SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
มอเตอร์ไซค์เข้าทางหลัก

ทำไมมอเตอร์ไซค์ชอบเข้าทางหลัก? สรุปสาเหตุที่แท้จริง พร้อมอัปเดตโทษปรับตามกฎหมายจราจรล่าสุดปี 2568 และแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
YSS โช้คแบรนด์ไทย

YSS โช้คแบรนด์ไทย กับเหตุผลว่าทำไมต้องซื้อ หากคุณเป็นคนที่ขับขี่มอเตอร์ไซค์ เราเชื่อว่าคุณน่าจะรู้จักแบรนด์โช้คอัพแบรนด์ YSS หรือเจ้าแบรนด์โช้คที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นคือสปริงโช้คหลังสีแดงสะดุดตามองเห็นได้จากไกลๆ และผมก็เชื่ออีกว่าหากคุณเป็นไบค์เกอร์ตัวจริงเสียงจริง คุณก็น่าจะรู้ดีว่าในวงการสองล้อเนี่ยมีโช้คมากมายขนาดไหน แต่จะมีกี่แบรนด์กันที่เราจะเชื่อใจได้ แล้วซื้อไปแล้วจะมีบริการหลังการขายที่ได้มาตรฐาน  วันนี้ทางเรา SuperBike Thailand จะนำคุณไปทำความรู้จักกับแบรนด์โช้คมาตรฐานระดับโลก สายเลือดไทย 100% ว่าดียังไง ทำไมคุณถึงควรเลือกใช้โช้คหรือผลิตภัณฑ์จาก วาย.เอส.เอส.   ภูมิใจแบรนด์ไทย คุณภาพระดับโลก วาย.เอส.เอส.นั้นถึงแม้จะเป็นแบรนด์ไทย ผลิตในประเทศไทยก็จริงๆ แต่ต้องยอมรับว่าคุณภาพของเขานั้นเข้าขั้นระดับโลก ทั้งยังมีทีมวิจัยและพัฒนาจากต่างประเทศที่มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี มาร่วมพัฒนาและคิดค้นสินค้าใหม่ๆ จนต้องยอบรับว่าของเขาดีและมีคุณภาพจริงๆ อีกทั้งยังการันตีด้วยมาตรฐานต่างๆ ตั้งแต่โรงงานการผลิต โดยได้รับทั้งมาตรฐาน ISO 9001 และการรับรอง TUV RHEILAND จากประเทศเยอรมนี นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์จาก วาย.เอส.เอส. ซึ่งเป็นโช้คอัพในเอเชียเพียงแบรนด์เดียวเท่านั้นที่ผ่านการทดสอบจนได้รับการรับรองมาตรฐาน ABE ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดจากทางสถาบัน KBA ที่ทำการทดสอบและให้คะแนนในเรื่องของคุณภาพการผลิตในประเทศเยอรมนี และมีไม่กี่แบรนด์ในโลกที่ได้รับมาตรฐานนี้ เท่านั้นยังไม่พอ วาย.เอส.เอส. ยังมีเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ทันสมัยรวมไปถึงทีมวิจัยและพัฒนาทั้งในยุโรปและเอเชีย อาทิ เนเธอร์แลนด์ อิตาลี สเปน ญี่ปุ่นและมาเลเซีย เพื่อช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์และรองรับลูกค้ากลุ่มต่างๆ จนสามารถสร้างความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง และยังรวมไปถึงกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นจักรยานยนต์, สกู๊ตเตอร์, รถยนต์, ATV, UTV, Side by Side, สโนว์โมบิล และยานพาหนะอื่นๆ อีกมากมาย    การันตีคุณภาพด้วยรางวัลจากมอเตอร์สปอร์ตระดับสากลและระดับโลก นอกจากคุณภาพจะได้มาตรฐานระดับโลก ทั้งการเเข่งขันจากหลากหลายสถาบัน ผลิตภัณฑ์จาก วาย.เอส.เอส. ยังได้รับการไว้วางใจและถูกเลือกใช้จากทีมแข่งมอเตอร์สปอร์ตทั้งในระดับสากลและระดับโลกหลากหลายทีมทั้งในในประเทศไทยจนถึงต่างประเทศ รวมถึงรายการเเข่งขันระดับโลก เช่น MTM Kawasaki racing  ที่คว้าแชมป์โลก World Supersport 300 ปี 2020 รวมถึงผลงานในฤดูกาล 2021 ก็ยังยอดเยี่ยม ทีม TECH2 & YSS คว้าแชมป์รายการ JP250 4 Hours Endurance Road Race 2021 (ญี่ปุ่น) คว้าแชมป์ในรายการ CIVS Championship 2021 (อิตาลี) และล่าสุด Altogo Racing Team กับเเชมป์รุ่น WSSP 600 Challenge Cup 2021 เป็นต้น   ซึ่งถือเป็นการการันตีคุณภาพผลิตภัณฑ์ด้วยผลงานการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกที่ต้องวัดกันที่สมรรถนะของชิ้นส่วนทุกชิ้น    หายห่วงด้วยการรับประกันและบริการที่ได้มาตรฐาน แน่นอนว่าเมื่อเป็นแบรนด์ไทย ไม่ใช่ของหิ้วหรือของนำเข้ามาขาย ดังนั้นสินค้าจึงมีการรับประกันคุณภาพและการบริการ หากมีปัญหาสามารถส่งเข้าเซอร์วิสหรือซ่อมแซมได้ หายห่วงได้เลย เพราะชิ้นส่วนทุกชิ้นได้รับการออกแบบและพัฒนาผลิตในโรงงานประเทศไทย มีอะไหล่รองรับทุกเคสจึงสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องรออะไหล่   ราคาไม่แพง เข้าถึงง่าย ถือว่าเป็นจุดเด่นสำหรับ YSS นั้นมีโรงงานผลิตในไทย ดังนั้นจึงไม่มีการบวกเพิ่มจากภาษีนำเข้าและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ดังนั้นจึงสามารถที่จะตั้งราคาในแบบที่จับต้องได้มากกว่า ต่างกับแบรนด์อื่นๆ ที่ต้องนำเข้ามาและต้องเสียภาษีและค่าขนส่ง และแน่นอนว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็จะถูกบวกเพิ่มเข้ามาในราคาขายด้วยครับ ทำให้เกิดจุดแข็งในส่วนนี้ ราคาที่ถูก และคุณภาพเกินราคา คุ้มค่าแน่นอน นอกจากนี้ยังเข้าถึงได้ง่ายกว่าจากการมีตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศไทยอีกด้วยครับ ความหลากหลาย เหมาะกับงบประมาณและการใช้งาน YSS นั้นมีโช้คและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้เลือกหลากหลายรุ่น หลากหลายราคา ซึ่งก็จะตอบโจทย์ได้มากกว่า สำหรับคนงบน้อยก็จะมีรุ่นที่ไม่แพงมากแต่ให้สมรรถนะที่คุ้มค่า หรือสำหรับคนงบเยอะจะใส่แบบเรซซิ่งเลยก็มีตัวสินค้ารองรับ นอกจากนี้ยังมีให้เลือกสีสันได้อีกด้วยครับ ต่างกับแบรนด์อื่นๆ ที่อาจจะมีคนนำเข้ามาเฉพาะรุ่นท็อป ซึ่งส่วนมากก็จะราคาแพง คนงบน้อยก็อาจจะเข้าถึงได้ยาก หรือเกินความต้องการการใช้งานไป    ได้ของตรงรุ่น ไม่ต้องเสียเวลาดัดแปลงให้ลำบาก ได้ของตรงรุ่นไม่ต้องเสียเวลาดัดแปลงให้ยุ่งยากมากความ แน่นอนว่า วาย.เอส.เอส. มีโรงงานในไทย โดยมีทีมพัฒนาและผลิต ให้สอดคล้องกับตลาดรถในไทย ก็ต้องบอกเลยว่ารถคันไหนขายในไทย วาย.เอส.เอส. ก็จะคอยผลิตตัวโช้คหรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ให้ออกมารองรับรถรุ่นนั้นๆ โดยทีมจะทำการออกแบบตั้งแต่การผลิตรูปทรง เลือกใช้วัสดุที่เหมาะสม รวมไปถึงเทคโนโลยีการรับแรงกระแทกของรถรุ่นนั้นๆ ให้ออกมาแบบสมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อที่ จะได้โช้คที่ออกแบบมาตรงรุ่น เหมาะกับการใช้งาน ไม่ต้องมาดัดแปลง ตัดนู่นนี่นั่นของตัวรถ หรือมาทำขายึดอะไรให้ยุ่งยากอีกต่อไปครับ  และทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่าทำไมคุณต้องซื้อผลิตภัณฑ์จาก YSS โช้คแบรนด์ไทย คุณภาพระดับโลกมาใช้ในรถของคุณครับ  สนใจสินค้าติดต่อได้ที่ YSS-THAiLAND | Facebook

ส่องสีใหม่ Kawasaki Ninja 400 2021

ส่องสีใหม่ Kawasaki Ninja 400 2021 หลังเปิดตัวที่เมืองลุงแซม เปิดตัวกันไปพักนึงแล้วกับ Kawasaki Ninja 400 2021 ที่ประเทศอเมริกา แม้ว่าที่อเมริกาจะเรียกว่าเป็นโมเดล 2022 ก็ตามที สำหรับโมเดลใหม่นี้ก็จะยังคงเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงในส่วนของสีสันและลวดลายกราฟิกเท่านั้นครับ  เจ้านินจาคันนี้ยังคงมีขุมพลัง 2 สูบ 399 ซีซีวางบนเฟรมถักที่ซ่อนอยู่ด้านหลังแฟริ่งเช่นเดิม โดยจะมีจุดเด่นที่ไฟหน้า LED เรือนไมล์แบบกึ่งดิจิตอล และระบบสลิปเปอร์คลัตช์  มาดูในส่วนที่เปลี่ยนกันบ้าง ซึ่งก็มีเฉพาะลวดลายกราฟิกภายนอกเท่านั้นเอง โดยทางอเมริกาจะจำหน่ายทั้งหมดด้วยกัน 3 โมเดล ได้แก่   โมเดลไม่มี ABS ซึ่งจะมีให้เลือกด้วยกัน 2 เฉดสีคือ สีน้ำเงินเมทัลลิกแบบด้านตัดด้วยสีเทากราไฟต์เมทัลลิก และสีเทาคาร์บอนเมทัลลิกตัดด้วยสีดำเมทัลลิก ในราคา 4,999 เหรียญหรือราวๆ 157,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่นๆ) โมเดล ABS ก็จะมีสองเฉดสีเหมือนกับโมเดลไม่มี ABS คือ สีเทาด้านตัดด้วยสีดำเมทัลลิก และสีขาวมุกตัดด้วยสีเทาคาร์บอนเมทัลลิก ในราคา 5,399 เหรียญหรือราวๆ 170,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่นๆ) และโมเดล KRT Edition ซึ่งจะมาในเฉดสีเดียวกับทีมแข่ง WorldSBK คือสีเขียวตัดด้วยสีดำและสีขาวมุก ในราคา 5,599 เหรียญหรือราวๆ 176,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่นๆ)   นักบิดคนไหนอยากได้รถที่มีกำลังแรง แต่ยังไม่อยากสอบใบขับขี่บิ๊กไบค์เจ้านินจาสี่คูณร้อย เอ้ย สี่ร้อยคันนี้น่าจะตอบโจทย์ได้ดีนะครับผม ยังไงก็ตามสีใหม่ก็น่าจะต้องรอกันหน่อยนะครับ แต่น่าจะเปิดตัวในปีแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Leoncino 800 2022

Leoncino 800 2022 เตรียมรีดน้ำหนักพร้อมขยับซีซี สาวกมอเตอร์ไซค์ค่ายสิงโตเตรียมตัวเตรียมเงินให้พร้อม เพราะล่าสุดมีเอกสารที่ได้รับการยืนยันเผยแพร่ออกมาในประทศจีนระบุว่า Benelli Qianjiang บริษัทแม่ในจีน ระบุว่าจะมีการอัปเกรด Leoncino 800 2022  เดิมทีโมเดลนี้เปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 และตอนนั้นใช้เครื่องยนต์ 2 สูบ 754 ซีซี ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เดียวกับ 752S เน็กเก็ดไบค์ของทางค่าย แต่เอกสารใหม่ที่ออกมานั้นมีการระบุว่าเครื่องยนต์ของโมเดลใหม่นี้จะเพิ่มเป็น 799 ซีซีแทน และจะมีแรงม้าที่ 87 แรงม้าหรือเพิ่มจากเดิม 7 ตัว ซึ่งน่าจะถูกใจนักบิดมากขึ้น  และที่น่าสนใจมากๆ คือ น้ำหนักของรถจะลดลงมาอีก 11 กิโลกรัมเลยจากเดิมที่ 220 กก.ก็จะเหลือเพียง 209 กก.เท่านั้น ถือว่าเป็นการอัปเดตที่น่าจับตามองมากๆ ครับ  นอกจากนี้จะมีการอัปเดตในรุ่นอื่นๆ อีกด้วย ที่พิกัดใกล้เคียงกันก็จะเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ตัวเดียวกันนี้ด้วย อาทิ เจ้าตัว Trail, SRT750 และ TRK800 ที่เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์  ทั้งนี้คาดว่าโมเดลนี้จะวางจำหน่ายได้ในช่วงปี 2022 พร้อมๆ กับเจ้า TRK800 เลยครับ ส่วนบ้านเรานั้นก็ต้องรอยาวๆ กันไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Brixton Rayburn 125

Brixton Rayburn 125 บ็อบเบอร์ไซส์สุดแนว เรียกได้ว่าแม้ซีซีจะน้อย แต่สไตล์ไม่น้อยตามไปด้วยเลยสำหรับเจ้า Brixton Rayburn 125 เรโทรไบค์ที่มีเป้าหมายสำหรับนักบิดที่ใจรักในสไตล์มากกว่าสิ่งอื่นใด มันมีคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นมากกว่าสมรรถนะ และยังมาในราคาที่เป็นมิตร  แม้ว่าบริกซ์ตันจะเป็นแบรนด์น้องใหม่ในวงการสองล้อ เพราะเพิ่งมีการผลิตในปี 2017 นี้เอง โดยมีเจ้าของเป็น KSR Group ที่อยู่ในออสเตรียซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์อื่นๆ อย่าง CFMoto, Lambretta และ Motron Motorcycles โดยที่ทางแบรนด์บริกซ์ตันค่อยๆ สร้างตัวตนในตลาดยุโรปและเอเชียทีละน้อย โดยยังไม่ไปทำตลาดที่อเมริกาเหนือแต่อย่างไร  เจ้าบ็อบเบอร์ไซส์เล็กคันนี้มีหน้าตาดูเป็นรถวินเทจพร้อมฟังก์ชันที่ช่วยให้ใช้งานในชีวิตประจำวันได้หลากหลาย จากการที่มีแร็คท้ายและกระเป๋าหนังด้านข้างขนาดเล็ก ตัวรถยังเด่นด้วยเบาะหนังสีน้ำตาล ถังน้ำมันเพ็นท์สีน้ำเงินด้านแบบทูโทน ไฟหน้ากลม  ปลอกหุ้มโช้ค คอท่อแบบแร็พ ท่อไอเสียแบบพีชูตเตอร์ และบังโคลนท้ายแบบคลาสสิค ตัวรถใต้ถังน้ำมันลงมายังถูกทำสีดำทั้งหมด ไม่ว่าจะเครื่องยนต์ พักเท้า บังโคลน โช้ค หรือแม้กระทั่งล้อ ยิ่งทำให้มันดูโดดเด่นไม่เหมือนใคร  ขุมพลังของมันเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 125 ซีซีแบบระบายความร้อนด้วยอากาศ ให้กำลังที่ 11 แรงม้า วางบนเฟรมแบบเปลเดี่ยวและใช้เครื่องยนต์เป็นส่วนนึงของเฟรมช่วยแชร์โหลด ซึ่งทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาเพียง 134 กก.  ในส่วนของระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิกธรรมดา ด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ และยังมีสปริงช่วยซับแรงที่เบาะนั่งอีกทางนึง ระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลังแทนที่จะเป็นดรัมเบรกตามแบบคลาสสิคจริงๆ และยังแอบใส่ระบบคอมบายด์เบรกเข้ามาด้วยซึ่งเป็นอะไรที่ดีมากๆ และหาได้ยากสำหรับรถราคาไม่แรงนี้  ทั้งนี้ราคาของเข้าเรย์เบิร์นคันนี้อยู่ที่ราคา 3,099 ยูโรหรือราวๆ 117,000 บาท ส่วนบ้านเราก็ยังไม่มีตัวแทนจำหน่ายนะครับ แต่ถ้ามีตัวแทนจริงๆ ถ้าทำราคาดีๆ อาจจะเป็นรถที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Voge 650 DSX

Voge 650 DSX แอดเวนเจอร์ไซส์กลางอ็อปชันแน่นจากแดนมังกร ล่าสุด Voge แบรนด์รถสัญชาติจีนก็ได้ทำการเปิดตัว Voge 650 DSX แอดเวนเจอร์ไซส์กลางอ็อปชันแน่นเพื่อจำหน่ายในยุโรป ซึ่งถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจเลยไม่น้อยหากคุณได้ลองชมรายละเอียดของมันสักหน่อย เจ้าแอดเวนเจอร์ลูกโตคันนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์สูบเดียวขนาดใหญ่ถึง 651 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังสูงสุดที่ 47 แรงม้าที่ 8,500 รอบ แต่ให้แรงบิดสูงถึง 59.66 นิวตันเมตร ซึ่งต่างจากโมเดลอื่นๆ ในค่ายในพิกัดใกล้เคียงกันที่จะใช้เครื่องยนต์แบบ 2 สูบ นอกจากนี้ยังเด่นที่ใช้ระบบบาลานซ์ชาฟต์ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องที่มีลูกสูบขนาดใหญ่ พร้อมกับหัวฉีดจาก Bosch ที่ทันสมัยอีกด้วย ตัวเครื่องยนต์นั้นวางบนเฟรมถัก มีระบบกันสะเทือนจาก KYB ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยจะมาพร้อมล้อหน้าขนาด 19 นิ้วและล้อหลังขนาด 17 นิ้วพร้อมกับยางแบบกึ่งถนนกึ่งออฟโร้ด ระบบเบรกจาก Nissin ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 298 ม.ม. กับคาลิเปอร์เบรก 2 พ็อด ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. ซึ่งเป็นชุดที่เหมาะกับการขับขี่แบบออฟโร้ด  ตัวรถมีเบาะนั่งสูง 851 ม.ม.ซึ่งไม่สูงมากนักสำหรับรถสไตล์นี้ ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นที่ 230 ม.ม.ช่วยให้ข้ามผ่านอุปสรรค์ได้มากขึ้นเวลาขับขี่ออฟโร้ด กล่องข้างและกล่องท้ายช่วยให้ใส่สัมภาะได้มากเหมาะกับการขับขี่ผจญภัย ตัวรถยังมีขาตั้งคู่และแครชบาร์ซึ่งเป็นของที่แอดเวนเจอร์ไบค์ควรจะมี นั่งสบายทั้งคนขี่และคนซ้อนด้วยเบาะนั่งสองระดับ พักเท้าอลูมิเนียมและที่พิงหลังสำหรับคนซ้อน  นอกจากนี้ยังเด่นด้วยหน้าจอเรือนไมล์เป็นจอสี TFT พร้อมระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนด้วยบลูทูธ รายงานข้อมูลได้ครบถ้วน แม้กระทั่งความดันลมยาง  ทั้งนี้ราคาจำหน่ายในยุโรปจะอยู่ที่ 8195 ยูโร หรือราวๆ 310,000 บาท แต่ถ้ามีคนนำเข้าไทยจริงๆ ราคาอาจจะดีกว่านี้ก็ได้ครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เผยโฉม Ninja-ZX-25R-2021

เผยโฉม Ninja ZX-25R 2021 ครั้งแรกที่อินโดนีเซีย ล่าสุดค่ายยักษ์เขียวอย่าง Kawasaki ได้ทำการเปิดตัวโมเดลใหม่กันที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยทำการ เผยโฉม Ninja ZX-25R ABS SE ที่มาพร้อมระบบเบรก ABS และควิกชิฟเตอร์ และจะมีให้เลือกด้วยกัน 3 เฉดสี คือ สีแดงตัดด้วยสีขาว สีเทาด้านตัดด้วยสีดำ และสีดำ และโมเดลพิเศษ KRT Edition ซึ่งก็จะมาในเฉดสีทีมแข่ง WorldSBK นั่นเอง  ซึ่งเจ้านินจาสุดซิ่งไซส์เล็กสเปกอินโดฯ นั้นจะต่างจากของประเทศอื่นอยู่ โดยจะแรงกว่าสเปกญี่ปุ่น โดยเคลมแรงม้าสูงสุดมามากถึง 50 แรงม้าที่ 15,500 รอบ และเพิ่มเป็น 51 แรงม้าเมื่อบวกกับแรมแอร์ ต่างจากญี่ปุ่นที่มีเพียง 45 แรงม้าเท่านั้น  ทั้งนี้แม้ว่าจะมีชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์เหมือนกัน แต่ในส่วนของไอดีและไอเสียรวมถึงระบบควบคุมหัวฉีด และสเตอร์รนั้นต่างออกไป สำหรับสาวกนินจาบ้านเราก็คงต้องรอต่อไปล่ะครับ แต่คาดว่าคงไม่เกินปีนี้แน่นอน  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

คลัตช์ไฟฟ้า

คลัตช์ไฟฟ้า สิทธิบัตรใหม่จาก Honda ตอกย้ำความเหนือล้ำทางเทคโนโลยี ล่าสุดทางสำนักงานสิทธิบัตรของอเมริกาก็มีการเผยให้เราได้รับรู้ว่าทางค่ายปีกนกนั้นกำลังพัฒนาระบบคลัตช์ไฟฟ้าหรือ Clutch-by-Wire ที่มีศักยภาพช่วยให้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ได้ดีขึ้น อย่างไรก็ดีสิทธิบัตรที่ยื่นนั้นเข้าใจได้ลำบากนิดนึง ดังนั้นเราจะขออธิบายให้เข้าใจพื้นฐานง่ายๆ ก่อน  ลองคิดถึงระบบคันเร่งไฟฟ้า ซึ่งเปลี่ยนเอาสายคันเร่งออกไป แทนที่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยการใช้เซ็นเซอร์และหัวขับมาควบคุมหัวฉีดเชื้อเพลิงแทน และด้วยหลัการคล้ายๆ กันนี้ ระบบ Clutch-by-Wire ทำให้ไม่ต้องใช้สายคลัตช์หรือระบบไฮดรอลิกเลย แต่มีการตรวจจับระยะการบีบคลัตช์ด้วยระบบอิเล็กทรอกนิกส์ และข้อมูลดังกล่าวก็จะป้อนไปสู่ระบบประมวลผลเพื่อให้ควบคุมคลัตช์ โดยที่ไม่ต้องมีการเชื่อมต่อกันระหว่างมือคลัตช์และคลัตช์แบบกายภาพเลย  ในภาพร่างสิทธิบัตรนั้นแสดงให้เห็นว่าตัวควบคุมแรงไฮดรอลิกซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของระบบนี้ เจ้าตัวควบคุมนี้จะรับข้อมูลจากระบบคันเร่งไฟฟ้า ซึ่งเป็นข้อมูลจำพวกความเร็วรอบต่อนาที องศาการเปิดคันเร่ง และความเร็วรถมาคำนวณด้วย ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุดคือจะช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้ดีและสมู้ทขึ้นที่ความเร็วต่ำ เหมาะกับนักบิดหน้าใหม่ และน่าจะช่วยให้นักบิดหน้าใหม่นั้นก้าวเข้าสู่วงการมอเตอร์สปอร์ตมากขึ้นก็ได้ สำหรับนักบิดที่มีประสบการณ์และยังต้องการฟีลลิ่งจากมือคลัตช์ ทางฮอนด้าเองก็คำนึงถึงเรื่องนี้ไว้แล้ว และสร้างอุปกรณ์ที่จะช่วยสร้างแรงตอบสนอง เพื่อเลียนแบบฟีลลิ่งเวลากำคลัตช์ตามปกติ  ตามแผนภาพสิทธิบัตรนั้นจะแสดงให้เห็นว่าระบบนี้จะมีการติดตั้งคลัตช์ที่แฮนด์บาร์คตามปกติ ยังมีการใช้แรงไฮดรอลิกเพื่อให้คลัตช์จับอยู่ อย่างไรก็ตามจะเป็นการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าแทนที่จะเป็นแรงทางกายภาพจากมือของคุณ เจ๋งดีใช่มั้ยล่ะครับ?  ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วการติดตั้งแบบนี้เปิดโอกาสใหม่ๆ ได้หลายอย่าง ยกตัวอย่าง กรณีระบบคันเร่งไฟฟ้า ซึ่งช่วยให้รถมีโหมดการขับขี่ แทร็คชันคอนโทรล และระบบช่วยออกตัว แน่นอนว่าระบบคลัตช์ไฟฟ้าของค่ายปีกนกก็จะช่วยในเรื่องการเข้าเกียร์ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น  และเมื่อเราลองคิดถึงระบบช่วยออกตัว ตัวรถก็จะสามารถคำนวณได้เองว่าต้องใช้คลัตช์อย่างไรให้สัมพันธ์กับความเร็ว ความเร็วรอบและอาจจะกระทั่งความสูงของการลอยตัวของล้อซึ่งจะช่วยในการออกตัวได้ดีและเร็วยิ่งขึ้นในอนาคต  ก็เรียกว่าเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ ก็ต้องมาดูกันว่าฮอนด้าจะนำมาใช้ในรถโปรดักชันอย่างไรและเมื่อไหร่กันล่ะครับ อ่านข่าว Honda อื่นๆ ที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV Agusta Brutale 1000RR 2021

MV Agusta Brutale 1000RR 2021 ยังแรง 208 ม้า พร้อมอัพเกรดเทคโนโลยีใหม่ หลังจากทยอยปรับปรุงโมเดลในพิกัด 800 ซีซีกันไปจนครบ คราวนี้ก็เป็นทีของรถตัวพันกันบ้าง สำหรับ MV Agusta Brutale 1000RR 2021 ไฮเปอร์เน็กเก็ดจากเมือง Varese  โดยในการปรับปรุงอัปเกรดคราวนี้ก็ยังเป็นประเด็นหลักอยู่ที่เรื่องของ Euro5 มีการปรับแต่งชิ้นส่วนต่างๆ ในเครื่องยนต์เพื่อช่วยลดแรงเสียดทานในระบบด้วยการใช้วาล์วไทเทเนียม วาล์วไกด์ใหม่และลูกกระทุ้งลิ้นเคลือบ DLC ทั้งยังออกแบบระบบไอเสียใหม่เพิ่้มเติม แต่ที่สำคัญคือกำลังเครื่องยนต์จากขุมพลัง 4 สูบ 998 ซีซีนั้นไม่ลดลงเลย ยังคงอยู่ที่ 208 แรงม้าที่ 13,000 รอบ และแรงบิดที่ 116.5 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ    ตัวรถโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีมากมาย อาทิ หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5.5 นิ้ว พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ มีควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง และระบบสลิปเปอร์คลัตช์ มีระบบควบคุมแรงบิด 4 ระดับ ระบบแทร็คชันคอนโทรล 8 ระดับ ระบบป้องกันการลอยตัวของล้อ ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ และระบบประมวลผลแรงเฉื่อยที่ช่วยให้ระบบอื่นๆ ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ช่วงล่างเด่นที่ระบบกันสะเทือนไฟฟ้าจาก Ohlins Nix EC ที่ด้านหน้า Ohlins TTX EC ที่ด้านหลัง พร้อมกันสะบัดปรับไฟฟ้า ระบบเบรกจาก Brembo โดยด้านหน้าเป็นคาลิเปอร์เบรก Stylema 4 พ็อดกับจานเบรกคู่ขนาด 320 ม.ม.แบบโฟลตติ้ง ขณะที่ด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรก Brembo 2 พ็อด พร้อมจานเบรกขนาด 260 ม.ม. นอกจากนี้ก็จะยังมีในส่วนของความสวยงามก็จะมีสีสันใหม่ให้เลือก 2เฉดสี ได้แก่สีแดงเพลิงตัดด้วยสีดำเมทัลลิกแบบด้าน และสีเทาเมทัลลิกแบบด้านตัดด้วยสีเทาเข้มเมทัลลิกแบบด้าน ส่วนสนนราคานั้นจะเริ่มต้นที่ 32,300 ยูโร หรือราวๆ 1.224 ล้านบาทครับ   งานนี้ไบค์เกอร์เน็กเก็ดที่มีเงินถุงเงินถังขับรถไปคุยกับทาง MV Agusta สั่งจองรถกันได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Diavel 1260 S Black and Steel

Diavel 1260 S Black and Steel เฟรมเหลืองสดใสโดนใจวัยรุ่น เจ้า Diavel นั้นถือเป็นโมเดลที่ค่อนข้างจะนอกคอกโมเดลนึงของ Ducati เฉกเช่นเดียวกับเจ้า Hypermotard จากการที่มันมีหน้าตาและบุคลิกในแบบที่หาจากโมเดลอื่นของดูคาติไม่ได้อีก  มันไม่ได้เป็นสปอร์ตไบค์ที่พร้อมจะหวดในสนาม แถมมันยังไม่ได้เป็นรถที่ผอมเพรียวปราดเปรียวคล่องแคล่วไปซิ่งลัดเลาะตัดโค้งตามเทือกเขา แต่มันกลับเป็นครูเซอร์จอมพลังกล้ามโต อย่างไรก็ดีมันก็เป็นรถที่จัดว่ายอดเยี่ยมในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะในเรื่องความงามและยอดขายที่ทำได้ค่อนข้างดี ปีก่อนหน้า Ducati ก็เพิ่งจะร่วมกับรถหรูแบรนด์กระทิงจากอิตาลีอย่าง Lamborghini กลายเป็นโมเดลพิเศษสุดสวยงามไป มาปีนี้ก็ได้ส่งโมเดลพิเศษมาทำตลาดอีกครั้ง ซึ่งก็คือเจ้า Diavel 1260 S Black and Steel ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Materico คอนเซ็ปต์ของ Ducati ที่เคยเผยโฉมให้เห็นในปี 2019  โดยโมเดลพิเศษนี้จะมีพื้นฐานเดิมมาจากโมเดลเอส แต่จะมาในชุดสีดำตัดแต้มด้วยสีเหลือง มีลายกราฟิกแบบไม่สมมาตรกัน โดยสีหลักๆ จะเป็นสีดำ มีไฮไลท์ที่จุดต่างๆ เป็นสีเหลือง อาทิ เฟรม ท้ายรถ ล้อกราฟิกบนถังน้ำมันและตรงอกล่าง โลโก้ Diavel ซึ่งก็เป็นการเติมเต็มความสดชื่นให้กับรถเดิมทีมีแต่ความเข้มและดุดันครับ  โดยเจ้าเฟรมเหลืองคันนี้จะไปโชว์ตัวในงาน Milano Monza Motor Show 2021 ที่มิลาย ประเทศอิตาลี ส่วนสนนราคานั้นยังไม่ระบุครับ แต่จะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ใกล้จะถึงนี้ครับ   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Electrocycle มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสไตล์ครูเซอร์ ชาร์จครั้งเดียววิ่งได้ 480 กิโล!

Electrocycle มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสไตล์ครูเซอร์ ชาร์จครั้งเดียววิ่งได้ 480 กิโล! ล่าสุด Zaiser Motors ได้ทำการเผยโฉมเจ้า Electrocycle ครูเซอร์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มาพร้อมทวินฮับมอเตอร์ หรือมอเตอร์ขับเคลื่อน 2 ตัวและระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และเคลมมาว่าสามารถทำท็อปสปีดได้สูงถึง 193 กม./ชม. และทำอัตราเร่ง 0 – 96 กม./ชม.ได้ใน 3.6 วินาทีเท่านั้น อ่านมาถึงตรงนี้น่าสนใจมากเลยใช่มั้ยล่ะครับ ไปดูกันดีกว่าว่ามันมีรายละเอียดอื่นๆ ยังไงกันบ้างดีกว่าครับ  Zaiser Motors นั้นเป็นสตาร์ทอัพที่มีถิ่นฐานในรัฐโคโลราโด ประเทศอเมริกา ใช้เวลากว่า 2 ปีในการออกแบบเจ้าครูเซอร์ไฟฟ้าคันนี้ โดยมีฟีเจอร์เด่นๆ ดังนี้:  ระบบรักษาเสถียรภาพอัตโนมัติ ช่วยขับขี่ได้ปลอดภัยมากขึ้น ดีไซน์แบบโมดูลาร์ ช่วยให้รถสามารถเร่งความเร็วได้อย่างรวดเร็วทันใจ แทร็คชันคอนโทรล แบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จซ้ำหรือสับเปลี่ยนได้ พร้อมระบบรีชาร์จเวลาเบรก ระยะทำการ 480 กม. ออกแบบโดยมุ่งเน้นความยั่งยืน โดยรถทั้งคันสามารถรีไซเคิลได้หมดทุกชิ้นส่วน โดยในส่วนของแบตเตอรี่นั้นมีความจุมาถึง 17.3 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ซึ่งสามารถใช้งานได้ประมาณ 480 กม. นอกจากนี้ยังรองรับระบบฟาสต์ชาร์จและสับเปลี่ยนได้ ซึ่งตรงจุดนี้เป็นจุดขายสำคัญที่ทาง Zaiser ใส่ใจเป็นพิเศษ แต่ทางค่ายเองก็ยังไม่ได้ระบุว่าชาร์จเร็วได้ขนาดไหน  ทั้งนี้ Zaiser ยังไม่ได้ระบุราคาจำหน่าย ทว่าบอกเพียงว่าจะมีราคาในแบบที่จับต้องได้ และยังตั้งเป้าจะเปิดตัวจริงๆ ในปลายปี 2021 หรือไม่เกินช่วงต้นปี 2022 งานนี้สาวกรถไฟฟ้าที่ชอบสไตล์ครูเซอร์ก็ตั้งตารอได้เลยครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ninja-650-2021

Ninja 650 2021 เปิดตัวที่อเมริกาแล้ว ล่าสุด Kawasaki USA หรือคาวาซากิ อเมริกา ก็ได้ทำการเผยโฉม Ninja 650 2022 แล้ว สปอร์ตทัวเรอร์คันนี้ยังคงไม่ได้มีอะไรเพิ่มเติม นอกจากลวดลายกราฟิกใหม่  ลูกเล่นที่สำคัญๆ ก็ยังอยู่ครบ อาทิ ขุมพลังยังคงเป็นเครื่องสองสูบเรียงขนาด 649 ซีซีเช่นเดิม ไฟหน้าคู่แบบ LED เรือนไมล์ที่มาพร้อมระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธและใช่งานร่วมกับแอพลิเคชัน Rideology ก็ยังเดิมไม่ได้ปรับปรุงอะไรในส่วนนี้ มาดูในส่วนที่เปลี่ยนกันบ้าง ซึ่งก็มีเฉพาะลวดลายกราฟิกภายนอกเท่านั้นเอง โดยทางอเมริกาจะจำหน่ายทั้งหมดด้วยกัน 3 โมเดล ได้แก่ โมเดลไม่มี ABS ซึ่งจะมีให้เลือกด้วยกัน 2 เฉดสีคือ สีเทาด้านตัดด้วยสีดำเมทัลลิก และสีขาวมุกตัดด้วยสีเทาคาร์บอนเมทัลลิก ในราคา 7,699 เหรียญหรือราวๆ 241,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่นๆ) โมเดล ABS ก็จะมีสองเฉดสีเหมือนกับโมเดลไม่มี ABS คือ สีเทาด้านตัดด้วยสีดำเมทัลลิก และสีขาวมุกตัดด้วยสีเทาคาร์บอนเมทัลลิก ในราคา 8,099 เหรียญหรือราวๆ 253,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่นๆ) และโมเดล KRT Edition ซึ่งจะมาในเฉดสีเดียวกับทีมแข่ง WorldSBK คือสีเขียวตัดด้วยสีดำและสีขาวมุก ในราคา 8,299 เหรียญหรือราวๆ 259,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่นๆ)     สาวกนินจา 650 ที่เฝ้ารอสีใหม่ ลองดูนะครับว่าถูกใจสีใหม่เหล่านี้หรือไม่ แต่เชื่อผมเถอะ สีใหม่ก็สวยไม่เบา แต่ถ้าไม่พอใจจริงๆ อาจจะต้องทำสีทำกราฟิกกันเองล่ะครับงานนี้  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ก้อง สมเกียรติ จันทรา

