SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Kramer GP2-890 RR

Kramer GP2-890 RR รถพร้อมแข่งตัวแรกขุมพลัง KTM และนี่คือ Kramer GP2-890RR 2024 รถพร้อมแข่งที่ใช้ขุมพลังจาก KTM ในรหัสเดียวกัน ซึ่งหลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับแบรนด์รถเยอรมันแบรนด์นี้ ซึ่งหากคุณได้รู้เลขเด็ดแล้วคุณอาจจะต้องซู้ดปาก เลขเด็ดที่ว่าคือ 138 แรงม้ากับน้ำหนักเพียง 142 ก.ก. เรื่องดีไซน์ก็คงไม่ต้องพูดอะไรมากเฉียบคมดุดันตามสไตล์ของซูเปอร์สปอร์ตพร้อมเฟรมถักสีโดดเด่น ซึ่งแน่นอนว่าดีไซน์ออกแบบมาให้มีแอโรไดนามิกที่ดีมากขึ้นกว่าโมเดลเก่า ๆ ก่อนหน้านี้ แต่เรื่องของกราฟิกเราคงไม่พูดถึงมากนัก เพราะแต่ละค่ายต้องเอาไปทำกราฟิกเพื่อรองรับสปอนเซอร์ของทีมแข่งกันอีกทีครับ เปลี่ยนมาเข้าเรื่องสำคัญกันอย่างเรื่องเครื่องยนต์ดีกว่า แน่นอนว่าขุมพลังเป็นเครื่องสองสูบเรียง 889 ซีซีของ KTM ที่เดิมให้แรงม้า 121 แรงม้าที่ 9,250 รอบและแรงบิดที่ 99 นิวตันเมตร 7,750 รอบ (890 Duke R) แต่ด้วยวิธีการของทางวิศวกรเยอรมันได้ทำการปรับแต่งให้มันแรงขึ้นเป็น 138 แรงม้าที่ 10,100 รอบ และ 100 นิวตันเมตรที่ 8,200 รอบ ด้วยการปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ให้มีน้ำหนักเบาขึ้นและซอฟต์แวร์ควบคุมจัดการเครื่องยนต์ที่ล้ำหน้ามากึ้น ทำให้รถมีรอบเรดไลน์ที่สูงขึ้นไปด้วยกลายเป็น 11,500 รอบ ส่วนทีเด็ดที่ทำให้ลดน้ำหนักเบามากขึ้นก็จะเป็นเฟรมถักที่ทำจากวัสดุโครโมลี่ 25CrMo4 ที่ช่วยรีดน้ำหนักได้มาก และมีการใช้ซับเฟรมท้ายเป็นถังน้ำมันไปด้วยในตัวโดยมีขนาด 16 ลิตร ทำให้ตัวรถด้านหน้าที่เหลือสำหรับวางแอร์บ็อกซ์นาดใหญ่ นอกจากนี้ตัวรถยังมาพร้อมชิ้นส่วนระดับเทพอีกมากมายโดยเฉพาะในเรื่องของช่วงล่าง อาทิ ระบบเบรกจาก Brembo โดยมีคาลิเปอร์เบรกหน้าเป็น Brembo Stylema พร้อมดิสก์เบรกคู่ ล้อฟอร์จอลูมิเนียมน้ำหนักเบาจาก Dymag ระบบกันสะเทือนตัวท็อป WP Apex Pro เต็มระบบ กันสะบัด Hyper Pro RCS แผงคอ CNC เต็มระบบ สุดท้ายนี้เรื่องการวางจำหน่ายจะอยู่ที่ 41,990 ยูโร คิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 1.6 ล้านบาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ส่อง 3 สกู๊ตเตอร์ไซส์เล็ก น่าขี่ จากค่ายปีกนก

ส่อง 3 สกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กน่าขี่ จากค่ายปีกนก ของดีที่ไม่มีขายในบ้านเรา ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ หลาย ๆ คนโดยเฉพาะคนที่เป็นวัยรุ่นยุค 90 หรือวัยที่อายุมากหรือน้อยกว่านี้บวกลบไปอีกสักนิดหน่อย น่าจะเคยได้ยินคำว่ารถป๊อปกันมาบ้าง มันก็คือมอเตอร์ไซค์จำพวกสกู๊ตเตอร์ขนาดเล็กนั่นเอง เชื่อมั้ยว่าสมัยนี้ก็ยังมีกลุ่มคนที่ “ชอบ” และ “เล่น” รถจำพวกนี้อยู่เลย มาวันนี้ผมก็เลยจะพาไปดูไป ส่อง 3 สกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กน่าขี่ แต่ดันไม่ขายในบ้านเรากันครับ  ขยายความอีกสักนิดเกี่ยวกับรถป๊อปที่บ้านเรานิยมกันอยู่ในยุคนึงนั้นมันจะเป็นรถที่มีขนาดเล็ก เครื่องยนต์มีความจุไม่เกิน 50 ซีซี ซึ่งมักนิยมใช้กันในระยะทางใกล้ ๆ อย่างในหมู่บ้านใหญ่ ๆ หรือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานมาก เนื่องจากขี่ง่ายขี่สะดวก รถเล็กน้ำหนักเบา บางรุ่นก็มีความสวย มีความน่ารัก ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ก็ขี่ได้ แต่ก็จะติดตรงที่ว่าไม่สามารถจดทะเบียนได้ เนื่องจากขนาดความจุน้อยเกินไป แต่ยังทำประกันภัยและพ.ร.บ.ได้ตามปกตินะ  1.Honda Tact สำหรับรุ่นแรกจะเป็น Honda Tact สกู๊ตเตอร์ 50 ซีซีที่มาในสไตล์โมเดิร์นทันสมัย ให้ภาพที่ดูเหมาะกับการใช้งานในเมือง ดีไซน์เรียบง่ายเน้นการใช้งานได้จริง มิติที่มีความคล่องตัว เส้นสายดูเป็นเหลี่ยมสันให้ความโฉบเฉี่ยว แต่ไม่ดุดันมากนัก เหมาะกับการขี่ได้ทุกเพศทุกวัย เจ้าคันนี้โดดเด่นด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ช่วยให้ใช้ชีวิตได้สะดวกสบายเหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมือง ไม่ว่าจะเป็นช่องเก็บของด้านหน้าทางซ้าย ตะขอแขวนของสำหรับแขวนถุงผ้าหรือสัมภาระอื่น ๆ ที่สามารถพับเก็บได้ ช่องเติมน้ำมันบริเวณที่วางเท้าช่วยให้เติมน้ำมันได้สะดวกไม่ต้องลงจากรถ ช่องเก็บของขนาดใหญ่ใต้เบาะขนาด 20 ลิตรที่เพียงพอกับสัมภาระขนาดเล็ก หรือจะหมวกกันน็อกแบบเปิดหน้า 1 ใบ และปิดท้ายด้วยตะแกรงท้ายรถสำหรับมัดและบรรทุกสัมภาระเพิ่มเติม ส่วนเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่อง eSP ขนาด 50 ซีซี 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด ให้กำลังดีและมีความประหยัด ทั้งยังมีระบบ Idiling Stop ช่วยดับเครื่องเวลาหยุดรถรอคนข้ามหรือติดไฟแดง และแค่บิดคันเร่งก็พร้อมออกตัวไปต่อได้ในทันที สะดวกว่ารถและประหยัดกว่ารถป๊อปสมัยก่อนมาก ๆ ครับ ต่อมาเรื่องของช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว โดยจะมีล้ออลูมิเนียม 8 ก้านขนาด 10 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และสำหรับระบบเบรกนั้นจะเป็นดรัมเบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบคอมบายเบรก เวลากำเบรกหลังระบบจะช่วยกระจายเบรกไปยังเบรกหน้าให้ด้วย ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้   สำหรับการวางจำหน่ายนั้นจะมี 5 เฉดสีด้วยกัน ได้แก่ สีน้ำเงินเดนิมเมทัลลิก สีเทาด้าน สีขาว สีดำกราไฟต์ และสีแดงเมทัลลิก โดยมีสนนราคาแนะนำเริ่มต้นที่ 179,300 เยน คิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 44,000 บาทเท่านั้น 2.Honda Giorno รุ่นที่ 2 จะเป็นเจ้า Honda Giorno สกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กในสไตล์คลาสสิควินเทจ ฮิตมาตั้งแต่หลายสิบปีก่อน มาจนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นที่นิยม โดดเด่นด้วยดีไซน์มุ้งมิ้ง กลม ๆ มน ๆ โดนใจคนชอบความมินิมัล ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า ไฟเลี้ยว เรือนไมล์อนาล็อก และกระจกมองหลังก็ออกแบบมาในแบบกลม ๆ มน ๆ เส้นสายของตัวรถก็เต็มไปด้วยเส้นโค้งดูสวยงามลงตัว นอกจากดีไซน์คลาสสิกกลิ่นอายอิตาเลียนสมชื่อที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัยแล้ว ตัวรถยังมีลูกเล่นการใช้งานที่เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันอยู่พอสมควรเลยทีเดียว โดยเฉพาะที่ใต้เบาะก็มีช่องเก็บของขนาดใหญ่เพียงพอจะใส่เอกสารหรือสัมภาระเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้สบาย ๆ หรือจะใส่หมวกแบบเปิดหน้า 1 ใบก็ทำได้เช่นกัน  ในส่วนสำคัญอย่างเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องขนาด 50 ซีซี 2 จังหวะระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันด้วยระบบคาร์บูเรเตอร์ สำหรับคันนี้เรียกว่าคลาสสิคย้อนยุค ย้อนกันไปสมัยวัยเด็กวัยรุ่นกันเลยทีเดียวครับ ต่อมาเรื่องของช่วงล่างก็จะมีระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว โดยจะมีล้ออลูมิเนียมขนาด 10 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และสำหรับระบบเบรกนั้นจะเป็นดรัมเบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง  พูดถึงเรื่องของการจำหน่ายสำหรับโมเดลนี้จะเป็นโมเดลเก่าแล้ว และทางฮอนด้า ประเทศไทยเองก็ไม่ได้นำเข้ามาจำหน่ายแต่อย่างใด Honda GYRO X มาต่อกันที่สุดท้ายที่แปลกแหวกแนวกว่าคันอื่น เพราะเจ้า GYRO X นั้นมี 3 ล้อ และออกแบบมาเพื่อใช้ในเชิงธุรกิจเสียมากกว่า แต่มันก็มีความน่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน ขนาดผมเองยังอยากได้เลย และย้อนไปในตอนสมัยที่ผมยังเป็นเด็กประถม ผมยังจำได้เลยว่าคุณครูของผมก็ใช้รถสไตล์นี้แหละขนสัมภาระต่าง ๆ สะดวกสบายมาก ๆ เลยครับ สำหรับการดีไซน์นั้นไม่มีอะไรที่ออกไปในทางสวยงามมากนัก แต่เป็นไปในทางที่เรียบง่ายและเน้นการใช้สอยเป็นหลักซะมากกว่า ทว่ามันก็ได้อารมณ์ที่แปลกแตกต่างไม่เหมือนใคร ทั้งจากการที่มันเป็นสามล้อและความเป็นเหลี่ยมเป็นสันได้กลิ่นอายความเรโทรไปอีกแบบ  ด้านหน้ารถดูเรียบง่ายแต่เด่นด้วยพื้นที่สำหรับวางสัมภาระนาดใหญ่ เหมาะกับการของจำพวกกล่องหรือลัง แบบเดียวกับด้านท้ายรถ แต่ด้านท้ายจะมีขนาดใหญ่กว่าเท่านั้น ส่วนดีไซน์ของไฟต่าง ๆ ออกแบบมาในลักษณะเรียบง่ายเน้นการใช้งานเป็นหลัก มองเห็นได้ชัดแม้ยามฝนตกในเวลาค่ำคืน

SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2023 สนาม 2 ล้นแทร็ก ! การันตีความมันส์ต่อเนื่อง

SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2023 R.2 ล้นแทร็ก ! การันตีความมันส์ต่อเนื่อง ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับแทร็กเดย์สนาม 2 สำหรับงานแทร็กเดย์สนามที่ 2 ใน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2023 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 5-6 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่สนามพีระ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต พัทยา โดยในรอบนี้ ได้รับกระแสตอบรับจากเหล่านักบิดและผู้ร่วมงาน บอกเลยได้ว่า ล้นแทร็ก ! กว่า 1,500 คน และรถแข่งอีกจำนวนหลายร้อยคัน ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดี ที่ทางผู้จัด เดินหน้าสานต่อความสนุก ให้กับผู้ที่ชื่นชอบและหลงใหลในความเร็ว ไม่ว่าจะเป็นนักบิดจากสำกัดต่าง ๆ หรือนักแข่งอิสระได้เข้ามาร่วมกิจกรรมในสนามแข่ง โดยแบ่งประเภทการแข่งขันออกเป็นรุ่นต่าง ๆ ให้นักบิดระดับฟอร์มเก๋า และนักบิดสายเลือดใหม่ เข้ามาเอ็นจอยความสนุกในการแข่งขันตลอดทั้ง 2 วัน    รวมไปถึง เปิดโอกาสให้กับสาวกบิ๊กไบค์ Honda Bigbike และ Yamaha Riders’ club ได้เข้ามาเปิดประสบการณ์เรียนรู้ เสริมทักษะการขี่ในสนามแข่ง ซึ่งตลอดทั้งกิจกรรมจะมีโค้ชและช่างชำนาญการดูแลอย่างใกล้ชิด รวมไปถึง เพิ่มรุ่นการแข่งขัน เพื่อให้เหล่านักบิด ได้เติมเต็มความสนุกในการขับขี่แบบเอ็กซ์คลูซีฟโดยเฉพาะ  นอกจากนี้ภายในงาน ยังมีบูธสินค้าแบรนด์ดังระดับโลก เช่นบูธเซอร์วิสยาง Pirelli บูธของแต่งรถจาก Ohlins, Showa, Andreani by Sina moto, D.I.D,  Morin, BRD, ENI, ZipperBiker บูธเสื้อผ้าและไรดิ้งเกียร์ Zeus, Just1, Nolan, Mooneyes, Imane และพรมซิ่ง รวมไปถึงบูธ Showpow Cafe ให้บริการอาหารและเครื่องดื่มแก่ผู้ชมภายในงานนี้อีกด้วย สำหรับบรรยากาศกิจกรรมในงานที่ผ่านมา ในวันเสาร์ หลังจากประชุมนักแข่งเพื่อเตรียมความพร้อมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แบ่งกรุ๊ปลงซ้อมในสนามตามเซสชัน ก่อนสู่รอบควอลิฟายเพื่อจับผลเวลาที่ดีที่สุด ให้ได้อันดับกริดสตาร์ทออกตัวในรอบเรซจริงของวันอาทิตย์  ต่อด้วยความมันส์สำหรับการแข่งขันในรุ่นต่าง ๆ ตั้งแต่รุ่น Minibike 150 cc ไปจนถึงรุ่นใหญ่อย่าง SuperBike 1000 cc ซึ่งเห็นจากฝีไม้ลายมือ การวาดลวดลายในสนามแข่งของนักแข่งแต่ละคนแล้ว บอกได้เลยว่า ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ เดี๋ยวไปดูภายสวย ๆ ในบรรยากาศการแข่งขันกันดีกว่า แถมยังมีกิจกรรมสุ่มแจกของรางวัล Lucky Draw ให้กับผู้เข้าชมภายในงานอีกด้วย คุ้มจริง ๆ จบการแข่งขันเป็นที่เรียบร้อย ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลโพเดียมจากการแข่งขันในรอบนี้ สำหรับสนามถัดไปจะเป็นรอบสุดท้ายของการแข่งขันประจำปี ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 2-3 ธันวาคม 2566 ที่ สนามพีระ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต พัทยา  หากใครที่สนใจร่วมลงการแข่งขันในรอบถัดไป สามารถติดต่อเข้ามาสมัครได้ที่ https://www.superbikemag.com/trackday/ จงเตรียมให้พร้อม รางวัลโพเดียมถัดไป อาจจะเป็นของคุณ สนใจข้อมูลเพิ่มเติมหรือสมัครคลิกเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Riders’ club พาลูกค้า ลุยสนาม 2 ใน SuperBikemag Trackday

Yamaha Riders’ club พาลูกค้า ลุยสนาม 2 ใน SuperBikemag Trackday Yamaha Riders’ club พาลูกค้า เปิดประสบการณ์ความมันส์บนสนามแข่ง ในรายการ SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2023 R.2 ที่สนามพีระ อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต พัทยา   สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ยามาฮ่าไรเดอร์สคลับ จัดหนัก จัดใหญ่ เอาใจสาวกบิ๊กไบค์ยามาฮ่า ไม่ว่าจะเป็น R Series, MT Series และ Max Series มาร่วมความสนุกในกิจกรรมแทร็กเดย์ โดยจัดพื้นที่รองรับลูกค้าถึง 4 พิทเลน เพื่อให้บริการเซอร์วิส เซ็ตติ้งรถ ดูแลไปจนถึงหน้ากริดสตาร์ท นอกจากนี้ ยังเปิดประสบการณ์ให้กับผู้ขับขี่มือใหม่ ทั้งการแนะนำเทคนิคการขับขี่ในสนามแข่ง โดยโค้ชเป็ด วรวุฒิ พุทโธ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการขับขี่บิ๊กไบค์ มาแนะนำและให้คำปรึกษาถึงทริคการขับขี่ ท่านั่งที่ถูกต้อง การเลี้ยวในโค้ง การเบรก เพื่อเพิ่มระดับความมันส์ในสนามแข่ง แถมยังขับขี่ได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น รวมถึง ให้บริการยืมชุดเรซซิ่งสูทใส่หวดความเร็วแข่งกันในสนามอีกด้วย ซึ่งถือว่าทางค่าย ยกทัพ จัดของขนมาเสิร์ฟบริการแบบครบครันถึงหน้างานเลยทีเดียว รวมถึงบูธ ยามาฮ่า ไรเดอร์สคลับ ที่ยกทัพจัดโมเดลรุ่นใหญ่จากทางค่ายมาจำหน่ายกันภายในงานอีกด้วย ทั้งสายสปอร์ตอย่าง YZF-R7 สายเน็กเก็ตอย่าง MT-07 และสายสกู๊ตเตอร์ตัวตึงอย่าง TMAX มาจอดโชว์ หล่อ ๆ พร้อมให้คำปรึกษาแนะนำการขาย และจัดโปรโมชันพิเศษ ให้กับลูกค้าที่สนใจรถบิ๊กไบค์จากทางยามาฮ่า เข้ามาจับจองมาใช้งานขับขี่เท่ ๆ อีกด้วย โดยกิจกรรมแทร็กเดย์ภายในงานถูกแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ซึ่งในเซกชันแรกเป็นช่วงของการซ้อมเพื่อทำความคุ้นเคยและปรับการวิ่งไลน์ในสนามแข่ง โดยแบ่งเป็นกรุ๊ปทั้ง A,B,C และ D ต่อด้วยเซกชันที่สองเป็นกับรอบควอลิฟาย เพื่อหาผลเวลาที่ดีที่สุด และเซกชันสุดท้ายกับรอบการแข่งขันเพื่อชิงโพเดียมในรายการนี้ไป สำหรับรอบการแข่งขันจะถูกแบ่งคลาส A และ B ออกเป็นรุ่นต่าง ๆ ให้ขับขี่ได้สนุก ทั้งนักบิดสายเก๋าและนักบิดมือใหม่ โดยแบ่งเป็นกรุ๊ปประเภททั้ง SuperBike1000 cc, SuperSport 600 cc, Big Scooter ไปจนถึงรุ่นเล็กอย่าง Mini Bike 150 cc นอกจากนี้ ยังมีรุ่นแข่งให้กับสาวกเลือดสีน้ำเงินโดยเฉพาะ กับ Yamaha R6 Trophy, Yamaha Riders’ club R7-MT07-09 ซึ่งเป็นเซกชันพิเศษ ให้สาวกหวดความเร็วในแทร็กตลอดทั้ง 7 รอบ  แสดงความยินดีกับนักแข่งทุกท่านที่ได้รับชัยชนะในสนามนี้ ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดีมาก ๆ ที่ทางยามาฮ่า ไรเดอร์สคลับ ได้จัดให้กับลูกค้า โดยสนามต่อไปจะเป็นสนามรอบสุดท้ายของการแข่งขันประจำปีซึ่งจะจัดในวันที่ 1-3 ธันวาคม 2566 ที่พีระ อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต พัทยา หากลูกค้ายามาฮ่าท่านไหนสนใจอยากจะลงขี่ในแทร็กมันส์ ๆ หรืออยากเพิ่มทักษะการขับขี่ สามารถติดต่อได้ที่ Yamaha Riders’ club พร้อมการันตีได้เลยว่า บริการดีทุกระดับประทับใจอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Trophy ระเบิดความมันส์ในงาน

Honda Trophy ระเบิดความมันส์ในงาน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy R.2 Honda Trophy ระเบิดความมันส์ในงาน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy สนามที่ 2 ที่พีระเซอร์กิต จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 4 – 6 สิงหาคมที่ผ่านมา กิจกรรมสุดมันส์ที่ในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,300 คน พร้อมรถลงสนามอีกกว่า 400 คัน ซึ่งในวันเสาร์ที่ 5 นั้นลูกค้าจะได้ร่วมกิจกรรมขับขี่ในสนามในรูปแบบของแทร็กเดย์กันก่อน โดยทางฮอนด้าบิ๊กไบค์เหมาพิทสำหรับรับรองนักแข่งไว้มากถึง 4 พิท พร้อมกันนั้นได้เตรียมทีมงานมาช่วยรับรองลูกค้าเป็นอย่างดี โดยมีการให้คำแนะนำเทคนิคการขับขี่จากอาจารย์แมน กิตติ แจ่มสาคร อดีตแชมป์ประเทศไทย รวมถึงทีมช่างที่พร้อมจะช่วยลูกค้าปรับเซ็ตรถของลูกค้าทุกคันให้เหมาะกับการขับขี่ในสนามมากที่สุด หลังจากหมดกิจกรรมแทร็กเดย์ในช่วงเช้าวันที่ 5 แล้ว ช่วงบ่ายก็จะเป็นช่วงของการควอลิฟาย เพื่อเข้าแข่งขันในวันอาทิตย์ที่ 6 ซึ่งในครั้งนี้พิเศษกว่าสนามที่ผ่านมา โดยมามันส์กันในงานของทางซูเปอร์ไบค์ ซึ่งแต่เดิมในงานก็มีรุ่นการแข่งขันอย่าง Honda Cup ให้ลูกค้าได้ลองมาสวมวิญญาณนักแข่งลงไปขับขี่ในสนามอยู่แล้ว ซึ่งในรุ่นฮอนด้าโทรฟี่นี้จะเป็นการแข่งขันโดยใช้รถ Honda CBR500R ทั้งหมด แต่จะมีคลาสการแข่งขันแบ่งออกเป็น A และ B ซึ่งแบ่งตามประสบการณ์การขับขี่ของแต่ละคน ซึ่งมีผู้สมัครเข้าแข่งขันมากมาย โดยผู้ชนะ 5 อันดับแรกจะได้เงินรางวัลพร้อมถ้วยเกียรติยศสุดสวยงามไปครอบครองให้ได้ภาคภูมิใจกันอีกด้วย ส่วนรุ่น Honda Cup ก็จะแข่งขันต่อเนื่องจากกิจกรรมแทร็กเดย์แอนด์โทรฟี่สนามแรก และมีการเก็บคะแนนสะสมเพื่อชิงรางวัลประจำปีนอกไปจากรางวัลแต่ละสนามที่ได้รับจากสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนใจดีหลายสิบแบรนด์ที่ร่วมกันช่วยให้กิจกรรมในครั้งนี้เกิดขึ้นได้ สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทางฮอนด้าบิ๊กไบค์อีกครั้งที่ช่วยซัพพอร์ตนักบิดค่ายปีกนกให้ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมดี ๆ ได้สะดวกและง่ายดายมากยิ่งขึ้น และสำหรับแฟน ๆ ท่านใดที่ยังไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมที่ผ่านมา ก็อย่าลืมไปติดตามข่าวสารได้ที่หน้าแฟนเพจ Honda BigBike และทางซูเปอร์ไบค์ได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Monster 30° Anniversario

Monster 30° Anniversario โมเดลพิเศษฉลอง 30 ปีมอนสเตอร์ ค่ายรถจากเมืองโบโลญญาฉลองโอกาสพิเศษให้แก่มอเตอร์ไซค์ระดับตำนานของทางค่ายที่เปลี่ยนแปลงโลกสองล้อไปตลอดกาลด้วยโมเดลพิเศษฉลองครบรอบ 30 ปีที่ชื่อว่า Monster 30° Anniversario ที่โดดเด่นด้วยชุดสีไตรคัลเลอร์แบบอิตาลี ซึ่งผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียง 500 คันเท่านั้น   สำหรับเน็กเก็ดไบค์อย่างเจ้ามอนสเตอร์นั้นประเดิมเปิดตัวครั้งแรกย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้วหรือในปี 1993 นั่นเอง เป็นโมเดลที่เรียกได้ว่าปฏิวัติวงการและได้ครองใจผู้คนกว่า 350,000 คนทั่วโลกเลยทีเดียว     ด้วยเครื่องยนต์จัดจ้านสไตล์สปอร์ต เหมาะกับการขับขี่บนท้องถนนพร้อมแชสซีแบบรถซูเปอร์ไบค์ แฮนด์บาร์กว้าง และการไม่มีแฟริ่ง ไอเดียและความเรียบง่ายนี้กลับได้ผลเกินคาด ทำให้โลกสองล้อมีรถกลุ่มใหม่ที่เรียกว่าเน็กเก็ดไบค์ขึ้นมา แถมเจ้ามอนสเตอร์เองก็ไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น แต่ยังคงวิวัฒน์พัฒนาขึ้นมาหลายครั้งหลายหนจนมาถึงบัดนี้ ที่ทั้งโดดเด่น ทรงพลัง แต่มีน้ำหนักเบาที่สุด   และสำหรับเจ้าโมเดลพิเศษนี้เองก็ยังคงเอกลักษณ์ของมอนสเตอร์เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ที่มองปราดเดียวก็รับรู้ได้ แต่ครั้งนี้โดดเด่นแบบอิตาเลียนสไตล์ด้วยสีไตรคัลเลอร์ตามแบบธงชาติอิตาลี เขียว ขาวและแดง สมกับที่เป็นรถอิตาลี ตัดด้วยวงล้อสีทองที่ทำพิเศษสำหรับโมเดลนี้โดยเฉพาะ และยังมีโช้คหน้า Ohlins NIX30 สีทองเข้าคู่กัน ยังมีรายละเอียดอีกหลายอย่างที่ทำให้รถดูพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งที่ปักโลโก้ฉลอง 30 ปี อนิเมชันพิเศษบนหน้าจอเวลาเปิดสวิตช์รถ และแน่นอนว่าแต่ละคันรันนัมเบอร์บนแผงคอไม่ซ้ำกัน พร้อมเซอร์ทิฟิเคตรับรองความเป็นของแท้รวมไปถึงผ้าคลุมรถพิเศษ ทีนี้เรากลับมาดูตัวโมเดลพื้นฐานกันก่อนครับ แน่นอนว่าจุดเด่นของเจ้าสัตว์ร้ายเจ็นฯ ล่าสุดนั้นโดดเด่นที่น้ำหนักเบา และการที่ไม่ใช่เฟรมถักแบบที่เคยเป็นจุดเด่นอย่างนึงของมอนสเตอร์ และโมเดลพิเศษนี้ยังเบากว่าเดิมอีก 4 กก.ซึ่งแต่เดิมก็เบามากอยู่แล้ว โดยตัวรถมีเครื่องยนต์ Testastretta 11° ซึ่งเป็นเครื่อง 2 สูบวีขนาด 937 ซีซี ให้กำลัง 111 แรงม้าที่ 9,250 รอบต่อนาที และแรงบิดที่ 93.16 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที และวิศวกรก็ยังใช้เครื่องยนต์นี้เป็นส่วนนึงของเฟรม โดยยึดติดกับเฟรมด้านหน้าในลักษณะที่คล้ายกับเจ้า Panigale V4 ในส่วนของช่วงล่างโดดเด่นจัดเต็มด้วยระบบกันสะเทือนจาก Ohlins โดยเฉพาะที่ด้านหน้าเป็น NIX30 ที่เบากว่าของเดิมติดรถสแตนดาร์ดและตัวพลัส 600 กรัม พร้อมการเซ็ตอัพมาแบบสปอร์ต ยังมีกันสะบัดจาก Ohlins มาให้อีกด้วย ขณะที่ระบบเบรกก็จัดเต็มด้วย คาลิเปอร์เบรกหน้า Brembo Stylema เบากว่า 400 กรัม และดิสก์เบรกคู่อลูมิเนียมขนาด 320 ม.ม.ที่เบากว่าอีก 500 กรัม ทำให้เบรกดีขึ้นมาก ปิดท้ายช่วงล่างด้วล้อฟอร์จคู่ใหม่ที่เบากว่าเดิม 1.86 ก.ก. ยิ่งทำให้ขับขี่ดียิ่งขึ้น มาถึงเรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ถือว่าแนวหน้าของรถคลาสนี้ มีทั้งระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ แทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ซึ่งปรับเซ็ตได้หลายระดับ ยังมีระบบช่วยออกตัวที่เพิ่มเข้ามาในโมเดลนี้ มีโหมดการขับขี่ 3 โหมด คือ Sport, Road และ Wet มีหน้าจอสี TFT ขนาด 4.3 นิ้วที่ดีไซน์คล้าย Panigale V4 นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นพิเศษอื่น ๆ เฉพาะโมเดลพิเศษดังนี้ – เบาะนั่งแบบสปอร์ต – ปลายท่อสลิปออน Termignoni – บังโคลหน้าและหลังคาร์บอนไฟเบอร์ – โหมดการขับขี่ใหม่ โหมด Wet – แบตเตอรีลิเธียมไอออน – ยาง Pirelli Diablo Rosso IV – ครอบไฟหน้า – ครอบเบาะคนซ้อน สุดท้ายนี้ราคาจำหน่ายจากในเว็บอิตาลีนั้นตั้งต้นอยู่ที่ 17,690 ยูโรหรือราว ๆ 670,000 บาท ส่วนจำหน่ายไทยนั้นราคาก็คงโดดไปอีกพอสมควรเลยทีเดียวครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli TRK 702 X 2023

Benelli TRK 702 X 2023 สายลุยไซส์กลางจากอิตาลี แอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางเปิดตัวอีกคันนึงแล้วกลับ Benelli TRK 702 X 2023 ที่ดีไซน์ออกแบบได้ปราดเปรียวและโฉบเฉี่ยวให้มันกลายเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์สายลุยที่มีความคล่องตัวทั้งทางดำและทางฝุ่นให้โดนใจหลาย ๆ คนอย่างที่ตั้งใจ สำหรับโมเดลนี้นั้นพัฒนาและออกแบบโดยฝ่ายพัฒนาและวิจัยของทางเบเนลลีและ Style Centre ที่เมืองเปซาโร่ ประเทศอิตาลี โดยตั้งเป้าที่จะขยายตลาดรถกลุ่มแอดเวนเจอร์ไบค์ขนาดกลาง ตัวรถออกแบบมาให้โดดเด่นและง่ายต่อการจดจำยากต่อการลืมเลือน โดยมีหลายส่วนที่เหมือนกับลูกพี่ลูกน้องที่เป็นรถสายทัวริ่งของทางค่ายเอง ตัวรถให้เส้นสายที่สมู้ทและลื่นไหล แต่ก็มีความดุดันปราดเปรียวและภาพลักษณ์ที่ดูสมบุกสมบัน ด้านหน้าจะเด่นด้วยไฟหน้าคู่ LED ภายใต้โคมไฟที่เป็นเอกลักษณ์ ถังน้ำมันออกแบบมาให้มีความจุที่ไม่น้อยจนเกินไป และเพรียวพอที่จะให้อิสระเวลาผู้ขับขี่จะขยับย้ายท่วงท่าเพื่อควบคุมตัวรถ โดยถังน้ำมันจะจุได้ที่ 20 ลิตร มือจับคนซ้อนขนาดใหญ่และยาวให้คนซ้อนนั่งได้สบายเต็มที่ แต่ก็ไม่ลืมที่จะออกแบบให้ท้ายรถสวยงามมีสไตล์ไปพร้อม ๆ กัน ในส่วนของเครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์สองสูบเรียงขนาด 698 ซีซี แบบ 4 วาล์วต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้า 70 แรงม้าที่ 8,000 รอบและแรงบิด 70 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบที่ถือว่ามาได้เร็วและหนักหน่วงทีเดียว มีระบบเกียร์ 6 สปีดพร้อมระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ที่ช่วยผ่อนแรงมือคลัตช์และช่วยลดอาการสไลด์ที่ล้อหลัง ต่อกันที่ช่วงล่างตัวรถเลือกใช้เฟรมถักพร้อมเพลตเสริมความแข็งแรงเช่นเดิม ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 50 ม.ม. ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มอลูมิเนียมและโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับเซ็ตได้ทั้งพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชันได้ ส่วนระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรก 2 ลูกสูบที่ด้านหน้า และดิสก์เบรกหลังเดี่ยวขนาด 260 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว มีล้อหน้าและหลังขนาด 19 และ 17 นิ้วตามลำดับ และยางพร้อมลุยและพร้อมเที่ยว Pirelli Scorpion Rally STR มีขนาด 110/80 และ 150/70 ตามลำดับ ทางค่ายยังระบุมาอีกว่าตัวรถออกมีการออกแบบมาโดยคำนึงถึงความสะดวกสบายในการขับขี่ ด้านหน้าจะมีแฟริ่งหน้าขนาดใหญ่ช่วยกันลมปะทะได้ดี สวิตช์คอนโทรลที่แฮนด์เองก็มีไฟแบ็กไลท์ช่วยให้ใช้งานสะดวกแม้ค่ำคืน ระบบไฟ LED เต็มระบบ มีหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วเชื่อมต่อบลูทูธกับสมาร์ทโฟนได้ รับสายวางสายผ่านสวิตช์ที่แฮนด์ได้ และเมื่อใช้งานร่วมกับแอพลิเคชันจะสามารถใช้หน้าจอเป็นนาวิเกเตอร์ได้ สุดท้ายนี้เรื่องการจำหน่ายในไทยก็น่าจะยากหน่อยนะครับ เพราะหลาย ๆ โมเดลที่มีขนาดใหญ่ก็ไม่ได้เข้ามาจำหน่ายในไทยเลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda ยกทัพ CRF Series ร่วมศึก SuperBikeMag.com

Honda ยกทัพ CRF Series ร่วมศึก SuperBikeMag.com Qualifying To Rimba Raid 2023 จบไปแล้วกับกิจกรรมสุดมันส์ โดยมี Honda ยกทัพ CRF Series ร่วมศึก SuperBikeMag.com Qualifying To Rimba Raid 2023 Power By Pirelli Scorpion The MXGP Champion’s Tyres ณ ลานวัดคลองตาอิน ต.คลองพลู อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งรายการนี้จะเป็นการแข่งขันที่เปิดโอกาสและสนับสนุนให้นักบิดสายทางฝุ่นสู่การแข่งขันในระดับนานาชาติ ในฐานะตัวแทนจากประเทศไทยไปแข่งขันในรายการ Rimba Raid 2023 ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งในงานนี้ Honda ได้ขนกองทัพรถสายทางฝุ่นไปแบบชุดใหญ่ทั้ง CRF Series ที่ได้แก่ CRF300L, CRF450RL, CRF1100L Africa Twin รวมไปถึงเจ้า CB500X มาให้ผู้เข้าร่วมงานได้มีโอกาสทดลองขับขี่ในสนามสำหรับทดสอบกันได้แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ผู้ที่เข้าร่วมแข่งขันโดยใช้รถของฮอนด้า ทางฮอนด้าเองก็จะช่วยซัพพอร์ตค่าใช้จ่ายค่าสมัคร 500 บาท ภายในบูธยังมีการบริการ ช่วยดูแลนักแข่ง และให้ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวรถสำหรับผู้ที่เข้าร่วมงานแข่งขันและผู้ที่สนใจโดยมีทีมช่างผู้ชำนาญการมาคอยแสตนด์บายรอช่วยเหลืออย่างขันแข็งอีกด้วย เรียกว่าได้ใจสาวกกันไปเต็ม ๆ ครับงานนี้ สำหรับรุ่นในการแข่งขันในงานก็จะได้แก่ Class A สำหรับรถแอดเวนเจอร์ขนาด 1000 ซีซี แต่ไม่เกิน 1290 ซีซี Class B สำหรับรถแอดเวนเจอร์ขนาด 500 ซีซี แต่ไม่เกิน 990 ซีซี Class C Enduro Open สำหรับรถเอ็นดูโร่ ไม่จำกัดซีซี รถนำเข้าก็แข่งได้ Class C Enduro Production สำหรับรถเอ็นดูโร่ ผลิตในประเทศ และไม่เกิน 250 ซีซี และคลาสพิเศษสำหรับสาวก KTM และ Husqvarna โดยเฉพาะ ไม่จำกัดซีซี   หลังจากจบการแข่งขันสุดโหดเนื่องจากสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างหนักทำให้สภาพสนามนั้นเละเป็นโคลน ยากต่อการขับขี่ แต่สุดท้ายก็ได้ตัวแทนนักแข่งจากประเทศไทยที่ใช้รถ Honda ทั้ง 2 ท่านจากคลาส A ทั้ง 2 คน ได้แก่ พิษณุ ชิมมา Honda CRF1100L Africa Twin คมสัน อุดมทีฆะศิริ Honda CRF1100L Africa Twin สุดท้ายนี้อย่าลืมเป็นกำลังใจให้กับนักแข่งชาวไทยที่ได้ไปสู้ศึก Rimba Raid 2023 ที่ประเทศมาเลเซียที่จะจัดขึ้นในวันที่ 31 สิงหาคม – 3 กันยายน 2023 นี้กันด้วยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

SRK 600RR

SRK 600RR ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซีจากยักษ์ใหญ่แดนมังกร เปิดตัวมาแล้วกับ SRK 600RR ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี 4 สูบเรียงจาก QJ Motor ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน มาพร้อมกับรูปโฉมโฉบเฉี่ยวดุดัน ดูละม้ายคล้าย ๆ กับรถยุโรปค่ายนึง สังเกตได้จากไฟหน้า LED เต็มระบบ และแฟริ่งที่คุ้นตาเหลือเกิน   สำหรับขุมพลังของโมเดลนี้อย่างที่เกริ่นไปคือเครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียงขนาด 600 ซีซี เคลมแรงม้ามาสูงถึง 87.16 แรงม้าที่ 11,500 รอบ ส่วนแรงบิด 56 นิวตันเมตรที่ 10,500 รอบ ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 18 ลิตร ซึ่งถือว่าดุดันเลยทีเดียวครับ ช่วงล่างโดดเด่นด้วยระบบกันสะเทือนจาก KYB เต็มระบบ โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 43 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวปรับแต่งได้ ส่วนระบบเบรกนั้นด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ร่วมกับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวและคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 120/70 ZR17 และ 180/55 ZR17 นอกจากนี้ตัวรถยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่น่าสนใจอย่างหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนลที่พัฒนาร่วมกับทาง Bosch มีหน่วยประมวล IMU โหมดการขับขี่ ตลอดไปจนถึงระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพขณะขับขี่อีกด้วย ถือว่าให้มาค่อนข้างครบครันเลยทีเดียว   อย่างไรก็ดีชาวไทยอย่างเราคงได้แต่ดู เพราะแบรนด์นี้ยังไม่มีตัวแทนจำหน่ายในบ้านเรา แต่นั้นก็จะทำให้ตลาดมอเตอร์ไบค์จากประเทศอื่น ๆ ต้องปรับปรุงรถของตัวเองให้ดีมากขึ้นก่อนที่รถจีนจะตีตลาดทั่วโลกแตกเสียก่อน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV AGUSTA DRAGSTER RR SCS AMERICA แด่วัยรุ่นอเมริกันที่รักรถอิตาลี

MV AGUSTA DRAGSTER RR SCS AMERICA แด่วัยรุ่นอเมริกันที่รักรถอิตาลี ตอกย้ำความสวยงามกับโมเดลที่งดงามดุจดั่งงานศิลปะของมอเตอร์ไซค์กับ MV Agusta Dragster RR SCS America โมเดลพิเศษจำนวนจำกัดเพียง 300 คันพร้อมรันนัมเบอร์ไม่ซ้ำกันด้วยการเลเซอร์บนแผงคอ พร้อมจำหน่ายในโซนอเมริกาเหนือ และยังเป็นส่วนนึงในแผนการรุกตลาดในอนาคตของทางค่ายอีกด้วย อย่างที่เห็น ๆ เลยครับ โมเดลนี้เป็นโมเดลสุดพิเศษที่มาพร้อมชุดสีธงชาติอเมริกาเพื่อคนอเมริกา แต่จริง ๆ ผมว่ามาขายคนไทยก็ได้นะสีคล้ายกัน อิอิ ตัวรถนั้นมีรายละเอียดปราณีตมากมาย ที่เด่น ๆ ก็เช่นล้อหลังคาร์บอนไฟเบอร์ที่ออกแบบตามหลักแอโรไดนามิก พร้อมชุดสีพิเศษซึ่งรวมถังน้ำมันสีพิเศษเข้าไปด้วย และแน่นอนว่ามีรันนัมเบอร์ที่แผงคอบนอย่างที่ผมได้บอกไปแล้ว ตัวรถยังมีความพิเศษด้วยชิ้นส่วนพิเศษอย่างครอบคลัตช์ใส่ของ SCS ผู้ซื้อยังได้ใบรับรองความพิเศษและความเป็นของแท้ของโฒเดลนี้อีกด้วย และหากเท่าที่คุณเห็นยังไม่ถูกใจไม่โดดเด่นมากพอคุณสามารถจ่ายเงินเพิ่มความสปอร์ตและความแรงด้วยการติดตั้งท่อไทเทเนียมของ Akrapovič ซึ่งสามารถช่วยให้แรงม้าโดดขึ้นไปเป็น 148 แรงม้าที่12,800 รอบ ในส่วนของตัวรถพื้นฐานนั้นแน่นอนว่ามาจากเจ้า Dragster RR SCS ที่มีชิ้นส่วนเดิมที่พรีเมียมมากมายอยู่แล้ว โดยเฉพาะเจ้าระบบคลัตช์อัตโนมัติของ SCS ที่พัฒนาร่วมกับทาง Rekluse ซึ่งทำให้คุณไม่ต้องใช้คลัตช์พร้อมเทคโนโลยีที่ได้รับมาจากสนามแข่ง MotoGP ซึ่งก็คือเพลาข้อเหวี่ยงแบบหมุนทวนและเกียร์บ็อกซ์แบบถอดออกได้ และระบบเบรกแบบดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ของ Brembo แบบ 4 ลูกสูบ ตัวรถยังมีคันเร่งไฟฟ้าใหม่ที่พัฒนาให้ควบคุมและตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น และยกเลิกครูซคอนโทรลได้ดีขึ้น มีระบบหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกนที่ช่วยให้ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบกันล้อหน้าลอยตัวและระบบเบรก ABS ให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น กันสะบัดปรับได้ 8 ระดับมาช่วยเพิ่มความเสถียร และหน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 5.5 นิ้วที่ปรับปรุงซอฟต์แวร์มาใหม่ สุดท้ายนี้เจ้าแดร็กสเตอร์อเมริกาเวอร์ชันคันนี้จะจำหน่ายในตัวแทนที่อเมริกาเหนือตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป ส่วนเมืองไทยนั้นคงหายากและราคาแพงหน้าดูเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 800NK เน็กเก็ดแดนมังกรดีไซน์ดุ

CFMoto 800NK เน็กเก็ดแดนมังกรดีไซน์ดุ หลาย ๆ คนน่าจะได้เห็นกันไปแล้วสำหรับโมเดลนี้ CFMoto 800NK ซึ่งเปิดตัวกันไปแล้วที่ประเทศจีน แต่ตอนนี้มาบุกตลาดยุโรปแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อช่วงปลายปีที่แล้วยังมันเป็นรถคอนเซ็ปต์ภายใต้ชื่อว่า NK-C22 อยู่เลย มาตอนนี้ก็กลายเป็นรถพร้อมขายถึงทางยุโรปแล้ว แต่บ้านเรานั้นยังคงต้องลุ้นกันไปยาว ๆ สำหรับดีไซน์เจ้าคันนี้มาในรูปแบบเน็กเก็ดไบค์ที่ดูดุดัน โดดเด่นด้วยไฟหน้าดีไซน์แบบหัวลูกศร ท้ายสั้น และเส้นสายเฉียบคมทั่วทั้งคันรถ และไม่เพียงแต่หน้าตาที่มีดี ตัวรถยังคำนึงถึงเรื่องของความสบายในการขับขี่หรือในเรื่องการยศาสตร์ แน่นอนว่าตัวรถออกแบบให้มีท่านั่งหลังตรง และยังให้เบาะนั่งที่ความสูงเหมาะสมที่ 795 ม.ม. ซึ่งทางค่ายเคลมมาว่าขับขี่ได้มั่นใจทุกความสูง มาที่เรื่องของเครื่องยนต์กันบ้าง โมเดลนี้ใช้เครื่องยนต์สองสูบเรียง 799 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำวางบนเฟรมแบบท่อโลหะโครโมลี่ ทางค่ายเคลมกำลังแรงม้ามาที่ 95 แรงม้า และดุดันด้วยแรงบิด 79 นิวตันเมตร แต่มีน้ำหนักตัวรถเพียง 186 กก.เท่านั้น ส่วนช่วงล่างนั้นถือว่าค่อนข้างให้มาดี ด้านหน้ามีโช้คหัวกลับ KYB ขนาด 43 ม.ม. ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ด้านหลังก็จะให้มาเป็นโช้คเดี่ยวจาก KYB ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบอีกเช่นกัน ขณะที่ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม.ร่วมกับคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบจากทาง J.Juan ด้านหลังเองก็จะเป็นดิสก์เดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก J.Juan เช่นกัน พร้อมกับระบบเบรก ABS จาก Bosch ปิดท้ายด้วยล้อที่ให้มาเป็นจะเป็นล้ออลูมิเนียมขนาด 17 นิ้วพร้อมยางขนาด 120/60 ZR17 และ 180/55 ZR17 ต่อกันในเรื่องของเทคโนโลยีต่าง ๆ ตัวรถนั้นมีระบบสลิปเปอร์คลัตช์ ครูซคอนโทรล และโหมดการขับขี่ 3 โหมดได้แก่ Sport, Street และ Rain ส่วนในรุ่น Advance ก็จะมีกันสะบัด ควิกชิฟเตอร์พร้อมหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่พร้อมระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะเพิ่มเข้ามา สุดท้ายเรื่องการจำหน่ายนั้นวางจำหน่ายในยุโรปเริ่มต้นที่ 7,390 ยูโรหรือราว ๆ 284,000 บาท ส่วนบ้านเราก็อย่างที่บอกไปครับว่าลุ้นกันยากหน่อยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW CE 02 2024

BMW CE 02 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสายสตรีทที่โคตรคูล  BMW CE 02 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสายสตรีทที่โคตรคูลเป็นโมเดลใหม่ล่าสุดของทางค่ายใบพัดสีฟ้าหลังจากที่ทางค่ายเคยเปิดตัว CE 04 ไปเมื่อราว 2 ปีก่อน สำหรับโมเดลนี้บอกเลยว่าโดดเด่นและแตกต่าง ไม่เหมือนใครด้วยแนวคิดและตัวตนที่บอกว่ารถของตัวเองนั้นไม่ใช่ทั้งมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแต่เป็นนักปาร์กัวร์สายไฟฟ้า งงใช่มั้ยล่ะ ใช่สิผมก็งง แต่ช่างเหอะเราไปดูการออกแบบและสเปกส่วนอื่น ๆ กันดีกว่า   ดีไซน์ของรถบอกเลยว่าล้ำมาก ๆ ขณะเดียวกันก็ให้ความเท่ในแบบที่ทุกคนที่เห็นต่างต้องชอบใจ และก็คงเอาไว้ซึ่งดีเอ็นเอที่ถ่ายทอดมาอย่างรุ่นพี่ CE 04 อีกด้วย ตัวรถออกแบบมาให้มีความคล่องตัว แม่นยำ ทนทานและตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่มีอะไรที่ออกแบบมาแล้วเกินเลย เทอะทะ ไร้ซิ่งชิ้นส่วนที่ไม่มีความจำเป็น   ตัวรถเลือกใช้สีดำเป็นหลักในหลาย ๆ ชิ้นส่วนไม่ว่าจะเป็นเฟรม ล้อ บังโคลนหน้าจนถึงแฟริ่งแผงคอด้านบน เลือกใช้สีเทาเมทัลลิกแบบด้านสำหรับฝาครอบมอเตอร์เพื่อสร้างคอนทราสต์และลูกเล่นระหว่างสีแบบด้านและสีแบบเงา อีกทั้งยังมีโมเดลเวอร์ชัน Highline ที่มีการขับเน้นสีสันให้เหมาะสมกับเจ้าของรถที่ชอบเข้าสังคมและชอบความมีสีสัน โดยโมเดลนี้จะอโนไดซ์โช้คให้เป็นสีทองโดดเด่น และเล่นลายกราฟิกแบบเทปด้วยสีเขียวตัดกับตัวรถเพิ่มเติม มาถึงส่วนที่หลาย ๆ คนใส่ใจกันมาก ๆ ก็คือมอเตอร์ไฟฟ้าและระบบขับเคลื่อนของตัวรถ ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 รูปแบบสอดคล้องกับกฎหมายเรื่องใบขับขี่ของทางยุโรป ซึ่งแบบแรกคือมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนสายพาน โดยมีกำลังที่ 11 กิโลวัตต์หรือ 15 แรงม้า สำหรับใบขับขี่ A1ของนักบิดอายุ 16 ปีขึ้นไป และเวอร์ชันจำกัดสำหรับใบขับขี่แบบ AM หรือนักบิดที่อายุน้อยกว่านั้น โดยจะจำกัดไว้ที่ 4 กิโลวัตต์หรือ 4 แรงม้า ซึ่งทำความเร็วได้สูงสุด 45 กม./ชม. ทั้งนี้ก็แล้วแต่กฎหมายของแต่ละประเทศอีกที อย่างไรก็ดีสำหรับรุ่นปกติสมรรถนะเต็มกำลังนั้นเคลมท็อปสปีดมาถึง 95 กม./ชม. และเคลมระยะการใช้งานมาได้มากถึง 90 กิโลเมตร (WMTC) และยังมีโหมดการขับขี่ 2 โหมดคือ Flow และ Surf ซึ่งโหมดแรกจะเหมาะการขับขี่แบบไหล ๆ ไปตามถนนในชานเมือง ส่วนโหมดที่ 2 สำหรับการขับขี่ที่ต้องการความลื่นไหลซึ่งก็คือการซอกแซกไปในเมืองที่รถหนาแน่น ส่วนต่อมาที่หลาย ๆ คนสนใจอีกไม่แพ้กันก็คือแบตเตอรี่และการชาร์จ ซึ่งใช้แบตเตอรีขนาด 3.92 กิโลวัตต์ชั่วโมง ตัวรถจะมาพร้อมที่ชาร์จแบบภายนอกที่จ่ายไฟได้ 0.9 กิโลวัตต์โดยสามารถเสียบกับปลั๊กไฟบ้านได้เลย เรียกว่าสะดวกสบาย แต่ก็สามารถเลือกจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อตัวชาร์จแบบควิกชาร์จที่จ่ายไฟได้ 1.5 กิโลวัตต์เพื่อให้ชาร์จได้เร็วยิ่งขึ้น ขณะที่ในส่วนของช่วงล่างนั้นตัวรถเลือกใช้เฟรมแบบดับเบิลลูปทำจากเหล็กกล้า มีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก และด้านหลังมีสวิงอาร์มเดี่ยวที่ยีดเข้ากับโช้คเดี่ยว ส่วนล้อเป็นล้ออัลลอยน้ำหนักเบาในแบบของล้อดิสก์พร้อมดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังและระบบเบรก ABS ที่ด้านหน้า โดยที่ตัวรถน้ำหนักเบาเพียง 132 กก. และมีเบาะนั่งต่ำเพียง 750 ม.ม. จึงตอบโจทย์นักขี่ได้หลากหลายเรียกว่าทุกเพศและเกือบจะทุกวัยเลยทีเดียว ต่อกันในเรื่องของฟังก์ชันการใช้งานตัวรถมาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัยสมกับเป็นค่ายใบพัดสีฟ้า ตัวรถมีหน้าเรือนไมล์สี TFT ขนาด 3.5 นิ้ว แจ้งข้อมูลต่าง ๆ ครบครัน ซึ่งรวมไปถึงสถานะแบตเตอรี่อีกด้วย มีช่องจ่ายไฟแบบ USB-C จ่ายไฟให้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อื่นได้แรงขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชีน BMW Motorrad ได้ ช่วยให้ใช้ฟังก์ชันเสริมอย่างการบันทึกเส้นทางการเดินทางได้ด้วย และยังมีระบบช่วยถอยหลังอีกด้วย ส่วนเรื่องของความปลอดภัยนอกจากระบบเบรก ABS ที่กล่าวถึงไปแล้วตัวรถยังมีระบบควบคุมเสถียรภาพของรถโดยอัตโนมัติและระบบควบคุมเสถียรภาพให้กลับเป็นปกติอีกด้วย สุดท้ายนี้ตัวรถเปิดราคาเริ่มต้นที่ 8,500 ยูโรคิดเป็นเงินตรง ๆ เลยก็ราว ๆ 328,000 บาท แต่ถ้าหากเปรียบเทียบกับรุ่นพี่ CE 04 ที่เปิดราคาไทยแล้วล่ะก็ สนนราคาก็น่าจะกระโดดไปที่ 569,000 บาทเลยทีเดียว (ราคานี้เป็นเพียงราคาคาดการณ์เท่านั้น) ซึ่งน่าจะทำให้รถคันนี้เป็นโมเดลที่อาจจะไม่คุ้มในการทำตลาดบ้านเราเท่าไหร่ อาจจะทำให้ไม่เข้ามาจำหน่ายในบ้านเรา หรืออาจจะเข้ามาจำนวนน้อย งานนี้ใครเงินเหลือล่ะก็จัดเลย เท่ไม่หยอกแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Vespa Disney Mickey Mouse Edition

Vespa Disney Mickey Mouse Edition ฉลองร้อยปีดิสนีย์ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อแบรนด์ระดับไอคอนิกสองแบรนด์จับมือกันสร้างสรรค์ผลงาน แน่นอนว่ามันก็ต้องเป็นอะไรที่หลาย ๆ คนต้องร้องว้าวอย่างแน่นอน โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบในแบรนด์ดังกล่าว และล่าสุดก็คือ Vespa Disney Mickey Mouse Edition ผลงานการรังสรรค์ร่วมกันระหว่างเวสป้าและดิสนีย์นั่นเอง การมาร่วมมือกันครั้งนี้เป็นอะไรที่พิเศษสุด ๆ เนื่องจากเป็นโปรเจ็กต์ Disney 100 ซึ่งเวสป้าเองก็ได้ร่วมเฉลิมฉลองการครบรอบ 100 ปีของทางดิสนีย์ด้วยการส่งอิดิชันพิเศษออกมาในสไตล์ของมิกกี้เมาส์ ตัวการ์ตูนสุดไอคอนิกที่โด่งดังและเป็นที่นิยมไม่เสื่อมคลาย เป็นอมตะไร้ซึ่งกาลเวลา ตัวรถมาในโทนสีดำแดงแบบทูโทนเป็นเมนหลักซึ่งเป็นสีมาจากเจ้าหนูมิกกี้เมาส์ ตัวกระจกมองข้างทรงกลมสีดำเปรียบเสมือนหูของเจ้ามิกกี้ ตัดด้วยสีเหลืองที่บังโคลนหน้าและขอบล้อแม็กที่เป็นสีของรองเท้า โดดเด่นด้วยสีสันภายนอกที่สะดุดตาแล้วยังมีลวดลายกราฟิกมิกกี้เมาส์ที่ตัวเฟรมด้านหน้าและด้านข้างทั้งสองด้าน ตัวเบาะมีการปั๊มจมเป็นลายเซ็นส์ของมิกกี้เมาส์เป็นภาษาอังกฤษ พร้อมสติกเกอร์เจ้าหนูหูกลมบริเวณช่องเซอร์วิส โดยอิดิชันพิเศษนี้จะมีมาในรุ่น Primavera 50 ซีซี 125 ซีซี และ 150 ซีซี ส่วนในเรื่องของสนนราคาและจำนวนที่ผลิตนั้นยังไม่เปิดเผย แต่คาดว่าจะมีจำนวนไม่มากและราคาค่อนข้างแรง อย่างไรก็ดีผมเชื่อว่ามันจะต้องมีมาจำหน่ายในไทยบ้างล่ะ ไม่มากก็น้อย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Norden 901

Norden 901 ไวกิ้งสายลุยจาก Husqvarna Norden 901 สายลุยเเดนไวกิ้ง เปิดไทยไม่ถึง 6 เเสน..!! – YouTube เปิดตัวที่ยุโรปกันไปตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ก็เพิ่งจะได้ฤกษ์เปิดตัวที่ประเทศไทยเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้เองสำหรับเจ้า Husqvarna Norden 901 ไวกิ้งสายลุย แอดเวนเจอร์ไบค์คันแรกและยังเป็นรถไซสใหญ่สุดเท่าที่ทางค่ายเคยสร้างมา ถ้าไม่นับเจ้าของใหญ่อย่าง KTM น่ะนะ สำหรับเจ้านอร์เด็น 901 คันนี้ถือว่าเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ที่น่าสนใจมาก ๆ เลยทีเดียว เนื่องจากเป็นครั้งแรกเลยสำหรับค่ายนี้ที่ปกติแล้วเชี่ยวชาญช่ำชองและโชกโชนในมอเตอร์ไซค์ในสไตล์เอ็นดูโร่และโมโตครอสอย่างมาก และขึ้นชื่อเรื่องออปชันแน่นกับราคาที่แรงตามสมรรถนะของรถ และเมื่อค่ายไวกิ้งหันมาทำแอดเวนเจอร์หรือรถสายลุยมันจึงน่าสนใจมาก ๆ เลยล่ะครับ เรื่องของดีไซน์จัดว่าโดดเด่นแปลกตา แต่ก็เป็นไปตาม DNA ของทางค่ายเช่นเดิม เด่นด้วยไฟหน้า LED และชิลด์บังลมทรงตัด ทั้งยังให้ไฟตัดหมอกมาด้วยเลยซึ่งเป็นแบบที่แอดเวนเจอร์ค่ายอื่นไม่ทำกัน แฟริ่งด้านข้างเด่นด้วยโลโก้ค่ายขนาดใหญ่พร้อมเส้นสายลายกราฟิกในแบบแผนที่ทางภูมิศาสตร์สื่อถึงการผจญภัย ตัดด้วยสีเหลืองเลม่อนสดใสและสีขาวสีประจำค่ายดูลงตัวแบบไม่ทิ้งตัวตน ตัวรถใช้ขุมพลัง 2 สูบเรียงขนาด 889 ซีซีที่ใคร ๆ ต่างรู้ว่าเครื่องนี้มาจากทางค่ายสีส้ม วางเป็นส่วนหนึ่งร่วมกับเฟรมโครโมลีที่น้ำหนักเบาแต่ก็ยังแข็งแรง โดยเคลมกำลังสูงสุดมาที่ 105 แรงม้าและแรงบิดที่ 100 นิวตันเมตร อาศัยเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาดใหญ่ 19 ลิตรที่ทางค่ายเคลมว่าช่วยให้วิ่งได้ไกลมาถึง 400 กม. ตัวเครื่องยนต์เร่งแรงด้วยการสั่งการด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า แถมพ่วงมาด้วยโหมดการขับขี่ 3 โหมด ทั้ง Street, Rain และ Offroad ทางค่ายยังติดตั้งควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ 6 สปีดที่ให้มาได้ไหลลื่น และแน่นอนว่ามาพร้อมกับระบบพาวเวอร์แอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ที่ช่วยให้คุมล้อหลังได้ดียิ่งขึ้น   ช่วงล่างโดดเด่นและตอบโจทย์การขับขี่แบบลุย ๆ ด้วยระบบกันสะเทือนแบรนด์คู่บุญอย่าง WP ซึ่งด้านหน้าให้โช้ค WP APEX ขนาด 43 ม.ม.ที่เป็นโช้คหัวกลับ ระยะยุบมากถึง 220 ม.ม. สามารถปรับแต่งค่าจ่าง ๆ ได้ครบถ้วนเพียงแค่หมุนปรับคลิกเกอร์ไดอัล ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว WP APEX ระยะยุบตัวรวม 215 ม.ม. ซึ่งก็สามารถปรับแต่งได้เช่นกัน ส่วนเรื่องของระบบเบรกก็จะค่อนข้างลงตัวด้วยระบบเบรกจาก J.Jaun ด้านหน้าเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบพร้อมดิสก์เบรก 320 ม.ม.ส่วนด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 260 ม.ม.ร่วมกับคาลิเปอร์เบรก 2 ลูกสูบ แน่นอนว่ามีระบบเบรกแบบ Cornering ABS จากบอร์ชที่มีโหมด Offroad มาให้ด้วย เรื่องสุดท้ายของช่วงล่างคือล้อและยาง ตัวรถจะให้ล้อซี่ลวดแบบไม่ใช้ยางในขนาด 21 และ 19 นิ้วหน้าหลังตามลำดับ พร้อมยาง Pirelli Scorpion Rally STR ให้คุณลุยผ่านได้แทบทุกอุปสรรค รวมไปถึงขี่ทางไกลถนนดำก็ไม่มีปัญหา และในเรื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ให้มาแบบแน่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นคอร์เนอริ่ง ABS ที่มาพร้อม Offroad โหมดที่พูดถึงไปแล้ว ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรกที่ทางค่ายเรียกว่าส MSR หรือมอเตอร์สลิปเรกูเลชัน ระบบแทร็คชันคอนโทรล โหมดการขับขี่ และแน่นอนว่ามีหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ สุดท้ายนี้เรื่องของการจำหน่ายเปิดราคาที่ 599,800 บาท กับสีสันเดียวกับคันที่เราเห็นกันอยู่นี้ไม่ได้มีสีอะไรให้เลือก แต่ก็บอกเลยว่าเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์แท้ ๆ ที่ให้ออปชันมาดี เมื่อเทียบกับราคาคู่แข่งที่ใกล้เคียงกันนั้นจัดได้ว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ๆ เลยล่ะครับสำหรับโมเดลนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ยักษ์เขียว 1500 แรงม้า ของลุงผู้คลั่งในความเร็ว

ยักษ์เขียว 1500 แรงม้า ของลุงผู้คลั่งในความเร็ว เรียกว่าเป็นข่าวดีของวงการ Top Fuel Motorcycle หรือวงการแดร็กเรซซิ่ง รวมไปถึงแฟน ๆ ของ Jimmy Brantley หรือเดอะฮัลค์ ซึ่งใกล้จะกลับมาทุบสถิติแดร็กเรซซิ่งอีกครั้งแล้วด้วยเจ้า ยักษ์เขียว 1500 แรงม้า หลังจากแขวนหมวกหายไปจากวงการแข่งนานถึง 15 ปี   ซุ่มทำรถกันนานนับปีสำหรับลุงวัย 67 อดีตนักแข่งท็อปฟิวมอเตอร์ไซเคิลหลังบอกกับทีมงานทำรถสั้น ๆ ว่าได้เวลากลับมาหาความสนุกแล้วว่ะพวก และล่าสุดไม่กี่วันมานี้ทางทีมงานสร้างรถก็เริ่มทดสอบขับขี่ในสนามแดร็กจริง ๆ กันแล้วครับ ไปลองดูคลิปกันได้ว่าแรงขนาดไหน พูดมาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้จักคำว่า ท็อปฟิวมอเตอร์ไซเคิล ผมก็ขออธิบายไว้ตรงนี้ก่อนว่ามันคือการแข่งแดร็กประเภทนึงที่เปิดโอกาสให้ทำรถกันแบบสุดติ่งกระดิ่งแมว ยัดได้ทั้งซูเปอร์ชาร์จ เทอร์โบ และถึงกับใช้ไนโตรมีเทน (ใช้แทนน้ำมันปกติ) ทั้งนี้สามารถทำเครื่องอย่างน้อย 3 สูบและทำได้ใหญ่ถึง 3,278 ซีซี หรือถ้ามีระบบเทอร์โบหรือซูเปอร์ชาร์จจะสามารถทำได้ไม่เกิน 1,700 ซีซี ซึ่งรับรองได้เลยว่าแรงมากจริง ๆ สำหรับรถที่ลงแข่งในคลาสนี้ ย้อนกลับไปช่วงปี 2000-2007 ปีที่ Brantley ยังลงแข่งอยู่เขาทำผลงานในการแข่งขันประเภทนี้ไว้ได้น่าจดจำมากเมื่อเทียบกับจำนวนปีที่ลงแข่งขัน ขณะที่ตำนานและเจ้าของสถิติโลกอีกคนอย่าง Larry McBride ฉายาสไปเดอร์แมน ลงวิ่งต่อเนื่องเกินกว่า 40 ปี โดยเดอะฮัลค์หรือ Brantley นั้นเป็นคนที่สองในวงการที่ลงแข่งและสามารถทำสถิติเวลาอยู่ในโซน 5 วินาทีได้ โดยเคยทำสถิติไว้ที่ 5.8 วินาทีกับท็อปสปีด 385.6 กม./ชม.   ก่อนที่เขาจะมาระเบิดฝีไม้ลายมือกันที่พิกัดใหญ่ เขาเคยลงแข่งในรายการระดับชาติกับ Suzuki Hayabusa ในปี 2000 ที่สนาม Gainesville Raceway ในการแข่ง AMA Prostar มาแล้ว และก็ได้ตัดสินใจกระโดดลงมาแข่งในรุ่นสุดระห่ำนี้ทันที ซึ่งไม่มีนักแข่งที่ไหนเขาทำกัน ซึ่งเจ้าเหยี่ยวคันนั้นต่อให้แรงแค่ไหนก็ไม่มีวันเท่าเจ้าเขียวคันเก่ากับความแรง 1200 แรงม้าที่เขาขายไปแล้วตอนเลิกแข่งเลยสักนิด หลังจากนั้นหลายปี เขากลับมาหาแก๊ง 5 วินาทีของเขาและให้ทีมงานทำรถของ Larry ทำรถให้เขาขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และมันก็กลายเป็นเจ้ายักษ์เขียว 1500 แรงม้าคันที่คุณเห็นอยู่นี้เอง โดยตัวรถมีชิ้นส่วนที่ต้องทำมือหลายชิ้น ต้องเช็คในดีเทลต่าง ๆ มากมายหลายต่อหลายครั้งเพื่อลดความผิดพลาด กลายเป็นความทุ่มเทครั้งยิ่งใหญ่ที่ต้องใช้ทั้งความรู้ความสามารถฝีมือตลอดไปจนถึงเวลาหลายปีและเงินมหาศาล กระทั่งรถของเขาก็เสร็จในปี 2020 แต่ก็ยังมีการปรับแต่งกันไปเรื่อย ๆ กระทั่งในปีนี้เองเขาทุ่มสุดตัวลดน้ำหนักตัวเองเกือบ 20 กิโลกรัมเพื่อที่จะลุยทำสถิติเวลากันอีกครั้ง ทำให้ทีมงานต้องปรับจูนตำแหน่งท่านั่งใหม่ให้เหมาะกับตัว Brantly อีกครั้ง ก่อนจะออกไปทดสอบกันอีกครั้งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง สุดท้ายนี้เขาจะทำลายสถิติเวลาเดิมของเขาได้มั้ย หรือจะแรงจนทำลายสถิติของ Larry ได้ด้วย งานนี้ก็คงต้องติดตามกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Lead 125 Minimize Bangkok ทริปย่อกรุงเทพให้เล็กลง..!!

วันนี้ได้มีโอกาสมาขับขี่ทริป Honda Lead 125 Minimize Bangkok ทริปที่ย่อกรุงเทพให้เล็กลงในวันเดียว โดยครั้งนี้จะเริ่มต้นทริปกันที่ศูนย์ขับขี่ปลอดภัย กรุงเทพมหานคร ขับขี่ ลัดเลาะ ซิกแซก ซอกแซก ไปในเมืองหลวง ทำให้เมืองใหญ่ๆ กลายเป็นเมืองเล็กๆ ได้ในวันเดียว วันนี้เราจะไปไหนกันบ้าง ติดตามกันเลย..!! ก่อนอื่นก็ต้องมาทดสอบความแรงความคล่องตัวของเจ้า Lead คันนี้กันก่อนเลย โดยการจัดชาเลนจ์ทางตรง โชว์สมรรถนะความแรงของเครื่องยนต์ 4 วาล์ว ESP+ เครื่องตัวใหม่ ที่แต่ละคนก็ล้วนทำได้ดีเลยทีเดียว พร้อมกับวอร์มขับขี่ในสนามได้พร้อมก่อนที่จะลงถนน ลุยในเมืองหลวงต่อไป   โดยการขับขี่ครั้งนี้ จะถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม A B และ C ตามระยะทางที่กำหนดไว้ แต่เนื่องเราเอง ได้ซื้อรถ Honda Lead ใช้เองส่วนตัว เลยนำรถตัวเองร่วมทริปครั้งนี้ไปด้วยแบบจัดเต็มรูท ขี่กันให้หน่ำใจไปเลย เริ่มกันที่รูทแรก มาร์แชลพาผ่ารถติดช่วง เสรีไทย ตัดเส้นช๊อกโกแลตวิว เกษตรนวมินทร์ วิ่งเข้าเส้นเรียบทางด่วนรามอินทรา – เอกมัย เลี้ยวขวาพระราม 9 ขึ้นสะพานยาวมาลงถนนพญาไท ราชเทวี มุ่งหน้าเข้าสู่ ปทุมวัน ห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง ตรงขึ้นไป สามย่าน หัวลำโพง ถือว่าเป็นเส้นทางพิสูจน์ความคล่องตัว อัตราการตอบสนองคันเร่ง ช่วงล่าง รู้สึกได้เลยว่าตัวรถเล็ก กะทัดรัด แล้วต้องมาผ่าช่วงเช้ารถติด ยิ่งคิดถูกเลยที่เลือกคันนี้มาช่วงเวลาเร่งรีบ แวะถ่ายรูปเล่นกันที่หัวลำโพง     เราก็ไปทานหมูสะเต๊ะร้านสีมรกต อยู่ในซอยสุกร ในซอยนี้ร้านอาหารเพียบเลย ว่างๆ จะมาลองใหม่ จบมื้อทานเล่น ก็ไปลุยกันต่อกับเส้นทาง ไซน่าทาว เยาวราช วิ่งเข้ามาเส้นรอบสนามหลวง รถเริ่มเบาบางรถ เราก็เริ่มได้ถ่ายรูปกันบาง ก่อนที่จะถึงร้านอาหาร โคโค่ เจ้าพระยา ตั้งอยู่ที่ ท่าพระอาทิตย์ ก่อนที่จะทานอาหารเที่ยง และ เปลี่ยนกลุ่มขับขี่ต่อไป     กลุ่ม B ก็สวยไม่แพ้กลุ่มแรกเลย ออกจากร้าน ข้ามสะพานปิ่นเกล้า ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ไปฝั่งโรงบาลศิริราช มุ่งหน้าไปยังถนนอักษะ พุทธมลฑลสาย 4 ตรงนี้ถือว่าเป็นอีก 1 จุด ที่สายไบค์เกอร์ชอบมากๆ เส้นถนนตรงนี้สำหรับผมถือว่าได้ทดสอบความแรงของตัวเครื่องยนต์ eSP+ ได้เป็นอย่างดี ทางตรง ยาวๆ ของถนนเส้นนี้ พิสูจน์ได้เลยว่าแรงจริง ต่อจากนั้นเรามุ่งหน้าไปที่ร้านกาแฟ Scene Bangkok คาเฟ่เวทย์มนต์ อยู่ที่พุทธมลฑลสาย 4  ก่อนที่จะสลับกลุ่มสุดท้ายของวันนี้ และแน่นอน เราเอารถเรามาเอง เราก็ยังอยู่ต่อ ตอนนี้เราขับมา ร้อยกว่าโลแล้ว น้ำมันเชื้อเพลิงยังเหลือครึ่งถัง ไปต่อสบายๆ   กลุ่ม C ออกจากร้านกาแฟ ขับขี่บนนถนนพรานนก  ต่อด้วยถนนอิสรภาพ เลี้ยวซ้ายตัดเข้าสะพานพุทธ วนเข้าปากคลองตลาด การจราจรเริ่มหนาแน่น เพราะว่าโรงเรียนเริ่มเลิกเรียนแล้ว ช่วงนี้ละ ที่จะกลับเข้ามาท้าทาย พิสูจน์ความคล่องตัว เราพิสูจน์มาเมื่อเช้าแล้ว แต่สำหรับกลุ่มนี้ จะได้สัมผัสความคล่องตัวที่แท้ทรู เราขับขี่ต่อมาที่ เสาชิงช้า อีก 1 จุดไฮไลท์ในกรุงเทพ และมุ่งหน้าราชปรารถ พระราม 9  ก่อนที่เราจะย้อนกลับเข้าไปในจุดเริ่มต้นที่ศูนย์   สำหรับทริปครั้งนี้ ตัวผมเองก็ได้มีโอกาสรวมขับขี่ทริป Honda Lead 125 Minimize Bangkok แบบวันเดย์ทริป รวดเดียว ด้วยรถของตัวเอง สิ่งแรกที่จะบอกเลยคือ 150 โล น้ำมันยังเหลือในถัง 1 ขีด การใช้งานจริง บิดจริง ความเร็วเฉลี่ย 80-100 กิโลเมตร เร่งบ้าง ช้าบ้าง สภาพการจราจรจริงแบบใช้งานในชีวิตประจำวัน ถือว่าทริปนี้ ตรงตามคอนเซป “ย่อกรุงเทพให้เล็กลง” เหมือนกับตัวรถ Hond Lead ที่ออกแบบทุกอย่างมาอยู่ในคันนี้คันเดียว ไม่ว่าจะสายขน สายแรง สายประหยัด ก็มีให้ครบครัน เอาเป็นว่าทริปต่อไป จะไปย่อที่ไหนให้เล็กลงติดตามกันได้เลย..!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เวสป้า เปิด 3 โมเดลใหม่ พร้อมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

เวสป้า เปิด 3 โมเดลใหม่ พร้อมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Vespa เล่นใหญ่ จัดอีเว้นท์สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ Vespanista Weekend Escapade ที่รวมพลเหล่าเซเลบีตี้ชื่อดังมากมาย กับกิจกรรมแฟชันโชว์สุดพิเศษในบรรยากาศที่มีกลิ่นอายชายฝั่งทะเลอิตาลี พร้อมกับการเปิดตัวเวสปิสตี้ระดับหัวแถวของเมืองไทย และโมเดลคอลเลกชันใหม่ล่าสุด ภายใต้แคมเปญ VIVA LA VESPA ณ ลาน  Quartier Avenue ชั้น G ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์  บริษัท วีพีพีดับเบิลยู ซัพพลายส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถสกู๊ตเตอร์พรีเมียมชั้นนำและมอเตอร์ไซค์สัญชาติอิตาเลียนระดับตำนานจากกลุ่ม Piaggio Group ได้แก่ เวสป้า พิอาจิโอ อาพริเลียและโมโตกุชชี่ จัดกิจกรรม Vespanista Weekend Escapade พร้อมเนรมิตพื้นที่ศูนย์การค้าใจกลางกรุงเทพมหานคร สู่เวทีแฟชันโชว์ครั้งใหญ่ในบรรยากาศและกลิ่นอายสไตล์ Italian Coastier  สำหรับงานนี้ จะเป็นแหล่งรวมพลสำหรับคนที่หลงรักเวสป้าและหลงใหลแฟชัน ได้สัมผัสถึงความพิเศษ จากการคอลแลปกับเหล่าบรรดาดีไซน์เนอร์ชื่อดังของเมืองไทย จัดลุคพิเศษแมตช์กับรถเวสป้าในรุ่นต่าง ๆ พร้อมโชว์ในงานนี้อีกด้วย  เปิดตัวเวสปิสตี้ครั้งแรกในประเทศไทย กับ 4 ไอคอนิกแฟนชันคนรุ่นใหม่  ปลุกกระแสความร้อนแรงมากยิ่งขึ้นด้วยการประกาศแต่งตั้ง “เวสปิสตี้” หรือ Friend of Vespa ครั้งแรกในประเทศไทยกับ 4 ไอคอนิกแฟชันคนรุ่นใหม่ ที่เป็นตัวแทนถ่ายทอดความอิสระและสะท้อนคาแลคเตอร์ของทั้ง 4 คน ได้แก่ นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ โบกี้ไลอ้อน-พิชญ์สินี วีระสุทธิมาศ ไบร์ท-วชิรวิชญ์ ชีวอารี และ วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร และการครีเอทโชว์พิเศษที่เวสป้าร่วมมือกับแบรนด์แฟชันชั้นนำของเมืองไทย อาทิ MOO, ASV, V Activewear, Issue, TuTTi, KEM, Leisure Project เป็นต้น เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ 3 รุ่นสุดพิเศษก่อนใคร เฉพาะงานนี้ นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวโมเดลคอลเลกชันสุดพิเศษ เฉพาะภายในงานเริ่มด้วย เวสป้า แซนด์ แอนด์ ซี (VESPA SAND AND SEA) ดูโอ้สายชิล ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ Sand & Sea ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหาดทรายและทะเล ของเมืองชายฝั่งทะเลในอิตาลี ที่เต็มไปด้วยความสุขและความสดใส ในเวสป้ารุ่น  LX 125 I-GET SAND EDITION และ S125 I-GET SEA EDITION ถ่ายทอดดีไซน์และแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ผ่านเวสปิสตี้ อย่าง ไบร์ท-วชิรวิชญ์ ชีวอารี และ วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร โดย LX125 I-GET SAND EDITION สนนราคาที่ 99,900 บาท และ S 125 I-GET SEA EDITION สนนราคาที่ 109,900 บาท ราคานี้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมรับชุด Welcome Kit ต่อมาเป็นโมเดลสุดพิเศษกับ เดอะ เวสป้า 946 ฉลองครบ 10 ปี (THE VESPA 946 10° ANNIVERSARIO) คอลเลกชันแรกจากซีรี่ย์ปีนักษัตร ซึ่งนับเป็นเวสป้ารุ่นพิเศษที่มาพร้อมลวดลายกระต่าย ซึ่งผลิตและจำหน่ายในจำนวนจำกัด พร้อมซีเรียลนัมเบอร์เพียง 1,000 คัน และนำเข้ามาในประเทศไทยเพียง 20 คัน เท่านั้น  ด้วยรูปโฉมที่เป็นต้นแบบ ผ่านการตีความคุณค่าที่ทำให้สกู๊ตเตอร์แบรนด์นี้ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งไลฟ์สไตล์ของคนทั่วโลก ผสานเข้ากับจิตวิญญาณร่วมสมัยและมุมมองอันก้าวลํ้า สู่งานมาสเตอร์พีซจากอิตาลีที่กลายมาเป็นไอเท็มสำคัญสำหรับนักสะสมตัวจริง เข้ากับสัตว์ประจำปีนักษัตร ทั้งหมด 12 รุ่น นับจากนี้ สนนราคาที่ 649,000 บาท  และครั้งแรกกับการเปิดตัวในเอเชีย กับ เวสป้า จีทีวี 300 เอชพีอี (VESPA GTV 300 HPE) หนึ่งในตระกูล GTS

Triumph Scrambler 400X น้องเล็กสแครมเบลอร์จากเมืองผู้ดี

Triumph Scrambler 400X น้องเล็กสแครมเบลอร์จากเมืองผู้ดี ออกสู่สายตาสาธารณชนเป็นที่เรียบร้อย กับโมเดลใหม่ล่าสุดอีกหนึ่งรุ่นจากแดนผู้ดีสัญชาติอังกฤษอย่าง ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซค์เคิล ได้ทำการเปิดตัวโมเดล Triumph Scrambler 400X สแครมเบลอร์น้องใหม่พิกัด 400 ซีซีโฉมหล่อสุดเท่รุ่นนี้ เดี๋ยวไปดูกันว่าเจ้าสแครมเบลอร์รุ่นนี้มีดีเทลอะไรที่น่าสนใจเป็นพิเศษ  ในด้านการดีไซน์เจ้าสแครมเบลอร์รุ่นนี้ ถือว่าถอด DNA มาจากรุ่นพี่อย่าง Scrambler 900 และ Scrambler 1200 ด้วยพร้อมภาพลักษณ์อันโดดเด่น และคาแรคเตอร์ที่พร้อมลุยในทุกเส้นทาง ยังรวมไปถึงคุณสมบัติของรุ่นนี้ ที่มุ่งเน้นการใช้งานได้จริง ไฟท้าย LED ดีไซน์ล้ำสมัย การ์ดแฮนด์ พร้อมลุยในทุกสถานการณ์ แป้นเบรกเหล็กขนาดใหญ่ ไฟหน้าทรงกลม พร้อมครอบไฟหน้าออกแบบมาอย่างสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าทรงกลมพร้อมครอบไฟหน้า การ์ดหม้อน้ำ และการ์ดกันกระแทกอ่างน้ำมันเครื่อง รวมถึงแฮนด์บาร์ที่กว้างพร้อมการ์ดแฮนด์ ที่ค้ำแฮนด์พร้อมแท่นรอง บังโคลนหน้าที่ยาวขึ้น แป้นเบรกเหล็กขนาดใหญ่ และที่พักเท้าแบบยึดเกาะสูง ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำลงและกว้างขึ้น ทำให้ได้ตำแหน่งการยืนขี่ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นเมื่อขี่แบบออฟโรด และคอมพาวด์ของผ้าเบรก ที่ได้รับการปรับปรุงให้ประสิทธิภาพการเบรกได้อย่างมั่นใจ ในทุกสถานการณ์ขับขี่ ถังน้ำมันถูกออกแบบด้วยเส้นลายกราฟิกอย่างสวยงาม เรือนไมล์อนาล็อก-ดิจิทัล LCD ท่อไอเสียปลายคู่ยกสูง เพลทโมเดลอลูมิเนียม นอกจากนี้ ตัวถังน้ำมันยังถูกออกแบบลายกราฟิกด้วยแถบสี Scrambler ที่มาพร้อมกับเส้นสามเหลี่ยม โดยมี 3 สีให้เลือก ประกอบด้วยสี Matt Khaki Green/Fusion White, สี Carnival Red/Phantom Black และสี Phantom Black/Silver Ice เสริมด้วยเบาะหนังแบบ 2 ชิ้น สีน้ำตาล และมือจับคนซ้อน พร้อมกันนี้ตัวรถจะใช้เฟรมใหม่ทั้งหมด รวมถึงซับเฟรมท้ายท่อเหล็กไฮบริดสไปน์และสวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม รวมทั้ง ท่อไอเสียสแตนเลสสองชั้นแบบปลายคู่ยกสูง ในสไตล์รถสแครมเบลอร์มาให้อีกด้วย เครื่องยนต์ TR-Series บล็อกเดียวกันกับเจ้า Speed 400 สำหรับขุมพลังของสแครมเบลอร์ 400 เอ็กซ์ รุ่นนี้ยังคงใช้พื้นฐานเดียวกันกับเจ้า Speed 400 ที่ใช้เพลาข้อเหวี่ยง ถ่วงน้ำหนักเพื่อปรับแรงเฉื่อยให้เหมาะสมกับการขับขี่ในความเร็วต่ำ รวมถึงลูกสูบที่ได้รับการเคลือบ DLC ที่ช่วยลดแรงเสียดทานและยังช่วยให้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น โดยเครื่องยนต์เป็นแบบหัวฉีด DOHC สูบเดียว 4 วาล์ว 398.15 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว ให้พละกำลังสูงสุดที่ 40 แรงม้าที่ 8,000 รอบ/นาที และให้แรงบิดสูงสุดที่ 37.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ/นาที พร้อมกับควบคุมด้วยคันเร่งไฟฟ้า กับระบบขับเคลื่อนด้วยเกียร์แบบ 6 สปีด รวมถึงได้รับรองมาตรฐาน Euro 5 อีกด้วย แน่นด้วยระบบช่วงล่าง..สมชื่อสไตล์รถสแครมเบลอร์แบบผู้ดี สำหรับช่วงล่างของเจ้าสแครมเบลอร์รุ่นนี้จะแตกต่างกับโมเดลโมเดิร์นคลาสสิกที่เปิดตัวมาพร้อมกัน โดยตัวโช้คจะมีระยะยุบที่มากขึ้น กับโช้คหน้าหัวกลับขนาด 43 มม.มีระยะยุบที่ 150 มม. และโช้คเดี่ยว ซับแทงค์ด้านหลัง ที่สามารถตั้งค่าพรีโหลดได้มาพร้อมระยะยุบที่เท่ากันคือ 150 มม. ซึ่งตอบโจทย์สายลุยได้อย่างแน่นอน ส่วนระบบเบรก  จะใช้ดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหน้าขนาด 320 มม. ปั๊มเบรก 4 พอทแบบเรเดียลเม้าท์ ด้านหลังจะใช้ดิสก์เบรกขนาด 230 มม.พร้อมปั๊มเบรกแบบลอยตัว อีกทั้ง ยังมาพร้อมกับระบบ ABS ช่วยลดระยะการเบรกให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ต่อด้วยล้อแม็กสีดำ หน้า-หลัง ขนาด 19 นิ้ว และ 17 นิ้ว ตามลำดับ เสริมด้วยยางกึ่งทางเรียบ/วิบาก ยางหน้าขนาด 110/90 และยางหลังขนาด 140/80 ฟีเจอร์โดดเด่น ทันสมัย  ในด้านเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก เพื่อส่งมอบสมรรถนะและความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ในรุ่นนี้ เปิดตัวด้วยระบบคันเร่งแบบ Ride-by-Wire ระบบควบคุมการลื่นไถล หรือ แทร็กชันคอนโทรล ระบบเบรก ABS แบบ Dual Channel พร้อมจอเรือนไมล์แบบอนาล็อก-ดิจิทัล ช่องชาร์จ USB Type C ระบบคลัตช์ช่วยผ่อนแรงบิด ระบบไฟ LED ที่มีมาให้รอบคัน และระบบรักษาความปลอดภัยที่ติดตั้งมาจากโรงงานให้อีกด้วยครับ  สี Matt Khaki Green/Fusion White สี Carnival

Pirelli-เตรียมรุก-MotoGP

Pirelli เตรียมรุกรายการ MotoGP ปี 2024 Pirelli เตรียมรุกรายการ MotoGP ปี 2024 เป็นที่แน่นอนแล้ว โดยเป็นผลจากการเจรจาของ Giorgio Barbier  แต่จะยังเป็นแค่ผู้สนับสนุนยางเพียงผู้เดียวสำหรับรายการ Moto2 และ Moto3 ก่อน หลังจากที่ทาง Dunlop หมดสัญญากับทางผู้จัดอย่าง Dorna Sports แล้ว การรุกในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ความตั้งใจและเป้าหมายที่จะเป็นสุดยอดยางของทางแบรนด์ยางอิตาลี ในการพยายามที่จะเข้ามามีส่วนในการแข่งขันจักรยานยนต์ในระดับโลกที่มีผู้ชมมากที่สุด โดยจะเป็นการเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนยางรถแข่งในรุ่น Moto2 และ Moto3 ตั้งแต่ฤดูกาล 2024 หรือฤดูกาลหน้าเป็นต้นไป ซึ่งก่อนหน้านี้ทางค่ายตัว P ยาวค่ายนี้ก็เคยสนับสนุนรายการ WorldSBK มาอย่างยาวนาน และหากท่านติดตามวงการมอเตอร์สปอร์ตท่านก็น่าจะรู้ว่าพีเรลลี่ยังสนับสนุนการแข่งขันอย่าง Formula 1 ที่เทคโอเวอร์ต่อมาจากยางญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี 2011 ทั้งยังสนับสนุนรายการเวิล์ดแรลลี่อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีรายการอื่น ๆ ที่รอง ๆ ลงมาไม่น้อยกว่า 30 รายการ ในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก รวมไปถึงซัพพอร์ตทีมใหญ่ ๆ ใน MXGP เรียกว่าหลากหลายประเภทจริง ๆ อย่างไรก็ดีการสนับสนุนน่าจะยังจำกัดแค่เพียงรุ่น Moto2 และ Moto3 เท่านั้น เนื่องจากสัญญากับทาง Michelin นั้นยังไม่หมด เพราะยางฝรั่งเศสก็เพิ่งจะได้สิทธิ์ต่อมาจากยางบริดจสโตนเมื่อปี 2016 และดีลกันยาวไปถึงปี 2026 ดังนั้นในปี 2027 เราก็คงจะต้องไปลุ้นกันอีกทีว่าจะเป็นอย่างไร การเข้ามาสนับสนุนยางในรุ่น Moto3 ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคครั้งใหญ่นับตั้งแต่ปี 2012 เลยทีเดียว ส่วนใน Moto2 จะนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นับตั้งแต่มีการเข้ามาสนับสนุนเรื่องเครื่องยนต์ของทาง Triumph นับตั้งแต่ปี 2019 เรียกได้ว่าเป็นการรุกคืบ แต่ก็เป็นการรุกที่กระทบทั้งวงการมอเตอร์ไซค์เลยทีเดียว การที่ Pirelli ได้ไปซัพพอร์ตรายการแข่งรถโปรโตไทป์นอกเหนือไปจากรถโปรดักชันเท่ากับว่าค่ายยางอิตาลีจะมีข้อมูลและประสบการณ์ที่มากขึ้น ทำให้สามารถพัฒนายางรุ่นใหม่ ๆ ออกมาได้ดีมากขึ้น และแน่นอนว่าผู้ใช้อย่างเราก็จะได้ประโยชน์มากขึ้นไปด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Multistrada V2 S 2024

Multistrada V2 S 2024 เพิ่มสีใหม่เข้มดุดันได้ใจ เพิ่มสีสันและกราฟิกใหม่กันอีก 1 โมเดล สำหรับรถจากทางค่ายแดง Ducati ที่คราวนี้เป็นโมเดลสำหรับสายเดินทางอย่าง Multistrada V2 S 2024 ซึ่งมาในเฉดสีดำและเทา ตัดด้วยล้อสีแดงตามแบบฉบับของทางค่าย และแน่นอนว่ามาพร้อมกับกราฟิกใหม่โลโก้รุ่นใหญ่ ๆ เด่น ๆ ส่วนดีเทลอื่น ๆ จะยังไม่เปลี่ยนแปลงไป เป็นการเปลี่ยนแปลงภายนอกเท่านั้น ซึ่งยังคงเป็นเครื่องยนต์ Testastretta 11 องศา แบบ 2 สูบ 937 ซีซีผ่าน Euro5 แล้ว ให้กำลัง 113 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดที่ 94 นิวตันเมตรที่ 6,750 รอบ โดยวางบนเฟรมถัก ช่วงล่างให้มาในระดับที่เรียกว่าเหมาะสม เป็นโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 48 ม.ม. ระยะยุบ 170 ม.ม.และโช้คหลังเดี่ยวจากทาง Sachs ซึ่งมาพร้อมระบบ Ducati Skyhook Suspension EVO หรือโช้คปรับไฟฟ้าเต็มระบบ ขณะที่ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ 320 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo M4 ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo เช่นกัน ซึ่งมาพร้อมระบบเบรกแบบ Cornering ABS ปิดท้ายด้วยล้อและยางจาก Pirelli Scorpion Trail II ขนาด 120/70 ZR19 และ 170/60 ZR17 หน้าหลังตามลำดับ และส่วนที่โดดเด่นจากค่ายอื่น ๆ ในกลุ่มแอดแวนเจอร์ทัวริ่งขนาดกลางก็จะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีซึ่งให้มาแน่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นไรดิ้งโหมด พาวเวอร์โหมด แทร็คชันคอนโทรล ไฟส่องสว่างในโค้ง ระบบไฟเบรกกระพริบเตือนเมื่อเบรกกะทันหัน ระบบช่วยหยุดรถบนเนิน ระบบยกเลิกไฟเลี้ยวอัตโนมัติ ระบบครูซคอนโทรล ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง และที่เป็นกระแสขาดไม่ได้คือหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้นั่นเอง สุดท้ายนี้โมเดลนี้จำหน่ายในบ้านเราราคาเริ่มต้น 699,000 บาท งานนี้ใครสนใจก็ไปติดต่อกับตัวแทนจำหน่ายเพื่อจับจองกันได้ครับ เพราะสีใหม่นี้ยังไม่จำหน่ายบ้านเรานะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2023 สนาม 1 คนร่วมล้นหลาม

SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2023 สนาม 1 คนร่วมงานล้นหลาม จบลงไปแล้วกับ SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2023 สนามที่ 1 กิจกรรมสนุกสุดมันส์ที่ไบเกอร์และผู้ชมต่างไปร่วมกันจนเรียกได้ว่า ล้นหลาม ที่สนามพีระเซอร์กิต จ.ชลบุรีที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 – 11 มิถุนายนที่ผ่านมา สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิมกับปีที่ผ่านมา ในปีนี้จะไม่มีกิจกรรมการเรียนการสอนในรูปแบบของเรซซิ่งอะคาเดมี่เหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่จะเป็นกิจกรรมแทร็กเดย์แทนในวันเสาร์เช้า ช่วงบ่ายจะมีการควอลิฟายของแต่ละรุ่นเพื่อหาลำดับการออกสตาร์ทบนกริดสำหรับการแข่งขันในช่วงสาย ๆ ของวันอาทิตย์ โดยช่วงเช้าของวันอาทิตย์ยังมีโอกาสให้ซ้อมก่อนที่จะระเบิดศึกการแข่งขันในแบบของแชมป์เปี้ยนชิพ สะสมคะแนนชิงรางวัลใหญ่ประจำปี กิจกรรมในครั้งนี้มีการแข่งขันแยกออกเป็นรุ่นการแข่งขันมากถึง 24 รุ่นด้วยกัน มีตั้งแต่รุ่นเล็ก ๆ อย่างมินิไบค์ 150 ซีซี ไปจนถึงรุ่นใหญ่ ๆ อย่างตัวพันในรุ่นซูเปอร์ไบค์พันซีซี แถมยังมีทั้งรุ่นมือโปร มือสมัครเล่นให้เลือกลงแข่งขันได้ด้วย อีกทั้งยังหลากหลายตั้งแต่รถสปอร์ต เน็กเก็ด สกู๊ตเตอร์ ซูเปอร์โมโต หรือกระทั่งอเมริกันวีทวิน เรียกได้ว่าไม่มีงานไหนจะมีรุ่นการแข่งขันที่มากและหลากหลายขนาดนี้   ทั้งนี้งานสุดมันส์ในครั้งนี้ได้รับการตอบรับจากแฟน ๆ ชาวไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบความเร็ว เข้าร่วมงานกว่า 1,200 คน มีรถลงสนามเพื่อทำการขับขี่แทร็กเดย์และลงแข่งขันกว่า 400 คัน ตลอดไปจนถึงมีค่ายรถอย่าง Yamaha, Honda และ KTM ให้ความสนใจมาออกงานและเปิดเซสชันพิเศษตลอดไปจนถึงรุ่นการแข่งขันเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ในสนามแบบเดียวกันกับนักแข่งจริง ๆ อีกด้วย   นอกจากนี้ยังมีบูธสินค้าต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์อีกกว่า 30 แบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นของแต่ง ของเสริมสมรรถนะ ไปจนถึงไรดิ้งเกียร์ ซึ่งมาจัดโปรโมชันพิเศษสุด ๆ ในงาน พร้อมร่วมสนับสนุนของรางวัลสำหรับผู้เข้าแข่งขันที่ได้ขึ้นไปยืนบนโพเดียมอีกมากมาย คิดเป็นมูลค่าร่วมกันนับหลายแสนบาทเลยทีเดียว เรียกว่าไม่เพียงแข่งขันกันสนุก ๆ แต่ยังมีของรางวัลติดไม้ติดมือกันไปด้วย   แถมยังมีกิจกรรมลักกี้ดรอว์สุ่มแจกของรางวัลมากมายให้กับผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานกันอีกด้วย ไม่ใช่แจกแต่นักแข่งเท่านั้นนะครับ เพราะงั้นสนามหน้าก็อย่าพลาด ส่วนกิจกรรมในรอบถัดไปจะจัดขึ้นวันที่ 5-6 สิงหาคม 2566 ที่สนามพีระเซอร์กิต เช่นเดิม ใครที่พลาดสนามแรกไปรีบสมัครให้เร็วมีราคาพิเศษ แล้วอย่าลืมเตรียมตัวฟิตรถฟิตร่างกายให้พร้อมก่อนมาร่วมงานกับเรา รับรองมันส์แน่นอน สนใจข้อมูลเพิ่มเติมหรือสมัครคลิกเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Shadow Phantom 2024 หล่อเข้มเต็มสไตล์อเมริกันครูเซอร์

Honda Shadow Phantom 2024 หล่อเข้มเต็มสไตล์อเมริกันครูเซอร์ ล่าสุดก็มีการเปิดตัวครูเซอร์ไบค์เครื่องยนต์วีทวินจากค่ายปีกนกไปอีก 1 โมเดล ที่ถึงแม้จะไม่ขายที่ประเทศไทย แต่ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจอีกโมเดลนึงเลยสำหรับเจ้า Honda Shadow Phantom 2024 ที่เปิดตัวและทำตลาดที่ประเทศอเมริกา ที่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงสีสันลวดลายภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการปรับปรุงและอัปเกรดให้ดียิ่งขึ้น เริ่มแรกสิ่งที่เปลี่ยนไปเลยก็คือรูปลักษณ์ภายนอกโดยมีการเปลี่ยนแปลงสีสันและลวดลายกราฟิกใหม่ที่ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น มาในรูปแบบของสีแบบทูโทนแทนที่จะเป็นสีเดียวแบบแต่ก่อน มีการปรับครอบโช้คแบบรถปี 50 มาเป็นปลอกยางหุ้มโช้คแบบรถวินเทจปี 60 เผยให้เห็นแกนโช้คสีโครมที่อยู่ด้านบนแทน ยังปรับเปลี่ยนไฟเลี้ยว LED ใหม่ให้มีหน้าเลนส์เป็นสีขาว บังโคลนหน้าตัดสั้นและทำสีเดียวกับสีถังน้ำมัน ขณะที่บังโคลนท้ายมีจุดยึดป้ายทะเบียนแบบใหม่ ท่อไอเสียจากสีโครมก็เปลี่ยนเป็นสีดำ และสุดท้ายคือเปลี่ยนครอบกรองอากาศเป็นดีไซน์ใหม่ ยังมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนที่ส่งผลต่อสมรรถนะของรถและการขับขี่อีกด้วย อย่างแรกที่สำคัญมาก ๆ คือการเปลี่ยนมาใช้ดิสก์เบรกแทนที่ดรัมเบรกหลัง หลังจากที่ใช้มาตั้งแต่โมเดลแรกที่เปิดตัวเมื่อปี 2010 พร้อม ABS มาให้ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง ทว่าในส่วนของเครื่องยนต์ยังคงเดิม โดยเป็นเครื่องวีทวิน 52 องศาระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 745 ซีซี อย่างไรก็ดียังมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมในอีกหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยางก็เปลี่ยนมาใช้ยางใหม่ที่ดีขึ้น แต่ยังใช้ล้อซี่ลวดขนาดเดิมคือ 17 นิ้วและ 15 นิ้ว หน้าหลังตามลำดับ ในส่วนของเบาะนั่งเองก็เปลี่ยนมาเป็นเบาะนั่งตอนเดียวให้ภาพลักษณ์ที่ดูดุดันมากขึ้น (สามารถใส่เบาะคนซ้อนเพิ่มได้) มีการปรับตำแหน่งแฮนด์บาร์ใหม่ให้สูงขึ้นและยื่นไปข้างหน้ามากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อท่านั่งโดยรวมที่เป็นไปในแบบที่สบายมากยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้จะจำหน่ายด้วยกันสองสีคือ สีเทาดีพเพิร์ล และสีส้มเมทัลลิกในสนนราคาที่ 8,399 เหรียญหรือราว ๆ 295,000 บาท (เพิ่ม 300 เหรียญสำหรับ ABS) แต่น่าเสียดายที่โมเดลนี้ไม่ได้จำหน่ายในไทย ซึ่งสาวกครูเซอร์ก็ต้องหันไปพิจารณา Rebel แทน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

รีวิว CBR250RR SP 2023 ปรับใหม่ แรงขึ้น คล่องตัวกว่าเดิม

รีวิว CBR250RR SP 2023 ปรับใหม่ แรงขึ้น คล่องตัวกว่าเดิม สวัสดีแฟน ๆ ซูเปอร์ไบค์ทุกท่าน ในวันนี้ เราก็ได้มีโอกาสมา รีวิว CBR250RR SP 2023 กันในงาน Honda Mini Track 2023 ณ สนามแก่งกระจานเซอร์กิต จ.เพชรบุรี กับการขับขี่ทดสอบทั้ง 2 วัน เดี๋ยวเรามาดูกันดีกว่าครับว่า โมเดลโฉมใหม่ล่าสุดรุ่นนี้ ได้มีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมอะไรบ้าง เดี๋ยวไปชมกัน ก่อนที่จะไปพูดในเรื่องของ Performance นั้น เรามาดูในส่วนของรูปลักษณ์ภายนอกกันก่อน โดยตัวรถมาในชุดสี Tri-Color พร้อมลายกราฟิกบนแฟริ่งออกแบบมาใหม่ เพิ่มลูกเล่นเส้นลายให้ดูมีมิติมากยิ่งขึ้น อักษรโลโก้แบรนด์ด้านข้างมีการปรับขึ้นมาเล็กน้อย ส่วนไฟหน้าจะถูกบิวอิ้นเข้าไปในแฟริ่งแยกส่วนกับไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ คงความหล่อไว้ให้เป็นที่เรียบร้อย  ไล่ขึ้นมาในส่วนแผงคอจะพบกับเรือนไมล์ดิจิทัล LCD แฮนด์จับโช้ค ประกับฝั่งซ้ายจะมีสวิตช์ไฟสูง-ต่ำ ไฟเลี้ยว ไฟฉุกเฉิน ปุ่มสัญญาณแตรรถและปุ่มปรับโหมดการขับขี่ของตัวรถ ส่วนประกับฝั่งขวา มีสวิตช์สตาร์ทเครื่องยนต์ เสริมความบึกบึนด้วยดับเบิ้ลแฟริ่ง เบาะนั่ง 2 ชิ้น ไฟท้าย LED ทรงสปอร์ต ปลายท่อคู่ โฉบเฉี่ยว ทันสมัย เสริมความบึกบึนด้วยดับเบิ้ลแฟริ่งให้ตัวรถดูขนาดใหญ่เพิ่มมากขึ้น และเพิ่มช่องลมด้านข้างเพิ่มความแอโรไดนามิก เบาะผู้ขับขี่ออกแบบ 2 ชิ้น พร้อมเบาะหลังเสริมช่องลม ไฟท้ายแบบ LED แยกกับไฟเลี้ยว ดูลงตัว สวยงาม รวมไปถึงท่อไอเสียแบบปลายคู่โดดเด่นในสไตล์รถสปอร์ต เครื่องยนต์ 2 สูบ 249 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ควิกชิฟเตอร์ ในด้านเครื่องยนต์เป็นแบบ 2 สูบเรียง 250 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมปรับจูนเครื่องยนต์มาใหม่เพิ่มแรงม้าจากเดิม 41 เป็น 42 แรงม้าที่ 13,000 รอบ ควบคู่กับแรงบิดสูงสุดที่ 25 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ เสริมด้วยควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง เพิ่มความสมูทในการขับขี่มากยิ่งขึ้น และแน่นอนยังมาพร้อมกับระบบแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ ช่วยลดอาการรถกระตุกในขณะเชนเกียร์ลงอีกด้วย อีกทั้งเครื่องยนต์ยังตอบสนองความแรงด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า วัดแรงบิดหรือวัดองศาการเปิดคันเร่ง เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น นับว่าเป็นโมเดลพิกัด 250 ซีซีที่นำเทคโนโลยีของรถสปอร์ตรุ่นใหญ่มาใช้ในรุ่นนี้อีกด้วยครับ โช้คอัพหัวกลับ Showa SFF-BP โช้คอัพหลังแบบเดี่ยว สามารถตั้งค่าความแข็งอ่อนได้ 5 ระดับ ระบบเบรก ABS มั่นใจ เบรกหนึบ ปั๊มเบรก Nissin ทั้งล้อหน้าและหลัง สำหรับระบบช่วงล่าง กับโช้คหน้าหัวกลับจาก Showa พร้อมปรับเปลี่ยนไส้โช้คมาใหม่ ส่วนโช้คหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว สามารถเซ็ทค่าความแข็งอ่อนได้ 5 ระดับ ทำงานควบคู่กับสวิงอาร์ม ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งหน้า-หลัง มาพร้อมระบบเบรก ABS ประกบจานด้วยปั๊มเบรกจาก Nissin พร้อมล้อแม็กขนาดเท่ากันที่ 17 นิ้ว ยางขนาด 110/70 และ 140/70 แบบไม่ใช้ยางใน  ในด้านเทคโนโลยีของเจ้าซีบีอาร์ รหัส RR รุ่นนี้ นอกจากที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ทั้ง ควิกชิฟเตอร์ แอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ คันเร่งไฟฟ้าและระบบเบรก ABS โมเดลรุ่นนี้ ยังติดหน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัล Full LCD แสดงผลฟังก์ชันครบครัน มาพร้อมโหมดการขับขี่ 3 โหมดทั้ง Comfort, Sport, Sport+ ที่พร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ได้แบบเต็มพิกัด  สมรรถนะดีที่สุด ในพิกัด 250 ซีซี  ส่วนตัวก็ได้มีโอกาสมาลองจับเจ้า CBR250RR SP 2023 นำมารีวิวและทดสอบในสนามแข่ง ที่แก่งกระจานเซอร์กิต จ.เพชรบุรี ซึ่งตลอดทั้ง 2 วันที่ได้ลองทดสอบขับขี่แล้ว ฟีลลิ่งที่สัมผัสได้ เริ่มจากท่านั่งการขับขี่ โดยส่วนตัวมีส่วนสูงอยู่ที่ 176 ซม. พอนั่งคร่อมตัวรถรู้สึกว่ารถไม่ได้สูงมากจนเกินไป สามารถเหยียดขาได้เต็มเท้าได้ทั้ง 2 ข้าง ซึ่งมองว่าผู้ขับขี่ที่มีความสูงประมาณ 165 ซม.ขึ้นไปก็สามารถใช้ได้ด้วยครับ ระยะแฮนด์ให้มาพอดี ไม่กว้างมาก ท่านั่งขับขี่สไตล์รถสปอร์ต ต่อมาเมื่อลองนั่งขับขี่แล้ว เข่าจะงอประมาณนึง ตำแหน่งที่พักเท้าเยื้องไปทางข้างหลังเล็กน้อย

Tenere 700 World Rally

Tenere 700 World Rally ทัวริ่งสายลุยตัวสุดคันใหม่ของยามาฮ่า เปิดตัว Tenere 700 World Rally ร่างสุดยอดของทัวริ่งสายลุยขนาดกลางจากยามาฮ่าที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการแข่งขันที่โหดหินที่สุดในโลกอย่าง Dakar Rally ซึ่งนับย้อนไปตั้งแต่ปี 1979 ที่ยามาฮ่าชนะรายการนี้เป็นครั้งแรก และในปี 1983 ที่โมเดลเทเนเร่ดั้งเดิมได้เริ่มเป็นที่จดจำด้วยการเป็นรถที่มีถังน้ำมันขนาดใหญ่ แชสซีที่ทนทาน เครื่องยนต์ที่ทรงพลัง และยังเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์คันแรกของยามาฮ่าที่เปิดโอกาสให้สาวกได้ผจญภัยไปในเส้นทางใหม่ ๆ ซึ่งทีมแข่งของทางยามาฮ่า ทางซีอีโอยามาฮ่ามอเตอร์ฝรั่งเศส Jean Claude Olivier ต่างก็สัมผัสได้ถึงความยอดเยี่ยมอันน่าทึ่งของ Stephane Peterhansel ตำนานสิงห์ทะเลทราย 6 สมัยและรถแข่งของเขา จึงได้ถือกำเนิดโมเดลพิเศษนี้ขึ้นมาเพื่อยกย่องให้แก่ตำนานในครั้งนี้ กลายเป็นโมเดลที่ผสมผสานกันระหว่างสายเลือดรถแข่งในอดีตเข้ากับสมรรถนะในแบบสมัยใหม่ขึ้นมา ดีไซน์ของเจ้าเวิลด์แรลลี่คันนี้โดดเด่นด้วยสีสันแบบเดียวกับรถแข่งดาการ์ของ Stéphane Peterhansel สังกัดทีมโรงงานยามาฮ่าเมื่อปี 1993 เลย คือมาในสีน้ำเงิน ตัดด้วยเส้นสายสีชมพูสะท้อนแสง และลายกราฟิกสีเงิน ส่วนเรื่องของสเปกที่ปรับเปลี่ยนไปก็จะเป็นไปในแนวทางของการขับขี่แบบแรลลี่เต็มระบบ โดยตัวรถจะอัปเกรดมาใช้ถังน้ำมันคู่แบบยึดติดด้านข้างมีขนาด 23 ลิตรเพื่อรองรับการเดินทางไกล โดยมีจุดยึดถังน้ำมันที่ต่ำกว่าเดิม ทำให้รถมีศูนย์ถ่วงต่ำลง เสริมพละกำลังและสมรรถนะของเครื่องยนต์ด้วยปลายท่อจาก Akrapovic น้ำหนักเบาพร้อมสุ้มเสียงเร้าใจ ทั้งนี้ยังอัปเกรดระบบกันสะเทือนจาก KYB ที่สเปกสูงขึ้น โช้คด้านหน้าหัวกลับสีดำปรับแต่งได้ทั้งสปริงพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์ โดยจะมีขนาด 43 ม.ม.ระยะยุบ 230 ม.ม. เนหลังเองก็จะเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ทำงานร่วมกับกระเดื่องให้ระยะยุบ 220 ม.ม. นอกจากนี้ยังให้กันสะบัดจาก Ohlins ปรับความหนืดได้ 18 ระดับติดรถมาเลย ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติม ที่ด้านหน้าก็จะมีหน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 5 นิ้วเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ ปรับเปลี่ยนได้ 3 ระดับ ก็จะมีเบาะนั่งราบแบบ 2 ชิ้นพร้อมโลโก้ประจำรุ่น ซึ่งเบาะราบจะช่วยให้เปลี่ยนท่วงท่าขับขี่ได้ง่าย หรือจะถอดชิ้นหลังเพื่อขนสัมภาระก็สะดวก สุดท้ายเป็นเรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่พิเศษมาก ๆ ของตัวนี้คือระบบเบรก ABS ที่ปรับเปลี่ยนได้ 3 โหมด โหมด 1 จะทำงานเต็มระบบ โหมด 2 จะทำงานที่ล้อหน้า ปิดล้อหลัง ส่วนโหมด 3 จะปิดทั้งสองล้อเพื่อการขับขี่แบบลุย ๆ เต็มพิกัด งานนี้สายลุยที่ชอบเดินทางไกลเก็บเงินรอกันได้เลย ราคาแพงกว่าตัวทั่วไปอยู่พอสมควรแน่นอน แต่ต้องแย่งชิงกันหน่อยนะคาดว่าจะมีเข้าไทยไม่มากนักแน่ ๆ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก