
กลายเป็นอุทาหรณ์ที่ถูกส่งต่ออย่างแพร่หลายในแวดวงคนรักรถ เมื่อมีการเผยแพร่ข้อมูลจากผู้ซื้อรถมือสองรายหนึ่งที่ระบุว่าตนเองต้องตกเป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหา รับซื้อของโจร ทั้งที่เพิ่งทำการซื้อขายและรับรถมาครอบครองได้เพียงไม่กี่นาที เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของขบวนการซื้อขายรถยนต์ในปัจจุบัน และความสำคัญของการรู้เท่าทัน กฎหมายจราจร รวมถึงขั้นตอนการครอบครองทรัพย์สินที่ถูกต้องตามกฎหมายปี 2568-2569
พฤติการณ์ตามข้ออ้าง “5 นาทีเปลี่ยนจากผู้ซื้อเป็นผู้ต้องหา”
ตามข้อมูลที่มีการนำเสนอผ่านสื่อโซเชียลระบุว่า ผู้ซื้อรายนี้ได้ทำการตกลงซื้อรถยนต์คันหนึ่ง แต่หลังจากขับมาจอดที่บ้านได้ไม่ถึง 5 นาที กลับมีกลุ่มบุคคลตามมาถึงที่พักพร้อมแสดงตัวว่าเป็นเจ้าของรถตัวจริง โดยอ้างว่ารถคันดังกล่าวยังผ่อนไม่หมดและถูกนำมาขายโดยมิชอบ หลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจ เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจได้เดินทางเข้ามาตรวจสอบและทำการยึดรถไปที่สถานีตำรวจทันที
ประเด็นที่น่าสนใจตามข้อกล่าวอ้างคือ ความรวดเร็วในการติดตามร่องรอยของกลุ่มบุคคลดังกล่าว ซึ่งผู้เสียหายเชื่อว่าอาจเป็นการขับรถติดตามมาทันทีหลังการซื้อขาย มากกว่าการตามจากสัญญาณ GPS นอกจากนี้ยังมีการระบุถึงการถูกเรียกรับเงิน “ค่าเสียเวลา” เป็นจำนวนสูงถึง 150,000 บาท เพื่อแลกกับการไม่ดำเนินคดีในข้อหาหนัก ซึ่งหากข้อมูลนี้เป็นจริงจะถือว่าเป็นภัยสังคมที่ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมาทำมาหากินอย่างรุนแรง
วิเคราะห์ข้อกฎหมาย ทำไมผู้ซื้อถึงเสี่ยงคดี “รับซื้อของโจร”
ในเชิงกฎหมาย แม้ผู้ซื้อจะยืนยันว่าตนเองมีเจตนาบริสุทธิ์และถูกหลอกลวง แต่ประมวลกฎหมายอาญาเรื่องการ รับซื้อของโจร มีหลักเกณฑ์ที่ค่อนข้างกว้าง หากศาลพิจารณาว่าพฤติการณ์ในการซื้อขายมีความผิดปกติ เช่น ราคาถูกกว่าท้องตลาดอย่างมาก หรือไม่มีเล่มทะเบียนตัวจริงมาแสดงในวันส่งมอบ ผู้ซื้ออาจถูกมองว่า “ควรจะรู้” ว่าทรัพย์นั้นได้มาโดยมิชอบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถยนต์ที่ยังติดไฟแนนซ์ กรรมสิทธิ์ที่แท้จริงยังเป็นของสถาบันการเงิน ผู้ครอบครองมีสิทธิเพียง “ใช้รถ” แต่ไม่มีสิทธิ “ขายรถ” การนำไปขายต่อโดยไม่ได้รับความยินยอมจากไฟแนนซ์จึงถือเป็นการยักยอกทรัพย์ และผู้ที่รับซื้อต่อจึงเสี่ยงต่อข้อหารับซื้อของโจรโดยปริยาย ซึ่งเป็นจุดที่มิจฉาชีพอาจนำมาใช้กดดันเรียกรับผลประโยชน์จากเหยื่อ
ความเป็นกลางและข้อควรระวัง ข้อมูลสองด้านที่ต้องพิจารณา
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการบอกเล่าจากฝั่งผู้พบเหตุการณ์เพียงด้านเดียว ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่ากลุ่มคนที่ตามมายึดรถนั้นเป็นขบวนการมิจฉาชีพจริง หรือเป็นเจ้าของสิทธิ์ที่ติดตามทรัพย์สินของตนคืนตามขั้นตอนปกติ การตั้งคำถามแทนประชาชนในกรณีนี้คือ หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นจริง กระบวนการยุติธรรมจะมีแนวทางคัดกรองอย่างไรระหว่าง “เหยื่อที่ถูกหลอก” กับ “ผู้ที่จงใจซื้อของผิดกฎหมาย“
ทางป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน คือการยึดถือหลักความปลอดภัยในการซื้อขายดังนี้:
-
เช็กเล่มทะเบียนตัวจริงเสมอ: ห้ามซื้อรถที่อ้างว่าเล่มรอไฟแนนซ์ หรือมีเพียงสำเนาเด็ดขาด
-
โอนที่ขนส่งเท่านั้น: การโอนกรรมสิทธิ์ต่อหน้าเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกคือเครื่องยืนยันความถูกต้องที่ดีที่สุด
-
ตรวจสอบประวัติรถ: เช็กเลขตัวถังและเลขเครื่องยนต์ว่ามีการแจ้งอายัดหรือแจ้งหายไว้หรือไม่
-
ทำสัญญาซื้อขายชัดเจน: ระบุรายละเอียดผู้ขายและจำนวนเงิน พร้อมถ่ายรูปบัตรประชาชนผู้ขายไว้เป็นหลักฐาน
บทเรียนจากกรณีนี้เตือนให้รู้ว่า “ของถูกและดี” ในโลกของรถมือสองอาจมาพร้อมกับภาระทางกฎหมายมหาศาล หากไม่ตรวจสอบให้ดีก่อนตัดสินใจ คุณอาจต้องเสียทั้งเงินฟรี รถไม่ได้คืน และยังมีคดีความติดตัวซึ่งส่งผลกระทบต่ออนาคตอย่างประเมินค่าไม่ได้
ติดตามคลิป รีวิวรถยนต์ ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า ได้เร็วๆนี้ทาง Youtube : SuperbikeMag Thailand