ก้อง สมเกียรติ จันทรา ยอดนักบิดไทยจากโครงการ Honda Race to the Dream สร้างผลงานดีที่สุดของปีนี้ ผงาดคว้าอันดับ 9 ในศึกจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก Moto 2 สนาม 7 รายการ คาตาลัน จีพี ขณะ อเล็กซ์ มาร์เกซ นักบิดสแปนิชจาก แอลซีอาร์ ฮอนด้า ขยับผลงานคว้าท็อป 11 ในศึกโมโตจีพี ที่บาร์เซโลน่า ประเทศสเปน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา การแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก โมโตจีพี 2021 สนาม 7 รายการ คาตาลัน กรังด์ปรีซ์ ดวลความเร็วรอบชิงชนะเลิศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมา ที่เซอร์กิต เดอ บาร์เซโลน่า-คาตาลุนญ่า ประเทศสเปน ชิงชัยทั้งสิ้น 24 รอบสนาม มาร์ค มาร์เกซ นักบิดสแปนิช จาก เรปโซล ฮอนด้า ออกสตาร์ทเรซนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการทะยานจากกริดที่ 13 ขึ้นมารั้งอันดับ 9 ก่อนจะขยับขึ้นมาถึงท็อปไฟว์ภายใต้ร่างกายที่ยังไม่สมบูรณ์ ทว่าแชมป์โลก 8 สมัยกลับต้องพลาดล้มออกจากการแข่งขันอย่างน่าเสียดาย เช่นเดียวกับทีมเมทอย่าง โปล เอสปาร์กาโร ที่ล้มไปก่อนหน้านั้น โดยนักบิดฮอนด้าที่ผลงานดีที่สุดคือ อเล็กซ์ มาร์เกซ จาก แอลซีอาร์ ฮอนด้า ที่บิดเข้าป้ายในอันดับ 11 ตามด้วยทีมเมทอย่าง ทาคาอากิ นาคากามิ นักบิดญี่ปุ่น ในอันดับ 13 ผ่าน 7 สนามแรกของปีนี้ นาคากามิ รั้งอันดับ 11 บนตารางแชมเปี้ยนชิพ มีทั้งสิ้น 31 คะแนน ตามด้วย เอสปาร์กาโร ในอันดับ 12 มี 29 คะแนน ส่วน อเล็กซ์ มาร์เกซ ขยับขึ้นมารั้งอันดับ 14 มี 25 คะแนน ขณะที่ มาร์ค มาร์เกซ รั้งอันดับ 18 มี 16 คะแนน ส่วนการแข่งขันในรุ่นโมโตทูชิงแชมป์โลก ถือเป็นหนึ่งในเรซที่แฟนทั่วโลกให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด โดยนักบิดไทยหนึ่งเดียวที่ลงบิดเต็มฤดูกาลอย่าง “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา จากสังกัด อิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม เอเชีย ได้ออกตัวจากกริดที่ 9 มีลุ้นท็อปเท็นเต็มตัว สมเกียรติ เริ่มเกมได้ดีแต่เสียจังหวะร่วงลงไปถึงอันดับ 14 ในช่วง 3 รอบแรก อย่างไรก็ดีนักบิดไทยค่อยๆ รักษาขีดการต่อสู้ที่ดี ก่อนจะขยับขึ้นมาจบการแข่งขันในอันดับ 9 ซึ่งเป็นอันดับที่ดีที่สุดในปีนี้นับตั้งแต่เปิดฤดูกาล เก็บเพิ่ม 7 แต้ม ขยับขึ้นมารั้งอันดับ 20 บนตารางแชมเปี้ยนชิพ มีทั้งสิ้น 11 คะแนน ทั้งนี้ ศึกโมโตจีพี 2021 สนามถัดไปจะมีขึ้นในวันที่ 18-20 มิถุนายนนี้ ที่ซัคเซนริง เซอร์กิต ประเทศเยอรมนี ในรายการเยอรมัน กรังด์ปรีซ์ แฟนความเร็วสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของนักบิดฮอนด้าได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม : fb.com/aphondaracingth อ่านข่าว Honda อื่นๆ ที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก