SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Losi Promoto-MX วิบากบังคับ มันส์ สมจริง Losi Promoto-MX มอเตอร์ไซค์บังคับที่จะสามารถสร้างประสบการณ์ให้กับผู้เล่น หรือแม้กระทั่งไบค์เกอร์ ที่จะได้รับความรู้สึกถึงการขับขี่ที่สมจริง และความสนุกที่เหมือนกับการขี่มอเตอร์ไซค์จริง ๆ การออกแบบดีไซน์มีความโดดเด่นที่ถูกออกแบบต้องการให้มีความสมจริง ด้วยโครงสร้างแคบ ชุดเกียร์นักขี่ และกราฟิกต่าง ๆ ที่อยู่บนตัวรถก็ได้ลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการ สิ่งสำคัญอยู่ที่การถ่ายทอดประสิทธิภาพของมอเตอร์ไซค์วิบากอย่างแท้จริง ซึ่งทำได้ผ่านเทคโนโลยีที่ใส่เข้ามาที่รวมระบบกลไก และอิเล็กทรอนิกส์ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับ Promoto-MX ระบบอิเล็กทรอนิกส์ของ Promoto-MX ประกอบด้วยมอเตอร์ขนาด 2700Kv และล้อเหล็กที่ติดตั้งอยู่ตรงกลางโครง สร้างแรงหมุนสูงถึง 22,000 รอบต่อนาที เพื่อสร้างแรงไจโรสโคปที่ให้ความเสถียรที่ยอดเยี่ยม ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยี Spektrum MS6X จะรับคำสั่งจากตัวควบคุม DX3PM เพื่อให้ Promoto-MX สามารถเอนตัว หัน และควบคุมการยกล้อได้อย่างสมดุลและแม่นยำ ระบบกลไกของวิบากสายลุยคันนี้ ได้รับการพัฒนาอย่างยอดเยี่ยม โดยทีมพัฒนาของ Losi ได้ศึกษาโครงสร้างกันสะเทือนของมอเตอร์ไซค์จริงเพื่อให้วิบากบังคับคันนี้สามารถรองรับพื้นผิวขรุขระได้ ระบบกันสะเทือนหลังแบบ rising rate ช่วยเพิ่มการยึดเกาะและลดการกระแทกขณะลงจอด โช้คหน้าถูกออกแบบใหม่ทั้งหมดและสามารถปรับแต่งด้วยการเปลี่ยนน้ำมันซิลิโคนเพื่อควบคุมการหน่วง อีกทั้งยังมีระบบเบรกล้อหน้าและหลังที่ช่วยให้หยุดได้เร็วขึ้นถึงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับการใช้เบรกหลังอย่างเดียว การผสานเทคโนโลยีทั้งด้านอิเล็กทรอนิกส์และกลไกใน Promoto-MX ทำให้รถสามารถทำงานได้ดีในทุกช่วงความเร็ว สำหรับแฟนมอเตอร์ไซค์วิบาก Promoto-MX มอบความรู้สึกขับขี่ที่คุ้นเคย ส่วนผู้ที่ชื่นชอบรถบังคับจะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่พาเข้าสู่โลกแห่งการผจญภัย ทั้งการเลี้ยว การกระโดด และการยกล้อ จุดเด่นน่าสนใจ ล้อหมุนเหล็กที่สร้างแรง ‘ไจโรสโคป’ ช่วยให้รถมีความเสถียรมากขึ้น ล้อซี่ลวดแท้ ดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมยางจากแบรนด์ Dunlop Geomax MX53 แท่งควบคุมการเอียง เอียงเท่าไหร่ก็ไม่ล้ม ระบบขับเคลื่อนด้วยโซ่ แชสซีแผ่นอะลูมิเนียมคู่ เพิ่มความแข็งแรง โหมดการขับขี่ 3 โหมดได้แก่ Dirt, Street และ Wheelie หากใครที่สนใจ สามารถหาซื้อได้ที่เว็บไซต์หลักอย่างเป็นทางการของ Losi (คลิ๊กที่นี่) โดยมีราคาวางจำหน่ายเบา ๆ อยู่ที่ 599.99 ดอลลาร์เหรียญสหรัฐ หรือตีเป็นมูลค่าเงินไทยประมาณ 20,270 บาท (ยังไม่รวมภาษีนำเข้า) สำหรับใครที่เป็นสาย RC บอกเลยคันนี้ต้องมี อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Halloween helmets 2024 กับหมวก 7 รุ่นที่น่าสนใจ รับเทศกาลฮาโลวีน มีอะไรบ้าง? 🎃 เปลี่ยนหมวกกันน็อคให้เข้ากับธีมฮาโลวีน ด้วยรุ่นสุดหลอนที่คุณต้องลอง! 🎃 วันฮาโลวีนใกล้เข้ามาแล้ว! ใครที่กำลังมองหาหมวกกันน็อคสายสปอร์ตเท่ ๆ หรืออยากเพิ่มความน่ากลัวและเอกลักษณ์ให้กับการขับขี่ในคืนหลอนนี้ ต้องลองดูรุ่นเหล่านี้ที่ออกแบบมาให้เข้ากับบรรยากาศได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งลายหัวกะโหลก ผี และปีศาจสุดคลาสสิก พร้อมกับฟีเจอร์เพื่อความปลอดภัยเต็มขั้น รับรองว่าจะโดดเด่นทุกสายตาบนถนน! เรามาดูกันว่าจะมีหมวกรุ่นอะไรน่าสนใจบ้าง ICON Airflite Skull 18 หมวกกันน็อคดีไซน์โหดและดุดันจาก ICON มาพร้อมลายหัวกะโหลกที่เหมาะกับฮาโลวีนสุด ๆ! ด้วยกราฟิกที่เป็นเอกลักษณ์นี้ จะทำให้คุณดูโดดเด่นและน่ากลัวในยามค่ำคืน ไม่ว่าจะขับขี่ในเมืองหรือออกไปทริป นี่คือตัวเลือกที่จะเพิ่มความขลังและความน่าทึ่งได้ทันที Bell Qualifier Ghost รุ่นนี้จาก Bell มาในลาย Ghost ที่ให้ความรู้สึกลึกลับ ดูสะอาดแต่ชวนให้ขนลุก เป็นดีไซน์ที่มาพร้อมกับสีเทาและดำผสมกัน ทำให้เหมาะกับใครที่ชอบสไตล์เรียบง่ายแต่มีเสน่ห์อันน่าขนลุกในตัว แถมยังมีน้ำหนักเบาและใส่สบายในทุกการขับขี่ สามารถชมสินค้าจากตัวแทนจำหน่าย Bell ได้ คลิ๊กที่นี่ HJC RPHA 11 Venom III ใครเป็นแฟน Marvel ห้ามพลาด! หมวกรุ่น Venom III จาก HJC โดดเด่นด้วยลาย Venom ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับปีศาจหรือสัตว์ประหลาด เหมาะมากกับธีมฮาโลวีน แถมมีช่องระบายอากาศที่ดีทำให้ขับขี่สะดวกสบาย หมวกนี้จะทำให้คุณเหมือนหลุดออกมาจากหนังสยองขวัญเลยทีเดียว รวมถึงลายเวน่อมอีกหลายใบให้เลือก อีกด้วย สามารถชมสินค้าจากตัวแทนจำหน่าย HJC ได้ คลิ๊กที่นี่ Scorpion EXO-R420 Skull หมวกรุ่นนี้ออกแบบด้วยลายหัวกะโหลกสุดคลาสสิกจาก Scorpion จะทำให้ทุกคนสะดุดตาด้วยความดุดันในสไตล์ที่เข้ากับฮาโลวีนได้อย่างลงตัว ทั้งยังมีระบบป้องกันหมอกและช่วยระบายอากาศได้ดี ให้ความรู้สึกเย็นสบายแม้ในค่ำคืนที่หลอนสุด ๆ สามารถชมสินค้าจากตัวแทนจำหน่าย Scorpion ได้ คลิ๊กที่นี่ MT TARGO S ลาย LOST อีกหนึ่งรุ่นจาก MT Helmet จัดมาให้แบบดาร์ก ๆ คูล ๆ ด้วยลวดลายของตัวแทนสัญลักษณ์แห่งความตายไม่ว่าจะเป็น หัวกระโหลกและอีกา เหมาะสำหรับไบค์เกอร์สายดาร์กและเข้าคอนเซ็ปต์ของฮาโลวีนเช่นกัน แถมราคาค่อนข้างสบายกระเป๋าอีกด้วย สามารถชมสินค้าจากตัวแทนจำหน่าย MT Helmet ได้ คลิ๊กที่นี่ X-lite 803 Michael Ruben Rinaldi แน่นอนว่า ผลไม้ที่เป็นตัวแทนสัญลักษณ์ของเทศกาลฮาโลวีนนั่นก็คือ ฟักทอง นั่นเอง คราวนี้มาดูกันอีกรุ่นกับ X-lite Michael Ruben Rinaldi นักแข่ง WorldSBK กับสีส้มเด่น ๆ พร้อมลวดลายฟักทองปีศาจถือว่าเป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจไม่น้อย SHARK SPARTAN RS ต่อด้วยหมวกคุณภาพกับ SHARK SPARTAN RS พร้อมสีสันลวดลายที่ให้ความเป็นยูนิค กับลายปีศาจพร้อมเขี้ยวเล็บ..มาให้เลือกแล้ว สามารถดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ คลิ๊กที่นี่ และนี่ก็คือหมวกกันน็อกที่น่าสนใจ ที่หยิบยกมานำเสนอสำหรับธีมฮาโลวีนที่จะใกล้ถึงเร็ว ๆ นี้ อย่างไรก็ดีอาจมีหมวกกันน็อกรุ่นอื่น ๆ อีกมากมายที่เข้าคอนเซ็ปต์เทศกาลผี ๆ ตัวน้อย สามารถไปดูหมวกตัวจริงได้ตามช็อป Helmet ตามสาขาต่าง ๆ ได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GILZ Aviator Kit ของดี ๆ ที่ไบค์เกอร์สายสุขภาพ ต้องมี!! เทรนด์รักสุขภาพเริ่มมีบทบาทสำคัญ และอาจเป็นปัจจัยที่ห้าในชีวิตประจำวันของคนยุคใหม่เสียแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งกิจกรรมในชีวิตประจำวันของหลาย ๆ คนคงต้องปรับตัวไปตาม ๆ กัน ในขณะเดียวกันเทรนด์กระแสดังกล่าวยังมีอิทธิผลสำคัญต่อชาวไบค์เกอร์เลยไม่น้อย อย่างล่าสุดทางสหภาพยุโรปได้ปรับกฏครั้งใหม่กับการเข้มงวดในเรื่องมาตรฐานไอเสีย (EURO5) ของยานพาหนะโดยเฉพาะรถคลาสบิ๊กไบค์ รวมถึงการการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงยั่งยืนแบบ 100% ในการแข่งขันโมโตจีพีปี 2027 ที่จะเริ่มเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน https://www.youtube.com/watch?v=gi4cJ6E05cU สิ่งนี้อาจเป็นประโยชน์สำหรับไบค์เกอร์ไม่มากก็น้อย ซึ่งนอกเหนือในประเด็นของสองล้อแล้ว ไรดิ้งเกียร์ของผู้ขับขี่ย่อมถูกพัฒนาตามมาไม่แพ้เช่นกัน อย่างล่าสุดทางผู้ผลิตอย่าง GILZ ได้คิดค้นนวัตกรรมกับ GILZ Aviator Kit ระบบกรองอากาศบนหมวกมอเตอร์ไซค์ (หมวกกันน็อกประเภทเต็มใบ) ที่ถูกพัฒนาโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากห้องคลีนรูมใน Hospital Center เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถสูดอากาศบริสุทธิ์ แม้อากาศบนท้องถนนจะเต็มไปด้วยฝุ่น PM2.5 เขม่าควันไอเสียจากเครื่องยนต์และเชื้อโรคมากมายก็ตาม ซึ่งชุดอุปกรณ์ดังกล่าวประกอบไปด้วย ท่อทางเดินอากาศ ชุดกรองอากาศและครอบจมูก โดยฟังก์ชันการทำงานหลัก ๆ ก็คือการดูดอากาศจากบริเวณภายนอกสู่ตัวกรอง เมื่ออากาศที่ผ่านการกรองแล้วจะถูกลำเลียงไปยังท่อทางเดินอากาศสู่ภายในตัวหมวก และนอกจากนี้ชุดกรองอากาศยังสามารถปรับโหมดคูลลิ่งเพื่อความเย็นสบายของผู้ขับขี่ อีกทั้งยังช่วยลดการเกิดฝ้าภายในบริเวณแผ่นชิลด์ได้อีกด้วย ซึ่งหลังทำการทดสอบในแล็ปแล้วกลับมีประสิทธิผลด้านการใช้งานมากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว โดยนวัตกรรมดังกล่าว อยู่ยังในขั้นตอนของการจดสิทธิบัตร และคาดว่าคงได้เห็นโปรเจ็กต์การคอลแล็ปกับแบรนด์ไหนซักแบรนด์ในเร็ว ๆ นี้ อยากเห็นผลงานซะแล้วสิ ราคาจะเท่าไหร่กันเชียว ส่วนตัวคิดว่ามีประโยชน์มาก ๆ สำหรับชาวไบค์เกอร์ในยุคปัจจุบัน ยิ่งเฉพาะหนุ่มสาวยุควัยทำงานที่ต้องเดินทางเป็นประจำทุกวันควรมีเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าอากาศในบ้านเราก็ไม่ได้ดีมากมายเท่าไหร่นัก จริงหรือไม่ ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Brummell Blazer สูทเนี๊ยบสุดหล่อ แถมยังปลอดภัย Brummell Blazer เบลเซอร์สูทสำหรับไบค์เกอร์สายเนี๊ยบ เพราะเสื้อการ์ด หรือแจ็คเก็ตสำหรับขี่มอเตอร์ไซค์ มักจะเป็นของคู่กันกับไบค์เกอร์ที่เป็นสายลุย หรือสายออกทริป แน่นอนว่าชุดเหล่านั้นใส่แล้วเพิ่มความเท่ ดุดัน ให้กับเหล่าไบค์เกอร์ตอนที่ขี่มอเตอร์ไซค์แล้ว ยังช่วยเสริมความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ด้วย เพราะถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันอันตรายที่สามารถเกิดได้จากการขับขี่ หรือบางคนที่ชื่นชอบความเนี๊ยบ ความหล่อ สุขุม สายขี่ในเมืองก็อาจจะเลือกใส่เป็นสูท หรือเบลเซอร์ เพื่อเสริมความหล่อ เพราะแค่เพียงเบลเซอร์ธรรมดาอาจไม่พอ ต้อง Brummell Blazer เบลเซอร์ตัวแรกของโลกที่ออกแบบมาสำหรับนักขี่มอเตอร์ไซค์ การป้องกันที่ออกแบบมายอดเยี่ยม เบลเซอร์จาก Brummell ถูกดีไซน์มาเพื่อความปลอดภัยโดยเฉพาะ เสริมด้วยผ้าป้องกันเกรดพรีเมียมจากสวิตเซอร์แลนด์ที่เรียกว่า Schoeller®-keprotec ซึ่งเป็นผ้าที่มีความทนทานต่อการเสียดสีสูง และได้รับการรับรองมาตรฐาน Class A ตามข้อกำหนด PR EN17092 ข้อกำหนด ‘PR EN17092’ คือ มาตรฐานล่าสุด และเข้มงวดที่สุดสำหรับเครื่องแต่งกายสำหรับมอเตอร์ไซค์ เป็นกระบวนการที่ผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพียงหนึ่งเดียวที่สามารถบ่งบอกได้ว่าอุปกรณ์ชิ้นไหนจะช่วยชีวิตคุณได้ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ข้อกำหนดนี้ประเมินคุณภาพของเครื่องแต่งกายสำหรับมอเตอร์ไซค์โดยพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น ความทนทานต่อการเสียดสี การป้องกันแรงกระแทก และการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ เพื่อให้เข้าใจข้อกำหนด EN17092 ได้ชัดเจนขึ้น การรับรองประเมินคุณภาพถูกแบ่งออกเป็น 5 ระดับดังนี้ Class AAA – มักจะเป็นชุดแบบชิ้นเดียวหรือสองชิ้น ทำจากหนังที่ทนทาน เหมาะสำหรับการใช้บนสนามแข่ง มีความทนทานต่อการเสียดสีสูง แต่ไม่สะดวกในการเคลื่อนไหวมากนัก Class AA – อุปกรณ์นี้เหมาะสำหรับนักขี่ที่เดินทางไกลบ่อย ๆ ช่วยป้องกันสภาพอากาศเลวร้ายและทนต่อการเสียดสีได้ดี Class A – อุปกรณ์นี้มีน้ำหนักเบาและเคลื่อนไหวได้สะดวก แต่มีการป้องกันการเสียดสีที่น้อยกว่าอุปกรณ์ Class AA เหมาะสำหรับการขี่ในเมืองและการเดินทางแบบไม่เป็นทางการ Class B – อุปกรณ์ในกลุ่มนี้ช่วยป้องกันการขูดขีด แต่ไม่ป้องกันแรงกระแทกอย่างหนัก ไม่มีการป้องกันแรงกระแทกในตัว Class C – ระดับนี้มีแผ่นป้องกันที่ถูกยึดด้วยวัสดุตาข่าย ซึ่งช่วยป้องกันแรงกระแทกเท่านั้น แต่ไม่ป้องกันการเสียดสี ซึ่งเบลเซอร์ตัวนี้ได้รับการรับรองระดับ Class A หมายความว่าเบลเซอร์สูทตัวนี้ผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวด และพิสูจน์แล้วว่าสามารถมอบการป้องกันชั้นยอดให้กับผู้ขับขี่ได้ เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ช่วยให้ผู้ขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แผ่นป้องกันแรงกระแทกระดับสูงสุด CE Level 2 SAS-TEC TripleFlex ถูกติดตั้งในบริเวณไหล่และข้อศอกของเสื้อเบลเซอร์ แผ่นป้องกันทำจากโฟม PU ซึ่งจะคงความนุ่มสบายจนกว่าจะมีแรงกระแทกที่รุนแรง นอกจากนี้ แม้ว่าจะไม่ใช่ข้อกำหนดสำหรับอุปกรณ์ขับขี่ Class A แต่ก็ยังมาพร้อมกับแผ่นป้องกันหลัง CE Level 1 SAS-TEC TripleFlex ที่เพิ่มการป้องกันบริเวณหลังให้กับผู้ขับขี่อีกด้วย แผ่นป้องกันไหล่ แผ่นป้องกันไหล่ แผ่นป้องกันหลัง ไม่เพียงแค่วัสดุที่ช่วยซับแรงกระแทกให้กับเบลเซอร์ตัวนี้ แต่ยังมีความปลอดภัยอีกหนึ่งอย่างที่ผู้ผลิตไม่มองข้าม ได้แก่ ‘ซิปนิรภัย’ เพราะว่ากระดุมเพียงเม็ดเดียว ไม่สามารถยึดเสื้อเบลเซอร์ของผู้ขับขี่ไว้ในขณะที่ลื่นไถลได้ ฟีเจอร์พิเศษนี้ติดตั้งอยู่เป็นชั้นป้องกันด้านใน และยึดติดด้วยซิป YKK ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ หากเกิดอุบัติเหตุ สายรัดนี้จะช่วยให้เบลเซอร์ของผู้ขับขี่ไม่หลุดออกจากตัว แม้ว่ากระดุมจะหลุดออกก็ตาม เพื่อให้มั่นใจว่าผู้สวมใส่จะได้รับการปกป้องบนท้องถนน ความสะดวกสบายระหว่างการขับขี่ เบลเซอร์แบบคลาสสิกจำกัดการเคลื่อนไหวบางอย่างของร่างกาย ทำให้การขี่มอเตอร์ไซค์ไม่สะดวกสบาย นั่นเป็นเหตุผลที่ออกแบบเบลเซอร์สำหรับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ออกมา เพื่อมอบความสบายในทุกท่วงท่าการขับขี่ เราได้เพิ่มส่วนเสริมพิเศษเพื่อให้แขนสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ เส้นใยอีลาสเทนถูกผสานเข้ากับชั้นหลักของผ้าเพื่อรองรับการเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างยืดหยุ่น และระบบระบายอากาศเฉพาะที่ช่วยให้คุณรักษาอุณหภูมิร่างกายปกติขณะขับขี่ เพิ่มความหรูหราให้กับผู้สวมใส่ สำหรับเนื้อผ้าด้านนอก ใช้วัสดุเกรดพรีเมียมที่พบในเบลเซอร์ระดับพรีเมียม ด้วยเหตุนี้เบลเซอร์ตัวนี้จึงมีการตัดเย็บแบบอิตาลี ปกกว้าง และลุคที่ทันสมัย และหรูหราอย่างยิ่ง ทำไมต้องเลือก Brummell Blazer การป้องกันสูงสุด : การได้รับการรับรอง Class A ทำให้มั่นใจได้ว่าเบลเซอร์ตัวนี้สามารถป้องกันการเสียดสี แรงกระแทก และความต้านทานต่อการฉีกขาด ช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ การออกแบบที่มีสไตล์ : สไตล์ และความหล่อก็เป็นเรื่องสำคัญ ผู้ผลิตก็ไม่ได้ลดทอนเรื่องสไตล์ อีกทั้งอุปกรณ์ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ให้ผู้ขับขี่สามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัย และมีสไตล์ไปพร้อมกัน ความสบายเป็นสิ่งสำคัญ : ความสบายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการขับขี่ เบลเซอร์ตัวนี้ถูกออกแบบมาเพื่อมอบความสบายที่ยอดเยี่ยมโดยไม่ลดทอนความปลอดภัย ความทนทาน : การออกแบบดีไซน์ ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานได้ยาวนาน วัสดุ และวิธีการผลิตอยู่ในระดับพรีเมียม เพื่อให้มั่นใจว่าเงินแต่ละบาทที่จ่ายเพื่อลงทุนในอุปกรณ์ความปลอดภัยของผู้ขับขี่จะคงทนต่อการใช้งานในระยะยาว Brummell Blazer สีสันที่วางจำหน่าย สีดำ (Deep Black Blazer) สีน้ำเงิน (Royal Navy Blazer) สีเทา (Dark Check Gray Blazer)

HJC V10 FQ20 Retro หมวกวินเทจสุดเท่จากสไตล์ของ Fabio แม้จะไม่ได้เป็นหมวกรุ่นใหม่ล่าสุดจากทางแบรนด์เกาหลี แต่ HJC V10 FQ20 Retro ก็เป็นหมวกวินเทจลายใหม่ล่าสุด ที่โคตรเท่เพราะได้ลวดลายกราฟิกที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสไตล์ของ Fabio Quartararo อดีตแชมป์โลก MotoGP ปี 2021 หมายเลข 20 เราอาจจะไม่ได้เห็น Fabio ใส่หมวกใบนี้ แต่ที่แน่ ๆ ถ้าคุณเป็นสายคลาสสิก ใส่ใบนี้ขี่รถ บอกเลยว่าเท่แน่นอน ด้วยดีไซน์แบบมินิมอล ลายกราฟิกสีแดง น้ำเงิน ตัดบนพื้นสีขาว โดดเด่นมาก ๆ และแน่นอนว่าจะต้องมีชื่อ ฉายา และเบอร์ 20 เบอร์รถแข่งของเขาอยู่บนหมวกด้วย ตัวหมวกใบนี้ผ่านมาตรฐาน ECE 22.06 มีน้ำหนักเบาด้วยวัสดุไฟเบอร์กลาส เคลมที่ 1380 กรัมที่ไซส์ S ช่องระบายอากาศพร้อมช่องสำหรับไหลเวียนอากาศ ชิลด์หน้าถอดออกได้ไม่ต้องใช้เครื่องมือ นวมหมวกด้านหน้าในถอดได้ พร้อมเทคโนโลยีกันกลิ่น นวมหมวกมาพร้อมระบบถอดออกได้เร็วกรณีฉุกเฉิน พร้อมช่องสำหรับติดตั้งลำโพงของชุดบลูทูธเฮดเซ็ต สุดท้ายจำหน่ายที่ราคา 399.99 ยูโรหรือราว ๆ 16,000 บาท (ไม่รวมภาษี) งานนี้ใครอยากได้ก็ลองไปแย็บ ๆ ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายในบ้านเราได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Uniracing เปิดตัวสติกเกอร์แต่งหล่อ Vespa GTS ได้เวลาที่เวสป้าจะหล่อได้แบบแตกต่างด้วยของแต่งราคาไม่แรง ด้วยของแต่งจากสเปน Uniracing Vespa GTS Super Sticker Kit ชุดสติกเกอร์แต่งหล่อ สำหรับสาวกเวสป้า ที่นอกจากจะราคาไม่แพงแล้ว คุณสมบัติสติกเกอร์ของทางแบรนด์ยังเจ๋งอีกด้วยนะ ปกติแล้วทางแบรนด์จะถนัดทำสติกเกอร์ให้กับรถแข่ง รถออฟโร้ดและแอดเวนเจอร์เป็นหลัก และทำให้กับทางทีมแข่งระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Kawasaki Racing Team ใน WSBK หรือจะเป็น HRC Monster Energy Team เป็นต้น มาคราวนี้หันหน้าเข้าเมืองมีเป้าหมายคือเวสป้า แบรนด์แห่งแฟชัน ความคลาสสิกและชีวิตคนเมือง ซึ่งทางยูนิเรซซิ่งมองเห็นโอกาสที่จะสร้างความแตกต่างให้กับสาวกผู้หลงใหลในตัวตนของเวสป้าด้วยชุดคิทสติกเกอร์ที่ออกแบบมาได้อย่างสวยงามมีสไตล์ ทางยูนิเรซซิ่งออกแบบชุดคิทสติกเกอร์ของพวกเขามาทั้งหมด 3 เฉดสีด้วยกัน เพื่อให้สามารถเลือกสีสันที่ลงตัวกับตัวรถและรสนิยมของสาวกได้มากที่สุด โดยลวดลายนั้นได้มาจากผ้าลายสก็อตนั่นเอง ซึ่งมันจะช่วยขับเน้นความเรียบหรูของทางเวสป้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งใน 1 ชุดเนี่ยจะประกอบไปด้วยสติกเกอร์ 6 ชิ้น สำหรับแปะตามจุดต่าง ๆ ของตัวรถตามภาพ ตัวสติกเกอร์จะใช้วัสดุพิเศษของทางแบรนด์ที่ใช้เทคโนโลยีเฉพาะที่มีชื่อว่า GRASTEC ซึ่งจะสามารถกันรอย กันยูวี และยังสามารถแปะและลอกออกได้โดยไม่ทิ้งคราบกาวอีกด้วย เจ๋งดีใช่มั้ยล่ะ สุดท้ายนี้ใครสนใจไปลองสั่งซื้อกันในเว็บได้ ราคาหน้าเว็บแปลงเป็นเงินไทยอัตโนมัติอยู่ที่ 3,000 บาท (ยังไม่รวมค่าจัดส่ง) ถือว่าไม่แพงเลยกับสิ่งที่จะได้ ทั้งสไตล์ที่โดดเด่น ทั้งยังช่วยกันรอยได้อีกด้วย บอกเลยคุ้มแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki Katana เวอร์ชั่นโมเดล ตอบโจทย์คนงบน้อย มาแล้วจ้า (จริง ๆ ก็มีขายมาพักนึงแล้ว) Suzuki Katana เวอร์ชันโมเดล ตอบโจทย์คนงบน้อย เด็ก และเด็กโข่ง หรือแม้แต่แฟนพันธุ์แท้ค่ายคนบ้ากับโมเดลตัวต่อจากค่าย CaDA Block ไม่ใช่เลโก้ตัวต่อแบรนด์ดังแต่อย่างใด ทว่ารายละเอียดที่มีในโมเดลนี้ก็ถือว่าทำออกมาได้ดีพอสมควรเลย เด็กโข่งอย่างเรา ๆ ลองไปดูกันดีกว่าว่ามีอะไรยังไงกันบ้าง สำหรับเจ้าโมเดลตัวต่อแบรนด์นี้ได้รับลิขสิทธิ์แท้มาจากทางซูซูกิ โดยมาในรูปแบบของโมเดลขนาด 1:6 ซึ่งจะมาในขนาด 35.1 ซม. x 13.7 ซม. x 21.8 ซม. ก็ถือว่าขนาดกำลังดี ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ตัวโมเดลมีรายละเอียดต่าง ๆ ค่อนข้างดี แต่ไม่ได้ละเอียดเหมือนโมเดลจากทางฝั่งเลโก้ในบางโมเดล (ของเลโก้ที่ซับซ้อนนั้นเหมาะกับเด็กโข่งอายุ 18 ปีขึ้นไป) แต่เจ้าแบรนด์ CaDA Block นี่ก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ มีรายละเอียดสำคัญค่อนข้างครบถ้วน รวมไปถึงชิ้นส่วนที่สามารถขยับได้จริง หลายจุด นอกจากนี้ยังมีสแตนด์และแท่นสำหรับจอดโชว์มาให้อีกด้วย ถือว่าใส่ใจมาพอสมควรเลยทีเดียว สุดท้ายนี้เจ้าโมเดลที่ว่านี้ราคาขายที่จับต้องได้แน่นอน โดยราคาอยู่ที่ 6,160 เยน หรือคิดเป็นเงินไทยได้ที่ประมาณ 1,500 บาทเท่านั้นเอง งานนี้ไบเกอร์หรือเด็กโข่งสายซูก็เป็นเจ้าของได้ไม่ยากเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

RUROC EOX COSMIC หมวกสายสปอร์ต สะดุดทุกสายตา สะดุดทุกสายตาจริง ๆ เพียงแวบแรกที่เห็นกับ Ruroc Eox Cosmic หมวกเต็มใบซี่รี่ส์ใหม่สัญชาติอังกฤษ ที่มาพร้อมสีสันสวยงามแบบสีเหลือบ พร้อมโชว์ลายเคฟลาร์ให้เห็นเต็ม ๆ ตา น่าจะถูกใจไบเกอร์วัยรุ่นบ้านเราได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ดีไซน์ของหมวกกันน็อกออกมาในแบบของสปอร์ตโฉบเฉี่ยวในแบบมินิมัล ไม่ได้มีลวดลายกราฟิกอะไร แต่ว่ามาพร้อมสีสันแบบสีเหลือบที่จะเปลี่ยนสีตามมุมของแสงที่ตกกระทบ และลายเคฟลาร์ เรียกว่าดึงดูดสายตาได้เป็นอย่างดี รูปทรงตัวหมวกออกแบบมาให้มีแอโรไดนามิกที่ดีเพื่อให้มีความนิ่งเสถียรที่ความเร็วสูง ๆ ตัวเปลือกหมวกนั้นมาจากวัสดุคาร์บอนคอมโพสิตที่รวมเอาวัสดุ 4 อย่างเข้าด้วยกัน ได้แก่ คาร์บอนไฟเบอร์ T300 เสริมความแข็งแรงด้วยเคฟลาร์ ไนลอนและไฟเบอร์กลาส ซึ่งซับแรงกระแทกได้ดี แต่ขณะเดียวกันก็แข็งแรงและมีน้ำหนักเบา และเพื่อให้ทุกคนใส่ได้พอดีที่สุดทางค่ายทำเชลล์ไซส์มาให้มากถึง 3 เชลล์ไซส์ ทางแบรนด์ยังออกแบบชิลด์หน้าให้มีมุมมองกว้างมากถึง 215 องศา ให้ทัศนวิสัยที่ดีเป็นระดับท็อปของคลาส พร้อมกลไกการถอดเปลี่ยนชิลด์หน้าได้แบบไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ ส่วนเรื่องของช่องลมนั้นมีช่องลมขนาดใหญ่ถึง 6 จุดช่วยเพิ่มการไหลเวียนของอากาศในหมวกได้เป็นอย่างดี รวมถึงสามารถปิดเปิดเพื่อปรับแต่งปริมาณลมไหลเวียนได้ ขณะที่เรื่องความปลอดภัยนั้นไม่ต้องห่วง ตัวหมวกผ่านการทดสอบมาตรฐาน ECE 22.06 ของทางยุโรป และ DOT ของอเมริกา สุดท้ายนี้เรื่องของสนนราคาค่าตัวจะอยู่ที่ 539 ปอนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 25,200 บาท แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ประเทศไทยยังไม่มีตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ แต่เราก็เชื่อว่าไบเกอร์ชาวไทยที่ชื่นชอบก็ย่อมจะสามารถหามาเป็นเจ้าของได้อย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CHIGEE AIO5 Play หน้าจอเสริมอัจฉริยะสำหรับ BMW งานนี้บีมเมอร์หรือสาวก BMW ได้เฮ เพราะล่าสุดมีแก็ดเจ็ดสุดเจ๋ง เหมาะกับไบเกอร์ในยุคสมัยใหม่มาให้สาวกค่ายใบพัดสีฟ้าได้ใช้งานกันแล้วกับ Chigee AIO5 Play หน้าจอเสริมอัจฉริยะสำหรับ BMW ที่มีลูกเล่นหลากหลาย แต่ใช้งานง่ายเพียงแค่เสียบก็ใช้งานได้ทันที เจ้าหน้าจอเสริมอัจฉริยะที่ว่านี้เป็นหน้าจอสีแบบ IPS ขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด 720P อัตราการรีเฟรชหน้าจออยู่ที่ 60 เฟรมต่อวินาที มีความสว่าง 1000 nit กันรอยขีดข่วน และมีคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่นได้ถึงเรท IP68 รองรับช่วงอุณหภูมิการใช้งาน ตั้งแต่ – 20 องศา ไปจนถึง 60 องศา เรียกว่าน่าจะเพียงพอกับการทุกการขับขี่ใช้งาน การใช้งานของหน้าจอที่ว่านี้เพียงแค่ติดตั้งลงไปกับเมาท์สำหรับยึดตัวระบบนำทางที่อยู่ใกล้กับเรือนไมล์ของตัวรถได้เลย ไม่จำเป็นจะต้องใช้อุปกรณ์อื่นใดเพิ่มเติม เท่านี้ก็สามารถแสดงผลข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวรถได้มากมาย และสามารถใช้งานร่วมกับตัว Wonder Wheel ของตัวรถได้เลย (บางรุ่นอาจจะต้องใช้อุปกรณ์เสริม) เช่น ความเร็ว ความเร็วรอบ เกียร์ ระยะทาง ทริป อุณหภูมิเครื่องยนต์ อุณหภูมิอากาศ องศาการเอียงตัวรถ แรงดันไฟแบตเตอรี่ ความดันลมยาง แจ้งเตือนระยะเซอร์วิส วันที่เซอร์วิสครั้งต่อไป หรือจะเป็นฟังก์ชันพิเศษจากทางตัวหน้าจอเองอย่าง ระบบบันทึกข้อมูลการเดินทางหรือ Trip Log ที่สามารถแทร็ก ระยะทาง ระยะเวลา ระดับความสูง ความเร็วสูงสุด และความเร็วเฉลี่ยได้ นอกจากนี้แล้วตัวหน้าจอนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ผ่านระบบบลูทูธเพื่อใช้งานระบบ Apple CarPlay หรือ Android auto เพื่อใช้งานระบบนำทาง หรือว่าควบคุมสมาร์ทโฟนเพื่อรับสายหรือโทรออก เช็คข้อความ หรือจะฟังเพลงก็สามารถทำได้อีกด้วย เรียกว่าสะดวกสบายสุด ๆ โดยรองรับโมเดลต่าง ๆ ดังนี้ – R1300GS – R1200GS – R1250GS – R1250RT – R1250GSA – S1000XR – K1600 – F750GS – F800GS – F850GS – F900GS – และรุ่นอื่น ๆ เรื่องของการจำหน่าย แบรนด์นี้มีตัวแทนในประเทศไทยอย่างเป็นทางการด้วย โดยจะจำหน่ายในราคาราว ๆ ไม่เกิน 14,000 บาท ในอนาคตอันใกล้นี้ โดยสามารถเข้าไปติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง https://www.facebook.com/chigeethailand/ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

AGV ปล่อย New Pista GP RR ‘Limited’ มายั่วยวนเหล่าสาวกหมวกItalianอีกแล้ว! AGV ปล่อยหมวกใหม่ Top of the line อย่าง Pista GP RR -Electrum รุ่นพิเศษ จำนวนจำกัด สีสุดเฟี้ยว แบบอิริเดี้ยมโชติช่วงชัชวาลย์ ขี่อยุ่กลางแจ้งร้อนยังกับไฟเออร์ ตัดกับคาร์บอนด้านร้อนดังกับไฟเออร์(ทันเพลงนี้ไม่เด็กแล้วนะ) โดดเด่นด้วยชิลด์หน้า สีเปลวไฟ Iridium Red Trimส่วนรายละเอียด ตาข่ายดักลมสีเดียวกับชิล์ดหน้า Eye catching ด้วยTrimช่องอากาศ บริเวณจมูกด้วยสีเดียวกันไปอีก รายละเอียดทุกเม็ดเนียนๆ ทีเด็ดด้วยโลโก้บนหมวก แบบสามมิติ 3D effect คุณค่าที่คุณคู่ควร กับ Limited Edition เพียง 2000ใบทั่วโลก ราคาเบาๆ ประมาณ ไม่เกิน3แสนเยน ส่วนจะเป็นเงินไทยบวกภาษีเท่าไหร่ ได้โควต้ากี่ใบ เด่วตัวแทนอัพเดท แล้วจะมาแจ้งกันนาจา วันนี้แอดจะไปเก็บเงิน (ซื้อสลากกินเรียบรอไว้ขึ้นเงิน) Release Date เป็นช่วง Fall Winter collection ปลายปีนี้แหละ อ่าห์ มันช่างจ้าซะจริงๆ…. 🥹🌈

สาวก Evangelion ต้องซื้อ ไม่มีไม่ได้แล้ว เพจ Scorpion Helmets Official Thailand เผยคลิปหลุดหมวกกันน๊อก Scorpion EXO-R1 ลาย EVA-01 โดนใจกระตุ้นต่อมนักสะสมสาวก Evangelion พร้อมดีเทล winglet หลัง เหมือนหลุดออกจาก Anime และใครที่มองทันในเฟรมแรก จะเห็นลาย EVA-02 แว้บๆอีกด้วย ทางเพจยังไม่เปิดราคา และเว็บไซต์หลัก scorpion exo ก็ยังไม่มีข้อมูลของหมวกรุ่นนี้ ทางเรายังไม่แน่ใจว่าจะเปิดเป็นรุ่นอะไร เพราะจากที่ลองค้นในเว็บ ยังไม่มีรุ่นใหม่แบบที่มีวิงหลังเต็มๆหรือที่หน้าตาใกล้เคียง คาดว่าน่าจะเปิดตัวเป็น EXO รุ่นใหม่ พร้อมคอลเลคชั่น Evagelion Neon Genesis ที่เดียวเลย อ้างอิงราคาจาก SCORPION EXO R1 EVO AIR ที่วางขายอยู่ 15,900 บาท Scorpion EXO รุ่นใหม่พร้อมลิขสิทธิ์ลาย น่าจะอยู่ ไม่เกิน 20,000 บาท ถือว่าเป็นแบรด์นำเข้าที่น่าจับตามอง และ จับต้องได้ง่ายกว่า ด้วยราคาตัวท๊อปในปัจจุบัน ที่ไม่ข้าม 2 หมื่น บอกเลยว่า หนู อยากด้ายยย พร้อมบวกทุกย่านราคา

Insta360 GO 3S กล้องวิดีโอ 4K ที่เล็กที่สุดในตอนนี้ อูย เทคโนโลยีเดี๋ยวนี้ไปเร็วไปไวไปไกลกันเหลือเกิน ล่าสุดก็มีการเปิดตัวแอ็คชันแค็มตัวจิ๋วแต่ทรงพลังที่ถ่ายวีดีโอได้ในระดับ 4K กันเลย ซึ่งก็คือเจ้า Insta360 GO 3S ซึ่งเป็นอะไรที่เหมาะกับไบเกอร์อย่างเรา ๆ มาก เพราะมันเล็กพกพาสะดวกแถมฟังก์ชันเจ๋ง ๆ เพียบเลย ไม่ว่าคุณจะเป็นไบเกอร์สายไหนก็บอกเลยว่ามีไว้ ได้คอนเทนต์เพียบแน่นอน ก่อนหน้านี้มีโมเดล GO 3 แต่ถ่ายได้เพียง 2.7K เท่านั้น มาคราวนี้เพิ่มตัว S ก็อัปเกรดความละเอียดให้ถ่ายได้ถึง 4K แม้ว่าจะมีกล้องที่ถ่ายได้ 8K แล้วก็เถอะ แต่ก็มีขนาดใหญ่กว่า บวกกับมาตรฐาน 4K ดูจะเป็นมาตรฐานที่ใกล้เคียงกับการใช้งานจริงในตอนนี้มากกว่า นอกจากความคมชัดระดับ 4K ที่มาในขนาดจิ๋วและเบาเพียง 39 กรัมของเจ้ากล้องตัวนี้แล้ว ยังมีฟีเจอร์ต่าง ๆ อีกมากมาย โดยมีไฮไลท์เด่น ๆ ดังนี้ – ระบบ Megaview FOV ช่วยให้วิดีโอที่ถ่ายออกมามีการบิดเบือนน้อยลงกว่าเดิมมาก – ปรับเปลี่ยนจากการถ่ายแนวนอนเป็นแนวตั้งได้อย่างง่ายดายเพียงบิดและแตะถ่ายเท่านั้น – ระบบ Interval Video ที่จะช่วยถ่ายวิดีโอในช่วงเวลาสำคัญของคุณเองอัตโนมัติ รวมไปถึงมีระบบตัดต่อคลิปย่อย ๆ เองอัตโนมัติให้กลายเป็นวิดีโอเดียวเข้ากับเพลงได้อย่างลงตัว – ทำงานร่วมกับ Apple Find My ได้ ช่วยให้ตามหากล้องของคุณได้ง่ายดายยิ่งขึ้น หากคุณลืมมันหรือทำมันหาย – แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานมากขึ้นเป็น 140 นาทีเมื่อใช้ร่วมกับ Action Pod เฉพาะตัวกล้องได้ 38 นาที – และฟังก์ชั่นอื่น ๆ ในแบบที่แอ็คชันแค็มทั่วไปทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการกันน้ำ ระบบกันสั่น รวมไปถึงการติดตั้งกับสิ่งของต่าง ๆ หรือสิ่งมีชีวิต หรือจะใช้ในกิจกรรมไหน ๆ ก็สะดวกไปหมด แถมยังช่วยให้คุณครีเอ็ทมุมมองแปลกใหม่ได้แทบจะไร้ขีดจำกัดกันเลยทีเดียว และสำหรับไบเกอร์ท่านใดที่เป็นสายคอนเทนต์ หรือจะใช้ถ่ายเพื่อเก็บความทรงจำดี ๆ ไว้ดูเองในหมู่เพื่อนฝูง หรือจะถ่ายอะไรก็ตามแต่ สามารถหาซื้อได้ ในราคาเริ่มต้นที่ 15,500 บาทสำหรับรุ่นหน่วยความจำ 64 GB และ 16,500 บาทสำหรับรุ่น 128 GB โดยหาซื้อได้ตามร้านกล้องชั้นนำทั่วประเทศได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รองเท้า TCX Tourstep WP กันน้ำ คุณภาพดี ราคาไม่แพง ช่วงนี้ก็เข้าหน้าฝนแล้ว แน่นอนว่าฝนเจ้ากรรมนายเวรของคนตาดำ ๆ อย่างเรา ๆ ก็ตกได้ตกดี ตกเกือบทุกวัน บางวันตกตั้งแต่เช้า ตอนไปทำงาน งานนี้ไบเกอร์อย่างเรา ๆ ก็ต้องได้รับผลกระทบไปแบบเต็ม ๆ จะให้หันไปขับรถยนต์ สำหรับคนเมืองรถติด โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ ก็ลำบาก ก็จำต้องขี่รถลุยฝนกันไป เสื้อกับกางเกงกันฝนมีแล้ว แล้วรองเท้าล่ะ ใส่ผ้าใบก็เปียก ครั้นจะตากแดดให้แห้ง แดดก็ไม่แรงพอ มาวันนี้ก็เลยขอแนะนำ รองเท้า TCX Tourstep WP บูทกันน้ำ สำหรับขี่มอเตอร์ไซค์ จากอิตาลี รุ่นใหม่ล่าสุดปี 2024 ที่บอกได้เลยว่าตอบโจทย์หน้าฝนได้เป็นอย่างดี สำหรับเจ้า TCX Tourstep WP คู่นี้คือบูทหุ้มข้อสำหรับขี่มอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะ ออกแบบโดยมุ่งเน้นในเรื่องของการกันน้ำและการันตีการป้องกันนิ้วเท้า เท้าและข้อเท้าตามมาตรฐานสูงสุดของทางแบรนด์ ขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยความสบายและดีไซน์ที่เหมาะกับทั้งการขับขี่และการเดิน เรียกว่าคู่เดียวจบ ขี่รถได้ดีสบายปลอดภัย พอถึงที่ทำงาน ก็เดินไปไหนมาไหนได้ ไม่เคอะเขิน และด้วยเทคโนโลยี T-Dry ที่จะมีการเพิ่มชั้นเม็มเบรนกันน้ำ ช่วยให้รองเท้าคู่นี้เหมาะกับการขับขี่ในทุกสถานการณ์แม้กระทั่งในยามฝนตกโปรยปรายลงมา หรือจะใส่ไปลุยหิมะต่างประเทศก็ยังไหว นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี Groundtrax พื้นรองเท้าแบบพิเศษที่ให้ความมั่นคงและการยึดเกาะที่ดีขณะเดิน สวมใส่สบายด้วยเทคโนโลยี Zplate พื้นรองเท้าด้านในช่วยให้อิสระในการเคลื่อนไหวแม้ในยามใส่เดินทั่วไป ทั้งยังช่วยซับแรงกระแทกช่วยเพิ่มการป้องกันอีกด้วย ปิดท้ายด้วยแผ่นรองรองเท้าด้านใน OrthoLite ที่พัฒนามาเพื่อความสบายและการซัพพอร์ตเท้าอย่างเต็มที่ โดยมีคุณสมบัติการระบายอากาศที่ดีช่วยทำให้เท้าแห้งและเย็นสบาย ทั้งยังการันตีการยุบตัวตลอดอายุการใช้งานว่าจะไม่เกิน 5% ดังนั้นจะอยู่ซัพพอร์ตเท้าคุณตลอดอายุการใช้งานได้เป็นอย่างดี สุดท้ายนี้ใส่และถอดได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วด้วยระบบสายรัดและตีนตุ๊กแกที่ช่วยให้ใช้งานง่ายและใส่ได้กระชับอีกด้วย ซึ่งทีว่ามานี้เนี่ยราคาเบา ๆ เพียง 6,900 บาทเท่านั้น ถูกกว่ารองเท้าผ้าใบบางรุ่นเสียอีก ไบเกอร์ที่รักความปลอดภัยก็ไม่ควรพลาด สามารถทักข้อความเพจ Panda Rider หรือเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ เว็บไซต์ https://www.pandarider.com/Panda/Product_boots_TCX.html ได้เลย รับรองไม่ผิดหวัง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เลือกหมวกกันน๊อกมอเตอร์ไซค์ ให้เข้ากับหัวที่สุดก่อนการซื้อ เทียบจากลักษณะของทรงหัว และ ขนาด เพื่อเลือกหมวกกันน๊อกที่ใส่สบายที่สุด

รีวิว Kabuto Exceed โฉบเฉี่ยว คล่องตัว ใช้งานง่าย กลับสู่ช่วง Super Goodies กันอีกครั้ง กับหมวกกันน็อกอีกหนึ่งรุ่นที่ทดสอบไปพร้อมกับเจ้า Kamui-3 ก็คือ รีวิว Kabuto Exceed หมวกโอเพนท์เฟซสเปกพิกัดเริ่มต้นจาก Kabuto Helmets ประเทศญี่ปุ่น ที่ทรงมันดูเหมือนหมวกบ้าน ๆ แต่เป็นหมวกบ้าน ๆ ที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ด้วยวัสดุการออกแบบที่มาพร้อมกับความปลอดภัยด้วยมาตรฐานยุโรป ECE22.05 และมอก. รวมถึงฟังก์ชันใช้งานต่าง ๆ ค่อนข้างครบครัน เดี๋ยวไปดูกันว่ามันน่าสนใจอย่างไรและมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง แน่นอนว่าหมวกรุ่นนี้เป็นประเภทครึ่งใบแบบ Easy Use ที่เน้นใช้งานงานทั่วไป แต่ยังคงให้ความปลอดภัยด้วยวัสดุเปลือกหมวกที่ทำจาก T.P.S. หรือเทอร์โมพลาสติก ให้คุณสมบัติของความแข็งแรงและทนทาน โดยมีขนาดเชลล์ไซส์ของเปลือกหมวก 2 ขนาดได้แก่ ไซส์ (S,M) และ (X,XL) ซึ่งนอกจากในเรื่องของความแข็งแรงแล้ว ตัวเปลือกหมวกยังถูกออกแบบเส้นสาย เพิ่มเลเยอร์ส่วนครีบหลังซึ่งจะช่วยในเรื่องของการแอร์โฟรว์ให้อากาศไหลผ่านได้ดียิ่งขึ้น และป้องกันไม่ให้ลมหวนรบกวนตัวหมวกอีกด้วย ซึ่งเจ้าระบบดังกล่าวทางแบรนด์ได้จดลิขสิทธิ์โดยมีชื่อว่า Wake Stabilizer ช่องลมด้านบน 2 ส่อง ช่องลมด้านหลัง 1 ช่อง เสริมการระบายอากาศภายในตัวหมวกด้วยช่องลม 3 ช่อง ด้านบน 2 ช่องและด้านหลังอีก 1 ช่อง และเพิ่มกิมมิกความสวยงามเพิ่มไปอีกขั้นด้วยการเพิ่มดีเทลของชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ตามจุดต่าง ๆ ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ต่อกันที่ตัวชิลด์ด้านหน้าของตัวหมวกมีการออกแบบ แบบ Visor Air Rolling Aero Dynamic อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของหมวกรุ่นนี้ ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้ CFD (พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณสามมิติ) ตัวปลายชิลด์ ออกแบบให้ตวัดหงายขึ้นเพื่อตัดลมไม่ให้เข้าใต้คาง อีกทั้งแผ่นชิลด์และยางขอบรูปทรงใหม่ให้ประสิทธิภาพสูง ด้วยการใช้ Trim Rubber ในการเข้าไปอุดช่องว่างทำให้ลดเสียงรบกวนได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงแผ่นชิลด์รุ่นนี้ยังรองรับการติดตั้งแผ่นกันฝ้า หรือ Pinlock แถมยังถอดออกแผ่นชิลด์ได้ง่ายขึ้นด้วยระบบแบบไม่มีฝาปิด หรือ SAJ Shield PAT ประกอบกับแว่นดำขนาดใหญ่ติดเพิ่มมาให้อีกชั้น ช่วยในเรื่องของการกรองแสงได้ดียิ่งขึ้น และยังสามารถเปิด-ปิดใช้งานได้ง่าย ส่องต่อด้านในกับตัวนวมที่ทำขึ้นจากวัสดุ COOLMAX ช่วยดูดซับความชื้นและระบายความร้อนได้ดี รวมทั้งยังสามารถถอดออกมาทำความสะอาดได้ง่าย และเสริมความปลอดภัยอีกขั้นด้วยชิคแพทเพิ่มการดูดซับแรงกระแทกตรงบริเวณแก้ม ทำให้มีความแข็งแรงในจุดประบางมากยิ่งขึ้น บวกกับเสริมความนุ่มนวลให้กับผู้ขับขี่และยังสวมใส่ง่ายสบายอีกด้วย และแน่นอนว่าหมวกรุ่นนี้มีจุดรองรับการติดตั้งลำโพงบลูทูธมาให้ทั้งสองข้าง ให้สายรัดคาง Griplock แบบล็อก 2 ชั้น โดยทำเข็มขัดวงล้อไมโครไฟเบอร์แท้ของ Kabuto รวมถึงการยึดฟันหลายซี่และระบบเดือยคันโยกแบบปล่อยทำให้สามารถปรับหัวเข็มขัดได้อย่างปลอดภัยและเพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นด้วยการปลดออกแบบ 2 สเต็ป แถมยังปลดได้ง่ายเพียงใช้แค่มือเดียว สี ราคาและน้ำหนักตัวหมวก (ลายกราฟิก สีดำด้าน-แดง ราคา 8,900 บาท / สีพื้น ดำด้าน ราคา 7,900 บาท) ขนาดไซส์ S : 1,490 กรัม ขนาดไซส์ M : 1,540 กรัม ขนาดไซส์ L : 1,590 กรัม ขนาดไซส์ XL : 1,640 กรัม ฟีลลิ่งการทดสอบ สำหรับหมวกรุ่นนี้ก็เป็นหมวกอีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจ เพราะด้วยรูปทรง ดีไซน์ต่าง ๆ ส่วนตัวถือว่าทำออกมาได้สวย เสมือนนำหมวกสปอร์ตมาผ่าครึ่งใบมาใส่ในรุ่นนี้ และใส่สไตล์ที่เน้นไปทาง Easy Use แต่ยังคงมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยด้วยมาตรฐาน ECE22.05 และมอก. ไม่แพ้รุ่นเต็มใบเลยทีเดียว ด้วยการใช้วัสดุแบบเดียวกันทั้งเปลือกหมวก (มีระบบแอร์โฟรว์อากาศด้านหลัง) ช่องลม (รุ่นนี้มี 3 ช่อง) นวม แว่นด้านในและสายรัดคาง รวมถึงฟังก์ชันใช้งานต่าง ๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับเจ้า Kamui ทั้งตัวนวมภายในที่ยังให้ความกระชับ ดูดซับความชื้นและอุณหภูมิภายในตัวหมวกได้เป็นอย่างดี มีช่องลมตัวหมวกเปิด-ปิดใช้งานง่าย ขณะที่น้ำหนักของตัวหมวกนั้นให้ความเบา ใส่ง่าย ถอดง่าย รองรับการติดตั้งลำโพงบลูทูธ รองรับการใส่แว่น ถือว่าสะดวกครบครัน ชิลด์ให้มาเหมาะแก่การใช้งานทั่วไป เปิด-ปิดใช้งานง่าย ถอดก็ง่าย มีกระจกด้านในช่วยกรองแสงอีกชั้น สำหรับหมวกรุ่นนี้ถือว่าให้ความคล่องตัว ด้วยการใช้งานและเพอร์ฟอร์มานซ์ต่าง ๆ ถือว่าโอเค สะดวกใช้งานง่าย เหมาะกับการสวมใส่ขับขี่สกู๊ตเตอร์ หรือรถสปอร์ตคลาส 300 ซีซีขี่วิ่งในเมือง (ถ้ารถบิ๊กไบค์แนะนำให้ใส่เต็มใบ)

รีวิว Kabuto Kamui-3 ทรงดี สเปกแจ่ม ราคาเอื้อมถึง เปิดตลาดในบ้านเราอย่างเต็มรูปแบบแล้ว สำหรับแบรนด์หมวกกันน็อกจากแดนซามูไรอย่าง Kabuto Helmets ก็พร้อมที่จะบุกตลาดรถสองล้อด้วยการส่งผลิตภัณฑ์หมวกกันน็อกทั้งสองรุ่น Kabuto Kamui-3 และ Kabuto Exceed มาให้ยลโฉมในราคาที่เอื้อมถึงง่ายและให้จับจองเป็นที่เรียบร้อย สำหรับคอลัมน์ Super Goodie ในครั้งนี้ทางทีมงาน SuperBike Thailand ก็ไม่พลาดที่จะหยิบหมวกทั้งสองรุ่นมาทำการรีวิวและสวมใส่ใช้งาน ซึ่งรุ่นแรกที่จะทำการทดสอบก็คือ รีวิว Kabuto Kamui-3 จะมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ไปชมกัน และเพื่อให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากขึ้นสำหรับไบค์เกอร์มือใหม่ สำหรับแบรนด์ Kabuto Helmets ก็ถือว่าเป็นหมวกกันน็อกที่ได้รับความนิยมอันดับต้น ๆ ในญี่ปุ่น ซึ่งเรียกว่าติดท็อป 3 เลยก็ว่าได้ อีกทั้งแบรนด์ดังกล่าวได้เปิดมาอย่างเนิ่นนานตั้งแต่ปี 1982 โดยปัจจุบันมีอายุนับมาอย่างยาวนานถึง 42 ปีเลยทีเดียว นับว่าเป็นแบรนด์หมวกกันน็อกที่มีเทคโนโลยีความปลอดภัยสูง และได้รับความไว้วางใจจากเหล่าไบค์เกอร์มากมากมายทั่วโลก ตั้งแต่คลาสผู้ใช้งานทั่วไปจนถึงระดับเรซซิ่งอย่างรุ่น F-17 ซึ่งนักแข่งที่ใช้หมวกรุ่นนี้มีทั้ง Aleix Espargaró #41 ในรายการ MotoGP และ Remy Gardner จาก เวที WorldSBK ซึ่งก็ถือว่าได้รับความไว้วางใจจากเหล่านักแข่งในการแข่งขันระดับโลกนั่นเอง หมวก Full Face ดีไซน์สปอร์ต เป็นเอกลักษณ์ สำหรับเจ้า Kamui-3 ถือเป็นหมวก Full Face ตัวเจ็นใหม่ล่าสุดของทางแบรนด์ที่มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์และทันสมัย อีกทั้งยังมาพร้อมกับมาตรฐานความปลอดภัย DOT, ECE22.05 และ มอก. ซึ่งหมวกรุ่นนี้มี 2 ขนาดเชลล์ไซส์ ทั้ง (S,M) (L-XL) โดยตัวหมวกทำด้วยวัสดุเทอร์โมพลาสติกที่มีคุณสมบัติของความแข็งแรงและทนทาน ขณะที่รูปลักษณ์ตัวหมวกมีการออกแบบดูสปอร์ต โฉบเฉี่ยว ไล่เส้นสายและปาดเว้าขอบด้านข้างไปจนถึงด้านหลัง ซึ่งจะแฝงระบบแอร์โฟรว์อย่าง Wake Stabilizer เป็นลิขสิทธิ์ของ Kabuto ออกแบบมาให้อากาศไหลเวียนผ่านตัวหมวกได้ดียิ่งขึ้นและป้องกันไม่ให้ลมหวนรบกวนตัวหมวกอีกด้วย สำหรับลายกราฟิกรุ่นนี้ (รุ่นลายกราฟิก) มีการออกแบบและเก็บดีเทลรายละเอียดต่าง ๆ รวมถึงการใช้สีที่เน้นไปแนวสปอร์ตเต็มขั้น รวมถึงมีการสวมโลโก้รุ่นเด่น ๆ ด้านหน้า ขอบข้างและด้านหลัง ต่อด้วยช่องลมของหมวกกันน็อกมีทั้งหมด 4 ช่อง แบ่งเป็นบริเวณการ์ดเม้าท์ด้านหน้า 1 ช่อง ด้านบน 2 ช่อง และด้านหลังขนาดใหญ่อีก 1 ช่อง โดยสามารถเปิด-ปิด ใช้งานตามสะดวก ชิลด์หน้า 2 ชั้น ใช้งานสะดวก เสริมมุมมองการขับขี่ของผู้ขับขี่ให้ดียิ่งขึ้นด้วยชิลด์ปรอท 2 ชั้น โดยวัสดุของชิลด์หน้าทำจากโพลีคาร์บอเนต มีคุณสมบัติสามารถป้องกันแสงแดดยูวีได้ถึง 99% และรังสีอินฟาเลต 74% อีกทั้งความพิเศษของชิลด์ปรอทรุ่นนี้จะเป็นชิ้นส่วนที่ผลิตจากโรงงาน Teijin ประเทศญี่ปุ่นและเป็นแบรนด์เดียวที่ได้ใช้อีกด้วย รวมถึงมีหมุดติดมาให้เพื่อรองรับการติดตั้งแผ่น Pinlock นอกจากนี้ยังสามารถเปลี่ยนชิลด์ได้ง่ายด้วยระบบถอดชิลด์ CF-1 Shied System เพียงกดตัวล็อกด้านข้าง (ด้านในของชิลด์) แผ่นชิลด์ก็จะหลุดออกมาทันที ยังรวมไปถึงแว่นดำด้านในยังสามารถเปิด-ปิดใช้งานได้สะดวก และขอบยางด้านหน้าของหมวกรุ่นนี้ก็ถือว่าเก็บงานได้เนี๊ยบ เป็นระเบียบเรียบร้อย ภายใน เสริมความกระชับภายในด้วยตัวนวมที่ผลิตจากใยวัสดุพิเศษ ออกแบบมาให้มีความกระชับเข้ากับสรีระผู้ขับขี่ อีกทั้งตัวนวมยังสามารถถอดซักออกได้ง่าย พร้อมเทคโนโลยี Cool Max ช่วยดูดซับความชื้นและอุณหภูมิของผู้ขับขี่ให้เย็นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ภายในตัวหมวกยังออกแบบช่องเว้าหู รองรับการติดตั้งลำโพงบลูทูธ อีกทั้งยังมีฟังก์ชันรองรับการใส่แว่น แถมยังให้สายรัดคางแบบ Griplock ใช้งานง่าย ใช้แค่มือเดียว ฟีลลิ่งการทดสอบ สำหรับหมวกที่ได้นำมารีวิวในครั้งนี้เป็นรุ่นลายกราฟิกสีดำด้าน-แดง ซึ่งหลังจากที่ได้ทำการทดสอบเป็นที่เรียบร้อย ประการแรกที่อยากกล่าวถึงก็คือ รูปทรงตัวหมวกเต็มใบในรุ่นนี้ออกแบบมาให้มีความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว เป็นเอกลักษณ์ ด้วยสัดส่วนเส้นสายต่าง ๆ ที่มีการปาดเว้าเพื่อเพิ่มการแอร์โฟรว์ของอากาศให้ไหลผ่านตัวหมวกได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งหลังจากที่ได้ลองสวมใส่ขับขี่แล้ว ตัวหมวกต้านลมได้ดี นิ่งและไม่รู้สึกหน่วงคอโดยเฉพาะขับขี่ในช่วงความเร็วสูง รวมทั้งยังเก็บเสียงได้ค่อนข้างโอเค บวกกับน้ำหนักที่ 1,650 กรัม (ไซส์ M) ซึ่งสวมใส่แล้วรู้สึกไม่หนักเท่าไหร่ รวมถึง ตัวนวมยังให้ความกระชับเข้ากับใบหน้า (แรก ๆ อาจจะตึงหน่อยเพราะด้วยของใหม่) ให้ลองใส่ไปเรื่อย ๆ น่าจะโอเคขึ้น แต่ไม่น่าเป็นปัญหาเพราะด้วยตัวหมวกเขาออกแบบมาให้เหมาะสำหรับคนเอเชียอยู่แล้ว หากใครไม่แน่ใจในเรื่องขนาดไซส์หมวก สามารถไปวัดไซส์หรือฟิตติ้งตัวหมวกที่ร้านได้เลย..บริการฟรี นอกจากนี้ ช่องลมตามจุดต่าง ๆ ของตัวหมวกยังใช้งานได้ง่าย ช่วยระบายอากาศได้ดีเลยทีเดียว ประกอบกับชิลด์ปรอทให้มาขนาดกว้างพอสมควร สามารถมองวิสัยทัศน์บนท้องถนนด้านได้ชัดเจน โดยเฉพาะมุมมองความกว้างที่สามารถมองเห็นได้ถึงสุดมุมหางตา และอีกสิ่งหนึ่งที่ชอบเลยก็คือตัวชิลด์ปรอทที่มีคุณสมบัติป้องกันรังสี UV และรังสีอินฟาเลต

2024 HJC RPHA1 Red Bull Misano GP แรร์ไอเท็ม สเปกตัวท็อป เข้าไทยมาแบบ สด ๆ ร้อน ๆ กับหมวกกันน็อกสัญชาติเกาหลีใต้อย่าง HJC RPHA1 Red Bull Misano GP แรร์ไอเท็มชิ้นสำคัญอีกหนึ่งรุ่น ที่ได้รับลิขสิทธิ์ลวดลายแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Redbull มาพร้อมสเปกระดับตัวท็อปที่สามารถใช้ได้ในการแข่งขันระดับโลกทั้ง MotoGP WorldSBK และรายการอื่น ๆ มากมาย ซึ่งหลังจากทราบข่าว ทางทีมงาน SuperBike Thailand ก็ไม่รีรอช้า หยิบมาทำการพรีวิวเป็นเจ้าแรกก่อนใคร จะมีเท็กเจอร์และรายละเอียดที่น่าสนใจบ้าง แล้วราคามันจะเท่าไหร่กันเชียว ดีไซน์ & การออกแบบ โดยรุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นรุ่นอิดิชันพิเศษและนับเป็นรุ่นที่ 3 ต่อจากโฉมเจ้า Austin GP และ Jerez GP มาพร้อมลายกราฟิกที่ได้รับบันดาลใจมาจากลวดลายกระจกโมเสคของพระวิหารในเมืองซานมาริโน ประเทศอิตาลี สะท้อนถึงความงามศิลปะพื้นเมืองในแบบตะวันตก ผสมผสานกับความสปอร์ต ตั้งแต่การไล่เส้นจากด้านหน้าลากยาวไปจนถึงสปอยเลอร์ด้านหลัง อีกทั้งตัวหมวกยังลงดีเทลของรูทสนามแข่ง มิซาโน่ เวิลด์ เซอร์กิต ติดมาด้านข้าง ออกแบบมาค่อนข้างดูเนี๊ยบและมีการเล่นสีที่ดูมีสีสันสวยงามเลยไม่น้อย และสิ่งสำคัญที่ทำให้หมวกรุ่นนี้ดูมีมูลค่าและน่าสะสม กับลวดลายของ Redbull บริเวณด้านข้าง ซึ่งต้องขอบอกว่า Redbull ไม่ได้ทำคอลแลปกับแบรนด์ไหนง่าย ๆ จึงทำให้ดีเทลของหมวกรุ่นนี้ มีความแตกต่างจากรุ่นอื่น ๆ เป็นพิเศษอีกด้วย วัสดุออกแบบ ด้วยรูปทรงของหมวกที่ออกแบบมาเพื่อเน้นใช้งานในแทร็กเป็นพิเศษ เหมาะกับการขับขี่ในความเร็ววสูง ๆ ตั้งแต่ 200 กม./ชม. ขึ้นไป ทั้งตัวเชลล์หมวกหรือเปลือกรุ่นนี้จะใช้วัสดุ P.I.M. PLUS (Premium Integrated Matrix) 5 วัสดุ ในเปลือกเดียว ที่มีส่วนผสมทั้งไฟเบอร์กลาส อารามิด ออแกนิคไฟเบอร์กลาส ซึ่งเรียกง่าย ๆ ว่า เปลือกของหมวกรุ่นนี้ มีเลเยอร์ทับซ้อนกันถึง 5 ชั้น ที่จะให้ความเบาและความแข็งแรงเป็นพิเศษ ทั้งยังเป็นวัสดุพิเศษของทาง HJC Helmets คิดค้นและพัฒนาใหม่ทั้งหมด ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง และสามารถซับกระจายแรงกระแทกได้อย่างดี แน่นอนว่าหมวก HJC RPHA 1 รุ่นนี้ถือว่าเป็นหมวกกันน็อกรุ่นท็อปสุด ที่ได้ผ่านการรับรองจากสมาพันธ์ FIM Racing พร้อมการันตีได้ว่าหมวกรุ่นนี้ สามารถนำไปใช้ในการแข่งขันรายการระดับโลกทั้ง MotoGP, WorldSBK และรายการแข่งขันอื่น ๆ ได้นั่นเอง อีกทั้งยังพ่วงมาด้วยมาตรฐานความปลอดภัย ECE R22.06 ที่เป็นมาตรฐานความปลอดภัยจากยุโรปตัวใหม่ล่าสุดในปัจจุบัน รวมถึงอย่างผ่านการรับรอง มอก. ในบ้านเราอีกด้วยนะ และนอกจากนี้ยังออกแบบให้รองรับแอโรไดนามิกได้ดียิ่งขึ้น ด้วยการทดสอบหลักพลศาสตร์ผ่านอุโมงค์ลมใหม่ทั้งหมด อีกทั้งยังอัปเกรดระบบระบายอากาศภายในหมวกใหม่ด้วยช่องทางเดินอากาศที่ใหญ่ขึ้น ถึง 4 ช่อง เพิ่มการอัดอากาศเข้าไปถ่ายเทในตัวหมวกได้เป็นอย่างดี และยังช่วยในเรื่องของการระบายความร้อนภายในตัวหมวกได้อีกด้วย โดยฟังก์ชันของตัวเปิด-ปิดช่องลมหมวกรุ่นนี้จะมีทั้งหมด 5 ช่อง บริเวณด้านบน 3 ช่อง และบริเวณการ์ดเม้าท์อีก 2 ช่อง สามารถปรับแบบสไลด์ และดูเรียบเพื่อการตัดลมที่ดีที่สุด มาพร้อมกับช่องระบายอากาศหรือช่องลมออกอีก 4 ช่อง โดยแบ่งเป็น 2 ช่องใหญ่ด้านหลัง และอีก 2 ช่องตรงบริเวณแก้ม มาพร้อมสปอยเลอร์หลัง โดยสามารถใส่ติดและถอดออกได้ตามคู่มือใช้งาน ชิลด์หน้า มาดูในส่วนของชิลด์ด้านหน้ารุ่นนี้จะให้มาขนาดค่อนข้างกว้างเลยไม่น้อย ซึ่งมันจะช่วยในเรื่องของการเพิ่มมุมมอง วิสัยทัศน์การมองเห็นได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งตัวชิลด์ยังมีคุณสมบัติป้องกันรังสียูวีได้ถึง 95% พร้อมกับตัวล็อกชิลด์สามารถปลดออกได้ง่าย เพียงใช้อุปกรณ์หรือมือดึงห่วงตัวล็อกแล้วบิดออกได้เช่นกัน และยังเสริมความปลอดภัยอีกระดับกับตัวล็อกชิลด์หน้า Double D-Ring Rapid Fire™ ช่วยป้องกันชิลด์หลุดเมื่อหมวกกระแทกหรือเกิดอุบัติเหตุ โดยตัวล็อกชิลด์จะอยู่บริเวณฝั่งซ้ายด้านหน้าติดกับตัวชิลด์รองรับการใช้งานได้เต็มรูปแบบ ด้านใน ต่อด้วยดีไซน์ภายในเริ่มที่ตัวนวมดีไซน์ใหม่ ใช้เนื้อผ้าเคลือบสารป้องกันอาการแพ้ และยังป้องกันเชื้อแบคทีเรีย โดยตัวนวมออกแบบมาให้กระชับและรองรับศรีษะของผู้ขับขี่เป็นพิเศษ ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการเก็บเสียงได้เป็นอย่างดี โดยมีแผ่นใต้คางแยกมาให้อีกชิ้น เอาไว้ใช้งานได้ตามสะดวกของผู้ขับขี่ นอกจากนี้ภายในยังออกแบบให้มีช่องเว้าหู และยังมีพื้นที่ให้สามารถติดตั้งลำโพงบลูทูธได้อีกด้วย ต่อด้วยสายรัดคางรุ่นนี้ ใช้สายรัดคางแบบ DD Ring ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง พร้อมป้ายแท็ก FIM ที่สายรัดคาง เพื่อการันตีได้ว่าเจ้า RPHA 1 รุ่นนี้สามารถใส่ใช้แข่งขันได้ทุกรายการ สำหรับหมวกรุ่นนี้มีน้ำหนักอยู่ที่ 1,500 กรัม (ไซส์ M) เพิ่มลดไซส์

รีวิว ID ZRO หมวกไทย ออปชันครบ มาตรฐานยุโรป เปิดตัวไปได้ไม่นาน เราก็ได้มีโอกาสได้นำเจ้าหมวกรุ่นใหม่จากทาง ID Helmet มาทดสอบรีวิว ID ZRO หมวกไทยออปชันครบ พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยระดับเดียวกับยุโรป หมวกรุ่นใหม่นี้จะเป็นหมวกกันน็อกเต็มใบในสไตล์สปอร์ตทัวริ่งแบบดับเบิลไวเซอร์ (Double Visor) รุ่นแรกที่ผลิตในประเทศไทยและได้รับรองมาตรฐาน ECE22.06 มาตรฐานความปลอดภัยของยุโรปตัวล่าสุด และมาตรฐาน มอก. 369-2557 ตัวหมวกจะมีจุดเด่นดังนี้ – สปอยเลอร์หลังออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิก รองรับชุดต่อหางหลังเสริม ช่วยเพิ่มความนิ่งเสถียรของตัวหมวกขณะขับขี่ด้วยความเร็ว – ชุดต่อหางหลัง Performance Kit Configuration Set เพิ่มพื้นที่สปอยเลอร์ พร้อมติดตั้งระบบวิงก์แฟล็ป (Wing Flap) เพิ่มความเสถียรขณะใช้ความเร็วในการขับขี่ – ตัวล็อคแบบกริพล็อคสไลด์บาร์ (Grip Lock Slide Bar) ทำจากสเตนเลสสตีล ปลอดสนิมตลอดอายุการใช้งาน – ชิลด์หรือแผ่นหน้าหมวกติดตั้งชาร์คฟินดิฟฟิวเซอร์ (Shark Fin Diffuser) หรือครีบลำเลียงอากาศ เพิ่มความเสถียรของตัวหมวกให้มากยิ่งขึ้น – รองรับการติดตั้งชุดหูฟังบลูทูธ เหมาะสำหรับสายคุยเยอะ หรือสายทัวริ่ง – รองรับการใส่แว่นสายตาหรือแว่นกันแดด เหมาะกับคนที่ต้องใส่แว่นสายตาหรือแว่นกันแดด – น้ำหนักเบาเพียง 1,650 กรัม +/- 50 กรัม ขึ้นอยู่กับขนาด – มีให้เลือก 4 ขนาด ได้แก่ M, L, XL และ XXL – มีให้เลือก 4 แบบด้วยกัน ฟีลลิ่งการสวมใส่ ต้องขอบอกก่อนเลยว่านี้คือหมวกกันน็อกแบบ Full Face หรือแบบเต็มใบที่ผลิตในประเทศไทยแล้วผ่านมาตรฐานมาตรฐาน ECE 22.06 เป็นใบแรกที่ได้ลองใส่ขับขี่ทดสอบกันก่อนที่เราจะมีโอกาสได้มารีวิวในสตูดิโอครั้งนี้ โดยได้มีโอกาสทดสอบหมวกใบนี้ตั้งแต่วันเปิดตัวช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ เกริ่นสั้น ๆ ตรงนี้ว่า “ฟีลลิ่งดีไม่แพ้หมวกยุโรปเลย” การออกแบบ หลังจากได้ลองแล้วก็ขอพูดหน่อย จากใจคนมีหมวกกันน็อกหลายใบทั้ง ๆ ที่ก็มีแค่ หัวเดียว ก็น่าจะพอที่จะพูดนึกฟีลลิ่งได้ในระดับนึงหมวก ID ZRO ใบนี้มีความฟิวชั่นในสไตล์ของตัวหมวก ทั้งหมวกแบบเรซซิ่งและทัวริ่งเข้าด้วยกัน ลวดลายการออกแบบมีสไตล์ โดยมาในธีมของสัตว์ในเทพนิยาย ซึ่งก็จะมี ครุฑ (Garuda) เท็นงู (Tengu) และใบนี้ก็คือ จิ้งจอกเก้าหาง (Nine Tails) ซึ่งลายนี้ก็มีลูกเล่นเพิ่มเติมให้ด้วย โดยจะมีลายกราฟิกพิเศษที่สามารถ “เรืองแสงได้” ฟีลลิ่งการสวมใส่ สิ่งแรกเลยที่สัมผัสได้เมื่อสวมใส่ลงไปคือความกระชับพอดี อาจจะเป็นเพราะหมวกยังใหม่ ความฟิตของตัวนวมให้ความนุ่มตั้งแต่ที่ใส่ ส่วนตัวรู้สึกได้ว่าฟิตติ้งตัวนวมถูกออกแบบมาให้เหมาะสำหรับหัวคนเอเชียอยู่แล้วเพราะใบนี้เป็น Asian Fit ถึงได้ฟิตติ้งหัวผมพอดี ผมก็คนเอเชียนิหน่าไม่ใช่คนคองโกสักหน่อย… มุมมองเวลาขับขี่ ดูกว้าง จะเหลือบมองมุมซ้าย มุมขวา เห็นได้ชัดเจน มองผ่านชิลด์ปรอทที่ติดมาให้กับตัวหมวก แม้จะเป็นช่วงเย็นเวลาพระอาทิตย์จะตกขับขี่ย้อนแสงพอดี ปรอทที่ให้มาช่วยได้เยอะเลยทีเดียว ต่อมาเลยนั้นคือช่วงปะทะลม ความเร็วต่ำคงจะไม่ได้เห็นผลอะไรมากคงเหมือนกับหมวกทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อมีความเร็วที่สูงขึ้น ฟีลลิ่งที่สัมผัสได้คือตัวหมวกมีอาการส่ายน้อยมาก อาจจะด้วยการออกแบบของตัวเปลือกหมวกที่มีการติดตั้งตัวสปอยเลอร์มาให้ และน้ำหนักหมวกอยู่กลาง ๆ (Size L) ไม่หนัก ไม่เบา ส่วนตัวรู้สึกโอเคเลยเมื่อต้องต้านลมที่ความเร็วสูง ๆ สรุป รีวิว ID ZRO ถ้ามองความคุ้มค่าหลังจากที่ลองใส่ เทียบกับตัวเงิน 2,590 บาท บอกเลยว่าคุ้มค่ามาก ๆ ด้วยการดีไซน์ ลวดลาย วัสดุ และ มาตรฐานที่ให้มาแบบว่ามั่นใจได้เลยว่าเงินที่จ่ายไปคุ้ม ดีกว่าซื้อหมวกผีก็อปแบรนด์นอกมาใส่ ซื้อของไทย ของแท้ มีมาตรฐาน จบกว่าเยอะ..!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Shoei แบรนด์หมวกกีนน็อคสัญชาติญี่ปุ่น เปิดตัวหมวก SHOEI X-Fifteen Koma GUN หลายๆท่านอาจจะยังไม่ค่อยจะรู้จักเท่าไร แต่บอกเลยว่าถ้าชอบหมวกที่มีเรื่องราว ต้องอ่านคอนเทนท์นี้ จะได้รู้จักกันไปพร้อมๆกัน ว่าด้วยการ์ตูนมังงะดริฟท์รถ ขวัญใจวัยรุ่นอย่าง Initial D ฟูจิวาระ ทาคุมิ กับรถส่งเต้าหู้ AE86 ของเขา คือสุดยอดการ์ตูนซิ่งรถที่ตรึงใจ และสร้างแรงบันดาลใจให้คนชอบรถทั่วโลกมานาน และปัจจุบัน ผลงานล่าสุดของอาจารย์คือ MF Ghost ซึ่งก็เป็นที่นิยม สานต่อตำนาน Toyota FT 86 ซึ่งก็ยังดำเนินเรื่องอยู่ในปัจจุบัน และได้รับความนิยมไม่แพ้กัน ซึ่งสรรค์สร้างโดยอาจารย์ ชูอิจิ ชิเงโนะ นั่นเอง แต่รู้หรือไม่ ว่าอจ.ชูอิจิ ชิเงโนะ นั้น แท้จริงแล้ว แกเป็นสาย 2ล้อ มาก่อนตั้งแต่แรก โดยมังงะเรื่องแรกที่เป็นที่นิยมเอามากๆ โดยเริ่มตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1983 จนถึงปี 1990 ซึ่ง วัยรุ่นไทยยุคThe Palace น่าจะเคยผ่านตา เคยอ่านกันมาบ้าง แม้จะไม่ใช่ลิขสิทธ์ เพราะสมัยนั้น การ์ตูนเหล่านี้ ก็จะพิมพ์มาแบบเทาๆ กันซะส่วนใหญ่ และมังงะ สายสองล้อ อย่าง “Bari Bari Densetsu ” ซึ่งเนื้อเรื่องก็คือ แก๊งมอเตอร์ไซค์ที่ซิ่งรถ แข่งกันบนภูเขา ตามสไตล์แข่งรถในญี่ปุ่นแท้ๆ และความสำเร็จของมังงะเรื่องนี้ก็คือ ได้ตีพิมพ์ถึง39เล่ม และ สร้างเป็นอนิเมะอีก 2 ภาค เป็นเครื่องการันตีความสำเร็จ จนอาจารย์ได้นำไปซื้อ AE86 แล้วจนเกิดอุบัติเหตุ และอาจารย์จึงได้นำไอเดีย จากการซิ่งรถแข่งทั้ง 2 ล้อและ 4 ล้อบนภูเขา มาให้กำเนิดยอดตำนานมังงะซิ่งรถ ยอดขายกว่า56ล้านเล่ม อย่าง Initial D นั่นเอง ซึ่งความนิยมของInitial D ก็ได้ถูกนำมา collapse กับหมวกกันน็อคให้สายสองล้อสะสม ซึ่งวางจำหน่ายกันไปแล้ว เพื่อนๆคงคุ้นตากันอยุ่ไม่นานนี้ แต่…พระเอกที่แท้ทรู ตรงรุ่น ตรงสาย ลายคลาสสิค ลิมิเต็ดที่แท้ทรู มาแล้ว Shoei ที่ญี่ปุ่นได้เปิดตัว หมวก SHOEI X-Fifteen Koma GUN ลายคลาสสิคที่พระเอก Koma Gun ใสในเรื่องเลย เปิดราคาไว้ 103,400 เยน และ Z8 ‘Bari Bari Legend’ เปิดราคา 82,500 เยน เฉพาะในญี่ปุ่น วางจำหน่ายในญี่ปุ่น15มีนานี้ ซึ่งเราว่า เสร็จแฟนพันธ์แท้ที่ญี่ปุ่นหมดแน่ๆ เพราะตำนานแบบนี้มีความหมายกับวัยรุ่นญี่ปุ่นที่โตมากับมังงะยุคนั้นเอามากๆ X-15 Koma Gun ราคา 103,400 เยน (แปลงเป็นเงินไทย 24,816 บาท) Z8 Bari Bari Legend ราคา 82,500 เยน ( แปลงเป็นเงินไทย 19,800 บาท) คลาสสิคโคตรๆ ว่าไหม เนื้อเรื่องของBari Bari Densetsu ก็ว่ากันด้วยเรื่องเด็ก ม.ปลาย อย่าง ‘โคมะ กัน’ นักแข่งมอเตอร์ไซค์สายถนนมือสมัครเล่น สู่ ระดับอาชีพในสนาม และก้าวไปสู่ระดับโลก ทั้ง 500cc และ750 cc. ซึ่งมังงะญี่ปุ่นในวันนั้น ได้สร้างบันดาลใจ ให้วัยรุ่นทุกยุคทุกสมัยทั่วโลก เดินตามความฝัน ต่อยอดมาเป็นเจ้าตลาดได้แทบทุกๆด้านในวันนี้ เป็นที่รู้กันว่าพลังของมังงะไม่ธรรมดา และมังงะด้านกีฬาต่างๆ ก็มีส่วนผลักดันวงการกีฬาญี่ปุ่นให้ก้าวสู่ระดับโลก และยิ่งผสานกับวัฒนธรรมที่ลงมือจริงจังและใส่ใจในรายละเอียด ได้สร้างทรัพยากรบุคคลสู่ระดับโลก ในทุกวงการมาจนปัจจุบันแบบไร้ข้อกังขา ใครมีโอกาสไปญี่ปุ่นช่วงวีคหน้า มีโอกาสได้เป็นเจ้าของล่ะก็ แนะนำเลยนะครับ ควรค่ากับการสะสมอย่างแท้จริง ครับ ขอบคุณภาพจาก Shoei JP อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

AIROH Matryx คว้ารางวัล iF DESIGN AWARD 2024 ล่าสุดหมวกกันน็อก AIROH Matryx คว้ารางวัล iF DESIGN AWARD 2024 รางวัลการออกแบบยอดเยี่ยมที่ผู้คนทั่วโลกต่างให้การยอมรับมากที่สุด สำหรับแบรนด์ AIROH หมวกกันน็อกสัญชาติอิตาเลียนอีกแบรนด์ที่ผลักดันมาตรฐานของหมวกกันน็อกให้สูงขึ้น ได้รับรางวัลออกแบบยอดเยี่ยมระดับนานาชาติ จากทาง iF DESIGN AWARD 2024 ด้วยหมวกรุ่น Matryx หมวกตัวท็อปสายถนน ทั้งนี้รางวัลนี้จะมีคณะกรรมการคัดเลือกมากถึง 132 คน รวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญอิสระจากทั่วโลกอีกด้วย สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก iF Design นั้น สถาบันนี้ได้ก่อตั้งมานานกว่า 70 ปีแล้ว และเป็นที่รับรู้กันในฐานะผู้ตัดสินคุณภาพความยอดเยี่ยมในการออกแบบ ซึ่งได้รับการยอมรับไปทั่วโลกในการทำงานและการคัดเลือกผลงานในทุก ๆ ปี โดยรางวัลจะมอบให้กับโปรเจ็กต์ที่สมควรได้รับจริง ๆ แบ่งเป็นแต่ละประเทศ และแต่ละประเภทของโปรดักต์นั้น ๆ รางวัลดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนตราประทับคุณภาพด้านรูปลักษณ์และการออกแบบ ซึ่งสามารถรับรู้ได้จักความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์หรือโปรเจ็กต์นั้น ๆ และความสำคัญในแง่ของสไตล์ ซึ่งมีผลต่อการสร้างแรงบันดาลใจหรือกำหนดทิศทางของเทรนการดีไซน์อีกด้วย ส่วนหมวก Matryx คือหมวกกันน็อกเต็มใบหรือฟูลเฟซรุ่นใหม่ล่าสุด สำหรับไบเกอร์สายถนนระดับท็อปของทางค่าย โดดเด่นมากด้วยเรื่องดีไซร์ ทั้งยังผ่านพัฒนาและทดสอบในอุโมงค์ลมของทางแบรนด์เอง การันตีว่าไม่ใช่แค่เพียงจะกันเสียงได้ดีหรือว่าระบายอากาศได้เยี่ยม แต่ยังรวมไปถึงแอโรไดนามิกเป็นเลิศอีกด้วย งานนี้ใครกำลังหาซื้อหมวกใบใหม่ ลองเก็บเจ้าใบนี้ไว้พิจารณาอีกสักใบนึง คาดว่าอีกไม่นานคงจะมาจำหน่ายในไทยเป็นแน่ ใครสนใจแวะไปสอบทางกับทาง Panda Rider กันก่อนได้ว่าอะไรยังไง บอกเลยว่าของเขาดี ราคาไม่แพงแน่นอนครับท่าน อัปเดตสินค้าใหม่จาก Panda Rider คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ID ZRO หมวกกันน็อคสปอร์ตทัวริ่ง ฟีเจอร์ซิ่ง ราคาเบา ล่าสุดบริษัท S.Y.K. Auto part Import-Export จำกัด ผู้ผลิตหมวกกันน็อคมาตรฐานหลากหลายแบรนด์ อาทิ ID, RD, Index, Proto และ Link ได้ทำการเปิดตัวหมวกกันน็อครุ่นใหม่ภายใต้ชื่อว่า ID ZRO สำหรับหมวกรุ่นใหม่นี้จะเป็นหมวกกันน็อคในสไตล์สปอร์ตทัวริ่งแบบดับเบิลไวเซอร์ (Double Visor) รุ่นแรกที่ผลิตในประเทศไทยและได้รับรองมาตรฐาน ECE.R22-06 มาตรฐานความปลอดภัยของยุโรปตัวล่าสุด และมาตรฐาน มอก. 369-2557 โดยจะมีจุดเด่นดังนี้ – สปอยเลอร์หลังออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิก รองรับชุดต่อหางหลังเสริม ช่วยเพิ่มความนิ่งขณะขับขี่ด้วยความเร็ว – ชุดต่อหางหลัง Performance Kit Configuration Set เพิ่มพื้นที่สปอยเลอร์ พร้อมติดตั้งระบบวิงก์แฟล็ป (Wing Flap) เพิ่มความเสถียรขณะใช้ความเร็วในการขับขี่ – ตัวล็อคแบบกริพล็อคสไลด์บาร์ (Grip Lock Slide Bar) ทำจากสเตนเลสสตีล ปลอดสนิมตลอดอายุการใช้งาน – ชิลด์หรือแผ่นหน้าหมวกติดตั้งชาร์คฟินดิฟฟิวเซอร์ (Shark Fin Diffuser) หรือครีบลำเลียงอากาศ เพิ่มความเสถียร – รองรับการติดตั้งชุดหูฟังบลูทูธ – รองรับการใส่แว่นสายตาหรือแว่นกันแดด – น้ำหนักเบาเพียง 1,600 กรัม +/- 50 กรัม ขึ้นอยู่กับขนาด – มีให้เลือก 4 ขนาด ได้แก่ M, L, XL และ XXL – มีให้เลือก 4 ลายด้วยกัน พิเศษสำหรับหมวกกันน็อคลายครุฑ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเอกลักษณ์ของความเป็นไทย ได้รับการออกแบบจาก อ.นิโรจน์ จรุงจิตวิทวัส จากมหาวิทยาลัยเพาะช่าง ในโอกาสนี้ทางบริษัทฯ ได้จัดทำคอลเล็คชันพิเศษจำนวนจำกัด ลายครุฑสีทอง เป็นลายพิเศษที่ได้รับการปลุกเสกจากหลวงพ่อวราห์ ปุญญวโร แห่งวัดโพธิ์ทอง โดยจะมีจำหน่ายเพียง 399 ชุด และมาพร้อมวัตถุมงคลอีกด้วย สุดท้ายนี้ ID ZRO หมวกกันน็อคสปอร์ตทัวริ่ง จะจำหน่ายในราคา 2,590 บาท โดยเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป เรียกว่าเป็นหมวกแบรนด์ไทยมาตรฐานโลกที่ราคาไม่แพงเลย ดีกว่าไปซื้อหมวกปลอมแบรนด์ต่างชาติที่ราคาแพงกว่านี้ แต่ไม่มีการรับรองมาตรฐานอะไรครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว หมวกกันน็อค ID ZRO พญาครุฑ มีเพียง 399 ใบทั่วโลก พร้อมความพิเศษมากกว่ารุ่นอื่นๆ โดยการผลิตขึ้นมาครั้งนี้ ทางร้าน SKY WALKER เป็นเจ้าภาพจัดสร้างขึ้นมาจำนวนจำกัดและหมวกทุกใบได้รับการปลุกเสกจาก เกจิที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับ พญาครุฑ มาอย่างยาวนาน แน่นอน ความพิเศษของหมวกกันนีอค ID ZRO Helmet ที่เพิ่งเปิดตัวกันไปที่ได้รับมาตรฐานระดับสากล ECE 22.06 และ มอก. 369-2557 มาตรฐานอุตสาหกรรมในประเทศไทย ถือว่าเป็นหมวกกันน็อคคุณภาพสูงที่ถูกผลิตในประเทศไทยมาตรฐานระดับโลก แต่สำหรับหมวกใบนี้ เรามาดูความพิเศษของใบนี้กันหน่อยดีกว่า เพราะว่ามีผลิตออกมาจากโรงงานเพียง 399 ใบเท่านั้น ถือว่าเป็นหมวกกันน๊อค Limited Edition ลวดลาย พญาครุฑ สีทองเด่นสง่า ไม่เหมือนกับรุ่นที่ขายในท้องตลาดทั่วไป และที่สำคัญไปกว่านั้น หมวกทุกใบถูกปลุกเสกจาก เกจิใหญ่ พระอาจารย์ วราห์ ปุญญวโร หรือ หลวงพ่อ วราห์ วัดโพธิ์ทอง ที่มีตำนานเรื่องราวเกี่ยวกับ พญาครุฑ พุทธคุณล้นเหลือ ปกปักรักษา ช่วยเหลือให้มีชีวิตที่ดีขึ้น พบเจอแต่ความรุ่งเรือง มีเงินทองไม่ขาดสาย เช่นนั้นแล้ว หมวกกันน็อคทั้งหมด 399 ใบที่วางจำหน่ายนั้นถือว่าเป็นสิ่งมงคลอย่างนึง ที่จะช่วยให้แคล้วคลาดอันตรายใดๆทั้งปวง พิเศษยิ่งกว่านั้นทุกท่านที่ได้สั่งจองหมวกกันน็อครุ่นพิเศษจากร้าน SKY WALKER จะได้รับวัตถุมงคล เหรียญพญาครุฑ มีเพียงจำนวนจำกัดเพียง 399 องค์เท่านั้น สำหรับผมแล้วถือว่าเป็นหมวกกันน็อคที่ทรงคุณค่าเหมาะแก่การจัดเก็บเข้าคอลเลกชั่น แรร์ไอเทม อีกด้วย โดยการวางจำหน่ายครั้งนี้ทางร้าน SKY WALKER เปิดราคาจำหน่าย หมวกกันน็อค ID ZRO พญาครุฑ เพียง 2,790 บาท เท่านั้น สามารถสั่งจองที่ร้านได้เลย คลิกที่นี้ มาก่อน จองก่อน จ่ายก่อน รับของก่อน ใครที่ครอบครองใบนี้ ก็ขอให้บุญบารมี พญาครุฑที่ อ.วราห์ วัดโพธิ์ทอง ปลุกเสกลงไป ให้บรรดาล สมปารถนาทุกสิ่งด้วยเถิด… อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิวรองเท้า TCX Infinity 3 Mid ตัวจบสุดเท่ เทคโนโลยีเต็มระบบ ข่าวดีสำหรับชาวไบค์เกอร์ หากท่านใดที่สนใจกำลังมองหารองเท้าสำหรับขับขี่มอเตอร์ไซค์ดี ๆ ไว้ซักคู่แล้วหล่ะก็ ลองมาดูรองเท้าสุดเฟี้ยวรุ่นนี้กันก่อน สำหรับครั้งนี้เองพวกเราทีมงาน SuperBike Thailand ได้มีโอกาสมา รีวิวรองเท้า TCX Infinity 3 Mid ที่ถือว่าเป็นรองเท้าที่แอดมินใช้งานเองและน่าสนใจเลยไม่น้อย เราไปดูกันดีกว่าว่าจะมีลูกเล่นอะไรบ้าง ดีไซน์สุดเท่ มีลูกเล่นให้ใช้งาน เริ่มกันที่รูปลักษณ์ภายนอกที่จัดอยู่ในประเภทรองเท้าหุ้มครึ่งแข้ง และมีการดีไซน์แบ่งสัดส่วนชั้นเลเยอร์ต่าง ๆ ออกมาให้มีความกระชับ ไล่รอยตะเข็บเย็บออกมาดูสมส่วน ไม่เทอะทะ โดยมีส่วนประกอบทั้งเนื้อผ้าและหนังที่ออกแบบเป็นพิเศษพร้อมลวดลายต่าง ๆ ที่เสริมคาแรคเตอร์ของความเป็นรองเท้าแฟชัน ซึ่งนอกจากจะใส่ขับขี่มอเตอร์ไซค์แล้ว ยังสามารถใส่เดินเล่นชิล ๆ ในห้างหรือตามท้องถนนได้อีกด้วย ต่อด้วยการแฝงลูกเล่นที่ช่วยเพิ่มความสะดวกและปลอดภัย สำหรับการการดึงกระชับตัวรองเท้าด้วยตัวสลิงที่สามารถใช้งานง่าย เพียงใช้มือหมุนปรับตามถนัดได้เลย รวมไปถึงตีนตุ๊กแกสำหรับเปิด-ปิดรองเท้าที่เสริมความกระชับในขณะสวมใส่เพิ่มไปอีกขั้น มาพร้อมกับเทคโนโลยีกันน้ำ T-DRY Water Proof นอกจากนี้อย่างมาพร้อมกับเทคโนโลยีกันน้ำด้วย T-DRY Water Proof ที่มีชั้นเลเยอร์ที่ป้องกันน้ำเข้า ไม่ว่าจะขี่ลุยน้ำ ลุยฝน ลุยทรายหรือลุยหิมะก็ตาม โดยส่วนตัวที่ได้ไปทดสอบขับขี่รถที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี และเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะเจอสภาพอากาศที่ค่อนข้างแตกต่างกัน บางวันก็เรียกได้ว่าขับขี่ลุยฝนทั้งวันเลยทีเดียว แต่รับรองว่าตัวรองเท้าไม่นั้นเปียกเลย อาจจะเพราะด้วยชุดที่ขับขี่ที่ปกคลุมรองเท้า ต้องบอกว่ากันน้ำได้ดี พร้อมการันตีจากการใช้งานจริง ๆ ลุยสนุกขึ้นด้วยพื้นรองเท้า Groundtrax® นอกจากเรื่องความกระชับและเทคโนโลยีกันน้ำของตัวรองเท้าแล้ว อีกหนึ่งอย่างเลยที่อยากจะบอกก็คือ เทคโนโลยีพื้นรองเท้า Groundtrax® ซึ่งเป็นพื้นรองเท้าที่มีการดีไซน์พื้นผิวโดยมีทั้งร่องเล็กและร่องใหญ่ เหมาะสำหรับการขับขี่ในสไตล์ทัวริ่งที่อาจจะต้องยืนขับขี่ ซึ่งพื้นรองเท้าจะช่วยในเรื่องของการยึดเกาะที่ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงการเตะงัดเกียร์ขึ้น-ลงในจังหวะต่าง ๆ นอกจากนี้ดอกยางมีการดีไซน์ให้สามารถคลายตัวของหิน ดิน และโคลนอะไรต่าง ๆ ได้ดี ในการขับขี่ลุยทางฝุ่น ซึ่งเรียกได้ว่ามีฟังก์ชันที่รองรับการขับขี่ทั้งทางดำและทางฝุ่นนั้นเอง ซับแรงกระแทก & ระบายความชื้นด้วยแผ่น Ortholite อีกหนึ่งอย่างที่จะกล่าวถึงนั่นก็คือแผ่น Ortholite ซึ่งเป็นแผ่นพื้นรองเท้าที่ออกแบบมาพิเศษ พร้อมการันตีการยุบตัวไม่เกิน 5 % ของพื้นผิว เท่ากับว่าคุณใส่รองเท้าแล้วยุบตัวเนี่ย ไม่เกิน 5% แน่นอน รวมไปถึงพื้นผิวของ Ortholite ยังมีส่วนในเรื่องของการระบายความชื้น ซึ่งจะช่วยในเรื่องของกลิ่นเท้าได้ดียิ่งขึ้น แน่นอนคอนเซ็ปต์ของรองเท้ารุ่นนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย สวมใส่ง่าย มีความนุ่มนวล รวมทั้งจุดต่าง ๆ ของรองเท้าที่มีการตัดเย็บ การดีไซน์ที่ช่วยรองรับสรีระของเท้าได้ดี รวมไปถึงการเซฟในส่วนของเอ็นร้อยหวายที่ข้อเท้า ตัวเตะเกียร์ พื้นผิวรองเท้า เป็นต้น สำหรับส่วนตัวที่ได้ลองใช้งานไปแล้วกับรถในหลากหลายคาแรคเตอร์ทั้งทัวริ่งไบค์ เน็กเก็ดไบค์ สปอร์ตไบค์และสกู๊ตเตอร์ บอกได้เลยว่ามิติและสไตล์ตัวรถเนี่ย ไม่มีผลกับรองเท้ารุ่นนี้ สามารถใส่ขี่รถได้หมดเลย ใส่เดินแล้วนุ่มนวล และไม่กัดเท้าเพราะมีแผ่นยางรองรับบริเวณส้นเท้านั่นเอง ก็เหมาะสมแล้วรู้สึกใส่ง่ายมาก ๆ โดยเจ้าอินฟินิตี้ 3 รุ่นนี้มีจำหน่ายถึง 2 สีด้วยกันกับสีดำและสีเขียว เปิดราคาจำหน่ายอยู่ที่ 11,900 บาท ถือว่ามีคุณสมบัติครบเหมาะสมกับการใช้งานทั้งฟังก์ชัน ดีไซน์และเทคโนโลยีเซฟตี้ที่ให้มา นับเป็นความคุ้มค่าแถมยังใส่ได้หลากหลายสไตล์ตามความถนัดของผู้ขับขี่อีกด้วย โดยสามารถรับชมสินค้าหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Panda Rider ทั้งสาขาเกษตรนวมินทร์ และสาขาราชพฤกษ์ หรือจับจองผ่านทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซค์ของ Panda Rider กันได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Revit Flare 2 Jacket ตัวจบสุดเท่ ใส่ได้หลายสไตล์ หลังจากทำบทความรีวิวรถมากันหลายต่อหลายรุ่นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจและมีแฟนเพจทักมาถามต่อเนื่องกับแจ็กเก็ตตัวโปรดสุดเท่ที่ทีมงาน SuperBike Thailand ต่างไว้วางใจและใช้งานเป็นประจำ ซึ่งนอกจากลวดลายที่ค่อนข้างถูกใจแอดมินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แน่นอนยังมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยที่กล้ารับประกันว่าสวมใส่แล้วอุ่นใจเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว สำหรับไบค์เกอร์ท่านไหนที่กำลังมองหาเสื้อแจ็กเก็ตขับขี่มอเตอร์ไซค์แล้วล่ะก็ ครั้งนี้พวกเราและทีมก็ได้รับโอกาสจากร้าน Panda Rider มาแนะนำและ รีวิว Revit Flare 2 Jacket ที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้รับการไว้วางใจจากเหล่าไบค์เกอร์หลาย ๆ ท่าน เดี๋ยวพาไปดูกันว่าแจ็กเก็ตรุ่นนี้มีเทกเจอร์ลวดลายและฟังก์ชันการใช้งานต่าง ๆ อย่างไรกันบ้าง ลวดลายกราฟิกสุดเท่ ในส่วนแรกนั้นก็คือลวดลายกราฟิกของตัวแจ็กเก็ต มาพร้อมเฉดสีที่ดูไม่ฉูดฉาดจนเกินไป โดยแจ็กเก็ตรุ่นนี้มีไซส์ขนาดตั้งแต่ไซส์ S ไปจนถึง 3XL และให้เลือกถึง 3 สีด้วยกันได้แก่ สีเขียวเข้ม (Dark Green), สีเขียวอ่อน (Light Green) และสีเทาเข้ม (Black Grey) สวมใส่สบาย และแน่นอนเจ้า Flare 2 ยังมาพร้อมกับ Race Fit ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการขับขี่บนท้องถนนแถม ยังสวมใส่สบาย ฟิตกระชับไม่รัดแน่นหรือหลวมจนเกินไป โดยตัวเสื้อมีการไล่ตะเข็บ เย็บออกมาอย่างสวยงาม สามารถขยับสรีระส่วนต่าง ๆ ได้สะดวกสบาย รวมถึงมีฮู้ดกันลมและซิบด้านหน้าสำหรับเก็บของเล็กน้อย เหมาะกับการนำมาใส่ขี่ออกทริปท่องเที่ยว อีกทั้งยังเสริมความเท่ให้กับผู้ขับขี่ หล่อขึ้นกว่าเดิมไปอีกเท่า ปลอดภัยอีกขั้น ด้วยวัสดุที่ได้มาตรฐาน นอกจากลวดลายกราฟิกสุดจ๊าบไปแล้ว ยังมี The waterproof hydratex®|G-liner ที่กันน้ำและช่วยให้ระบายอากาศได้ดี มาพร้อมกับเนื้อผ้าโพลีเอสเตอร์ 600D ซึ่งเป็นเนื้อผ้าที่ทนทานต่อแรงขีดข่วนและเสียดสีได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับ Logo แบบสะท้อนแสง การ์ด Knox® CE Protection บริเวณไหล่และข้อศอก ช่วยเพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แค่นั้นยังไม่พอ ถ้าหากผู้ขับขี่ต้องการความเซฟตี้มากขึ้นทางแบรนด์มีอุปกรณ์เสริมอย่างการ์ดหลังรุ่น SEESoft ที่ผ่านมาตรฐาน CE-level 2 ให้เลือกซื้ออีกด้วย อุ่นใจอีกเท่า ด้วยเลเยอร์ด้านใน รวมถึงยังมีลูกเล่นเลเยอร์กับเสื้อซับในแบบถอดได้ ที่ช่วยเพิ่มความอบอุ่นในขณะขับขี่ ในสภาพอากาศหนาวเย็น เพียงแค่นำมาเชื่อมกับซิปด้านในของตัวแจ็กเก็ตแล้วสวมใส่ได้เลย ก็ถือเป็นอีกหนึ่งกิมมิกพิเศษที่ทางแบรนด์ได้ใส่ใจในจุดนี้ เหมาะสำหรับการขับขี่ในช่วงหน้าหนาว แต่เชื่อว่าไบค์เกอร์ส่วนใหญ่บ้านเราคงไม่ได้ใช้กันเพราะอากาศประเทศไทยมีแต่ร้อนกับร้อนมาก (ฮ่าๆ) หมดปัญหาเรื่องความร้อน หมดปัญหาเรื่องความร้อนในขณะสวมใส่ไปได้เลย เพราะเจ้าแจ็กเก็ตรุ่นนี้มีแผ่นระบายความร้อนสามารถถอดออกได้ รูระบายอากาศ 12 รู และซิปบริเวณแขนเสื้อที่ช่วยระบายอากาศได้ดียิ่งขึ้น ราคาเอื้อมถึงง่าย สำหรับเจ้า Flare 2 เปิดจำหน่ายในราคาเพียง 9,900 บาท ถือว่าเป็นราคาที่เอื้อมถึงง่ายและไม่แพงจนเกินไป สำหรับใครที่กำลังมองหาแจ็กเก็ตลายเท่ ๆ ที่มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยแบบเต็มขั้น เหมาะกับการใส่ขี่ออกทริปต่าง ๆ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นไบค์เกอร์สายสกู๊ตเตอร์ หรือสายบิ๊กไบค์ก็สามารถเอามาใส่หล่อ ๆ ได้ พร้อมรับรองว่าไม่เขอะเขินอย่างแน่นอน โดยสามารถเข้าไปดูหรือลองสวมใส่สินค้าตัวจริงได้ที่ร้าน Panda Rider ทั้งสาขาเกษตรนวมินทร์ และสาขาราชพฤกษ์ หรือจับจองผ่านทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซค์ของ Panda Rider คลิ๊กที่นี่ พร้อมรับประกันว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก