
สมาคม AADA เผยผลพยากรณ์สุดช็อก คาด รถจีน จะครองส่วนแบ่งตลาดออสเตรเลียทะลุ 58% ภายในทศวรรษหน้า ขานรับกระแส EV เติบโต

รายงานล่าสุดจาก AADA ระบุว่ายอดขายของ รถจีน เติบโตอย่างก้าวกระโดด แตะ 35.5% ของตลาดรวมในเดือนมิถุนายน 2026 ซึ่งเป็นอัตราเร่งที่สูงกว่าการพยากรณ์เดิมอย่างมาก สะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
ใครที่ติดตาม ข่าวรถยนต์ ในฝั่งทวีปโอเชียเนีย คงต้องจับตาดูปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ เมื่อสมาคมผู้จำหน่ายยานยนต์แห่งออสเตรเลีย (AADA) ออกมาเผยผลพยากรณ์ล่าสุดที่สร้างความฮือฮาไปทั่ววงการ โดยระบุว่าจะสามารถยึดครองส่วนแบ่งตลาดรถใหม่ในออสเตรเลียได้สูงถึง 58% ภายในปี 2035 ซึ่งคิดเป็นจำนวนรถยนต์มหาศาลถึงเกือบ 900,000 คันต่อปี
ตัวเลข 58% นี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น และไม่ใช่การคาดเดาแบบไร้หลักการ แต่มันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการประเมินก่อนหน้านี้ของศูนย์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศออสเตรเลีย ที่เคยพยากรณ์ตัวเลขเอาไว้เพียง 43% เท่านั้น เจมส์ วอร์ตแมน (James Voortman) ซีอีโอของ AADA ชี้ให้เห็นว่า ตัวเลขยอดขายจริงที่เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2026 แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาเปิดใจรับ รถจีน พลังงานไฟฟ้า (EV) เร็วกว่าที่คิดไว้มาก ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งประวัติศาสตร์ของตลาดยานยนต์ออสเตรเลีย และเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนที่สุดสำหรับค่ายรถยนต์ฝั่งยุโรปและเอเชียชาติอื่นๆ
ประเทศจีนได้แซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นเป็นแหล่งนำเข้ารถยนต์ใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียแล้ว โดย รถจีน ครองส่วนแบ่งถึง 35.5% ทิ้งห่างญี่ปุ่นที่ได้ไปเพียง 20.7% ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีลักษณะตลาดยานยนต์ที่น่าสนใจมาก เพราะพวกเขาไม่มีฐานการผลิตรถยนต์เป็นของตัวเองอีกต่อไปแล้ว ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศแบบ 100% ในอดีต ญี่ปุ่นคือราชาผู้ครองตลาดมายาวนาน รถกระบะและรถครอบครัวจากค่ายญี่ปุ่นคือสัญลักษณ์แห่งความทนทานที่ชาวออสซี่ไว้ใจ แต่ในเดือนมิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา จีนได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการส่งออกเข้ามายังออสเตรเลียถึง 46,592 คัน ฟาดส่วนแบ่งตลาดนำเข้ายอดรวมไปถึง 35.5%
ตัวเลขนี้ทำให้จีนก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาห่างๆ ด้วยแชมป์เก่าอย่างญี่ปุ่นที่ 27,098 คัน (20.7%) ส่วนประเทศไทยของเราซึ่งเคยเป็นฐานผลิตรถกระบะหลักเพื่อส่งออกไปยังออสเตรเลีย ตามมาเป็นอันดับสามที่ 23,297 คัน (12.5%) และเกาหลีใต้ 14,863 คัน การที่สามารถแซงหน้าเจ้าตลาดดั้งเดิมได้ในเวลาอันรวดเร็ว ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่เคยใช้ความน่าเชื่อถือผูกขาดตลาดมาอย่างยาวนาน ต้องกลับไปทบทวนกลยุทธ์ของตัวเองอย่างเร่งด่วน
ในเดือนมิถุนายนแบรนด์ใหญ่อย่าง BYD ทำยอดขายตามหลังแชมป์เก่าตลอดกาลอย่าง Toyota เพียง 243 คันเท่านั้น ขณะที่แบรนด์น้องใหม่ก็เรียงหน้ากระดานเข้ามาแย่งเค้กอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในรายงานฉบับนี้คือการจัดอันดับแบรนด์ (Brand Rankings) แม้ว่า Toyota จะยังคงรักษาแชมป์อันดับ 1 ไว้ได้ในเดือนมิถุนายนด้วยยอดขาย 19,124 คัน แต่มันคือการรั้งบัลลังก์ที่หืดจับและชวนให้เหงื่อตกที่สุด เพราะ BYD ซึ่งเป็นหัวหอกพลังงานใหม่ ทำยอดขายตามมาแบบหายใจรดต้นคอที่ 18,881 คัน ห่างกันเพียงแค่ 243 คันเท่านั้น! ความสำเร็จนี้ไม่ได้มาเพียงลำพัง เพราะค่ายรถอื่นๆ อย่าง GWM และ Chery ก็กอดคอกันเข้าป้ายในอันดับที่ 8 และ 9 ของตลาดรวมตามลำดับ
สำหรับกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) BYD ได้ผงาดขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในครึ่งปีแรกของปี 2026 อย่างเต็มภาคภูมิ ด้วยยอดส่งมอบ 29,192 คัน ซึ่งคิดเป็นการเติบโตถึง 241.2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แซงหน้าคู่แข่งคนสำคัญอย่าง Tesla ที่ทำได้ 23,588 คัน หากใครที่ติดตาม ข่าวรถไฟฟ้า จะเห็นเทรนด์ได้อย่างชัดเจนว่า โมเดลธุรกิจ การออกแบบยานยนต์สมัยใหม่ และการตั้งราคาของนั้นตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวออสเตรเลียมากกว่ารถจากฝั่งอเมริกาหรือยุโรปอย่างเห็นได้ชัด
ตารางเปรียบเทียบสัดส่วนยอดขายรถยนต์แยกตามประเทศผู้ผลิตและแบรนด์ที่น่าจับตามองในเดือนมิถุนายน ซึ่งสะท้อนความสำเร็จของแบรนด์จากประเทศจีนได้อย่างเป็นรูปธรรม
| ประเทศผู้ผลิต (Source Country) | จำนวนรถยนต์ที่นำเข้า (คัน) | สัดส่วนการตลาด (Market Share) |
| 1. จีน (China) | 46,592 | 35.5% |
| 2. ญี่ปุ่น (Japan) | 27,098 | 20.7% |
| 3. ไทย (Thailand) | 23,297 | 12.5% |
| แบรนด์ยอดฮิตในตลาดยานยนต์ | ยอดขายเฉพาะเดือนมิถุนายน 2026 (คัน) |
| Toyota (ญี่ปุ่น) | 19,124 |
| BYD (จีน) | 18,881 |
| Tesla (อเมริกา/ผลิตจีน) | แบรนด์ในกลุ่มผู้นำด้าน EV |
| GWM / Chery (จีน) | ติดอันดับ Top 10 ของตลาดออสเตรเลีย |
(อ้างอิงจากข้อมูล VFACTS สรุปยอดขายประจำเดือนมิถุนายน 2026)
ผู้บริโภคต้องการความคุ้มค่า ในขณะที่มีห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ด้านเทคโนโลยี EV ที่แข็งแกร่ง และสามารถทำราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าแบรนด์ยุโรปและญี่ปุ่นอย่างมาก
การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้ไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่มาจากการวางกลยุทธ์ที่แม่นยำและการทำความเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้ง ปัจจัยหลักคือ “ราคาและความคุ้มค่า” ในยุคที่สภาพเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น ผู้บริโภคชาวออสซี่ต่างมองหารถยนต์ที่มีฟังก์ชันครบครัน ออปชันความปลอดภัยจัดเต็ม แต่ราคาไม่แพงจนเกินเอื้อม ซึ่งสามารถตีโจทย์ข้อนี้ได้แตกกระจุย ด้วยความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่และสายพานการประกอบที่ครบวงจรในประเทศจีน
นอกจากนี้ AADA ยังคาดการณ์ว่าจำนวนแบรนด์รถยนต์ที่ต้องขับเคี่ยวกันในออสเตรเลียจะเพิ่มขึ้นจาก 67 แบรนด์ในปัจจุบัน เป็น 75 แบรนด์ภายในปี 2031 โดยแบรนด์ใหม่ที่เตรียมจะเข้าสู่ตลาดเกือบทั้งหมดล้วนเป็นทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น แบรนด์ Xpeng และ Zeekr ที่เพิ่งประกาศแผนเตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่หลายรุ่นในออสเตรเลียภายในเวลาไม่ถึง 6 เดือนข้างหน้า สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ออสเตรเลียได้กลายเป็นสนามทดสอบและสมรภูมิสำคัญสำหรับการขยายอิทธิพลของค่ายรถจากแผ่นดินใหญ่ไปเสียแล้ว
สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาเลือกซื้อรถยนต์ และอยากตรวจสอบความคุ้มค่า สามารถเข้าไปเช็ก ราคาและสเปครถยนต์ ในปัจจุบันได้ จะพบว่ารถ EV ชั้นนำจากประเทศจีนมีตัวเลือกที่หลากหลาย ทั้งเรื่องของระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ ดีไซน์ล้ำอนาคต และเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ที่ดึงดูดใจมากกว่าอย่างปฏิเสธไม่ได้
บทสรุปของรายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า หากค่ายรถยนต์ดั้งเดิมที่เคยเป็นเจ้าตลาดยังคงเชื่องช้าในการปรับตัวสู่ยุคเทคโนโลยีไร้มลพิษ พวกเขาอาจต้องยอมจำนนและสูญเสียเค้กชิ้นโตในตลาดยานยนต์ออสเตรเลียให้กับ รถจีน ไปอย่างถาวรในไม่ช้านี้
อย่าลืมกดติดตามและเข้ามาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันต่อได้ที่เพจ Superbike X Superdrive แหล่งรวมข้อมูลยานยนต์ ที่อัปเดตรวดเร็ว และ สามารถติดตามข่าวสารและบทความเพิ่มเติมได้อย่างครบถ้วนที่ www.superbikemag.com
A: ปัจจัยหลักมาจากการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งผู้ผลิตจากจีนมีความได้เปรียบด้านเทคโนโลยี แบตเตอรี่ และต้นทุน ทำให้สามารถทำราคาที่ดึงดูดใจผู้บริโภคชาวออสเตรเลียได้มากกว่า
A: แบรนด์ที่โดดเด่นที่สุดคือ BYD ซึ่งยอดขายรวมจี้ติดเบอร์หนึ่งอย่าง Toyota อย่างมาก นอกจากนี้ยังมีค่ายอื่นๆ อย่าง GWM, Chery และ MG ที่ทำผลงานได้ดีเยี่ยมเช่นกัน
A: สมาคมผู้ค้ารถยนต์ออสเตรเลีย (AADA) พยากรณ์ว่ารถยนต์จากจีนจะครองส่วนแบ่งตลาดรถใหม่สูงถึง 58% หรือประมาณ 900,000 คันต่อปี ภายในปี 2035
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวรถ BYDBYD Seal 07 เจน 2 เปิดจองในจีน! LiDAR ฐานล้อ 2,960 มม. วิ่งไกลสุด 718 กม. WLTP
ข่าวรถ LexusLexus LFA ใหม่ โผล่ภาพทดสอบล่าสุด ซูเปอร์คาร์ไฟฟ้าทายาท V10 จ่อผลิตจริงปี 2027
ข่าวรถ TeslaTesla Roadster รถบินได้ เปิดจองไทยเริ่ม 178,000 บาท
ข่าวด่วนปรับแผนครั้งใหญ่! Mercedes เลิกผลิต 3รุ่น EQE Sedan AMG S63 เเละ Maybach EQS
ข่าวรถยนต์รถ EV จมน้ำ VS รถสันดาป ใครมีสถิติจมน้ำมากกว่า?
ข่าวรถ iCAURเปิดตัว iCAUR V27 REEV รถ EV ทรงกล่อง 9.99 แสน
รถยนต์ไฟฟ้า (EV)ไขข้อข้องใจหน้าฝน! รถ EV ลุยน้ำท่วม ได้จริงหรือ เสี่ยงไฟดูด-แบตพังแค่ไหน?
ข่าวรถ Mercedes-Benzสเปกคันจริง Mercedes-Benz GLC EV รถไฟฟ้าประกอบไทย 421 แรงม้า