
เทียบรถน้ำมัน ไฮบริด ไฟฟ้า ในปี 2569 ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันขาขึ้น วิเคราะห์ต้นทุนต่อกิโลเมตร ที่ผู้ซื้อรถต้องรู้ก่อนตัดสินใจ
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

เทียบรถน้ำมัน ไฮบริด ไฟฟ้า ในปี 2569 ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันขาขึ้น วิเคราะห์ต้นทุนต่อกิโลเมตร ที่ผู้ซื้อรถต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

Kaiyi OCT MAX ราคา กลายเป็นปัญหาใหญ่ของคู่แข่งหลัง Chery เปิดตัวรถไฟฟ้าจิ๋วรุ่นใหม่ที่วิ่งได้ไกลถึง 310 กม. ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.9 แสนบาท

ารเดินทางข้ามจังหวัดของคนไทยกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล เมื่อปั๊มน้ำมันที่เป็นเพียงจุดแวะพักเติมพลังงาน เติมเสบียง และเข้าห้องน้ำ กำลังจะถูกยกระดับให้กลายเป็นสถานที่พักผ่อนข้ามคืนอย่างเต็มรูปแบบ

Honda Civic FC รุ่นที่ถูกยกให้เป็นที่สุดของตระกูลซีวิค วิเคราะห์ดีไซน์ เครื่องยนต์ 1.5 Turbo และความคุ้มค่าในตลาดมือสองปี 2569

GR Corolla ปี 2026 อัปเดตเครื่องยนต์ 1.6 เทอร์โบ 300 แรงม้า ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ GR-FOUR และเทคโนโลยีสนามแข่งที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

GR Yaris Minorchange ล่าสุดปี 2569 เครื่องยนต์ 1.6 เทอร์โบ 280 แรงม้า แรงบิด 390 นิวตันเมตร พร้อมระบบเกียร์ 8DAT และระบบขับเคลื่อน GR-FOUR

อัปเดตข้อมูล GR Garage ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ GR Performance อย่างเป็นทางการในไทย พร้อมสรุปความแตกต่างที่สายซิ่งต้องรู้ก่อนเข้าใช้บริการ

Toyota Prius PHEV รุ่นใหม่ล่าสุดจากญี่ปุ่น ขุมพลัง 223 แรงม้า วิ่งไฟฟ้าล้วน 83 กม. พร้อมตารางราคาเริ่มต้นเพียง 7.8 แสนบาท

BYD เริ่มติดตั้งสถานีชาร์จ Megawatt Flash Charging 1360kW อย่างเป็นทางการ ชูเทคโนโลยี Liquid-cooled ชาร์จ 1 วินาที วิ่งได้ 2 กม. พลิกโฉมวงการ EV ปี 2569

