SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ WSBK ล่าสุด

  • All Posts
  • WSBK
  • All Posts
  • WSBK
WorldSBK ยกเลิกการแข่งที่ฮังการี

WorldSBK ยกเลิกการแข่งที่ฮังการี แล้วเพิ่มสนามที่โปรตุเกสแทน เกิดเหตุการเปลี่ยนแปลงปฏิทินการแข่งขันกันอีกแล้ว ครั้งนี้เป็นทางฝั่ง WorldSBK ยกเลิกการแข่งที่ฮังการี และเพิ่มการแข่งขันที่โปรตุเกสเข้ามาแทน เพื่อให้ยังมีการแข่งขันครบ 12 สนามตามเดิม แต่จะมีผลเปลี่ยนแปลงเรื่องปฏิทินการแข่งขันด้วย โดยกำหนดการเดิมที่สนามที่ 8 ที่ Balaton Park Circuit ประเทศฮังการี ที่จะแข่งในวันที่ 23 – 25 สิงหาคม ยกเลิกไปเลย เนื่องมาจากสถานที่จัดเสร็จสมบูรณ์ไม่ทันตามกำหนดการณ์ สนามที่ 8, 9 และ 10 ก็จะกลายเป็นที่ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน เลื่อนขึ้นมาแทน แล้วแทรกสนาม Autódromo do Estoril ประเทศโปรตุเกส มาเป็นสนามที่ 11 โดยจะแข่งกันในวันที่ 11 – 13 ตุลาคม ส่วนสนามสุดท้าย สนามที่ 12 จะแข่งขันกันที่ Circuito de Jerez – Ángel Nieto ประเทศสเปนตามเดิม โดยสามารถดูได้ตามภาพด้านบนดังนี้ งานนี้แฟน ๆ ที่ติดตามการแข่งขัน WorldSBK ต้องไปปรับวันที่แจ้งเตือนของตัวเองกันให้ดีนะครับ เพราะสนามที่ 8 เดิมยกเลิกไป แล้วต้องไปเพิ่มวันที่แจ้งเตือนใหม่ในวันที่ 11 – 13 ตุลาคม ซึ่งเป็นสนามใหม่ที่เพิ่มเข้ามา ไม่งั้นละก็พลาดชมการแข่งขันไปได้ และจะหาว่าเราไม่เตือน! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

WorldWCR Test 2024 ประเดิมอุ่นเครื่อง ก่อนลุยศึกที่อิตาลี

WorldWCR Test 2024 ประเดิมอุ่นเครื่อง ก่อนลุยศึกที่อิตาลี ถึงเวลาอุ่นเครื่องแล้วว..!! ก่อนลงเดบิวต์แข่งขันรอบจริงในศึก FIM Women’s Circuit Racing World Championship ที่จะจัดขึ้นขึ้นครั้งแรกในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งคราวนี้ หนุ่ม ๆ อย่างพวกเราคงครึกครื้น ได้ชิมลางฝีไม้ลายมือของบรรดานักแข่งสาว ๆ ทั้ง 23 คน ควบ Yamaha R7 พร้อมยาง Pirelli ลงทำการซ้อมที่ Cremona Circuit ประเทศอิตาลี DAY 1 สำหรับบรรยากาศการซ้อมในวันแรกค่อนข้างสมบุกสมบันเล็กน้อย โดยสภาพอากาศช่วงเช้าค่อนข้างแจ่มใส แต่พอตกบ่ายฝนดันตก ทำเอาสาว ๆ ต้องรีบแก้สถานการณ์ด้วยการเปลี่ยนยางสลิกมาใช้เป็นยาง Wet แทน โดยผลการซ้อมวันแรก อันดับหนึ่งตกเป็นของตัวเต็งอย่าง Ana Carrasco #22 นักบิดสาวฝีมือดีจาก Evan Bros Racing Yamaha Team ที่เคยเฉิดฉายและเคยคว้าแชมป์ในรายการ WorldSSP300 มาแล้ว โดยรอบนี้ทำเวลาดีสุด 1’45.949 นาที ตามด้วย Lucy Michel #16 สาวน้อยวัย 19 ปี จาก TSL-Racing ในอันดับสอง และอันดับสามได้แก่ Adela Ourednickova #19 จาก DafitMotoracing สามารถทำเวลาไปได้ 1’47.250 นาที และเป็นคนแรกที่ได้เจิมสนามเป็นที่เรียบร้อยในเซสซั่นที่ 4  ในขณะที่ Ran Yochay #10 จาก 511 Terra & Vita Racing Team พลาดท่าตกจากอันดับท็อป 3 โดยทำเวลา 1’47.455 นาที เฉียดฉิวจากอันดับสามเพียง 0.2 วินาที ตามด้วยอันดับ 5 อย่าง Mallory Dobbs #14 (Sekhmet Motorcycle Racing Team) และอันดับ 6 อย่าง Tayla Relph #8 (Tayco Motorsport) ผู้ที่โชว์ฟอร์มดีที่สุดในช่วงวอร์มอัพ 10 นาทีแรก และเป็นสนามแรกที่เธอได้ลงขี่อีกด้วย  อันดับ 7 – 10  Chun Mei Liu (WT Racing Team Taiwan) #33 Jessica Howden (Team Trasimeno) #52 Roberta Ponziani (Yamaha Motoxracing WCR Team) #96 Nicole Van Aswegen (Andalaft Racing) #21 Ana Carrasco เผยว่า “รู้สึกแฮปปี้กับการซ้อมวันแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รู้สึกว่าการแข่งขันนั้นจะเริ่มใกล้เข้ามาทุกที ซึ่งปีที่ผ่านมานั้นไม่ได้ลงแข่งขันนานถึง 6 เดือน เนื่องด้วยอาการเจ็บขา สำหรับครั้งนี้ก็ได้ตั้งตารอกลับมาอยู่บนกริดอีกครั้งโดยรวมแล้วพอใจกับการซ้อมในวันนี้ แม้ว่าจะขี่ได้ไม่มากเนื่องด้วยสภาพฝน เพราะฉะนั้นจึงใช้เวลาทั้งวันเพื่อทำความคุ้นชินกับสภาพสนามแข่ง ซึ่งยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับตนเอง อีกทั้งยังได้พัฒนารถแข่งร่วมกับทีมอีกด้วย ซึ่งเราคิดว่าเราคงร่วมงานกันได้เป็นอย่างดี” DAY 2  ต่อด้วยการเทสในวันที่ 2 กับสภาพอากาศและผิวแทร็กค่อนข้างเป็นใจมากขึ้น และรอบนี้แต่ละคนทำได้ดีกว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัดและแน่นอนผลการซ้อมในวันที่สอง อันดับแรกคงไม่พ้น Ana Carrasco ที่สามารถทำสถิติการซ้อมครั้งใหม่ด้วยการทำเวลาไป 1’41.446 นาที ในเซสซันสุดท้าย ดีกว่าเมื่อวานถึง 4 วินาที ตามด้วย Roberta Ponziani’s #96 ทำเวลาไป 1’42.121 นาที ส่วนอันดับ 3 Sara Sanchez #ุ64 (511 Terra&Vita Racing Team)  รั้งอันดับ

