
หากคุณเป็นคนที่มักจะไถฟีดโซเชียลมีเดียเพื่ออัปเดต ข่าวรถยนต์ หรือติดตามกลุ่มผู้ใช้รถ EV ในช่วงนี้ คงจะหนีไม่พ้นการเห็นภาพข่าวและคลิปวิดีโอเหตุการณ์สุดระทึกที่ทำเอาหลายคนถึงกับแอบเสียวสันหลัง นั่นคือข่าว รถไฟฟ้าไฟไหม้ ที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นบ่อยจนกลายเป็นรายวันไปเสียแล้ว ดราม่าในโลกออนไลน์ลุกลามไปไกล บ้างก็โจมตีว่ารถยนต์ไฟฟ้าจากแดนมังกรไม่ได้มาตรฐาน บ้างก็โทษพฤติกรรมการชาร์จไฟของผู้ใช้งาน

แต่ความจริงแล้วมันเกิดจากอะไรกันแน่? วันนี้เราจะขอพักเรื่องสงครามราคา มาเจาะลึกแบบทะลุถึงแผงเซลล์แบตเตอรี่ ว่าต้นตอที่ทำให้ รถไฟฟ้าไฟไหม้ นั้นเกิดจากปัจจัยอะไรบ้าง พร้อมทั้งเปิดคู่มือการป้องกันและการรับมืออย่างถูกวิธี เพื่อให้ผู้ที่ติดตาม ข่าวรถไฟฟ้า ทุกท่านสามารถใช้งานรถสุดล้ำของตนเองได้อย่างปลอดภัยและอุ่นใจที่สุดครับ
สาเหตุหลักที่ทำให้ รถไฟฟ้าไฟไหม้ บ่อยครั้งในประเทศไทย เกิดจากอะไร?
สาเหตุหลักเกิดจากการความร้อนสะสมของแบตเตอรี่แรงดันสูง (Thermal Runaway) การลัดวงจรจากการกระแทกใต้ท้องรถอย่างรุนแรง และการใช้อุปกรณ์ชาร์จไฟที่ไม่ได้มาตรฐาน


ขอบคุณภาพจาก : mgronline ขอบคุณภาพจาก : springnews
เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ รถไฟฟ้าไฟไหม้ หลายคนมักจะเหมารวมว่าเป็นเพราะแบตเตอรี่ไม่ได้คุณภาพ แต่ในความเป็นจริงตามหลักวิศวกรรมยานยนต์ ปัญหาเพลิงไหม้ของรถ EV ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ แต่มักจะมี “ตัวกระตุ้น” ที่ทำให้เกิดความผิดปกติในระบบแพ็กแบตเตอรี่แรงดันสูง ซึ่งเราสามารถแบ่งสาเหตุหลักๆ ออกได้เป็น 3 ปัจจัย ดังนี้
| ปัจจัยที่ทำให้เกิดไฟไหม้ | คำอธิบายและรายละเอียดเชิงลึก |
| การกระแทกใต้ท้องรถ (Mechanical Damage) | แบตเตอรี่ EV ส่วนใหญ่ติดตั้งอยู่ใต้ท้องรถ หากขับขี่ตกหลุมลึก กระแทกหิน หรือปีนฟุตพาทอย่างแรง อาจทำให้เคสแบตเตอรี่แตก เซลล์ภายในเสียหายและลัดวงจรจนเกิดประกายไฟได้ |
| ภาวะ Thermal Runaway | เกิดจากการที่เซลล์แบตเตอรี่เซลล์หนึ่งมีความร้อนสูงผิดปกติ (อาจเกิดจากการชาร์จเกินหรือความบกพร่องของเซลล์) ความร้อนนี้จะลามไปยังเซลล์ข้างเคียงอย่างรวดเร็วแบบลูกโซ่ จนควบคุมไม่ได้และเกิดการลุกไหม้อย่างรุนแรง |
| ระบบชาร์จไฟลัดวงจร (Electrical Fault) | การใช้ Wallbox ที่ติดตั้งไม่ได้มาตรฐาน สายไฟขนาดเล็กเกินไป หรือเต้ารับที่หลวม เมื่อมีการดึงกระแสไฟสูงเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดความร้อนสะสมบริเวณหัวชาร์จจนลุกไหม้ลามไปที่ตัวรถได้ |
วิธีการป้องกันและดูแลรักษารถ EV ไม่ให้เสี่ยงต่อเหตุ ไฟไหม้ ทำได้อย่างไร?
การป้องกันทำได้โดยการหลีกเลี่ยงการขับขี่บนถนนที่ขรุขระรุนแรง หมั่นตรวจสอบสภาพสายชาร์จ และไม่ควรชาร์จไฟทิ้งไว้ในสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัดหรือตากแดดเป็นเวลานาน

ไม่มีใครอยากให้รถสุดที่รักราคาหลักล้านต้องกลายเป็นซากตอตะโก ดังนั้น การป้องกันเหตุ รถไฟฟ้าไฟไหม้ จึงเป็นเรื่องที่ผู้ใช้รถ EV ทุกคนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แม้ว่าระบบ BMS (Battery Management System) ในรถจะฉลาดแค่ไหน แต่เราก็ไม่ควรละเลยข้อควรระวังพื้นฐานเหล่านี้
- ระวังใต้ท้องรถให้ดี: ปรับพฤติกรรมการขับขี่ เมื่อเจอทางขรุขระ ลูกระนาดสูง หรือน้ำท่วมขัง ให้ชะลอความเร็ว หากรู้สึกว่าใต้ท้องรถกระแทกสิ่งกีดขวางอย่างแรง ควรรีบนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อยกรถขึ้นตรวจสอบแผ่นกันกระแทกใต้แบตเตอรี่ทันที
- มาตรฐานการชาร์จต้องเป๊ะ: การติดตั้งตู้ชาร์จ Wallbox ที่บ้าน ต้องดำเนินการโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ เลือกใช้สายไฟขนาดที่ถูกต้องตามสเปก และหมั่นตรวจสอบหัวชาร์จว่ามีรอยไหม้หรือพลาสติกละลายหรือไม่
- หลีกเลี่ยงการชาร์จกลางแดดจัด: แม้รถจะมีระบบระบายความร้อน แต่การเสียบชาร์จ DC Fast Charge กลางแดดเปรี้ยงๆ ในช่วงหน้าร้อนของไทย ย่อมทำให้แบตเตอรี่ทำงานหนักและเสี่ยงต่อความร้อนสะสมมากกว่าปกติ
- อย่าละเลยการแจ้งเตือน: หากหน้าจอรถขึ้นไฟเตือนระบบแบตเตอรี่แรงดันสูง หรือมีข้อความแจ้งเตือนความผิดปกติของระบบไฟฟ้า ห้ามฝืนขับต่อเด็ดขาด ให้จอดรถและติดต่อศูนย์บริการทันที
หากเกิดเหตุฉุกเฉิน รถไฟฟ้าไฟไหม้ ตรงหน้า ผู้ขับขี่ควรรับมือและทำอย่างไร?
หากพบกลุ่มควันหรือความร้อนผิดปกติ ให้รีบจอดรถ ดับเครื่องยนต์ อพยพผู้โดยสารออกห่างจากตัวรถอย่างน้อย 15 เมตร และโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงทันที พร้อมระบุว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้า
นี่คือวินาทีความเป็นความตายที่หลายคนมักจะทำตัวไม่ถูก เมื่อเกิดเหตุ รถไฟฟ้าไฟไหม้ ลักษณะการลุกไหม้จะแตกต่างจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปอย่างสิ้นเชิง ไฟจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (โดยเฉพาะกลุ่ม NMC) จะลุกไหม้อย่างรวดเร็ว รุนแรง และไม่สามารถดับได้ด้วยถังดับเพลิงเคมีแห้งทั่วไป หากคุณตกอยู่ในสถานการณ์นี้ ขอให้ตั้งสติและปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้
- จอดและหนีทันที: ทันทีที่ได้กลิ่นเหม็นไหม้แปลกๆ คล้ายสารเคมี หรือเห็นควันพวยพุ่งออกมาจากใต้ท้องรถ หรือช่องแอร์ ให้รีบเปิดไฟฉุกเฉิน นำรถจอดแอบข้างทาง และพาทุกคนออกจากรถทันที ห้ามห่วงสัมภาระเด็ดขาด
- รักษาระยะห่าง: อพยพออกห่างจากตัวรถอย่างน้อย 15 เมตร ขึ้นไป (ยิ่งไกลยิ่งดี) เพราะการระเบิดของเซลล์แบตเตอรี่อาจทำให้ชิ้นส่วนกระเด็น และควันที่เกิดจากการเผาไหม้แบตเตอรี่มีก๊าซพิษที่เป็นอันตรายต่อระบบหายใจอย่างรุนแรง
- แจ้งกู้ภัยอย่างถูกต้อง: โทรแจ้ง 199 หรือหน่วยกู้ภัยในพื้นที่ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องแจ้งเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจนว่า “เป็นเพลิงไหม้รถยนต์ไฟฟ้า (EV)” เพื่อให้เจ้าหน้าที่เตรียมสารเคมีดับเพลิงคลาส D (Class D) หรือผ้าห่มกันไฟ (Fire Blanket) สำหรับคลุมรถ EV มาอย่างถูกต้อง เพราะการใช้น้ำฉีดปกติอาจไม่สามารถหยุดปฏิกิริยาเคมีภายในแบตเตอรี่ได้
บทสรุปของดราม่า รถไฟฟ้าไฟไหม้ สอนให้เรารู้ว่า เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบและการเรียนรู้ใหม่ๆ รถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้น่ากลัวจนเกินเหตุ หากเราใช้งานอย่างถูกวิธีและหมั่นดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ แต่อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยของผู้ใช้ถนนทุกคนคือสิ่งสำคัญที่สุด หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นคู่มือฉุกเฉินที่ช่วยให้ทุกคนรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างมีสตินะครับ
อย่าลืมกดติดตามและเข้ามาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันต่อได้ที่เพจ Superbike X Superdrive แหล่งรวมข้อมูลยานยนต์ ที่อัปเดตรวดเร็ว และ สามารถติดตามข่าวสารและบทความเพิ่มเติมได้อย่างครบถ้วนที่ www.superbikemag.com
A: สาเหตุหลักเกิดจากการกระแทกอย่างรุนแรงที่ใต้ท้องรถทำให้แบตเตอรี่เสียหาย การใช้ตู้ชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐาน และภาวะความร้อนสะสมที่ควบคุมไม่ได้ (Thermal Runaway)
A: สามารถป้องกันได้โดยขับขี่ด้วยความระมัดระวังเมื่อผ่านถนนขรุขระ หมั่นตรวจสอบระบบชาร์จไฟบ้านให้ได้มาตรฐาน และไม่ชาร์จไฟทิ้งไว้ในสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัด
A: ให้อพยพผู้โดยสารออกจากรถทันที ห้ามใช้น้ำสาดดับไฟเอง และรีบโทรแจ้งหน่วยดับเพลิงให้ทราบว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อให้เจ้าหน้าที่เตรียมอุปกรณ์ดับไฟคลาส D มาอย่างถูกต้อง




















