ล่าสุดทาง BMW Motorrad ประเทศไทย ได้ร่วมกันกับ California Superbike School โรงเรียนสอนขับขี่ระดับโลก ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนขับขี่สำหรับมือใหม่ที่อยากจะวาดลวดลายในสนามแข่งอย่างถูกวิธี ถูกต้องตามหลักสูตรที่ใช้กันทั่วโลก และอยากจะบอกว่านักแข่งมืออาชีพหลายๆ คนก็เคยผ่านโรงเรียนนี้มาแล้วเช่นกัน 

BMW S1000RR 2020

และแน่นอนสำหรับในครั้งนี้ SuperBikemag.com ได้รับการเทียบเชิญจาก BMW Motorrad ประเทศไทย เข้าร่วมเรียนในครั้งนี้ด้วย ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ และขอก่อนเลยว่าไม่ว่าคุณจะเก่งมาจากไหน จะขี่มากี่สนามทั่วโลก กี่ภูมิประเทศ หรือขี่มาแล้วกี่ปี คุณต้องทิ้งสิ่งที่คุณเคยเรียนรู้มาไว้ข้างหลัง แล้วมาเริ่มใหม่อย่างถูกต้องที่นี่ แต่ขอบอกไว้ตรงนี้ว่าคุณต้องมีทักษะการขับขี่ซูเปอร์ไบค์ในระดับพื้นฐานมาก่อน  เพราะที่นี่ไม่ได้สอนขับขี่เบื้องต้นนะครับ

เรียนรู้

การเรียนการสอนของที่จะถูกแบ่งออกเป็นเลเวลต่างๆ กัน 3 ระดับด้วยกัน โดยผมนั้นได้เรียนที่เลเวล 1 เพราะไม่เคยเรียนมาก่อนเลยส่วนเลเวลที่ 2 และ 3 นั้น จะต้องแสดงหลักฐานใบประกาศในเลเวลก่อนหน้านี้ที่เคยได้รับมาด้วย  ซึ่งอันที่จริงแล้วทาง BMW Motorrad เคยจัดการเรียนการสอนแบบนี้ไปแล้วเมื่อปีก่อน ก็จะมีบางคนที่ได้เรียนมาก่อนหน้านี้แล้ว ก็สามารถนำใบประกาศมายืนยันเพื่อที่จะเรียนลำดับขั้นที่สูงขึ้น

ผมเปลี่ยนชุดเรซซิ่งสูทและไรดิ้งเกียร์อื่นๆ รวมถึงวอร์มร่างกายให้พร้อม เพราะวันนี้เราจะเรียนขับขี่กันทั้งวัน ซึ่งไรดิ้งเกียร์ต่างๆ ถือว่าเป็นพื้นฐานของคนที่อยากจะขับขี่ในสนาม คุณต้องเตรียมมาเอง ไม่งั้นนคุณจะไม่มีสิทธิ์เข้าเรียน เพราะนี่คือเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งคือเรื่องพื้นฐาน แต่สำคัญที่สุด 

เริ่มต้นด้วยการเข้าเรียนทฤษฏีกันก่อน สำหรับการฝึกระดับ 1 จะแบ่งการเรียนการสอนออกเป็น 5 หัวข้อหลักๆ ด้วยกัน โดยจะใช้เวลาเรียนตลอดทั้งวัน ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างมากสำหรับการเรียนในแต่ละหัวข้อ แต่ต้องขอบอกเวลาพอมาเรียนเข้าจริงๆ แล้ว เป็นช่วงเวลาที่แทบจะไม่พอ เพราะหลังจากเรียนภาคทฤษฏีแล้วก็จะต้องกลับไปลงฝึกในภาคสนาม จากนั้นคุณต้องก็ต้องกลับมารับบรีฟแก้ไขต่างๆ กับครูภาคสนามอีกด้วย เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภาคสนามแล้วนำมาปฏิบัติในรอบถัดไป เรียกว่าเข้มๆ กันเลยล่ะครับ ถ้าเทียบกับโรงเรียนมันคือโรงเรียนกวดวิชาชัดๆ 

หัวข้อการเรียนการสอนจะถูกแบ่งออกเป็น 5 ข้อดังนี้  

1 Throttle (การควบคุมคันเร่ง)

2 Turn Points (จุดเลี้ยว)

3 Quick Turn (การเลี้ยวเร็ว)

4 Rider Input (การควบคุมโดยตัวผู้ขี่เอง)

5 Two-step Turning (สายตา-เลี้ยวเร็ว)

 

1 Throttle (การควบคุมคันเร่ง)
การควบคุมคันเร่งนั้นใครๆ ก็คงบอกว่าง่าย ก็แค่คันเร่ง ผมเองก็เคยคิดแบบนั้น แต่เดี๋ยวก่อน นี่คือสถาบันสอนขับขี่ระดับโลกเลยนะ มันคงไม่ง่ายแบบที่คิดหรอก สำหรับช่วงการฝึกขับขี่ในสนามนั้น จะใช้ได้เพียงแค่เกียร์ 4 เพียงเกียร์เดียวเท่านั้น คุณอ่านไม่ผิดหรอกครับ เกียร์เดียวเท่านั้น กับการขี่ในสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต นั่นละครับ สนามที่เขาใช้แข่ง MotoGP นั่นละ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ห้ามเบรก ยากไปไหน ผมเองก็เริ่มกังวลอยู่หน่อยๆ คิดในใจเอาไงดี แอบเบรกได้ไหม ผมว่ามันก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง จะซื่อสัตย์ต่อการเรียนครั้งนี้หรือเปล่า ถ้าเราเบรก เราก็คงไม่ได้เรียนรู้อะไรกลับไป พอผมไปขี่ จากการเรียนครั้งนี้ ถึงเวลารู้อยู่อย่างเดียว อย่าใจร้อน เขาโค้งรักษาไลน์ให้เนียนที่สุด

ถึงเวลาจะลงสนามก็ได้เวลาแต่งตัวให้พร้อม ช่วงแรกของวันนี้ รู้สึกอาการไม่ค่อยดี จะเปิดคันเร่งช่วงไหน ปิดคันเร่งตอนไหนดี จะไหลเข้าไลน์ไหนดี แถมรถที่ขี่ในสนามก็ดันเป็น BMW S 1000 RR 2020 ตัวใหม่ล่าสุดอีก จะหวดก็ไม่ได้รถมันแรงเกิน เบรกก็ไม่ได้ ไหนจะมีครูที่จะคอยขี่ดูเราสังเกตเราตลอดเวลา ประกบกันเลยก็ว่าได้ เพราะครู 1 คน ต่อนักเรียน เพียงแค่ 2 คนเท่านั้นเอง ถือว่าสอนกันถึงพริกถึงขิง เล่นเอากังวลและเกร็งไปหมดแต่ไหนก็มาทั้งทีก็หวังจะเก็บเกี่ยวไปให้เต็มที่ ได้ยินคำเดียวก่อนออกว่าใช้เกียร์ 1 ออกตัวได้ก็นึกขำตัวเอง ก็ได้แต่บอกตัวเองว่าลองดู 

ออกตัวได้ เตะถึงเกียร์ 4 ก็เข้าโค้งตามครูไปตลอด ติดๆ ขัดๆ พยายามสังเกตคันเร่งครู ตลอดเลย บางทีเราก็ต้องเบรก เพราะมันเข้าไม่ได้ ไม่ถนัด รอบแรกผ่านไป รอบสองเริ่มได้ ไม่เร็วมากนะ ค่อยๆ เดินคันเร่งเดินอย่างละเอียดมากๆ เพราะเปิดเยอะไป รถเร็วไป ทำให้ไหลยาวเข้าโค้งไม่ได้ พอเราเปิดน้อยไปก็กลัวไม่มีแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ตอนเลี้ยวก็พาลจะกลัวล้ม ผมขอใช้คำว่า ตกแต่งความเร็วก่อนเข้าโค้งมันยากมาก 

พอขับไปหลายรอบก็พอจะสังเกตได้ถึงจุดยกคันเร่งของแต่ละโค้ง ก็ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า ครูกำลังสอนให้โฟกัสกับอะไรเพียงอย่างใดอย่างนึง เขาไม่สอนท่าทาง การเอียงตัว เขาไม่ได้สอนให้ทำเวลาเร็วที่สุด ที่สอนคือ คันเร่งจริงๆ เปิดปิดให้ถูกจุด ให้แค่เพียงพอต่อการใช้เท่านั้น จนรู้สึกว่าความเร็วเท่านี้มันก็เพียงพอแล้ว เรียกว่าถ้าหากเราทำให้พอดีได้ รู้จักสังเกต รู้จักเรียนรู้ มันก็จะไปได้ในท้ายที่สุด

2 Turn Point (จุดเลี้ยว)

บทเรียนนี้มีตัวช่วยเพิ่มเข้ามา คือเวลาจะเลี้ยวหรือเข้าโค้งนั้นจะมีจุดเลี้ยวที่ถูกกำหนดไว้ที่พื้นสนาม ให้นักเรียนได้สังเกต เป็นเครื่องหมายกากบาท ทุกโค้งจะมีจุดเลี้ยวเป็นของตัวเอง ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ใช้จุดเลี้ยวที่เฟอร์เฟ็กต์ที่สุด แต่จุดที่เขาทำไว้ให้สังเกตคือจุดเลี้ยวที่ดี ย้ำนะครับมันคือจุดเลี้ยวที่ดีที่เขาได้แนะนำให้เรา ผมเองก็มีถกเถียงกับตัวเองสักครู่ เพราะตัวผมเองก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ขี่ในสนามแห่งนี้ ครูสอนก็ได้บอกว่า สิ่งที่คุณทำอยู่อาจจะเป็นจุดเลี้ยวที่ผิดก็ได้ ขอให้ลองทำตามที่เขาบอก แล้วคุณจะได้จุดเลี้ยวที่ดีขึ้น หมายเหตุช่วงนี้เราให้คุณใช้เกียร์ได้เพิ่มอีกเกียร์นั้นคือ 3-4 เท่านั้น แต่ยังไม่ให้ใช้เบรกเช่นเดิม

ข้างหน้าคือจุดเลี้ยว

ลืมบอกไปครูภาคสนามผมชื่อ Marco เขาเป็นที่คนสังเกตการขี่ของผมที่ละเอียดมาก และสอนเท่าที่ผมต้องรู้จริงๆ เขาบอกผมว่า ไม่จำเป็นต้องเร็ว แค่คุณเปิดคันเร่งในที่ที่คุณต้องเปิดก็พอ แล้วสังเกตจุดเลี้ยวที่พื้นให้ดี หลังจากนั้นสังเกตเขา แล้วเปิดคันเร่งตามเขาโดยสังเกตที่มือยืดเข้า-ออก นั่นคือการเปิดคันเร่งในโค้ง คอยกำหนดความเร็ว – เข้าโค้ง – เดินคันเร่งออกจากโค้งในที่ที่ควรเปิด 

MR. Marco

ช่วงแรกผมกังวลพอสมควรเลย เพราะกลัวเลี้ยวไม่ตรงจุดที่กำหนด แต่ในรอบหลังๆ ผมเริ่มรู้สึกได้ว่าจุดที่เขาทำไว้นั้น ทำให้เลี้ยวได้ดีขึ้นเร็วขึ้นจริงๆ ถือว่าเป็นการเลี้ยวที่ใช้หน้ายางได้อย่างเหมาะสม และเป็นไลน์ที่ไม่กดหน้ายางมากเกินไป คันเร่งเนียนขึ้น ไม่ต้องขยี้จนไลน์ขับขี่เสียรูปไปหมดเหมือนแต่ก่อน ได้ผลจริงๆ 

 

3 Quick Turn (การเลี้ยวเร็ว)

ตามชื่อเลย มันคือการเลี้ยวแบบเร็ว ซึ่งเมื่อเราผ่านการเรียนแต่ละหัวข้อ ก็จะถูกนำมาใช้เสริมกันขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะทำให้การขับขี่ในสนามดีขึ้นเรื่อยๆ และสมบูรณ์ในท้ายที่สุด การเลี้ยวเร็วคือ ความเร็วและการเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว รวมกันแล้วคือความคล่องแคล่วในการเปลี่ยนทิศทางของตัวรถขณะขับขี่ในสนาม

เราจะเอาความรู้ในช่วงแรกเข้ามาประยุกต์ใช้ทั้งหมด ทั้งการเปิดคันเร่ง จุดเลี้ยว ทำพร้อมๆ กัน โดยในการเลี้ยวเร็วนั้นมันก็คือการเคาน์เตอร์สเตียริ่ง (Counter Steering) มันจะงงหน่อย ถ้าใครไม่รู้จัก โดยการเลี้ยวนั้นจะให้การผลักแฮนด์สวนทางกับทิศที่จะเลี้ยวไปแทน นึกภาพตามผมนะ เลี้ยวซ้ายแต่ให้ใช้มือขวาผลักแฮนด์ เลี้ยวขวาแต่ให้ใช้มือซ้ายผลักแฮนด์ จะทำให้การบังคับทิศทางในสนามนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นทันทีถ้าเข้าใจ 

ถ้าใครไม่เข้าใจจะมีครูภาคสนามอยู่ด้านหลัง ที่จะคอยอธิบายให้เข้าใจได้ พร้อมการปฏิบัติ โดยจะให้ลองกับรถเน็กเก็ต บ้าพลังอย่าง BMW S 1000 R ด้านหลัง แต่ให้ขับเกียร์ 2 เกียร์เดียว ความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตร/ชั่วโมง วนในบริเวณด้านหลังสนาม และจะมีครูสังเกตอย่างละเอียด ทั้งท่านั่ง ข้อศอก การมอง การเปิดคันเร่ง โอ้โห มันเป็นแบบนี้ โดยสายตาเป็นสิ่งสำคัญมากๆ คุณมองเพียงจุดที่จะไป แล้วเปิดคันเร่งเบาๆ ผลักแฮนด์ตามที่บอก คุณก็จะเลี้ยวโค้งได้ง่ายมากๆ 

 

จากนั้นเรามาลงในสนามกัน ครู Marco บอกกับผมว่าให้ขี่ตามเขาสัก 1-2 รอบ ไม่ต้องเร็วมาก เขาสั่งให้เลี้ยวเมื่อไหร่ก็พับเข้าไปเลย แล้วเดินคันเร่งตามสัญญาณมือที่เขาบอก ทำพร้อมๆ กัน โดยครั้งนี้จะใช้ได้ทั้งเกียร์ 3-4 สามารถเบรกเบาๆ ได้แต่อย่าเบรกแรง โคตรจะอุ่นใจเลยเบรกได้ ฮา ช่วงที่ 3 ผมขี่ได้เร็วขึ้น แต่ไม่รู้หรอกว่าความเร็วเป็นยังไงเพราะเรือนไมล์ตัว S 1000 RR ตัวใหม่ถูกแปะด้วยเทปกาวไว้ จะเห็นแค่เพียงตัวเลขเกียร์กับรอบเครื่องเท่านั้น ผมว่ามันได้ผล หลังทำตามที่เขาสอน มองแล้วเลี้ยวตามที่บอก คันเร่ง สายตา จังหวะดีมีชัยไปกว่าครึ่ง มันคือไลน์ที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยขี่มาในสนามนี้

 

4 Rider Input (การควบคุมโดยตัวผู้ขี่เอง)

หัวข้อนี้อธิบายง่ายๆ คือเวลาขี่ไม่ดีให้อย่าไปโทษรถ เพราะรถเขาทำมาดีแล้ว เขามีทีมวิจัยและพัฒนา กว่าจะทำออกมาได้ ลงทุนไปกี่ร้อยล้านก็ไม่รู้ บางทีพวกคุณยังเห็นรถล้ม แล้วตั้งวิ่งไปเองได้โดยไม่มีคนขับยังได้เลยจริงมั้ย!! ซึ่งหัวข้อนี้จะเน้นให้คนขับขี่ผ่อนคลายกัน 

สิ่งที่ครูให้ผมดูคือคนเข้าโค้งแล้วทำท่าตีปีก ขยับท่อนแขนตั้งแต่ช่วงหัวไหล่ลงมาถึงข้อมือ แบบไม่ต้องเกร็งแขน สบายๆ ผมนี่ร้องอู้วหูว!! ต้องทำแบบนี้หรอเนี่ย ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกครูบอก ในการขับขี่ในสนามนั้นปกติแล้วก็จะมีความกดดันอยู่พอสมควร ทั้งสภาพพื้นผิว การเอียงรถ ไลน์ในการเลี้ยว ความเร็วในการเลี้ยว รวมไปถึงรถคันอื่นๆ ที่อยู่ในสนาม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ตัวเราเกิดความกลัวขึ้น จนไปกระตุ้นสัญชาตญานการเอาตัวรอด ส่งผลให้การรีแล็กซ์นั้นหายไป ทำให้ร่างกายแข็งเกร็ง การมอง การเลี้ยว และการเดินคันเร่ง ไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่ควรเป็น

ฉะนั้นในครั้งนี้ทางครูอนุญาตให้ใช้เกียร์ 3-4-5 ได้และเบรกเพียงเล็กน้อย และแน่นอนว่าในการขี่ครั้งนี้นำการเรียนบทเรียนที่ผ่านมา มาใช้ในรวมกับหัวข้อนี้ด้วย เพียงคุณเอาขาหนีบถังอยู่เสมอไม่ต้องกางขา และใช้ปลายเท้าทั้งสองข้างกดลงที่พักเท้าขณะเลี้ยว พร้อมกับการผลักแฮนด์เข้ามุมในการเลี้ยว เดินคันเร่งในจุดที่เหมาะสม พร้อมกับนำสายตามองไปที่จุดเลี้ยว ทำอย่างคล่องแคล่ว เลี้ยวเข้าเอเป็กซ์ให้เหมาะสม โดยมีครู Marco ขับนำผม 1-2 รอบเท่านั้นผมก็รู้สึกได้ว่าในการเลี้ยวเข้าโค้งครั้งนี้ รับรู้ถึงความสมู้ทมากขึ้น การต่อเกียร์น้อยลง การเข้าโค้ง การมองไลน์ในสนาม มองได้ขาดมากขึ้นพอสมควร แต่ก็มีหลุดบ้างเนื่องจากมือเริ่มหมดแรง เพราะขี่มาตั้งแต่ช่วงเช้า ตอนนี้ก็เป็นช่วงบ่าย กำลังคิดอยู่ว่าทำไม เซ็สชั่นนี้ถึงไม่อยู่ในช่วงการเรียนแรก ครูบอกว่า สิ่งที่คุณเรียนเมื่อเช้านั้นสำคัญกว่าการรีแล็กซ์ในช่วงนี้ ถ้าคุณรู้สึกรีแล็กซ์ในการเลี้ยว การเดินคันเร่ง และจุดเลี้ยว นั่นคือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว คุณควรรีแล็กซ์กับมัน ซึ่งจะทำให้ขี่ต่อรอบได้มากขึ้น เหมือนนักแข่งมืออาชีพทั่วๆ ไปเลย

5 Two-step Turning (การเข้าโค้งสองจังหวะ)

พอมาถึงหัวข้อนี้ “มอง มอง มอง คุณต้องมองให้เร็ว” การมองเห็นนั้นสำคัญมากๆ เพราะถ้าคุณมองไม่เห็น คุณก็จะเลี้ยวไม่ได้ แต่ถ้าคุณมองเห็นอะไรเนี่ยสิแย่แน่ ในการเลี้ยวแต่ละครั้งนั้น คุณจะรู้ว่าไม่เหมือนกันสักครั้ง ถ้าคุณไม่โฟกัสการมองจุดเลี้ยวอย่างจริงจัง 

การเลี้ยวที่ดีคุณต้องมองก่อนที่จะเลี้ยว ทำให้ปัจจัยการเลี้ยวขึ้นอยู่กับลักษณะโค้งที่คุณจะเจอ ในสนามนี้ผมจะมีปัญหาอยู่ 1 โค้งคือ โค้ง T5-T6-T7 ซึ่งโค้งนี้มีลักษณะเป็นโค้งที่ต่อเนืองกัน แต่การมองโค้งนั้นไม่เหมือนกัน จุดเลี้ยวสำคัญมากๆ เมื่อความเร็วสูงขึ้น การใช้เบรกก็สูงขึ้น ความกลัวก็จะเพิ่มมากขึ้นตามสัญชาตญาณ ทุกอย่างมันจะไม่สมู้ท ไม่เนียน ไม่ลงตัว เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การเกร็งทำให้ประมวลผลได้ช้าลง ทางครู Marco บอกว่า ลองนำสายตามองไปที่จุดเลี้ยวแล้วเลี้ยวเลย แล้วอย่าลืมเรื่องการใช้คันเร่ง สายตา รีแล็กซ์ แล้วมันจะเลี้ยวเอง เพียงแค่มองโค้งต่อโค้ง อย่ามองเผื่อทะลุไปอีกโค้ง นั่นทำให้เรากังวลจนเกินไป 

 

ที่สำคัญคือคุณต้องจำจุดเลี้ยวของแต่ละโค้งให้ได้ อ่านโค้งให้เป็น จะทำให้การขี่ดีขึ้นได้ ผมพยายามยกบทเรียนทั้งหมดที่เรียนมาทั้งวัน มาใช้ช่วงสุดท้ายของเลเวลนี้ เพราะทุกอย่างจะต้องเกิดขึ้นสอดคล้องและต่อเนื่องกันอย่างถูกต้อง มันถึงจะเป็นการขับขี่ที่ดีและสมบูรณ์แบบที่สุดในเลเวลที่ 1 

Certificate California Superbike School


ในการเรียนครั้งนี้ถือว่าเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่เลยก็ว่าได้ทั้งการขับ BMW S 1000 RR 2020 และการเรียนกับสถาบันการขับขี่รถซูเปอร์ไบค์ ระดับโลกอย่าง California Superbike School การเรียนครั้งนี้มันคือการลืมพฤติกรรมการขับขี่ที่ผิดๆ ของผม ให้ผมเป็นคนใหม่ ผมไม่ใช่นักแข่ง แต่ผมจะเป็นนักขับที่ดี องค์ประกอบ บทเรียน คำสอนต่างๆ ในการเรียนมาทั้งหมด 5 เซ็สชั่นจะถูกนำมาทดลองในทุกๆ วินาทีของการขับขี่ทุกครั้ง เหมือนกับนักทดลองที่พร้อมจะพัฒนา และแก้ไข ในการขับขี่ในสถานที่ต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย มีประสิทธิภาพสมบูรณ์แบบ ได้อย่างแน่นอน…

ขอขอบคุณ
BMW Motorrad Thailand
Shark Helmets Thailand
Alpinestars Supertech Editions
รูปภาพสวยงามจากทาง BMW Motorrad , HIRO Motopic , SuperBikemag Team

อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่
ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่
รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก