ก้าวเข้าสู่ปี 2569 อย่างร้อนแรงสำหรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย หลังจากปีที่ผ่านมาแบรนด์น้องใหม่อย่าง Omoda & Jaecoo ได้สร้างปรากฏการณ์ยอดขายสะสมทะลุ 18,388 คัน โดยมีเรือธงอย่าง JAECOO 5 EV เป็นหัวหอกสำคัญ ล่าสุดเพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านดีไซน์สไตล์ Light Off-road ทางค่ายได้เปิดตัวทางเลือกใหม่ที่แฟนๆ เรียกร้องมานาน นั่นคือ JAECOO 5 EV Long Range MAX (Two-Tone) รุ่นสีทูโทนที่มาพร้อมความโฉบเฉี่ยวและหรูหราเหนือระดับ
จากยอดขายถล่มทลายสู่การอัปเกรดดีไซน์ใหม่
ในปี 2568 JAECOO 5 EV กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้ากลุ่ม B-SUV ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดรุ่นหนึ่ง ด้วยงานดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถเอสยูวีหรูฝั่งยุโรป แต่มาในราคาที่คนไทยเข้าถึงได้ง่าย การเพิ่มตัวถังแบบ สีทูโทน (Two-Tone) ในรุ่นท็อปอย่าง MAX ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนสีภายนอกเท่านั้น แต่คือการสร้างบุคลิกใหม่ให้กับรถไฟฟ้าคันนี้ให้ดูมีความเป็นวัยรุ่น (Sporty) และพรีเมียม (Premium) มากขึ้นกว่ารุ่นโมโนโทนเดิม เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้า Urban Lifestyle ที่มองหาความแตกต่างบนท้องถนน
![]() |
![]() |
เจาะลึกความสวยงาม 4 เฉดสีทูโทน
การเปิดตัวสีทูโทนครั้งนี้ JAECOO จัดมาให้เลือกถึง 4 สไตล์ โดยทุกสีจะมาพร้อมกับการตัดหลังคาด้วยสีดำเงา (Black Roof) และกระจกมองข้างสีดำ เพิ่มความเข้มและทำให้รถดูเตี้ยลงแต่กว้างขึ้นในเชิงสายตา:
-
Cloudy Grey (เทา): ให้ลุคสุขุม นิ่งลึกแบบผู้ใหญ่
-
Snowy White (ขาว): ตัดกับหลังคาดำได้ชัดเจนที่สุด เป็นสียอดนิยมที่ให้ความรู้สึกสะอาดตาและทันสมัย
-
Light Sea Green (เขียวอ่อน): สีเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่สื่อถึงธรรมชาติและการผจญภัย
-
Bahamas Blue (น้ำเงิน): สีสันสดใสที่สะท้อนถึงความกระฉับกระเฉงและโดดเด่นยามค่ำคืน
สเปกทางเทคนิคที่ยังคงเป็น “ตัวตึง” ในกลุ่ม B-SUV
ภายใต้เปลือกนอกที่สวยงาม JAECOO 5 EV Long Range MAX ยังคงรักษาจุดแข็งด้านสมรรถนะไว้อย่างครบถ้วน ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงที่ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า (155 kW) และแรงบิดสูงสุด 288 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ Lithium Iron Phosphate (LFP) ขนาด 58.9 kWh จากการทดสอบตามมาตรฐาน NEDC รถรุ่นนี้สามารถวิ่งได้ไกลถึง 461 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานในเมืองตลอดทั้งสัปดาห์ หรือการเดินทางไกลข้ามจังหวัดโดยแวะพักชาร์จเพียงครั้งเดียว นอกจากนี้รุ่น MAX ยังเหนือกว่าด้วยหลังคา Panoramic Glass Roof ขนาดใหญ่ 1.45 ตารางเมตร ที่มาพร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า และหน้าจอ Infotainment ขนาดใหญ่ 13.2 นิ้ว ที่รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายอย่างสมบูรณ์แบบ
ทำไมราคาถึงปรับขึ้น และโปรโมชั่น 6.49 แสนคุ้มค่าแค่ไหน?
เป็นที่ทราบกันดีว่าในปี 2569 มาตรการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV 3.5) มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและสัดส่วนการเงินลง ทำให้ราคาขายของรถ EV ในตลาดมีการขยับตัวขึ้นเล็กน้อย JAECOO 5 EV จึงมีการปรับราคาจากช่วงเปิดตัวปลายปี 2568 มาอยู่ที่ 679,000 บาทสำหรับรุ่น MAX
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการรักษาส่วนแบ่งการตลาด Omoda & Jaecoo ได้อัดแคมเปญ “New Year New Two-Tone” ลดราคาพิเศษเหลือเพียง 649,000 บาท สำหรับการสั่งจองภายในเดือนมกราคม 2569 นี้ ซึ่งหากเทียบกับคู่แข่งในพิกัดเดียวกัน JAECOO ยังคงได้เปรียบเรื่องงานดีไซน์ที่ดูมีราคาแพงกว่าเงินที่จ่ายไป (Perceived Value) และออปชันความปลอดภัย ADAS ที่ให้มาถึง 19 ฟังก์ชัน รวมถึงกล้องมองภาพรอบทิศทาง 540 องศา
JAECOO 5 EV vs คู่แข่ง : ในงบ 6 แสนกลางๆ คุณได้อะไรมากกว่าคนอื่น?
ท่ามกลางสงครามราคาที่มีคู่แข่งอย่าง BYD หรือ NETA การที่ JAECOO เลือกวางตำแหน่งตัวเองเป็น “Light Off-road SUV” ทำให้ไม่ต้องไปฟาดฟันเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว รถรุ่นนี้ถูกออกแบบมาให้มีความอเนกประสงค์สูง โดยเฉพาะฟังก์ชัน Pet-Friendly ที่มีระบบควบคุมอุณหภูมิสำหรับสัตว์เลี้ยงภายในรถ และวัสดุเบาะที่ทนทานต่อการขีดข่วน ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์อื่นมองข้าม แต่กลับตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มีสัตว์เลี้ยงได้เป็นอย่างดี
สรุป
การเปิดตัว JAECOO 5 EV รุ่นสีทูโทนคือหมากก้าวแรกของปี 2569 ที่แสดงให้เห็นว่าแบรนด์พร้อมจะแข่งขันด้วย “อารมณ์” (Emotion) และ “สไตล์” (Style) มากกว่าแค่การใช้สงครามราคาเพียงอย่างเดียว แม้แบรนด์มังกรน้องใหม่รายนี้จะยังต้องพิสูจน์ตัวเองในเรื่องความครอบคลุมของศูนย์บริการ แต่การมอบตัวเลือกที่สวยงามและคุ้มค่าอย่างรุ่นทูโทนนี้ ก็น่าจะทำให้ยอดขายในไตรมาสแรกของปีพุ่งทะยานได้ไม่ยากครับ
อ่านข่าวมอเตอร์ไซค์อื่นๆ คลิกที่นี่





