SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ผิดกฎจราจรตักเตือนก่อนปรับ มาตรการใหม่ หากผิดซ้ำออกใบสั่งทันที

ผิดกฎจราจรตักเตือนก่อนปรับ เริ่มใช้แล้วปี 2569 เช็กเงื่อนไขการออกใบเตือนออนไลน์และวิธีตรวจสอบประวัติที่นี่ พบผิดซ้ำปรับทันที

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
BMW M 1000 RR

BMW M 1000 RR กลายเป็นเซฟตี้ไบค์คันแรกในศึก MotoGP BMW M 1000 RR จะได้เป็นเซฟตี้ไบค์ หนึ่งในขบวนรถเซฟตี้คาร์นั้นจะออกมานำนักแข่งในช่วงวอร์มอัพแล็ปตอนเริ่มต้นเรซ หรือออกมาเพื่อที่จะให้รถแข่งนั้นลดความเร็วหากมีการตีธงเหลืองขึ้น  มันอยากที่จะเชื่อครับ แต่ว่าเรซแรกของ MotoGP ฤดูกาล 2021 กำลังจะเริ่มต้นในปลายเดือนมีนาคมนี้ โดยจะเริ่มกันที่รายการ Grand Prix of Qatar ที่สนาม Losail International Circuit ประเทศกาตาร์ และถ้าหากคุณเป็นแฟนๆ การแข่งขันรถต่างๆ แล้วล่ะก็คุณก็จะสังเกตเห็นว่ามีการใช้รถเซฟตี้คาร์ในแทบจะทุกการแข่งขัน และปีนี้ก็จะมี BMW M 1000 RR เป็นหนึ่งในนั้นด้วย และในปีนี้ BMW ได้ทำการเปิดตัวขบวนเซฟตี้คาร์ในการแข่งขัน MotoGP แล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งค่ายรถจากเมืองบาวาเรียนั้นได้ทำการซับพอร์ตรถเซฟตี้คาร์ให้กับการแข่งขัน MotoGP มาตั้งแต่ปี 1999 แล้ว แต่ในปีนี้มันกับพิเศษแตกต่างกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา  โดยในปีนี้นอกจากจะมีเซฟตี้คาร์ 3 คัน อันได้แก่ M3, M4 และ M5 CS ยังมี M 1000 RR เป็นเซฟตี้ไบค์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ ซึ่งเจ้านี่ยังนับเป็นมอเตอร์ไบค์คันแรกที่ได้รหัส M ซึ่งสื่อถึงมอเตอร์สปอร์ตอีกด้วย และรถคันนี้ในเวอร์ชันรถแข่งก็จะลงแข่งขันในศึก WSBK 2021 นี้ด้วย   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha YZF-R7

Yamaha YZF-R7 กำลังจะกลับมาอีกครั้งในฐานะโมเดลปี 2022 โดยมีหลักฐานอ้างอิงจากการยื่นจดทะเบียนกับทาง  California Air Resources Board (CARB) ในอเมริกา แต่อย่าเพิ่งตื่นเต้นมากจนเกินไปเกี่ยวกับชื่อระดับตำนานนี้ เพราะว่ามันอาจจะไม่ใช่อย่างที่คุณคิดก็ได้ โดยในเอกสารดังกล่าวมีการระบุไว้ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์ขนาด 689 ซีซี และจะใช้เครื่องยนต์สองสูบเรียง ซึ่งมันก็เครื่องของเจ้า MT-07 นั่นเอง  ซึ่งเท่ากับว่าข่าวนี้เป็นการคอนเฟิร์มข่าวลือก่อนหน้านี้ว่ายามาฮ่ากำลังพยายามทำ MT-07 ในสภาพฟูลแฟริ่ง หรือเวอร์ชั่นสปอร์ตไบค์นั่นเอง เพื่อเป็นการใช้เครื่องยนต์บล็อกนี้ให้ครบทุกเซ็กเมนต์ และแข่งขันกับค่ายอื่นๆ นั่นเอง   สำหรับคนที่อายุเยอะหน่อยและคาดหวังว่ายามาฮ่าจะปลุกผีสปอร์ตไบค์สี่สูบ 750 ซีซีแล้วล่ะก็ ผมเสียใจด้วยครับ ซึ่งหากคนที่รู้จักก็จะรู้ว่ามันเป็นรถที่เคยใช้แข่งขันในรายการ World SuperBike มันทั้งแรงและเร็ว หายาก และแพงมากๆ ซึ่งต่างกับ MT-07 มากเลยล่ะครับ  ทั้งนี้คาดกันว่าจะมีการปรับจูนเครื่องยนต์ใหม่ให้เหมาะกับการเป็นสปอร์ตไบค์ โดยที่จะยังใช้แชสซีเดียวกันกับ MT-07 แต่น่าจะมีการปรับเปปลี่ยนให้มันแข็งแรงขึ้นเพื่อรองรับการขับขี่แบบสปอร์ตมากขึ้นให้สมกับนักบิดฮาร์ดคอร์ และปรับเปลี่ยนช่วงล่าง เบรก และล้ออีกเล็กน้อย ตลอดไปจนถึงใส่เทคโนโลยีสมัยใหม่มาพอสมควร แต่ไม่มากจนเกินไป เพื่อไม่ทำให้โมเดลนี้มีราคาแพงจนเกินไป    อย่างไรก็ดีทั้งหมดนี้เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้นครับ แฟนๆ R6 ที่คาดจะได้สปอร์ตไบค์สี่สูบที่แรงขึ้นอย่าโกรธกันเลยนะครับ ว่าแต่เพื่อนๆ คิดว่าไงกันบ้าง อยากได้กันมั้ยครับ อ่านบทความ Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Desert-Sled-Fasthouse

Desert Sled Fasthouse โมเดลพิเศษฉลองชัยชนะ Mint 400 หลังจากที่ Ducati คว้าชัยชนะในศึก Mint 400 ศึกแข่งขันออฟโร้ดที่อเมริกา ทางค่ายแดงก็ได้จับมือกับทาง Fasthouse แบรนด์แอพพาเรลชื่อดังจากอเมริกา ออกแบบและผลิตสแครมเบลอร์โมเดลพิเศษจำนวนจำกัด 800 คันเนื่องในโอกาสพิเศษนี้ โมเดลที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่นี้คือ Ducati Scrambler Desert Sled Fasthouse ซึ่งเป็นผลของการเจรจาของ Jason Chinnock ซีอีโอของดูคาติอเมริกาเหนือ และ Kenny Alexander ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Fasthouse หลังจากที่ทาง Jordan Graham ได้ชนะการแข่งขัน Mint 400 ในรุ่น Hooligan Open ด้วยรถดูคาติ สแครมเบลอร์นั่นเอง  โดยเจ้าโมเดลพิเศษฟาสต์เฮาส์นี้มีพื้นฐานมาจาก สแครมเบลอร์ ดีเซิร์ท สเลด บวกกับแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งของ Graham โดยหลักๆ ก็จะเป็นเรื่องของสีสันพิเศษนั่นเอง ตัวรถมาในโทนสีดำและเทา บวกกับลวดลายเรขาคณิตบนถังน้ำมันพร้อมกับโลโก้ Fasthouse และ Scrambler ส่วนตัวเฟรมนั้นเลือกใช้เฟรมสีแดง ตัดด้วยบังโคลนสีดำ เบาะนั่งเคลือบกันลื่นและปักด้วยด้ายแดง ส่วนล้อนั้นก็จะเป็นสีดำดูดิบๆ ดุๆ หน่อย ส่วนเครื่องยนต์ก็ยังคงเดิม เป็นเครื่องวีทวิน 803 ซีซี ที่ให้แรงม้า 73 แรงม้าที่ 8,250 รอบ ให้แรงบิดที่ 65.7 ที่ 5,750 รอบ ช่วงล่างออกแบบเน้นให้เหมาะกับการขับขี่แบบออฟโร้ด เด่นด้วยโช้ค KYB ปรับแต่งได้ ระยะยุบ 200 ม.ม. พร้อมล้อขนาด 19 นิ้วและ 17 นิ้วตามลำดับ พร้อมด้วยยางกึ่งถนนกึ่งฝุ่นอย่าง Pirelli Scorpion Rally STR ไซส์ 120/70 และ 170/60 ตามลำดับ  ก็ถือว่าสวยงามตามเนื้อผ้า แต่ในเรื่องสมรรถนะไม่ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เหมาะสำหรับสายสะสม ส่วนใครใจรักจะซื้อก็ไม่ผิด แต่ตอนนี้อาจจะต้องเปลี่ยนไปติดต่อกับทาง Audi Thailand นะครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เริ่มแล้ว บิ๊กไบค์ ซิ่ง ได้ไม่เกิน 110 กม./ชม. มอเตอร์ไซค์ทั่วไปไม่เกิน 80 กม./ชม.

เริ่มแล้ว บิ๊กไบค์ ซิ่ง ได้ไม่เกิน 110 กม./ชม. มอเตอร์ไซค์ทั่วไปไม่เกิน 80 กม./ชม. เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษา ได้มีการประกาศกฎกระทรวง กำหนดอัตราความเร็วของยานพาหนะบนทางหลวงแผ่นดินหรือทางหลวงชนบทที่กำหนดขึ้นมาใหม่ โดยมีใจความสำคัญคือการปรับความเร็วให้รถยนต์ และบิ๊กไบค์วิ่งได้เร็วขึ้น โดยมีเงื่อนไขกำกับ    เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ กฎกระทรวง กำหนดอัตราความเร็วของยานพาหนะบนทางหลวงแผ่นดินหรือทางหลวงชนบทที่กำหนด พ.ศ. 2564 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 (1) แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้ ซึ่งเหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่ทางหลวงแผ่นดินและทางหลวงชนบทที่มีทางเดินรถซึ่งได้แบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่สองช่องเดินรถขึ้นไป มีเกาะกลางถนนแบบกำแพง (Barrier Median) และไม่มีจุดกลับรถเสมอระดับถนน เป็นทางหลวงที่ออกแบบเพื่อให้ยานพาหนะต่าง ๆ สามารถขับเคลื่อนในอัตราความเร็วที่สูงได้ด้วยความปลอดภัย จึงสมควรกำหนดอัตราความเร็วของยานพาหนะบนทางหลวงดังกล่าวให้เหมาะสมกับสภาพทาง ประกอบกับมาตรา 5 (1) แห่งพระราชบัญญัติทางหลวงพ.ศ. 2535 บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดอัตราความเร็วของยานพาหนะบนทางหลวงดังกล่าว จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้   สำหรับชาวสองล้อก็สรุปให้ตรงนี้ง่ายๆ ว่า รถเล็กไม่เกิน 80 กม./ชม. บิ๊กไบค์ไม่เกิน 110 กม./ชม. แต่ต้องเป็นถนนที่มี 4 เลน มีเกาะกลางเป็นกำแพง และไม่มีจุดกลับรถที่อยู่ระดับเดียวกับถนน (ต้องมีสะพานเกือกม้าให้กลับรถ) นอกจากนี้หากมีป้ายกำกับความเร็วก็ต้องทำตามป้ายกำกับความเร็วเช่นเดิม   เพื่อนๆ นักบิดสองล้อมีความเห็นอย่างไรกันบ้างครับกับกฎกระทรวงใหม่นี้ สามารถออกความเห็นกันได้นะครับ แต่รบกวนให้แสดงความเห็นกันอย่างสุภาพกันนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ชม YZR-M1 สีพิเศษ

ชม YZR-M1 สีพิเศษ ฉลองครบรอบ 60 ปีการแข่งขันกรังด์ปรีซ์ เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา Yamaha Motor ได้ทำการเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีกับการแข่งขันในระดับกรังด์ปรีซ์ด้วยการโชว์ให้เห็น YZR-M1 ในลวดลายพิเศษสีขาวตัดด้วยแถมสีแดงสุดคลาสสิคของทางค่าย  Cal Crutchlow อดีตนักแข่ง MotoGP ที่ต้อนนี้ได้ผันตัวมาเป็นนักทดสอบรถให้กับทาง Yamaha Factory Racing MotoGP แล้วได้ไปยังสนาม Losail International Circuit พร้อมกับเจ้ารถแข่ง MotoGP ในลวดลายพิเศษฉลองครบรอบ 60 ปีที่ทางค่ายได้เข้าร่วมการแข่งขันในระดับกรังด์ปรีซ์ ซึ่งเป็นรายการระดับสูงสุดนั่นเอง  โดยลวดลายสีขาวและแดงอันเป็นเอกลักษณ์ที่เลือกมาใช้นี้ก็เพื่อเป็นการระลึกถึงเรซแรกที่ยามาฮ่าได้เข้าร่วมการแข่งขันซึ่งก็ใช้รถแข่งเบอร์ 35 เช่นเดียวกับที่เห็นในตัวรถนั่นเอง นอกจากนี้ยังเป็นการให้เกียรติกับนักแข่งของยามาฮ่าทุกคนทั้งในอดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันอีกด้วย  โดยเส้นทางการแข่งขันของยามาฮ่านั้นเริ่มต้นในปี 1961 ตอนที่ทีมยามาฮ่านั้นมีนักแข่งทั้งหมด 5 คน ซึ่งรวมถึง Fumio Ito และ Taneharu Nogushi ได้บินไปยุโรปด้วยกันพร้อมๆ กับรถแข่งสองสูบเรียงขนาด 250 ซีซี RD48 และ RA41 รถแข่งสูบเดียวขนาด 125 ซีซีเพื่อร่วมในการแข่งขัน World GP เป็นครั้งแรก โดยการแข่งขันเรซแรกของทางค่ายนั้นเริ่มต้นในศึก French GP เป็นสนามที่ 3 ในฤดูกาลนั้น นอกจากรถลวดลายพิเศษนี้แล้ว เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ Yamaha จะทำการจัดกิจกรรมต่างๆ อีกมากมายตลอดทั้งฤดูกาลนี้อีกด้วยครับ รอชมกันได้เลย  ส่วนสาวกก็ต้องมารอลุ้นกันว่าลายกราฟิกนี้จะถ่ายทอดมายังรถโปรดักชันมาให้คนธรรมดาอย่างเราๆ ได้เป็นเจ้าของด้วยหรือไม่ ผมเชื่อว่าสายคลาสสิคน่าจะชอบใจลวดลายนี้ไม่มากก็น้อยครับ อ่านบทความ Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ninja ZX-10RR ตัวแข่งของ Rea กับปีกที่ท้ายรถของเขา

  ล่าสุดก็มีภาพจากทางยักษ์เขียวปล่อยออกมาเผยให้เห็นว่า Kawasaki Ninja ZX-10RR รถแข่งคันใหม่ของแชมป์โลก WorldSBK มีปีกที่ท้ายรถด้วย บทความนี้เราก็เลยรวบรวมภาพมุมต่างๆ ของรถแข่งของ Jonathan Rea แชมป์โลก 6 สมัยรวดจากศึก WorldSBK มาให้ชมกันว่าวิงก์เล็ตหรือปีกที่ว่ามันเป็นอย่างไร  สำหรับการแข่งขันมอเตอร์ไซค์แล้วรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นั้นอาจจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญซึ่งส่งผลต่อสมรรถนะของรถ เวลา ความเร็ว จนถึงความพ่ายแพ้หรือชัยชนะได้เลย ดังนั้นเราจึงมักจะเห็นค่ายรถหลายๆ ค่ายพยายามที่จะสร้างมอเตอร์ไซค์ที่เร็วที่สุดในโลกออกมา โดยเฉพาะกับรายการ WorldSBK ที่เป็นรถโปรดักชันซึ่งขายให้กับคนทั่วไปนี่ล่ะครับ ดังนั้นเมื่อเราเห็นเทคโนโลยีหรืออะไรใหม่ๆ ในสนาม เราก็อาจจะได้เห็นเทคโนโลยีเหล่านั้นกับรถทั่วไปที่เราสามารถเป็นเจ้าของได้ด้วยนั่นเอง นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและจับตามองอย่างมากครับ  ซึ่งในภาพก็จะเป็นรถของ Rea จากทีม KRT WorldSBK ที่ได้ทำการทดสอบที่สนาม Autodromo Internacional do Algarve เผยให้เห็นปีกหรือวิงก์เล็ตเล็กๆ ที่ท้ายรถ ซึ่งอาจจะช่วยสร้างแรงกดที่ล้อหลัง เพื่อช่วยสร้างความเสถียรขณะเบรกก็เป็นได้ครับ ก็นับว่าเป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่ในการแข่งขันจริงๆ เราอาจจะไม่ได้เห็นมันอีกก็ได้นะครับ หรือเราอาจจะเห็นมันอีก ถ้ามันได้ผลดีจริงๆ  สำหรับแฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตที่ติดตามการแข่งขัน WorldSBK ก็เตรียมเชียร์กันได้เลยครับ การแข่งขันสนามแรกจะระเบิดศึกกันที่สนาม MotorLand Aragon ในวันที่ 21 – 23 พฤษภาคมนี้ครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Transalp

Honda Transalp แอดเวนเจอร์ระดับกลางจากว่าที่คู่แข่ง T7 กำลังจะมา? หลายปีแล้วที่มีข่าวลือแพร่สะพัดออกมาว่าค่ายปีกนกอย่างฮอนด้านั้นพยายามที่จะผลิต Africa Twin ไซส์เล็กออกมาเพื่อต่อกรกับ Yamaha Tenere 700 และตอนนี้ข่าวซุบซิบก็ยิ่งเริ่มมีความน่าเชื่อถือเพิ่มมากขึ้นจากการที่ทางค่ายมีการจดเครื่องหมายการค้าชื่อ Transalp อีกครั้งที่อเมริกา ทางฮอนด้าเคยยกเลิกการจดเครื่องหมายการค้าในอเมริกาไปแล้วครั้งนึงเมื่อปี 2016 แต่ล่าสุดทางค่ายก็ได้มีการยื่นจดใหม่อีกครั้งเพื่อป้องกันผู้อื่นนำชื่อนี้ไปใช้ โดยเอกสารมีการระบุว่าใช้สำหรับมอเตอร์ไซค์และชิ้นส่วนโครงสร้างของมอเตอร์ไซค์  ส่วนในประเทศอื่นๆ นั้นขณะที่โมเดลเจเนอเรชันสุดท้ายของเจ้าทรานส์แอลป์หายไปจากการวางจำหน่ายในปี 2012 ทางค่ายปีกนกก็ได้ทำการแขวนชื่อนี้ไว้ แต่ในทางยุโรปนั้นมีการจดใหม่อีกครั้งในปี 2015 ทำให้มันได้รับคุ้มครองไปถึงปี 2026  ส่วนในออสเตรเลียนัน้มีการจดใหม่อีกครั้งในปี 2017 และที่ญี่ปุ่นในปี 2019 ซึ่งการยื่นใหม่เพื่อต่ออายุสิทธิ์นั้นง่ายกว่ายื่นชื่อใหม่ ดังนั้นจึงยิ่งมีความเป็นไปได้มากว่าโมเดลนี้จะกลับมาอีกครั้ง แม้ว่าเจ้า Africa Twin จะเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จดี แต่ก็เป็นแอดเวนเจอร์ขนาดใหญ่ และแอดเวนเจอร์ที่มีขนาดเล็กลงมาอย่าง CB500X และ NC750X กลับเป็นแอดเวนเจอร์ที่เน้นไปกับการขับขี่บนถนนซะมากกว่า ขณะที่ VFR800X และ VFR1200X กลับยังไม่ได้รับการอัพเดตเพื่อรองรับ Euro5 และมีทีท่าว่าจะเลิกผลิตแล้วอีกด้วย ดังนั้นการปลุกผีครั้งนี้จึงยิ่งมีความเป็นไปได้มากเลยทีเดียว  ขณะที่คู่แข่งอย่างค่ายส้อมเสียงนั้นมีแอดเวนเจอร์ในระดับกลางที่ลุยได้มากขึ้นอย่าง Tenere 700 ออกมาครองใจไบค์เกอร์ที่ชอบผจญภัย รวมถึงค่ายอื่นๆ เองก็มีแอดเวนเจอร์เน้นลุยของค่ายตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น BMW F 850 GS หรือจะเป็น KTM 890 Adventure หรือ Aprilia Tuareg 660 ซึ่งทั้งหมดล้วนใช้เครื่องยนต์สองสูบเรียง  ซึ่งเจ้าทรานส์แอลป์ก็เป็นรถสองสูบวีทวิน เปิดตัวครั้งแรกในปี 1986 และยังเรียกในชื่ออื่นว่า XL600V และกลายเป็น XL650V ในปี 2000 และ XL700V ในปี 2008 นอกจากนี้ยังมีเวอร์ชันไม่เกิน 400 ซีซีสำหรับจำหน่ายในญี่ปุ่นอีกด้วย โดยใช้ชื่อว่า XL400V    อย่างไรก็ดีโมเดล Honda Transalp ที่จะผลิตใหม่นี้น่าจะเป็นเครื่องสองสูบเรียงมากกว่าจะเป็นเครื่องวี เพราะมันถูกกว่า เบากว่าและง่ายที่จะออกแบบมากกว่า ทั้งยังเป็นที่นิยมในกลุ่มรถแอดเวนเจอร์ระดับกลางอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์กันว่าจะอยู่ในพิกัด 850 ซีซีอีกด้วย งานนี้ใครเป็นสายลุยและชื่นชอบ Honda อาจจะต้องอดใจรอกันอีกพักใหญ่เลยล่ะครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Rocket 3 R Black

Rocket 3 R Black และ Rocket 3 GT Triple Black โมเดลพิเศษสุดเข้ม เปิดตัวแล้ว ล่าสุดทางค่ายรถแดนผู้ดีอย่างไทรอัมพ์ก็ได้ทพการเปิดตัวโมเดลพิเศษอย่าง Rocket 3 R Black และ Rocket 3 GT Triple Black ซึ่งจะผลิตขึ้นอย่างจำนวนจำกัด โดยจะมีจำหน่ายเพียงโมเดลละ 1000 คันทั่วโลกเท่านั้น และมีหมายเลข VIN ระบุเลขรถแต่ละคันไม่ซ้ำกัน ซึ่งหลักๆ ของทั้งสองโมเดลพิเศษนี้คือการปรับเปลี่ยนในส่วนของรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นการนำโมเดลร็อกเก็ตเดิมที่มีอยู่แล้วมาใส่ชิ้นส่วนสีดำเพื่อเสริมภาพลักษณ์ให้ดูดิบ ดุดัน ทรงพลังมากยิ่งขึ้นครับ โดยเป็นผลมาจากการสอบถามลูกค้าว่าอยากได้จะได้รถในสีสันไหน และคำตอบส่วนใหญ่ก็คือโทนสีดำนั่นเอง  โดยตัวรถก็จะเต็มไปด้วยชิ้นส่วนที่ถูกทำให้เป็นสีดำแทบจะทั้งหมดทุกชิ้นเลย และในบางชิ้นส่วนก็จะมีการใช้ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์เข้ามาแทนที่ด้วยครับ แต่สำหรับเจ้า GT นั้นจะพิเศษกว่าตรงที่จะเป็นเฉดสีดำแบบ 3 เฉดสี ชิ้นส่วนที่ถูกทำสีดำในโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดได้แก่  ในส่วนเครื่องยนต์ก็จะมี  คอท่อไอเสีย  แผ่นป้องกันความร้อน  ฝาครอบไอดีทำสีแบบพาวเดอร์โค้ท Crinkle Black ในส่วนของตัวรถก็จะมี  กรอบไฟหน้า บังลมหน้า ฝาครอบหม้อน้ำ เบาะนั่ง และท้ายรถ โลโก้ตัวรถ และล้อหลัง ชิ้นส่วนโลหะทำอโนไดซ์สีดำ ได้แก่ เฟรมท้ายอลูมิเนียม ก้านเบรก ก้านคลัตช์ ตุ๊กตาแฮนด์ กระเดื่องโช้คหลัง การ์ดสวิงอาร์ม ขาตั้ง ชุดพักเท้าทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาย คันเบรก คันเกียร์ การ์ดข้อเท้า และกระจกปลายแฮนด์ ทั้งนี้ในส่วนของสเปกเครื่องยนต์และรายละเอียดอื่นๆ ยังคงเดิม ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ครับ ยังคงใช้เครื่องยนต์ 3 สูบขนาด 2,500 ซีซี ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลกสองล้อ มีแรงบิดมหาศาลถึง 221 นิวตันเมตรที่รอบต่ำเพียง 4000 รอบ และแรงม้าสูงสุดถึง 167 แรงม้าที่ 6,000 รอบ  ตัวรถยังมากไปด้วยฟังก์ชันการใช้งานต่างๆ และอุปกรณ์ระดับแนวหน้า ไม่ว่าจะเป็นโช้ค Showa ปรับแต่งได้ คาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ตลอดไปจนถึงเทคโนโลยีทันสมัย ทั้งระบบเบรก Cornering ABS โหมดการขับขี่ 4 โหมด จอสี TFT ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ระบบครูซคอนโทรล ระบบสมาร์ทคีย์ ช่องจ่ายไฟแบบ USB และระบบไฟแบบ LED    สุดท้ายนี้ราคาและวันวางจำหน่ายของโมเดลสีดำดุดันนี้ยังไม่ระบุ แต่ในทางเมืองนอกจะเริ่มส่งมอบในช่วงเดือนเมษายนนี้ ใครที่สนใจจริงๆ ก็สามารถติดต่อกับทาง Triumph ได้เลยครับ จำนวนที่เข้ามาในไทยน่าจะไม่มากนักครับผม    ส่วนรีวิวเรื่องสมรรถนะสามารถติดตามได้ ที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Vespa ฉลอง 75 ปี

Vespa ฉลอง 75 ปี เปิดโมเดลพิเศษให้กับ GTS และ Primavera ล่าสุดทาง Piaggio ก็ได้เปิดตัวโมเดลพิเศษให้กับทางแบรนด์ Vespa เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง 75 ปีในปี 2021 นี้ ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานพอสมควร เป็นรองแค่ไม่กี่แบรนด์เท่านั้น    โมเดลพิเศษนี้จะมีทั้งใน GTS และ Primavera และจะมีทั้งในรุ่น 125 ซีซีและ 300 ซีซี โดยทางค่ายได้ตั้งชื่อโมเดลนี้ไว้ว่า “75th” เวสป้ารุ่นพิเศษดังกล่าวนี้จะมีตัวถัง พาเนลด้านข้าง และบังโคลนหน้ามาในเฉดสีเหลืองเมทัลลิก พร้อมตัวเลข 75 ที่บังโคลนหน้าและแผงด้านข้าง นอกจากนี้อีกจุดเด่นเลยในด้านความสวยงามคือกระเป๋าหนังทรงกลมขนาดใหญ่ที่ท้ายรถ   ค่ายรถอิตาเลียนค่ายนี้ยังเลือกให้เวสป้าสุดพิเศษคันนี้มีล้อสีเทาพิเศษพร้อมเคลือบไดมอนด์มาด้วย เบาะนั่งทำจากหนัง และก็ยังคงมีชิ้นส่วนโครเมียมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระจกมองหลัง เรือนไมล์ แร็คสัมภาระและท่อไอเสีย ตามแบบของเวสป้า เพื่อที่จะทำให้โมเดลนี้พิเศษยิ่งขึ้น ทางค่ายจะมีชุดเวลคัมคิท ซึ่งภายในก็จะประกอบไปด้วย ผ้าผันคอไหมจากอิตาลี เพลตโลหะเวสป้าแบบวินเทจพิเศษ หนังสือแสดงความเป็นเจ้าของรถเฉพาะคน และโปสการ์ดสำหรับสะสม 8 ใบ โดยเป็นภาพที่สื่อถึงประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบ 8 ทศวรรษของเวสป้า สำหรับในประเทศไทยนั้นจะนำมาจำหน่ายด้วยหรือไม่ ทางเรายังไม่ทราบ แต่ในความเห็นของผม โมเดลพิเศษแบบนี้คิดว่าน่าจะมีจำหน่ายในไทยอย่างแน่นอน  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto-300NK

CFMoto 300NK สไตล์พรีเมียม แต่ราคากันเอง ค่ายรถแดนมังกรอย่าง CFMoto ดูเหมือนจะไปได้สวนในหลายๆ ประเทศ จากการที่มีโมเดลมอเตอร์ไซค์มากมาย และที่สำคัญป้ายราคาที่แสนจะเร้าใจ อันเป็นผลงานมาจากการออกแบบจาก Kiska Design เฮาส์ด้านการออกแบบชื่อดังจากยุโรป ที่ออกแบบรถ KTM  ไม่เพียงแต่ดีไซน์ที่ดูดีแล้วทางค่ายยังได้จับมือกับ OEM ยักษ์ใหญ่มากมายเพื่อให้ผลิตชิ้นส่วนให้ อาทิ Continental, KYB และ Bosch เพื่อนำมาใช้กับรถของตัวเอง และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่ารถจะทนทานไว้ใจได้ และครั้งนี้เป็นการเปิดตัว 300NK โมเดลแรกที่รองรับเรื่องไอเสียใหม่อย่าง Euro 5 (ยุโรป) และ BS6 (อินเดีย) โดยเป็นเน็กเก็ดไบค์ทีมีขุมพลังเล็กลงมาจากรุ่นพี่อย่าง 400NK และ 650NK โดยใช้เครื่องสูบเดียวขนาด 292 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมแรงม้ามาที่ 27 แรงม้า ที่น่าสนใจคือมันมีลูกเล่นที่ดียิ่งกว่ารุ่นพี่รหัส 400 ซะอีก โดยมาพร้อมหน้าจอสี TFT ที่รุ่นพี่ไม่มี นอกจากนี้ตัวรถยังมาพร้อมโช้คหัวกลับ ผิดกับเจ้า 400 และ 600 ที่ยังเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก โดยหลักๆ แล้วจะมีแพล็ตฟอร์มเดียวกันกับ 300SR ที่เป็นตัวสปอร์ตของทางค่าย  ส่วนสนนราคานั้นยังไม่เปิดราคา แต่คาดการณ์ว่าราคาจะไม่น่าจะเกิน 1 แสนบาท แต่จะจำหน่ายในไทยหรือไม่นั่น ไม่แน่ชัด เพราะตอนนี้บ้านเรามีโมเดลเดียวกันนี้แต่เป็น 250NK จำหน่ายอยู่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Vespa-Primavera-Pic-Nic

Vespa Primavera Pic Nic รุ่นพิเศษเหมาะกับสายกางเต๊นท์  และนี่คือโมเดลพิเศษจากเวสป้า Vespa Primavera Pic Nic ที่โดดออกจากป่าคอนกรีตและมุ่งหน้าสู่ป่าเขาลำเนาไพรเพื่อค้นหาความสุขอีกรูปแบบนึง เหมาะกับสายกางเต๊นท์หรือคนที่ชอบการปิคนิคกลางธรรมชาติ โมเดลพิเศษนี้มีให้เลือกด้วยกัน 3 เฉดสี คือ สีขาว White Innocenza, สีเขียว Green Relax และสีเทา Grey Materia ซึ่งช่วยขับเน้นให้โมเดลพิเศษนี้โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยโมเดลนี้จะนำเสนอลูกเล่นที่ช่วยสร้างแรงกระตุ้นให้ผู้คนออกเดินทางท่องเที่ยวและไปพักผ่อนหย่อนใจท่ามกลางธรรมชาติ มีเข็มขัดสีเบจที่เป็นซิกเนเจอร์ของโมเดลนี้ เสริมภาพลักษณ์สุดคลาสสิคและหรูหราให้กับตัวรถ มีแร็คหน้าและแร็คท้ายซึ่งมาพร้อมสายรัดสีน้ำตาลเข้ากันกับสไตล์รถทั้งยังใช้งานได้จริง สะดวกแก่การขนสัมภาระไปปิคนิคหรือกางเต๊นท์นอกตัวเมือง ตัวรถยังมีเบาะนั่งพิเศษเฉพาะรุ่นนี้ มาในเฉดสีน้ำตาลที่ตัดเย็บให้ดูหรูหราและนั่งสบาย มีลายธงชาติอิตาลีเล็กๆ ที่สายคาดเบาะเพื่อให้รับรู้ถึงต้นกำเนิดของแบรนด์ นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วนที่ทำสีโครเมียมเพื่อขับเน้นตัวรถ โดยเฉพาะเครสต์บนบังโคลนหน้า และสวยหรูด้วยเส้นสายสีขาวที่บริเวณตัวถังด้านหน้ารถและล้อสีขาวแบบ 5 ก้านขนาด 12 นิ้ว  เพื่อให้รับรู้ได้ชัดเจนว่าเป็นโมเดลพิเศษก็จะมีเพลตพิเศษระบุว่า “Vespa Pic Nic” เพื่อเติมเต็มความพิเศษของโมเดลนี้ ตลอดไปจนถึงผู้เป็นเจ้าของรถจะได้กิฟต์เซ็ตพิเศษซึ่งจะเป็นตะกร้าหวาย ผ้าปูรองปิคนิค กระบอกน้ำและถุงผ้า ส่วนเรื่องเครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นเครื่องยนต์ I-get แบบสูบเดียว 150 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ พร้อมระบบ Stop & Go ที่ช่วยดับเครื่องยนต์ขณะจอดติดไฟแดงเพื่อช่วยประหยัดน้ำมัน และพร้อมทะยานออกตัวทันทีที่เปิดคันเร่ง ตัวรถจำหน่ายในราคา 7890 เหรียญออสเตรเลียหรือราวๆ 187,000 บาทครับ ส่วนบ้านเรานั้นจะมีจำหน่ายหรือไม่ต้องรอดูครับ งานนี้สายชิคๆ ชิลล์ๆ ชอบกางเต๊นท์น่าจะชอบใจไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 1290 SUPER ADVENTURE R

KTM 1290 SUPER ADVENTURE R ตัวเน้นลุย รุ่นเรือธง ค่ายส้มมาแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ KTM ได้ทำการเปิดตัวโมเดลแอดเวนเจอร์รุ่นใหญ่รหัส S ที่เน้นไปทางขี่ทางดำเป็นหลักไปกันแล้ว มาคราวนี้เป็นคิวของสายลุยหนักๆ เน้นทางฝุ่นเป็นอาจิณ ซึ่งก็คือเจ้า 1290 Super Adventure R นั่นเองครับ โดยคราวนี้ดีไซน์มาใหม่หมดพร้อมกับการอัปเกรดความล้ำสมัยไปแบบเน้นๆ ครับ   ดีไซน์ ทางค่ายสีส้มออกแบบโดยยึดว่ารหัสอาร์คันนี้จะต้องพร้อมบุกตะลุยไปได้ในทุกสภาพเส้นทางในแบบที่ง่ายดายและลื่นไหลไปได้เอง จึงออกแบบใหม่เลยตั้งแต่ต้น ตัวรถมีแฟริ่งที่ออกแบบมาใหม่ตรงตามหลักสรีรศาสตร์มากที่สุด และยังออกแบบให้น้ำมันที่อยู่ในถังน้ำมันนั้นอยู่ต่ำมากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อให้ศูนย์ถ่วงที่ดี ให้ขับขี่ได้คล่องตัว และให้การตอบสนองยอดเยี่ยมทุกการขับขี่  มีการปรับมิติรถใหม่ให้เข้าโค้งได้เฉียบคมมากขึ้น ย้ายตำแหน่งคอรถถอยเข้ามา 15 ม.ม. ย้ายตำแหน่งด้านหน้าของเครื่องยนต์ และใช้สวิงอาร์มใหม่ยาวขึ้น เพื่อให้ได้การตอบสนองที่ดีเวลาเร่งความเร็ว นอกจากนี้วิศวกรทางเคทีเอ็มยังได้วิเคราะห์และปรับตัวรถในทุกๆ จุดให้ได้ความหนาบางทีพอเหมาะช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้น ถังน้ำมันของรถออกแบบใหม่แบ่งเป็น 3 ส่วนมีความจุขนาด 23 ลิตร วางต่ำมากเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่บาลานซ์รถได้ง่ายขึ้น แชสซีและซับเฟรมก็ปรับใหม่ มีเบาะนั่งสไตล์สปอร์ตนิดสูง 880 ม.ม. พร้อมกันนี้ยังมีช่องเก็บของใต้เบาะให้อีกประมาณนึงเลย   ช่วงล่าง ช่วงล่างนั้นปรับมาใหม่หมด ระบบกันสะเทือนจาก WP รุ่น XPLOR ด้านหน้าเป็นโช้คขนาดใหญ่ 48 ม.ม. หัวกลับปรับแต่งได้ ระยะยุบ 220 ม.ม. ส่วนด้านหลังเป็น WP PDS ระยะยุบ 220 ม.ม.และปรับแต่งได้อีกเช่นกัน ซึ่งทางค่ายเคลมว่าทดสอบบนเส้นทางที่หลากหลายประหนึ่งรถแรลลี่   ส่วนของล้อใช้ล้อซี่ลวดอลูมิเนียมจาก Alpina ซึ่งสามารถใส่ยางแบบไม่ต้องใช้ยางในได้ และระบบเบรกจาก Brembo   เทคโนโลยี   ส่วนของเทคโนโลยีก็ยังคงเลือกใช้ Bosch มีการพัฒนาเซ็นเซอร์มุมเอียงแบบ 6 แกนใหม่ ทำให้ระบบต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแทร็คชันคอนโทรล ระบบป้องกันล้อหลังสไลด์ ระบบควบคุมเสถียรภาพรถ ระบบเบรก ABS แบบ Offroad เพื่อให้เหมาะกับการขับขี่ทางฝุ่นมากขึ้น และทั้งหมดสามารถปรับแต่งได้เอง ตลอดจนถึงเปิดปิดได้   โหมดการขับขี่ 4 โหมด Rain, Street, Sport และ Offroad โดยสามารถติดตั้งระบบ Rally เพิ่มได้ ซึ่งโหมดนี้จะให้การตอบสนองคันเร่งที่ฉับไวและดุดัน และสามารถปรับเลือกระดับการหมุนฟรีของล้อได้ นอกจากนี้ยังมีหน้าจอ TFT สีขนาด 7 นิ้ว เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้เพื่อใช้งานฟังก์ชันต่างๆ พร้อมระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้ง มีระบบ Race On หรือระบบสมาร์ทคีย์เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย ระบบตรวจเช็คลมยาง    เครื่องยนต์   มาถึงจุดสำคัญอย่างเครื่องยนต์ใช้เครื่อง LC8 ที่ผ่าน Euro5 แล้ว โดยมีน้ำหนักเบากว่าเดิม 1.6 กก. และมีแรงม้าสูงสุดที่ 160 แรงม้าที่ 9,000 รอบและ 138 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งเคลมมาว่าอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักมากที่สุดในเซ็กต์เมนต์นี้  เครื่องยนต์ใหม่นี้น้ำหนักเบาแต่แรงเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนหลายจุด ใช้เคสเครื่องใหม่น้ำหนักเบา ลูกสูบใหม่ ปรับเปลี่ยนสารเคลือบใหม่ เดินคอท่อไอเสียใหม่ นอกจากนี้เครื่องยนต์ยังทนทานมากขึ้น โดยมีระยะเซอร์วิสหรือเช็คระยะที่มากขึ้นเป็น 15,000 กม.  นอกจากนี้ยังมีระบบคลัตช์จาก PANKL ที่ช่วยให้เข้าเกียร์ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้นเบาขึ้น หรือจะใส่ควิกชิฟเตอร์เพิ่มก็ทำได้ มีการใช้หม้อน้ำแบบ 2 แผงแยกกัน ซึ่งช่วยดึงลมร้อนออกจากตัวผู้ขับขี่ได้ มีการปรับแอร์บ็อกซ์ให้ถอดเปลี่ยนกรองอากาศได้ง่ายขึ้น ปรับให้ครีบกรองอากาศเป็นแนวตั้งแทนที่แนวนอนช่วยให้ทำความสะอาดเอาเศษฝุ่นทรายออกได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับขาลุยตัวจริงมากครับ งานนี้จะเข้าไทยมั้ยก็บอกเลยว่าต้องลุ้นหนักๆ เลยครับ เพราะดูเหมือนว่าตอนนี้ตัวแทน KTM รายใหม่บ้านเราก็ยังไม่เน้นรุ่นใหญ่สักเท่าไหร่นัก แต่ถ้าเข้าไทยก็เตรียมตัวเสียเงินเลยล่ะครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก