
ความเคลื่อนไหวในแพดด็อกของการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ชิงแชมป์โลกกำลังเต็มไปด้วยความตึงเครียด โดยเฉพาะในซุ้มพิตของค่ายส้อมเสียงที่กลายเป็นเป้าสายตาของสื่อมวลชนทั่วโลก แฟนความเร็วต่างเฝ้ารอคอยที่จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ความเคลื่อนไหวในแพดด็อกของการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ชิงแชมป์โลกกำลังเต็มไปด้วยความตึงเครียด โดยเฉพาะในซุ้มพิตของค่ายส้อมเสียงที่กลายเป็นเป้าสายตาของสื่อมวลชนทั่วโลก แฟนความเร็วต่างเฝ้ารอคอยที่จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น

ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจชาวสองล้อและพี่น้องไรเดอร์ที่หารายได้ผ่านแอปพลิเคชันเรียกรถทุกคน เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญกับเจ้าของเพจและยูทูบเบอร์สายไรเดอร์ชื่อ "โก๋ โฟม ล่องลอย"

Zontes 703T รถมอเตอร์ไซค์แอดเวนเจอร์ 3 สูบเรียง 95 แรงม้า วางจำหน่ายในจีน เจาะลึกออปชัน Brembo, Marzocchi และราคาที่คุ้มค่าที่สุดในคลาส

No Helmet No fuel 2025 ไม่สวมหมวก อดเติม เริ่มบังคับใช้ หมวกกันน็อก สำคัญหรือไม่? ปัญหาล้านแปดที่ชวนทำไบค์เกอร์หัวเสียมานักต่อนัก และแน่นอนว่าหลายท่านต่างเห็นด้วยและก็ไม่เห็นด้วย ขึ้นอยู่แต่ละแนวคิดการใช้งานเจ้าสองล้อว่าจะใช้แบบไหน บางคนออกจากบ้านไปตลาด ไปซื้อของก็ไม่จำเป็น หรือบางคนไปเรียน-ทำงานทุกวัน ใส่ไว้หน่อยก็ดี พี่ ๆ ตำรวจจะได้ไม่เรียก..แต่นั้นหล่ะครับ ความยืดหยุ่นแบบไทย ๆ สบาย ๆ คุยกันง่าย แต่ตอนนี้อินเดียเขาเริ่มจริงจังละนะ ออกนโยบาย No Helmet No fuel 2025 สำหรับใครไม่ใส่หมวก ไม่ต้องเติมน้ำมัน แล้วทำไมออกกฎแบบนี้กันหล่ะ ? จากตัวเลขสถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนปีละประมาณ 25,000 – 26,000 รายในอินเดีย นับเป็นปัจจัยหลักสำคัญของอัตราการเสียชีวิตของผู้คนในแต่ละปีมากที่สุด โดยสาเหตุหลักสำคัญนั้นเกิดจากความ “ประมาท” ของผู้ใช้ยานพาหนะโดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ที่ไม่คำนึงถึงเรื่องความปลอดภัย มีอัตราการเสี่ยงอุบัติเหตุและการสูญเสียมากที่สุด และผู้ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ล่าสุด กรมขนส่งภายในรัฐอุตตร เดินหน้าประกาศการใช้ข้อบังคับนโยบาย No Helmet, No fuel หรือ “ไม่มีหมวกกันน็อก ไม่มีน้ำมัน” ให้ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน งดการบริการจำหน่ายน้ำมันแก่ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่ไม่สวมหมวกกันน็อกรวมถึงคนซ้อน เพื่อลดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่บนท้องถนน โดยมีแนวทางการดำเนินการดังนี้ ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันต้องได้รับการอบรมกฎหมายยานยนต์และกฎจราจร ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันจะต้องมีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและสำนักงานขนส่งในพื้นที่ภูมิภาคเขตนั้น ๆ อย่างสม่ำเสมอ ติดป้ายขนาดใหญ่ตามจุดสถานีบริการน้ำมัน พร้อมข้อความ “ไม่มีหมวกกันน็อก ไม่มีน้ำมัน” เพื่อสร้างความตระหนักและความใส่ใจเรื่องความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ การประชาสัมพันธ์ข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์ สื่อสิ่งพิมพ์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลในวงกว้าง สำหรับนโยบายดังกล่าวจะถูกบังคับใช้อย่างจริงจังภายในรัฐอุตตร ประเทศอินเดีย และคาดว่าจะขยายการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวในวงกว้างมากยิ่งขึ้น หากนำมาใช้ในไทย ดีหรือไม่ ? แน่นอนว่าไทยครองอันดับ 1 ที่ใช้รถมอเตอร์ไซค์มากที่สุดในโลก (แซงเวียดนามไปแล้ว) ย่อมมาพร้อมกับอุบัติเหตุมากที่สุดเช่นกัน จากตัวเลขสถิติผู้ได้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุสะสมในปี 68 คิดเป็นสัดส่วนของรถจักรยานยนต์มากถึง 91% ประกอบกับพฤติกรรมการรถใช้จักรยานยนต์ในชีวิตประจำวัน จึงค่อนข้าง “สอดคล้อง” และเป็นประโยชน์มิใช่น้อย อย่างน้อยก็ให้ผู้ขับขี่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของหมวกกันน็อกและเคารพกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ทั้งนั้น ส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ก็คือผู้หลักผู้ใหญ่หรือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันหารือแนวทางการปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่ และสิ่งเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งและส่วนสำคัญที่จะช่วยลดอัตราการอุบัติเหตุบนท้องถนนไม่มากก็น้อยทีเดียว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Harley-Davidson เปิดโมเดลรับปีใหม่ พร้อมจำหน่ายมกราคมนี้ ! เมื่อก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ ใครต่อใครหลายคนก็อาจจะพึ่งเริ่มตั้งเป้าหมายปีใหม่ว่าจะทำอะไร หรือค่ายรถบางค่ายก็อาจจะเริ่มเปิดเผยแผนการเปิดตัวในอีกหลาย ๆ เดือนถัดไปว่าโมเดลของค่ายจะมีอะไรบ้าง แต่นั่นไม่ใช่วิธีการ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน เพราะทางฮาร์ลีย์ได้เริ่มต้นปีด้วยการประกาศ 2025 Harley-Davidson โดยเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์โมเดลกลุ่มแรกสำหรับปี 2025 โดยครั้งนี้เน้นไปทางรุ่นที่กลับมาวางจำหน่ายในกลุ่ม Grand American Touring และ Trike ที่มีรุ่นยอดนิยมอย่าง Street Glide, Road King Special, และ Tri Glide Ultra Harley-Davidson กลุ่ม Grand American Touring 2025 รุ่นพื้นฐานอย่าง Street Glide และ Road Glide ที่เป็นโมเดลหลักของตระกูล Touring ยังคงกลับมาอีกครั้งในปี 2025 ในส่วนของเครื่องยนต์ยังคงมาพร้อมเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 117 ระบายความร้อนด้วยน้ำฃฃให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้า และแรงบิด 176 นิวตันเมตร เพียงพอสำหรับการเดินทางไกลอย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ ทั้งสองรุ่นยังติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนต์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Skyline OS โดยมีหน้าจอสัมผัสสี TFT ขนาด 12.3 นิ้วแอมพลิฟายเออร์กำลังขับ 200 วัตต์, และลำโพงที่ติดตั้งบิวท์อินในแฟริ่ง พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกอีกมากมาย เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ทั้งรุ่นย่อยอย่าง Street Glide และ Road Glide ได้รับการปรับปรุงในส่วนด้านหน้า โดย Street Glide มาพร้อมแฟริ่งที่ติดตั้งบนโช้คซึ่งออกแบบใหม่ ขณะที่ Road Glide ใช้แฟริ่งที่ติดตั้งบนเฟรม ทั้งสองรุ่นได้รับการพัฒนาให้จัดการกับลมได้ดีขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์ของดีไซน์ batwing และ shark-nose ไว้อย่างชัดเจน ทั้งสองรุ่นมาพร้อมระบบความปลอดภัยสำหรับผู้ขับขี่ของฮาร์ลีย์-เดวิดสัน เช่น Cornering ABS, Traction Control, และ Vehicle Hold Control โดยผู้ขับขี่ยังสามารถเลือกตกแต่งด้วยขอบโครมหรือสีดำได้ตามความชอบ ในส่วนของสีสันที่วางจำหน่ายจะมีตัวเลือกสีอย่างน้อย 7 สี ซึ่งรวมถึงเฉดสีใหม่จากโปรแกรม Factory Custom โดยตัวเลือกสีเหล่านี้จะเพิ่มราคาตั้งแต่ 600 ดอลลาร์ ถึง 2,900 ดอลลาร์สหรัฐ (ตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 20,000 -100,000 