SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Cake Bukk เอ็นดูโร่ไฟฟ้าสุดแรงที่ให้คุณเลือกสเปกเองได้ Cake Bukk คือมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ไฟฟ้าสัญชาติสวีเดน ไม่ใช่ชื่อขนมเค้กแต่อย่างใด ซึ่งแต่เดิมโมเดลนี้เป็นรถโปรโตไทป์ และตอนนี้ได้กลายเป็นรถโปรดักชันพร้อมให้ลูกค้าได้คัสตอมสเปกรถได้เองโดยตรงกับทางแบรนด์ได้เลย ถือว่าเป็นแนวคิดที่น่าจะถูกใจหลาย ๆ คนเลยทีเดียวครับ โดยสิ่งแรกที่คุณต้องรู้คือโมเดลนี้มีจำหน่ายด้วยกัน 2 เวอร์ชันหลัก ๆ อิงจากใบขับขี่ โดยเวอร์ชัน Super Light จะมีกำลัง 13 กิโลวัตต์หรือประมาณ 17.4 แรงม้า ก็จะเหมาะกับใบขับขี่ A1 ของทางยุโรป แต่ถ้าเป็นใบขับขี่ A2 ล่ะก็จะมีเวอร์ชัน Power Light ที่รถจะมีกำลัง 16 กิโลวัตต์หรือราว ๆ 21.4 แรงม้า แต่ถ้าบ้านเราล่ะก็ไม่มีปัญหา ตัวรถเวอร์ชันซูเปอร์ไลท์จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าจาก Jante ซึ่งเคลมมาว่ามีแรงบิดสูงถึง 366 นิวตันเมตรที่ล้อหลัง และสามารถทำความเร็วจาก 0 – 45 กม./ชม.ภายในเวลาเพียง 2.57 วินาที ส่วนท็อปสปีดอยู่ที่ 80 กม./ชม. ส่วนเวอร์ชันเพาเวอร์ไลท์จะมีแรงบิดสูงถึง 456 นิวตันเมตร และสามารถทำความเร็วจาก 0 – 45 กม./ชม.ภายในเวลาเพียง 2.15 วินาที และมีท็อปสปีดที่ 90 กม./ชม. ซึ่งค่าต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะแตกต่างไปจากการทดสอบจริงบนท้องถนนอยู่บ้าง หัวใจสำคัญของรถไฟฟ้าทั้งหลายย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของแบตเตอรี ตัวรถมีแบตเตอรี่ขนาด 40 แอมป์ชั่วโมงให้กำลังไฟ 2.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งสามารถชาร์จกับตัวรถเลย หรือจะถอดเปลี่ยนแบบฮ็อตสว็อปก็ทำได้เช่นกัน ตัวแบตเตอรีจะปิดตัวเองทันทีเมื่อถอดออกจากรถด้วยระบบความปลอดภัย และยังกันน้ำกันฝุ่นได้มาตรฐาน IP67 อีกด้วย ดังนั้นเอาไปลุยไปผจญภัยได้สบาย ๆ หายห่วง แต่ไปแช่น้ำในทะเลสาปเลยก็ไม่แนะนำ ขณะในเรื่องของการชาร์จสามารถเสียบปลั๊กไฟบ้านชาร์จได้เลย โดยสามารถชาร์จได้เต็มจาก 0 – 100% ได้ภายในเวลาประมาณ 2 ชม. 45 นาที และชาร์ตจาก 0 – 80% ได้ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 55 นาที โดยระยะการใช้งานอยู่ที่ 3 ชั่วโมงในแบบของการขับขี่แบบเทรลหรือเอ็นดูโร หรือประมาณ 85 กม. อย่างไรก็ดีปัจจัยต่าง ๆ ตามสภาพแวดล้อมก็จะทำให้ระยะทางตรงนี้เปลี่ยนไปได้ อย่างไรก็ดีสิ่งที่เจ้า Cake Bukk เจ๋งไม่เหมือนใครคือสามารถเลือกสเปกรถได้เองเลย ไม่ว่าจะทำให้รถเป็นรถแบบขี่ถนนได้ด้วยการติดตั้งไฟส่องสว่างต่าง ๆ และกระจก หรือจะไม่ใส่ไฟเพื่อเข้าป่าล้วน ๆ ก็ไม่ผิด โดยเฉพาะในส่วนของช่วงล่างสามารถเลือกได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโช้ค Ohlins หรือ WP XACT Pro ก็ได้ หรือจะผสมกันหน้ายี่ห้อนึงหลังยี่ห้อนึงก็ได้ แต่โช้คเดิมจะเป็น หน้าเป็น Formula Tech แบบหัวกลับ ขณะที่ด้านหลังเป็น RacingBros Shicane HLR ส่วนระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว 240 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็น 220 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก ต่อกันที่ล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมฟอร์จ ขนาด 19 และ 18 นิ้วด้านหลังตามลำดับ นอกจากนี้ตัวรถยังมีเทคโนโลยีแบบสมัยใหม่ เช่น โหมดการขับขี่ที่สามารถปรับแต่งได้ผ่านแอพลิเคชันของทางแบรนด์ (ออปชันเสริม) ช่วยให้ปรับพละกำลัง ความไวเบรก แทร็คชันคอนโทรลเองได้ เป็นต้น สุดท้ายในเรื่องของราคาจะเริ่มต้นที่ 10,270 ยูโรหรือราว ๆ 381,000 บาท โดยรถจะเริ่มส่งมอบได้ในเดือนกรกฎาคมปีนี้เป็นต้นไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati SuperSport 950S ม้าสีหมอก พันธุ์สปอร์ต จากอิตาลี เผยโฉมกันเป็นที่เรียบร้อย กับโมเดลลวดลายสีใหม่ สายพันธุ์สปอร์ต ในรุ่น Ducati SuperSport 950S มาพร้อมลายกราฟิกใหม่ เร้าใจยิ่งขึ้น และออปชั่นต่าง ๆ ในตัวรถอีกมากมาย เชื่อได้เลยว่า เหล่าแฟน ๆ สายรถสปอร์ตจะต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน ด้วยรูปลักษณ์การดีไซน์ที่ให้ความสปอร์ตเต็มขั้น โดยเริ่มจากตัวแฟริ่ง ออกแบบรูปทรงให้มีความปราดเปรียว และสอดรับหลักอากาศพลศาสตร์ ให้คาแรคเตอร์ที่แข็งแกร่ง ดุดัน แบบเดียวกันกับเจ้า Ducati Panigale V4 พร้อมไฟหน้าและไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ บิ้วอินท์เข้าไปในตัวแฟริ่งดูเฉียบคมมากยิ่งขึ้น พร้อมแรมแอร์ด้านข้างที่พร้อมรับอากาศสู่การเผาไหม้ในเครื่องยนต์อีกด้วย บวกกับแฟริ่งด้านข้างจะมีช่องระบายอากาศแบบคู่ ผสมกับลายกราฟิกแนวตรงเฉียงลงไปด้านหน้า ได้อย่างสวยงาม อีกทั้ง ยังมีชิลด์หน้าออกแบบมาให้มีขนาดกระทัดรัด สามารถบังลมและใช้งานได้อย่างดีเสริมด้วยหน้าจอสี TFT 4.3 นิ้วพร้อมถังน้ำมันขนาด 16 ลิตร เบาะนั่งเดี่ยวผู้ขับขี่แบบเดี่ยว เพิ่มความสะดวกสบายในการนั่ง รวมไปถึงท่อไอเสียแบบปลายท่อคู่ ให้ความเท่ไปอีกขั้น ในด้านของขุมพลังสำหรับโมเดลนี้ จะเป็นเครื่องยนต์ L-Twin 2 สูบ 937 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 110 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 93 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ พร้อมควิกชิฟเตอร์ 2 ทางกับระบบเกียร์ 6 สปีด และระบบแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ อีกทั้งเครื่องยนต์ยังได้รับการรับรอง Euro 5 ช่วยลดมลพิษทางอากาศได้อีกด้วย สำหรับระบบช่วงล่าง กับระบบกันสะเทือน กับโช้คหน้าหัวกลับขนาด 43 มม. ส่วนโช้คหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวแบบโปรลิงค์ ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มแขนเดี่ยว โดยจะเป็นโช้คอัพจาก Ohlins ทั้งคู่ พร้อมระบบเบรกกับเบรกหน้าดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. เป็นจานเบรกโฟลทติ้ง พร้อมคาลิเปอร์ Brembo แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ และเบรกหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 245 มม. พร้อมคาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ เสริมด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว รัดด้วยยางหน้า-หลังขนาด 120/70 และ 180/55 จากแบรนด์คุณภาพอย่าง Pirelli Diablo Rosso III โดยน้ำหนักตัวรถรวมอยู่ที่ 210 กก. ในเรื่องของเทคโนโลยี เริ่มจากระบบ IMU 6 แกน ระบบ Cornering ABS ช่วยเบรกทั้งทางตรงและทางโค้งระบบแทร็คชั่นคอนโทรล ระบบกันล้อหน้าลอย โหมดการขับขี่ 3 โหมด (Sport, Touring, Urban) ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน หน้าจอสี TFT ระบบควิกชิฟเตอร์ 2 ทาง และแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วย Ducati Multimedia System ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธได้ สามารถรับสายโทรศัพท์ ดูข้อความ และเล่นเพลงโดยใช้ปุ่มควบคุมตรงแฮนด์ได้เลยอีกด้วย ทั้งความ สปอร์ต สวยงามและดุดัน เหมาะกับเป็นม้าสีหมอกตัวแรงของค่ายนี้จริง ๆ อย่างไรก็ดี เราก็ยังไม่ทราบว่าโมเดลจะเข้ามาไทยเมื่อไหร่ คงต้องอดใจรอกันไปก่อน ไว้คราวหน้าถ้ามีอัปเดตอะไรเพิ่มเติม เดี๋ยวแอดมินจะรีบมาแจ้งให้ทราบนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R18 Roctane ลูกผสมครูเซอร์และแบ็กเกอร์สุดเท่จาก BMW เรียกว่าแตกไลน์ไม่หยุดจริง ๆ กับเครื่องยนต์บิ๊กบ็อกเซอร์ พี่ใหญ่สุดจาก BMW ซึ่งล่าสุดก็เป็นเจ้า BMW R18 Roctane ซึ่งนับเป็นโมเดลที่ 5 แล้วที่ใช้เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาด 1800 ซีซี โดยเป็นรถในสไตล์ครูเซอร์ไบค์ผสมผสานเข้ากับแบ็กเกอร์ด้วยการมีเคสด้านข้าง ข้างละ 27 ลิตร สำหรับขนสัมภาระใช้เดินทางไกล ดีไซน์ของโมเดลนี้ยืมมาจากเจ้า R5 โมเดลยอดนิยมในอดีตที่ดิบเถื่อน ไม่มีเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ใด ๆ และโดดเด่นด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์กับดีไซน์แบบคลาสสิก แต่สำหรับโมเดลนี้ได้ผสานเทคโนโลยีในยุคใหม่นี้เข้าไปอย่างกลมกลืนเพื่อให้ได้ประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น เมื่อบวกรวมกับตัวรถที่มีเส้นสายเนียนเรียบกลมกลืนก็ยิ่งกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวยิ่งนัก มาที่เรื่องขุมพลังกันบ้างก็เรียกได้ว่าไม่ต้องสาธยายกันเยอะ แน่นอนว่าเป็นเครื่องบิ๊กบ็อกเซอร์ 2 สูบนอน 1802 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศที่ไม่เพียงโดดเด่นในเรื่องของพละกำลัง แต่ยังมีดีไซน์และสุ้มเสียงที่เป็นเอกลักษณ์โดนใจหลาย ๆ คน ให้กำลังแรงบิดสูงถึง 150 นิวตันเมตรในรอบต่ำเพียง 2,000 – 4,000 รอบ ส่วนแรงม้าจะอยู่ที่ 91 แรงม้าที่ 4,750 รอบ อีกทั้งยังทำเครื่องยนต์สีดำแมตช์กับท่อไอเสียแบบสีดาร์กโครมอีกด้วย ช่วงล่างโดดเด่นด้วยเฟรมท่อโลหะแบบดับเบิ้ลลูปและสวิงอาร์มพร้อมระบบส่งกำลังด้วยเพลาแบบเปิด ที่เด่นในด้านความสวยงามแบบคลาสสิก ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นเทเลสโคปิก ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยววางกลาง ส่วนล้อก็จะเป็นหน้า 21 นิ้วหลัง 18 นิ้ว รัดด้วยยาง 120/70 และ 180/55 ตามลำดับ สำหรับเรื่องของเทคโนโลยีตัวรถก็จะมีโหมดการขับขี่ 3 โหมด Rain, Roll และ Rock ระบบควบคุมสเถียรภาพอัตโนมัติ ระบบควบคุมแรงฉุดของเครื่องยนต์ เป็นต้น โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจสำหรับสายเดินทางไกลที่เน้นสไตล์และความชิลล์เป็นหลัก แต่ก็ต้องมาดูกันว่าจะแย่งฐานลูกค้ามาจากรถมะกันได้มากน้อยแค่ไหนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R12 nineT คลาสสิกถึงแก่น ให้คุณแต่งในแบบของคุณเอง มาแล้วกับโมเดิร์นคลาสสิกไบค์คันล่าสุดจากค่ายใบพัดสีฟ้า BMW R12 nineT ที่เรียกได้ว่าเป็นโมเดลร่วมฉลองครบรอบ 100 ปีของ BMW Motorrad และยังเป็นผู้สืบทอดความสำเร็จจากเจ้า R nineT ที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อสิบปีก่อนตอนที่ฉลอง 90 ปีของ BMW Motorrad พอดิบพอดี เรียกว่าเหมาะเจาะลงตัวจริง ๆ สำหรับโมเดลใหม่นี้ยังคงเป็นคลาสสิกโรดสเตอร์ที่มาในแนวคิดเปิดกว้างพร้อมที่จะให้เจ้าของได้คัสตอมรถ ให้มันกลายเป็นรถในสไตล์ของตัวเองได้แบบแทบจะไร้ขีดจำกัด และยังคงมาพร้อมกับเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาด 1200 ซีซี ทว่าครั้งนี้มาพร้อมแอร์บ็อกซ์และระบบไอเสียที่ออกแบบมาใหม่เพื่อส่งมอบอารมณ์การขับขี่ในแบบคลาสสิกที่หลาย ๆ คนต้องการ ส่วนตัวเลข 12 ที่หลายคนน่าจะสงสัยของโมเดลนี้สื่อถึงขนาดความจุของเครื่องยนต์นั่นเอง ซึ่งก็เหมือนกับหลาย ๆ โมเดลของทางค่าย เช่น R18 เป็นต้น โดยจุดเด่นของโมเดลนี้คือการออกแบบที่เน้นถึงความเพียวหรือความบริสุทธิ์ที่ทำให้ตัวโมเดลนี้ง่ายต่อการนำไปต่อยอด ดัดแปลง เติมแต่ง คัสตอมได้สะดวก ไม่ว่าจะเป็นถังน้ำมัน เบาะ และส่วนท้ายของรถ ซึ่งเป็นสไตล์ในแบบดั้งเดิมของ R90 ในช่วงยุค 70 นั่นเอง อีกทั้งยังมีการใส่ใจในรายละเอียดต่าง ๆ อีกด้วย เช่น บังโคลนหน้าดีไซน์ใหม่ ไฟหน้า LED ที่ตัวโคมทำสีดำล้อมรอบดวงไฟไว้ เรือนไมล์ทรงกลมคู่ตามแบบฉบับดั้งเดิม ส่วนทางด้านไฟท้ายก็เป็นไฟ LED ที่ฝังไว้ในตัวเบาะ ทำให้ดูสวยงามลงตัวยิ่งขึ้น และทางค่ายได้เตรียมอุปกรณ์เสริมสำหรับตกแต่งคัสตอมไว้อีกมากมาย ไฮไลท์ของโมเดล R12 nineT: – คลาสสิกและเรียบง่าย – ใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ – เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 1200 ซีซี – มุ่งเน้นให้เจ้าของรถคัสตอม – สเปซเฟรมแบบชิ้นเดียวพร้อมมีเฟรมท้ายยึดติดด้วยน็อต – ล้อแบบคลาสสิก โช้คหน้าหัวกลับและระบบพาราลีฟเวอร์ที่ด้านท้าย – ท่อไอเสียด้านซ้ายแบบปลายคู่ทรงกรวย – คาลิเปอร์เบรกหน้าโมโนบล็อกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ พร้อมสายเบรกถัก – ของแต่งคุณภาพสูงแท้ ๆ จากทางค่าย งานนี้ใครชอบความคลาสสิก ชอบการคัสตอม โมเดลนี้ถือว่าน่าสนใจเลยล่ะครับ อย่างไรก็ดีสาวกชาวไทยคงต้องรอกันไปก่อนนะครับสำหรับโมเดลใหม่ล่าสุด สุดพิเศษคันนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Siam Niterra ชื่อใหม่พร้อมแนวทางใหม่ ๆ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน หลาย ๆ คนอาจจะยังงง ๆ จนถึงขั้นไม่คุ้นหูคุ้นตากับชื่อ Siam Niterra (สยามนิเทระ) นัก แต่ถ้าพูดถึงชื่อ สยามเอ็นจีเค สปาร์คปลั๊ก (Siam NGK Spark Plugs) แล้วล่ะก็หลาย ๆ คนเป็นต้องร้องอ๋ออย่างแน่นอน ตอนนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้นำด้านนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยเฉพาะด้านหัวเทียนที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 1936 ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น สยามนิเทระ แล้วนั่นเอง เรียกว่าเป็นการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ๆ ที่สดใส พร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนของทาง Niterra ซึ่งคำนี้มีที่มาจากภาษาลาตินสองคำผสมกันระหว่างคำว่า Niteo ที่หมายความว่า ส่องประกาย และคำว่า Terra ที่หมายความว่า โลก สื่อถึงโลกที่สดใสส่องประกาย หรือตีความออกมาได้เป็นโลกใบเดิมที่มีอนาคตที่สดใสจากนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ทางบริษัทจะคิดค้นและสร้างสรรค์ขึ้นมาภายใต้วิถีการคิดแบบใหม่ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อม ๆ กัน แนวคิดใหม่ก็คือการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ตลอดไปจนถึงร่วมรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติเพื่ออนาคตที่ดีของลูกหลาน ด้วยการเดินหน้าตามเป้าหมายที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ และใช้วิธีดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศและนำมาผลิตเป็นแหล่งพลังงานใหม่ป้อนให้กับโรงงานและชุมชนใกล้เคียง นอกจากนี้ทางบริษัทไม่เพียงแต่จะผลิตและจำหน่ายหัวเทียนเพียงอย่างเดียวทางบริษัทยังจะช่วยส่งเสริมความฝันของหลาย ๆ คนให้กลายเป็นจริงด้วยเทคโนโลยีต่าง ที่ล้ำสมัย สร้างวันพรุ่งนี้ในแบบใหม่ด้วยเทคโนโลยีด้านเซรามิกที่พัฒนาขึ้นมาให้เหมาะกับทุก ๆ สภาพสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีเซนเซอร์และพลาสม่าเพื่อใช้ในทางการแพทย์เพื่อสังคมที่อุดมไปด้วยคนที่สุขภาพดี เทคโนโลยีเซ็นเซอร์เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำเพื่อความปลอดภัยและมั่นคงทางอาหาร และที่ขาดไม่ได้เลยคือเทคโนโลยีและแนวคิดที่แตกต่างที่จะผลิตและพัฒนาหัวเทียนและออกซิเจนเซ็นเซอร์สำหรับยานยนต์ สุดท้ายนี้สามารถเข้าไปติดตามข่าวสารต่าง ๆ ตลอดไปจนถึงการจัดกิจกรรมจากทางเพิ่มเติมได้ทาง เวปไซต์ : www.ngk-sparkplugs.co.th Line OA : https://lin.ee/iK1Knm6 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 890 SMT 2023 ตัวสุดสายซูเปอร์โมโต คมยิ่งกว่า เพรียวยิ่งกว่า และสปอร์ตยิ่งกว่ากับการกลับมาอีกครั้งของรถในสไตล์ซูเปอร์โมโตกับเจ้า KTM 890 SMT 2023 อสูรร้ายสำหรับคนชอบความสนุก ที่เหมาะกับการขับขี่แบบมันส์ ๆ และยังสามารถนำไปออกทริปเดินทางไกลแบบทัวริ่งได้อีกด้วย พื้นฐานของเจ้าซูเปอร์โมโตคันนี้แน่นอนว่ามีต้นแบบมาจากเจ้าแอดเวนเจอร์รหัสเดียวกันนั้นเอง โดยจะมีขุมพลังที่ชื่อว่า LC8c ที่เป็นเครื่องสองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 889 ซีซี ที่มีการปรับจูนให้เหมาะกับการขับขี่ในสไตล์ซูเปอร์โมโตและสปอร์ตทัวริ่ง โดยมีแรงม้าสูงถึง 105 ตัวที่ 8,000 รอบ ขณะที่แรงบิดก็มากถึง 100 นิวตันเมตร พร้อมให้ขับขี่กันยาว ๆ จากถังน้ำมันขนาด 15.8 ลิตรที่ช่วยให้วิ่งได้เกินกว่า 300 กม.เลยทีเดียว ส่วนเรื่องของช่วงล่างนั้นจัดเต็มมาจาก WP ซี่รี่ส์ APEX ด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับขนาด 43 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว และแน่นอนว่าทั้งระบบปรับแต่งได้เต็มที่ ต่อมาในเรื่องของระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 260 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ส่วนล้อนั้นจะเป็นล้อขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลังซึ่งเหมาะกับการขับขี่ในสไตล์เดียวกับรถอย่างยิ่ง ขณะที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ให้มาครบถ้วน เช่น โหมดการขับขี่ 3 โหมด (Rain, Street, Sport) ระบบคอร์เนอริ่งแทร็คชันคอนโทรล ระบบ Cornering ABS และหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว เป็นต้น งานนี้ใครที่ชื่นชอบรถในสไตล์ซูเปอร์โมโตล่ะก็คันนี้ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียวเลยล่ะครับ แต่คงต้องร้องเพลงรอกันไปก่อนนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Harley-Davidson X500 ครูเซอร์มะกันไซส์กลาง แต่ผลิตจีน Harley-Davidson X500 ครูเซอร์ไบค์คันล่าสุดสไตล์อเมริกันมัสเซิลก็เผยโฉมออกมาแล้ว ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือจากผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์รายใหญ่ในจีนอย่าง QJ Motor ซึ่งบริษัทนี้ก็เป็นบริษัทแม่ผลิตรถให้กับแบรนด์มอเตอร์ไซค์อีกหลาย ๆ แบรนด์ เช่น Benelli, Keeway และ QJ Motor เองเป็นต้น แถมยังพาร์ทเนอร์กับอีกหลายแบรนด์อาทิ MV Agusta และแน่นอนฮาร์ลีย์ฯ เองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย เป็นหนึ่งในโมเดลที่หลายคนตั้งตารอมาก ๆ โมเดลนึง ซึ่งโมเดลนี้แตกต่างจากครูเซอร์ไบค์ในแบบฉบับของทางฮาร์ลีย์ดั้งเดิมอย่างมาก กลับมามีกลิ่นอายแบบโร้ดสเตอร์ที่เน้นใช้งานในเมืองเป็นหลักไป โดย X500 เปิดตัวในงาน Shanghai Auto Show 2023 ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ที่ผ่านมา สำหรับเจ้าเอ็กซ์ 500 คันนี้มีอะไรหลาย ๆ ส่วนเหมือนกับเจ้า Benelli Leoncino 500 อย่างมากแบบที่หลาย ๆ สื่อคาดเอาไว้ แม้ว่าจริง ๆ แล้วทางนักออกแบบเองก็ได้มีการทำอะไรขึ้นมาเพื่อแอบซ่อนเรื่องนี้เอาไว้ก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น เฟรม ล้อ และรูปทรงโดยรวม ทำให้เจ้า 500 คันนี้หน้าตาไม่สมกับเป็น Harley แบบเดียวกับเจ้า Pan America มาดูกันในส่วนของสมรรถนะ ถ้าคุณคุ้นเคยกับเครื่องยนต์ของ Benelli ในพิกัด 500 ซีซีแล้วล่ะก็ข้ามไปได้เลย แต่ถ้าไม่คุ้นอ่านต่อได้ครับ ฮา ขุมพลังของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องยนต์สองสูบเรียงขนาด 500 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด เคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 47 ตัว และแรงบิดมาที่ 44.74 นิวตันเมตร ส่วนช่วงล่างนั้นรถเลือกใช้เฟรมแบบท่อเหล็ก ด้านหน้ามีโช้คหัวกลับขนาดใหญ่ถึง 50 ม.ม.กับระบบเบรกแบบดิสก์เบรกคู่ ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวและดิสก์เบรกเดี่ยว ล้อมีขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนเรื่องของเทคโนโลยีนั้นตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์แบบผสมดิจิทัลและอนาล็อกขนาดกะทัดรัด ไฟหน้าทรงกลม LED ส่วนไฟท้ายเป็นแบบมีไฟเลี้ยวในตัว ส่วนระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ก็จะมีระบบเบรก ABS เพียงอย่างเดียว สุดท้ายตอนนี้ตัวรถจะยังจำหน่ายแค่ที่ประเทศจีนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ต้องรอลุ้นกันต่อไปในภายภาคหน้าว่าจะมาขายไทยบ้างหรือไม่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Lambretta X300 SR รหัสใหม่พร้อมสีสันใหม่ในคอนเซ็ปต์ “Colors of Time” มาวันนี้แลมเบรตต้าจะพาย้อนเวลาไปเสพความคลาสสิกของตำนานอีกครั้ง กับคอลเลคชั่นใหม่ Lambretta X300 SR รหัสโมเดลใหม่ที่จะพาย้อนเวลากลับไปสู่ความคลาสสิกแบบฉบับ Super Retro จากแรงบันดาลใจของโมเดลในตำนานอย่าง DL/GP ในปี 1969 ถูกนำมาถ่ายทอด DNA ผ่านลวดลายในอดีตกับเอกลักษณ์ Side Panel Stripes ที่มาพร้อมกับสีสันใหม่ ในคอนเซ็ปต์ ‘Colors of Time’ เพราะเชื่อว่าทุกคนล้วนมีสีสันที่มีความหมายในชีวิต เช่นเดียวกับสาวกแลมเบรตติสต้า ที่หลงใหลในความคลาสสิก พร้อมมีภาพความทรงจำดีๆ กับรถคู่ใจในสีสันที่แตกต่างกันไปในห้วงเวลาเหล่านั้น และอยากให้อยู่คู่ความทรงจำไปตลอด โดยยังคงมาพร้อมกับพรีเซ็นเตอร์หนุ่ม ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’ ที่รู้กันดีว่า นอกจากจะเป็นนักสะสมรถวินเทจแล้ว ก็ยังเป็นสาวกแลมเบรตติสต้าตัวจริง ที่สะสมแลมเบรตต้าทั้งรุ่นวินเทจและรุ่นปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่ามารอบนี้พร้อมเล่นใหญ่ ให้ทุกคนได้ยลโฉม กับการบุกบิลบอร์ดทั่วกรุงฯ เผยโฉมความพิเศษในรอบนี้ ด้วยลุคใหม่ของหนุ่มมาริโอ้ ที่เติมเต็มสีสันและอารมณ์ความคลาสสิก ให้แมทช์ลุคกับคอลเลคชั่นใหม่ สมกับคอนเซปต์ Colors of Time ได้อย่างลงตัว สำหรับโมเดลนี้ไม่ใช่แค่เป็นรถสกู๊ตเตอร์ แต่เป็นตัวแทนแห่งความทรงจำดี ๆ และจะเป็นอีกหนึ่งตำนานสกู๊ตเตอร์ที่ยิ่งนานไปมูลค่าทางใจยิ่งเพิ่มขึ้น สาวกตัวจริงจึงไม่ควรพลาดที่จะมีไว้ครอบครอง! เพราะนอกจากดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้วยังมาพร้อมสีสันความคลาสสิก ซึ่งเป็นโทนสียอดนิยมในช่วงรอยต่อของยุค 60s และยุค 70s เป็นยุคร่วมสมัยแนว Pop Culture สะท้อนความสดใสของวัยรุ่นในยุคนั้น ที่พร้อมขับเคลื่อนสังคมสู่โลกใหม่ในช่วงยุคหลังสงครามโลก โดยความคลาสสิกจะถูกถ่ายทอดผ่าน 3 สีสันยอดนิยมในยุคนั้น ได้แก่ – YELLOW MUSTARD (Hi-Gloss) – WHITE LATTE (Hi-Gloss) – RED AMARO (Hi-Gloss) พร้อมกันนี้ยังไม่ทิ้งจุดเด่นอันเป็นอัตลักษณ์ของดีไซน์ คือ Side Panel Stripes ลายคลาสสิก DNA ที่อยู่ในโมเดลระดับตำนาน พร้อมการใส่กิมมิคขอบคิ้วสีดำรอบคันตัดกับสีบอดี้รถทั้ง 3 สี ที่อยู่ร่วมกับฟังก์ชันดีไซน์ร่วมสมัยอาทิ ไฟหน้า และไฟท้ายในระบบ FULL LED กับโคมไฟหน้ารูปทรงหกเหลี่ยม อีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นยอดฮิตของทางค่าย โดยออกแบบมาให้แฝงโลโก้ไว้ภายใน บ่งบอกตัวตนไว้ได้อย่างชัดเจน และส่วนของไฟท้ายที่บึกบึนดูแข็งแกร่งแตกต่างไม่ซ้ำใคร ให้ความพรีเมียมเหนือระดับ กับดีไซน์ในรูปทรงคริสตัล 7 แท่ง ที่เพิ่มเลเยอร์ในการซ้อนโคมด้านนอกอีกชั้น มาพร้อมกับระบบ IFS (Integrate-Function Signals) ที่ออกแบบให้ทั้ง ไฟเลี้ยว/ไฟฉุกเฉิน/ไฟเบรก รวมอยู่ภายใต้โคมไฟท้ายเดียวกัน อีกทั้งยังเติมความหรูหราด้วยการปักโลโก้ของทางค่ายด้วยด้ายสีแดงในส่วนท้ายบนเบาะหนังสีดำดีไซน์สปอร์ต นอกจากนี้ ยังมาพร้อมฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งาน ตอบสนองการขับขี่อย่างแท้จริง ด้วยเทคโนโลยีเครื่องยนต์ LSP (Lambretta Super Performance) ขนาด 275 ซีซี จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีหัวฉีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมระบบสมาร์ทคีย์ที่เพียงแค่พกพาสมาร์ทคีย์เอาไว้ใกล้ตัวรถ ก็สามารถบิดสตาร์ทได้ทันที พร้อมการออกแบบท่านั่งขับขี่สกู๊ตเตอร์แบบคลาสสิกตัวตั้งหลังตรง ในตำแหน่งการวางเท้าถึงพื้นไม่สูงจนเกินไป ด้วยการออกแบบโครงสร้างตัวรถแบบ Low & Long ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทางแบรนด์มาตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถควบคุมบาลานซ์ของตัวรถได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการออกแบบระบบช่วงล่าง ในชุดกันสะเทือนหน้า ที่เรียกได้ว่าเป็น “The state of the art of front suspension design” ด้วยการถอดดีไซน์โช้คหน้าแบบ Double Arm-Link เอกลักษณ์จากรุ่นตำนานมาไว้ในโมเดลนี้กับการพัฒนาสมรรถนะให้ดีขึ้น ให้มีความสมูท เพื่อการขับขี่ที่นิ่งมากยิ่งขึ้น พร้อมความปลอดภัยที่ให้มากกว่า ด้วยดิสก์เบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ทำงานพร้อมกับระบบเบรกแบบ Dual-channel ABS ทั้งหมดที่ว่ามานี้ มาพร้อมกับราคาจำหน่ายในประเทศไทยที่ 156,900 บาท พิเศษ! *ข้อเสนอดาวน์เริ่มต้น 0 บาท หรือ ผ่อนเริ่มต้น 2,242 บาท/เดือน หรือดอกเบี้ยต่ำสุด 4.5% ต่อปี (*เฉพาะจัดไฟแนนซ์กับกรุงศรีออโต้) ซึ่งพร้อมให้สัมผัสกับความคลาสสิกนี้ด้วยตัวเองได้แล้วที่ตัวแทนจำหน่ายทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://lambretta.co.th ที่สำคัญ! ชาวแลมเบรตติสต้า เตรียมพบกันในงาน The Scooter Fest กับความมันส์ที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปี สามารถติดตามอัพเดทได้ที่ https://www.facebook.com/lambretta.th

Yamaha มุ่งพัฒนาระบบอัจฉริยะ หวังช่วยลดอุบัติเหตุ เมื่อปีที่แล้วยามาฮ่ามอเตอร์ได้ประกาศวิสัยทัศน์ด้านความปลอดภัยที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า Jin-Ki Kanno x Jin-Ki Anzen ซึ่งมีเป้าหมายที่จะสร้างโลกที่ไร้ซึ่งอุบัติเหตุร่วมกันกับลูกค้าของตัวเอง ซึ่งกล่าวได้ว่า Yamaha มุ่งพัฒนาระบบอัจฉริยะ หวังช่วยลดอุบัติเหตุนั่นเอง สำหรับการที่จะมุ่งหน้าไปตามวิสัยทัศน์ที่ทางยามาฮ่าได้วางแผนเอาไว้นั้นอาศัยหลักการสำคัญ 3 ประการด้วยกัน ประการแรกคือเทคโนโลยีที่จะช่วยเสริมการรับรู้ของผู้ขับขี่ การตัดสินใจ การขับขี่ และการลดความเสียหาย ประการที่ 2 คือทักษะซึ่งทางยามาฮ่าจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาทักษะการขับขี่ของผู้ใช้รถ และประการที่ 3 การเชื่อมโยง ซึ่งใช้ระบบคลาวด์เพื่อคอยให้คำแนะนำต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมความปลอดภัย ซึ่งจะมีเทคโนโลยีนึงที่เป็นส่วนสำคัญของหลักการประการแรก ซึ่งก็คือเจ้าระบบ Advanced Motorcycle Stabilization Assist System (AMSAS) หรือแปลเป็นไทยได้ว่าระบบช่วยเสริมเสถียรภาพของมอเตอร์ไซค์ขั้นสูง ช่วยเหลือผู้ขับขี่ตอนเริ่มต้นและที่ความเร็วต่ำ อุบัติเหตุที่มีมอเตอร์ไซค์เกี่ยวข้องนั้นมีสาเหตุหลักเกี่ยวข้องกับการรับรู้ผิดพลาดคลาดเคลื่อน (10%) การตัดสินใจผิดพลาด (17%) และการขับขี่ที่ผิดพลาด (17%) ซุ้งสาเหตุเหล่านี้เป็นส่วนที่เกิดขึ้นจากผู้ขับขี่ ข้อมูลยังระบุอีกว่าเกือบ ๆ 70% ของอุบัติเหตุที่มีมอเตอร์ไซค์เกี่ยวข้องมักจะเกิดขึ้นภายใน 2 วินาทีหลังจากมีปัจจัยที่เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ และจากการวิเคราะห์สาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ทางค่ายจึงได้พัฒนาระบบที่จะมาช่วยเหลือผู้ขับขี่ 4 ด้านด้วยกัน คือ ช่วยพยากรณ์อันตรายล่วงหน้า ป้องกันความเสียหายด้วยการขับขี่แบบระมัดระวัง ช่วยขับขี่หลบหลีก และลดทอนความเสียหาย เจ้าระบบ AMSAS ซึ่งทางยามาฮ่าพัฒนาขึ้นมานั้นจะช่วยรักษาเสถียรภาพของรถที่ความเร็วต่ำด้วยการควบคุมแรงขับเคลื่อนและแรงบังคับเลี้ยว “มันเป็นฟังก์ชั่นที่โดดเด่นมากที่สุด ซึ่งระบบนี้สามารถนำมาใช้กับรถทั่วไปได้ง่ายเนื่องจากไม่ต้องทำอะไรกับเฟรมรถ โดยระบบต้นแบบนั้นติดตั้งอยู่ในรถ YZF-R25 โดยมีการติดตั้งระบบหน่วยประมวลผลแบบ 6 แกนควบคู่ไปกับอุปกรณ์ควบคุมการขับขี่และบังคับเลี้ยว AMSAS คือระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่จะมาช่วยรถเวลาออกตัวหรือเวลาขับขี่ที่ความเร็วต่ำที่มักจะไม่ค่อยมีความเสถียร โดยจะช่วยเพิ่มความเสถียรในช่วงนี้ เวลาที่รถกำลังจะออกตัวและเวลาจะหยุดตัวขับเคลื่อนที่ติดตั้งที่ล้อหน้าจะทำงานเพื่อเพิ่มเสถียรภาพทันทีจากจุดนั้นจนถึงความเร็วประมาณ 5 กม./ชม. ส่วนตัวบังคับเลี้ยวที่ติดที่แฮนด์บาร์ก็จะเข้ามาควบคุมบังคับแฮนด์ ทำให้รถคันนี้สามารถเคลื่อนที่ในระดับความเร็วแบบเท่าคนเดินนี้ได้โดยไม่ล้ม โดยไม่เกี่ยงว่าผู้ขับขี่จะมีทักษะมากน้อยแค่ไหน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Speed Twin 900 โมเดิร์นคลาสสิกไบค์ แดนเมืองผู้ดี หลังจากเปิดตัวไปได้ซักพักแล้ว สำหรับโมเดลสุดฮ็อตจากค่ายเมืองผู้ดี อย่าง Triumph Speed Twin 900 โดยครั้งนี้ ทาง SuperBike Thailand ขออนุญาติหยิบโมเดลมาโชว์ ตามคำเรียกร้องแฟน ๆ สาวกรถ 2 ล้อคลาสสิก เดี๋ยวเราจะพามาชมกันว่า โมเดลนี้จะมีดีเทลอะไรที่น่าสนใจกันบ้างครับ โดยโมเดลสุดพิเศษรุ่นนี้ ได้รับการดีไซน์ ที่คงความเอกลักษณ์เฉพาะตัวในสไตล์รถโมเดิร์นคลาสสิก โดยยึด DNA ต้นแบบอย่าง Triumph Bonneville รุ่นแรกเมื่อปี 1959 โดยนำมาปรับปรุง ปรับเปลี่ยน และพัฒนาใหม่ให้เข้ากับรถในยุคปัจจุบัน ในสไตล์การแต่งคัสตอมแบบท้ายเปลือย รวมทั้งฟีเจอร์ใหม่ที่มากับตัวรถ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่มากยิ่งขึ้น ไฟทรงกลม ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 310 มม. พร้อมคาลิเปอร์ Breambo 4 ลูกสูบ (ABS) โครงสร้างเบาะโฟมหนาขึ้น ท่อไอเสียคู่โลหะปัดเงาแบบใหม่ โช้คหลังปรับพรีโหลดได้ รวมทั้ง ยังถูกยกระดับการออกแบบ โดยมีส่วนเสริมแต่งในการดีไซน์ใหม่ ๆ มากมาย ทั้งล้อหล่อขึ้นรูป ตกแต่งรายละเอียดด้วยลายกลึงบนซี่ล้อ ขาจับไฟหน้าอลูมิเนียมปัดเงา คิ้วเรือนปีกผีเสื้อแบบใหม่ และเบาะนั่งดีไซน์ใหม่ที่ใช้โครงสร้างโฟมหนาเพิ่มขึ้นกว่าเดิม 10 มม. ยังรวมไปถึง ท่อไอเสียคู่โลหะปัดเงาแบบเฉียง บ่งบอกถึงกลิ่นอายของสไตล์รถคลาสสิกเท่ ๆ แบบผู้ดีเลยครับ ในขณะที่ขุมพลังเครื่องยนต์เป็นแบบสูบคู่ Bonneville ขนาด 900 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว กับระบบเกียร์แบบ 5 สปีด ให้กำลังสูงสุด 65 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิดที่ 80 นิวตันเมตรที่ 3,800 รอบ ซึ่งสามารถส่งกำลังแรงบิดได้อย่างนุ่มนวล และทันใจตั้งแต่ช่วงรอบต่ำจนถึงรอบกลาง ๆ ส่วนรอบปลายคงไม่ต้องพูดถึง อีกทั้งเครื่องยนต์ยังผ่านการปรับปรุงให้ได้มาตรฐาน Euro 5 ด้วยการปล่อยไอเสียที่น้อยลงและสะอาดมากยิ่งขึ้น เสริมด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้าที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว และคลัตช์ระบบผ่อนแรงที่ใช้งานได้ง่ายและสะดวก สำหรับช่วงล่าง กับระบบกันสะเทือนในรุ่นนี้ จะใช้โช้คอัพหน้าแบบคาร์ทริดจ์ ขนาด 41 มม.แถมมากับยางหุ้มโช้ค และโช้คอัพสตรัทสปริงคู่ด้านหลัง สามารถปรับพรีโหลดได้ พร้อมระเบรก กับดิสก์เบรกเดี่ยวแบบลอยตัวขนาด 310 มม. คาลิเปอร์ Brembo แบบ 4 ลูกสูบ และดิสก์เบรกหลังขนาด 255 มม. คาลิเปอร์ลูกสูบเดียวจาก Nissin แถมมากับระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ต่อมาที่ล้อหน้า-หลังขนาด 18 นิ้วและ 17 นิ้ว และยางหน้า 110/90 และยางหลัง 150/70 โดยน้ำหนักตัวรถทางโรงงานเคลมมาให้ที่ 217 กก. และถังน้ำมันขนาด 12 ลิตร นอกจากนี้ ไทรอัมพ์ สปีด ทวิน 900 ยังมีฟีเจอร์การใช้งานที่ครบครัน เพื่อเสริมความสามารถในการขับขี่ และมิติการควบคุมรถที่ดียิ่งขึ้น ทั้งโหมดการขับขี่ 2 โหมด ( Road, Rain) ระบบคันเร่งไฟฟ้า ช่วยให้การควบคุมรถสเถียรภาพมากยิ่งขึ้น ระบบเบรก ABS ระบบคลัตช์ช่วยผ่อนแรง ระบบป้องกันการโจรกรรมซึ่งซ่อนอยู่ภายในกุญแจ รวมทั้งไฟท้าย LED และช่องชาร์จไฟ USB ใต้เบาะที่นั่ง ที่ให้มาในรุ่นนี้อีกด้วย สมกับเป็นโมเดลคลาสสิกเมืองผู้ดี จริง ๆ เลยครับ ทั้งการออกแบบ เครื่องยนต์ ช่วงล่าง และเทคโนโลยีที่ให้มาแบบเต็มพิกัด มีให้ใช้แบบเหลือเฟือ สำหรับราคารุ่นนี้ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 407,000 บาท และรุ่นลิมิเต็ด อิดิชัน (Chrome Edition) ราคาเปิดตัวที่ 422,000 บาท โดยสามารถติดต่อขอดูรถตัวจริงได้ที่ ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์ทุกสาขา ทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและทดลองขับขี่ได้ที่ https://www.triumphmotorcycles.co.th/ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Leonart Rigger รถไฟฟ้าสไตล์นีโอเรโทรสุดเท่จากสเปน Leonart Rigger คือรถไฟฟ้าคันแรกจากแบรนด์สเปนแบรนด์นี้ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ตลาดโดยมีคู่แข่งจากหลายค่ายรออยู่ก่อนแล้ว สำหรับใครที่ไม่รู้จักก็ต้องบอกเลยว่าแบรนด์นี้เป็นแบรนด์เล็ก ๆ สัญชาติสเปนที่ก่อนหน้านี้ก็ผลิตมอเตอร์ไซค์อยู่แล้ว และโมเดลนี้ก็เป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันแรกและคันล่าสุดของทางค่าย ซึ่งเปิดตัวมาในสไตล์นีโอเรโทรพร้อมภาพลักษณ์ที่ดูลุย ๆ ด้วยล้ออัลลอย 5 ก้านขนาด 18 นิ้วและ 17 นิ้วตามลำดับหน้าหลังรัดด้วยยางแบบกึ่งทางดำทางฝุ่น ตัวรถมาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าที่สามารถรีดกำลังได้มากถึง 4.5 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่า 6.11 แรงม้า ซึ่งเพียงพอต่อการทำท็อปสปีดที่ 102 กม./ชม. โดยอาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่ 4.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง โดยเคลมระยะทางการใช้งานมาที่ 150 กม.ที่ความเร็ว 50 กม./ชม. หรือจะไปเร็วกว่านี้ก็ได้แต่ต้องแลกมากับระยะการใช้งานที่น้อยลงลดหลั่นไปตามลำดับ โดยใช้เวลาการชาร์จนาน 6 ชั่วโมง ส่วนช่วงล่างนั้นก็ถือว่าให้มาเหลือเฟือ โดยด้านหน้าจะมีโชคแบบหัวกลับร่วมกับระบบเบรกดิสก์เบรกเดี่ยว ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวร่วมกับสวิงอาร์มเดี่ยวและดิสก์เบรกเดี่ยว ซึ่งถือว่าเหลือเฟือกับรถพิกัดนี้ สำหรับการจำหน่ายตัวรถเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าหรือพรีออเดอร์ซึ่งจะลดราคาให้ก่อน 500 ยูโร จากราคาเต็ม 5,999 ยูโรหรือราว ๆ 225,000 บาท ซึ่งก็ถือว่าราคาค่อนข้างแรงเลยทีเดียวสำหรับผู้ใช้งานบ้านเรา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New Honda Wave110i 2023 มาพร้อมกับการออกแบบดีไซน์ใหม่ เด่นสะดุดตาด้วยลายเส้นกราฟิกใหม่รอบคัน

PCX160 2023 สีใหม่ พร้อมรุ่นพิเศษ Midnight Race Edition เรียกว่าเอาใจวัยรุ่นอย่างไม่หยุดพักเลยทีเดียว กับค่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ปล่อยโมเดล New PCX160 2023 พร้อมกับอัปเดตสีใหม่ล่าสุด ทั้งรุ่น Standard, รุ่น ABS และรุ่นพิเศษลิมิเต็ดอิดิชันอย่าง New Pcx160 Midnight Race Edition มาให้ชม ได้เลือกกันแบบจุใจทีเดียว สำหรับโมเดลล่าสุด เมื่อเทียบกับรุ่นเจ็นก่อน ๆ ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก นอกจากชุดสีแฟริ่งและสีล้อที่ให้มาใหม่ พร้อมเสริมลุคสปอร์ตพรีเมียม ด้วยเพลทโลโก้ PCX สี Copper และเบาะสี Two Tone ในสไตล์เท่ ไม่ซ้ำใคร (รุ่น ABS) พร้อมกันนนี้ โมเดลลิมิเต็ดอิดิชัน มาพร้อมลวดลายใหม่ เร้าใจยิ่งขึ้น ในสี Blue-Black (น้ำเงินดำ) สะท้อนความสปอร์ต มาดเท่ สุขุมอย่างเต็มระดับ ที่จะพาคุณโลดแล่นบนท้องถนนในยามค่ำคืน เอาหล่ะ เกริ่นมามากพอแล้ว เดี๋ยวไปดูรายละเอียดว่าเจ้า PCX160 มีความพิเศษอย่างไรบ้าง และแน่นอน เจ้าโมเดลรุ่นนี้ กลับมาพร้อมขุมพลังใหม่ล่าสุดอย่าง eSP+ 4 วาล์ว พร้อมระบบ Piston Oiljet หรือระบบฉีดน้ำมันเครื่องใต้ลูกสูบ ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้มีประสิทธิภาพ พร้อมส่งกำลังอัดได้อย่างต่อเนื่อง สมูท ลื่นไหล ควบคู่ความประหยัดแบบเต็มขั้น สำหรับเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 157 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบจ่ายน้ำมันหัวฉีด PGM-FI แบบซิงเกิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ ให้กำลังการอัด 12 : 1 โดยมีแรงม้าสูงสุดที่ 15.8 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 15 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ กับน้ำหนักตัวรถที่ 131 กก. เรียกได้ว่าเครื่องแรงและเบาด้วยในพิกัดนี้ เสริมระบบกันสะเทือนด้วยโช้คหน้าเทเลสโคปิก โช้คหลังยูนิตสวิง ดิสก์เบรกหน้าที่แถมมากับระบบ CBS และ ดรัมเบรกหลัง รุ่น (Standard) และดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบเบรก ABS (รุ่น ABS) พร้อมกับทำงานร่วมกับล้อแม็กหน้า 14 นิ้ว ล้อหลัง 13 นิ้ว และยางขนาด 110/70 และ 130/70 ต่อกันที่ฟีเจอร์ไฮไลท์ของโมเดลนี้กันบ้างในพิกัดนี้ พอส่องรอบคันก็ถือว่าทางค่ายให้มาเยอะเลยทีเดียว ทั้ง เบาะชิ้นเดียวดีไซน์ 2 ระดับ พื้นเก็บของใต้เบาะขนาดความจุ 30 ลิตร เรือนไมล์ดิจิทัล แสดงผลครบทุกฟังก์ชัน เช่น มาตรวัดความเร็ว นาฬิกา ความจุน้ำมัน เลขไมล์ และระบบ HSTC (ระบบป้องกันล้อหน้ายก) ช่วยในเรื่องของการทรงตัวรถและป้องกันไถลในเวลาขับขี่อีกด้วย อีกทั้งระบบส่องสว่างตัวรถเป็น LED รอบคัน ด้วยไฟหน้าดีไซน์เฉียบคม และไฟท้าย LED 3 มิติ สวย ล้ำสมัย พร้อมไฟเลี้ยวและระบบไฟฉุกเฉิน รวมถึงช่องเสียบ USB Type-C และ กุญแจรีโมทอัจฉริยะ ควบคุมการทำงานที่สั่งง่าย เพียงบิดสวิตช์ ยังรวมไปถึง กิมมิกเล็ก ๆ กับไฟสวิตซ์ที่ออกแบบให้น่าดู น่าสนใจมากยิ่งขึ้น สำหรับ PCX160 2023 มีจำหน่ายทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่รุ่น Standard (WW160P TH) มีจำหน่าย 3 สีคือ สีดำ สีขาว-ดำ และ สีน้ำเงิน-ดำ เปิดราคาแนะนำที่ 87,400 บาท รุ่น Standard ราคา 87,400 บาท รุ่น ABS (WW160AP TH) มีจำหน่าย 2

Scoopy Minions กับลวดลายสุดพิเศษ เพียง 6,000 คัน ในราคา 5.5 หมื่นบาท ไทยฮอนด้าเอาใจกระแสตอบรับที่ล้นหลาม หลังเปิดตัวรถรุ่น Limited Edition ไปหมาด ๆ เมื่อต้นปีที่ผ่านมากับ Scoopy Minions Limited Edition โมเดลใหม่ล่าสุด ที่พร้อมวางจำหน่ายให้ทุกท่านได้เป็นเจ้าของแล้ววันนี้ เพียง 6,000 คัน พร้อมหมวกกันน็อกดีไซน์สุดพิเศษ ด้วยราคาแนะนำที่ 55,000 บาทเท่านั้น ปลดปล่อยความสนุก ความน่ารัก ไปกับรุ่นลิมิเต็ด อิดิชันกับดีไซน์ที่มาในคอนเซปต์ Finding the Iconians โชว์ความเป็นตัวป่วนผ่านตัวการ์ตูน “มินเนียน” คาแรคเตอร์จอมกวนชวนจั๊กจี้ชื่อดังระดับโลก ที่จะลากออกไปสนุกซ่า พาไปป่วนเมืองแบบฉบับ Iconians ทั้งนี้ ตัวรถยังถ่ายทอดความป่วนปนความน่ารัก ด้วยลวดลายที่สะดุดตา พร้อมให้ฟีลลิ่งสนุกทุกการขับขี่ พร้อม Soft Emblem ชื่อรุ่น Scoopy สีฟ้าสดใส และนอกจากนี้ โมเดลรุ่นี้นี้ยังมาพร้อมกับหมวกกันน็อกดีไซน์พิเศษ สีดำคาดเหลือง ลายดวงตามินเนี่ยน โดดเด่นทุกครั้งที่สวมใส่ มิกซ์กับตัวรถได้ลงตัวสุด ๆ นอกจากลวดลายที่สะดุดตาแล้ว ยังมาพร้อมกับ ไฟหน้า LED ที่เป็น ICONIC เฉพาะ พร้อมการเชื่อมต่อได้ไม่มีสะดุดกับ USB Socket ช่องชาร์จไฟสำรอง Type A และ Helmet In U-Box ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ พร้อมถังน้ำมันขนาด 4.2 ลิตร ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ใหม่ eSP New Generation หัวฉีด PGM-FI ให้ขับขี่สนุกยิ่งกว่าที่เคย ออกไปซ่า มันส์ป่วนเมืองได้แล้ววันนี้ กับสกูปี้ มินเนียนรุ่นลิมิเต็ด อิดิชัน (สีดำ-เทา) รุ่น Prestige ล้อแม็ก พร้อม Minions Helmet หมวกกันน็อกดีไซน์พิเศษสีดำคาดเหลืองลายดวงตามินเนี่ยนด้วยราคาแนะนำที่ 55,500 บาท ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th เฟสบุ๊ครถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

YSS D.C. โชว์รูมโช้คอัพ ใหญ่ที่สุดในไทย วาย.เอส.เอส. ทุ่มงบกว่า 400 ล้านบาท เนรมิตศูนย์บริการและกระจายสินค้า ภายใต้ชื่อ “YSS D.C.” แฟลกชิพสโตร์แห่งแรกที่ยิ่งใหญ่และทันสมัยที่สุดในประเทศไทย พร้อมตอกย้ำแบรนด์โช้คอัพคนไทยอันดับ 1 ในตลาดอะไหล่ยนต์ทั่วโลก คุณชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานกรรมการ และคุณภิญโญ พานิชเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เป็นประธานในงาน พร้อมด้วย คุณฮาร์รี เอสเซ้นส์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนารวมถึงพันธมิตรจากทั่วโลกมาร่วมงานบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีพ คุณชาญศิลป์ กล่าวต่อว่า “บริษัทฯ ได้เปิดศูนย์ YSS D.C. ซึ่งเป็นทั้งสำนักงานใหญ่ ศูนย์บริการและศูนย์กระจายสินค้าแบบครบวงจร ที่มุ่งตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า โดยรวมเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่มีความทันสมัยที่สุดมาเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าอย่างรวดเร็ว” ภายในแฟลกชิพสโตร์แห่งนี้มีอะไรบ้าง ไปดู โชว์รูม ส่วนแสดงสินค้าของ YSS และพาร์ทเนอร์ เป็นสถานที่แสดงสินค้า YSS ที่ใหญ่ ครบ และทันสมัยที่สุดในโลก มีสินค้าที่หลากหลายให้บริการครบทุกรุ่น พิพิธภัณฑ์ YSS Museum และ YSS Hall of Fame ที่รวมเรื่องราว YSS ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเรื่องราวของถ้ายรางวัลระดับแชมป์ จากรายการแข่งขันระดับโลก ที่นักแข่ง-ทีมแข่ง เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ วาย.เอส.เอส. จนประสบความสำเร็จ และยังเป็นส่วนจัดแสดงรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ รุ่นใหม่และรถรุ่นเก่าอายุมากกว่า 60 ปี รวมถึงรถที่คว้าแชมป์จากรายการระดับโลกก็ถูกนำมาจัดแสดงที่แห่งนี้ด้วย ศูนย์บริการ ส่วนงานติดตั้งผลิตภัณฑ์ YSS ทั้งรถยนต์และจักรยานยนต์ที่มีมาตรฐานระดับสูง พร้อมให้บริการปรับเซ็ตโช้คอัพ ให้ถูกต้องเหมาะสมกับการใช้งานของลูกค้ามากที่สุด โดยส่วนนี้จะมีห้องพักรับรองสำหรับลูกค้าที่จะมองเห็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตลอดเวลา ระบบบริหารคลังสินค้า (Warehouse Management System หรือ WMS) ที่ทันสมัย มีการออกแบบการจัดส่ง การลำเลียงสินค้า การเติมเต็มสินค้าในรูปแบบใหม่ ซึ่งจะทำให้การบริหารสินค้าคงคลังมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าทำได้เร็วและแม่นยำ Automated Storage & Retrieval System (ASRS) ระบบจัดเก็บและจายสินค้าอัตโนมัติ ระบบเก็บสินค้าเต็ม Pallet โดยใช้ระบบเครนอัตโนมัติทำงานร่วมกับ WMS เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดในการบริการพื้นที่ มีความแม่นยำ และปลอดภัยต่อพนักงาน พื้นที่คอมมูนิตี้ พื้นที่รองรับการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมสำหรับตัวแทนจำหน่าย กลุ่มคลับ หรือกลุ่มลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์ วาย.เอส.เอส. รวมถึงยังเป็นจุดรวมพลก่อนออกทริปอีกด้วย พื้นที่ไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ในส่วนของโซนร้านอาหารระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ เปิดรับทั้งลูกค้าที่มาใช้บริการ ในศูนย์บริการแห่งนี้ ยังรวมไปถึงผู้บุคคลทั่วไป ที่มาเที่ยวหรือชมพิพิธภัณฑ์สินค้าของ วาย.เอส.เอส. สามารถเข้ามารับประทานอาหารได้อีกด้วย ทั้งนี้จะมีเมนูที่หลากหลายให้บริการ อาทิ ก๋วยเตี๋ยวเรือยอร์ช ร้านเขียง พัฟแอนด์ พาย และชาตรามือ เป็นต้น โดยปัจจุบัน วาย.เอส.เอส มีสินค้ารองรับทั้งกลุ่มรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมไปถึงยานพาหนะประเภทอื่น ๆ อีกหลากหลายประเภทมากกว่า 8,200 รายการ ครอบคลุมกว่า 3,100 โมเดลทั่วโลก โดยมียอดขายเป็นอันดับ 1 ในตลาดโลก ประเภทกลุ่มสินค้าประเภทมีประสิทธิภาพสูง (High Performance) และมีกำลังการผลิตมากกว่า 1.5 ล้านชิ้นต่อปี รวมถึง ยังมีศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) มากถึง 6 แห่งทั่วโลก โดยเริ่มจากประเทศไทย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ฮอลแลนด์ สเปนและประเทศอิตาลี ส่งออกจำหน่ายมากกว่า 40 ประเทศ และยังมีตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศมากถึง 60 ราย นอกจากนี้ ยังมีศูนย์บริการฯ 134 แห่งทั่วโลก โดยยังวางแผนขยายไปยังประเทศอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ เยอรมันนี อิตาลี อังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ กรีก ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินโนนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซียและจีน ฯลฯ อีกทั้งยังเป็นโช้คอัพอันดับหนึ่งของประเทศไทย และยังเป็น 1 ใน 5 แบรนด์จากทั่วโลกที่รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพระดับสูง ABE จากประเทศเยอรมันที่ทั่วโลกให้การยอมรับ

KLX230SM 2023 สเปค ราคา ซูเปอร์โมโตตัวจี๊ด เอาใจสายทางเรียบ KLX230SM 2023 โมเดลซูเปอร์โมโตค่ายเขียวกับโฉมสีดำตัดกับสายลายกราฟิกสีทองสวยงาม พร้อมเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 233 ซีซีที่ถูกติดตั้งบนเฟรมทรงเลขาคณิตขนาดกระทัดรัด ให้น้ำหนักเบา ควบคุมง่าย ถูกใจสายบิดทางเรียบอย่างแน่นอน ราคาแนะนำ รุ่นธรรมดา 156,600 บาท รุ่น ABS 165,600 บาท ไฟ LED ล้อซี่ลวดแบบใช้ยางใน พร้อมระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น ABS) เรือนไมล์ดิจิทัล LCD โช้คอัพหน้าหัวกลับจาก Showa สเปค KLX230 SM ข้อมูล และรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 233 ซีซี แรงม้า (เคลม) 19 แรงม้าที่ 7,600 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 19 นิวตันเมตรที่ 6,100 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว SOHC 2 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 67.0 x 66.0 มม. อัตราส่วนการอัด 9.4 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด ดิจิทัล ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 110/70 ล้อซี่ลวดขนาด 17 นิ้ว แบบใช้ยางใน ยางหลัง 120/70 ล้อซี่ลวดขนาด 17 นิ้ว แบบใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับขนาด 37 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว ปรับพรีโหลดได้ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยวแบบ Semi-floating ขนาด 300 มม. พร้อมคาลิเปอร์ 2 สูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 มม. พร้อมคาลิเปอร์ 1 สูบ กว้าง X ยาว X สูง 940 x 2,050 x 1,145 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,375 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 230 มม. ความสูงเบาะ 845 มม น้ำหนักรถ 138 กก. ความจุถังน้ำมัน 7.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 91,95 และ E10 เทคโนโลยี ระบบส่องสว่าง LED รอบคัน ระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น ABS) เรือนไมล์ดิจิทัล LCD สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น KLX230SM 2023 สี EBONY (รุ่นธรรมดาและ ABS) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

หาไซซ์หมวกกันน็อก ง่าย ๆ เพียงขั้นตอนเดียว หากคุณกำลังประสบปัญหาอยากซื้อหมวกกันน็อกออนไลน์ แต่ไม่รู้ไซซ์ และไม่รู้ว่าจะเลือกไซซ์ไหนดี ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป วันนี้ทางซูเปอร์ไบค์ ไทยแลนด์ จะมาเผยทริค เล็ก ๆ สำหรับวิธีการวัดไซซ์หมวกกันน็อกง่าย ๆ เพียงคุณทำตามเราในขั้นตอนเดียว !! วิธีการวัด สำหรับวิธีการวัดง่าย ๆ เพียงใช้สายวัด วัดรอบศีรษะเหนือคิ้วเพียงเล็กน้อย ตามนี้เลยจ้า แล้วนำขนาดที่ได้ไปเทียบกับตาราง Size ขนาดหมวกกันน็อกตามนี้เลย เราได้นำตารางไซซ์มาให้ทุกคนได้เปรียบเทียบกัน เพื่อความสะดวกสบาย เราจัดให้ หรือถ้าหากได้หมวกกันน็อกมาแล้ว สามารถเช็คได้ว่าเหมาะสมกับศีรษะของเราหรือไม่ โดยลองใส่แล้วลองขยับศีรษะไปมา ว่าหมวกยึดติดกับศีรษะดี ไม่ส่ายไปมาตามแรง และนวมตรงแก้มกระชับดี ไม่บีบจนเกินไป ข้อควรระวัง ไม่ควรสวมใส่หมวกกันน็อกที่คับแน่นจนปวดขมับเกินไป เพราะอาจทำให้เสียสมาธิในการขับขี่ได้ เพียงแค่นี้ เราก็จะได้ไซซ์ที่เหมาะสมในการเลือกซื้อหมวกกันน็อกแล้วจ้า เพื่อไม่ให้พลาดสาระน่ารู้ หรือเทคนิคดี ๆ จากทางซูเปอร์ไบค์ ไทยแลนด์ สามารถกดติดตามได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia เปิดตัว 2 โมเดลพิเศษบุกตลาดอเมริกาเหนือ ล่าสุดระหว่างการแข่งขัน MotoGP 2023 ที่สนาม Austin ที่ผ่านมา ค่ายรถจากเมือง Noale อย่าง Aprilia เปิดตัว 2 โมเดลพิเศษบุกตลาดอเมริกาเหนือ เป็นการทำเซอร์ไพรส์ โดยสองโมเดลพิเศษดังกล่าวคือโมเดลระดับเรือธงอย่าง RSV4 Factory และ Touno V4 Factory รุ่นพิเศษจำนวนจำกัดที่โดดเด่นด้วยเฉดสีขาว ตัดแต่งด้วยสีแดง น้ำเงิน และตัวอักษรบอกชื่อค่ายเป็นสีเงิน โดยพื้นฐานของ RSV4 Factory นี้ยังคงเป็นเครื่องยนต์ V4 65 องศา ขนาด 1,099 ซีซีที่เคลมแรงม้ามามากถึง 217 แรงม้า ส่วน Tuono V4 Factory ก็จะปรับลดดีกรีความแรงลงมาเล็กน้อย โดยจะมีเครื่องยนต์ขนาด 1,077 ซีซีที่ให้กำลังแรงม้าที่ 175 แรงม้าแทน เพื่อความสุดยอดสมกับเป็นโมเดลพิเศษทั้งสองคันจึงมาพร้อมช่วงล่างไฟฟ้าระดับท็อปอย่าง Öhlins Smart EC 2.0 และระบบเบรกจาก Brembo โดยด้านหน้าจะได้เป็นคาลิเปอร์เบรก Stylema ด้วย ปิดท้ายด้วยล้ออลูมิเนียมฟอร์จที่รัดมาด้วยยาง Pirelli Diablo Supercorsa SP สุดหนึบ ในส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นทั้ง 2 โมเดลจะได้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของทางค่าย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยประมวลผลแบบ 6 แกนจากทาง Marelli คันเร่งไฟฟ้าเต็มระยย ระบบช่วยเหลือในการขับขี่อย่าง Aprilia Performance Ride Control (APRC) ก็มาครบชุด โดยจะมีโหมดการขับขี่ 6 โหมด แบ่งเป็น 3 โหมดสำหรับขับขี่ในสนามและสามโหมดสำหรับขับขี่บนถนน โดย 3 โหมดจากทั้งหมดนี้สามารถปรับแต่งได้ตามใจชอบ และยังสามารถปรับแต่งแทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก และระบบเบรก ABS ได้อีกด้วย สุดท้ายเรื่องของการจำหน่ายนั้นจะมีจำหน่ายในทวีปอเมริกาเหนือหรือก็คืออเมริกาและแคนาดา โดยจะจำหน่ายในราคาแนะนำที่ 26,499 ดอลลาร์หรือราว ๆ 913,000 บาทสำหรับเจ้าซูเปอร์ไบค์เรือธงของทางค่าย และสำหรับเจ้าเน็กเก็ดพิกัดเรือธงล่ะก็จะมีราคาที่ถูกลงมาอยู่ที่ 20,099 ดอลลาร์หรือราว ๆ 692,000 บาท ซึ่งถ้าหลุดมาจำหน่ายไทยได้ล่ะก็ราคาคงดีดไปอีกไกลเลยทีเดียวล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New Nmax 2023 กับสีใหม่ พร้อมรับประกัน 5 ปี อีกหนึ่งโมเดลจากค่ายยามาฮ่า ที่เปิดตัวเมื่องานมอเตอร์โชว์ 2023 ที่ผ่านมา กับรถสกู๊ตเตอร์ออโตเมติกอย่าง New Nmax 2023 ที่มาพร้อมกับสีใหม่ (สีน้ำเงิน Dull Blue) เอาใจสาวกออโต้ตระกูล Max Series ซึ่งไหน ๆ สีใหม่ได้เปิดตัวมาแล้ว แอดมินขอพาไปทำความรู้จักกับโมเดลนี้กันซักนิดนึงครับ Nmax 2023 สกู๊ตเตอร์ออโตเมติกสปอร์ตพรีเมียม พร้อมการดีไซน์ที่ให้ความสปอร์ต เท่ ดุดัน ตามต้นฉบับรถตระกูล Max Series เริ่มด้วยระบบส่องสว่างรอบคัน Full LED ทั้งหมด ไฟหน้าแยกเป็นสองชั้น พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ รวมถึงไฟเลี้ยวบิลต์อินอยู่ในตัวแฟริ่ง และไฟท้ายออกแบบออกมาได้สวยงาม ลงตัวสุด ๆ หน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัล LCD สัญลักษณ์ Y-Connect ถัดต่อมาจะเป็นในส่วนของหน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัล LCD ดีไซน์ทรงสปอร์ต ที่แสดงผลฟังก์ชัน ข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างครบครัน รวมไปถึงสวิตช์เปลี่ยนโหมดที่แฮนด์ ถัดลงมาจะเป็นในส่วนของสวิตช์กดสตาร์ทเครื่องยนต์ และช่องเสียบ USB และช่องของด้านหน้า ในส่วนของคอนโทรลกลางนั้น มีที่พักเท้าขนาดกว้าง ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับตำแหน่งการวางเท้าได้สบาย ๆ พร้อมกับเบาะดีไซน์ออกแบบมาชิ้นเดียวขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถนั่งได้สบายทั้งผู้ขับขี่และคนซ้อน พร้อมช่องเก็บใต้เบาะขนาดใหญ่ ใส่หมวกกันน็อกเต็มใบได้ ด้านขุมพลังเครื่องยนต์รุ่นนี้ เป็นเครื่องยนต์บลูคอร์ 1 สูบ 155 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVA ตอบสนองทุกแรงบิดทั้งรอบต่ำและรอบสูง ทันใจทั้งออกตัว เร่งแซงขึ้นเนินและเข้าโค้ง พร้อมถังน้ำมันขนาด 7.1 ลิตร พร้อมกับระบบช่วงล่าง โช้คหน้าเทเลสโคปิก โช้คหลังยูนิตสวิง ระบบเบรกกับดิสก์เบรก หน้า-หลัง พร้อมระบบเบรก ABS ล้อแม็ก 13 นิ้ว ยางหน้า 110/70 ยางหลัง 130/70 สำหรับเทคโนโลยีในโมเดลนี้ มองรวม ๆ แล้วถือว่าเยอะเลยทีเดียว เริ่มด้วยระบบไฟส่องสว่าง Full LED รอบคัน หน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัล LCD ระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ Stop & Start System พร้อมระบบ SMART MOTOR GENERATOR ช่วยให้สตาร์ทเครื่องยนต์ได้เร็วยิ่งขึ้น ระบบเบรก ABS ช่องชาร์จไฟ USB และแอปพลิเคชัน Y-Connect เชื่อมต่อข้อมูลรถจักรยานยนต์ผ่านสมาร์ทโฟน เสริมความสะดวกสบายในการขับขี่ได้อีกด้วย สำหรับรุ่นนี้เปิดราคาแนะนำอยู่ที่ 95,000 บาทพร้อมรับประกัน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร ถือว่าคุ้มค่าสุด ๆ กับสมรรถนะเครื่องยนต์ ช่วงล่างและฟีเจอร์ของโมเดลรุ่นนี้ หากใครที่สนใจ สามารถรับชมคันจริงได้ที่ศูนย์บริการ ยามาฮ่า สแควร์ ทุกสาขาทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha SR400 ราคา สเปค เรโทรไบค์พิกัด 400 ซีซี Yamaha SR400 รถโมเดลคลาสาสิกจากค่ายยามาฮ่า มาพร้อมกับการดีไซน์ย้อนยุค เอกลักษณ์ด้วยไฟทรงกลม เรือนไมล์อนาล็อก ถังน้ำมันทรงหยดน้ำ เสริมขุมพลังแบบสูบเดียวขนาด 399 ซีซี ที่ตอบโจทย์การขับขี่อย่างมีสไตล์ ราคาแนะนำ 285,000 บาท ไฟหน้าทรงกลมขนาดใหญ่ ท่อชุปโครเมี่ยม เครื่องยนต์คลาสสิกสูบเดียวลูกโต ขนาด 399 ซีซี เรือนไมล์อนาล็อก Yamaha SR400 สเปค ข้อมูล และรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 399 ซีซี แรงม้า (เคลม) 23.2 แรงม้าที่ 6,500 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 27.4 นิวตันเมตรที่ 3,000 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว SOHC 2 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 87.0 x 67.2 มม. อัตราส่วนการอัด 8.5 : 1 ระบบเกียร์ 5 สปีด ระบบจุดระเบิด TCI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทเท้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 90/100-18 ล้อซี่ลวดแบบใช้ยางใน ยางหลัง 110/90-18 ล้อซี่ลวดแบบใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คคู่ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 298 มม. เบรกหลัง ดรัมเบรก กว้าง X ยาว X สูง 750 x 2,085 x 1,095 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,410 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 130 มม. ความสูงเบาะ 785 มม. น้ำหนักรถ 174 กก. ความจุถังน้ำมัน 12 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น Yamaha SR400 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 390 Adventure X รุ่นเสริมเอาใจคนงบน้อย KTM 390 Adventure X เพิ่งเปิดตัวมาใหม่ที่ประเทศอินเดีย หลังจากที่รุ่นไร้รหัส X ต่อท้ายนั้นทำตลาดมาแล้วหลายปี ซึ่งแม้ว่าจะเป็นรถไซส์เล็กและกำลังอาจจะไม่มาก แต่มันก็ได้ชื่อว่าเป็นรถแอดเวนเจอร์ที่ดี นักบิดที่ได้ลองขับขี่ต่างก็ประทับใจเรื่องความคล่องตัว การควบคุม และความสามารถในการบุกตะลุย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับราคาที่เป็นมิตรมากกว่ารุ่นใหญ่ ๆ อย่างไรก็ดีโมเดลรหัสเอ็กซ์ที่ว่านี้ดูเหมือนว่าจะเป็นรุ่นเสริมที่เปิดตัวมาเอาใจคนงบน้อยให้มีโอกาสได้ลองรถเจ๋ง ๆ ดูบ้าง ไอ้เจ้ารหัสเสริม X ที่ว่านี้ยังคงมีพื้นฐานหลาย ๆ จุดร่วมกันกับรุ่นปกติ ซึ่งถ้ามองจากภายนอกผ่านไม่ต่างอะไรกันเลย โดยจะไปแตกต่างกันในส่วนของระบบกันสะเทือน หน้าจอแสดงผลและเทคโนโลยีอื่น ๆ แทน ซึ่งตัวระบบกันสะเทือนนั้นจะได้เกรดต่ำลงมา แต่จะเป็นที่ส่วนของโช้คหน้าเท่านั้น โดยจะได้เป็นโช้คหน้าหัวกลับเช่นเดิม แต่เป็นคนละรุ่น เป็น WP APEX Big-Piston Fork ขนาด 43 ม.ม. ส่วนโช้คหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยว WP APEX ที่สามารถปรับพรีโหลดได้ 10 ระดับ ในเรื่องของหน้าจอแสดงผลนั้นก็จะเปลี่ยนมาใช้จอ LCD แทนหน้าจอ TFT ซึ่งก็จะช่วยให้ราคาของรถถูกลงอีก และในส่วนสุดท้ายที่แตกต่างคือเทคโนโลยีที่หายไปเยอะเลยทีเดียว โดยจะเหลือแค่ระบบเบรก ABS แบบ Offroad สลิปเปอร์คลัตช์ และช่องจ่าย USB เท่านั้น จากเดิมที่มีทั้งแทร็คชันคอนโทรล โหมดการขับขี่ ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ คันเร่งไฟฟ้า และควิกชิฟเตอร์ ซึ่งถ้าไม่คิดอะไรมากระบบต่างที่หายไปก็ถือว่าไม่ได้จำเป็นอะไรมากนัก ซึ่งไม่ได้จำเป็นกับการขับขี่แบบแอดเวนเจอร์มากนัก แต่ถ้ามีไว้ก็ดีกว่าอีกนั่นแหละครับ ส่วนในจุดอื่น ๆ ยังคงเดิม ไม่ว่าจะเป็นขุมพลังสูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 373.27 ซีซีที่ให้แรงม้าสูงสุดที่ 43.5 แรงม้าที่ 9,000 รอบและแรงบิด 37 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ระบบเบรกแบบดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังเช่นเดิม สุดท้ายนี้ราคาก็จะตกลงมาอยู่ที่ 280,000 รูปี หรือราว ๆ 117,000 บาท ประหยัดกว่าเดิม 57,000 รูปีหรือราว ๆ 24,000 บาทเลยทีเดียว งานนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นรุ่นสำหรับคนที่มีงบจำกัดแต่ก็อยากได้แอดเวนเจอร์ไบค์ที่มีกำลังโอเค ความคล่องตัวที่ดีจากน้ำหนักที่เบา ก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียวครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Lexmoto SRT 125 สกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กสำหรับคนเมือง และนี่คือสกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กคันใหม่ที่ชื่อว่า Lexmoto SRT 125 จากแบรนด์สัญชาติจีนที่เชี่ยวชาญเรื่องรถพิกัดเล็ก ๆ แบบนี้ โดยผ่านมาตรฐาน Euro5 และสนนราคาก็แค่ราว ๆ 93,000 บาท (ราคาคำนวณจากเงินปอนด์) สำหรับดีไซน์ของเจ้าคันนี้ก็ถือว่าทำออกมาได้ดี มีกลิ่นอายของความเป็นสปอร์ต ตัวรถมีมิติที่ปราดเปรียวมาพร้อมเครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 124 ซีซี ที่มีกำลังสูงถึง 8.6 แรงม้าที่ 7,500 รอบ โดยมีถังน้ำมันจุได้ถึง 6 ลิตร และแน่นอนว่าขับขี่ง่ายขี่สะดวกเพียงแค่บิดก็พร้อมทะยาน ซึ่งเคลมมาว่าสามารถทำความเร็วสูงสุดที่ 105 กม./ชม. ฟังดูอาจจะเวอร์ไป แต่มันไม่แปลกเลยหากคุณรู้ตัวเลขน้ำหนักซึ่งรถนั้นหนักเพียง 115 กิโลกรัมเท่านั้น มาดูกันต่อที่ด้านหน้าจะมีโช้คอัพแบบเทเลสโคปิก ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คหลังคู่ ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนล้อจะเป็นขนาด 13 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และแน่นอนว่าจุดเด่นของสกู๊ตเตอร์คือการมีช่องเก็บของใต้เบาะ ซึ่งมีขนาดใหญ่พอสมควร เพียงพอต่อการใส่ข้าวของจำเป็น แม้ว่าทางค่ายจะไม่ได้ระบุว่าจุกี่ลิตรก็ตาม สุดท้ายนี้ตัวรถมีให้เลือก 2 เฉดสี โดยจะมีสีแดงกับเทา และสีเหลืองสะท้อนแสงกับเทา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bonneville T120 Black DGR Limited Edition รุ่นพิเศษสำหรับลูกผู้ชายแท้ ๆ เมื่อราวต้นเดือนที่ผ่านมาทางค่ายรถเมืองผู้ดีอย่าง Triumph ก็ได้ฤกษ์เฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีของการร่วมเป็นผู้สนับสนุนในกิจกรรม The Distinguished Gentlemen’s Ride (DGR) ซึ่งเป็นกิจกรรมขับขี่รถเพื่อการรณรงค์เพื่อให้ตระหนักถึงโรคร้ายอย่างมะเร็งอัณฑะของเหล่าลูกผู้ชายและยังมีการบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนองค์กรที่ทำงานในด้านนี้ ด้วยการเปิดตัว ที่แน่นอนว่ามีจำนวนจำกัด โดยจะจำหน่ายแค่เพียง 250 คันเท่านั้น สำหรับโมเดลสุดพิเศษนี้โดดเด่นสะดุดตาด้วยการตกแต่งภายนอกอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ไม่มีการปรับแต่งในส่วนภายใน โดยตัวรถจะมาในเฉดสีดำเมทัลลิคตัดกับสีขาว พร้อมกับการใส่โลโก้ The Distinguished Gentlemen’s Ride บนถังน้ำมันและด้านข้างตัวรถและเสริมความหรูหราลงตัวด้วยเส้นสายสีทอง เติมเอกลักษณ์อีกจุดด้วยเบาะนั่งหนังสีน้ำตาลธรรมชาติได้กลิ่นอายความวินเทจมากยิ่งขึ้น และสุดท้ายแต่ละคันจะมีเลขนัมเบอร์รถของตัวเองและเซอร์ติฟิเคตหรือเอกสารรับรองว่าเป็นของแท้ ทั้งนี้หมายเลข 001 จะเป็นของผู้ที่สามารถระดมทุนได้มากที่สุดสำหรับงานขับขี่ของลูกผู้ชายในปี 2023 นี้ ส่วนเรื่องของพื้นฐานเครื่องยนต์ก็จะยังคงเดิมอย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้น โดยจะเป็นเครื่องไฮทอร์ค 2 สูบเรียงขนาด 1,200 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งให้กำลังแรงม้าที่ 80 แรงม้าที่ 6,550 รอบ และให้แรงบิดสูงที่ 105 นิวตันเมตรที่รอบต่ำเพียง 3,500 รอบ สมชื่อจริง ๆ นอกจากนี้ยังทนทานจนต้องไปเช็คระยะใหญ่กันทุก ๆ 16,000 กิโลเมตรกันเลยทีเดียว ขณะที่ช่วงล่างก็จะมาพร้อมโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว คาลิเปอร์เบรก Nissin 2 ลูกสูบ แน่นอนว่ามี ABS มาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ปิดท้ายด้วยเรื่องของล้อและยางจะเป็นล้อซี่ลวดอลูมิเนียมรัดด้วยยางขนาด 100/90 – 18 และ 150/70 – R17 หน้าหลังตามลำดับ สุดท้ายนี้ราคาแนะนำจะอยู่ที่ราว ๆ 465,000 บาทโดยประมาณ งานนี้ใครเป็นสาวกรถจากแดนผู้ดีและชื่นชอบในกิจกรรมนี้ก็ควรมีเจ้าคันนี้ไว้สะสมจริง ๆ นะเออ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Lead 4 วาล์ว เครื่อง eSP+ แต่งยังไงให้แรง นับว่าเป็นกระแสรถจิ้งหลีดที่กำลังร้อนแรงสุด ๆ ในตอนนี้ กับรถจักรยานยนต์ Honda Lead 125 4 วาล์ว สกู๊ตเตอร์ออโตเมติกรุ่นแรกในพิกัด 125 ซีซี กับสุดยอดเครื่อง eSP+ 4 วาล์ว เทคโนโลยีความแรงใหม่ล่าสุดจากทาง Honda นำมาปรับแต่งเครื่องยนต์ให้มีประสิทธิภาพ ขับขี่สนุก มันส์ เทียบกับรถรุ่นใหญ่ได้เลยทีเดียว หลังจากเกิดกระแสไม่นาน ทาง SuperBike Thailand ก็ไม่นิ่งรอช้า เดินทางมาเยือนถึงถิ่น TSP Motorsport สำนักแต่งรถที่เรียกได้ว่า ฮอตที่สุดกับการโมดิฟายรถจิ้งหลีด 4 วาล์ว มากที่สุดอันดับต้นของประเทศ และขึ้นชื่อสำหรับการทำรถเล็กสเปคซิ่ง งบไม่แพง ทำเครื่องแล้วขี่สนุกขึ้นแบบทันตาทีเดียว และในโอกาสนี้ เราจะมาสัมภาษณ์คุณธีรพล สุศิลาภรณ์ หรือคุณตุ้ม เจ้าของสำนักแต่ง T-Speed ตัวเป็น ๆ ที่จับหลัก จับทาง รถโมเดลรุ่นนี้ได้ว่า ควรปรับเพิ่มอะไร แต่งเพิ่มตรงไหน ที่ทำให้แรงได้ขนาดนี้ พร้อมกับนำรถมาแต่งให้ดูกันเห็น ๆ ว่าโมดิฟายแล้ว จะแรงแค่ไหน มีสเต็ปอะไรบ้าง ไปติดตามดูกันครับ พูดถึงกระแสรถ Honda Lead 125 กันซักนิด อยู่ดี ๆ มาได้อย่างไร เต็มอู่ขนาดนี้ ? ตอนแรกไม่ได้คาดหวัง กับการโมดิฟายรุ่นนี้อยู่ในหัวเลย บังเอิญลูกน้องช่างที่อู่ ได้ชักชวนให้ซื้อรุ่นนี้มาอยู่ซักระยะหนึ่ง ก็เลยจัดนำมาปรับแต่ง และด้วยประสบการณ์การแต่งรถ โมดิฟายเครื่องยนต์รถรุ่นเล็กมาหลายรุ่น หลังจากโมดิฟาย ปรับแต่ง และรีแมพรอบเครื่องยนต์แล้ว ซึ่งสามารถทำความเร็วได้สูงสุดมากกว่า 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งถือว่าค่อนข้างตกใจ สำหรับโมเดลพิกัด 125 ซีซี ที่รีดประสิทธิภาพออกมาได้ดีขนาดนี้ หรืออาจจะเป็นเพราะด้วยเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์วในโมเดลนี้ด้วยครับ หลังจากปรับแต่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงนำไปเทสความเร็วเทียบกับรุ่นอื่น ๆ ในสนามแข่ง ปรากฎว่าผลลัพธ์ออกมาได้ดีเลยทีเดียว และผู้คนเริ่มหันมาสนใจในโมเดลนี้กันมากขึ้น หลังจากกระแสหลีด 4 วาล์วเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ก็มีลูกค้าส่งรถมาให้เราทำเยอะขึ้นเช่นเดียวกัน แค่นั้นยังไม่พอลูกค้าบางท่านใจปล้ำ ถอยรถออกมาแล้ว ส่งมาให้เราทำเลยก็มี สำหรับเหตุการณ์ที่พีคสุด ๆ คือในช่วงเวลาหนึ่งอาทิตย์ เราโมดิฟาย Lead 4 วาล์ว เยอะที่สุดถึง 100 คันเลยในช่วงนั้น ซึ่งถือว่ากระแสรถจิ้งหรีดกำลังมาแรงเลยทีเดียวครับ สำหรับเครื่องยนต์ eSP+ และ Piston Oil Jet มีส่วนไหมที่ทำให้ Honda Lead 4 วาล์ว นั้นแรงยิ่งขึ้น ? สำหรับเครื่องยนต์ และเทคโนโลยี eSP+ รุ่นนี้ มีส่วนช่วยได้มากครับ ทั้งกระบอกสูบที่กว้างขึ้น ก้านสูบขนาดใหญ่และเพลาข้อเหวี่ยงใหม่ ทั้งยังมีการนำเพลาบาลานซ์เซอร์ (เทคโนโลยีที่ใช้ใน Honda Goldwing) มาช่วยลดการสั่นในเครื่องยนต์รุ่นนี้อีกด้วย รวมไปถึงเทคโนโลยี Piston Oil Jet ที่ทำให้เครื่องยนต์ลื่นขึ้นด้วย ระบบฉีดน้ำมันหล่อลื่นใต้ลูกสูบ สามารถแก้ไขปัญหาในเรื่องของลูกสูบติดในช่วงเครื่องยนต์ฮีทหรือร้อนจัด ๆ ได้เป็นอย่างดี และเป็นเรื่องที่ดี ที่ทางค่าย Honda ออกแบบโมเดลรถมาได้ตอบโจทย์ ซึ่งถือว่าเป็นคาแรคเตอร์ตัวรถเลย ก็คือถ้ายิ่งเร่งรอบขึ้นไป แรงม้าจะเพิ่มขึ้นแบบทันที ไม่ต้องรีดนาน สเต็ปการแต่งรถ มีกี่สเต็ป อะไรบ้าง สำหรับโมเดลนี้ เดิม ๆ วิ่งความเร็วได้ไม่เกิน 110 กม/ชม. ถือว่าค่อนข้างอืดพอสมควร ฉะนั้น สเต็ปแรก (ชุดจมหน้าไมล์) ทำเลยก็คือ ปรับองศาชาม ไล่น้ำหนักเม็ด ปรับแต่งให้รถออกมาให้มีแรงต้นที่ดีก่อน พอรอบต้นได้ รอบกลางได้ ทีนี้มาทำรอบปลาย ปรับองศาชามให้ได้รอบตามที่วางเป้าไว้ เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้ สำหรับความเร็วที่ทำได้ ของการแต่งสเตปเริ่มต้น คือ 135 – 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สเต็ป 2 (ชุดลูกเดิม ข้างโอเพ่น แคมป์) พอไล่รถให้ความเร็วจมหน้าไมล์แล้ว เราก็เริ่มอัพสเต็ปมาเป็นการทำ ข้างโอเพ่น