Subaru ทำไมต้องสูบนอน? ไขความลับเครื่อง Boxer ที่ใช้สูบนอนมานานกว่า 50 ปี!”
หากพูดถึงแบรนด์รถยนต์จากญี่ปุ่นที่มีบุคลิกชัดเจนที่สุดชื่อของ Subaru (ซูบารุ) ต้องติดอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน สิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างจาก Toyota หรือ Honda ไม่ใช่แค่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออันเลื่องชื่อ แต่คือ “หัวใจ” ของรถที่เรียกว่า เครื่องยนต์สูบนอน (Boxer Engine) คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ในเมื่อเครื่องยนต์วางเรียง (Inline) ดูแลรักษาง่ายกว่า และเครื่องยนต์รูปตัว V (V-Engine) ประหยัดพื้นที่มากกว่า แล้วทำไม Subaru ถึงยังต้องใช้เครื่องยนต์สูบนอนมาจนถึงปี 2026?
1. จุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำที่สุด (Low Center of Gravity)
นี่คือเหตุผลสำคัญที่สุด เครื่องยนต์สูบนอนถูกออกแบบมาให้แบนและวางอยู่ในระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ประเภทอื่น เมื่อน้ำหนักส่วนใหญ่ของรถ (ซึ่งก็คือเครื่องยนต์) วางอยู่ใกล้กับพื้นถนน ผลลัพธ์ที่ได้คือ “การทรงตัวที่เหนือชั้น” ลดอาการโคลงของตัวถัง (Body Roll) เวลาเข้าโค้งแรงๆ ทำให้รถ Subaru มีฟีลลิ่งการขับขี่ที่จิกโค้งได้มั่นใจกว่ารถในระดับเดียวกัน
2. แรงสั่นสะเทือนที่หักล้างกันเอง
Subaru ลักษณะการทำงานของเครื่อง Boxer คือลูกสูบจะเคลื่อนที่เข้าหากันในแนวนอน (คล้ายนักมวยที่กำลังชกกัน) แรงเหวี่ยงจากการเคลื่อนที่ของลูกสูบฝั่งซ้ายและขวาจะหักล้างกันเองโดยธรรมชาติ ทำให้เครื่องยนต์มีความสั่นสะเทือนน้อยมาก เครื่องเดินเรียบโดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์ช่วยลดการสั่นสะเทือนเพิ่มเติม ซึ่งช่วยลดน้ำหนักส่วนเกินของเครื่องยนต์ไปในตัว
3. ความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน (Safety First)
วิศวกรของ Subaru คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ด้วยความที่เครื่องยนต์มีลักษณะแบนและวางไว้ต่ำ ในกรณีที่เกิดการชนทางด้านหน้าอย่างรุนแรง เครื่องยนต์สูบนอนถูกออกแบบมาให้ “มุดลงใต้ห้องโดยสาร” แทนที่จะพุ่งเข้าไปหาคนขับเหมือนเครื่องยนต์ทรงสูงทั่วไป ลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการบาดเจ็บสาหัสบริเวณขาและลำตัวของผู้ขับขี่
4. ทำงานร่วมกับระบบ Symmetrical AWD ได้สมบูรณ์แบบ
เครื่องยนต์ Boxer มีรูปร่างที่สมมาตร (Symmetry) เมื่อนำมาจับคู่กับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบสมมาตรของ Subaru ทำให้การกระจายน้ำหนักซ้าย-ขวาเท่ากันแบบ 50:50 ส่งผลให้การถ่ายเทกำลังไปยังล้อทั้ง 4 เป็นไปอย่างสมดุลที่สุด