Cremona Circuit ประกาศเดบิวต์ พร้อมเปิดบ้านรับศึก WSBK 2024

Cremona Circuit ประกาศเดบิวต์ พร้อมเปิดบ้านรับศึก WSBK 2024 ประกาศเดบิวต์อย่างเป็นทางการ สำหรับสนาม Cremona Circuit พร้อมเปิดบ้านต้อนรับศึกการแข่งขันใน WorldSBK ฤดูกาล 2024 รอบ Round 10 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 20-22 ก.ย.นี้  นับเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในรายการแข่งขันระดับโลก ซึ่งที่ตั้งของสนามดังกล่าวอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี โดยหลังจากที่ได้มีการปรับปรุงครั้งใหญ่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทั้งเสริมผิวแทร็กใหม่ โดยเฉพาะช่วงทางโค้งที่ 5,6 โค้ง 11-13 และขยายทางเข้าใหม่เพื่อเพิ่มความสะดวกมากยิ่งขึ้น รวมถึงขยายพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ และสามารถรองรับผู้เข้าชมได้มากถึง 2 หมื่นคน  และไม่ใช่เพียงการปรับปรุงสนามใหม่ที่ทำให้เข้าตากรรมการเท่านั้น ยังมีปัจจัยในด้านอื่น ๆ ทั้งการปรับเปลี่ยนโลโก้สนามใหม่ ดูทันสมัยและเป็นมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น การออกแบบดีไซน์รูทแข่งที่ให้เหล่าบรรดานักบิดได้สามารถใช้ศักยภาพได้เต็มพิกัดทั้งการใช้ความเร็วสูงสุด การเข้าโค้งและการเบรก และความเป็นเอกลักษณ์ในสไตล์ดั้งเดิมของ Cremona ที่โดดเด่นด้วยสีแดงและสีเทาเข้ม จนทำให้สนามแห่งนี้ มีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับในรายการแข่งขันระดับโลก ซึ่งข้อมูลเบื้องต้นมีความยาวของแทร็กทั้งหมด 3.768 กม. มีโค้งทั้งหมด 13 โค้ง แบ่งเป็นโค้งซ้ายจำนวน 7 โค้ง โค้งขวาจำนวน 6 โค้ง  Alessandro Canevarolo CEO ของเกรโมนา เซอร์กิต กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เผยภาพลักษณ์ใหม่ ๆ สู่สายตาของสาธารณชนทั่วโลก และการเข้าถึงระหว่างคนในพื้นที่ คนรักมอเตอร์ไซค์และแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตจากทุกมุมทั่วโลกได้มาสัมผัสกับบรรยากาศในสนามแห่งนี้ เราได้เลือกสรรสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ รองรับมากมาย ให้แฟน ๆ ได้สนุกกับการแข่งขัน โดยเฉพาะโซนบริเวณโค้ง 10 ที่ต้องบอกว่าเป็นจุดไฮไลท์สำคัญของการแข่งขันที่แฟน ๆ ห้ามพลาด” สุดท้ายนี้เราอาจได้เห็นบทบาทของการแข่งขันในรายการต่าง ๆ ในสนามแห่งนี้มากยิ่งขึ้น และสร้างฐานแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตให้มากขึ้นอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bimota 2025 ประกาศลุยศึก WorldSBK ในฤดูกาลหน้า

Bimota 2025 ประกาศลุยศึก WorldSBK ในฤดูกาลหน้า นับเป็นข่าวดีสำหรับแฟน ๆ ในวงการมอเตอร์สปอร์ต สำหรับค่ายรถมอเตอร์ไซค์สัญชาติอิตาลีอย่าง Bimota ประกาศคัมแบคสู่วงการมอเตอร์สปอร์ตอีกครั้งในศึก Motul FIM Superbike World Championship (WorldSBK) ฤดูกาล 2025 ซึ่งการกลับมาครั้งนี้ นอกจากจะเข้ามาสร้างสีสันความมันส์ในวงการมอเตอร์สปอร์ตแล้ว ก็ถือเป็นการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ใหม่จากฝั่งญี่ปุ่นอย่าง คาวาซากิ โดยใช้ชื่อทีมแข่ง Bimota by Kawasaki Racing Team สำหรับรถแข่งจะพัฒนาร่วมกันทั้งสองค่าย โดย Bimota จะดูในส่วนของพาร์ทของแชสซี ชิ้นส่วนและของตกแต่งภายนอก ส่วนทางคาวาซากิดูในเรื่องของเครื่องยนต์และระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ ซึ่งรุ่นที่จะใช้ลงการแข่งขันในฤดูกาลหน้า จะใช้บล็อกเครื่องยนต์ของ Ninja ZX-10RR นั่นเอง  หากใครเป็นแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตคงจะรู้ดีว่าทางค่ายนั้นเคยประสบความสำเร็จในเวทีระดับโลกมากมาย ทั้งชัยชนะในการแข่งขันชิงแชมป์โลกเมื่อปี 1980 ในรุ่น 350 ซีซี กับนักบิดอย่าง Jon Ekerold พร้อมโมเดลตำนานสองสูบสองจังหวะอย่าง Bimota YB3  ในปี 1987 กับตำแหน่งแชมป์ในรายการ TT Formula 1 โดยนักบิดระดับตำนานอย่าง Virginio Ferrari บนรถ YB4R อีกทั้งยังคว้าชัยชนะในการแข่งขันไม่ต่ำกว่า  7 รายการใน WorldSBK เมื่อปี 1988 จากนักแข่งที่สร้างผลงานให้กับทางค่ายทั้ง Davide Tardozzi และ Stephane Mertens หรือแม้กระทั่งในปี 2000 กับความสำเร็จครั้งใหญ่ด้วยการคว้าโพเดียมในสนาม ฟิลิปส์ ไอซ์แลนด์ ด้วยนักบิดผู้ที่ล่วงลับไปแล้วอย่าง Anthony Gobert (SB8R)  คุณ Hiroshi Ito ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ คาวาซากิ มอเตอร์กล่าวว่า “Bimota มีชื่อเสียงในการออกแบบและผลิตรถจักรยานยนต์ สำหรับส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ของเราในการพัฒนาแบรนด์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกนี้ เราเชื่อว่าการแข่งขันจะเป็นก้าวที่สำคัญในการพัฒนาโมเดลใหม่ ๆ และสร้างชื่อเสียงของแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น เรายังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างผลงานใน WorldSBK เหมือนเช่นเคย และหวังว่าโปรเจ็กต์ใหม่ของเราจะสร้างความพอใจให้กับเหล่าสาวกทั้ง Bimota และ Kawasaki” คุณ Pierlugi Marconi Coo Bimota กล่าวว่า “เราได้รับการซัพพอร์ตทั้งในด้านวิศวกรรม เทคโนโลยีและธุรกิจจากทาง Kawasaki ทำให้ Bimota กลับมามีพื้นที่ในสื่อและกลุ่มลูกค้าที่เหนียวแน่นอีกครั้ง ตอนนี้ถึงเวลาก้าวไปอีกขั้น Bimota มีทีมแข่งขันใน WorldSBK พร้อมทั้งควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และขยายเครือข่ายดีลเลอร์ในยุโรปและทั่วโลก ด้วยประสบการณ์ที่ไม่มีใครเทียบได้ของผู้เชี่ยวชาญทีม Kawasaki Racing Team บวกกับการสนับสนุนและความร่วมมืออย่างเต็มที่จากคาวาซากิ มอเตอร์ในญี่ปุ่น ทำให้เราเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและ Bimota by Kawasaki Racing Team จะสร้างรากฐานเรื่องราวบทต่อไปของ Bimota อย่างแน่นอน” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli Dutch Round ศึกไม่คาดฝัน..อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้

Pirelli Dutch Round ศึกไม่คาดฝัน..อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ จบการแข่งขันไปแล้วสำหรับศึก Pirelli Dutch Round ใน WorldSBK 2024 ที่แอซเซ่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเชื่อว่าหลาย ๆ คน ที่ได้รับชมการแข่งครั้งนี้ คงลุ้นระทึกจนถึงวินาทีสุดท้ายกันเลยทีเดียว และครั้งนี้ก็นับได้ว่าสนุก มันส์ ครบทุกรสชาติ รวมถึงชัยชนะครั้งนี้ก็เป็นที่คาดเดาได้ยากสำหรับแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตเลยไม่น้อย Race 1 อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ สำหรับในช่วง Race 1 ชัยชนะตกเป็นของนักบิดหน้าใหม่อย่าง Nicholas Spinelli สังกัดทีม Barni Racing ซึ่งเจ้าตัวนั้นได้มาขี่แทน Danilo Petrucci ที่บาดเจ็บหนักจากการซ้อมรถวิบากในช่วงวีคก่อนการแข่งขัน และแน่นอนว่าได้ทำการเดบิวต์ตัวเองเป็นที่เรียบร้อย จากการเก็บชัยชนะไปได้ใน Race 1 แซงเจ้าของโพล โพลซิชัน รวมไปถึงแชมป์โลกทั้งสองคน ซึ่งในช่วงออกสตาร์ทอยู่ ๆ ฝนตก ทำให้เขาออกตัวแซงคู่แข่งทิ้งห่างนำโด่งถึง 25 วินาที (เลือกใช้ยางได้เหมาะเจาะ) บวกกับเหตุการณ์รถแข่งของ Locatelli นั้นเครื่องยนต์เกิดปัญหา น้ำมันเครื่องกระจายเป็นทางยาว จนเจ้าหน้าที่ในสนามประเมินแล้วว่า ถ้าแข่งต่อ..ไม่เวิร์คแน่นอน จึงยุติการแข่งขันซึ่งทำให้เจ้าตัวนั้นเก็บชัยใน Race 1 ไปแบบชิว ๆ ถือว่ามาพร้อมดวงจริง ๆ ส่วนอันดับที่ 2 และ 3 ตกเป็นของแชมป์โลกทั้งสองคนอย่าง โทปรัค และ เบาติสต้า สรุปผลการแข่งขันรอบ Race 1 1 Nicholas Spinelli (Barni Spark Racing Team) 2. Toprak Razgatlioglu (ROKiT BMW Motorrad WorldSBK Team) +1.979s 3. Alvaro Bautista (Aruba.it Racing – Ducati) +2.089s Superpole Race ต่อด้วยรอบ Superpole Race ออกสตาร์ทนำโดย Nicolo Bulega (Aruba.it Racing – Ducati) น้องใหม่ฝีมือไม่ธรรมดาโดยบิดทิ้งห่างนำคู่แข่งเกือบ 3 วินาทีในช่วงแรก ขณะที่แชมป์โลกอย่างเบาติสต้า เกิดพลาดท่าร่วงตกลงมาอยู่อันดับ 8 ส่วนโทปรัค ก็หนีไม่พ้นพลาดท่าเช่นเดียวกัน ตกจากอันดับ 2 มาอยู่ที่ 4 ทำให้เจ้าตัวต้องทำงานหนักมากยิ่งขึ้น โดยในสิบรอบหลังของซูเปอร์โพลเรซ เบาติสต้ากลับโชว์ความเก๋า บิดไล่แซงคู่แข่ง ตีตื้นขึ้นมาเป็นอันดับสอง ก่อนผงาดขึ้นแซงทีมเมทน้องใหม่ในแล็ปสุดท้าย และวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกได้อย่างสวยงาม สรุปผลการแข่งขันรอบ Superpole Race 1. Alvaro Bautista (Aruba.it Racing – Ducati) 2. Nicolo Bulega (Aruba.it Racing – Ducati) +2.686 3. Alex Lowes (Kawasaki Racing Team WorldSBK) +7.403 Race 2 สำหรับโพล โพลซิชัน ในครั้งนี้ตกเป็นของเบาติสต้า บิดสตาร์ทขึ้นนำคู่แข่งยาว ๆ ซึ่งผ่านไปครึ่งรอบแรกในช่วง Race 2 เกิดฝนตกหนักจนต้องสะบัดธงแดงในระหว่างการแข่งขัน ขณะที่ราซกัตลิโอกลูอาศัยจังหวะดังกล่าวในการพยายามตีตื้น แต่เบาติสต้าก็ขึ้นนำอีกครั้ง ก่อนที่ Remy Gardner (GYTR GRT Yamaha WorldSBK Team) และ Andrea Locatelli (Pata Prometeon Yamaha) ไล่บี้ตีเสมอจนสำเร็จ อย่างไรก็ตามนักบิดชาวตุรกียังคงขึ้นนำคู่แข่งภายใต้ความกดดันในช่วงหกรอบสุดท้ายก่อนปิดฉากการแข่งขันด้วยการเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก ต่อด้วยนักบิดแชมป์โลกชาวสเปนที่ไล่บี้ตามมาติด ๆ ไม่ถึงวินาที (+0.625) และอันดับที่ 3 เป็นของ Remy

Lowes คว้าดับเบิ้ลวิน

Lowes คว้าดับเบิ้ลวิน ส่วน Bulega ประเดิมชัยเรซแรก ที่ Philip Island การแข่งขัน WorldSBK สนามแรกที่ Philip Island ประเทศออสเตรเลีย เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเต็มไปด้วยเรื่องราว สถิติ และดราม่ามากมาย โดยสนามที่ 1 นี้ Alex Lowes คว้าดับเบิ้ลวิน ส่วน Bulega ประเดิมชัยเรซแรกในฐานะรุกกี้แล้วเปิดซิงคว้าชัยในระดับสูงสุดทันที หลังจากฤดูกาลที่แล้วคว้าแชมป์ในรุ่น WorldSSP มา พร้อมทำสถิติใหม่ให้กับสนามด้วยยาง Pirelli อีกด้วย เข้มข้น ดุเดือด พังสถิติ ในรอบซูเปอร์โพล SC0 ยางหลังสูตรมาตรฐานถูกกำหนดให้ใช้ในรอบนี้แทนที่ SCQ ที่จะเป็นยางสำหรับรอบนี้โดยเฉพาะ และเคยช่วยให้นักแข่งมากถึง 16 คนที่สามารถทำลายสถิติสนามที่ Tom Sykes ทำไว้ในปี 2020 ได้ ซึ่งต่อมาสถิติก็พังทลายลงด้วยฝีมือของ Toprak Razgatlioglu (ROKiT BMW Motorrad WorldSBK Team) ในระหว่างการทดสอบเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ถึงเวลาซูเปอร์โพลจริง ๆ มีนักแข่ง 4 คนที่ทำเวลาได้ดีกว่านักแข่งชาวเติร์กเสียอีก Nicolò Bulega (Aruba.it Racing – Ducati) ทำเวลาได้ดีที่สุดที่ 1’27.916 นาที คว้าตำแหน่งโพลไปครอง ตามมาด้วย Andrea Iannone (Team GoEleven) ที่ทำเวลาได้ที่ 1’28.154 อันดับสามจากกริดสตาร์ทตกเป็นของ Alex Lowes (Kawasaki Racing Team WorldSBK) ด้วยเวลา 1’28.239 และ Dominique Aegerter (GYTR GRT Yamaha WorldSBK Team) ด้วยเวลา 1’28.403 ซึ่งนักแข่งทั้งหมดล้วนใช้ยาง SC1 ที่ด้านหน้าเว้นแต่ Andrea Locatelli ที่เลือกใช้ SC2 เรซที่ 1 การแข่งขันในเรซแรก นักแข่งเกือบทุกคนเลือกใช้ยางหลัง SC1 กับยางหน้า SC1 มีเพียงไม่กี่คนที่ใช้ยางหน้า SC2 คือ Toprak Razgatlioglu และ Scott Redding จากทาง BMW และ Andrea Locatelli และ Philipp Oettl นักแข่งจาก Yamaha โดยในเรซนี้เป็น Nicolò Bulega ที่อาศัยความได้เปรียบจากการได้ออกสตาร์ทจากตำแหน่งโพล เข้าเส้นได้เป็นคนแรก โดยมีนักแข่งอิตาลีอีกสองคนเข้าเส้นตามมาได้แก่ Andrea Locatelli กับรถยามาฮ่า และ Andrea Iannone กับ Ducati ซูเปอร์โพลเรซ สำหรับการแข่งขันในรอบซูเปอร์โพลเรซ ก็มาการใช้ยางแบบเดียวกันกับในเรซแรก มีเพียง 2 คนเท่านั้นคือ Toprak Razgatlioğlu และ Philipp Oettl (GMT94 Yamaha) ที่เปลี่ยนมาใช้ SC1 แทนที่ SC2 ในยางหลัง ขณะที่ Andrea Locatelli (Pata Prometeon Yamaha) และ Scott Redding (Bonovo Action BMW) ยังคงใช้ SC2 เช่นเดียวกับเรซแรก Bautista ทำสถิติเร็วที่สุดในแล็ปที่ 9 ด้วยเวลา 1’29.273 ซึ่งการแข่งขันจัดขึ้นบนผิวแทร็กที่มีอุณหภูมิ 42 องศา แต่ชัยชนะตกเป็นของ Alex Lowes (Kawasaki Racing Team WorldSBK) ที่เข้าเส้นชัยก่อน Locatelli และ Razgatlioğlu ที่ได้อันดับ 3   เรซที่

Pirelli เผยแผนรับมือสนาม Philips Island

Pirelli เผยแผนรับมือสนาม Philip Island งานงอกขึ้นทันทีหลังจากที่สนามแรกของการแข่งขัน WorldSBK มีการทำผิวแทร็กสนามใหม่ ทำให้มีความท้าทายเกิดขึ้นทันที แต่ทาง Pirelli เผยแผนรับมือสนาม Philip Isaland ให้แฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตได้รับรู้กัน ว่าทางพีเรลลีจะรับมือปัญหาที่เกิดขึ้นนี้อย่างไรบ้าง สนามเปิดฤดูกาลการแข่งขันรายการ MOTUL FIM Superbike World Championship เป็นสนามที่สำคัญเสมอ แค่สนามนี้สนามเดียวก็แทบจะคาดเดาการแข่งขันในปี 2024 ได้เลยทีเดียว สิ่งนึงที่เป็นส่วนสำคัญมาก ๆ เลยก็คือยางที่พีเรลลีจะนำไปใช้ในสนามนี้ งานนี้บริษัทยางอิตาลีก็ได้ประกาศแผนการรับมือกับสนามที่มีการทำผิวแทร็กใหม่แห่งนี้แล้ว โดยมีการมีข้อจำกัดเพิ่มเติม และจำเป็นจะต้องมีการเข้ามาเปลี่ยนยางทั้งในรุ่นใหญ่อย่าง WorldSBK และ WorldSSP ยางที่มีให้เลือกใช้ ทางพีเรลลี่ได้เลือกที่จะนำยางที่มีเนื้อยางหรือคอมปาวด์ที่แข็งที่สุดไปให้นักแข่งใช้ที่ออสเตรเลีย เนื่องจากสนามมีโค้งที่ต้องใช้ความเร็ว และโค้งความเร็วสูงที่กินยางมาก ๆ โดยด้านหน้าจะมียางให้เลือก 2 สูตรคือ SC1 และ SC2 ซึ่งเป็นสูตรมาตรฐาน ขณะที่ยางหลังมีให้ใช้เป็น SC0 สองเส้นในช่วงซูเปอร์โพลเรซ และเนื่องจากการมีการบังคับให้เข้ามาเข้าพิทเพื่อเปลี่ยนยาง ดังนั้นก็เลยจะมียางเพิ่มให้อีก 2 เซ็ทเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งในการทดสอบอย่างเป็นทางการนั้น นักแข่งหลาย ๆ คนเองก็สามารถทำเวลาได้ดีกว่าสถิติเวลาแล็ปของสนามอีกด้วย และเป็นครั้งแรกเลยที่มีคนทำเวลาได้ที่ 1.28 นาที ในส่วนของการแข่งขันในรุ่น WorldSSP เองก็เช่นเดียวกันกับรุ่น WorldSBK โดยมียางให้เลือกแบบเดียวกัน โดยจะมียางหน้า SC1 และ SC2 สำหรับกรณีฝนไม่ตก แต่จะมียางหลังเพียงสูตรเดียวให้เลือก ซึ่งยาง SC1-A ที่เคยเปิดตัวให้ใช้ครั้งแรกที่สนามแห่งนี้เมื่อสองปีที่แล้วจะกลายเป็นส่วนสำคัญในการเป็นยางให้เลือกใช้ในเรซ และอย่างที่เกริ่นไว้ในตอนต้นว่าจำเป็นจะต้องมีการเข้าพิทมาเปลี่ยนยาง ดังนั้นก็เลยจะมียางเพิ่มเติมให้ด้วยเช่นกัน ส่วนรุ่นนี้ในการทดสอบอย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เป็น Yari Montella (Barni Spark Racing Team) ที่สามารถทำสถิติเวลาต่ำกว่าสถิติเวลาแล็ปของสนามได้จากการอาศัยข้อดีของผิวแทร็กใหม่นั่นเอง ต้องเข้าพิท การแข่งขันทั้งในรุ่น WorldSBK และ WorldSSP จะต้องมีการเข้าพิททั้งในเรซแรกและเรซที่สอง โดยในรุ่น WorldSBK จะลดแล็ปเหลือ 20 แล็ปจากเดิม 22 แล็ป ซึ่งนั่นหมายความว่าจะมีการเปิดให้เข้าพิทในช่วงแล็ปที่ 9 ถึงแล็ปที่ 11 ขณะที่รุ่น WorldSSP จะแข่งที่ 18 แล็ปเท่าเดิม และจะมีช่วงให้เข้าพิทในแล็ปที่ 8 ถึง แล็ปที่ 10 นักแข่งจะต้องเปลี่ยนยางหลังของพวกเขาในระหว่างเข้าพิท ส่วนยางหน้านั้นจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนก็ได้ “มันเป็นการตัดสินใจที่ยากจริง ๆ” เบื้องหลังของการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันในครั้งนี้ โดยทาง Giorgio Barbier ผู้อำนวยการฝ่ายการแข่งขันรถมอเตอร์ไซค์ของทาง Pirelli กล่าวว่า “เรารู้จักสนามนี้เป็นอย่างดี ทว่าทุก ๆ ปีสนามแห่งนี้กลับกลายเป็นอีกเรื่องนึงตลอด เพราะที่นี่มีตัวแปรหลายอย่างที่ส่งผลต่ออาการของยางและมักจะคาดเดาไม่ได้อีกด้วย  ปีนี้เองก็มีปัจจัยที่ส่งผลหนักที่สุดก็คือยางมะตอยใหม่ที่ทำเอาข้อมูลอ้างอิงที่เรามีนั้นต้องรีเซ็ตกันไปเลย ผมเตือนทุกคนว่ายางสำหรับการแข่งขันในเรซนี้ถูกส่งมาจากยุโรปตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว แต่การปรับผิวแทร็กใหม่เพิ่งจะเสร็จไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้เอง และการที่เราใช้ข้อมูลเดิมไม่ได้ เราจึงคิดหาวิธีที่เหมาะสม โดยเลือกที่จะปรับเปลี่ยนการแข่งขันที่เคยใช้และได้ผลดีมาแล้วเมื่อสองฤดูกาลที่แล้วแทน” “เราได้เห็นการทดสอบไปแล้วว่ายางมะตอยใหม่นี้ให้การยึดเกาะที่ดีมาก ๆ ทำให้เวลาแล็ปดีขึ้นมาก แต่ในทางตรงกันข้ามก็กินยางมาก ๆ เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่ออุณหภูมิสูง ๆ ซึ่งทำให้เกิดอุณหภูมิขึ้นสูงจนผิดปกติและทำให้ยางหมดไวมาก ๆ โดยเราตรวจพบว่ายางร้อนสูงถึง 160 องศาในพิทเลน ซึ่งเราคาดว่าขณะที่ขับขี่อยู่อาจจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเกินกว่า 200 องศาเลยด้วยซ้ำ พิจารณาจากข้อมูลที่มี และข้อตกลงกับทาง Dorna, FIM และทางเรซไดเร็กชัน เราได้ตัดสินใจแล้วว่าการแข่งขันของทั้งสองเรซจำเป็นจะต้องมีการเข้าพิทเปลี่ยนยาง มันเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก เพราะบางทีมเองก็อยากที่จะแข่งเต็มระยะทีเดียวให้จบ แต่อย่างไรก็ตามพีเรลลีเชื่อว่าความปลอดภัยของนักแข่งเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในสถานการณ์แบบนี้” สำหรับความคิดเห็นของผมนั้นบอกเลยว่าการเข้ามาเปลี่ยนยางนั้นมีผลต่อรูปเกมการแข่งขันอย่างมาก มันต้องอาศัยทีมเวิร์กที่ยอดเยี่ยม การบริหารยางที่ดี การตัดสินใจที่แม่นยำ และการวางแผนที่ดี ไม่งั้นแล้วคนที่นำอยู่อาจจะกลายเป็นผู้ตาม คนที่ตามแล้วอาจจะกลายเป็นผู้นำได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

5 จุดเปลี่ยนใหญ่ ในศึก WorldSBK 2024

5 จุดเปลี่ยนใหญ่ ในศึก WorldSBK 2024 และนี่คือ 5 จุดเปลี่ยนใหญ่ ในศึก WorldSBK 2024 ที่ทำให้เกมการแข่งขันนั้นยุติธรรมและท้าทายมากขึ้น จากการปรับเปลี่ยนกฏและกติกาการแข่งขัน งานนี้บอกเลยค่ายแดงจะเป็นแชมป์อีกสมัยไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ ๆ จุดแรกคือ การถ่วงน้ำหนัก จุดนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ส่งผลมากที่สุดเรื่องนึงต่อการแข่งขัน WorldSBK ในปี 2024 นี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับน้ำหนัก โดยนักแข่งจะต้องถ่วงน้ำหนักที่รถของพวกเขาหากว่าพวกเขามีน้ำหนักตัวเบากว่าน้ำหนักมาตรฐานอ้างอิง ซึ่งน้ำหนักมาตรฐานอ้างอิงที่ว่าคือ 80 กิโลกรัม โดยมีเกณฑ์การถ่วงน้ำหนักที่รถเพิ่มขึ้น 0.5 กิโลกรัมทุก ๆ น้ำหนักตัวของนักแข่งที่เบากว่าเกณฑ์ 1 กิโลกรัม ยกตัวอย่างเช่น หากนักแข่งคนนึงน้ำหนักตัว 70 กิโลกรัม เมื่อคำนวณแล้วถือว่าเบากว่ามาตรฐานอ้างอิง 10 กิโลกรัม ก็จะต้องถ่วงน้ำหนักที่รถเพิ่มขึ้น 5 กิโลกรัมนั่นเอง แต่ทั้งนี้จะมีการถ่วงน้ำหนักมากที่สุดไม่เกิน 10 กิโลกรัม งานนี้ใครตัวเล็กก็จะต้องถ่วงกันเยอะหน่อย และแน่นอนว่าแชมป์โลกอย่าง Alvaro Bautista จะต้องโดนถ่วงน้ำหนักที่รถมากแน่นอน จุดที่ 2 คือ ลดปริมาณน้ำมัน เรื่องของน้ำมันเชื้อเพลิงเองก็มีการเปลี่ยนแปลง โดยมีการลดความจุของถังน้ำมันให้เหลือเพียง 21 ลิตรเท่านั้น ขณะเดียวกันก็มีการทดสอบบางอย่างเพื่อนำไปใช้ประเมินเรื่องการไหลของน้ำมันเชื้อเพลิงในปี 2025 นอกจากนี้การแข่งขันต้องใช้น้ำมันที่เปลี่ยนไป โดยน้ำมันใหม่นี้จะต้องมีส่วนผสมน้ำมันที่ไม่ได้มาจากฟอสซิลในอัตราส่วน 40% เพื่อมุ่งหน้าสู่ความยั่งยืนในอนาคต แน่นอนว่าเรื่องนี้มีผลต่อการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์อย่างมาก เพราะจะต้องทำให้เครื่องยนต์นั้นยังคงทำงานได้ดีจากน้ำมันผสมใหม่นี้ จุดที่ 3 กระบวนการคำนวณแต้มต่อใหม่ แต้มต่อที่ว่านี้คือ Concession Point นั่นเอง ซึ่งทางสมาพันธ์จะใช้แต้มต่อที่ว่านี้ในการรักษาบาลานซ์ในการแข่งขัน ไม่ให้มีรถจากค่ายใดค่ายนึงมีความได้เปรียบเสียเปรียบมากเกินไป เพื่อให้เกมการแข่งขันมีความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น ตอนนี้กลายเป็นว่าจะมีจุดเช็คพอยต์เพื่อคำนวณแต้มต่อที่ว่านี้ทุก 2 สนาม จากเดิม 3 สนาม และการแข่งซูเปอร์โพลเรซก็จะมีแต้มตัวนี้ด้วยเหมือนกัน จากเดิมที่ไม่มีในรอบซูเปอร์โพลเรซ ซึ่งเริ่มต้นทุกทีมจะมี 0 คะแนน และ เมื่อถึงเช็คพอยต์ค่ายรถใดที่มีแต้มนี้น้อยกว่าค่ายใดที่ได้มากที่สุดตั้งแต่ 33 คะแนนขึ้นไปจะถูกประเมินเพื่อปรับเปลี่ยนให้สามารถใช้ชิ้นส่วนที่ปรับแต่งได้ ซึ่งจากเดิมแค่เรื่องของแชสซี แต่ตอนนี้รวมถึงชิ้นส่วนเครื่องยนต์ได้ด้วย ซึ่งจะช่วยให้ทีมที่ได้อันดับน้อย ๆ หรือแข่งขันกับค่ายอื่นไม่ได้ มีโอกาสทำคะแนนได้มากขึ้นนั่นเอง ทั้งนี้จะมีสูตรการคำนวณที่ซับซ้อนพอสมควรเลยทีเดียว จุดที่ 4 การลงโทษแบบใหม่     จะมีบทลงโทษใหม่สำหรับคนที่ใช้เครื่องยนต์เกินจำนวนที่อนุญาต นักแข่งที่ทำผิดจะต้องออกสตาร์ทจากท้ายของกริดและต้องวิ่งลองแล็ป (Long Lap) จำนวน 2 แล็ปด้วยกัน จากเดิมที่ให้ออกสตาร์ทจากพิทเลนโดยนักแข่งจะออกจากพิทเลนได้ต่อเมื่อไฟเขียวติดขึ้นหลังจากที่นักแข่งทุกคนได้เลยผ่านทางออกพิทไปแล้ว จุดที่ 5 เปลี่ยนเรื่องตำแหน่งกริดในเรซที่ 2 จริง ๆ จุดที่ 5 นี้ก็ไม่ใช่ของ WorldSBK โดยตรง แต่จะเป็นการแข่งขันซัพพอร์ตรายการอื่น ๆ ที่แข่งในวันหยุดสุดสัปดาห์เดียวกันต่างหาก ซึ่งก็คือรายการ WorldSSP, WorldSSP300 และ WorldWCR ซึ่งตอนนี้ตำแหน่งกริดสตาร์ทของเรซที่ 2 จะยึดตามสถิติเวลาแล็ปเร็วที่สุดของ Race ที่ 1 แทน ส่วนกริดสตาร์ทเรซที่ 1 จะยังคงยึดลำดับจากรอบซูเปอร์โพลตามเดิม โดยนักแข่งที่ทำเวลาได้เร็วที่สุด 9 อันดับแรก ก็จะออกสตาร์ทเป็นกลุ่มแรกตามลำดับในเรซที่ 2 ส่วนอันดับที่เหลือจะอิงตามผลของซูเปอร์โพลตามเดิม   งานนี้บอกเลยว่าเกมการแข่งขันจะสนุกและสูสีกันมากขึ้นอย่างแน่นอน แชมป์อาจจะมีการเปลี่ยนมือก็ได้ ทีมที่ด้อยกว่าก็จะมีโอกาสได้พัฒนามากขึ้น และแน่นอนว่าเพื่อน ๆ อย่าลืมติดตามเชียร์กันด้วยนะ โดยเฉพาะรุ่น WorldSSP จะมีนักแข่งชาวไทยลงแข่งขันภายใต้ทีม Yamaha Thailand Racing Team ด้วยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CBR1000RR-R Fireblade SP 2024 ตัวแข่ง WorldSBK

CBR1000RR-R Fireblade SP 2024 ตัวแข่ง WorldSBK สเปกยังไง สำหรับเจ้าตัวแข่งคันใหม่ของค่ายปีกนกอย่าง Honda CBR1000RR-R Fireblade SP 2024 ตัวแข่ง WorldSBK นั้นถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด “Total Control for the Track” หรือก็คือการตามหาสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมควบคุมได้ทั้งในแทร็กและในการแข่งขัน เครื่องยนต์ใช้เทคโนโลยีที่ถ่ายทอดมาจากรถแข่ง MotoGP อย่าง RC213V ส่งผลให้โมเดลนี้ทรงพลังที่สุดของ CBR แต่มีสเปกอะไรยังไง เราจะพาไปดูกันครับ   รูปโฉมโดนใจ ด้วยเฉดสีไตรคัลเลอร์ แดง ขาว และน้ำเงิน เด่นด้วยโลโก้ CBR ด้านข้าง และตัวอักษร RRR สีฟ้าข้างตัวรถที่ดูเฉียบคมก็ลงตัว ขณะที่ภายใต้แฟริ่งอันสวยงามนั้นคือเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 999.9 ซีซี ที่มีแรงม้ากว่า 228 แรงม้าที่ 14,500 รอบ (รถเดิมเคลมที่ 214.6 แรงม้า) ระบบเกียร์ 6 สปีด ควบคุมการไหลของน้ำมันเชื้อเพลิงตามกติกาของ FIM และใช้น้ำมันเชื้อเพลิงขนาด 21 ลิตร และท่อสูตรจาก Akrapovic ทั้งนี้การโมดิฟายปรับแต่งหลัก ๆ ของรถเดิมโมเดลใหม่ปี 2024 นี้มาจากการปรับแต่งฝาสูบ กำลังอัด จังหวะการทำงานของวาล์วและสปริงวาล์ว เปลี่ยนเพลาข้อเหวี่ยงและก้านสูบให้เบาขึ้น อัตราทดเกียร์ใหม่ คันเร่งไฟฟ้าพร้อมมอเตอร์ควบคุม 2 ตัว เพื่อเพิ่มความแม่นยำการตอบสนองฟีลลิ่ง มาพร้อมช่วงล่างที่มีระบบกันสะเทือนไฟฟ้าจาก Ohlins เจ็นใหม่ล่าสุด และระบบเบรกจาก Brembo ขณะที่เวอร์ชันตัวแข่งของ WorldSBK ทางทีมงาน HRC เลือกที่จะใช้ระบบกันสะเทือนจากทาง Showa และระบบเบรกจากทาง Nissin แทน ล้อจาก OZ Racing ยางสลิก Pirelli Diablo SuperBike ส่วนเฟรมและสวิงอาร์มก็จะเป็นอลูมิเนียม และเมื่อช่างน้ำหนักทั้งคันแล้วรถจะมีน้ำหนักเหลือเพียง 168 กิโลกรัม จากรถเดิมที่หนัก 201 กิโลกรัม โดยรวมแล้วความแรงแม้ว่าจะเพิ่มขึ้นไม่ได้มากหากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้แค่เพียงประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์ แต่ในเรื่องของสมรรถนะโดยรวมแล้วจะเพิ่มขึ้นมากกว่าด้วยน้ำหนักตัวรถที่เบากว่ามาก หากคิดเปรียบเทียบอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักแล้วต่างกันมากทีเดียวครับ โดยตัวแข่งนั้นมีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักมากกว่าถึง 27 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว   สุดท้ายนี้เราก็ต้องมาดูกันว่ารถแข่งคันใหม่คันนี้จะทำผลงานในรายการได้ดีขนาดไหน เพราะทีมอื่น ๆ เองก็มีการพัฒนาขึ้นมาเช่นกัน โดยเฉพาะทางค่ายแดงที่เป็นแชมป์ปัจจุบันอยู่ตอนนี้ มีเครื่องยนต์ที่รอบจัดมากที่สุดเลยทีเดียวครับ แน่นอนว่าแรงม้าก็ต้องมากตามไปด้วยนั่นเอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda เปิดตัวทีมแข่ง Team HRC 2024 แล้ววันนี้

Honda เปิดตัวทีมแข่ง Team HRC 2024 แล้ววันนี้ ล่าสุดทาง Honda เปิดตัวทีมแข่ง Team HRC 2024 พร้อมสู้ศึก Superbike World Championship แล้ววันนี้ผ่านระบบออนไลน์ โดยมาพร้อมกับ CBR1000RR-R รถแข่งคันใหม่กับนักแข่งมากฝีมืออย่าง Xavi Vierge #97 และ Iker Lecuona #7 งานนี้มีทางผู้จัดการทีม Jose Manuel Escamez มาพูดถึงเป้าหมายในการแข่งขันฤดูกาลนี้ พร้อมกับวิดีโอการเปิดตัวรถแข่งโฉมใหม่ กับสองนักแข่งสัญชาติสเปนที่อยู่กับทีมมา 3 ฤดูกาลติดต่อกันแล้ว พร้อมชูจุดเด่นและการเปลี่ยนรวมถึงความเป็นไปได้ของรถแข่งคันใหม่ ที่เน้นยำว่ามีการยึดเกาะที่ดีและอัตราเร่งที่ยอดเยี่ยม   ส่วนตัวรถนั้นมีการเปิดเผยข้อมูลคร่าว ๆ ในวิดีโอการเปิดตัวออนไลน์ประมาณว่า มีแอโรไดนามิกและแพ็กเกจระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ดีขึ้นกว่าเดิม จากผลงานการทำงานหนักของวิศวกรชาวญี่ปุ่นที่ทำงานกันอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเพื่อเนรมิตรถแข่งจากทีมโรงงาน ตัวรถมาพร้อมชิ้นส่วนใหม่ ๆ มามากมาย ทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องการเร่งความเร็ว การลดความเร็ว การเบรก ซึ่งภายหลังได้ทดสอบช่วงวินเทอร์เทสต์นักแข่งของเราก็มองเห็นได้ถึงสมรรถนะที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ในเรื่องของรูปโฉมนั้นบอกเลยว่ากระแทกตาโดนใจ ด้วยเฉดสีไตรคัลเลอร์ แดง ขาว และน้ำเงิน เด่นด้วยโลโก้ CBR และตัวอักษร RRR สีฟ้าข้างตัวรถที่ดูเฉียบคมก็ลงตัว นอกจากนี้ยังเข้าคู่ลงตัวกับชุดแข่งของนักแข่งที่มาในโทนสีเดียวกันช่างลงตัวยิ่งนัก สุดท้ายนี้นักแข่งทั้งสองจะลงทำการขับขี่ในสนามอีกครั้งในวันที่ 19 – 20 กุมภาพันธ์นี้ ช่วงทดสอบก่อนเปิดฤดูกาลครั้งสุดท้ายที่ Philip Island ออสเตรเลีย และจะเริ่มแข่งขันเปิดฤดูกาลใหม่ที่สนามเดียวกันนี้ในวันที่ 23 – 25 กุมภาพันธ์นี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki Racing team WorldSBK 2024 เปิดตัวแข่งเขียวสด พร้อมซิ่ง

Kawasaki Racing team WorldSBK 2024 เปิดตัวทีมแข่ง ค่ายเขียวหนึ่งเดียวที่ลงทำการแข่งขันในรายการ World superbike championship 2024 โดยปีนี้มีการปรับเปลี่ยนโทนสี รวดลายใหม่บนตัวรถแข่งและชุดแข่งใหม่ทั้งหมด การแข่งขัน MOTUL FIM Superbike World Championship ปี 2024 ก็ใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว โดยสนามเปิดฤดูกาลของปีนี้อยู่ที่ Phillip Island วันที่ 23-25 กุมภาพันธ์นี้ เรามาพูดถึงตัวรถแข่งทีม Kawasaki Racing Team ในรายการ WorldSBK กันหน่อยสำหรับฤดูกาลนี้ ทางคาวาซากิได้เปิดตัวรุ่นรถ NINJA ZX-10RR เรือธงซูเปอร์ไบค์เครื่องยนต์ระดับ 1,000 ซีซี เรือธงพวกเขาในปี มีการออกแบบลวดลายแฟริ่งใหม่ที่มีสีเขียวมากกว่าปีก่อนมากๆ โดยตัวรถมีการเลือกใช้สีพื้นส่วนใหญ่เป็นสีเขียว แล้วตัดด้วยเส้นลายสีเหลืองและแถบสีขาว ส่วนตัวทำให้ตัวรถดูสดใสมากขึ้นกว่าเดิม ยิ่งถ้าได้โลดแล่นบนแทร้กละก็คงจะสวยเด่นไม่ใช้น้อยเลยละ   จะพูดถึงตัวรถอย่างเดียวก้คงจะไม่ได้ ต้องมีนักบิดด้วย ทีมนี้มี 2 คน อย่าง Alex Lowes จะใช้เบอร์ 22 ลงทำการแข่งขันและ Axel Bassani จะใช้เบอร์ 47 ลงทำการแข่งขัน ในฤดูกาลนี้ ที่จะเป็นนักบิดคนสำคัญของทีมที่จะผนึกกำลังร่วมชิงแชมป์ในรายการแข่งขัน WorldSBK ในปี 2024 นี้ ยังไงก็ต้องขอฝากแฟนๆสาวกค่ายเขียวร่วมส่งกำลังใจ ติดตามเชียร์ทีมนี้ เพราะปีนี้เดือนแน่นอน… อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ลองฟังเสียงหวาน ๆ จากสนามแข่ง WorldSBK 2024

ลองฟังเสียงหวาน ๆ จากสนามแข่ง WorldSBK 2024 หลาย ๆ คนน่าจะมีแนวเพลงที่ชื่นชอบ อาจจะเป็น ป็อป ร็อก ฮิปฮ็อป หรือจะอะไรก็ตามแต่ ทว่าผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านที่เป็นแฟน ๆ กีฬามอเตอร์สปอร์ตก็น่าจะชื่นชอบแนวเพลงซิมโฟนีออเครสต้าที่เกิดจากบรรดานักแข่งเอารถแข่งของตัวเองไปหวดในสนามแห่ง แล้วเกิดเสียงอันไพเราะในแบบฉบับไบเกอร์ขึ้นมา วันนี้แอดมินก็เลยจะพาทุกท่านไป ลองฟังเสียงหวาน ๆ จากสนามแข่ง WorldSBK 2024 กัน พร้อมกันนี้ยังได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับท่อไอเสียของแต่ละค่ายแถมมาให้ด้วย เผื่อว่าเพื่อน ๆ จะสนใจกันครับ [yotuwp type=”videos” id=”grcagnRq5r0″ ] สำหรับข้อมูลเรื่องทีมไหนใช้ท่อไอเสียแบรนด์ใดกันบ้าง แอดมินได้รวบรวมมาแล้วครับพี่น้อง ลองไปส่องดูกันได้เลย งานนี้ท่อไหนถูกใจพี่น้อง อาจจะได้ไปซื้อมาลองใส่รถตัวเองกันดูได้นะครับ ทีมใหญ่ ๆ ระดับทีมโรงงานและทีมรองอื่น ๆ ดังรายชื่อด้านล่าง ส่วนใหญ่จะใช้ท่อจาก Akrapovic Aruba.it Racing – Ducati Barni Spark Racing Team Bonovo action BMW Racing Team GMT94 Yamaha WorldSBK Team GYTR GRT Yamaha WorldSBK Team Kawasaki Racing Team Pata Yamaha Prometeon WorldSBK Official Team PETRONAS MIE Racing Honda ROKiT BMW Motorrad WorldSBK Team Team HRC Yamaha Motoxracing WorldSBK Team   ทีมรองอีก 4 ทีมที่เหลือมีการเลือกใช้ท่อที่ต่างกันออกไปดังนี้ Kawasaki Puccetti Racing  – Arrow MOTOCORSA RACING TEAM – Termignoni Elf Marc VDS Racing Team – SC Project Team Go Eleven – Spark   ทั้งนี้ในคลิปอาจจะไม่มีเสียงของท่อครบทุกแบรนด์ แต่ก็ครบทุกค่ายทีมหลัก ดังนั้นถ้าอยากฟังท่อไอเสียแบรนด์อื่น ๆ ก็อย่าลืมติดตามชมและตามเชียร์การแข่งขัน WorldSBK 2024 กันด้วยนะครับ โดยสามารถดูตารางการแข่งขันได้ที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก