SuperBikeMag.Com ข่าวรถยนต์ รีวิวรถใหม่ รถยนต์ไฟฟ้า ข่าวรถจักรยานยนต์

Motor Show 2025 นิทรรศการจัดแสดงยานยนต์ที่ในปีนี้ค่ายรถจักรยานยนต์ในแต่ละค่ายก็ต่างงัดไม้เด็ด เอาเทคโนโลยีน่าสนใจมาโชว์เพียบ

Jack Frost และ Paul Milbourn โชว์พลังคนบ้า ซ้อนสองทุบสถิติโลก คงไม่มีใครอยู่ยงคงกระพันอยู่บนจุดสูงสุดได้ตลอดกาล และมักถูกแทนที่ด้วยสิ่งอะไรที่เป็น “ขั้นกว่า” อยู่เสมอ เช่นเดียวกัน ในเรื่องสถิติซ้อนสองที่เร็วที่สุดในโลกที่แอดมินเคยได้ลงข่าวไว้กับพี่เบิ้มพลัง 10 สูบ (Viper 10) ของตาลุง Alan Millyard ที่เคยทำไว้ที่ 295 กม./ชม. ล่าสุด การมาของคู่หูดูโอ้คู่ใหม่อย่าง Jack Frost และ Paul Milbourn พร้อมที่จะขิงด้วยความเร็วที่สามารถทำได้มากกว่าถึง 360 กม./ชม. ทีเดียว แม้แชมป์เก่าจะใช้ตัวซิ่งพลังร็อกเก็ต 10 สูบ 500 แรงม้า ก็มิอาจต้านทานขุมพลังเบอร์โบซูเปอร์ชาร์จของฮายาบูสะคันนี้ที่ได้รับการโมดิฟายจนสามารถผลิตแรงม้าได้สูงถึง 800 แรงม้า ซึ่งนอกจากปรับเพิ่มสมรรถนะแล้ว ยังมีการดัดแปลงพิเศษเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถขับขี่แบบซ้อนท้ายที่ความเร็ว 320 กม./ชม. ได้อย่างปลอดภัย อย่างการติดตั้งเบาะท้ายแบบเฉพาะทางพร้อมพักเท้า การเสริมแฮนด์ให้กับคนซ้อนบริเวณใต้ถังน้ำมัน ให้สามารถจับได้ในขณะวิ่งด้วยความเร็วสูง หลังจากการทดสอบเบื้องต้นบนรันเวย์เอลวิงตัน ประเทศอังกฤษ Jack Frost สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 418 กม./ชม. (ขับขี่คนเดียว) และความเร็วสูงสุดสำหรับซ้อนสองทำได้ที่ 360 กม./ชม ทำลายสถิติเดิมที่ตาลุง Millyard และ Henry Cole ทำไว้ 295 กม./ชม. นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมออกตัวพร้อมกับคนตัวใหญ่ขนาดนั้นซ้อนท้าย ผมไม่เคยขี่พร้อมคนซ้อนที่ตัวใหญ่แบบนี้มาก่อน แต่ทุกอย่างก็รู้สึกปกติดี เราเลยตัดสินใจลองวิ่งดูว่าจะเป็นยังไง ซึ่งผมลองอีกรันหนึ่งโดยบิดคันเร่งมากขึ้นหน่อย ได้ความเร็ว 360 กม./ชม. แล้วก็ลองอีก 2 รอบโดยพยายามบิดแรงขึ้น แต่กลับทำพลาด ในช่วงเปลี่ยนเกียร์ ผมบิดคันเร่งเพิ่มนิดหน่อย ทำให้รถเสียจังหวะตอนเข้าเกียร์สี่ มันเกิดอาการแกว่งนิดหน่อย ผมเลยถอนคันเร่งแล้วค่อยเปิดใหม่อีกครั้ง แต่ก็ยังวิ่งผ่านเส้นที่ความเร็ว 211 ไมล์ต่อชั่วโมง และในรันที่สี่ก็เกิดแบบเดียวกันเป๊ะ แม้ว่าจะวิ่งด้วยความเร็วกว่า 200 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่ในการซ้อนท้ายทั้งสองคนใช้คันเร่งเฉลี่ยเพียง 60% เท่านั้น โดยพอล มิลบอร์นยังได้ออกแบบแฮนด์พิเศษติดตั้งไว้ที่โครงรถ เพื่อให้สามารถจับได้จากด้านหลัง โดยไม่ต้องจับตัวฟรอสต์โดยตรง เขาไม่ได้จับตัวผมเลยนะ เขาจับอยู่ที่แฮนด์สองข้างที่ติดกับเฟรมรถ มันปลอดภัยมาก เพราะตอนเบรกแรง ๆ ด้วยความเร็วระดับนั้น ถ้าไม่มีแฮนด์ เขาอาจจะกลิ้งมาทับหัวผมหรือหลุดไปด้านหลังได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเขาจะเกร็งแขนไว้แค่ไหน และผมก็ไม่รู้สึกว่าเขาอยู่ข้างหลังด้วย ซึ่งก็ดี เพราะผมไม่ต้องรู้สึกว่ามีใครรั้งตัวผมไว้จากด้านหลัง และไม่ต้องเจอปัญหาแบบ อยู่ดี ๆ มือขวาผมก็เผลอบิดคันเร่งหนักขึ้นทั้งที่กำลังจะปิดคันเร่ง โดยทั้งคู่จะตั้งเป้าทำความเร็วทะลุถึง 386 กม./ชม. และทำลายสถิติโลกอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Sam Sunderland แบรนด์แอมคนใหม่ของ ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ เข้าจุดเริ่มต้นของการผจญภัยครั้งใหม่ Sam Sunderland อดีตแชมเปี้ยน Dakar Rally 2 สมัย ก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่กับแบรนด์ระดับตำนานอย่าง ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซค์เคิลส์ สานต่อความหลงใหลในโลกแห่งความเร็วและความท้าทายด้วยบทบาท แบรนด์แอมบาสเดอร์ อย่างเป็นทางการ เปลี่ยนสนามแข่งเป็นเส้นทางแห่งอนาคต จากนักแข่งผู้พิชิตแรลลี่สุดคฤโหด สู่ผู้บุกเบิกเส้นทางใหม่ให้กับรถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์ แซม ผู้ครองตำแหน่งแชมป์ดาการ์ แรลลี่สองสมัย และ FIM World Rally Raid จะนำประสบการณ์อันโชกโชน มาสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักบิดทั่วโลก ร่วมพัฒนาโปรเจ็กต์ใหม่ ๆ ในตลาด รถจักรยานยนต์แอดแวนเจอร์และออฟโร้ด “การร่วมงานกับไทรอัมพ์ในครั้งนี้ เป็นการเดินทางครั้งใหม่ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ผมรอคอยที่จะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมอังกฤษในการสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่” แซม กล่าว Paul Stroud ประธานเจ้าหน้าที่การพาณิชย์ของไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ กล่าวถึงเส้นทางของแบรนด์ที่มุ่งสู่การเติบโตอย่างต่อเนื่องในกลุ่มแอดเวนเจอร์และออฟโร้ด “ตลอดห้าปีที่ผ่านมา Triumph ได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง กับโมเดลอันโดดเด่นอย่าง Tiger และ Scrambler และในวันนี้ เรากำลังก้าวสู่ยุคใหม่ ด้วยความร่วมมือจากแชมป์ Dakar อย่างแซม ซันเดอร์แลนด์” ไม่เพียงแต่ไทรอัมพ์จะบุกตลาดแอดแวนเจอร์ พวกเขายังมุ่งหน้าเข้าสู่โลกของ โมโตครอสและเอนดูโร่อย่างเต็มตัว เปิดตัวโมเดลใหม่ที่ท้าทายทุกขีดจำกัดของการขับขี่ ทั้งโมเดล TF 250-X และ TF 450-RC Edition ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทรอัมพ์ในวงการออฟโร้ด รวมถึงโมเดลใหม่ที่จะเปิดตัวในปีนี้ ภายใต้การนำของ Paul Edmondson ผู้จัดการทีมและอดีตแชมป์โลกระดับตำนาน ไทรอัมพ์ กับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่บนเวทีโลก Triumph Factory Racing คว้าชัยชนะในรายการ AMA Supercross เตรียมพร้อมลงแข่ง World Supersport Championship 2025 ทะยานสู่การแข่งขัน SuperMotocross และ MXGP/MX2 อย่างเต็มรูปแบบในปี 2025 แชมป์โลก Jonny Walker นำ Triumph คว้าโพเดียมใน SuperEnduro World Championship เป็นครั้งแรก โดยการแต่งตั้ง แซม ซันเดอร์แลนด์ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Triumph Motorcycles ไม่ใช่เพียงการร่วมมือกันของนักแข่งและแบรนด์ แต่เป็นการรวมพลังของสองไอคอนแห่งวงการมอเตอร์ไซค์ ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตของรถจักรยานยนต์แอดแวนเจอร์และออฟโรดไปข้างหน้า ที่สำคัญ ไทรอัมพ์ยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์ นวัตกรรมที่เน้นผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง กับโมเดลยอดนิยม เช่น Tiger 900 และ Tiger 1200 ที่ได้รับการอัปเดตใหม่ เพื่อให้การขับขี่เต็มไปด้วยสมรรถนะและความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลุ่มผลิตภัณฑ์รถจักรยานยนต์ของไทรอัมพ์ดูได้ที่ www.triumphmotorcycles.co.th อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Retrokit for Vespa มอเตอร์ไฟฟ้าของเวสปิสตี้ที่เบื่อน้ำมัน Retrokit for Vespa ขุมพลังงานไฟฟ้าสำหรับรถจักรยานยนต์เวสป้า ด้วยเทรนด์ในยุคปัจจุบันแน่นอนว่าในชั่วโมงนี้ คงหนีไม่พ้นไลฟ์สไตล์ ‘แบบรักษ์โลก’ ผู้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น วงการรถสองล้อเองก็มีสกูตเตอร์ไฟฟ้าออกมาให้ได้ใช้งานกัน สำหรับไบค์เกอร์บางท่านที่อยากร่วมรักษ์โลกแต่ไม่มีเงินซื้อให้จะทำยังไงดี ? เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปสำหรับเหล่า ‘เวสปิสตี้’ ที่มีใจจะรักษ์โลก เพราะ Retrokit บริษัทจากอิตาลี เปิดตัวชุดแปลงไฟฟ้าแบบครบวงจรที่ช่วยให้ผู้ขับขี่โบกมือลาน้ำมันเบนซิน และหันมาใช้ไฟฟ้าล้วน ๆ สำหรับเวสป้าคลาสสิกของคุณได้ในเวลาเพียงสี่ชั่วโมงเท่านั้น โดยชุดมอเตอร์ไฟฟ้าของ Retrokit จะประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และชุดควบคุม ที่สามารถติดตั้งเข้ากับรถเวสป้าได้อย่างง่ายดาย โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีการดัดแปลงตัวรถมากนัก และเมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว ชาร์จไฟให้เรียบร้อย ก็สามารถใช้เวสป้าที่เป็นพลังงานไฟฟ้าได้ทันที ชุดนี้ประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้อหลังขนาด 7,000 วัตต์และแบตเตอรี่ลิเธียมแบบถอดได้ขนาด 2.35 kW.h ซึ่งเข้ามาแทนที่เครื่องยนต์เชื้อเพลิงเดิม โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างเฟรมแต่อย่างใด พูดอย่างง่าย ๆ ก็คือเหมือนกับการให้ “หัวใจ” ใหม่แก่เวสป้า แต่ยังคงระบบล้อหลัง และเบรกแบบเดิมเอาไว้ เพื่อให้ประสบการณ์การขับขี่ไม่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งชุด Retrokit ยังมาพร้อมอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น ระบบไฟ LED, ระบบควบคุมคันเร่ง, ตัวควบคุมอัจฉริยะ ทำให้การปรับแต่งนี้ไม่ใช่แค่การ “ปรับเปลี่ยนรูปแบบของระบบกำลัง” เท่านั้น แต่ยังเป็นการอัปเกรดประสบการณ์การขับขี่อีกด้วย ระยะเวลาการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าใหม่นี้ใช้เวลาไม่ถึง 4 ชั่วโมงเท่านั้น มอเตอร์ไฟฟ้าของ Retokit มีให้เลือกทั้งหมด 2 ขนาด ได้แก่ ขนาด 50 ซีซี และขนาด 125 ซีซี โดยเวอร์ชันขนาด 50 ซีซี จำกัดความเร็วอยู่ที่ 45 กิโลเมตร/ชั่วโมง เหมาะสำหรับการเดินทางในเมือง และใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไปใกล้ ๆ บ้าน ในส่วนของเวอร์ชันขนาด 125 ซีซี สามารถทำความเร็วสูงสุดถึง 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ความเร็วสูงมอเตอร์ทั้งสองรุ่นสามารถสร้างแรงบิดได้ 28 นิวตันเมตรที่ 2,500 รอบต่อนาที ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่มือใหม่ และมือเก๋าสามารถควบคุมได้ง่ายระบบประหยัดพลังงานอัจฉริยะ วิ่งได้ไกลถึง 82 กิโลเมตร มอเตอร์ไฟฟ้าของ Retrokit มีโหมดขับขี่ในตัว 3 โหมด ได้แก่ Eco, Drive และ Sport โหมด Eco มีระยะทางวิ่งไกลที่สุด โดยสามารถเดินทางได้ 82 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบกู้คืนพลังงานจลน์ ที่สามารถชาร์จพลังงานเมื่อลงเขาหรือเบรก ช่วยเพิ่มความทนทาน และทำให้เวสป้าประหยัดพลังงานมากขึ้น อีกทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมาพร้อมกับหน้าจอเรือนไมล์แบบใหม่ ที่รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ทำให้การเช็คข้อมูลต่าง ๆ อาทิ ความเร็วของรถ ระดับแบตเตอรี่ อายุแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ และแม้แต่เปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้ทันที ก็สามารถทำได้เพียงแค่ปลายนิ้วเท่านั้น และรูปแบบของหน้าจอเรือนไมล์ยังมีตัวเลือกจอแสดงผลแบบดิจิทัลถึง 3 แบบ ได้แก่ ทรงกลม, วงรี และสี่เหลี่ยม ที่สามารถทดแทนแผงหน้าปัดเดิมของรถ Vespa รุ่นต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในส่วนขอราคาวางจำหน่าย และการจัดส่งระหว่างประเทศชุด Retrokit มีราคาอยู่ที่ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 119,000 บาท ไหนใครเบื่อน้ำมัน ลองเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าดูหน่อยไหม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli SCORPION MX32 MID SOFT ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ Pirelli บริษัทเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยางยักษ์ใหญ่จากประเทศอิตาลี
รีวิว และทดสอบ Yamaha LEXi VVA & FreeGo ครั้งนี้ผมได้มีโอกาสไปทดสอบรถ Yamaha LEXi VVA และ Yamaha FreeGo ออโตเมติกสกู๊ตเตอร์ขนาด 125 ซีซี โดยเฉพาะกับเจ้าฟรีโกนั้นถือว่าเป็นรถโมเดลใหม่ล่าสุดของทาง Yamaha ที่เราได้มีโอกาสทดสอบขับขี่กัน โดยในการทดสอบคราวนี้เราก็จัดหนักกันเลย เป็นทริปทางไกลกรุงเทพ – สวนผึ้ง (ราชบุรี) คิดเป็นระยะทางไปกลับประมาณ 243.5 กิโลเมตร แน่นอนว่าใครๆ ก็รู้จักอำเภอสวนผึ้ง แลนด์มาร์คสำคัญเชิงธรรมชาติที่มีดีที่อากาศดีและไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก ทริปทดสอบครั้งนี้เป็นทริปชิลล์ๆ ขี่เพลินๆ เดินทางสบายๆ ไม่เร่งรีบ และมีจุดหมายปลายทางคือการพักผ่อนสูดอากาศดีๆ หนีฝุ่นพิษ PM2.5 ครับ!! รีวิว Yamaha LEXi VVA เรามาดูกันก่อนที่ LEXi VVA ออโตเมติกขนาด 125 ซีซี เครื่องยนต์หัวฉีด 4 จังหวะ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีวาล์วแปรผัน จากการที่ได้ทดลองขับขี่ทางไกล ผมบอกได้เลยว่าเครื่องยนต์ตอบสนองได้อย่างดี เวลาที่เราบิดคันเร่งเพื่อที่จะแซง หรือออกตัวแบบเต็มๆ จะรู้สึกได้ชัดเจน อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 38.1/ลิตร ขี่ไปกลับใช้น้ำมันไปราวๆ 6 ลิตร คิดเป็นเงินก็ไม่ถึง 200 บาท สำหรับทริปการเดินทางไป-กลับสวนผึ้ง ตำแหน่งท่านั่งที่วางเท้าออกแบบมาได้นั่งสบายๆ ไม่เมื่อย ยืดขาได้เล็กน้อย เดินทางไกล 50-100 กม. ไม่มีปัญหา เหนื่อยก็พัก แต่กว่าเราจะเมื่อยเราก็แวะพักกันก่อนเสียแล้ว สำหรับผมผมคิดว่าเป็นรถที่ขับขี่ได้นุ่มนวล สามารถขับขี่ในเมืองได้สะดวกสบาย คล่องตัว นั่งสบายทั้งคนขับคนซ้อน เรียกได้ว่าดีและถูกใจกับผู้ใช้ทุกเพศทุกวัน โดยเฉพาะพี่วินที่รับรองว่าจะถูกใจมากๆ เพราะคนซ้อนสบายเหลือเกิน ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีคันนึงมากๆ สำหรับรถใช้งานที่ทั้งแรงทั้งประหยัด ทั้งยังขี่ง่ายขี่สบายอีกด้วย FreeGo ขากลับผมขอลองสลับรถไปลองขี่เจ้า FreeGO กันบ้าง แว้บแรกที่เห็นรถคันนี้ ผมคิดว่าคันนี้ดีไซน์สวยล้ำสมัย ถูกใจจริงๆ นะครับกับรถออโตเมติกสไตล์โมเดิร์นแฟมิลี่ขนาด 125 ซีซี จากการได้ลองขับขี่ ผมรู้สึกว่ามันขี่ง่ายมากๆ ตัวรถมาพร้อมกับยางขนาดใหญ่ทั้งยางหน้าและยางหลัง ทำให้หน้ายางมีหน้าสัมผัสกับพื้นถนนมาก ช่วยให้ขับขี่ได้มั่นใจมากขึ้น แม้ว่ารถคันนี้จะเป็นรถแนวครอบครัว ถึงจะขี่ชิลล์ๆ แต่ผมก็เผลอบิดเพลินจนความเร็วไปเกือบร้อย ถือว่าแอบแรงอยู่เหมือนกัน ต้องบอกก่อนเลยว่า คันนี้ก็เดินทางไกลได้ ออกทริปไป-กลับกทม. – สวนผึ้งแบบง่ายๆ สบายๆ ได้ไม่แพ้ใครเหมือนกัน และที่สำคัญคือคันนี้เหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการใช้งานที่หลากหลาย ใช้งานได้อย่างเต็มที่ เช่น ขับไปกลับที่ทำงานเช้าเย็น ขับไปรับลูกหรือแฟน เดินทางไปจ่ายตลาดซื้อของซื้อกับข้าว หรือแม้กระทั่งออกทริปเพลิดเพลิน ก็ตอบโจทย์ได้ดี ด้วยความง่าย ความสะดวกสบาย เรียกว่าบิดอย่างเดียว ขี่ง่าย ประหยัด คล่องตัว เหมาะสำหรับมือใหม่ และทุกเพศทุกวันจริงๆ สรุป รีวิว Yamaha LEXi VVA & Freego เอาเป็นว่าแม้รถสองคันนี้มีซีซีที่เท่ากัน เป็นสกู๊ตเตอร์เหมือนกัน ประหยัดน้ำมัน ขี่ง่าย ขี่สบายคล้ายกัน ตอบโจทย์ทุกวัยที่ชื่นชอบรถแนวออโตเมติก แต่ก็มีจุดที่แตกต่างกันออกไป หลักๆ คือที่ขนาดล้อและเครื่องยนต์ที่มี วาล์วแปรผัน VVA (สำหรับ LEXi) และรูปร่างรูปทรง ซึ่งเป็นเรื่องของรสนิยม ที่แต่ละคนนั้นชอบแตกต่างกันออกไป ดังนั้นใครชอบแบบไหน เลือกแบบนั้น จัดไปครับ รับรองไม่ผิดหวัง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก
Honda CB650R: Not only Smart but also Sport (ไม่ใช่แค่หล่อแต่ยังแรงเร้าใจ) สวัสดีครับ ห่างหายไปนานกับการทดสอบรถกันในเมืองกรุงฯ แดนสวรรค์ของหลายๆ คน โดยเฉพาะชาวต่างชาติชาวต่างจังหวัด งานนี้เราไม่ต้องออกไปไหนไกล หรือต้องมาคอยหาเส้นทางที่โล่งๆ เพื่อที่จะได้ทดสอบและถ่ายภาพถ่ายวิดีโอมาให้แฟนๆ SuperBike ได้รับชมกัน วันนี้เราเตรียมใจที่จะมาเจอรถติดๆ อากาศร้อนๆ คนเยอะๆ กันบนถนนใจกลางเมืองหลวงแดนสยามประเทศกับเจ้า All new Honda CB650R โมเดลใหม่ล่าสุดจากค่ายปีกนก ในสายตระกูล Neo Sport Cafe ที่เป็นรถที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะชีวิตของเหล่าคนเมืองที่มักมีชีวิตที่รีบเร่ง มีผู้คนพลุกพล่านมากมาย ฉะนั้นแล้วการทดสอบรถในครั้งนี้เราจึงออกแบบการทดสอบให้เป็นภารกิจกินเที่ยวในเมืองภายใน 1 วันขึ้นมา โดยเราจะทดสอบขับขี่ให้เหมือนกับการใช้งานในชีวิตจริง ขี่รถไปจิบกาแฟร้านชิคๆ ไปไหว้พระขอพร ร่อนไปทั่วเมืองในยามราตรีและหาของกินอร่อยๆ เติมพลัง เราจะมาดูกันว่าเจ้า Honda CB650R ที่เป็นบิ๊กไบค์ขนาดกลางสไตล์ใหม่ที่ค่ายปีกนกรังสรรค์ขึ้นมาใหม่นั้นตอบโจทย์การใช้งานในรูปแบบที่ออกมาได้มากน้อยแค่ไหน โฉบเฉี่ยว All new Honda CB650R ถูกออกแบบตามสไตล์ Neo Sports Café อย่างที่ผมกล่าวไปข้างต้น เอาจริงๆ มันเป็นการผสมผสานสปอร์ตไบค์และเน็กเก็ตไบค์พร้อมกับใส่สไตล์ในแบบของรถคาเฟ่เข้าไป กลายมาเป็นรถสไตล์ใหม่ที่ไม่เหมือนใคร มีพี่น้องในตระกูลนี้อยู่หลายคัน อาทิ CB150R, CB300R และ CB1000R เรียกว่ามากันเป็นครอบครัวเลย เป็นครอบครัวไฟกลม ในส่วนของ CB650R ยังคงมีจุดเด่นในเรื่องของไฟหน้ากลมซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถในสไตล์คาเฟ่ ด้านหน้ายังหล่อและดูเต็มดีด้วยโช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ Upside Down คาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ ดิสก์เบรกแบบโฟลตติ้งหรือลอยตัว แฟริ่งดีไซน์ลงตัวตามสไตล์ เรือนไมล์แบบดิจิตอล จุดเด่นคือ มีไฟบอกเกียร์ ไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์หรือชิฟต์ไลท์ รอบเครื่องยนต์และความเร็ว รวมไปถึงไฟเตือนแทร็คชั่นคอนโทรลเหมือนกับตัว CBR650R ตัวที่แล้วที่เราเพิ่งจะทดสอบไป เบาะนั่งสองตอน ปลายท่อไอเสียแบบใหม่ รวมไปถึงล้อแมกซ์ดีไซน์ที่ดูสปอร์ตมากขึ้น รุนแรง CB650R คันนี้มีเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงพิกัด 650 ซีซี ให้พละกำลังเหลือๆ แบบไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม เครื่องยนต์เดิมๆ เครื่องเดียวกับ CBR650R ที่มีการปรับเปลี่ยนภายในให้มีกำลังดีขึ้น แต่มีการปรับจูนให้ออกมาในแบบของรถสปอร์ตเน็กเก็ต ตัวเครื่องนั้นส่งกำลังเรียบเนียน ให้เสียงผ่านท่อแบบ 4 ออก 1 ดังแบบพอดีๆ เหมาะสม เป็นมิตรกับผู้ใช้ ผู้ฟังและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี โดยจะแตกต่างจาก CBR650R ตรงที่รอบต้นๆ ของ CB650R นั้นจะมีกำลังมาเร็วกว่า แต่ในด้านปลายก็จะสู้ CBR650R ไม่ได้ ซึ่งก็จะตอบโจทย์รูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกันออกไปครับ แต่หลายๆ ส่วนก็จะมีส่วนที่เหมือนกันก็คือการออกแบบช่องไอดีใหม่ เพื่อป้อนอากาศเข้าแอร์บ็อกซ์ได้มากขึ้น บอกกับแคมไทมิ่งและอัตราส่วนการอัดใหม่ ช่วยให้สร้างกำลังได้มากขึ้น ง่ายๆ ว่าแรงกว่าเครื่องยนต์ 650 ตัวเดิมจาก CBR650F และ CB650F คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ที่ 5% และยังช่วยให้ได้กำลังที่นุ่มนวล แล้วอัตราแรงบิดในช่วงกลางที่ดีขึ้น นอกจากนี้แล้วยังมีระบบ Honda Selectable Torque Control System (HSTC) ที่ผมขอแปลแบบด้านๆ ว่าระบบใช้ทอร์คได้ดั่งใจ หรือพูดบ้านๆ ว่ามีแทร็คชั่นคอนโทรลนั่นแล เพราะระบบนี้จะช่วยปรับกำลังเครื่องยนต์ให้จ่ายแรงบิดออกมาที่ล้อหลังเพื่อลดอาการล้อหลังเสียการยึดเกาะ และที่แจ่มคือเปิดปิดได้ด้วยครับ เพื่อบางคนยากจะขับขี่แบบผาดโผนก็เรียกได้ว่าทำได้ แต่เดี๋ยวก่อนยังไม่หมด CB650R คันนี้ยังมีฟังก์ชั่นดีๆ แหล่มๆ อย่างระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัทช์ที่ช่วยให้ขี่ง่ายขึ้นและปลอดภัยขึ้น เพราะช่วยให้เราเชนเกียร์เร็วๆ ได้โดยที่ล้อหลังไม่เสียอาการ เพิ่มความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี และยังช่วยให้มือคลัทช์เบามากขึ้น ใช้แรงกำคลัทช์น้อยลง ขี่ระยะยาวนานๆ ก็เมื่อยน้อยลง เร้าใจ เรามาพูดถึงตัวยางติดรถกันก่อนเลยดีกว่าเพราะค่อนข้างเด่น เป็นยาง Metzerler Roadtec 01 ยางสปอร์ตทัวริ่งที่เด่นเรื่องการรีดน้ำจากเยอรมัน โดบยางหน้ามีขนาด 120/70-ZR17 และยางหลังขนาด 180/55-ZR-17 ถือว่าติดของดีมาให้ใช้จากโรงงานกันเลยทีเดียว มาพร้อมกับล้อแม็กสปอร์ตแบบเดียวกับ CBR1000RR มาต่อกันที่เบรคหน้าที่ถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นคาลิเปอร์เบรค Nissin แบบเรเดียลเมาท์ทำงานร่วมกับดิสก์เบรกคู่แบบโฟลตติ้งหรือลอยตัวที่สามารถให้ตัวได้ เบรกได้นุ่มขึ้น เนียนยิ่งขึ้น ส่วนของเบรกหลังก็เป็นดิสก์เดี่ยวและคาลิเปอร์จาก Nissin เช่นกัน และที่ขาดไม่ได้เลยเรียกได้ว่าสะดุดทุกสายตา โช้คอัพหน้าใหม่แบบหัวกลับของ Showa ดูลงตัว สามารถทำงานได้ดีกว่าเดิมเยอะมาก โช้คอัพถูกพัฒนาให้มีการซับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี ส่วนโช้คหลังเป็นแบบโช้คอัพเดี่ยว สามารถปรับความแข็งของสปริงได้ เพื่อให้สามารถปรับเข้ากับเจ้าของรถได้ดีมากยิ่งขึ้น ได้ใจ การทดสอบในครั้งนี้ของทาง SuperBike

สเปค CBR650R 2024 โฉมใหม่ล่าสุด หล่อขึ้นกว่าเดิม CBR650R 2024 สปอร์ตไบค์พิกัด 4 สูบเรียงขนาด 650 ซีซี มาพร้อมรูปลักษณ์ภายนอกที่อัปเดตใหม่ พร้อมเพิ่มฟังก์ชันหน้าจอสี TFT 5 นิ้ว และสมรรถนะที่ตอบโจทย์การขับขี่ใช้งานบนท้องถนนและในสนามแข่ง นอกจากนี้ยังมีรุ่นสำหรับ E-Clutch ให้เลือกใช้งานอีกด้วย ราคาแนะนำที่ 327,300 บาท รุ่น E-Clutch ยังไม่เปิดราคาจำหน่าย ช่วงหน้าปรับใหม่ สปอร์ต คมขึ้น ไฟท้าย LED ดีไซน์ล้ำสมัย ล้อ 17 นิ้วยางหลัง 180/55 ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 มม. ปั๊มเบรกลูกสูบเดียว ล้อหน้า 17 นิ้ว ยางหน้า 120/70 ดิสก์เบรกคู่หน้าขนาด 310 มม. ปั๊มเบรก 4 ลูกสูบ โช้คเดี่ยวแบบโปรลิงค์ ปรับพรีโหลดได้ 10 ระดับ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ขนาด 649 ซีซี หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว เบาะดีไซน์ 2 ระดับ ทรงสปอร์ต ส่องเสปค CBR650R 2024 ราคา ข้อมูลและรายละเอียด เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 649 ซีซี แรงม้า (เคลม) 94 แรงม้าที่ 12,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 63 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 67 X 46 มม. อัตราส่วนการอัด 11.6 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด Fuel injection ระบบจ่ายเชื้อเพลิง PGM-Fi ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-17 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 180/55-17 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คแบบหัวกลับรุ่น Showa ขนาด 41 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยวแบบโปรลิงค์ ปรับพรีโหลดได้ 10 ระดับ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 310 มม. คาลิเปอร์เรเดียนเมาท์ 4 ลูกสูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 มม. คาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดียว กว้าง X ยาว X สูง 2,120 x 750 x 1,145 มม. ระยะฐานล้อ 1,450 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 130 มม. ความสูงเบาะ 810 มม. น้ำหนักรถ 211 กก. ความจุถังน้ำมัน 15.4 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบแทร็คชันคอนโทรล หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว แอปพลิเคชัน Honda RoadSync เชื่อมต่อข้อมูลรถผ่านสมาร์ทโฟน ระบบไฟส่องสว่าง LED แอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ ระบบ E-Clutch (รุ่น E-Clutch) ช่องเสียบ

สเปค CB1000 Hornet เจาะเครื่องใน เจ้าแตนยักษ์ พันธุ์ดุ มีอะไรบ้าง CB1000 Hornet สปอร์ตเน็กเก็ตไบค์รุ่นเรือธงพี่ใหญ่ในตระกูล Hornet มาพร้อมความโฉบเฉี่ยวด้วยเส้นลายแฟริ่ง และปรับโฉมหน้าใหม่ ดุดัน มากขึ้น ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง 4 สูบเรียง พร้อมระบบเทคโนโลยีรองรับการขับขี่ทั้งในสนามแข่งและท้องถนน ราคาแนะนำ (รออัปเดตอีกครั้ง) เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 999 ซีซี ไฟหน้าออกแบบใหม่ ดุดันมากขึ้น เบาะนั่งแบบ 2 ชิ้น ทรงสปอร์ต รูปลักษณ์โฉบเฉี่ยว ทันสมัย ขนาดล้อและยางหลัง 180/55-17 ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 256 มม. คาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดียว ขนาดล้อและยางหน้า 120/70-17 ดับเบิลดิสก์เบรกขนาด 310 มม. คาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ สเปค CB1000 Hornet ราคา ข้อมูลและรายละเอียด เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 999 ซีซี แรงม้า (เคลม) 147.1 แรงม้า แรงบิด (เคลม) 100 นิวตันเมตร ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 75 x 56.5 มม. อัตราส่วนการอัด 11.6 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด Fuel injection ระบบจ่ายเชื้อเพลิง PGM-Fi ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-17 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 180/55-17 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คแบบหัวกลับขนาด ขนาด 41 มม. รุ่น Showa ระยะยุบ 120 มม. ปรับแต่งเต็มระบบ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยวแบบโปร์ลิงค์ ปรับรีบาวด์ เบรกหน้า (เบรค) ดับเบิลดิสก์ขนาด 310 มม.คาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียนเมาท์ 4 ลูกสูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 256 มม. คาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดียว กว้าง X ยาว X สูง 2,120 x 789 x 1,090 มม. ระยะฐานล้อ 1,458 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 130 มม. ความสูงเบาะ 820 มม. น้ำหนักรถ 201 กก. ความจุถังน้ำมัน NA ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบคันเร่งไฟฟ้า ระบบแทร็คชันคอนโทรล HSTC หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว โหมดการขับขี่ 3 โหมด (Road, Rain, Sport) แอปพลิเคชัน Honda RodeSync เชื่อมต่อข้อมูลตัวรถผ่านสมาร์ทโฟน ระบบส่องสว่าง LED รอบคัน ระบบเบรก ABS แยกล้อหน้าล้อหลัง ควิกชิฟเตอร์ แอสซิสแอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ สีสันที่มีจำหน่าย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ไทรอัมพ์ เปิดตัว สปอร์ตเน็กเก็ดไบค์ ที่สุดแห่งปี 2023 ค่ายรถ 2 ล้อสัญชาติอังกฤษอย่าง ไทรอัมพ์ เปิดตัว 2 โมเดลใหม่ล่าสุดในกลุ่มโรดสเตอร์ ซึ่งได้แก่รุ่น Street Triple 765 RS และ Street Triple 765 Moto2™ Edition สปอร์ตเน็กเก็ดรุ่นใหม่ล่าสุดของปี 2023 ที่ทรงพลังความเป็นที่สุดในทุกด้าน ในรูปลักษณ์โมเดลใหม่ทั้ง 2 รุ่น ที่มีความดุดันและทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมี พร้อมลาย 765 ที่ได้มาจากการแข่งขันและกราฟิกแบบสปอร์ต รูปทรงท่อคาร์บอนเก็บเสียงแบบใหม่ ตอกย้ำเสียงเครื่องยนต์สามสูบที่เป็นเอกลักษณ์ของไทรอัมพ์ รวมไปถึง ถังน้ำมันขนาด 15 ลิตร ดีไซน์ใหม่ทั้งหมด มีแผงด้านข้างที่จัดวางสวยงามเข้ากับแผ่นครอบหม้อน้ำที่คมชัดยิ่งขึ้น เสริมด้วยการตกแต่งไฟหน้าแบบใหม่รวมกับแรมแอร์เข้าไว้ด้วย นอกจากนี้รุ่น RS ยังมีแผ่นครอบเครื่องด้านล่างท้องเครื่องที่มาพร้อมสีใหม่ มีที่ครอบเบาะนั่งสีเดียวกับตัวรถ รวมถึงเบาะนั่งคนซ้อนท้ายแบบเปลี่ยนได้นั่นเอง พิเศษสำหรับรุ่น Moto™ Edition โดดเด่นด้วยถังน้ำมันคาร์บอนที่มีน้ำหนักเบารวมไปถึง บังโคลนหน้า แผงด้านข้าง แผงครอบไฟหน้า และแผ่นครอบเครื่องด้านล่าง สำหรับรุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน โดยแต่ละคันจะมีหมายเลขสลักไว้บนแผงคอตัวรถพร้อมกันนี้ทั้ง 2 รุ่นยังมีอุปกรณ์เสริมของแท้จากไทรอัมพ์มากกว่า 50 รายการ ให้สามารถปรับแต่งรถให้เข้ากับสไตล์ของผู้ขับขี่ได้อีกด้วย มาดูเครื่องยนต์ ทั้ง 2 รุ่นนี้ เป็นแบบ 3 สูบ ขนาด 765 ซีซี เป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ได้รับการอัปเกรดจากโปรแกรมพัฒนาเครื่องยนต์การแข่งขัน Moto 2 ให้เครื่องยนต์มีลักษณะเฉพาะมากกว่าที่เคย โดยมอบพละกำลังสูงสุดที่ 130 แรงม้าที่ 12,000 รอบ และแรงบิดสูงสุด 80 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบ ในขณะที่ลูกสูบ ก้านสูบ และพินลูกสูบใหม่ถูกจับคู่กับห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ใหม่ที่ได้รับการปรับแต่งมาอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มจำกัดขีดจำกัดแรงดันกระบอกสูบ สุดท้ายพละกำลังที่มากขึ้นด้วยวาล์ว และเพลาลูกเบี้ยวใหม่ที่มาช่วยเพิ่มการยกวาล์ว เพิ่มประสิทธิภาพการดูดระบบเผาไหม้ของท่อไอเสีย ส่งมอบเสียงอันเร้าใจและโดดเด่น รวมอัตราส่วนกระปุกเกียร์ใหม่ เพื่อประสิทธิภาพการตอบสนองที่ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้โมเดลใหม่ทั้ง 2 รุ่น ยังได้ถูกออกแบบมาเพื่อการขับขี่ตามหลักการยศาสตร์แบบใหม่ มีรูปทรงที่ปรับปรุงใหม่พร้อมมุมลาดเอียงที่ชันขึ้น และส่วนหลังที่ยกขึ้นเพื่อการเลี้ยวที่ว่องไวมากยิ่งขึ้น ด้านโครงรถน้ำหนักเบา และสวิงอาร์มที่มีรูปทรงเหมือนปีกนก ช่วยสร้างความมั่นใจในการขับขี่ โดยรุ่น RS มาพร้อมแฮนด์บาร์รุ่นใหม่ที่กว้างขึ้น 12 มม. ความสูงต่ำกว่า 80 มม.มีขยับไปข้างหน้า 50 มม.และความสูงเบาะนั่ง 239 มม. ซึ่งทั้ง 2 รุ่น สามารถลดเบาะนั่งได้อีก 10 มม. โดยปรับแต่งให้เข้ากับระบบกันสะเทือนหลัง ตลอดจนยังมีอุปกรณ์เสริมเบาะนั่งต่ำแบบใหม่ ในขณะที่ความปลอดภัยอัดแน่นมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมคาลิเปอร์คู่หน้าแบบเรเดียลโมโนบล็อก 4 สูบ ของ Brembo Stylema พร้อมจานเบรกคู่ขนาด 310 มม. รวมถึงเบรก Brembo MCS ที่เข้าคู่พร้อมคันโยกที่ปรับได้ ในขณะที่คาลิเปอร์แบบลูกสูบเดี่ยวของ Brembo ยังช่วยควบคุมที่ด้านหลัง เพื่อความเสถียรในการเบรกที่ดีขึ้น และลดระยะการหยุดที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น ส่วนระบบกันสะเทือนคุณภาพสูงในรุ่น RS มาพร้อมโช้คลูกสูบคู่แบบหัวกลับจาก Showa ขนาด 41 มม.และโช้คหลังพร้อมกระปุกเก็บน้ำมันจาก Ohlins ส่วนรุ่น Moto2™ Edition นำเสนอความสามารถพร้อมสำหรับสนามแข่งด้วยโช้คหน้าแบบหัวกลับของ Ohlins ขนาด 43 มม. และโช้คหลังพร้อมกระปุกเก็บน้ำมันจาก Ohlins ที่มีพร้อมระยะยุบตัวทั้งล้อหน้าและล้อหลังในทั้ง 2 รุ่น คือ 115 มม.และมีระยะยุบตัวของล้อหลัง 131.2 มม. ตลอดจนยางประสิทธิภาพสูงระดับสนามแข่งอย่าง Pirelli Diablo Supercosa SP V3 ในทั้ง 2 รุ่นที่ติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับใช้งานบนท้องถนนทั่วไป ซึ่งมอบระดับการยึดเกาะเหมือนอยู่บนสนามแข่ง รวมถึงการทรงตัวในความเร็วสูง สำหรับรุ่น Street Triple 765 RS เปิดราคาจำหน่ายที่ 499,000 บาท มีจำหน่ายทั้งหมด 3 สีได้แก่ สี Silver Ice (พร้อมกราฟิกสี Baja Orange

Suzuki Avenis 125 2023 สเปค ราคาและข้อมูล Suzuki Avenis 125 2023 รถสกู๊ตเตอร์ตัวใหม่ ที่มาพร้อมรูปลักษณ์รถออโตเมติกทรงสปอร์ต ปราดเปรียว และฟีเจอร์โดดเด่นรอบคัน ในสมรรถนะรถพิกัด 125 ซีซี ราคาแนะนำ 64,000 บาท สเปค, สเป็ก ไฟ LED รอบคัน เรือนไมล์ ดิจิทัล LCD ช่องเสียบ USB ฝั่งซ้าย ถังน้ำมันฝั่งท้าย Suzuki Avenis 125 สเปคตัวใหม่ ราคาและรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 124 ซีซี แรงม้า (เคลม) 8.7 แรงม้าที่ 6,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 10 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ ระบบวาล์ว SOHC 2 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 52.5 x 57.4 ม.ม. อัตราส่วนการอัด NA ระบบเกียร์ ออโตเมติก ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้าและสตาร์ทเท้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน CVT ยางหน้า 90/90-12 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 90/100-10 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยวและสวิงอาร์ม เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว เบรกหลัง ดรัมเบรก กว้าง X ยาว X สูง 710 X 1,895 X 1,175 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,265 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 160 ม.ม. ความสูงเบาะ 780 ม.ม. น้ำหนักรถ 106 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 5.2 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี เรือนไมล์ LCD ช่องเสียบ USB ระบบไฟ LED รอบคัน สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น Suzuki Avenis 125 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati เขย่า Motor Show 2023 พร้อมเปิดโมเดลใหม่ ราคาสุดคุ้ม ไม่ควรพลาด กับค่ายรถบิ๊กไบค์ระดับโลกจากประเทศอิตาลี ที่ใคร ๆ ต้องคุ้นหูกันอย่างแน่นอน กับค่ายรถ Ducati เขย่า Motor Show 2023 ด้วยการเปิด 3 โมเดลใหม่ล่าสุด ซึ่งนำทัพโดยโมเดลชูโรงอย่าง Ducati Diavel V4 บิ๊กไบค์สายสปอร์ตครูเซอร์ ที่จัดเต็มด้านเทคโนโลยี และจุดเด่นที่สุดกับเครื่องยนต์ตัวใหม่อย่าง V4 Granturismo ต่อมาเป็นรุ่น Monster SP ที่ได้รับการถ่ายทอด DNA และเทคโนโลยีจากสนามแข่ง มาพร้อมการเพิ่มเติมประสิทธิภาพในการขับขี่ขั้นสูง ทางด้านฝั่ง เอ็นดูโร แอดเวนเจอร์ ก็ไม่ควรพลาดกับ ดูคาติ Desert X Black รุ่นที่กำลังได้รับความนิยมในตอนนี้ ที่มีการปรับโฉมและปรับเครื่องใหม่ล่าสุด และสีใหม่ที่ดุดันมากกว่าเดิม รวมไปถึงไรดิ้งเกียร์ อุปกรณ์ตกแต่งในบูธอีกมากมาย รับรองได้เลยว่าถูกใจเหล่าไบค์เกอร์อย่างแน่นอน Ducati Diavel V4 Ducati เปิด 3 โมเดลใหม่ โดยเริ่มจากรุ่นแรกกับ Ducati Diavel V4 สปอร์ตครูเซอร์ที่มีความหรูหรา พร้อมเครื่องยนต์ตัวใหม่ ขณะที่ดีไซน์ยังคงเอกลักษณ์ดุดัน แข็งแกร่ง เริ่มจากไฟหน้า เดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ รูปทรงตัว C แบบคู่ พร้อมไฟท้ายแบบ LED โดดเด่นไม่เหมือนใคร มาพร้อมกับความพิเศษคือ เมื่อมีการเบรกฉุกเฉินเกิดขึ้น ไฟท้ายจะกระพริบเตือนคันหลังทันที ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจได้ถึงระบบความปลอดภัยที่มีเพิ่มขึ้น ไฟเลี้ยวแบบไดนามิกที่ติดตั้งอยู่ที่แฮนด์บาร์บริเวณด้านหน้าปั๊มเบรกและปั๊มคลัตซ์ พิเศษด้วยยางหลังขนาดใหญ่ดีกรีสนามแข่งด้วย Pirelli Rosso lll ขนาด 240/45 ที่เผยให้เห็นล้อ 5 ก้านอย่างชัดเจน รวมถึงจุดเด่นของท่อไอเสีย 4 ท่อเล็กในปลายท่อใหญ่ใบเดียวกัน ทำให้มีเสียงดุดันและแสดงถึงเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์ V4 ได้เป็นอย่างดี สำหรับเครื่องยนต์ Ducati Diavel V4 ถูกพัฒนาขึ้นมาจากเครื่องยนต์ 2 สูบ เป็นเครื่องยนต์แบบ 4 สูบ ที่ใช้ชื่อว่า V4 Granturismo ซึ่งเป็นเครื่องเดียวกับ Mulstistrada V4 โดยได้รับการปรับจูนให้กับเข้ากับสไตล์ของรถมากขึ้น เพิ่มสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1,158 ซีซี ให้กำลัง 168 แรงม้าและแรงบิด สูงสุดที่ 126 นิวตันเมตรนั่นเอง ขณะที่ช่วงล่างได้ปรับปรุงเพิ่มมาใหม่ โช้คหน้าหัวกลับขนาด 50 มม. มีระยะยุบ 120 มม. และโช้คหลังใหม่ มีระยะยุบ 145 มม. ระบบเบรกจาก Brembo มีคาลิปเปอร์เบรกหน้าเป็น Brembo Stylema และดิสก์เบรกคู่ ขนาด 330 มม. แบบเดียวกับที่ใช้ในรถซูเปอร์สปอร์ต ในด้านเทคโนโลยีก็ไม่น้อยหน้า ประเดิมด้วยหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว มากับฟังก์ชันพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อใช้งานฟังก์ชันพื้นฐานต่าง ๆ ได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีระบบครูซคอนโทรล เพื่อขับขี่ได้สบายเวลาเดินทางไกล ระบบช่วยออกตัว ระบบควิกชิฟเตอร์ ครบครันเลยทีเดียว มาพร้อมระบบการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Sport, Touring, Urban และ Wet ที่เป็นโหมดใหม่ ระบบแทร็กชั่นคอนโทรล ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในทางโค้งได้ และระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ โดยโมเดลนี้มีให้เลือกด้วยกันถึง 2 สี ได้แก่ สีแดง Ducati Red และสีดำ Thrilling Black ในราคาคุ้มค่า เปิดตัวที่ 1,299,000 บาท Monster SP อีกหนึ่งโมเดลที่ถูกถ่ายทอด DNA จากสนามแข่งรถระดับโลก กับรุ่น Monster SP ที่ถูกพัฒนาโดยเน้นประสิทธิภาพของช่วงล่าง การลดน้ำหนักตัวรถถึง 1.7 กก. และการควบคุมเป็นหลัก โดยตัวรถจะยังคงใช้พื้นฐานเครื่องยนต์จาก

Honda Wave 110i 2023 กับการเปิดตัวครั้งใหม่ ในลุคสปอร์ตพรีเมียม พร้อมเครื่องยนต์ Honda Smart Engine ประหยัด แรง ทนทาน ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นที่ 1 ของ Honda Wave 110i 2023 โมเดลที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในทุกภาคทั่วประเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งยังครองใจคนไทยมายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ ด้วยการเปิดตัว New Honda Wave110i ซึ่งมาพร้อมคอนเซปต์ “ทุกทิศทั่วไทย เชื่อใจที่ 1” New Honda Wave110i มาพร้อมกับการออกแบบดีไซน์ใหม่ เด่นสะดุดตาด้วยลายเส้นกราฟิกใหม่รอบคัน ไม่ว่าจะเป็นลายด้านข้าง หรือด้านหน้า ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ต ทั้งเพิ่มความโดดเด่นด้วยเบาะสีแดง (เฉพาะรุ่นล้อแม็กสีขาว) สะท้อนรูปลักษณ์ความเป็นสปอร์ตพรีเมียมได้อย่างลงตัว หน้าปัดเรือนไมล์ดิจิทัล ระบบไฟส่องสว่าง ถังน้ำมัน ความจุ 5 ลิตร กล่อง U Box ขนาดใหญ่ 10 ลิตร อีกทั้งยังมาพร้อมกับความประหยัด แรง ทนทาน กับขุมพลัง Honda Smart Engine เทคโนโลยีที่ดีที่สุดของรถครอบครัว ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 110 ซีซี ระบบหัวฉีด PGM – FI ให้อัตราประหยัดน้ำมันสูงถึง 76.9 กม./ลิตร วิ่งได้ไกลอย่างต่อเนื่องด้วย Fuel Tank ความจุ 5 ลิตร ให้ทุกการเดินทางไม่ว่าจะเป็นภาคไหนก็เป็นเรื่องง่าย สบายใจเสมอ ทั้งยังใช้งานสะดวกด้วยหน้าปัดเรือนไมล์แบบดิจิทัล และกล่อง U-box ขนาดใหญ่ 10 ลิตรเก็บของได้อย่างจุใจ New Honda Wave110i พร้อมให้คนไทยเลือกเป็นเจ้าของแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยมีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่ 1.รุ่นล้อแม็ก สตาร์ตมือ ดิสก์เบรก มี 4 สี ได้แก่ สีขาว-แดง สีดำ-แดง สีน้ำเงิน-เทา และสีแดง ราคาแนะนำที่ 46,400 บาท 2.รุ่นล้อซี่ลวด สตาร์ตมือ ดิสก์เบรก มี 3 สี ได้แก่ สีดำ-แดง สีน้ำเงิน-ดำ และสีแดง-ดำ ราคาแนะนำที่ 44,400 บาท 3.รุ่นล้อซี่ลวด สตาร์ตเท้า ดิสก์เบรก มี 3 สี ได้แก่ สีดำ-แดง สีน้ำเงิน-ดำ และสีแดง-ดำ ราคาแนะนำที่ 41,500 บาท 4.รุ่นล้อซี่ลวด สตาร์ตเท้า ดรัมเบรก มี 2 สี ได้แก่ สีดำและสีแดง ราคาแนะนำที่ 37,100 บาท หากใครที่สนใจ สามารถไปชมรถ New Honda Wave110i ได้ที่ Honda Wing Center ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand #NewWave110i #ทุกทิศทั่วไทยเชื่อใจที่1 #Honda #HondaMotorcycle #รถจักรยานยนต์ฮอนด้า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Diavel V4 ส่องสเปค ครูเซอร์ตัวท็อป กับราคา 1.29 ล้านบาท Ducati Diavel V4 บิ๊กไบค์สายสปอร์ตครูเซอร์รุ่นใหญ่ มาพร้อมการดีไซน์ยังคงเอกลักษณ์ดุดัน แข็งแกร่ง ที่จัดเต็มด้านเทคโนโลยี พิเศษด้วยสุดยอดเครื่องยนต์อย่าง V4 Granturismo ให้สมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจ ทั้งในสนามแข่งและท้องถนน ราคาแนะนำ 1,299,000 บาท สเปค, สเป็ก ไฟหน้ารูปตัว C คู่ เดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ เครื่องยนต์ V4 Granturismo หน้าจอสี TFT ไฟท้ายรูปตัว C แฟริ่งทรงสปอร์ต ดีไซน์ดุดัน ท่อ Rocket Launcher Ducati Diavel V4 ส่องสเปค ราคาและรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ V4 Granturismo 4 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,158 ซีซี แรงม้า (เคลม) 168 แรงม้าที่ 10,750 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 126 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 83 x 53.5 มม. อัตราส่วนการอัด 14.0 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง อิเล็กทรอนิกส์ ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-ZR17 ล้ออัลลอย ยางหลัง 240/45-ZR17 ล้ออัลลอย ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับขนาด 50 มม. ปรับพรีโหลดได้ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว ปรับพรีโหลดได้, พร้อมสวิงอาร์มเดี่ยว เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 330 มม. และคาลิเปอร์ Breambo Stylema 4 ลูกสูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกขนาด 265 มม.คาลิเปอร์ Brembo 2 ลูกสูบ กว้าง X ยาว X สูง NA ระยะฐานล้อ 1,593 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 112 มม. ความสูงเบาะ 790 มม. น้ำหนักรถ 211 กก. (ไม่รวมของเหลว) ความจุถังน้ำมัน 20 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ควิกชิฟเตอร์ ครูซคอนโทรล หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว พร้อมระบบการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่าน Ducati Multimedia System ระบบสองสว่าง Full LED รอบคัน ระบบช่วยการออกตัว (DPL) โหมดการขับขี่ 4 โหมด (Sport, Touring, Urban และ Wet) ระบบแทร็คชั่นคอนโทรล (DTC) ระบบเบรก ABS ระบบป้องกันล้อหน้าลอย (DWC) สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น Ducati Diavel V4

ส่องสเปค MT-07 กับสีใหม่ หน้าจอใหม่ ในราคาเดิม Yamaha MT-07 สปอร์ตเน็กเก็ดไบค์ กับเจ้าของฉายา “Master of Torque” ที่มาพร้อมกับหน้าจอสีใหม่ในเครื่องยนต์ CP2 689 ซีซี กับแรงบิดที่เหนือสมรรถนะ ให้ความเร้าใจในการขับขี่ตลอดเส้นทาง ราคาแนะนำ 305,000 บาท สเปค, สเป็ก ระบบไฟ LED หน้าจอสี TFT พร้อมแอพพลิเคชั่น Y-Connect เครื่องยนต์ CP2 2 สูบ ดีไซน์ทรงสปอร์ต ปราดเปรียว พร้อมโลโก้แฟริ่งด้านข้าง ส่องสเปค MT-07 ราคาและรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 689 ซีซี แรงม้า (เคลม) 73.4 แรงม้าที่ 8,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 68.6 มม. อัตราส่วนการอัด 11.5 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด T.C.I. ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70ZR17M/C (58W) แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 180/55 ZR 17M/C(73W) แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยว พร้อมสวิงอาร์ม เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 298 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 245 มม. กว้าง X ยาว X สูง 780 x 2,085 x 1,105 มม. ระยะฐานล้อ 1,400 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 140 มม. ความสูงเบาะ 805 มม. น้ำหนักรถ 184 กก. ความจุถังน้ำมัน 14 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA ์เทคโนโลยี หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ระบบไฟ LED แอพพลิเคชั่น Y-Connect ระบบเบรก ABS สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น Yamaha MT-07 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก