
อัปเดตล่าสุด Honda Forza 350 ปี 2026 เปิดตัวสีใหม่ 5 เฉดสุดพรีเมียมจากยุโรป พร้อมเจาะลึกสเปคเครื่องยนต์ eSP+ 330cc หน้าจอสี TFT 5 นิ้ว และฟีเจอร์ Honda RoadSync
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตล่าสุด Honda Forza 350 ปี 2026 เปิดตัวสีใหม่ 5 เฉดสุดพรีเมียมจากยุโรป พร้อมเจาะลึกสเปคเครื่องยนต์ eSP+ 330cc หน้าจอสี TFT 5 นิ้ว และฟีเจอร์ Honda RoadSync

ไขความลับ !? Honda Scoopy สกู๊ตเตอร์ไซส์เล็ก ยอดขายไม่เล็กตาม ? Honda Scoopy รถสกู๊ตเตอร์ไซส์มินิจากค่าย ‘ปีกนก’ Honda อีกหนึ่งโมเดลของทางค่ายที่เรียกได้ว่าครองตลาดรถสกู๊ตเตอร์ในพิกัดเครื่องยนต์ไม่เกิน 110 ซีซีมาอย่างยาวนาน อีกทั้งในตลาดรถจักรยานยนต์ในเมืองไทยที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ทั้งในด้านของราคา เทคโนโลยี รวมไปถึงการดีไซน์ออกแบบเพื่อให้กลุ่มผู้บริโภคได้เลือกใช้ตามไลฟ์สไตล์ และความต้องการ แต่เจ้าของฉายา ‘ท้ายฮายา’ ก็สามารถสู้กับตลาดได้อย่างสบาย แล้วอะไรคือเบื้องหลังของความสำเร็จของโมเดลนี้ ก่อนที่จะไปเริ่มในเรื่องของเบื้องหลังความสำเร็จของโมเดลนี้ เดี๋ยวจะพาผู้อ่านทุกท่านไปทราบถึงประวัติของโมเดลนี้กันอย่างพอสังเขป เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านได้ทราบว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไร มาตั้งแต่ตอนไหน และเริ่มทำตลาดในประเทศไทยมาเป็นระยะกี่ปีแล้ว Honda Scoopy รถสกู๊ตเตอร์ขนาดเล็กจากค่ายฮอนด้า ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์แนวเรโทร-โมเดิร์น (Retro-Modern) เริ่มเปิดตัว และวางจำหน่ายในประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2009 (ปี พ.ศ 2552) หรือย้อนไปเมื่อประมาณ 16 ปีที่แล้ว เน้นกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นหรือคนเมืองที่ต้องการความคล่องตัว และสไตล์ในการขับขี่ อีกทั้งยังมีการออกแบบดีไซน์หน้าตาให้เข้าถึงวัยรุ่น จึงอาจจะเป็นเหตุผลบางส่วนที่ทำให้โมเดลนี้ขายดี แต่แท้จริงแล้วมันยังมีเหตุผลนัยอื่นอีก ดังนี้ ดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ ‘น่ารักแต่ไม่เด็ก’ การเปิดตัวของโมเดลนี้ไม่ใช่เป็นการเปิดตัวแต่รถจักรยานยนต์ แต่มันคือการแฝงไปด้วยความเป็น ‘แฟชั่นไอเทม’ ที่มีการสื่อถึงตัวตนของผู้ขับขี่ได้อย่างชัดเจน ด้วยเส้นสายตัวถังโค้งมน สไตล์เรโทรผสมโมเดิร์น ทำให้ตัวรถดูน่ารัก ทันสมัย และเข้ากับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น วัยทำงาน หรือแม้แต่ผู้สูงอายุที่มองหารถเล็ก ๆ ใช้งานง่าย อีกทั้งความพิเศษของรถจักรยานยนต์โมเดลนี้คือการ ‘คอลแลปส์’ หรือจับมือกับแบรนด์กีฬา สินค้า หรือการ์ตูนต่าง ๆ ทำให้ Scoopy ไม่ใช่แค่พาหนะ แต่คือสไตล์ที่ขี่ได้จริง ใช้งานง่าย วิ่งได้ทุกวัน แน่นอนว่าการที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงที่รถติด ๆ หรือพื้นที่ที่มีการจราจรติดขัด หากใช้รถคันใหญ่ ๆ ก็อาจจะไม่ค่อยสะดวก และคล่องตัวเท่าที่ควร และหนึ่งใน ‘ข้อได้เปรียบ’ ที่ Scoopy ได้รับความนิยมสูงก็คือ ‘ความคล่องตัว’ ด้วยน้ำหนักรถเบาเพียงประมาณ 95 กิโลกรัม (รวมของเหลว) ก็ทำให้มือใหม่ หรือผู้หญิงสามารถขับได้ง่าย ขนาดตัวรถกะทัดรัดทำให้เลี้ยวง่าย เข้าโค้งสะดวก มุดซอกซอยในเมืองได้ดีเยี่ยม มุดช่องระหว่างรถ หรือวิ่งเข้าซอยต่าง ๆ ก็ทำได้อย่างไม่ติดขัด ประหยัดน้ำมันยืนหนึ่ง จุดเด่นนี้อาจจะเป็นจุดเด่นหลักของรถจักรยานยนต์ไซส์เล็ก อีกทั้งโมเดลนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยีเครื่องยนต์แบบ eSP ขนาดเครื่องยนต์ 110 ซีซี มาพร้อมกับระบบการจ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีดแบบ PGM-FI จึงทำให้เจ้า ‘สกู๊ปปี้’ เป็นหนึ่งในรถที่ประหยัดน้ำมัน และทางค่ายก็เคลมไว้ว่าสามารถทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ 60 กม./ลิตร ประหยัดจนขนาดที่ว่าเติมน้ำมันเพียงแค่ 50-60 บาทก็สามารถวิ่งได้หลายวัน น่าจะถูกใจกลุ่มที่ใช้รถขับไปเรียน ไปทำงาน หรือใช้ในชีวิตประจำวัน เทคโนโลยีเกินตัว ในช่วงก่อนหน้านี้อาจจะ 5-10 ปีก่อนหน้า เรื่องของเทคโนโลยีบนรถจักรยานยนต์อาจจะไม่เป็นที่หวือหวามากนัก ความคล่องตัว ดีไซน์การออกแบบ และเรื่องของการประหยัดน้ำมันอาจจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้โมเดลนี้สามารถติดตลาดได้ในระยะเวลาอันสั้น หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิตอล ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นด้วยระบบกุญแจ Smart Key แต่ในปัจจุบันเมื่อการเข้ามาของเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาในชีวิตประจำวัน เจ้าโมเดลนี้ก็ไม่พลาดที่จะได้รับการเสริมเทคโนโลยีเข้ามาบนรถจักรยานยนต์คันนี้ ไม่ว่าจะเป็น ระบบความปลอดภัยสมาร์ทคีย์แบบรถจักรยานยนต์ระดับไฮเอนด์, ระบบไฟหน้าแบบ Full LED ที่เพิ่มความสว่างชัดทั้งกลางวัน และกลางคืน, มาตรวัดเรือนไมล์แบบดิจิตอลแสดงข้อมูลเกี่ยวกับการขับขี่ครบครัน, ช่องชาร์จไฟแบบ USB สำหรับการชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ และพื่นที่เก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ที่สามารถใส่หมวกกันน็อค หรือสัมภาระต่าง ๆ ได้สบาย ค่ายฮอนด้า อะไหล่เพียบ.. เรื่องนี้อาจจะเป็นนัยแฝงที่มีส่วนให้รถโมเดลนี้ขายดี แน่นอนว่าผู้บริโภคทุกคน การจะซื้อรถแต่ละคันความชอบอาจจะมาเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งก็อาจจะเป็นเรื่องที่เถียงไม่ได้ แต่ปัจจัยอีกหนึ่งอย่างที่จะทำให้คนตัดสินใจซื้อ ถ้านอกจากเรื่องของราคาก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของ ‘การบริการหลังการขาย’ แน่นอนว่าผู้ใช้รถจักรยานยนต์ Honda มักจะอุ่นใจในเรื่องของ ‘การบริการหลังการขาย’ เพราะค่ายรถจักรยานยนต์สัญชาติญี่ปุ่นค่ายนี้มีศูนย์บริการมากเป็นเบอร์ต้น ๆ ของประเทศ อะไหล่หาง่าย ไม่ต้องรอนาน และค่าบำรุงรักษาก็ไม่แพง และที่สำคัญแม้รถจะหมดระยะเวลา ราคาคุ้มค่า ไม่ต้องคิดมาก หากผู้บริโภคต้องการที่จะควักเงินจำนวนไม่เกิน 60,000 บาทในการื้อรถจักรยานยนต์สักหนึ่งคัน ให้เจ้าสกู๊ปปี้คันนี้เป็นหนึ่งในตัวเลือก เพราะด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่ได้กล่าวไปข้างต้น รถที่ให้ทุกอย่างที่คนเมืองต้องการ ทั้งสไตล์ เทคโนโลยี ความประหยัด และการใช้งานง่าย ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้ ไม่ต้องจ่ายแพงก็ได้รถคุณภาพดีพร้อมใช้ แม้จะเป็น ‘รถเล็ก’ แต่ Honda Scoopy กลับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ขนาดไม่ใช่เรื่องสำคัญ

2026 KTM 450 Rally Replica แรลลี่ไบค์จากค่ายรถจักรยานยนต์ KTM โดยทางค่ายเคลมว่ารถคันนี้เกิดมาพร้อมนำไปลงแข่ง เพราะถูกออกแบบมาสำหรับแข่งขัน

Ducati Scrambler ปี 2023 กับ 3 รุ่น Gen ใหม่ล่าสุด ดูคาติ ประเทศไทย เขย่าตลาดครึ่งปีหลัง รุกยึดพื้นที่ตลาดบิ๊กไบค์ 800 ซีซี ปล่อยหมัดเด็ด เปิดตัว Ducati Scrambler ปี 2023 ด้วยโมเดล 3 รุ่นล่าสุด กับ Scrambler Ducati Icon, Scrambler Ducati Nightshift และ Scrambler Ducati Full Throttle พร้อมจัดโปรหนักทุกคัน จองและรับรถในปีนี้ รับทันทีกิ๊ฟวอชเชอร์มูลค่า 35,000 บาท สำหรับสแครมเบลอร์ซีรี่ย์ล่าสุดนี้ มาพร้อมการปรับโฉมใหม่เพื่อเพิ่มความสนุกและตอบโจทย์การใช้งานมากยิ่งขึ้น ทั้งน้ำหนักเบาลง 4 กิโลกรัม หน้าจอสี TFT 4.3 นิ้ว ที่ได้รับการดีไซน์ใหม่ ดูทันสมัย และมีขนาดใหญ่ขึ้น ไฟหน้า-ท้าย แบบ Full LED คงเอกลักษณ์และเสน่ห์ของสแครมเบลอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่วนขุมพลังที่พร้อมสร้างความเร้าใจในการขับขี่ตลอดเส้นทาง กับเครื่องยนต์ Desmodromic valve 2 สูบ L-Twin ขนาด 803 ซีซีให้กำลัง 73 แรงม้าที่ 8,250 รอบต่อนาที แรงบิด 65.2 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบต่อนาที พร้อมระบบส่งกำลังด้วยเกียร์ 6 สปีด ระบายความร้อนด้วยอากาศ มาพร้อมโหมดการขับขี่ 2 โหมด คือ โหมด Sport, Road เดี๋ยวไปดูรายละเอียดของแต่ละโมเดลกันดีกว่าว่ามีอะไรที่เป็นความพิเศษเฉพาะกันบ้าง New Scrambler Ducati Icon นับเป็นบิ๊กไบค์ที่ได้รับความนิยม และรอคอยมากที่สุด โดยออกแบบมาอย่างเหนือชั้น สามารถควบคุมได้ง่าย ขับขี่ได้อย่างสะดวกสบายทั้งในเมืองและการเดินทางไกล เอกลักษณ์อันโดดเด่นเฉพาะตัวคือสีสัน กับสีเหลืองที่เป็นเอกลักษณ์มาตั้งแต่ปี 1962 นอกจากนี้ ตัวโมเดลยังมีการปรับใช้แฮนเดิลบาร์แบบเรียบ เปลี่ยนดีไซน์ฝาครอบเครื่องแบบใหม่ โช้คหลังแบบเดี่ยว และสวิงอาร์มแบบใหม่ ยังมีการออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบาขึ้นกว่าเดิมถึง 4 กิโลกรัม คือหนักเพียงที่ 170 กิโลกรัม (ไม่รวมของเหลว) ไฟหน้าทรงกลม สไตล์ Scrambler Ducati ไฟท้ายดีไซน์สปอร์ต เบาะแต่ง กับลวดลายสุดชิค เพลทโลโก้ ยิ่งไปกว่านั้นโมเดลนี้ยังรองรับการติดตั้ง ควิกชิฟเตอร์ (ชุดแต่งเพิ่มเติม) อีกด้วย แม้จะมีการเติมเต็มและพัฒนาดีไซน์ใหม่ให้ก้าวล้ำสุด ๆ แต่ราคาก็ไม่ได้เพิ่มมาก โดยมีราคาเริ่มต้นเพียง 399,000 บาท มีให้เลือกถึง 3 สีมาตรฐาน ได้แก่สีเหลือง สีดำและสีแดง โดยเหล่าแฟน ๆ ไบค์เกอร์ สามารถเลือกชุดแต่งเปลี่ยนสีให้กับรถของท่าน เป็นสีตามต้องการได้มากถึง 6 สี ได้แก่ Storm Green, Rio Celeste, Tangerine Orange, Jade Green, Sparking Blue และ Velvet Red อีกรุ่นที่เปิดตัวใหม่ล่าสุด New Scrambler Ducati Nightshift มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่ แต่ยังคงสไตล์ของคาเฟ่เรเซอร์ไว้ได้อย่างลงตัว ทั้งความเท่ ความดุดัน และความหรูหรา โดยเฉพาะสีสันของตัวรถ ติดกระจกปลายแฮนด์สไตล์ Cafe Racer เบาะสีน้ำตาลสุดคลาสสิก ล้อซี่ลวด ไฟท้ายดีไซน์ใหม่ ที่ดีไซน์ให้มีความหรูหรา กับสี “เนบิวล่า บลู” ที่มาพร้อมเบาะสีน้ำตาลสุดคลาสสิก บังโคลนหน้าแบบสปอร์ตพร้อมล้อซี่ลวด ไฟเลี้ยวท้ายแบบสปอร์ต ยังรวมไปถึง เอกลักษณ์กับกระจกที่ปลายแฮนด์ที่เหล่าไบค์เกอร์ชื่นชอบ Café Racer ไฟเลี้ยวแต่งติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานกับตัวรถสำหรับราคาถือว่าคุ้มค่าเพียง 459,000 บาท และอีกหนึ่งความเร้าใจของตลาดบิ๊กไบค์ขนาด 800cc กับ New Scrambler Ducati Full Throttle ซึ่งโดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตสไตล์ Flat Track กับสี

Panigale V2 2024 สีใหม่ มาดเข้ม ยิ่งกว่าเดิม ล่าสุดทางค่าย Ducati ได้ประกาศเปิดตัวโมเดล Panigale V2 เวอร์ชัน 2024 กับลุคใหม่ มาในชุดสีเทาด้านรอบคัน ตัดด้วยสีแดงประจำค่ายทั้งในส่วนแฟริ่ง ถังน้ำมัน และล้อให้ดูหล่อเข้มมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงยึด DNA ความสปอร์ตและเทคโนโลยีมากมาย ที่พร้อมตอบสนองเพอร์ฟอร์มานซ์การขับขี่อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการออกแบบที่ดูเรียบง่าย และเพิ่มเส้นลายกราฟิกอักษรโลโก้ V2 สีดำเงา ตัดกับสีเทาด้านบนตัวแฟริ่ง เสริมลายธงอิตาลีประดับไว้ด้านข้างที่ชวนให้หวนรำลึกบ้านเกิด รวมไปถึงโช้คอัพหน้า คอท่อ และล้อที่อัปสีใหม่ให้แมตช์กับตัวรถมากยิ่งขึ้น ด้านเครื่องยนต์ยังคงเป็น Superquadro L-Twin 2 สูบ ขนาด 955 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว ให้แรงม้าสูงสุด 155 แรงม้าที่ 10,750 รอบ แรงบิด 104 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ พร้อมควิกชิฟเตอร์ 2 ทาง ซึ่งถือว่ายังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรในส่วนนี้ สำหรับระบบช่วงล่าง โช้คหน้าเป็นแบบหัวกลับจาก Showa BPF ขนาด 43 มม. และโช้คเดี่ยวจาก Sachs สามารถเซ็ทค่าได้เต็มระบบเพื่อตอบสนองการขับขี่บนท้องถนนหรือซิ่งบนแทร็กก็ย่อมทำได้ มาพร้อมระบบเบรกกับดิสก์เบรกเซมิโฟลทติ้งคู่ด้านหน้าขนาด 320 มม. ปั๊ม Brembo M4.32 4 พอท ส่วนด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 245 มม. 2 พอท และล้ออัลลอยสีใหม่ขนาด 17 นิ้วเท่ากันหน้า-หลัง แถมใส่ยาง Pirelli Diablo Rosso IV Corsa ขนาด 120/70 และ 180/60 มาให้อีกด้วยครับ และแน่นอนกับระบบเทคโนโลยีที่อัดแน่น ในระดับรถแข่งขันในสนาม ทั้งระบบตรวจจับเวลาต่อรอบ GPS Lap Timer, Riding Mode (Rider, Track/route, weather) พร้อมระบบเซฟตี้เสริมความปลอดภัยทั้ง Cornering ABS จาก Bosch แทร็กชันคอนโทรล ระบบป้องกันล้อยก และเอ็นจิ้นเบรก ยังรวมไปถึงเทคโนโลยีทั่วไป อาทิระบบไฟ LED หน้าจอ TFT สีขนาด 4.3 นิ้ว แถมมากับฟังก์ชัน Ducati Multimedia System เชื่อมต่อข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟน สามารถรับสายโทรศัพท์ ฟังก์เพลง ส่งข้อความผ่านทางบลูทูธได้ ปัจจุบันโมเดลนี้จัดจำหน่ายอยู่ที่ 799,000 บาท แต่สีใหม่น่าจะราคาเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งถือว่าเหมาะสมกับสเปคที่มีมาให้ แต่ก็คงต้องลุ้นหล่ะครับว่าจะมาช่วงไหน และก็ลุ้นอีกรอบว่าสายหล่อคันนี้ จะตอบโจทย์เหล่าไบค์เกอร์บ้านเราได้มากน้อยเพียงใด เพราะคู่แข่งในคลาสนี้มีหลายรายเลยทีเดียว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปก Vespa GTV300 HPE 2023 สปอร์ต ย้อนยุค ต้องรุ่นนี้ Vespa GTV300 HPE 2023 เปิดตัวครั้งแรกในเอเชีย กับโมเดลในตระกูล GTS ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถเวสป้ารุ่นบุกเบิก มาพร้อมจุดเด่นกับไฟตะเกียงทรงกลมที่บังโคลนหน้า แฮนด์เดิลบาร์ใหม่ ผสมผสานกับรูปลักษณ์การออกแบบที่มีความสปอร์ตเต็มขั้น และเทคโนโลยีการใช้งานที่ตอบเทรนด์ในยุคปัจจุบัน เหมาะกับคนที่หลงใหลในความคลาสสิก ราคาแนะนำ 232,900 บาท ดีไซน์สวย ตัวเฟรมรอบคัน ไฟตะเกียงทรงกลม สไตล์รถย้อนยุค กุญแจ Smart Keyless ปุ่มปรับโหมดและล็อกรถ หน้าจอดิจิทัล LCD ทรงกลม รองรับฟังก์ชัน Vespa MIA เชื่อมต่อข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟน โช้คแขนเดี่ยว ทำงานสองทิศทาง ระบบเบรก ABS-ASR ช่องเก็บของอเนกประสงค์ พร้อมช่องชาร์จ USB Type A ด้านใน ช่องระบายอากาศ พร้อมโลโก้แบรนด์บนตัวเฟรม เบาะปาดเว้า เย็บตะเข็บสีส้ม สเปก Vespa GTV300 HPE 2023 ราคา และรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยของเหลว ปริมาตรกระบอกสูบ 278 ซีซี แรงม้า (เคลม) 23.8 แรงม้าที่ 8,250 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 26 นิวตันเมตรที่ 5,250 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 75.0 x 63.0 มม. อัตราส่วนการอัด NA ระบบเกียร์ ออโตเมติก ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดอีเล็กทรอนิกส์ PFI ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน CVT ยางหน้า 120/70 แบบไม่ใช้ยางใน ล้อ 12 นิ้ว ยางหลัง 130/70 แบบไม่ใช้ยางใน ล้อ 12 นิ้ว ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแขนเดี่ยว ทำงานสองทิศทาง ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพสปริงคู่ ปรับได้ 4 ระดับ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 มม. กว้าง X ยาว X สูง 775 x 1,975 x NA มม. ระยะฐานล้อ 1,375 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 790 มม. น้ำหนักรถ NA ความจุถังน้ำมัน 8.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบไฟ LED รอบคัน หน้าจออนาล็อก LCD ระบบเบรก ABS ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง ระบบ ASR หรือ Anti Slip Regulation กุญแจ Smart Keyless ช่องเสียบ USB Type A แอพพลิเคชัน Vespa MIA เชื่อมต่อสมาร์ทโฟน สีสันที่มีจำหน่าย Vespa GTV300 HPE 2023 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปก VESPA 946 10 ANNIVERSARIO 20 คันในไทย 1,000 คันทั่วโลก..!! Vespa 946 10th Anniversario โมเดลระดับมาสเตอร์พีชจากอิตาลี เพื่อฉลองครบรอบหนึ่งทศวรรษของเวสป้า และเป็นคอลเลกชันแรกจากซีรี่ย์ปีนกษัตร มาพร้อมลวดลายปีกระต่าย ที่สลักซีเรียลนัมเบอร์เพียง 1,000 คัน และนำเข้ามาจำหน่ายในไทยเพียง 20 คันเท่านั้น จึงกลายเป็นไอเท็มสำคัญสำหรับนักสะสมตัวจริง ราคาแนะนำ 649,000 บาท ลวดลายปีกระต่าย ด้านท้ายดีไซน์เก๋ เอกลักษณ์เฉพาะ หน้าจอดิจิทัล ซีเรียลนัมเบอร์ ระบบเบรก ASR ป้องกันการลื่นไถลล้อหลัง ล้อลวดลายพิเศษ สเปก VESPA 946 10 ANNIVERSARIO ราคา และรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 155 ซีซี แรงม้า (เคลม) 12.2 แรงม้าที่ 8,250 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 12 นิวตันเมตรที่ 6,750 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว 3 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก NA อัตราส่วนการอัด NA ระบบเกียร์ ออโตเมติก ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดอีเล็กทรอนิกส์ ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน CVT ยางหน้า 120/70 แบบไม่ใช้ยางใน ล้อ 12 นิ้ว ยางหลัง 130/70 แบบไม่ใช้ยางใน ล้อ 12 นิ้ว ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแขนเดี่ยว ทำงานสองทิศทาง ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพสปริงคู่ ปรับได้ 4 ระดับ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 200 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 มม. กว้าง X ยาว X สูง 730 x 1,965 x NA มม. ระยะฐานล้อ 1,405 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 805 มม. น้ำหนักรถ 153 กก. ความจุถังน้ำมัน 8 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 95 เทคโนโลยี ระบบไฟ LED รอบคัน หน้าจอ ดิจิทัล LCD ระบบเบรก ASR ป้องกันการลื่นไถลล้อหลัง สีสันที่มีจำหน่าย Vespa 946 10th Anniversario อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เวสป้า เปิด 3 โมเดลใหม่ พร้อมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Vespa เล่นใหญ่ จัดอีเว้นท์สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ Vespanista Weekend Escapade ที่รวมพลเหล่าเซเลบีตี้ชื่อดังมากมาย กับกิจกรรมแฟชันโชว์สุดพิเศษในบรรยากาศที่มีกลิ่นอายชายฝั่งทะเลอิตาลี พร้อมกับการเปิดตัวเวสปิสตี้ระดับหัวแถวของเมืองไทย และโมเดลคอลเลกชันใหม่ล่าสุด ภายใต้แคมเปญ VIVA LA VESPA ณ ลาน Quartier Avenue ชั้น G ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ บริษัท วีพีพีดับเบิลยู ซัพพลายส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถสกู๊ตเตอร์พรีเมียมชั้นนำและมอเตอร์ไซค์สัญชาติอิตาเลียนระดับตำนานจากกลุ่ม Piaggio Group ได้แก่ เวสป้า พิอาจิโอ อาพริเลียและโมโตกุชชี่ จัดกิจกรรม Vespanista Weekend Escapade พร้อมเนรมิตพื้นที่ศูนย์การค้าใจกลางกรุงเทพมหานคร สู่เวทีแฟชันโชว์ครั้งใหญ่ในบรรยากาศและกลิ่นอายสไตล์ Italian Coastier สำหรับงานนี้ จะเป็นแหล่งรวมพลสำหรับคนที่หลงรักเวสป้าและหลงใหลแฟชัน ได้สัมผัสถึงความพิเศษ จากการคอลแลปกับเหล่าบรรดาดีไซน์เนอร์ชื่อดังของเมืองไทย จัดลุคพิเศษแมตช์กับรถเวสป้าในรุ่นต่าง ๆ พร้อมโชว์ในงานนี้อีกด้วย เปิดตัวเวสปิสตี้ครั้งแรกในประเทศไทย กับ 4 ไอคอนิกแฟนชันคนรุ่นใหม่ ปลุกกระแสความร้อนแรงมากยิ่งขึ้นด้วยการประกาศแต่งตั้ง “เวสปิสตี้” หรือ Friend of Vespa ครั้งแรกในประเทศไทยกับ 4 ไอคอนิกแฟชันคนรุ่นใหม่ ที่เป็นตัวแทนถ่ายทอดความอิสระและสะท้อนคาแลคเตอร์ของทั้ง 4 คน ได้แก่ นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ โบกี้ไลอ้อน-พิชญ์สินี วีระสุทธิมาศ ไบร์ท-วชิรวิชญ์ ชีวอารี และ วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร และการครีเอทโชว์พิเศษที่เวสป้าร่วมมือกับแบรนด์แฟชันชั้นนำของเมืองไทย อาทิ MOO, ASV, V Activewear, Issue, TuTTi, KEM, Leisure Project เป็นต้น เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ 3 รุ่นสุดพิเศษก่อนใคร เฉพาะงานนี้ นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวโมเดลคอลเลกชันสุดพิเศษ เฉพาะภายในงานเริ่มด้วย เวสป้า แซนด์ แอนด์ ซี (VESPA SAND AND SEA) ดูโอ้สายชิล ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ Sand & Sea ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหาดทรายและทะเล ของเมืองชายฝั่งทะเลในอิตาลี ที่เต็มไปด้วยความสุขและความสดใส ในเวสป้ารุ่น LX 125 I-GET SAND EDITION และ S125 I-GET SEA EDITION ถ่ายทอดดีไซน์และแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ผ่านเวสปิสตี้ อย่าง ไบร์ท-วชิรวิชญ์ ชีวอารี และ วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร โดย LX125 I-GET SAND EDITION สนนราคาที่ 99,900 บาท และ S 125 I-GET SEA EDITION สนนราคาที่ 109,900 บาท ราคานี้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมรับชุด Welcome Kit ต่อมาเป็นโมเดลสุดพิเศษกับ เดอะ เวสป้า 946 ฉลองครบ 10 ปี (THE VESPA 946 10° ANNIVERSARIO) คอลเลกชันแรกจากซีรี่ย์ปีนักษัตร ซึ่งนับเป็นเวสป้ารุ่นพิเศษที่มาพร้อมลวดลายกระต่าย ซึ่งผลิตและจำหน่ายในจำนวนจำกัด พร้อมซีเรียลนัมเบอร์เพียง 1,000 คัน และนำเข้ามาในประเทศไทยเพียง 20 คัน เท่านั้น ด้วยรูปโฉมที่เป็นต้นแบบ ผ่านการตีความคุณค่าที่ทำให้สกู๊ตเตอร์แบรนด์นี้ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งไลฟ์สไตล์ของคนทั่วโลก ผสานเข้ากับจิตวิญญาณร่วมสมัยและมุมมองอันก้าวลํ้า สู่งานมาสเตอร์พีซจากอิตาลีที่กลายมาเป็นไอเท็มสำคัญสำหรับนักสะสมตัวจริง เข้ากับสัตว์ประจำปีนักษัตร ทั้งหมด 12 รุ่น นับจากนี้ สนนราคาที่ 649,000 บาท และครั้งแรกกับการเปิดตัวในเอเชีย กับ เวสป้า จีทีวี 300 เอชพีอี (VESPA GTV 300 HPE) หนึ่งในตระกูล GTS

Triumph Speed 400 โมเดิร์นคลาสสิก 400 ซีซี รุ่นแรกจากค่ายอังกฤษ ถือว่าเป็นปรากฎการณ์ครั้งใหม่และครั้งแรก กับค่ายรถจักรยานยนต์สัญชาติอังกฤษอย่าง Triumph Motorcycle ได้ฤกษ์ทำการเปิดตัวโมเดลใหม่ล่าสุดกับ Triumph Speed 400 โมเดิร์นคลาสสิกพิกัด 400 ซีซี รุ่นแรกจากทางค่ายที่ทำการเปิดตัวออกมา และครั้งนี้พวกเรา SuperBike Thailand ขอพาผู้ชมไปทำความรู้จักกับโมเดลนี้กันว่ามีที่มาอย่างไร และมีอะไรพิเศษกันบ้าง ดีไซน์เอกลักษณ์เฉพาะจากไทรอัมพ์ สไตล์โมเดิร์นคลาสสิก สำหรับเจ้าสปีด 400 ได้รับแรงบันดาลใจการดีไซน์มาจากโมเดลรุ่นพี่อย่าง สปีด ทวิน 900 และ สปีด ทวิน 1200 ทั้งรายละเอียดและรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์จากทางค่าย ผสานกับระบบเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย หลอมรวมมาในสไตล์รถทรงโมเดิร์นคลาสสิก พร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์ในการขับขี่อย่างมีระดับ เรือนไมล์อนาล็อก-ดิจิทัล LCD ไฟทรงกลมอันเป็นเอกลักษณ์ประจำค่าย พร้อมโชว์ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ด้วยไฟหน้าทรงกลม ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ มาพร้อมกับเส้นนำไฟแบบขึ้นรูปและโลโก้ไทรอัมพ์ แยกกับไฟเลี้ยวยึดติดไว้ด้านข้างกระบอกโช้ค ส่วนไฟท้ายจะติดมาให้บริเวณหลังเบาะประดับไว้สวยงาม อีกทั้งระบบไฟส่องสว่างจะเป็น LED รอบคัน ต่อมาจะพบกับเรือนไมล์อนาล็อกทรงกลมที่ถูกออกแบบมาใหม่ ผสมกับหน้าจอดิจิทัล LCD พร้อมแสดงผลฟังก์ชันต่าง ๆ ที่ให้ความรู้สึกร่วมสมัย บวกกับเบ้าเสียบกุญแจมาให้ ไว้ใช้งานได้สะดวกและไม่ต้องยุ่งยาก ถัดมาในส่วนของถังน้ำมันที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงาม และปาดเว้าเพื่อรองรับท่านั่งการขับขี่ พร้อมลายกราฟิกบนตัวถังกับความจุน้ำมันที่ 13 ลิตร สะท้อนความเป็นรถสไตล์โรดสเตอร์ บวกกับเบาะชิ้นเดียวดีไซน์ 2 ระดับ สีดำตัดเย็บตะเข็บไว้อย่างสวยงาม รวมถึงอักษรแบรนด์ไทรอัมพ์ปักไว้ในส่วนด้านหลัง ติดกับมือจับคนซ้อนที่มีมาให้ดูลงตัว และคงความดั้งเดิม ด้วยเสื้อสูบแบบมีครีบและแคลมป์ท่อเฮดเดอร์ ผสมผสานกับรายละเอียดร่วมสมัย เช่น ท่อไอเสียเก็บเสียงสแตนเลสแบบยกขึ้น ลายกราฟิกตัวรถที่โดดเด่น รวมถึงเทคโนโลยี อาทิ การระบายความร้อนด้วยของเหลวแบบเปิด ท่อไอเสียพร้อมตัวเก็บเสียง จนเป็นโมเดลโมเดิร์นคลาสสิกที่ล้ำสมัย อีกทั้งยังมาพร้อมกับการตกแต่งอย่างมีระดับ ทั้งเครื่องยนต์เคลือบ Powder-coated อันสวยงาม เครื่องยนต์ TR-Series ใหม่ทั้งหมด สำหรับขุมพลังเครื่องยนต์จะเป็นสูบเดียว 398.15 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว ให้พละกำลังสูงสุด 40 แรงม้าที่ 8,000 รอบ และแรงบิด 37.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ พร้อมเกียร์แบบ 6 สปีด ระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์จาก Bosch อีกทั้ง เครื่องยนต์ยังได้รับการรับรองมาตรฐาน Euro 5 ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงจุดเด่นสำคัญเพิ่มเติม ทั้งเครื่องยนต์ 4 วาล์ว ฝาสูบ DOHC เพลาข้อเหวี่ยงที่ได้รับการถ่วงน้ำหนักเพื่อปรับแรงเฉื่อยให้ความเหมาะสมกับการขับขี่ในความเร็วต่ำ ระบบส่งวาล์วนิ้วที่มีมวลลูกสูบต่ำและการเคลือบ DLC ที่ช่วยลดแรงเสียดทานและยังช่วยให้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น ช่วงล่างแจ่ม โช้คเดี่ยว พร้อมซับแทงค์ ปรับค่าพรีโหลดได้ มีระยะยุบ 130 มม.ดิสก์เบรกขนาด 230 มม.ปั๊มแบบลอยตัว ล้อ 17 นิ้ว ยาง 150/60 แบบไม่ใช้ยางใน โช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 43 มม. มีระยะยุบ 140 มม. ดิสก์เบรกขนาด 300 มม. ปั๊ม 4 ลูกสูบ ล้อ 17 นิ้ว ยาง 110/70 แบบไม่ใช้ยางใน ต่อกันที่ระบบกันสะเทือนกับโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 43 มม. มีระยะยุบ 140 มม. ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว พร้อมซับแทงค์ สามารถปรับตั้งค่าพรีโหลดได้ โดยมีระยะยุบตัวที่ 130 มม. ที่ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มแขนคู่อลูมิเนียม รวมถึงระบบเบรกกับดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 300 มม. พร้อมปั๊มเบรก 4 ลูกสูบ และดิสก์เบรกหลังขนาด 230 มม. ใช้ปั๊มเบรกแบบลอยตัว โดยระบบเบรกทั้งหน้า หลังเสริม ABS มาให้อีกด้วย ในส่วนล้อจะเป็นล้อแม็กซ์สีดำดีไซน์ 5 ก้านคู่ขนาด 17 นิ้ว มาพร้อมยางแบบไม่ใช้ยางในขนาด 110/70 และ 150/60 เทคโนโลยีตอบโจทย์ ในด้านระบบเทคโนโลยีกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีมาให้ กับระบบส่องสว่าง LED รอบคัน หน้าจอเรือนไมล์แบบคู่ อนาล็อก-ดิจิทัล

Triumph Scrambler 400X น้องเล็กสแครมเบลอร์จากเมืองผู้ดี ออกสู่สายตาสาธารณชนเป็นที่เรียบร้อย กับโมเดลใหม่ล่าสุดอีกหนึ่งรุ่นจากแดนผู้ดีสัญชาติอังกฤษอย่าง ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซค์เคิล ได้ทำการเปิดตัวโมเดล Triumph Scrambler 400X สแครมเบลอร์น้องใหม่พิกัด 400 ซีซีโฉมหล่อสุดเท่รุ่นนี้ เดี๋ยวไปดูกันว่าเจ้าสแครมเบลอร์รุ่นนี้มีดีเทลอะไรที่น่าสนใจเป็นพิเศษ ในด้านการดีไซน์เจ้าสแครมเบลอร์รุ่นนี้ ถือว่าถอด DNA มาจากรุ่นพี่อย่าง Scrambler 900 และ Scrambler 1200 ด้วยพร้อมภาพลักษณ์อันโดดเด่น และคาแรคเตอร์ที่พร้อมลุยในทุกเส้นทาง ยังรวมไปถึงคุณสมบัติของรุ่นนี้ ที่มุ่งเน้นการใช้งานได้จริง ไฟท้าย LED ดีไซน์ล้ำสมัย การ์ดแฮนด์ พร้อมลุยในทุกสถานการณ์ แป้นเบรกเหล็กขนาดใหญ่ ไฟหน้าทรงกลม พร้อมครอบไฟหน้าออกแบบมาอย่างสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าทรงกลมพร้อมครอบไฟหน้า การ์ดหม้อน้ำ และการ์ดกันกระแทกอ่างน้ำมันเครื่อง รวมถึงแฮนด์บาร์ที่กว้างพร้อมการ์ดแฮนด์ ที่ค้ำแฮนด์พร้อมแท่นรอง บังโคลนหน้าที่ยาวขึ้น แป้นเบรกเหล็กขนาดใหญ่ และที่พักเท้าแบบยึดเกาะสูง ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำลงและกว้างขึ้น ทำให้ได้ตำแหน่งการยืนขี่ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นเมื่อขี่แบบออฟโรด และคอมพาวด์ของผ้าเบรก ที่ได้รับการปรับปรุงให้ประสิทธิภาพการเบรกได้อย่างมั่นใจ ในทุกสถานการณ์ขับขี่ ถังน้ำมันถูกออกแบบด้วยเส้นลายกราฟิกอย่างสวยงาม เรือนไมล์อนาล็อก-ดิจิทัล LCD ท่อไอเสียปลายคู่ยกสูง เพลทโมเดลอลูมิเนียม นอกจากนี้ ตัวถังน้ำมันยังถูกออกแบบลายกราฟิกด้วยแถบสี Scrambler ที่มาพร้อมกับเส้นสามเหลี่ยม โดยมี 3 สีให้เลือก ประกอบด้วยสี Matt Khaki Green/Fusion White, สี Carnival Red/Phantom Black และสี Phantom Black/Silver Ice เสริมด้วยเบาะหนังแบบ 2 ชิ้น สีน้ำตาล และมือจับคนซ้อน พร้อมกันนี้ตัวรถจะใช้เฟรมใหม่ทั้งหมด รวมถึงซับเฟรมท้ายท่อเหล็กไฮบริดสไปน์และสวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม รวมทั้ง ท่อไอเสียสแตนเลสสองชั้นแบบปลายคู่ยกสูง ในสไตล์รถสแครมเบลอร์มาให้อีกด้วย เครื่องยนต์ TR-Series บล็อกเดียวกันกับเจ้า Speed 400 สำหรับขุมพลังของสแครมเบลอร์ 400 เอ็กซ์ รุ่นนี้ยังคงใช้พื้นฐานเดียวกันกับเจ้า Speed 400 ที่ใช้เพลาข้อเหวี่ยง ถ่วงน้ำหนักเพื่อปรับแรงเฉื่อยให้เหมาะสมกับการขับขี่ในความเร็วต่ำ รวมถึงลูกสูบที่ได้รับการเคลือบ DLC ที่ช่วยลดแรงเสียดทานและยังช่วยให้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น โดยเครื่องยนต์เป็นแบบหัวฉีด DOHC สูบเดียว 4 วาล์ว 398.15 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว ให้พละกำลังสูงสุดที่ 40 แรงม้าที่ 8,000 รอบ/นาที และให้แรงบิดสูงสุดที่ 37.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ/นาที พร้อมกับควบคุมด้วยคันเร่งไฟฟ้า กับระบบขับเคลื่อนด้วยเกียร์แบบ 6 สปีด รวมถึงได้รับรองมาตรฐาน Euro 5 อีกด้วย แน่นด้วยระบบช่วงล่าง..สมชื่อสไตล์รถสแครมเบลอร์แบบผู้ดี สำหรับช่วงล่างของเจ้าสแครมเบลอร์รุ่นนี้จะแตกต่างกับโมเดลโมเดิร์นคลาสสิกที่เปิดตัวมาพร้อมกัน โดยตัวโช้คจะมีระยะยุบที่มากขึ้น กับโช้คหน้าหัวกลับขนาด 43 มม.มีระยะยุบที่ 150 มม. และโช้คเดี่ยว ซับแทงค์ด้านหลัง ที่สามารถตั้งค่าพรีโหลดได้มาพร้อมระยะยุบที่เท่ากันคือ 150 มม. ซึ่งตอบโจทย์สายลุยได้อย่างแน่นอน ส่วนระบบเบรก จะใช้ดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหน้าขนาด 320 มม. ปั๊มเบรก 4 พอทแบบเรเดียลเม้าท์ ด้านหลังจะใช้ดิสก์เบรกขนาด 230 มม.พร้อมปั๊มเบรกแบบลอยตัว อีกทั้ง ยังมาพร้อมกับระบบ ABS ช่วยลดระยะการเบรกให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ต่อด้วยล้อแม็กสีดำ หน้า-หลัง ขนาด 19 นิ้ว และ 17 นิ้ว ตามลำดับ เสริมด้วยยางกึ่งทางเรียบ/วิบาก ยางหน้าขนาด 110/90 และยางหลังขนาด 140/80 ฟีเจอร์โดดเด่น ทันสมัย ในด้านเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก เพื่อส่งมอบสมรรถนะและความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ในรุ่นนี้ เปิดตัวด้วยระบบคันเร่งแบบ Ride-by-Wire ระบบควบคุมการลื่นไถล หรือ แทร็กชันคอนโทรล ระบบเบรก ABS แบบ Dual Channel พร้อมจอเรือนไมล์แบบอนาล็อก-ดิจิทัล ช่องชาร์จ USB Type C ระบบคลัตช์ช่วยผ่อนแรงบิด ระบบไฟ LED ที่มีมาให้รอบคัน และระบบรักษาความปลอดภัยที่ติดตั้งมาจากโรงงานให้อีกด้วยครับ สี Matt Khaki Green/Fusion White สี Carnival

Ducati Hypermotard 950 RVE 2024 กับลวดลายใหม่ สุดเฟี้ยว เปิดตัวกันอย่างไม่หยุดหย่อนหรืออาจจะเป็นยุคทองของอสูรค่ายแดงเลยก็ว่าได้ ล่าสุดทางค่ายรถบิ๊กไบค์สัญชาติอิตาลีอย่าง Ducati ได้ฤกษ์เปิดผ้าคลุมโมเดลใหม่ออกสู่ตลาดอเมริกาเป็นที่เรียบร้อย กับโมเดล Ducati Hypermotard 950 RVE 2024 สุดเท่รุ่นนี้ สำหรับไฮเปอร์โมตาร์ดรุ่นนี้ เปิดตัวมาพร้อมกับลายกราฟิก Graffiti Livery Evo ซึ่งใช้สีแดง สีขาวและสีดำตัดกันให้ดูลงตัว โลโก้ RVE สีแดงประดับไว้ที่แฟริ่งด้านท้ายข้างท่อไอเสีย บังโคลนหน้าและแฟริ่งด้านข้างออกแบบมาลายใหม่ เพิ่มกลิ่นอายความเป็นสตรีทอาร์ต ดูเป็นเอกลักษณ์เฉพาะสำหรับรุ่นนี้ ไฟหน้าดีไซน์สปอร์ตและใช้ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ แยกกับไฟเลี้ยวบิ้วอินต์ไว้ในส่วนของการ์ดแฮนด์ ทรงดุ มาดเข้ม เบาะตอนเดียว พร้อมลายโลโก้ Ducati ส่วนเบาะสีดำแดงแบบชิ้นเดียว พร้อมประดับอักษรโลโก้ดูคาติ ตัดเย็บตะเข็บสวยงาม พร้อมท่อไอเสียแบบปลายท่อคู่ยกสูงดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ถังน้ำมันขนาด 14.5 ลิตร รวมถึงเฟรมถักสีดำที่รองรับตัวเครื่องยนต์ และซับเฟรมหลังอลูมิเนียมสีเงินตัดกับตัวรถได้อย่างลงตัว โดยรุ่นนี้จะใช้ขุมพลังเดียวกับ Hypermotard RVE ในรุ่นอื่น ๆ กับเครื่องยนต์ Testastretta 11° แบบ L-Twin 4 วาล์ว 937 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลังที่ 114 แรงม้าที่ 9,000 รอบ ในขณะที่แรงบิดสูงสุดที่ 96 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ มาพร้อมควิกชิฟเตอร์ทั้ง Up และ Down ที่พร้อมตอบสนองความแรงแบบจัดหนัก เต็มเหนี่ยว อีกทั้งเครื่องยนต์ยังได้รับการรับรองมาตรฐานไอเสีย Euro5 อีกด้วย ดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหลังขนาด 245 มม. ปั๊มเบรกโลโก้ขาว 2 พอท พร้อมระบบเบรก Cornering ABS ดิสก์คู่หน้าแบบเซมิโฟลทติ้งขนาด 320 มม. และปั๊มเรเดียลเม้าท์จาก Brembo โลโก้ขาว 4 พอท พร้อมระบบเบรก Cornering ABS พร้อมกับระบบช่วงล่าง กับโช้คหน้าแบบหัวกลับจาก Marzocchi ขนาด 45 มม. ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวแบบโปรลิงค์ สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ระบบเบรกด้านหน้าจะใช้ดิสก์คู่แบบเซมิโฟลทติ้งขนาด 320 มม. ปั๊มเรเดียลเม้าท์จาก Brembo โลโก้ขาว 4 พอท เบรกหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 245 มม. ปั๊มเบรก 2 พอท เสริมด้วยระบบเบรก Cornering ABS ที่ช่วยควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง ให้การขับขี่มั่นได้ใจมากยิ่งขึ้น เสริมความหล่อมากยิ่งขึ้นด้วยล้อฟอร์จจาก Marchesini ดีไซน์ 3 ก้านตัว Y สีดำ-แดงขนาด 17 นิ้วทั้งล้อหน้าและล้อหลัง รัดด้วยยางคุณภาพจาก Pirelli Diablo Rosso lll ขนาด 120/17 และ 180/55 ตามลำดับ ในด้านเทคโนโลยี จะพบกับหน้าจอสี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว แสดงผลฟังก์ชันครบครัน สามารถเชื่อมต่อข้อมูลตัวรถกับสมาร์ทโฟน ผ่านบลูทูธกับ Ducati Multimedia System นอกจากนี้ ยังสมารถปรับโหมดการขับขี่ทั้ง 3 โหมดได้แก่ Sport, Touring และ Urban ไว้รองรับการใช้งาน ส่วนระบบความปลอดภัยที่เสริมมาด้วยคือ ระบบแทร็กชันคอนโทรล ฟังก์ชัน Slide by Brake ที่สามารถควบคุมได้ง่าย รวมไปถึงระบบกันล้อหน้าลอยมาให้อีกด้วย สมกับเป็นสุดยอดไฮเปอร์โมตาร์ดจากค่ายปีศาจแดงซะเสียจริง ทั้งสมรรถนะ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบช่วงล่าง และที่สำคัญลวดลายมาใหม่สุดเท่ พร้อมตอบสนองการทุกการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นบนท้องถนน หรือซิ่งบนสนามแข่งก็ย่อมทำได้ สำหรับรุ่นนี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในตลาดอเมริกาเป็นที่เรียบร้อย ส่วนในไทยยังไม่ทราบเหมือนกันว่าจะเข้ามาหรือไม่ แต่ถ้าเข้ามาล่ะก็สนุกแน่ ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki KLX300SM 2024 สเปคเดิม สีใหม่ คุมโทนมากขึ้น เผยโฉมในตลาดอเมริกาแล้วสำหรับโมเดล Kawasaki KLX300SM 2024 ซูเปอร์โมโตพิกัด 300 ซีซี โฉมปีล่าสุดจากสังกัดยักษ์เขียว ที่ปรับเปลี่ยนชุดสีใหม่ ทั้งสีเทา (Battle Gray) และสีคราม (Phantom Blue) ผสมกับลายกราฟิกที่ใช้สีเดียวกันกับตัวรถ ดูเรียบเนียนขึ้นจากเจ็นก่อน ๆ รวมทั้งไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่ขนาดกระทัดรัด เบาะสีใหม่ ทูโทนดำเทา สีเทา (Battle Gray) สีคราม (Phantom Blue) ด้านเครื่องยนต์จะเป็นสูบเดียว 4 จังหวะ 292 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังการอัดที่ 11.1:1 มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด กับระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด ถังน้ำมันขนาด 7.5 ลิตร และระบบสตาร์ทไฟฟ้าเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่ได้ง่ายมากขึ้น และแน่นอนรถสไตล์ซูเปอร์โมโต ก็ต้องมาพร้อมกับระบบช่วงล่างเต็มระบบ กับโช้คอัพหน้าหัวกลับ ขนาด 43 มม.มีระยะยุบ 231 มม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ มีระยะยุบ 205 มม. สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ระบบเบรกกับดิสก์เดี่ยวโฟลทติ้ง ขนาด 300 มม. ปั๊ม 2 พอท ส่วนด้านหลังจะมีขนาด 240 มม.ปั๊ม 1 พอท ล้อซี่ลวด 17 นิ้ว และยางเรียบหน้า-หลังขนาด 110/70 , 130/70 ส่วนเทคโนโลยี ไม่ค่อยมีอะไรมาก เพราะทางค่ายออกแบบมาเพื่อตอบสนองเพอร์ฟอร์มานซ์ของผู้ขับขี่อยู่แล้ว ทั้งกระโดด โหนเนิน หรือคลุกทางดิน วิ่งสไลด์ สายนี้เอาอยู่ แต่ที่เห็นเลยหลัก ๆ เลยก็คือ ไฟ LED ดีไซน์ใหม่ หน้าจอดิจิทัล Full LCD แสดงผลทั้ง มาตรวัดความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ความจุน้ำมัน รวมไปถึงเซ็ททริปการเดินทางได้อีกด้วย โดยโมเดลนี้เปิดตัวในแดนมะกันกับราคาที่ 6,599 ดอลล่าร์ หรือราว ๆ 2.3 แสนบาท แต่ทว่าถ้ามาไทยราคาคงบวกเพิ่มเข้าไปอีก อย่างไรก็ดี หากสาวกซูเปอร์โมโตท่านใดสนใจ ก็ลองหาสเปคอื่นดูกันไปก่อน ซึ่งนอกจากซีซีที่ต่างกันแล้ว อื่น ๆ คงไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมากนัก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Mini Track 2023 พาลูกค้า เปิดประสบการณ์ขับขี่สุดเอ็กซ์คลูซีฟ รถจักรยานยนต์ฮอนด้า จัดกิจกรรม Honda Mini Track 2023 เชิญชวนลูกค้าชาวฮอนด้า ร่วมเปิดประสบการณ์การขับขี่สุดเอ็กซ์คลูซีฟ กับไลฟ์สไตล์กลุ่มรถสปอร์ตในพิกัด 150 ซีซีขึ้นไป มาสัมผัสความสนุกในสนามแข่งของจริง ณ สนามแก่งกระจานเซอร์กิต จังหวัดเพชรบุรี สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้ามือใหม่ในกลุ่มรถสปอร์ตของฮอนด้า ได้เรียนรู้ถึงการขับขี่อย่างมั่นใจและปลอดภัย และได้ทดลองขับขี่จริงในสนามแข่ง นอกจากนี้ยังบริการเซอร์วิสรถสปอร์ตให้กับลูกค้าก่อนที่จะไปเรียนรู้การขับขี่บนแทร็กอีกด้วย โดยบรรยากาศงานจะเริ่มจากการฝึกสอนขับขี่อย่างปลอดภัยบนสนามแข่ง นำโดยโค้ชระดับประเทศอย่าง อ.แมน (คุณกิตติ แจ่มสาคร) อ.บอล (คุณสุหทัย แช่มทรัพย์) โค้ชดีกรีระดับเอเชีย มาเทรนด์ตั้งแต่ท่านั่งขับขี่ การเข้าเกียร์จังหวะเร่ง การเบรก การเข้าโค้งและการวิ่งในไลน์บนแทร็ก เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์และอัปเลเวลให้ผู้ขับขี่ และให้ลูกค้าขับขี่ในแทร็กได้สนุกมากยิ่งขึ้น เมื่อเสร็จสิ้นการสอนกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาเตรียมความพร้อม ที่จะให้ลูกค้าได้ฝึกทดสอบในสนามจริง ก่อนแบ่งกรุ๊ปขับขี่ให้ลูกค้าได้สนุกในสนามแข่งอย่างเต็มที่ตลอดทั้ง 2 วัน ทั้งขับขี่ทางตรง เลี้ยวโค้งหักศอกและการเบรก ซึ่งสนามแก่งกระจานเซอร์กิต เป็นสนามแข่งที่ตอบโจทย์ต่อการทดสอบขับขี่รถสปอร์ตในคลาสเบื้องต้นกันอีกด้วยครับ นอกจากนี้ภายในงานยังมี บูธสินค้าแบรนด์ดังสำหรับอะไหล่รถจักรยานยนต์ พร้อมจัดจำหน่ายและให้บริการลูกค้าทุกท่าน ทั้งผลิตภัณ์ยางรถมอเตอร์ไซค์ น้ำมันเครื่อง แบตเตอรี และอื่น ๆ มากมาย มาพร้อมกับโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะงานนี้เท่านั้น ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณทาง ไทยฮอนด้า ที่มอบโอกาสให้เราได้เข้าร่วมกิจกรรมดี ๆ เช่นนี้ หากมีกิจกรรมอื่น ๆ จากทางฮอนด้าในโอกาสถัดไป เราจะอัพเดทให้ทราบอีกครั้ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM Thailand ร่วมระเบิดความมันส์ ใน SuperBikeMag Trackday 2023 KTM Thailand จัดเซอร์ไพรส์เอาใจสาวกค่ายรถสีส้ม ร่วมสัมผัสประสบการณ์บนสนามแข่ง กับการแข่งขัน ใน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2023 วันที่ 10-11 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา ณ สนามพีระเซอร์กิต พัทยา สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อมอบความสนุกให้กับนักบิดสายเลือดสีส้ม ตรงคอนเซปท์ Ready To Race โดยพาลูกค้ามาลองฝึกการขับขี่ พร้อมให้คำปรึกษาแนะนำ วิธีการขับขี่ที่ถูกต้องและปลอดภัย รวมไปถึงจัดรุ่นแข่งเฉพาะสายเคทีเอ็ม ในรุ่น KTM Trophy ได้ปลดล็อกลิมิต หวดความเร็วแบบเอ็กซ์คลูซีฟตลอดทั้ง 2 วัน ยังรวมไปถึงเอาใจสายลุย กับการแข่งขันในรุ่นไฮไลท์อย่าง SuperMoto พร้อมกับการโชว์ลีลาสุดเร้าใจ ทั้ง ยกล้อ ลุยดิน กระโดดโหนเนิน เรียกได้ว่าฝุ่นตลบอบอวลทั้งสนาม สร้างสีสันการแข่งให้สนุกเพิ่มยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ทาง KTM ยังให้บริการเซอร์วิสรถบิ๊กไบค์ และบริการตรวจเช็คสภาพรถ จากช่างชำนาญการจากเคทีเอ็ม ก่อนลงไปขับขี่มันส์ ๆ บนแทร็ก พร้อมกันนี้ยังจัดทัพ ขนสินค้า เข้ามาจัดจำหน่ายภายในงานนี้อีกด้วย เรียกได้ว่าเซอร์วิส จัดเต็มสุด ๆ เดี๋ยวพาไปรับชมบรรยากาศภายในงานกันครับ บรรยากาศคึกคัก รถแข่ง…แต่งเต็มพิกัด KTM RC390 ไฮไลท์สายสปอร์ตตัวแรง บูธแสดงรถ พร้อมให้บริการคำแนะนำเรื่องรถ จากทีมงาน KTM พร้อมตรวจเช็คสภาพ ก่อนลงไปขับขี่ในแทร็กมันส์ ๆ เปิดแลนเวย์เฉพาะรุ่นกับ KTM Trophy บรรยากาศการแข่งขัน และการรับรางวัลบนโพเดียม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Vespa GTS Super Sport 150 i-Get ABS 2023 อัปเกรดความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น พบกับการรีวิวกันอีกเช่นเคย และครั้งนี้ทาง SuperBike Thailand มารีวิวและทดสอบ Vespa GTS Super Sport 150 i-Get ABS เวสป้ารุ่นใหม่ล่าสุดเวอร์ชัน 2023 เดี๋ยวมาดูกัน ว่ารุ่นนี้มีสมรรถนะ เครื่องยนต์ ช่วงล่างและเทคโนโลยี กับการทดสอบแบบจัดเต็มทั้งวัน จะเป็นอย่างไรบ้าง ไปติดตามชมกันครับ รุ่นน้องเล็กแต่ใช้เฟรมใหญ่สุด สำหรับโมเดลรุ่นนี้ ถือว่าเป็นโมเดลน้องเล็กสุดในตระกูล GTS รุ่นปี 2023 นั่นเองครับ มากับเฟรมไซซ์ใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นเฟรมเดียวกับโมเดลรุ่นพี่ในตระกูล GTS จากทางค่ายอีกด้วย โดยโมเดลเวสป้ารุ่นนี้ ไม่ได้มีดีแค่ภายนอกอย่างเดียว ยังมีสมรรถนะแบบสปอร์ต และฟีเจอร์การใช้งาน ที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่ให้อีกด้วย ดีไซน์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น ในด้านรูปลักษณ์การดีไซน์ Vespa GTS Super Sport i-Get ABS แน่นอนว่ารุ่นนี้ นอกจากจะขึ้นชื่อว่าเป็นโมเดลที่มีเอกลักษณ์ความคลาสสิกเฉพาะตัวดั้งเดิมอยู่แล้ว ยังมีการออกแบบให้ความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ดีไซน์ใหม่รอบคันสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ Tie แบบใหม่ ลายคาร์บอน บังโคลนดีไซน์ใหม่ เสริมความหล่อมากยิ่งขึ้น เรือนไมล์แบบผสม LCD และอนาล็อก ล้อแม็กดีไซน์ใหม่ ขนาด 12 นิ้ว โดยปรับเปลี่ยนดีไซน์มาใหม่ในหลาย ๆ จุดด้วยกัน ทั้งไฟหน้าทรงกลม ไฟท้ายและไฟเลี้ยวดีไซน์มาใหม่ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ บังโคลนและล้อแม็กแต่งใหม่ ตัวเรือนไมล์ กระจกข้าง ที่พักเท้า ช่องลม มือจับคนซ้อน รวมไปถึง ตัวเบาะดีไซน์แบบ 2 ระดับ เย็บตะเข็บได้สวยงาม อีกทั้ง ยังมีการตกแต่งเส้นสายลายกราฟิกสีดำตัดกับสีส้มที่บังโคลนหน้าและเฟรมด้านท้าย เฟรมด้านข้าง พร้อมลายกราฟิกใหม่ ช่องลมดีไซน์ใหม่ สวยหรู ยางกันลื่น พร้อมลวดลายโลโก้ Vespa ช่องดักลมด้านหน้า ยังรวมไปถึงฟีเจอร์การใช้งานที่มีมาให้ ทั้งช่องเก็บของอเนกประสงค์พร้อมตะขอแขวนอเนกประสงค์ด้านหน้า และช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ สามารถเก็บอุปกรณ์ กระเป๋า กล้องถ่ายรูป เอกสาร สัมภาระต่าง ๆ ได้ทั้งหมด ถังน้ำมันใต้เบาะ 6.5 ลิตร ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ประกับสวิตช์ฝั่งซ้ายโครเมียม กับสวิตช์ไฟสูง ไฟต่ำ สวิตช์คอนโทรลเซ็ตติ้งระบบในตัวรถ ไฟเลี้ยว และปุ้มสัญญาณแตร ประกับสวิตช์ฝั่งขวาโครเมียม กับฟังก์ชัน ล็อกเบาะไฟฟ้า ระบบสตาร์ท & สต็อป ระบบ Anti Slip Regulation พร้อมสตาร์ทไฟฟ้า มาดูในส่วนประกับแฮนด์ตัวรถที่ชุบโครเมียมสวย ๆ โดยฝั่งประกับทางซ้ายจะพบกับสวิตช์ไฟเลี้ยว สวิตช์ไฟสูง ไฟต่ำ ปุ่มแตร สวิตช์คอนโทรลเซ็ตติ้งฟังก์ชันต่าง ๆ ส่วนทางด้านประกับฝั่งขวา จะมีปุ่มปลดล็อกเบาะ สวิตช์เปิด-ปิด ระบบสตาร์ท & สต็อป ปุ่ม ASR หรือ Anti Slip Regulation ทำหน้าเสมือนโหมดแทร็กชั่นคอนโทรล และปุ่มสตาร์ทมือ เครื่องยนต์ i-Get 155 ซีซี พร้อมประหยัดน้ำมันด้วยระบบ สตาร์ท & สต็อป หม้อน้ำด้านข้าง ช่วยระบายความร้อนเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ i-Get 4 จังหวะ 4 วาล์ว ขนาด 155 ซีซี ในขุมพลังของของโมเดลรุ่นนี้ จะเป็นเครื่องยนต์ i-Get สูบเดียว 4 จังหวะ 4 วาล์ว ขนาด 155.1 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ซัพพอร์ตในเรื่องการเดินทางไกลพร้อมระบบส่งกำลังแบบสายพาน CVT มาพร้อมกับความจุถังน้ำมันขนาด 6.5 ลิตร โดยให้กำลังแรง 11.5 กิโลวัตต์ หรือ 15.4 แรงม้าที่ 8,250 รอบ และแรงบิด 15