ในโลกของกีฬามอเตอร์สปอร์ต ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อของ มาร์ค มาร์เกซ (Marc Marquez) นักบิดชาวสเปนผู้เปลี่ยนนิยามของการเข้าโค้งและขีดจำกัดของแรงโน้มถ่วง เจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยผู้นี้เคยถูกมองว่าเป็น “มนุษย์ต่างดาว” ที่ไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งเขาได้ แต่ทว่าในปี 2569 นี้ ความจริงที่โหดร้ายที่สุดได้ปรากฏขึ้น เมื่อเขายอมรับผ่านสื่ออย่างเป็นทางการว่า “สภาพร่างกายของผม” คือเหตุผลหลักที่อาจทำ มาร์ค มาร์เกซ แขวนหมวก เร็วกว่าที่ใครหลาย ๆ คนได้คาดการณ์ไว้
ย้อนรอยบาดแผล ปฐมบทแห่งความเสื่อมถอยที่ Jerez 2020
หากจะถามว่าจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดยุคสมัยมาร์เกซอยู่ที่ไหน คำตอบเดียวที่ชัดเจนที่สุดคือสนาม Jerez ประเทศสเปน ในปี 2020 อุบัติเหตุครั้งนั้นไม่ได้เพียงแค่หักกระดูกแขนขวาของเขา แต่มันได้ทำลาย “ความสมดุล” ของร่างกายเขาไปตลอดกาล การฝืนกลับมาลงแข่งเร็วเกินไปเพียงไม่กี่วันหลังผ่าตัด คือความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพนักแข่ง
การผ่าตัดครั้งที่ 1, 2, 3 จนถึงครั้งที่ 4 ที่สหรัฐอเมริกา แม้จะช่วยให้กระดูกกลับมาเชื่อมกันและปรับองศาแขนให้ใช้งานได้ แต่มันไม่เคย “สมบูรณ์” เหมือนเดิม กล้ามเนื้อที่ถูกกรีดซ้ำแล้วซ้ำเล่า พังผืดที่ยึดรั้ง และระบบประสาทที่สั่งการล่าช้าไปเพียงเศษเสี้ยววินาที กลายเป็นศัตรูที่น่ากลัวกว่านักแข่งคู่แข่งคนไหนบนแทร็ก
เมื่อใจยังสู้ แต่ร่างบอกพอ
ในปี 2568-2569 เราได้เห็นความพยายามของมาร์เกซในการย้ายสังกัดมาขี่รถ Ducati ซึ่งถือเป็นรถที่เร็วที่สุดในปัจจุบัน หลายคนคาดหวังว่า “รถที่ดึ” จะช่วยกลบ “ร่างที่พัง” ได้ แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม การขับขี่รถแข่ง MotoGP ในปัจจุบันต้องการความแข็งแกร่งของร่างกายในระดับที่สูงกว่ายุคก่อนมาก ทั้งแรง G ในจังหวะเบรก และพละกำลังในการโหนรถเข้าโค้ง
มาร์เกซเปิดใจว่า “ในวันที่แย่ ผมไม่ได้สู้กับคู่แข่ง แต่ผมสู้กับแขนของตัวเอง” ความล้าสะสม (Chronic Fatigue) ทำให้เขาไม่สามารถรักษาความต่อเนื่องได้ตลอด 20-30 รอบสนาม ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาภาพซ้อน (Diplopia) ที่มักจะกำเริบขึ้นเมื่อเขาล้มหัวกระแทกพื้น กลายเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมจะยุติอาชีพของเขาได้ทุกวินาที หากเขาล้มรุนแรงอีกเพียงครั้งเดียว ความเสี่ยงนั้นอาจไม่ใช่แค่การไม่ได้แข่งรถ แต่อาจหมายถึงการใช้ชีวิตปกติที่หายไปด้วย
![]() |
![]() |
นัยแฝงในคำว่า “แขวนหมวก” การรักษาชีวิตเพื่ออนาคต
การที่นักแข่งระดับนี้พูดออกมาตรงๆ ว่าต้องเลิกเร็วขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความ “วุฒิภาวะ” ในการมองโลก มาร์เกซในวัย 30 กว่าปี เริ่มเข้าใจแล้วว่าโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่แทร็กแข่งรถ การมีชีวิตอยู่เพื่อเดินเล่นกับสุนัข การขี่มอเตอร์ไซค์เล่นกับน้องชาย (อเล็กซ์ มาร์เกซ) หรือการสร้างครอบครัวในอนาคต คือสิ่งที่เขาสัมผัสได้ว่ามันสำคัญไม่แพ้ถ้วยรางวัล
เขากล่าวอย่างเจ็บปวดแต่จริงใจว่า “ผมไม่อยากเลิกแข่งในวันที่ผมเดินไม่ได้ ผมอยากเลิกในวันที่ผมยังสามารถเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองได้” นี่คือคำจิกกัดต่อโชคชะตาที่โหดร้าย เมื่อพรสวรรค์ที่พระเจ้าให้มา กลับถูกพรากไปโดยสังขารที่ทรุดโทรมจากการทุ่มเทให้กีฬานี้มากเกินไป
เสียงสะท้อนจากคนในพิท เมื่อตำนานกลายเป็นบทเรียน
ทีมช่างและแพทย์ในสนาม MotoGP ต่างรับรู้ถึงความพยายามของเขา หลายคนมองว่าการที่เขายังยืนระยะมาได้จนถึงตอนนี้ก็ถือเป็นปาฏิหาริย์แล้ว นักแข่งรุ่นน้องที่มองเขาเป็นไอดอลต่างรู้สึกใจหาย เพราะมาร์เกซคือบรรทัดฐานของความ “ไม่ยอมแพ้” แต่ในขณะเดียวกัน ทุกคนก็ยอมรับว่าไม่มีใครเอาชนะกาลเวลาและธรรมชาติของร่างกายได้
การจากไปของมาร์เกซ (หากเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้) จะเป็นการปิดตำนานยุคสมัยของ Alien ที่รุ่งโรจน์ที่สุด และเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ของ MotoGP ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนักบิดรุ่นใหม่ที่ร่างกายสดใสกว่า แต่สิ่งที่มาร์เกซทิ้งไว้คือบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ว่า “ความสำเร็จที่แลกมาด้วยสุขภาพ มีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ”
บทสรุป
สุดท้ายแล้ว มาร์ค มาร์เกซ จะตัดสินใจอย่างไรในสิ้นฤดูกาลนี้ หรือจะลากยาวไปจนถึงปีหน้า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสัญญาณจากร่างกายของเขาเพียงอย่างเดียว แฟนคลับอาจจะอยากเห็นเขาคว้าแชมป์สมัยที่ 9 เพื่อเทียบเท่า วาเลนติโน่ รอสซี่ แต่สำหรับตัวมาร์เกซเอง มาร์ค มาร์เกซ แขวนหมวก แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่ใครหลายคนไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในตอนนี้อาจไม่ใช่การยืนบนโพเดียม แต่นะเป็นการยอมรับความจริงและเดินออกจากสนามด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่ร่างกายจะแหลกสลายไปมากกว่านี้
อ่านข่าวมอเตอร์ไซค์อื่นๆ คลิกที่นี่