บาท) โดยราคาจะขึ้นอยู่กับสีที่ผู้ขับขี่เลือก Street Glide Road Glide ทั้งสองรุ่นมีราคาวางจำหน่ายดังนี้ โดย Street Glide มีราคาเริ่มต้นที่ 27,749 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว ๆ 980,000 บาทไทย และ Road Glide มีราคาเริ่มต้นที่ 27,999 ดอลลาร์สหรัฐ ราว ๆ 990,000 บาทไทย โดยราคาไทยยังไม่รวมภาษี ในส่วนของรุ่น Road King Special มาพร้อมเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 114 ดีไซน์มินิมอล แฮนด์บาร์ทรง mini-ape และการตกแต่งในโทนสีดำทั้งคัน มาพร้อมระบบความปลอดภัย ABS เป็นมาตรฐาน แต่หากต้องการฟีเจอร์เพิ่มเติม เช่น Cornering ABS และ Traction Control จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เเละราคาจำหน่ายเริ่มต้นสำหรับรุ่นนี้ อยู่ที่ 25,749 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นมูลค่าเงินไทยราว 910,000 บาทไทย หากสีสันแบบธรรมดายังไม่โดนใจ ทางฮาร์ลีย์ยังมีโปรแกรมสีชื่อว่า ‘Factory Custom Paint & Graphics’ โดยมีดีไซน์สีพิเศษให้เลือก 3 แบบ และเปิดให้เลือกเฉพาะในบางรุ่นเท่านั้น สำหรับ Street Glide ปี 2025 มาพร้อมตัวเลือกสี Midnight Firestorm ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 2,900 ดอลลาร์ หรือราว ๆ

Honda เตรียมเปิด 9 โมเดลใหม่ จ่อเปิดตัวภายในปี 2025 หลังจากที่ได้ทำการเปิดตัว New PCX160 อย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยในประเทศไทย

ตำนานของสายทัวร์ริ่ง KAWASAKI Versys 650 2025 ที่ยังคงน่าสนใจไม่นอกในปี 2025 ที่มีการปรับและเพิ่มเติมใหม่

Honda Monkey ลิงเถื่อน ‘Busozoku Style’ Honda Monkey มอเตอร์ไซค์ประเภทมินิไบค์ หรือรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยอยู่มากมายพอสมควร เนื่องจากดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ประกอบกับของเล่นที่สามารถหามาประดับตกแต่งได้อย่างมากมายก่ายกอง และอีกหนึ่งดีไซน์ที่น่าสนใจก็อาจจะหนีไม่พ้น ‘Rocket Cowl’ จากประเทศไทยของเราที่ถูกตกแต่งใหม่ให้มีดีไซน์คล้ายกับรถมอเตอร์ไซค์สไตล์โบโซโซคุ โบโซโซคุ คืออะไร โบโซโซกุ (Bōsōzoku – 暴走族) เป็นคำในภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า “กลุ่มนักซิ่ง” หรือ “แก๊งนักซิ่ง” ซึ่งมาจากคำว่า “โบโซ” (暴走) ที่แปลว่า “ขับขี่อย่างบ้าคลั่ง” และ “โซกุ” (族) ที่แปลว่า “กลุ่ม” หรือ “เผ่า”เมื่อนำความหมายของทั้งสองมารวมกันจะหมายถึง “กลุ่มขับขี่แบบไม่เกรงกลัว” โดยแก๊งนักขี่เหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่มีลักษณะเฉพาะและเป็นวัฒนธรรมย่อยในญี่ปุ่นช่วงทศวรรษ 1950 และได้รับความนิยมต่อเนื่องมาจนถึงทศวรรษ 1980 โบโซโซกุเป็นวัฒนธรรมย่อยของกลุ่มวัยรุ่นญี่ปุ่นที่มีลักษณะเฉพาะตัว โดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการแต่งรถมอเตอร์ไซค์แบบฉูดฉาด ใช้ท่อไอเสียเสียงดัง และขับขี่ด้วยความเร็วสูงหรือทำท่าทางอันตรายบนถนน รวมถึงการจัดขบวนขี่รถในลักษณะที่ผิดกฎหมาย เช่น ขี่รถขวางถนนหรือก่อความวุ่นวาย โดยลักษณะเด่นของยอดนักซิ่งเหล่านี้จะมีอยู่ 3 จุดหลัก ๆ การแต่งรถที่เน้นไปที่ดีไซน์โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไฟหน้าขนาดใหญ่ ใช้เบาะนั่งยาวสูง มีการจัดวางท่อไอเสียขนาดใหญ่ (พร้อมเสียงดัง) และการใช้กราฟิก เฉดสีที่ฉูดฉาดบนตัวรถ สมาชิกของกลุ่มนี้มักจะใส่ชุดคลุมยาว (คล้ายกับชุดของนักบิดในยุคสงคราม) ที่มีการปักลวดลาย สโลแกน หรือข้อความที่สื่อถึงความเป็นตัวตน พฤติกรรมการขับขี่สุดเร้าใจ ที่มีการรวมกลุ่มขี่รถบนถนนโดยไม่สนกฎจราจร พร้อมส่งเสียงดังด้วยท่อไอเสีย รวมไปถึงอาจมีความก่อความวุ่นวายบนถนน Honda ‘Rocket Cowl’ Monkey 125 ลิงน้อยลำนี้ได้รับอิธิพลมาจากการตกแต่งดีไซน์รอบคันตามไสตล์แบบ ‘Bosozoku’ ซึ่งเจ้าของผลงานได้แก่คุณชยกฤต แก้ววงศ์วาน เจ้าของร้านอุปกรณ์ตกแต่งรถจักรยานยนต์ Advance Automotive Accessories การออกแบบดีไซน์ เริ่มต้นที่โดมแฟริ่งด้านหน้าที่มีขนาดใหญ่ มาพร้อมกระจกด้านบนที่เคลือบด้วยฟิล์มสีเหลือง กรอบไฟหน้าถูกล้อมด้วยกรอบสีเขียว ธีมสีของตัวรถเน้นไปที่สีน้ำเงิน และตัดสลับด้วยสีเหลืองแบบเดียวกับลายเสือ โดยที่ด้านข้างมีกราฟิกปากฉลามที่กำลังแยกเขี้ยวพร้อมล่าศัตรูที่อยู่ตรงหน้า ช่วงล่างของรถคันนี้มีการยืดโช้คอัพแบบหัวกลับด้านหน้า และทำการย่อโช้คอัพด้านหลังให้สั้นลง มีการปรับขนาดของล้อหน้าจากขอบ 12 นิ้ว เพิ่มเป็นขอบ 14 นิ้วมาพร้อมล้อแบบซี่ลวด และในส่วนของล้อหลังเป็นล้อ Maru’s ขนาด 12 นิ้วตามสไตล์ของมินิไบค์ ดิสก์เบรกหน้า และหลังยังคงเป็นระบบเบรกเดิมจากทางโรงงาน ด้านท้ายของตัวรถมาด้วยเบาะนั่งสีขาวคลีนพร้อมพนักพิงด้านท้ายไซส์มินิสีเดียวกับตัวเบาะ ครอบอยู่เหนือไฟท้าย และประกบด้วยท่อไอเสียที่สูงยาวเฉียดฟ้าทั้งด้านซ้าย และด้านขวา ที่ให้อารมณ์ดูเกเรหน่อย ๆ พร้อมธงชาติไทย ในส่วนของเครื่องยนต์จะยังคงเป็นเครื่องยนต์ไซส์เดิมที่เป็นเครื่องยนต์แบบ 4 จังหวะ สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาดความจุ 125 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 9.2 แรงม้าที่ 6,750 รอบต่อนาที และแรงบิดอยู่ที่ 11 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบต่อนาที รายละเอียดต่าง ๆ ของตัวรถ หากสนใจหรืออยากต้องการจะแต่งรถให้ได้สไตล์แบบ ‘โบโซโซกุ’ บ้าง ก็สามารถทักไปได้ที่เพจ ‘Advance Automotive Accessories’ ได้เลย (คลิ๊กที่นี่) โดยร้านนี้ไม่เพียงแค่ตกแต่งเจ้ามังกี้เท่านั้น แต่ยังมีการออกแบบชุดแต่งในรถรุ่นอื่น ๆ ด้วย หากแต่งด้วยสไตล์ธรรมดาอาจจะไม่เร้าใจ ลองเปลี่ยนแนวมาแบบเกเรหน่อย ๆ จะเร้าใจกว่าไหม สุดท้ายขอขอบคุณภาพจาก คุณชยกฤต แก้ววงศ์วาน เจ้าของร้านอุปกรณ์ตกแต่งรถจักรยานยนต์ Advance Automotive Accessories

All NEW Honda PCX 160 2025 โฉมใหม่ หล่อ เท่ กว่าเดิมแน่นอน มาพร้อมจอใหม่ที่บอกเลยว่าทุกรุ่นของฮอนด้าต้องมีแน่นอน

Rictor Skyrider X1 เอาจริงดิ มอเตอร์ไซค์บินได้ !? สถานการณ์ในถนนหลากหลายพื้นที่น่าจะหนีไม่พ้นปัญหา ‘รถติด’ เพราะมีรถออกมาสู่ท้องถนนแทบจะทุกวัน แต่ถนนนั้นไม่พอวิ่ง จะเอามอเตอร์ไซค์มามุดเพื่อช่วยบรรเทาก็แทบจะเป็นไปได้ยาก เพราะทุกวันนี้มอเตอร์ไซค์เองก็แทบจะจอดติดแบบรถยนต์แล้ว แต่แล้วก็ไปเจอบทความน่าสนใจอันนึงเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์บินได้ที่มีชื่อว่า Rictor Skyrider X1 ว่าแต่.. มันจะถูกพัฒนาจริงดิ ? จากแนวคิดที่มันเป็นไปไม่ได้ สู่การนำมาพัฒนาเป็นรถมอเตอร์ไซค์สองล้อที่บินได้ และมันเกิดขึ้นจริง!! โดยผลงานจากบริษัท Rictor จากประเทศจีน โดยบริษัทนี้เกี่ยวกับการพัฒนายานพาหนะสำหรับการเดินทาง โดยมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า อาทิ สกูตเตอร์ไฟฟ้า, จักรยานไฟฟ้า รวมไปถึงมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพื่อยกระดับคุณภาพการเดินทางของผู้ใช้งาน โดยเทคโนโลยี Skyrider X1 ได้ถูกเปิดตัวในงานแสดงนวัตกรรม และเทคโนโลยีหรือ CES2025 (Consumer Electronics Show) ในเมืองลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งยานพาหนะลำนี้ถูกสร้างขึ้นโดย Rictor เป็นแบรนด์ย่อยของบริษัท Kuickwheel จากประเทศจีน ซึ่งเน้นพัฒนาทางเลือกในการเคลื่อนที่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประหยัดพลังงาน ซึ่งก่อนหน้านี้ Rictor มีผลิตภัณฑ์เพียงชิ้นเดียวในกลุ่มสินค้า คือ จักรยานไฟฟ้า Rictor K1 รายละเอียด และฟังก์ชันการใช้งาน รถมอเตอร์ไซค์บินได้ลำนี้ผลิตด้วยโครงสร้างจากวัสดุคอมโพสิตคาร์บอนไฟเบอร์ และอลูมิเนียมเกรดการบิน เคลื่อนที่ด้วยระบบด้วยระบบใบพัด 8 ตัว มีด้วยกันทั้งหมดสองรุ่นย่อยได้แก่ รุ่นธรรมดา X1 SL มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 10.5 kWh สามารถบินได้เพียง 25 นาทีต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และอีกหนึ่งรุ่น X1 SX มาพร้อมไซส์แบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่ 21 kWh สามารถบินได้นานถึง 40 นาทีต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง มาจากค่ายจีนไม่ต้องกังวลเรื่องเทคโนโลยี จัดให้มาแบบล้ำ ๆ เช่นเคย เริ่มกันที่ ระบบการปรับตัวอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ ที่จะช่วยปรับระดับความสูง ความเร็ว และทิศทางการบินตามสภาพอากาศ, ระบบวางแผนเส้นทางอัตโนมัติ เพื่อช่วยระบุเส้นทางการบินที่ดีที่สุด เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางได้ราบรื่น และฟังก์ชันการบินขึ้น และลงจอดแบบอัตโนมัติ เพียงแค่ตั้งค่าจุดหมายปลายทาง และยานพาหนะจะทำงานที่เหลือให้เอง อย่างไรก็ตาม ยังมีตัวเลือกควบคุมแบบแมนนวลผ่านจอยสติ๊กสำหรับผู้ที่ชอบการควบคุมด้วยตัวเองอีกด้วย ระบบวางแผนการเดินทางอัตโนมัติ ระบบขึ้น – ลงอัตโนมัติ ระบบควบคุมพร้อมจอยสติ๊กสำหรับบังคับเอง ฟังก์ชันควบคุมการปรับตัวอัตโนมัติ โดยรายละเอียดอื่น ๆ ของมอเตอร์ไซค์บินได้ลำนี้ จะถูกกำหนดเพดานบินเพียง 200 เมตรเท่านั้น (ระยะนับตั้งแต่พื้นดิน) และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้เพียง 60 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 96 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ในส่วนของการวางจำหน่าย มีข่าวลือหลุดออกมาว่าอาจมีการวางจำหน่ายในตลาดปี 2026 โดยราคาคาดการณ์อยู่ที่ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ตีเป็นเงินไทยประมาณ 2,074,000 บาท ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งราคาก็ค่อนข้างสูงอยู่พอสมควร เครื่องหมายคำถามสำหรับการพัฒนา Skyrider ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์บินได้คันแรกของโลก แต่ในช่วงก่อนหน้านี้ก็มีหลาย ๆ บริษัทจากทั่วโลกที่พยายามสร้าง และพัฒนายานพาหนะประเภทนี้ เช่น Speeder จาก Mayman Aerospace หรือ Hoverbike จากบริษัทสตาร์ทอัพในประเทศญี่ปุ่น มีลักษณะคล้ายมอเตอร์ไซค์บินได้ โดยทั้งสองโมเดลก่อนหน้าก็มีผลิตออกมาเพียงแค่รุ่นต้นแบบเท่านั้น แต่ไม่มีการพัฒนาต่อเพื่อวางจำหน่าย คาดว่าอาจจะมีอุปสรรคหลายอย่าง เช่น ความปลอดภัย การรับรองมาตรฐาน การจัดการการจราจรทางอากาศ และราคาที่สูง ทำให้ยังไม่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ในปัจจุบัน แต่ถือว่ามอเตอร์ไซค์บินได้เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจในโลกอนาคต อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Carmelo Ezpeleta เผยดีล Liberty Media ช่วยยกระดับ MotoGP Carmelo Ezpeleta CEO ของทาง Dorna Sports ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการควบกิจการของ F1 และ MotoGP หลังจากที่ในช่วงเมื่อปีที่แล้วมีข่าวออกมาอย่างเป็นทางการว่า Liberty Media เจ้าของการแข่งขันรายการ Formula 1 ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนเมษายน 2024 ว่าทางบริษัทได้เข้าซื้อหุ้นประมาณ 86% ของ Dorna Sport ที่เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกหรือ MotoGP ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 4.2 พันล้านยูโร หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 165,000 ล้านบาท ในช่วงเดือนธันวาคมปี 2024 การเข้าซื้อกิจการ MotoGP ของ Liberty Media ที่คาดว่าจะเสร็จสิ้นก่อนสิ้นดังกล่าว ได้ถูกเลื่อนออกไปเป็นปี 2025 เนื่องจากคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้เริ่มการตรวจสอบในระยะที่ 2 (Phase II Investigation) ของการถือลิขสิทธิ์ โดยดีลนี้ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กำลังถูกพิจารณาเพราะคณะกรรมาธิการยุโรปกังวลว่าการซื้อกิจการครั้งนี้อาจทำให้ราคาการรับชมในตลาดขนาดเล็กสูงขึ้น และเมื่อ Liberty Media ซึ่งเป็นเจ้าของ Formula One อยู่แล้ว อาจทำให้เกิดการผูกขาดระหว่างการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสองล้อ และสี่ล้อ “ธุรกรรมนี้สร้างความกังวลในด้านการแข่งขันในตลาดที่แคบกว่าในระดับประเทศสำหรับการให้สิทธิ์ออกอากาศเนื้อหามอเตอร์สปอร์ตในเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) ซึ่ง Formula One เป็นผู้นำในตลาดที่ชัดเจนในทุกประเทศในยุโรป และ MotoGP มักเป็นคู่แข่งเดียวเท่านั้น” แถลงการณ์จากคณะกรรมาธิการยุโรปเมื่อเดือนที่แล้วกล่าว โดยคณะกรรมาธิการมีเวลาถึงวันที่ 14 พฤษภาคมในการตัดสินใจว่าจะอนุมัติการเข้าซื้อกิจการนี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม CEO ของทาง Dorna Sports อย่าง Carmelo Ezpeleta (คาร์เมโล เอซเปเลตา) เชื่อว่าดีลนี้จะผ่านการอนุมัติ และเจ้าตัวยังคงตื่นเต้นกับโอกาสที่การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบระดับโลกรายการนี้จะถูกดูแลโดยบริษัทสัญชาติอเมริกา “เราคาดว่าการเข้าซื้อกิจการนี้จะได้รับการอนุมัติจากสหภาพยุโรป และเรารู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสในการทำงานร่วมกับ Liberty Media ในระหว่างนี้ เรามุ่งมั่นที่จะดำเนินกลยุทธ์ของเราในการยกระดับกีฬานี้ไปอีกขั้น และเติบโตในอัตราที่น่าประทับใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายฐานแฟนคลับทั่วโลกที่มีอยู่กว่า 500 ล้านคน” “ในปี 2024 เรามีจำนวนผู้เข้าชมการแข่งขันมากกว่า 3 ล้านคนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และมี 6 สนามที่สร้างสถิติใหม่สำหรับอีเวนต์ของพวกเขา French GP ของเราทำลายสถิติผู้เข้าชมสูงสุดตลอดกาล เมื่อมองไปข้างหน้า เราไม่ต้องการเพียงแค่สิ่งเดิม ๆ แต่เราต้องการสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น และเราภูมิใจที่กลยุทธ์ของเราเริ่มส่งผลสำเร็จแล้ว เราหวังว่าแฟน ๆ จะตื่นเต้นเช่นเดียวกับเราสำหรับอนาคตและฤดูกาลใหม่ที่น่าตื่นเต้นซึ่งใกล้จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว” ดีลมูลค่ามหาศาลนี้จะลงเอยอย่างไรก็ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามต่อไป แฟน ๆ การแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตหากไม่อยากพลาดเรื่องนี้ กดติดตาม SuperBike Thailand ไว้เลย จะมาอัพเดทให้อย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Giorno 2025 Disney Fantasia รุ่นพิเศษเพียง 2,000 คัน พร้อมลวดลายจอมเวทย์มิกกี้เม้าส์และโทนสีสุดพิเศษ เปิดราคาเพียง 7.3 หมื่นเท่านั้น

Turbocharger vs Supercharger ทำไมถึงไม่มีในรถแข่ง MotoGP ? ขั้นตอนแรกเรามารู้จักกับเจ้า Turbocharger vs Supercharger กันก่อน.. Turbocharger และ Supercharger เป็นเทคโนโลยีที่เพิ่มกำลังแรงม้าให้เครื่องยนต์ด้วยการบีบอัดอากาศที่เข้าสู่ห้องเผาไหม้ (Forced Induction) แต่ทั้งสองสิ่งเหล่านี้มีข้อดี ข้อเสีย และการใช้งานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้ Turbocharger vs Supercharger: ความแตกต่างและการทำงาน ลักษณะ Turbocharger Supercharger การตอบสนอง มี Turbo Lag (ล่าช้าเล็กน้อย) ไม่มี Lag ตอบสนองทันที แรงม้าที่ใช้ ใช้แรงดันจากไอเสีย ใช้กำลังขับจากเครื่องยนต์ (สายพาน) กำลังที่เพิ่ม กำลังเครื่องเพิ่มที่รอบเครื่องสูง เพิ่มขึ้นทันที ข้อดี ใช้แรงดันจากไอเสียทำให้ประหยัดแรงม้า เพิ่มประสิทธิภาพการเผาใหม้เชื้อเพลิง ให้กำลังเครื่องที่ต่อเนื่องและทันทีเมื่อเร่งเครื่องยนต์ ข้อเสีย มี Turbo Lag ซึ่งเกิดจากความล่าช้าก่อนที่เทอร์โบจะหมุนได้เร็วพอที่ ต้องพึ่งระบบระบายความร้อนหรือขยายให้ใหญ่ขึ้น เพราะเทอร์โบทำงานในอุณหภูมิสูงจากไอเสีย ใช้กำลังจากเครื่องยนต์โดยตรง ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องยนต์อาจจะลดลง การติดตั้งซับซ้อน เพิ่มการสึกหรอของเครื่องยนต์ ประสิทธิภาพและการใช้งาน เหมาะสำหรับการใช้งานที่เน้นแรงม้าในรอบเครื่องยนต์สูง เหมาะสำหรับการใช้งานที่เน้นความตอบสนองทันที การใช้ Forced Induction ในประวัติศาสตร์การแข่งมอเตอร์ไซค์ ซูเปอร์ชาร์จเจอร์ในยุคก่อนสงครามโลก ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ระบบซูเปอร์ชาร์จเจอร์ได้รับความนิยมในสนามแข่ง ตัวอย่างเช่น: BMW Type 255 Kompressor: มอเตอร์ไซค์ที่ใช้ซูเปอร์ชาร์จเจอร์ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากในยุคนั้น ด้วยน้ำหนักเบาและสมรรถนะที่สูงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง Gilera 500cc Supercharged: อีกหนึ่งตัวอย่างที่โดดเด่นในยุคเดียวกัน เทอร์โบชาร์จเจอร์ในช่วงปี 1970-1980 ในช่วงปลายปี 1970 และ 1980 มีการทดลองใช้เทอร์โบในมอเตอร์ไซค์สำหรับถนนและการแข่ง ตัวอย่างเช่น: Suzuki XN85: มอเตอร์ไซค์โปรดักท์ชันที่ใช้เทอร์โบ ซึ่งบางครั้งถูกดัดแปลงเพื่อใช้ในสนามแข่ง Honda CX500 Turbo: แม้จะเป็นมอเตอร์ไซค์ที่เน้นถนน แต่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทอร์โบในการเพิ่มกำลัง ระบบ Forced Induction ในปัจจุบัน ในยุคปัจจุบัน มอเตอร์ไซค์ซีรี่ย์ Kawasaki H2 และ H2R ที่ใช้ซูเปอร์ชาร์จเจอร์เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการกลับมาใช้ Forced Induction แต่รถเหล่านี้ไม่ได้รับการออกแบบสำหรับ MotoGP หรือ WorldSBK เนื่องจากเน้นสมรรถนะในลักษณะไฮเปอร์ไบค์มากกว่า ซึ่งทั้ง Turbocharger – Supercharger โดยรวม ก็มีข้อดีมากกว่า ข้อเสีย แต่ทำไมรถแข่งแนว Circuit หรือ Superbike รวมถึง MotoGP กลับไม่มี MotoGP และ WorldSBK 1. ข้อกำหนดทางกฎระเบียบ ใน MotoGP การใช้ระบบเทอร์โบถูกห้ามโดยกฎระเบียบ เนื่องจากเน้นการพัฒนาทักษะนักแข่งและสมดุลการออกแบบตัวรถ สำหรับ WorldSBK ซึ่งอิงจากรถโปรดักชัน การนำเทอร์โบมาใช้ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการ Homologation ซึ่งซับซ้อนและไม่สอดคล้องกับโมเดลรถปัจจุบัน 2. การควบคุมแรงม้าและ “Turbo Lag” เทอร์โบเพิ่มแรงม้าให้เครื่องยนต์โดยการอัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ แต่เทอร์โบต้องการเวลาในการหมุนให้ถึงความเร็วสูงสุด จึงเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Turbo Lag” Turbo Lag คือความล่าช้าของการตอบสนองของเครื่องยนต์ขณะรอให้เทอร์โบเพิ่มแรงดันอากาศ ส่งผลให้การส่งแรงม้าไม่ต่อเนื่องและยากต่อการควบคุม โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องการการตอบสนองฉับไว เช่น การออกจากโค้งในสนามแข่ง Turbo Lag คืออะไร และทำงานอย่างไร? เทอร์โบทำงานโดยใช้ก๊าซไอเสียจากเครื่องยนต์ไปหมุนใบพัดในเทอร์โบชาร์จเจอร์ ซึ่งจะดึงอากาศเข้าไปอัดในห้องเผาไหม้เพื่อเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ขับขี่เปิดคันเร่ง ก๊าซไอเสียที่ส่งไปยังเทอร์โบอาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ใบพัดหมุนด้วยความเร็วสูงสุดในทันที ทำให้การเพิ่มพลังเกิดความล่าช้า นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Turbo Lag ดูๆแล้วระบบซูเปอร์ชาร์จเจอร์ลดข้อเสียนี้ได้บางส่วนเพราะขับเคลื่อนด้วยสายพานจากเครื่องยนต์และสามารถเพิ่มแรงม้าได้ตังแต่รอบต่ำ แต่ด้วยอุปกรณ์ที่เพิ่มมากขึ้น ตามด้วยน้ำหนัก ทำให้การเลี้ยวทำได้ยาก 3. การจัดการความร้อนและน้ำหนัก ระบบเทอร์โบเพิ่มความร้อนอย่างมากและต้องการระบบระบายความร้อนที่ซับซ้อน เช่น อินเตอร์คูลเลอร์และหม้อน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเพิ่มน้ำหนักและลดความคล่องตัวของรถ 4. ต้นทุนและความซับซ้อน การพัฒนาและบำรุงรักษาเครื่องยนต์เทอร์โบมีค่าใช้จ่ายสูง ส่งผลกระทบต่อทีมแข่งในแง่ของงบประมาณ ในการแข่งขันจริง แรงม้าที่เพิ่มขึ้นเฉียบพลัน จากการทำงานของเทอร์โบ หรือ ซูเปอร์ชาร์จเจอร์ จะสร้างความอันตรายให้กับผู้ขับขี่ ขณะที่เร่งตอนออกโค้ง เพราะกำลังแรงม้าที่ออกมารุนแรงทันที บนพื้นที่ยึดเกาะของยางที่เล็กเท่าเหรียญสิบบาท อาจไม่เพียงพอ และส่งผลให้เสียกการควมคุม ซึ่งถ้าจะมีจริง ก็ต้องมีระบบอิเล็กโทรนิค กล่องควบคุมต่างๆ

Jack Miller เผย “ผมยังไม่ยอมแพ้กับ MotoGP” Jack Miller นักบิดสัญชาติออสเตรเลียจากทีม Prima Pramac Yamaha ได้ออกมาเผยกับสื่อว่าตอนนี้ตนนั้นกำลังทุ่มเทอย่างหนัก เพื่อให้กลับมามีความสามารถในแย่งแชมป์ในรายการ MotoGP @yamahamotogp_official We’re not here to play games 👊 #MonsterYamaha | #MotoGP | #BarcelonaTest ♬ original sound – YamahaMotoGP “ช่วงท้ายฤดูกาลก่อน ผมไม่มีอะไรเลย โทรศัพท์ก็ไม่ดัง แต่แล้วก็ได้สายโทรมาจากทีม Prima Pramac Yamaha ที่ต้องการให้ผมไปร่วมทีมกับ ‘มิเกล โอลิเวียร่า’ เขาบอกว่าต้องการสร้างโปรเจกต์ใหม่โดยได้รับการสนับสนุนรถจากโรงงานของ Yamaha” “ผมพยายามอย่างหนักที่จะได้แข่งขันใน MotoGP ต่อไปในอีกหลาย ๆ ฤดูกาล แต่ก็อย่างที่ทุกคนเห็น สถานการณ์ของผมกับทีมเก่า (Red Bull KTM Factory Racing) มันดูไม่ค่อยสู้ดีนัก ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีอย่างมากที่ได้รับโอกาสจาก Pramac Yamaha และผมมีแรงกระตุ้นอย่างมาก พร้อมที่จะคว้าโอกาสนั้น และพยายามทำให้โอกาสที่ได้รับนั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่” “ผมรู้สึกว่ายังมีอะไรอีกมากมายที่ผมสามารถมอบให้ได้ในวงการนี้ ผมยังไม่ได้แสดงศักยภาพที่เต็มที่ของตัวเอง โดยโอกาสที่ได้รับนี้เหมือนเป็นการรีเซ็ตตัวเอง และผมจะพยายามให้เต็มที่อีกครั้ง” และเมื่อถูกถามถึงความรู้สึกที่จะได้มาขับ Yamaha เจ้าตัวก็เผยออกมาอย่างหมดเปลือก ว่ารู้สึกตื่นเต้นอย่างมากที่จะได้ขี่รถเวอร์ชั่นล่าสุดของ Yamaha เพราะค่ายรถนี้เป็นรถที่ใครหลายคนใฝ่ฝันที่อยากจะขี่ อีกทั้งยังเป็นรถที่พามือใหม่ขึ้นโพเดียมมาได้หลายครั้ง “รถคันนี้มีประวัติศาสตร์ และโครงสร้างพื้นฐานที่ยอดเยี่ยม แต่ช่วงสองสามปีที่ผ่านมาพวกเขาอาจจะประสบปัญหาบางอย่าง แต่เมื่อผมเริ่มต้นในการแข่ง MotoGP นั่นคือรถที่ทุกคนใฝ่ฝันอยากจะขี่ แม้แต่มือใหม่ก็สามารถขึ้นโพเดียมกับรถค่ายนี้ได้ไม่ว่าจะเป็น โยฮันน์ ซาร์โก, ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ และฟรานโก้ มอร์บิเดลลี” มิลเลอร์จะถูกเปิดตัวอย่างเป็นการในฐานะนักแข่งของทีม Prima Pramac Yamaha ในการเปิดตัวพร้อมกันกับทีมโรงงาน Monster Energy Yamaha MotoGP ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 31 มกราคม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

SuperBike 1000 cc 2025 เทียบรุ่น SuperBike 1000 cc ที่น่าสนใจในปี 2025 พร้อมเทียบสเปค สมรรถนะ ราคา จะมีรุ่นอะไรบ้าง อ่านได้ที่นี่!!