
ก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการบังคับใช้กฎหมายบนท้องถนนไทย เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ประกาศแนวทางปฏิบัติใหม่ล่าสุดภายใต้มาตรการ ผิดกฎจราจรตักเตือนก่อนปรับ สำหรับทุกข้อหาที่พนักงานจราจรมีอำนาจในการเปรียบเทียบปรับ นโยบายนี้ถือเป็นการปรับกลยุทธ์จากเดิมที่เน้นการออกใบสั่งและปรับเงินในทันที มาเป็นการให้ความรู้และตักเตือนเพื่อสร้างวินัยจราจรอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความใจดีนี้กลับซ่อนระบบตรวจสอบที่เข้มข้นซึ่งจะส่งผลต่อนักขับที่ชอบละเมิดกฎหมายซ้ำซากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เจาะลึกระบบตักเตือนออนไลน์และใบเตือนรูปแบบใหม่
มาตรการ ผิดกฎจราจรตักเตือนก่อนปรับ ไม่ใช่เพียงแค่การว่ากล่าวด้วยวาจาเหมือนในอดีต แต่เป็นการเปลี่ยนไปใช้ระบบ “ใบตักเตือนอิเล็กทรอนิกส์” (E-Warning) โดยเมื่อเจ้าหน้าที่พบการกระทำความผิด จะทำการเรียกตรวจและตรวจสอบใบอนุญาตขับขี่ผ่านระบบฐานข้อมูลจราจร หากพบว่าเป็นการกระทำผิดครั้งแรกในข้อหานั้นๆ เจ้าหน้าที่จะทำการออกใบตักเตือนให้แทนการออกใบสั่ง
ใบเตือนดังกล่าวจะระบุรายละเอียดการกระทำความผิด สถานที่ และเวลาไว้อย่างชัดเจน แม้จะไม่มีภาระทางค่าปรับที่ต้องชำระ แต่ข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลกลางของสำนักงานตำรวจแห่งชาติทันที ซึ่งหมายความว่าประวัติการกระทำผิดของคุณจะถูก “หมายหัว” ไว้ในระบบ และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศจะสามารถเรียกดูประวัตินี้ได้ทันทีหากมีการเรียกตรวจในครั้งต่อไป

ข้อหาที่เข้าข่ายตักเตือนและข้อยกเว้นที่ต้องระวัง
ตามประกาศล่าสุด มาตรการนี้ครอบคลุมถึง ทุกข้อหาจราจรล่าสุด ที่เจ้าหน้าที่มีอำนาจปรับ ไม่ว่าจะเป็นการไม่สวมหมวกนิรภัย การไม่รัดเข็มขัดนิรภัย การขับรถผิดเลน หรือการหยุดรถในที่ห้ามหยุด แต่สิ่งหนึ่งที่ประชาชนต้องระวังคือ “ข้อยกเว้น” สำหรับความผิดที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะอย่างรุนแรง เช่น การขับรถในขณะเมาสุรา การแข่งรถในทาง หรือการขับรถประมาทน่ากลัวจนเกือบเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง กรณีเหล่านี้เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายทันทีโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการตักเตือน
นอกจากนี้ มาตรการตักเตือนนี้มี “โควตา” สำหรับผู้ขับขี่เพียงครั้งเดียวต่อหนึ่งข้อหาเท่านั้น หากระบบตรวจสอบพบว่าคุณเคยได้รับใบตักเตือนในข้อหา “ไม่สวมหมวกนิรภัย” ไปแล้วครั้งหนึ่ง การทำผิดครั้งที่สองในข้อหาเดิมจะส่งผลให้ถูกออกใบสั่งและปรับในอัตราโทษสูงสุดโดยไม่มีข้อแม้ ซึ่งถือเป็นกลไกที่กดดันให้ผู้ขับขี่ต้องเข้มงวดกับวินัยจราจรของตนเองมากขึ้น
จิกกัดนโยบาย ลดอุบัติเหตุหรือแค่เปลี่ยนรูปแบบการเก็บสถิติ?
ในแง่หนึ่ง มาตรการนี้ถูกมองว่าเป็นเชิงบวกในการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในช่วงสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่ในมุมมองของนักวิเคราะห์จราจรบางกลุ่ม กลับตั้งข้อสังเกตว่าการ ตักเตือนก่อนปรับ อาจเป็นการลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายลงหรือไม่? หากผู้ขับขี่มองว่า “ผิดได้หนึ่งครั้ง” สถิติอุบัติเหตุอาจจะไม่ลดลงอย่างที่คาดหวัง
ยิ่งไปกว่านั้น การนำระบบบันทึกประวัติมาใช้เต็มรูปแบบเช่นนี้ คือการเตรียมความพร้อมไปสู่ระบบ “ตัดแต้มใบขับขี่” ที่เข้มงวดขึ้นในอนาคตหรือไม่ สังคมต้องตั้งคำถามแทนประชาชนว่า การให้ใบเตือนนี้จะมีความโปร่งใสแค่ไหนในการปฏิบัติหน้าที่จริงบนท้องถนน และเจ้าหน้าที่จะใช้ดุลพินิจอย่างไรในการแยกแยะระหว่างการเตือนกับการปรับจริงจัง
วิธีตรวจสอบประวัติใบเตือนและใบสั่งออนไลน์
เพื่อให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล ผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบประวัติการได้รับใบตักเตือนและใบสั่งของตนเองได้ผ่านแอปพลิเคชัน “PTPolice” หรือเว็บไซต์ตรวจสอบใบสั่งออนไลน์ ซึ่งจะแสดงผลแบบเรียลไทม์ การหมั่นตรวจสอบประวัติจะช่วยให้คุณทราบสิทธิและสถานะของใบอนุญาตขับขี่ก่อนที่จะสายเกินไป
การปรับตัวในยุคที่ตำรวจจราจรเน้นการตักเตือน คือการหันมาศึกษา ข้อบังคับจราจรล่าสุด ให้เข้าใจถ่องแท้ เพราะแม้จะได้รับการละเว้นโทษปรับในครั้งแรก แต่ผลเสียจากการเสียประวัติในฐานข้อมูลตำรวจอาจส่งผลถึงความน่าเชื่อถือในการต่ออายุใบอนุญาตขับขี่ หรือแม้แต่การซื้อกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ในอนาคตที่อาจมีการนำข้อมูลส่วนนี้มาพิจารณาเบี้ยประกัน
บทสรุป วินัยจราจรที่ต้องสร้างด้วยตัวเอง
มาตรการ ผิดกฎจราจรตักเตือนก่อนปรับ คือการส่งสัญญาณจากรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า พวกเขาพร้อมที่จะประนีประนอมเพื่อเริ่มต้นสร้างวินัยใหม่ แต่การประนีประนอมนั้นมีขีดจำกัด หากคุณยังมองว่ากฎหมายคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ “ใบตักเตือน” ในวันนี้จะกลายเป็น “ใบสั่ง” ราคาแพงในวันหน้าอย่างแน่นอน
ท้องถนนจะปลอดภัยได้ไม่ใช่เพราะตำรวจใจดี แต่เป็นเพราะผู้ขับขี่เคารพกฎกติกาอย่างเท่าเทียมกัน ปี 2569 นี้ขอให้เป็นปีที่ทุกคนขับขี่ด้วยสติ ใช้โอกาสจากการตักเตือนเพื่อปรับปรุงตนเอง และร่วมกันสร้างสังคมยานยนต์ที่ปลอดภัยกว่าที่เคยเป็นมา


