SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Tenere 700 World Rally

Tenere 700 World Rally ทัวริ่งสายลุยตัวสุดคันใหม่ของยามาฮ่า เปิดตัว Tenere 700 World Rally ร่างสุดยอดของทัวริ่งสายลุยขนาดกลางจากยามาฮ่าที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการแข่งขันที่โหดหินที่สุดในโลกอย่าง Dakar Rally ซึ่งนับย้อนไปตั้งแต่ปี 1979 ที่ยามาฮ่าชนะรายการนี้เป็นครั้งแรก และในปี 1983 ที่โมเดลเทเนเร่ดั้งเดิมได้เริ่มเป็นที่จดจำด้วยการเป็นรถที่มีถังน้ำมันขนาดใหญ่ แชสซีที่ทนทาน เครื่องยนต์ที่ทรงพลัง และยังเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์คันแรกของยามาฮ่าที่เปิดโอกาสให้สาวกได้ผจญภัยไปในเส้นทางใหม่ ๆ ซึ่งทีมแข่งของทางยามาฮ่า ทางซีอีโอยามาฮ่ามอเตอร์ฝรั่งเศส Jean Claude Olivier ต่างก็สัมผัสได้ถึงความยอดเยี่ยมอันน่าทึ่งของ Stephane Peterhansel ตำนานสิงห์ทะเลทราย 6 สมัยและรถแข่งของเขา จึงได้ถือกำเนิดโมเดลพิเศษนี้ขึ้นมาเพื่อยกย่องให้แก่ตำนานในครั้งนี้ กลายเป็นโมเดลที่ผสมผสานกันระหว่างสายเลือดรถแข่งในอดีตเข้ากับสมรรถนะในแบบสมัยใหม่ขึ้นมา ดีไซน์ของเจ้าเวิลด์แรลลี่คันนี้โดดเด่นด้วยสีสันแบบเดียวกับรถแข่งดาการ์ของ Stéphane Peterhansel สังกัดทีมโรงงานยามาฮ่าเมื่อปี 1993 เลย คือมาในสีน้ำเงิน ตัดด้วยเส้นสายสีชมพูสะท้อนแสง และลายกราฟิกสีเงิน ส่วนเรื่องของสเปกที่ปรับเปลี่ยนไปก็จะเป็นไปในแนวทางของการขับขี่แบบแรลลี่เต็มระบบ โดยตัวรถจะอัปเกรดมาใช้ถังน้ำมันคู่แบบยึดติดด้านข้างมีขนาด 23 ลิตรเพื่อรองรับการเดินทางไกล โดยมีจุดยึดถังน้ำมันที่ต่ำกว่าเดิม ทำให้รถมีศูนย์ถ่วงต่ำลง เสริมพละกำลังและสมรรถนะของเครื่องยนต์ด้วยปลายท่อจาก Akrapovic น้ำหนักเบาพร้อมสุ้มเสียงเร้าใจ ทั้งนี้ยังอัปเกรดระบบกันสะเทือนจาก KYB ที่สเปกสูงขึ้น โช้คด้านหน้าหัวกลับสีดำปรับแต่งได้ทั้งสปริงพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์ โดยจะมีขนาด 43 ม.ม.ระยะยุบ 230 ม.ม. เนหลังเองก็จะเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ทำงานร่วมกับกระเดื่องให้ระยะยุบ 220 ม.ม. นอกจากนี้ยังให้กันสะบัดจาก Ohlins ปรับความหนืดได้ 18 ระดับติดรถมาเลย ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติม ที่ด้านหน้าก็จะมีหน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 5 นิ้วเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ ปรับเปลี่ยนได้ 3 ระดับ ก็จะมีเบาะนั่งราบแบบ 2 ชิ้นพร้อมโลโก้ประจำรุ่น ซึ่งเบาะราบจะช่วยให้เปลี่ยนท่วงท่าขับขี่ได้ง่าย หรือจะถอดชิ้นหลังเพื่อขนสัมภาระก็สะดวก สุดท้ายเป็นเรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่พิเศษมาก ๆ ของตัวนี้คือระบบเบรก ABS ที่ปรับเปลี่ยนได้ 3 โหมด โหมด 1 จะทำงานเต็มระบบ โหมด 2 จะทำงานที่ล้อหน้า ปิดล้อหลัง ส่วนโหมด 3 จะปิดทั้งสองล้อเพื่อการขับขี่แบบลุย ๆ เต็มพิกัด งานนี้สายลุยที่ชอบเดินทางไกลเก็บเงินรอกันได้เลย ราคาแพงกว่าตัวทั่วไปอยู่พอสมควรแน่นอน แต่ต้องแย่งชิงกันหน่อยนะคาดว่าจะมีเข้าไทยไม่มากนักแน่ ๆ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Norton V4CR

Norton V4CR คาเฟ่เรซเซอร์ตัวแรงจากอังกฤษ   ย้อนกลับไปเมื่อปี 2021 นอร์ตันมอเตอร์ไซเคิลเคยเผยโฉมคอนเซ็ปต์ไบค์ที่มีชื่อว่า Norton V4CR มาก่อนแล้ว แต่ตอนนี้เจ้าคาเฟ่เรซเซอร์คันดังกล่าวได้เข้าสู่ไลน์การผลิตจริงเรียบร้อยแล้ว แถมคันจริงก็แทบจะไม่ต่างจากรถคอนเซ็ปต์คันนั้นเลย จนเรียกได้ว่าคุณต้องจ้องสังเกตหาจุดต่างเหมือนเล่นเกมจับผิดภาพกันเลยทีเดียว สำหรับเจ้าคาเฟ่เรซเซอร์คันนี้แม้ชื่อจะบอกว่าเป็นคาเฟ่เรซเซอร์แต่ดีไซน์ที่เห็นกลับออกมาในสไตล์ของโมเดิร์นคลาสสิกซะมากกว่า เพราะมันไม่ได้มีโม่งมาให้ แต่มีลักษณะของไฟ LED ทรงกลมแบบคลาสสิกและชิลด์ขนาดเล็กด้านบน มีความดุดันจากชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ พาร์ทสีดำ ช่องแรมแอร์ที่โผล่มาด้านข้าง และตัวรถที่เผยให้เฟรมอย่างชัดเจน แต่มีความสปอร์ตด้วยแฮนด์จับโช้คกับท่านั่งแบบต้องก้ม เบาะนั่งคนเดียวและท้ายสั้นตูดมด มาว่ากันเรื่องของเครื่องยนต์กันบ้าง แน่นอนว่าหัวใจหลักนั้นเป็นเครื่องยนต์มาจากโมเดลสปอร์ตไบค์ของทางค่ายนั่นเอง โดยจะเป็นแบบ 4 สูบวี 72 องศา ขนาด 1200 ซีซี ที่รีดแรงม้าออกมาได้ 185 แรงม้าที่ 12,000 รอบ และแรงบิดที่ 125 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ ถ่ายถอดสู่ล้อหลังด้วยเกียร์ 6 สปีด สั่งงานด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า และอาศัยแหล่งพลังงานจากถังน้ำมันคาร์บอนไฟเบอร์ขนาด 15 ลิตร ส่วนช่วงล่างนั้นตัวรถใช้แชสซีอลูมิเนียมท่อกลมเชื่อมด้วยมือและปัดเงา มีระบบกันสะเทือนหน้าเป็นโช้คหัวกลับ Ohlins NIX30 ปรับแต่งได้เต็มระบบ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว Ohlins TTXGP ปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 330 ม.ม.ร่วมกับคาลิเปอร์เบรก Brembo โมโนบล็อก ขณะที่ด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 245 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo เช่นกัน ตัวรถยังมีกันสะบัดจากทาง Ohlins มาให้ด้วยเช่นกัน ปิดท้ายด้วยล้อคาร์บอน BST หรือจะเลือกล้อฟอร์จอลูมิเนียม OZ Racing ก็ได้ โดยจะมียางขนาด 120/70-17 และ 200/55-17 หน้าหลังตามลำดับ มาต่อกันที่เทคโนโลยีที่ในตัวรถกันบ้าง ด้านหน้าตัวรถมีหน้าจอสีขนาด 6 นิ้วปรับความสว่างอัตโนมัติ ใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมดได้แก่ Wet, Road และ Sport มีควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางพร้อมระบบออโต้บลิปเปอร์ ระบบแทร็คชันคอนโทรลร่วมกับระบบ IMU ระบบเบรก ABS และระบบควบคุมการลอยตัวของล้อหน้า ปิดท้ายด้วยระบบที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายอย่างระบบกุญแจคีย์เลส สุดท้ายเรื่องของราคาจำหน่ายซึ่งก็จะมีราคาป้ายห้อยอยู่ที่ 41,999 ปอนด์หรือราว ๆ 1.86 ล้านบาท ซึ่งถือว่าแพงเอาเรื่อง แต่ก็ด้วยวัสดุราคาแพงที่มีอยู่ในรถมากมายนั่นล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda พาสาวกร่วมซิ่งในงาน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy

Honda พาสาวกร่วมซิ่งในงาน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy ผ่านไปแล้วกับกิจกรรมมันส์ ๆ ที่ทาง Honda พาสาวกร่วมซิ่งในงาน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2023 สนามที่ 1 ที่สนามพีระเซอร์กิต จ.ชลบุรีเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทางฮอนด้าบิ๊กไบค์เองก็ได้มีการซัพพอร์ตลูกค้าที่สนใจเข้าร่วมงานนี้กันอย่างคับคั่ง ในงานทางฮอนด้าบิ๊กไบค์ได้ทำการจัดพิทไว้รองรับลูกค้ามากถึง 4 พิทด้วยกัน พร้อมกันนี้ยังมีทีมงานที่จะมาคอยให้คำแนะนำเรื่องการขับขี่ตลอดไปจนถึงเรื่องของการเซ็ตติ้งรถให้เหมาะกับการขับขี่ในสนามอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอทางฮอนด้าบิ๊กไบค์ยังเปิดรอบการแข่งขันพิเศษในชื่อรุ่นว่า Honda Cup เพื่อให้สาวกฮอนด้าได้เปิดประสบการณ์การขับขี่ในสนาม สวมจิตวิญญาณนักแข่ง ได้ลองไปซิ่งกันแบบถึงอกถึงใจแบบเดียวกันกับนักแข่งเลยก็ว่าได้ งานนี้ก็ต้องขอบคุณทางฮอนด้าบิ๊กไบค์ที่ช่วยซัพพอร์ตนักบิดค่ายปีกนกได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมดี ๆ ได้สะดวกและง่ายดายมากยิ่งขึ้นด้วย แฟน ๆ ท่านใดที่ยังไม่ได้มีโอกาสเข้าร่วมสนามที่ 2 อย่างมี ติดตามข่าวสารได้ที่หน้าแฟนเพจ Honda BigBike และทางซูเปอร์ไบค์ได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Madison150 2023 เปิดตัวใหม่กับ 4 สีพิเศษในปีนี้

อัพเดทใหม่เร้าใจกว่าเดิม Malaguti Madison150 2023 สปอร์ตพรีเมียมสกู๊ตเตอร์จากอิตาลี 4 สีพิเศษ MALAGUTI (มาลากูติ)​  แบรนด์รถตำนานเกือบ 100 ปีจากอิตาลี อัพเกรดใหม่ กับ 4 สีสันสุดพิเศษ ของ New MADISON 150 ปี 2023 เพิ่มความเร้าใจในดีไซน์สุดสปอร์ต พร้อมสะท้อนความพรีเมียมเคล้าอารมณ์ สมกับเป็นรถจากเมืองต้นกำเนิดซูเปอร์คาร์ระดับโลก! เปิดตัวแล้วกับ New MADISON 150 (2023) อัพเกรดมาใหม่ ในคอนเซปต์​  “THE NEW SPIRIT” กับ 4 เฉดสีใหม่ ที่จะมาตอกย้ำความเป็นรถสกู๊ตเตอร์ระดับพรีเมียมในดีไซน์สปอร์ตสุดเร้าใจ  ได้แก่… NERO BLACK METALLIC สีดำแบบกึ่งเงากึ่งด้าน พร้อมความพิเศษด้วยประกายสีแดงที่สะท้อนตัวตนบนความสปอร์ตแบบดุดัน ARGENTO SILVER PRO สีเทาซิลเวอร์  ให้อารมณ์หรูหรา พรีเมียมเหนือระดับ OLIVE GREEN METAL สีเขียวโอลีฟ หรือสีเขียวมะกอก สายพันธุ์อิตาลี ที่สะท้อน DNA อิตาเลียนในตัวตน WHITE PEARLESCENT สีขาวแบบพิเศษ ด้วยเม็ดสีที่ให้ประกายเหลือบมุก ที่ให้ความโดดเด่นและสะดุดตาในทุกมุมมอง ผสานกับการออกแบบที่ให้ความโฉบเฉี่ยวของเส้นสายงานดีไซน์บนตัวรถ ถ่ายทอด DNA อิตาเลียนดีไซน์ มาไว้ใน New MADISON 150 คันนี้ได้อย่างลงตัว และยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ที่สมูท สไตล์อิตาเลียน พิกัด 150 ซีซี 4 จังหวะ 4 วาล์ว เทคโนโลยีหัวฉีด (Bosch EFI) พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยนํ้า (Liquid cool) กับ โดดเด่นด้วยดีไซน์ไฟหน้าและไฟท้าย ในมิติล้ำสมัย เทคโนโลยี FULL LED  หน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD DISPLAY DYNAMIC MOTION ที่มาเติมสีสันให้ชีวิตตั้งแต่เริ่มบิดสตาร์ท พร้อมความพรีเมียมที่มาในดีไซน์ของรีโมทกุญแจ กับประโยชน์ด้านความปลอดภัย ที่เสริมการปลดล็อคอีกขั้นก่อนบิดสตาร์ทออกตัว เสริมความมั่นใจในทุกการเบรก ด้วยดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบเบรกแบบ CBS  ถังน้ำมันขนาดใหญ่ จุได้ถึง 10 ลิตร ตอบโจทย์ด้านการใช้งาน และให้ความสะดวกสบายกับวิถีชีวิตยุคใหม่ ด้วยฟังก์ชั่น USB CHARGING SOCKET สำหรับชาร์จอุปกรณ์สื่อสาร ปัจจุบันแบรนด์ยังคงขยายตัวแทนจำหน่ายเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทย เรียกได้ว่าการมาของ MALAGUTI กับการเดินตลาดในประเทศไทยครั้งนี้ทำการบ้านมาดีทีเดียว ที่สำคัญ แม้จะเข้ามาทำตลาดในบ้านเราได้ไม่นาน แต่ด้วยกระแสตอบรับที่ดี ของรถรุ่น MADISON 150  ก็ส่งให้ แบรนด์ MALAGUTI มีตัวเลขยอดจดทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ในประเทศไทย ขึ้นมาติดอันดับ TOP10  ได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว มาวันนี้จึงถือเป็นโอกาสดี ที่มีโฉมใหม่ของ New MADISON 150 (2023) กับ 4 สีสันใหม่เข้ามาเพิ่มเติมในตลาด เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้มีตัวเลือกเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญ ในโฉมใหม่นี้ ยังคงมาในราคาเดิม ที่ 79,800 บาท  เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งรุ่นในตระกูลรถมอเตอร์ไซค์จากอิตาลีที่มีราคาค่าตัวสามารถจับต้องได้ และมีความน่าสนใจจนเป็นที่น่าจับตามอง ด้วยรูปลักษณ์ที่ให้ความโดดเด่น ไม่เหมือนใคร บนท้องถนน สำหรับใครที่สนใจสกู๊ตเตอร์สปอร์ตพรีเมียม สัญชาติอิตาเลียน อย่าง  New MADISON 150 ก็สามารถชมตัวจริงหรือทดลองขับขี่ได้ที่ตัวแทนจำหน่าย MALAGUTI ทั่วประเทศ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.malaguti.bike/th https://www.facebook.com/malaguti.bikes

Yamaha Riders’ club พาลูกค้าร่วมซิ่งในงาน SuperBikeMag.com Trackday ที่พีระ

Yamaha Riders’ club พาลูกค้าร่วมซิ่งในงาน SuperBikeMag Trackday ที่พีระ ล่าสุดทาง Yamaha Riders’ club พาลูกค้าร่วมซิ่งในงาน SuperBikeMag Trackday & Trophy 2023 สนามแรกที่พีระเซอร์กิต จ.พัทยา โดยในงานนี้ทางยามาฮ่านั้นได้เปิดพิทไว้สำหรับรับรองลูกค้ามากถึง 4 พิท พร้อมกันนี้ยังได้นำชุดเรซซิ่งสูทมาให้บริการลูกค้าที่ไม่มีชุดสำหรับขับขี่ในสนามได้มีโอกาสได้เปิดประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่ หรือการขับขี่ในสนามในแบบเดียวกับนักแข่งอีกด้วย ที่สำคัญคือมีทีมช่างผู้มากประสบการณ์มาช่วยเซ็ตอัปรถให้สามารถขับขี่ในสนามได้อย่างปลอดภัยและมีสมรรถนะที่เหมาะสมมากขึ้นอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอลูกค้าหรือสาวกของยามาฮ่ายังสามารถที่จะร่วมขับขี่ทั้งในวันเสาร์ที่เป็นวันสำหรับขับขี่แทร็กเดย์หรือจะเป็นในวันอาทิตย์ที่เป็นวันสำหรับแข่งขันซึ่งทางยามาฮ่าเองก็มีรุ่นแข่งขันสำหรับให้นักบิดค่ายส้อมเสียงผู้มีใจรักการซิ่งโดยเฉพาะ ได้แก่ รุ่น R6 Trophy หรือจะเป็นรุ่น Big Scooter Open A และ Open B รวมไปถึงรุ่นยามาฮ่าไรเดอร์สคลับ โทรฟี่ ที่เปิดโอกาสให้นักบิดทั้งสายซูเปอร์สปอร์ต สายเน็กเก็ตหรือสายสกู๊ตเตอร์ได้ขับขี่กันในสนามแบบเดียวกันกับนักแข่ง โดยการขับขี่แบบเดียวกันกับนักแข่งก็คือการขับขี่ที่มีทั้งรอบของการควอลิฟาย การออกสตาร์ทจากกริดโดยที่ตาต้องไม่ละไปจากสัญญาณไฟ เมื่อไฟดับลงก็ออกไปซิ่งทำเวลาและสะสมคะแนน โดยมีรางวัลรออยู่มากมายทั้งถ้วยรางวัลสวย ๆ และของรางวัลรวมกันหลายแสนบาทกันเลยทีเดียว ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดีมาก ๆ กิจกรรมนึงเลยที่ทาง Yamaha Riders’ club ได้จัดให้กับลูกค้าที่ใช้รถยามาฮ่า ซึ่งสนามที่ 2 ของกิจกรรม SuperBikeMag Trackday & Trophy 2023 ก็จะไปจัดกันต่อที่สนามไทยแลนด์เซอร์กิต จ.นครปฐม งานนี้ใครเป็นสาวกเลือดสีน้ำเงินก็ลองติดต่อไปทางยามาฮ่าไรเดอร์สคลับแล้วบอกอยากร่วมกิจกรรมนี้ รับรองว่าได้รับการบริการเป็นอย่างดีแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW M1000XR

BMW M1000XR ต้นแบบรถทัวร์ซิ่งเผยโฉมแล้ว มากันอย่างต่อเนื่องสำหรับมอเตอร์ไบค์รหัส M จากทางค่ายใบพัดสีฟ้า ซึ่งล่าสุดเป็นคิวของ BMW M1000XR สปอร์ตทัวริ่งตัวแรงการันตีด้วยรหัส M ซึ่งหลาย ๆ คนน่าจะรู้กันอยู่แล้วว่ารหัสนี้มันเป็นตัวแรงของทางค่ายรถเยอรมันค่ายนี้ ซึ่งก็นับเป็นมอเตอร์ไซค์คันที่ 3 แล้วที่ใช้รหัสแรงรหัสนี้ ต่อเนื่องมาจาก M1000RR และ M1000R นั่นเอง สำหรับการเผยโฉมครั้งนี้จะยังไม่ใช่โมเดลสำหรับขาย แต่เป็นการเผยโฉมให้เห็นรถต้นแบบของโมเดลสปอร์ตทัวริ่งไซส์ใหญ่ที่เหมาะกับการขับขี่ทางไกล ทางหลวง นอกเมือง ออกทริปเดินทาง หรือจะเอามาหวดในสนามก็ยังไหว เพราะมันมีสมรรถนะแบบสปอร์ตด้วยเช่นกัน ซึ่งโมเดลนี้จะใช้เครื่องยนต์จากเจ้า S1000RR สปอร์ตไบค์ของทางค่ายที่มาพร้อมเทคโนโลยี ShiftCam หรือเทคโนโลยีวาล์วแปรผันนั่นเอง โดยระบุแรงม้ามาที่ 200 แรงม้า ส่วนน้ำหนักรถแบบรวมของเหลวและน้ำมันเต็มถัง 223 กก. ซึ่งถือว่าเบาเลยทีเดียวสำหรับรถในสไตล์สปอร์ตทัวริ่ง ยังมีช่วงล่างที่มีเทคโนโลยีทันสมัย ออกแบบตามหลักแอโรไดนามิกส์ และระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ที่มาช่วยขับเน้นสมรรถนะให้เหมาะกับการใช้งานบนท้องถนนมากยิ่งขึ้น โดยทางค่ายยังเคลมท็อปสปีดทางค่ายอย่างเคลมมาว่าอยู่ที่ราว ๆ 280 กม./ชม.เลยทีเดียว นอกจากนี้เจ้า M XR คันนี้ก็จะยังมีวิงก์เล็ตที่ช่วยสร้างเสถียรภาพให้มากยิ่งขึ้นเวลาขับขี่ด้วยความเร็วสูง ด้วยการสร้างแรงกดที่ล้อหน้าเวลาขับขี่ที่ความเร็วสูง ๆ รักษาการยึดเกาะที่ล้อหน้าไว้ได้มากขึ้น จึงช่วยให้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ระบบเบรก M Brake ที่ได้ปั๊มเบรกบนและคาลิเปอร์เบรกมาเป็นเรเดียลเมาท์ช่วยให้ได้สมรรถนะการเบรกที่ดียิ่งขึ้น   อย่างไรก็ดีคันที่เราเห็นนี้ยังเป็นโปรโตไทป์ แต่ก็เป็นโมเดลที่ใกล้เคียงกับขายจริงแล้ว ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมต้องรอการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในอนาคตอีกครั้งครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Vespa GTS Super Sport 150 i-Get ABS 2023 อัปเกรดความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น

รีวิว Vespa GTS Super Sport 150 i-Get ABS 2023 อัปเกรดความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น พบกับการรีวิวกันอีกเช่นเคย และครั้งนี้ทาง SuperBike Thailand มารีวิวและทดสอบ Vespa GTS Super Sport 150 i-Get ABS เวสป้ารุ่นใหม่ล่าสุดเวอร์ชัน 2023 เดี๋ยวมาดูกัน ว่ารุ่นนี้มีสมรรถนะ เครื่องยนต์ ช่วงล่างและเทคโนโลยี กับการทดสอบแบบจัดเต็มทั้งวัน จะเป็นอย่างไรบ้าง ไปติดตามชมกันครับ รุ่นน้องเล็กแต่ใช้เฟรมใหญ่สุด สำหรับโมเดลรุ่นนี้ ถือว่าเป็นโมเดลน้องเล็กสุดในตระกูล GTS รุ่นปี 2023 นั่นเองครับ มากับเฟรมไซซ์ใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นเฟรมเดียวกับโมเดลรุ่นพี่ในตระกูล GTS จากทางค่ายอีกด้วย โดยโมเดลเวสป้ารุ่นนี้ ไม่ได้มีดีแค่ภายนอกอย่างเดียว ยังมีสมรรถนะแบบสปอร์ต และฟีเจอร์การใช้งาน ที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่ให้อีกด้วย ดีไซน์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น ในด้านรูปลักษณ์การดีไซน์ Vespa GTS Super Sport i-Get ABS แน่นอนว่ารุ่นนี้ นอกจากจะขึ้นชื่อว่าเป็นโมเดลที่มีเอกลักษณ์ความคลาสสิกเฉพาะตัวดั้งเดิมอยู่แล้ว ยังมีการออกแบบให้ความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น  ดีไซน์ใหม่รอบคันสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ Tie แบบใหม่ ลายคาร์บอน บังโคลนดีไซน์ใหม่ เสริมความหล่อมากยิ่งขึ้น เรือนไมล์แบบผสม LCD และอนาล็อก ล้อแม็กดีไซน์ใหม่ ขนาด 12 นิ้ว โดยปรับเปลี่ยนดีไซน์มาใหม่ในหลาย ๆ จุดด้วยกัน ทั้งไฟหน้าทรงกลม ไฟท้ายและไฟเลี้ยวดีไซน์มาใหม่ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ บังโคลนและล้อแม็กแต่งใหม่ ตัวเรือนไมล์ กระจกข้าง ที่พักเท้า ช่องลม มือจับคนซ้อน รวมไปถึง ตัวเบาะดีไซน์แบบ 2 ระดับ เย็บตะเข็บได้สวยงาม อีกทั้ง ยังมีการตกแต่งเส้นสายลายกราฟิกสีดำตัดกับสีส้มที่บังโคลนหน้าและเฟรมด้านท้าย เฟรมด้านข้าง พร้อมลายกราฟิกใหม่ ช่องลมดีไซน์ใหม่ สวยหรู ยางกันลื่น พร้อมลวดลายโลโก้ Vespa ช่องดักลมด้านหน้า ยังรวมไปถึงฟีเจอร์การใช้งานที่มีมาให้ ทั้งช่องเก็บของอเนกประสงค์พร้อมตะขอแขวนอเนกประสงค์ด้านหน้า และช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ สามารถเก็บอุปกรณ์ กระเป๋า กล้องถ่ายรูป เอกสาร สัมภาระต่าง ๆ ได้ทั้งหมด ถังน้ำมันใต้เบาะ 6.5 ลิตร ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ประกับสวิตช์ฝั่งซ้ายโครเมียม กับสวิตช์ไฟสูง ไฟต่ำ สวิตช์คอนโทรลเซ็ตติ้งระบบในตัวรถ ไฟเลี้ยว และปุ้มสัญญาณแตร ประกับสวิตช์ฝั่งขวาโครเมียม กับฟังก์ชัน ล็อกเบาะไฟฟ้า ระบบสตาร์ท & สต็อป ระบบ Anti Slip Regulation พร้อมสตาร์ทไฟฟ้า มาดูในส่วนประกับแฮนด์ตัวรถที่ชุบโครเมียมสวย ๆ โดยฝั่งประกับทางซ้ายจะพบกับสวิตช์ไฟเลี้ยว สวิตช์ไฟสูง ไฟต่ำ ปุ่มแตร สวิตช์คอนโทรลเซ็ตติ้งฟังก์ชันต่าง ๆ ส่วนทางด้านประกับฝั่งขวา จะมีปุ่มปลดล็อกเบาะ สวิตช์เปิด-ปิด ระบบสตาร์ท & สต็อป ปุ่ม ASR หรือ Anti Slip Regulation ทำหน้าเสมือนโหมดแทร็กชั่นคอนโทรล และปุ่มสตาร์ทมือ  เครื่องยนต์ i-Get 155 ซีซี พร้อมประหยัดน้ำมันด้วยระบบ สตาร์ท & สต็อป หม้อน้ำด้านข้าง ช่วยระบายความร้อนเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ i-Get 4 จังหวะ 4 วาล์ว ขนาด 155 ซีซี ในขุมพลังของของโมเดลรุ่นนี้ จะเป็นเครื่องยนต์ i-Get สูบเดียว 4 จังหวะ 4 วาล์ว ขนาด 155.1 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ซัพพอร์ตในเรื่องการเดินทางไกลพร้อมระบบส่งกำลังแบบสายพาน CVT มาพร้อมกับความจุถังน้ำมันขนาด 6.5 ลิตร โดยให้กำลังแรง 11.5 กิโลวัตต์ หรือ 15.4 แรงม้าที่  8,250 รอบ และแรงบิด 15

GPX Drone Electric

GPX Drone Electric ต้นแบบเพื่อการยกระดับยานยนต์สมัยใหม่ สำหรับค่ายจีพีเอ็กซ์ ถือเป็นอีกแบรนด์มอเตอร์ไซค์ที่หลายๆคนจับตามอง เพราะครองตำแหน่งยอดขายสูงสุดในไทย ติดอันดับ TOP5 มาอย่างต่อเนื่องหลายปี แถมยังมีการพัฒนาสินค้าจนสามารถส่งออกไปขายในตลาดต่างประเทศมากมาย และล่าสุดก็ได้มีโมเดลต้นแบบอย่าง GPX Drone Electric ที่ผลงานที่เกิดขึ้นจากการร่วมมือกับทางภาครัฐและภาคเอกชนมาให้เราได้เห็นกันแล้ว วันนี้เราได้รับข่าวดีถึงความเคลื่อนไหวของทางค่ายที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการวิจัยและพัฒนาแพล็ทฟอร์มแพ็คแบตเตอรี่มาตรฐานแบบสับเปลี่ยนสำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศไทย” โดยโครงการนี้ ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานระดับมหาวิทยาลัย และ หน่วยงานภาคเอกชน รวมกว่า 9 หน่วยงานด้วยกัน เพื่อร่วมกันพัฒนาสิ่งประดิษฐ์แพ็คแบตเตอรี่ที่จะเป็นมาตรฐานเดียวกัน สำหรับใช้งานในประเทศไทย ปัจจุบันเราจะเห็นเทรนด์การใช้งานของรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกิดพลังงานสะอาดที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  แต่ ณ ขณะนี้ รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ใช้งานอยู่ทั่วไปยังคงเป็นระบบชาร์จที่บ้าน หรือชาร์จที่สถานี ซึ่งยังจำเป็นต้องใช้ระยะเวลานานในการชาร์จต่อครั้ง โครงการนี้จึงเกิดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาระบบแบตเตอรี่ที่จะใช้กับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสู่การชาร์จที่อยู่ในระบบสถานี ซึ่งหากแบตเตอรี่ใกล้จะหมด ก็สามารถเข้าไปสู่สถานีชาร์จได้ และสามารถสลับเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้อย่างทันที โดยใช้เวลาในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ในระยะเวลาสั้น ๆ หรือไม่เกิน 5 นาทีเท่านั้น เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเดินทางต่อไปได้โดยไม่เสียเวลา   อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ายังคงมีความหลากหลาย แต่ละยี่ห้อก็มีการใช้แบตเตอรี่ในรูปแบบของตนเอง หรือมีความแตกต่างกันออกไป โครงการนี้จึงเข้ามาเพื่อวัตถุประสงค์ในการวิจัยและพัฒนาแพ็คแบตเตอรี่ที่จะเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อกำหนดมาตรฐานให้แบตเตอรี่ของรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าต่างยี่ห้อในประเทศไทย สามารถสับเปลี่ยน ใช้แบตเตอรี่ร่วมกันได้  โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับการใช้งานจริง และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ในประเทศไทย อีกทั้งยังส่งผลให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการผลิตได้   ทั้งนี้ทางจีพีเอ็กซ์ได้เข้ามาร่วมมีบทบาทในการวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ โดยนำเอารถต้นแบบรุ่นเรือธงของค่าย อย่าง DRONE มาพัฒนาสู่ระบบไฟฟ้า ในรหัส DRONE Electric เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาของโครงการในครั้งนี้ ด้วยการร่วมออกแบบจุดวางแบตเตอรี่ และพัฒนาส่วนต่าง ๆ โดยคำนึงถึงปัจจัยสำหรับการใช้งานจริงในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้โครงการได้ก้าวเข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบขับขี่และการใช้งานจริงสำหรับการเปลี่ยนแบตเตอรี่ในสถานีแล้ว และหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าประโยชน์สูงสุดจะตกไปอยู่กับผู้ใช้งานรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในอนาคตอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม สำหรับความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี  โดยเฉพาะแฟน ๆ ของทางค่าย GPX ที่ได้เห็นผลงานรถต้นแบบคันนี้ เพราะด้วยดีไซน์ตัวรถที่ล้ำสมัยของโมเดลนี้ จนใครหลายๆคน บอกว่าอยากให้นำไปทำเป็นรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และถึงแม้จะยังคงเป็นเพียงรถต้นแบบเท่านั้น  แต่เชื่อเหลือเกินว่าพัฒนามาขนาดนี้แล้ว อนาคตต้องได้เห็นรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากค่าย GPX อย่างแน่นอน แต่จะเป็นรุ่นนี้หรือไม่ และจะเปิดจำหน่ายเมื่อไหร่ คงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป ติดตามข่าวสารจากค่าย GPX  เพิ่มเติม ได้ที่นี่ https://gpxthailand.com https://www.facebook.com/gpxthailandofficial อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

X440 Harley-Davidson

X440 Harley-Davidson เชื้อสายอินเดียเผยโฉมแล้ว หลาย ๆ คนที่เป็นแฟน ๆ SuperBikeMag.com มาก็น่าจะได้เห็นข่าว Harley-Davidson X350 และ X500 ที่ผลิตในจีนกันไปแล้ว มาคราวนี้เป็นการเผยโฉมหน้าของเจ้า X440 ซึ่งครั้งนี้ทางค่ายรถจากลุงแซมไปพัฒนาและให้ยักษ์ใหญ่จากอินเดียอย่าง Hero ผลิตให้ เพื่อให้ฮาร์ลีย์เดวิดสันสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักบิดอายุน้อย สำหรับโมเดลนี้ก็จะเห็นได้ว่าไม่ได้หนีไปจากเจ้า X350 และ X500 มากนัก โดยมาในสไตล์ใกล้เคียงกัน โดยจะมาในรูปแบบของโร้ดสเตอร์ที่มีสไตล์แบบย้อนยุค และน่าจะมาพร้อมเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 440 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีแรงม้าที่ราว ๆ 38 ตัวและแรงบิดที่ 30 นิวตันเมตร ซึ่งข้อมูลรายละเอียดตัวสเปกของรถยังไม่มีรายละเอียดอย่างเป็นทางการ ในส่วนของช่วงล่างนั้นตัวรถเลือกใช้เฟรมแบบดับเบิ้ลดาวน์ทูบ ระบบกันสะเทือนด้านหน้ามีโช้คหน้าแบบหัวกลับและด้านหลังเป็นโช้คคู่ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อม ABS เต็มระบบ โดยล้อน่าจะเป็นล้ออัลลอยขนาด 18 และ 17 นิ้วหน้าหลังตามลำดับ เทคโนโลยีในตัวรถก็จะมีระบบไฟ LED เต็มระบบและอาจจะมีหน้าจอสี TFT ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากขึ้น สุดท้ายนี้ทางค่ายรถอเมริกันนี้จะทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งก็คงต้องติดตามรายละเอียดอย่างเป็นทางการกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

HJC RPHA11 PRO Miles Morales

HJC RPHA11 PRO Miles Morales ลายใหม่ เอาใจสาวกสไปดี้ เปิดตัวลายกราฟิกใหม่เอาใจสาวก Marvel และสไปเดอร์แมนกันอีกแล้วสำหรับหมวกกันน็อกสัญชาติเกาหลีอย่าง HJC RPHA11 PRO Miles Morales ที่เปิดตัวมาใหม่รับกับหนังใหม่อย่าง “Spider-Man: Across the Spider-Verse” นั่นเอง หลาย ๆ คนน่าจะรู้จักหมวกกันน็อกแบรนด์นี้เป็นอย่างดี แต่หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่าแบรนด์นี้เป็นหมวกสัญชาติเกาหลี และก็ถือว่าเป็นหมวกกันน็อกที่มีมาตรฐานและได้รับความนิยมเป็นแบรนด์ระดับแนวหน้าของโลกแบรนด์นึง และแนวทางของการออกแบบลายกราฟิกของหมวกค่ายนี้ก็น่าจะถูกใจวัยรุ่นหรือรุ่นใหญ่หัวใจเป็นเด็กไม่น้อยหลังจากที่ทยอยออกหมวกลายกราฟิกที่มาจากหนังหรือการ์ตูนเรื่องดังหลายเรื่อง มาโดยตลอด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งลวดลายกราฟิกแบบอื่น ๆ หรือการพัฒนาในเรื่องคุณภาพไป ล่าสุดกับลวดลาย Miles Morales กับสไปเดอร์แมนในเวอร์ชันของเด็กหนุ่มผิวสีที่น่าจะถูกใจสาวกสไปดี้ไม่น้อย มาพร้อมกับแพ็ทเทิร์นตาข่ายใยแมงมุมสีแดงบนลายตารางหกเหลี่ยมสีดำพร้อมดวงตาขนาดใหญ่ตามแบบของสไปเดอร์แมนบริเวณช่องลมด้านบน ทั้งยังมีโลโก้แมงมุมตามแบบสไปเดอร์แมนที่ด้านหลัง และมีโลโก้ RPHA ของตระกูลหมวกรุ่นนี้ไว้ที่ด้านข้างของตัวหมวก ซึ่งถือว่าลงตัวดีทีเดียว มาถึงเรื่องของสเปกตัวหมวกกันบ้าง ๆ เชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะพอรู้แล้วว่านี่คือหมวกเต็มใบสำหรับสายสปอร์ตระดับท็อปของทางค่ายที่สามารถใช้ใส่ขับขี่ในสนามแข่งได้สบาย ๆ ตัวหมวกทำด้วยวัสดุไฟเบอร์หลายชนิด PIM Plus ซึ่งซับแรงกระแทกได้ดี รูปทรงหมวกยังมีการออกแบบตามหลักแอโรไดนามิก ออกแบบช่องลมต่าง ๆ ให้ช่วยระบายอากาศได้ดี ขณะที่ด้านในเองก็มีซับในหมวกที่มาพร้อมเทคโนโลยี MultiCool ที่ไม่เพียงแต่ใส่แล้วดูดซับเหงื่อได้ดีขณะเดียวกันก็แห้งไว ช่วยลดการเกิดและเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่จะเกิดขึ้นเวลาอับชื้น ทำให้ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ อีกทั้งยังนำไปซักได้ และสำหรับชิลด์หมวกเองก็มีนวัตกรรมเฉพาะชื่อว่า RapidFire II ที่ช่วยให้สามารถถอดชิลด์ออกมาทำความสะอาดหรือเปลี่ยนได้ง่ายและรวดเร็ว พร้อมกันนี้ยังมีพินล็อกกันฝ้ารุ่น Max Vision มาให้อีกด้วย งานนี้ใครชื่นชอบก็เก็บเงินรอกันได้เลย ตัวแทนจำหน่ายในไทยนำเข้ามาจำหน่ายกันอย่างแน่นอนครับ แต่ราคาก็อาจจะแรงนิดหน่อย แต่เรื่องคุณภาพบอกเลยว่าปลอดภัยได้มาตรฐานอย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

XO Papio Trail

XO Papio Trail จิ๋วแจ๋วพร้อมลุยจากค่ายมังกรฟ้า เรียกว่าดีไซน์ดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรสำหรับค่ายมังกรฟ้า CFMoto ค่ายรถสัญชาติจีน ที่ก็มีตัวแทนจำหน่ายในบ้านเราด้วย แต่ก็เงียบหายไปนานเลย แต่เรื่องของบ้านเราเอาไว้ทีหลัง เรามาติดตามข่าวล่าสุดกันก่อน ซึ่งไม่นานมานี้ก็เพิ่งจะเปิดตัวโมเดลใหม่จิ๋วแจ๋วพร้อมลุยในชื่อว่า XO Papio Trail สแครมเบลอร์ร่างจิ๋วที่มีต้นแบบเดิมเป็นรถในชื่อเดียวกันแค่ตัดคำว่าเทรลต่อท้ายออกเท่านั้น   โดยตัวรถจะมาในสไตล์ของสแครมเบลอร์ผสมผสานเข้ากันกับเรโทรในทุก ๆ รายละเอียด ให้สมกับเป็นมินิสแครมเบลอร์ แถมยังโดดเด่นไม่เหมือนใครโดยเฉพาะในของปลายท่อไอเสียปลายเดี่ยวที่ยกสูงขึ้นไปอยู่ใต้เบาะแบบแนบเนียน ทว่ายังมีส่วนอื่น ๆ ที่เตะตาไม่แพ้กัน เช่น ไฟหน้าทรงกลมคู่พร้อมดีไซน์ด้านในแบบไม่สมมาตร ไฟท้าย LED ทรงกลมที่มีตะแกรงคาดดูลุย ๆ เท่ไปอีกแบบ ถือว่าดีไซน์มาได้หล่อดีทีเดียว ส่วนเรื่องของเครื่องยนต์นั้นตัวรถจะมาพร้อมขุมพลังแบบสูบเดียว 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด ที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 9.39 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดที่ 8.3 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ขับเคลื่อนผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด เคลมท็อปสปีดสูงสุดมาที่ 90 กม./ชม. โดยมีถังน้ำมันขนาดความจุ 7 ลิตรเป็นแหล่งพลังงาน ช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิกธรรมดา ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวและกระเดื่องทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ส่วนล้อจะเป็นล้อขนาด 12 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รัดด้วยยางแบบกึ่งพร้อมขี่ได้ทั้งทางดำและทางฝุ่น ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น) ส่วนเรื่องการจำหน่ายยังไม่มีการระบุราคา แต่ราคาน่าจะไม่แรงมากแน่นอนเนื่องจากเป็นรถในพิกัดเริ่มต้นและไม่ได้มีอ็อปชันอะไรมาก ทว่าบ้านเรานั้นอาจจะไม่มีการนำเข้ามาจำหน่ายอย่างเป็นทางการก็เป็นได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

XDV300

XDV300 สกู๊ตเตอร์สายลุยจาก Lexmoto Lexmoto ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์สัญชาติจีนแต่ทำตลาดที่อังกฤษ ซึ่งเชี่ยวชาญในด้านการทำสองล้อสำหรับนักบิดมือใหม่ และครั้งนี้ทางค่ายก็ได้ทำการเปิดตัวสกู๊ตเตอร์ในแบบลุย ๆ หรือแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ขนาด 300 ซีซีขึ้นมาภายใต้ชื่อทางการค้าว่า XDV300 ซึ่งก็น่าจะตอบโจทย์กระแสใหม่ที่ทางค่ายปีกนกได้สร้างขึ้นมา เทรนด์ใหม่อย่างแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ที่กำลังก่อตัวขึ้นแสดงให้เห็นว่าสกู๊ตเตอร์นั้นไม่จำเป็นต้องน่าเบื่อ และไปได้มากกว่าถนนดี ๆ หรือทางดำ มันยิ่งสร้างความน่าสนใจให้กับนักบิดหน้าใหม่มากยิ่งขึ้น สำหรับโมเดลนี้ไม่เพียงแต่ดูโฉบเฉี่ยว ยังดูบึกบึน ขณะเดียวกันก็ดูคุ้น ๆ ตาชอบกล (ฮา) อย่างไรก็ตามมันก็ดูเข้าท่าเข้าที่แถมยังมีฟังก์ชันที่โดดเด่นเหมาะกับเมืองหนาวหรือเวลาที่อากาศเย็น ๆ อย่างระบบอุ่นมืออีกด้วย   และเพื่อเพิ่มความสบายของผู้ขับขี่ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ตัวรถจะมาพร้อมชิลด์หน้าแบบปรับระดับได้ ทำให้สามารถปรับการโฟลว์และการป้องกันของลมจากด้านหน้าได้ตามความต้องการ ระบบไฟส่องสว่างของตัวรถเป็น LED เต็มระบบช่วยให้ทัศนวิสัยที่ดีและทำให้รถดูดีพรีเมียมยิ่งขึ้น และยังจะมาพร้อมกับเรือนไมล์ดิจิทัลขนาดใหญ่ที่แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ได้มากมาย ส่วนในเรื่องของสมรรถนะกันบ้าง เจ้าคันนี้มาพร้อมกับขุมพลังแบบสูบเดียวขนาด 279 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ผ่านมาตรฐาน Euro5 แล้ว ให้กำลัง 25.5 แรงม้าที่ 8,250 รอบ เคลมท็อปสปีดมาที่ 128 กม./ชม. ขณะที่ในเรื่องของช่วงล่างจะได้ระบบกันสะเทือนทั้งระบบมาจาก KYB โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับและด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังมาพร้อมระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลังเช่นกัน ส่วนล้อจะเป็นขนาด 13 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลังโดยจะมาพร้อมกับยางแบบออลเทอร์เรนขนาด 110/70 และ 130/70 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ช่ องเก็บของหลากหลายที่ ไม่เพียงแต่ช่องเก็บของใต้เบาะหรือว่าที่ด้านหน้าคอนโซล ตัวรถยังมีกล่องข้างและกล่องท้ายมาให้ด้วย ทำให้เจ้าคันนี้เหมาะแก่การขับขี่ทางไกลออกทริปแบบหลาย ๆ วันอีกด้วย สุดท้ายเรื่องของการจำหน่ายนั้นค่าตัวในอังกฤษเริ่มต้นที่ 4,699 ปอนด์หรือราว ๆ 200,000 บาท ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่ากับฟีเจอร์ของรถที่ให้มาเลย แต่ถ้ามาไทยราคาแบบนี้เกรงว่าจะขายยากไป อย่างไรก็ดีบ้านเรายังไม่มีตัวแทนจำหน่ายมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อนี้ แต่ในอนาคตก็ไม่แน่นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM EXC 2024

KTM EXC 2024 อัปเกรดใหม่ทั้งแผง ทั้ง 2 และ 4 จังหวะ หลังจากค่ายรถสีส้มสัญชาติออสเตรียทยอยเปิดตัวโมเดลใหม่ ๆ โดยเฉพาะซูเปอร์โมโตมาอย่างต่อเนื่อง มาคราวนี้ก็ถึงคิวของเอ็นดูโร่ไบค์กันบ้าง หรือก็คือ KTM EXC 2024 นั่นเอง โดยคราวนี้อัปเกรดใหม่ทั้งแผง ไม่เว้นว่าจะ 2 จังหวะหรือ 4 จังหวะ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงมาใช้ชิ้นส่วนใหม่ ๆ กว่า 95% เลยทีเดียว ด้วยประสบการณ์ในการแข่งขันนานกว่า 3 ทศวรรษและแชมป์โลกเอ็นดูโร่กว่า 126 ถ้วยในชั้นวางโทรฟี่ ทำให้เคทีเอ็มถือเป็นเบอร์ต้น ๆ เวลาจะต้องลุยศึกหฤโหด และสำหรับโมเดลใหม่นี้ทางค่ายก็ยังไม่หยุดพัฒนา ทำการยกระดับสมรรถนะ การพัฒนาและนวัตกรรมของรถเอ็นดูโรของตัวเองให้ทันสมัยถึงที่สุด ด้านนอกมีชิ้นส่วนชุดสีใหม่ที่พัฒนาโดยข้อมูลจากนักแข่งทีม Red Bull KTM Factory เพื่อให้ผู้ขับขี่หนีบเข่าควบคุมตัวรถ โดยเฉพาะเวลายืนขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ด้านหน้าจะมีบังโคลนหน้าใหม่ที่ออกแบบมามีฟินเพื่อสลัดดินและโคลนไม่ให้มาโดนตัวผู้ขับขี่หรือว่าหม้อน้ำ ยังมีถังน้ำมันโพลีธีนแบบใสขนาด 8.3 ลิตรสำหรับตัว 4 จังหวะ และ 8.9 ลิตรสำหรับ 2 จังหวะ เพื่อให้เช็คระดับน้ำมันได้สะดวก ทว่าคีย์หลักเลยคือการใช้เฟรมใหม่ที่ขึ้นรูปด้วยกระบวนการไฮดรอฟอร์ม เลเซอร์คัทและใช้หุ่นยนต์เชื่อม ทำให้ได้เฟรมที่มีความยืดหยุ่นที่เหมาะสมกับรถ เพื่อให้ตอบสนองฟีลลิ่งการขับขี่ ดูดซับแรงกระแทก และรักษาไลน์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม อีกทั้งยังมีซับเฟรม 2 ชิ้นที่ออกแบบใหม่ให้มีน้ำหนักเบา ด้วยการเลือกใช้อลูมิเนียมเสริมแรงผสมกับโพลีเอไมด์ และยังใช้เป็นที่ติดตั้งชิ้นส่วนเกี่ยวกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ของตัวรถ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือหน่วยควบคุมการขับขี่แบบออฟโร้ด Offroad Control Unit หรือ OCU ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้ง่ายต่อการเซอร์วิสและป้องกันความเสียหายต่าง ๆ ได้ดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งไอ้ตัว OCU ที่อยู่ใต้เบาะนี้มาแทนที่การใช้ฟิวส์และรีเลย์ของระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ หากมีการเสียหายของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จะมีไฟ LED แจ้งเตือนเป็นสีแดง ถ้าสีเขียวคือระบบปกติ นั่นทำให้ง่ายต่อการแก้ปัญหามากยิ่งขึ้น จุดต่อมาที่สำคัญไม่แพ้กันคือระบบกันสะเทือนใหม่ โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับแบบโคลสคาร์ทริดจ์ WP XACT ขนาด 48 ม.ม.ที่มาพร้อมวาล์วกลางลูกสูบตัวใหม่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของน้ำมันในกระบอกโช้ค ส่วนด้านหลังจะใช้โช้ค WP XPLOR PDS ที่มีการปรับปรุงมาใหม่อีกด้วย ซึ่งโช้คทั้งด้านหน้าและด้านหลังจะสามารถปรับแต่งคอมเพรสชันและรีบาวด์แดมปิ้งได้ด้วยมือเลย ไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ และก็สามารถปรับเซ็ตพรีโหลดโช้คหลังได้ง่ายอีกด้วย ถือเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ โมเดล 2 จังหวะ มาถึงเรื่องของเครื่องยนต์กันบ้าง สำหรับโมเดล 2 จังหวะมีการใช้เทคโนโลยีหัวฉีดไฟฟ้า ช่วยให้เครื่องยนต์ส่งกำลังที่สมู้ทสุด ๆ เกือบเท่ากับระบบคาร์บูเรเตอร์ แต่ก็ไม่ต้องมาเสียเวลาปรับแต่งคาร์บูเรเตอร์เมื่อขับขี่ที่ระดับความสูงน้ำทะเลต่าง ๆ กัน ยังมีการดีไซน์เคสรีดวาล์วใหม่เพื่อป้องกันการจ่ายน้ำมันเกินเวลาขึ้นหรือลงเนินชัน ๆ นอกจากนี้ยังมีผลข้างเคียงที่ได้คือสามารถติดตั้งตัวควบคุมไอเสียอิเล็กทรอนิกส์เข้าไป ช่วยให้รถมีเอ็นจิ้นแม็ปสองชุดที่แตกต่างกันโดยสามารถเลือกได้เมื่อติดตั้งออปชันเสริม สำหรับโมเดล 2 จังหวะจะได้แก่ 150 EXC, 250 EXC และ 300 EXC โมเดล 4 จังหวะ สำหรับตัว 4 จังหวะนั้นจะใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกับที่ใช้คว้าชัยในการแข่งขัน ซึ่งปรับแต่งมาเพื่อให้ได้แรงบิดมหาศาลตั้งแต่รอบต่ำ ๆ และพลังแรงม้าที่ดุดันที่รอบสูง ๆ ขึ้นไป ตัวรถยังมีการวางเครื่องเอียงกลับหลังไป 2 องศาและปรับตำแหน่งของสเตอร์หน้าให้ต่ำลงมาอีก 3 ม.ม. ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของรถต่ำลง ทำให้ควบคุมรถได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีกมาก เมื่อรวมกับน้ำหนักที่เบาลงก็จะยิ่งทำให้การยึดเกาะดีขึ้นเมื่อไต่เนินชัน ๆ รวมถึงสามารถออกจากโค้งเวลาขับขี่สเตจแบบเอ็นดูโรได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ตัว 4 จังหวะยังสามารถติดตั้งแทร็คชันคอนโทรลเพิ่มเติมได้อีกด้วย และสำหรับควิกชิฟเตอร์ก็สามารถติดตั้งได้ซึ่งนับเป็นครั้งแรกเลยสำหรับรถเอ็นดูโร่ สำหรับโมเดล 4 จังหวะจะได้แก่ 250 EXC-F, 350 EXC-F, 450 EXC-F และ 500 EXC-F งานนี้ใครชอบเอ็นดูโร่ไบค์ล่ะก็บอกเลยตอนนี้ถือว่าเฟี้ยวมาก ๆ เพราะนี่คือการยกระดับรถในสไตล์นี้อย่างแท้จริง แต่ราคาก็น่าจะเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Verge Mika Häkkinen Edition

Verge Mika Häkkinen Edition รถไฟฟ้าสุดแรงโดยอดีตแชมป์ F1 ย้อนกลับไปในเดือนพฤศจิกายนปี 2019 หลาย ๆ คนน่าจะได้เห็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Verge TS โดยบริษัทผู้ผลิตสัญชาติฟินแลนด์ ที่มีสมรรถนะสูงมากทีเดียว และต่อมาก็มีรุ่น Ultra ออกมาซึ่งมีสมรรถนะสูงเทียบกับกับรถซูเปอร์ไบค์ที่ใช้น้ำมันเลยทีเดียว ซึ่งก็คาดว่าจะส่งมอบให้ลูกค้าได้ภายในปีนี้ แต่เท่านั้นยังไม่พอทางค่ายยังได้เตรียมส่ง Verge Mika Häkkinen Signature Edition ที่เป็นผลงานร่วมกันกับอดีตแชมป์โลก F1 สองสมัยที่จะผลิตขึ้นจำหน่ายแบบจำนวนจำกัดเพียง 100 คันเท่านั้น โดยเจ้าโมเดลพิเศษนี้จะมีพื้นฐานมาจากรุ่น TS Pro ที่เดิมก็มีดีไซน์ที่ปราดเปรียว ล้ำสมัย สื่อถึงเทคโนโลยี นวัตกรรมและความเป็นรถไฟฟ้าที่โดดเด่น และมีการดีไซน์ปรับปรุงเพิ่มเติมในแบบที่อดีตแชมป์โลก F1 มาดีไซน์เพิ่มเติมให้มีความพิเศษและลงตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งโมเดลนี้จะมีจุดเด่นคือระบบกันสะเทือนทั้งหมดทำสีดำทั้งหมด มีเพลตลายเซ็นพร้อมรันซีเรียลนัมเบอร์จาก 001 – 100 ไม่ซ้ำกัน ตัวรถมาในชุดสีเทาเข้มและสีเงิน มีชิ้นส่วนที่โชว์เนื้องานคาร์บอนไฟเบอร์เพิ่มความดุดัน ตัวรถเคลือบเซรามิกมาให้เลย เบาะหนังเกรดไฮเอนด์สองเนื้อ และพิเศษสุดซองหนังสุดพรีเมี่ยมสำหรับใส่คีย์การ์ดสำหรับใช้งานแทนกุญแจรถปกติ ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบฮับเลสที่อยู่ในตัวล้อหลังเป็นตัวขับเคลื่อน ทำให้ตัวรถมีพื้นที่สำหรับเก็บแบตเตอรี่มากขึ้น รวมถึงมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ อีกทั้งยังทำให้ไม่ต้องใช้ชิ้นส่วนเคลื่อนไหวจำพวกโซ่ เฟืองหรือสายพานอีกด้วย ทำให้รถดูคลีนและเท่ยิ่งขึ้นไปอีก โดยเจ้ามอเตอร์ดังกล่าวมีขนาด 102 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่า 136.8 แรงม้า และยังให้กำลังแรงบิดสูงถึง 1000 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นจุดเด่นของมอเตอร์ไฟฟ้า และรถไฟฟ้าส่วนมาก ทางค่ายเคลมมาว่ามีความเร็วสูงสุดถึง 200 กม./ชม. ทำความเร็วจาก 0 – 100 กม./ชม. ได้ใน 3.5 วินาที ตัวแบตเตอรี่สามารถชาร์จจาก 0 – 80% หรือชาร์จแบบฟาส์ตชาร์จได้ในเวลาเพียง 35 นาที โดยแบตเตอรี่ดังกล่าวให้ระยะพิสัยการใช้งานอยู่ที่ 350 กม.เลยทีเดียว สำหรับช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะมีโช้คหัวกลับ และด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกที่ใช้หยุดรถสุดแรงคันนี้จะเป็นดิสก์เบรกคู่จาก Galfer ขนาด 320 ม.ม.คู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo M4.32 ซึ่งมี 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรก Galfer เฉพาะรอบนอกขนาด 380 ม.ม.ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกของทาง Verge เอง ส่วนยางจะเป็น Pirelli Diablo Rosso III เรียกว่าเป็นรถไฟฟ้าที่ดีไซน์ล้ำ นวัตกรรมสุดทันสมัย ตลอดไปจนถึงความแรงที่น่าจะตอบโจทย์ผู้ชอบความเร็วกันอย่างแน่นอน แต่ราคานั้นสตาร์ทที่ 80,000 ยูโร หรือราว ๆ 3 ล้านบาทแบบยังไม่รวมภาษี งานนี้ใครเงินเหลือก็ซื้อมาอวดสาวกันได้นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Volantis HORIZON 150 สวย เว้า รูปร่างดี และเซ็ตสีใหม่

Volantis HORIZON 150 สวย เว้า รูปร่างดี และเซ็ตสีใหม่ น่าสนใจเลยทีเดียว กับโมเดลสกู๊ตเตอร์พรีเมียมจากค่าย Alpha Volantis รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Alpha Volantis HORIZON 150 มาพร้อมกับคอลเลคชันใหม่สุดพิเศษ มาพร้อมการออกแบบดีไซน์ตามฉบับโมเดิร์นคลาสสิก ไม่ทิ้งลายโมเดลรุ่นพี่อย่าง Horizon 300 ทั้งรูปร่าง การดีไซน์ที่ให้ความพรีเมียม หรูหรา รวม ๆ แล้ว สวยทั้งพี่ ดีทั้งน้อง รักทั้งสองเลยครับ  สำหรับความพิเศษในโมลนี้ คงจะเป็นในเรื่องของสัดส่วนรูปร่างการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร กับคอนเซ็ปต์ความพรีเมียม หรูหรา ด้วยชุดแต่งโครเมียมรอบคัน วาดส่วนเส้นลายและส่วนเว้าโค้งได้อย่างลงตัว บวกกับระบบไฟทรงโตโมเดิร์นตามฉบับ Horizon ผสมกับเพลทอลูมิเนียมประทับตราโลโก้เรียบ ๆ ให้ดูมีระดับขึ้นไปอีกแบบ  ในด้านขุมพลังจะเป็นเครื่องยนต์ 4 วาล์วขนาด 149 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ เคลมกำลังแรงม้ามาให้ที่ 10.1 แรงม้าที่ 8,400 รอบ พร้อมแรงบิด 8.5 นิวตันเมตรที่ 7,300 รอบ อีกทั้งยังการันตีความเร็ว Top Speed ที่ 110 กม./ชม. และนอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับระบบจ่ายน้ำมันแบบคาบูเรเตอร์ ซึ่งสามารถปรับแต่งใช้งาน เข้ากับสไตล์ของผู้ขับขี่ได้อีกด้วย และแน่นอนยังมาพร้อมกับความประหยัด กับอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ทางโรงงานเคลมมาให้ที่ 3.16 ลิตร ต่อ 100 กม. หรือ 31.64 กม.ต่อน้ำมัน 1 ลิตรนั่นเอง ซึ่งถ้าลองคำนวณแล้ว กับความจุถังน้ำมันของรุ่นนี้ มาให้ขนาด 6.8 ลิตร สามารถวิ่งไปได้ไกลถึง 215 กม.เลยทีเดียว  มาต่อที่ระบบช่วงล่าง ที่พร้อมซับแรงกระแทกด้วยโช้คคู่ เทเลสโคปิกด้านหน้า และ โช้คหลังสตรัทสปริงคู่ ปรับได้ 5 ระดับ พร้อมคอนโทรลการหยุดด้วยระบบเบรก กับดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 มม.และ 200 มม.ตามลำดับ อีกทั้งยังมีระบบ SBS หรือ Share Brake System ที่เข้ามาช่วยกระจายแรงเบรกและเพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น ประกบจานเบรกด้วยล้ออลูมิเนียมอัลลอยหน้า-หลังขนาด 12 นิ้ว ดีไซน์ 10 ก้าน รัดแน่นด้วยยางหน้า-หลังขนาด 110/70 และ 120/70  สำหรับเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีมาให้ในรุ่นนี้ เริ่มจากระบบไฟส่องสว่าง LED ทั้งไฟหน้าและไฟท้าย ที่ชาร์จไฟอเนกประสงค์ USB 2 ช่อง ใช้กันให้แบบจุก ๆ ช่องเก็บของด้านหน้าพร้อมบรรจุสัมภาระสำหรับเดินทาง มาตรวัดความเร็วดิจิทัล 2 สไตล์ครบทุกฟังก์ชันการใช้งาน ชุดตะแกรงระบายความร้อนด้านข้างพร้อมโลโก้สามมิติสวย ๆ อีกทั้งยังมี Ubox ใต้เบาะใส่หมวกกันน็อกได้เต็มใบ ซึ่งถือว่ามีให้จบ ครบให้พร้อมใช้งานอย่างคุ้มค่า สำหรับโมเดล Alpha Volantis Horizon 150 คอลเลคชันใหม่ มีให้จำหน่ายถึง 4 สีได้แก่ สีฟ้า Vivid Blue สีแดง Deeply Red สีขาว Crystal White และสีดำ Deep Space Black กับราคาเปิดตัวที่ 72,900 บาท  พร้อมโปรโมชันสุดพิเศษต้อนรับหน้าฝน โดยผ่อนเริ่มต้นเพียง 1,9XX บาท/เดือน ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2566 – ฟรี Voucher ส่วนลด มูลค่า 2,400 บาท – ฟรี ประกันภัยรถหาย 1 ปี – ฟรี ค่าจดทะเบียน และ พรบ. *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด *เงื่อนไขเป็นไปตามสถาบันการเงินที่ร่วมรายการ หากใครที่สนใจสามารถติดต่อได้ศูนย์บริการและตัวแทนจำหน่ายได้ทุกสาขาทั่วประเทศ รถสวย ๆ ทรวดทรงแบบนี้ อีกทั้งความเร็ว ช่วงล่าง สิ่งอำนวยความสะดวกแบบนี้

KTM 450 SMR แต่ง สไตล์เท่ ๆ By TK RACING

KTM 450 SMR แต่ง สไตล์เท่ ๆ By TK RACING อีกหนึ่งโมเดลสายสไลค์ในรุ่น SuperMoto พิกัดค่ายสีส้ม อย่าง KTM 450 SMR คันนี้ ที่เติมแต่งมาแบบจัดหนัก จัดเต็มกันเลยทีเดียว ซึ่งจัดทำสี เติมของแต่งได้คุมโทนและลงตัว สมชื่อตามสไตล์กุนซือสายแข่งมาดเท่อย่าง “คุณตึก TK RACING” และเราได้ทราบข่าวจากคุณตึกอีกว่า โมเดลรุ่นนี้จะไปโผล่ชื่อในรายการแข่งขัน SuperBike Trackday ในรุ่น SuperMoto ณ สนามแข่งพีระเซอร์กิต ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้อีกด้วย แต่ก่อนที่จะไปโชว์ความโหดแบบสุดโต่งในสนามแข่งนั้น เราขอพามาเจาะรายละเอียดคันนี้กันว่ามีของแต่งอะไรกันบ้างครับ  แต่งทรงเท่ ตามสไตล์ซูเปอร์โมโต สำหรับ KTM 450 SMR แต่ง คันนี้เริ่มจากรูปลักษณ์ภายนอก กับตัวรถรูปทรงโมตาร์ด ที่มาพร้อมกับสีประจำค่ายพร้อมลวดลายประดับตกแต่งรอบคัน และ #13 หมายเลขคู่ใจที่พร้อมจะคว้าโพเดียมในสนามแข่งขัน ต่อกันที่ส่วนแผงคอแต่งบน-ล่าง ยึดด้วยน็อตไทเทเนียมสีม่วงสวยงาม นวมแฮนด์หน้ารถติดตั้งจากโรงงาน ฝั่งประกับฝั่งซ้าย จะพบกับปั๊มคลัตช์ Brembo กระปุกน้ำมันคลัตช์ Kite พร้อมครอบคาร์บอนจาก CMT ก้านคลัตช์ ARC แฮนด์ Ariete และการ์ดแฮนด์ RTech  นวมแฮนด์หน้ารถ KTM สุดเท่ แผงคอแต่ง #13 ลัคกี้นัมเบอร์ By TK RACING ปั๊มบน Brembo 17 RCS ก้านสั้น Brembo กระปุกน้ำมัน Discacciati การ์ดแฮนด์ RTech มือคลัตช์ ARC กระปุกแต่ง Kite ครอบคาร์บอน CMT แฮนด์ Ariete ส่วนประกับฝั่งขวา เริ่มจากปั๊มเบรก Brembo 17 RCS พร้อมก้านสั้นสีดำสุดเท่จากอิตาลี และแรร์ไอเทมหายากอย่างกระปุกน้ำมันเบรกจาก Discacciati ปั๊มบนและก้านสั้น Brembo ยางหุ้มประกับคันเร่ง Domino พร้อมการ์ดแฮนด์จาก RTech อีกด้วย  ถังน้ำมันครอบพาร์ทคาร์บอน CMT สายระบายไอน้ำมันพร้อมจุกอุด Kite ครอบเฟรมคาร์บอนสีส้ม เพาเวอร์พาร์ทกันแคร้ง ฝาถังน้ำมันเครื่อง Kite เลื่อนมาต่อคอนโทรลกลางกับถังน้ำมันครอบพาร์ทคาร์บอน CMT และสายระบายไอน้ำมันกับจุกอุด Kite เบาะแต่งทำสีใหม่ให้เข้ากับสไตล์ตัวรถ เสริมครอบเฟรมคาร์บอนสีส้ม ดูสดสว่าง เพาเวอร์พาร์ทกันแคร้ง ฝาน้ำมันเครื่อง Kite พร้อมท่อ HGS เต็มระบบ โช้คหน้า WP โช้คหลังเดี่ยวจาก WP เช่นเดียวกัน สำหรับช่วงล่าง กับโช้คหน้าคู่ใหญ่และโช้คเดี่ยวด้านหลังจาก WP ติดตั้งให้มาจากโรงงาน ปั๊มเบรกล้อหน้า Brembo M-150 สายเบรก Allegri จานเบรกโฟลทติ้ง KTM เพาเวอร์พาร์ท ส่วนด้านหลังจะเป็นปั๊ม Brembo โลโก้ขาวและจานจาก เคทีเอ็ม เพาเวอร์พาร์ทเช่นเดียวกัน  ส่วนล้อซี่ลวดรุ่นนี้ยังคงเป็นรุ่นเดิมจาก Alpina แต่เพียงเพิ่มเติมเทสีส้ม เช่นเดียวกับดุมล้อหน้า-หลังชุปสีอโนไดซ์ ให้ดูมีส่วนผสมที่ลงตัวกับตัวรถ เสริมด้วยยางหน้าขนาด 125/75 และยางหลังขนาด 165/55 เก็บตกเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยคันเกียร์ Revolver shift ตัวประคองโซ่ T.M. Designwork คันเบรกหลัง Trigger และการ์ดบังโซ่ TM Designworks ล้อซี่ลวด Alpina 125/75 ล้อหลัง 165/55 ทำสีส้มสวย สด ปั๊มเบรก Brembo โลโก้ขาว ปั๊ม Brembo M-50 โลโก้แดง ตัวประคองโซ่ T.M. Designwork ล้อสวยสไตล์ SuperMoto ส่วนเสริมเติมแต่งเยอะจริง ๆ สำหรับคันนี้ สายสไลค์ที่ชื่นชอบการแต่งรถไม่ควรพลาดอย่างแน่นอน และครั้งนี้

Kymco KRV200

Kymco KRV200 สปอร์ตสกู๊ตเตอร์ฟีเจอร์แน่น ขายยุโรปแล้ว เผยโฉมพร้อมขายกันแล้วสำหรับ Kymco KRV200 สกู๊ตเตอร์ดีไซน์สปอร์ตสัญชาติไต้หวันแต่ไปขายกันที่ยุโรป ซึ่งแบรนด์นี้เมื่อพูดถึงแล้วก็ย่อมจะต้องมีภาพของสกู๊ตเตอร์ลอยเข้ามาในทันที โดยเฉพาะแม็กซี่สกู๊ตเตอร์ซึ่งเป็นกลุ่มรถที่คนยุโรปชอบใช้ ซึ่งเจ้าคันนี้ก็ขนฟีเจอร์มาครบครันและน่าสนใจทีเดียวครับ สำหรับโมเดลนี้แม้จะมีขนาดเล็กไม่ใช่บิ๊กสกู๊ตเตอร์ที่ขายดีและเป็นที่นิยมอย่างรุ่นพี่ของมันที่ชื่อว่า AK550 แต่ก็มีสไตล์แบบสปอร์ตและโมเดิร์นในแบบเดียวกันและมีลูกเล่นและฟีเจอร์เพื่อความปลอดภัยแบบเดียวกัน โดยมีราคาที่เป็นมิตรกับเงินในกระเป๋ากว่า ในเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอกจะเห็นได้ถึงเส้นสายที่ดูดุดันในแบบของรถสปอร์ตแบบนรุ่นพี่ แต่มาในขนาดที่เล็กกะทัดรัดกว่า และตัวรถให้ทัศนวิสัยที่ดีด้วยระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ที่มีรูปทรงคล้ายกับสกู๊ตเตอร์รุ่นใหญ่ ๆ ของทางค่ายเอง สำหรับขุมพลังนั้นจะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 175 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำที่สามารถปั่นแรงม้าออกมาได้ 17 แรงม้าที่ 8,000 รอบ และแรงบิดที่ 15.6 นิวตันเมตร โดยใช้น้ำมันจากถังขนาด 7.4 ลิตร ซึ่งทางค่ายเคลมอัตราสิ้นเปลืองที่ 33 กม./ลิตร และท็อปสปีดมาที่ 107 กม./ชม. ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่ดู ๆ อาจจะน้อยไปหน่อยสำหรับนักบิดชาวไทย ส่วนเรื่องของช่วงล่างนั้นถือว่าโดดเด่นเลยทีเดียว โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิกธรรมดา แต่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวซึ่งแตกต่างกับสกู๊ตเตอร์ในพิกัดนี้ทั่วไปซึ่งมักจะเป็นโช้คคู่ ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 270 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวเช่นกันแต่มีขนาด 234 ม.ม. โดยจะมีระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนยางและล้อจะมีขนาด 110/70 R13 และ 130/70 R13 หน้าและหลังตามลำดับโดยจะเป็นยางแบบไม่ต้องใช้ยางในรัดบนล้ออัลลอยแบบ 5 ก้าน มาต่อกันที่ฟีเจอร์อื่น ๆ กันบ้าง ตัวรถจะมาพร้อมเรือนไมล์แบบ LCD ที่แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ได้ครบถ้วน ระบบสตาร์ทรถโดยไม่ต้องใช้กุญแจหรือคีย์เลส ช่องจ่ายไฟแบบ USB ช่องเก็บของขนาดใหญ่ใต้เบาะที่พอที่จะใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้ 1 ใบ ตลอดไปจนถึงตะขอแขวนสัมภาระที่ดูแล้วเหมาะกับบ้านเราเหลือเกิน สุดท้ายเรื่องของการจำหน่าย โมเดลนี้จะอยู่ที่ 4,890 ยูโรหรือราว ๆ 182,000 บาท ซึ่งถือว่าราคาแรงเอาเรื่องเลยทีเดียว แต่ก็ถือว่าเป็นโมเดลที่หล่อเหลาเอาการอยู่นะ ส่วนการจำหน่ายในไทยนี่คงเป็นไปได้ยากครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

FANTIC CABALLERO 700

FANTIC CABALLERO 700 อิตาเลียนสแครมเบลอร์หัวใจ CP2 เอาใจคนชอบความแรงด้วยการอัปเกรดดีกรีความมันส์เพิ่มไซส์ของอิตาเลียนสแครมเบลอร์อย่าง Fantic Caballero 700 ที่เพิ่มไซส์มาจาก 500 ซีซี แต่ทว่าเจ้าคันนี้กลับใช้ขุมพลังจากค่ายรถญี่ปุ่นอย่าง Yamaha ซึ่งมาถึงจุดนี้แล้วหลาย ๆ คนน่าจะเดาได้ว่า มันคือเครื่อง CP2 ที่ใช้ในรถ MT-07, YZF-R7 และ XSR700 นั่นเอง สำหรับคนที่ยังไม่รู้นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทางค่ายนี้ร่วมงานกับยามาฮ่า ก่อนหน้านี้ก็เคยจอยกันมาก่อนเพื่อทำรถในแนวเดิร์ตไบค์มาแล้ว โดยดีไซน์คันนี้ก็มาในแบบของสแครมเบลอร์เต็มขั้นเด่นที่ปลายท่อคู่ยกสูงตามแบบเฉพาะของรถในสไตล์นี้นั้นเอง ซึ่งแน่นอนว่าการใช้ขุมพลัง CP2 ก็จะเท่ากับว่ารถคันนี้แรง 74 แรงม้าและแรงบิดเท่ากับ 70 นิวตันเมตรซึ่งถือว่าทรงพลังใช้ได้เลยทีเดียว และเพื่อที่จะหยุดกำลังแรงขนาดนี้ ทางค่ายได้ให้ดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวขนาด 330 ม.ม.ดิสก์หลังเดี่ยวขนาด 245 ม.ม.มา โดยคาลิเปอร์เบรกจะเป็นของ Brembo ทั้งด้านหน้าและด้านหลังเลย และมาพร้อมกับระบบเบรกแบบ Cornering ABS จาก Continental ส่วนช่วงล่างนั้นจะเป็นโช้คจากทาง Marzzocchi โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับและด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว นอกจากนี้ระบบเบรก ABS ที่ช่วยในเรื่องความปลอดภัยแล้วยังมีระบบแทร็คชันคอนโทรลที่สามารถปรับผ่านโหมดการขับขี่ที่มีมาให้ 3 โหมดด้วยกัน ได้แก่ Street, Offroad และ Custom ที่ให้ผู้ใช้ได้ปรับแต่งค่าต่าง ๆ เอง โดยสามารถปรับใช้งานและดูการแสดงผลต่าง ๆ ผ่านหน้าจอสี TFT ขนาด 3.5 นิ้วได้สะดวก สุดท้ายเรื่องของการวางจำหน่ายจะมีจำหน่ายด้วยกันสองสีคือ สีแดง Iconic Red และสี Historic Blue โดยวางจำหน่ายที่ราคา 9,900 ยูโรหรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 370,000 บาท ซึ่งก็ถือได้ว่าราคาค่อนข้างแรงเลยทีเดียวครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli Tornado 402

Benelli Tornado 402 พายุลูกใหม่ที่หล่อล้ำกว่าที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2005 ที่ค่ายรถยักษ์ใหญ่จากแผ่นดินใหญ่อย่าง Qianjiang ได้เข้ามาเทคโอเวอร์เบเนลลีค่ายรถอิตาลีระดับตำนานก็เป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีการพัฒนาและออกแบบจากทางสำนักงานใหญ่ที่เมือง Pesaro ประเทศอิตาลีก็ตาม แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่ามีเพียงไม่กี่โมเดลเท่านั้นที่ทำแบบดังกล่าว ส่วนรถรุ่นอื่น ๆ ที่เหลือ ซึ่งก็รวมไปถึงเจ้า Benelli Tornado 402 ที่พัฒนาและผลิตกันที่จีนเองเลย เจ้าทอร์นาโดลูกใหม่นี้เป็นสปอร์ตไบค์เต็มตัวที่มาพร้อมแฮนด์แบบจับโช้คที่สมควรจะต้องหันมาสนใจอย่างยิ่ง แม้ว่าสำหรับสปอร์ตไบค์ที่มีพิกัดเครื่องยนต์ขนาด 400 ซีซีนั้นมักจะขายในประเทศที่มองว่ารถกลุ่มนี้เป็นรถแบบพรีเมียมหน่อย หรือไม่ก็ถูกจำกัดด้วยใบขับขี่เพราะรถมีขนาดใหญ่ ซึ่งผมเองก็หวังว่ามันน่าจะมาขายในไทย ถ้าตัวแทนไม่ยอมแพ้ตลาดในไทยไปก่อนน่ะนะ สำหรับขุมพลังของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องสองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำที่ให้กำลังมากถึง 48 แรงม้าที่ 10,000 รอบและแรงบิดที่ 3 นิวตันเมตรที่ 8,000 นาที ซึ่งถ้าจำหน่ายในยุโรปล่ะก็จะต้องใช้ใบขับขี่ประเภท A2 ซึ่งมันเป็นเครื่องบล็อกใหม่ไม่ใช่เครื่องบล็อกเดิมจากทาง QJ Motor แต่อย่างใด เพราะเครื่องเดิมนั้นแรงสุดแค่เพียง 41.5 แรงม้าเท่านั้น แต่สิ่งที่ยังไม่ได้เอ่ยถึงและน่าสนใจมาก ๆ เลยก็คือการมีกล้องติดรถมาให้ด้วยเลย โดยถูกบิลต์อินมาให้ที่ด้านหลังชิลด์หน้าเพื่อบันทึกภาพการจราจร โดยสามารถดาวน์โหลดลงสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชันได้ ซึ่งฟังก์ชันนี้ไม่เพียงแต่ช่วยบันทึกคลิปการขับขี่ที่สนุก ๆ ของคุณแต่ยังส่วนช่วยในเรื่องของความปลอดภัยและใช้บันทึกวิดีโอเป็นหลักฐานเวลาขับขี่แล้วเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์อื่น ๆ บนท้องถนนอีกด้วย ส่วนช่วงล่างที่ให้มานั้นถือว่าแน่น ๆ ตามสไตล์ของทางค่าย โช้คหน้าแบบหัวกลับ โช้คหลังเดี่ยว ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่และคาลิเปอร์เบรก Nissin ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Nissin เช่นกัน ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 150/60 R17 และ  110/70 R17 ตามลำดับ สุดท้ายเรื่องของการจำหน่ายนั้นเปิดราคาจำหน่ายที่ 31,800 หยวนหรือแปลงเป็นเงินบาทได้ที่ราว ๆ 157,000 บาท ถ้ามาจำหน่ายในไทยจริง ๆ ราคาก็น่าจะปรับขึ้นไปอีกพอสมควร แต่ก็ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว เพราะดีไซน์เองก็ได้กลิ่นอายความล้ำ ความหล่อที่มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ๆ แต่ก็นั่นแหละจะมาขายไทยหรือเปล่าก็ต้องลุ้นกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Shoei X-Fifteen

Shoei X-Fifteen หมวกสายซิ่งตัวท็อปรุ่นใหม่ ดีขึ้นรอบด้าน เปิดตัวพร้อมจำหน่ายกันแล้วที่ต่างประเทศสำหรับหมวกกันน็อกขวัญใจสายสปอร์ตอย่าง Shoei X-Fifteen (ชื่อสำหรับขายญี่ปุ่นและอเมริกา) หรือ X-SPR Pro (ชื่อสำหรับขายในยุโรป) ซึ่งต่างก็เป็นหมวกกันน็อกแบบเต็มใบตัวท็อปจากญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน ซึ่งครั้งนี้อัปเกรดและปรับปรุงให้สมรรถนะดีขึ้นรอบด้าน เหมาะกับการขับขี่ในสไตล์สปอร์ตจนถึงในการแข่งขันด้วยมาตรฐานความปลอดภัยที่ทันสมัย หลาย ๆ คนก็น่าจะรู้ว่าหมวกกันน็อกแบรนด์นี้มีนักแข่งระดับโลกใส่กันอยู่หลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Marc Marquez แชมป์โลกทุกรายการรวมกัน 8 สมัยและ Alex Marquez น้องชายของเขา ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องการันตีคุณภาพของหมวกได้เป็นอย่างดี สำหรับสิ่งที่ปรับปรุงมาใหม่ในโมเดลนี้จุดเด่นเห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องของแอโรไดนามิกส์ ที่ทางค่ายทดสอบกันในอุโมงค์ลมและเคลมมาว่าจะลดการยกตัวของหมวกได้ 1.6% และลดแรงฉุดของหมวกได้ 6.1% ด้วยการออกแบบเชลล์หมวกใหม่ให้มีส่วนคางที่แคบบวกกับปรับปรุงตัวปีกที่ด้านหลังซึ่งทำหน้าที่เพิ่มความนิ่งให้กับตัวหมวก ทำให้หมวกนิ่งขึ้นเมื่อขับขี่ที่ความเร็วสูง ๆ (ทดสอบที่ความเร็ว 348.8 กม./ชม.) ต่อมาเป็นเรื่องของช่องลมระบายความร้อนซึ่งปรับปรุงมาโดยอาศัยการทดสอบในอุโมงค์ลมเช่นกัน โดยออกแบบมาให้มีการถ่ายเทอากาศร้อนที่ดีในทุก ๆ ท่าทางการขับขี่ โดยมีช่องลมเข้าที่เปิดปิดได้ถึง 7 ช่อง ช่องลมออกอีก 6 ช่องซึ่งจัดวางตำแหน่งไว้อย่างดี รวมไปถึงการระบบระบายอากาศโดยการเจาะรูที่นวมชิ้นแก้ม จึงช่วยการันตีได้ว่าใส่แล้วจะเย็นกว่าหมวกรุ่นเก่าแน่นอน ตลอดไปจนถึงความสบายขั้นสุดด้วยเทคโนโลยี 3D Max-Dry Interior System II ซึ่งก็คือนวัตกรรมที่ทำให้วัสดุที่ใช้ทำซับในนวมหมวกด้านในนั้นดูดซับเหงื่อและความชื้นได้ดี และระบายออกได้เร็วกว่าวัสดุปกติ 2 เท่า และยังสามารถปรับขนาดนวมหมวกในชิ้นต่าง ๆ เพื่อให้ใส่กระชับได้มากที่สุด วิสัยทัศน์กว้างขึ้นก็เป็นส่วนสำคัญของหมวกกันน็อกรุ่นนี้ โดยกว้างขึ้นทั้งมุมมองมองด้านบน และด้านข้าง รวมถึงขนาดพินล็อกกันฝ้าที่มีให้ก็มีขนาดใหญ่ขึ้นอีก 10% ช่วยให้ทัศนวิสัยดีขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ระบบชิลด์ก็ปรับปรุงใหม่ กัน UV 99% และขึ้นรูปด้วยวิธีการล้ำสมัยอย่างการฉีดพิมพ์ขึ้นรูปแบบ 3 มิติสุดล้ำ ทำให้ภาพที่ได้ไม่หลอกตา ไม่บิดเบือน พร้อมระบบล็อกชิลด์ 2 ชั้น การันตีชิลด์ไม่เปิดเองแม้ขณะล้ม และที่สำคัญก็คือเรื่องของความปลอดภัย ตัวหมวกนั้นใช้โครงสร้างเชลล์หมวกแบบ Multi-Ply Matrix AIM+ ซึ่งนำเอาไฟเบอร์กลาสน้ำหนักเบามาเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ถึง 6 ชั้นด้วยกัน เพื่อให้ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และการดูดซับแรงกระแทกที่เหมาะสม อีกทั้งยังมีโฟมหมวกที่มีความหนาแน่นในแต่ละจุดแตกต่างกันตามความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บ รวม ๆ กันแล้วก็ทำให้สามารถทดสอบผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ ๆ อย่าง Snell M2020R และ ECE22.06 ก็เรียกได้ว่ามีคุณสมบัติที่ดีขึ้นรอบด้านจริง ๆ งานนี้ใครอยากเป็นเจ้าของก็คงต้องอดใจรอว่าทางผู้นำเข้าในประเทศไทยจะนำเข้ามาจำหน่ายเมื่อไหร่กันนะครับ แต่ราคาบอกเลยว่าสูงแน่นอนเพราะนี่คือตัวท็อปของทางแบรนด์แล้ว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

HONDA EM1 e: โมเป็ดไฟฟ้าคันน้อยบุกยุโรปแล้ว

HONDA EM1 e: โมเป็ดไฟฟ้าคันน้อยบุกยุโรปแล้ว HONDA EM1 e: อีวีไบค์หรือโมเป็ดไฟฟ้า คันแรกสำหรับนักบิดอายุน้อยชาวยุโรปเปิดตัวแล้วพร้อมชูจุดเด่นด้วยระบบสลับแบตเตอรี่ที่มีชื่อว่า ฮอนด้าโมบายพาวเวอร์แพ็ค อี: ซึ่งให้ความสะดวกสบาย ขับขี่สนุกแถมยังไร้มลพิษอีกด้วย สำหรับโมเดลนี้ถือเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสองล้อคันแรกของ Honda เลยที่จะมาจำหน่ายในลูกค้าในยุโปรดหลังจากที่ได้เคยประกาศไปเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วตามแผนการของทางค่ายว่าจะเปิดตัวโมเดลสองล้อไฟฟ้าอย่างน้อย 10 โมเดลขึ้นไปภายในปี 2025 ถือได้ว่าเป็นก้าวแรกสู่การเป็นกลางทางคาร์บอนสำหรับกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ที่ตั้งไว้เป็นช่วงทศวรรษ 2040 โดย EM ย่อมาจาก Electric Moped หรือโมเป็ดไฟฟ้า ซึ่งมีเป้าหมายเป็นกลุ่มผู้ใช้อายุน้อย เป็นรถที่ขี่ง่าย ขี่สนุก ไร้มลพิษ เหมาะกับการใช้งานในตัวเมือง ตัวรถเล็กกะทัดรัด มีที่วางเท้าแบบราบและเส้นสายที่สมู้ท ทำให้มันโดดเด่นแตกต่างในแบบของฮอนด้า มีหน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัล LCD ช่องเก็บของขนาด 3 ลิตรใต้เบาะ ช่องจ่ายไฟแบบ USB ตัวมอเตอร์ขับเคลื่อนเป็นแบบมอเตอร์ไฟฟ้าแบบฝังในล้อ ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนของทางฮอนด้าที่ชื่อว่า Honda Mobile Power Pack e: มีแรงดันไฟ 40 โวลต์ มีน้ำหนักประมาณ 10 ก.ก. ซึ่งสามารถถอดออกนำไปชาร์จไฟที่บ้านเองได้สะดวก โดยให้ระยะการใช้งานได้ 41.3 กม. และมีท็อปสปีดสูงสุดที่ทำได้ที่ 45 กม./ชม. ทั้งยังเคลมมาอีกว่ามีกำลังมากพอที่จะให้ผู้ขับขี่น้ำหนัก 75 กก.สามารถขับขึ้นเนินความชัน 10% ได้ ซึ่งเจ้าตัวแบตเตอรี่ที่ว่านี้จะมาในรูปแบบของเช่า หรือทำจ่ายแบบรายเดือนขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ ทำให้ไม่ต้องห่วงว่าแบตเตอรี่จะเสื่อม หรือต้องมาคอยมาหาที่ทิ้งแบตเตอรี่ เพราะทางฮอนด้าจะจัดการส่วนนี้ให้เอง อย่างไรก็ดีตัวแบตฯ เคลมมาว่าใช้ชาร์จซ้ำได้ถึง 2,500 ครั้ง ใช้เวลาชาร์จจาก 25% – 75% ในเวลา 2 ชม. 40 นาทีด้วยที่ชาร์จขนาด 270 วัตต์พร้อมระบบระบายความร้อนในตัว ซึ่งใช้ไฟบ้านโดยตรงได้เลย ในส่วนของแชสซีทางค่ายมีการเลือกใช้เฟรมโลหะแบบอันเดอร์โบน มีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คหลังคู่ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกที่ด้านหน้า และด้านหลังจะเป็นแบบดรัมเบรกพร้อมระบบเบรกแบบ CBS ซึ่งเป็นลูกเล่นตามแบบของโมเป็ดดั้งเดิม ปิดท้ายด้วยล้อและยาง 90/90-12 นิ้ว และ 100/90-10 นิ้ว หน้าหลังตามลำดับ   สุดท้ายโมเดล 2023 นี้จะจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ สีขาวมุกเพิร์ลซันบีม Pearl Sunbeam White, สีเงินเมทัลลิกดิจิทัลซิลเวอร์ Digital Silver Metallic และสีดำเมทัลลิกแมทบัลลิสติก ทั้งนี้ตัวรถมีความสูงเบาะเพียง 740 ม.ม. และน้ำหนักเบาเพียง 95 กก.รวมแบตเตอรี่แล้ว ซึ่งถือว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ก็ขี่ได้ง่ายอย่างแน่นอน ซึ่งก็ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าใช้พอสมควร อย่างไรก็ดีคาดว่าการมาจำหน่ายในประเทศไทยอาจจะเป็นไปได้ยาก และอาจจะไม่ได้รับความนิยมอันเนื่องมาจากเรื่องของการที่ไม่สามารถจดทะเบียนได้ งานนี้ชาวไทยอาจจะต้องรอลุ้นโมเดลอื่น ๆ ในอนาคตของทางค่ายปีกนกกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

KTM 450 SMR 2024 สายสไลด์ไซส์กลาง ตัวยกระดับซูเปอร์โมโต

KTM 450 SMR 2024 สายสไลด์ไซส์กลาง ตัวยกระดับซูเปอร์โมโต เพิ่งเปิดตัวซูเปอร์โมโตรุ่นใหญ่ไปหมาด ๆ ทางค่ายสีส้มคงยังไม่สาแก่ใจในเรื่องของการดึงดูดลูกค้าส่งเจ้า KTM 450 SMR 2024 สายสไลด์ไซส์กลาง ตัวยกระดับมาตรฐานของรถในกลุ่มซูเปอร์โมโต หวังแย่งลูกค้าที่ชื่นชอบการสไลด์หรือการดริฟต์จากค่ายอื่น ๆ ด้วยสมรรถนะที่ให้มาแบบเน้น ๆ เจ้าส้มนักดริฟต์คันนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 450 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ให้กำลังแรงถึง 63 แรงม้า ที่ทางค่ายการันตีเรื่องความทนทานโดยมีระยะการเซอร์วิสที่นานขึ้น นอกจากนี้ตัวเครื่องก็มีน้ำหนักเบาลงอีกด้วย เครื่องแรงด้วยเรือนปีกผีเสื้อ Keihin 44 ม.ม. ทำให้เร่งได้ดั่งใจ ทั้งยังมีชุดสลิปเปอร์คลัตช์จาก Suter ช่วยให้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น พร้อมระบบเกียร์ 5 สปีด ในส่วนของแชสซีนั้นใช้เทคโนโลยีขึ้นรูปด้วยไฮโดรฟอร์ม เลเซอร์คัท จากนั้นเชื่อมด้วยหุ่นยนต์ ทำให้ได้เฟรมที่แข็งแรงและยืดหยุ่นพอเหมาะพอดีเพื่อให้การตอบสนองที่ดี ซับแรงได้ดี และนิ่งเสถียรในทางตรง ตัวซับเฟรมอลูมิเนียมเองก็เบาเพียง 1.815 กิโลกรัมออกแบบผ่านการศึกษาและคำนวณด้วยระบบคอมพิวเตอร์ จนได้ความแข็งแรงและทนทานตามต้องการ อีกทั้งสวิงอาร์มหล่อขึ้นรูปแบบกลวงเองก็ทำให้รถเบาแต่ก็แข็งแรง นอกจากนี้ยังมีแฮนด์บาร์อลูมิเนียม Neken และแผงคอ CNC ที่มียางรองช่วยซับแรงสั่นสะเทือน ทำให้โมเดลนี้ส่งฟีลลิ่งจากพื้นแทร็กสู่มือผู้ขับได้เป็นอย่างดี แต่เท่านี้ยังไม่หมด ยังมีเรื่องของระบบกันสะเทือนจาก WP XACT โดยด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับขนาด 48 ม.ม.ซึ่งมีค่าพรีโหลดแบบโปรเกสซีฟและแดมปิ้งแบบคงที่ ซึ่งสามารถปรับแต่งค่าคอมเพรสชันและรีบาวด์ได้ง่ายดาย ด้านหลังเองก็เป็นโช้ค WP XACT ที่มีขนาดเล็กและเบา ทำงานร่วมกับกระเดื่องเพื่อให้ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นที่ดี และปรับแต่งได้เต็มระบบโดยไม่ต้องใช่เครื่องมือเช่นกัน ส่วนระบบเบรกเอาอยู่ด้วยระบบเบรกจาก Brembo คาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์แบบ 4 ลูกสูบพร้อมจานขนาด 310 ม.ม. ส่วนด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดียวกับจานขนาด 220 ม.ม. ส่วนล้อ Alpina น้ำหนักเบาขนาด 16.5/17 นิ้วซึ่งมีฮับล้อขึ้นรูปด้วย CNC การันตีความเบา อีกทั้งตัวรถยังใช้งานง่ายเหมาะสำหรับนักแข่งด้วยสตาร์ทไฟฟ้า กรองอากาศเปลี่ยนได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ แอร์บ็อกซ์ดีไซน์เน้นสมรรถนะ เบาะนั่งแบบราบและสูงออกแบบมาให้ควบคุมรถได้ดี ตัวถังน้ำมันทำจากโพลีเอทิลีนขนาด 7.2 ลิตร ช่วยให้ระยะทางขับขี่ได้ไกลยิ่งขึ้น พักเท้าออกแบบมาอย่างดี มีหน้าสัมผัสที่ใหญ่ช่วยให้ควบคุมรถได้ดีทุกสภาพพื้นผิว ต่อกันด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์กันบ้าง ตัวรถเน้นการขับขี่แบบเรซซิ่งเป็นหลักก็เลยมีเอ็นจิ้นแม็ป 2 แม็ปให้เลือก มีระบบช่วยออกตัว ระบบแทร็คชันคอนโทรล ควิกชิฟเตอร์ เซ็นเซอร์โรลโอเวอร์ตรวจจับสถานะของรถ ถ้าจับได้ว่าล้มรถจะดับอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัย ยังมีมิเตอร์จับเวลาการใช้งานแบบ LED และตัวบอกสถานะหัวฉีดอีกด้วย ถือว่าให้มาเยอะเลยทีเดียว สรุปแล้วถือว่าให้ออปชันและฟีเจอร์ต่าง ๆ มาครบครันเหมาะกับการขับขี่ในสไตล์เรซซิ่งแบบซูเปอร์โมโตจริง ๆ คนที่ชอบสไลด์เป็นงานอดิเรกและเงินในกระเป๋าเหลือ ๆ สักหน่อยก็ควรจะมีไว้ดริฟต์มัน ๆ สักคันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปค KLX300R ตัวแข่งสายลุยรุ่นพี่ จากแก๊งค์เขียว

สเปค KLX300R ตัวแข่งสายลุยรุ่นพี่ จากแก๊งค์เขียว     Kawasaki KLX300R รถแข่งระดับพี่ใหญ่สายลุยจากตระกูล KLX กับขุมพลัง 292 ซีซี มาพร้อมกับแชสซีที่แข็งแรง ทนทาน ออกแบบสำหรับการควบคุมที่เบาและคล่องตัว ตอบสนองผู้ขับขี่ที่ชื่นชอบรถแข่งขันสายลุย ราคาแะนำ 240,500 บาท   เครื่องยนต์สูบเดียว 292 ซีซีจ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดให้การตอบสนองรวดเร็ว ระบบกันสะเทือน พร้อมรองรับซับแรงกระแทกในเส้นทางฝุ่น แฮนด์บาร์ปรับระดับได้ตามฉบับรถในตระกูล KLX แชสซีพื้นฐานรถแข่งเอนดูโร่ สำหรับการขับขี่ผจญภัยเอ็นดูโร่   ​สเปค KLX300R รุ่น ข้อมูล และรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 292 ซีซี แรงม้า (เคลม) NA แรงบิด (เคลม) NA ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 78.0 x 61.2 มม. อัตราส่วนการอัด 11.1 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด Digital ระบบจ่ายเชื้อเพลิง Fuel injection ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 80/100-21 ล้อซี่ลวด ยางหลัง 100/100-18 ล้อซี่ลวด ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก เส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 41 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว Uni Track ปรับพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์ได้ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยวโฟลทติ้ง ขนาด 270 มม. พร้อมคาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 240 มม.พร้อมคาลิเปอร์ ลูกสูบเดียว กว้าง X ยาว X สูง 2,120 x 825 x 1,250 มม. ระยะฐานล้อ 1,435 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 305 มม. ความสูงเบาะ 925 มม. น้ำหนักรถ 128 กก. ความจุถังน้ำมัน 7.9 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 91,95 และ E20 เทคโนโลยี NA   สีสันที่มีจำหน่าย LIME Green (2020) LIME Green (2021) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Cake Bukk

Cake Bukk เอ็นดูโร่ไฟฟ้าสุดแรงที่ให้คุณเลือกสเปกเองได้ Cake Bukk คือมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ไฟฟ้าสัญชาติสวีเดน ไม่ใช่ชื่อขนมเค้กแต่อย่างใด ซึ่งแต่เดิมโมเดลนี้เป็นรถโปรโตไทป์ และตอนนี้ได้กลายเป็นรถโปรดักชันพร้อมให้ลูกค้าได้คัสตอมสเปกรถได้เองโดยตรงกับทางแบรนด์ได้เลย ถือว่าเป็นแนวคิดที่น่าจะถูกใจหลาย ๆ คนเลยทีเดียวครับ โดยสิ่งแรกที่คุณต้องรู้คือโมเดลนี้มีจำหน่ายด้วยกัน 2 เวอร์ชันหลัก ๆ อิงจากใบขับขี่ โดยเวอร์ชัน Super Light จะมีกำลัง 13 กิโลวัตต์หรือประมาณ 17.4 แรงม้า ก็จะเหมาะกับใบขับขี่ A1 ของทางยุโรป แต่ถ้าเป็นใบขับขี่ A2 ล่ะก็จะมีเวอร์ชัน Power Light ที่รถจะมีกำลัง 16 กิโลวัตต์หรือราว ๆ 21.4 แรงม้า แต่ถ้าบ้านเราล่ะก็ไม่มีปัญหา ตัวรถเวอร์ชันซูเปอร์ไลท์จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าจาก Jante ซึ่งเคลมมาว่ามีแรงบิดสูงถึง 366 นิวตันเมตรที่ล้อหลัง และสามารถทำความเร็วจาก 0 – 45 กม./ชม.ภายในเวลาเพียง 2.57 วินาที ส่วนท็อปสปีดอยู่ที่ 80 กม./ชม. ส่วนเวอร์ชันเพาเวอร์ไลท์จะมีแรงบิดสูงถึง 456 นิวตันเมตร และสามารถทำความเร็วจาก 0 – 45 กม./ชม.ภายในเวลาเพียง 2.15 วินาที และมีท็อปสปีดที่ 90 กม./ชม. ซึ่งค่าต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะแตกต่างไปจากการทดสอบจริงบนท้องถนนอยู่บ้าง หัวใจสำคัญของรถไฟฟ้าทั้งหลายย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของแบตเตอรี ตัวรถมีแบตเตอรี่ขนาด 40 แอมป์ชั่วโมงให้กำลังไฟ 2.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งสามารถชาร์จกับตัวรถเลย หรือจะถอดเปลี่ยนแบบฮ็อตสว็อปก็ทำได้เช่นกัน ตัวแบตเตอรีจะปิดตัวเองทันทีเมื่อถอดออกจากรถด้วยระบบความปลอดภัย และยังกันน้ำกันฝุ่นได้มาตรฐาน IP67 อีกด้วย ดังนั้นเอาไปลุยไปผจญภัยได้สบาย ๆ หายห่วง แต่ไปแช่น้ำในทะเลสาปเลยก็ไม่แนะนำ ขณะในเรื่องของการชาร์จสามารถเสียบปลั๊กไฟบ้านชาร์จได้เลย โดยสามารถชาร์จได้เต็มจาก 0 – 100% ได้ภายในเวลาประมาณ 2 ชม. 45 นาที และชาร์ตจาก 0 – 80% ได้ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 55 นาที โดยระยะการใช้งานอยู่ที่ 3 ชั่วโมงในแบบของการขับขี่แบบเทรลหรือเอ็นดูโร หรือประมาณ 85 กม. อย่างไรก็ดีปัจจัยต่าง ๆ ตามสภาพแวดล้อมก็จะทำให้ระยะทางตรงนี้เปลี่ยนไปได้ อย่างไรก็ดีสิ่งที่เจ้า Cake Bukk เจ๋งไม่เหมือนใครคือสามารถเลือกสเปกรถได้เองเลย ไม่ว่าจะทำให้รถเป็นรถแบบขี่ถนนได้ด้วยการติดตั้งไฟส่องสว่างต่าง ๆ และกระจก หรือจะไม่ใส่ไฟเพื่อเข้าป่าล้วน ๆ ก็ไม่ผิด โดยเฉพาะในส่วนของช่วงล่างสามารถเลือกได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโช้ค Ohlins หรือ WP XACT Pro ก็ได้ หรือจะผสมกันหน้ายี่ห้อนึงหลังยี่ห้อนึงก็ได้ แต่โช้คเดิมจะเป็น หน้าเป็น Formula Tech แบบหัวกลับ ขณะที่ด้านหลังเป็น RacingBros Shicane HLR ส่วนระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว 240 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็น 220 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก ต่อกันที่ล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมฟอร์จ ขนาด 19 และ 18 นิ้วด้านหลังตามลำดับ นอกจากนี้ตัวรถยังมีเทคโนโลยีแบบสมัยใหม่ เช่น โหมดการขับขี่ที่สามารถปรับแต่งได้ผ่านแอพลิเคชันของทางแบรนด์ (ออปชันเสริม) ช่วยให้ปรับพละกำลัง ความไวเบรก แทร็คชันคอนโทรลเองได้ เป็นต้น สุดท้ายในเรื่องของราคาจะเริ่มต้นที่ 10,270 ยูโรหรือราว ๆ 381,000 บาท โดยรถจะเริ่มส่งมอบได้ในเดือนกรกฎาคมปีนี้เป็นต้นไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก