SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Brabus 1400 R อสูรกายตัวใหม่ เริ่มพัฒนาแล้ว KTM และ Brabus จับมือสานต่อโมเดลรหัส 1400 R รุ่นลิมิเต็ดอิดิชันที่มาพร้อมขุมพลังปีศาจอย่าง 1390 Super Duke R ซึ่งอาจจะมีการเผยโฉมในปี 2025 อย่างที่ทราบกันดีว่าทาง เคทีเอ็ม และ บราบัส นั้นได้การร่วมงานมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว จากที่ได้เห็นถึงการเผยโฉมโมเดลไฮเปอร์เน็กเก็ดระดับพรีเมียมที่ร่วมกันพัฒนาอย่าง Brabus 1300 R โดยมีพื้นฐานเครื่องยนต์มาจาก 1290 Super Duke R รวมทั้งเมื่อไม่นานที่ผ่านมาทางค่ายสีส้มได้เปิดตัว 1390 Super Duke R EVO ที่ถือว่าเป็นที่สุดของสายไฮเปอร์เน็กเก็ตจากทางค่าย จึงทำให้เห็นได้ว่าอาจจะมีโปรเจ็กต์ใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยล่าสุดทางสำนักข่าว Motorcycle.com ได้ออกมาคอนเฟิร์มแล้วว่า ทางต้นสังกัดได้มีการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใหม่ในยุโรป ซึ่งสามารถยืนยันได้ว่าเจ้า 1400 R กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนานั่นเอง สำหรับชื่อรุ่นที่ได้มีการยื่นขอมี 3 ชื่อด้วยกันได้แก่ 1400 R Rocket, 1400 R Tailor Made และ 1400 R Signature สำหรับบราบัส นั้น เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นผู้ผลิตอะไหล่แต่งรถหรูที่มีชื่อเสียงระดับโลก และก่อนหน้านี้ทั้งชื่อ Rocket, Tailor Made และ Signature ล้วนถูกนำไปใช้ในโปรเจ็กต์ต่าง ๆ มาแล้วอย่าง Brabus Rocket ก็จะพบได้ในแบรนด์รถหรูอาทิ Mercedes-Benz, Porsche ชื่อ Brabus Tailor Made ถูกใช้ในรถ Smart Fortwo ส่วน Brabus Signature Edition ก็จะพบได้ในรุ่นเรือนั่นเอง และแน่นอนว่าขุมพลังสูบวี LC8 ตัวใหม่ย่อมร้อนแรงกว่าเดิมด้วยปริมาตรกระบอกสูบที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 1,350 ซีซี ที่มีกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 190 แรงม้าที่ 10,000 รอบและแรงบิดสูงสุดถึง 145 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ อย่างไรก็ตาม ทางต้นสังกัดยังไม่มีการเปิดเผยว่าโมเดลรุ่นนี้จะมีรูปลักษณ์หน้าตาเป็นอย่างไร แต่ถ้าหากให้คาดเดาคงคิดว่าอาจจะคล้ายคลึงกับรุ่นก่อนหน้านี้อย่าง Brabus 1300 R Masterpiece Edition โดยอาจแตกต่างในส่วนของ ลวดลายกราฟิก เครื่องยนต์ตัวใหม่ที่แรงขึ้น รวมไปถึงตัวเฟรมและฟีเจอร์ลูกเล่นใหม่ ๆ ที่ติดตั้งมาให้ แต่นั้นก็คือการคาดเดานั้นแหล่ะครับ ทางแบรนด์อาจจะมีการเซอร์ไพรส์อะไรใหม่ ๆ ก็เป็นไปได้แต่ก็อาจรอนานหน่อยนะครับ เนื่องจากโมเดลรหัส 1300 R พึ่งปล่อยตัวมาไม่นาน อย่างไรก็ดีเราอาจจะได้เห็นโฉมเจ้า 1400 R ในปีหน้าก็เป็นไปได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Harley-Davidson เปิดตัว 2 คอลเลกชันเสริมทัพไลน์อัพปี 2024 เสริมทัพไลน์อัพปี 2024 จากค่ายอินทรีย์เหล็กด้วยการเปิดตัว 2 คอลเลกชันพิเศษกับ Icons Collection และ Enthusiast Collection ที่มาพร้อมสีพิเศษระดับพรีเมียม ลายกราฟิกและเทคโนโลยีการลงเฉดสีที่ล้ำสมัย ราวกับถูกคัสตอมหล่อ ๆ มาให้จากโรงงาน Icons Collection : Hydra-Glide Revival 2024 เปิดด้วยคอลเลกชันรุ่นแรกกับ Icons Collection มาพร้อมสี Hydra-Glide Revival ที่ได้รับแรงบันดาลใจรถมอเตอร์ไซค์แห่งยุคจากภาพยนต์เรื่อง The Bikeriders สะท้อนเรื่องราวการกลับมาอิทธิพลอีกครั้งของกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ในแถบมิดเวสต์ อีกทั้งโมเดลคอลเลกชันรุ่นนี้ถือว่าเป็นรุ่นที่ 4 จาก Icons Collection และถือเป็นการครบรอบ 75 ปีของการคิดค้นระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบก้าน Hydra-Gilde ของรถรุ่น E และรุ่น F ในปี 1949 โดยเจ้า Hydra-Gilde โฉม 2024 มาพร้อมสีพิเศษประจำปีในรถรุ่นใหม่ที่มีจำนวนจำกัด บ่งบอกถึงสไตล์การออกแบบที่ทันสมัย อันเป็นเอกลักษณ์ของ ฮาร์ลี่ย์ เดวิดสัน รวมไปถึงความพิเศษด้วยการประทับซีเรียลนัมเบอร์จำนวนจำกัดเพียง 1,750 คันทั่วโลก ต่อด้วยรายละเอียดของเฉดสี Redline Red มาในแบบคัสตอม และแถบกราฟิกสี Birch White บริเวณด้านข้างถังน้ำมัน ซึ่งถอดแบบมาจากรถมอเตอร์ไซค์ในยุคปี 50 นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับจุดเด่นในส่วนอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ตราสัญลักษณ์ ฮาร์ลี่ย์ เดวิดสัน V แบบโครเมียมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตราสัญลักษณ์ที่ตัวถังน้ำมันของรุ่นปี 1955-1956 บนถังน้ำมัน ตราสัญลักษณ์ “Hydra-Glide Revival” ที่ระบุหมายเลขลำดับของตัวรุครอบอยู่บนบาร์จับ และกราฟิก Icon Collection บนบริเวณบังโคลนหลังแสดงให้เห็นถึงความเป็นลิมิเต็ดอิดิชัน พร้อมด้วยกราฟิกแผงหน้าปัดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมาตรวัดความเร็วปี 1954 – 1955 กระบังลมสูงสีทูโทนแบบถอดได้ขนาด 21 นิ้ว (53.3 ซม.) ที่มีส่วนล่างเป็นสีแดงแมชกับตัวรถสี Redline Red ฝาครอบเครื่องกรองอากาศทรงกลมแบบโครเมียมและล้อเหล็กโครเมียมแบบซี่ ช่วยให้ตัวรถมีกลิ่นอายความคลาสสิก การตกแต่งแผ่นปิดบังโคลนหน้าและหลัง การ์ดเครื่องยนต์ ฝาครอบโชคอัพ ระบบส่งกำลัง และท่อไอเสียด้วยสีโครเมียมที่ชวนเหลียวมอง แค่นั้นยังไม่พอ ยังมาพร้อมกับกระเป๋าสัมภาระด้านข้างแบบเดี่ยวถูกออกแบบด้วยผ้าม่านหนัง กุ๊นขอบด้วยหนังสีขาว เย็บตะเข็บด้วยด้ายสีแดงที่ตัดกัน และโครงโครเมียมแสดงถึงการดีไซน์แบบย้อนยุค สายสะพายหนังสีดำตกแต่งด้วยหมุดและเครื่องประดับคอนโช วัสดุที่ใช้กับกระเป๋าสัมภาระด้านข้างแบบคู่ทำมาจากหนังและไวนิล ตกแต่งรายละเอียดด้วยเครื่องประดับคอนโชโครเมียม พร้อมอะครีลิคสีแดงตรงกลาง หมุดแบบโครเมียม พร้อมกุ๊นของหนังตะเข็บสีขาว และเย็บตะเข็บด้วยด้านสีแดงเช่นเดียวกัน กระเป๋าสัมภาระด้านข้างมีคุณสมบัติกันน้ำ มาพร้อมกุญแจล็อคเพื่อความปลอดภัย และมีซับในที่แข็งแรงเพื่อให้คงรูปทรงได้ทุกฤดูกาล ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight® 114 V-Twin แบบถ่วงดุลน้ำหนัก ขนาด 1,868 ซีซี พร้อมระบบเกียร์แบบ 6 สปีดขับเคลื่อนด้วยสายพาน ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 91 แรงม้าที่ 5,020 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 156 นิวตันเมตร มาพร้อมเครื่องกรองอากาศ Screamin’ Eagle® High-Flow ช่วยส่งสมรรถนะของการขับขี่ให้แรงมากขึ้น และได้รับการอัปเกรดเป็น Harley-Davidson® Screamin’ Eagle® Stage เหมาะสำหรับนักขับขี่ที่มองหาสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง พร้อมช่วงล่างด้วยระบบกันสะเทือนกับโช้คเทเลสโคปิกด้านหน้าที่ใช้วาล์วแบบ Daul Bending ขนาดแกน 49 มม. ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว สามารถปรับค่าสปริงได้ตามความถนัดของผู้ขับขี่ ต่อด้วยระบบเบรกกับดิสก์เบรกหน้า-หลังมาพร้อมคาลิเปอร์เบรก 4 ลูกสูบและ 2 ลูกสูบตามลำดับ และใช้ล้อซี่ลวดเหล็กชุบสีโครเมียมขนาด 16 นิ้ว รัดด้วยยางมาที่ 130/90 และ 150/80 ในส่วนของฟีเจอร์ที่ออกแบบเพิ่มเข้ามา ประกอบไปด้วยไฟหน้าแบบ LED เพิ่มความสว่างชัดมากขึ้นในขณะขับขี่ ระบบป้องกันล้อล็อก ABS ควบคุมการเบรกได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น Enthusiast Collection : Tobacco Fade Color ด้วยที่มาของเสียงเพลงดนตรีจังหวะดนตรีร็อคแอนด์โรล ผสานกับเสียงเครื่องยนต์ V-Twin อันดุดัน จึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจสู่รถมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษ Tobacco Fade Enthusiast ปี 2024 โดยชุดสีและกราฟิกได้รับแรงบันดาลใจจากพื้นผิวไม้ซันเบิร์สต์สุดคลาสสิกที่แสดงถึงสีของเครื่องดนตรีร็อกแอนด์โรลในยุค

