
“ถนนเป็นของทุกคน” คือประโยคคลาสสิกที่เรามักเห็นในป้ายรณรงค์ความปลอดภัยจราจร มอเตอร์ไซค์ไม่มีที่ยืนหรือได้ยินจากปากเจ้าหน้าที่รัฐอยู่บ่อยครั้ง มอเตอร์ไซค์ไม่มีที่ยืน แต่สำหรับคนที่ต้องคร่อมแฮนด์มอเตอร์ไซค์ฝ่าเปลวแดดและสายฝนในทุกวัน ประโยคนี้กลับดูเหมือนเป็นเพียงตลกร้ายที่ไม่มีวันเป็นจริง ในดินแดนที่สถิติอุบัติเหตุของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ติดอันดับโลก เรามักถูกสอนให้ระวังรถใหญ่ แต่เรากลับไม่เคยถูกปฏิบัติในฐานะ “ผู้มีสิทธิใช้ถนน” อย่างเท่าเทียมกันเลยแม้แต่น้อย
มาตรการบังคับใช้กฎหมาย… เพื่อความปลอดภัย หรือเพื่อจำกัดสิทธิ?
ประเด็นดราม่าที่ร้อนแรงที่สุดในทุกยุคสมัยคือการ “สั่งห้ามมอเตอร์ไซค์ขึ้นสะพานข้ามแยกหรือลงอุโมงค์” โดยให้เหตุผลด้านความปลอดภัยเนื่องจากกระแสลมแรงหรือโครงสร้างที่ไม่เอื้ออำนวย แต่ในสายตาคนขี่มอเตอร์ไซค์ นี่คือการผลักภาระให้พวกเขาต้องไปเผชิญกับความแออัดที่ทางราบ ซึ่งมักจะเป็นจุดที่เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนได้ง่ายกว่า
คนสองล้อตั้งคำถามว่า หากสะพานไม่ปลอดภัยสำหรับมอเตอร์ไซค์ ทำไมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงไม่พยายามปรับปรุงโครงสร้างให้ปลอดภัยสำหรับทุกคน แทนการ “ตัดสิทธิ” เพียงอย่างเดียว? การต้องขี่อ้อมเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรเพียงเพราะสองล้อถูกมองว่าเป็นส่วนเกินของระบบจราจร คือความเหลื่อมล้ำที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด

จำเลยสังคม… เมื่อมอเตอร์ไซค์คือต้นเหตุของทุกปัญหา?
ไม่ว่าจะเป็นปัญหารถติด ปัญหาฝุ่นละออง หรืออุบัติเหตุ มอเตอร์ไซค์มักจะถูกเลือกให้เป็น “แพะรับบาป” อันดับต้นๆ เสมอ เรายอมรับว่ามีผู้ขับขี่บางส่วนที่ไม่เคารพกฎจราจร ขี่บนทางเท้า หรือย้อนศร ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องตำหนิและลงโทษตามกฎหมาย แต่สังคมกลับมักใช้พฤติกรรมของ “คนส่วนน้อย” มาตราหน้า “คนส่วนใหญ่” ว่าไม่มีวินัย
ในขณะที่รถยนต์จอดซ้อนคันจนเสียเลนจราจร หรือรถบรรทุกบรรทุกเกินจนถนนพัง สังคมกลับดูจะประนีประนอมได้มากกว่าเมื่อเทียบกับตอนjที่มอเตอร์ไซค์พยายามแทรกตัวผ่านช่องว่างเพื่อระบายการจราจร เสียงแตรกดไล่และการเบียดอย่างตั้งใจกลายเป็นเรื่องปกติที่คนขี่มอเตอร์ไซค์ต้องเจอ จนคำว่า “น้ำใจบนท้องถนน” กลายเป็นสิ่งหายากสำหรับคนสองล้อ
โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเรา
ลองมองลงไปที่พื้นถนนที่คุณขี่อยู่ทุกวัน… ฝาท่อที่เยื้องอยู่กลางเลน เส้นจราจรที่ลื่นปานลานน้ำมันเมื่อฝนตก หรือหลุมบ่อที่เกิดขึ้นและไม่เคยถูกซ่อมแซมอย่างถูกวิธี สิ่งเหล่านี้คือ “กับดักสังหาร” สำหรับคนขี่มอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะ การตกหลุมสำหรับรถยนต์อาจจะแค่ยางแตกหรือโช้คพัง แต่สำหรับมอเตอร์ไซค์ มันหมายถึงชีวิต
คำถามคือ ทำไมการออกแบบถนนถึงเน้นไปที่ความสะดวกของรถยนต์เป็นหลัก? ทำไมเราถึงไม่มีเลนเฉพาะสำหรับจักรยานยนต์ (Motorcycle Lane) ที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยในเส้นทางหลัก? การที่มอเตอร์ไซค์ต้องไปขี่เบียดกับรถบรรทุกในเลนซ้ายที่สภาพถนนย่ำแย่ที่สุด คือหลักฐานที่ยืนยันว่าถนนเส้นนี้อาจไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อ “ทุกคน” อย่างที่เขากล่าวอ้าง

ภาษีที่จ่าย… แต่สิทธิที่ได้ไม่เคยเท่ากัน
ในทุกครั้งที่เติมน้ำมัน ในทุกครั้งที่ต่อทะเบียน เราจ่ายภาษีเข้าสู่รัฐเหมือนกับผู้ใช้รถยนต์ แต่เมื่อถึงเวลาเรียกร้องสิทธิเบื้องต้น เช่น จุดพักคอยมอเตอร์ไซค์ (Bike Box) หน้าไฟแดงเพื่อความปลอดภัย หรือที่จอดรถในห้างสรรพสินค้าที่เพียงพอและไม่ต้องไปเบียดเสียดในมุมมืด มักจะถูกมองว่าเป็นเรื่องสิ้นเปลืองหรือเรื่องไม่สำคัญ
ความรู้สึกของการเป็น “พลเมืองชั้นสอง” ถูกตอกย้ำด้วยการเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่บางส่วน ที่มักจะเน้นตั้งด่านตรวจจับมอเตอร์ไซค์ด้วยข้อหาจุกจิก ในขณะที่ความผิดร้ายแรงของรถใหญ่กลับถูกปล่อยปละละเลย สิ่งเหล่านี้สร้างรอยร้าวในใจของผู้ใช้รถสองล้อ จนนำไปสู่การเรียกร้องความยุติธรรมบนโลกออนไลน์ครั้งแล้วครั้งเล่า
ทางออกคือการยอมรับความจริง
ถนนที่ปลอดภัยที่สุดไม่ใช่ถนนที่ไม่มีมอเตอร์ไซค์ แต่คือถนนที่ทุกคนเห็นหัวกัน (Mutual Respect) การแก้ปัญหาไม่ใช่การออกกฎหมายมาบีบบังคับหรือจำกัดพื้นที่ แต่คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับยานพาหนะทุกประเภทอย่างแท้จริง การให้ความรู้เรื่องการอยู่ร่วมกัน และการเลิกตราหน้าผู้ขี่มอเตอร์ไซค์ว่าเป็นผู้ร้าย
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่สังคมไทยจะหันมามองคนขี่มอเตอร์ไซค์ในฐานะ “มนุษย์คนหนึ่ง” ที่มีครอบครัวรออยู่ที่บ้าน มีหน้าที่การงานที่ต้องไปทำ และมีสิทธิในการใช้ถนนเส้นเดียวกับคุณอย่างเต็มภาคภูมิ
บทสรุป พื้นที่ในใจก่อนพื้นที่บนถนน
ตราบใดที่ “พื้นที่ในใจ” ของผู้ใช้รถและผู้ออกกฎหมายยังมองมอเตอร์ไซค์เป็นเพียงส่วนเกินที่น่ารำคาญ “พื้นที่บนถนน” ของพวกเขาก็จะยังคงไม่มีอยู่จริง มอเตอร์ไซค์ไม่มีที่ยืน เราไม่ได้ต้องการทางด่วนส่วนตัว เราไม่ได้ต้องการทำผิดกฎหมายได้โดยไม่โดนปรับ แต่เราแค่ต้องการถนนที่ปลอดภัย เลนที่เหมาะสม และสายตาที่มองเราด้วยความเป็นมิตร… เพราะสุดท้ายแล้ว เมื่อเราถอดหมวกกันน็อกออก เราทุกคนก็คือเพื่อนร่วมชาติที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินนี้ร่วมกัน

