SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ราคาและสเปคมอเตอร์ไซค์

  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
GPX DZ2 ฟังก์ชั่นเกินคลาส พิกัด 150 ซีซี!!

GPX DZ2 เปิดตัวใหม่อย่างเป็นทางการกับสกู๊ตเตอร์จากค่าย GPX มาในคลาส 150 ซีซีที่มาพร้อมฟังก์ชั่นแบบเกินคลาส โดเด่นกว่าด้วยคาลิเปอร์แบบเรเดียล เมาท์

  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
Zontes 703RR สปอร์ตไบค์ค่ายขนขิง

Zontes 703RR สปอร์ตไบค์ค่ายขนขิง Zontes 703RR นี่คือซูเปอร์สปอร์ตไบค์จากแบรนด์ Zontes ที่มีการออกแบบดุดัน พร้อมที่จะแผ่พลังความแข็งแกร่งผ่านเส้นสายตัวถังที่เฉียบคม มุมโฉบเฉี่ยวตัดผ่านอากาศ และสร้างความประทับใจให้กับผู้ขับขี่ด้วยสมรรถนะอันเปี่ยมล้นเสมือนยานแม่พร้อมซิ่งในทุก ๆ ย่าน ซูเปอร์สปอร์ตไซส์กลางจากจีน มาพร้อมกับสมรรถนะและดีไซน์ที่ให้ความสปอร์ตเต็มเปี่ยม ให้ความแข็งแรงด้วยตัวเฟรมแบบ Twin-Spar ยึดต่อตัวเฟรมด้วยสวิงอาร์มอะลูมิเนียมอัลลอยแบบโปร่ง ที่ถูกผลิตด้วยกระบวนการหล่อขึ้นรูปชิ้นเดียว ส่งผลให้ตัวสวิงอาร์มนั้นมีน้ำหนักเบาและแข็งแรงสูง ทั้งยังเสริมดีไซน์ที่ล้ำสมัยให้กับตัวรถได้อย่างโดดเด่น และช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการขับขีได้อีกด้วย ใบหน้าหล่อ ขาว ตี๋ หล่อเหลาด้วยใบหน้าแบบขาวตี๋ ไฟหน้าทรงหรี่พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ (DRL) แบบล้ำสมัย ส่องประกายเจิดจรัสราวกับเพชร โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยไฟตัดหมอก พร้อมไฟท้ายการออกแบบให้ผสานเข้ากับแฟริ่งด้านท้ายของตัวรถ ช่วยเสริมความดุดันและความล้ำสมัยอย่างลงตัว ชิ้นส่วนแฟริ่ง 2 ชั้นด้านข้างที่ทำหน้าที่เสมือนวิงก์เล็ต ถูกออกแบบมาให้ผสานเข้ากับดีไซน์ของตัวรถอย่างกลมกลืน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเสริมความดุดันและล้ำสมัยเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างแรงกด (Downforce) ทำให้ตัวรถมั่นคงและยึดเกาะถนนได้ดี  พร้อมระบบ Ram Air Intake ที่ติดตั้งด้านหน้า อาศัยแรงดันอากาศที่เกิดขึ้นจากความเร็วสูงเพื่อ เพิ่มปริมาณอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การเผาไหม้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และช่วยเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ให้ถึงขีดสุด มอบสมรรถนะที่เหนือชั้นสำหรับการขับขี่ในสนามแข่ง พละกำลัง 102 แรงม้า มาพร้อมด้วยเครื่องยนต์ 3 สูบ ขนาด 699 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้ระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อม โดยเคลมกำลังมากกว่า 102 แรงม้า ส่งผลให้รถสามารถเร่งสปีดจาก 0-100 ภายใน 3.07 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้มากถึง 250 กม./ชม. ภายใต้ความจุถังน้ำมันขนาด 16 ลิตร และน้ำหนักรวมทั้งหมด 196 กก. ช่วงล่าง โช้คอัพหน้าและหลังจาก Marzocchi ที่สามารถ ปรับแต่งค่าต่างๆ ได้ตามต้องการ โช้คหน้าสามารถปรับได้ทั้ง พรีโหลด (Preload), แดมปิ้งรีบาวด์ (Rebound Damping), และแดมปิ้งคอมเพรสชัน (Compression Damping) และโช้คหลัง สามารถปรับได้ทั้งพรีโหลด (Preload) และแดมปิ้งรีบาวด์ (Rebound Damping) ดิสเบรกหน้าคู่ พร้อมคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ขนาด 300 มม. และ ด้านหลังเป็นดิสเบรกเดี่ยว จาก J.Juan ทั้งหน้าและหลัง มาพร้อมกับระบบ ABS แบบ Dual Channel เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ ล้ออลูมิเนียมอัลลอยของ Zontes 703RR มาพร้อมกับ ดีไซน์ก้านโปร่ง (Hollow-Spoke Design) ล้อหน้าขนาด 120/70-17 และล้อหลัง 180/55-17 เทคโนโลยีอัจฉริยะ ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ Keyless 3.0 ใช้ การสื่อสารผ่าน CAN Bus เพื่อเชื่อมต่อกับ ECU, แผงหน้าปัด และระบบอื่นๆ ของรถได้อย่างไร้รอยต่อ ระบบนี้มาพร้อม การเชื่อมต่อ 4G, GPS และ Bluetooth ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงฟังก์ชันต่างๆ ได้สะดวกผ่าน แอปพลิเคชัน Zontes นอกจากนี้ยังรองรับโหมดการขับขี่แบบสองโหมด (Dual-Mode System) ที่สามารถ สลับระหว่างโหมด Comfort และ Sport ได้ง่ายเพียงกดปุ่มเดียว กุญแจแบบ Proximity Key ขนาดกะทัดรัดและใช้งานง่าย ช่วยให้การสตาร์ทรถเป็นไปอย่าง ราบรื่น ทรงพลัง และพร้อมสำหรับทุกการเดินทาง หน้าจอ TFT LCD สีเต็มรูปแบบขนาด 6.75 นิ้ว ยกระดับทุกการขับขี่ด้วยการแสดงผลที่คมชัดและข้อมูลที่ครบถ้วน ชาร์จเร็วขึ้นแบบ Dual-Port จ่ายไฟได้สูงสุด 18W ต่อพอร์ต มาพร้อม พอร์ต Type-A และ Type-C รองรับมาตรฐานการชาร์จเร็วต่างๆ เช่น QC2.0/3.0, Huawei SuperCharge, Samsung Adaptive Fast Charging, Apple Fast

2025 Honda DAX125 แสบซ่าส์ สไตล์หมาล่าเนื้อ

2025 Honda DAX125 แสบซ่าส์ สไตล์หมาล่าเนื้อ ตัวแสบ จอมซ่าส์ กับไลฟ์สไตล์แบบนอกกรอบ 2025 Honda DAX125 ที่เปิดตัวพร้อมวางจำหน่ายแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศทางฝั่งยุโรป ที่ยังคงดีไซน์ตั้งแต่ปี 1969 ไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งจะปรับปรุงในส่วนของเทคโนโลยีเครื่องยนต์ ด้านแชสซี เครื่องยนต์ และการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ตัวรถยังคงเอกลักษณ์เดิมเฟรมแบบ T-Bone ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งดีไซน์ตัวรถมีลักษณ์คล้ายกับสุนัขสายพันธุ์ดัชชุน ที่มีลำตัวยาว แต่ขาสั้นกระทัดรัด ที่จะดึงดูดทุกสายตาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้มองเห็น ด้านข้างรถมีเพลท ST125 พร้อมสุนัขสายพันธุ์ดัชชุน พร้อมเบาะนั่งทรงยาวที่ขี่คนเดียวก็เร้าใจ หรือซ้อนท้ายก็สามารถนั่งได้อย่างสบาย ๆ เครื่องยนต์ และช่วงล่างเหมือนเดิม เครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศพละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 9.2 แรงม้าที่ 7,000 รอบ แรงบิดอยู่ที่ 10.8 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนด้วยโซ่พร้อมระบบเกียร์วนแบบ 4 สปีด (หากนึกไม่ออกก็เกียร์ Honda Wave นั่นแหละ) เครื่องยนต์มีการพัฒนาการปล่อยไอเสีย เผื่อให้ผ่านมาตรฐาน EURO 5+ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดไฟฟ้าอัจฉริยะ PGM-FI เอกสิทธิ์เทคโนโลยีเฉพาะจากทางฮอนด้า มาพร้อมถังน้ำมันขนาดนั้น 3.8 ลิตร สามารถวิ่งความเร็วสูงสุดได้อยู่ที่ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบกันสะเทือนด้านล่างให้มาแบบไม่น่าเกลียด โดยระบบกันสะเทือนด้านหน้ามาพร้อมโช้คอัพหัวกลับขนาดแกน 31 มม. โดยมีระยะยุบอยู่ที่ 100 มม. และด้านหลังมาพร้อมกับโช้คอัพแบบสปริงคู่ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม โดยด้านหลังจะขนาบด้วยท่อไอเสียแบบยกสูงพร้อมแผ่นกันความร้อน ที่ติดตั้งลงไปบนตัวรถแล้วก็เพิ่มความหล่อ และมีสไตล์อย่างทวีคูณ ในส่วนของระบบเบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลังมาในรูปแบบของดิสก์เบรกเดี่ยวโดยด้านหน้ามีขนาด 220 มม.มาคู่กันกับระบบ ABS พร้อมล้อขนาด 120/70-12 M/C และด้านหลังมีขนาด 190 มม.  ระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ ยังคงติดตั้งมาให้ตามสมัยนิยมในศตวรรษที่ 21 อาทิ ระบบไฟแบบ LED และหน้าจอเรือนไมล์ทรงกลมที่บอกข้อมูลการขับขี่ครบ สีสันที่เปิดตัวใหม่ สีดำ   เปิดตัวในต่างประเทศอย่างเป็นทางการ ในส่วนของการวางจำหน่ายในประเทศไทยนั้น ไม่ต้องคาดการณ์เพราะยังไงทางฮอนด้าก็นำเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างแน่นอน โดยราคาวางจำหน่ายอาจจะอยู่ที่ราว ๆ 84,900 บาท (ราคานี้แหละ เพราะโฉมปัจจุบันที่วางจำหน่ายในประเทศไทยก็ราคานี้) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 BMW R18 ดีไซน์คงเดิม อัพเกรดเทคโนโลยี

2025 BMW R18 ดีไซน์เดิม อัพเกรดเทคโนโลยี 2025 BMW R18 เปิดตัวอย่างเป็นทางการกับโฉมใหม่ประจำปี 2025 จากค่ายใบพัดสีฟ้า ซึ่งการเปิดในครั้งนี้มาพร้อมกับเทคโนโลยีของตัวรถที่ปรับปรุงใหม่ สีตัวถังใหม่ และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ มากมายที่มากับตัวรถ และที่สำคัญเครื่องยนต์มีการพัฒนาระบบไอเสียให้ผ่านมาตรฐาน EURO 5+ ซิ่งได้อย่างรักโลกอย่างแน่นอน เครื่องยนต์ Big Boxer ปรับใหม่แรงบิดเพิ่มขึ้น เริ่มกันที่ขุมพลังเครื่องยนต์ที่มีการอัพเกรดแรงบิดที่เพิ่มมากขึ้นจากตัวโมเดลก่อนหน้าที่ 5 นิวตันเมตร โดยเครื่องยนต์ของ R18 ลำนี้ได้รับการปรับปรุงให้เป็นไปตามมาตรฐาน EURO 5+ เครื่องยนต์ประเภท Big Boxer มีขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 1,802 ซีซี พละกำลัง 91 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 163 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบต่อนาที  พร้อมมอบสมรรถนะที่ทรงพลัง และเพิ่มความสนุกในการขับขี่อย่างเต็มที่ ซึ่งเครื่องยนต์ตัวนี้จะใช้เหมือนกันในทุกรุ่นย่อยของโมเดลนี้  และดีไซน์ที่เหมือนกันในทุกรุ่นย่อยคือระบบไฟแบบ Full LED รอบคัน ระบบดิสก์เบรกคู่หน้า โดยแต่ละโมเดลจะแตกต่างกันที่ดีไซน์การออกแบบเท่านั้น BMW R18 เริ่มกันที่โมเดลย่อยโฉมแรกกับ BMW R18 ที่เน้นการออกแบบดีไซน์คงความเรียบง่ายในสไตล์ครุยเซอร์ มีการปรับเปลี่ยนในส่วนของบังโคลนหน้า – หลังที่มีการออกแบบดีไซน์ใหม่ มาพร้อมล้อหลังขนาด 18 นิ้วซึ่งเป็นล้อแม็กแบบ 7 ก้าน ช่วยเพิ่มความดุดันให้กับตัวรถ และเสริมเอกลักษณ์ของครุยเซอร์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น  ลวดลายเส้นสายของถังน้ำมันยังคงดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ มีการออกแบบให้เส้นสายมีความต่อเนื่องไปตลอดแนวด้านบนของตัวถัง ขยายไปจนถึงบังโคลนหลัง และจบที่โลโก้ BMW ทำให้ดีไซน์โดยรวมดูกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ให้ดูทันสมัย และโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น และในส่วนอื่น ๆ ยังคงเอกลักษณ์ไฟหน้าแบบ Full LED รอบคัน ฝาครอบด้านข้างมีการปรับให้เข้ากับดีไซน์โดยรวมของตัวรถ โช้คหน้าถูกออกแบบใหม่ให้ดูโปร่งโล่งกว่าเดิม ปลายท่อไอเสียแบบใหม่ ที่มีหน้าตัดทรงกลม มาพร้อมเบาะนั่งดีไซน์ใหม่ ที่เพิ่มความหนาของเบาะขึ้น 10 มม. พร้อมเส้นสายที่ปรับปรุงให้รองรับสรีระ และความสะดวกสบายมากขึ้นได้ดียิ่งขึ้น                   โช้คอัพด้านหน้า และโช้คอัพหลังได้รับการปรับตั้งค่าใหม่ เพื่อให้รองรับการกระแทกได้ดียิ่งขึ้น มาพร้อมล้อหน้าขอบ 17 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 120/70 ในส่วนของล้อหลังขนาด 18 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 180/55 โดยฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาคือ คือช่องชาร์จไฟแบบ USB-C BMW R18 Classic ถัดมากับ BMW R18 Classic ที่ได้รับการออกแบบให้มีความโดดเด่น สอดคล้องกับนิยามของรถสไตล์ทัวร์ริ่งเรโทร มีจุดเด่นใหม่ที่สำคัญ คือ บังโคลนหน้าที่ได้รับการออกแบบใหม่ที่เพิ่มความโดดเด่นมากยิ่งขึ้นด้วยการทำสีสันแบบทูโทน มาพร้อมล้อแม็กขอบ 19 นิ้ว ด้านข้างขนาบด้วยปลอกหุ้มโช้คช่วยเสริมภาพลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์สไตล์ทัวร์ริ่งย้อนยุค ด้านหลังมาพร้อมกระเป๋าสำหรับใส่สัมภาระ ในส่วนของฝาครอบเครื่องยนต์ด้านข้างมีการออกแบบดีไซน์ใหม่ และ ปลายท่อไอเสียแบบหน้าตัดวงกลม ยังช่วยเพิ่มความคลาสสิก และทำให้ตัวรถดูสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาของโมเดลนี้ ได้แก่ ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Lights) ที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานมาพร้อมกับตัวรถ และช่องชาร์จไฟแบบ USB-C เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ BMW R18 Roctane ต่อกันด้วยโมเดล BMW R18 Roctane ที่มาพร้อมกับสีสันใหม่ Two-Tone Dragonfire Red Metallic เพิ่มความดุดัน และเพิ่มความโดดเด่นให้ตัวรถมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์เสริมใหม่ Filler Panel สีเดียวกับตัวรถ ช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่าง กระเป๋าข้างและบังโคลนหลัง ให้ดูลงตัวยิ่งขึ้น พร้อมเสริมองค์ประกอบ Dark Chrome บนก้านกระทุ้งวาล์ว (Push Rods), ท่อกรองอากาศ (Intake Silencer) และ ขอบด้านในของโคมไฟหน้า เพิ่มความหรูหราและสไตล์ที่โดดเด่น แน่นอนว่ามีการออกดีไซน์ที่พร้อมทัวร์ริ่งขนาดนี้ ก็มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ช่วยเหลือขณะขับขี่ Comfort Package ประกอบไปด้วย Hill Start Control ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ฝาถังน้ำมันล็อกได้ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ระบบตรวจวัดแรงดันลมยาง (RDC) และระบบปลอกแฮนด์อุ่นมือ (Heated Grips) ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขับขี่ได้สบายในทุกสภาพอากาศ BMW R18B BMW R18B ลำนี้มาพร้อมหน้าจอแบบ

KTM RC 390 2025 แสนสี่ เบาๆ เอาไปเลย..!!

KTM RC 390  แสนสี่ เบาๆ เอาไปเลย..!! เข้าสู่ช่วงเทศกาลแข่งขันโมโตจีพี 2025 งานยิ่งใหญ่ระดับโลกที่ใคร ๆ ต่างตั้งตารอคอย แถมบ้านเรายังได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเป็นสนามแรกอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองงานเทศกาลที่กำลังจะมาถึง ผู้ผลิตสองล้อแบรนด์ค่ายส้มอย่าง KTM Thailand พร้อมส่งโมเดลสปอร์ตไบค์อย่าง KTM RC 390 2025 MY23 จำหน่ายแล้วในราคา 143,800 บาท เอาไปเลย..!! KTM RC 390 2025 สมรรถนะตัวท็อป สำหรับใครที่กำลังมองหารถซูเปอร์สปอร์ตสมรรถนะสูง พร้อม DNA แบบเดียวกับรถแข่งในสนาม เจ้า RC 390 รุ่นนี้ก็พร้อมที่จะตอบสนองขีดความสามารถและความต้องการของผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มระดับ ทั้งยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่ได้รับการปรับปรุงและออกแบบตัวรถผ่านระบบวิศวกรรมในทุกขั้นตอน ช่วงล่าง โดดเด่น ด้วยโครงสร้างตัวถังออกแบบให้มีความแข็งแรงและมีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ พร้อมซับเฟรมและสวิงอาร์มจับคู่กับโช้คอัพหลัง และแน่นอนว่าเป็นโช้คอัพระดับไฮคลาสจาก WP APEX ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โช้คอัพหน้าเป็นอัปไซส์ดาวน์ปรับค่าความหน่วงและคืนตัวได้มากถึง 30 ระดับ  ส่วนโช้คอัพหลังสามารถปรับได้เช่นกัน ระบบเบรกเป็นจานดิสก์เบรกขนาดใหญ่หน้า 320 มม. (ปั๊ม 4 พอตจาก Babye) หลัง 230 มม. (ปั๊มพอตเดียว) พร้อมระบบ Cornering ABS ช่วยเบรกในขณะเข้าโค้ง โหมด SuperMoto ABS และระบบแทร็คชันคอนโทรลติดตั้งมาให้ นับได้ว่าเจ้า 390 รุ่นนี้มีระบบช่วงล่างโดดเด่นมากที่สุดในกลุ่มซูเปอร์สปอร์ตคลาส 400 ซีซี ทีเดียว ขุมพลัง 43 แรงม้า และยังโดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ 4 จังหวะ ขนาด 373 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว ระบบวาล์ว DOHC แบบ 4 วาล์ว พร้อมก้านลูกเบี้ยวเคลือบคาร์บอนแบบพิเศษ ทั้งยังรีแม็พเอ็นจิ้น ปรับปรุงสมรรถนะแรงบิดใหม่ ขยายไซส์หม้อกรองอากาศควบคู่กับระบบคันเร่งไฟฟ้า ระบบเกียร์ 6 สปีดติดมาด้วยแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ (ส่วนควิกชิฟเตอร์ต้องซื้อเพิ่ม) โดยให้กำลังแรงม้ามากถึง 43 แรงม้า แรงบิด 37 นิวตันเมตร และถังน้ำมันขนาด 13.7 ลิตร ขณะที่ในเรื่องการดีไซน์ออกแบบให้ความดุดัน ดับเบิ้ลแฟริ่งด้านข้างและสัดส่วนที่ปราดเปรียวของเส้นสาย เพิ่มความแอโรไดนามิกและความได้เปรียบในเรื่องของการแข่งขัน หน้าจอสี TFT ไฟโปรเจกเตอร์ด้านหน้า 2 ชั้น บิวอินต์ไฟเลี้ยวที่ด้านข้างและไฟท้ายแบบ LED ท่อไอเสียแสตนเลส รวมถึงตัวเบาะ แฮนด์และพักเท้า ให้สรีศาสตร์ท่านั่งขับขี่แบบสปอร์ตโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากตัวแข่งอย่างเจ้า RC16   พร้อมจำหน่ายแล้วอย่างเป็นทางการ หากใครที่อยากมีรถสปอร์ตสเปคแรงในราคาเอื้อมถึงเอาไว้ซิ่ง ๆ ซักคัน หรือเอาไว้ลงแทร็กเดย์มันส์ย่อมทำได้ เจ้า RC 390 รุ่นนี้พร้อมตอบโจทย์ความต้องการทุกท่าน แล้วที่ศูนย์ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ KTM ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือช่องทางเพจ KTM Thailand ได้ คลิ๊กที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

คลายความกดดัน ? Gigi Dall’Igna เผย ไม่คิดว่า Ducati จะดีเท่าปีที่แล้ว

คลายความกดดัน ? Gigi Dall’Igna เผย ไม่คิดว่า Ducati จะดีเท่าปีที่แล้ว Gigi Dall’Igna หัวเรือคนสำคัญของทีมโรงงาน Ducati ออกมาคลายความกดดัน หรือเผยทริคปลุกใจอะไรบางอย่างหรือไม่ เพราะจู่ ๆ จีจี้ก็ได้ออกมาเผยกับสื่อว่าตนนั้นไม่คิดว่าทีมแข่งในปี 2025 นี้จะทำผลงานออกมาได้ดีเท่าปีที่แล้ว แม้ว่าทีมโรงงาน Ducati อย่าง ‘Ducati Lenovo’ จะมีสองนักแข่งที่ดีที่สุดในกริดเลยก็ว่าได้อย่าง ‘เป้กโก้’ ฟรานเชสโก้ บัญญาย่า และทีมเมทของใหม่ของทีม มาร์ก มาร์เกซ เจ้าของแชมป์โลก 8 สมัย แต่จีจี้ ผู้จักการทีม Ducati ก็ออกมายอมรับว่า การที่ทำให้ทีมแข่งในปีนี้ทำผลงานให้เหมือนกับความยิ่งใหญ่ของฤดูกาลที่แล้วนั้นค่อนข้างเป็นเรื่องที่ยาก “ผมคิดว่ามันซับซ้อนและอาจเป็นไปไม่ได้ที่จะทำได้ดีกว่าปีที่แล้ว แต่แน่นอนว่าเราสามารถพัฒนาตัวเองได้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหลักของเรา คือการคว้าแชมป์นักแข่งและแชมป์ผู้ผลิต ดังนั้นสิ่งสำคัญไม่ใช่การทำได้ดีกว่าฤดูกาลที่แล้ว สิ่งสำคัญคือการชนะทั้งสองแชมป์” ซึ่งในการแข่งขันรอบกรังด์ปรีซ์เมื่อฤดูกาล 2024 ทีมโรงงาน Ducati ก็สามารถเค้นฟอร์มร้อนแรงคว้าชัยในการแข่งขันไปถึง 19 สนาม แม้ในการแข่งขันสนามที่ 3 จะพลาดท่าเสียชัยชนะให้กับ Aprilia ไปแต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจใด ๆ กับทีม เพราะสี่อันดับแรกของตารางคะแนนชิงแชมป์โลกก็เป็นรถจากค่าย Ducati ที่จับจองพื้นที่หัวตารางเป็นที่เรียบร้อย ตารางคะแนนชิงแชมป์โลก รถที่ใช้ คะแนน Jorge Martin Ducati 508 Francesco Bagnaia Ducati 498 Marc Marquez Ducati 392 Enea Bastianini Ducati 386 Brad Binder KTM 217   อีกทั้งยังแสดงถึงความเป็นเจ้าสนามด้วยการคว้าแชมป์ประเภทผู้ผลิตด้วยคะแนน 722 คะแนนห่างจากอันดับของอย่าง KTM ถึง 395 คะแนน ทีมผู้ผลิต คะแนน Ducati 722 KTM 327 Aprilia 302 Yamaha 124 Honda 75   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทีมโรงงานจะสามารถกระชากแชมป์โลก 8 สมัยเข้ามาเป็นนักบิดของทีมได้ แต่ทาง Ducati เองก็ต้องเสียแชมป์โลกคนปัจจุบัน ‘ฆอร์เก้ มาร์ติน’ ให้กับทีมโรงงาน Aprilia เสียเอเนีย บาสเตียนินี่ มาร์โก เบซเซคคี่ และการเสียทีม Prima Pramac ให้กับ Yamaha แต่หัวเรือของ ‘เจ้าสนาม’ รายนี้ก็ยังคงคิดว่าสองคู่หูใหม่นี้จะเป็นตัวเต็งในการคว้าแชมป์ฤดูกาลนี้ “เรามีนักแข่งแชมป์โลกสองคน และในมุมมองของผม พวกเขาคือนักแข่งที่ดีที่สุดในสนามในปี 2025” “เป้กโก้ (ฟรานเชสโก บัญญาญ่า) เป็นนักแข่งที่ยอดเยี่ยมที่พาเรากลับมาคว้าแชมป์นักแข่งอีกครั้งในปี 2022 เขาสามารถยืนยันตำแหน่งของเขาได้ในปีถัดมา และต่อสู้อย่างสุดกำลังเพื่อชิงแชมป์โลกมาตลอด “ส่วนมาร์ค (มาร์เกซ) เป็นหนึ่งในนักแข่งที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่ใน MotoGP ยุคปัจจุบัน แต่บางทีอาจเป็นตลอดกาล “เขาเคยมีอาการบาดเจ็บรุนแรง จากนั้นเขาก็ได้ร่วมงานกับเราปีที่แล้ว [ในทีมเกรซินี] และทำสิ่งที่ยอดเยี่ยม เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มีเขาอยู่ในทีมของเรา” สองคู่หู มาร์ก และ เป้กโก้ จะลงซ้อมอย่างเป็นทางการอีกครั้งในการซ้อมที่สนามเซปัง ประเทศมาเลเซีย ในช่วงระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ ก่อนที่จะลงแข่งขันอย่างเป็นทางการในนัดเปิดสนาม Thai GP ในช่วงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2568 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Yamaha YZF-R25 เปลี่ยนหน้าใหม่ ไซส์กระทัดรัด

