SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

RoboTaxi
ขอขอบคุณภาพจาก : larazon

สมรภูมิยานยนต์ในงาน Beijing Auto Show 2026 ต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Geely ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ของการออกแบบรถยนต์ด้วยการเผยโฉม Geely Eva Cab ซึ่งเป็นหุ่นยนต์แท็กซี่ (Robotaxi) ที่ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มไร้คนขับโดยกำเนิด (Native Robotaxi) คันแรกของจีน โดยจุดที่สร้างความตื่นตาตื่นใจที่สุดหนีไม่พ้นการ “ตัดพวงมาลัยและแป้นเหยียบออกทั้งหมด” เพื่อมุ่งเน้นไปที่การมอบประสบการณ์การเดินทางแบบไร้คนขับ 100% สไตล์เดียวกับโปรเจกต์ระดับโลกอย่าง Waymo แต่ทว่า Geely ได้ใส่ความเป็นเอกลักษณ์และเทคโนโลยี AI รุ่นล่าสุดที่เหนือกว่าเข้าไปอย่างเต็มพิกัด

การเปิดตัวในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการโชว์รถต้นแบบที่ดูสวยงามเท่านั้น แต่คือการประกาศศักดาความพร้อมของเทคโนโลยีจีนที่สามารถผลิตยานยนต์อัจฉริยะจากรากฐาน (Ground-up) แทนที่จะเป็นการนำรถรุ่นที่มีอยู่เดิมมาดัดแปลง ยิ่งไปกว่านั้น รถรุ่นนี้ยังถูกพัฒนาขึ้นภายใต้สถาปัตยกรรมดิจิทัลระดับ L4 ที่ผสานระบบประมวลผลเข้ากับโครงสร้างตัวรถอย่างแนบแน่น ส่งผลให้พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางประดุจห้องนั่งเล่นเคลื่อนที่ซึ่งลบภาพจำของ “รถยนต์” ที่เราคุ้นเคยมานับศตวรรษไปอย่างสิ้นเชิง เพราะเหตุนี้ Geely Eva Cab จึงกลายเป็นไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในพิกัดความแรงระดับโลกปีนี้

ขุมพลังสมองกล 1,400 TOPS และ AI ที่คิดได้เหมือนมนุษย์

หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนความล้ำสมัยของรถรุ่นนี้คือโซลูชันการขับขี่อัตโนมัติระดับ H9 ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งใน “สมองกล” ที่ทรงพลังที่สุดในปัจจุบัน โดยมีพลังประมวลผลรวมสูงถึง 1,400 TOPS (Trillion Operations Per Second) ซึ่งทำงานร่วมกับโมเดล AI ขนาดใหญ่ (Large Model) รุ่น Step 3.5 ที่มีพารามิเตอร์สูงถึง 1.96 แสนล้านรายการ ยิ่งไปกว่านั้น Geely ยังเคลมว่าความเร็วในการประมวลผลข้อมูลหรือ Inference speed นั้นอยู่ที่ 350 TPS ซึ่งส่งผลให้การตัดสินใจในแต่ละวินาทีรวดเร็วกว่ามนุษย์ถึง 3 เท่า ช่วยลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการตอบสนองของมนุษย์ที่ล่าช้า

ขอขอบคูรภาพจาก : AutoPro

ในทำนองเดียวกัน ระบบ AI ดังกล่าวยังมีความสามารถในการ “จินตนาการ” และ “ประเมินความเสี่ยง” ได้อย่างชาญฉลาด โดยสามารถรับมือกับสถานการณ์การเดินทางในชีวิตประจำวันได้ถึง 99% ไม่ว่าจะเป็นการขับผ่านด่านเก็บค่าผ่านทางที่ต้องสื่อสารกับเจ้าหน้าที่หรือระบบเซนเซอร์ปกติ หรือแม้แต่การจำลองเส้นทางบนถนนชนบทที่ไม่มีเส้นแบ่งเลนอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญของรถไร้คนขับในยุคก่อน เพราะเหตุนี้ ความฉลาดของ Geely Eva Cab จึงได้รับการยกระดับให้กลายเป็น “ผู้ขับขี่ที่มากประสบการณ์” ที่พร้อมจะพาผู้โดยสารไปถึงที่หมายอย่างปลอดภัยในทุกสภาพแวดล้อม

ระบบรับรู้รอบคัน 43 ชิ้นและการตอบสนองที่ฉับไวระดับมิลลิวินาที

ความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญที่ Geely ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง โดยรถคันนี้ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์รับรู้และเซนเซอร์รอบคันมากถึง 43 ชิ้น ซึ่งรวมถึงระบบ LiDAR ความละเอียดสูงและกล้อง HD ที่สร้างเครือข่ายการรับรู้สภาพแวดล้อมแบบ 360 องศาที่ไร้จุดบอดซ้อนกันถึง 3 ชั้น ยิ่งไปกว่านั้น ระบบยังสามารถระบุตำแหน่งและประเภทของวัตถุรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นคนเดินถนน รถจักรยาน หรือสิ่งกีดขวางขนาดเล็กได้อย่างแม่นยำแม้ในสภาวะแสงน้อยหรือสภาพอากาศปิด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รถสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ที่ซับซ้อนได้อย่างเฉียบขาด

นอกจากระบบรับรู้ที่แม่นยำแล้วยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี AI Digital Chassis ที่ให้ความเร็วในการตอบสนองต่อความเสี่ยงได้ฉับไวในเวลาเพียง 4 มิลลิวินาที ซึ่งเป็นความเร็วที่มนุษย์ทั่วไปไม่สามารถทำได้ เทคโนโลยีนี้ช่วยให้รถสามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวางกะทันหันหรือควบคุมการเบรกในภาวะฉุกเฉินได้อย่างอัตโนมัติ โดยที่ตัวรถยังคงเสถียรภาพและไม่เสียอาการ ซึ่ง Geely ให้คำนิยามว่าเป็นระบบ “Active Risk Avoidance” ที่จะไม่มีวันสูญเสียการควบคุม เพราะเหตุนี้ ความมั่นใจในความปลอดภัยจึงถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นในสายตาของผู้ใช้บริการยุคใหม่

ตารางสรุปสเปกเทคโนโลยีของ Geely Eva Cab

รายละเอียดเทคโนโลยี (Tech Specs) ข้อมูลคุณสมบัติ
โซลูชันการขับขี่ G-ASD H9 (High-level Autonomous Solution)
พลังประมวลผล 1,400 TOPS (Trillion Operations Per Second)
โมเดล AI หลัก 196-billion-parameter Step 3.5 Large Model
ความเร็วการตัดสินใจ 350 TPS (3 เท่าเร็วกว่ามนุษย์)
เซนเซอร์รอบคัน 43 ชิ้น (LiDAR, HD Cameras, Ultrasonic)
ความเร็วการตอบสนองระบบ 4 มิลลิวินาที (ms)
ความสำเร็จ U-turn หลายจังหวะ 95% Success Rate
แผนการให้บริการจริง เริ่มต้นปี 2027 (Commercial Operation)

ประสบการณ์ห้องโดยสารที่ไร้พวงมาลัยและการใช้งานจริง

เมื่อไม่มีพวงมาลัยและแผงควบคุมแบบเดิมจึงสามารถเปลี่ยนนิยามของพื้นที่ภายในรถให้กลายเป็นพื้นที่สารพัดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ การออกแบบภายในเน้นความโปร่งโล่งและเพิ่มพื้นที่จัดเก็บสัมภาระให้สะดวกสบายขึ้น โดยไม่มีส่วนของลิ้นชักหรือช่องเก็บของที่ประตูลึกๆ เพื่อลดโอกาสที่ผู้โดยสารจะลืมสิ่งของทิ้งไว้เมื่อลงจากรถ นอกจากนี้ ภายในรถยังมาพร้อมกับระบบ AI Digital Assistant รุ่นใหม่ “Super Eva” ที่คอยตอบสนองคำสั่งเสียงและปรับแต่งสภาพแวดล้อมในห้องโดยสารให้ตรงตามความต้องการของผู้โดยสารแบบเรียลไทม์

ในแง่ของสมรรถนะการขับเคลื่อนในโลกจริง Geely ได้โชว์ผลการทดสอบที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะการกลับรถแบบหลายจังหวะ (Multi-turn U-turn) ที่มีความยากและซับซ้อนสูง ซึ่งรถรุ่นนี้สามารถทำสำเร็จได้ถึง 95% ตอกย้ำว่าระบบการประเมินวิถีโค้งและการเว้นระยะห่างทำได้เหมือน “คนขับเก่งๆ” มาขับเอง ในทำนองเดียวกัน การที่รถสามารถวิเคราะห์เส้นทางบนถนนที่ไม่มีเส้นจราจรหรือถนนชนบทได้ด้วยตัวเอง ยิ่งช่วยเปิดโอกาสให้บริการ Robotaxi ขยายขอบเขตจากย่านธุรกิจใจกลางเมืองไปยังพื้นที่รอบนอกได้อย่างไร้ขีดจำกัดในอนาคตอันใกล้

ทิศทางเชิงพาณิชย์ร่วมกับ Caocao Mobility ในปี 2027

โปรเจกต์ Geely Eva Cab ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความว้าวในงานนิทรรศการเท่านั้น แต่ Geely มีแผนการที่ชัดเจนในการร่วมมือกับ Caocao Mobility ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเรียกรถอัจฉริยะในเครือเพื่อพัฒนาเป็นเวอร์ชันผลิตจริง (Mass Production) โดยมีเป้าหมายที่จะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์บนถนนจริงครั้งแรกในปี 2027 ยิ่งไปกว่านั้น ทางค่ายยังมีเป้าหมายที่จะส่งมอบรถรุ่นนี้ไปให้บริการในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นในเมืองหลักของจีน 5 เมือง รวมถึงในเกาะฮ่องกง และอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อพิสูจน์ศักยภาพของยานยนต์อัจฉริยะจีนในระดับสากล

นอกจากนี้ การใช้รถยนต์ที่เป็น Purpose-built หรือออกแบบมาเพื่อการใช้งานแท็กซี่โดยเฉพาะยังช่วยลดต้นทุนการผลิตและการบำรุงรักษาได้มากกว่าการนำรถบ้านมาดัดแปลง ทำให้ค่าบริการในอนาคตมีแนวโน้มที่จะถูกลงกว่าการใช้แรงงานมนุษย์ขับขี่อย่างชัดเจน เพราะเหตุนี้ การผลักดันเทคโนโลยีไร้คนขับของ Geely จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างเศรษฐกิจและการขนส่งมวลชนอย่างแท้จริง โดยตั้งเป้าที่จะขยายฝูงบิน Robotaxi ให้ถึง 100,000 คันภายในปี 2030 เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในโลกที่กำลังมุ่งหน้าสู่ Smart City

บทสรุปแห่งอนาคต เมื่อความแรงผสานกับปัญญาประดิษฐ์

บทสรุปของการเผยโฉม Geely Eva Cab ในงานปักกิ่ง 2026 คือจุดเริ่มต้นของการนับถอยหลังสู่จุดจบของการขับขี่ด้วยมือในระบบขนส่งสาธารณะ ด้วยพลังประมวลผล 1,400 TOPS และการตัดสินใจที่รวดเร็วระดับมิลลิวินาที ทำให้เทคโนโลยี Robotaxi ของจีนไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่กำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การตัดพวงมาลัยทิ้งไม่ใช่แค่การดีไซน์ที่แปลกใหม่ แต่มันคือการประกาศความมั่นใจในอัลกอริทึมและระบบนิเวศของความปลอดภัยระดับ 2.0 ที่ Geely ได้ทุ่มเทพัฒนามาอย่างยาวนาน

หากคุณเป็นสายเทคที่หลงใหลในนวัตกรรมยานยนต์และไม่ต้องการพลาดทุกความเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนโลกแบบนี้ สามารถติดตามข้อมูลเจาะลึกและบทวิเคราะห์จากพวกเราต่อได้ที่เพจ SuperBike X SuperDrive เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกพิกัดความแรงและเทคโนโลยีใหม่

Peak SuperBikeMag

บทความยอดนิยม

ข่าวล่าสุด

Geely Eva Cab ตัดพวงมาลัยและแป้นเหยียบ เพื่อให้รองรับ RoboTaxi

RoboTaxi
ขอขอบคุณภาพจาก : larazon

สมรภูมิยานยนต์ในงาน Beijing Auto Show 2026 ต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Geely ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ของการออกแบบรถยนต์ด้วยการเผยโฉม Geely Eva Cab ซึ่งเป็นหุ่นยนต์แท็กซี่ (Robotaxi) ที่ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มไร้คนขับโดยกำเนิด (Native Robotaxi) คันแรกของจีน โดยจุดที่สร้างความตื่นตาตื่นใจที่สุดหนีไม่พ้นการ “ตัดพวงมาลัยและแป้นเหยียบออกทั้งหมด” เพื่อมุ่งเน้นไปที่การมอบประสบการณ์การเดินทางแบบไร้คนขับ 100% สไตล์เดียวกับโปรเจกต์ระดับโลกอย่าง Waymo แต่ทว่า Geely ได้ใส่ความเป็นเอกลักษณ์และเทคโนโลยี AI รุ่นล่าสุดที่เหนือกว่าเข้าไปอย่างเต็มพิกัด

การเปิดตัวในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการโชว์รถต้นแบบที่ดูสวยงามเท่านั้น แต่คือการประกาศศักดาความพร้อมของเทคโนโลยีจีนที่สามารถผลิตยานยนต์อัจฉริยะจากรากฐาน (Ground-up) แทนที่จะเป็นการนำรถรุ่นที่มีอยู่เดิมมาดัดแปลง ยิ่งไปกว่านั้น รถรุ่นนี้ยังถูกพัฒนาขึ้นภายใต้สถาปัตยกรรมดิจิทัลระดับ L4 ที่ผสานระบบประมวลผลเข้ากับโครงสร้างตัวรถอย่างแนบแน่น ส่งผลให้พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางประดุจห้องนั่งเล่นเคลื่อนที่ซึ่งลบภาพจำของ “รถยนต์” ที่เราคุ้นเคยมานับศตวรรษไปอย่างสิ้นเชิง เพราะเหตุนี้ Geely Eva Cab จึงกลายเป็นไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในพิกัดความแรงระดับโลกปีนี้

ขุมพลังสมองกล 1,400 TOPS และ AI ที่คิดได้เหมือนมนุษย์

หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนความล้ำสมัยของรถรุ่นนี้คือโซลูชันการขับขี่อัตโนมัติระดับ H9 ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งใน “สมองกล” ที่ทรงพลังที่สุดในปัจจุบัน โดยมีพลังประมวลผลรวมสูงถึง 1,400 TOPS (Trillion Operations Per Second) ซึ่งทำงานร่วมกับโมเดล AI ขนาดใหญ่ (Large Model) รุ่น Step 3.5 ที่มีพารามิเตอร์สูงถึง 1.96 แสนล้านรายการ ยิ่งไปกว่านั้น Geely ยังเคลมว่าความเร็วในการประมวลผลข้อมูลหรือ Inference speed นั้นอยู่ที่ 350 TPS ซึ่งส่งผลให้การตัดสินใจในแต่ละวินาทีรวดเร็วกว่ามนุษย์ถึง 3 เท่า ช่วยลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการตอบสนองของมนุษย์ที่ล่าช้า

ขอขอบคูรภาพจาก : AutoPro

ในทำนองเดียวกัน ระบบ AI ดังกล่าวยังมีความสามารถในการ “จินตนาการ” และ “ประเมินความเสี่ยง” ได้อย่างชาญฉลาด โดยสามารถรับมือกับสถานการณ์การเดินทางในชีวิตประจำวันได้ถึง 99% ไม่ว่าจะเป็นการขับผ่านด่านเก็บค่าผ่านทางที่ต้องสื่อสารกับเจ้าหน้าที่หรือระบบเซนเซอร์ปกติ หรือแม้แต่การจำลองเส้นทางบนถนนชนบทที่ไม่มีเส้นแบ่งเลนอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญของรถไร้คนขับในยุคก่อน เพราะเหตุนี้ ความฉลาดของ Geely Eva Cab จึงได้รับการยกระดับให้กลายเป็น “ผู้ขับขี่ที่มากประสบการณ์” ที่พร้อมจะพาผู้โดยสารไปถึงที่หมายอย่างปลอดภัยในทุกสภาพแวดล้อม

ระบบรับรู้รอบคัน 43 ชิ้นและการตอบสนองที่ฉับไวระดับมิลลิวินาที

ความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญที่ Geely ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง โดยรถคันนี้ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์รับรู้และเซนเซอร์รอบคันมากถึง 43 ชิ้น ซึ่งรวมถึงระบบ LiDAR ความละเอียดสูงและกล้อง HD ที่สร้างเครือข่ายการรับรู้สภาพแวดล้อมแบบ 360 องศาที่ไร้จุดบอดซ้อนกันถึง 3 ชั้น ยิ่งไปกว่านั้น ระบบยังสามารถระบุตำแหน่งและประเภทของวัตถุรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นคนเดินถนน รถจักรยาน หรือสิ่งกีดขวางขนาดเล็กได้อย่างแม่นยำแม้ในสภาวะแสงน้อยหรือสภาพอากาศปิด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รถสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ที่ซับซ้อนได้อย่างเฉียบขาด

นอกจากระบบรับรู้ที่แม่นยำแล้วยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี AI Digital Chassis ที่ให้ความเร็วในการตอบสนองต่อความเสี่ยงได้ฉับไวในเวลาเพียง 4 มิลลิวินาที ซึ่งเป็นความเร็วที่มนุษย์ทั่วไปไม่สามารถทำได้ เทคโนโลยีนี้ช่วยให้รถสามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวางกะทันหันหรือควบคุมการเบรกในภาวะฉุกเฉินได้อย่างอัตโนมัติ โดยที่ตัวรถยังคงเสถียรภาพและไม่เสียอาการ ซึ่ง Geely ให้คำนิยามว่าเป็นระบบ “Active Risk Avoidance” ที่จะไม่มีวันสูญเสียการควบคุม เพราะเหตุนี้ ความมั่นใจในความปลอดภัยจึงถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นในสายตาของผู้ใช้บริการยุคใหม่

ตารางสรุปสเปกเทคโนโลยีของ Geely Eva Cab

รายละเอียดเทคโนโลยี (Tech Specs) ข้อมูลคุณสมบัติ
โซลูชันการขับขี่ G-ASD H9 (High-level Autonomous Solution)
พลังประมวลผล 1,400 TOPS (Trillion Operations Per Second)
โมเดล AI หลัก 196-billion-parameter Step 3.5 Large Model
ความเร็วการตัดสินใจ 350 TPS (3 เท่าเร็วกว่ามนุษย์)
เซนเซอร์รอบคัน 43 ชิ้น (LiDAR, HD Cameras, Ultrasonic)
ความเร็วการตอบสนองระบบ 4 มิลลิวินาที (ms)
ความสำเร็จ U-turn หลายจังหวะ 95% Success Rate
แผนการให้บริการจริง เริ่มต้นปี 2027 (Commercial Operation)

ประสบการณ์ห้องโดยสารที่ไร้พวงมาลัยและการใช้งานจริง

เมื่อไม่มีพวงมาลัยและแผงควบคุมแบบเดิมจึงสามารถเปลี่ยนนิยามของพื้นที่ภายในรถให้กลายเป็นพื้นที่สารพัดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ การออกแบบภายในเน้นความโปร่งโล่งและเพิ่มพื้นที่จัดเก็บสัมภาระให้สะดวกสบายขึ้น โดยไม่มีส่วนของลิ้นชักหรือช่องเก็บของที่ประตูลึกๆ เพื่อลดโอกาสที่ผู้โดยสารจะลืมสิ่งของทิ้งไว้เมื่อลงจากรถ นอกจากนี้ ภายในรถยังมาพร้อมกับระบบ AI Digital Assistant รุ่นใหม่ “Super Eva” ที่คอยตอบสนองคำสั่งเสียงและปรับแต่งสภาพแวดล้อมในห้องโดยสารให้ตรงตามความต้องการของผู้โดยสารแบบเรียลไทม์

ในแง่ของสมรรถนะการขับเคลื่อนในโลกจริง Geely ได้โชว์ผลการทดสอบที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะการกลับรถแบบหลายจังหวะ (Multi-turn U-turn) ที่มีความยากและซับซ้อนสูง ซึ่งรถรุ่นนี้สามารถทำสำเร็จได้ถึง 95% ตอกย้ำว่าระบบการประเมินวิถีโค้งและการเว้นระยะห่างทำได้เหมือน “คนขับเก่งๆ” มาขับเอง ในทำนองเดียวกัน การที่รถสามารถวิเคราะห์เส้นทางบนถนนที่ไม่มีเส้นจราจรหรือถนนชนบทได้ด้วยตัวเอง ยิ่งช่วยเปิดโอกาสให้บริการ Robotaxi ขยายขอบเขตจากย่านธุรกิจใจกลางเมืองไปยังพื้นที่รอบนอกได้อย่างไร้ขีดจำกัดในอนาคตอันใกล้

ทิศทางเชิงพาณิชย์ร่วมกับ Caocao Mobility ในปี 2027

โปรเจกต์ Geely Eva Cab ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความว้าวในงานนิทรรศการเท่านั้น แต่ Geely มีแผนการที่ชัดเจนในการร่วมมือกับ Caocao Mobility ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเรียกรถอัจฉริยะในเครือเพื่อพัฒนาเป็นเวอร์ชันผลิตจริง (Mass Production) โดยมีเป้าหมายที่จะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์บนถนนจริงครั้งแรกในปี 2027 ยิ่งไปกว่านั้น ทางค่ายยังมีเป้าหมายที่จะส่งมอบรถรุ่นนี้ไปให้บริการในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นในเมืองหลักของจีน 5 เมือง รวมถึงในเกาะฮ่องกง และอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อพิสูจน์ศักยภาพของยานยนต์อัจฉริยะจีนในระดับสากล

นอกจากนี้ การใช้รถยนต์ที่เป็น Purpose-built หรือออกแบบมาเพื่อการใช้งานแท็กซี่โดยเฉพาะยังช่วยลดต้นทุนการผลิตและการบำรุงรักษาได้มากกว่าการนำรถบ้านมาดัดแปลง ทำให้ค่าบริการในอนาคตมีแนวโน้มที่จะถูกลงกว่าการใช้แรงงานมนุษย์ขับขี่อย่างชัดเจน เพราะเหตุนี้ การผลักดันเทคโนโลยีไร้คนขับของ Geely จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างเศรษฐกิจและการขนส่งมวลชนอย่างแท้จริง โดยตั้งเป้าที่จะขยายฝูงบิน Robotaxi ให้ถึง 100,000 คันภายในปี 2030 เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในโลกที่กำลังมุ่งหน้าสู่ Smart City

บทสรุปแห่งอนาคต เมื่อความแรงผสานกับปัญญาประดิษฐ์

บทสรุปของการเผยโฉม Geely Eva Cab ในงานปักกิ่ง 2026 คือจุดเริ่มต้นของการนับถอยหลังสู่จุดจบของการขับขี่ด้วยมือในระบบขนส่งสาธารณะ ด้วยพลังประมวลผล 1,400 TOPS และการตัดสินใจที่รวดเร็วระดับมิลลิวินาที ทำให้เทคโนโลยี Robotaxi ของจีนไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่กำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การตัดพวงมาลัยทิ้งไม่ใช่แค่การดีไซน์ที่แปลกใหม่ แต่มันคือการประกาศความมั่นใจในอัลกอริทึมและระบบนิเวศของความปลอดภัยระดับ 2.0 ที่ Geely ได้ทุ่มเทพัฒนามาอย่างยาวนาน

หากคุณเป็นสายเทคที่หลงใหลในนวัตกรรมยานยนต์และไม่ต้องการพลาดทุกความเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนโลกแบบนี้ สามารถติดตามข้อมูลเจาะลึกและบทวิเคราะห์จากพวกเราต่อได้ที่เพจ SuperBike X SuperDrive เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกพิกัดความแรงและเทคโนโลยีใหม่

Peak SuperBikeMag

ข่าวล่าสุด

รีวิวมอเตอร์ไซค์

ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์

ข่าวรถยนต์

ราคาและสเปครถยนต์

รถยนต์ไฟฟ้า