SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

รีวิวมอเตอร์ไซค์ ทดสอบการขับขี่บิ๊กไบค์ ทุกรุ่น ทุกสไตล์

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิว Triumph Street Scrambl & Bonneville Bobber

หลังจากที่คราวที่แล้วทาง Triumph ประเทศไทย ได้เชิญเราไปทดสอบเจ้า Bonneville T100 และ Street Cup กันถึงที่จังหวัดเพชรบูรณ์ คราวนี้ก็มาถึงคราวของเลือดใหม่อีกสองรุ่นที่เพิ่งจะเปิดโฉมไปในงาน Motor Expo 2016 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา กับหนึ่งน้องใหม่จากตระกูล Street กับเจ้า Street Scrambler และอีกหนึ่งพี่ใหญ่ กับ Bonneville Bobber โดยเส้นทางในครั้งนี้เราจะได้ร่วมทดสอบรถทั้งสองรุ่นโดยเป็นการขับขี่จากกรุงเทพฯ ไปสู่เขาใหญ่ โดยเริ่มต้นกันที่อาคาร SJ Infinite ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ Triumph Thailand หลังจากที่เรามาลงทะเบียน และรับฟังบรี๊ฟเกี่ยวกับตัวรถ กติกาการขับขี่และเส้นทางการเดินทางเป็นที่เรียบร้อยก็ถึงเวลาที่เราจะได้ไปร่วมทดสอบสมรรถนะของรถทั้งสองคันกัน โดยในการขับขี่จะถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มที่ขับขี่ Bonneville Bobber และ Street Scrambler Words & Pics: Man   Street Scrambler ซึ่งในช่วงเช้าของวันนี้เราได้ถูกจับคู่ให้อยู่กับเจ้า Scrambler แวบแรกที่ได้เห็นตัวรถ หากพูดถึงรูปโฉมก็สามารถพูดได้เลยว่า เจ้า Street Scrambler นั้นค่อนข้างที่จะหล่อเหลาเอาการ ไฟหน้าเดี่ยวทรงกลม ประกอบกับท่อไอเสียคู่ยกสูงพาดขนานไปกับตัวถังที่เป็นเอกลักษณ์ของรถในสไตล์นี้ นอกจากนี้ยังมีอกล่างติดมาให้ด้วยทำให้ดูบึกบึนยิ่งขึ้นไปอีก เครื่องยนต์ที่ให้มาเป็นเครื่อง High Torque 900 ซีซี มาพร้อมเกียร์ 5 สปีด   แบบเดียวกับรถในตระกูล Street รุ่นอื่นๆ โดยเคลมแรงม้ามาที่ 54 ตัว ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดที่ 80 นิวตันเมตร ที่ 2,850 รอบ/นาที ระบบกันสะเทือนที่ให้มาในส่วนของโช้คหน้าเป็น KYB ขนาด 41 มิลลิเมตร ที่มีระยะยุบตัว 120 มิลลิเมตร ซึ่งสามารถเอาไปขี่ลุยทางฝุ่นได้ประมาณนึงเลยทีเดียวครับ ส่วนโช้คหลังที่ให้มาเป็น KYB คู่ พร้อมกับตัวปรับพรีโหลด ระบบเบรคทั้งหน้าและหลังเป็นจานเบรคแบบเดี่ยวพร้อมระบบเบรค ABS คาลิเปอร์ที่ให้มาเป็นของ Nissin แบบลูกสูบคู่ ซึ่งให้สมรรถนะในการเบรคค่อนข้างดี ล้อหน้าขนาด 19” มาพร้อมกับยาง Metzeler Tourance ขนาด 100/90 ส่วนล้อหลังขนาด 17” 150/70 โดยน้ำหนักรถเปล่าอยู่ที่ 206 กิโลกรัม หากเติมน้ำมันเต็มถังขนาดความจุ 12 ลิตร ก็จะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 218 กิโลกรัมเท่านั้นเองครับ สำหรับข้อมูลการแสดงผลต่างๆ ของตัวรถจะถูกแสดงอยู่บนเรือนไมล์เดี่ยว ที่แสดงค่าต่าง อย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น ไฟบอกเกียร์ มาตรวัดระยะทาง 2 ทริป ระยะทางที่วิ่งได้จนน้ำมันหมด  จอแสดงอัตราสิ้นเปลือง  นาฬิกาบอกเวลา  ระบบแทร็คชั่นคอนโทรลที่สามารถเลือกเปิด-ปิดได้ นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่ทาง Triumph แอบใส่มาให้ก็จะเป็นเบาะคนซ้อนที่สามารถถอดออกเป็นแร็คหลังไว้มัดของได้ ซึ่งนับว่าเข้าท่ามากๆ เลยล่ะครับ   ทั้งนี้เจ้า Street Scrambler นั้นมีถึง 3 สีให้เลือกด้วยกัน ได้แก่สีดำ Jet Black และสี Korosi Red/Frozen Silver ในราคา 475,000 บาท และสี Matt Khaki Green ในราคา 481,500 บาทครับ มาถึงในส่วนของการขับขี่ เราได้ขี่เจ้า Street Scrambler นั้นลากยาวตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯ ไปขึ้นเขาใหญ่ผ่านทางจังหวัดนครนายก ผ่านทางคดเคี้ยวบนเขาใหญ่ ไปลงฝั่งจังหวัดนครราชสีมา ก่อนจะแยกตัวจากกลุ่ม Bobber กันที่อ่างเก็บน้ำบ้านสันกำแพง เพื่อไปทดลองขับขี่เจ้า Scrambler บนทางออฟโร้ดกันที่เขาแผงม้าครับ สำหรับเอกลักษณ์เครื่องยนต์ของเจ้า Street Scrambler นั้นให้แรงบิดสูงในรอบต่ำครับ เรียกได้ว่าถ้าหากเผลอไปปิดแทร็คชั่นคอนโทรล แล้วลืมตัวกระแทกคันเร่งหนักๆ แล้วละก็อาจจะมีหน้าลอยให้เหวอเล่นๆ ได้เลยครับ ซึ่งข้อดีตรงนี้ก็เห็นผลตอนที่เราได้ไปขับขี่ในเส้นทางออฟโร้ดบนเขาแผงม้า ที่ต้องไต่ทางลูกรังชันๆ ขึ้นเขากัน โดยตัวเครื่องยนต์เองก็ทำงานได้สมู้ทยิ่งมาประกอบกับคันเร่งไฟฟ้าที่มีมาให้แล้วยิ่งทำให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้นอีกด้วยครับ สำหรับบนถนนดำโดยรวมก็ถือว่าขับขี่ได้อย่างสนุกครับ เรียกว่าต้นจัดปลายจัดเลยทีเดียว ท่านั่งขับขี่ให้ท่านั่งที่หลังตรง หากขับขี่ด้วยความเร็วสูงๆ ก็อาจจะมีเหนื่อยกับลมปะทะสักหน่อย ถ้าได้ชิลด์หน้าสักอัน น่าจะช่วยได้เยอะครับ และสำหรับท่อที่ยกสูงในระดับน่องนั้นมีส่งความร้อนให้รู้สึกระอุบ้างพอเป็นพิธี แต่แลกมากับความหล่อเหลาของมันแล้วละก็บอกได้เลยว่ายอมทนร้อนครับ!   Bonneville Bobber

Clinton บินไปยัง Portimao เพื่อทดสอบเจ้า Fireblade RR และ SP ในรอบสื่อ เขากลับมาพร้อมความประทับใจ และนี่คือเรื่องราวของเขา

Words: Clinton Pienaar        Translate & Edit: Benz         Pics: Honda Press ก่อนที่ผมจะได้ไปขี่รถผมก็พอจะรู้มาว่ามันจะรู้สึกยังไงบ้าง Honda เป็นค่ายรถที่คาดเดาได้ไม่ยากและมักจะเลือกที่จะเอาใจคนส่วนมากแทนที่จะไปสนคนบ้าที่มีอยู่ส่วนน้อยที่มักจะอยากได้อะไรที่มันสุดๆ ตลอด พูดให้เข้าใจง่ายๆ กว่านี้คือ Honda นั้นเลือกวิธีที่จะเดินเกมการตลาดแบบ Toyota นั่นคือทุกคนเลือกที่จะขับมัน แม้มันจะไม่ได้ชนะรายการแข่งต่างๆ มากมาย แต่พยายามที่จะขึ้นโพเดียมให้ได้ทุกๆ ทาง แต่ผมก็ดีใจที่ได้พูดว่าเจ้าโมเดลใหม่คันนี้ของ Honda นั้นทำให้ผมเข้าใจผิดหมดเลย! ขอผมเริ่มจากการพูดว่า ใช้รูปลักษณ์ภายนอกตัดสินรถนั้นเป็นอะไรที่ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย! ในชีวิตจริงแล้วนั้น มันเล็ก หรูหราและน้ำหนักเบา แค่ได้ลองคร่อมมันก็รู้สึกแล้วว่าเบามากๆ และเหมือนกับรถ 600 ซีซีมากกว่ารถตัวพัน แม้แต่เสียงคำรามของท่อเองก็แตกต่างและมันดังมากเมื่อคิดว่ามันเป็นท่อเดิมติดรถ มันมีชุดสีให้เลือดด้วยกัน 3 แบบสำหรับโมเดลสแตนดาร์ดได้แก่ Matt Ballistic, Black Metallic และ Victory Red และนี่คือรถที่เราได้ทดลองขี่ในสนามเป็นครั้งแรก มาพร้อมยางแบบพร้อมขี่ถนนและพร้อมกับควิกชิฟเตอร์แบบสองทาง (อ็อพชั่นเสริม) ซึ่งเป็นของติดรถสำหรับในรุ่น SP ผมมักจะพูดอยู่เสมอว่า คุณไม่จำเป็นจะต้องขี่ให้ครบ 10 แล็ปเพื่อที่จะบอกว่ารถนั้นเข้าโค้งได้ดีหรือว่าควบคุมได้ดีหรอกครับ แค่ขี่ออกไปจากพิทเลน ลองพลิกซ้ายทีขวาทีก็สามารถทำให้คุณประทับใจได้แล้ว จากจุดนั้นมันก็ยอดเยี่ยมแล้ว แล้วเราจะได้ทดสอบรุ่น SP อีกนะครับ ผมได้สิทธิพิเศษในการออกไปดู Freddie Spencer และ Steve Plater เพื่อลองขี่ดูไลน์อยู่สองสามแล็ป และพวกเขาก็เริ่มต้นดันเรา โชคดีที่ผมรู้จักสนามนี้ดีจากการเคยมาขี่ที่นี่อยู่และช่วยให้ผมยื้ออยู่ได้พักนึง พวกเขาบอกผมว่าไม่ควรจะตามจนใกล้เกินไปนักและมีรถคันอื่นๆ ติดอยู่ในรูปด้วย มันเลยกลายเป็นข้ออ้างของผมและผมก็ใช้มันอยู่ตลอด ฮ่าๆ ขอผมเล่าอะไรให้คุณฟังอีกหน่อยเกี่ยวกับการทดสอบในสนามเพื่อที่คุณจะได้มุมมองที่ดีขึ้นขึ้นเกี่ยวกับการควบคุมของรถ สนาม Portmao นั้นยาวเกือบๆ 5 กม.และเป็นสนามที่ลุ่มๆ ดอนๆ มากที่สุดในโลกพร้อมกับทางขึ้นเนินอับสายตา มันมีโค้งหักศอกจำนวนนึงและโค้งที่ทำความเร็วได้อีกจำนวนนึง ทั้งหมดเป็นโค้งที่เป็นสันเป็นเนิน และโค้งขวาความเร็วสูงที่ต้องใช้ความกล้าอย่างมากซึ่งเริ่มต้นจากโค้งหลังเต่า พุ่งลงเนินและพอคุณเริ่มได้การยึดเกาะจากการที่คุณแตะกับยอด คุณก็เปลี่ยนเข้าเกียร์ 6 เพื่อเข้าสู่ทางตรงจุดเริ่มและเส้นชัย จากตรงนั้นต้องหมอบหลังแฟริ่งเล็กๆ ผมเห็นเลขบนเรือนไมล์ไปแตะที่ 290 กม./ชม.อยู่แว่บนึง และนั่นก็เป็นช่วงสุดท้ายของวันแล้ว คุณมีจุดเบรคลงเนินเพื่อใช้เกียร์ 3 เข้าโค้งขวา แต่ไม่มีครั้งใดเลยที่ผมรู้สึกว่าผมเบรคได้ลึกมากพอ มันคือแทร็คที่ต้องใช้รถที่เซ็ตมาได้อย่างเหมาะสมเพื่อทำให้คุณรู้สึกมั่นใจ และทั้งสองคันนี้ก็ทำได้ดี มันจะน่าสนใจมากถ้าเราได้เห็นราคาจริงๆ ของมัน ซึ่งตอนนี้ก็ยังฟันธงไม่ได้ แต่มีข่าวลือว่าจะอยู่ที่ราวๆ 650,000 บาท สำหรับรุ่นธรรมดาซึ่งจะไม่มีควิกชิฟเตอร์ และสำหรับรุ่น SP นั้นไม่น่าเกิน 800,000 บาท อย่าริขี่รถออกจากศูนย์ไปเลยถ้าคุณไม่ได้ซื้อเจ้าควิกชิฟเตอร์มาด้วย มันดีมากๆ มันคือมาตรฐานใหม่และคุณจะสามารถปรับแต่งมันได้ถึง 3 ค่าเพื่อกำหนดว่าจะต้องกดคันเกียร์ลงมากขนาดไหนเพื่อที่จะเปลี่ยนเกียร์ขึ้นหรือลง บลิพคันเร่งพร้อมกับเชนจ์เกียร์ลงนั้นเยี่ยมมากๆ ไม่ช้ารถทุกคันจะต้องมีอย่างแน่นอน พอเบรคเพื่อเข้าโค้ง คุณก็แค่ตั้งสมาธิพยายามไม่ให้ล้อหน้าล็อกก็พอ โอ๊ะ ไม่ต้องสิ คุณมีระบบ IMU 3 แกนที่จะคอยช่วยคุณโดยมันจะทำงานร่วมกับ ABS ดังนั้นคุณก็แค่นั่งอยู่ตรงนั้นและผ่อนคลายแล้วเปลี่ยนเกียร์ลง เพราะรอบของเครื่องยนต์จะเท่ากับความเร็วเอง ไม่พอมันยังมีสลิปเปอร์คลัทช์ที่คอยช่วยคุณเวลาคุณเชนจ์เกียร์ลงเร็วเกินไป ประเด็นคือผมพยายามที่จะบอกว่ามันช่วยพัฒนาทักษะการขับขี่ของคนธรรมดาได้อย่างรวดเร็ว แต่อย่าทำผิดพลาดเพราะคุณยังต้องใช้ทั้งสองมือในการควบคุมมัน เพราะมันก็ยังเป็นจรวดทางเรียบอยู่ดี นี่มันคือรถใหม่หมดทั้งคันก็ว่าได้ เพราะว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของชิ้นส่วนหลักๆ นั้นเป็นของใหม่ ขณะที่ CBR ยังคงใช้เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซี แต่มีการปรับปรุงและเคลมมาว่ามีแรงม้าเพิ่มมากขึ้น 11 แรงม้า พร้อมกับเพดานรอบสูงสุดเพิ่มขึ้น 750 รอบจากเดิม 13,000 รอบ โดยคาดเดาตัวเลขว่าจะอยู่ที่ราวๆ 190 แรงม้า แรงบิดที่รอบต่ำเองก็เพิ่มขึ้นเพื่อให้ใช้งานในท้องถนนได้ดีขึ้น และไม่ว่าคนไหนก็จะต้องชอบที่ได้ขี่มันที่มีสลิปเปอร์คลัทช์ที่ปรับปรุงใหม่ช่วยให้คลัทช์เบาขึ้น 17% ตัวเลขของแรงบิดใกล้เคียงกับโมเดลเดิม แต่มาเร็วขึ้นโดยมีแรงบิดสูงสุดที่ 11,000 รอบ วาล์วไอเสียช่วยในเรื่องนี้ทำให้รู้สึกถึงแรงชกได้ง่ายขึ้น อัตราส่วนการอัดเพิ่มขึ้น 0.7 กลายเป็น 13.0:1 Honda ไม่ได้กำลังแข่งกับรถทรงพลังทั้งหลายที่อยู่ในท้องตลาด แต่กลับมุ่งหน้าเดินตามทางของตัวเองซึ่งทำให้รถนั้นมีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นถึง 14% เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม แต่ถ้าเทียบกับ CBR900RR ที่เป็นต้นตระกูลจริงๆ นั้นจะเพิ่มมากขึ้นถึง 65% เลยทีเดียว นี่ยังเป็นรถ 4 สูบคันแรกของ Honda ที่ใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า น้ำหนักที่ลดลงมาจากการปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนหลายๆ ชิ้นในเครื่องยนต์และแชสซี ทำให้น้ำหนักรถลงมาเหลือ 195 กก. ส่วนใน SP จะมีถังน้ำมันไทเทเนียมเป็นเจ้าแรกในโลกซึ่งช่วยลดน้ำหนักได้ 1.3 กก.เมื่อเทียบกับโมเดลปกติ น่าสนใจมากที่น้ำหนักของรถลดลงจนทำให้รถนั้นรู้สึกเบาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในรุ่น SP จะมาพร้อมกับแบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออนซึ่งเบากว่า

Top speed Suzuki GSX-S750 กันดีกว่าได้เท่าไร

Top speed Suzuki GSX-S750 กันดีกว่า Suzuki GSX-S750 on Dyno by SuperBike Magazine Thailand ทดสอบจริงจับ Suzuki GSX-S750 ขึ้นไดโนให้รู้กันไปเลย แรงจริงเปล่าเปิดคลิปดูเดี๋ยวรู้เลย ชมชัดๆ ได้ที่ https://youtu.be/QH6g-YnkwAQ ติดตามการทดสอบฉบับเต็มได้ใน SuperBike Magazine ฉบับที่ 61 เร็วๆ นี้ ————————————————————- ขอบคุณร้าน Raceline Superbike Studio ที่เอื้อเฟื้อไดโนสำหรับการทดสอบ https://www.facebook.com/raceline.superbike.studio/ #Suzuki #SuzukiStarMotorWorld #SuperBike #SuperBikeMagazine #NakedBike อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้  ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

รีวิว ทดสอบ Triumph Street Triple RX  เติมเต็มระหว่างเครื่องยนต์แบบ 2 สูบ และเครื่องยนต์แบบ 4 สูบ

มีโอกาสไม่มากมายเท่าไหร่นักที่จะมีรถรุ่นพิเศษและผลิตขึ้นมาจำนวนไม่มาก ถูกตัดออกมาเป็นรถให้สื่ออย่างเราได้ทดสอบ บางครั้งอาจจะได้ลองคร่อมลองขี่ไม่มากนัก หรือบางครั้งอาจจะต้องไปหายืมรถจากลูกค้าที่ซื้อมาเพื่อจะได้ทดสอบให้ผู้อ่านของเราได้เข้าใจว่าทำไมมันถึงพิเศษ และครั้งนี้เราก็ได้รับโอกาสนั้นอีกครั้ง เราได้ทดสอบเจ้า Triumph Street Triple RX กันแบบเน้นๆ ในแบบที่มีไม่บ่อยนัก เพราะงั้นไม่ควรพลาด รีบพลิกไปอ่านได้เลยครับ Word: Kavewat Aksornpim                   Edit: Benz                        Pics: Man ก็อย่างที่บอกไปนั่นล่ะครับว่ารถรุ่นพิเศษ โอกาสที่จะได้ทดสอบแบบจัดเต็มนั้นก็ย่อมจะหาได้ยากตามไปด้วย และครั้งนี้เราก็มีโอกาสนั้น ก่อนอื่นก็คงต้องขอเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่าง เพื่อให้ได้รู้กันชัดๆ ว่าทำไม Triumph Street Triple Rx ถึงได้เป็นรุ่นพิเศษจำนวนจำกัด (แว่วๆ มาว่าในไทยมี 77 คัน พอดีกับจำนวนจังหวัดในไทยเลย) มันแตกต่างจาก Street Triple R มากน้อยเพียงไร แล้วคุ้มมั้ยกับการที่จะซื้อมันกับราคาที่แพงกว่ารุ่นธรรมดาอยู่ 20,000 บาท และอีกคำตอบนึงที่น่าจะโดนใจหลายๆ คนคือ มันควรค่ากับคนที่กำลังหาซื้อเน็กเก็ตไบค์ระดับกลางสักคันนึงมั้ย มันเจ๋งจริงหรือแค่คำอวยจากคนอังกฤษ เดี๋ยวรู้เลยครับ   สิ่งที่เจ้า Rx นั้นมีมากกว่าก็คือของตกแต่งหรืออ็อพชั่นเพิ่มเติม โดยพวกของตกแต่งก็จะมีชิลด์ขนาดเล็กที่ด้านหน้า อกล่าง ครอบเบาะท้ายหรือตูดมด เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีของเสริมสมรรถนะที่ถือว่าเป็นไฮไลท์เลยกับควิกชิฟเตอร์ (เป็นขาขึ้นทางเดียว) ช่วยให้เข้าเกียร์ได้ราบลื่นไม่ต้องกำคลัทช์ ระบบกันสะเทือนที่สามารถปรับค่าต่างๆ ได้ นอกจากนี้ยังมีระบบอำนวยความสะดวกอย่าง กันขโมย ชิฟต์ไลท์ที่สามารถตั้งค่ารอบเครื่องยนต์ที่เหมาะสมกับตัวเราเวลาเปลี่ยนเกียร์ได้อีกด้วยครับ ซึ่งที่กล่าวมานี่น่ะครับตัว R ธรรมดานั้นจะไม่มีฟังก์ชั่นต่างๆ เหล่านี้ แล้วลองถามใจตัวเองดูสิครับว่า ของที่ได้เพิ่มมามากขนาดนี้เนี่ยกับเงินที่จ่ายเพิ่มอีก 20,000 นั้นมันคุ้มมั้ย สำหรับผมบอกเลยนะ 20,000 ที่ต้องจ่ายเพิ่มน่ะ มันก็คืออีกแค่นิดเดียว ก็คุ้มซะขนาดนี้ มีควิกชิฟเตอร์กับโช้คก็คุ้มแล้วครับ เพราะสองอย่างนี้ทำให้มันเป็นเหมือนรถคนละคันเลยล่ะครับ และก็แน่นอนว่าของตกแต่งที่เพิ่มเข้ามาเนี่ยก็ช่วยเสริมความหล่อ ความสปอร์ตให้กับตัวรถมากขึ้น ช่วยให้ดูเป็นเน็กเก็ตสปอร์ตที่ดูเด่นสะดุดตา ไม่ซ้ำแบบใคร ทั้งยังปราดเปรียวด้วยเส้นสายที่เฉียบคมมากขึ้นอีกด้วย ถ้าหากคุณมองมาทางค่ายรถแดนผู้ดีค่ายนี้อยู่ตัดสินใจได้ง่ายมากเลยล่ะครับ ไม่ต้องอ่านต่อก็ได้ แต่ถ้าท่านยังลังเล ยังตัดสินใจไม่ได้เพราะว่ามองค่ายอื่นเอาไว้ด้วย ก็อ่านต่อได้เลยครับ รูปโฉม เจ้า Street Triple Rx คันที่เราได้มาทดสอบนั้นคือเป็นสีแดงสลับเงินด้าน หรือสี Diablo Red / Matt Aluminium Silver ซึ่งดูโดดเด่นและหล่อเหลามากๆ ด้วยซับเฟรมท้ายและล้อ 5 ก้านสีแดงตัดกับสีเงินแบบด้านของถังน้ำมันและบังโคลนหน้าให้เห็นได้ชัดเจน บวกกับไฟคู่หน้าที่โดดเด่นเหมือนตาของตั๊กแตนก็ยิ่งทำให้มันมีเอกลักษณ์ แน่นอนว่าหากไม่ชอบใจ ก็ยังมีอีกชุดสีให้เลือกคือสีดำเจ็ทแบล็ค ชื่อเหมือนสี iPhone 7 เลยล่ะครับ แน่นอนว่าจุดเด่นก็ยังคงเป็นสีแดงของชิ้นส่วนต่างๆ ตัดกับสีดำเงาของตัวรถเช่นกันครับ เรียกได้ว่าหล่อแบบดุดัน แต่สีเงินก็จะเป็นหล่อแบบเรียบหรู ขอเสริมอีกสักนิดว่าเจ้า Street Triple Rx เนี่ยก็ได้แรงบันดาลใจมาจากรุ่นพี่ของมันหรือก็คือเจ้า Daytona 675 R ที่เคยได้ชื่อว่าเป็นสปอร์ตไบค์ระดับกลางที่ยอดเยี่ยมอีกคันนึง ดังนั้นจะเห็นได้ว่ามันมีส่วนคล้ายคลึงกันอยู่ค่อนข้างมากเลยล่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นเฟรม ถังน้ำมัน สวิงอาร์ม ท้ายรถ ท่อไอเสีย เป็นต้น เรือนไมล์ของรถนั้นเป็นแบบผสมกึ่งอนาล็อกกึ่งดิจิตอล โฉมเฉี่ยวเข้ากับตัวรถ ตัววัดรอบเป็นแบบอนาล็อก ส่วนความเร็วจะอยู่ในฝั่งดิจิตอล นอกจากนี้ยังบอกข้อมูลต่างๆ ได้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำมันเชื้อเพลิง ตำแหน่งเกียร์ ระยะทางทริป 1 ทริป 2 อัตราการสิ้นเปลือง และอื่นๆ อีก นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนค่าต่างๆ เช่น เปิดปิด ABS ตั้งชิฟต์ไลท์เองก็ทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด สำหรับผมแล้ว ผมว่ามันค่อนข้างลงตัวเลยล่ะครับในเรื่องของรูปลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว ยากหาใครเหมือน ขี่ไปไหนมีคนเหลียวมองแน่นอน ถึงแม้ว่าผมอยากจะเปลี่ยนท่อของมันหน่อยก็เถอะ ไม่ใช่ว่าไม่สวยนะท่อเดิม แต่ผมอยากได้สุ้มเสียงและความแรงที่จะเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนท่อครับ แต่เรื่องหน้าตานี่บังคับให้คนชอบไม่ได้ทุกคนหรอกครับ เรื่องแบบนี้นานาจิตตังจริงๆ ครับ แต่ผมว่าโดยรวมๆ แล้วมีสเน่ห์จริงๆ นะเออ พละกำลัง             ในเรื่องของพละกำลังก็เป็นอีกจุดนึงที่ทางค่ายรถเมืองผู้ดีค่ายนี้ทำออกมาได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวยากจะหาใดเปรียบ เนื่องด้วยขุมกำลังนั้นของเจ้า Street Triple Rx นั้นรีดเร้นออกมาจากเครื่องยนต์ที่มีเอกลักษณ์มีเพียงไม่กี่ค่ายเท่านั้นที่เดินทางนี้ นั้นคือเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 675 ซีซี ซึ่งในตอนนี้มีเพียง 3 ค่ายเท่านั้นที่ใช้เครื่องยนต์ 3 สูบกับระดับมิดเดิ้ลเวทหรือระดับกลาง หนึ่งคือค่ายที่ผมเขียนอยู่นี่ล่ะครับ อีก 2 คือ ค่ายส้อมเสียงจากแดนปลาดิบอย่าง Yamaha ที่มีเจ้า MT-09 เน็กเก็ตไบค์ที่ใช้เครื่องแบบ 3 สูบ และอีกค่ายก็มาจากเมืองพิซซ่าที่โดดเด่นด้วยรถที่สวยงามดั่งศิลปะอย่าง

รีวิว ทดสอบ HUSQVARNA TE300/2T & FE450/4T

และแล้วการเทสต์ทางฝุ่นหรือการทดสอบแนวเอ็นดูโร่ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง โดยในครั้งนี้เราได้เดินทางไปที่พัทยาเพื่อที่เราจะได้ไปเจอกับเจ้า Husqvarna มอเตอร์ไบค์สัญชาติสวีเดน ณ Husqvarna Motorcycle Thailand (พัทยาใต้)             หลายๆ คนถ้าได้ติดตามเรื่องราวในวงการมอเตอร์ไบค์มาตลอดน่าจะเคยได้ยินชื่อแบรนด์ Husqvarna มาบ้าง ทั้งนี้ Husqvarna นั้นเข้ามาในเมืองไทยมาได้ระยะนึงแล้ว แต่อาจจะไม่แพร่หลายเหมือนแบรนด์อื่นๆ สักเท่าไหร่ แม้ว่าที่ต่างประเทศแบรนด์นี้นั้นค่อนข้างจะโด่งดังก็ตาม และหลังจากที่ Husqvarna เริ่มรุกตลาดเมืองไทยแบบเงียบๆ จนกระทั่งตอนนี้ Husqvarna ได้ตัวแทนจำหน่ายพร้อมทั้งบริการเซอร์วิสต์ในไทยอย่างเป็นทางการแล้ว  ทาง SuperBike ก็ย่อมไม่พลาดโอกาสที่จะไปทดลองขับขี่ Husqvarna มอเตอร์ไบค์สัญชาติสวีเดนที่มีชื่อเสียงในเรื่องของทางฝุ่นมาเนิ่นนานสักที หากคุณเป็นสายฝุ่นและอดใจรอไม่ไหวแล้วก็รีบอ่านย่อหน้าต่อไปให้ไวเลย (แม้คุณจะเป็นสายทางเรียบอ่านไว้ก็ได้ Husqvarna มีรถซูเปอร์โมโตตัวแรงๆ ให้เลือกเช่นกัน หากเรามีโอกาสก็จะไปทดสอบมันให้ได้เช่นกัน ติดตามเราต่อไปได้เลย)   โมเดลที่เราจะทำการเทสต์ในวันนี้คือเจ้า Husqvarna TE300 และ FE450 แน่นอนว่าทั้ง 2 รุ่นนี้เป็นเอ็นดูโรไบค์จ๋าทั้งคู่ ทั้งนี้ทั้งสองรหัสนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องของเครื่องยนต์ที่เป็นแบบ 2 จังหวะและ 4 จังหวะตามลำดับ (ตัว T ในชื่อรหัสสื่อถึง Two Stroke หรือ 2 จังหวะ ส่วนตัว F ในชื่อสื่อถึง Four Stroke หรือ 4 จังหวะนั่นเอง) ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ โดยรวมนั้นแทบจะไม่แตกต่างกันเลย ในส่วนของความแรงของเจ้าเครื่องยนต์ 2 ตัวนี้ ดูที่ตัวเลขซีซีนั้นออกจะต่างกันเยอะพอสมควร แต่แรงม้าที่ผลิตออกมาได้นั้นกลับแทบไม่ต่างกันเลยเจ้า TE300 มีแรงม้าอยู่ที่ 54 ตัวส่วนเจ้า FE450 มีแรงม้าอยู่ที่ 53 ตัว แต่เจ้า FE จะเสียเปรียบเรื่องน้ำหนักตัวที่หนักกว่า TE300 อยู่ 8.4 กก. ซึ่งน้ำหนักตัวของ TE300 อยู่ที่ 104.4 กก. เท่านั้น ส่วน FE450 อยู่ที่ 112.8 กก. อย่างไรก็ดีถือว่าทั้ง 2 รุ่นก็ยังมีน้ำหนักที่เบามากๆ อยู่ดีครับ สิ่งที่โดนใจผมสุดๆ คือทั้งสองคันนี้มันมีระบบสตาร์ทไฟฟ้าด้วย ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงถูกใจหรอครับ? ก็เพราะส่วนมากรถทรงวิบากจะเป็นระบบสตาร์ทเท้า หรือกระแทกด้วยเท้านั่นเอง นอกจากนี้ทั้ง 2 รุ่นนี้ ยังมีขาตั้งข้างติดตัวมาตั้งแต่เกิดเลยนะครับ สถานที่ในการเทสต์ก็คือ หลังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา โดยเส้นทางเข้า-ออกก่อนไปถึงบริเวณที่เราจะเก็บภาพกันเป็นหลักนั้น เส้นทางจะเป็นดินแดงหินอัด การเดินทางไม่มีปัญหาอะไรถือว่าสบายเอามากๆ ด้วยระบบช่วงล่างจากค่าย WP เหมือนอย่างค่ายสีส้มที่มีมาให้ค่อนข้างดีถึงดีมาก รวมไปถึงยางติดรถและระบบเบรค ส่วนพื้นผิวสถานที่เทสต์และเก็บภาพงามๆ จะเป็นดินปนทรายละเอียด หน้าแคบ โค้งแคบ และมีต้นหญ้าขึ้นสูงมาก (ท่วมหัวเลยล่ะ) สูงจนไม่สามารถมองเห็นทางที่อยู่ถัดจากโค้งต่อไปได้เลย ทีมงาน SuperBike เองก็เพิ่มจะเคยไปกันเป็นครั้งแรกด้วย บางช็อตบางช่วงเล่นเอาช่างภาพเรากระโดดหลบรถแทบไม่ทันกันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเส้นทางโหดและทุลักทุเลไม่เบาเลยล่ะครับ แม้แต่เทสต์ไรเดอร์เองก็เช่นกันครับ ยัดมาในโค้งขาส่งคันเร่งออกจากโค้ง เท้าก็ต้องยันพื้น มือก็ต้องคอบประคอง คันเร่งก็ต้องเลี้ยง ล้อหลังก็กำลังฟรี ท้ายก็กำลังออกข้าง สายตาไปเห็นจุดดำๆ ปลายโค้ง แล้วก็ต้องร้อง…เฮ้ย!!! หลบ หลบไปเร็ว มาดูความแตกต่างกันระหว่าง TE300 และ FE450 กันครับ หากว่ามองภาพรวมที่จอดคู่กัน แทบจะไม่แตกต่างกัน ที่จะเห็นเด่นชัดคือ ท่อไอเสียและหน้าตาของเครื่องยนต์ เรื่องเครื่องยนต์นั้นบอกเลยครับว่าคนละเรื่องกันเลย มาทำความเข้าใจกันก่อนแบบกระชับกันนิด เริ่มด้วยอักษรที่ลงท้ายด้วย 2T / 4T คือ เครื่องยนต์ 2 จังหวะ และ 4 จังหวะ เครื่องยนต์ 2 จังหวะ เป็นเครื่องยนต์แบบง่ายๆ การทำงานและชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ไม่ซับซ้อนเหมือนของเครื่องยนต์ 4 จังหวะ การนำไอดีเข้าและปล่อยไอเสียที่เกิดจากการเผาไหม้ทำได้ด้วยการเปิดและปิดของลูกสูบเพียง 2 จังหวะเท่านั้น จึงไม่มีกลไกปิดและเปิดทางเดินไอดีไอเสียเข้ามาเกี่ยว ส่วนเครื่องยนต์ 4 จังหวะ มีการทำงานออกเป็น 4 จังหวะ คือ จังหวะดูด จังหวะอัด จังหวะระเบิด และจังหวะคาย ในการทำงานทั้ง 4 จังหวะของลูกสูบเท่ากับการหมุนของเพลาข้อเหวี่ยง 2 รอบ ต่อการจุดระเบิด

รีวิว ทดสอบ BMW S1000R เน็กเก็ตไบค์ตัวพัน ม้ามืดนอกสายตา!!

เทสไรเดอร์ตัววพ่อ กับ Sport Naked ตัวพ่อมากับการรีวิว ทดสอบ BMW S1000R ที่สนามไทยแลนด์ เซอร์กิต นครชัยศรี โดย SuperBike Team นำการทดสอบโดย Benz Racing Don’t underestimate me!! ฆ่าได้หยามไม่ได้ BMW S1000R เน็กเก็ตไบค์ตัวพัน ม้ามืดนอกสายตาที่คุณไม่ควรมองข้าม ท่านผู้อ่านหลายคนเปิดมาเจอคอลัมน์นี้ก็คงนึกในใจว่า “ไรว้า รถเก่าปีที่แล้วทำไมยังจะเอามาเทสต์อีก” แล้วอาจจะเปิดข้ามไป แต่ผมบอกก่อนเลยเรามีเหตุผลมากมายเลยล่ะครับ จริงๆ แล้วเราเคยพิมพ์บททดสอบของมันในรูปแบบของคอลัมน์ลองขี่หรือ First Ride ไปแล้วในฉบับที่ 23 นู้นเลยล่ะครับ ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นการทดสอบที่ต่างประเทศและไม่ได้จัดเต็มแบบที่ควรจะเป็นอย่างที่ SuperBike ในไทยแล้วทำกัน ถ้าถามว่าทำไมแล้วไม่ทดสอบตั้งแต่มันมาไทยใหม่ๆ ก็ต้องตอบเลยว่าคิวยาวซะเหลือเกิน แถมเจ้าฉลามชีเปลือยคันนี้นี่กว่าจะมาไทยได้ก็ช้าจนเราทนไม่ไหวชิงทดสอบเน็กเก็ตไบค์ในคลาสพันซีซีไปซะก่อนแล้วเนี่ยสิ เราก็เลยต้องมาหาคิวว่างเพื่อที่จะทดสอบ และก็เราก็ได้เป็นเล่มที่ท่านกำลังถืออยู่ในมือเนี่ยแหละครับ เรียกได้ว่าถึงจะมาช้า แต่ก็มาเต็มนะพี่น้อง เหมาะสำหรับท่านที่ยังตัดสินใจไม่ได้สักทีว่าเน็กเก็ตไบค์คันไหนคือตัวตนของคุณ อ่านบทความนี้แล้วคุณอาจจะหลงรักมันก็เป็นได้ ต้นกำเนิด BMW S 1000 R นั้นเป็นเน็กเก็ตโร้ดสเตอร์ของทางค่ายใบพัดสีฟ้าที่มีพื้นฐานมาจากเจ้า BMW S 1000 RR ฉลามสายพันธุ์แรง สปอร์ตไบค์ตัวพันตัวหลักของทางค่าย ด้านหน้าตาก็มีความละม้ายคลายคลึงกันค่อนข้างมาก จุดเด่นคือไฟหน้าแบบไม่สมมาตรหรือที่มักจะเรียกกันแบบบ้านๆ ว่าตาเหล่ ซึ่งเป็นสไตล์แบบนึงของทางค่าย BMW แต่ครั้นจะให้เรียกว่าแฝดคนละฝาเลยก็ไม่ได้ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดต่างๆ มากมายเลยทีเดียว ที่เห็นชัดๆ จะๆ ก็มีไฟหน้า ท่อไอเสีย แฮนด์บาร์ และแฟริ่ง แต่ก็ยังมีหลายๆ จุด ที่เปลี่ยนแปลงไป จะมีก็แต่เครื่องยนต์ที่เอาเครื่องยนต์ของเจ้า BMW S 1000 RR มาใช้ แต่ก็ถูกเปลี่ยนแปลงปรับจูนไปมากพอสมควรเลย โดยส่วนตัวผมว่ามันแปลกๆ จะพูดว่าสวยก็ไม่เชิง แต่จะว่าหล่อก็แปลกๆ จะเท่ก็พูดได้ไม่เต็มปาก ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องรูปร่างหน้าตาผมว่าแล้วแต่คนชอบซะมากกว่า แต่รถไม่หล่อก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่แรงไปด้วยสักหน่อยเนอะ ว่างั้นมั้ยครับ ขนาดคนยังมีบอกเลยว่า อย่าเอาแต่ชอบคนที่หน้าตาเลยครับ ในเรื่องของเครื่องยนต์ที่ได้นำเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 999 ซีซีของเจ้า RR มาใช้ อย่างไรก็ตามมันก็มีการปรับเปลี่ยนในเรื่องของสมรรถนะในช่วงย่านความเร็วรอบต่ำถึงกลางให้เหมาะสมกับการเป็นรถเน็กเก็ต หรือโร้ดสเตอร์ที่เน้นการใช้งานในชีวิตประจำวันและการขับขี่แบบสปอร์ตบนถนนโล่งๆ ด้วยการเพิ่มแรงม้าและทอร์คให้มีมากขึ้น แต่มีการปรับลดความเร็วรอบสูงสุดลงมาประมาณ 2,000 รอบ แม้ว่าเจ้า S 1000 R นั้นถูกปรับลดแรงม้าลงมาเป็น 160 ม้าที่ 11,000 รอบก็ตามแต่กลับมีแรงบิดสูงสุดที่ 83 ปอนด์ฟุตที่ 9,250 รอบซึ่งมากกว่าแรงบิดของเจ้า S 1000 RR อยู่เกือบๆ 7 ปอนด์ฟุต ช่วยให้รอบต่ำนั้นมาเร็วมาแรงมากกว่า ส่วนน้ำหนักรถอยู่ที่ 207 กก.รวมน้ำมันเต็มถัง ซึ่งก็ไม่ได้ถือว่าหนักมากมายอะไรนักสำหรับรถตัวพัน เรียกได้ว่าสืบสายเลือดความแรงมาเช่นกัน แต่มาต่างกันที่ลักษณะหน้าตา นิสัยและสไตล์เท่านั้นเอง เจ้าฉลามสีแดงคันที่เห็นอยู่นี้คือ BMW S 1000 R สแตนด์ดาร์ดแพ็กเก็จ (Standard Package) ในไทยจะมีจำหน่ายแค่สแตนด์ดาร์ดแพ็กเกจอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งแพ็กเก็จนี้จะมีลูกเล่นน้อยกว่ารุ่นอื่นๆ คือจะไม่มีระบบ Dynamic Damping Control หรือ DDC หรือที่เรานิยมเรียกกันว่าโช้คปรับไฟฟ้า ฮีทกริ๊ปหรืออุ่นมือ ครูซคอนโทรลและอกไก่ อย่างในแพ็กเก็จอื่นๆ ที่วางขายในต่างประเทศ แต่เดี๋ยวก่อนอย่าเพิ่งคิดว่ามันจะหน่อมเพราะโดนลดทอนลูกเล่นบางอย่างไป แต่ไม่ว่าจะยังไงลูกเล่นสำคัญอย่างโหมดการขับขี่ที่มีให้เลือก 2 โหมดนั้นคือ โหมด Rain และโหมด Road ที่มีไว้ให้ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาพถนนและอากาศ ระบบเบรค ABS แบบ Race ABS และระบบ Automatic Stability Control หรือ ASC หรือระบบควบคุมความเสถียรของรถซึ่งก็จะช่วยในการเร่งความเร็วบนถนนที่มีการยึดเกาะน้อยได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งสำคัญต่อการขับขี่อย่างปลอดภัยก็ยังมีอยู่ครบถ้วนครับ นอกจากนี้ก็มีกันสะบัดติดตั้งมาให้ด้วยเลย ผมเอาหัวผมนี่เป็นประกันเลยว่าถึงไม่มีลูกเล่นที่หายไปก็แทบจะไม่มีผลอะไรมากนัก เรียกได้ว่าอย่าดูถูกเจ้า S 1000 R เด็ดขาด *ทั้งนี้ในโหมด Rain รถจะถูกตัดกำลังลงให้เหลือเพียงแค่ 136 ม้า ส่วนแรงบิดจะเหลือแค่เพียง 77 ปอนด์ฟุตเท่านั้น อย่าหยามกัน หลังจากที่ได้ลงเอามันไปหวดในแทร็กที่ร้อนระอุด้วยแสงแดดหน้าร้อนเมืองไทยเพื่อที่จะได้สัมผัสกับสมรรถนะและฟีลลิ่งในการขับขี่อยู่พักใหญ่ พอเริ่มจับจังหวะจะโคนและฟีลลิ่งของรถได้พอสมควรก็เริ่มการถ่ายภาพมาลงให้ท่านได้ชมว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง ผมรู้สึกว่าเจ้า S 1000 R คันนี้เนี่ยมีเครื่องยนต์ที่ใช้งานได้ดีเลยล่ะ

Yamaha R1 VS Nissan GTR มันแรงกว่ารถผมจริงๆ เหรอครับ?

  Yamaha R1 VS Nissan GTR มันแรงกว่ารถผมจริงๆ เหรอครับ? เราทุกคนต่างก็รู้กันอยู่ว่ามอเตอร์ไบค์เดิมๆ ไม่แต่งอะไรเนี่ยเร็วกว่ารถยนต์เวลาอยู่ในแทร็กเสมอ ไม่ว่าจะรถคันไหนก็ตาม แต่หากว่าเราโมรถสักนิดหน่อยล่ะจะเป็นยังไงกัน? Marius Knoesen นักแข่งชื่อดังในโลกมอเตอร์สปอร์ตของแอฟริกาใต้ ซึ่งเคยแข่งกับ R1 ของผมเมื่อปีที่แล้วที่ Midvaal เขาไม่ยอมแพ้ง่ายๆ และสาบานว่าจะต้องล้างอายให้ได้ เขานำรถยนต์แบบเดิมๆ ของเขามาแข่งกับผมอีกครั้งโดยครั้งนี้เขานำมันไปแต่งเพิ่มเติมนิดหน่อยและเขาก็หวังว่าเขาจะเร็วกว่าเดิม 5 วินาที หากว่าสนามนั้นปกติใช้เวลา 1 นาที นั่นหมายความสนาม Red Star ที่ใช้เวลาขี่ครบแล็ปราวๆ 2 นาที รถคันนี้ก็น่าจะเร็วขึ้นราวๆ 10 วินาทีเมื่อเทียบกับรถเดิมๆ ซึ่งผมจะบอกให้ว่าถือว่าเร็วกว่าเดิมมากๆ เลยล่ะครับ อย่างแรกเลยที่เขาทำคือโยนยางติดรถทิ้งไป และเลือกใช้ล้อที่ใหญ่ถึง 20 นิ้วพร้อมกับยางกึ่งสลิกขนาด 315 และ 285 ของทาง TOYO แค่เพียงเรื่องนี้อย่างเดียวก็ช่วยลดเวลาลงได้หลายวินาทีแล้ว จากนั้นยัดระบบกันสะเทือน White Line จากออสเครเลียเข้าไปซึ่งลงตัวกับรถแข่งเครื่อง V8 คันนี้เป็นอย่างดี เครื่องยนต์เองก็ไม่ได้ปล่อยทิ้งไว้เดิมๆ แต่มีการปรับแต่งระบบการจ่ายน้ำมัน หัวฉีดและไอดีโดยใช้อะไหล่ของ COBB ที่ผลิตจากอเมริกา บนไดโน่นั้นรถคันนี้ขับแรงม้ามาที่ล้อได้มากถึง 536 ม้าเลยทีเดียว! ดังนั้นเพื่อเป็นการให้เกียรติฝ่ายตรงข้ามเราเลยเดินทางไป Yamaha South Africa เพื่อขอเจ้า R1 ตัวใหม่มาแต่ไม่ถึงกับต้องเป็น R1M โดยเราเปลี่ยนยางเดิมออกมาใช้ Racetec จาก Metzeler ที่มีคอมปาวด์แบบกึ่งสลิกแทน นอกจากนี้ยังเปลี่ยนตัวขับจากผมเป็นคนหนุ่มกว่าและขี่ได้เร็วกว่า แต่ก็ยังเป็นทีมงานเราซึ่งก็คือ Gareth Davidson ผู้ที่เป็นผู้นำในรายการแข่ง Twins Championship อยู่ในตอนนี้ งานนี้เรามีผู้ชมมาเป็นสักขีพยานที่ Red Star จำนวนมากและเหตุผลว่าทำไมเราถึงได้เลือกสนาม Red Star คำตอบคือสนามนี้น่าจะเหมาะกับรถยนต์มากกว่า เพราะว่าต้องใช้เบรคมาก และยังมีโค้ง 180 องศาอีกด้วย ทุกคนต่างเชื่อว่า 2 ล้อจะมีชัย แต่ผมไม่มีวันสละสิทธิ์! ทั้งสองฝ่ายต่างวอร์มยางกันคนละหลายแล็ป และตกลงกันในเรื่องของความปลอดภัยว่าใครก็ตามที่นำห่างออกไป 100 เมตรและกำลังเข้าโค้งอยู่จะต้องปล่อยให้คนที่นำประคองไลน์เอาไว้ กล่าวคือจะไม่มีการเสียบกันแย่งตำแหน่ง แทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าทันทีที่ธงสะบัดลงเจ้า GTR ที่เปิดโหมดช่วยออกตัวก็พุ่งฉิวออกไปทันที การออกตัวที่เกรี้ยวกราดนั้นทำเอาผมตกตะลึงพอสมควร และมันก็ดูเหมือนกับลูกอมที่ด้านในเป็นหมากฝรั่งที่หมุนฟรีก่อนที่จะหาแรงยึดเกาะได้ เมื่อนำมอเตอร์ไบค์มาเทียบกับรถยนต์แล้วผมรู้สึกว่ามอเตอร์ไบค์ออกตัวได้ดูดีกว่ามาก พวกเขาออกได้โค้งแรกและโค้ง 2 ก่อน โดยเจ้า GTR ได้ไลน์ก่อนและมอเตอร์ไบค์อย่าง R1 ต้องตามหลังเพราะว่าไม่มีวิธีใดที่ Gareth ของเราจะสามารถแซงผ่านไปได้อย่างปลอดภัย จนกระทั้งเขาสบโอกาสตอนออกจากโค้ง 2 ขณะที่เขากำลังพุ่งออกจากโค้ง 2  เขาตั้งเจ้า R1 ให้ตรงและสับเข้าเกียร์ 2 ไม่มีอะไรบนโลกใบนี้ที่จะเร่งความเร็วได้เหมือนกับที่ซูเปอร์ไบค์ทำได้อีกแล้ว ฝูงชนต่างโห่ร้องก้องส่งเสียงเชียร์ในขณะที่มอเตอร์ไบค์ก็พุ่งตัวออกไปราวกับลูกธนูแซงรถยนต์จนหายลับไป แม้แต่โค้งแคบๆ Gareth เองก็ยังขึ้นนำอยู่เล็กน้อยก่อนจะพลิกรถจากซ้ายไปขวารักษาการนำต่อไปเอาไว้ได้ จนในที่สุดตอนที่เราเข้าเส้นก็นำห่างออกมาถึง 8 วินาทีด้วยกัน นี่มันไม่ใช่การแข่งขันเลย นี่มันคือการข่มกันชัดๆ ตอนนี้เราก็เลยท้าเด็กฝั่งรถซิ่งให้นำรถที่ขับถนนได้อย่างถูกกฎหมายคันไหนก็ได้มาแข่งกับเรา โดยเราเองก็ใช้มอเตอร์ไบค์ที่ขี่ถนนได้อย่างถูกกฎหมายจากโชว์รูมขายมาแข่งเช่นกัน สงสัยคราวหน้าคงต้องเอารถ 600 ซีซีมาซะแล้วกระมัง จริงๆ แล้วประโยคหลังนี่ผมโม้เอาเองนะครับ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้  ติดตาม facebook Superbike คลิกทีนี้