2025 Yamaha YZF-R25 เปลี่ยนหน้าใหม่ ไซส์กระทัดรัด เริ่มต้นปีใหม่ด้วยสิ่งใหม่ ทางยามาฮ่าอินโดนีเซีย ได้เผยโฉมโมเดลใหม่สู่ผู้ขับขี่ภายในประเทศด้วยโมเดล ‘2025 Yamaha YZF-R25’ รถสไตล์สปอร์ตไบค์ลำนี้เป็นการนำจิตวิญญาณของสองโมเดลเรือธงอย่าง YZF-R9 และ R1GYTR มาผสมผสานกัน ทำให้ Yamaha R25 รุ่นล่าสุดกลายเป็นตัวแทนของซีรีส์ R-World ที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ในสไตล์ที่ดุดัน และสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ดีไซน์การออกแบบ   สปอร์ตไบค์โมเดลใหม่คันนี้ได้รับ DNA จากพี่ใหญ่ในตระกูล R-Series มาแบบเต็ม ๆ มีการปรับตาของโมเดลใหม่เพื่อให้มีความดุดันมากยิ่งขึ้น มิติตัวถังรถรายล้อมไปด้วยเส้นสายรอบคัน อีกทั้งการออกแบบยังให้มีการออกแบบให้สอดรับกับหลักการอากาศพลศาสตร์เพื่อให้ผู้ขบัขี่สามารถรีดสมรรถนะของตัวรถได้ดีมากยิ่งขึ้น จุดเด่นของสปอร์ตไบค์คันนี้ ช่องจ่ายไฟแบบ USB Type-A โช้คอัพด้านหน้าแบบ Up-Side Down รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ระบบเบรกด้านหน้าแบบ ABS   สเปค และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ สองสูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ DOHC ปริมาตรกระบอกสูบ 249 ซีซี แรงม้า (เคลม) 35.5 แรงม้าที่ 12,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 23.6 นิวตันเมตรที่ 10,000 รอบต่อนาที ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 60 x 44.1 มม. อัตราส่วนการอัด 11.6:1 ระบบเกียร์ เกียร์แบบแมนนวล 6 สปีด ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพหัวกลับแบบหัวกลับ ขนาดแกน 37 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยว ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว แบบสองลูกสูบ พร้อมระบบความปลอดภัย ABS ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว แบบลูกสูบเดียว ยางหน้า 110/70-17 M/C ยางหลัง 140/70-17 M/C กว้าง x ยาว x สูง 720 x 2,090 x 1,135 มม. ระยะฐานล้อ 1,380 มม. ระยะห่างจากพื้น 160 มม. ความสูงเบาะ 780 มม. น้ำหนักรถ 166 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 14 ลิตร เทคโนโลยี หน้าจอรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน Y-Connect ช่องจ่ายไฟแบบ USB Type-A ระบบเบรก ABS ระบบไฟ LED ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง   สีสันที่วางจำหน่าย Racing Blue (สีน้ำเงิน) Metallic Black (สีดำ) โดยราคาวางจำหน่ายของโมเดลนี้อยู่ที่ 75,000,000 รูเปียห์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 156,500 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งโมเดลนี้คาดการณ์ว่าไม่ได้เข้ามาทำตลาดในประเทศบ้านเราอย่างแน่นอน เพราะบ้านเรามี Yamaha R3 อยู่แล้ว ไปขี่ตัวนั้นจะไม่สนุกกว่าหรอ จริงไหม ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Vespa Sprint TECH 150 อัปเกรดจอ มาพร้อมสมาร์ทคีย์

2025 Vespa Sprint TECH 150 อัปเกรดจอ มาพร้อมสมาร์ทคีย์ 2025 Vespa Sprint TECH 150 เปิดตัว และพร้อมวางจำหน่ายไปแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยโมเดล MY2025 สานต่อเจตนารมณ์สกู๊ตเตอร์ระดับตำนานจากยุค 60’s เปลี่ยนผ่านจากความคลาสสิกสู่ความโมเดิร์นอย่างไร้ที่ติ พร้อมพาผู้ขับขี่โลดแล่นไปกับจิตวิญญาณความสปอร์ต ที่ยังคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยดีไซน์ไฟหน้าทรงหกเหลี่ยม โดยมีการอัปเกรดในเรื่องของหน้าจอกลางใหม่ รวมไปถึงการเปลี่ยนจากกุญแจธรรมดา มาเป็นแบบสมาร์ทคีย์ เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายกับผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น สิ่งที่อัปเกรดมาใหม่ สิ่งที่อัปเกรดมาใหม่ใน Sprint TECH 150 เพื่อเอาใจเหล่าเวสปิสตี้ เริ่มที่หน้าจอกลางแบบ TFT ขนาด 5 นิ้วที่แสดงข้อมูลการขับขี่ครบครัน อีกทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน รวมไปถึงระบบนำทาง ไฟ Ambient Light และเทคโนโลยีกุญแจรีโมทอัจฉริยะ ‘KEYLESS SYSTEM’ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ ที่แค่พกกุญมาใกล้ ๆ ก็สามารถออกไปสนุกกับเวสป้าได้อย่างง่ายดาย ขุมพลังเครื่องยนต์ขนาดเดิม ในโมเดลใหม่ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยเจนนี้ยังคงใช้เครื่องยนต์เดิมจากโมเดลก่อน ที่เป็นเครื่องยนต์เทคโนโลยี i-GET สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาดเครื่องยนต์ 155 ซีซี พละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 12 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 12.7 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ CVT มาพร้อมความจุถังน้ำมันขนาด 8 ลิตร  มิติตัวรถมีขนาดเท่าเดิม โดยระบบกันสะเทือนล่างด้านหน้าของตัวรถเป็นโช้คอัพไฮดรอลิกแบบแขนเดี่ยวทำงานสองทิศทาง และด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยว มาสามารถปรับพรีโหลดได้มากถึง 4 ระดับ ระบบเบรกทั้งด้านหน้า และด้านหน้าเป็นแบบดิสก์เบรกพ่วงมาด้วยระบบความปลอดภัย ABS แบบ Dual-Channel มาพร้อมยางขนาด 110/70 และ 120/70 รัดบนล้อแม็กขนาด 12 นิ้วทั้งด้านหน้า และด้านหลังตามลำดับ สีสันที่วางจำหน่าย GREY ENTUSIASTA BLACK CONVINTO MATT   และในส่วนของราคาวางจำหน่าย GREY ENTUSIASTA (สีเทา) มีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 154,900 บาท และสี BLACK CONVINTO MATT มีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 155,900 บาท โดยทั้งสองรุ่นจะได้รับชุด Welcome Kit จากทางเวสป้าอีกด้วย หากสนใจสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ Vespa ใกล้บ้านท่านได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มันสุดมาก ! Martinator เผยความรู้สึกถึงรถ RS-GP

มันสุดมาก ! Martinator เผยความรู้สึกถึงรถ RS-GP Martinator หรือ  Jorge Martin แชมป์ MotoGP คนล่าสุดที่ได้เปิดตัวในฐานะนักแข่งอย่างเป็นทางการของทีมโรงงาน Aprilia Racing เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา โดยการเปิดตัวครั้งนี้ได้เปิดตัวพร้อมกับทีมเมทคนใหม่อย่าง ‘มาร์โก้ เบซเซคคี’ ที่ย้ายมาจากทีม VR46  โดย ‘มาร์ติเนเตอร์’ ได้ออกมาเผยความรู้สึกของเจ้าตัวกับรถแข่ง RS-GP ที่เจ้าตัวได้ลองทำการขี่ทดสอบแล้วในการทดสอบที่สนามบาร์เซโลน่า “ตอนที่ผมขึ้นขี่รถครั้งแรก ผมยอมรับว่าผมไม่รู้จะคาดหวังอะไรแต่ผมก็เปิดใจกับรถคันนี้ไปก่อน แต่เมื่อได้ลองขี่ความรู้สึกของรถคันนี้ที่มอบให้ผม ผมรู้สึกว่ามันเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งมาก ผมคิดว่านี่คือรถที่ดีที่สุดที่ผมเคยขี่มา มันมีความรู้สึกสุดยอดจริง ๆ” “ในการขับขี่ช่วงแรกผมขี่ค่อนข้างช้า อาจจะเป็นเพราะยังไม่ชิน แต่หลังจากนั้นผมก็เริ่มเร่งความเร็วขึ้นมาได้บ้าง และหลังจากการทดสอบผมก็เริ่มมองเห็นถึงปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวผมเอง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ที่เกิดกับตัวผมมันอาจจะไม่ใช่สำหรับปัญหาของเอสปากาโร่ หรือบีญาเลส แต่ผมรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวในช่วงแรกมันยังไม่มั่นคงเท่ารถ Ducati แต่เรา และทีมช่างก็เริ่มปรับเปลี่ยนบางอย่างจนทุกอย่างเริ่มมีความเสถียรมากยิ่งขึ้น” อีกทั้งทีมโรงงาน Aprilia ยังให้สองนักแข่งใหม่อย่างฆอร์เก้ มาร์ติน และมาร์โก เบซเซคคี่ ได้ทำการทดลองขี่รถในโมเดลปี 2024 รวมถึงรถโมเดลต้นแบบในปี 2025 ด้วย   “พวกเรา (มาร์ติน และเบซเซคคี่) ได้ทดลองขี่รถต้นแบบที่จะใช้ในโมเดล 2025 ซึ่งผมว่ามันดีมาก เช่น ชุดแฟริ่งใหม่และการเปลี่ยนแปลงในตัวรถโดยรวม มันเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่เมื่อเทียบกับปี 2024 ในเรื่องของแรงยึดเกาะ (traction) ผมยังมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ผมคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่ผมต้องปรับตัวเข้ากับรถ มากกว่าที่จะเป็นปัญหาของตัวรถเอง” โดยหลังจากที่ได้ทำการลงทดสอบตัวสำหรับใช้แข่งในโมเดล 2025 เจ้าของแชมป์โลกคนล่าสุดยังออกมายอมรับว่า ตัวเขานั้นยังต้องปรับเปลี่ยนสไตล์การขับขี่ของเขา เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของรถ RS-GP “ผมรู้สึกว่ารถแข่งนั้นดีมากและมีความสามารถในการแข่งขันสูง แต่ผมต้องใช้เวลาในการเข้าใจว่าจะต้องเร่งตรงไหน เก็บเวลาได้จากจุดใด หรือควรขี่ช้าลงตรงจุดไหน ในการทดสอบที่บาร์เซโลนา ผมขี่เหมือนยังใช้ Ducati อยู่ ผมต้องเปลี่ยนสไตล์การขี่ของผมเยอะมาก” “ผมคิดว่ารถคันนี้ดีมากจริง ๆ ผมแค่ต้องใช้เวลาในการปรับตัว แต่เท่านั้นเอง ผมคิดว่าเราสามารถทำผลงานได้ยอดเยี่ยม” ฆอร์เก้ มาร์ติน จะลงทดสอบตัวแข่งอีกครั้งในการทดสอบรอบเซปัง เทส ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2568 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เทียบสเปค Honda ADV350 vs Zontes 368G ปี 2025 คันไหนคุ้มสุด ?

ศึกสกู๊ตเตอร์แอดเวนเจอร์ 2025! เทียบหมัดต่อหมัด Honda ADV350 vs Zontes 368G ค่ายปีกนกที่มั่นคง หรือค่ายน้องใหม่ที่ออปชั่นล้นคัน? เช็กสเปคและราคาล่าสุดเพื่อการตัดสินใจที่ดีที่สุด

2025 LiveWire Alpinista ครุยเซอร์ เสียบปลั๊ก

2025 LiveWire Alpinista ครุยเซอร์ เสียบปลั๊ก 2025 LiveWire Alpinista รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจากค่าย LiveWire แบรนด์ในเครือของค่าย Harley-Davidson โดยในโมเดลใหม่ของทางค่ายนี้มีการออกแบบดีไซน์ผสมผสานระหว่าง ความสวยงาม และประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน ขุมพลัง และสมถรรนะ S2 Alpinista ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 64.6 กิโลวัตต์ พละกำลังเทียบเท่าประมาณ 84 แรงม้ามาพร้อมแรงบิด 263 นิวตันเมตร แรงบิดที่มากมายมหาศาลขนาดนี้เป็นเรื่องธรรมดาของรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 10.5 kWh สามารถทำความเร็วจาก 0-100 โดยใช้ระยะเวลาเพียง 3 วินาทีเท่านั้น ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 159 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถวิ่งด้วยระยะทางสูดสุดในเมืองต่อการชาร์จหนึ่งครั้งอยู่ที่ 120 ไมล์หรือ 193 กิโลเมตร ในส่วนของระยะเวลาการใช้ชาร์จนั้น หากชาร์จด้วยการชาร์จระดับที่ 1 (110V) จะใช้ระยะเวลาในการชาร์จจาก 0-100% ที่ 9.1 ชั่วโมง และใช้เวลา 5.9 ชั่วโมงสำหรับการชาร์จตั้งแต่ 0-80% และถ้าหากผู้ขับขี่ใช้เครื่องชาร์จระดับที่ 2 ที่มีการการจ่ายกำลังไฟสูงขึ้น (220V) จะใช้เวลาในการชาร์จเร็วขึ้น ซึ่งจะใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง 22 นาที สำหรับการชาร์จตั้งแต่ 0-100% และ 1 ชั่วโมง 18 นาที สำหรับการชาร์จตั้งแต่ 20-80% ช่วงล่างจาก Showa ระบบกันสะเทือนล่างด้านหน้าเป็นโช้คอัพจากทาง Showa แบบเทเลสโคปิก ระยะยุบตัวอยู่ที่ 4.7 นิ้ว สามารถปรับค่าได้อย่างเต็มรูปแบบ ด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยวจากทาง Showa เช่นเดียวกัน ระยะยุบตัวอยู่ที่ 4.7 นิ้ว สามารถปรับพรีโหลด และรีบาวด์ได้ ระบบเบรกด้านหน้าดิสก์เบรกเดี่ยวมาพร้อมคาลิเปอร์เบรก BREMBO® M4.32 แบบสี่ลูกสูบ ด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo แบบลูกสูบเดี่ยว มาพร้อมระบบความปลอดภัย ABS ที่แยกอิสระทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ระบบ Traction Control ในส่วนของล้อเป็นล้อแบบอลูมิเนียม ขอบ 17 ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ฟังก์ชั่นการใช้งานครบ เมื่อไหร่ที่เป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ก็หมดกังวลในเรื่องของเทคโนโลยีที่มอบให้ เพราะครุยเซอร์เสียบปลั๊กคันนี้มาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานแบบจัดเต็ม เริ่มที่ระบบไฟแบบ LED รอบคัน เรือนไมล์ตรงกลางมาพร้อมหน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 4 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน รวมถึงการดูรายละเอียดต่าง ๆ ของตัวรถผ่านหน้าจอ อาทิ ปริมาณคงเหลือของแบตเตอรี่ ระยะทางที่วิ่งได้ รวมไปถึงระบบนำทาง และมีช่องสำหรับชาร์จไฟแบบ USB-Type C จุดอื่น ๆ ของตัวรถ สีสันที่วางจำหน่าย Glacier Silver (สีเงิน) Asphalt Black (สีดำ) และราคาวางจำหน่ายของเจ้าคันนี้มีราคาอยู่ที่ 17,390 ปอนด์สเตอร์ลิง หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยอยู่ที่ 734,500 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ในเรื่องของการจำหน่ายในประเทศไทย อาจจะเป็นไปได้ยากหน่อย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aleix Espargaro เชื่อ มาร์ตินไปได้สวยกับ Aprilia

Aleix Espargaro เชื่อ มาร์ตินไปได้สวยกับ Aprilia Aleix Espargaro อดีตนักแข่งทีม Aprilia ที่ในปัจจุบันได้ประกาศเลิกแข่งขันอย่างเป็นทางการ แล้วไปเป็น Test-Rider ให้กับทีม HRC Honda โดยเทสไรเดอร์รายนี้ได้ออกมาเผยว่าแชมป์โลกคนล่าสุดอย่าง ‘ฆอร์เก้ มาร์ติน’ จะสามารถไปได้ด้วยกับต้นสังกัดใหม่ มั่นใจมาร์ตินอนาคตสดใส ฆอร์เก้ มาร์ติน แชมป์โลก MotoGP คนล่าสุดที่ได้ย้ายต้นสังกัดใหม่จาก Prima Pramac สู่ทีมโรงงานของ Aprilia เหมือนได้รับแรงกดดันเบา ๆ จากอดีตนักแข่งทีมโรงงาน Aprilia อย่าง อเล็กซ์ เอสปาร์กาโร่ ว่ามาร์ตินจะสามารถประสบความสำเร็จได้ แม้มาร์ตินจะยืนยันแล้วว่าเขาจะไม่ป้องกันตำแหน่งในปี 2025 ในปีแรกกับรถ RS-GP “ผมเชื่อเสมอว่าเราสามารถต่อสู้เพื่อแชมป์โลกกับ Aprilia ได้ และผมพูดสิ่งนี้ด้วยความจริงใจที่สุด เพราะตัวผมเองก็ไม่มีพรสวรรค์แม้แต่น้อยเมื่อเทียบกับนักแข่งที่ต่อสู้เพื่อแชมป์ แต่ผมก็สามารถชนะการแข่งขันกับรถคันนี้ได้ ผมทำตำแหน่งโพลและสร้างสถิติในหลายสนาม” “ผมไม่ได้บอกว่าฆอร์เก้จะทำได้ในปีนี้ แต่เขาจะสามารถแสดงความสามารถของเขาได้อย่างแน่นอน” เปโดร อคอสต้า คือคู่แข่งคนสำคัญ ไม่เพียงแค่ปลุกใจมาร์ตินเท่านั้น แต่เอสปากาโร่เองก็ยังเตือนอีกว่า เปโดร อคอสต้า จะเป็นหนึ่งในนักแข่งที่มีความน่ากลัวอยู่ไม่น้อย แม้ว่านักแข่งจากทีมโรงงานของ Ducati จะยังเหนือกว่านักแข่งคนอื่น ๆ อยู่เล็กน้อย  “ทีมเก่าของผมกำลังทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ KTM ก็ได้เปรียบจากดาวรุ่งที่น่าเหลือเชื่ออย่างเปโดร ดังนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะเป็นหนึ่งในผู้ท้าชิงตำแหน่งแชมป์ แม้ว่ารถ Desmosedici จาก Ducati จะยังคงเหนือกว่ารถคันอื่น ๆ อยู่ก็ตาม” ฆอร์เก้ มาร์ติน และมาร์โก เบซเซคคี สองนักบิดจากทีมโรงงานของ Aprilia จะถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคมนี้ สาวกของ ‘มาร์ติเนเตอร์’ รอติดตามได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Harley-Davidson เปิดโมเดลรับปีใหม่ พร้อมจำหน่ายมกราคมนี้ !

2025 Harley-Davidson เปิดโมเดลรับปีใหม่ พร้อมจำหน่ายมกราคมนี้ ! เมื่อก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ ใครต่อใครหลายคนก็อาจจะพึ่งเริ่มตั้งเป้าหมายปีใหม่ว่าจะทำอะไร หรือค่ายรถบางค่ายก็อาจจะเริ่มเปิดเผยแผนการเปิดตัวในอีกหลาย ๆ เดือนถัดไปว่าโมเดลของค่ายจะมีอะไรบ้าง แต่นั่นไม่ใช่วิธีการ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน เพราะทางฮาร์ลีย์ได้เริ่มต้นปีด้วยการประกาศ 2025 Harley-Davidson โดยเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์โมเดลกลุ่มแรกสำหรับปี 2025 โดยครั้งนี้เน้นไปทางรุ่นที่กลับมาวางจำหน่ายในกลุ่ม Grand American Touring และ Trike ที่มีรุ่นยอดนิยมอย่าง Street Glide, Road King Special, และ Tri Glide Ultra Harley-Davidson กลุ่ม Grand American Touring 2025 รุ่นพื้นฐานอย่าง Street Glide และ Road Glide ที่เป็นโมเดลหลักของตระกูล Touring ยังคงกลับมาอีกครั้งในปี 2025 ในส่วนของเครื่องยนต์ยังคงมาพร้อมเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 117 ระบายความร้อนด้วยน้ำฃฃให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้า และแรงบิด 176 นิวตันเมตร เพียงพอสำหรับการเดินทางไกลอย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ ทั้งสองรุ่นยังติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนต์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Skyline OS โดยมีหน้าจอสัมผัสสี TFT ขนาด 12.3 นิ้วแอมพลิฟายเออร์กำลังขับ 200 วัตต์, และลำโพงที่ติดตั้งบิวท์อินในแฟริ่ง พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกอีกมากมาย เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น  ทั้งรุ่นย่อยอย่าง Street Glide และ Road Glide ได้รับการปรับปรุงในส่วนด้านหน้า โดย Street Glide มาพร้อมแฟริ่งที่ติดตั้งบนโช้คซึ่งออกแบบใหม่ ขณะที่ Road Glide ใช้แฟริ่งที่ติดตั้งบนเฟรม ทั้งสองรุ่นได้รับการพัฒนาให้จัดการกับลมได้ดีขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์ของดีไซน์ batwing และ shark-nose ไว้อย่างชัดเจน ทั้งสองรุ่นมาพร้อมระบบความปลอดภัยสำหรับผู้ขับขี่ของฮาร์ลีย์-เดวิดสัน เช่น Cornering ABS, Traction Control, และ Vehicle Hold Control โดยผู้ขับขี่ยังสามารถเลือกตกแต่งด้วยขอบโครมหรือสีดำได้ตามความชอบ ในส่วนของสีสันที่วางจำหน่ายจะมีตัวเลือกสีอย่างน้อย 7 สี ซึ่งรวมถึงเฉดสีใหม่จากโปรแกรม Factory Custom โดยตัวเลือกสีเหล่านี้จะเพิ่มราคาตั้งแต่ 600 ดอลลาร์ ถึง 2,900 ดอลลาร์สหรัฐ (ตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 20,000 -100,000 บาท) โดยราคาจะขึ้นอยู่กับสีที่ผู้ขับขี่เลือก Street Glide Road Glide   ทั้งสองรุ่นมีราคาวางจำหน่ายดังนี้ โดย Street Glide มีราคาเริ่มต้นที่ 27,749 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว ๆ 980,000 บาทไทย และ Road Glide มีราคาเริ่มต้นที่ 27,999 ดอลลาร์สหรัฐ ราว ๆ 990,000 บาทไทย โดยราคาไทยยังไม่รวมภาษี ในส่วนของรุ่น Road King Special มาพร้อมเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 114 ดีไซน์มินิมอล แฮนด์บาร์ทรง mini-ape และการตกแต่งในโทนสีดำทั้งคัน มาพร้อมระบบความปลอดภัย ABS เป็นมาตรฐาน แต่หากต้องการฟีเจอร์เพิ่มเติม เช่น Cornering ABS และ Traction Control จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เเละราคาจำหน่ายเริ่มต้นสำหรับรุ่นนี้ อยู่ที่ 25,749 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นมูลค่าเงินไทยราว 910,000 บาทไทย หากสีสันแบบธรรมดายังไม่โดนใจ ทางฮาร์ลีย์ยังมีโปรแกรมสีชื่อว่า ‘Factory Custom Paint & Graphics’ โดยมีดีไซน์สีพิเศษให้เลือก 3 แบบ และเปิดให้เลือกเฉพาะในบางรุ่นเท่านั้น สำหรับ Street Glide ปี 2025 มาพร้อมตัวเลือกสี Midnight Firestorm ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 2,900 ดอลลาร์ หรือราว ๆ