SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

รถ F1 2026 (1)

รถ F1 2026 การก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ของ Formula 1 ในปี 2026 ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนผ่านด้านขุมพลังเครื่องยนต์เท่านั้น แต่คือการรีเซ็ตมาตราฐานการออกแบบอากาศพลศาสตร์ครั้งสำคัญที่สุดในรอบทศวรรษ ข้อมูลล่าสุดจากการทดสอบที่บาห์เรนเผยให้เห็นแนวทางการพัฒนาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของ 3 ทีมยักษ์ใหญ่ที่เป็นตัวเต็งลุ้นแชมป์โลกในปีนี้ ได้แก่ McLaren, Mercedes และ Red Bull Racing ซึ่งแต่ละทีมต่างงัดไม้ตายเพื่อชิงความได้เปรียบภายใต้กฎระเบียบใหม่ที่เน้นความคล่องตัวและการลดแรงต้านอากาศ

การออกแบบปีกหน้าและระบบจัดการอากาศพลศาสตร์ยุคใหม่

รถ F1 2026 (4) ออกแบบให้มีความเป็น 3 มิติสูง (โค้งมน) มีแผ่นแยกส่วน (Splitter) แนวนอนที่โค้งลงด้านล่าง ทำงานร่วมกับมุมของปีกหน้าที่ลาดเอียงลงอย่างมากที่ส่วนปลาย เพื่อสร้างแรงกดและส่งกระแสลมออกด้านข้างให้แรงที่สุด โดยเชื่อมโยงกับลมที่ถูกดีดออกมาจากยางหน้า (Tyre Squirt)
รถ F1 2026 (10) เน้นรูปทรงที่โค้งมนอย่างมาก (Super-curvy) แม้ส่วนบนจะดูเรียบง่ายและไม่มีแผ่นแยกส่วนแนวนอน แต่ส่วนล่างมีความโค้งมากเพื่อลดความอ่อนไหวต่อระยะห่างระหว่างตัวรถกับพื้นถนน ช่วยให้รถมีความสมดุลคงที่ทั้งในช่วงเบรกและเข้าโค้ง
รถ F1 2026 (7) ใช้ดีไซน์แบบ 3 มิติคล้าย McLaren แต่ไม่สุดโต่งเท่า จุดที่ต่างคือ Mercedes ขยายแผ่นฐาน (Footplate) เข้าหาด้านในตัวรถมากขึ้นเพื่อให้พื้นผิวใกล้กับพื้นถนนมากที่สุด และมีครีบแนวตั้งขนาดเล็กที่ขอบหลังเพื่อช่วยรีดลมออกด้านข้าง

แผงกั้นลมและนวัตกรรมใต้ท้องรถที่เปลี่ยนไป

รถ F1 2026 (2) ใช้แผ่นจัดระเบียบลมในแนวตั้ง (Vertical) เพื่อจัดการกับความปั่นป่วนของลมที่เกิดขึ้นรอบๆ จุดศูนย์กลางของยางหน้า และมีครีบแนวนอนขนาดเล็กช่วย “ตัก” (Scoop) กระแสลมจากยางหน้าเข้าไปในช่องใต้ Sidepod
รถ F1 2026 (8) มาในสไตล์ที่ดุดันกว่าด้วยชุดครีบแนวนอนที่เน้นการจัดการลมที่ไหลผ่านด้านในของยางหน้าโดยเฉพาะ เพื่อกันลมไม่ให้ไปรบกวนส่วนที่เป็น Undercut ของ Sidepod และมีครีบขนาดเล็กเพื่อเชื่อมต่อกระแสลมรอบๆ ยางให้ไหลลื่นที่สุด
รถ F1 2026 (5) มีแนวทางคล้าย Red Bull แต่ดูไม่ดุดันเท่า เป้าหมายหลักคือการป้องกันไม่ให้ลมปั่นป่วนจากยาง (Tyre Squirt) ถูกดูดเข้าไปใต้ท้องรถส่วนหน้า

ระบบช่วงล่างและกลไกซับแรงกระแทกบริเวณพื้นรถ

รถ F1 2026 (3) ให้ความสำคัญกับส่วนนี้มาก โดยการทำ “ทางลาด” (Ramps) ขนาดเล็กไว้ที่แต่ละด้านของแผ่นกันกระแทก (Skid Plate) เพื่อสร้าง “เบาะลม” (Air Cushion) ระหว่างพื้นรถกับแทร็ก ช่วยให้รถสามารถวิ่งในระยะความสูงที่ต่ำได้โดยที่พื้นรถไม่กระแทกพื้นรุนแรงเกินไปในช่วงเบรก
รถ F1 2026 (9) ออกแบบพื้นที่ส่วนนี้เป็นทรงลิ่ม (Wedge-shaped) ปกติ แต่ภายในมีการซ่อนกลไกคล้าย “สวิงอาร์มของมอเตอร์ไซค์” ซึ่งมีสปริงและตัวหน่วงการสั่นสะเทือน (Damper) ตามกฎข้อบังคับ กลไกนี้ช่วยให้พื้นรถส่วนหน้าสามารถยืดหยุ่นตัวขึ้นด้านบนได้เมื่อวิ่งทับเคิร์บ (Kerb) แต่จะไม่ขยับเมื่อเจอแรงกดอากาศปกติบนทางวิ่ง
รถ F1 2026 (6)

ใช้กลไกสวิงอาร์มที่คล้ายกับ Red Bull ซึ่งเกือบทุกทีมในพิตเลนก็น่าจะใช้แนวทางที่คล้ายคลึงกันนี้เช่นกัน

สรุปทิศทางการแข่งขันในฤดูกาล 2026

รถ F1 2026 แม้ว่ารถแข่งปี 2026 จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา แต่เราเห็นได้ชัดว่า McLaren เน้นไปที่ความเสถียรของตัวรถ Red Bull เน้นความดิบและความแม่นยำของระบบกลไก ส่วน Mercedes เน้นการเก็บรายละเอียดเล็กน้อยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด สงครามเทคโนโลยีครั้งนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และการอัปเดตในช่วงต้นฤดูกาลจะเป็นตัวชี้วัดว่าแนวทางของใครคือคำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับยุคใหม่ของ Formula 1

อ้างอิงข้อมูลและขอขอบคุณภาพจาก : The Race

ติดตามคลิป รีวิวรถยนต์ ข่าวรถยนต์  รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า ได้เร็วๆนี้ทาง Youtube : SuperbikeMag Thailand 

Big SuperBike

บทความยอดนิยม

ข่าวล่าสุด

รถ F1 2026 เปรียบเทียบจุดเด่นรถแข่ง McLaren Mercedes และ Red Bull

รถ F1 2026 (1)

รถ F1 2026 การก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ของ Formula 1 ในปี 2026 ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนผ่านด้านขุมพลังเครื่องยนต์เท่านั้น แต่คือการรีเซ็ตมาตราฐานการออกแบบอากาศพลศาสตร์ครั้งสำคัญที่สุดในรอบทศวรรษ ข้อมูลล่าสุดจากการทดสอบที่บาห์เรนเผยให้เห็นแนวทางการพัฒนาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของ 3 ทีมยักษ์ใหญ่ที่เป็นตัวเต็งลุ้นแชมป์โลกในปีนี้ ได้แก่ McLaren, Mercedes และ Red Bull Racing ซึ่งแต่ละทีมต่างงัดไม้ตายเพื่อชิงความได้เปรียบภายใต้กฎระเบียบใหม่ที่เน้นความคล่องตัวและการลดแรงต้านอากาศ

การออกแบบปีกหน้าและระบบจัดการอากาศพลศาสตร์ยุคใหม่

รถ F1 2026 (4) ออกแบบให้มีความเป็น 3 มิติสูง (โค้งมน) มีแผ่นแยกส่วน (Splitter) แนวนอนที่โค้งลงด้านล่าง ทำงานร่วมกับมุมของปีกหน้าที่ลาดเอียงลงอย่างมากที่ส่วนปลาย เพื่อสร้างแรงกดและส่งกระแสลมออกด้านข้างให้แรงที่สุด โดยเชื่อมโยงกับลมที่ถูกดีดออกมาจากยางหน้า (Tyre Squirt)
รถ F1 2026 (10) เน้นรูปทรงที่โค้งมนอย่างมาก (Super-curvy) แม้ส่วนบนจะดูเรียบง่ายและไม่มีแผ่นแยกส่วนแนวนอน แต่ส่วนล่างมีความโค้งมากเพื่อลดความอ่อนไหวต่อระยะห่างระหว่างตัวรถกับพื้นถนน ช่วยให้รถมีความสมดุลคงที่ทั้งในช่วงเบรกและเข้าโค้ง
รถ F1 2026 (7) ใช้ดีไซน์แบบ 3 มิติคล้าย McLaren แต่ไม่สุดโต่งเท่า จุดที่ต่างคือ Mercedes ขยายแผ่นฐาน (Footplate) เข้าหาด้านในตัวรถมากขึ้นเพื่อให้พื้นผิวใกล้กับพื้นถนนมากที่สุด และมีครีบแนวตั้งขนาดเล็กที่ขอบหลังเพื่อช่วยรีดลมออกด้านข้าง

แผงกั้นลมและนวัตกรรมใต้ท้องรถที่เปลี่ยนไป

รถ F1 2026 (2) ใช้แผ่นจัดระเบียบลมในแนวตั้ง (Vertical) เพื่อจัดการกับความปั่นป่วนของลมที่เกิดขึ้นรอบๆ จุดศูนย์กลางของยางหน้า และมีครีบแนวนอนขนาดเล็กช่วย “ตัก” (Scoop) กระแสลมจากยางหน้าเข้าไปในช่องใต้ Sidepod
รถ F1 2026 (8) มาในสไตล์ที่ดุดันกว่าด้วยชุดครีบแนวนอนที่เน้นการจัดการลมที่ไหลผ่านด้านในของยางหน้าโดยเฉพาะ เพื่อกันลมไม่ให้ไปรบกวนส่วนที่เป็น Undercut ของ Sidepod และมีครีบขนาดเล็กเพื่อเชื่อมต่อกระแสลมรอบๆ ยางให้ไหลลื่นที่สุด
รถ F1 2026 (5) มีแนวทางคล้าย Red Bull แต่ดูไม่ดุดันเท่า เป้าหมายหลักคือการป้องกันไม่ให้ลมปั่นป่วนจากยาง (Tyre Squirt) ถูกดูดเข้าไปใต้ท้องรถส่วนหน้า

ระบบช่วงล่างและกลไกซับแรงกระแทกบริเวณพื้นรถ

รถ F1 2026 (3) ให้ความสำคัญกับส่วนนี้มาก โดยการทำ “ทางลาด” (Ramps) ขนาดเล็กไว้ที่แต่ละด้านของแผ่นกันกระแทก (Skid Plate) เพื่อสร้าง “เบาะลม” (Air Cushion) ระหว่างพื้นรถกับแทร็ก ช่วยให้รถสามารถวิ่งในระยะความสูงที่ต่ำได้โดยที่พื้นรถไม่กระแทกพื้นรุนแรงเกินไปในช่วงเบรก
รถ F1 2026 (9) ออกแบบพื้นที่ส่วนนี้เป็นทรงลิ่ม (Wedge-shaped) ปกติ แต่ภายในมีการซ่อนกลไกคล้าย “สวิงอาร์มของมอเตอร์ไซค์” ซึ่งมีสปริงและตัวหน่วงการสั่นสะเทือน (Damper) ตามกฎข้อบังคับ กลไกนี้ช่วยให้พื้นรถส่วนหน้าสามารถยืดหยุ่นตัวขึ้นด้านบนได้เมื่อวิ่งทับเคิร์บ (Kerb) แต่จะไม่ขยับเมื่อเจอแรงกดอากาศปกติบนทางวิ่ง
รถ F1 2026 (6)

ใช้กลไกสวิงอาร์มที่คล้ายกับ Red Bull ซึ่งเกือบทุกทีมในพิตเลนก็น่าจะใช้แนวทางที่คล้ายคลึงกันนี้เช่นกัน

สรุปทิศทางการแข่งขันในฤดูกาล 2026

รถ F1 2026 แม้ว่ารถแข่งปี 2026 จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา แต่เราเห็นได้ชัดว่า McLaren เน้นไปที่ความเสถียรของตัวรถ Red Bull เน้นความดิบและความแม่นยำของระบบกลไก ส่วน Mercedes เน้นการเก็บรายละเอียดเล็กน้อยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด สงครามเทคโนโลยีครั้งนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และการอัปเดตในช่วงต้นฤดูกาลจะเป็นตัวชี้วัดว่าแนวทางของใครคือคำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับยุคใหม่ของ Formula 1

อ้างอิงข้อมูลและขอขอบคุณภาพจาก : The Race

ติดตามคลิป รีวิวรถยนต์ ข่าวรถยนต์  รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า ได้เร็วๆนี้ทาง Youtube : SuperbikeMag Thailand 

Big SuperBike

ข่าวล่าสุด

รีวิวมอเตอร์ไซค์

ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์

ข่าวรถยนต์

ราคาและสเปครถยนต์

รถไฟฟ้า