การทดสอบ Pre-season Testing ของ Formula 1 ฤดูกาล 2026 ที่สนามบาห์เรน อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ได้รูดม่านปิดฉากลงแล้ว พร้อมกับความชัดเจนของ “ลำดับชั้น” (Pecking Order) ในยุคกติกาใหม่ที่เน้นพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 50% และการใช้เชื้อเพลิงยั่งยืน 100% บทวิเคราะห์จาก The Race ได้จัดอันดับทีมแข่งตามประสิทธิภาพที่เห็นบนแทร็กและความน่าจะเป็นก่อนเริ่มสนามแรกที่ออสเตรเลีย ดังนี้:
อันดับทีม F1 2026 จากการประเมินของ The Race
| อันดับ | ทีม | สถานะหลังจบการทดสอบ |
| 1 | Mercedes | เต็งหนึ่ง เครื่องยนต์ทรงพลังที่สุดและวิ่งได้เสถียรที่สุด |
| 2 | Ferrari | ทำเวลาเร็วที่สุด (Leclerc) แต่การจัดการพลังงานยังเป็นรอง Mercedes |
| 3 | McLaren | รักษาสมดุลได้ดี วิ่งได้จำนวนรอบมากที่สุด (800+ รอบ) |
| 4 | Red Bull | เครื่องยนต์ทำเองครั้งแรกทนทานเกินคาด แต่ความเร็วเพียวๆ ยังกั๊กไว้ |
| 5 | Haas | เซอร์ไพรส์ที่สุดในกลุ่มมิดฟิลด์ เตรียมลุ้นแต้มทุกสนาม |
| 6 | Alpine | ฟื้นตัวจากปีที่แล้วได้ดีด้วยเครื่องยนต์ Mercedes ใหม่ |
| 7 | Racing Bulls | นักขับรุกกี้ Lindblad ทำผลงานน่าประทับใจ แต่รถยังขาดดาวน์ฟอร์ซ |
| 8 | Audi | ก้าวแรกที่ยากลำบากในฐานะทีมโรงงาน เครื่องยนต์ยังต้องการการพัฒนา |
| 9 | Williams | เจอปัญหาการผลิตล่าช้าทำให้เสียเวลาเก็บข้อมูลสำคัญ |
| 10 | Cadillac | น้องใหม่ที่ต้องใช้เวลาปรับตัว ทำเวลาห่างกลุ่มหน้ากว่า 3 วินาที |
| 11 | Aston Martin | วิกฤตหนัก! รถเจอปัญหาระบบหล่อเย็นและอิเล็กทรอนิกส์จนวิ่งแทบไม่ได้ |
วิเคราะห์กลุ่มผู้นำ: Mercedes กลับมาทวงความยิ่งใหญ่?
จากการเก็บข้อมูลของ The Race พบว่า Mercedes W17 ดูเหมือนจะเป็นรถที่ “ขี่ง่าย” และสม่ำเสมอที่สุด โดยเฉพาะในการจำลองการแข่ง (Race Simulation) ที่ George Russell และดาวรุ่งอย่าง Kimi Antonelli แสดงให้เห็นว่าเครื่องยนต์รุ่นใหม่ของ Mercedes มีการจัดการพลังงานไฟฟ้า (Energy Management) ที่เหนือกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกติกาปี 2026
กลุ่มผู้ท้าชิง: Ferrari และ McLaren ที่จี้ติด
แม้ Charles Leclerc จะคว้า Fastest Lap ของการเทสไปครองด้วยเวลา 1:31.992 นาที แต่ความเร็วนี้ได้มาจากการใช้ยางนิ่มพิเศษในสภาวะที่สนามเย็นลง ขณะที่ McLaren แชมป์เก่าเน้นไปที่ความทนทาน โดยเป็นทีมเดียวที่วิ่งทะลุ 800 รอบในบาห์เรน ซึ่งแสดงถึงความพร้อมของตัวรถที่แทบไม่มีที่ติ เพียงแต่อาจจะยังขาด “ความเร็วสูงสุด” (Top Speed) เมื่อเทียบกับค่ายดาวสามแฉก
บทพิสูจน์ของ Red Bull: เครื่องยนต์ทำเองรอดหรือไม่?
คำถามที่ใหญ่ที่สุดในปี 2026 คือเครื่องยนต์ที่ผลิตโดย Red Bull Powertrains (RBPT) ซึ่งในการทดสอบครั้งนี้ถือว่า “สอบผ่าน” ในแง่ความทนทาน Max Verstappen วิ่งไปได้กว่า 546 รอบโดยไม่มีปัญหาเครื่องยนต์พัง แม้เจ้าตัวจะบ่นเรื่องสมดุลของรถที่ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง แต่กูรูเชื่อว่า Red Bull กำลัง “Sandbagging” หรือเก็บของดีไว้โชว์ที่เมลเบิร์น
คำถามที่คนมักสงสัยหลังจบพรีซีซั่นเทส 2026
-
ถาม: ทำไม Aston Martin ถึงร่วงไปอยู่อันดับสุดท้าย?
-
ตอบ: เป็นผลมาจากปัญหาความเข้ากันได้ของแชสซีใหม่กับเครื่องยนต์ Honda รุ่นปี 2026 รวมถึงความผิดพลาดในการจัดการระบบ Aero ทำให้ Fernando Alonso และ Lance Stroll แทบไม่ได้ทำรันต่อเนื่องเลย
-
-
ถาม: Audi และ Cadillac มีโอกาสทำแต้มในสนามแรกไหม?
-
ตอบ: Audi มีโอกาสมากกว่าหาก Nico Hulkenberg สามารถใช้ประสบการณ์ช่วยทีมได้ ส่วน Cadillac ยังดูห่างไกลจากจุดนั้นเนื่องจากเป็นทีมใหม่ถอดด้ามที่ยังขาดข้อมูลแทร็ก
-
-
ถาม: กติกาใหม่ทำให้รถช้าลงจริงไหม?
-
ตอบ: จากเวลาเทสปี 2026 พบว่าช้าลงกว่ารถปี 2025 ประมาณ 2-3 วินาทีต่อรอบ เนื่องจากน้ำหนักแบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้นและการลดขนาดของปีกเพื่อให้ลดแรงต้าน (Drag) ในทางตรง
-
สรุป
การจัดอันดับทีม F1 2026 หลังจบเทส บ่งบอกว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคที่เครื่องยนต์จะกลับมาเป็นปัจจัยตัดสินชัยชนะมากกว่าเดิม และ Mercedes คือผู้ที่กุมความได้เปรียบนั้นไว้ในมือ อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียง “หนังตัวอย่าง” เท่านั้น ของจริงจะเริ่มขึ้นที่ Australian Grand Prix ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า!
หากคุณต้องการอัปเดตสถิติความเร็วสูงสุดในทางตรง (Speed Trap) ของทุกทีม หรือวิเคราะห์เจาะลึกอาการรถของ Max Verstappen อย่าลืมติดตามเราที่ SuperDrivemag เว็บไซต์ที่จะทำให้คุณดู F1 สนุกขึ้นกว่าเดิม
ติดตามคลิป รีวิวรถยนต์ ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า ได้เร็วๆนี้ทาง Youtube : SuperbikeMag Thailand


