที่ล้อหลังเพื่อลดอาการล้อหลังเสียการยึดเกาะ และที่แจ่มคือเปิดปิดได้ด้วยครับ เพื่อบางคนยากจะขับขี่แบบผาดโผนก็เรียกได้ว่าทำได้ แต่เดี๋ยวก่อนยังไม่หมด CB650R คันนี้ยังมีฟังก์ชั่นดีๆ แหล่มๆ อย่างระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัทช์ที่ช่วยให้ขี่ง่ายขึ้นและปลอดภัยขึ้น เพราะช่วยให้เราเชนเกียร์เร็วๆ ได้โดยที่ล้อหลังไม่เสียอาการ เพิ่มความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี และยังช่วยให้มือคลัทช์เบามากขึ้น ใช้แรงกำคลัทช์น้อยลง ขี่ระยะยาวนานๆ ก็เมื่อยน้อยลง เร้าใจ เรามาพูดถึงตัวยางติดรถกันก่อนเลยดีกว่าเพราะค่อนข้างเด่น เป็นยาง Metzerler Roadtec 01 ยางสปอร์ตทัวริ่งที่เด่นเรื่องการรีดน้ำจากเยอรมัน โดบยางหน้ามีขนาด 120/70-ZR17 และยางหลังขนาด 180/55-ZR-17 ถือว่าติดของดีมาให้ใช้จากโรงงานกันเลยทีเดียว มาพร้อมกับล้อแม็กสปอร์ตแบบเดียวกับ CBR1000RR มาต่อกันที่เบรคหน้าที่ถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นคาลิเปอร์เบรค Nissin แบบเรเดียลเมาท์ทำงานร่วมกับดิสก์เบรกคู่แบบโฟลตติ้งหรือลอยตัวที่สามารถให้ตัวได้ เบรกได้นุ่มขึ้น เนียนยิ่งขึ้น ส่วนของเบรกหลังก็เป็นดิสก์เดี่ยวและคาลิเปอร์จาก Nissin เช่นกัน และที่ขาดไม่ได้เลยเรียกได้ว่าสะดุดทุกสายตา โช้คอัพหน้าใหม่แบบหัวกลับของ Showa ดูลงตัว สามารถทำงานได้ดีกว่าเดิมเยอะมาก โช้คอัพถูกพัฒนาให้มีการซับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี ส่วนโช้คหลังเป็นแบบโช้คอัพเดี่ยว สามารถปรับความแข็งของสปริงได้ เพื่อให้สามารถปรับเข้ากับเจ้าของรถได้ดีมากยิ่งขึ้น ได้ใจ การทดสอบในครั้งนี้ของทาง SuperBike

Neo Sport Café Trip ทริปนี้เท่ไม่เหมือนใคร ทริปสุดแสนพิเศษกับทาง Honda ในครั้งนี้ เราได้มีโอกาสทดลองขับขี่ Honda CB650R และ Honda CB1000R รถสปอร์ตไฟกลมสุดคลาสสิก 4 สูบเรียงทรงพลังของตระกูล NEO SPORTS CAFÉ บนเส้นทางกรุงเทพ – หัวหิน พร้อมหวดมันๆ ในสนามแก่งกระจานเซอร์กิต ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19-21 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมาทางค่ายปีกนก Honda Big Wing พาชาวสื่อสำนักต่าง ๆ ไปทดลองขับขี่ CB650R และ CB1000R กับทริปในรูปแบบการท่องเที่ยวสนุกสุดมัน จากกรุงเทพ – หัวหิน – สนามแก่งกระจานเซอร์กิต เริ่มต้นช่วงเช้าที่ Honda BigWing BKK เลียบด่วน รามอินทรา Honda CB1000R และ Honda CB650R ทั้ง 20 คันจอดพร้อมต้อนรับทีมสื่อมวลชน โดยจะมีการสลับสับปลี่ยนกันขี่ทดสอบทั้ง 2 รุ่น ช่วงแรกได้จับคู่กับเจ้า CB650R รถในคลาสกลางจากทางค่ายปีกนก ใช้เส้นทางจาก Honda BigWing กรุงเทพฯ ผ่านถนนรัตนาธิเบศร์ – กาญจนาภิเษก ออกสู่ถนนพระราม 2 ที่มีการจราจรหนาแน่น รถติดหนักมากและยังมีรถบรรทุกและรถสิบล้อมากมายแต่ขบวนทริปของเราก็ยังทำเวลาได้ดี ด้วยเพราะความคล่องตัวที่มีมากกว่ารถในสไตล์อื่นๆ ด้วยการออกแบบแฮนด์บาร์ของ New Honda CB650R ที่มีลักษณะกระชับและมิติตัวรถที่ค่อนข้างเพรียวนั้น ทำให้ตัวรถมีความคล่องตัวและแม่นยำในการขับขี่ การจะมุดหรือจะพลิกรถก็ถือว่าสามารถทำความคุ้นเคย และเรียนรู้ถึงจุดศูนย์ถ่วงของตัวรถได้ไม่ยาก ด้วยช่วงล่างโช้คอัพหน้าแบบหัวกลับของ Showa ขนาด 41mm ส่วนของระบบเบรก มาพร้อมกับดิสก์เบรกหน้าคู่ ทรงกลมขนาด 310 มม. (ซึ่งเล็กกว่า 650 Series ก่อนหน้านี้นิดหน่อย) ทำงานร่วมกับปั๊มเบรกแบบ Radial Mount แบบ 4 พ็อตของ Nissin และมีระบบเบรก ABS ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานจากโรงงาน ทำให้การเบรกนั้นทำได้ดั่งใจ ด้านการตอบสนองของ ABS นั้นอยู่ในระดับที่ดี ไม่เร็วหรือช้าเกินไป ในส่วนของสลิปเปอร์คลัทช์เองก็ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ช่วงเที่ยงๆ เราแวะกินมื้อกลางวันกันที่ “ร้านข้าวใหม่ปลามัน” ที่อัมพวา จ.สมุทรสงคราม กับอาหารทะเลหลากชนิดพร้อมเสิร์ฟ ที่สำคัญรสชาติก็อร่อยมากซะด้วยสิ อิ่มกันถ้วนหน้าก็พร้อมออกเดินทางกันต่อ ตั้งขบวนขี่แบบสลับฟันปลา กับความเร็วเฉลี่ยๆ ประมาณ 120 – 150 กม./ชม. มุ่งหน้าเข้าไปยังชายหาดชะอำ เพื่อจอดพักดื่มด่ำกับสายลมและบรรยากาศริมชายหาดชะอำ ก่อนจะเดินทางไปยัง Eureka Beach Cafe หัวหิน ตั้งอยู่บริเวณปากน้ำปราณบุรี ซึ่งมีหาดส่วนตัวกับบรรยากาศสุดชิลล์ อีกทั้งคาเฟ่ติดทะเลที่ทำออกมาได้ดีมาก ทั้งโซนในร่มและกลางแจ้ง มีโต๊ะให้นั่งหลายแบบหลายสไตล์ พร้อมเครื่องดื่มต่างๆ อีกมากมาย หลังจากพักผ่อนคลายความร้อนกับเครื่องดื่มเย็นๆ แล้ว ก็ขี่ย้อนกลับมายัง อ.หัวหิน เข้าเช็คอินที่โรงแรมเชอราตัน หัวหิน รีสอร์ทระดับ 5 ดาวที่ Honda จัดไว้รองรับ จากนั้นเราก็กลับมาหวดรถกันอีกครั้ง พร้อมหน้ากันบนอาน Honda CB อีกครั้ง เพื่อจะมุ่งหน้าไปกินมื้อเย็นที่ ร้านลาแม เขาตะเกียบ เต็มอิ่มกับซีฟู้ดหลากหลายชนิด แล้วมาต่อกันที่ Air Space หัวหิน ร้านอาหารกึ่งคาเฟ่ โดดเด่นด้วยดีไซน์คล้ายโรงเก็บเครื่องบินที่เด่นสุดๆ คือเครื่องร่อนขนาดใหญ่มาแขวนไว้ในร้าน นั่งดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ กันซักพัก ก็ได้เวลาของการหวดรถยามค่ำคืน หรือ Night Ride กลับที่พัก วันที่ 2 เราเริ่มเดินทางกันแต่เช้า จุดหมายคือเข้าไปขี่ในสนามแข่งรถแก่งกระจานเซอร์กิตในแบบของแทร็กเดย์ และได้โอกาสสับเปลี่ยนเป็นเจ้า CB1000R พี่ใหญ่สุด โดยโมเดลนี้จะเป็นรถนำเข้าจากญี่ปุ่นทั้งคัน ด้วยกำลังของเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 1,000 ซีซี ผมก็สัมผัสได้ถึงกำลังเครื่องยนต์ทั้งแรงม้า แรงบิดจนถึงเอ็นจิ้นเบรกได้อย่างชัดเจน ฟังก์ชั่นที่เพิ่มเข้ามาของรุ่นใหญ่คือโหมดขับขี่ที่มีให้เลือก 4 โหมด คือ Standard, Sport, Rain

รีวิว Honda CB500X อัพเกรดใหม่พร้อมตะลุยทางฝุ่น RIDE THROUGH THE DUST ไม่เหมือนอย่างที่คิดไว้เลยสำหรับ All New Honda CB500X (2019) ตัวใหม่จากทางค่ายปีกนก จะบอกว่ามัน ดีมาก ก.ไก่ ล้านตัว เฮ้ยดีจริงๆ ไม่เหมือนกับที่ผมคิดไว้เลย รอบนี้เราขับขี่ทดสอบแบบทัวริ่งออกเดินจากกรุงเทพพร้อมกับกลุ่ม Honda Africa twin ลองแบกซีซีหน่อย ต่อให้ ครึ่งๆ 500 ซีซี กับ 1,000 ซีซี โดยวิ่งเลี่ยงเมืองมาทางฉะเชิงเทรา-ชลบุรี-ระยอง-จันทบุรี โดยมีอาจารย์เล่ Bike lane ชื่อนี้ ไม่มีเสียมาเป็นมาร์แชลนำขบวนขับขี่เดินทางทดสอบบนเส้นทางจริง งานนี้เรียกได้ว่าเป็นทั้งทริปเป็นทั้งการทดสอบรถไปในตัว เส้นทางการทดสอบครั้งนี้นั้นเป็นทางดำกับทางฝุ่นอย่างละครึ่งๆ ให้สมกับเป็นรถสายลุยของทางค่าย Honda หน่อย ถนนดำผมขี่ยืนพื้นที่ความเร็วราวๆ 120-140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เรียกได้ว่าไม่ผิดหวังกับเครื่องยนต์ 500 ซีซี 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำที่มีปรับจูนมาใหม่ แถมด้วยระบบสลิปเปอร์คลัทช์ ทำให้ขับง่ายขึ้น นุ่มขึ้นกว่าเดิมเยอะในเวลากำคลัทช์เปลี่ยนเกียร์ ส่วนทางฝุ่นหรือวิบากที่เราเจอ ก็ถือว่าทำได้ดีอีกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นหินลอย ทางขรุขระ รวมไปถึงเส้นทางในป่าที่เต็มไปด้วยต้นยูคาลิปตัส รอบเครื่องใช้น้อยมาก ทำให้รู้สึกว่าตัวเครื่องยนต์ของ CB500X มีแรงบิดที่ดี ไม่มีเสียกำลังตอนขึ้นเนิน ทำให้เราไม่ต้องไปคิดพะวงกับการเปลี่ยนเกียร์บนเนิน เดินเกียร์ 2 ขึ้นได้เลย แต่ต้องบอกก่อนเลยว่า รถคันนี้ ได้มีการทำการเปลี่ยนยางเป็น Pirelli Scorpion Rally STR มาให้เราแต่แรกอยู่แล้ว ซึ่งเป็นอีกปัจจัยเสริมมาทำให้พวกเราขับขี่ในป่าได้ดียิ่งขึ้น (ยางเดิมจะเป็นยางแบบกึ่งที่เน้นไปทางถนนดำมากกว่าเน้นทางฝุ่นค่อนข้างมาก) พูดถึงเรื่องยางไป เรามาดูส่วนอื่นของช่วงล่างกันบ้าง ช่วงล่างได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด มีระยะยืดยุบของโช้คหน้ามากขึ้น แถมล้อหน้ามีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพิ่มขึ้นและแข็งแรงขึ้น จากเดิม 17 นิ้ว เป็น 19 นิ้ว ทำให้สามารถข้ามหลุมหรือเส้นทางที่ไม่เรียบได้อย่างไร้กังวล เบรกหน้าแบบดิสก์เบรคเดี่ยว พร้อมกับจานดิสก์แบบลอยตัวหรือ Floating แอบซิ่งนิดๆ เบรกหลังแบบดิสก์เบรกเช่นกัน สำหรับผมถือว่าดีอยู่แล้วไร้ปัญหา ท่านั่งในการขับขี่ คันนี้ถือว่าแทบไม่เปลี่ยนจากตัวเดิมเลย ยืนขี่ นั่งขี่ สบายมาก ระยะทางที่ผมขับทั้งทางถนนดำ เข้าป่า ลุยทางฝุ่น รวมๆ แล้ว 500 กว่ากิโลเมตร ไป-กลับ กรุงเทพ – จันทบุรี ไม่ต้องไปพึ่งหมอนวดแต่อย่างใด และผมจะบอกว่านี้คือรถ บิ๊กไบค์ระดับกลางที่ออกแบบมาเพื่อการผจญภัยเต็มรูปแบบเลยก็ว่าได้ สิ่งที่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในโมเดลนี้ ทำให้การขับขี่ดูลุย สมบุกสมบันมากขึ้น รองรับสภาพถนนเมืองไทยได้อย่างแน่นอน รับรองว่าถนนดำก็หนึบ ทางลุยก็สบาย มาดูความสวยงาม รูปลักษณ์ต่างๆ ส่วนตัว ผมชอบเรื่องของการดีไซน์ตกแต่ง ให้ดูดุดันมากขึ้น ไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว แบบ LED รอบคัน เรือนไมล์ดิจิตอล ล้อหน้าที่มีขนาด 19 นิ้ว ทำให้รถดูสูงขึ้น ดูโหดขึ้น Honda ก็เปลี่ยนยางให้ดูโหดไปอีก ยางตัวนี้ ก็คือ Pirelli Rally STR สายตะกุยดินเลยละครับ ทำให้ภาพลักษณ์คันนี้ดูลุยขึ้นไปอีก สรุปเลยละกันสำหรับ รีวิว Honda CB500X คันนี้ มันคือคำตอบและตัวเลือกที่ดีมากๆ หากคุณคนที่กำลังมองหารถบิ๊กไบค์ระดับกลางล้อหน้า 19 นิ้ว สามารถออกทริปได้ดีทั้งทางดำและทางฝุ่น เนื่องจากเจ้าตัวนี้ตอบโจทย์ได้ค่อนช่วงล่างดี มีโช้คหน้าปรับได้ ท่านั่งสบาย เดินทางไกลปลอดภัย มีสลิปเปอร์คลัทช์ ไฟหน้าสว่าง เรือนไมล์ดิจิตอล Digital บอกเกียร์ อีกทั้งยังประหยัดน้ำมันด้วยอัตราสิ้นเปลืองเพียง 25.6 กิโลเมตรต่อลิตร (โรงงานเคลมมา 29 หน่อยๆ) วันไหนอยากจะเปลี่ยนฟีลขี่เข้าป่า ลุยๆ ก็ยังมีกำลังเครื่องยนต์เหลือๆ และโดยรวมๆ ก็เป็นรถที่ควบคุมได้ง่าย ที่สำคัญราคาก็เป็นมิตร ด้วยค่าตัวเพียง 222,000 บาท ใครคิดว่าตรงสายจัดไปครับ!! ส่วนคนที่คิดจะเปลี่ยนมาลุย เริ่มต้นที่คันนี้ก็ยังได้สวยๆ รับรองจะติดใจ ไปลองเทสต์ดูที่ตัวแทนจำหน่ายก่อนก็ยังได้ เชื่อผมสิ ถ้าสนใจติดต่อ Honda BigWing ทุกสาขา ทั่วไทยได้เลยครับ Specifications เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ 4

ทดสอบ Triumph Speed Twin หวนคืนสู่ตำนาน กับครูเซอร์ร่างเกิดใหม่ ครั้งนี้มาเรามาไกลกันถึงต่างแดน โดยมีเป้าหมายคือการมาทดสอบรถตัวใหม่ของทาง Triumph โมเดลสุดฮ็อตในอดีตที่คราวนี้กลับมาใหม่อีกครั้ง การันตีความคลาสสิคและความเท่ที่มากกว่าเคย ครั้งนี้เราได้บินกันไปทดสอบกันถึงที่เกาะมายอร์กา ประเทศสเปน สำหรับการ ทดสอบ Triumph Speed Twin ครั้งนี้ต้องขอบคุณ Triumph Motorcycle Thailand ที่ได้เชิญ SuperBike เข้าร่วมทดสอบระดับโลก ในส่วนของเนื้อหาทั้งหมดก็เพิ่งจะปรับมาเป็นออนไลน์ ให้ผู้อ่านได้อ่านกันไวมากขึ้นกว่าเดิม เต็มเม็ด เต็มหน่วย มากขึ้น… ก่อนอื่นเลย ต้องบอกก่อนว่า Triumph Speed Twin เปิดตัวในประเทศไทยไปก่อนในงาน Motor Expo 2018 ครั้งนี้จะเป็นการเปิดตัวและทดสอบระดับโลก โดยมีการเชิญสื่อมวลชนจากทั่วทุกมุมโลกเข้าร่วมทดสอบในครั้งนี้ โดยทาง Superbike เองก็เป็นหนึ่งในผู้เข้าทดสอบด้วย ภายในนามของ www.superbikemag.com ทีนี้เราลองมาดูเจ้า Speed Twin คันนี้กันดีกว่าว่ามันมีอะไรบ้าง ลองขึ้นชื่อได้ว่า All New มันก็ต้องมีอะไรใหม่ๆ หลายอย่างแน่นอน แล้วครั้งนี้เราได้มาทดสอบรถระดับพรีเมื่ยมบนเกาะมายอร์กา บนเส้นทางคดเคี้ยวที่ลัดเลาะไปบนเทือกเขา ตามสไตล์ Triumph เรียบ หรู ดูดี แต่ดูเหมือนว่าตัวนี้ จะดูซิ่งๆ ยังไงๆ ไม่รู้ ต้องลองไปดูกันครับ เครื่องเครา Speed Twin คันนี้มาในมาดของโมเดิร์นคลาสสิคไบค์ ในสไตล์ของสตรีทไบค์ เด่นด้วยส่วนประกอบในแบบคลาสสิคที่เทคโนโลยีสมันใหม่เข้าไปภายใน ด้านหน้ามีไฟหน้าทรงกลมขนาดใหญ่แบบคลาสสิคแต่ใช้เทคโนโลยี LED พร้อมมีเดย์ไลท์ด้วย ถัดมาด้านบนนิดหน่อยมีเรือนไมล์ทรงกลมคู่แบบคลาสสิคโดยสามารถแสดงรายละเอียดสำคัญต่างๆ ได้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นรอบเครื่องยนต์ มาตรวัดระยะทาง เลขบอกเกียร์ น้ำมันเชื้อเพลิง บอกระยะวิ่งที่เหลืออิงจากน้ำมันในถัง บันทึกทริป 2 ค่า สถานะการทำงานของแทร็คชั่นคอนดทรล และอื่นๆ ที่ควรจะมี กระจกมองข้างเป็นแบบติดปลายแฮนด์บาร์ตามแบบสมัยนิยม หลายๆ ชิ้นส่วนเป็นงานอลูมิเนียมเกรดดีดูพรีเมี่ยมเรียบหรู ถังน้ำมันทรงคลาสสิคขนาด 14.5 ลิตรพร้อมฝาถังล็อกได้ของ Monza ที่เรียบหรูดูคลาสสิคเข้ากับถังน้ำมันและสไตล์ของรถเป็นอย่างดี เบาะหนังแบบชิ้นเดียวให้ความนุ่มสบายทั้งคนขี่คนซ้อน ท่อไอเสียคู่แบบยกปลายสูงเสริมมาดให้ดูเก๋ายิ่งขึ้น เครื่องยนต์ Triumph Speed Twin นั้นใช้เครื่องยนต์ High Power แบบ 2 สูบคู่ 4 วาล์วต่อสูบขนาด 1,200 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ(เหมาะกับประเทศไทยมากๆ) เคลมพละกำลังมาสูงสุดที่ 97 แรงม้าที่ 6,750 รอบ และแรงบิดที่ 112 นิวตันเมตรที่ 4,950 รอบ มีท่อไอเสียแบบ 2 ออก 2 ดีไซน์เท่แบบคลาสสิค ให้สุ้มเสียงดุดันตามแบบฉบับเครื่องยนต์ที่มีพละกำลังสูง ส่งกำลังด้วยโซ่พร้อมเกียร์ 6 สปีด และยังมีระบบแอสซิสต์คลัทช์ที่ช่วยผ่อนแรงในการกำคลัทช์ให้น้อยลงช่วยให้ขับขี่ทางไกลได้สบายยิ่งขึ้น ลดอาการเมื่อยมือจากการกำคลัทช์ ตัวรถใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้าหรือ Ride by wire คือสั่งงานผ่านกล่อง ECU ดังนั้นการทำงานของเครื่องยนต์ก็จะอยู่ภายใต้การประมวลผลของ ECU เสมอ โดยจะสอดคล้องกับโหมดการขับขี่ที่รถมีไว้ให้ทั้งหมด 3 โหมดคือ Sport, Road และ Rain ซึ่งในแต่ละโหมดก็จะให้การตอบสนองต่างกัน แน่นอนว่าโหมด Sport คือบิดเท่าไหร่มาเท่านั้น ตอบสนองรวดเร็ว ให้กำลังดีที่สุด และลดหลั่นลงมาคือโหมด Road และ Rain แน่นอนว่าในโหมด Rain จะมีการตัดกำลังมากที่สุดทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยนั่นเอง นอกจากนี้รถยังมีแทร็กชั่นคอนโทรลที่สามารถเปิดปิดได้อีกด้วย ช่วงล่าง ด้านหน้ามีระบบกันสะเทือนหน้าแบบเทเลสโคปิกขนาด 41 มม. ระยะยุบตัว 120 มม. พร้อมปลอกหุ้มกันฝุ่นแบบคลาสสิค พร้อมกับปั๊มเบรคบน Brembo กระทุ้งแบบ 45 องศาปรับระยะได้ กระปุกน้ำมันแบบใสลอย ดิสก์เบรคคู่หน้าขนาด 305 มิลลิเมตร คาลิเปอร์เบรคจาก Brembo 4 พ็อตและระบบเบรก ABS ส่วนด้านหลังเป็นโช้คอัพคู่พร้อมตัวปรับพรีโหลด ระยะยุบเท่ากับด้านหน้าที่ 120 มม. ดิสก์เบรกหลังเดี่ยวขนาด 220 มม. คาลิเปอร์เบรค Nissin และระบบเบรก ABS สวิงอาร์มคู่อลูมิเนียมน้ำหนักเบา โครงรถเหล็กคู่

ในที่สุดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสุดยอดรถยอดนิยมของ Honda กับ CBR650F ก็มาถึง เป็นการเปลี่ยนแปลที่ทำให้สามารถเรียกโมเดลใหม่ได้เต็มปากว่าสปอร์ตไบค์ โมเดลใหม่ที่ผมพูดถึงก็จะเป็นโมเดลไหนไม่ได้นอกเสียจาก CBR650R รหัส R ต่อท้ายที่เป็นตัวบอกถึงความเป็นสปอร์ตอย่างเต็มตัวเสียที แรกเริ่มเดิมที Honda CBR650F เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2014 จากโรงงานผลิตในไทยนี่เอง โดยผลิตออกมาควบคู่กับแฝดคนละฝาที่เป็นเน็กเก็ตไบค์อย่าง CB650F เป็นการเปิดไลน์เครื่องยนต์สี่สูบพิกัด 650 ซีซีที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก จนทั้งสองโมเดลกลายเป็นรถยอดนิยมของไบค์เกอร์ชาวไทยหลายๆ ท่าน หลังจากปี 2014 ก็มีการปรับเปลี่ยนสีสันลวดลายกราฟฟิคมาตลอด และได้รับการอัพเดตอีกเล็กน้อยในปี 2017 ในส่วนของไฟหน้า LED ใหม่ แฟริ่งชิ้นข้างใหม่ และท่อไอเสียใหม่ที่ช่วยเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ให้อีกเล็กน้อย และจนกระทั่งปลายปี 2018 A.P.Honda ก็ได้ฤกษ์งามยามดีกับการเผยโฉม Honda CBR650R ที่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่กลายเป็นโมเดลใหม่หมดจดกันเลย แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ผมบอกไปก่อนเลยว่า มันเร้าใจเกินทนไหวจริงๆ กับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โฉมใหม่ เรื่องของหน้าตานั้นต้องบอกเลยว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน มีดีเอ็นเอของความเป็นสปอร์ตไบค์ในตระกูล CBR ที่สืบทอดมาจากพี่ใหญ่อย่าง CBR1000RR โดยตัวรถได้รับการออกแบบให้มีความกะทัดรัด เส้นสายที่เพรียวลมและดูดุดันกว่าที่เคย มีการจัดวางตำแหน่งของแฮนด์จับโช้คไปอยู่ใต้แผงคอบนแทนเพื่อให้ท่านั่งที่โน้มไปด้านหน้า เป็นท่านั่งแบบเรซซิ่งมากขึ้น ซึ่งช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเร่งความเร็ว ลดความเร็ว บังคับเลี้ยวหรือเข้าโค้ง ด้านหน้าของรถเด่นสุดคือไฟหน้าคู่ใหม่แบบ LED สว่างชัดคล้ายกันกับไฟหน้าของ CBR1000RR นั่นเอง โดยด้านล่างไฟหน้าจะมีช่องแรมแอร์หรือช่องรับอากาศป้อนเข้าสู่เครื่องยนต์ นอกจากนี้แฟริ่งชิ้นหน้ายังมีการออกแบบที่ลดพื้นที่ผิวหน้าลงเพื่อลดแรงต้านลม ช่วยให้รู้สึกเบาเวลาบังคับเลี้ยว ด้านหลังแฟริ่งหน้ามีเรือนไมล์ดิจิตอลใหม่พร้อมเลขบอกเกียร์และไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์หรือชิฟต์ไลท์ ต่ำลงมาด้านล่างจะเห็นโช้คใหม่เป็นโช้คหัวกลับ Showa SFF ขนาด 41 มม. เพื่อให้การตอบสนองที่แม่นยำอันจำเป็นต่อการขับขี่ในแบบสปอร์ต และมีดิสก์เบรคหน้าแบบโฟลตติ้งและคาลิเปอร์เบรคแบบเรเดียลเมาท์จาก Nissin ล้อเองก็ออกแบบใหม่ด้วยเช่นกัน ด้านท้ายรถออกแบบใหม่ให้สั้นลง เบาะนั่งเป็นแบบสองตอนแยกชิ้น มีไฟท้ายใหม่ LED แต่มีการออกแบบเลนส์ด้านในช่วยให้ไฟท้ายสว่างไสวโดยที่ไฟท้ายมีขนาดเล็กได้ นอกจากนี้ยังมีระบบไฟเบรคฉุกเฉิน เวลาเบรครถกะทันหันระบบจะตรวจสอบพบและสั่งให้ไฟฉุกเฉินทำงานกระพริบเตือนรถคันอื่นๆ ที่ตามหลังมาให้ระวัง ด้านล่างลงมาก็จะเห็นปลายท่อไอเสียที่แม้จะเป็นทรงคล้ายเดิมแต่มีการปรับเปลี่ยนองศาเสียใหม่ เครื่องใหม่ มาพูดถึงเรื่องเมนๆ หลักๆ กันอย่างเครื่องยนต์กันบ้าง วิศวกรของ Honda ทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะสร้างเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงที่ยอดเยี่ยม และผลก็คือปรับจูนเครื่องยนต์ 649 ซีซี DOHC 16 วาล์วตัวนี้ให้มีกำลังอัดสูงขึ้นเป็น 11.6:1 (เดิม 11.4:1) ปรับเปลี่ยนห้องเผาไหม้ใหม่โดยออกแบบลูกสูบใหม่ วาล์วเทรนก็ได้รับการเสริมแรงใหม่ ปรับเปลี่ยนวาล์มไทมิ่ง และปรับมาใช้หัวเทียนอิริเดียม ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยมีแรงม้ามากขึ้นกว่าเดิม 5% ในช่วงรอบมากกว่า 10000 รอบขึ้นไป และมีรอบสูงสุดเพิ่มขึ้น 1000 รอบ แรงบิดก็ส่งออกมาได้สมู้ทและมีมากขึ้น โดยแรงบิดเคลมนั้นมาสูงสุดที่ 64 นิวตันเมตรที่ 8500 รอบ ส่วนแรงม้านั้นเคลมมาที่ 94 แรงม้าที่ 12000 รอบ แรมแอร์คู่ใหม่ที่ป้อนอากาศให้แอร์บ็อกซ์ก็สามารถป้อนอากาศสะอาดจำนวนมากให้กับเครื่องยนต์ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้ดี นอกจากนี้ยังมีผลต่อสุ้มเสียงของเครื่องยนต์อีกด้วย ท่อไอเสียใหม่ก็มีปลายที่มีขนาดกว้างขึ้นเป็น 38.1 มม. ให้อัตราการไหลเวียนของไอเสียที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังให้เสียงท่อที่ดีขึ้นอีกด้วย แม้ว่าเครื่องยนต์จะมีขนาดเล็กลงจากการออกแบบโครงสร้างภายในที่กะทัดรัดมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้มีการลดทอนฟังก์ชั่นการใช้งานแต่อย่างไร ระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัทช์ใหม่ช่วยป้องกันอาการล้อหลังล็อกจากการเชนเกียร์ลงอย่างเร็วขณะลดความเร็ว และยังเข้าเกียร์ง่ายขึ้นอีกด้วย แน่นอนว่ายังมีระบบ Honda Selectable Torque Control (HSTC) ใส่เข้ามาเพื่อช่วยจัดการกับการยึดเกาะที่ล้อหลังอีกด้วย โดยสามารถเปิดปิดได้ตามแต่ต้องการ ไม่จำเป็นต้องจอดรถถือว่าสะดวกสบาย ง่ายไม่ยุ่งยาก แชสซี เป็นอีกจุดนึงที่เด่นสำหรับ CBR650R เฟรมใหม่แบบไดมอนด์เฟรมนั้นมีน้ำหนักที่เบาลงกว่าเดิม 1.9 กก. เมื่อรวมกับถังน้ำมันที่ออกแบบใหม่และพักเท้าใหม่ที่ปรับตำแหน่งให้ท่านั่งสปอร์ตมากขึ้นทำให้น้ำหนักรถลดลงไปรวมๆ 5.6 กก. ช่วงล่างนั้นได้โช้คหน้าใหม่อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นในเรื่องรูปโฉม โช้คหลังเป็นโช้คหลังเดี่ยวปรับพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรคก็มีการอัพเกรดอย่างที่ผมบอกไปแล้ว ซึ่งจะมีจุดเด่นเรื่องการให้ตัวและเบรคได้นุ่มนวล ควบคุมได้ดียิ่งขึ้น แน่นอนว่ามีระบบเบรค ABS ติดมาเป็นมาตรฐาน ขับขี่ จากการขับขี่พบว่าเครื่องยนต์นั้นมีกำลังแรงบิดที่ดีกว่าเดิม โดยมีการพยายามทดสอบให้เห็นชัดด้วยการเข้าเกียร์ 6 และลดความเร็วลงมาเพื่อทดลองเร่งความเร็ว ก็พบว่าสามารถทำอัตราเร่งได้ดี โดยไม่ต้องลดเกียร์ลงแล้วไล่เกียร์ไล่รอบใหม่ แสดงให้เห็นว่ามีแรงบิดที่ดีและกระจายตัวได้ดี เครื่องยนต์จึงตอบสนองและทำความเร็วได้ดี ช่วงล่างที่ให้มานั้นค่อนข้างแข็งเนื่องจากสไตล์ของรถที่เป็นสปอร์ตมากขึ้นกว่า CBR650F เดิม ดังนั้นหากนำไปขับขี่แบบสปอร์ตหรือในสนามจะตอบสนองได้ดี แต่หากไปขับขี่แบบเดินทางออกทริป อาจจะรู้สึกแข็งเกินไป อาจจะทำให้ไม่สบายเวลาขับขี่ทางไกลได้ แต่ผมก็เชื่อว่าหลายๆ คนก็ออกทริปกันได้อยู่ดี (ฮา) ระบบเบรคที่ให้มานั้นทำงานได้ดี นุ่มนวล ควบคุมได้ง่าย เมื่อบวกรวมกับแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัทช์ ก็จะทำให้สามารถลดความเร็วแล้วเข้าโค้งได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาขับขี่ในสนาม ระบบเบรค ABS และระบบควบคุมแรงบิดของ Honda เองก็ทำงานได้ฉับไว ช่วยเสริมความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี สรุปการ ทดสอบ