ในหน้าประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย หากจะกล่าวถึงรถยนต์ที่เป็นสัญลักษณ์ของการ “เข้าถึงง่าย” และ “ประหยัดน้ำมัน” ชื่อของ Mitsubishi Mirage (มิตซูบิชิ มิราจ) ต้องอยู่ในลำดับต้นๆ อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2569 (2026) วงการรถยนต์ไทยต้องเผชิญกับข่าวที่น่าใจหาย เมื่อมีการยืนยันว่า มิตซูบิชิ มิราจ เลิกขาย ทางมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะไม่มีการจำหน่าย Mirage รุ่นปี 2026 อีกต่อไป ถือเป็นการปิดตำนาน 13 ปีของโปรเจกต์ Global Small ที่เคยรุ่งโรจน์ที่สุดรุ่นหนึ่ง
จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด: ย้อนรอย 13 ปีแห่งความสำเร็จ
ย้อนกลับไปในปี 2012 มิตซูบิชิเปิดตัว Mirage ในฐานะผลิตภัณฑ์เชิงยุทธศาสตร์ภายใต้โครงการ Eco Car เฟส 1 ของรัฐบาลไทย ด้วยจุดขายที่โดดเด่นอย่างอัตราประหยัดน้ำมันสูงสุด 22 กม./ลิตร และราคาที่เริ่มต้นเพียง 3.8 แสนบาทในวันนั้น Mirage ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่มันคือ “พาหนะคันแรก” ของคนวัยทำงานและนักศึกษาจำนวนมหาศาล
แต่เมื่อเวลาผ่านไปถึงปี 2569 สภาพสังคมและเทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง Mirage ที่เคยดูทันสมัย กลับกลายเป็นเทคโนโลยีที่ “ตามหลัง” ในสายตาของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ และที่สำคัญที่สุดคือ “ความประหยัด” ที่เปลี่ยนจากหน่วยกิโลเมตรต่อลิตร เป็นกิโลเมตรต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง
ทำไมต้องเลิกขายในปี 2569? วิเคราะห์ปัจจัยภายในและภายนอก
การตัดสินใจหยุดจำหน่าย Mirage ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะยอดขายที่ลดลง แต่เป็นผลลัพธ์จากมรสุมหลายทิศทางที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกันในปีนี้
มาตรการภาษีสรรพสามิต 2569 ที่เข้มงวดขึ้น
รัฐบาลไทยได้เริ่มบังคับใช้เกณฑ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ($CO_2$) ใหม่ในปีพุทธศักราช 2569 ซึ่งเข้มงวดกว่าเดิมมาก รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) ที่ไม่มีระบบไฟฟ้าเข้ามาช่วย (Non-Hybrid) จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มภาษีที่สูงขึ้น หาก Mitsubishi จะพัฒนา Mirage ให้ผ่านมาตรฐานนี้ จำเป็นต้องใส่เทคโนโลยี Mild Hybrid หรือปรับปรุงเครื่องยนต์ใหม่ทั้งหมด ซึ่งเมื่อเทียบกับค่าตัวรถที่ต้องกดให้ต่ำกว่า 5 แสนบาทแล้ว “กำไร” แทบจะกลายเป็นศูนย์หรือติดลบในเชิงธุรกิจ
สงครามราคาจากรถ EV จีน (The Price War)
เราต้องยอมรับความจริงที่เจ็บปวดว่า ในปี 2569 ตลาดรถยนต์ระดับ Entry Level ถูกยึดครองโดยรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก (City EV) จากค่ายจีนอย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยระดับราคาเริ่มต้นที่ 4.2 – 4.9 แสนบาท แต่ได้แรงบิดที่สูงกว่า ไม่ต้องเสียภาษีน้ำมัน และมีเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ล้ำหน้ากว่ารถ Eco Car พื้นฐาน เมื่อผู้บริโภคเปรียบเทียบ “Value for Money” มิตซูบิชิ มิราจ จึงพ่ายแพ้ในสนามรบนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้
กลยุทธ์ “ตัดนิ้วรักษาชีวิต” และมาตรการ EV 3.5
อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญคือ นโยบาย EV 3.5 ของภาครัฐ ที่กำหนดให้ค่ายรถยนต์ที่รับสิทธิประโยชน์ไปก่อนหน้าต้อง “เริ่มการผลิตชดเชย” ในประเทศไทยภายในปี 2569 นี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส มีโรงงานขนาดใหญ่ที่แหลมฉบัง แต่พื้นที่การผลิตและทรัพยากรบุคคลมีจำกัด
การตัดสินใจยุติการผลิต Mirage เพื่อโยกย้ายพนักงานและเครื่องจักรไปเร่งการผลิต Xpander HEV และ Triton Hybrid รวมถึงการเตรียมพื้นที่สำหรับรถไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ในอนาคต จึงเป็นทางเลือกที่ “ฉลาดกว่า” ในเชิงบริหารจัดการ เพราะกำไรต่อหน่วยของรถ SUV และรถกระบะสูงกว่ารถเก๋งขนาดเล็กหลายเท่าตัว
ชะตากรรมของพี่น้องร่วมสายเลือด Mitsubishi Attrage จะไปต่อไหม?
แม้ Mirage (5 ประตู) จะหายไป แต่สำหรับ Mitsubishi Attrage (4 ประตู) ยังคงมีลมหายใจต่ออีกเล็กน้อยในฐานะรถกลุ่ม Fleet และ Taxi เนื่องจากตลาดต่างจังหวัดยังมีความต้องการรถเก๋งมีท้ายที่ติดตั้งระบบก๊าซ LPG ได้ง่ายและมีพื้นที่เก็บสัมภาระมากกว่า อย่างไรก็ตาม คาดว่า Attrage เองก็จะเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (End of Life) ภายในไม่เกินปี 2570 เช่นกัน หากไม่มีการปรับเป็นเครื่องยนต์ไฮบริด
ผลกระทบต่อ “คนใช้รถ” และตลาดมือสอง
การประกาศ มิตซูบิชิ มิราจ เลิกขาย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดสองส่วน:
-
ตลาดรถใหม่: ผู้บริโภคที่ต้องการรถ 5 ประตูราคาประหยัดแบรนด์ญี่ปุ่นจะเหลือตัวเลือกน้อยลงเรื่อยๆ บีบให้ต้องขยับไปเล่นรุ่นที่แพงขึ้นอย่าง Honda City Hatchback หรือข้ามฝั่งไปหา EV จีน
-
ตลาดรถมือสอง: ในระยะสั้น ราคาของ Mirage มือสองอาจจะคงที่เนื่องจากเป็นรถที่ซ่อมง่าย อะไหล่เยอะ และช่างทั่วไปคุ้นเคย แต่ในระยะยาว (5 ปีขึ้นไป) ราคามักจะตกลงเร็วกว่าปกติ เพราะแบรนด์ไม่ได้ทำการตลาดรุ่นนี้ต่อ ทำให้ความเชื่อมั่นในเรื่อง “อะไหล่ตัวถัง” อาจลดลงสำหรับรุ่นปีลึกๆ
คำถามจากประชาชน รัฐบาลกำลังบีบให้เราต้องใช้ EV ใช่หรือไม่?
บทความนี้อยากตั้งคำถามแทนคนทำงานที่มีรายได้จำกัดว่า การที่รถยนต์ราคาประหยัดอย่าง Mirage ต้องล้มหายตายจากไปเพราะเกณฑ์ภาษีที่เอื้อแต่รถไฟฟ้า เป็นการ “บีบคอ” ผู้บริโภคทางอ้อมหรือไม่? แม้ EV จะประหยัดพลังงาน แต่ “ค่าประกันภัย” และ “ราคาแบตเตอรี่” ยังคงเป็นภาระที่หนักอึ้งสำหรับคนฐานราก การเสียรถอย่าง Mirage ไป จึงเท่ากับการสูญเสีย “ทางเลือกที่ปลอดภัยทางการเงิน” ของคนไทยไปอีกหนึ่งทาง
บทสรุป
การที่มิตซูบิชิไม่ส่ง Mirage 2026 ลงสู่โชว์รูม ไม่ใช่ความล้มเหลวของผลิตภัณฑ์ แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่า มิตซูบิชิ มิราจ เลิกขาย “ยุคสมัยของเครื่องยนต์สันดาปบริสุทธิ์ในรถเล็กได้จบลงแล้ว” มิตซูบิชิกำลังมุ่งหน้าสู่กลยุทธ์ Mitsubishi Motors Challenge 2030 ที่จะเน้นรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดเป็นแกนกลาง
สำหรับใครที่ยังหลงรักในความคล่องตัวและความอึดถึกทนของเจ้า Mirage ปี 2569 นี้คือช่วงเวลาสุดท้ายที่คุณจะสามารถเป็นเจ้าของรถป้ายแดง (ค้างสต็อก) ได้ และมันจะถูกจดจำในฐานะ “ไอ้หนูมหัศจรรย์” ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมานานกว่าทศวรรษ
อ่านข่าวมอเตอร์ไซค์อื่นๆ คลิกที่นี่




