SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ฉบับที่แล้วเรามีโอกาสได้ลองขับขี่เจ้า Aprilia RSV4 RF (MY17) ไปแล้วบ้างเนื่องจากเราได้ลองขี่มันในงานแทร็กเดย์ที่ทางค่ายจัดเอาใจลูกค้าที่หลงรักในแบรนด์ Aprilia และแนวคิด “#be a racer” แต่ยังจัดได้ว่าแค่ลองสัมผัสยังไม่ได้เทสต์กันแบบเต็มที่ ฉบับนี้เราจึงนำมันกลับมาทดสอบกันเองแบบถึงพริกถึงขิงอีกครั้งพร้อมขึ้นไดโนให้เห็นความแรงกันแบบชัดๆ มีอ้างอิงกันไปครับ Words: Kavewat Aksornpim Edit: Benz Pics: Nicky Aprilia RSV4 RF คันที่เราทดสอบกันนี้ขอย้ำกันอีกครั้งนะครับว่าเป็นโมเดล 2017 ที่ผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียง 500 คัน (ส่วนโมเดล 2018 นั้นยังไม่ได้จำหน่ายในบ้านเรา) Aprilia RSV4 RF นี้ถือเป็นสุดยอดรถโปรดักชั่นจากทางค่ายรถอิตาลีค่ายนี้ พูดกันง่ายๆ ก็เรือธงตัวท็อปนั่นแหละครับ และขอเกริ่นถึงความต่างให้เห็นถึงความต่างของ RF และ RR คือรวมๆ แล้วจะเหมือนกันหมดกระทั่งระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยให้ขับขี่และควบคุมรถได้ดีขึ้น ตลอดไปจนถึงเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบาย แต่ RF จะมีช่วงล่างที่อัพเกรดให้ดีขึ้นไปอีกคือ ใช้ระบบกันสะเทือนของ Ohlins แทน Sachs และล้ออลูมิเนียมฟอร์จแบบน้ำหนักเบาแทนที่ล้อแบบคาสต์ และจุดที่ต่างจากโมเดลก่อนหน้าหลักๆ ที่ทางค่ายเคลมมาก็คือเร็วกว่าเดิม 1 วินาทีเวลาขี่ในสนามแข่ง หากคุณไม่ใช่นักแข่ง ฟังดูอาจจะไม่สลักสำคัญอะไร แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีใจรักในความเร็วหรือชอบสปอร์ตไบค์ คุณจะสัมผัสได้เลยว่า 1 วินาทีนั้นก็แจ่มแมวมากเลยล่ะครับ รูปโฉม สำหรับหน้าตานั้นที่เห็นได้ชัดคือลวดลายกราฟฟิกใหม่ต่างจากเดิม แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งสไตล์ตามแบบของ อาพริเลีย โดยเจ้า Aprilia RSV4 RF จะมาพร้อมกราฟฟิก Superpole หรือแบบเดียวกับรถแข่งในการแข่งขัน WSBK นั่นเอง ส่วนรูปลักษณ์ภายนอกนั้นเหมือนกับโมเดลเก่าเลย แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลง มีการปรับเปลี่ยนทรงถังน้ำมันเล็กน้อยจากการย้ายตำแหน่งเซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อย แต่ในจุดนี้จะมองไม่เห็นครับ นอกจากนี้ก็จะมีหน้าจอแสดงผลสีแบบ TFTใหม่ที่สวยงามและแสดงข้อมูลต่างๆครบครันและใช้งานได้ง่ายผ่านสวิตช์เกียร์ที่ด้านซ้ายมือซึ่งสวิตช์เกียร์ที่ด้านซ้ายมือก็จะมีสิ่งที่เพิ่มเข้ามาอย่างปุ่มเปิดปิดการใช้งานระบบล็อกความเร็วในพิทเลนและครูซคอนโทรลเป็นการบ่งบอกอีกนัยนึงว่าเป็นสปอร์ตไบค์ที่ครบเครื่องทั้งซิ่งทั้งเดินทาง ขุมพลัง เครื่องยนต์V4 แบบ 65 องศาของทางค่ายนั้นเคลมมาว่ามี 201 แรงม้าซึ่งยังคงเป็นตัวเลขเดิมเท่ากับโมเดลก่อน แต่เป็นตัวเลขที่ผ่านเกณฑ์ Euro 4 ที่ทางยุโรปบังคับใช้กับรถรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาวางขาย ซึ่งบอกเป็นนัยๆ ว่าก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ยังคงแรงอยู่ได้ แม้จะไม่เพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่ลดลง ซึ่งแน่นอนว่าก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนภายในเครื่องยนต์ใหม่ ซึ่งก็มีการใช้ลูกสูบใหม่ที่น้ำหนักเบาลง ก้านสูบที่มีการเคลือบลดแรงเสียดทานใหม่ ปรับเปลี่ยนสปริงวาล์ว เพิ่มเรดไลน์ให้มากขึ้นอีก 300 รอบผ่าน ECUใหม่ ซึ่งทาง SuperBike ก็ได้ทำการทดสอบด้วยการขึ้นไดโนกับทาง Raceline Superbike พันธมิตรของทางเรา ก็ค้นพบว่ามันมีแรงม้าลงมาที่ล้อหลังมากถึง 192 แรงม้า เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับที่เคลมมามากเลยทีเดียว ส่วนความเร็วสูงสุดหรือท็อปสปีดที่ทำได้คือ 320 กม./ชม. ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นรถที่ไม่ตันที่ 299 เหมือนกับค่ายอื่นๆ ที่ติดเงื่อนไขข้อตกลง Gentlemen’s Agreement จึงเป็นรถที่เหมาะกับการใช้งานในสนามเป็นอย่างยิ่ง ไฮเทค วิศวกรของทางค่ายตั้งเป้าหมายในการพัฒนา RSV4 ของตัวเองไว้ว่า “จะต้องเป็นรถซูเปอร์ไบค์ที่เร็วที่สุดในคลาส” และเพื่อการนั้นทางวิศวกรจึงต้องดึงเอาเทคโนโลยีจาก Aprilia Racing หรือแผนกเรซซิ่งของทางค่ายมายัดใส่ไว้ในเจ้า อาพริเลีย คันนี้ แผนกที่เคยทำรถแข่งจนคว้าแชมป์รายการต่างๆ มามากถึง 54 สมัย ซึ่งการันตีให้ผู้ใช้ได้มั่นใจในความทันสมัยและไว้วางใจได้ในประสิทธิภาพได้อย่างแน่นอน และในเรื่องของเทคโนโลยีเนี่ยก็เป็นจุดที่มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงมากที่สุดสำหรับโมเดล 2017 นี้ ซึ่งก็คือระบบ APRC (Aprilia Performance Ride Control) ซึ่งเป็นชื่อเรียกรวมๆ ของระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยให้การขับขี่และควบคุมรถได้ดีขึ้น ซึ่งก็จะประกอบไปด้วย Aprilia Traction Control (ATC) หรือแทร็คชั่นคอนโทรล Aprilia Wheelie Control (AWC) หรือระบบกันยกล้อ Aprilia Launch Control (ALC) หรือระบบช่วยออกตัว Aprilia Quick Shift (AQS) หรือควิกชิฟเตอร์ Aprilia Pit Limitier (APL) หรือระบบช่วยควบคุมความเร็วในพิทเลน และ Aprilia Cruise Control (ACC) หรือครูซคอนโทรล เรียกได้ว่าครบครัน เลือกใช้ได้ตามสะดวก ช่วยให้คุณขับขี่ได้ง่ายยิ่งขึ้นไม่ว่าจะในสนาม

และนี่คือการ รีวิว Benelli Leoncino รถในสไตล์สแครมเบลอร์สุดหล่อจากค่ายรถสัญชาติอิตาลีอย่าง Benelli ที่จัดได้ว่าเป็นมอเตอร์ไบค์ระดับกลางที่น่าสนใจมากที่สุดในเวลานี้ ทั้งด้วยหน้าตาดีไซน์และสนนราคาที่แสนเร้าใจ แน่นอนว่าเราก็ไม่พลาดที่จะนำมาทดสอบให้รู้กันไปว่า มันดีแต่หล่อหรือเปล่า Leoncino เป็นภาษาอิตาลีแปลว่าลูกสิงโต ซึ่งก็ถือว่าเป็นชื่อโมเดลที่สมกับค่าย Benelli ที่มีสิงโตเป็นสัญลักษณ์ของทางค่าย แล้วก็ดูเหมาะกับขนาดเครื่องยนต์ของสแครมเบลอร์ขนาดกลางคันนี้ดีทีเดียว แต่แรกเริ่มเดิมทีนั้นเจ้า Leoncino นั้นถือกำเนิดมานานแล้วตั้งแต่ปี 1951 ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย Leoncino ในตอนนั้นมีให้เลือกหลายพิกัดซีซีตั้งแต่ 98 ซีซียัน 500 ซีซี ทั้งหมดเป็นเครื่องแบบสูบเดียว แต่ว่ามีทั้งแบบ 2 จังหวะและ 4 จังหวะ ซึ่งเป็นรถขนาดเล็กน้ำหนักเบา ราคาไม่แพงเหมาะกับการใช้เป็นยานพาหนะสำหรับในยุคนั้น ซึ่งเป็นรถที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใครจากการมีสิงโตบังโคลนหน้า ทว่าเจ้า Benelli Leoncino โฉมใหม่คันนี้นั้นเผยโฉมให้เราเห็นเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2017 ในงาน EICMA ที่อิตาลี และเรียกเสียงฮือฮาให้กับผู้หลงใหลใน 2 ล้อเป็นอย่างมากเลยล่ะครับ มันเปลี่ยนจากรถใช้งานทั่วไป มาเป็นรถในสไตล์สแครมเบลอร์สุดหรูหรา ซึ่งแตกต่างจากเดิมไปอย่างมาก แน่นอนรูปโฉมคือจุดเด่นสุดๆ ที่ทำให้หลายๆ คนตัดสินใจเพียงได้เห็นหน้าตาของมัน ผมว่าผู้อ่านบางคนในตอนนี้อาจจะเป็นเจ้าของมันอยู่แล้วก็เป็นได้ครับ ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าเจ้าสิงโตน้อยตัวนี้มันมีดีอะไรบ้าง แรงมั้ย ตอบโจทย์อะไร เติมเต็มอะไรคุณได้บ้าง อ่านต่อไปได้เลยครับ รูปหล่อ แน่นอนครับว่า Benelli Leoncino นี้ดูหล่อแน่นอน หลายๆ คนก็น่าจะเห็นพ้องกับผม มันมีสไตล์แบบผสมผสานระหว่างความคลาสสิคกับความโมเดิร์นเข้ากันได้อย่างลงตัว เจ้า Leoncino นั้นหล่อแบบหัวจดหางเลยก็ว่าได้ Benelli เก็บรายละเอียดต่างๆ ได้ดีมากๆ ไล่ตั้งแต่ด้านหน้าไปเลยกับสิงโตน้อยที่อยู่บนบังโคลนหน้าที่ตรงจุดนี้เป็นเอกลักษณ์ของ Leoncino ก็ว่าได้ เพราะในโฉมปี 1951 นั้นก็มีเจ้าตัวนี้อยู่เพียงแต่เป็นสิงโตแบบเดียวกันบนโลโก้ แต่สิงโตของเจ้า Leoncino โฉมใหม่คันนี้จะถูกดีไซน์ใหม่ ซึ่งดูทันสมัยมากขึ้น สวยงามเลย นี่แค่บังโคลนหน้านะครับ เขยิบขึ้นมาอีกนิดเป็นไฟหน้าที่แสนโดดเด่น ด้วยไฟ LED ผสมกับไฟโปรเจ็กเตอร์ แถมมีเดย์ไลท์อีกด้วย ไฟเลี้ยวก็เป็น LED เช่นกัน เรือนไมล์เป็นแบบดิจิตอลล้วนๆ แสดงผลข้อมูลต่างๆ ครบถ้วน แฮนด์บาร์ที่ให้บาร์เป็นแบบแฟลตเข้ากับรถอย่างดี ทั้งยังสามารถปรับองศาให้เข้ากับความถนัดของคุณได้ กระจกมองข้างก็ดีไซน์ใหม่ดูแปลกตา หม้อน้ำมีครอบหม้อน้ำด้านข้าง เรียกว่าเก็บงานได้สวย ถังน้ำมันดูใหญ่โต โอ่อ่า ทำให้รถดูบึกบึน บางคนอาจจะมองว่าใหญ่ ฝาถังน้ำมันสลักชื่อรุ่นดูเรียบหรูสวยงาม ด้านข้างก็มีโลโก้ของทางค่ายทั้งสองด้าน บ่งบอกสังกัดชัดเจน เบาะนั่งเป็นเบาะหนังแบบเย็บเป็นลอนสไตล์คลาสสิค ด้านท้ายแน่นอนว่าก็มาพร้อมกับไฟท้าย LED ดีไซน์สวยงาม เห็นได้ชัดแม้ยามค่ำคืน ที่เด่นๆ เลยคือคันนี้ไม่ต้องมานั่งซื้อท้ายสั้นใส่ครับ เพราะมีกันดีดมาให้เลยจากโรงงานพร้อมให้คุณติดแผ่นป้ายทะเบียนแบบเท่ๆ ได้เลย ลงมาด้านล่างอีกนิดก็มีท่อไอเสียที่ดีไซน์ใหม่ดูเรียบหรูด้วยตัวปลายท่อแบบปัดเงา นอกจากนี้แล้วก็ยังมีรายละเอียดเล็กๆ เช่นชื่อแบรนด์และชื่อรุ่นตามตัวรถในจุดต่างๆ มากมายครับ เรียกว่า ใส่ใจในรายละเอียดความงามสมกับที่เป็นรถสัญชาติอิตาลีจริงๆ ครับ แบบว่าขี่ไปจอดไหนก็มีคนมองแน่นอน ดุดัน มาต่อกันที่เครื่องยนต์กันบ้าง Benelli Leoncino นั้นดุดันด้วยเครื่องยนต์ที่ออกแบบใหม่หมด เป็นเครื่องยนต์ 2 สูบขนาด 500 ซีซี DOHC 4 วาล์วต่อสูบแบบหัวฉีดระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งตัวเครื่องก็มีโลโก้แบรนด์และรุ่นติดอยู่เช่นกัน เครื่องยนต์ของเจ้าสิงโตน้อยคันนี้ (บางคนอาจมองว่าไม่น้อยแล้วนะ เพราะคันค่อนข้างใหญ่เลย) ตองมองจากภายนอกนะครับ มองไล่ไปจากท้ายเนี่ยจะรับรู้และพอเดาออกได้เลยว่าน้ำหนักตัวจะค่อนข้างมาก ส่วนจากการที่ได้ขับขี่เนี่ยแปลกใจเลยล่ะครับ เครื่องยนต์ 500 ซีซีของ Leoncino เนี่ยตอบสนองได้ดี ให้แรงบิดที่ชัดเจนในช่วงรอบตีนต้นและรอบกลาง ให้กำลังที่ดีเหมาะกับขนาดตัว และส่งกำลังได้ต่อเนื่องนุ่มนวล ขับขี่ได้สนุกเลยล่ะครับ แม้ว่ารถจะค่อนข้างหนัก แต่ท็อปสปีดที่ทำได้จากเครื่องยนต์บล็อกใหม่นี้ก็ทำได้ราวๆ 180 กม./ชม.เลยทีเดียว เรียกได้ว่าเพียงพอสำหรับขี่ออกทริปเดินทางแน่นอน สุ้มเสียงของเครื่องยนต์ที่ออกมาจากปลายท่อถือว่าทำออกมาได้ทุ้ม นุ่ม ลึก ไพเราะ เหมาะสำหรับขี่หล่อๆ มากครับ ซึ่งอาจจะไม่เร้าใจสำหรับวัยรุ่นสายเถื่อนๆ ที่ชอบเสียงลั่นๆ เท่าไหร่ คล่องตัว มาดูที่เรื่องช่วงล่างและการขับขี่กันบ้างดีกว่า Benelli นี่ขึ้นชื่อว่าให้ของแน่นจัดเต็มตลอด โช้คหน้าจัดขนาดใหญ่มาถึง 50 มม. ลงมามองข้างล่างดิสก์เบรคหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรค 4 พ็อต พร้อมระบบเบรค ABS ที่เปิดปิดได้จากสวิตช์ที่ประกับด้านซ้าย เรียกได้ว่าเอาอยู่แน่นอน ด้านหลังก็เป็นโช้คเดี่ยวที่ปรับค่าได้ ยังไม่พอ

รีวิว ทดสอบ Yamaha SCR950 ที่ทุกคนต้องรู้ถึงสรรถนะเครื่อง V-Twin ของยามาฮ่าที่แท้จริง กับการทดสอบอย่างจัดเต็มกับ Test Rider SuperBikemag.com เมื่อโลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยสิ่งของต่างๆ ที่ล้ำสมัย คนส่วนใหญ่ก็แสวงหาความทันสมัย ทว่าท่ามกลางผู้คนจำนวนมากที่ถวิลหาความสะดวกสบายจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ ก็ยังมีคนสวนกระแสไปแสวงหาความคลาสสิค ความเก๋า รสนิยม หรืออะไรที่มันร่วมสมัยมากกว่า แน่นอนมันทำให้เกิดกระแสของเรโทร และ Yamaha ก็เดินสายนีโอเรโทรมาสักพักแล้ว คราวนี้ก็เป็นคราวที่จะรุกตลาดด้วยสแครมเบลอร์สักที เหมือนตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ไบค์เกอร์หลายๆ คนนิยมรถในสไตล์เรโทร ค่ายรถหลายๆ ค่ายเองก็มีโมเดลรถในสไตลเรโทรเพิ่มมากขึ้น บวกรวมกับกระแสของรถในสไตล์สแครมเบลอร์ที่ถูกจุดขึ้นมาจากค่ายแดงค่ายดังค่ายนึง จนตอนนี้หลายๆ ค่ายมีรถในสไตล์สแครมเบลอร์กับเขาด้วย แน่นอนว่า Yamaha ค่ายรถจากแดนปลาดิบเองก็มีรถในสไตล์นี้ด้วยเช่นกัน โดยใช้ชื่อโมเดลว่า SCR950 นั่นเอง แต่หากจะว่ากันจริงๆ มันก็ไม่ใช่รถสไตล์สแครมเบลอร์คันแรกของทางค่าย และหากจะสืบสานหาต้นตอจริงๆ ก็น่าจะเป็น Yamaha ในตระกูล DT ที่เป็นรถออฟโร้ดดั้งเดิมที่ถือกำเนิดในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ช่วงที่ตลาดรถมอเตอร์ไบค์ในอเมริกากำลังซบเซา แต่งานนี้ต้องชมเชยทีมการตลาดของ Yamaha ที่สามารถสำรวจตลาดและล่วงรู้ได้ว่าแม้ตลาดมอเตอร์ไบค์จะซบเซา แต่รถออฟโร้ดกลับขายดีขึ้น หลายๆ ค่ายในตอนนั้นเองก็ทำกันแต่รถออนโร้ด มีน้อยค่ายนักที่จะมีรถออฟโร้ด เจ้าของรถออนโร้ดหลายคนเลือกที่จะทำรถตัวเองให้เป็นรถที่ขี่ออฟโร้ดได้ เช่นมีการยกปลายท่อให้สูงขึ้น ใส่แฮนด์บาร์ใหม่ และใส่การ์ดอกล่าง หรือแบชเพลต ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดการทำสแครมเบลอร์ก็ว่าได้ และ Yamaha ก็ใช้โอกาสนี้เปิดตัวรถในตระกูล DT อย่าง DT-1 ในปี 1968 ซึ่งจะว่าเป็นต้นตระกูลของ SCR950 ก็ว่าได้ และเจ้า DT-1 ก็ขายหมดอย่างรวดเร็ว แม้จะผลิตมากถึง 12,000 คัน นับว่า Yamaha ใช้โอกาสนี้ได้ดี ดังนั้นก็พอจะสรุปได้ว่า SCR950 ก็คือ โมเดลสแครมเบลอร์ที่ถือกำเนิดใหม่ของ Yamaha ก็ว่าได้ หล่อเก๋า ชัดเจนครับว่าเจ้า Yamaha SCR950 คันนี้มีสไตล์ที่คลาสสิคโดดเด่น จนเรื่องรูปโฉมนั้นโดยส่วนตัวนั้นผมให้ 9 คะแนนจากเต็ม 10 เลย มันมีความคลาสสิคแบบมาเต็มๆ เก็บรายละเอียดความคลาสสิคย้อนยุคได้อย่างลงตัว ทั้งยังแอบแฝงความเป็นโมเดิร์นลงไปเล็กน้อย จุดเด่นหลักๆ ของ SCR950 คือ ไฟทรงกลม ทั้งไฟหน้า ไฟท้ายและไฟเลี้ยว เบาะนั่งแบบบาง ป้ายติดเบอร์รถแข่งด้านข้างรถในสไตล์ของรถแข่งในสมัยก่อน ยางกันฝุ่นที่โช้คหน้าในแบบของรถในสมัยก่อน การ์ดท้องเครื่องยนต์ด้านล่าง และเป็นล้อซี่ลวดที่เป็นจุดเด่นสำคัญที่ทำให้รถคันนี้ทั้งคลาสสิคและขี่ลุยได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งที่กล่าวมานี้คือส่วนที่เสริมเติมความคลาสสิคให้กับ SCR950 ขณะที่ในส่วนของความเป็นสมัยใหม่ที่ถูกแอบเติมเพิ่มลงไปก็จะมีเรือนไมล์ดิจิตอล ชุดไฟหน้าและท้ายแบบ LEDที่ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยยามค่ำคืนได้เป็นอย่างดี ขุมพลังวีทวิน เครื่องยนต์ของเจ้า SCR950 นั้นไม่ได้เป็นเครื่องยนต์ใหม่อะไร เพราะเป็นเครื่องยนต์บล็อกเดียวกับ Yamaha Bolt ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบวีทวินขนาด 942 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งมีกรองอากาศอยู่ข้างๆ ด้านขวามือ เป็นเอกลักษณ์อย่างนึงของเครื่องวีทวินของ Yamaha ที่ทางค่ายเลือกใช้มาเป็นขุมพลังหลักให้กับรถในสไตล์เรโทรหลายโมเดลแล้ว โดยเครื่องยนต์นี้ให้กำลังและแรงบิดที่ค่อนข้างนุ่มนวล ไม่กระโชกโฮกฮาก ซึ่งจะต่างออกไปจากเครื่อง 2 สูบเรียงหรือ CP2 ของทางค่ายที่ใช้กับซี่รี่ส์ MT ที่จะดุดันและหนักแน่นมาเป็นลูกๆ ซะมากกว่า เครื่องยนต์ของ SCR950 นั้นแม้จะไม่ได้ให้กำลังดุดันเร้าใจอะไรมากนัก แต่ก็เพียงพอที่จะลากน้ำหนักตัวของมันที่หนักมาก ให้ขี่ทำความเร็วเพื่อเดินทางออกทริปได้สบายๆ ไม่ต้องกังวล ท่อไอเสียก็เป็นดีไซน์แบบ 2 ออก 1 เช่นเดียวกันกับของ Boltเพียงแต่ปลายท่อถูกยกให้สูงตามแบบของสแครมเบลอร์คอท่อที่เดินออกมาด้านข้างก็จะมีการ์ดกันความร้อนให้จะได้ไม่ต้องเจอกับอาการขาไหม้จากความร้อนของท่อส่วนคนที่กังวลเรื่องความร้อนของเครื่องยนต์นั้นไม่ต้องห่วงครับแม้จะระบายความร้อนด้วยอากาศเนื่องด้วยเครื่องยนต์นั้นรับลมเวลาที่เราขับขี่ได้แบบเต็มที่เพราะไม่มีชิ้นส่วนแฟริ่งใดๆมาบังแต่อาจจะมีไอร้อนมากหน่อยเวลาที่ขับขี่ในเมืองที่จราจรค่อนข้างคับคั่ง ช่วงล่างเฟิร์ม มาเข้าสู่ช่วงล่างกันบ้าง โช้คหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิกพร้อมยางกันฝุ่น ซึ่งแน่นอนว่าเลือกใช้แบบเทเลสโคปิกไม่ใช้หัวกลับก็เพื่อที่จะรักษาภาพของความคลาสสิคเอาไว้ ระบบเบรคด้านหน้าก็เลือกใช้ดิสก์เบรคเดี่ยวแบบคลื่นหรือแบบหยัก ที่ให้ความสวยงาม บางคนอาจจะบ่นได้ว่าน่าเสียดาย ที่ให้มาแค่ดิสก์เดี่ยว แถมไม่ให้ระบบเบรค ABS มาด้วย แต่จริงๆ ก็ให้พลังเบรคที่เพียงพอกับกำลังของรถครับ ด้านหลังเป็นโช้คคู่พร้อมซับแทงค์ที่สามารถปรับเซ็ตให้เหมาะสมกับน้ำหนักคนขับหรืออาจจะมีคนซ้อนเพิ่ม หรือเซ็ตให้ตรงตามสไตล์ที่เราชอบ แม้ว่าระยะยุบจะมีมาน้อยไปนิด แต่ก็ไม่ได้ทำให้มีปัญหากับการขับขี่ครับ จากการขับขี่เนี่ยก็พบว่า SCR950 แม้จะมีขนาดใหญ่ ยาว และน้ำหนักมาก แต่ก็ควบคุมได้ง่าย ทั้งทางตรง หรือตอนเข้าโค้งออกโค้ง ด้วยแฮนด์บาร์ที่กว้างจึงช่วยให้ควบคุมรถได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่บนทางลำบากหรือทางดำก็ทำได้ดี ท่านั่งขับขี่เองก็หลังตรง นั่งสบายไม่ปวดหลังครับ ถ้าขยับพักเท้าไปด้านหน้าให้ขาได้เหยียดไปด้านหน้าอีกสักหน่อยจะดีกว่านี้มากครับ เข่าจะไม่งอ

ดูเหมือนว่า Kawasaki จะสามารถสร้างโอกาสที่ดีให้กับตัวเองได้อย่างชัดเจน เมื่อทางค่ายได้ทำการเปิดตัว Z900 รุ่นใหม่ไปเมื่อปีที่แล้ว By: Roland Brown Translate & Edit: Benz Pics: Double Red & Ula Serra มันมาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 948 ซีซีที่ทรงพลังวางบนเฟรมแบบท่อเหล็กกล้า มีสไตล์ที่ดุดันและทันสมัย มันเป็นรถที่แรง เร็วและควบคุมได้ดี ชื่อ Z900 ยังสะท้อนถึงสุดยอดซูเปอร์ไบค์แห่งยุค 70 ที่ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบแบบ DOHC ที่ทรงพลังอีกด้วย นี่จึงน่าจะเป็นโอกาสที่เหมาะเจาะที่จะจับเอามรดกจากในอดีตมาผสมผสานกับรถใหม่แล้วใช่มั้ยล่ะครับ? ดูเหมือนว่าหลายต่อหลายคนที่ Kawasaki จะเห็นด้วยกับโอกาสครั้งนี้และยังชื่นชมความรุ่งเรืองในอดีตของทางค่าย เพราะเพียงแค่ปีเดียวหลังจากการเปิดตัว Z900 เท่านั้น Z900RS ก็ตามมาติดๆ RS นั้นย่อมาจากคำว่า Retro Sport หรือเรโทรสปอร์ต โดยไฟหน้าทรงกลม กรอบเรือนไมล์โครเมี่ยม ถังน้ำมันทรงหยดน้ำและท้ายรถแบบดั๊กเทลหรือท้ายงอน ทำให้หวนนึกย้อนไปถึง Z900 รุ่นแรก และ Z1 บรรบุรุษที่ยอดเยี่ยมของมัน ถึง RS จะไม่ได้มีอะไรที่ดีกว่ารถคันอื่นๆ บนท้องถนนไปเสียทุกอย่าง แต่มันเหมือนกับ Z1 ที่เปิดตัวในปี 1973 (Kawasaki อาจจะแย้งว่าพวกเขามี ZX-10RR ที่เหนือกว่าค่ายอื่นๆ ) แต่มันเป็นทายาทที่ควรค่าจริงๆ ด้วยแรงม้า 109 ตัวกับนน้ำหนักตัวเพียง 215 กก. ทำให้มันมีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหันกที่ดีกว่ายอดขุนพลในอดีตที่ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ 903 ซีซี ทั้งยังมีแชสซีที่ดีกว่ามากและระบบอิเล็กทรอนิกส์จากโลกสมัยใหม่อีกด้วย วิศวกรของ Kawasaki ใช้ช่วงเวลาปีที่ผ่านมาได้ดีมากๆ เพราะ RS นั้นไม่ใช่แค่จับ Z900 มาแต่งตัวเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ผ่านการคิดมาแล้วว่าสี่สูบสไตล์เรโทรนั้นจะดึงดูดไบค์เกอร์ที่ต่างออกไป พวกเขาจึงปรับจูนเครื่องยนต์เพื่อให้ได้สมรรถนะในช่วงรอบกลางมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีการออกแบบเฟรมใหม่ เพิ่มสมรรถนะของเบรคหน้าให้ดีขึ้นและเพิ่มไฟแบบ LED และแทร็คชั่นคอนโทรลเข้าไป เครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ 948 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ DOHC 16 วาล์ว แต่มีการเปลี่ยนแคมชาฟต์ใหม่ ลดอัตราส่วนการอัด และมีข้อเหวี่ยงที่หนักขึ้น 12% ท่อไอเสียใหม่แบบ 4 ออก 1 เพรียวมากขึ้นกว่าของ Z900 ซึ่งช่วยเพิ่มแรงม้าในรอบกลาง แรงบิดสูงสุดแทบจะไม่เปลี่ยนเลย แต่มันจะมาเร็วขึ้นกว่าเดิม 1,200 รอบ เป็นที่ 6,500 รอบ ขณะที่แรงม้าสูงสุดลดลงมา 14 ตัว แชสซีได้มีการเปลี่ยนแปลงมากมายเพื่อที่จะให้ RS นั้นขี่ได้ง่ายยิ่งขึ้นกว่าเจ้า Z900 แผงคอใหม่ให้ระยะเทรลน้อยลง 5 มม. เพื่อให้เลี้ยวได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะชดเชยเรื่องของมุมเรคที่มากขึ้นและฐานล้อที่ยาวขึ้น 20 มม. แผงคนบนถูกยกให้สูงขึ้น 40 มม. มาพร้อมกับแฮนด์บาร์ที่ทำให้คนขี่ไม่ต้องก้มมาก แฮนด์กว้างกว่าและโน้มไปข้างหลังมากขึ้น พักเท้าเองก็ต่ำลง 20 มม.และยื่นไปข้างหน้า ซึ่งช่วยให้ได้ท่านั่งที่สบายกว่า เฟรมก็เปลี่ยนไป ตัวเฟรมท่อด้านบนนั้นจะแคบลง ช่วยให้วางถังน้ำมันที่เพรียวบางกว่าได้ ซับเฟรมท้ายด้านล่างมีช่องว่างมากพอที่จะวางเบาะนั่งสไตล์เรโทรแบบ 2 ตอนที่หนากว่าเดิมได้สบายๆ ส่วนอื่นๆ ของช่วงล่างที่เปลี่ยนไปก็ยังจะมีล้อแม็กแบบก้านบางขนาด 17 นิ้ว ซึ่งออกแบบมาให้คล้ายๆ กับล้อซี่ (ซึ่งมีข้อดีคือเบา) และคาลิเปอร์เบรคหน้าแบบโมโนบล็อก 4 พ็อต โช้คหน้าหัวกลับปรับแต่งได้ขนาด 41 มม. ส่วนระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบโช้คเดี่ยววางนอน (เกือบๆ) ปรับแต่งพรีโหลดและรีบาวด์แดมปิ้งได้ หัวหน้าฝ่ายออกแบบ Norikazu Matsumura ได้ทำการเช็คให้มั่นใจว่าจะมีสไตล์ที่คล้ายคลึงกับ Z1 ให้มากที่สุด รูปทรงของตัวรถแทบจะทั้งคันต้องคล้ายคลึง ไม่ใช่แค่เพียงถังน้ำมันหรือท้ายรถเท่านั้น แต่ยังต้องรวมไปถึงด้านข้างของตัวรถด้วย รถที่เราขี่ในงานเปิดตัวนั้นเป็นชุดสีส้มสลับสีน้ำตาลที่เป็นสีเดียวกับโมเดลในปี 1973 เลย แล้วก็จะมีสีอื่นให้เลือกก็จะเป็นสีดำหรือสีเขียวด้าน รายละเอียดต่างๆ ของรถนั้นดูดีขึ้นเวลาคุณดูใกล้ๆ และคล้ายกับ Z1 มากๆ มัน ทั้งโลโก้ที่ด้านข้างรถ กระจกมองข้างทรงกลม เบาะปัก และไฟท้าย LED ทรงรี กระทั่งตัวฟอนต์ในเรือนไมล์ก็เป็นเหมือนของรุ่นดั้งเดิม แต่ในเรือนไมล์กรอบโครเมี่ยมจะเป็นการแสดงผลข้อมูลแบบดิจิตอลแทน

นี่คือ Honda CB300R คราฟต์ไบค์ สปอร์ตคาเฟ่สายพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการแนวคิดใหม่ของ Honda ที่ตั้งใจสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา และเราจะพาท่านไปชมกันว่ามันมีอะไรดี มันเจ๋งยังไง มันอะไรยังไงบ้างครับ Words: TK Racing Edit: Benz Pics: Nicky ล่าสุดในงาน Motor Show 2018 ที่ผ่านมา Honda ก็ถือโอกาสที่หลายๆ ค่ายต่างเงียบหงอย เปิดตัวโมเดลใหม่ไปหลายรุ่น และ Honda CB300R ก็คือโมเดลใหม่หนึ่งในนั้น เป็นโมเดลใหม่ในตระกูล Neo Sport Café ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเปิดตัว Honda CB150R ไป (แอบมีพี่ใหญ่อย่าง Honda CB1000R ที่เปิดตัวพร้อมกันกับ Honda CB300R) หลายๆ คนอาจจะงงและสงสัยว่า Neo Sport Cafe นั้นคืออะไร มันก็คือการตีความใหม่ของการผสมผสานแนวคิดและสไตล์ของรถในแบบคาเฟ่ที่มีลักษณะโดดเด่นในแบบคลาสสิคเข้ากับสปอร์ตไบค์ที่มุ่งเน้นไปในเรื่องของสมรรถนะและความทันสมัย จนออกมาเป็นรถในตระกูล Neo Sport Café รูปงาม Honda CB300R นั้นมีดีไซน์ที่โดดเด่นเพราะถูกออกแบบมาด้วยแนวคิด “Japan Craft คราฟต์ให้สุดเพื่อความเท่…เร้าใจ” ที่ผสมผสานเอาความโฉบเฉี่ยว สไตล์ และเทคโนโลยีในแบบของสปอร์ตไบค์ แต่ก็มีเอกลักษณ์ของความเป็นมอเตอร์ไบค์สไตล์คาเฟ่ใส่เข้าไป แฝงไปด้วยกลิ่นไอของงานฝีมือที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนและความเอาใจใส่ในเนื้องานในแบบที่คนญี่ปุ่นกระทำกันในทุกๆ อย่าง แน่นอนรูปลักษณ์ภายนอกนั้นโดดเด่นไม่เหมือนใครจริงๆ (เว้นแต่จะเหมือนกับรุ่นพี่รุ่นน้องในตระกูลเดียวกัน) บางคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเน็กเก็ตไบค์จากการที่มันไม่มีแฟริ่งและชิลด์หน้า แต่จริงๆ แล้วมันเป็นคาเฟ่จะตรงตัวและแนวคิดมากกว่า ตัวรถโดดเด่นตั้งแต่ไฟหน้ายันไฟท้าย ไฟหน้าเป็นไฟ LED ทรงกลมแบบฉบับของรถสไตล์คาเฟ่ เรือนไมล์เป็นเรือนไมล์ LCD แบบฟูลดิจิตอลตามแบบสมัยใหม่ บอกข้อมูลครบถ้วน ทั้งความเร็ว ความเร็วรอบ ระดับน้ำมัน ทริป เวลา แต่ไม่มีเลขบอกตำแหน่งเกียร์ อุณหภูมิ แต่มีไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ แฮนด์บาร์เป็นแฮนด์อ้วนมาให้เลย โช้คหน้าอัพไซด์ดาวน์จาก Showa ต้นใหญ่ๆ ดูแน่นๆ บิ๊กๆ เฟรมถักสีดำดุดันและล่ำ ท่อไอเสียดีไซน์ใหม่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ท้ายรถเพรียวบางดูปราดเปรียวคล่องตัว ไฟท้าย LED พร้อมไฟเลี้ยวแยก LED ก็ดูเท่และลงตัว ล้อแม็กก้านเล็กคล้ายๆ กับ CBR1000RR (แต่ผมชื่อว่าหลายๆ คนซื้อไปนะ ต้องไปใส่ท้ายแต่งอีกอยู่ดี) โดยรวมแล้วเรื่องหน้าตานั้นสอบผ่านมากๆ มีความสวยงามลงตัวในแบบของคาเฟ่ และโฉบเฉี่ยวในแบบของสปอร์ตไบค์ครับ สมรรถนะ CB300R นั้นมาพร้อมกับขุมพลังแบบสูบเดียวขนาด 286 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบเดียวกับที่ใช้ใน Honda CBR300R และ CB300F ให้กำลังตอบสนองที่ดี บิดตามมือพอสมควร สุ้มเสียงดุดัน แต่ไม่ดังลั่นอะไร ไม่ใช่ว่าความจุน้อยหรือว่าแค่สูบเดียวจะไม่แรง ต้องขอบอกเลยว่าเพียงพอ สำหรับมือใหม่บอกได้เลยว่าสบายๆ แต่ถ้าสำหรับมือเก๋าๆ อาจจะมีงอแงบ้างซึ่งก็ธรรมดา แต่จริงๆ ตัวรถและเครื่องยนต์ที่ให้มานั้นสามารถทำอัตราเร่งแซง ขับขี่จะใกล้ไกล ไม่เป็นปัญหา เพราะเจ้า CB300R นั้นมีน้ำหนักเบาเพียง 143 กก. ถือว่าเบามากๆ และน่าจะเบาที่สุดในคลาส 300 ซีซีก็ว่าได้ ดังนั้นเรื่องอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักนี่ถือว่าสูสีกับค่ายอื่นได้เลย และแน่นอนว่าน้ำหนักเบาก็มีผลช่วยให้ควบคุมรถได้ง่าย พลิกรถได้ง่าย ทำอะไรก็ง่ายกว่ารถที่มีน้ำหนักมากอยู่แล้ว แถมยังช่วยประหยัดน้ำมันได้อีก ซึ่งปกติ Honda เองก็ประหยัดน้ำมันอยู่แล้ว ถังน้ำมัน 10 ลิตรที่ให้มาจึงเพียงพอ ไม่ต้องจอดเติมน้ำมันบ่อยมาก เวลาออกทริป ตัวรถเป็นแฮนด์บาร์ไม่ใช่แฮนด์แบบจับโช้คแบบรถสปอร์ตท่านั่งก็เป็นท่านั่งหลังตรงดังนั้นจึงควบคุมรถได้ง่ายและนั่งได้สบายตัวรถเพรียวโฉบเฉี่ยวถังน้ำมันเว้าเหมาะกับการใช้ขาหนีบถังช่วยควบคุมรถเบาะนั่งไม่สูงมากช่วยให้ขับขี่ได้ง่ายขาถึงมั่นใจซอกแซกในเมืองแม้ยามรถติดได้สบายคล่องตัวเหมือนรถเล็กตอบโจทย์ชีวิตของคนเมืองที่ต้องการความรวดเร็วคล่องตัวและไม่ทิ้งรายละเอียดของความเท่ความหล่ออีกด้วยระบบกันสะเทือนที่ให้มาด้านหน้าอัพไซด์ดาวน์ของ Showa ขนาดใหญ่ถึง 41 มม. และด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวขนาดใหญ่ปรับพรีโหลดได้ 7 ระดับ ทำงานได้เป็นที่น่าพอใจ ซับแรงกระแทกได้ดี เหมาะกับการขับขี่บนท้องถนน ทั้งในเมืองและนอกเมือง แน่นอน Honda ไม่ลืมเรื่องความปลอดภัยจัดระบบเบรค ABS พร้อม G-Sensorมาให้ด้วยช่วยให้เบรครถหยุดรถได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเบรคแบบไหน ฟันธง แม้หลายคนฟังดูอาจจะมองว่า Honda CB300R

หลังจากที่ทำการเปิดตัวในรอบสื่อไปแล้วเมื่อเดือนเมษายนที่แอฟริกาใต้ จนสื่อสายมอเตอร์ไซค์ประทับใจกันถ้วนหน้า ล่าสุดยังได้คว้าชัยชนะในการทดสอบเปรียบเทียบกับยางแบรนด์อื่นๆ จาก 3 สื่อยักษ์ใหญ่ของยุโรป ได้แก่ นิตยสาร MOTORRAD และ PS สื่อใหญ่ในเยอรมัน และเว็บไซต์ดังจากอิตาลีอย่าง Red-live.it ตอกย้ำความสำเร็จและสมรรถนะอันยอดเยี่ยมเหนือแบรนด์คู่แข่งได้อย่างชัดเจน ขอบคุณรูปประกอบข่าวจาก PirelliMoto โดยนิตยสาร Motorrad ฉบับที่ 12/2018 ได้ทำการทดสอบยางโดยใช้รถ BMW S 1000 RR 4 คันใส่ยางขนาด 120/70 ZR17 และ 200/55 ZR17 ทั้ง 4 แบรนด์ โดยทางนิตยสารยกให้ Pirelli Diablo Rosso Corsa II ชนะเนื่องจากเป็นยางที่บาลานซ์ในทุกด้านของการทดสอบ ทั้งการขับขี่ในสนามหรือในทางที่เปียกชื้น ได้คะแนนรวม 275 คะแนน ทั้งยังลบคำพูดที่ว่า “ยางที่เน้นขี่สนามแบบนี้ใช้ขี่ถนนไม่ได้หรอก” ไปอีกด้วย ยาง Diablo Rosso Corsa II นั้นหนึบสุดๆ แม้แต่ถนนเปียก อันดับและคะแนนจากการทดสอบของ Motorrad 1) PIRELLI DIABLO ROSSO™ Corsa II (275 คะแนน) 2) CONTINENTAL Race Attack Comp. Endurance (266 คะแนน) 3) DUNLOP Sportsmart TT (261 คะแนน) 4) MICHELIN Power RS (248 คะแนน) ด้านนิตยสาร PS Das Sport-Motorrad Magazin ฉบับที่ 18 เดือนมิถุนายนได้ทดสอบเปรียบเทียบยางไฮเปอร์สปอร์ตจาก 4 ค่ายด้วยเช่นกัน โดยใช้รถ BMW S 1000 RR เป็นรถทดสอบเช่นกัน และกล่าวว่า “ยางอิตาเลียนนี้ใช้งานได้ดีในทุกสภาวะ ยอดเยี่ยมในทุกด้าน และสมควรที่จะได้อันดับ 1 ไป มันขี่ได้เร็วทั้งทางแห้งและเปียก โดยไม่มีจุดอ่อนใดๆ” อันดับและคะแนนจากการทดสอบของ PS Das Sport-Motorrad Magazin 1) PIRELLI DIABLO ROSSO™ Corsa II (296 คะแนน) 2) CONTINENTAL Race Attack Comp. Endurance (294 คะแนน) 3) DUNLOP Sportsmart TT (287 คะแนน) 4) MICHELIN Power RS (275 คะแนน) และเว็บไซต์ Red-live.it ได้ทำการทดสอบเปรียบเทียบยางไฮเปอร์สปอร์ตจาก 4 แบรนด์ดังเช่นกัน และผลการทดสอบก็ยังยกให้ Pirelli Diablo Rosso Corsa II เป็นผู้ชนะเช่นเคย โดยทางเว็บใช้รถ BMW S 1000 RR ทดสอบในแทร็ก Alcarras ที่สเปน และมีการทดสอบบนแทร็กเปียกที่สนาม Vizzola Ticino รวมไปถึงเส้นทางที่เป็นถนนรอบๆ สนามด้วย โดยให้คะแนนเต็มแต่ละด้านที่ 5 ดาว (5 คะแนนในแต่ละด้าน) โดยทีมงาน Red-live.it จะพิจารณาเรื่อง การควบคุม การยึดเกาะที่ล้อหน้า ล้อหลัง การรักษาไลน์ ความเสถียร การยึดเกาะบนถนนเปียก และความเสถียรขณะเบรค โดยมีเพียง Pirelli Diablo Rosso Corsa II ที่ได้อย่างน้อย 4 ดาวในทุกๆ หัวข้อการทดสอบ ได้ 5 ดาวสำหรับถนนเปียก นอกจากนี้ยังมีการบันทึกเวลาแล็ปจากการทดสอบขี่ในสนาม

รีวิว Moto Guzzi V7 มอเตอร์ไบค์ระดับตำนานจากอิตาลีแท้ๆ ที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานถึง 95 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1921 จนถึงปัจจุบัน ด้วยตราสัญลักษณ์อินทรีผงาดที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V-Twin วางขวางที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร และในปีที่ผ่านมาก็เป็นปีครบรอบ 50 ปีของโมเดล V7 แล้ว และ V7 III ก็เป็นโมเดลฉลองเนื่องในโอกาสพิเศษนี้ ว่าแต่ขี่แล้วเป็นอย่างไร ไปอ่านกันได้เลย Words: Khet Edit: Benz Pics: Nop หากคุณเป็นไบค์เกอร์ตัวจริง คุณก็น่าจะได้ยินชื่อ Moto Guzzi อยู่บ้าง แต่สำหรับบางคนชื่อนี้อาจไม่ค่อยคุ้นหูนัก อาจจะเคยได้ยินบ้าง ซึ่งในอดีตการที่จะได้ยลโฉมเจ้ามอเตอร์ไบค์สัญชาติอิตาเลี่ยนแบรนด์นี้นั้นแสนยากยิ่งกว่าแบรนด์อื่น แต่ตอนนี้คุณสามารถไปทดลองขับขี่ ไปชมตัวจริงได้ตามตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านคุณได้แล้วครับ อย่างไรก็ดีดูเหมือนว่าผู้ใช้บ้านเราจะยังไม่ค่อยนิยมเท่าไหร่ ถ้าคุณไม่เชื่อ ลองสังเกตดู ถ้าภายใน 3 วันคุณเจอเจ้า Moto Guzzi เกิน 5 คันบนถนน ผมให้คุณมาตบหัว บ.ก. ของผมได้เลย...ทว่าวันนี้ผมบอกได้เลย สายคลาสสิคไม่มองคันนี้เลย ถือว่าผิด โดดเด่น ครั้งแรกที่ได้พบเจ้าอินทรีตัวนี้ Moto Guzzi V7 III Stone มันช่างเป็นรถที่ดีไซน์คลาสสิค ไฟหน้าและเรือนไมล์ทรงกลมคู่ ผสมผสานระหว่างอนาล็อกและดิจิตอล มองเห็นชัดเจนสวยงาม การออกแบบที่เน้นโชว์เครื่องวีทวิน 4 จังหวะขนาด 744 ซีซีแบบขวาง บ้างอาจจะมองว่าดูเทอะทะ แต่จริงๆ กลับแฝงรายละเอียดในการดีไซน์ที่สวยงามในตัวของเครื่องยนต์ พร้อมถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดใหญ่โตความจุ 21 ลิตร รวมน้ำมันสำรอง 4 ลิตร เหมาะกับการเดินทางระยะไกลๆ ได้แบบสบายๆ ไม่ต้องเข้าปั๊มบ่อย เบาะนั่งตอนเดียวแบบฉบับรถคลาสสิค กับล้อแม็กหน้าขนาด 18 นิ้ว ล้อหลัง 17 นิ้ว พร้อมโช้คอัพหน้าแบบเทเลสโคปิกที่มาพร้อมซีลกันฝุ่นแบบวินเทจ แกนโช้คขนาด 40 มม. โช้คอัพหลังคู่สามารถปรับตั้งสปริงพรีโหลดได้ โดยระบบขับเคลื่อนเป็นแบบเพลา ดิสก์เบรคแบบจานเดียวทั้งหน้าและหลัง แถมความทันสมัยด้วยระบบ ABS ที่เพิ่มเติมเข้ามา และมั่นใจด้วยระบบเบรคจาก Brembo สัญชาติเดียวกันที่ใช่สยบเจ้าพญาอินทรีตัวนี้นอกจากนี้ยังมีแทร็คชั่นคอนโทรลไม่ให้ล้อฟรีเวลากระแทกคันเร่งหนักเกินไปอีกด้วย ซ่อนเล็บ หลังจากการขับขี่เจ้า Moto Guzzi V7 III Stone แล้วผิดคาดจากที่คิดไว้ตอนแรกพอสมควรด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูเทอะทะและค่อนข้างหนักขณะเข็นเนื่องจากมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำแต่เมื่อขับขี่แล้วไม่ได้รู้สึกถึงความหนักในช่วงแรกแต่ให้กลับความรู้สึกคล่องตัวขณะขับขี่แม้ในสภาพถนนที่รถติดอย่างหนักในเมืองก็สามารถซอกแซกได้ดั่งใจเครื่องที่เห็นภายนอกว่ามีขนาดใหญ่ก็ไม่ได้ส่งความร้อนมายังขาแม้จะมีการจอดติดเครื่องไว้เป็นเวลานานนับว่าทำได้ดีสำหรับการขับขี่ในเมือง ในส่วนการขับขี่ทางไกล เจ้า Moto Guzzi V7 III Stone ตัวนี้ยิ่งทำให้รู้สึกเซอร์ไพรส์ กับแรงบิดที่มีมาให้อย่างเหลือเฟือ จากความเร็วที่คิดว่าทำได้แค่เต็มที่ไม่เกิน 170 กม/ชม. แต่กลับทำได้ถึง 190+ กม/ชม. แต่ยังไปต่อได้อีกหากถนนเมืองไทยจะอำนวย อัตราเร่งตั้งแต่ 0 – 6,000 รอบ ยังดูชิลล์ๆ สบายๆ ไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงพลังสักเท่าไหร่ แต่หลังจาก 6,000 รอบไปแล้ว ก็สัมผัสได้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเจ้า Moto Guzzi ที่แฝงอยู่ มันเปลี่ยนจากการเดินทางชื่นชมธรรมชาติสองข้างทางให้กลับเร่าร้อนขึ้นมาทันที ด้วยขุมพลังเครื่อง V – twin กับเสียงอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งต่างจากรถตลาดทั่วไปด้วยจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำช่วยในการควบคุมรถในทางโค้งได้อย่างคล่องตัวเบาะรถออกแบบให้ผู้ขับขี่รู้สึกสบายไม่รู้สึกเหนื่อยล้าแม้เดินทางไกล สรุปโดยรวม รีวิว Moto Guzzi V7 III Stone สัญชาติอิตาลีคันนี้ ถือว่าน่าสนใจสำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถมอเตอร์ไบค์สไตล์คลาสสิค ที่มีส่วนผสมระหว่างศิลปะแห่งยนตกรรมที่เป็นตำนานมาอย่างยาวนานกับขุมพลังความแรงที่เพิ่มขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่รักความเร็วและการเดินทาง ไม่ว่าต่างจังหวัด หรือ ในเมือง สำหรับมือใหม่ก็ไม่ได้ยากในการที่จะควบคุมเจ้าอินทรีตัวนี้ ด้วยราคาค่าตัว 569,000 บาท นับว่าคุ้มค่าลงตัวกับยอดคลาสสิคไบค์ที่แอบแฝงไปด้วยความทันสมัยระดับตำนานคันนี้ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

นานมากแล้วที่เราไม่ได้ทดสอบสกู๊ตเตอร์ และนี่น่าจะเป็นฉบับแรกของทาง SuperBike Thailand เลยที่ได้ทำการทดสอบ Vespa พรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์ที่ไม่มีใครไม่รู้จัก ครั้งนี้เป็นการทดสอบเจ้า GTS SUPER GTS 300 ABS ที่ ณ ตอนนี้จัดได้ว่าเป็นรถที่สมรรถนะสูงและดีที่สุดของทาง Vespa ครับ และนี่คือ GTS SUPER 300 ABS พรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์ที่ตอนนี้จัดได้ว่าเป็นตัวท็อปหรือรุ่นเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุดจากทาง Vespa แบรนด์ระดับตำนานที่น้อยคนจะไม่รู้จัก แต่หลายๆ คนก็น่าจะยังไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับ Vespa หลายๆ อย่าง หรืออาจจะมีภาพลักษณ์แปลกๆ ในหัวกับ Vespa ก็เป็นได้ แต่ผมก็ขอละไว้ล่ะกันครับ เข้าเรื่องกันดีกว่า โดยชื่อโมเดลGTS นั้นย่อมาจาก Granturismo Sport ซึ่งสื่อให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามันคือ พรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์สไตล์สปอร์ตทัวริ่งนั่นเอง แน่นอนว่าในการทดสอบฉบับนี้เราจะมาดูกันว่าเจ้า GTS SUPER 300 ABS คันนี้เนี่ยจะมีดีแค่หล่อเหลาอย่างเดียวหรือเปล่า หรือจะขี่ได้รวดเร็วเร่งแรงแฝงความสปอร์ตเอาไว้จริงหรือไม่ การใช้งานทางไกล สมรรถนะต่างๆ จะดีมากน้อยแค่ไหน เดี๋ยวรู้กันเลย หล่อเข้ม แน่นอนว่า Vespa ยังไงๆ ก็คือ Vespa มองเห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่าเป็น Vespa ซึ่งนี่แสดงให้เห็นว่าการออกแบบดีไซน์นั้นยังคงเอกลักษณ์ความเป็น Vespa เอาไว้ได้เป็นอย่างดี ทั้งดีไซน์เส้นสายโค้งมน ตั้งแต่ไฟหน้า LED ทรงกลม ตัวถังรถ ไปจนถึงเบาะนั่ง และโช้คหน้าแบบโช้คเดี่ยวที่โดดเด่นไม่มีใครเหมือน (แม้ว่าจะมีรถรุ่นอื่นแบรนด์อื่นที่ใช้โช้คหน้าเดี่ยวแต่ก็จะแตกต่างกันออกไปอีก และในปัจจุบันก็ไม่มีค่ายใดใช้นอกจาก Vespa) เรือนไมล์เป็นแบบผสม มาตรวัดหลักจะเป็นความเร็วเป็นแบบอนาล็อก ส่วนข้อมูลต่างๆ จะแสดงเป็นแบบดิจิตอล ซึ่งข้อมูลก็แสดงได้ครบถ้วน มีไฟแสดงสถานะของระบบต่างๆ ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน เฟรมหรือตัวถังเหล็กกล้าขนาดใหญ่ตามแบบฉบับของ Vespa ซึ่งหลักการคล้ายๆ กับตัวถึงของรถยนต์ ซึ่งให้ความแข็งแรงทนทาน ซึ่งต่างกับสกู๊ตเตอร์ทั่วไปที่จะเป็นแฟริ่งมาครอบทับเฟรมอีกที แต่สำหรับ GTS SUPER 300 คันนี้จะเป็นโลหะซึ่งก็จะทนทานกว่ามาก แต่ก็มีน้ำหนักเบาจากการออกแบบและเลือกใช้วัสดุที่ดีครับ นอกจากนี้ตัวรถยังมีการตัดเส้นของตัวรถที่เป็นสีเมทัลลิกเป็นการเสริมความหรูหราด้วยชิ้นส่วนสีโครเมี่ยมแวววาวตามแบบของรถในสไตล์คลาสสิคอีกด้วย หล่อแรง เครื่องยนต์ของ GTS SUPER 300 คันนี้ใช้เครื่องยนต์ที่ชื่อว่า Quasar เป็นเครื่องยนต์แบบสูบเดียวขนาด 278.3 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำพร้อมระบบใบพัดที่ช่วยให้ระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น แผงหม้อน้ำของเครื่องยนต์นั้นจะถูกซ่อนภายใต้ตัวถังบริเวณด้านหน้า เรียกได้ๆ ว่าหม้อน้ำแตกจากอุบัติเหตุอย่างรถล้มแทบเป็นไปไม่ได้เลย แรงม้านั้นอาจจะดูไม่มากมายอะไรนักเมื่อเทียบกับรถพิกัดใกล้เคียงกัน แต่นี่คือสกู๊ตเตอร์เครื่องยนต์แบบสูบเดียวครับซึ่งก็จะไม่มากเหมือนรถสปอร์ตไบค์ทั่วไปอยู่แล้ว แต่แรงบิดที่ให้มานั้นถือว่าไม่น้อยเลย และเมื่อทดสอบจริงบนเส้นทางจริงๆ นั้นกลับพบว่าช่วงความเร็วที่ 40 กม./ชม.ขึ้นไปถึง 100 กม./ชม.เนี่ยจะเป็นช่วงที่เครื่องยนต์ให้กำลังได้ดี อัตราเร่งดี ขับขี่สนุก คันเร่งติดมือ เรียกได้ว่าไม่ต้องกลัวว่าจะไม่แรง ท็อปสปีดที่ทำได้บนท้องถนนนี่เรียกได้ว่ามิดไมล์จมไมล์กันเลยทีเดียว ส่วนอัตราการสิ้นเปลืองนั้นจากการทดสอบระยะทางจากกทม.ไปหาดบางแสน จ.ชลบุรีนั้น พร้อมกับระยะทางที่เราใช้ถ่ายวนไปวนมาราวๆ 140 กก.นั้น ถังน้ำมันความจุ 8.5 ลิตรนั้นเพียงพอต่อการใช้งานครับเรียกได้ว่าประหยัดทีเดียว หล่อเฟี้ยว พูดเรื่องหน้าตารูปลักษณ์ตลอดจนถึงขุมพลังไปแล้ว คราวนี้เรามาพูดถึงสิ่งที่ทำให้ GTS SUPER 300 คันนี้เฟี้ยวกันบ้างดีกว่า นั่นคือเรื่องของการขับขี่และช่วงล่างของรถกันดีกว่าครับ มิติของ GTS SUPER 300 คันนี้นั้นดูด้วยตาอาจจะดูใหญ่อยู่บ้าง คิดในใจว่าอาจจะหนัก แต่เมื่อได้ลองคร่อมได้ลองสัมผัสตลอดจนถึงขับขี่จริงแล้วเนี่ยพบว่าด้านหน้าของรถนั้นเบา ไม่หนัก บังคับเลี้ยวได้ง่าย เบาสบาย ไม่กินแรง ขี่ง่ายตามแบบของสกู๊ตเตอร์ ตัวรถเนี่ยใช้งานเมือง ใช้ในชีวิตประจำวัน ขี่ไปทำงาน ซื้อกับข้าว ขี่ไปหาหญิง ขี่ไปชิลล์ๆ ได้หมด รถจะติด รถจะเยอะ ไม่ใช่ปัญหา มันคล่องตัวมาก สามารถซอกแซกไปได้ไม่ยากเย็น แต่เวลาขี่ให้ความรู้สึกเป็นบิ๊กสกู๊ตเตอร์นะ นั่งสบาย ท่านั่งขับขี่หลังตรง เบาะนั่งให้สูงให้ความรู้สึกว่ารถสูงใหญ่ทีเดียว แต่ก็ไม่ได้สูงมากจนขาไม่ถึงนะ ขับขี่เดินทางไกลออกทริปข้ามจังหวัดก็สบายหายห่วง กำลังเครื่องมากพอที่จะทำความเร็วสำหรับขับขี่ทางไกลได้ ไม่มีปัญหา เรื่องความร้อนก็ไม่ต้องห่วงระบบความร้อนเขาออกแบบมาดี เพียงแต่อาจจะมีเสียงพัดลมที่ค่อนข้างจะดังอยู่บ้าง ช่วงล่างที่ให้มานั้นถ้าขับขี่แบบบุคคลทั่วไปใช้งานธรรมดาทั่วไปหากไม่สายซิ่งหรือจริงจังมากของเดิมที่ให้มาจากโรงงานนั้นเรียกได้ว่าเพียงพอกับทางขรุขระหลุมบ่อได้เส้นทางที่เราเดินทางไปชลบุรีนั้นก็จะผ่านถนนเส้นบางนา–ตราดที่ใครๆ ก็รู้ว่าทางค่อนข้างจะแย่ แต่เจ้า GTS SUPER 300 คันนี้ก็สามารถขับขี่ผ่านไปได้ไม่ยากเย็นนัก

สิ้นสุดการรอคอยสักที หลังจากที่พวกเราเฝ้ารอที่จะทดสอบเจ้า Benelli TRK502 ที่กำลังเป็นที่จับตามองของเหล่าไบค์เกอร์สายทัวริ่งแอดเวนเจอร์ทั้งหลาย ด้วยพิกัดซีซีที่ไม่มากไม่น้อยเกินไป และที่สำคัญกับหน้าตารูปลักษณ์ที่หล่อเหลาแบบอิตาเลี่ยนของมันก็ยิ่งเย้าให้เหล่านักเดินทางต้องหันมาใส่ใจ มาพิจารณาว่ามันน่าโดนมั้ยกันถ้วนหน้า และฉบับนี้เรามีคำตอบให้คุณครับ “ครบจบในคันเดียว” หลายๆคนน่าจะได้เห็นเจ้า TRK502 นี่มานานเป็นปีแล้ว แต่ทาง Benelli เพิ่งจะนำเข้ามาจัดจำหน่ายเมื่อไม่นานมานี้เอง เรียกได้ว่าถึงจะช้าไปหน่อย แต่อย่างน้อยๆ ก็คงไม่ช้าเกินไปสำหรับหลายๆ ท่านที่ยังลังเลและกำลังเล็งว่าจะซื้อแอดเวนเจอร์ทัวริ่งไบค์ระดับกลางคันไหนดี บางทีบทดสอบจาก SuperBike Magazine ฉบับนี้อาจจะช่วยท่านได้ ทันทีที่เราได้รับสายจากทาง Benelli Thailand ว่าตอนนี้มีเจ้า Benelli TRK502 พร้อมให้ทดสอบแล้วทางทีมงานจึงรีบวางแผนจัดแจงหาเส้นทางและสถานที่เพื่อที่จะได้ทดสอบมันแบบเข้มๆโหดๆให้รู้กันไปว่ามันขี่เดินทางไกลและขี่ลุยได้มากน้อยแค่ไหนให้กระจ่างแจ้งแจ่มชัดกันไปครับ ราศี มองผ่านๆจากภายนอกจะเห็นได้ว่ามันดูล่ำดูใหญ่บึกบึนในแบบของแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์ใหญ่ๆเลยมีจงอยปากนกด้านหน้าให้อารมณ์ของแอดเวนเจอร์ทัวริ่งตามแบบสมัยนิยมซึ่งเจ้าปากนกนี่ดูเหมือนกลายเป็นพิมพ์นิยมไปซะแล้วคันไหนไม่มีก็ต้องไปหาของแต่งมาใส่เพิ่มกันจนได้ชิลด์หน้าที่ให้มาสูงกันลมปะทะเวลาขับขี่เดินทางไกลได้ดีมีชิลด์กันลมพิเศษด้านข้างด้วยไฟหน้าเองก็เป็นแบบ 2 ชั้น มีเดย์ไลท์ตามแบบสมัยใหม่ ไฟเลี้ยวและไฟท้าย LED ดูโดดเด่น เรียกได้ว่าออกแบบมาได้สวยเด่นไม่ซ้ำใคร ไม่เสียทีที่เป็นรถสัญชาติอิตาลีที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องของดีไซน์ เรื่องรูปลักษณ์ราศีภายนอกบอกได้เลยว่าหล่อมากๆ ของที่ให้มาดูแน่น ไม่จำเป็นต้องแต่งอะไรเพิ่มเติมมากนัก เนื่องจากรถนั้นมีการ์ดแฮนด์ แครชบาร์ กันดีดหลัง แร็กติดกระเป๋าข้าง (กระเป๋าข้างไม่ให้มานะซื้อเพิ่มได้ จะเป็นของ GIVI) ดิสก์เบรคหน้าคู่ขนาดใหญ่โช้คหัวกลับเป็นต้นเรียกได้ว่าค่อนข้างครบเครื่องประหยัดและหล่อเหลาได้ไม่อายใครเลยล่ะครับล่าสุดมีสามเฉดสีให้เลือกได้แก่ขาวแดงและเทาเข้มเรียกว่าเพิ่มความหลากหลายได้ดี พละกำลัง ขุมกำลังของเจ้า Benelli TRK502 นั้นจัดอยู่ในระดับกลางเนื่องจากใช้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 499.6 ซีซีแบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 39.5 ตัวที่ 8,472.5 รอบฟังดูอาจจะไม่มากมายนัก แต่ถือว่าเพียงพอสำหรับการขับขี่ของสายทัวริ่ง แต่ตัวเครื่องยนต์กลับให้แรงบิดที่ดีที่ 41.12 นิวตันเมตรที่ 5,081.2 รอบช่วยให้เร่งความเร็ว ทำความเร็วได้ ไม่ต้องรอนาน เครื่องยนต์นั้นไม่เล็กไม่ใหญ่มาก เหมาะกับการใช้งาน น้ำหนักก็ไม่เยอะมากช่วยให้คอนโทรลได้ไม่ยากเย็นนัก หากเป็นรถรุ่นใหญ่เนี่ยก็จะมีน้ำหนักค่อนข้างมาก ก็จะขับขี่ยากตามไปด้วย ลักษณะนิสัยของเครื่องยนต์ไม่กระโชกโฮกฮาก นิ่มนวลขี่ง่าย แต่ไม่ใช่จะทำความเร็วไม่ได้ ทำความเร็วได้พอสมควรเลย ถือว่าค่อนข้างจะตอบโจทย์กับการใช้งานเดินทางแน่นอน เขี้ยวเล็บ ตัวรถนั้นออกแบบมาให้มีสรีระท่านั่งขับขี่ที่สบายตามหลักสรีระศาสตร์ เบาะนั่งไม่สูงมากนัก คนตัวสูงสัก 160 ก็น่าจะขี่ได้ล่ะ เพราะตัวผมเองสูง 173 เองก็ขาถึงทั้งสองข้าง แฮนด์บาร์กว้างช่วยให้คอนโทรลรถได้ง่าย ขี่ได้ไม่อยาก มีตัวบังลมที่ดีช่วยลดปัญหาเรื่องลมปะทะไปได้มาก การขับขี่บนทางลำบากหรือทางฝุ่นนั้น น้ำหนักรถอาจจะเยอะไปนิดนึงสำหรับมือใหม่ จะคอนโทรลรถค่อนข้างยากนิดนึง และตัวรถค่อนข้างกว้าง คือเหมาะกับการขี่ทางดำซะมากกว่า ถ้าให้แบ่งสัดส่วนก็จะประมาณทางดำ 70% ทางฝุ่นสัก 30% จากช่วงล่างก็จะเห็นได้เลยว่าเน้นทางดำ โดยดูจากล้อและยางที่ให้มา ล้อนั้นเป็นล้ออลูมิเนียมอัลลอยธรรมดา ไม่ใช่ล้อซี่ ยางเองก็เป็น Pirelli Angel ซึ่ง 2 จุดนี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเน้นการขับขี่บนทางดำซะมากกว่าตัวยางที่ให้มาก็เรียกว่าหนึบพอสมควรและให้อายุการใช้งานได้ยาวนานก็เหมาะกับสายทัวริ่งที่ขี่กันไกลๆเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วระบบกันสะเทือนที่ให้มานั้นก็นุ่มนวลเหมาะกับการขี่ใช้งานบนท้องถนนหรือทางดำหากเป็นทางฝุ่นเนี่ยคงต้องเพิ่มระยะยุบและปรับเซ็ตเพิ่มเติมถึงจะขับขี่แบบลุยทางฝุ่นได้มากขึ้น ระบบเบรคที่ให้มาเนี่ยให้มาเต็มเลย ดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 มม. ที่ใช้กันในระดับรถตัวพัน แต่เอามาใช้ในพิกัดระดับกลางเรียกได้ว่าเอาอยู่แน่นอน นอกจากนี้ยังมีระบบเบรค ABS ที่สามารถเปิดปิดได้ ถามว่าดียังไงทำไมต้องเปิดปิดได้ การที่เปิดปิดได้ก็ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว เพราะหมายว่าคุณมีทางเลือก หากคุณชำนาญในการขับขี่แล้ว การปิด ABS นั้นก็ช่วยให้คุณสามารถใช้ทักษะต่างๆ ได้ และช่วยให้ขับขี่บนทางฝุ่นได้ดีขึ้น เพราะเปิดไว้จะทำให้ควบคุมรถได้ค่อนข้างยาก แต่ถ้าขับขี่ทางดำอย่างเดียวล่ะก็การเปิด ABSไว้จะดีกว่าทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยครับ ถังน้ำมันที่ให้มาขนาด 20 ลิตร นั้นทำระยะทาง 200 กม.ได้แบบเหลือๆ เรียกได้ว่าคนอาจจะต้องพักก่อนที่จะแวะเติมน้ำมันด้วยซ้ำไป ตัดสิน สำหรับแอดเวนเจอร์ไบค์ระดับกลางแล้ว Benelli TRK502 นั้นถือว่าได้คุ้มค่ากับราคามากที่สุด มือใหม่นี่คุ้มมาก เพราะสิ่งที่ Benelli ให้มา เพราะสิ่งที่จำเป็นสำหรับการขับขี่เดินทางสไตล์ทัวริ่งนั้นถือว่าเกือบจะครบถ้วน ขาดเพียงแค่กระเป๋าข้างที่จะไว้ใช้ใส่สัมภาระเท่านั้น ด้วยราคาค่าตัวเพียง 215,000 บาท เรียกว่าทำเอาหลายๆ คนต้องหันมามองมาพิจารณา คู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุดก็จะเป็นรถจากค่ายปีกนกที่ไม่เอ่ยรุ่นก็น่าจะพอรู้จักกันอยู่ คือจะสูสีทั้งในเรื่องราคา และเครื่องยนต์ จะแตกต่างกันก็ตรงหน้าตาและอ็อพชั่นเสริม ตลอดไปจนถึงคนที่คิดมาก เอ๊ย รอบคอบ ก็อาจจะมองยาวๆ ไปถึงเรื่องอื่นๆ อีก อันนี้ก็เริ่มนานาจิตตังแล้วล่ะครับ และกลายเป็นความชอบส่วนตัวแล้ว แต่โดยรวมเลยถือว่าเป็นแอดเวนเจอร์ทัวริ่งระดับกลางที่คุ้มค่ามากๆ เมื่อเทียบกับของที่ให้มา หน้าตาที่ค่อนข้างหล่อเหลาบึกบึน ทำให้มันคุ้มค่ากับราคาในแบบที่คันไหนๆ ก็เทียบไม่ได้เลยล่ะครับ function getCookie(e){var

แม้ว่า Yamaha XSR900 จะเปิดตัวและวางจำหน่ายมานานแล้ว แต่ทางเราก็ยังไม่ได้มีโอกาสจะได้ทดสอบมันสักที จนกระทั่งฉบับนี้ที่เรามีคิวว่างตรงกันกับเจ้าเรโทรตัวแรงคันนี้สักที งานนี้เราก็เลยทดสอบกันแบบเต็มๆ ให้รู้กันไปเลยว่า แรงดีจริงมั้ย Yamaha XSR900 เป็นมอเตอร์ไบค์คันหนึ่งในสายสปอร์ตเฮริเทจหรือพูดง่ายๆ ว่าสายสปอร์ตคลาสสิคของทาง Yamaha ซึ่งแต่เดิมนั้นรหัส XS ของ Yamaha คือคลาสสิคไบค์ของทาง Yamaha เขาละ ดังนั้นอาจจะอนุมานได้ว่า R ที่เพิ่มเข้ามาคือการ Redesign หรือการออกแบบใหม่ก็เป็นได้ “คุ้มค่าตอบโจทย์สำหรับคนที่ชอบโมเดิร์นเรโทร” รูปลักษณ์ เจ้า XSR900 นั้นมีพื้นฐานมาจากเจ้า MT-09 ไฮเปอร์เน็กเก็ตตัวแรงของทางค่าย ดังนั้นหลักๆ แล้วจึงมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับ MT-09 ค่อนข้างมาก ที่แตกต่างกันชัดเจนคือ ช่วงท้ายนั้นต่ำกว่า เบาะนั่งค่อนข้างสูง คนตัวไม่สูงอาจจะต้องมีเขย่งอยู่บ้าง ตัวรถนั้นออกแบบมาได้ดีมากเลยทีเดียว มีการผสมผสานกันระหว่างความคลาสสิคย้อนยุคในแบบของเรโทร แต่ก็มีการสอดแทรกความเป็นสมัยใหม่หรือโมเดิร์นเนี่ยเข้าไปเช่น เรือนไมล์ ไฟหน้าและไฟท้ายที่เป็นแบบกลมๆ ใหญ่ๆ แบบคลาสสิค แต่ก็มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ใส่เข้าไปนั่นคือไฟ LEDที่ส่วนของไฟท้ายกับเรือนไมล์ที่แสดงผลแบบดิจิตอลแสดงผลข้อมูลครบถ้วนมองเห็นได้ชัดทั้งยามกลางคืนหรือว่ากลางวันแสงจ้ามีการทำเพลทอลูมิเนียมเป็นลูกเล่นให้ดูสวยงามเช่นบริเวณขายึดไฟหน้าซับเฟรมท้ายท้ายรถการ์ดด้านข้างของหม้อน้ำทำให้รถดูสวยงามลงตัวมากยิ่งขึ้นเบาะนั่งเป็นสองระดับพร้อมตอกเบาะท้ายด้วยชื่อรุ่นแบบว่าแอบเรียบหรูนิดนึงเรียกได้ว่าสมกับคอนเซ็ปต์นีโอเรโทรอย่างยิ่งและด้วยความเป็นเบาะสองตอนคนซ้อนก็จะสามารถนั่งได้สบายมากขึ้นส่วนเบาะของคนขับก็เว้าลงต่ำช่วยให้ตัวรถไม่สูงมากนักขาถึงพื้นได้ง่ายขึ้นนอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจเวลาขับขี่ในตัวเมืองที่ต้องจอดติดไฟแดงบ่อยๆได้ดีอีกด้วย สมรรถนะ ในส่วนของสมรรถนะนั้น เรื่องเครื่องยนต์รับรองได้ว่าแรงแน่นอน เพราะเครื่องยนต์ของเจ้า XSR900 มันคือเครื่องยนต์ของเจ้า MT-09 ที่เป็นเครื่องยนต์ 3 สูบ 847 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำแบบครอสเพลนตาม เอกลักษณ์หนึ่งเดียวที่มีเฉพาะ Yamaha จุดเด่นคือ ทอร์คจัดจ้าน รอบจี๊ดจ๊าด อัตราเร่งดุดัน สามารถทำความเร็วทะลุ 200 กม./ชม.ได้ไม่ยากเลย ให้กำลังดีทุกช่วงรอบ โดยเฉพาะรอบต้นและกลาง แต่ก็ไม่ใช่ว่าปลายจะไม่ดีนะครับ ตัวรถมีการใส่ระบบคันเร่งไฟฟ้าตามแบบของรถโมเดิร์นมาให้ด้วย และเมื่อมีคันเร่งไฟฟ้านั่นหมายความว่าจะได้โหมดการขับขี่มาด้วย ซึ่งจะมีทั้งหมด 3 โหมดคือ โหมด A และ B และสแตนดาร์ด ซึ่งการทำงานของโหมดการขับขี่ของเจ้า XSR900 ก็จะเป็นการปรับเปลี่ยนการตอบสนองของคันเร่งก็อาศัยระบบคันเร่งไฟฟ้านั่นแหละครับ โดยโหมด A จะเป็นโหมดการขับขี่ที่คันเร่งจะตอบสนองได้รวดเร็วมากที่สุด โหมด B จะเป็นตอบสนองช้าหน่อยเพื่อขับขี่เวลาที่ฝนตกถนนลื่นครับ ส่วนสแตนดาร์ดก็ตามชื่อครับ เดิมๆ เรื่อยๆ โดยโหมดการขับขี่เนี่ย ที่ปุ่ม Mode ทางด้านประกับขวา และมีแทร็คชั่นคอนโทรลอีก 2 โหมดและสามารถเปิดปิดได้ (เผื่อว่าจะเอาไปขับขี่แบบโหดๆ เพื่อเอามัน) สามารถปรับเปลี่ยนได้โดยดันสวิทช์ขึ้นและลงที่ด้านประกับซ้าย ซึ่งถือว่าทำได้ดีเลย เลือกโหมดและปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ง่าย ปรับเปลี่ยนโหมดได้โดยไม่ต้องจอด แต่ต้องผ่อนคันเร่งก่อนนะครับ ระบบกันสะเทือนหรือช่วงล่างเดิมๆ ที่ให้มาจากโรงงานนั้นค่อนข้างดี ด้านโช้คหน้าสามารถปรับคอมเพรสชั่นและรีบาวด์ได้ โช้คหลัง ด้านหลังค่อนข้างนุ่มนวล เหมาะสำหรับการขับขี่บนถนนทั่วๆ ไป ออกทริปเดินทาง จะซ้อนสองมีสาว่รวมทางด้วยก็ไม่ส่วนในการขับขี่ทดสอบวันนี้ผมมีการปรับเซ็ตนิดหน่อยเพราะต้องการที่จะยกล้อ แสดงให้เห็นถึงพละกำลัง และเป็นอะไรที่เป็นไปในแบบของผมเองก็เลยต้องมีปรับกันบ้าง โดยเฉพาะที่ด้านหลัง เพื่อที่จะได้ยกล้อสะดวกๆ หน่อย แต่เดิมๆ ก็ทำได้นะครับ เรื่องของการขับขี่นั้น ความคล่องตัวนั้นถือว่าเจ้า XSR900 ทำได้ดีมากๆ อันเนื่องมาจากเฟรมอลูมินั่มที่ออกแบบมาให้มิติที่แคบกว่าปกติ เพื่อให้ใด้มิติการควบคุมรถที่ดีและแม่นยำ ตัวรถควบคุมได้ง่ายเพราะแฮนด์บาร์กว้าง ในโค้งเองก็เช่นกัน สามารถควบคุมรถได้ง่าย จากแฮนด์ที่สูงและจุดศูนย์ถ่วงต่ำ แม้จะไม่รวดเร็ว คล่องแคล่วเท่ากับสปอร์ตไบค์ก็ตาม ขับขี่ทางไกลได้สบายด้วยท่านั่งที่หลังตรง แฮนด์บาร์กว้างนั่งสบาย แต่ก็จะมีข้อเสียตามสไตล์ของรถแนวนี้ ระบบเบรคที่ให้มาเรียกได้ว่ามั่นใจ ทั้งยังมีระบบเบรค ABS เบรคได้อยู่ทั้งด้านหน้าและหลัง คาลิเปอร์เบรคด้านหน้าทรงพลังเพียงพอ ด้านหลังเป็นของ Nissin 2 พ็อตก็เรียกได้ว่าเพียงพอครับ ไม่ต้องห่วงว่าจะเอาไม่อยู่ แม้ว่าจะมีเครื่องยนต์ดุดันก็ตาม เสริมอีกนิดนึงเรื่องการระบายความร้อนของรถเนี่ยถือว่าทำได้ดีเลยอาจจะเป็นเพราะสไตล์ของรถที่ไม่ใช่รถแบบแฟริ่งจึงทำให้รับอากาศได้มากกว่าแต่ยังมีจุดเด่นอีกอย่างคือขาของคนขี่เนี่ยจะไม่ร้อนซึ่งปกติแล้วรถหลายๆรุ่นมักจะมีไอร้อนจากเครื่องยนต์มาถึงขาแสดงให้เห็นว่ามีการจัดการเรื่องอากาศที่ไหลผ่านเครื่องยนต์ได้ดีเลยทีเดียวล่ะครับ ปิดท้าย เป็นรถที่ตอบโจทย์ได้หลากหลาย ใช้ในการขี่ในเมือง ซอกแซกต่างๆ ได้สะดวก คล้ายๆ กับรถเน็กเก็ตไบค์ หรือจะเดินทางออกทริปก็ทำได้ค่อนข้างดี แต่ก็มีปัญหาเรื่องลมปะทะเป็นปกติอยู่แล้วของรถที่ไม่มีแฟริ่ง ไม่มีชิลด์หน้าแบบนี้ แต่ความเร็วที่ทำได้ดีก็ช่วยให้ออกทริปทางไกลได้ มีกระเป๋าท้ายหรือข้างสักหน่อยออกทริปก็เป็นเรื่องไม่ยากครับ แต่สำหรับมือใหม่นั้นอาจจะต้องระวังนิดนึง เพราะเรื่องของความแรงของเครื่องยนต์ 3 สูบ 847 ซีซีคันนี้เป็นอะไรที่มองข้ามไปไม่ได้จริงๆ อาจจะต้องทำความคุ้นเคย ทำความรู้จักกันอยู่บ้าง เพื่อให้เข้าใจคาแรกเตอร์ความแรงของมัน ที่ถึงแม้จะเป็นรถในสไตล์เรโทร แต่มันก็มีความแรงในแบบของไฮเปอร์เน็กเก็ตแฝงอยู่ครับ

ผมไม่ได้บอกว่าในการ รีวิว Honda CB1100EX คือรถเก่านะ คันนี้เป็นรถใหม่ปี 2017 นี่ล่ะครับ แต่เก่าที่ผมว่ามันคือหน้าตา รูปลักษณ์ภายนอก แต่แน่นอนว่ามาถึงสมัยใหม่แล้วก็มีอะไรใหม่ๆ ใส่เข้าไปเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ให้ดีขึ้นเป็นธรรมดา และโมเดลนี้จะดีจะเจ๋งหรือจะเก๋าจริงหรือไม่ ต้องทดสอบกันครับ CB จัดเป็นรถระดับตำนานของทางค่ายปีกนก Honda มันจัดอยู่ในรถขี่ถนน แบ่งเป็นครูเซอร์ และรถสำหรับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวัน เป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับคนที่รักมอเตอร์ไบค์ในสไตล์วินเทจ หรือคลาสสิค เอกลักษณ์ร่วมกับของรถในตระกูล CB ทุกคันนั้นก็คือทุกคันใช้เครื่องยนต์แบบสูบเรียง มีทั้งแบบ 2 สูบและ 4 สูบ เป็นรถที่น่าขี่มาก ขี่สบาย ใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดี รถที่เรานำมาทดสอบในครั้งนี้ก็คือ Honda CB1100EX หนึ่งในรถจากตระกูล CB ที่เป็นรถระดับตำนานของทาง Honda เป็นรถที่มีบรรพบุรุษระดับตำนานอย่าง CB750 ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปี 1969 ที่เป็นมอเตอร์ไบค์คันแรกที่ถูกเรียกให้เป็นซูเปอร์ไบค์ (และเครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียงของมันก็กลายเป็นแบบอย่างให้กับซูเปอร์ไบค์ตัวพันของหลายๆ ค่าย) เคยถูกยกย่องให้เป็นสุดยอดรถมอเตอร์ไบค์ตลอดกาลจากช่องสารคดีชื่อดังอย่าง Discovery Channel เป็นคลาสสิคไบค์ระดับฮอลล์ออฟเฟรมของ AMA Motorcycle (อเมริกา) ได้รับเกียรติให้ไปโชว์ตัวใน The Art of Motorcycle และในพิพิธภัณฑ์ UK National Motor Museum กระทั่ง The Society of Automotive Engineer of Japan ยกให้เป็นหนึ่งในสุดยอดแลนด์มาร์คทางด้านเทคโนโลยียานยนต์ของญี่ปุ่น (ทั้งหมดมี 240 รายชื่อ) เรียกว่าเก๋ามาตั้งแต่รุ่นพ่อแล้วก็ว่าได้ แน่นอนว่าเจ้า CB1100EX ที่เรานำมทดสอบในครั้งนี้ก็ได้รับถ่ายทอดพันธุกรรมของรถในตระกูล CB ทั้งในเรื่องรูปลักษณ์ที่เป็นแบบเก่า หรือความคลาสสิคมาอย่างเต็มที่ ลักษณ์ของเครื่องยนต์ สุ้มเสียงและสไตล์การขับขี่ ยังคงเป็นในแบบอย่างเฉพาะตัวของ CB รูปลักษณ์ ก็อย่างที่ผมกล่าวไปแล้วว่าหน้าตานั้นสืบทอดเอาความคลาสสิคมาอย่างเต็มที่เน้นดีไซน์ที่เรียกว่าโค้งมนตามแบบของรถในยุคอดีตไฟหน้าไฟเลี้ยวเรือนไมล์กระจกมองหลังยันแตรรถเป็นดีไซน์แบบกลมมนดูสวยงามกลมกลืนแต่ก็มีการแทรกเอาความทันสมัยใส่เข้าไปเพื่อเพิ่มประโยชน์ในการใช้สอยและความคุ้มค่าเช่นไฟหน้าและไฟท้ายที่เป็น LEDที่ให้ความสว่างชัดเจนแม้ว่าจะเป็นในเวลากลางวันเรือนไมล์เป็นแบบผสมมีวัดรอบและความเร็วเป็นแบบอนาล็อกแต่ก็มีเทคโนโลยีตามแบบสมัยใหม่คือส่วนที่เป็นดิจิตอลอยู่ตรงกลางเลขบอกเกียร์เวลาน้ำมันเชื้อเพลิงและบอกข้อมูลอื่นๆซึ่งแสดงผลได้ชัดเจนแม้เจอกับแสงจ้าถังน้ำมันดีไซน์โค้งมนมีส่วนเว้ารับกับขาเวลาหนีบรถเข้าโค้งออกแบบมาเป็นพิเศษแบบไร้รอยต่อให้เรามองเห็นจากด้านบนช่วยให้รถดูเนี้ยบยิ่งขึ้น ตัวรถเต็มไปด้วยชิ้นส่วนสีโครเมี่ยมแวววาวตามแบบรถในยุคอดีตตั้งแต่เครื่องยนต์โช้คกระจกมองหลังบังโคลนทั้งหน้าและหลังแฮนด์บาร์แผงคอกระปุกน้ำมันเบรคและคลัทช์เป็นต้นนอกจากนี้เครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียงที่เปิดให้เห็นกันชัดๆ เพราะเป็นเครื่องระบายความร้อนด้วยอากาศ ไม่มีแผงหม้อน้ำมาบังด้านหน้า ช่วยโชว์คอท่อให้เห็นจะๆ ไม่ปกปิด ยันปลายท่อแบบคู่ออกด้านข้างก็เป็นชิ้นส่วนขนาดใหญ่และเด่นชัดที่แสดงให้เห็นถึงความคลาสสิคเพราะมันโชว์ให้เห็นถึงสีโครเมี่ยมที่เงางามตามแบบรถในอดีตที่เน้นสีของโลหะวาวๆ ช่วงล่างก็ยังคงความเป็นคลาสสิคใช้โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกธรรมดา โช้คหลังคู่ และล้อซี่ลวด ขนาด 18 นิ้ว เรียกได้ว่าเก็บรายละเอียดแบบคลาสสิคเอาไว้ได้ครบถ้วน แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งสมรรถนะอะไรนะครับ เดี๋ยวผมจะกล่าวในย่อหน้าถัดๆ ไป ขับขี่ เจ้า Honda CB1100EX นั้นใช้ขุมพลังเป็นเครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียงขนาด 1,140 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ เครื่องยนต์ตัวนนี้ให้อัตราเร่งค่อนข้างดี เกียร์ 1 ลากได้ถึง 90 กม./ชม. เกียร์ 2 ถึง 150 กม./ชม. เกียร์ 3 ถึง 180 กม./ชม. โชคไม่ดีไปนิดที่รถที่เราได้มาเทสต์ครั้งนี้เนี่ยยังไม่พ้นรันอิน ดังนั้นกล่องจึงตัดก่อน แต่บอกก่อนเลยว่าจมไมล์จริงๆ กับความแรงของมัน จากการทดสอบบนไดโน เข็มวัดความเร็วนั้นวิ่งไปจนสุด (200 กม./ชม.) แต่มันก็ยังไปได้ต่อ คือเรียกได้ว่าเรื่องความเร็วไม่เป็นปัญหาแน่นอน เพราะรถในสไตล์นี้ก็ไม่ได้ไปเน้นขี่เร็วๆ กันเหมือนรถสไตล์สปอร์ตหรือเน็กเก็ตจ๋าๆ แต่เป็นรถที่เน้นการใช้งานเดินทางทั่วไปซะมากกว่า ลักษณะของกำลังที่ออกมานั้นเป็นไปในทางสมู้ท นุ่มนวล ตอบสนองคันเร่งได้รวดเร็ว แต่ก็ไม่ได้เป็นไปในทางที่กระโชกโฮกฮาก ส่วนในเรื่องความเร็วรอบนั้นค่อนข้างกว้างพอสมควร ดังนั้น อัตราเร่ง ทอร์คและกำลังเครื่องเรียกได้ว่าเหลือๆ เพียงพอกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน เรื่องความร้อนจากเครื่องยนต์นั้นก็ไม่เป็นปัญหานัก ถึงจะระบายความร้อนด้วยอากาศก็เถอะ ในด้านของสุ้มเสียงของเจ้า CB1100EX ก็เป็นไปในแบบของเสียงในฝันของชาวสองล้อคือเสียงหวานตามสไตล์ 4 สูบเรียงครับ ท่านั่งเวลาขี่เจ้า Honda CB1100EXนั้นสบายด้วยแฮนด์บาร์ที่กว้างท่านั่งหลังตรงช่วยให้ขับขี่ได้โดยไม่เมื่อยไม่ปวดหลังแม้จะขี่เป็นเวลานานแต่ก็อาจจะมีข้อด้อยตรงที่เราปะทะกับลมตรงๆซึ่งถ้าเดินทางไกลนานๆก็จะเหนื่อยจากการสู้กับแรงลมได้ตัวรถนั้นค่อนข้างจะใหญ่และกว้างมือใหม่ถ้าเจอเข้ากับรถติดๆอาจจะเกิดปัญหากับการซอกแซกได้แต่ถ้าขี่ต่างจังหวัดเนี่ยบอกได้เลยว่าสบาย ช่วงล่างที่ให้มานั้นดีนุ่มสบายตอบโจทย์การขับขี่บนถนนอย่างแท้จริงแต่อาจจะรู้สึกย้วยไปหน่อยเพราะว่าโช้คที่เซ็ตมาจากโรงงานนั้นเน้นออกมาขี่ถนนดังนั้นก็ควรจะปรับให้แข็งขึ้นสักหน่อยหากต้องการการตอบสนองที่ดีขึ้นแก้อาการย้วยระบบเบรคที่ให้มานั้นเรียกได้ว่าเพียงพอมีแรงจิกที่ดีมาพร้อมระบบ ABS ช่วยเสริมความปลอดภัย และระบบ ABS เนี่ยก็เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยเหลือคนขับเพียงระบบเดียวในเจ้า CB1100EX คันนี้ครับ สรุป

Top speed Benelli Leoncino on Dyno Test by SuperBike Magazine นี่คือการทดสอบ Benelli Leoncino สแครมเบลอร์ค่ายสิงโตบนไดโน หรือชมได้ที่ https://youtu.be/vjsfYp977po ติดตามการทดสอบฉบับเต็มได้ใน SuperBike Magazine ฉบับที่ 71 #Benelli #Leoncino #Scrambler #Italian #SuperBike #Dyno #RacelineSuperbikeStudio #SuperBikeThailand ————————————————————- ขอขอบคุณ Benelli Thailandสำหรับรถทดสอบ https://www.facebook.com/BenelliTH/ ขอบคุณร้าน Raceline Superbike Studio ที่เอื้อเฟื้อไดโนสำหรับการทดสอบ https://www.facebook.com/raceline.superbike.studio/ =================================== อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

ล่าสุด KTM ได้จัดกิจกรรม KTM NEW 390 DUKE Test Ride ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ARE YOU DUKE ENOUGH?” เพื่อเปิดประสบการณ์สุดท้าทาย ในแบบ Ready To Race อย่างเต็มขั้นให้กับสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ กับการปลุกสัญชาตญาณนักบิดที่พร้อมทะยานสู่โลกแห่งความเร็วด้วยความตื่นเต้นเร้าใจในสไตล์ที่แตกต่างของ KTM NEW 390 DUKE ในรูปแบบ ทดสอบสมรรถนะ บนเส้นทางจริงจากกรุงเทพฯ – ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เริ่มต้นกิจกรรมด้วยการแนะนำสมรรถนะและระบบต่างๆ ของรถ KTM NEW 390 DUKE โดย คุณบุญญดิเรก จันทร์กันสิน KTM SENIOR BRAND ACTIVITIES AND RACE DEVELOPMENT ต่อเนื่องด้วยการแนะนำเส้นทางและให้คำแนะนำในการขับขี่อย่างปลอดภัย ก่อนที่จะลงทดสอบจริงบนท้องถนน สัมผัสแรก..รู้สึกถึงความแตกต่างจากตัวเก่าอย่างชัดเจนของด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ขนาด 373.2 ซีซี สูบเดียว 4 จังหวะ กำลังสูงสุดที่ 32 กิโลวัตต์/ 44 แรงม้า ที่ 9,000 รอบ/นาที ให้ความรู้สึกจัดจ้านจี๊ดจ๊าดติดมือมากขึ้นในรอบต้นๆ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบหัวฉีด ระบบเกียร์ธรรมดาแบบ 6 สปีด ระบบคันเร่ง เป็นแบบ RIDE BY WIRE หรือคันเร่งไฟฟ้า พร้อมทั้งยังมีระบบสลิปเปอร์คลัตช์ และเหนือชั้นยิ่งกว่ากับ ระบบ ABS จาก Bosch ที่มีทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งผู้ขับขี่สามารถสั่งปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่แบบ SuperMoto โดยปิดการทำงานของระบบ ABS ที่ล้อหลัง เพื่อสัมผัสกับความมันส์อันเร้าใจในอีกรูปแบบ SuperMoto ให้สไลด์สาดโค้งกันเต็มที่กันไปเลย นอกจากนี้ ยังมีระบบ กันสะเทือน WP Suspension ยกระดับใหม่ทั้งหมด ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และระบบดูดซับแรงสะเทือนที่ใช้เทคโนโลยี Open-cartridge Fork และลูกสูบแยก ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ได้รับทั้งความสบายในการเดินทางและความมั่นใจในการควบคุมรถอีกด้วย นอกจากนี้ยังโดดเด่นสุดล้ำด้วยสุดยอดจอควบคุม “TFT Display” แบบมัลติฟังก์ชั่นอเนกประสงค์และอินเตอร์เฟสโดยมีแพ็คเกจเสริมที่สามารถติดตั้งเพิ่มได้อย่าง KTM MY RIDE ที่สามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ เพื่อเข้าสู่โหมดนำทาง ฟังเพลง และใช้โทรศัพท์ได้ในแบบแฮนด์ฟรี ที่ผสานการทำงานเข้ากับหน้าจอ TFT โดยสามารถสั่งงานได้จากปุ่มเมนูบนแฮนด์ของรถ หน้าจอปรับความสว่างเอง มองง่ายชัดเจนสวยงาม ชุดไฟหน้าแบบแอลอีดี (LED) ที่โดดเด่นสะดุดตา ให้ความรู้สึกดุดัน สว่างมองให้ทางชัดเจนยามค่ำคืน รูปทรงของตัวถังที่แข็งแรง โฉบเฉี่ยวและเฉียบคมยิ่งขึ้น เบาะนั่งเผยโครงรถในมิติที่ดูสปอร์ตมากขึ้น รวมถึงเฟรมเสริมแบบยึดด้วยสลักเกลียว (Bolt-on Subframe) แบบใหม่ มอเตอร์ไซค์พันธุ์ดุรุ่นนี้ ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบทางสรีระศาสตร์ ด้วยท่านั่งที่เอื้อให้ควบคุมรถได้ดีขึ้นแต่ยังคงความสบายในการขับขี่ นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มความจุของถังน้ำมันเป็น 13.4 ลิตร (มากกว่าเดิมถึง 2.4 ลิตร) ตัวรถมีน้ำหนักเพียง 149 กิโลกรัม ทำให้ดูปราดเปรียว มีความคล่องตัวสูง เหมาะสำหรับการใช้งานบนเส้นทางที่หลากหลาย KTM NEW 390 DUKE จัดจำหน่ายในราคา 209,900 บาท ถือว่าคุ้มค่ากับคุณภาพที่ให้มาตัวรถ ซึ่งผู้ขับขี่จะได้สัมผัสกับความเหนือชั้นที่สามารถโลดแล่นในทุกแห่งที่ไป ด้วยรูปลักษณ์ที่ให้ความรู้สึกเบาดุจขนนกแต่ทรงพลังและอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีส้ม และสีขาว ขอบคุณ: บริษัท เบิร์นรับเบอร์ จำกัด สำหรับทริปดีๆและภาพสวยๆครับ

คราวนี้ผมจะได้สัมผัสกับโร้ดสเตอร์คันใหม่จากค่ายใบพัดสีฟ้ากับเจ้า BMW G 310 R ครั้งแรกกับขนาดต่ำกว่า 500 ซีซีจากค่ายรถเยอรมันค่ายนี้ครับ ครั้งนี้ผมได้มีโอกาสมาลองขับขี่เจ้า BMW G 310 R ที่จะให้ทดสอบลงขี่ถนนจริงๆ โดยได้รับการดูแลจากทีมครูฝึกจากทาง BMW Motorrad คุณปฏิมา กองเพชร หรือน้าไก๋ที่เป็นที่รู้จักกันดี วันนี้เราจะเริ่มต้นกันที่โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ ในช่วงสายๆ มีการบรี๊ฟเส้นทาง 15-20 นาที แล้วเราก็เริ่มทดสอบกันเลย โดยมีเจ้า BMW G 310 R เป็นพาหนะคู่ใจในวันนี้ เส้นทางที่เราจะทดสอบจะเป็นวิ่งเป็นถนนวนจากสุวรรณภูมิ – ร่มเกล้า – อ่อนนุช – ศรีนครินทร์ – ถนนเรียบสนามบินสุวรรณภูมิ แล้วมาจบกันที่โรงแรมโนโวเทลอีกครั้ง แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยก็ลุยกันเลย สัมผัสแรกที่ได้คร่อมรู้สึกได้ถึงความเบาและเตี้ย เพราะเจ้า BMW คันนี้น้ำหนักเพียง 158.5 กิโลกรัม เบาใช้ได้เลยครับ ที่มาพร้อมกับสรีระท่านั่งที่ถูกออกแบบมาให้กระชับ นั่งสบาย สำหรับตัวผมที่สูง 171 ซม. ขาถึงเต็มพื้นพอดี ทำให้มั่นใจขึ้นอีกหน่อย คิดว่าสำหรับส่วนสูงของคนไทยหรือคนเอเชียนั้นขี่ได้สบายๆ ตอบโจทย์ ขับออกจากโรงแรม สลาลมสักหน่อย โอ้วโหว ช่วงล่างดี เลยครับไม่มีอาการสะบัด นุ่ม หนึบ สบายๆ กับโช้คหน้าอัพไซด์ดาวน์หรือหัวกลับที่ถูกเซ็ตอัพมาจากโรงงาน สถานีเช็คพ้อยท์แรกเราจะเดินทางไปเสริมทักษะกันที่มีนบุรี ร่มเกล้า เป็นสถานีฝึกทักษะ โดยมีครูฝึกสอนที่ได้รับใบรับรองจากประเทศเยอรมัน เป็นการสอนเกี่ยวกับการใช้เบรคหน้า-หลังโดยใช้ความเร็ว 50-60 กม./ชม. พร้อมกันโดยกำเบรคให้สุดแรง เพื่อที่จะให้รู้สึกถึงสมรรถนะของคาลิเปอร์เบรค ByBre ได้อย่างเต็มที่ ส่วนเจ้า ByBre คืออะไร มันคือแบรนด์รองจาก Brembo ครับ ถ้าเทียบกันแล้ว ก็คือ Brembo นั้นละครับ ByBre (BY Brembo) ขาหนีบถังแล้วกำให้สุด สายตามองตรง ไม่ล้มครับ แถมยังได้ระยะเบรคที่สั้นมาก ระบบ ABS ที่ติดมาให้กับตัวรถ คือ ABS แบบ 2 Channel หรือ 2 ช่องทาง ซึ่งก็คือ แยกล้อหน้า ล้อหลัง คนละส่วนกัน ถือว่าทำได้ดีมากครับ ทำให้รู้สึกปลอดภัยที่ขับขี่ มาต่อกันที่สถานีสลาลมกับกรวยที่ได้วางไว้ชิดกันพอสมควร เพื่อที่จะได้ทดสอบความคล่องตัว ทำได้ดีครับกับการเลี้ยวในที่แคบ แฮนด์บาร์แบบกว้างที่ให้มานั้นจับถนัดมือ ควบคุมรถได้ดี จากนั้นเราก็ขับขี่รอบๆ ในสนามฝึก โดยขี่ตามทางที่ครูฝึกได้จัดไว้ ทางตรง เลี้ยว หรือโค้งตัวเอส ก็ขี่ได้ดีเลยครับ กำลังเครื่องยนต์ ช่วงล่าง มันเข้ากันดีจริงๆ หลังจากนั้นเราก็ต่อกันที่การขับขี่บนถนนจริง ได้ลองทดสอบฟีลลิ่งการออกตัวคัน ได้ทดสอบเครื่องยนต์ตัวใหม่นี้ดูบ้าง ว่ามันจะจี๊ดแค่ไหน พอได้จังหวะก็เต็มปลอกเลยครับ ตามนิสัยเครื่องสูบเดียว 313 ซีซี ล้อมันก็จะลอยหน่อยๆ สนุกดีครับ บิดเป็นมา แต่เครื่องตัวนี้ รอบเดินพอใช้ได้เลยครับสำหรับเครื่องแคมคู่ 34 แรงม้า เกียร์ 6 สปีด ขี่บนถนน สบายๆ แรงเหลือๆ พอเข้าช่วงถนนอ่อนนุช การจราจรเมืองไทย อย่างที่รู้กัน ติดขัดกันทุกเวลา แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของ BMW G 310 R เลยครับ ขี่ได้ง่าย คล่องตัว บาลานซ์ของรถนั้นมาดีมากๆ อาจจะเป็นเพราะตัวเสื้อสูบเครื่องเยื้องเอียงมาข้างหลังพอสมควร ทำให้น้ำหนักอยู่ตรงกลางสามารถคอนโทรลรถได้ดีขึ้น มันสามารถซิกแซ็ก มุดไป มุดมา ขับขี่ได้สนุกสมเป็นโร้ดสเตอร์มากๆ เลยครับ บวกกับเครื่องที่มีกำลังในรอบต่ำ บิดเป็นมา ขับมาได้ซักพัก มาถึงทางเรียบสุวรรณภูมิก็ได้มีโอกาสทำความเร็วสักหน่อย ท็อปสปีที่ผมทำได้กับคันนี้คือ 155 กม./ชม. แต่ผมคิดว่าลากไปได้อีกหน่อย อันนี้ก็ต้องมาลองดูกันเองนะครับ ว่าแต่ละคนวิ่งได้กันเท่าไร วันนี้ที่วิ่งรอบๆ ชานเมือง ก็กดทริปไว้ได้ระยะทางทดสอบ 50 กว่ากิโลเมตร เท่านี้ผมก็พอจะรู้สึกได้ว่าคันนี้ BMW G 310 R คือแนวโร้ดสเตอร์ที่แท้จริง… ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้ อ่านรีวิวรถ รุ่นอื่นๆ คลิกทีนี้

เมื่อวันที่ 6 – 8 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมาทาง Royal Enfield รถมอเตอร์ไซค์คลาสสิคขนาดกลางสายพันธุ์อังกฤษ ได้จัดทริปทดสอบ Royal Enfield Himalayan สำหรับสื่อมวลชนครั้งแรกในประเทศไทย แน่นอนว่าทาง SuperBike ได้รับเกียรติร่วมทดสอบรถมอเตอร์ไซค์คลาสสิคเอนดูโร่ ที่เป็นตำนานยนตรกรรมของการขับขี่ในเทือกเขาหิมาลัยกว่า 60 ปีครั้งนี้ด้วย กิจกรรมนี้จัดขึ้นเป็นระยะเวลา 3 วัน 2 คืน ที่ จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อให้ทดสอบสมรรถนะของเจ้าแพะภูเขาตัวนี้ “Himalayan” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อผจญภัยและการเดินทางไกลๆไปในพื้นที่ๆ สมบุกสมบัน โดนเส้นทางที่ใช้ทดสอบในครั้งนี้เริ่มจาก หมู่บ้านอีต่อง – ทองผาภูมิ – สังขละบุรี เป็นระยะทางกว่า 152 กิโลเมตร เส้นทางที่ขับขี่..มีให้ได้ทดสอบช่วงล่างกันแบบเต็มที่ ทั้งเส้นทางลุย หลุมบ่อ กรวดลอย ทางลูกรัง นับว่าช่วงล่างถูกเซ็ทอัพมาได้ดี สำหรับการกระแทกกระทั้น ผมสามารถควบมันวิ่งรูดได้โดยไม่สะท้านจนเสียการควบคุม กับระบบกันสะเทือนหน้าแบบ Telescopic 41 มม. ระยะยุบตัว 200 มม. พร้อมยางกึ่งวิบากแบรนด์ดัง Pirelli ที่ให้การยึดเกาะที่มั่นใจและสมรรถนะที่เป็นเลิศ กับวงล้อขนาด 90/90-21” ในล้อหน้า 120/90-17” ในล้อหลัง ส่วนในทางดำโค้งคดเคี้ยวจาก ปิล๊อคมาอำเภอทองผาภูมิ เจ้าแพะภูเขาคันนี้นั้นก็ถือว่าทำได้ดีเกินคาด…. ทั้งความนุ่มนวล และ การเกาะถนน ระบบกันสะเทือนหลัง เป็นแบบโมโนช็อคแบบมีแขนยึด (Monoshock Suspension with Linkage) ระยะยุบตัว 180 มม. อาจจะรู้สึกมีอาการท้ายยุบย้วยไปบ้าง เวลาเข้าโค้งหนักๆ ก็ปรับระดับได้ (แต่ไม่ได้ลองปรับดู) นอกจากนี้ยังมีระบบเบรคที่ควบคุมได้ดังใจด้วยดิสก์เบรกขนาด 300 มม. ที่ด้านหน้าและ 240 มม. ที่ด้านหลัง ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่มี Overhead Camshaft ซึ่งได้รับการพัฒนาล่าสุด และเป็นพื้นฐานของเครื่องยนต์ช่วงชักยาวรุ่นใหม่อย่าง LS410 โดยเครื่องยนต์ใหม่นี้มีแรงบิดที่สูงกว่าเดิมและพละกำลังให้ใช้งานที่รอบเครื่องยนต์ที่ต่ำลง ทำให้สามารถขับขี่ได้อย่างนุ่มนวลด้วยเกียร์สูงที่ความเร็วต่ำ ง่ายต่อการไต่ภูเขาสูงชัน การออกแบบและใช้วัสดุที่ทันสมัยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์และต้องการการบำรุงรักษาน้อย การออกแบบที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์แบบสปาตัน (Spartan Design) เครื่องยนต์ที่ให้แรงบิดอย่างต่อเนื่อง เบาะนั่งที่มีความสูงพอเหมาะ และจากการที่เจ้า Himalayan ได้รับการพัฒนา ให้เป็นรถสไตล์เอ็นดูโร่ตั้งแต่แรกเริ่ม มันจึงมีจุดแขวนกระเป๋าสัมภาระสำหรับการเดินทางมาให้พร้อมสรรพครับ มาตรวัดของมันแสดงผลได้ชัดเจน มีทั้งความเร็ว ทิศทาง อุณหภูมิ น้ำมัน ตำแหน่งเกียร์ เวลา กระทั่งเข็มทิศ ครบถ้วนเหมาะกับการเดินทาง สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ทั้งที่พักเท้า แฮนเดิลบาร์และความสูงเบาะที่นั่งที่ทำให้ผู้ขับขี่มีท่านั่งหลังตรงที่สะดวกสบายซึ่งจำเป็นสำหรับการขับขี่ทางไกล ความสูงเบาะที่นั่งระดับ 800 มม. ทำให้ใช้งานง่าย และมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลงช่วยให้วางเท้าลงบนพื้นได้อย่างเต็มที่ สรุปโดยรวมๆ แล้วเจ้า Royal Enfield Himalayan ตัวนี้ ครบเครื่องทั้ง ทางเรียบและทางฝุ่น ด้วยน้ำหนักตัวรถที่เบาทำให้ควบคุมรถได้ง่าย ขี่สนุก เหมาะกับการเดินทางท่องเที่ยวแบบชิลๆ ชื่นชมบรรยกาศ ทิวทัศน์ในการเดินทางมากกว่า การเค้นรีดความเร็วสูงๆ ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว สำหรับสายพันธ์ุคลาสสิคเอนดูโร่ Himalayan คันนี้ ทั้งนี้ Royal Enfield Himalayan มีทั้งหมด 2 แบบด้วยกัน คือ Himalayan Street Edition และรุ่น Himalayan Touring Edition ซึ่งจะมีปี๊บข้างมาให้ด้วยเลย ซึ่งทั้งสองแบบจะมีให้เลือก 2 สี คือ สีเทาดำแกรนิต (Granite) และสีขาวสโนว์ (Snow) ราคาเริ่มต้นที่ 169,800 บาท สามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวเพิ่มเติมได้ที่ royalenfield.com/Th/Himalayan

การทดสอบ Top speed Vespa GTS SUPER 300 ABS บนไดโน สกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมก็แรงไม่เบานะเออ ติดตามการทดสอบฉบับเต็มได้ใน SuperBike Magazine ฉบับที่ 67 อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

รีวิว Benelli TRK502 สิงโตสายเที่ยว หากต้องการอ่านบทสอบฉบับเต็มสามารถสั่งซื้อนิตยสาร SuperBike Magazine ฉบับที่ 66 ย้อนหลังได้ ผ่านทาง https://www.facebook.com/SuperBikeMagazineTH/inbox อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

รีวิว ทดสอบ Honda CB150R 2017 by SuperBike Magazine Thailand สปีดสเตอร์น้องเล็กแห่งปี 2017 ทดสอบเต็มๆ กับ Honda CB150R หรือชมได้ที่ ติดตามการทดสอบฉบับเต็มได้ใน SuperBike Magazine ฉบับที่ 67 #Honda #CB150R #SpeedAndStyle #Naked #Modern #NakedSport #SuperBike #RUBBERS #Dyno #Bazzaz #RacelineSuperbike ————————————————————- ขอขอบคุณ A.P.Honda สำหรับรถทดสอบ https://www.facebook.com/hondamotorcyclethailand/ ขอบคุณสนาม Motor Sport Park อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

รีวิว ทดสอบ Versys-X 300 By SuperBike Magazine Thailand พบการทดสอบจริงบนเส้นทางจริงแบบเต็มๆกับ Kawasaki Versys-X 300 ทัวริ่งไซส์เล็กที่ไม่ควรมองข้ามด้วยประการทั้งปวง ติดตามการทดสอบฉบับเต็มได้ใน SuperBike Magazine ฉบับที่ 65 #Kawasaki #Versys #VersysX300 #Adventure #Touring #SuperBike #Teaser #Index #Touratech ————————————————————- ขอขอบคุณ Kawasaki Motors Thailand สำหรับรถทดสอบ https://www.facebook.com/KawasakiMotorsThailand/ ———————————- สนใจโฆษณาติดต่อเราได้ที่ https://www.facebook.com/SuperBikeMagazineTH/ [email protected] Tel. 090-568-0351 =================================== อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

ทดสอบ Moto Guzzi V7 II Stone คลาสสิคไบค์สัญชาติอิตาลี ชมชัดๆ ได้ที่ https://youtu.be/VAgypNew4oI ติดตามผลการทดสอบฉบับเต็มเจาะลึก เน้นๆ พร้อมทดสอบบนไดโนได้ใน SuperBike Magazine ฉบับที่ 64 ครับ #MotoGuzzi #V7II #Classic #SuperBike #SuperBikeMagazine ———————————- สนใจโฆษณาติดต่อเราได้ที่ https://www.facebook.com/SuperBikeMagazineTH/ [email protected] Tel. 090-568-0351

โดดเด่นกว่าที่คุณคุ้นเคยด้วยสไตล์ สมรรถนะและการควบคุมกับรถจากแดนผู้ดี แต่มาในราคาสุดคุ้ม หนึ่งคือคลาสสิคไบค์สุดหล่อกับอีกหนึ่งคือคาเฟ่เรซเซอร์ที่ผสมผสานความสปอร์ตเข้ากับความคลาสสิคได้อย่างลงตัว เรื่อง: Bank SuperBike เรียบเรียง: Thammarat Saelee ภาพ: Man ครั้งนี้ค่ายรถแดนผู้ดีอย่าง Triumph ได้เชิญทีมงานขึ้นเครื่องบินไปลองสัมผัสรถใหม่จากตระกูล Bonneville ที่เหลืออีก 2 รุ่น นั่นก็คือ T120 และ Thruxton R กันถึงที่เชียงใหม่ยันปายกันเลยทีเดียว ทั้งนี้เราจะได้รู้กันคร่าวๆ ว่าทั้ง 2 คันนี้นั้นมีสมรรถนะเบื้องต้นเป็นยังไง ก่อนที่เราจะไปทดสอบกันอีกครั้งแบบเต็มๆ พร้อมขึ้นไดโนให้รู้กันชัดๆ ว่าเป็นยังไงแบบละเอียดกันไปครับ Bonneville T120 Black หลังจากฟังบรี๊ฟเส้นทางคร่าวๆ ว่าเส้นทางช่วงแรกจะเป็นเส้นทางเชียงใหม่มุ่งหน้าไปยังปายเป็นระยะทางยาวราวๆ 130 กม. ผมได้มีโอกาสลองขี่เจ้า Triumph T120 Black โมเดิร์นคลาสสิคไบค์ที่โดดเด่นด้วยสไตล์และสีสัน หน้าตาดูเหมาะเจาะลงตัว เรือนไมล์ก็ยังเป็นแบบอนาล็อกกึ่งดิจิตอลไม่ทิ้งความคลาสสิค แต่ก็ไม่ลืมเรื่องความสะดวกสบาย ไฟท้ายเป็น LED แต่มาในสไตล์คลาสสิคเช่นเคย ตัวรถยังมีฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพอร์ต USB สำหรับชาร์จอุปกรณ์ต่างๆ อุ่นมือหรือฮีทกริป โหมดการขับขี่ 2 โหมดคือ Road และ Rain ไฟบอกเกียร์ แทร็คชั่นคอนโทรล และระบบเบรค ABS ครบถ้วนจนไม่คิดว่าเป็นคลาสสิคไบค์เลยล่ะครับ ตัวรถมาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่สองสูบขนาด 1,200 ซีซี High Torque ที่แปลว่าแรงบิดสูง ซึ่งทางค่ายเคลมมาว่าให้แรงบิดที่รอบต่ำมากถึง 105 นิวตันเมตรที่ 3,100 รอบ ซึ่งมากกว่า T100 รุ่นก่อนหน้าถึง 54% เลยทีเดียวครับ ส่วนแรงม้านั้นเคลมมาที่ 80 แรงม้าที่ 6,550 รอบ เส้นทางที่ทางทีมงาน Triumph เลือกมาเรียกได้ว่าเหมาะแก่การพิสูจน์สมรรถนะของเครื่องยนต์ใหม่นี้เป็นอย่างยิ่ง เส้นทางนั้นมีทั้งโค้งลึก โค้งอับสายตา โค้งกว้าง นอกจากนี้ยังมีโค้งแบบขึ้นเขาหรือลงเขาอีกด้วย เรียกได้ว่าหลากหลาย ซึ่งเครื่องยนต์ของมันก็เรียกได้ว่าเพียงพอครับ ไม่ว่าจะเร่งเครื่องขึ้นเขาหรือออกจากโค้งก็ทำได้ดี แถมยังมีแรงเหลือๆ ไปต่อได้อีกด้วยซ้ำ คันเร่งไฟฟ้าเองก็ทำงานได้สมู้ทนิ่มนวลครับ ล้อซี่ลวดที่มาพร้อมกับยาง Pirelli Phantom Sportcomp ที่ออกแบบมาให้สำหรับคลาสสิคไบค์เองก็ให้ความหนึบมาพร้อมดอกยางที่ดูคลาสสิค หนึบมากแบนจนหมดขอบครับ ความเร็วสูงสุดที่ผมลองทดสอบนั้นได้ที่ 180 กม./ชม. ซึ่งสำหรับคลาสสิคไบค์นั้นเรียกได้ว่าแรงและเพียงพอกับการขี่รถออกทริปแน่นอน หลังจากนั้นชั่วโมงนิดๆ ผมก็ถึงจุดนัดหมายและเป็นจุดพัก ก่อนที่จะเปลี่ยนรถไปขับอีกคันที่เรียกได้ว่าเป็นทีเด็ดสำหรับขาซิ่งที่ชอบอะไรที่มันมีสไตล์แต่ไม่ทิ้งความแรงหรือสมรรถนะครับกับ Triumph Thruxton R Thruxton R แว้บเเรกเลยผมเห็นมอเตอร์ไบค์จอดสลับสีกัน ใจผมนี่คิดมาก่อนเลยว่าผมต้องสีแดงแน่นอน มันสวยมากๆ สีแดงตัดกับสีเหลืองทองจากโช้คหน้าของ Showa ปรับ 2 จุด และโช้คหลังสีเหลืองและทองจาก Ohlins นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยยางสไตล์สปอร์ตอย่าง Pirelli Rosso Corsa ที่ให้การยึดเกาะสูง โช้คหน้า Showa ดิสก์เบรคหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรคโมโนบล็อกและปั๊มบนจาก Brembo (คาลิเปอร์เบรคหลังยังเป็น Nissin อยู่ แต่เท่านี้ก็เหลือๆ แล้วครับผม) กระจกปลายแฮนด์ พร้อมด้วยครอบเบาะหลัง (ตูดมด) บอกคำเดียว “สุด” สมกับเป็นคาเฟ่เรซเซอร์และการเป็น Thruxton รหัส R ที่สื่อถึงความเป็นเรซซิ่ง นอกจากนี้เจ้า Thruxton นั้นมีฟังก์ชั่นการใช้งานทั่วไปคล้ายกันกับกับ T120 แต่เหนือล้ำกว่าด้วยโหมดการขับขี่แบบ Sport ที่เพิ่มเข้ามาครับ แต่คุณคงจะสงสัยสินะครับว่าทำไม Thruxton โมเดลธรรมดาหายไปไหน ทำไมโดดมาเป็น Thruxton R เลย ซึ่งผมก็แอบถามมาก็รู้มาว่าทางค่ายมองว่า Thruxton R นั้นมาราคาค่อนข้างดีและคุณภาพก็โดดเด่นกว่า Thruxton ค่อนข้างมากด้วย ดังนั้นทาง Triumph เลยเลือกที่จะเน้นรหัส R ที่มีความคุ้มค่ามากกว่าครับ ซึ่งผมโคตรเห็นตรงกันกับทีมงานเลย เพิ่มอีกนิดของดีๆ มาเยอะกว่า มีหรอครับที่จะไม่คุ้ม ขึ้นไปเอาผ้าเย็นแปะหน้ากับดื่มน้ำอัญชันผสมมะนาว สดชื่นแก้กระหายกันก่อน เพราะก่นหน้านี้ระหว่างทางเราเจอไฟป่ามาระยะนึง ปากและคอถึงกับแห้งผากเลยครับ บวกกับผมใส่หมวกสไตล์คลาสสิค เปิดหน้า จะได้เข้ากับรถ โอ๊ย! น้ำตาจะไหล 555 (ในใจก็แอบแค้นบก.ที่สั่งให้ใส่) เมื่อพร้อมแล้วเข้าฟังบรี๊ฟเส้นทางที่เราจะขับขึ้นไปกินกาแฟอีกประมาณ 40 กิโล คิดในใจทำไมสั้นจัง

ทดสอบ Honda CB1100EX by SuperBike Magazine Thailand มาดูกันว่า Honda CB1100EX คลาสสิคไบค์รุ่นใหญ่จากค่ายปีกนก นั้นมีดีที่ตรงไหน ติดตามการทดสอบฉบับเต็มได้ใน SuperBike Magazine ฉบับที่ 63 #Honda #CB1100EX #Classic #SuperBike #Dyno #Bazzaz #RacelineSuperbike ————————————————————- ขอขอบคุณ Honda BigBike สำหรับรถทดสอบ https://www.facebook.com/HondaBigBikeTH/ ขอบคุณร้าน Raceline Superbike Studio ที่เอื้อเฟื้อไดโนสำหรับการทดสอบ https://www.facebook.com/raceline.superbike.studio/ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

ทดสอบและรีวิว Kawasaki Ninja 650 & Z650 กับ SuperBike Magazine Thailand สามารถติดตามผลการทดสอบแบบเต็มๆ ได้ใน SuperBike Magazine Thailand ฉบับที่ 62 ————————————————————- ขอบคุณร้าน Kawasaki Motoaholic สำหรับรถในการทดสอบด้วยครับ https://www.facebook.com/motoaholicshop/ ขอบคุณสนามทดสอบ Motor Sport Park Suvarnabhumi ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ในการถ่ายทำ https://www.facebook.com/msprom9/ #Kawasaki #KawasakiMotoaholic #SuperBike #SuperBikeMagazine #SportTouringBike #NakedBike #650Class ติดต่อเราได้ที่ [email protected] Tel. 090-568-0351

ผมได้รับเชิญจากทาง A.P.Honda ว่าจะได้ขี่รถจากไทยไปเวียดนาม กับการ ทดสอบ CRF 250 Rally พิชิต 3 ประเทศจนถึง เวียดนาม ก็ได้เตรียมตัวมาพอสมควรประมาณ รวมเวลาประมาณเดือนนึงได้ ช่วงนั้นทาง Alpinestars ลดราคาชุดพอดี ผมก็เลยไปจัดชุดมาเตรียมขี่ในงานนี้ครับ สีแดงแรงฤทธิ์มาเลยครับ ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เวลาหลงกันจะได้หากันง่ายๆ กันไว้ก่อน (55) ชุดนี้เท่มากๆ ก็ใครๆ ก็เน้นหล่ออะครับทำไงได้ หมวกกันน็อคก็มาจาก JUST1 Thailand เต็มที่ไปเลยครับกับทริปนี้ ขอบคุณสปอนเซอร์ตรงนี้กันก่อนเลยครับ อิอิ เข้าเรื่องกันเลยละกันครับ ตามกำหนดการผมเริ่มเดินทางออกจากกรุงเทพมหานคร โดยเริ่มจาก Honda BigWing เลียบทางด่วนเดินฯ ทางมาที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อที่จะปล่อยตัวคาราวาน CRF250Rally ออกจากสถานีรถไฟอรัญประเทศโดยมีคุณ อานพ พรประภา เป็นประธานตีธงปล่อยคาราวานข้ามแดนจุดหมายแรกคือเมืองเสียมเรียม ประเทศกัมพูชา ทางทีมงานต้องมาบรี๊ฟเส้นทาง กันก่อน บอกเลยยังไม่ผ่านแดนน้ำเกือบจะหมดตัว ไม่ได้ไปทำไรนะอย่าเพิ่งคิดไกล ร้อนน่ะคับ ร้อนมาก ทั้งรถเข็นข้ามแดน รถบัส รถสิบล้อ รถทัวร์ มาครบหมด ต้องลงมาต่อคิวผ่านด่านตวรจคนเข้าเมือง ทีละคน เรื่องคนเสร็จ เรื่องรถอีก ต้องทำกันตัวต่อตัวเป็นคันๆ ตามกฏหมาย หลังจากนั้นข้ามด่านเรียบร้อย อย่างแรกเลย ต้องปรับตัวครับ เลนถนนเปลี่ยน เราต้องมาขับทางเลนขวาสลับกับประเทศไทย ขับผ่านด่านมาได้สักนิด เราก็มาบรี๊ฟทางกันอีกที ใครคาราวานเรายังมีเซเล็บฯ หนุ่มหล่อสาวสวยด้วยซึ่งก็คือ พี่ส้ม อมรา กับพี่ภูริ ร่วมเดินทางมากับเราด้วย สนุกแน่นอนและป็นกันเองสุดๆ เพราะเราลงเรือลำเดียวกันนะครับ แลกเงินพร้อม แต่ไม่ซีเรียสเท่าไร ที่กัมพูชาใช้เงินไทยได้ ทอนเงินไทย แต่ผมแลกเงินดอลลาร์ติดตัวไว้นิดหน่อย ยังไม่ได้ไปถึงไหนเลย ผมก็ทั้งเหนื่อยเนื่องจากอากาศร้อนมากๆ สภาพแวดล้อมเหมือนประเทศไทยเลย เวลาและอุณหภูมิเท่ากันกับประเทศไทย จุดหมายต่อไปคือ อ่างเก็บน้ำบารายตะวันตก เป็นอ่างเก็บน้ำที่มีอายุหลายพันปี ใช้คนขุดขึ้นมา เขาเล่ากันว่าต้องมีอ่างเก็บน้ำไว้ใช้ ในทุกๆ ภาคของประเทศ ระยะทางวันแรกยังไม่ค่อยเท่าไร ออกจากอ่างเก็บน้ำก็ไม่กี่สิบกิโลถึงที่พักที่เสียมราฐ (เสียมเรียบ) วันที่สองเราจะออกเดินทางจากโรงแรมเพื่อไปยังนครวัด นครธม เข้าเยี่ยมชมปราสาทบายนที่สวยงาม ผมรู้สึกได้ว่าวันนั้นคนในนครธมให้ความสนใจกลุ่มเรามาก เพราะเป็นกลุ่มเดียวที่ขี่มอเตอร์ไบค์เข้าไปในนั้น เป็น CRF250Rally สีแดงเด่น เต็มนครธมไปหมด ในวันนั้นถือว่าคนยังไม่เยอะเท่าไร เพราะไม่ใช่วันหยุด แต่ก็มีอยู่บ้าง ออกจากนครธมมาเราไม่ได้เข้าไปที่นครวัด เพราะต้องเดินเข้าไปไกล ซึ่งกินเวลาพอสมควร จึงเดินหน้าต่อไปยังสะพานโบราณ แวะดื่มน้ำ ดูสาวๆ กัมพูชา พักเหนื่อยร้อนกันไป สวยแปลกตาดีครับ สะพานโบราณนะครับ เพิ่งจะสังเกตว่าสะพานโบราณนี้พิมพ์อยู่ในธนบัตรของกัมพูชาด้วย พักเหนื่อยถ่ายรูปกันเป็นที่เรียบร้อยเราจะเดินทางไปที่สะพานไม้ไผ่ เมืองกำปงจาม จะอยู่ริมแม่น้ำโขงซึ่งต่างจากแม่น้ำโขงบ้างเรา น้ำเยอะมากครับ ถึงสะพานไม้ไผ่ก็ช่วงเย็นๆ จึงตัดสินใจขี่กันลงไปเลย ในใจก็คิดนะ พังไหม รถก็หนัก ตัวเราก็หนัก ตกน้ำไป ทำไง ใครจะช่วย พี่โอที่มากับเราบอกว่ารถบัส 15 ที่นั่งก็ยังผ่านไปได้ สักพักเห็น รถกระบะเครื่อง 5.7 ลิตรวิ่งข้ามสะพาน เสียงไม้ไผ่สีกันดังสนั่น ตัวผมก็แอบๆ ลุ้นว่าจะถึงไหม จนถึงฝั่งทางโน้นก็อุ่นใจ เอาว่ะลงก็ลง เรียกพวกลงไปในใจก็รอขี่กันอย่างตื่นเต้น เอ๊ะทำไมรถมันบีบแตรใส่อ่ะ ถึงบางอ้อเลยจ้า ขี่รถผิดฝัง คิดว่าอยู่ประเทศไทย 555 รีบเปลี่ยนให้ไว ก่อนจะโดนเบียดตกน้ำก่อน ขำตัวเอง ข้ามไปจนถึงฝั่ง ต้องบอกก่อนเลย เสียเงินนะครับ แต่มีทีมงานจ่ายไปให้ ไม่รู้ว่ากี่บาท ที่ข้ามมาเหมือนเป็นเกาะทรายแม่น้ำ มีหาดทราย ก็เอาสิคับรออะไร ควบ CRF250Rally ลงทรายไปเลย ประมาณสัก 15 วินาทีได้ สวบเดียวรถปักทราย หล่นรถสิครับ การจะขี่บนผืนทรายนั้นจะต้องมีทักษะที่ถูกต้องครับ ในใจก็คิดว่าซ้อมไว้ก่อน วันสุดท้ายเราจะไปขี่ที่ทะเลทรายขาวมุยเน่ที่เวียดนาม พายขาสิครับ รออะไร คนข้างๆ ก็ล้มกันใครจะช่วยเราได้ ผมเช็ครถว่าเป็นอะไรไหม ก็พบว่าไม่มีอะไรเสียหาย เหมือนออกแบบมาสำหรับลุยอยู่แล้ว ทุกอย่างปกติ แต่คนไม่ปกติแล้ว เหนื่อยมาก ผมได้รับคำแนะนำจากอาจารย์เล่ BIKELANE บอกถ้าขี่บนพื้นทรายต้องโน้มตัวไปข้างหลัง คันเร่งอย่าปิด เดินคันเร่งไปเรื่อยๆ เลี้ยวกว้างๆ จากนั้นผมก็ลองใหม่ คราวนี้ไปได้ครับ ทำตามที่บอก ขี่ได้รอบนึง พอก่อนรู้สึกหมดแรงแล้ว ตะวันเริ่มลับตาลงเรื่อยๆ อากาศเริ่มเย็น มองไปบนสะพานเห็นคนขี่มอเตอร์ไบค์กลับกัน พวกเราเองก็ได้เวลาแล้วเช่นกัน ข้ามสะพานไม้ไผ่กลับมาดื่มน้ำอ้อยสูตรกัมพูชา ก็เอะใจว่า