Ferodo Racing เสริมทัพ ชู 3 จุดเด่นใหม่เพื่อทุกคน Ferodo Racing เสริมทัพ ชู 3 จุดเด่นใหม่เพื่อทุกคน ได้แก่ การปรับปรุงเรื่องแค็ตตาล็อกอิเล็กทรอนิกส์ แพ็กเกจจิ้งใหม่สำหรับผ้าเบรก และสินค้าสำหรับส่งเสริมการขายที่มีการอัปเดตใหม่และมีความสวยงามน่าเป็นเจ้าของ ซึ่งทางแบรนด์ภูมิใจที่จะนำเสนอนวัตกรรมล่าสุดเหล่านี้พร้อมกับบอกว่าไม่ได้มีแค่สินค้าที่เกี่ยวกับเบรกที่มีคุณภาพและสมรรถนะสูงเท่านั้น นอกเหนือไปจากเรื่องของอะไหล่แล้ว ทางแบรนด์ยังดูแลลูกค้าด้วยการบริการที่ยอดเยี่ยมช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับตัวสินค้าได้มาก อย่างแค็ตตาล็อกอิเล็กทรอนิกส์ที่จะช่วยให้สามารถอะไหล่ที่ต้องการได้ง่ายขึ้น แพ็กเกจสินค้าที่จะมายกระดับมาตรฐานในแง่ของการใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับผ้าเบรกที่ละเอียดมากขึ้น หรือจะเป็นสินค้าส่งเสริมการขายที่จะเป็นที่ชื่นชอบซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ในด้านของความทันสมัยและด้านมอเตอร์สปอร์ต แค็ตตาล็อกอิเล็กทรอนิกส์ บริษัทสัญชาติอิตาลีการันตีเรื่องประสบการณ์การใช้งานแค็ตตาล็อกอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ที่ดีขึ้นเมื่อเทียบเวอร์ชันก่อน กล่าวคือ จะใช้ง่ายขึ้น ชัดเจนขึ้น เร็วขึ้นและค้นหาข้อมูลได้ดีขึ้น คุณสามารที่จะเข้าถึงทั้งโปรดักต์สินค้าต่าง ๆ ทั้งจากแบรนด์ Ferodo, Champion และ Goetze (จานเบรก ผ้าเบรก หัวเทียน กรองต่าง ๆ ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ และอื่น ๆ) ซึ่งสามารถค้นหาได้ในคลิกเดียว นอกจากนี้ยังมีข้อมูลทางเทคนิคไว้ให้เพียบพร้อมซึ่งสะดวกต่อช่างเทคนิคในการทำงานต่ออย่างยิ่ง ทั้งนี้แค็ตตาล็อกอิเล็กทรอนิกส์สามารถเข้าไปใช้งานได้ผ่านเว็บไซต์ www.ferodoracing.com หรือจะดาวน์โหลดไปใช้แบบออฟไลน์ก็ทำได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับทุกคนทั้งในแง่ของผู้ใช้งานทั่วไปและผู้จัดจำหน่าย นอกจากนี้บนเว็บไซต์ยังมีข้อมูลทางเทคนิคที่ละเอียดมากขึ้น มีข้อมูลในทุก ๆ โปรดักต์ ตัวแค็ตตาล็อกเองก็สามารถดาวน์โหลดได้ ยังมีวิดีโอแสดงถึงวิธีการติดตั้งชิ้นส่วนต่าง ๆ ข้อมูลการอัปเดตใหม่ ๆ ทั้งข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ตลอดไปจนถึงกิจกรรมทางการตลาดต่าง ๆ และอื่น ๆ อีกมากมาย แพ็กเกจใหม่ ตอนนี้ผ้าเบรก Ferodo ได้มีการอัปเดตเปลี่ยนแปลงแพ็กเกจใหม่ รักษ์โลกมากขึ้นด้วยการออกแบบใหม่ที่ช่วยลดการใช้พลาสติกได้มากขึ้นอย่างชัดเจน สำหรับผู้บริโภคหรือผู้ใช้งาน การเลือกใช้ผ้าเบรกที่ถูกต้องก็สามารถทำได้ง่ายดายขึ้นมา เพราะมีข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับประเภทขอคอมปาวด์รวมถึงลักษณะการใช้งานไว้ให้พร้อม นอกจากนี้ยังมีการแยกประเภทหรือชนิดคอมปาวด์ด้วยการใช้สี ช่วยให้เลือกใช้งานได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น และสำหรับตัวแทนจำหน่ายก็สามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ที่มากขึ้นได้ผ่านการแสกน QR โค้ดที่จะเชื่อมต่อกับทางเว็บไซต์ที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน การติดตั้ง ไปจนถึงวิดีโอสอนการติดตั้งหรือลิงก์ไปยังแค็ตตาล็อกออนไลน์ สินค้าสำหรับส่งเสริมการขาย ตอนนี้แฟน ๆ Ferodo สามารถเป็นเจ้าของเสื้อยืด เสื้อแจ็กเก็ต หมวกแก็ป และหมวกในแบบลวดลายสวยงามแบบโมเดิร์นและมาในสีสันเอกลักษณ์ของทางค่ายคือสีดำ ขาวและแดง ด้วยสเน่ห์อันน่าดึงดูด ความหลากหลายและความลื่นไหล คอลเล็คชัน ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้เสริมภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนี้แล้วทางฝ่ายมอเตอร์ไซค์ของทาง Ferodo Racing ยังได้ประกาศว่าจะเร่งเครื่องเรื่องการทำโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยเฉพาะทาง Facebook และ Instagram เพื่อให้ผู้ติดตามได้รับรู้ข่าวสารและการพัฒนาใหม่ ๆ ทั้งในเรื่องของสินค้า การสนับสนุนการแข่งขัน ตลอดไปจนถึงกิจกรรมต่าง ๆ อีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Keeway V302N สตรีทไฟเตอร์ไซส์เล็กเครื่องวีทวิน เปิดตัวกันมาแล้วกับ Keeway V302N สตรีทไฟเตอร์ไซส์เล็กเครื่องวีทวิน มอเตอร์ไบค์สไตล์เน็กเก็ดที่พร้อมจะเปิดเผยให้เห็นถึงขุมพลังและเฟรมแบบไม่ปกปิด ให้ภาพลักษณ์ดุดันสไตล์นักสู้ พร้อมให้เจ้าของได้รู้สึกเป็นส่วนเดียวกับรถจากการที่ไม่มีชิลด์บังลมหน้า ให้คุณได้สัมผัสกระแสลม ดีไซนนั้นด้วยตัวรถที่เป็นเน็กเก็ดจึงมีการออกแบบให้มีท่านั่งหลังตรงสบาย ๆ พร้อมออกแบบเบาะนั่งมาให้นุ่มสบายแม้จะขี่เป็นระยะเวลานาน ไฟด้านหน้ามีขนาดใหญ่ดีไซน์คุ้นตา เรือนไมล์ทรงกลมเดี่ยวแบบดิจิทัลดูแปลกตาไม่เหมือนใคร ตัวรถนอกจากจะมีเรื่องอาร์มเดี่ยวที่เป็นจุดเด่นลื้วยังมีท่อไอเสียแบบปลายคู่แบบสั้นที่อยู่ต่ำเชิดปลายสูงดูสวยงามลงตัวใช้ได้เลยทีเดียว ตัวรถใช้ขุมพลังวีทวินขนาด 298 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่เคลมกำลังแรงม้าสูงสุดมาที่ 29.5 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 26.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งทางโรงงานเคลมท็อปสปีดมามากถึง 129 กม./ชม. โดยใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 16 ลิตรซึ่งใหญ่มาก ๆ ช่วงล่างของรถนั้น ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว แต่ที่เด่นเลยก็จะเป็นอาร์มเดี่ยวแทนที่จะเป็นอาร์มคู่ ซึ่งปกติรถในพิกัดนี้จะไม่มีให้เห็นกัน ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 296.5 ม.ม. และด้านหลังเองก็เป็นดิสก์เบรกมีขนาด 240 ม.ม. พร้อมกับระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล มีล้อขนาด 17 นิ้วเท่ากันหน้าหลัง รัดด้วยยางขนาด 110/70-17 และ 150/60-17 ตามลำดับ สรุปแล้วโดยรวมแล้วถือเป็นเน็กเก็ดที่มีดีไซน์เท่ใช้ได้ แม้ว่าบางทีมันก็อาจจะคล้าย ๆ ไปทางรถยุโรปก็ตาม แต่ก็ดูเป็นรถเน็กเก็ดราคาไม่แพงที่น่าสนใจอีกคันนึง ถ้าโชคดีคุณอาจจะได้เห็นมันเข้ามาขายในไทยด้วยก็ได้ เพราะก่อนหน้านี้ทางคีเวย์ประเทศไทย เพิ่งจะนำแฝดคนละฝาซึ่งมีชื่อว่า V302C มาขายในไทยโดยเปิดราคาที่ 177,900 บาท งานนี้เราก็อาจจะได้เห็นโมเดลนี้คลายในราคาใกล้เคียงกันก็เป็นได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Brembo บุกตั้งโรงงานที่ไทย หวังรุกตลาดอาเซียน ข่าวใหญ่รับต้นปีกันเลยทีเดียวหลังทางแบรนด์เบรกชื่อดัง Brembo บุกตั้งโรงงานที่ไทย หวังรุกตลาดอาเซียน โดยมีการเปิดตัวเลขลงทุนเบื้องต้นกว่า 40 ล้านยูโรหรือเกินกว่า 1,500 ล้านบาท เลยทีเดียว ใคร ๆ ที่เป็นคนรักมอเตอร์ไซค์น่าจะรู้จักแบรนด์ระบบเบรกเจ้านี้ดีว่ามีชื่อเสียงอย่างไร ซึ่งก่อนหน้านี้ทางค่ายนี้เน้นแต่ของสำหรับรถพรีเมียม แต่อย่างไรก็ตามเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปหลังจากที่ทางค่ายได้ไปเทคกิจการของแบรน์ระบบเบรกเจ้าอื่น ๆ มา ทั้ง Bybre หรือจะเป็น J.Juan แบรนด์ระบบเบรกสัญชาติสเปน ซึ่งเป็นสัญญาณสะท้อนให้เห็นว่าเบรมโบ้นั้นพยายามจะรุกตลาดรถทั่วไปมากขึ้น และนั่นยิ่งชัดเจนมากขึ้นหลังมีข่าวว่าทางค่ายกำลังจะมาตั้งโรงงานที่ประเทศไทยเรา และจะอาศัยเป็นฮับสำหรับผลิตและส่งออกไปยังตลาดอาเซียนหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั่นเอง โดยทางเบรมโบ้มีการระบุว่าใช้เงินลงทุนกว่า 40 ล้านยูโรหรือกว่า 1,500 ล้านบาทเพื่อตั้งโรงงานในจังหวัดระยอง ซึ่งโรงงานนี้จะผลิตระบบเบรกมอเตอร์ไซค์เป็นหลัก เพื่อป้อนให้กับค่ายรถที่มีฐานการผลิตในประเทศไทยนั่นเอง โดยโรงงานแห่งใหม่นี้จะมีการจ้างงานประมาณ 150 คน โดยคาดว่าจะเริ่มการผลิตได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2025 โดย Daniele Schillaci ซีอีโอของทางแบรนด์ได้ให้เหตุผลว่าตลาดอาเซียนคือกุญแจสำคัญของการริเริ่มที่จะขยายธุรกิจของทางแบรนด์ ซึ่งหลาย ๆ คนน่าจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าภูมิภาคที่เราอาศัยอยู่นั้นหลาย ๆ ประเทศนั้นมีปริมาณของรถมอเตอร์ไซค์และสกู๊ตเตอร์อยู่เป็นจำนวนมาก มากกว่ารถยนต์หลายเท่า งานนี้บอกได้เลยว่าตลาดมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะในส่วนของของแต่งนั้นจะต้องมีความคึกครื้นมากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอนครับ เจ้าดังมาเยือน เจ้าอื่นก็ต้องปรับตัวกันล่ะครับ ไม่งั้นได้รับผลกระทบเต็ม ๆ อย่างแน่นอน แต่แน่นอนว่าเป็นประโยชน์ต่อไบเกอร์แน่นอนครับ ถ้าการแข่งขันมันเพิ่มสูงมากขึ้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW CE 02 ยนตกรรมไฟฟ้าสำหรับคนเมือง ขายไทยไม่ถึง 5 แสน BMW CE 02 ยนตกรรมไฟฟ้าสำหรับคนเมือง จากบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการใช้ชีวิตในเมือง มาในคอนเซ็ปท์ “eParkourer” (Pakour หรือ ปากัวร์ เป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่เน้นการปีนป่ายข้ามอุปสรรคด้วยความรวดเร็ว) มอบความคล่องตัว ทรงพลังและความเร้าใจในการขับขี่แต่ละวัน พร้อมสัมผัสประสบการณ์สดใหม่ในการขับขี่ที่ทางค่ายจัดเตรียมไว้ให้ รถไฟฟ้าน้องใหม่คันนี้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การขับขี่ในเมือง เป็นยนตรกรรมไฟฟ้าที่แตกต่างจากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าทั่วไป มอบความคล่องตัว ความสะดวกสบาย ความทนทาน และความสนุกเร้าใจทุกการขับขี่ การออกแบบสะท้อนความเป็นอิสระและความสนุกสนาน สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากเบาะนั่งที่มีรูปทรงคล้ายสเก็ตบอร์ด ตัวถังใช้สีดำเป็นหลัก ทั้งเฟรม ล้อ บังโคลนหน้าและแผงคอ ตกแต่งด้วยสีเทาแบบด้าน Granite Grey Metallic Matt บริเวณฝาครอบเครื่องยนต์ มอบความโดดเด่นสวยงามจากความแตกต่างระหว่างพื้นผิวด้านและและพื้นผิวมันวาวบนตัวถัง ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าแบบซิงโครนัสและแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 48 โวลต์ ความจุ 1.96 กิโลวัตต์-ชั่วโมง 2 ก้อน โดยแบตเตอรี่สามารถถอดได้ระหว่างการบำรุงรักษา สร้างกำลังได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ (15 แรงม้า) ส่งแรงบิดสูงสุด 55 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่งจาก 0 ถึง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยใช้เวลาเพียง 3 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวิ่งได้ไกลถึง 95 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง โดยแบตเตอรี่สามารถชาร์จจาก 0% ถึง 100% ในเวลา 210 นาที และชาร์จจาก 20% ถึง 80% ในเวลา 102 นาที ด้วยสายชาร์จแบบเร็วที่ให้มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยให้กำลังไฟสูงถึง 1,500 วัตต์ ยังมาพร้อมกับ 2 รูปแบบการขับขี่คือโหมด “Flow” และ “Surf” โดยโหมด “Flow” เหมาะสำหรับการขับขี่ฝ่าการจราจรหนาแน่นในเมือง ในขณะที่โหมด “Surf” มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจเมื่อพ้นช่วงการจราจรที่พลุกพล่าน มาพร้อมชุดเฟรมเหล็กกล้าสองชั้นที่ทนทานต่อการบิดงอ ช่วงล่างแบบเทเลสโคปิก ติดตั้งบริเวณล้อหน้า ล้อหลังติดตั้งระบบสวิงอาร์มเดี่ยวและช่วงล่างแบบ pivoted ยางหน้ากว้างหุ้มล้ออัลลอยน้ำหนักเบาแบบดิสก์วีล พร้อมดิสก์เบรกทั้งล้อหน้าและล้อหลังเพื่อเพิ่มความมั่นใจขณะชะลอความเร็ว ระบบเบรก ABS ที่ล้อหน้ายังช่วยเพิ่มความปลอดภัยเหนือระดับ แผงหน้าปัดควบคุมพร้อมจอภาพสี TFT ให้ภาพที่คมชัด โดยแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการขับขี่ อาทิ ความเร็วในการขับขี่และสถานะการชาร์จแบตเตอรี่ ช่องชาร์จ USB-C ทำให้ชาร์จสมาร์ทโฟนได้สะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้ แอปพลิเคชัน BMW Motorrad Connected ยังแสดงระยะเวลาที่คาดว่าการชาร์จจะสิ้นสุดบน สมาร์ทโฟนผ่านการเชื่อมต่อผ่านระบบบลูทูธอีกด้วย สุดท้ายวางจำหน่ายที่ 479,000 บาทเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R1300GS เปิดราคาไทยแล้ว เริ่ม 1.125 ล้านบาท BMW R1300GS เปิดราคาไทยแล้ว เริ่มต้น 1.125 ล้านบาทเท่านั้น การันตีสมรรถนะที่เหนือไปอีกขั้นในกลุ่มมอเตอร์ไซค์ทัวริ่ง เอนดูโร จากตระกูล GS กับการปรับโฉมใหม่เกือบทั้งหมด ด้วยการลดทอนน้ำหนักลงถึง 12 กิโลกรัม สำหรับเจ้าราชันสายลุยคันนี้ได้ปรับโฉมรถมอเตอร์ไซค์ในตระกูล GS แบบดั้งเดิม สู่สไตล์การออกแบบที่ปราดเปรียวยิ่งกว่า ซึ่งเป็นผลมาจากการออกแบบถังเชื้อเพลิงอลูมิเนียมใหม่ให้แบนราบลง มอบรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว ปราดเปรียว มาพร้อมไฟหน้าแบบ Full-LED ขนาดกะทัดรัด พร้อมไฟรูปแบบใหม่ที่ดูแตกต่าง ออกแบบให้ดูทันสมัยโดดเด่นตามมาตรฐาน ด้วยไฟ LED สองดวงสำหรับไฟต่ำและสูง นอกจากนี้ ยังมีไฟ LED เพิ่มเติมอีกสี่ดวงสำหรับใช้เป็นไฟส่องสว่างเวลากลางวันและไฟส่องสว่างด้านข้าง ช่วยมอบทัศนวิสัยที่เหนือชั้นกว่าที่เคยในทุกการขับขี่ ยังมีฟีเจอร์ Headlight Pro ยังช่วยปรับลำแสงจากไฟหน้า LED ตามการเข้าโค้ง เพื่อการขับขี่อย่างมั่นใจ ไฟเลี้ยวแบบ LED ที่ได้รับการออกแบบใหม่ ติดตั้งที่บริเวณแฮนด์การ์ดพร้อมฟังก์ชันครบครัน มอบความสมบูรณ์แบบให้กับระบบไฟส่องสว่าง พร้อมขุมพลังเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบวางเรียงระดับตำนานของตระกูล GS ที่ออกแบบมาให้มีขนาดกะทัดรัดยิ่งกว่าที่เคย พร้อมความจุ 1,300 ซีซี ส่งพละกำลังสูงสุด 107 กิโลวัตต์ (145 แรงม้า) ที่ 7,750 รอบต่อนาที มอบแรงบิดสูงสุด 149 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบต่อนาที นับว่าเป็นเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่บีเอ็มดับเบิลยูเคยมีมา แชสซีใหม่มีแกนหลักขึ้นรูปจากแผ่นเหล็กกล้า ซึ่งนอกจากจะได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพในแง่ของตำแหน่งการติดตั้ง ยังมอบความหน่วงที่มากขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า ชุดเฟรมด้านหลังผลิตจากอะลูมิเนียมหล่อขึ้นรูป แทนชุดเฟรมเหล็กกล้าสองชั้นแบบเดิม ยังมีระบบกันสะเทือน EVO Telelever ใหม่ที่ล้อหน้า ส่วนระบบกันสะเทือนล้อหลังมาพร้อมระบบ EVO Paralever ที่ได้รับการปรับแต่งใหม่ มอบจังหวะการบังคับเลี้ยวที่ เฉียบคมและเสถียรภาพในการทรงตัวที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น และยังมาพร้อมระบบปรับช่วงล่างแบบไดนามิก (DSA) ใหม่ ซึ่งปรับความหนืดของระบบกันสะเทือนด้านหน้าและด้านหลังให้เข้ากับอัตราการยุบตัวของสปริง โดยทำงานสอดรับกับโหมดการขับขี่ที่เลือก สภาพถนนและลักษณะการขับขี่ ระบบควบคุมความสูงแบบอัตโนมัติ (Adaptive Vehicle Height Control System) ช่วยปรับความสูงของตัวรถอย่างอัตโนมัติตามสภาพการใช้งานในเวลานั้น ๆ การันตีความสะดวกสบายสูงสุดให้การขับขี่เต็มไปด้วยสีสัน สำหรับสายผจญภัยทางวิบากสามารถเลือกโหมดการขี่ “Enduro” ใหม่ ซึ่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นระหว่างการผจญภัยบนเส้นทางวิบากโดยเฉพาะ โหมดการขับขี่ “Rain” และ “Road” ปรับแต่งเพื่อรองรับการขับขี่บนสภาพท้องถนนหลากหลายรูปแบบ ในขณะที่โหมด “Eco” จะมอบการขับขี่ที่ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและประหยัดน้ำมันเพื่อระยะการเดินทางสูงสุด และแน่นอนว่าโมเดลใหม่นี้ยังอัดแน่นด้วยระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูงแบบใหม่ ประกอบด้วยระบบควบคุมความเร็วคงที่แบบแอ็กทีฟ Active Cruise Control (ACC), ระบบเตือนการชนด้านหน้า Front Collision Warning (FCW) และ ระบบเตือนก่อนเปลี่ยนเลน Lane Change Warning (SWW) โดยระบบควบคุมความเร็วคงที่มาพร้อมระบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ ทำให้ตั้งค่าความเร็วรวมถึงระยะห่างจากรถคันหน้าได้ตามความต้องการ ระบบเตือนการชนด้านหน้ามาพร้อมระบบเบรก ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการชนและช่วยลดความรุนแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ในขณะที่ระบบเตือนก่อนเปลี่ยนเลนจะช่วยตรวจสอบสิ่งกีดขวางบริเวณเลนซ้ายและขวา เมื่อใช้ร่วมกับกระจกมองหลังจะยิ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยในขณะเปลี่ยนเลน สุดท้ายนี้พร้อมให้เหล่านักบิดจับจองเป็นเจ้าของได้ใน 3 เฉดสีสุดโดดเด่น ได้แก่ สีดำ Triple Black ราคา 1,125,000 บาท สีน้ำเงิน GS Trophy ราคา 1,125,000 บาท และ สีเขียว Option 719 ราคา 1,205,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

S1000RR 2024 สีขาว Light White พร้อมชุดแต่ง M Motorsport ขายไทยแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ส่งมอบสมรรถนะในแบบซูเปอร์ไบค์มาท้าทายขีดจำกัดนักบิดอีกครั้งกับ S1000RR 2024 สีขาว Light White/M Motorsport ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากมอเตอร์สปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ ผสานจิตวิญญาณ #NeverStopChallenging เหมาะสำหรับการขี่ทุกรูปแบบทั้งบนท้องถนน ในสนามแข่ง หรือทั้งสองสไตล์ร่วมกัน ด้านดีไซน์ยังมาพร้อมรูปโฉมด้านหน้าสไตล์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ฝาครอบเบาะนั่งซ้อนท้ายที่หรูหรา และส่วนท้ายที่ดูปราดเปรียว เบากว่าและดูสปอร์ตยิ่งขึ้น สำหรับตัวสี Light White/M Motorsport ก็มาพร้อมกับแถบสีน้ำเงิน สีม่วง และสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของของโลโก้บีเอ็มดับเบิลยู M พร้อมตกแต่งด้วยแถบสีขาวดำตัดกับส่วนที่เหลือของตัวรถ มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมัน ระบบวาล์วไทเทเนียม 4 วาล์วต่อสูบ DOHC และเทคโนโลยี BMW ShiftCam ความจุ 999 ซีซี ส่งพละกำลัง 154 กิโลวัตต์ (210 แรงม้า) ที่ 13,750 รอบต่อนาที ให้ความเร็วสูงสุดที่ 303 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ แรงบิดสูงสุด 113 นิวตันเมตร ที่ 11,000 รอบต่อนาที ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพในการขับขี่และการเร่งขณะขับขี่ที่ความเร็วต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น หัวใจสำคัญของโมเดลนี้คือ โครงสร้างตัวถังแบบ “Flex Frame” อันก้าวล้ำ ซึ่งเป็นแชสซีและระบบกันสะเทือนแบบใหม่ที่ได้รับการพัฒนาในด้านความแม่นยำในการขับขี่ การควบคุมที่เฉียบคม และการตอบสนองจากล้อหน้าที่ฉับไวยิ่งขึ้น ตัวรถยังมีเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมาย มีโหมดการขับขี่ที่สามารถรองรับสไตล์การขับขี่ที่หลากหลาย ทั้ง 4 รูปแบบการขับขี่พื้นฐาน ได้แก่ โหมดการขับขี่ “Rain”, “Road”, “Dynamic” และ “Race” อีกทั้งยังมาพร้อมโหมดการขับขี่แบบ “Pro” ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับเปลี่ยนการควบคุมต่าง ๆ ให้ตรงกับรูปแบบการขับขี่เฉพาะตัว ทำงานร่วมกับระบบ Dynamic Traction Control (DTC) ที่มาพร้อมฟังก์ชั่น Slide Control สามารถให้ผู้ขับขี่เลือกการตั้งค่าการดริฟท์ได้สองระดับขณะเร่งออกจากโค้ง ในทำนองเดียวกัน ระบบ ABS ยังมาพร้อมกับฟังก์ชันระบบควบคุมการเลื่อนเบรก Slide Control ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถตั้งค่ามุมดริฟท์เฉพาะสำหรับสไตล์การขับที่เรียกว่าการดริฟต์เบรก ขณะที่ไถลเข้าโค้งด้วยความเร็วคงที่ สุดท้ายนี้เปิดราคาจำหน่ายในประเทศไทยได้อย่างเร้าใจที่ 1,005,000 บาทเท่านั้น เมื่อเทียบกับตัวสแตนดาร์ดที่มีราคา 984,000 บาท ถือว่าเพิ่มเงินเพียง 21,000 บาทเท่านั้น กับสีพิเศษสุดเท่พร้อมสไตล์ที่โดดเด่นและสตอรี่เรื่องราวจากมอเตอร์สปอร์ตของทางแบรนด์ถือว่าไม่แพงเลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

𝗟𝗔𝗠𝗕𝗥𝗘𝗧𝗧𝗔 𝗫𝟯𝟬𝟬 𝟳𝟳𝘁𝗵 (𝗟𝗶𝗺𝗶𝘁𝗲𝗱 𝗘𝗱𝗶𝘁𝗶𝗼𝗻) ฉลอง 77 ปีแลมเบรตต้า แลมเบรตต้า แบรนด์สกู๊ตเตอร์ระดับตำนานสัญชาติอิตาลี เอกลักษณ์เฉพาะตัวจนเรียกได้ว่าเป็นไอคอนนิคของผู้ที่ชื่นชอบเรื่องราวความคลาสสิกจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน และหลังจากเดินทางผ่านกาลเวลาจนกลับมาขึ้นแท่นฮอตฮิตในเมืองไทยอีกครั้ง กับรุ่นดัง X300 ที่กลายเป็นไอคอนของคนคูลมีสไตล์ไปทั่วบ้านทั่วเมืองตลอดช่วงปีที่ผ่านมา ล่าสุด!พร้อมนำเสนอความพิเศษครั้งใหม่ กับการเปิดตัว คอลเลคชั่นลิมิเต็ด LAMBRETTA X300 77th ANNIVERSARY LIMITED EDITION ที่ผลิตขึ้นพิเศษเพียง 777 คันในโลกและพิเศษมีจำหน่ายเฉพาะในไทยเท่านั้น เพื่อฉลองวาระครบรอบ 77 ปีของแบรนด์แลมเบรตต้า จุดเริ่มต้นสู่ตำนาน แลมเบรตต้า (LAMBRETTA) สกู๊ตเตอร์ที่ผ่านกาลเวลาสู่เรื่องราวอันทรงคุณค่า นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของแบรนด์ ในปี ค.ศ. 1947 หรือเมื่อ 77 ปีที่แล้ว ที่กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี โดยผู้ก่อตั้ง คือ Mr.Ferdinando Innocenti (เฟอร์ดินานโดอินโนเซนติ) หรือที่ได้รับฉายาว่าบิดาแห่งแลมเบรตต้า จนราวช่วงปี ค.ศ.1961 หรือตรงกับปี พ.ศ. 2504 แลมเบรตต้าได้เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งถือว่าได้รับความนิยมจากหน่วยงานราชการและบุคคลทั่วไป จนประสบความสำเร็จอย่างมากในยุคนั้น แต่อย่างไรก็ตามกระแสของแลมเบรตต้าได้ห่างหายจากเมืองไทยไปสักพักใหญ่ ก่อนที่จะกลับมาทวงบัลลังก์ตำนานความคลาสิกในประเทศไทยอีกครั้งอย่างทุกวันนี้ พร้อมกับโมเดลใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์กับยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงรักษา DNA จากตำนานไว้อย่างครบถ้วน “77th ANNIVERSARY” เรื่องราวตามความเชื่อของชาวยุโรป เลข 7 ถือว่าเป็นเลขมงคล ที่สื่อถึงโชคลาภ และความมีอำนาจพิเศษ ยิ่งถ้าหากมีหลาย ๆ ตัว ก็จะยิ่งทำให้เกิดโชคดีมากขึ้นไปอีก จึงเป็นที่มาของการเฉลิมฉลองในวาระครบรอบปีที่ 77 ของแลมเบรตต้าที่พร้อมนำพาประสบการณ์ดี ๆ มาสู่ชาวแลมเบรตติสต้า (LAMBRETTISTA) ที่ได้ครอบครอง สำหรับ LAMBRETTA X300 77th ANNIVERSARY LIMITED EDITION หรือ รุ่น X300 77th เปิดตัวภายใต้แคมเปญ #LiveWithPassion สะท้อนจิตวิญาณที่ยังคงขับเคลื่อนความหลงใหลบนเส้นทางของตำนานความคลาสสิกที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมามากว่า 77 ปีมาแล้ว สำหรับรุ่น X300 77th ในคอลเลคชั่นลิมิเต็ดนี้ นอกจากจะมาพร้อมความพิเศษที่มีทั้งหมดเพียง 777 คันเท่านั้น ยังมาพร้อมงานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยชุดสีสไตล์ทูโทน ออกแบบมาให้ชุดสีบนตัวรถมีสีขาวและสีดำสลับกันไปในชิ้นส่วนที่แตกต่างกัน กับ 2 สีสันที่มีชื่อสีพิเศษว่า – BLACK GOLD (แบล็ค โกลด์) – WHITE GOLD (ไวท์ โกลด์) ที่เสริมความพิเศษด้วยโลโก้สีทองบนตัวรถ และหมายเลข 77th เพื่อรำลึกถึง Golden Age ที่อยู่ในเรื่องราวกว่า 77 ปีที่ผ่านมา พร้อมไฮไลท์ของการดีไซน์ Typography หรือการจัดวางตัวอักษร “Seventy Seven” บริเวณทั้งสองข้างของตัวรถ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลองดีไซน์พิเศษเฉพาะรุ่น ให้ความโดดเด่นที่แตกต่างจากทุกรุ่นที่เคยมีมา และนอกเหนือจากความพิเศษในงานดีไซน์แล้ว ในรุ่นลิมิเต็ด X300 77th ก็ยังเสริมด้วยยางติดรถจากแบรนด์สัญชาติอิตาลีเช่นเดียวกัน คือยางจากแบรนด์ Pirelli ในรุ่น Angel Scooter และยังไม่หมดเพียงเท่านี้! เพราะยังท็อปอัพความเอ็กซ์คลูซีฟให้กับชาวแลมเบรตติสต้า ด้วย “77th Celebration set” ของขวัญสุดพิเศษสำหรับการเฉลิมฉลองปีที่ 77 ของแลมเบรตต้า ที่ผลิตมาพิเศษลิมิเต็ดเฉพาะในรุ่น X300 77th เท่านั้น โดยภายในเซ็ทจะประกอบไปด้วยไอเทมสุดสเปเชียลทั้งหมด 7 อย่าง รวมไว้ด้วยกัน ได้แก่… Certificate: The Special One of 777 หนังสือรับรองความพิเศษจำนวนจำกัด 77th badge plate แผ่นแพลทติดรถเฉพาะรุ่น 77th PIN พินเข็มกลัดแลมเบรตต้า 77 ปี 77th celebrate T-Shirt เสื้อยืดสีดำ ด้านหน้าดีไซน์ Typography ตัวอักษร “Seventy Seven” และด้านหลังดีไซน์โลโก้ LAMBRETTA พร้อม หมายเลข “77th” 77th Key

Yamaha R1 และ R1M ไม่ได้ไปต่อในยุโรป ถ้าคุณเป็นแฟนรถสปอร์ตจากค่ายเลือดสีน้ำเงิน บางทีวันนี้คุณอาจจะต้องมาร์กในปฏิทินของคุณเอาไว้ หากถามว่าทำไมน่ะเหรอ? นั่นก็เป็นเพราะว่ามันคือวันที่เราต้องเสียใจกับ Yamaha R1 และ R1M ที่จะไม่ได้ไปต่อในยุโรปน่ะสิ หลาย ๆ สื่อในอังกฤษต่างนำเสนอข่าวเดียวกันและได้นำคำพูดของฝ่ายประชาสัมพันธ์ของยามาฮ่า อังกฤษมาลงในเว็บไซต์ของตัวเองเอาไว้ว่า “ยามาฮ่ามอเตอร์กรุ๊ปได้ตัดสินใจที่จะไม่พัฒนา R1 หรือ R1M เวอร์ชัน EU5+ และจะหันไปโฟกัสในธุรกิจระยะกลางและแผนการผลิตโปรดักต์อื่น ๆ ที่เราเตรียมการไว้เพื่ออนาคตแทน” ก่อนหน้านี้มีข่าวลือกระจายไปทั่วโลกอินเทอร์เน็ตอยู่นานหลายเดือนกระทั่งมันก็กลายเป็นความจริงในที่สุด แน่นอนว่างานนี้แฟน ๆ หรือสาวกเดือดร้อนกันอย่างแน่นอน แต่สาวกสายซูเปอร์สปอร์ตไม่ต้องเสียใจไป เพราะทางค่ายยังมีโมเดลที่ยังไม่เปิดตัวแต่ได้มีการจดเครื่องหมายทางการค้าไว้หลายปีแล้ว อย่างเจ้า YZF-R9 แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มีการเปิดเผยหรือประกาศอะไรอย่างเป็นทางการ แต่ตอนนี้ก็เริ่มมีการคาดการณ์กันแล้วว่าเจ้าโมเดลนี้จะเปิดตัวภายในปี 2024 ที่งาน EICMA ในช่วงปลายปีนี้เอง แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าจะมีขายจริง ๆ เพราะการจดไว้ไม่ได้แปลว่าจะต้องทำขายจริง ๆ แต่เป็นเพียงเพราะจุดประสงค์อื่น แล้วสำหรับคนไทยอย่างเรา ๆ ล่ะ? เรื่องกฎหมายเกี่ยวกับไอเสียของแต่ละประเทศนั้นแตกต่างกันออกไป และแน่นอนว่าบ้านเราไม่ได้บังคับใช้มาตรฐาน EU5+ แบบเดียวกับยุโรป แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม แม้จะไม่ได้มีเรื่องปัญหาไอเสีย แต่ค่ายรถก็มักจะปรับกลยุทธ์การตลาดอยู่ตลอด โมเดลไหนขายดีเขาก็จะไปโฟกัสกันที่โมเดลนั้น แล้วโมเดลไหนขายไม่ดีแน่นอนว่าก็อาจจะไม่มีการวางจำหน่ายก็ได้ สำหรับทางยามาฮ่าแน่นอนว่าตลาดของแต่ละประเทศก็จะไม่เหมือนกัน ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าทางประเทศไทยจะยังจำหน่ายต่อหรือไม่ แต่โดยส่วนตัวแล้วแอดมินก็คิดว่าจะยังมีการจำหน่ายอยู่ต่อไปอีกระยะ ซึ่งเรื่องประมาณนี้มีเคสตัวอย่างมาแล้วอย่างเจ้า R6 ที่ไม่ได้วางจำหน่ายในยุโรปมาหลายปีแล้ว แต่ยังสามารถหาซื้อได้ในฐานะรถแข่งหรือรถสำหรับใช้งานในสนามได้ เพราะว่ายังมีคนที่หลงใหลและอยากขับขี่มันในสนามนั่นเอง อนาคตของเรือธงทั้งสองคันของทางค่ายส้อมเสียงอาจจะดำเนินรอยตามนี้ก็เป็นได้ เพราะในยุโรปและอเมริกาเองก็ยังมีรายการแข่งขันอีกหลายรายการที่ใช้รถซูเปอร์ไบค์ตัวพันในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็น WorldSBK, BSB และ MotoAmerica งานนี้ก็คงต้องรอลุ้นกันล่ะครับ ใครที่อยากจะเป็นเจ้าของ R1 และ R1M อาจจะต้องรีบจับจองเป็นเจ้าขอองกันได้แล้ว เพราะหลังจากนี้การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นน่าจะไม่เป็นในส่วนของเครื่องยนต์แล้ว แต่จะเป็นส่วนของสีสันและชิ้นส่วนอะไหล่ตกแต่งเสียมากกว่า หรืออาจจะต้องรอนานหลายปีกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้งล่ะครับ ยุคนี้อนาคตไม่แน่นอน กระแสรถไฟฟ้าก็มาแรงด้วย การจะพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปใหม่ยิ่งดูเป็นการสิ้นเปลือง และไม่สอดคล้องกับแนวคิดความยั่งยืนที่กำลังเป็นกระแสสำคัญในโลกอีกด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Sergio Bonfanti ผู้อยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์ Ferodo และทีม Yamaha วันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักและพูดคุยกับ Sergio Bonfanti ผู้จัดการฝ่ายมอเตอร์ไซค์ของทาง Ferodo Racing ชายผู้อยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์ Ferodo และทีม Pata Yamaha WorldSBK Team ช่วยแนะนำตัวเองเกี่ยวกับ Ferodo และบทบาทหน้าที่ของคุณหน่อยครับ เชา (สวัสดี) ทุกคน ดีใจจริง ๆ ที่ได้คุยกับพวกคุณ! เป็นเวลานานมากแล้วที่ผมทำงานกับทาง Ferodo Racing ซึ่งต้องย้อนไปยันศตววรษที่แล้วเลยล่ะครับ ตอนที่ผมเริ่มทำงานก็ปี 1995 เลย เราทำงานบนหลักพื้นฐานธุรกิจซึ่งก็คือการที่แบรนด์เข้าไปมีส่วนรวมกับการแข่งขันทุกประเภท ซึ่งมีตั้งแต่การแข่งขัน WorldSBK และการแข่งขัน UK MX National Championships ซึ่งเรามีความสำพันธ์อันยอดเยี่ยมและยาวนานกับทางทีม Yamaha ทั้งสองทีมอย่างทีม Pata Yamaha WorldSBK และทีม Yamaha Crescent ทาง Ferodo คิดยังไงกับสไตล์การเบรกของ Toprak กับ R1? เขาเป็นนักแข่งที่พิเศษมาก ๆ ซึ่งเขาสามารถสร้างข้อได้เปรียบเมื่ออยู่ในสนามด้วยวิธีการใช้เบรกของเขา ความรู้สึกไวของเขาโดดเด่นไม่เหมือนใครในแพ็ดด็อก WorldSBK นั่นทำให้เขาสามารถใช้เบรกได้ดีกว่าคนอื่น ๆ เรซไหนใน WorldSBK ที่คุณคิดว่าสนุกมากที่สุดในปีนี้ครับ? เรซแรกของฤดูกาลคือเรซที่ผมคิดว่าสนุกมากกว่าเรซอื่น ๆ ครับ มันเป็นเรซที่ให้กลิ่นอายที่ทำให้เราคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในฤดูกาลนั้น ๆ ครับ! ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นปีไหน ๆ ก็ตาม ธุรกิจช่วงโควิดเป็นยังไงบ้างครับ? วิกฤติเรื่องโรคระบาดนั้นเป็นตัวเร่งขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และทำให้เราต้องทำการบ้านเพื่อเตรียมรับมือกับอนาคต เราใช้เวลาของเราในช่วงแรกเหมือนกับที่ชาวประมงใช้ตอนที่พวกเขาไม่ได้ออกไปจับปลาตอนที่มีพายุใหญ่ เราได้ทำการซ่อมแซมตาข่ายของเราให้พร้อมที่จะจับปลาให้มากยิ่งกว่าเดิมในตอนที่เราจะกลับไปที่ทะเลอีกครั้งหลังจากพายุจางหายไป! ทำไมไบเกอร์ต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จาก Ferodo กับรถขี่ถนนหรือรถขี่สนามของพวกเขา? ความปลอดภัยและสมรรถนะที่เป็นเหมือนกับหน้าที่ของพวกเรา และนี่คือจุดเด่นสำคัญที่เรามอบให้ลูกค้าทั่วโลกที่ใช้สินค้าเกี่ยวกับระบบเบรกของพวกเราเสมอมา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Monkey King Custom Special Edition รถคัสตอมตัวใหม่ล่าสุด ที่มาในธีมสีดำตัดทอง (Black and Gold) เข้มขรึม เท่ขั้นสุด แต่ไม่ทิ้งความซนในแบบฉบับมังกี้ ผลิตให้ครอบครองจำนวนจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น ‘Monkey King Custom Special Edition’ มาพร้อมลวดลายกราฟิกในแบบ Monkey King เข้มด้วยสีดำตัดกับสีทอง ลงตัวกับโลโก้ Monkey King และโลโก้ Monkey Z125 ประดับมงกุฎสีทองสะดุดตา พร้อมวงล้อดำตัดสีทอง และลวดลายลูกเล่นบนสวิงอาร์ม เสริมความพรีเมียมขั้นสุดด้วย Serial Number เรียงลำดับตัวเลขของรถ พร้อมให้ได้ออกไปอวดความซนได้อย่างราชา สำหรับสาวก Monkey ที่ต้องการเป็นครอบครองความซนของ ‘The Monkey King Custom Special Edition’ หนึ่งใน 300 คัน สามารถเข้าไปชมรถคันจริงได้ที่ CUB House Flagship Store ทั้ง 15 สาขา ในราคาแนะนำ 112,900 บาท ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th/cubhouse/ เฟซบุ๊ก CUB House : fb.com/cubhousebyhonda เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

บริษัท ไดโด สิทธิผล จำกัด ผู้ผลิตโซ่สเตอร์ รถจักรยานยนต์ดีไอดี (D.I.D) เปิด Flagship Store แห่งแรกอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ นี้ที่บางแสน ภายใต้ชื่อ DID Service Center โดยมีคุณศิริ อังคฉัตรชัย รองผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท สิทธิผล 1919 จำกัด และ คุณคณิน เหล่าจินดา กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ร่วมแสดงความยินดี ด้วยแนวคิด “มาตรฐานใหม่ เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย” จากความตั้งใจของ D.I.D ที่จะเป็นศูนย์ให้บริการที่ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชั่น และไลฟ์สไตล์ เพื่อผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ทุกรูปแบบ รวมถึงส่งเสริมและให้ความรู้ในด้านการบำรุงรักษาระบบขับเคลื่อนล้อ สำหรับจักรยานยนต์ เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งในปี 2566 มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุโดยรถจักรยานยนต์มากกว่า 800,000 ราย โดย “D.I.D Service Center” ตั้งอยู่บน เลขที่ 72/1 ถ.ข้าวหลาม ต.แสนสุข อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี อยู่ติดกับตลาดปลาบางแสน เปิดให้บริการตั้งแต่ 09:00 – 18:00 น. หยุดทุกวันอังคาร และภายในร้านถูกแบ่งออกเป็น 3 โซนได้แก่ Service : โซนสำหรับให้บริการตรวจสอบระบบขับเคลื่อนล้อ รวมถึงเปลี่ยนโซ่และสเตอร์ ด้วยเครื่องมือมาตรฐาน พร้อมทีมช่าง จาก D.I.D ที่ผ่านการอบรมจากหลักสูตรการซ่อมบำรุงที่เป็นมาตรฐาน ที่จะคอยให้คำแนะนำการบำรุงรักษาระบบขับเคลื่อนล้อ และช่วยแก้ไขปัญหาอย่างมืออาชีพ เพื่อให้รถจักรยานยนต์ของคุณพร้อมขับขี่บนถนนอย่างปลอดภัย Lounge : โซนพักคอยสำหรับลูกค้าระหว่างการรับบริการ ซึ่งแบ่งเป็นส่วนของเคาน์เตอร์บาร์ที่สามารถดูการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้อย่างใกล้ชิด หรือจะนั่งพักผ่อนที่โซฟาก็สามารถเลือกได้ตามความต้องการ พร้อมทั้งบริการฟรี WiFi และน้ำดื่ม เพื่อความผ่อนคลาย และลดความเมื่อยล้าจากการเดินทาง Product : โซนจำหน่ายผลิตภัณฑ์จาก D.I.D ที่มีโซ่ครบทุกประเภทของรถจักรยานยนต์ ได้แก่ Street & Supersport, Dual Purpose & Adventure, Road Racing, Motocross และ Rally & Enduro รวมไปผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาโซ่ Chain Lube และ Chain Cleaner ส่วนวงล้ออลูมิเนียมขวัญใจสายฝุ่นอย่าง D.I.D DirtStar ก็มีให้เลือกซื้อครบทุกซีรีส์ ไม่ต้องไปไกลถึงญี่ปุ่น Apparel : โซนสินค้าไลฟ์สไตล์จาก D.I.D ที่มีเสื้อผ้า หมวก และ Accessories มากมาย และยังมี D.I.D x VR46 คอลเลคชั่นพิเศษจาก D.I.D ที่ร่วมออกแบบโดย Valentino Rossi นักแข่งขวัญใจชาวมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก คุณ มาซูฮิสะ อิโต้ ประธานบริษัท ไดโด สิทธิผล จำกัด กล่าวว่า “ทุกวันนี้การให้บริการ และการให้ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญมีผลกับการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค และส่งผลดีต่อการตัดสินใจซื้อทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ หลังจากที่ได้รับประสบการณ์ที่ดีจากหน้าร้าน ดังนั้น D.I.D จึงตั้งใจมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าผ่าน D.I.D Service Center แห่งแรกในไทย และในอนาคตก็ตั้งใจที่จะขยายสาขาต่อไปในภาคอื่นๆอีกด้วย” สุดท้ายทาง DID Service Center ก็มีโปรโมชั่นเพื่อฉลองการเปิดร้านให้กับลูกค้าทุกคน เป็นบริการ “ล้าง-ขัดเคลือบโซ่ ฟรี ทุกรุ่น ทุก cc.” และ 10 คันแรกของทุกวันจะได้รับบริการติดตั้งโซ่สเตอร์แบบฟรีค่าแรง หรือแลกรับส่วนลด 10% สำหรับแลกซื้อโซ่เส้นใหม่ อีกด้วย โปรโมชั่นมีผลตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 31 มีนาคมนี้ ทั้งนี้สามารถติดตามโปรโมชั่น และข่าวสารล่าสุดได้ที่ Facebook Page : DID Service Center อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ฉลองครบรอบ 60 ปี ที่ยืนหยัดในการผลิตสินค้าคุณภาพ และอยู่คู่กับคนไทย ด้วยการส่งรถจักรยานยนต์ออโตเมติกโมเดลระดับตำนานอย่าง “ฟีโน่” ออกวางจำหน่ายในโอกาสสุดพิเศษนี้ นั่นคือ YAMAHA FINO FINAL EDITION ต้นกำเนิดแห่งรถออโตเมติกแฟชั่นจากยามาฮ่า ความคลาสสิกร่วมสมัยที่ครองใจคนไทยมา กว่า 18 ปี ที่ผลิตออกมาจำหน่ายในจำนวนจำกัดเพียง 999 คัน ทรงคุณค่าด้วยโลโก้ Emblem สีทอง และเพลทระบุหมายเลขจำกัดเฉพาะแต่ละคันที่ผลิต เพิ่มความพิเศษอีกระดับด้วยหมวกกันน็อกลายพิเศษ และมั่นใจในการรับประกันมากกว่า ถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร สำหรับ “ยามาฮ่า ฟีโน่ ไฟนอล อิดิชั่น” มาพร้อมกับเครื่องยนต์ BLUE CORE 125 ซีซี เทคโนโลยีแห่งความประหยัด เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดี ประหยัดน้ำมัน และช่วยลดมลพิษ ตอบโจทย์การใช้งานได้ครบทุกจังหวะการขับขี่ “ยามาฮ่า ฟีโน่ ไฟนอล อิดิชั่น” ยังคงเสน่ห์ความโดดเด่นด้วย ไฟหน้า LED สไตล์โปรเจคเตอร์ พร้อมไฟหรี่ Diamond Cut Lens ที่นอกจากจะให้ความสว่างชัดเจนแล้ว ยังเต็มไปด้วยความคลาสสิกร่วมสมัย รวมถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครอย่าง DUO METER เรือนไมล์แยกส่วน พร้อมไฟแสดงการขับขี่แบบประหยัด เห็นชัดทุกองศาการมองในขณะขับขี่ นอกจากนี้ “ยามาฮ่า ฟีโน่ ไฟนอล อิดิชั่น” ยังมาพร้อมกุญแจแบบ ANSWER BACK SYSTEM ที่สามารถเปิดช่องกุญแจได้แบบอัตโนมัติ พร้อมไฟเรืองแสง และส่งสัญญาณบอกตำแหน่งรถช่วยให้มองหาตำแหน่งจอดรถได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อม LUGGAGE BOX 7.2L ที่เก็บของขนาด 7.2 ลิตร ที่สามารถเก็บหมวกกันน็อกครึ่งใบรวมถึงสัมภาระจำเป็นได้อย่างสบาย และปลอดภัยหายห่วง โดย “ยามาฮ่า ฟีโน่ ไฟนอล อิดิชั่น” จะผลิตออกมาจำหน่าย จำนวน 999 คัน พร้อมกับหมวกกันน็อกดีไซน์พิเศษ มาพร้อมกับโลโก้ Emblem สีทอง ที่ระบุหมายเลขการผลิตตัวรถ และเพื่อการเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ โดยจะนำรถจักรยานยนต์ที่ระบุหมายเลขสวย และหมายเลขมงคลออกมา ร่วมประมูลกับผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า โดยจะนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายไปร่วมผลิต และพัฒนาหมวกกันน็อกขนาดเล็กที่ออกแบบและผ่านมาตรฐาน มอก. ทั้งนี้ทางไทยยามาฮ่ามอเตอร์จะทำการบริจาคหมวกกันน็อกผ่านหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมถึงบริจาคผ่านกิจกรรมของผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ สำหรับ “ยามาฮ่า ฟีโน่ ไฟนอล อิดิชั่น” ผลิตออกมาในจำนวนจำกัดเพียง 999 คัน และผลิตจำหน่ายเพียงสีเดียวเท่านั้น คือ สีดำ (Original Black) ที่ทรงคุณค่าเพิ่มขึ้นด้วยโลโก้ Emblem สีทอง พร้อมวางจำหน่ายในราคา 50,900 บาท พร้อมการให้ความมั่นใจในการรับประกันมากกว่า ถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร โดยสามารถเป็นเจ้าของ “YAMAHA FINO FINAL EDITION” ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ พิเศษลูกค้ายามาฮ่าสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Yamaha Smart Reward เพื่อรับสิทธิประโยชน์มากมายจากยามาฮ่า สมาชิกใหม่รับฟรี 5,000 คะแนน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Yamaha Call Center โทร. 02-263-9999 พร้อมติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ Website: www.yamaha-motor.co.th อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 450 SR S สปอร์ตตัวจี๊ด เด่นด้วยอาร์มเดี่ยวและวิงก์เล็ต หลังจากที่ได้เห็นภาพโมเดลใหม่จากค่ายมังกรฟ้าอย่างเจ้า CFMoto 450 SR S 2024 สปอร์ตไบค์พิกัดเริ่มต้น ก็บอกได้คำเดียวว่าเสียดายเลยสำหรับคันนี้ เพราะบ้านเราค่ายนี้ก็เงียบเชียบ ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวอะไรมานานมากแล้ว แต่เจ้าโมเดลนี้กลับมีอะไรแจ่มแจ๋วมากมายหลายอย่างเลยทีเดียวเชียวล่ะ ว่าแล้วก็ไปดูกันเลยว่ามีอะไรแจ่มอย่างที่ผมได้โม้เอาไว้บ้าง สำหรับดีไซน์การออกแบบบอกเลยว่าโดดเด่นระดับตัวพัน ทั้งวิงก์เล็ตที่ด้านหน้า สวิงอาร์มเดี่ยว และปลายท่อแบบซ่อนอยู่ด้านล่างยิ่งขับเด่นด้านท้ายให้ดูดุดันสไตล์สปอร์ต เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 449.5 ซีซี ให้กำลังแรง 49.6 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิดที่ 39 นิวตันเมตรที่ 7,600 รอบ โดยใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 14 ลิตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์แบบ 6 สปีด พร้อมระบบสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วงล่างตัวรถเลือกใช้เฟรมแบบท่อเหล็ก ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 37 ม.ม.สามารถปรับแต่งแดมปิ้งได้ ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวร่วมกับสวิงอาร์มเดี่ยว ส่วนระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวและคาลิเปอร์เบรก Brembo M40ด้านหลังจะเป็นดิสก์เดี่ยวและคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ ส่วนล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมอัลลอยและยางจะมีขนาด 110/70 R17 และ 150/60 R17 ส่วนเรื่องของเทคโนโลยีนั้นมีมาให้พอสมควรไม่ได้มากมาย ด้านหน้าก็จะมีหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ตัวรถจะมีระบบแทร็คชันคอนโทรล และระบบเบรก ABS ซึ่งจะมาช่วยในเรื่องของความปลอดภัย สุดท้ายตัวรถจะมีจำหน่ายด้วยกันสองสีคือสีดำ Zircon Black และสีเทา Tundra Grey เปิดราคาจำหน่ายที่ 33,580 หยวนหรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 170,500 บาท ถ้ามาจำหน่ายในไทยจริง ๆ ก็น่าจะโดดไปอยู่ที่หลักสองแสนบาทเป็นต้นไป สำหรับโมเดลนี้ก็อย่างที่บอกนั่นล่ะครับว่าน่าเสียดายจริง ๆ ที่ตัวแทนบ้านเราเงียบไปแล้ว ไม่งั้นก็จะได้เห็นโมเดลสวย ๆ อีกหลายคันเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 990 Duke 2024 แรง อัปไซส์ ไล่เบา จากเดิม 790 เมื่อปี 2017 พร้อมยอดขายถล่มในยุโรป ต่อมาเป็น 890 ในปี 2020 และรุ่นอัปเกรด GP ในปี 2021 และในปีนี้ 2024 กับ KTM 990 Duke 2024 เน็กเก็ดไซส์กลางที่มีเป้าหมายจะเป็นราชันย์แห่งไซส์กลาง และแน่นอนว่าแรงสุดของค่ายส้มจากการอัปไซส์ขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่จะมีอะไรเพิ่มเติมตามมาด้วยนั้น ไปลุยกันเลยครับ การออกแบบโมเดลใหม่นี้มีเป้าหมายคือการเป็นสุดยอดเน็กเก็ดไซส์กลาง จึงตั้งเป้าที่จะเป็นรถที่มี่น้ำหนักเบาและมีสมรรถนะดีให้ได้มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ดีไซน์ของคันนี้พยายามจะทำให้โดดเด่นแตกต่างจากพิกัดเริ่มต้น แต่โดยรวมแล้วจะมาใกล้เคียงกับพี่เบิ้มคันล่าสุดอย่าง 1390 มากกว่า ทำให้ดูสะดุดตาทันทีที่ได้เห็นไฟหน้า LED และแฟริ่งด้านข้าง ตัวรถจะให้ความรู้สึกดุดัน เฉียบคมจากเส้นสาย พร้อมที่จะพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความแรงและเร็ว ขุมพลังใหม่จะเป็นเครื่อง LC8c ที่ผ่านมาตรฐาน Euro5+ ซึ่งจะเป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 947 ซีซีที่เคลมแรงม้ามาที่ 123 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิดที่ 103 นิวตันเมตรที่ 6,750 รอบ ด้วยการปรับเปลี่ยนองศาโปรไฟล์เพลาข้อเหวี่ยงใหม่ เปิดวาล์วนานขึ้น นอกจากนี้มีการขยายขนาดแผงหม้อน้ำ ปรับปรุงเรื่องการไหลเวียนอากาศเพื่อช่วยระบายความร้อนให้ดียิ่งขึ้น และเพื่อให้มีสมรรถนะดีเต็มกำลังก็มีการปรับปรุงระบบไอเสียใหม่ให้ลงตัวกับขนาดเครื่องยนต์ที่ใหญ่ขึ้นด้วย ทั้งนี้ตัวรถจะมีขนาดถังน้ำมัน 14.5 ลิตร ช่วงล่างของตัวรถเองก็ปรับปรุงมาเช่นกัน ตัวรถใช้เฟรมถักโครโมลี่น้ำหนักเบาตามสไตล์ของทางค่ายร่วมกับซับเฟรมอลูมิเนียม ระบบกันสะเทือนเป็นหน้าที่ของ WP ของคู่บุญ โดยด้านหน้าจะเป็นโช้ค WP Apex แบบหัวกลับขนาด 43 ม.ม. สามารถปรับคอมเพรสชันและรีบาวด์ได้ ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว WP Apex ที่ปรับสปริงมาใหม่ เซ็ตติ้งใหม่ให้ตอบสนองได้ดีขึ้น สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มใหม่ที่มี่น้ำหนักเบาลงกว่าเดิม 1.5 กิโลกรัม แต่กลับเสถียรมากขึ้นด้วยการลดความแข็งทื่อให้น้อยลง ใส่ความยืดหยุ่นเพิ่มช่วยซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น ทำให้โช้คทำงานได้ดีมากขึ้น ทำให้ช่วยเพิ่มความนิ่งของรถได้ดีขึ้นนั่นเอง ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 300 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 240 ม.ม. ซึ่งในส่วนของดิสก์เบรกนั้นจะมีน้ำหนักเบาลงอีกด้วย รวมแล้ว 1 กิโลกรัม ซึ่งจะช่วยให้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ส่วนเรื่องสุดท้ายของช่วงล่างคือล้อและยางจะมีขนาด 120/70 R17 และ 180/55 R17 หน้าหลังตามลำดับ และในเรื่องของเทคโนโลยีนั้น แน่นอนว่ามีมาพอสมควร อย่างแรกเลยคือหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ช่องจ่ายไฟแบบ USB-C โหมดการขับขี่ 3 โหมดได้แก่ Rain, Street และ Sport แทร็คชันคอนโทรล และ ระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล สุดท้ายนี้แล้ว ส่วนตัวผมว่ามันยังดูกั๊ก ๆ เรื่องเทคโนโลยีอยู่ มันน่าจะต้องรอรหัส R และมีเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นมาอีก โดยเฉพาะพวกของระบบหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบหกแกน ไม่งั้นจะทำตลาดในไทยสู้ค่ายอื่นได้ลำบาก เพราะค่ายอื่นเขาให้ตรงนี้บวกราคาที่ค่อนข้างโอเคด้วย แต่เรื่องน้ำหนักรถเปล่าที่ 179 กิโลกรัมนี่ถือว่าเบาจริง ๆ ครับต้องยอม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Troy Lee Designs Thailand ครบครัน เรื่องออฟโร้ด เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยกับแบรนด์ดังที่มีชื่อเสียงในวงการสปอร์ตแอ็คชัน ที่ครบครันไปด้วยสินค้าเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์เซฟตี้สำหรับสาวกโมโตครอส เอ็นดูโร่ แอดเวนเจอร์ เจ็ทสกี จักรยานเสือภูเขา จักรยานดาว์นฮิล และสินค้าไลฟ์สไตล์จากอเมริกามากมายอยู่ที่นี่แล้วกับ Troy Lee Designs Thailand และการเปิดตัวในครั้งนี้ ทางผู้แทนจัดจำหน่ายเพียงรายเดียวในประเทศไทยอย่างบริษัท ทูพาวเวอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ได้ขนทัพ นำสินค้าคอลเลกชันล่าสุดของปี 2024 มาจัดจำหน่าย ที่เรียกได้ว่านำมาให้จับจองกันแบบสด ๆ ร้อน ๆ เลยทีเดียว ซึ่งประกอบไปด้วย หมวกกันน็อก ชุดขับขี่ อุปกรณ์ป้องกันสำหรับ MX/Enduro จักรยาน MTB รวมไปถึงเสื้อผ้าสปอร์ตแวร์และสินค้าไลฟ์สไตล์ ซึ่งนอกจากจะให้ความเซฟตี้สำหรับการขับขี่รถจักรยานยนต์แล้ว ยังมาพร้อมกับลวดลายและกราฟิตี้ที่ทันสมัย และมีความเป็นแฟชันที่ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้แบบครบครันอีกด้วย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการหาอุปกรณ์เซฟตี้หรือสินค้าไรดิ้งเกียร์ เอาไว้ครอบครองซักชิ้น แถมลวดลายและดีไซน์ยังตอบโจทย์เหล่าวัยรุุ่นกันอีกด้วย โดยสามารถเข้าไปดูสินค้าตัวจริงได้ที่ Shop ทูพาวเวอร์ (ไทยแลนด์) ซ.ศูนย์วิจัย 14 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ หรือเข้าไปชมสินค้า อัปเดตข่าวสารและโปรโมชันได้ที่เพจ Facebook : Troy Lee Designs Thailand และทาง Instagram : troyleedesigns_thailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ปลุกอะดรีนาลีนสาวกเน็คเก็ตสปอร์ตครั้งใหม่ ปี 2024 Yamaha MT15 พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์สไตล์เน็คเก็ตสปอร์ตตัวจริง!! ที่สุดแห่งความเร้าใจกับสไตล์เน็คเก็ตสปอร์ต เติมเต็มสีสันสุดเร้าใจด้วย 3 เฉดสีใหม่!!! ที่มาพร้อมเอกลักษณ์แห่งสายซ่าตัวจริง พร้อมเครื่องยนต์ 155cc VVA ขับขี่คล่องตัว ให้คุณปลดปล่อยตัวตนได้อย่างเต็มที่ NEW YAMAHA MT-15 ยังให้ผู้ขับขี่สนุกเร้าใจได้เต็มที่กับแรงบิดจากเครื่องยนต์ 155 CC สูบเดี่ยว 4 วาล์ว เกียร์สปอร์ต 6 สปีด จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดอัจฉริยะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ VVA ที่จะให้อัตราเร่งดีเยี่ยมพร้อมตอบสนองต่อการบิดคันเร่งได้ทันใจ อีกทั้งยังมาพร้อมด้วยระบบ ASSIST & SLIPPER CLUTCH ระบบคลัตช์ช่วยลดแรงกระชากของล้อหลังขณะลดเกียร์ ความเร้าใจที่มาพร้อมความมั่นใจในทุกจังหวะการขับขี่ NEW YAMAHA MT-15 ยังคงโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์แห่งสายซ่าตัวจริงตามสไตล์ MT-Series ด้วยฟีเจอร์ล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็น MONO FOCUS LED ไฟหน้าที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ Mono Focus LED สว่างชัดในการขับขี่, หน้าปัด NEGATIVE LCD มีสไตล์ด้วย Multi-function พร้อมตัวเลขบอกตำแหน่งเกียร์ ระบบไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ (Shift light) นอกจากนี้ NEW YAMAHA MT-15 ยังให้ฟิลลิ่งการขับขี่แบบเน็คเก็ตสปอร์ตเต็มนอกจากนี้ NEW YAMAHA MT-15 ยังให้ฟีลลิ่งการขับขี่แบบเน็คเก็ตสปอร์ตเต็มอารมณ์ ด้วย TELESCOPIC UPSIDE DOWN ระบบกันสะเทือนหน้าแบบโช้คอัปหัวกลับที่ช่วยดูดซับแรงกระแทกได้ดี ควบคุมตัวรถได้อย่างมั่นใจ พร้อมด้วยระบบกันสะเทือนหลัง ALUMINIUM SWING ARM สวิงอาร์มอะลูมิเนียมแบบไดแคส (Diecast) และแบบโมโนครอสร่วมกับกระเดื่องซับแรง เพื่อเพิ่มสมรรถนะการทรงตัวที่ดียิ่งขึ้น โดย 2024 Yamaha MT15 เติมเต็มสีสันสุดเร้าใจด้วย 3 เฉดสีใหม่!!!คือ สีเทา Metallic Gray, สีน้ำเงิน Racing Blue และ สีดำ Matt Black โดยสีของหน้ากากครอบไฟหน้า, ล้อแม็กและลายกราฟิกจะดีไซน์ให้เป็นสีเดียวกัน นอกจากนี้ยามาฮ่ายังได้เตรียม Accessories ของแต่งมาให้เจ้าของรถได้เลือกตกแต่งเพิ่มเติม อันประกอบด้วย ชุดบังไมล์, การ์ดหม้อน้ำ, ชุดฝาครอบแฟริ่งล่าง, ชุดยึดแผ่นป้ายทะเบียน, ชุดไฟเลี้ยว LED, บังโคลนหน้าคาร์บอน, ชุดมือเบรก-มือคลัตช์, โช้คหลัง OHLINS และชุดท่อไอเสีย YOSHIMURA สำหรับ NEW YAMAHA MT-15…BORN OF DARKNESS ให้ความมั่นใจในคุณภาพด้วยการรับประกัน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร พร้อมวางจำหน่ายในราคา 101,000 บาท ตั้งแต่วันนี้ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศโดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Yamaha Call Center โทร. 02-263-9999 ติดตามข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์ได้ที่ www.yamaha-motor.co.th หรืออัปเดตความเคลื่อนไหวของยามาฮ่าได้ทาง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ไทย ฮอนด้าอันดับ 1 ทุกเซกเมนต์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย ปิดยอดจำหน่าย 2023 ดัวยตัวเลข 1.47 ล้านคัน กลุ่มเอ.ที.เติบโตต่อเนื่อง ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดเผยยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าปี 2023 ภาพรวมตลาดแตะระดับ 1.88 ล้านคัน ฮอนด้าคว้ายอดจดทะเบียนสูงสุดที่ 1.47 ล้านคัน ครองอันดับที่ 1 ติดต่อกันเป็นปีที่ 35 พร้อมคว้ายอดจดทะเบียนสูงสุด 5 อันดับแรก ตอกย้ำความสำเร็จจากผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกไลฟ์สไตล์ มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ไทยปี 2023 มีแนวโน้มที่ดี โดยตลาดรวมมียอดจดทะเบียนอยู่ที่ 1.88 ล้านคัน เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมา 4% โดยกลุ่มรถเอ.ที. ได้รับความนิยมสูงที่สุดมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 49% เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 5% ถือเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากการใช้งานที่สะดวกสบาย และมีสไตล์ให้เลือกอย่างหลากหลาย ในขณะที่อันดับรองลงมาเป็นรถครอบครัว โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 47% และกลุ่มรถสปอร์ตมีสัดส่วนอยู่ที่ 3%” ในปี 2023 รถจักรยานยนต์ฮอนด้ามียอดจดทะเบียนอยู่ที่ 1.47 ล้านคัน เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้า 6% และเติบโตมากกว่าตลาดรวม 2% จากการที่ฮอนด้าได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ สู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ไปพร้อมกับการผลักดันกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมการขายไปทั่วประเทศ รวมถึงรถรุ่นใหม่อย่าง New Honda Giorno+ ที่เปิดตัวไปได้ไม่นาน ก็เป็นหนึ่งในรุ่นรถที่สามารถสร้างกระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ช่วยผลักดันให้กลุ่มเอ.ที.มีการเติบโตในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ฮอนด้ายังคว้ายอดจดทะเบียนสูงสุด 5 อันดับแรก นำโดย Honda Wave110i ที่มีตัวเลขอยู่ที่ 511,659 คัน ตามด้วยอันดับที่ 2 คือ Honda Wave125i จำนวน 254,141 คัน อันดับที่ 3 เป็น Honda Scoopy จำนวน 218,113 คัน อันดับที่ 4 คือ Honda PCX160 จำนวน 146,212 คัน และอันดับที่ 5 Honda Click Series ที่มียอดจดทะเบียนอยู่ที่ 114,202 คัน ตัวเลขดังกล่าวยังทำให้ ฮอนด้าอันดับ 1 ทุกเซกเมนต์ อีกด้วย โดย Honda Wave110i ครองความเป็นที่ 1 ในกลุ่มรถครอบครัว ในขณะที่ Honda Scoopy ครองอันดับ 1 ในกลุ่มรถเอ.ที. และในส่วนของกลุ่มรถสปอร์ต Honda CRF300L มียอดจำหน่ายสูงสุดในกลุ่มนี้ที่ 7,840 คัน มร.ชิเกโตะ คิมูระ กล่าวต่อว่า “สำหรับในปี 2024 ด้วยปัจจัยของสภาวะเศรษฐกิจของโลกที่ไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงในเรื่องกฎหมายด้านการเงิน ปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง อาจทำให้ลูกค้าชะลอการซื้อสินค้า และส่งผลให้ความต้องการในตลาดลดลง จึงคาดการณ์ว่าตลาดรถจักรยานยนต์ไทยจะมียอดจดทะเบียนอยู่ที่ประมาณ 1.70 – 1.75 ล้านคัน โดยฮอนด้าวางเป้าจำหน่ายไว้ที่ 1.30 -1.35 ล้านคัน ในส่วนของตลาดรถบิ๊กไบค์ หรือรถจักรยานยนต์ขนาด 400cc ขึ้นไป ตลอดปี 2023 มียอดจดทะเบียนอยู่ที่ 15,468 คัน ลดลง 9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่ฮอนด้ามีตัวเลขอยู่ที่ 7,035 คัน เติบโตขึ้น 7% มากกว่าตลาดรวม และในปี 2024 นี้ คาดว่าตลาดรวมจะอยู่ที่ระดับ 15,000 คัน ในขณะที่ฮอนด้าตั้งเป้ายอดจำหน่ายไว้ที่ 7,000 คัน โดยปัจจัยบวกที่ทำให้ฮอนด้าเติบโตประกอบไปด้วยการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่อย่าง Honda E-Clutch ในรถตระกูล 650Series และการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องให้กับผู้ใช้” “ปี 2024 นี้ ฮอนด้าพร้อมที่จะสร้างความคึกคักให้กับตลาด ผ่านการส่งมอบประสบการณ์ในการขับขี่ที่ไม่รู้จบ

Kawasaki Racing team WorldSBK 2024 เปิดตัวทีมแข่ง ค่ายเขียวหนึ่งเดียวที่ลงทำการแข่งขันในรายการ World superbike championship 2024 โดยปีนี้มีการปรับเปลี่ยนโทนสี รวดลายใหม่บนตัวรถแข่งและชุดแข่งใหม่ทั้งหมด การแข่งขัน MOTUL FIM Superbike World Championship ปี 2024 ก็ใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว โดยสนามเปิดฤดูกาลของปีนี้อยู่ที่ Phillip Island วันที่ 23-25 กุมภาพันธ์นี้ เรามาพูดถึงตัวรถแข่งทีม Kawasaki Racing Team ในรายการ WorldSBK กันหน่อยสำหรับฤดูกาลนี้ ทางคาวาซากิได้เปิดตัวรุ่นรถ NINJA ZX-10RR เรือธงซูเปอร์ไบค์เครื่องยนต์ระดับ 1,000 ซีซี เรือธงพวกเขาในปี มีการออกแบบลวดลายแฟริ่งใหม่ที่มีสีเขียวมากกว่าปีก่อนมากๆ โดยตัวรถมีการเลือกใช้สีพื้นส่วนใหญ่เป็นสีเขียว แล้วตัดด้วยเส้นลายสีเหลืองและแถบสีขาว ส่วนตัวทำให้ตัวรถดูสดใสมากขึ้นกว่าเดิม ยิ่งถ้าได้โลดแล่นบนแทร้กละก็คงจะสวยเด่นไม่ใช้น้อยเลยละ จะพูดถึงตัวรถอย่างเดียวก้คงจะไม่ได้ ต้องมีนักบิดด้วย ทีมนี้มี 2 คน อย่าง Alex Lowes จะใช้เบอร์ 22 ลงทำการแข่งขันและ Axel Bassani จะใช้เบอร์ 47 ลงทำการแข่งขัน ในฤดูกาลนี้ ที่จะเป็นนักบิดคนสำคัญของทีมที่จะผนึกกำลังร่วมชิงแชมป์ในรายการแข่งขัน WorldSBK ในปี 2024 นี้ ยังไงก็ต้องขอฝากแฟนๆสาวกค่ายเขียวร่วมส่งกำลังใจ ติดตามเชียร์ทีมนี้ เพราะปีนี้เดือนแน่นอน… อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Desmo450 MX เดิร์ตไบค์จากค่ายแดง Ducati เปิดตัว เปิดทีม เปิดโฉมหน้ากันไปแล้ว ผมเองก็เพิ่งจะมีโอกาสได้มาสอดส่องข้อมูลเกี่ยวกับเจ้า Desmo450 MX รถแข่งทางฝุ่นจากทางค่ายแดง Ducati จัดเป็นโปรโตไทป์หรือรถแข่งท่พร้อมจะตะลุยการแข่งขันในปีนี้ และจะเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับทางแบรนด์ในแง่ของการเติมเต็มรถในกลุ่มออฟโร้ด และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าลูกค้าสายทางฝุ่นอาจจะได้ลองขี่รถโปรดักชันจากค่ายแดงกันบ้าง สิ่งนึงที่น่าสนใจและน่าทึ่งมากที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นไปจากเครื่องยนต์ขนาด 450 ซีซีของเจ้าคันนี้นั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่ามาพร้อมระบบวาล์วเดสโมโดรมิกที่ขึ้นชื่อของทางค่าย และมีการใช้ในโมเดลสปอร์ตไบค์ทุกคัน รวมไปถึงในรถแข่ง MotoGP อีกด้วย และนี่คือครั้งแรกในกลุ่มรถโมโตครอส เจ้าระบบวาล์วที่ว่านี้ไม่ต้อสปริงวาล์ว ซึ่งทำให้สามารถทำเครื่องให้มีเพดานรอบสูง ๆ ได้มากขึ้นโดยไม่มีปัญหาเรื่องวาล์วลอย เครื่องยนต์วางบนเฟรมแบบเปลคู่ ระบบกันสะเทือนเป็นตัวท็อปสุดสายของ Showa ด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว ล้อจะเป็นของทาง Takasago Excel ขนาด 21 และ 19 นิ้ว หน้าหลังตามลำดับ ระดับด้วย Pirelli Scorpion MX 32 ส่วนระบบเบรกก็จะเป็นจากทาง Brembo ชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่เห็นก็จะมีสวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม ท่อไอเสีย Akrapovic และโซ่ D.I.D ซึ่งรายละเอียดลึก ๆ รวมถึงตัวเลขต่าง ๆ นั้นยังไม่ได้มีการเปิดเผยออกมา ส่วนเรื่องที่โมเดลนี้จะผลิตเป็นจำนวนมากหรือเข้าสู่ขั้นตอนการผลิตรถโปรดักชันทางค่ายบอกว่าจะเริ่มในช่วงครึ่งปีหลังปี 2025 ทั้งนี้เป้าหมายของการแข่งขันในฤดูกาลแรกนี้คือการเก็บข้อมูลต่าง ๆ เพื่อพัฒนารถโมโตครอสต่อไป โดยจะมี Alessandro Lupino เข้าแข่งขันรายการในอิตาลี และจะมี Antonio Cairoli ร่วมด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Whitelock Tinker Toy 2 ล้อ 48 สูบ 4,200 ซีซี พี่ว่าไง ทำไมต้องแต่งหรือคัสตอมรถ? ดูเหมือนจะเป็นคำถามที่ฟังดูโง่เง่า แต่จริง ๆ ผมว่ามันเป็นคำถามเริ่มต้นที่ดีนะ เพราะคำตอบของคำถามนี้แต่ละคนก็ตอบมันด้วยคำตอบที่แตกต่างกัน บางทีอาจจะเป็นเพราะไม่ชอบกระจกบ้างละ อยากเข้าป่า อยากขนของบ้างล่ะ สารพัดจะเหตุผล แต่เหตุผลของการกำเนิดของเจ้า Whitelock Tinker Toy 2 ล้อ 48 สูบ 4,200 ซีซี คันที่คุณเห็นอยู่นี้มันช่างพิเรนท์สิ้นดี มาถึงตรงนี้แล้วคงอยากจะรู้เหตุผลแล้วใช่มั้ยว่าเหตุผลคืออะไร เหตุผลคืออยากลงในกินเนสเวิร์ลเรคคอร์ดยังไงล่ะ (Guinness World Reccord) และนั่นคือเหตุผลว่า Simon Whitelock เจ้าของรถคันนี้ถึงได้คัสตอมมันขึ้นมา ตัวเครื่องยนต์ที่เป็นหัวใจหลักนั้นถูกสร้างขึ้นจากเครื่องยนต์ 3 สูบ 2 จังหวะของ Kawasaki KH250 ทั้งหมด 16 ตัว มาจัดเรียงเข้าด้วยกัน ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเขาจะสามารถทำให้มันขับขี่บนถนนได้อย่างถูกกฎหมายอีกด้วย แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีใครอยากขี่มันไปไกล ๆ มั้ย ตัวรถสามารถสตาร์ทและขี่ใช้งานได้ อย่างน้อย ๆ ก็มีหลักฐานเป็นคลิปในช่องของเขาเองล่ะนะ โดยเป็นคลิปเก่าย้อนไปหลายปีที่แล้วทาง YouTube ในคลิปอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องยนต์และการสร้างไว้ โดยมีกุญแจหลัก 2 อย่างด้วยกันคือ นอกเหนือไปจากเครื่องยนต์ 16 เครื่อง ยังมีการใช้เครื่องยนต์สูบเดียว 125 ซีซีของคาวาซากิทำหน้าที่เป็นสตาร์ทเตอร์ ทั้งนี้ตัวรถคันนี้หนักมากถึง 600 กิโลกรัม ซึ่งคงไม่มีใครอยากขี่เจ้าคันนี้ไปล้มเป็นแน่ ชิ้นส่วนของตัวรถหลาย ๆ ชิ้นนำมาจากรถคาวาซากิ แม้ว่าจะถูกดัดแปลงมากมายเพื่อให้ใส่ลงบนเฟรมของตัวรถได้ก็ตาม ระบบเบรกและช่วงล่างด้านหน้านำมาจาก Honda Gold Wing ชุดเกียร์บ็อกซ์ของทาง BMW และถูกดัดแปลงอย่างหนักเพื่อให้ใช้งานกับโมเดลนี้ได้และล่าสุดเจ้าคันนี้จะถูกนำขึ้นมาประมูลในเดือนเมษายน 2024 ผ่านทาง Bonhams Spring Stafford Sale ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ 20 เมษายน ซึ่งปกติแล้วก็จะมีรถหายากเป็นประจำทุกปีและคันนี้ก็เป็นครั้งแรกที่จะถูกประมูล โดยก่อนหน้านี้เจ้าของไม่เคยมีความคิดว่าจะขายมัน อย่างไรก็ดีตอนนี้เราไม่ได้มีรายละเอียดอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับเจ้าคันนี้ มีเพียงการระบุว่า พร้อมกุญแจ และคาดการณ์ราคาว่าจะจบออกมาที่ราคาไม่เกิน 60,000 ปอนด์หรือราว ๆ 2.7 ล้านบาท สำหรับผม ผมว่ามันเป็นโมเดลที่น่าทึ่งมาก ๆ เลยนะ ในมุมมองของความพยายาม ความสามารถทางวิศวกรรมของเขา เรียกว่ามีฝีมือและความบ้าระห่ำแบบไม่ต้องสงสัยเลย แต่ถ้าถามผมว่าอยากได้มั้ย สมมติว่าผมมีเงินเหลือมาก ๆ ก็คงเอามาจอดเล่นที่บ้านละมั้ง แต่คงไม่เอาไปขี่ที่ไหนหรอกครับ งานนี้ใครเงินเหลือไปจัดกันได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ferodo ขยายไลน์สินค้า ปี 2024 รองรับรถกว่า 400 โมเดล ล่าสุดทาง เฟโรโด้ เรซซิ่ง อิตาลี ได้ประกาศว่า “Ferodo ขยายไลน์สินค้า ปี 2024 รองรับรถรุ่นต่าง ๆ กว่า 400 โมเดล” โดยจะเป็นไลน์อัพสินค้าจำพวกผ้าเบรก จานเบรก และแผ่นคลัตช์ สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ Ferodo นั้น จะขอแนะนำให้รู้จักกันอย่างเร็ว ๆ ว่าทางแบรนด์คือผ้าเบรกระดับพรีเมียม และยังเป็นผู้นำในด้านของอุปกรณ์และของตกแต่งรถระดับโลกอีกด้วย โดยมีประวัติการก่อตั้ง ดำเนินธุรกิจ และพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยีมานานกว่า 100 ปีแล้ว ทั้งนี้ทางแบรนด์จะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการผลิตอะไหล่และชิ้นส่วนที่เกี่ยวกับระบบเบรกสำหรับการแข่งขัน รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ และจักรยาน โดยทางแบรนด์มีการพัฒนาและคิดค้นวัสดุที่ก่อให้เกิดแรงเสียดทานชนิดใหม่ ๆ อยู่ตลอด โดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของทางบริษัท และมีการทดลองตัวต้นแบบบนไดนาโมมิเตอร์ของทางบริษัทเองถึง 6 ตัว เพื่อตรวจสอบและขัดเกลาให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพสูงและน่าไว้วางใจมากที่สุด สุดท้ายนี้ผ้าเบรกจากทางแบรนด์ผลิตขึ้นตามมาตรฐาน ISO ระดับนานาชาติขั้นสูงสุด และมีการออกแบบทางวิศวกรรมเพื่อให้มีค่าสัมประสิทธิ์ของแรงเสียดทานที่คงที่ในช่วงอุณหภูมิ แรงกดดัน และความเร็วของพาหนะที่หลากหลาย ช่วยยืดอายุของผ้าเบรกและจานเบรกได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Streetfighter V4 Lamborghini Centauro ศิลปะ ตำนาน สองล้อ และนี่คือผลงานจากศิลปินชาวอิตาลีที่ชื่อว่า Paolo Troilo ที่ได้บรรจงเพนต์ลวดลายลงบนแฟริ่งของ Ducati Streetfighter V4 Lamborghini Centauro ภายใต้งาน Art of Creating Myths ซึ่งทาง Ducati และ Lamborghini ร่วมกันรังสรรค์ขึ้นมา สำหรับผลงานของ Paolo Troilo มีเทคนิคอันโดดเด่นคือการใช้นิ้วมือเพนท์งานศิลปะได้อย่างเหนือจริง นำเสนอผลงานในรูปของแขนของชายผู้นึงที่กำลังทำท่าเหมือนบิดคันเร่งรถบนสองข้างของถังน้ำมัน พร้อมลายเส้นแบบนามธรรมต่าง ๆ ตามชิ้นส่วนอื่น ๆ บนตัวรถนั่นเอง เป็นการผสมผสานกันระหว่างตำนานและความจริง ขับเน้นให้เห็นพละกำลังอันเหนือมนุษย์ที่ถูกถ่ายทอดผ่านรูปทรงของตัวรถสตรีทไฟเตอร์นั่นเอง และแน่นอนว่ามันเป็นโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดโดยจะผลิตขึ้นเพียง 63 คันสำหรับลูกค้า Lamborghini Huracán EVO Minotauro ที่มาในสไตล์คล้ายคลึงกัน โดยผู้สั่งซื้อจะสามารถคัสตอมเพิ่มเติมได้ ด้วยการออกแบบร่วมกับทางแผนกออกแบบของทางดูคาติ ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ก็มีโปรเจกต์คล้าย ๆ กันนี้มาก่อนอย่าง Streetfighter V4 Lamborghini 2023 สปอร์ต หรูหรา ลิมิเต็ด – SuperBike (superbikemag.com) แต่คันนี้จะพิเศษด้วยงานเพนท์มือนั่นเอง งานนี้บอกเลยว่าราคารถโมเดลนี้รุ่นธรรมดาบ้านเราอยู่ที่ 1,029,000 บาท แต่ทว่าสำหรับโมเดลพิเศษที่ว่านี้ ก็คงต้องบวกค่าซื้อรถยนต์ที่แมตช์กันไปด้วย ซึ่ง Huracán EVO ตัวปกติราคาอยู่ที่บ้านเราก็ 24.59 ล้านบาท เข้าไปแล้ว ซื้อสองคันรวม ๆ กันก็น่าจะไปจบกันที่ 30 ล้านบาทคงจะได้ละกระมังครับเนี่ย เห็นตัวเลขแล้วจะเป็นลม