Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
สนามสุดท้ายของRaul Fernandez!?

ยืนยันแล้ว ราอูลจะได้ขี่ RS-GP23ที่สนามเยอรมันสัปดาห์นี้เป็นครั้งสุดท้าย! ”สำหรับราอูลแล้ว มันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เจ้าหนุ่มคนนี้ได้ควบรถ RS-GP2023 “ Davide Brivio บอสใหญ่ได้กล่าวไว้ หลังจากที่ ตอนนี้ ราอูล เฟอร์นันเดซ เป็นหนึ่งเดียวในทีมAprilia ที่ยังขี่รถ RS-GP ตัวเก่าอยู่ แต่เวลานี้ทางทีมรับประกันให้แล้ว ว่า เดี๋ยวอัพให้ไปขี่RS-GP 24 แน่นอน หลังจากผลงานโดดเด่น โดยตอนนี้ราอูลอยู่ในอันดับที่12บนอันดับคะแนนสะสม และทางทีมตั้งใจจะปรับไปให้ขี่รถSpec2024 ให้พร้อมกับการอัพเดทแฟริ่งระหว่างฤดูกาลแข่งขัน พร้อมกันไปเลยทีเดียว หลังจากช่วงSummer break ซึ่งคือสนามSilverstone ของอังกฤษ ในเดือนถัดไป หมายความว่า ราอูลจะได้ขี่รถSpecใหม่ หลังจากจบSachsenring หลังจากโชคไม่ค่อยดีตั้งแต่ต้นฤดูกาล เจ็บทั้งเซปังTest อดแข่งไป2สนาม แต่ก็กลับมาทำผลงานได้ดีที่คาตาลุนย่าในSprint race อันดับ6 และหลังการผ่าตัด Arm pump ก็กลับมาติดtop ten ที่Assenอีก (P8) “ผมแฮบปีนะ กับผลงานที่Assen เราทำได้ดี แต่ผมก็อยากจะสดกว่านี้ เพราะหลังจากล้มหนัก มันก็เจ็บจริงแหละ และคงจะดีขึ้นหลังจากได้พักสัก2-3วัน สำหรับสนามSachsenring ผมจะพยายาม ไม่กดดันมาก จะรีแลกซ์หน่อย พยายามเข้าไปQ2ให้ได้ก่อน หลังจากนั้นก็ดูกันไปวันต่อวัน และนี่น่าจะเป็นแผนที่ดี เพราะรู้สึกได้ว่า ถ้าเรารีแลกซ์ให้มากขึ้น และสนุกกับมัน เราก็เร็วขึ้นจริงๆ นี่เป็นเป้าหมายของเราในสนามนี้“ หนุ่มสเปนกล่าว ในขณะที่ทีมโรงงานAprilia จับคู่นักแข่งใหม่ได้แล้ว อย่าง Jorge Martin และ Marco Bezzecchi แต่ทีม Trackhouse กลับยังไม่มีการยืนยัน นักแข่งของทีมในปีหน้าเลย แต่ที่แน่ๆคือ ต้องมีคนหนึ่งอยู่คนหนึ่งไป และตอนนี้ฟอร์มของราอูล ก็กำลังมา ถูกที่ถูกเวลาซะด้วย ขณะที่ เพื่อนร่วมทีมอย่างอดีตนักแข่งKTM ผู้เคยขึ้นโพเดี้ยมมา5ครั้ง มิเกล โอลิเวียร่านั้น ฟอร์มกำลังออกทะเล ทั้งๆที่ได้ขี่รถตัวล่าสุดตั้งแต่เริ่มฤดูกาล และตอนนี้อยุ่อันดับที่16 ในตาราง ”Sachsenring เป็นสนามที่มีเอกลักษณ์ ทั้งสั้น และหนักไปทางโค้งซ้าย ซึ่งผมค่อนข้างถนัดเป็นพิเศษ และก็หวังว่าจะทำผลงานได้ดีในสนามนี้ก่อน เบรคครึ่งฤดูกาลนี้ ซึ่งหวังว่า จะหาจุดลงตัวในSetting ได้ไว และทำผลงานได้ดีมีแต้มกับเจ้า RS-GP24” มิเกลทิ้งท้าย มารอชมกันนะ GermanGPสนามก่อนSummerBreak หนึ่งเดือน ว่าTrackhouse Aprilia จะมีอะไรSurpriseเราไหม? 😉🏁

ไม่ลือ เพราะมาจริง Royal Enfield Guerrilla 450

ไม่ใช่ข่าวลืออีกต่อไป Royal Enfield Guerrilla 450 คลาสสิกสแครมเบลอร์ มาไทยแน่ๆ คำถามแค่ เมื่อไหร่?   สำหรับหลายๆคนที่ติดตามข่าวสาร  Royal Enfield ในโลกออนไลน์ ก็คงได้เห็นผ่านๆตามาบ้างกับ รูปหลุดของ Guerrilla 450 มอเตอร์ไซค์สแครมเบลอร์ในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิค ลุคผู้ดีอังกฤษผลิตโดยผู้ดีอินเดีย คาดการณ์สเปค จากตัวเลขที่ระบุในชื่อว่า 450 น่าจะเป็นบล็อกเครื่อง Sherpa สูบเดี่ยวลูกโตจาก New Himalayan 450 ขนาดความจุเครื่อง 452 ซีซี 40 แรงม้า แต่อาจจะปรับแต่งโหมดเครื่องยนต์ให้ต่างออกไป ในข่าวลือวงในจากสื่ออินเดียลงไว้ว่า Guerrilla 450 จะเป็นรุ่นที่ราคา “เข้าถึงง่ายที่สุด”  และในข่าวยังคาดการณ์ว่าราคาเปิดตัวไม่น่าเกิน 2.3 lakh ถ้าเทียบกับราคา Himalayan 450 ที่ลงราคาที่อินเดีย ไว้ 2.8 lakh กับข่าวราคาในไทย ที่อยู่ราวๆ 220,000 คาดว่ารุ่น Guerrilla 450 ราคาน่าจะอยู่ที่ 190,000 โดยประมาณ หมายความว่าระบบต่างๆอาจจะถูกตอนลงบ้าง จากราคาที่ถูกกว่า ทั้งนี้เพื่อเป็นการเปิดทางให้ Royal Enfield ได้เจอกับกลุ่มนักขับขี่หน้าใหม่ได้กว้างมากขึ้น ถ้ามาราคานี้จริงตลาด มอเตอร์ไซค์ คลาสกลาง สำหรับผู้เริ่มต้นมีการแย่งชิงต่อสู้กันมากขึ้น เป็นผลดีต่อผู้ขับขี่หน้าใหม่ ที่จะได้เลือกมอเตอร์ไซค์ ได้หลากหลายสไตล์โดยที่ไม่เจ็บกระเป๋า ส่วนมอเตอร์ไซค์ในสไตล์นี้ ก็มี Honda CL500, Triumph Scrambler 400x และทั้ง 2 ก็อยู่ในพิกัดราคาเดียวกัน   คลิปรีวิวเท่ๆ โดย Guy Martin นักแข่ง Isle of Man TT ในตำนาน จุดเด่นเท่าที่พอเดาๆได้จากรูปหลุดคือ – ถังสไตล์ใหม่ – โช๊คหน้าเทเลสโคปิค – ไฟหน้า/ท้าย LED – หน้าไมล์ทรงกลม (คล้าย Himalayan) – ล้อหน้าขนาด 18″ หลัง 17″ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ Superbikemag Thailland ได้รับเชิญเป็น 1 ในสื่อไทย ที่ได้เข้าร่วมทดสอบ Guerrilla 450 ที่ประเทษสเปน รีวิวขี่จริงแล้วเป็นไงจะมาเหลาให้อ่าน….ตอนนี้ก็รอไปก่อนเด้ออ้าย    

Krämer APX-350 MA

ส่องสเปก Krämer APX-350 MA รถแข่งปั้นดาวฝั่งอเมริกา การแข่งขัน MotoAmerica Talent Cup ปรับรูปแบบใหม่เพื่อหวังว่านักบิดวัยเยาว์ในทวีปอเมริกาเหนือจะสามารถฝึกฝนทักษะและพัฒนามาเป็นนักแข่งระดับโลก ในโปรเจ็กต์ Road to MotoGP โดยทางผู้จัดได้ประกาศแล้วว่าจะใช้รถแข่งจากเครเมอร์ ซึ่งเป็นแบรนด์เยอรมันที่ทำแต่รถแข่ง เพราะงั้นเราก็เลยจะขอพาแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตไป ส่องสเปก Krämer APX-350 MA กันสักหน่อย จะได้รู้ว่าเดี๋ยวนี้เด็ก ๆ เขาซิ่งกันด้วยรถอะไรยังไงกัน เรื่องดีไซน์ภายนอกนั้นยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี มีเพียงแต่ภาพกราฟิก แต่มีการเผยสเปกแล้วว่าจะใช้วัสดุเป็นไฟเบอร์กลาส น้ำหนักเบามากโดยที่ยังคงมีความแข็งแรงอยู่ โดยจุดยึดต่างและจุดที่รับแรงเครียดจะถูกเสริมความแข็งแรงด้วยวัสดุคาร์บอนหรือไม่ก็วัสดุคอมโพสิตจากเส้นใยอารามิด และออกแบบให้มีแอร์อินเทคด้านหน้าเพื่อให้อากาศสามารถไหลเข้าสู่ระบบเผาไหม้ได้อย่างเต็มที่ แต่เครื่องยนต์จะเป็นเครื่องสูบเดียวขนาด 350 ซีซีจากแพล็ตฟอร์ม XC-F ของทาง KTM โดยจะมาพร้อมแอร์บ็อกซ์ขนาดใหญ่ช่วยให้เครื่องยนต์ตัวนี้มีแรงม้ากว่า 50 แรงม้า (ยังไม่เปิดเผยแรงบิด) ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด อาศัยน้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันโพลีเอธิลีนแบบครอสลิงก์ขนาด 12 ลิตร ที่เบามาก ๆ โดยน้ำหนักตัวรถจะอยู่ที่ 115 กิโลกรัมเท่านั้น เครื่องยนต์จะใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้าที่ทางค่ายพัฒนาร่วมกันกับทาง MecTronik ช่วยให้ควบคุมเอ็นจิ้นเบรกได้ดี ควบคุมการจุดระเบิดได้แม่นยำเพื่อให้ใช้งานร่วมกับควิกชิฟเตอร์ได้อย่างลงตัว ทั้งยังใช้กล่อง ECU จาก MecTronik ที่สายรถแข่งรู้จักกันดี โดยปรับให้สอดคล้องกับกติกาของทางรายการ และมีการติดตั้งดาต้าล็อกเกอร์ที่สามารถบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ในการขับขี่แข่งขันได้ ในส่วนของช่วงล่างนั้นจะใช้เฟรมถักเหล็กโครโมลี่ที่จูนให้มีความยืดหยุ่นและให้ฟี้ดแบ็กที่ดีตามแบบที่รถแข่งควรจะเป็น นอกจากนี้ยังออกแบบให้สามารถปรับแต่งองศาคอรถ ออฟเซ็ตของโช้คหน้า มุมของสวิงอาร์ม ความสูงเบาะ ความสูงของท้ายรถ ตลอดไปจนถึงองศาแฮนด์ ซึ่งดีต่อการปรับเซ็ตให้เข้ากับสไตล์การขับขี่และสัดส่วนของนักแข่งแต่ละคน โดยระบบกันสะเทือนจะใช้ของทาง WP ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ส่วนระบบเบรกจะเป็น Brembo โดยด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Stylema ขณะที่ด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เดี่ยวเช่นกัน มาพร้อมล้อขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมยางสลิก สุดท้ายเจ้ารถแข่งคันนี้มีราคา 22,495 ดอลลาร์หรือราว ๆ 827,000 บาท ซึ่งก็สมเหตุสมผลดีกับสเปกรถแข่งระดับเริ่มต้น ส่วนหน้าตาคันจริงทางค่ายจะเปิดเผยในเดือนสิงหาคม ก็ติดตามรอคอยการนำเสนอข่าวกันต่อไปในโอกาสหน้า และแน่นอนว่าจะมีโมเดลรถแข่งโมเดลใหม่ ๆ ตามมาอย่างแน่นอน เพราะนี่เป็นเพียงแค่โมเดลแรกของปี 2025 ของทางค่ายเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MotoGP Assen 2024 สรุปผลการแข่งขัน และเรื่องราวดราม่า

MotoGP Assen 2024 สรุปผลการแข่งขัน และเรื่องราวดราม่า เรียบร้อย!🏁🤩 Pecco จัดไป 3 สนามติด! สำหรับ MotoGP Assen 2024 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไฮไลท์ยังตกเป็นของ Francesco Bagnania win 3 สนามติดกัน และยังเป็นชัยชนะครั้งที่ 23 ในชุดฟอร์มทีมโรงงานDucati เทียบเท่า อดีตแชมป์โลก ชาวออสซี่ Casey Stoner เรียบร้อย ตามมาด้วย Jorge Martin แห่ง Prima Pramac ใช้ยาง Medium หน้าหลังรักษาตำแหน่งตามมาได้ แต่ไล่แซงไม่ไหว ส่วน อันดับ3 ‘The Beast’ Enea Bastianini ไล่แซงเพื่อนเรียบ เข้าวินอันดับ3สวยๆ และเป็น Ducati Desmosedici GP24 ทั้ง3คัน ส่วนมาร์คนั้น คงไม่ค่อยถูกใจสุดสัปดาห์นี้จริงๆนั่นแหละ ทั้งล้ม ทั้งไม่ค่อยมีอะไรเป็นใจ ล่าสุด โดนปรับโทษ เวลาลง16วินาที อันดับร่วงกราวไป10อันดับ ข้อหาลมยางอ่อน 0.01psi เพียงรอบเดียว กฎใหม่ปีนี้ยังโดนแฟนๆกับCrew Chief แต่ละทีม อวยพรกันยกใหญ่ แต่กฎก็ต้องเป็นกฎ ขนาดมาร์คยังโดน แล้วคนอื่นจะเหลืออะไร Ai Ogura คว้าชัยในรุ่น Moto2 เป็นสุดสัปดาห์แห่งดราม่าไปอีก สำหรับ Assen ปีนี้ แต่ก็นั่นแหละ This is racing! Moto2 สนุกมากๆ เจ้าไอค์ Ai Oguraใช้ความได้เปรียบจากความผิดพลาดของFermin Alderguer ที่โดนโทษ Long laps penalty ขึ้นนำแล้ว รักษาอันดับ และบริหารยาง จนเข้าที่1 อย่างงดงาม เหนือการไล่ตามอย่างไม่คิดชีวิตของอันดับที่2อย่างFermin และ โพเดี้ยมอันดับ3 เพื่อนร่วมทีม MT Helmet MSI Sergio Garsia ปีหน้าจะได้เจอไหมนะ กับ Ai Ogura ในMotoGP ต้องรอชม แต่ที่แน่ๆ Fermin เด่วเก็บกระเป๋า ย้ายบ้าน ไปเข้าโรงเรียนMotoGP ค่อนข้างแน่นอน สมเกียรติ จันทรา ทำได้! คว้า TOP 5 ในสนามนี้ และที่ต้องกรี้ดสิครับ กรี้ดมันออกมา 🤩 คือ คุณก้อง สมเกียรติ จันทรา ของพวกเรา โชว์ฟอร์ม เปิดอัลติ ไล่แซงเพื่อนๆจากอันดับ17! ขึ้นมาอยุ่ Top5 เข้าอันดับที่5 อย่างงดงาม ใจฟูทั้งแผ่นดิน ขอให้ผลงานดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วรอไปกรี้ดกันให้คอระเบิดที่บ้านเรา ตุลาคมนะ! (!) มาถึง พลังวัยรุ่น วัยฮอร์โมน Moto3 Ivan Ortora ดับฝันเจ้าถิ่น!ไล่แซง Collin Veijer เจ้าถิ่นชาวดัตช์ ในโค้งสุดท้ายเฉือนเอาชนะไปแบบสุดติ่งกระดิ่งแมว แค่เสี้ยว0.012วินาที ทำเอาวัยรุ่นกับกองเชียร์เจ้าถิ่นแอบเซ็งไปตามๆกัน แต่ก็เรียกว่าเป็นRace ที่เยี่ยมยอดทั้งสองคน ได้ใจผู้ชมเลยทีเดียว ตามมาด้วย David Monoz ในโพเดี่ยมอันดับสาม       ้้เป็นสุดสัปดาห์ที่มีร้อยเรื่องราวให้ติดตามทั้ง 3 วันติด สำหรับ‘The Cathredal of Speed’ Assen TTให้โอกาสพักกันนิดหน่อย แล้วไปเห็นเธอที่เยอรมันกันต่อที่ Sachsenring 🇩🇪สัปดาห์หน้า5-7กรกฎาคม เดือดๆๆๆๆๆๆๆ สุมไฟรอเลย ❤️‍🔥🤩🏁                           สรุปผลคะแนนรวม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่

Joe Roberts ไหแตก! บอกลาAssenTT

Joe Roberts พ่อเทพบุตร Moto2 แห่งOnlyFans American Racing ไหแตกไปแล้ว ในการซ้อมวันศุกร์ จากอาการHighside ทำให้ไหปลาร้าขวาหัก ตำแหน่งยอดฮิตของนักบิดที่ไม่มีใครอยากได้ ทำให้ยกยอดสนามนี้ไปค่อนข้างแน่นอน น่าเสียดาย ฟอร์มกำลังร้อนแรงเอามากๆ คะแนนรวมก็นำอยู่ แต่ไม่เป็นไร รีบไปเสริมไทเทเนี่ยม แล้วคัมแบ็คในเร็ววันและขอให้recoverทันสนามหน้านะโจ สำหรับP1 และNew time Laps record เป็นของFermin Aldeguer ว่าที่MotoGP Riderปีหน้า แต่ทีมอะไร ไม่บอกหรอก ปล่อยให้งง 😄 (เพราะเราก็ไม่รู้ )🤣  

Ducati DesertX Discovery

Ducati DesertX Discovery ปรับใหม่ ใส่ของ ท่องทางไกล ดูคาติเปิดตัว Ducati DesertX Discovery แอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางที่ถูกปรับมาใหม่ ด้วยการมีแนวคิดที่ว่าจะให้ไบเกอร์สายลุยไปได้ทุกเส้นทาง ให้ไปผจญภัยได้มากยิ่งขึ้น เจ้าโมเดลนี้ก็เลยจะติดตั้งของแต่งจากโรงงานมาให้เลย เพื่อที่จะได้ตอบโจทย์การเดินทางและเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวรถมากยิ่งขึ้น โดยโมเดลดิสคัฟเวอรี่คันนี้จะติดตั้งการ์ดต่าง ๆ มาให้หลากหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นการ์ดแฮนด์และแครชบาร์แบบเสริมความแข็ง การ์ดหม้อน้ำ และการ์ดท้องเครื่อง สำหรับป้องกันตัวรถในเส้นทางการขับขี่ที่มีอุปสรรคและมีความยากสูง ยังมีอุ่นมือและชิลด์หน้าที่ใหญ่ขึ้นเพื่อช่วยป้องกันลมและอากาศหนาวยามที่ต้องไปขี่ในพื้นที่ที่หนาวเย็น ติดตั้งระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์น มีปี๊บอลูมิเนียมสองใบด้านข้างความจุรวม 76 ลิตรมาให้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีขาตั้งคู่สำหรับจอดรถได้อย่างปลอดภัย และช่วยให้สามารถง่ายต่อการเปิดกล่องสัมภาระหรือตอนที่จะต้องจอดพัก หรือต้องการเซอร์วิสรถในเรื่องของโซ่และล้อหลัง ซึ่งจะยิ่งทำให้มันเหมาะกับการเดินทางมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ในส่วนของสเปกอื่น ๆ จะยังคงไม่เปลี่ยนไป โดยจะมีพื้นฐานมาจาก DesertX มาใส่ของตกแต่งเพิ่ม โดยจะยังคงใช้เครื่องยนต์ Testastretta 11° ที่เป็นเครื่องสองสูบวี ขนาด 937 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 110 แรงม้าที่ 9,250 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ใช้น้ำมันจากถังขนาด 21 ลิตร เหมาะสำหรับเดินทางไกล ช่วงล่างจะเป็นโช้คจากทาง KYB ปรับแต่งได้เต๋มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวจาก Brembo ล้อซี่ลวดแบบไม่ใช่ยางในที่ให้มาจะมีขนาด 21 และ 18 นิ้วตามลำดับหน้าหลัง ส่วนยางที่ใส่มาให้พร้อมเดินทางสายลุยจะเป็นยาง Pirelli Scorpion Rally STR ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ให้มาก็จะมีโหมดการขับขี่ โหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ครูซคอนโทรล ระบบไฟเบรกฉุกเฉิน และระบบยกเลิกไฟเลี้ยวเอง เรียกว่าให้มาแน่น ๆ เลย ส่วนเรื่องของราคาค่าต๋งนั้นจะเพิ่มขึ้นจากโมเดลสแตนดาร์ดอยู่ที่ 2,600 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยก็จะอยู่ที่ราว ๆ 102,500 บาท (ไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ) หากคิดจากโมเดลที่ขายในไทยตอนนี้ที่ราคา 669,000 บาท โมเดลใหม่นี้ก็น่าจะมีราคามากกว่า 800,000 บาทเป็นแน่แท้ แต่บอกเลยว่าคุ้มกว่าไปแต่งเพิ่มเองแน่ ส่วนเรื่องการจำหน่ายในบ้านเราคงต้องรอปีหน้ากันเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GSX-R1000 2025 สีใหม่ เปิดขายในอเมริกา

GSX-R1000 2025 สีใหม่ เปิดขายในอเมริกา เมื่อกี้นี้หลายคนอาจได้ทราบข่าวสำคัญ สำหรับค่ายซูซูกิบริษัทแม่จากญี่ปุ่นได้ประกาศหยุดทำการผลิตเจ้า GSX-R1000 ซูเปอร์ไบค์ระดับตัวพันรุ่นเรือธงของทางค่ายเป็นที่เรียบร้อย อ่านข่าวคลิ๊กที่นี่ ก่อนเดินหน้าสายการผลิตโมเดลรุ่นใหม่ในอนาคต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางค่ายซูซูกิจากทางฝั่งอเมริกาเอง ยังมีโฉมโมเดลมาจำหน่ายในรุ่นเวอร์ชัน 2025 ซึ่งอาจเป็น “ล็อตสุดท้าย” ทิ้งทวนให้เหลือเพียงความทรงจำดี ๆ ให้กับเหล่าสาวกได้จับจองนั่นเอง  ซึ่งเจ้ารุ่นนี้อาจขนานนามได้ว่าเป็นโมเดลแห่งการท่องกาลเวลาไปซะแล้ว นับตั้งแต่ปี 2017 จนถึงปัจจุบันก็ล่วงเลยมาถึง 8 ปีแล้วหน้าตาไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย แต่อย่างไรก็ยังเป็นรุ่นนิยมครองใจเหล่าไบค์เกอร์มาแล้วนักต่อนัก (SuperBike ก็เช่นกัน) และคงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก กับรถสปอร์ตตัว 1000 มาพร้อมเสน่ห์กับความดิบเถื่อนที่จับหาได้ยากในยุคนี้  ด้วยเอกลักษณ์ความบ้าระห่ำอีกเช่นเคย ทางซูซูกิจากทางฝั่งอเมริกา ได้ทำการปล่อยโฉมเจ้า Suzuki GSX-R1000 2025 และ GSX-R1000R ในเวอร์ชันใหม่ที่ไม่ใหม่ แต่อาจจะถูกใจสาวกค่ายซูด้วยชุดสีที่เปลี่ยนไป ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น  ด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ขนาด 999.8 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีขนาดลูกสูบและช่วงชัก 77 x 55.1 มม.ใช้ระบบวาล์วแปรผัน (Variable Valve Timing) พร้อมตัววาล์วทำจากไทเทเนียม โดยมีขนาดของวาล์วไอดี 31.5 มม.และวาล์ไวไอเสีย 24 มม. ผ่านมาตรฐาน Euro4 นอกจากนี้ยังใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า กับระบบเกียร์ 6 สปีดจับคู่กับควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง มีระบบ Clutch Assist System ช่วยผ่อนแรงในการบีบกำคลัทช์และเข้าเกียร์ได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยสามารถทำรอบเรดไลน์ได้สูงถึง 14,500 รอบ/นาที กับแรงม้าที่ให้มาถึง 202 ตัว พร้อมกับความจุถังน้ำมันที่ 16 ลิตร  พร้อมระบบช่วงล่างขั้นเทพด้วยระบบ Suspension เซ็ตค่าจากสนามแข่ง โดยด้านหน้าเป็น Upside down จาก SHOWA BFF (เสริมซับแทงค์ในรุ่น R1000R)  ปรับแต่งได้เต็มระบบ ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวจาก SHOWA BFRC-Lite ปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน พร้อมด้วยระบบเบรกกับดิสก์เบรกด้านหน้าขนาด 350 มม. พ่วงคาลิเปอร์ Brembo โมโนบล็อก 4 ลูกสูบ และดิสก์เบรกด้านหลังขนาด 240 มม. ใช้คาลิเปอร์เบรก Nissin ลูกสูบเดียว ติดมาพร้อมกับระบบเบรก ABS Dual Channel และระบบแทร็คชันคอนโทรลที่สามารถปรับได้ถึง 10 ระดับ ส่วนล้อและยางหน้า-หลังมีขนาด 120/70-17 และ 190/55-17   นอกจากมีระบบต่าง ๆ ที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ยังมีเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกในการขับขี่มากมาย อาทิ ระบบ Easy Start ระบบป้องกันการโจรกรรม โหมดการขับขี่ 3 โหมด ระบบนำทาง เซ็นเซอร์ IMU แกนช่วยตรวจจับความเคลื่อนไหวของตัวรถ ระบบ Low RPM Assist ที่ช่วยคุมรอบเดินเบาขณะออกตัวป้องกันรถดับ ระบบ Easy Start ที่ช่วยให้สตาร์ทรถได้ง่ายได้เพียงกดปุ่มเดียว และมีระบบช่วยออกตัว ถือว่าครบครันและเหมาะสำหรับการขับขี่ใช้งานทั่วไปหรือแม้กระทั่งในสนามแข่งก็ถือว่าตอบโจทย์เลยทีเดียว  และนี่ก็เป็นข้อมูลส่วนคร่าว ๆ สำหรับสเปกตัวรถ อาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก นอกจากชุดสีที่เปลี่ยนไป สำหรับรุ่น GSX-R1000R และ GSX-R1000 มีจำหน่ายด้วยกันรุ่นละ 2 สีได้แก่สีแดง-ดำ Candy Daring Red Glass Black (ล้อเฉดสีแดงและกระบอกโช้คสีทองพร้อมซับแทงค์ในรุ่น R) และสีเทา Metallic Matte Sword Silver (ล้อเฉดสีดำและกระบอกโช้คสีทองพร้อมซับแทงค์ในรุ่น R) โดยรุ่น GSX-R1000R มีราคาอยู่ที่ $18,649 ดอลล่าร์สหรัฐหรือราว ๆ 6.8 แสนบาท ส่วนรุ่น GSX-R1000 มีราคาอยู่ที่ 16,499 ดอลล่าร์สหรัฐหรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 6 แสนนิด ๆ หากใครที่ชอบความเดือดแบบบ้าระห่ำ สามารถเข้าไปจับจองกันได้ แต่อาจเสียค่าชิปปิ้งซักเล็กน้อย

ซูซูกิตอกฝาโลง GSX-R1000

ข่าวเศร้าของสายซู ลาก่อน…โลมา ล่าสุด website ซูซูกิญี่ปุ่น ได้ขึ้นป้าย เลิกผลิตแล้ว ใต้รูปของรุ่น GSX-R1000R โดยถือเป็นการปิดฉากของตำนาน “โลมา” ที่สืบทอดกันมายานนานกว่า 40 ปี โดยฆากรไม่ใช่ใคร แต่เป็นมาตรฐาน Euro5 และ Euro5+ ที่เล่นเอา superbike 1000cc หลายๆรุ่นถึงกับต้องหาวิธีตอนม้าเพิ่อให้สามารถวางขายในตลาดได้ กับซูซูกิ ที่คงเทคโนโลยีเดิม มาตั้งแต่ L7 ต่อเนื่องมานานถึง 8 ปี โดยไม่มีการขยับเทโนโลยีใหม่ให้ทันโลก ก็ต้องยอมจากลาโดยไม่มีข้อแม้ ซึ่ง ณ เวลานี้ GSX-R1000 ยังมีวางขายในโชว์รูมทั่วโลก แต่ถ้าหมดแล้วก็คงหมดเลยไม่มีเพิ่ม การตัดสินใจของ ซูซูกิ ครั้งนี้ไม่ได้สร้างความประหลาดใจแต่อย่างใด เพราะในปี 2022 ซูซูกิ ได้ส่งสัญญาณแรกสู่วงการมอเตอร์ไซค์ด้วยการออกจาก MotoGP อย่างไม่คาดคิด ทั้งๆที่ผลงานเป็นไปได้อย่างยอดเยี่ยม หลังจากนั้นไม่นาน ก็ยังประกาศถอนตัวจากการแข่งขัน World Endurance Championship แม้จะประสบความสำเร็จเมื่อเร็วๆนี้ โดยมีการเปลี่ยนทีม เป็น “Team SUZUKI CN CHALLENGE” ลงในรุ่น Experiment Class ในรายการ Suzuka 8 Hours Endurance Race 2024 ซึ่งจะใช้ GSX-R1000 ในการแข่งขันดังเดิม แต่เปลี่ยนเชื้อเพลิงใหม่ที่ “รักโลก” มากยิ่งขึ้น การเคลื่อนไหวเหล่านี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนของซูซูกิว่า จะต้องมีรุ่นใหม่ออกมาสืบตำนานแต่ไม่ใช่ GSX-R1000 ก็เป็นด้ายยยย กุ๊ก กุ๊ก กู๋      

PFmoto Starship 6 ยานแม่ขนาดกลางจากแดนมังกร

PFmoto Starship 6 ยานแม่ขนาดกลางจากแดนมังกร PFmoto Starship 6 ยานแม่ขนาดกลางจากแดนมังกร ที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับ Goldwing จากค่ายปีกนกอยู่มากถึงขนาดที่ Google Image Search ยังทำงานเพี้ยน แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันก็ดูดีและมีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับเจ้ามอเตอร์ไซค์ที่มีชื่อประดุจดังยานอวกาศลำนี้มาในสไตล์ของแกรนด์ทัวริ่ง ดูใหญ่โตโอ่อ่า และมีความโมเดิร์นแฝงอยู่ในดีไซน์ เส้นสายนั้นคล้ายกับได้แรงบันดาลใจมาจากรถญี่ปุ่นมามากเกินไป ถ้าไม่มีไฟหน้าดีไซน์ใหม่นี้ มองยังไงใครก็บอกว่าโกลด์วิง เห็นแบบนี้ ขุมพลังของโมเดลนี้กลับเป็นเครื่องวีทวินระบายความร้อนด้วยน้ำที่ขนาดเล็กเพียง 573 ซีซีเท่านั้น โดยสามารถรีดกำลังแรงม้าออกมาได้ที่ 53.64 แรงม้า และแรงบิดที่ 55 นิวตันเมตร มีถังน้ำมันขนาด 20 ลิตร ขับเคลื่อนด้วยระบบสายพาน โดยตัวรถหนักมากถึง 280 กิโลกรัม ดังนั้นคาดว่าความเร็วท็อปสปีดนั้นคงทำได้ไม่มากนัก ช่วงล่างด้านหน้ามาแบบรถธรรมดา ไม่ได้ไฮโซเหมือนฝั่งญี่ปุ่น โดยมาเป็นโช้คหน้าแบบหัวกลับ ด้านหลังโช้คเดี่ยว ซึ่งทั้งหมดเป็นของ KYB ส่วนระบบเบรกจะเป็นของทาง J.Juan จัดให้ ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว เทคโนโลยีคันนี้ถือว่าจัดเต็มทะลุพิกัดกันเลยทีเดียว หน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน แทร็คชันคอนโทรล ระบบเบรก ABS ระบบเรดาห์ร่วมกับระบบกล้องหน้าหลัง ระบบช่วยแจ้งเตือนมุมอับ ระบบช่วยเตือนก่อนชนด้านหน้า ระบบช่วยขณะเปลี่ยนเลน ระบบหน้าจอสี TFT ระบบปลดล็อกรถโดยไม่ใช่กุญแจโดยใช้ระบบ NFC และบลูทูธ สามารถแชร์ให้คนอื่นสามารถใช้รถร่วมกันกับเราได้ ระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์พร้อมลำโพง 6 ตัว ระบบไฟส่องสว่างในโค้ง ระบบพับกระจกอัตโนมัติ และช่องจ่าย USB-C 3 ตำแหน่ง เนี่ยเยอะขนาดนี้จะใช้กันหมดมั้ยนี่ ทว่าสนนราคาค่าตัวของเจ้ายานแม่คันนี้อยู่ที่ 44,888 หยวน หรือราว ๆ 228,000 บาท ซึ่งทำให้เจ้าโมเดลนี่ยิ่งดูน่าสนใจมากขึ้นไปอีก หากมาจำหน่ายในไทยจริง ๆ ราคาก็คงไม่แพงไปกว่านี้เท่าไหร่หนัก ทว่าแบรนด์นี้ยังไม่เป็นที่แพร่หลายเหมือนแบรนด์จากจีนแบรนด์อื่น ดังนั้นความเป็นไปได้ของแบรนด์นี้น่าจะยังน้อยอยู่มาก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

จับคู่แฝดzontes350มาขี่สนาม จะเป็นยังไง !

Ready.. Set , Go จับ Zontes350 แฝดพี่แฝดน้อง มาลง track กัน! จับคู่แฝดzontes350มาขี่สนาม ถือเป็นการจับผู้เล่นใหม่! (ที่ไม่ใช่มือใหม่) ล่าสุดที่ลงสนามมาลุยตลาดที่พีคสุดๆ ในคลาสออโต้ 350 และกำลังเป็นกระแสในขณะนี้คงไม่พ้น Zontes ผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์แดนมังกร ที่ส่ง แฝดเล็ก -แฝดใหญ่ อย่าง Zontes 350E และ 350D ลงมาเป็นทางเลือกใหม่ให้คนไทย ในคลาสบิ๊กสกูตเกอร์ขนาดกลาง ยอดนิยมสุดๆ ซึ่งทั้งสองรุ่นนั้นใช้หัวใจเดียวกันที่350CC แต่ต่างกันที่แฟริ่ง และหุ่น ที่แฝดเล็ก 350D เพรียวบาง คล่องตัว น้ำหนักเบากว่า เหมาะกับการใช้งานที่จะเป็น Citylife ซอกแซ่ก คล่องตัว เบาะขนาดพอดี ขนาดตัวที่ใช้พื้นที่จอดน้อยกว่า ในขณะที่แฝดใหญ่ 350E หุ่นล่ำ หนานุ่ม ให้ความรู้สึกโอบอุ้ม นุ่มนวล ชิลด์สูง พร้อมตัดลมหมดจด เพื่อการเดินทางอย่างสะดวกสบาย โดย นอกเหนือจากภายนอกที่แตกต่างกัน แต่ภายในทั้งเครื่องยนต์และระบบอิเลกทรอนิกส์นั้น เหมือนกัน โดนเฉพาะกิมมิก ที่เป็นTalk of the Town อย่างจอแสดงผล TFT ที่ให้มาอย่างเหนือกว่าในพ.ศ.นี้ และด้วยราคาที่ต่ำกว่า อย่างชัดเจน จึงเป็นจุดขายที่ทำให้หลายคนร้องWoW! กันไปแล้วตอนเปิดตัว และหลังจากที่ Superbike Thailand ได้ทำการรีวิวการใช้งานบนถนนในเมือง นอกเมืองกันไปแล้ว รวมถึง Spec ข้อมูล การใช้งาน ไปแล้วในคลิบที่ผ่านมา ดูรีวิวได้ที่ ✅ ในวันนี้เราเลยจับเจ้าคู่แฝด หนีถนนในเมือง และไฮเวย์ มาลงTrack ซะ ในภารกิจ”The Twin Zontes On Track ‘จับเจ้าแฝด มาทำ Tracktest กันซะเลย ณ สนาม พีระเซอร์กิต อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งใน Condition ง่ายๆเพียงอย่างเดียว คือ รถเดิมๆ ขอเปลี่ยนแค่ยางรุ่นเดียวกัน เพื่อความเสมอภาคทั้งสองคัน โดยเป็นยางสุดฮิตพร้อมลงสนาม ขวัญใจชาวสกูตเตอร์อย่าง Pirelli Diablo Scooter SC เพื่อเรียกสมรรถนะอย่างแตกต่างจากยางถนนให้มากที่สุด และ รวมถึงความปลอดภัยอีกด้วย โดยจะให้เวลาทั้งหมด คันละ1วันเต็ม 6 session เริ่มเลออออ ! Zontes 350D แฝดน้อง ผู้เพรียวบาง แบบหุ่นนักวิ่ง ที่ เพรียวกว่าแบบเห็นๆ ไม่ว่าจะมุมไหน เพรียวเหมือนรถไม่น่าเกิน150 บ้านเราเลยบอกเลยแต่แรกว่า ฟังก์ชั่น และกิมมิคท่วมๆที่ให้มาแบบต้องเปิดคู่มือศึกษาสักหน่อย ถึงจะใช้ฟังกชั่นได้ครบๆ เขาให้มาเยอะ ในราคาที่เป็นมิตรมากๆแล้ว สำหรับผู้ใช้นี่ ผมชอบอุปกรณ์ติดรถ เช่นก้านเบรคปรับได้ ไม่ต้องพึ่งของแต่ง มีเบรคมือมาให้แบบรถพิกัดเยอะๆรุ่นใหญ่จอแสดงผลที่แสดงอุณหภูมิลมยาง อันนี้ดีเลิศ เตือนด้วยเมื่อมันสูงหรือต่ำผิดปกติ ชิลด์350D เน้นใช้งานแบบCity use ชัดเจน เล็ก สั้น เลื่อนขึ้นลง พองาม อีกหน่อยมีของแต่ง สีสันรูปทรงสวยๆมาให้เลือกใส่แน่ๆ สำหรับวัยรุ่นชิลด์ไฟฟ้า เจ้าแฝดน้อง 350D แสดงออกชัดเจนว่าพริ้วกว่า แทบจะทั้งตัวด้วยหุ่นของมัน เบาะนั่ง นุ่มแต่บางกว่า แคบกว่า โอบสะโพกน้อยกว่า แต่ถอยก้น และวางเท้า จิกขาเพื่อแบนได้ง่าย มิติรถที่เล็กกว่า ทำให้รู้สึกเปรียวกว่า พลิกไว กระฉับกระเฉง แต่ด้วยความที่ช็อคอัพเดิมเนี่ย เหมาะกับการใช้งานแบบ“ปกติ ”ในเมือง เวลาเข้าออกโค้ง อาจจะมีย้วยๆ ไปบ้าง แต่ไม่น่าห่วง ของแต่งแทบจะพร้อมขายแล้วตอนนี้ เครื่องยนต์ความจุ349c.c. เกือบเต็มพิกัดความจุที่เคลมไว้ ให้แรงม้าเต็มเม็ดเต็มหน่วย 38แรงม้า แรงนะครับ ผมเทียบความรู้สึกกับรถส่วนตัวของตัวเองเองในคลาสนี้้เช่นกัน เดิมๆ ผมว่า Zontes เหนือกว่าอยุ่ระดับนึง แต่ที่สัมผัสได้ชัดเจน คือ มันสมูทละ อันนี้ชัด ออกโค้งมาสุดทางตรงโค้งผมอยุ่ราวๆ145กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเบรคคคคค เสียงเบรคจากเจ ฮวน Monobloc ซึ่งแรกๆ เรามักจะเคยชินกับการเบรคแบบเน้นเบรคหน้า80% หลัง20% แบบรถSupersport

Praga ZS 800 Carbon Edition

Praga ZS 800 Carbon Edition เรโทรไบค์ที่สุดทุกทางจากเช็ค จริง ๆ แล้วเราเคยทำข่าวเกี่ยวกับโมเดลนี้ไปแล้วครั้งนึงเมื่อปีที่แล้ว แต่ครั้งนี้ Praga ZS 800 Carbon Edition มันเป็นอีกขั้นของความสุดเมื่อเทียบกับโมเดลที่แล้ว เพราะมันเป็นคาร์บอนแทบทั้งคันกันเลย ว่าแต่มันสุดทุกทางที่เกริ่นไปเนี่ย ทางไหนบ้าง จะพาเพื่อน ๆ สายเรโทรไปชมกัน สุดหรูหรา โดดเด่น ไม่แพ้ค่ายไหนเลย ด้วยดีกรีและชื่อชั้นจากประสบการณ์ที่ทางแบรนด์มี ซึ่งก็คือการสร้างไฮเปอร์คาร์สุดหรูสุดแรงนั่นเอง ดีไซน์ของรถมาในแบบของเรโทรไบค์ ที่มีดีเทลพรีเมียมขั้นสุดมากมายสมกับเป็นแบรนด์ที่ทำไฮเปอร์คาร์ มันหรูหราด้วยล้อคาร์บอนฟอร์จพร้อมซี่ลวดคาร์บอนพิเศษแบบมีดรัมเบรกในตัว ชิ้นส่วนคาร์บอนฟอร์จตามจุดต่าง ๆ ตัวเฟรมโครโมลี่สตีล น็อตไทเทเนียม และชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่ราคาแพงมากมาย รวมไปถึงเทคโนโลยีที่ใช้ขึ้นรูปขึ้นชิ้นงานต่าง ๆ ก็ใช้เทคโนโลยีล้ำ ๆ อย่างระบบ CNC แบบ 5  แกนในการสร้าง ทำให้ได้ชิ้นงานที่มีความแม่นยำ ขณะเดียวกันสไตล์ที่เลือกใช้ก็คลาสสิกลงตัวเข้ากับรถ สุดคลาสสิกด้วยเครื่องยนต์ที่แม้ทางค่ายไม่ได้ผลิตเองแต่เป็นการใช้เครื่องยนต์ของ Kawasaki W800 ซึ่งเป็นเครื่อง 2 สูบเรียง 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 773 ซีซี ซึ่งให้กลิ่นอายของความคลาสสิกจากตัวก้านกระทุ้งวาล์วด้านขวา แต่ก็ถูกปรับปรุงให้ทันสมัยให้มีความประหยัดและผ่านมาตรฐาน Euro5 ซึ่งให้กำลังสูงสุดที่ 50 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 65 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 5 สปีด และปิดท้ายด้วยการเลือกใช้ท่อไอเสียไทเทเนียมเต็มระบบ สุดที่ช่วงล่าง โดยช่วงล่างด้านหน้าที่โดดเด่นอย่างโช้คหน้าแบบเกอร์เดอร์ ไม่ใช่โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกทั่วไป โดนมีตัวคานโช้คที่ทำจากโลหะโครโมลี่และใช้โช้ค Ohlins พร้อมสปริงไทเทเนียมที่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ด้านหลังเป็นโช้คแบบฮาร์ดเทลและแน่นอนว่าเป็นโช้ค Ohlins รุ่น TTX Air วางไว้ใต้เบาะ สุดเบาด้วยเทคโนโลยีการออกแบบมีการใช้ถังน้ำมันขนาด 11.5 ลิตรเป็นส่วนหนึ่งของเฟรมด้วย ทำให้ลดน้ำหนักของตัวรถได้มาก และยังพิเศษด้วยฝาครอบคาร์บอนฟอร์จ และเมื่อร่วมกับชิ้นส่วนราคาแพงและให้น้ำหนักเบาทั้งคันเข้าด้วยกัน ทำให้ตัวรถนั้นหนักเพียง 142 กิโลกรัม รวมของเหลวแล้วก็ยังหนักเพียง 158 กิโลกรัมเท่านั้น สุดพิเศษด้วยชิ้นส่วนสีดำบริเวณถังน้ำมันและบังโคลนด้วยคาร์บอนฟอร์จและสีทองที่ดุมล้อ แตกต่างจากโมเดลพื้นฐานที่จะมาในสีน้ำเงินและมีดุมล้อสีเงิน ซึ่งเพิ่มความเข้มขลังได้ดี และคาร์บอนอิดิชันนี้จะมีเพียงแค่ 5 คัน จากการที่ผลิตขึ้นทั้งหมด 28 คัน และสุดแพงด้วยสนนราคาค่าตัวที่แพงถึง 98,800 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 3.9 ล้านบาท (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Xiangshuai Lonewolf 800

Xiangshuai Lonewolf 800 ครูเซอร์เครื่องวีทวินจากแดนมังกร เห็นชื่อแล้วก็อาจจะปวดหัวว่าอ่านว่าอะไร แต่แอดมินไปให้กูเกิ้ลออกเสียงให้ฟังก็พอจับได้เลา ๆ ว่า เซียงฉ่วย แน่นอนว่าหลาย ๆ คนก็น่าจะไม่เคยได้ยินชื่อแบรนด์นี้มาก่อน ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร แต่เอาเป็น Xiangshuai Lonewolf 800 ครูเซอร์เครื่องวีทวินจากแดนมังกร คันนี้ก็มีอะไรที่สายคัสตอมต้องชอบอยู่หลายจุดเลยล่ะ ถ้าไม่นับเรื่องสัญชาติน่ะนะ สำหรับดีไซน์ของเจ้าหมาป่าเดียวดายคันนี้ถือว่า โดดเด่นแปลกตาและก็ดูดุดันอยู่มากเลยทีเดียว ไฟหน้าทรงกลมขนาดใหญ่ ที่มีเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ภายในตัว มีไฟเลี้ยวแยกออกมาด้านนอก ซึ่งระบบไฟส่องสว่างทั้งหมดเป็น LED ตามแบบสมัยใหม่ ไฟท้ายเองก็ดีไซน์ออกมาได้ดูหรูหรา โดยแยกไฟเลี้ยวไปติดอยู่กับบริเวณกันดีดที่ทำหน้าที่เป็นที่ยึดเป็นป้ายทะเบียนด้วย ในส่วนค็อกพิทเด่นด้วยหน้าจอสี TFT แบบมัลติฟังก์ชันและแฮนด์บาร์แบบตัว Z หรือแฮนด์สายฟ้า เบาะนั่งเองก็มีดีเทลคล้ายรังผึ้งดูดีมีลูกเล่น และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือสวิงอาร์มเดี่ยวที่โชว์ให้ล้ออัลลอย 24 ก้าน (นั่งตาลายเพราะนับอยู่นาน) ดีไซน์คล้ายกับใบพัดของเครื่องเจ็ตของเครื่องบิน ดูแล้วก็เท่ดีไม่หยอก เครื่องยนต์ของเจ้าหมาป่าตัวใหญ่คันนี้จะเป็นเครื่องวีทวินขนาด 800 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 56.32 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 68 นิวตันเมตร ส่งกำลังขับเคลื่อนด้วยระบบสายพานตามธรรมเนียมของสายคัสตอม มีถังน้ำมันใหญ่ถึง 22 ลิตรเหมาะกับสายเดินทางไกล ส่วนน้ำหนักตัวรถนั้นมากถึง 288 กิโลกรัมกันเลยทีเดียว ต่อกันที่เรื่องของช่วงล่าง ระบบกันสะเทือนจะมีโช้คหน้าแบบหัวกลับปรับแดมปิ้งได้ 7 ระดับ ส่วนโช้คหลังมาพร้อมเทคโนโลยี Air Suspension สามารถปรับระดับความสูงของโช้คได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัส ช่วยให้สามารถปรับความสูงของตัวรถให้เข้ากับผู้ขับขี่ได้ ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ และมาพร้อมระบบเบรก ABS แบบดูอัลแชนแนล ส่วนขนาดยางและล้อมีขนาด 140/70 – 17 และ 310/30 – 18 หน้าหลังตามลำดับ เรียกว่าท้ายดูเบิ้มดูเต็มสมกับสไตล์ครูเซอร์แน่นอน สุดท้ายเรื่องของการจำหน่าย ที่ประเทศจีนเปิดราคาขายที่ 59,800 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 303,000 บาท ส่วนการจะมาจำหน่ายในไทยนั้นอาจจะยากสักหน่อย เพราะเป็นแบรนด์ที่บ้านเราน่าจะรู้จักกันน้อย และราคาของโมเดลนี้ก็ค่อนข้างจะแรง บวกกับบ้านเราคนที่ขี่รถในสไตล์นี้มีไม่มาก อาจจะจุดกระแสและทำยอดขายได้ยาก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Monster Senna เปิดราคา 1.05 ล้าน

Ducati Monster Senna เปิดราคา 1.05 ล้าน ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อเมื่อดูคาติ ไทยแลนด์ เปิดให้จับจองรถ Ducati Monster Senna เปิดราคา 1.05 ล้าน บาท เท่านั้น (แพงกว่าโมเดลสแตนดาร์ดเกือบเท่าตัว Monster SP ราคา 619,000 บาท) แม้ว่าโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดนี้จะมีจำหน่ายแค่เพียง 341 คันเท่านั้น เรียกว่าตัวลิมิเต็ดแค่ไหนค่ายแดงเขาพร้อมจัดหาให้ตลอด สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก โมเดลนี้คือโมเดลพิเศษเพื่อเป็นเกียรติให้กับตำนานแห่ง F1 Ayrton Senna อดีตแชมป์โลก 3 สมัยที่ได้จากโลกใบนี้ไปนานแล้ว ตัวรถโดดเด่นเรื่องสีสันที่ได้มาจากสีของหมวกกันน็อกของเซ็นน่าและธงชาติบราซิลที่เป็นบ้านเกิดของเขานั่นเอง นอกจากนี้ยังมีดีเทลพิเศษอย่างการ์ดเครื่องยนต์ และอนิเมชันบนหน้าจอสีพิเศษเวลาสตาร์ทรถ ในเรื่องของสเปกนั้นจะมีพื้นฐานมาจาก Monster SP นั่นเอง โดยจะมีเครื่องยนต์เป็นเครื่อง Testastretta 11 องศา (2 สูบวี) 937 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ให้แรงม้าสูงสุด 111 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 93.16 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ เสริมความแรงด้วยปลายท่อไอเสียคาร์บอนไฟเบอร์ของ Termignoni ที่มีแทบสีเหลืองสวยสดอีกด้วย ช่วงล่าง ได้ระบบกันสะเทือนปรับแต่งได้เต็มระบบจาก Öhlins ระบบเบรกจาก Brembo โดยตัวคาลิเปอร์เบรกหน้าจะเป็นโมโนบล็อก Stylema ล้อฟอร์จและยาง Pirelli Diablo Rosso III และแน่นอนว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ให้มาครบครันระดับท็อป งานนี้เพื่อน ๆ คนไหนเป็นสาวกของ Senna และชื่นชอบดูคาติ มอนสเตอร์แล้วล่ะก็ นี่เป็นโอกาสดีมาก ๆ ครับ หากท่านใดสนใจสามารถติดตามและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมดูคาติทั่วประเทศ หรือทาง Inbox / Line: @ducatithailand หรือ https://bit.ly/DucatiOA อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MotoGP อาจจะเปลี่ยนแบรนด์ยาง

MotoGP อาจจะเปลี่ยนแบรนด์ยาง สำนักข่าวมอเตอร์สปอร์ต Moto Sprint ของอิตาลี่ ได้ปล่อยข่าวลือวงใน ถึงการปรากฏตัวแบบได้นัดหมายของผู้บริหารระดับสูงหาตัวจับยาก 4 ฝ่าย ของ Pirelli มารวมตัวกันที่สนาม Mugello เพื่อดูงาน MotoGP เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา ณ ปัจจุบัน Pirelli เป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ ของยางที่ใช้ในการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก อย่าง F1, WorldSBK มาเป็นเวลาอย่างยาวนาน และได้เริ่มก้าวเข้าวงการ MotoGP ในต้นปีที่ผ่านมา การพบปะครั้งนี้ นำทีมโดย Giorgio Barbier ผู้บริหารแผนกยางสำหรับแข่งขันมอเตอร์ไซค์ ได้พาผู้บริหารท่านอื่นๆ เข้าชมความสำเร็จของการใช้ยาง Pirelli ที่ได้ใช้เป็นยางในการแข่งขันล่าสุดที่ได้เซ็นสัญญา คือ Moto 2 และ Moto 3 เป็นไปได้ว่าอาจะมีการเซ็นสัญญาใหม่ในรุ่น MotoGP ด้วยเหตุที่ว่าสัญญาผู้สนับสนุนรายการ MotoGP ปัจจุบันของ “มิชลิน” จะหมดลงในปี 2569 หรือในอีก 2 ปีข้างหน้า และ Pirelli สามารถเข้าเสียบแทนได้ในปี 2570 ส่วนข่าวจะจริงหรือไม่ เวลาเท่านั้นคือผู้กำหนด

Zontes 703F

Zontes 703F แอดเวนเจอร์ไซส์กลางดีไซน์ล้ำลูกเล่นเยอะ ไม่เขียนถึงโมเดลนี้หน่อยเห็นจะไม่ได้ หลังจากที่กระแสรถสกู๊ตเตอร์แบรนด์ซอนเทสแรงเสียจริง ๆ ไปที่ไหนใครก็พูดถึง ทำเอาวงการมอไซค์ต้องสั่นสะเทือน เพราะงั้นผมก็เลยจะขอเขียนถึงเจ้า Zontes 703F แอดเวนเจอร์ไซส์กลางดีไซน์ล้ำลูกเล่นเยอะ สักหน่อย เผื่อว่าอนาคตทาง Zontes Thailand ตัวแทนใหม่รายนี้จะนำเข้ามาจำหน่ายสู้กับค่ายอื่นเพิ่มเติม สำหรับเจ้า 703F คันนี้มาในดีไซน์ที่ดูล้ำ ๆ หน่อย เต็มไปด้วยเส้นสายที่เฉียบคม ไฟหน้าที่มีดีไซน์เหลี่ยม ๆ ซ้อนกัน 2 ชั้น พร้อมมีไฟเลี้ยวบิลต์อินไว้ในการ์ดแฮนด์ตามแบบรถหรู ๆ หรือรถยุโรปเขานิยมกัน ขณะที่ด้านท้ายก็ให้ไฟ LED มาแบบมินิมัล น่าจะถูกใจใครหลาย ๆ คน ในเรื่องของเครื่องยนต์นั้นจะมาพร้อมเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 699 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดไฟฟ้า เคลมกำลังเครื่องยนต์มาที่ 95.88 แรงม้าที่ 10,000 รอบ ส่วนแรงบิดจะอยู่ที่ 76 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบ มีถังน้ำมันใหญ่จุใจมากถึง 22 ลิตร ทั้งยังมีท่อไอเสียยกสูง เรียกว่าออกแบบมาให้พร้อมลุยกันเต็มที่ ขี่กันให้กระจายกันไปเลย ช่วงล่างของตัวรถเลือกใช้เฟรมอลูมิเนียมสปาร์แบบคู่ มีระบบกันสะเทือนเป็นโช้คจากทาง Marzocchi ที่สามารถปรับแต่งได้เต็มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และดิสก์หลังเดี่ยว มีคาลิเปอร์เบรกจากทาง J.Juan เป็นตัวหยุด ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 90/90 – 21 และ 150/70 – 18 ตามแบบสายลุยเต็มขั้น เทคโนโลยีที่จะมาช่วยเหลือผู้ขับขี่ก็มีมาให้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นแทร็คชันคอนโทรล ระบบเบรก ABS แบบดูอัลแชนแนล ระบบแจ้งเตือนในมุมอับ ส่วนระบบที่จะช่วยออำนวยความสะดวกสบายก็จะได้แก่ หน้าจอสี TFT เชื่อมต่อกับสมาร์ทดฟนได้ ระบบไฟหน้าอัตโนมัติ ไฟส่องสว่างเวลาเลี้ยว ชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า ระบบอุ่นมือ ระบบบันทึกการขับขี่ผ่านกล้องวิดีโอทั้ง 2 ตัวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ระบบกุญแจแบบคีย์เลส พอร์ต USB แบบฟาสต์ชาร์จ เรียกว่าให้มาเยอะพอสมควรเลยทีเดียว ส่วนเรื่องของการจำหน่าย ที่จีนตั้งราคาไว้ที่ 43,800 หยวน หรือราว ๆ 222,000 บาทเท่านั้น (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ) ซึ่งถ้ามาไทยจริง ๆ คาดการณ์ว่าราคาน่าจะไม่เกิน 280,000 บาท และน่าจะส่งผลกระทบแบบเดียวกันกับตอนที่ 350E และ 350D เข้ามาจำหน่ายในบ้านเราแน่ ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ยางสนาม ไม่ควรขี่ถนน จริงหรือ?

ยางสนาม ไม่ควรขี่ถนน จริงหรือ?   ดราม่าประเด็นร้อน จากร้านขายยางมอเตอร์ไซค์ ร้านดังโซนอยุธยา-วังน้อย ได้แชร์ข้อมูลเรื่องยางโดยได้ลงเขียนในโพสว่า…..     ข้อความแนวกระแทกแรงๆจากเพจ กระทบจิตใจคนใช้และคนขายยางสนามมือ 2 ไม่มากก็น้อย และคอมเมนต์ก็แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ซึ่งส่วนมากจะไม่เห็นด้วยกับโพสของทางร้าน และมีคนกลุ่มน้อย ที่เห็นว่า ยางสนามควรใช้ในสนามจริงๆ คำถาม…แล้วยางสนามควรใช้แค่สนามเท่านั้นหรอ? คำตอบ…ใช่ แต่ ไม่เชิง   บทความนี้จะอ้างอิงข้อมูลยางแข่ง และ ยางถนน สำหรับมอเตอร์ไซค์ จาก Pirelli ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์ยางมอเตอร์ไชค์ที่มียางให้เลือกตั้งแต่แข่งสนามแข่ง 100% ลงมาถึงรถแม่บ้านจ่ายตลาด ขยายข้อข้องใจเรื่องยางแข่ง   ใช่…ยางแข่งผลิตออกมาเพื่อแข่งขัน โดยที่ยางสลิคของทุกยี่ห้อจะมีตัวอักษร NHS ซึ่งย่อมาจาก NOT FOR HIGHWAY SERVICE แปลเป็นไทยได้ประมาณว่า ไม่ใช่ยางสำหรับใช้งานบนทางหลวง ถ้าแปลเป็นภาษาไทยอีกทีคือ “ใช้งานบนถนนไม่ได้”  หรือในยาง Pirelli จะเขียนว่า For Competition Only หรือ สำหรับแข่งขันเท่านั้น ซึ่งข้อจำกัดของการใช้งานยางแข่งมีมากกว่ายางสำหรับขับขี่ถนน โดยจะแบ่งเป็นปัจจัยหลักๆ 4 ข้อดังนี้   1.โครงสร้าง โครงสร้างของยางแข่งกับยางถนนนั้นต่างกันสิ้นเชิง เพราะด้วยการใช้งานบนความเร็วสูงในโค้งเป็นส่วนมาก การให้ตัวก็ต้องมากกว่ายางถนนปกติ อีกทั้งเรื่องของการเก็บความร้อน ให้ยางไม่เสียความร้อนขณะแข่ง  ซึ่งโครงสร้างของยางสนาม จะถูกลดทอนชั้นกันรั่ว กันกระแทก หรือเอาสิ่งที่ไม่จำเป็นในการแข่งขันออกไป และใช้วัสดุโครงสร้าง ที่ เบา บาง อายุการใช้งานที่ “พอดี” สำหรับ 1 การแข่งขัน หรือระยะทาง ประมาณ 150 กิโลเมตร เพราะถ้าระยะทางเกินกว่านั้นก็จะเป็นการแข่ง Endurance ซึ่งก็จะมีเวลาให้เข้า Pitstop เพื่อเปลี่ยนยางอยู่ดี   2.ลมยาง ลมยางและอุณหภูมิ คืออีกปัจจัยสำคัญ ยางสนามต้องปรับลมยางให้เหมาะสม ถ้าอ้างอิงจาก Pirelli คือ ยางหน้าหน้า 30 psi / หลัง 24 psi ขณะยางเย็น และต้องใช้เครื่องวอร์มยางเซ็ตอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 80c ระยะเวลา ไม่ต่ำกว่า 50 นาที  ก่อนแข่งขันทุกครั้งต้องควบคุมให้ลมยางและอุณหภูมิอยู่ในเกณฑ์ที่ถูกต้อง เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของยาง เพราะถ้าลมยาง หรืออุณหภูมิไม่ถูกต้อง ยางจะเกิด “อาการ” ผิดปกติ และอาจจะส่งนักแข่งบินคว้าอากาศ หรือแวะเช็คอินที่กองกรวดได้ เทียบกับยางถนน ที่เติมลมยางหน้า 36psi หลัง 42psi ทุกสภาวะ ไม่ต้องห่มผ้าวอร์มยาง สตาร์ทรถแล้วขี่ได้เลย มันง่ายกับคนใช้งาน ไม่ต้องมาปวดหัวหรือเสียเวลา อีกอย่างคงเป็นไปไม่ได้ที่น้ำมันหมดถังแล้วเปลี่ยนยางคู่ใหม่ มันเปลืองแบบไร้สาเหตุ    3.ลายยาง และ มาตรฐาน DOT ยางสลิคไม่ถูกกฎหมายสากล (แต่บ้านเราก็ยกข้อนี้ไป) กฎหมายสากลระบุไว้ว่า ยางต้องมีอัตราส่วนดอกยาง ไม่ต่ำกว่า 4% ถ้าอยากผ่านกฎหมาย และจะได้มาฐาน DOT มา ไว้ที่แก้มยาง จริงๆแล้วยางสลิคไม่จำเป็นต้องถูกกฎหมายก็ได้ เพราะใช้ในพื้นที่ปิด และแข่งบนสนามที่แห้งเท่านั้น ถ้าฝนตกก็มียาง Intermediate หรือ Rain รองรับอยู่ดี ขอแค่ขี่จบปลอดภัยยางไม่แหกถือว่าพอ แต่ยางถนนต้องเจอสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงกระทันหันระหว่างขับขี่แบบที่เลี่ยงไม่ได้ จึงเห็นได้ว่า ยางทัวริ่ง จะมีอัตราส่วนดอกยางที่มากกว่ายางสปอร์ต เพราะถึงเจอฝนก็ขี่ ในขณะที่ยางสปอร์ตอาจจะขี่เบาๆ หรือจอดแทน เหตุผลเดียวกัน คงจะไม่มีมีใครขี่ยางสลิคลุยฝน หรือใช้ยางสลิคแล้วเจอฝนตกแวะเข้าร้านยางเปลี่ยนยางฝนแล้วออกมาขี่ต่อ…ใช่ม่ะ   4.เนื้อยาง ยางสลิคจะมีคอมปาวด์ต่างๆให้เลือก ตั้งแต่ โคตรนิ่ม ยันแข็ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะการแข่งขัน ความหยาบของผิวสนาม อุณหภูมิ และ ความชื้น  อ้างอิงจาก Diablo Superbike อีกแหละ หรือรู้จักกันในนาม ยาง เอสซี ที่คำว่า SC มาจาก Special Compound แปลว่า “เนื้อยางพิเศษ”  ซึ่งยางหน้า 3 เนื้อยางคือ SC1 SC2 SC3   และยางหลังอีก 6 เนื้อยาง

SuperBikeMag TrackDay 2024 สนาม 2 ยอดชมทะลุ 1,500 คน

SuperBikeMag TrackDay 2024 สนาม 2 ยอดทะลุ 1,500 คน จบความสนุกท่ามกลางเสียงปรบมือจากแฟน ๆ กับสุดยอดความมันส์แห่งปีใน SuperBikeMag TrackDay 2024 สนาม 2 POWER BY PIRELLI THE SUPERBIKE TYRES ศึกสองล้อชิงแชมป์ทางเรียบในสนามที่ 2 เมื่ออาทิตย์ที่ 14 – 16 มิถุนายนที่ผ่านมา ณ สนามพีระ เซอร์กิต จ.ชลบุรี  สำหรับงานครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดจากสนามแรกที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศที่เรียกได้ว่า เดือดทะลุแทร็ก!! แต่อย่างไรก็ยังได้กระแสการตอบรับจากแฟน ๆ ชาวสองล้อแบบล้นหลาม ด้วยจำนวนผู้เข้าชมร่วมงานทั้งหมดกว่า 1,500 พันคน รวมถึงนักบิดที่ใช้รถแข่งเข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 420 คัน  และยกระดับความมันส์เพื่อส่งมอบความสนุกแบบต่อเนื่อง พร้อมเปิดโอกาสให้เหล่านักบิดจากทุกมุมทั่วประเทศ ไม่ว่าจะมือเก่าหรือมือใหม่ที่ชื่นชอบความเร็ว ได้มาฝึกสกิลการขับขี่ในสนามแข่ง เสริมสร้างความมั่นใจ สร้างความคุ้นเคยและประสบการณ์สุดล้ำค่าที่หาที่ไหนไม่ได้ บนพื้นฐานความปลอดภัยที่ทางผู้จัดได้เตรียมรองรับโดยเฉพาะ  นอกเหนือจากกิจกรรมแทร็กเดย์ที่ให้ผู้ขับขี่ได้ขัดเกลาฝีมือกันไปแล้ว ยังมีเรซการแข่งขันในรอบ Trophy ชิงแชมป์โพเดี้ยมประจำสนามกันแบบสนุก ๆ ให้ชมกันอีกด้วย โดยเป็นการแข่งขันในทั้งหมด 7 รอบสนาม ให้นักบิดได้อวดฝีไม้ลายมือแบบเต็มพิกัด โดยแบ่งเป็นรุ่นการแข่งขันตั้งแต่ MiniBike 150 cc. – SuperBike 1000 cc. ซึ่งรวมทั้งหมด 17 รุ่นเลยทีเดียว พร้อมชิงถ้วยและของรางวัลต่าง ๆ มากมาย นอกจากนี้ยังมีค่ายรถมาร่วมกิจกรรมพร้อมจัดอีเว้นต์สุดพิเศษอย่าง Yamaha Riders’club และ Honda Bigbike พาลูกค้ามาร่วมหวดซิ่งกันภายในงานนี้อีกด้วย  และสำคัญที่ขาดไปไม่ได้คือ ผู้สนับสนุนใจดีในหลายภาคส่วนที่ช่วยกันสร้างงานนี้เกิดขึ้นและประสบผลสำเร็จอย่างลุล่วงทั้ง Pirelli คอยมาช่วยบริการเปลี่ยนยางภายในงาน  รวมถึงบูธสปอนเซอร์อีกหลายเจ้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าไรดิ้งเกียร์อย่าง ID Helmet, Zues Helmet, Bilmola และ Real Helmet อุปกรณ์และของตกแต่ง Ohlins, D.I.D, Zipper Biker, YSS, Liqui Moly, BRD, Jomthai, Scootigan, พรมซิ่ง, WISE, Andreani by Sina Moto,  Silkolene, Air Supply, BS Battery และ Ferodo Racing ที่มาจัดโปรโมชันพิเศษสุด ๆ ในงานนี้ แถมยังร่วมแจกรางวัลให้แก่เหล่านักบิดที่สามารถคว้าโพเดี้ยมไปได้ในรายการนี้ นอกจากสปอนเซอร์ที่มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้แล้ว ยังมีบูทอาหารและเครื่องดื่มบริการรองรับผู้ชมในงานด้วยเมนูอร่อย ๆ จาก CAFE Showpow และฟู้ดทรัคส์เคบับจาก กะบับว่า By สะโบมั้ย มาบริการกันภายในงานนี้กันอีกด้วย  นอกจากจะได้ของรางวัลติดมือกลับไปแล้ว ยังมีกิจกรรมลักกี้ดรอว์หรือสุ่มแจกของรางวัลมากมาย สำหรับใครที่สนใจอยากลงสมัครขี่แทร็กเดย์ หรืออยากลงแข่งขันก็สามารถติดตามข่าวสารการเปิดรับสมัครได้ที่ทางเพจ SuperBikeMag TrackDay หรือ https://www.superbikemag.com/trackday/ กันได้เลย และสนามต่อไปจะเป็นการแข่งขันชิงแชมป์ครั้งใหญ่ในรอบไฟนอลแห่งปี ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 22-24 พ.ย. 67 ณ สนามพีระ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จ.ชลบุรี และกล้ารับประกันว่ารอบนี้มาเยอะแน่นอน สนุกแน่  สนใจข้อมูลเพิ่มเติมหรือสมัครคลิกเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ไม่รับคำขอโทษ ตาล รัชฎา ลุยฟ้อง บีม ศรัณยู หลังถูกดาราดังไลฟ์สดหมิ่นประมาท

ไม่รับคำขอโทษ ตาล รัชฎา ลุยฟ้อง บีม ศรัณยู หลังถูกดาราดังไลฟ์สดหมิ่นประมาท เป็นความคืบหน้าในกรณีดราม่า หลังตาล รัชฎา นาคเจริญศรี ในฐานะผู้จัดโครงการ “ลิตเติ้ลแว้น บีว้าว ไรเดอร์” ซึ่งเป็นโครงการที่จะเปลี่ยนมุมมอง ปรับทัศนคติเด็กแว้นทั่วประเทศสู่การเป็นนักขับอาชีพบนสนามแข่งขันจริง ได้รวบรวมหลักฐานข้อความหมิ่นประมาทของทางบีม ศรัณยู มาเพื่อดำเนินการเตรียมยื่นฟ้องคดีต่อศาล หลังถูกดาราดังกล่าวไลฟ์สดกล่าวหาทำให้ตนและพาดพิงถึงกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เสียหาย จึงต้องการจะออกมาปกป้องชื่อเสียงของตนเอง ส่วนกรณีถามว่ามีการมาขอโทษจะรับคำขอโทษไหม? และจะมีโอกาสได้ร่วมงานกันอีกไหม? คงตอบว่าไม่รับคำขอโทษ ส่วนคดีความกรณีก่อนหน้านี้ที่ถูก บีม ศรัณยู แจ้งความเรื่องค้างจ่ายค่าตัวที่คงเหลือ 50% จำนวน 150,000 บาท และค่าเดินทางไปทำงาน จำนวน 35,000 บาท รวมทั้งสิ้น จำนวน 185,000 บาท ได้มอบหมายให้ทนายเป็นคนดำเนินการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ครบทุกบาท ในวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่สถานีตำรวจนครบาลบางพลัด ก็ถือได้ว่าจบคดีในส่วนตรงนี้ไปแล้ว แต่เรื่องของการหมิ่นประมาทจากการไลฟ์สดก็จะเป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระ ทางทีมทนายความจะได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด เพราะต้องการปกป้องสิทธิ์ของคุณตาล หากมีความคืบหน้าเรื่องคดีความจะแจ้งให้ทราบต่อไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R1300GS ไม่ใช่แค่ลุยได้ แต่ยังซิ่งดันเนินได้ด้วย

R1300GS ไม่ใช่แค่ลุยได้ แต่ยังซิ่งดันเนินได้ด้วย เพื่อน ๆ นักบิดน่าจะรู้กันดีว่าค่ายใบพัดสีฟ้านั้นวางตัวเจ้า BMW R1300GS ไว้เป็นรถแอดเวนเจอร์ที่พร้อมจะให้คุณไปได้ทุกเส้นทาง แต่จริง ๆ R1300GS ไม่ใช่แค่ลุยได้ แต่ยังเป็นรถซิ่งดันเนินได้อีกด้วย ล่าสุดมีมือดีดัดแปลงเจ้าคิงออฟแอดเวนเจอร์จากค่ายรถเมืองบาวาเรียให้กลายเป็นรถในสไตล์ซูเปอร์โมโต ถอดนั่น ปรับนี่ เปลี่ยนนู่น ให้พร้อมซิ่งดันเนินด้วยทีมงานจากทาง Mansell Collection ทีมงานตัวตึงจากเกาะอังกฤษ ที่หมายมั่นปั้นรถให้กลายเป็นรถซิ่งเพื่อไปลงในรายการ Bouley Bay Hill Climb รายการแข่งขันเล็ก ๆ ที่เปิดโอกาสให้ใช้ยานพาหนะกี่ล้อก็ได้ซิ่งไต่เขาขึ้นไปบนรูทแข่งขันที่มีระยะทางสั้น ๆ เพียง 0.917 กิโลเมตรเท่านั้น แต่มีโค้งทั้งหมด 8 โค้งเลยทีเดียว ในการแข่งขันด้วยเจ้า GS ครั้งนี้มีผู้กุมบังเหียนเป็น Greg Mansell และหวดมันอย่างชำนิชำนาญไต่ขึ้นเนินไปตามรูทด้วยสถิติเวลา 46.6 วินาที ทำสถิติเวลาเร็วขึ้นกว่าเดิมที่เขาเคยทำไว้ 2.2 วินาที แต่ก็ยังช้ากว่าสถิติเดิมประเภทรถแอดเวนเจอร์ทัวริ่งของเมื่อปีที่แล้วเพียง 0.7 วินาที (45.9 วินาที) ด้วยรถ Ducati Multistrada V4 RS ซึ่งเจ้าตัวเขาเองก็ยืนยันด้วยว่าจะพัฒนาและทำรถกันใหม่เพื่อมาทำลายสถิติในคราวหน้าให้จงได้อีกด้วย เรียกได้ว่าจากรถที่เคยเอาไว้ติดปี๊บแบกสัมภาระไว้เดินทางท่องเที่ยวได้กลายเป็นรถซิ่งบิดกันจนหมดปลอก ดันทุกดอกจนสุดเรดไลน์ก่อนจะเข้าโค้ง เป็นการสร้างสรรค์ความมันและความบันเทิงในรูปแบบใหม่ให้ไม่ซ้ำซากจำเจไปจากการขับขี่แบบผจญภัยแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นการขับขี่แบบเรซซิ่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ แถมยังทำเวลาได้ดีอีกด้วย สุดท้ายนี้อ่านบทความนี้แล้วก็น่าจะเห็นความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัดของนักคัสตอมจากรถทัวริ่ง กลายเป็นทัวซิ่งไปแล้ว งานนี้ใครเงินเหลือจัด 1300GS ไปทำทรงซิ่งแล้วถ่ายภาพมาให้ทีมงาน SuperBike ดูกันด้วยนะ ถ้าทำดีทำถูกใจเดี๋ยวส่งทีมงานไปถ่ายภาพให้ด้วยเอ้า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bonneville T120 Elvis Presley

Triumph Bonneville T120 Elvis Presley โมเดลพิเศษแด่ศิลปินระดับตำนาน เปิดตัวโมเดลพิเศษกันอีกแล้วครับ คราวนี้มาจากฝากเกาะอังกฤษแดนผู้ดีไทรอัมพ์อีกแล้วกับ Triumph Bonneville T120 Elvis Presley โมเดลพิเศษจำนวนจำกัดแด่ศิลปินระดับตำนานเอลวิส เพรสลีย์ นักร้องนักแสดงชาวอเมริกัน ที่คนทั่วไปมักรู้จักกันในฉายาว่า “ราชาแห่งร็อกแอนด์โรลล์” ซึ่งโมเดลนี้น่าจะถูกใจไบเกอร์รุ่นใหญ่สักนิดนึง หรือไบเกอร์อายุน้อยที่มีเอลวิสเป็นไอดอลหรือชื่นชอบในร็อกแอนด์โรลล์เป็นแน่แท้   ที่มาของโมเดลพิเศษคันนี้เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจจากการที่ศิลปินเดอะคิงผู้นี้เคยซื้อรถไทรอัมพ์ให้กับเพื่อนสนิทของเขาในกลุ่ม Memphis Mafia ในปี 1965 และโมเดลพิเศษที่ J Daar เคยคัสตอมบอนเนวิลล์ให้กับทางมูลนิธิ Elvis Presley Charitable Foundation ซึ่งทางค่ายนำสีสันและแนวทางจากโมเดลพิเศษของทาง J Daar มาใส่ใน T120 ได้อย่างสวยงาม คลาสสิก ไร้ซึ่งกาลเวลา ตัวรถเด่นด้วยเฉดสีแดง Carnival Red ที่ถังน้ำมัน เพิ่มแถบสีเงินอลูมิเนียมซิลเวอร์คาดถังน้ำมัน แมตช์กันกับสีของบังโคลน ทั้งยังมีการเก็บรายละเอียดด้วยการเพ้นท์สีทองด้วยมือ เพิ่มความหรูหราพรีเมียม ตลอดไปจนถึงชิ้นส่วนหลาย ๆ ชิ้นก็เลือกที่จะทำเป็นแบบโครเมียมเพิ่มความคลาสสิกไปอีกระดับ โดยจะมีไฮไลท์เป็นตัวอักษรคำว่า ELVIS สีทองที่มาในลักษณะของหลอดไฟบนเวทีและลายเซ็นของศิลปินระดับตำนานอยู่บนถังน้ำมันและพาเนลด้านข้างตัวรถ และที่สำคัญเลยคือที่แผงคอบนของรถจะมีลายเซ็นพร้อมกับนัมเบอร์ของรถว่าเป็นคันที่เท่าไหร่จากทั้งหมด 925 คัน ส่วนเรื่องของสเปกรถจะยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงยังคงใช้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 1,200 ซีซี ให้กำลัง 80 แรงม้าที่ 6,550 รอบ และแรงบิดที่ 105 นิวตันเมตรที่ 3,500 รอบ มีถังน้ำมันขนาด 14.5 ลิตร ช่วงล่างวางบนเฟรมแบบเปลคู่ ระบบกันสะเทือนหน้าจะมีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo 2 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบ 2 ลูกสูบ และมีล้อและยางขนาด 100/90 – 18 และ 150/70 – R17 ขณะที่ระบบความปลอดภัยก็จะมีระบบเบรก ABS และระบบแทร็คชันคอนโทรลที่เปิดปิดได้ สุดท้ายนี้จะจำหน่ายในราคา 14,495 ปอนด์หรือคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ราว ๆ 676,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ) งานนี้สาวกเอลวิสเพรสลีย์และไทรอัมพ์ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ลือ Ducati เตรียมประกอบซูเปอร์ไบค์ไฟฟ้า

ลือ Ducati เตรียมประกอบซูเปอร์ไบค์ไฟฟ้า คาดขายจริงปีหน้า ล่าสุดมีข่าวจากวงใน ลือ Ducati เตรียมประกอบซูเปอร์ไบค์ไฟฟ้าขายจริงในปีหน้า ซึ่งแน่นอนว่าน่าจะมีพื้นฐานมาจาก V21L รถแข่งจากการแข่งขัน MotoE รายการซัพพอร์ตใน MotoGP นั่นเอง ทีนี้เราลองมาดูสเปกคร่าว ๆ ที่น่าสนใจของ V21L ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 110 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่ากับ 150 แรงม้า ให้แรงบิด 140 นิวตันเมตร สามารถทำท็อปสปีดสูงสุดได้ที่ 275 กม./ชม. มีแบตเตอรี่แพ็คขนาด 18 กิโลวัตต์ชั่วโมงพร้อมซ็อกเก็ตชาร์จไฟที่รับไฟได้มากถึง 20 กิโลวัตต์ (ชาร์จเพียง 45 นาทีได้มากถึง 80%) พร้อมตัวอินเวอร์เตอร์ที่เคลมมาว่ามีประสิทธิภาพสูงถึง 99% ซึ่งทั้งสามส่วนนี้จะมีระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวคอยควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม ตัวรถมีแชสซีแบบโมโนค็อกคล้าย ๆ กับ Panigale V4 โดยมีเฟรมด้านหน้าทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบาและใช้เคสคาร์บอนไฟเบอร์ของแบตเตอรี่แพ็คเป็นส่วนนึงของการรับโหลดน้ำหนัก มีระบบกันสะเทือนจากทาง Ohlins เต็มระบบ รวมถึงกันสะบัดด้วย ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo GP4RR M4 และเบรกหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Brembo P4 ส่วนล้อและยางก็จะเป็นขนาดปกติคือ 120/70 – R17 และ 200/55 – R17 นอกจากนี้ยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความปลอดภัย ทั้งแทร็คชันคอนโทรล สไลด์คอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ แม็ปปิ้งคันเร่ง และแม็ปปิ้งเอ็นจิ้นเบรก หากดูดี ๆ แล้วจะพบว่าหลาย ๆ ส่วนนั้นดูจะเกินจากรถโปรดักชันไปมาก โดยเฉพาะในส่วนของระบบเบรก คาดว่าเมื่อผลิตขายเป็นรถโปรดักชันจริง ๆ น่าจะมีการปรับสเปกตรงส่วนนี้ลง รวมถึงมีการใส่ระบบไฟส่องสว่าง และระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความปลอดภัยมากกว่านี้ ตลอดไปจนถึงการใส่โหมดการขับขี่เพิ่มเข้ามา การล็อคสปีดความเร็วเพื่อให้ใช้งานได้มากขึ้น โดยคาดเดาว่าจะมีระยะการใช้งานได้ราว ๆ 150 – 200 กม. ซึ่งก็น่าจะเพียงพอสำหรับการขับขี่ใช้งานในแบบรถซิ่ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco จะใช้พื้นฐานจาก LiveWire

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco จะใช้พื้นฐานจาก LiveWire จะกลายเป็นลูกครึ่งไต้หวันอเมริกันไปซะแล้ว กับ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco ที่มาพร้อมแนวคิดสุดล้ำเอาใจนักบิดที่ชื่นชอบเครื่องยนต์สันดาป ที่เผยแนวคิดมานานหลายปีแล้ว แต่ไม่เป็นจริงสักที ล่าสุดก็ออกมาบอกว่า จะใช้พื้นฐานจากเจ้า LiveWire มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากแดนลุงแซม ลูกของทาง Harley-Davidson ที่ทุกคนรู้จักกันดี เจ้ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของทางค่ายที่ว่าคือเจ้า  ที่เผยโฉมรถต้นแบบแนวคิดแปลกใหม่มาตั้งแต่ปี 2018 และ 2019 ตามลำดับ ยังไม่ได้ผลิตจริงสักที แม้เวลาจะผ่านไปร่วม 5 ปีแล้ว โดยก่อนหน้านี้ทางค่ายตั้งใจจะให้เป็นรถไฟฟ้าที่มีเกียร์และมีคลัตช์ และตั้งใจจะตั้งโรงงานผลิตที่อิตาลีอีกด้วย ทว่าแผนเดิมก็พังลง เนื่องจากในปี 2022 ทางค่ายเผยภาพใหม่ที่ต่างไปจากเดิมมาก ทั้งยังมีดีลกับทาง Harley-Davidson ที่เป็นเจ้าของ LiveWire เพื่อพัฒนา LiveWire S3 ร่วมกัน ซึ่งโมเดลใหม่ที่ว่านี้ก็จะเป็นโมเดลที่ราคาย่อมเยากว่า แต่จะยังใช้แพลตฟอร์มที่ชื่อว่า Arrow เช่นเดียวกับที่ใช้ในโมเดลปัจจุบันอย่าง Live Wire S2 Del Mar และ Mulholland ก่อนหน้านี้ในปี 2022 ทางคิมโคเองก็เคยยื่นจดสิทธิบัตรโมเดลใหม่ที่มีเงาร่างตั้งอยู่บนพื้นฐานแพลตฟอร์ม Arrow นี้ โดยมีการใช้แชสซีและระบบส่งกำลังจากทาง LiveWire ยิ่งเป็นเครื่องชี้ชัดว่าโมเดลใหม่ของทางแบรนด์ไต้หวันจะใช้แพลตฟอร์มเดียวกันนี้อีกด้วย ที่น่าสนใจที่สุดก็คือเจ้าโมเดลนี้เนี่ยจะแตกต่างจากรถไฟฟ้าทั่วไปด้วยแนวคิดการมีระบบเกียร์แมนวลแบบจำลอง คือรถยังมีมือคลัตช์และคันเกียร์ที่เท้าอยู่ แต่มันต่อเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ของรถแทนที่จะเป็นกลไกตามปกติ ซึ่งเมื่อเขียนโปรแกรมไว้ได้เหมาะสม ระบบนี้จะจำลองลักษณะของเกียร์แบบปกติด้วยการเปลี่ยนแปลงการส่งกำลังโดยผันแปรไปตามเกียร์ที่ใส่ไว้นั่นเอง และเชื่อมต่อหรือตัดการเชื่อมต่อระบบขับเคลื่อนเมื่อกำคลัตช์จำลองที่ว่านี้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ไบเกอร์ได้รู้สึกเป็นส่วนนึงของรถมากขึ้น รู้สึกว่าควบคุมรถได้มากขึ้น แต่ยังขาดเรื่องของน้ำหนักหรือว่าความซับซ้อนของการใช้คลัตช์และการเปลี่ยนเกียร์จริง ๆ งานนี้ไบเกอร์อย่างเรา ๆ ก็คงต้องมารอลุ้นว่าทางคิมโคจะทำสำเร็จจริงมั้ย แล้วเทคโนโลยีนี้มันจะเวิร์คจริง ๆ อย่างที่เคลมมาหรือเปล่า ถ้าทำได้จริง ความสนุกของการขับขี่มอเตอร์ไซค์อย่างที่นักบิดชื่นชอบก็จะหาได้จากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ ในอนาคตด้วยก็เป็นได้ แล้วอีกไม่นานก็จะไม่มีข้ออ้างบิดรถแบบไม่รักษ์โลกกันแล้วล่ะพี่น้องนักบิด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

VRIDER เกมแข่งรถที่สมจริงที่สุด เปิดตัวให้ลองซิ่งกันแล้ว

VRIDER เกมแข่งรถที่สมจริงที่สุด เปิดตัวให้ลองซิ่งกันแล้ว  โอกาสที่ไบเกอร์ทั้งหลายจะได้สวมจิตวิญญาณนักแข่งระดับโลกมาถึงแล้ว โดยมาในรูปแบบของ VR Game ที่ชื่อว่า VRIDER เกมแข่งรถมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับรองว่าเป็นเกมของ WorldSBK อย่างเป็นทางการนั่นเอง พูดง่าย ๆ ก็คือนักบิดทั้งหลายจะได้ลองสวมบทบาทเป็นนักแข่ง WSBK หวดรถแข่งที่ดัดแปลงมาจากรถโปรดักชันที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดนั่นเอง ซึ่งในชีวิตจริงคงมีไม่กี่คนที่จะได้ทำอะไรแบบนี้ โดยเกมนี้จำลองการแข่งขัน WorldSBK ในปี 2023 มาแทบทั้งหมด โดยมีรถให้เลือกซิ่งได้มากถึง 5 โมเดล ได้แก่ Ducati Panigale V4, BMW M1000RR, Kawasaki Ninja ZX-10RR, Honda CBR1000RR และ Yamaha YZF-R1 ซึ่งแต่ละคันก็ถอดแบบมาจากรถแข่งคันเป็น ๆ มาเลย ทั้งรูปทรงดีไซน์และลวดลายกราฟิกจากปี 2023 ทีเด็ดก็คือมีนักแข่งและรถประจำตัวให้เลือกมากถึง 23 คน (23 คัน) เลยทีเดียว (แม้ว่าตอนนี้บางคนจะย้ายทีมกันไปแล้วก็ตาม) อีกทั้งยังมีสนามระดับโลกให้ได้ซิ่งกันมากถึง 12 สนาม สมจริงในแบบโค้งต่อโค้งกันเลย รวมไปถึงการควบคุมที่ให้ฟีลลิ่งเหมือนเป็นนักแข่งตัวจริง ด้วยการบิดจอยเกมแบบเดียวกับบิดคันเร่ง เสียงเครื่องยนต์ เสียงท่อและแม้แต่เสียงลมที่สมจริง การโยกตัวเพื่อแบนรถเข้าโค้ง การหมอบเพื่อแอโรไดนามิกส์ที่ดี หรือการแสดงผลกระทั่งฝุ่นดินที่กระเด็นเข้ามา ซึ่งในเกมจะมีโหมดการซิ่งที่หลากหลาย ได้แก่ – Quick Race ให้ได้ซิ่งกับคู่แข่งอีก 9 คันได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน – Hot Lap สำหรับฝึกซ้อม รีดเวลา หรือทำความคุ้นเคยกับสนาม – Multiplayer โหมดออนไลน์เพื่อแข่งกับเพื่อน ๆ หรือไบเกอร์คนอื่น ๆ – Endurance โหมดสุดท้าทายที่ให้ซิ่งทำเวลา ให้คงเส้นคงวาและเร็วมากที่สุด – Tournament โหมดที่จะให้คุณได้ซิ่งเก็บคะแนนแบบเดียวกับนักแข่งและเกมการแข่งขันระดับโลก – Ghost Challenge โหมดซิ่งแข่งกับ Ghost หรือเงาของนักบิดคนอื่นจากทั่วโลกได้ทุกเวลาและทุกสนาม หากนักบิดที่ชื่นชอบการแข่งขัน WorldSBK คนไหนสนใจที่จะสวมบทบาทเป็นนักแข่งระดับโลกหรือนักแข่งขวัญใจของคุณ ควบรถแข่งในฝัน คุณต้องลองสัมผัสเกมนี้ ซึ่งเกมนี้สามารถเล่นได้บนแว่น VR อย่าง Meta Quest 3, 2 และ Pro รวมถึงจะเล่นบน Steam VR ได้ในเร็ว ๆ นี้อีกด้วย โดยเกมนี้มีค่าเสียหายอยู่ที่ 29.99 เหรียญหรือราว ๆ 1,100 บาทเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

White Motorcycle Concept จดสิทธิบัตร รถโคตรแอโรไดนามิก

White Motorcycle Concept จดสิทธิบัตร รถโคตรแอโรไดนามิก สำหรับวงการมอเตอร์ไซค์ในยุคนี้แล้ว เรื่องของแอโรไดนามิกหรืออากาศพลศาสตร์นั้นกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว โดยเฉพาะในรถแข่ง MotoGP รถซูเปอร์ไบค์ สปอร์ตไบค์ระดับเรือธง แต่แค่เรื่องวิงก์เล็ต ปีก หรือว่าแฟริ่งแบบดับเบิ้ลแฟริ่งมันธรรมดาไปสำหรับทางไวท์มอเตอร์ไซเคิลคอนเซ็ปต์ที่ล่าสุด White Motorcycle concept จดสิทธิบัตร รถโคตรแอโรไดนามิก มาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนน่าจะยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับชื่อ White Motorcycle Concept สักเท่าไหร่ แต่ถ้าได้เห็นภาพรถที่ทางแบรนด์นี้ได้ออกแบบที่อยู่ด้านบนแล้วล่ะก็ คงจะพอนึกอะไรได้บ้าง บริษัทที่ว่านี้มีเป้าหมายที่จะประดิษฐ์คิดค้นและสร้างนวัตกรรมที่จะผลิกวงการยานยนต์ ด้วยการเพิ่มสมรรถนะและรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านการออกแบบยานยนต์ให้มีสมรรถนะทางแอโรไดนามิกให้สูงที่สุดรวมถึงการใช้พลังงานไฟฟ้า หลักการของแบร์นูลลีคือสิ่งที่สิทธิบัตรของทางไวท์มอเตอร์ไซเคิลคอนเซ็ปต์ยึดถือ โดยมีการออกแบบท่อเวนทูรีขนาดใหญ่และแคบ แต่ยาวตลอดตัวรถ เพื่อให้ของเหลว ซึ่งในเรื่องนี้คืออากาศ สามารถไหลผ่านในท่อเวนทูรีที่ว่านี้ได้เร็วกว่า เมื่อรถเคลื่อนที่ อ่านแล้วคนที่ไม่ได้เรียนสายวิทย์มา หรือว่าคนที่เรียนจบมานานแล้วไม่ได้ใช้อาจจะงง ๆ แต่เอาเป็นว่าการออกแบบที่ว่านี้จะส่งผลให้ตัวรถมีแรงกดหรือดาวน์ฟอร์ซมากขึ้น และนั่นหมายความว่ามีความนิ่งและเสถียรมากขึ้นที่ความเร็วสูง ในสิทธิบัตรยังเผยมีการอ้างอีกว่าการออกแบบนี้จะช่วยลดแรงฉุด เนื่องจากตัวรถมีพื้นที่หน้าตัดเล็กมากจากการที่มีช่องว่างจากเจ้าท่อเวนทูรีนั่นเอง ทว่าหากมองจากแง่ของความสวยงามของการออกแบบดีไซน์แล้วมันช่างบ้าบอเสียจริง ๆ มันช่างต่างกับปีก วิงก์เล็ตหรือสปอยเลอร์ในรถแข่งราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณเป็นพวกที่ชอบอะไรล้ำ ๆ ไซไฟหน่อยก็คงจะโอเคไปกับดีไซน์นี้ อย่างไรก็ดีแม้ว่าโดยรวมแล้วมันจะดูล้ำ ดูเท่ในสายตาบางคน แต่การที่จะใช้ประโยชน์จากเรื่องของแอโรไดนามิกส์ให้ได้เต็มที่แล้วล่ะก็คุณจะต้องขับขี่ที่ความเร็วสูงระดับนึง อีกทั้งดีไซน์แบบนี้กลับทำให้รถนั้นยากที่จะขับขี่ รวมไปถึงความเทอะทะซึ่งอาจจะทำให้มันยากที่จะใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นแล้วเราอาจจะไม่ได้เห็นมอเตอร์ไซค์ที่เกิดสิทธิบัตรการออกแบบนี้คันเป็น ๆ ในชีวิตจริงแน่ แต่ที่เอามานำเสนอก็เพราะว่ามันมีความน่าสนใจ มันเป็นความกล้าของวิศวกรที่กล้าที่จะออกแบบอะไรแบบนี้ขึ้นมา และในอนาคตมันอาจจะกลายเป็นพื้นฐานการออกแบบมอเตอร์ไซค์ในภายภาคหน้า โดยอาจจะลดทอนบางอย่างลง จนสามารถตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตจริงก็เป็นได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก