ในสมรภูมิยานยนต์พลังงานใหม่ที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด คำกล่าวล่าสุดของนายเว่ย เจี้ยนจวิน (Wei Jianjun) ประธานบอร์ดบริหารของ Great Wall Motor (GWM) ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งอุตสาหกรรม โดยเขาได้ออกมายืนยันผ่านสื่อและในงาน Auto China 2026 ถึงทิศทางของบริษัทที่แน่วแน่ว่าจะไม่มีการบรรจุเทคโนโลยี EREV (Extended Range Electric Vehicle) ลงในแผนการผลิตอย่างแน่นอน พร้อมวลีเด็ดที่กลายเป็นไวรัลว่า “ขอยอมตายดีกว่าเดินบนเส้นทางนี้” ซึ่งเป็นการปฏิเสธเทคโนโลยีที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างสูงในประเทศจีนอย่างสิ้นเชิง
การที่ ประธาน GWM ไม่ทำรถ EREV ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของความชอบส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ทางวิศวกรรมที่เขามองว่า เทคโนโลยีที่ใช้เครื่องยนต์ปั่นไฟเพื่อชาร์จแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวโดยไม่ขับเคลื่อนล้อโดยตรงนั้น เป็นเทคโนโลยีที่ล้าหลังและขาดความยั่งยืน
EREV vs Hi-4 สงครามความเชื่อในโลกวิศวกรรม
ประธานเว่ยระบุว่าเทคโนโลยีนี้เป็นเพียง “Pseudo-Electric” หรือรถยนต์ไฟฟ้าปลอมที่สร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องระยะทางวิ่ง (Range Anxiety) แต่ในแง่ของประสิทธิภาพการใช้พลังงานกลับทำได้ไม่ดีเท่าระบบปลั๊กอินไฮบริดระดับสูง โดยเขาชูระบบ Hi-4 ของ GWM ที่ใช้เกียร์ DHT (Dedicated Hybrid Transmission) หลายสปีด ว่าเป็นโซลูชันที่ถูกต้องแม่นยำกว่า เพราะสามารถขับเคลื่อนได้ทั้งจากมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ในจังหวะที่เหมาะสม
ตารางเปรียบเทียบมุมมองเทคโนโลยี
| หัวข้อเปรียบเทียบ | เทคโนโลยี EREV (ที่ประธานเว่ยต่อต้าน) | เทคโนโลยี Hi-4 / PHEV ของ GWM |
| การขับเคลื่อน | มอเตอร์ไฟฟ้า 100% (เครื่องยนต์ปั่นไฟเท่านั้น) | มอเตอร์ + เครื่องยนต์ (Parallel & Series) |
| ประสิทธิภาพความเร็วสูง | ต่ำ (เครื่องยนต์ต้องปั่นไฟหนัก/มอเตอร์ล้า) | สูง (เครื่องยนต์ต่อตรงช่วยขับเคลื่อน) |
| ความซับซ้อนของวิศวกรรม | ต่ำ (ง่ายต่อการผลิต) | สูง (ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญด้านเกียร์) |
| นิยามจากประธาน GWM | เทคโนโลยีทางผ่าน / ไฟฟ้าปลอม | เทคโนโลยีแห่งอนาคตที่แท้จริง |
| การชาร์จไฟ | เน้นแบตใหญ่เพื่อวิ่งไกล | เน้นระบบจัดการพลังงานที่สมดุล |
ทำไมประธาน GWM ถึงออกมาเดือดในตอนนี้?
จากการวิเคราะห์ใน ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า ช่วงต้นปี 2026 พบว่าค่ายรถยนต์อย่าง Li Auto, Leapmotor และแม้แต่ Huawei (AITO) ต่างประสบความสำเร็จอย่างสูงในเชิงยอดขายจากการใช้ระบบ EREV เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าและการใช้งานที่สะดวกสำหรับผู้ใช้ที่ยังไม่พร้อมเข้าสู่ BEV 100%
อย่างไรก็ตาม เว่ย เจี้ยนจวิน กลับมองว่าการทำแบบนั้นเป็นการ “หลอกลวงผู้บริโภค” ในเชิงเทคนิค เพราะเครื่องยนต์ที่ทำงานในรอบคงที่เพื่อปั่นไฟไม่ได้ให้ประสิทธิภาพเชิงความร้อนสูงสุดเมื่อเทียบกับระบบไฮบริดที่ฉลาดกว่า การที่ ประธาน GWM ไม่ทำรถ EREV จึงเป็นการประกาศศักดาในฐานะค่ายรถยนต์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังมาอย่างยาวนาน และไม่ต้องการลดตัวลงไปทำเทคโนโลยีที่เขามองว่า “ง่ายเกินไป”
กลยุทธ์ “ยอมตาย” เพื่อรักษามาตรฐานแบรนด์
ในการให้สัมภาษณ์ผ่านไลฟ์สตรีม “The Covenant” ประธานเว่ยเน้นย้ำว่า อุตสาหกรรมยานยนต์คือเรื่องของความปลอดภัยและประสิทธิภาพระยะยาว เขาต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าว่ารถของ GWM ทุกคันถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่ตามกระแสตลาด การที่เขาลั่นวาจาว่ายอมตายดีกว่า จึงเป็นการเดิมพันด้วยชื่อเสียงของแบรนด์เพื่อพิสูจน์ว่าระบบ Hi-4 และ BEV ของมาสด้าและโตโยต้า รวมถึง GWM นั้นเหนือชั้นกว่าในระยะยาว
บทสรุปจาก รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า หลายรุ่นของ GWM เช่น TANK 500 PHEV หรือ Haval H6 Global รุ่นใหม่ แสดงให้เห็นว่าการใช้ระบบเครื่องยนต์ช่วยขับเคลื่อนในย่านความเร็วสูงช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่าในสภาวะการขับขี่ทางไกล ซึ่งเป็นจุดที่ GWM จะใช้เป็นอาวุธหลักในการสู้ศึกครั้งนี้
บทสรุป การเดิมพันครั้งยิ่งใหญ่ของ Wei Jianjun
การประกาศจุดยืนว่า ประธาน GWM ไม่ทำรถ EREV คือการเดินพันครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของบริษัท ท่ามกลางกระแสตลาดที่โหยหาความง่าย แต่เว่ย เจี้ยนจวิน เลือกที่จะเดินบนเส้นทางที่ยากกว่าแต่ยั่งยืนกว่าในมุมมองของเขา เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า “ทางที่ถูก” กับ “ทางที่รวยรวดเร็ว” แบบไหนจะชนะใจผู้บริโภคทั่วโลกได้ในท้ายที่สุด แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ GWM ได้ปักธงรบในฐานะนักอนุรักษ์นิยมทางวิศวกรรมที่พร้อมจะสู้จนตัวตายเพื่ออุดมการณ์ของตนเอง