Honda CUV e: อีวีไบค์ สมรรถนะเครื่อง 110 Honda CUV e: อีกหนึ่งโมเดลยานยนต์ไฟฟ้าที่ทาง ฮอนด้า มอเตอร์ ประกาศผ่านเว็บไซต์หลักอย่างเป็นทางการกับการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กในอินโดนีเซีย ได้แก่ CUV e: ซึ่งนับเป็นโมเดลที่ 10 ตามแผนเปิดตัวโมเดลไฟฟ้า 30 รุ่นภายในปี 2030 CUV e: มาจากรุ่น CUV ES (Clean Urban Vehicle Electric Scooter) ซึ่งเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่ฮอนด้าที่เริ่มวางจำหน่ายในปี 1994 CUV e: ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิดเดียวกันกับ CUV ES ในฐานะสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ให้ความสะดวกในการเดินทางในเมือง โดยมีคำว่า “e:” ที่บ่งบอกรถคันนี้คือยานยนต์ไฟฟ้าของฮอนด้า CUV e: 1994 CUV ES พละกำลังมอเตอร์ไฟฟ้ารุ่นนี้มีสมรรถนะเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ 110 ซีซี ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 6 กิโลวัตต์ ความเร็วสูงสุด 83 กม./ชม. ซึ่งใช้แบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยนได้ 2 ก้อน ชนิด ลิเธียม-ไอออน “ฮอนด้า โมบายล์ พาวเวอร์แพ็ค” (Honda Mobile Power Pack e:) เป็นแหล่งพลังงาน ทำงานคู่กับมอเตอร์ที่พัฒนาโดยฮอนด้าเอง ซึ่งช่วยเพิ่มระยะการขับขี่ให้ดีขึ้น ด้วยการปรับปรุงวงจรแม่เหล็กและโครงสร้างเพื่อให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้น การออกแบบของ CUV e: มีลักษณะเรียบง่าย แต่ยังคงความโฉบเฉี่ยวตามสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมกับไฟหน้า และไฟท้ายแบบ Full LED แต่มีดีไซน์การออกแบบที่โดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรุ่นนี้ ระบบมอเตอร์ใหม่นี้พัฒนามาพร้อมกับโหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ STANDARD, SPORT และ ECON เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์การขับขี่ที่หลากหลายตามความต้องการของผู้ขับขี่ นอกจากนี้ยังมีโหมดถอยหลังเพื่อความสะดวกในการกลับรถในพื้นที่แคบ โดยในรุ่นของ CUV e: มีทั้งหมด 2 รุ่นย่อยได้แก่ ตัวที่เป็นมาตรฐาน และ RoadSync Duo® ซึ่งเป็นฟีเจอร์เสริมที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อ CUV e: กับสมาร์ทโฟนของผู้ขับขี่แล้วสามารถ รับโทรศัพท์ ฟังเพลง และใช้งานระบบนำทางได้จากหน้าจอกลาง Honda CUV e: สเปค และรายละเอียด ประเภทมอเตอร์ มอเตอร์กระแสตรงแบบซิงค์โครนัส กำลังสูงสุด 6 กิโลวัตต์ที่ 3,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 22 นิวตันเมตรที่ 2,300 รอบต่อนาที ประเภทแบตเตอรี่ ลิเธียมไอออน แรงดันไฟฟ้าของแบตเตอรี่ 50.26 โวลต์ ความจุของแบตเตอรี่ 29.4 แอมแปร์ น้ำหนักแบตเตอรี่ 10.2 กิโลกรัม เวลาชาร์จแบตเตอรี่ 6 ชั่วโมง (0-100%) ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (เคลม) 80.7 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด (เคลม) 83 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยางหน้า 100/90-12 59J ยางหลัง 100/90-12 64J เบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมระบบ Combi Brake System (CBS) เบรกหลัง ดรัมเบรก ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว กว้าง X ยาว X สูง 664 x 1,889 x 1,096 มม. ระยะฐานล้อ 1,310 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 139 มม. ความสูงเบาะ 761 มม. น้ำหนักรถ 117 กิโลกรัม จุดเด่นไฮไลท์อื่น หน้าจอแบบ TFT พร้อมแสดงข้อมูลการขับขี่ ช่องเสียบชาร์จไฟแบบ

2025 Can-Am Pulse เน็กเก็ดไบค์ไฟฟ้ารุ่นแรก พร้อมให้จองแล้ว เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสของวิวัฒนาการในสังคมยุคใหม่ โดยเฉพาะในตลาดสองล้อที่ทางผู้ผลิตหลาย ๆ ค่าย ได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศและปรับตัวให้เป็นไปตามยุคสมัย และเพื่อการลดก๊าซคาร์บอนจากควันไอเสียในเครื่องยนต์สันดาปปรับมาใช้พลังงานทางเลือกใหม่มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในครึ่งทศวรรษที่ผ่านมานี้ ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ อาจได้เห็นผลิตภัณฑ์สองล้อพลังงานไฟฟ้าจากหลากแบรนด์หลายค่ายมากยิ่งขึ้น รวมถึงในเรื่องของรูปลักษณ์ดีไซน์นั้นก็ถูกพัฒนาปรับไปตามยุคสมัยเช่นเดียวกัน อย่างล่าสุดกับผู้นำด้านรถ ATV สัญชาติแคนาดาอย่าง Can-Am ได้ทำการเปิดตัวมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 2 รุ่นใหม่อย่าง Can-Am Pulse 2025 และ Can-Am Origin พร้อมให้สั่งจองออนไลน์ล่วงหน้าแล้ว หนึ่งในโฉม 2 รุ่นที่อยากกล่าวถึงเป็นอันดับแรกก็คือเจ้า Can-Am Pluse โรดสเตอร์ไบค์ที่มาพร้อมกับความล้ำสมัย และให้ความแตกต่างจากรุ่นอื่น ๆ กับดีไซน์ในลักษณะสไตล์รถเน็กเก็ดไบค์ สวมไฟหน้า LED บิวอินต์ไปที่หน้ากรอบด้านหน้า พร้อมออกแบบตัวถังปาดเหลี่ยมมุมพร้อมโลโก้แบรนด์ ดูมีเอกลักษณ์ และวาดองศาจากตัวถังผ่านเบาะโดยสารไปจนถึงด้านท้ายให้ดูมีระดับเป็นระนาบเดียวกัน และยังเสริมลักษณะการขับขี่ที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นด้วยแฮนด์ทรงยกสูง กระจกข้างบริเวณปลายแฮนด์ ที่ให้มิติการขับขี่ที่ดูสะดวก และเป็นมิตรต่อผู้ขับขี่สำหรับใช้งานในชีวิตประจำวันอีกด้วย ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า Rotax E-Power พร้อมขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า Rotax E-Power ส่งกำลังผ่านโซ่ไปยังล้อหลัง ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว โดยให้พละกำลังสูงสุด 47 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 72 นิวตันเมตรที่ 4,600 รอบ สามารถทำท็อปสปีดราว ๆ เกือบ 130 กม./ชม และยังเคลมอัตราเร่งจาก 0-100 ม.ที่ 3.8 วินาที โดยใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดความจุ 8.9 kWH สามารถวิ่งได้ถึง 160 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ทั้งยังรองรับการชาร์จแบบ 2 ระดับ โดยใช้เวลาเพียง 1 ชม. 30 นาที สำหรับการชาร์จระดับ 2 (เครื่องชาร์จออนบอร์ด) และ 5 ชม. 15 นาที สำหรับการชาร์จระดับ 1 (ชาร์จในบ้านหรือที่พักอาศัย) หน้าจอสี TFT Display ขนาดใหญ่ พ่วงมาพร้อมระบบการขับขี่ Riding Mode ถึง 4 โหมดได้แก่ (Normal, ECO, Rain, and Sport+) ให้ผู้ขับขี่ปรับได้ตามสถานการณ์การใช้งานต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุม และยังเสริมความปลอดภัยในขณะขับขี่ด้วยระบบแทร็กชันคอนโทรล ระบบแอนตี้ล็อกเบรกกิ้งหรือ ABS ติดมาไว้ในรุ่นนี้อีกด้วย และนอกจากนี้ยังติดตั้งจอทัสกรีนขนาด 10.25 นิ้วสามารถเชื่อมต่อข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน Apple CarPlay และ BRP Connect สามารถฟังเพลงและรับสายโทรศัพท์รวมถึงฟังก์ชันอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งยังอัดแน่นด้วยระบบช่วงล่างกับโช้คหน้าหัวกลับ KYB ขนาด 41 มม. พร้อมระยะยุบ 140 มม. ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวจาก Sachs ระยะยุบ 140 มม. ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มเดี่ยว สามารถปรับพรีโหลดได้ ส่วนเรื่องระบบเบรกใช้เป็นจานดิสก์ขนาด 320 มม. และ 240 มม.ใช้คาลิเปอร์เบรก J.Juan ทั้งหน้า-หลัง โดยด้านหน้าเป็น 2 ลูกสูบ ด้านหลังลูกสูบเดียว สวมล้อและยางมาขนาดที่ 110/70 R17 และ 150/90 R17 ตามลำดับ โดยมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 177 กก. เปิดให้พรีออเดอร์แล้ว โดยสีที่เปิดราคาพรีออเดอร์มี 2 สีด้วยกันได้แก่ สีขาวและสีเทา/ดำ ขายราคาอยู่ที่ 13,999 ดอลล่าร์หรือราวๆ 3.5 แสนบาท และรุ่นแต่งกับ Pulse ‘73 กับสีที่จำหน่ายได้แก่ สีเทา โดยเปิดราคาพรีออเดอร์อที่ 15,999 ดอลล่าร์ หรือราว ๆ 4 แสนบาท นับว่าเป็นโมเดลที่ล้ำสมัยและเหมาะกับไบค์เกอร์ยุคใหม่ ๆ ที่จะมีรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าซักคันไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน แถมยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ

FM Factory Torque 1/1 น้องเหล่ ไฟคม สุดท้วมจากอิตาลี หากแว๊บแรงเพียงละม้าย ชายตา ที่มองผ่าน นี่คงเป็นโฉมโมเดลที่สุดจะแปลกและมันดูล้ำพิเศษกว่าโมเดลไหน ๆ จะเรียกว่าเรโทรไบค์คลาสสิคเท่ ๆ ก็ไม่กล้าพูดซะเต็มคำเพราะว่าตาเหล่ซะเหลือเกิน แอดมินหมายถึงรถนะ (บลูลี่รถแหล่ะ) รวมถึงรูปทรงแฟริ่งชิ้นใหญ่จนปิดคลุมทั้งหมดกระทั่งแอบคิดในใจว่าไหนหล่ะ เครื่องยนต์ของมัน…อ้ออ รถไฟฟ้านี่เอง ถ้าใครที่ไม่เคยเห็นข่าวนี้ในเว็บ SuperBike ก็อาจคิดว่ามันคงเป็นโมเดลใหม่ที่พึ่งคลอดเหมือนอย่างที่แอดมินกำลังครุ่นคิด แต่พอลองไปเซิร์ดอากู๋แล้ว เอ๋า..มันเปิดตัวตั้งแต่งาน EICMA 2022 ไปแล้วนี่หว่า ชั้นไปอยู่ในมานี่..นี่มัน DC100 เน็กเก็ดซูเปอร์ไบค์พลังงานไฟฟ้า ผลงานการออกแบบและผลิตขายจริงโดยสตาร์ทอัพจากสัญชาติจีนอย่าง Davinci Motor แต่คราวนี้กลับไม่ใช่ เพราะทั้งชุดสีและลวดลายไม่เหมือนกันซักนิดด.. แถมยังปักธงอิตาลีบริเวณตูดท้าย จนกระทั่งมาทราบทีหลังว่า อ๋อ..นี่คือ FM Factory Torque 1/1 คอนเซ็ปต์โมเดลใหม่จากทาง FM Factory นั่นเอง DC100 (2022) Torque 1/1 (2024) คราวนี้ก็ต้องขอเกริ่นที่มาของ FM Factory ก็คือบริษัทที่คิดค้น วิจัยและพัฒนา โซลูชัน เทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึงงานออกแบบฝีมือโดยชาวอิตาเลี่ยน ซึ่งบริษัทดังกล่าวพึ่งถูกเปิดตัวไปหมาด ๆ มาพร้อมกับโฉมคอนเซ็ปต์ไบค์คันแรกซึ่งเกิดจากความร่วมมือของ Filante และ Davinci (ผู้ออกแบบเจ้า DC100) ถ้าหากดูแล้ว 2 รุ่นนี้มีอะไรหลายจุดที่คล้ายคลึงกันอาทิ มิติรูปทรง มอเตอร์ศูนย์กลางที่อยู่ตรงบริเวณล้อหลัง ไฟหน้าและแฮนด์เป็นต้นแต่ความแตกต่างก็ยังมีให้สังเกตุในหลาย ๆ จุด กับรูปทรงแฟริ่งที่มีความหรูหรารวมถึงดีเทลละเอียดในแบบรถอิตาลี โลโก้ด้านข้าง เบาะคนซ้อนที่ติดตั้งมาให้ ซับเฟรมและบังโคลนหลังรวมถึงระบบช่วงล่าง Francesco Maria Farina ผู้ก่อตั้ง FM Factory กล่าวว่า “TORQUE ถูกออกแบบมาสำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบสะสมผลงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และตอบสนองความต้องการด้านสุนทรียศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ละด้านได้รับการพิจารณาอย่างพิถีพิถันและผลิตอย่างพิถีพิถัน โดยใช้เทคโนโลยีและวัสดุที่หรูหรา” ขณะเดียวกันในด้านสมรรถนะที่เคลมมาให้ กับแรงบิดสูงสุดที่ 850 นิวตันเมตร และท็อปสปีดในระยะ 0-100 เมตร เคลมมาที่ 2.9 วินาที รวมทั้ง Fast-Charge เพียง 20 นาที ต่อการขับขี่ในระยะทาง 400 กม.ส่วนข้อมูลสเปคอื่น ๆ ยังไม่มีการเปิดเผยออกมาแต่อย่างใด ต้องมารอชมภายในงาน EICMA 2024 จัดขึ้นวันที่ 7 พ.ย.67 นี้และสามารถสั่งจองได้ตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไป โดยเปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 101,000 ยูโร หรือ 3.87 ล้านบาท หื้มมไม่คนากระเป๋าตังเท่าไหร่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

XAM Off-road 2024 ออฟโร้ดไฟฟ้ารุ่นแรก เผยโฉมแล้ว!! อัปเดตข่าวสารสุดสัปดาห์ ด้วยค่ายรถจากทางฝั่งอิตาลีอย่าง Malaguti เตรียมเซอร์ไพร์สด้วย XAM Off-road 2024 (Off-Road Only) รถทางฝุ่นพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรก..!! กับนวัตกรรมใหม่ด้วยแนวคิดผสมผสานระหว่างรถมอเตอร์ไซค์และจักรยานเข้าด้วยกัน สู่ผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อส่งมอบประสบการณ์ขับขี่บนทางออฟโร้ดได้อย่างเต็มพิกัด กำลังสูงสุด 15 แรงม้า และแรงบิดมากสุด 58 นิวตันเมตร โดยเจ้า Xam รุ่นนี้จะใช้พลังงานไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ซิงโคนัส ชนิดแม่เหล็กถาวร มีคุณสมบัติให้อัตราเร่งได้ดีและแม่นยำ พร้อมพัดลมระบายความร้อนเสริมเสถียรภาพการทำงานของชุดมอเตอร์ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งให้กำลังที่ 6.7 แรงม้าที่ 2,500 รอบ และกำลังสูงสุดที่รีดออกมาได้มากถึง 15 แรงม้าที่ 1,780 รอบ ขณะเดียวกันแรงบิดให้มาที่ 21 นิวตันเมตรที่ 2,500 รอบ และแม็กซิมั่มที่สามารถเค้นได้มากถึง 58 นิวตันเมตร พร้อมเคลมท็อปสปีดมาให้ที่ 80 กม./ชม. เพื่อประสบการณ์การขับขี่ในทางที่ยากลำบากนั่นเอง ชาร์จแบตไม่เกิน 3 ชม./รอบการใช้งาน ขณะที่กำลังแรงดันของแบตเตอรี่ให้มาที่ 74V มีปริมาณ 2.59 kWH สามารถวิ่งได้ 1-2 ชม. ต่อการขับขี่บนเส้นทางออฟโร้ดในแต่ละครั้ง รวมถึงระยะเวลาในการชาร์จแบตต่อครั้งที่ 2-3 ชม. ซึ่งเหมาะสำหรับพักเบรกของผู้ขับขี่ในระหว่างเดินทางอีกด้วย โหมดขับขี่ 4 โหมด นอกจากนี้ยังมาพร้อมด้วยโหมดรอบการขับขี่ถึง 4 โหมด สามารถปรับได้ตามเส้นทางและสถานการณ์ ส่วนระบบช่วงล่างกับดิสก์เบรกขนาด 200 มม. พร้อมปั๊มเบรก 4 พอท พร้อมด้วยโช้คแบบหัวกลับ มีระยะยุบ 200 มม. ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม พร้อมระยะยุบ 185 มม. รวมถึงดิสก์เบรกด้านหลังและปั๊มเบรกให้มาเช่นเดียวกัน ส่วนล้อและยางให้มาที่ 70/100-19 และ 90/100-18 โดยโมเดลดังกล่าว เปิดให้จองออนไลน์ผ่านช่องทางออฟฟิเชียล สำหรับใครที่สนใจอยากมีไว้ขี่ลุยสนามหลังบ้านก็ลองดูได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Arts Volt Pillbag รถไฟฟ้าไซส์เล็กจากแดนปลาดิบ Arts Volt Pillbag รถไฟฟ้าไซส์เล็กจากประเทศญี่ปุ่น ที่ทางค่ายเพิ่งจะเปิดตัวแนะนำให้รู้จักเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ที่เพิ่งจะถือกำเนิดขึ้นมาได้ไม่นาน แต่มีการออกแบบที่น่าสนใจและตอบโจทย์การใช้งานของคนเมืองได้เป็นอย่างดีเลย ถ้าบ้านเรามีนำมาขายด้วยก็น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับแบรนด์ที่มีชื่อคล้ายกับชื่อของเจ้า Pillbug ไอโซพอดที่มีสัตว์เลี้ยงยุคใหม่ของคนที่ไม่ค่อยจะมีพื้นที่เลี้ยงสัตว์ ก็ถือว่าเลือกชื่อมาได้น่ารักและเข้ากับลักษณะของตัวรถได้ดีเลยทีเดียว ตัวรถมีดีไซน์ที่เน้นความเรียบง่ายไม่ซับซ้อนอะไรนัก แต่ก็มีสไตล์แบบโมเดิร์นเรโทรที่ดูสวยงามไร้ซึ่งกาลเวลา ทั้งยังมีขนาดเล็กในแบบที่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ก็ขี่ได้สบายมาก ๆ จากการมีเบาะนั่งสูงเพียง 70 ซม. และตัวรถเองก็หนักเพียง 40 กิโลกรัมเท่านั้นเอง หัวใจหลักของโมเดลนี้จะเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 500 วัตต์ (อยู่ที่ล้อ) ที่สามารถทำความเร็วได้สูงสุดที่ 20 กม./ชม. ในโหมดออนโร้ด ส่วนโหมดทางเท้าจะทำความเร็วได้ที่ 6 กม.ชม. แต่เห็นแบบนี้ก็มีแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้มากถึง 50 กม. สามารถชาร์จไฟบ้านได้เลย เวลาชาร์จจนเต็มประมาณ 6 ชม. ช่วงล่างด้านหน้าจะมีโช้คหัวกลับ ด้านหลังจะเป็นโช้คสปริงคู่ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 100/90 – 10 เท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทางค่ายเปิดจำหน่ายในราคาที่ 308,000 เยนหรือคิดเป็นเงินไทยได้ราว ๆ 71,000 บาทเท่านั้น สำหรับบ้านเราถ้าพูดถึงภาพกว้าง ๆ ทั่วประเทศ คงไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่นัก แต่ถ้าคุณใช้ชีวิตในเมืองที่การจราจรติดขัดมาก ๆ แล้ว เจ้านี่น่าจะตอบโจทย์ไม่น้อยเลยทีเดียว น้ำหนักก็เบาตัวรถก็มีขนาดเล็กในระดับที่เรียกว่าเข็นเข้าไปในลิฟต์ได้ ไปจอดชาร์จในห้องที่คอนโดยังได้ ซึ่งแน่นอนว่าตอบโจทย์คนญี่ปุ่นในเมืองหลวงอย่างโตเกียวได้อย่างดี แต่บ้านเราถ้ามีเงินเหลือเอามาขี่ไปซื้อของหน้าปากซอยก็ดีไม่น้อยเลยนะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ลือ Ducati เตรียมประกอบซูเปอร์ไบค์ไฟฟ้า คาดขายจริงปีหน้า ล่าสุดมีข่าวจากวงใน ลือ Ducati เตรียมประกอบซูเปอร์ไบค์ไฟฟ้าขายจริงในปีหน้า ซึ่งแน่นอนว่าน่าจะมีพื้นฐานมาจาก V21L รถแข่งจากการแข่งขัน MotoE รายการซัพพอร์ตใน MotoGP นั่นเอง ทีนี้เราลองมาดูสเปกคร่าว ๆ ที่น่าสนใจของ V21L ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 110 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่ากับ 150 แรงม้า ให้แรงบิด 140 นิวตันเมตร สามารถทำท็อปสปีดสูงสุดได้ที่ 275 กม./ชม. มีแบตเตอรี่แพ็คขนาด 18 กิโลวัตต์ชั่วโมงพร้อมซ็อกเก็ตชาร์จไฟที่รับไฟได้มากถึง 20 กิโลวัตต์ (ชาร์จเพียง 45 นาทีได้มากถึง 80%) พร้อมตัวอินเวอร์เตอร์ที่เคลมมาว่ามีประสิทธิภาพสูงถึง 99% ซึ่งทั้งสามส่วนนี้จะมีระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวคอยควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม ตัวรถมีแชสซีแบบโมโนค็อกคล้าย ๆ กับ Panigale V4 โดยมีเฟรมด้านหน้าทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบาและใช้เคสคาร์บอนไฟเบอร์ของแบตเตอรี่แพ็คเป็นส่วนนึงของการรับโหลดน้ำหนัก มีระบบกันสะเทือนจากทาง Ohlins เต็มระบบ รวมถึงกันสะบัดด้วย ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo GP4RR M4 และเบรกหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Brembo P4 ส่วนล้อและยางก็จะเป็นขนาดปกติคือ 120/70 – R17 และ 200/55 – R17 นอกจากนี้ยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความปลอดภัย ทั้งแทร็คชันคอนโทรล สไลด์คอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ แม็ปปิ้งคันเร่ง และแม็ปปิ้งเอ็นจิ้นเบรก หากดูดี ๆ แล้วจะพบว่าหลาย ๆ ส่วนนั้นดูจะเกินจากรถโปรดักชันไปมาก โดยเฉพาะในส่วนของระบบเบรก คาดว่าเมื่อผลิตขายเป็นรถโปรดักชันจริง ๆ น่าจะมีการปรับสเปกตรงส่วนนี้ลง รวมถึงมีการใส่ระบบไฟส่องสว่าง และระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความปลอดภัยมากกว่านี้ ตลอดไปจนถึงการใส่โหมดการขับขี่เพิ่มเข้ามา การล็อคสปีดความเร็วเพื่อให้ใช้งานได้มากขึ้น โดยคาดเดาว่าจะมีระยะการใช้งานได้ราว ๆ 150 – 200 กม. ซึ่งก็น่าจะเพียงพอสำหรับการขับขี่ใช้งานในแบบรถซิ่ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก