SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
2025 Honda BigBike เซอร์ไพรส์เปิดโมเดล 750 Series !?

2025 Honda BigBike เซอร์ไพรส์เปิดโมเดล 750 Series !? 2025 Honda BigBike แคมเปญจากทางไทยฮอนด้า ซึ่งเมื่อวันที่อังคารที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา ทางเฟซบุ๊ก แฟนเพจของ Honda Bigbike ได้โพสต์ภาพถึงการเปิดตัวในรุ่นของ ‘750 Series’ ที่จะทำการเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ในประเทศไทย ซึ่งจากโพสต์ดังกล่าวก็ทำให้หลายคนต่างออกมาทำนายกันว่า ‘แล้ว 750 ที่ว่ามันจะเป็นโมเดลอะไรกัน ?’ ซึ่งในบทความนี้ก็จะ ‘ยกตัวอย่าง’ โมเดลที่คาดว่าจะมีความเป็นไปได้ในการเปิดตัวหนนี้ว่าจะมีโมเดลไหนบ้าง อาจจะมีความเป็นไปได้ทั้งรถสปอร์ต และโมเดลสกู๊ตเตอร์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน แล้วมันจะเป็นโมเดลไหนได้บ้างล่ะ ? โดยจะขอเริ่มที่เครื่องยนต์ในกลุ่มที่ใช้เกียร์แบบ Dual Clutch Transmission (DCT) ก่อน ซึ่งเจ้าเกียร์ที่ว่านี้หากเป็นรถคลาส 750 Series จะอยู่ในโมเดลของ Honda Forza 750, Honda X-ADV750 และ Honda NC750X โดยมีรายละเอียดเครื่องยนต์ดังนี้  มาพร้อมเครื่องยนต์สองสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 745 ซีซี พละกำลัง 57.7 แรงม้าที่ 6,750 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 69 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ Dual Clutch Transmission (DCT) ส่งกำลังสุดท้ายไปยังล้อหลังด้วยระบบโซ่ พร้อมจ่ายน้ำมันระบบหัวฉีดอัจฉริยะ PGM-FI ลิขสิทธิ์เฉพาะจากทางฮอนด้า Honda Forza 750 เมื่อพูดถึงรถจักรยานยนต์ของค่ายฮอนด้า ในซีรีย์ 750 ซีซี ชื่อที่โผล่มาเป็นอันดับแรก ๆ ก็คงจะหนีไม่พ้นพรีเมียมสกู๊ตเตอร์คันนี้ ที่จ่อเปิดตัวในไทยมาอย่างนานแสนนาน โฉบไปโฉบมาจนหลายคนอาจจะคิดว่า ไม่น่าจะทำตลาดในประเทศไทยแล้วสำหรับโมเดลนี้  ซึ่งรุ่นน้องของตระกูลนี้อย่าง Honda Forza 350 ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยก็เรียกได้ว่าขายดีอย่างเทน้ำเทท่า ทุกคน ทุกช่วงวัย และในหลาย ๆ บ้านก็เลือกซื้อเจ้าฟอร์ซ่าคันนี้ไปเป็นรถประจำบ้าน ด้วยเอกลักษณ์ที่ใต้เบาะความจุเยอะ ดีไซน์ล้ำสมัย อีกทั้งยังมาพร้อมเครื่องยนต์ที่ไปได้ในทุกเส้นทาง จึงมีความเป็นไปได้เมื่อจะเปิดตัว 750 ซีรีย์ ก็อาจจะนำโมเดลนี้เข้ามาทำตลาด อ่านรายละเอียดสเปคของตัวรถแบบเต็ม ๆ ได้ที่นี่ (คลิ๊ก) Honda XADV750 อีกหนึ่งโมเดลที่จะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้กับโมเดล XADV750 เพราะโมเดลนี้มีวางจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งก็เป็นโมเดลที่วางจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในปี 2017 ก็ที่จะปรับโฉมที่สองในปี 2021 และโฉมที่ 3 ในปี 2024 ซึ่งการปรับปรุงรอบล่าสุดก็มีการปรับในเรื่องของดีไซน์ และเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ซึ่งก็ถือว่า ‘เข้าข่าย’ ที่ถึงเวลาอันสมควรในการปรับโฉมอีกครั้ง ที่ในการเปิดตัวทางฝั่งยุโรปก็มีการปรับในเรื่องของไฟหน้าใหม่ ระบบเกียร์ DCT ที่พัฒนาใหม่ และที่สำคัญยังมาพร้อมหน้าสีแบบ TFT ที่พร้อมอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ และที่สำคัญพร้อมลุยทุกเส้นทาง อ่านรายละเอียดสเปคของตัวรถแบบเต็ม ๆ ได้ที่นี่ (คลิ๊ก) Honda NC750X ถัดมาจากรุ่นสกู๊ตเตอร์ก็เป็นรถจักรยานยนต์แนวสปอร์ตทัวร์ริ่ง ที่โฉมใหม่ที่วางจำหน่ายในต่างประเทศนั้นมีการปรับในเรื่องของหน้าตาใหม่ ไฟหน้าดูมีความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น อีกทั้งในส่วนของเบรกหน้ายังมาพร้อมกับดิสก์เบรกคู่ มาพร้อมหน้าจอแบบ TFT ขนาด 5 นิ้วที่รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน และระบบนำทางแบบ Turn by turn ที่คอยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ ซึ่งโฉมที่วางขายอยู่ในประเทศไทยตอนนี้ อ้างอิงจากเว็บไซต์ของ Honda Bigbike ก็เป็นโมเดลที่วางจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2022 แล้ว นับนิ้วดี ๆ ก็มีระยะเวลาร่วม ๆ 4 ปีพอดิบพอดี ถึงเวลาสู่การเปลี่ยนแปลงโมเดล  อ่านรายละเอียดสเปคของตัวรถแบบเต็ม ๆ ได้ที่นี่ (คลิ๊ก) ถัดมากับกลุ่มที่ไม่ใช่รถจักรยานยนต์ที่ใช้เกียร์ DCT กันบ้าง ซึ่งผู้ที่เข้าข่ายในข้อนี้ก็จะมี CB750 Hornet และ XL750 Transalp Honda CB750 Hornet เน็กเก็ตไบค์คันนี้ ก็ตกเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่แฟน ๆ ลุ้นให้มีการเปิดตัวใหม่สำหรับการวางจำหน่ายในประเทศไทย เพราะในประเทศไทยก็เป็นโมเดลที่ลากยาวมาตั้งแต่ปี 2023 แล้ว ซึ่งโฉมใหม่ที่เปิดตัว และวางจำหน่ายทางฝั่งยุโรปก็มาพร้อมดีไซน์ไฟหน้าใหม่ เน้นเส้นสายให้มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น

ทำไมถึงไม่ใช้บนรถสองล้อ ถึงไม่ใช้ Seamless Gearbox

ทำไมถึงไม่ใช้บนรถสองล้อ ถึงไม่ใช้ Seamless Gearbox Seamless Gearbox หรือระบบเกียร์แบบไร้รอยต่อ สุดยอดเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมในโมโตจีพีและการแข่งขันระดับสูง มีคุณสมบัติเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วและราบรื่น ลดการสูญเสียแรงบิดเครื่องยนต์ อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ในขณะเร่งความเร็ว อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีดังกล่าว “ยังคง” ไม่ถูกนำมาใช้งานในเวอร์ชันบนท้องถนน แล้วเจ้าระบบนี้มันคืออะไร ทำไมถึงไม่ทำโปรดักท์มาขาย เพราะอะไรกันหล่ะ ?  ซีมเลส เกียร์บ็อกซ์ ถูกทดสอบครั้งแรกเมื่อไหร่? จุดเริ่มต้นเจ้าระบบเกียร์แบบไร้รอยต่ออย่างที่เรารู้กัน มันมีมาตั้งนานแล้วหล่ะ..ตั้งแต่สมัยเคซี่ย์ สโตนเนอร์ ทดสอบครั้งแรกกับเจ้า RC212V ในปี 2011 ตามด้วยดูคาติในฤดูกาลเดียวกัน และยามาฮ่าในปี 2013 ที่มิซาโน่ ซึ่งตอนนั้นมันเจ๋งมาก ๆ เจ้าระบบนี้ช่วยพัฒนาและขับเคลื่อนศักยภาพตัวแข่งมาไกลไม่น้อยทีเดียว ซึ่งเจ้าระบบดังกล่าวมีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่าเกียร์ธรรมดา มีเทคโนโลยีพิเศษที่ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์รวดเร็วขึ้นผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ อาทิ ระบบ Overlapping Gear Engagement : ระบบนี้ช่วยให้เฟืองเกียร์ทำงานซ้อนทับกันในชั่วขณะหนึ่งในระหว่างเปลี่ยนเกียร์ ก่อนที่เกียร์เดิมจะปลดออกไป ซึ่งแตกต่างจากชุดเกียร์ทั่วไปที่ต้องปลดเฟืองเกียร์แผ่นเก่าออกก่อนแล้วจึงเข้าเกียร์ใหม่ ซึ่งมันจะช่วยไม่ให้เครื่องยนต์สูญเสียกำลังในจุดนี้ ไม่ต้องผ่อนคันเร่งเพื่อรอชาร์จรอบใหม่ให้เสียเวลา คุณสมบัติ Sequential Gearbox ปกติ ซิมเลส เกียร์บ็อกซ์ (Overlapping Gear Engagement) การเปลี่ยนเกียร์ ต้องปลดเกียร์เก่าก่อนเข้าเกียร์ใหม่ เกียร์ใหม่ทำงานซ้อนกับเกียร์เก่า Torque Interruption มีช่วงสูญเสียแรงบิด ไม่มี หรือมีน้อยมาก ความเร็วในการเปลี่ยนเกียร์ ช้ากว่า เนื่องจากต้องปลดล็อกเกียร์เดิมก่อน เร็วขึ้น เพราะไม่มีช่วงสูญเสียแรงบิด ความราบรื่น อาจมีแรงกระชากหรือสะดุดเล็กน้อย ไม่มีแรงกระชาก เปลี่ยนเกียร์ได้ต่อเนื่อง กลไก Multi-Dog Engagement : เป็นกลไกสำคัญที่ใช้ในระบบเกียร์ชุดนี้ โดยออกแบบมาให้เกียร์หลายตัวสามารถมีจุดล็อก (Dogs) หลายตำแหน่ง ทำให้สามารถเข้าเกียร์ได้เร็วขึ้นและราบรื่นกว่าระบบเกียร์ทั่วไป คุณสมบัติ Dog Engagement ทั่วไป Multi-Dog Engagement จุดล็อก (Dogs) ต่อเกียร์ 2-3 จุด 5-6 จุด หรือมากกว่า ความเร็วในการเปลี่ยนเกียร์ ช้ากว่า เนื่องจากมีจุดล็อกน้อย เร็วขึ้นเพราะมีหลายตำแหน่งให้จับเฟืองได้ทันที Torque Interruption มีการสะดุดเล็กน้อย แทบไม่มี Torque Interruption ความราบรื่นของเกียร์ อาจมีแรงกระชากขณะเปลี่ยนเกียร์ เปลี่ยนเกียร์ได้ราบรื่นและต่อเนื่องกว่า ระบบ Quick Shift และ Auto-Blipper : ในการแข่งขันโมโตจีพี ระบบซิมเลสมักทำงานร่วมกับ Quickshifter (+) และ Auto-Blipper (-) เพื่อการเชนเกียร์ที่รวดเร็วขึ้นทั้งอัป-ดาวน์ อีกทั้งยังลดแรงกระชากจากการทำงานของเอ็นจิ้นเบรก และช่วยให้รถคงความเสถียรขณะเปลี่ยนเกียร์ เหตุผลที่เจ้าชุดเกียร์ซิมเลส ถึงยังไม่ถูกใช้งานในรถเวอร์ชันถนน ? ต้นทุนผลิตสูง : ซิมเลสเกียร์บ็อกซ์ มีโครงสร้างที่ซับซ้อน ใช้วัสดุเกรดคุณภาพสูงในการผลิตรวมถึงกระบวนการผลิตต้องแม่นยำเป็นอย่างมาก จึงเป็นที่มาของราคาต้นทุนที่ต้องจ่ายมากกว่าชาวบ้านเขา ความซับซ้อนในการบำรุงรักษา : ซิมเลสเกียร์บ็อกซ์ต้องการการดูแลและการบำรุงรักษาต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลไกภายในที่มีความละเอียดอ่อน เราอาจเห็นภาพง่าย ๆ อย่างการแข่งขันโมโตจีพี ชิ้นส่วนกลไกต่าง ๆ ล้วนได้รับการดูแลจากทีมเทคนิคอย่างใกล้ชิด แต่สำหรับผู้ใช้งานบนท้องถนนทั่วไป การบำรุงรักษาอาจยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ความทนทานและอายุการใช้งาน : ระบบเกียร์ดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อรีดประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานในระยะยาว อาจมีอัตราการสึกหรอที่สูงกว่าและซ่อมแซมเปลี่ยนอะไหล่บ่อยกว่า ไม่จำเป็นสำหรับการใช้งานบนถนน : การเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีอาจไม่มีผลกระทบมากนัก อีกทั้งบนท้องถนนนั้นมีกฎหมายควบคุมจึงไม่จำเป็นต้องไปขี่ซิ่งให้โดนใบสั่งเลย แต่รถบิ๊กไบค์รุ่นต่าง ๆ ในปัจจุบันนั้นมีเทคโนโลยี ควิกชิฟเตอร์ เข้ามาทดแทน แค่นั้นก็เพียงพอใช้งานแล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลหลัก ๆ ว่าทำไมระบบซิมเลส เกียร์บ็อกซ์ จึงไม่ถูกนำมาใช้งานบนท้องถนน มันมีข้อดีเยอะแยะมากมายก็จริง แต่ทว่าในเรื่องของความซับซ้อน การบำรุงรักษา ความคุ้มค่าในการใช้งาน อีกทั้งในเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนก็เป็นส่วนสำคัญ นี่จึงเป็นสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เจ้าระบบนี้ไม่เหมาะกับการใช้งานบนถนนทั่วไปนั่นเอง ซึ่งเอาจริง ๆ แค่ควิกชิฟเตอร์ และแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ หรือแม้กระทั่งชุดเกียร์ออโต้ในรถสกูตเตอร์ก็เพียงพอแล้วสำหรับรถใช้งาน…จริงหรือไม่ ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Harley-Davidson CVO Road Glide RR แบ๊คเกอร์ตัวจบ ลิมิเต็ด 131 คัน

2025 Harley-Davidson CVO Road Glide RR แบ็กเกอร์ตัวจบ ลิมิเต็ด 131 คัน 2025 Harley-Davidson CVO Road Glide RR รถจักรยานยนต์สไตล์ทัวร์ริ่งของ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน ที่มาพร้อมกระเป๋าสัมภาระด้านข้างที่เป็นจุดเด่นของรถประเภทนี้ เครื่องยนต์ขนาดใหญ่มาพร้อมพละกำลังที่เอาอยู่ในทุกการเดินทาง ด้วยสมรรถนะสูงสุดที่รถคันนี้มอบให้ทำให้รถคันนี้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกน่าสนใจสำหรับการเดินทางไกล โดยโมเดลนี้มีการเพิ่มความพิเศษด้วยการมีจำนวนจำกัดเพียง 131 คันเท่านั้น เครื่องยนต์ และระบบช่วงล่าง ขุมพลังเครื่องยนต์คันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ ‘Screamin’ Eagle V-Twin ระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 131 ลูกบาศ์กนิ้ว ประมาณ 2,146 ซีซีที่สามารถรีดพละกำลังสูงสุดได้ถึง 153 แรงม้าที่ 5,750 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 203 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบต่อนาที จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดไฟฟ้า พร้อมถังน้ำมันขนาด 22.7 ลิตร และระบายไอเสียด้วยท่อไทเทเนียมจากแบรนด์ Akrapovic ที่ออกแบบมาเพื่อฮาร์ลีย์โดยเฉพาะ ในด้านของระบบช่วงล่าง ด้านหน้าเป็นโช้คอัพ Öhlins FGR 253 โช้คอัพที่ถูกออกแบบมาเพื่อรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูงโดยเฉพาะ สามารถปรับตั้งค่าต่าง ๆ ได้อย่างเต็มรูปแบบ ด้านหลังเป็นโช้คอัพคู่พร้อมซับแทงค์ที่สามารถปรับการตั้งค่าได้ผ่านรีโมท สามารถปรับแต่งได้อย่างเต็มรูปแบบให้เข้ากับสไตล์การขับขี่ได้ โดยได้รับการปรับจูนมาแล้วอย่างแม่นยำโดย Öhlins และ Screamin’ Eagle เพื่อตอบสนองความต้องการของนักขี่ Bagger สายสมรรถนะสูงโดยเฉพาะ ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ มาพร้อมคาลิเปอร์เบรกสี่ลูกสูบ GP4-RX จาก Brembo ผลิตขึ้นมาด้วยเทคโนโลยี CNC จับคู่กับจานเบรก Brembo T-Drive ขนาด 320 มม. พร้อมมอบพลังการเบรกในระดับเดียวกับ MotoGP ติดตั้งอยู่บนล้ออลูมิเนียมแบบ 7 ก้านรัดด้วยยางขนาด 130/60-B19 M/C และระบบเบรกหลังเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมคาลิเปอร์แบบสี่ลูกสูบจาก Brembo พร้อมจานเบรกขนาด 300 มม. ระบบความปลอดภัยอื่น ๆ ที่มาพร้อมกับตัวรถ Anti-lock Brake System (ABS) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก Electronic Linked Braking (ELB) ระบบกระจายน้ำหนักเบรกไปที่ล้อหน้า และล้อหลังพร้อมกัน Traction Control System (TCS) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี Drag-Torque Slip Control System (DSCS) ระบบป้องกันล้อสไลด์ Vehicle Hold Control (VHC) ระบบช่วยให้รถหยุดนิ่งเมื่อจอดบนเนิน หรือทางลาดชัน Tire Pressure Monitoring System (TPMS) ระบบตรวจสอบความดันลมยาง Cornering Enhanced Anti-lock Brake System (C-ABS) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อกขณะเข้าโค้ง Cornering Enhanced Electronic Linked Braking (C-ELB) ระบบช่วยกระจายแรงเบรกเมื่ออยู่ในโค้ง Cornering Enhanced Traction Control System (C-TCS) ระบบช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะขณะเข้าโค้ง Cornering Drag-Torque Slip Control System (C-DSCS) ระบบควบคุมการลื่นไถลเมื่อลดความเร็วกระทันหัน   อินโฟเทนเมนต์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ในด้านของอินโฟเทนเมนต์ก็ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของฮาร์ลีย์เช่นเดิม หน้าจอกลางขนาดเรือนไมล์ขนาด 12.3 นิ้วรันด้วยระบบปฏิบัติการ Skyline OS ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานไม่ต่างกับรถยนต์ รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ผ่านระบบ Apple CarPlay ในแฟริ่งด้านหน้ามามาพร้อมระบบเสียงจาก Rockford Fosgate Stage III ซึ่งมีลำโพงขนาด 6.5 นิ้ว 3 ทิศทาง 2 ตัวที่แฟริ่งด้านหน้า โดยแต่ละตัวจะให้กำลังขับ 250 วัตต์ RMS โดยมีแอมป์ขับขนาด 500 วัตต์ RMS จากทาง Rockford Fosgate เช่นกัน เรียกได้ว่าระบบเสียงกระหึ่ม

Honda Koraidon Project แปลงร่างโปเกม่อน สู่รถต้นแบบ

Honda Koraidon Project แปลงร่างโปเกม่อน สู่รถต้นแบบ จากตัวละครในโลกของเกมสู่นวัตกรรมใหม่กับโมเดลต้นแบบที่สามารถใช้งานได้จริง กับโปรเจ็กต์ยักษ์ใหญ่ของการคอลแลปร่วมระหว่างสองค่ายผู้ผลิตอย่าง ฮอนด้า โกลบอล ประเทศญี่ปุ่น และ The Pokémon Company ร่วมกันสรรสร้างผลงานชิ้นใหม่ภายใต้โปรเจ็กต์ Honda Koraidon Project “โคไรดอน” จากโลกแห่งเกม Pokémon Scarlet   สำหรับ ไคโรดอน คือยานพาหนะคู่ใจของผู้เล่นในเกม Pokémon Scarlet ซึ่งเป็นสัตว์ปีกประเภทมังกรที่สามารถพาผู้เล่นเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในโลกของเกมได้ ซึ่งเจ้าตัวนี้นั้นสามารถเคลื่อนไหวได้หลากหลายรูปแบบและพัฒนาตามเลเวลของผู้เล่น ซึ่งประกอบไปด้วย เดิน – วิ่ง – ว่ายน้ำ และบิน โดยความเป็นมาของโครงการดังกล่าวนับเป็นสานต่อโปรเจ็กต์ที่เคยทำไว้เพื่อส่งมอบความฝันแก่น้อง ๆ เยาวชนรุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด “ความทุ่มเทของผู้ใหญ่ทำให้ความฝันของเด็กเป็นจริง” ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดโปรเจ็กต์นี้ขึ้นมา โดยมีแนวคิดที่ว่าฮอนด้าสามารถสร้างโคไรดอนที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง สำหรับโครงการดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นโดยใช้วิศวกรราว ๆ 40คน ที่คัดเลือกพิเศษจากฝ่ายธุรกิจรถจักรยานยนต์และผลิตภัณฑ์ ยังรวมไปถึงฝ่าย Innovative Research Excellence ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้ความสนใจในโปรเจ็กต์นี้  ภายใต้สโลแกน “ความทุ่มเทของฮอนด้า ทำให้ความฝันของเด็กเป็นจริง” ทีมพัฒนาจึงได้นำ ปรัชญาการออกแบบและเทคโนโลยีการจำลองที่ฮอนด้าได้สั่งสมมาใช้ นอกจากนี้ เทคโนโลยีการทรงตัวอัตโนมัติขั้นสูงของ Innovative Research Excellence จะถูกนำมาใช้กับโมเดลนี้ เพื่อให้สามารถถ่ายทอดความเป็นโคไรดอน จากโลกของเกมให้ออกมาในรูปแบบที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ด้านการขับเคลื่อนของฮอนด้าได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด อย่างไรก็ตามคอนเซ็ปต์ดังกล่าวจะถูกเผยโฉมครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 7 มีนาคมนี้เป็นต้นไป ใครที่เป็นสาวกโปรเกมอนแล้วหล่ะก็ คงได้เห็นโฉมคันจริงในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 QJ Motor SRK800 เน็คเก็ตไซส์กลาง พร้อมทำตลาดในยุโรป

2025 QJ Motor SRK800 เน็คเก็ตไซส์กลาง พร้อมทำตลาดในยุโรป 2025 QJ Motor SRK800 อีกหนึ่งโมเดลใหม่จากค่าย QJ Motor แบรนด์รถจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ที่ได้ปล่อยโมเดลรถจักรยานยนต์สไตล์เน็คเก็ตไบค์ออกจำหน่ายอีกครั้งในเฉพาะตลาดประเทศยุโรปมาพร้อมกับใบอนุญาติ A2 เพื่อให้มือใหม่สามารถขับขี่รถในรุ่นนี้ได้อีกด้วย การออกแบบดีไซน์ของตัวรถมาพร้อมเส้นสายที่เฉียบคม และดุดัน สะท้อนถึงความเป็นสปอร์ต ที่แฝงไปด้วยความแข็งแกร่งที่ตัวรถมอบให้ สิ่งน่าสนใจของตัวรถ เครื่องยนต์สี่สูบเรียงพร้อมระบบ Quickshifter คาลิเปอร์เบรก Brembo ทั้งด้านหน้า-หลัง หน้าจอสีแบบ TFT ระบบไฟแบบ LED รอบคัน   สเปค และรายละเอียดของตัวรถ เครื่องยนต์ สี่สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 778 ซีซี ระบบวาล์ว DOHC 16 วาล์ว แรงม้า (เคลม) 95 แรงม้าที่ 10,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 75 นิวตันเมตร ที่ 8,500 รอบต่อนาที ขนาดกระบอกสูบ / ช่วงชัก 67 x 55.2 มม. อัตราส่วนการอัด N/A ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด N/A ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ระบบกันสะเทือนด้านหน้า โช้คอัพแบบหัวกลับจาก Marzocchi สามารถปรับตั้งค่าได้ ระบบกันสะเทือนด้านล่าง โช้คอัพเดี่ยวจากแบรนด์ Marzocchi ยางหน้า 120/70-17 รัดด้วยยาง Pirelli Angle GT ยางหลัง 180/55-17 รัดด้วยยาง Pirelli Angle GT ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ พร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo ขนาด 320 มม. ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo ขนาด 260 มม. กว้าง x ยาว x สูง 770 x 2,085 x 1,150 มม. ระยะฐานล้อ 1,450 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 150 มม. ความสูงเบาะ 815 มม. น้ำหนักรถ 207 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 17.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี ระบบ Traction Control  Cruise Control Quickshifter แบบสองทาง ระบบเบรก ABS หน้าจอสีแบบ TFT โหมดการขับขี่ 2 โหมด ธรรมดา และสปอร์ต   สีสันที่วางจำหน่าย สีแดง   ในส่วนของราคาวางจำหน่ายนั้นยังไม่มีการเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ราคาน่าจะอยู่ช่วงราว ๆ 5,500 – 7,000 ยูโร เพื่อไม่ให้ราคาไปทับกับรุ่นพี่ในค่ายอย่าง QJMotor SRK900 ที่วางจำหน่ายไปก่อนหน้านี้ และมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 8,999 ยูโร และถ้าสาวกในไทยคาดหวังว่าจะได้ขี่โมเดลนี้ในไทยหรือไม่นั้นก็อาจจะยังก่อน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ดิ จิอันนานโตนิโอ ภูมิใจขี่ GP24 เหมือนหลุดไปอยู่อีกโลก

ดิ จิอันนานโตนิโอ ภูมิใจขี่ GP24 เหมือนหลุดไปอยู่อีกโลก ดิ จิอันนานโตนิโอ เจ้าของหมายเลข 49 จากทีม VR46 Racing Team ที่หากจากอาการบาดเจ็บที่ไหปลาร้า แล้วลงทำศึก ThaiGP พร้อมคู่ใจคันใหม่อย่าง Ducati GP24 ที่เจ้าตัวออกมายอมรับว่าการที่ได้ขับขี่ในเครื่องยนต์เจนใหม่ มันแตกต่างจาก GP23 โดยสิ้นเชิง  หลังจากที่ ‘ดิเจีย’ ได้รับอาการบาดเจ็บทำให้เจ้าตัวพลาดการทดสอบพรีซีซันเกือบทั้งหมด โดยนักแข่งเจ้าของหมายเลข 49 รายนี้บาดเจ็บตั้งแต่การทดสอบวันแรกที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ทำให้เจ้าตัวพลาดการทดสอบทั้งที่สนามเซปัง และการทดสอบในรอบบุรีรัมย์ เทสต์  แม้จะกลับมาได้จากอาการบาดเจ็บแต่เจ้าตัวก็เหมือนจะยังดูไม่สามารถกับตัวแข่งคันใหม่ได้มากนัก เพราะในการแข่งขันรอบ Sprint Race สนามแรกของฤดูกาล ในการแข่งขัน ThaiGP25 เขาก็ประสบปัญหาเกี่ยวกับความร้อนจากตัวรถ และอากาศที่สนามช้างเล่นงานนักแข่งในประเทศไทยอย่างหนัก “ผมถูกเผาที่มือ ขา คอ โดนเผาไปหมดเลย—ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน” “ภูมิใจในทีม ภูมิใจในตัวเอง และภูมิใจในทีมงานที่บ้าน เราสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมา” “การแข่งใน MotoGP โดยที่แทบไม่รู้จักรถเลย ไม่ได้ทดสอบอะไรเลยกับ GP24 และไม่มีโอกาสฝึกซ้อมเพราะอาการบาดเจ็บ—สภาพร่างกายช่วงบนของผมแทบเป็นศูนย์ ผมไม่ได้วิดพื้นมา 6 เดือน ตั้งแต่บาดเจ็บครั้งแรกที่ออสเตรียเมื่อปีที่แล้ว” “จากนั้นผมต้องมาแข่งที่นี่ในสภาพแบบนี้—อากาศร้อนเหมือนนรก ไฟแทบลุกบนแทร็กเลย! ดังนั้นเราพูดได้เลยว่าเราทำงานได้ยอดเยี่ยมจริง ๆ ศักยภาพของเราคือการทำเวลาให้เร็วได้ แม้ว่าผมจะสตาร์ทไกลจากกลุ่มนำก็ตาม แม้แต่ช่วงเช้าวันนี้ก็ยังทำเวลาได้ไม่เลวเลย” GP23 และ GP24 มันช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้ว่า ดิ จานนานโตนิโอ จะยังไม่ได้ทดสอบตัวแข่งคันใหม่ของค่ายอย่าง GP24 อย่างเต็มรูปแบบ แต่การได้ลองใช้แข่งในการแข่งขันรอบ Sprint Race ในการแข่งขันสนามไทยจีพี ก็ทำให้เขานั้นทึ่งในประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับ GP23 ของปีที่แล้ว  “มันดีขึ้นมาก มันดีขึ้นมากจริง ๆ”  “ปีที่แล้ว ผมคุยกับเพื่อนร่วมทีมบางคน พวกเขาก็บอกว่า GP23 มันก็แทบจะเหมือนกับ GP24 เลย แต่เปลี่ยนแค่บางอย่างเล็กน้อยเท่านั้น” “แต่เมื่อผมลองมาใช้ GP24 แข่งขัน มันเหมือนอยู่คนละโลกเลย มันเร็วขึ้นมาก อีกทั้งพละกำลังยังมากเหลือล้นสุด ๆ และการเข้าโค้งมันก็ยังทำได้ดีขึ้นมากอีกด้วย”  นักบิดสัญชาติอิตาลี เจ้าของหมายเบข 49 รายนี้จะลงแข่งขันในสนามที่สองของฤดูกาล 2025 ที่สนาม Termas de Río Hondo ประเทศอาร์เจนติน่า ในช่วงระหว่างวันที่ 14-16 มีนาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Gigi Dall’Igna เผย “WSBK เมื่อปีที่แล้ว มันก็ BMW Cup นี่”

Gigi Dall’Igna เผย “WSBK เมื่อปีที่แล้ว มันก็ BMW Cup นี่” หลังจากมีข่าวแซะค่ายดูคาติแบบแสบสุดทรวง (สำหรับผลการแข่งขัน WSBK สนามแรก..นึกว่า  Ducati cup) จากแชมป์โลกอย่างโทปรัคที่ออกมาเผยภายหลังการแข่งขัน ทันทีทันใดนั้น แม่ทัพฝ่ายมอเตอร์สปอร์ตของดูคาติอย่าง Gigi Dall’Igna ก็ได้ออกมาตอบกลับอย่างสุภาพว่า “”WSBK เมื่อปีที่แล้ว มันก็ BMW Cup นี่”  โดยจุดต้นตอของเรื่องราวความดราม่านั้นเกิดขึ้นมาจากการแข่งขัน WSBK สนามแรกที่ฟิลิป ไอซ์แลนด์ แต่ BMW ดั้น…พ่ายแพ้ให้กับ Ducati แถมไม่จบการแข่งขัน (รถมีปัญหา) เรียกได้ว่าขบวนดูคาติ นำขบวนหัวแถวของการแข่งขันตั้งแต่รอบซ้อมไปจนถึงแข่งขัน (มีรอบเรซ 1 รอบเดียวที่พี่แกได้ที่ 2) บวกกับผลกระทบจากการห้ามใช้แชสซีเมื่อปีที่แล้ว (ไม่ใช่แชสซีเวอร์ชันใช้งานบนถนน) เพราะจุด ๆ นี้..จึงเป็นฉนวนต้นต่อของเรื่องราวดราม่าทั้งปวงนั่นเอง ซึ่งล่าสุดทางสำนักข่าวชื่อดังอย่าง GPOne.com ได้เผยบทสัมภาษณ์จีจี้ กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า  “ก่อนอื่น ผมมีความเคารพอย่างมากต่อโทปรัค เพราะเขามีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมเมื่อปีที่ผ่านมา เขาชนะการแข่งขันถึง 13 สนามติดต่อกัน และความจริงก็คือ เมื่อปีที่แล้วมันเป็นเหมือน BMW Cup เพราะเขาครองแชมป์ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่เช่นเดียวกับทุกครั้งในการแข่งรถ ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ผมไม่คิดว่านี่จะเป็น Ducati Cup” Gigi กล่าว และนี่มันพึ่งจะเริ่มต้นฤดูกาลเท่านั้น การแข่งขันยังมีหลายสนามอย่างไรก็ต้องรอวัดกันอีกที ไม่แน่..การแข่งขัน WSBK ในฤดูกาลนี้อาจะเป็น Ducati Cup อย่างที่เขาว่าจริง ๆ ก็ได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Panigale V2S เปิดราคาแล้ว กับสปอร์ต V2 พร้อมรายละเอียด

2025 Panigale V2S เปิดราคา กับสปอร์ต V2 พร้อมรายละเอียด 2025 Panigale V2S ซูเปอร์สปอร์ตไบค์จากค่ายปีศาจ มาพร้อมรหัสโฉมใหม่ในพิกัด 890 ซีซี ออกแบบเครื่องยนต์ V2 บล็อกใหม่ น้ำหนักเบามากขึ้น รวมถึงชิ้นส่วนได้รับการออกแบบใหม่ทั้งสวิงอาร์มและของแต่งอื่น ๆ จากแบรนด์ชั้นนำ นี่คือรถบิ๊กไบค์ที่ตอบโจทย์ความแรงมากที่สุดอีกรุ่นหนึ่งที่มีอยู่ ณ ตอนนี้ ราคาแนะนำ รุ่น Panigale V2S ราคา 799,000 บาท รุ่น Panigale V2   ราคา 719,000 บาท   ดีไซน์ทรงสปอร์ต ระบบเบรก Brembo รอบคัน ท่อคู่ ลุคสปอร์ต เครื่องยนต์ V2 บล็อกใหม่ ขนาด 890 ซีซี หน้าจอสี TFT พร้อมโหมดฟังก์ชันการขับขี่มากมาย โช้คหน้า USD Ohlins NIX30 ขนาดแกน 43 มม. โช้คเดี่ยว Ohlins พร้อมซัปแทงค์ ยางสายฟ้า Pirelli Diablo Rosso IV หน้า-หลัง 2025 Panigale V2S สเปค ราคาและรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ V2 90 องศา ระบายความร้อนด้วยน้ำ (Euro5+) ปริมาตรกระบอกสูบ 890 ซีซี แรงม้า (เคลม) 120 แรงม้าที่ 10,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 93.3 นิวตันเมตรที่ 8,250 รอบ ระบบวาล์ว 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 96 x 61.5 มม. อัตราส่วนการอัด 13.1 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือ ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย ชุดโซ่-สเตอร์ ขนาดยางและล้อหน้า 120/70 ZR17 แบบไม่ใช้ยางใน ขนาดยางและล้อหลัง 190/55 ZR17 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ Ohlins NIX30 แกน 43 มม. ปรับแต่งได้เต็มระบบ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว Ohlins ซับแทงค์ ปรับแต่งได้เต็มระบบ เบรกหน้า ดับเบิ้ลดิสก์เบรก ขนาด 320 มม.คาลิเปอร์ Brembo โมโนบล็อก M50 4 ลูกสูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 245 มม.คาลิเปอร์ Brembo 2 ลูกสูบ กว้าง X ยาว X สูง NA ระยะฐานล้อ 1,465 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 125 มม. ความสูงเบาะ 837 มม. น้ำหนักรถ 176 กก ความจุถังน้ำมัน 15 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบ Cornering ABS  ระบบแทร็คชันคอนโทรล Power Modes Riding Modes  ระบบป้องกันล้อหน้าลอย  ระบบเอ็นจิ้นเบรก ควิกชิฟเตอร์  คันเร่งไฟฟ้า ระบบช่วยออกตัว  ระบบตรวจไทม์แล็ป หน้าจอสี TFT  ระบบไฟส่องสว่าง LED 

เครื่องหมายคำถามกับการแข่ง ThaiGP 2027

เครื่องหมายคำถามกับการแข่ง ThaiGP 2027 ThaiGP ประจำฤดูกาล 2025 ปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งในการแข่งขันครั้งนี้ยังคงเป็นอีกหนึ่งปีที่สร้างความประทับใจให้กับชาวไทยไม่น้อย โดยความพิเศษในการแข่งในปีนี้คือการที่ประเทศไทยของเราได้เป็นเจ้าภาพ และได้รับเกียรติจัดการแข่งขันนัดเปิดสนาม สถิติตัวเลขการจัดการแข่งขันของปี 2025 โดยกิจกรรมการแข่งขันในสนามล่าสุดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมการแข่งขันฤดูกาลนี้มากถึง 224,634 คน โดยแบ่งเป็นคนไทย 172,565 คน และแบ่งเป็นชาวต่างชาติ 52,069 คน ซึ่งจากยอดผู้เข้าร่วมจำนวนดังกล่าวก็สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 5,043 ล้านบาท อีกทั้งยังสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายได้กว่า 4,268 ล้านบาท โดยใช้งบจัดงานเพียง 775 ล้านบาทเท่านั้น อีกทั้งยังสร้างตำแหน่งงานได้มากถึง 7,772 ตำแหน่ง พ่อเมืองบุรีรัมย์เสียดายหากเลิกจัด หลังจากจบการแข่งขันในวันที่ 2 มีนาคม ช่วงเวลาประมาณ 23.16 น. ตามเวลาประเทศไทย นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเพจ ‘ลุงเนวิน’ ว่าทางสนามช้างรู้สึกประทับใจในการแข่งขัน MotoGP เป็นอย่างมาก การจัดการแข่งขันนี้ในประเทศไทยเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากหากการแข่งขันนี้จะไม่ได้จัดต่อที่สนามประเทศไทย โดยมีเนื้อหาดังนี้ “แฟน moto GP จำนวน 224,634 คนที่เข้ามาชมและเชียร์นักแข่งในดวงใจ ตลอด 3 วันที่ผ่านมา (28 ก.พ.- 2 มี.ค.) เป็นปรากฎการณ์ใหม่ของสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต และเป็นสถิติใหม่ของmotoGP สนามแรก สร้างเม็ดเงินหมุนเวียน มากกว่า 5,043 ล้านบาท ทั้งภายในจังหวัดบุรีรัมย์ และ จังหวัดอื่นๆ ที่มีนักท่องเที่ยว และแฟนๆ  moto GP เดินทางไปท่องเที่ยวทั้งก่อนและหลังการแข่งขันเสร็จสิ้น  moto GP เป็นการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ที่ดีที่สุดในโลก เป็นรายการกีฬาที่มีผู้ชมมากที่สุดรายการหนึ่งของโลก เกือบ 1,000 ล้านคน จากการถ่ายทอดสดไปมากกว่า 200 ประเทศทั่วโลก สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศไทย ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 22 สนามแข่งขันของโลก และ ปีนี้ ได้รับเกียรติให้เป็นสนามแรก เปิดการแข่งขัน moto GP2025 เป็นที่จับตาดูของแฟนๆ มากที่สุด เพราะเป็นสนามเปิดตัวนักแข่ง และรถแข่งของแต่ละทีมด้วย ประเทศไทย จัดการแข่งขัน moto GP มา 7 ปีติดต่อกัน โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นผู้จัดการแข่งขัน ในนามของรัฐบาล ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของเจ้าของลิขสิทธิ์จัดการแข่งขันที่ ต้องการทำงานร่วมกับรัฐบาล เพื่อความมั่นใจว่าสามารถจัดการแข่งขันได้เรียบร้อย  และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา หรือ sport tourism   ในขณะที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เป็นผู้ให้การสนับสนุน ให้ใช้สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต เป็นสนามแข่งขัน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทุกปี และพร้อมให้การสนับสนุนตลอดไป หากรัฐบาลยังจัดการแข่งขันอยู่ รายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมการแข่งขัน และรายได้จากผู้สนับสนุนการแข่งขัน หรือ สปอนเซอร์ เป็นของรัฐบาล ทั้งหมด บริษัทบุรีรัมย์ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จำกัด  ในฐานะเจ้าของสนามช้างฯ ไม่มีรายได้ทางตรง จากการจัดการแข่งขัน และต้องเสียรายได้จากการส่งมอบสนามให้รัฐบาลใช้เตรียมการจัดการแข่งขันและแข่งขัน เป็นเวลา 1 เดือน (คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท) บริษัทฯ ได้รับรายได้ทางอ้อม และมีความพึงพอใจแล้ว คือ เงินหมุนเวียน และเงินสะพัดในจังหวัดบุรีรัมย์ ประชาชนคนบุรีรัมย์ ทำธุรกิจการค้า ร้านอาหาร โรงแรม ที่พัก มีรายได้  และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้นักท่องเที่ยว และแฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก รู้จักบุรีรัมย์ ซึ่งมีมูลค่าสูงสุด จากการได้รับเลือกให้เป็นสนามแข่งขัน moto GP เป็นรายได้ที่คุ้มค่า และเป็นประโยชน์ในระยะยาว  อย่างไรก็ตาม ผม เพิ่งได้รับทราบอย่างเป็นทางการจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นข่าวเดียวกันกับที่แฟนmoto GP ได้ยินมาก่อนหน้านี้ คือ รัฐบาล จะลงทุนจัดการแข่งขัน moto GP ปี 2026

เอาบ้าง..!! CFMoto โชว์สิทธิบัตรระบบ CVT เตรียมปั้นโปรเจ็กต์รถใหม่

เอาบ้าง..!! CFMoto โชว์สิทธิบัตรระบบ CVT เตรียมปั้นโปรเจ็กต์รถใหม่ จดสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อย!! สำหรับหนึ่งในค่ายรถยักษ์ใหญ่อย่าง CFMoto โชว์สิทธิบัตรระบบ CVT ระบบส่งกำลังแบบกึ่งอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้น โดยเล็งใช้กับเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง parallel twin ซึ่งเราอาจได้เห็นโมเดลโดยเฉพาะครุยเซอร์ที่จะเปิดตัวใหม่ พร้อมระบบขับเคลื่อนด้วยสายพานในเร็ว ๆ นี้ แม้ว่าระบบ CVT หรือระบบสายพานที่เราอาจเห็นมาแล้วในรุ่น Benelli Keeway V302C หรือโมเดลพี่ใหญ่สามตาอย่าง Aprilia Mana V-Twin ที่ใช้พื้นฐานเครื่องยนต์สูบวี แต่อย่างไรก็ตามโรดแมปของฟังก์ชันขับเคลื่อนสายพานยังไม่เข้าถึงตลาดระดับทั่วไปได้ เมื่อเทียบระบบไม่กำคลัตช์ในยุคใหม่ที่เข้ามาเซอร์วิสให้ใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้นอย่างค่าย Yamaha ที่พัฒนาระบบ Y-AMT BMW พัฒนาระบบ BMW ASA หรือแม้กระทั่งค่ายส้มที่พึ่งเปิดตัว KTM AMT ไปไม่นาน ด้วยเหตุนี้ทาง CFMoto จึงเล็งเห็นโอกาสในการนำระบบ CVT กลับมาพัฒนาเพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ โดยมีความตั้งใจที่จะนำระบบนี้กลับมาบูมในตลาดอีกครั้ง เครื่องยนต์ในสิทธิบัตรของ CFMoto   สำหรับดราฟสามมิติจดสิทธิบัตรแสดงให้เห็นถึงบล็อกเครื่องยนต์ Parallel Twin ที่ไม่ตรงกับบล็อกเครื่องรุ่นใดในไลน์อัปโมเดลของ CFMoto แม้แต่น้อย แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือเจ้าระบบรุ่นนี้มีแคม Phaser ซึ่งอาจบ่งบอกว่ามีระบบวาล์วแปรผันติดตั้งมาให้ ประกอบกับชุดระบบ CVT หรือระบบเกียร์อัตโนมัติแบบอัตราทดแปรผัน ทำงานโดยใช้พูลเลย์ ซึ่งเชื่อมต่อกันผ่านสายพานรูปตัว V หนึ่งพูลเลย์เชื่อมต่อกับเครื่องยนต์ผ่านคลัตช์แบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ และอีกพูลเลย์เชื่อมต่อกับชุดส่งกำลังออก ซึ่งในกรณีนี้ใช้เพลาขับผ่านเฟืองเฉียง ก็สรุปกับระบบ CVT ของ CFMoto ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากระบบเกียร์แบบดั้งเดิม โดยที่ระบบนี้จะทำงานด้วยการปรับอัตราทดเกียร์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งแตกต่างจากการใช้เกียร์ที่มีอัตราทดคงที่ในจักรยานยนต์ทั่วไป ผลที่ได้คือการเร่งความเร็วที่ราบรื่นและไม่มีการสะดุดจากการเปลี่ยนเกียร์ นอกจากจะช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายแล้ว ระบบ CVT ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำมันให้ดีขึ้น เพราะเครื่องยนต์สามารถทำงานที่รอบเครื่องที่มีประสิทธิภาพที่สุดตามความเร็วที่ขับขี่ ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้นซึ่งถ้าหากเกิดผลิตขึ้นจริง บล็อกนี้อาจถูกติดตั้งในโมเดลที่มีเครื่องยนต์ parallel twin ที่มีสมรรถนะแรงบิดสูงอย่างสไตล์ครุยเซอร์เป็นต้น และคงได้เห็น All New โฉมใหม่ เตรียมตัวต่อกันได้เลย  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ไอ โอกุระ เร็วทะลุรุ่นพี่ ‘ไม่ใช่ Rookie แล้วแหละ’

ไอ โอกุระ เร็วทะลุรุ่นพี่ ‘ไม่ใช่ Rookie แล้วแหละ’ ไอ โอกุระ นักบิดสัญชาติญี่ปุ่นจากทีม Trackhouse Racing ที่ได้รับโอกาสในการก้าวขึ้นมาแข่งขันในรายการสูงสุดอย่าง MotoGP ซึ่งการแข่งขันในนัดเปิดสนามของเจ้าตัวก็ถือว่าได้พื้นที่จากสื่อไม่น้อย เพราะเจ้าตัวสามารถขึ้นมาป่วนในกลุ่มหัวแถวได้อย่างน่าประทับใจ สามหนุ่มรุ๊คกี้ที่ขึ้นมาจากการแข่งขัน Moto2 ได้แก่ เฟอร์มิน อัลเดเกร์, สมเกียรติ จันทรา และไอ โอกุระ ทั้งสามคนก็ถูกสื่อ หรือผู้ที่ติดตามต่าง ๆ ถูกคาดการณ์กันนานานับประการว่าใครที่จะได้ตำแหน่ง ‘Rookie of the year 2025’ ไปครอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เอนเอียง และล้วนเทคะแนนไปทาง ‘นักบิดดาวรุ่งจากแดนกระทิงดุ’ อย่างเฟอร์มิน อัลเดเกร์ ที่ในฤดูกาล 2025 เขาจะได้ขึ้นมาแข่งขันภายใต้ต้นสังกัดทีม Gresini Racing ที่เป็นอดีตต้นสังกัดเก่าของ มาร์ก มาร์เกซ ในฤดูกาล 2024 ก่อนที่เจ้าตัวจะย้ายไปอยู่กับทีมโรงงาน Ducati อีกทั้งอัลเดเกร์จะยังได้ใช้ตัวแข่ง GP24 ในการลงแข่งในฤดูกาล 2025 ร่วมกับอเล็กซ์ มาร์เกซ ซึ่งเหตุผลทั้งสองข้อนี้ก็เป็นที่เพียงพอว่าทำไมดาวรุ่งแดนกระทิงดุรายนี้ถึงจะถูกคาดการณ์ว่าทำไมถึงมีโอกาสเข้าใกล้กับตำแหน่งนี้มากที่สุด รอบทดสอบบุรีรัมย์เวทีฉายแสงของโอกุระ แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปในช่วง Winter Test รอบสุดท้ายที่สนามบุรีรัมย์เมื่อวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไอ โอกุระก็แสดงให้เห็นว่าตัวเขานั้นสามารถปรับตัวเข้ากับตัวแข่ง RS-GP ได้อย่างดีด้วยการกดเวลาต่อบรอบดีสุดทั้ง 4 Practice เหนือเหล่ารุ๊คกี้ด้วยเวลาต่อรอบ 1:29.636 นาที ซึ่งเกิดขึ้นในการทดสอบรอบ FP3 ตารางเวลาการลงทดสอบในรอบ FP1 ไอ โอกุระ 1:30.453 นาที เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 1:30.948 นาที สมเกียรติ จันทรา 1:31.622 นาที   ตารางเวลาการลงทดสอบในรอบ FP2 เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 1:30.373 นาที ไอ โอกุระ 1:30.821 นาที สมเกียรติ จันทรา 1:31.208 นาที   ตารางเวลาการลงทดสอบในรอบ FP3 ไอ โอกุระ 1:29.636 นาที (ดีที่สุด) สมเกียรติ จันทรา 1:30.465 นาที เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 1:30.597 นาที   ตารางเวลาการลงทดสอบในรอบ FP4 ไอ โอกุระ 1:29.741 นาที เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 1:30.085 นาที สมเกียรติ จันทรา 1:30.764 นาที   จากตารางด้านบนที่เหล่าหน้าใหม่สามารถทำได้ในการแข่งขันรอบ Winter Test ก็ดูเหมือนว่านักบิดจากแดนซามูไรรายนี้ เมื่อจับคู่กับตัวแข่ง RS-GP จากค่าย Aprilia ก็ดูเป็นส่วนผสมที่เข้ากันอย่างไร้ข้อกังขา หลาย ๆ คน และหลาย ๆ สื่อเริ่มให้ความสนใจกับนักบิดรายนี้ว่าจะสามารถงัดฟอร์มเจ๋งของตัวเองในการแข่งขันจริงได้หรือไม่ ? ปล่อยของตั้งแต่เกมเปิดฤดูกาล หลังจากจบการซ้อมรอบทดสอบทีบุรีรัมย์เวลาก็ผ่านมาเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงการแข่งขันนัดแรกของฤดูกาล กับการแข่งขัน MotoGP 2025 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ประเทศไทย เหล่าหน้าใหม่ก็พร้อมที่จะเดบิวท์ในสนามนี้ แต่แน่นอนว่าการลงแข่งขันที่ประเทศไทยในช่วงเดือนมีนาคมน่าจะไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเท่าไหร่สำหรับนักแข่ง แสงแดดสุดแสนจะร้อนระอุที่พร้อมจะเล่นงานเหล่านักแข่ง  แน่นอนว่าเรื่องนี้ไอ โอกุระก็ได้รับผลกระทบ แต่ก็น่าจะไปกับสภาพอากาศได้ดีกว่า เพราะพื้นเพของเจ้าตัวก็เป็นคนเอเชียเหมือนกัน จากผลงานในรอบทดสอบที่โดดเด่น และเหมือนว่าฟอร์มโหดของเจ้าตัวจะร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง เพราะการแข่งขันในรอบ Qualify ที่เป็นการแข่งขันเพื่อหาอันดับในการออกสตาร์ทในการแข่งขันรอบสปรินท์ เรซ และเมนเรซ นักบิดเจ้าของหมายเลข 79 ทะยานจบในอันดับที่ 5 ของตาราง ด้วยเวลาต่อรอบที่ 1:29.134 นาที เหนือทีมเมทของเจ้าตัวอย่างราอูล เฟอร์นันเดส ที่จบในอันดับที่ 8 และอันดับสูงกว่าเหล่าจอมเก๋าในการแข่งนี้ไม่ว่าจะเป็น เปโดร อคอสต้า, ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ และมาร์โก เบซเซคคี่ โดยการจบที่ติดอันดับ TOP5 ของตารางก็เหมือนเป็นการเรียกความมั่นใจให้กับตัวเขาเอง และทีม ทำให้ในการแข่งขันรอบบ่ายสามวันเสาร์