SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
หลีดสีใหม่! 2026 New Honda LEAD125

ไทยฮอนด้าเปิดตัว New Honda LEAD125 รุ่นปี 2026 รถสกู๊ตเตอร์อเนกประสงค์ยอดฮิต เพิ่มระบบเบรก ABS และดีไซน์ใหม่พรีเมียมมินิมอล พร้อมช่องเก็บของ 37 ลิตร ราคาเริ่ม 6.2 หมื่นบาท

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Ducati Panigale V4S 2025 สเปค ต่างจากรุ่น V4 อย่างไร เทียบให้ดู

Ducati Panigale V4S 2025 สเปค ต่างจากรุ่น V4 อย่างไรบ้าง ? เดินทางมาถึงในเจนเนอเรชันที่ 7 แล้ว สำหรับซูเปอร์ไบค์ระดับตำนาน อย่าง Ducati Panigale โดยครั้งนี้เราจะมาเทียบความต่างทั้ง 2 รุ่นที่พึ่งเปิดตัวใหม่ล่าสุดอย่าง Ducati Panigale V4S 2025 สเปค กับรุ่น Panigale V4 2025 จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง ? เทียบความต่าง ระหว่าง Panigale V4S และ Panigale V4 2025 Ducati Panigale V4 Ducati Panigale V4S เครื่องยนต์ เครื่อง Desmosedici Stradale 90 องศา V4 ระบบวาล์ว Desmodromic 4 วาล์วต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ เครื่อง Desmosedici Stradale 90 องศา V4 ระบบวาล์ว Desmodromic 4 วาล์วต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,103 ซีซี 1,103 ซีซี แรงม้า (เคลม) 216 แรงม้าที่ 13,500 รอบ/นาที 216 แรงม้าที่ 13,500 รอบ/นาที แรงบิด (เคลม) 120.9 นิวตันเมตรที่ 11,250 รอบ/นาที 120.9 นิวตันเมตรที่ 11,250 รอบ/นาที ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 81 x 53.5 มม. 81 x 53.5 มม. อัตราส่วนการอัด 14.0: 1 14.0: 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมระบบควิกชิฟเตอร์ 6 สปีด พร้อมระบบควิกชิฟเตอร์ ระบบจุดระเบิด ดิจิทัล ดิจิทัล ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ โซ่ ความจุถังน้ำมัน 17 ลิตร 17 ลิตร เฟรม เพอริมิเตอร์เฟรม เพอริมิเตอร์เฟรม ขนาดล้อและยางหน้า ล้ออัลลอยด์น้ำหนักเบา 5 ก้าน พร้อมยาง Pirelli Diablo Supercorsa SP-V4 120/70-ZR17 ล้ออลูมิเนียมฟอร์จ 5 ก้าน พร้อมยาง Pirelli Diablo Supercorsa 120/70-ZR17 ขนาดล้อและยางหลัง ล้ออัลลอยด์น้ำหนักเบา 5 ก้าน พร้อมยาง Pirelli Diablo Supercorsa SP-V4 200/60-ZR17 ล้ออลูมิเนียมฟอร์จ 5 ก้าน พร้อมยาง Pirelli Diablo Supercorsa SP-V4 200/60-ZR17 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้ค Showa Big Piston Fork (BPF) ขนาดแกน 43 มม. สามารถปรับแต่งได้ โช้คหัวกลับ Öhlins NPX 25/30 (SV) สามารถปรับแต่งได้ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยว Showa พร้อมกันสะบัด Sachs ปรับสามารถปรับแต่งได้ด้วยระบบไฟฟ้า ร่วมกับสวิงอาร์มคู่อลูมิเนียมแบบกลวง โช้คหลังเดี่ยว Öhlins TTX36

2025 Suzuki V-Strom 650 ลุยเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือสีใหม่

2025 Suzuki V-Strom 650   เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับรถจักรยานยนต์สายแอดเวนเจอร์ได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่นพี่ Suzuki DR-Big อย่าง 2025 Suzuki V-Strom 650 ที่ขนมาทั้ง V-Strom 650, 650XT และ 650XT Adventure โดยรุ่นนี้มีความโดดเด่นในการดีไซน์ สะดุดตาทุกมุมมอง มาพร้อมกับเครื่องยนต์ และเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อทำให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น สามารถขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะขับขี่เดินทางไปท่องเที่ยว หรือขับไปทำงาน ก็ตอบโจทย์เหล่าไบค์เกอร์สายลุยอย่างลงตัว โดยเจ้า Suzuki V-Strom 650 มาพร้อมกับเครื่องยนต์สองสูบ V-twin 90 องศา มีปริมาตรกระบอกสูบอยู่ที่ 645 ซีซี พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ โดยมีพละกำลัง 66.2 แรงม้าที่ 8,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 62 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ/นาที  ที่สำคัญในทุกรุ่นย่อยให้ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คอัพหน้าแบบเทเลสโกปิก ระบบเบรกด้านหน้าเป็นแบบ ดิสก์เบรกคู่ พร้อมคาลิเปอร์เบรก 2 พอตขนาด 310 มม.มาพร้อมระบบ ABS  ระบบกันสะเทือนด้านหลัง จะให้มาเป็นโช้คอัพเดี่ยวแบบ Link Type, Oil Damped พร้อมคอยล์สปริง ปรับระดับได้ และระบบเบรกด้านหลังเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมคาลิเปอร์เบรก 1 พอตขนาด 260 มม. มาพร้อมระบบ ABS  ในส่วนของเทคโนโลยี และระบบความปลอดภัย ทางซูซูกิไม่ได้ให้เพียงแค่ระบบความปลอดภัย ABS ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรคกระทันหัน แต่ยังก็ยังมี Suzuki’s Advanced Traction Control System หรือระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และยังมีระบบ LOW RPM ASSIST ช่วยเร่งรอบเครื่องยนต์ขณะรถออกตัว ซึ่งเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยต่าง ๆ ที่ให้มา ก็เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้รับประสบการณ์ที่ดีมากยิ่งขึ้น  หน้าจอกลางของรุ่นนี้มีความผสมความเป็นอนาล็อก และดิจิตอลเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยมีมาตรวัดความเร็วรอบเครื่องยนต์แบบอนาล็อก ในส่วนของตำแหน่งบอกความเร็ว ตำแหน่งเกียร์ และโหมดการเลือกระบบ Traction control จะเป็นแบบดิจิตอล และด้านข้างมีช่องจ่ายไฟแบบ DC Outlet เพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่ไปอีกขั้นด้วยช่องจ่ายไฟสำรองขนาด 12 โวลต์รองรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกรูปแบบ Suzuki V-Strom 650 มาในโทนสี Glass Sparkle Black เช่นเดียวกับตัว V-Strom 650 Adventure แต่จะมาเป็นล้อแม็กขนาดล้อขอบ 19 นิ้วพร้อมยางแบบ Tubeless ขนาด 110/80 และล้อหลังขอบ 17 นิ้วพร้อมยางแบบ Tubeless ขนาด 150/70 โดยในรุ่นเริ่มต้นนี้จะไม่มีแฮนด์การ์ด และฝาครอบเครื่องยนต์ด้านล่าง ราคารุ่นย่อย Suzuki V-Strom 650 มีราคาอยู่ที่ $9,299 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยราว ๆ 314,000 บาท Suzuki V-Strom 650XT มาในโทนสี Pearl Vigor Blue / Pearl Brilliant White บนขอบล้ออลูมิเนียมอโนไดซ์สีน้ำเงินบนล้อแบบซี่ล้อขอบ 19 นิ้วขนาด 110/80 รัดด้วยยางแบบ Tubeless และล้อหลังขอบ 17 นิ้วขนาด 150/70 รัดด้วยยางแบบ Tubeless แต่ในรุ่นนี้จะมีเพิ่มในส่วนของแฮนด์การ์ด และฝาครอบเครื่องยนต์ด้านล่างเพื่อป้องกันการกระแทก  ราคารุ่นย่อย Suzuki V-Strom 650XT มีราคาอยู่ที่ $9,799 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยราว ๆ 331,000 บาท Suzuki V-Strom 650XT Adventure มาพร้อมโทนสี Glass Sparkle Black มาพร้อมวงล้ออะลูมิเนียมชุบอโนไดซ์สีทองบนล้อแบบซี่ลวด ขอบ 19 นิ้วขนาด

CFMoto 500SR Voom กัปตันเคโรโระมาพร้อมออปชั่นเพียบ

CFMoto 500SR Voom กัปตันเคโรโระมาพร้อมออปชั่นเพียบ CFMoto 500SR VOOM รถจักรยานยนต์สปอร์ตไบค์หน้าตาคล้ายกับสิบโทเคโรโระ ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 500 ซีซี 4 สูบเรียง อีกทั้งยังมอบสมรรถนะอันเร้าใจพร้อมการรองรับระบบ แรมแอร์ทำให้มีกำลังสูงสุดถึง 81.8 แรงม้า จะขี่ชิล ๆ ในวันสบาย ๆ หรือเร่งแซงในวันที่เร่งรีบก็ทำได้อย่างไม่มีปัญหา และไม่เพียงแค่เครื่องยนต์ หรือระบบส่งกำลังที่มีความน่าสนใจ แต่ระบบต่าง ๆ ของคันนี้ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน    ดิสก์เบรกคู่ขนาด 300มม.พร้อมกับคาลิปเปอร์เบรก 4 พอตที่มาพร้อมกับระบบ ABS หน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว แสดงผลชัดเจน และข้อมูลการขับขี่อย่างครบถ้วน  เครื่องยนต์ขนาด 500 ซีซี 4 สูบเรียงอีกทั้งยังมอบสมรรถนะอันเร้าใจ พร้อมการรองรับระบบแรมแอร์ทำให้มีพละกำลังสูงสุดถึง 81.8 แรงม้า ระบบไฟแบบ Full LED รอบคัน สว่างชัดทั้งกลางวัน และกลางคืน   CFMoto 500SR VOOM สเปค และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 499 ซีซี แรงม้า (เคลม) 77 แรงม้าที่ 12,500 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 49 นิวตันเมตรที่ 10,000 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 63 มม. x 40.1 มม. อัตราส่วนการอัด 12:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท ไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน พร้อมระบบสลิปเปอร์คลัตซ์ ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ขนาดล้อ และยางหน้า 120/70 R-17 ขนาดล้อ และยางหลัง 160/60 R-17 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับขนาดแกน 41 มม. พร้อมระบบการยุบตัว คืนตัว และสปริงพรีโหลดแบบปรับได้ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คหลังเดี่ยว ปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ขนาด 300 มม. พร้อมปั้มเบรก 4 พอต เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 มม. พร้อมปั้มเบรก 1 พอต กว้าง X ยาว X สูง 730 x 2,010 x 1,115 มม. ระยะฐานล้อ 1,395 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 140 มม. ความสูงเบาะ 795 มม. น้ำหนักรถ 194 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 15.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน หน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ ระบบ TCS ป้องกันรถไถลขณะเบรกกระทันหัน ช่องจ่ายไฟ USB-C และ USB-A Emergency Stop Signal (ESS) คือ สัญญาณไฟกระพริบฉุกเฉินอัตโนมัติ เมื่อมีการเบรกกะทันหัน   สีสันที่วางจำหน่าย Zephyr Blue Nebula White   ราคาค่าตัวอย่างเป็นทางการของเจ้า 500SR VOOM ที่วางขายที่ประเทศจีนอยู่ที่

Vespa รุ่นพิเศษ “Monaco Edition” สำหรับเวสปิสตี้ติดแกลม

Vespa Elettrica Monaco Edition สำนักแต่งรถชื่อดังจากประเทศเยอรมนีอย่าง Mansory ที่ผลิตชุดแต่งระดับไฮเอนด์ออกมาใส่กับรถยนต์แบรนด์ดังมากมาย อาทิ Rolls-Royce Cullinan, Lamborghini Urus, Mercedes-AMG G-Class และ Bentley Bentayga โดยครั้งนี้สำนักแต่งรถชื่อดังได้นำรถจักยานยนต์เวสป้าที่เป็นโมเดลไฟฟ้าอย่าง Vespa Elettrica มาทำการปรับปรุงใหม่เป็น vespa elettrica Monaco Edition ซึ่งมีจำนวนจำกัดเพียง 99 คันทั่วโลกเท่านั้น   โดยแนวคิดของ Mansory ที่นำ Vespa Elettrica มาใส่ชุดแต่ง มาจากแนวคิดที่ต้องการนำเสนอสกู๊ตเตอร์ที่เน้นความคล่องตัว มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และให้อารมณ์มีความกลมกลืนกับธรรมชาติ แต่ก็แฝงไปด้วยความทันสมัย  ซึ่ง Mansory เท่านั้นที่จะมอบให้ได้ เพื่อรถคันนี้ให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น Mansory จึงได้นำมาตกแต่งด้วยสีประจำชาติของโมนาโก ทำให้มีสีแดงและสีขาวที่ดูสปอร์ต โฉบเฉี่ยว นอกจากนี้ รถเวสป้าคันนี้ยังใส่วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์อีกมากมาย รวมถึงบังโคลนและแผงข้าง และสุดท้ายคือเบาะหนังเย็บไขว้พร้อมกับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ มากมายที่มีโลโก้ Mansory เพื่อเพิ่มความพรีเมียม และในส่วนของเครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์เดิมจากทางเวสป้า มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 5 แรงม้า 200 นิวตันเมตร ที่ติดตั้งไว้ด้านหลัง ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 70 กม./ชม. (45 ไมล์ต่อชั่วโมง) โหมดการขับขี่แบบ Eco และ Power สามารถเดินทางได้ไกลถึง 100 กม. (62 ไมล์) ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 4.2 kWh สามารถชาร์จเต็มได้ภายใน 4 ชั่วโมงโดยใช้ปลั๊กไฟขนาด 220V แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยราคาอย่างเป็นทางการออกมาสำหรับเวสป้าในรุ่นพิเศษนี้ แต่ราคาของเจ้า Vespa Elettrica ในเวอร์ชันปกติ อยู่ที่ 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 271,196 บาท และเมื่อรวมกับชุดแต่งของทาง Mansory ราคาอาจจะโดดไปที่ 9,500 ดอลล่าสหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 322,064.25 บาท Vespa Elettrica  Vespa Elettrica Mansory   สำหรับชาวเวสปิสตี้ที่ชื่นชอบในการแต่งเจ้าเวสป้า แล้วอยากให้ดูมีความพรีเมียม ติดแกลมหน่อย ๆ ให้ชุดแต่งของ Mansory เป็นอีกหนึ่งทางเลือก   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2024 BigScooter เทียบสเปค คันไหนคือที่สุด?

2024 BigScooter เทียบสเปค คันไหนคือที่สุด? หลังจากที่มีข่าวลือหลุดออกมากันอย่างหนาหูว่า Honda Forza 750 บิ๊กสกู๊ตเตอร์ระดับเรือธงจากค่ายปีกนกกำลังจะนำมาถูกวางขายในประเทศไทยในปีนี้ ด้วยสเปค และราคาที่น่าสนใจ ศึก 2024 BigScooter ถ้าเข้าไทยมาจะต้องชนกับใครบ้าง ?   ตลาดรถจักรยานยนต์บิ๊กสกู๊ตเตอร์ขนาด 750 ซีซี ที่วางขายในประเทศไทยก็มีตัวเลือกให้ผู้ขับขี่ได้เลือกสรรอยู่หลากหลายแบรนด์ อาทิ Honda X-ADV 750 ที่เปรียบเสมือนเป็นเพื่อนร่วมห้อง หรือจะเป็นทาง TMAX 560 เพื่อนซี้ห้องข้าง ๆ หรือจะจากค่ายใบพัดอย่าง BMW C650 GT ถึงแม้มือหนึ่งจะไม่มีผลิตออกมาแล้ว แต่ก็ยังมีในส่วนของรถมือสองให้ได้ขับขี่กัน หรือจะเป็น Suzuki Burgman 650 ที่มีศักยภาพไม่น้อยหน้า และ Italjet Dragster 700 น้องใหม่ในตลาดนี้ โดยในแต่ละรุ่นก็จะมีจุดเด่นที่น่าสนใจ 2024 BigScooter หากต้องเลือกสักคัน เอาคันไหนดี? สำหรับรายละเอียดของรถจักรยานยนต์ทั้ง 6 รุ่น สามารถเข้าไปอ่านได้ที่บทความเดิมก่อนหน้านี้ ซึ่งในบทความนี้จะเปรียบเทียบข้อมูลทางเทคนิคสำคัญที่ควรทราบเท่านั้น เรามาชมตารางเทียบสเปค Honda Forza 750 vs Yamaha TMAX 560 vs Honda X-ADV 750 vs BMW C650 GT vs Suzuki Burgman 650 vs Italjet Dragster 700 แต่ละรุ่นจะมีอะไรโดดเด่นบ้าง  2024 BigScooter  Honda Forza 750 Yamaha TMAX 560 Honda X-ADV 750 BMW C650 GT Suzuki Burgman 650 Italjet Dragster 700 เครื่องยนต์ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำ  ปริมาตรกระบอกสูบ 745 ซีซี 562 ซีซี 745 ซีซี 647 ซีซี  638 ซีซี   692 ซีซี แรงม้า 57.8 แรงม้าที่ 6,750 รอบ/นาที 47 แรงม้าที่ 7,500 รอบ/นาที 57.8 แรงม้า ที่ 6750 รอบ/นาที 60 แรงม้า ที่ 7,750 รอบ/นาที 54 แรงม้า ที่ 7,000 รอบ/นาที 68 แรงม้าที่ 8,500 รอบ/นาที  แรงบิด 69 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบ 55.7 นิวตันเมตร ที่ 5,250 รอบ 69 นิวตันเมตร ที่ 4,750 รอบ 63 นิวตันเมตร ที่ 6,000 รอบ 61.78 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ  70 นิวตันเมตร ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์วต่อสูบ DOHC 4 วาล์วต่อสูบ SOHC 4 วาล์วต่อสูบ DOHC 4 วาล์วต่อสูบ DOHC 4 วาล์วต่อสูบ  DOHC 4

พาชม 5 ถนนสายพระรอง ที่เหล่าไบค์เกอร์ควรไปเช็คอินสักครั้ง

พาชม 5 ถนนสายพระรอง ที่เหล่าไบค์เกอร์ควรไปเช็คอินสักครั้ง มอเตอร์ไซค์ ถนน และความเร็ว สามอย่างนี้เปรียบเป็นสามสิ่งที่อยู่เป็นกลุ่มเดียวกัน มีไบค์เกอร์จำนวนไม่น้อยไม่ที่ชื่นชอบขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกทริปทางไกล เดินทางไปต่างจังหวัด พร้อมกับการชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม หรืออาจจะเป็นไบค์เกอร์ขาลุย ผู้ที่ชื่นชอบความท้าทาย พร้อมลุยกับเส้นทางที่มีความยากลำบาก ฝ่าฟันอุปสรรคนานาชนิด และแน่นอนว่าเขาค้อหรือภูทับเบิกอาจจะเป็นตัวเลือกในใจต้น ๆ ของเหล่าไบค์เกอร์มากมาย หรือโค้งหมายเลข 3 ที่จังหวัดน่าน  แต่ในคอลัมนี้ทางทีมงาน SuperBike Thailand จะขอขอแนะนำกับ พาชม 5 ถนนสายพระรอง ที่เหล่าไบค์เกอร์ควรไปเช็คอินสักครั้ง จะมีถนนเส้นไหนบ้าง ? สะพานเอกชัย จังหวัดพัทลุง  ถนนเส้นแรกขอเริ่มจากจังหวัดทางภาคใต้อย่างจังหวัด พัทลุง กับ สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา หรืออีกชื่อเรียกคือ สะพานเอกชัย โดยสะพานแห่งนี้มีความระยะยาวกว่า 5.5 กิโลเมตร และเป็นสะพานที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ที่ข้ามทะเลสาบเชื่อมการเดินทางระหว่างอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ไปยังอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา โดยทั้งสองข้างทางเป็นความธรรมชาติทั้งสองข้างทาง และยังสามารถมองวิวที่สวยงามได้ไกลจนสุดลูกหูลูกตา เหมาะกับไรเดอร์ที่อยากจะขี่รถชมวิว แบบไม่ต้องผวงเรื่องการเทโค้ง พิกัด : สะพานเอกชัย  (กดเพื่อดูเส้นทาง) ถนนเขาพลายดำ จังหวัดนครศรีธรรมราช ยังคงอยู่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยเส้นทางนี้อยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ทางที่มีชื่อว่าถนนเลียบชายทะเลสิชล-ขนอม หรือถนนเขาพลายดำ ซึ่งระยะทางทั้งหมดของเส้นทางนี้มีระยะทางยาวกว่า 8 กิโลเมตร เป็นถนนเลียบหาด คดโค้งไปมา สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้เขียว แต่ก็มีเรื่องต้องระวังสำหรับถนนเส้นนี้คือสัตว์ป่า เพราะบริเวณนี้เป็นถนนสายอนุรักษ์ทำให้ตลอดเส้นทาง อาจมีสัตว์ป่าหลุดออกมากลางถนนได้ จึงแนะนำว่าสิงห์นักบิดไม่ควรใช้ความเร็วเกินกว่ากำหนด  พิกัด : Viewpoint on Khanom-Sichon Road (กดเพื่อดูเส้นทาง) โค้งเลข 9 ภูเก้าง้อม จังหวัดเลย กระโดดจากภาคใต้มาทางภาคอีสานของประเทศไทยกับจังหวัดเลย กับเส้นทางที่มีชื่อว่า โค้งหมายเลข 9 ภูเก้าง้อม ถนนหมายเลข 2113 เส้นด่านซ้าย-นาแห้ว เป็นเส้นทางที่ลัดเลาะตามภูเขาที่เต็มไปด้วยทางคดเคี้ยวมากมาย น่าจะถูกใจไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบการเข้าโค้ง ที่ไม่ใช่แค่ทางตรงยาว ๆ เพียงอย่างเดียวถ้ามาในช่วงปลายฝน-ต้นหนาวก็จะมีทะเลหมอกในตอนเช้าตรู่ แต่สิ่งสำคัญด้วยความที่เป็นถนนโค้งหักศอกในทางลงเขาจึงมีความอันตรายมาก และไม่มีที่กั้นในสองข้างทาง พิกัด : Phu Kao Ngom (กดเพื่อดูเส้นทาง) ทางหลวง 1148 (ท่าวังผา-เชียงคำ) ขยับจากภาคอีสานมาที่ภาคเหนือของประเทศไทย กับถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1148 (ท่าวังผา-เชียงคำ) เป็นทางหลวงแผ่นดินระหว่าง อำเภอวังผา จังหวัดน่าน ที่เชื่อมต่อกับ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ถนนเส้นนี้มีระยะทาง 113 กิโลเมตร เริ่มต้นจากสามแยกท่าวังผาจุดตัดแผ่นดินหมายเลข 101 อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน สิ้นสุดเส้นทางที่สามแยกเชียงคำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา โดยตลอดเส้นทางมีความคดเคี้ยว และทางสูงชันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเส้นทางนี้น่าจะถูกใจนักบิดขาลุยไม่น้อย พิกัด : Hwy 1148  (กดเพื่อดูเส้นทาง) โค้ง 7 พับ จังหวัดเชียงใหม่ อีกหนึ่งเส้นทางจากภาคเหนือที่น่าจะท้าทายกับเหล่าไบค์เกอร์ไม่มากก็น้อย กับเส้นทางโค้ง 7 พับจังหวัดเชียงใหม่ สำหรับโค้ง 7 พับนี้เป็นเส้นทางจากหางดงไปสู่ม่อนแจ่ม ซึ่งเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่เรียกได้ว่า น้อยแต่ยาก ที่ต้องเรียกแบบนี้เพราะเส้นทางนี้มีจำนวนโค้งที่น้อย และแต่ละโค้งนั้นก็มีลักษณะเป็นโค้งหักศอกมีความอันตรายอยู่พอสมควร (ขอขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ At Samoeng (ที่นี่ สะเมิง) คลิ๊กที่นี่) พิกัด: 7พับ แม่ขนิล เชียงใหม่ (กดเพื่อดูเส้นทาง) ถนนที่สวยงามก็สามารถช่วยเพิ่มอารมณ์ในการขับขี่ให้มีความสุขมากยิ่งขึ้นได้ ถึงอย่างไรก็ควรคำนึงถึงความปลอดภัย และก่อนออกเดินทางทุกครั้งควรเช็ครถจักรยานยนต์คู่ใจให้พร้อมก่อนการเดินทาง เพื่อให้ท่องเที่ยวได้อย่างสนุกแบบไม่สะดุด เอ็นจอยส์ ! สำหรับใครที่อ่านแล้ว แล้วอยากแนะนำถนนสวย ๆ ในประเทศไทย ก็สามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็นร่วมกันได้ มาแชร์กันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ยาง Pirelli ทุบสถิติ Fastest Lap ใน Moto2 และ Moto3 ที่อารากอน

ยาง Pirelli ทุบสถิติ Fastest Lap ใน Moto2 และ Moto3 ที่อารากอน นับตั้งแต่ยาง Pirelli ได้เข้ามามีบทบาทในการเป็นผู้ร่วมสนับสนุนหลักของการแข่งขันชิงแชมป์ความเร็วทางเรียบระดับโลก ในรายการโมโตจีพีรุ่น Moto2 และ Moto 3 ย่อมสร้างความแปลกใจและความเชื่อมั่นให้กับเหล่านักบิดมากมาย ด้วยผลเวลาที่ทำลายสถิติเดิมจากทุกสนามที่ผ่านมา รวมถึงสนามล่าสุดอย่าง AragonGP ที่ประเทศสเปนอีกด้วย กดสถิติด้วยยางสูตรมาตรฐานในรุ่น MOTO 2  สำหรับการแข่งขันรุ่น Moto 2 ด้วยชัยชนะของ Jake Dixon (CFMoto inde Aspar Team/CFMoto) พร้อมที่จะสร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งอีกด้วยการกดเวลาเร็วสุดในรอบการแข่งขัน โดยใช้ยางซอฟท์ Pirelli สูตรมาตรฐาน หน้า SC1 หลัง SC0 กดเวลาเร็วสุด 1’52.597 นาที นับเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณภาพของยางแข่งที่สามารถหาซื้อได้ ขณะเดียวกันนักแข่งส่วนใหญ่ยังคงใช้ยางซอฟท์ หน้า SC1 และยางหลัง SC0 แต่สำหรับ Alonso Lopez (Sync SpeedUp/Boscoscuro) เท่านั้นที่เลือกใช้ยางหน้า SC2 มิเดียม พร้อมยางหลัง SC0 สูตรกำลังพัฒนาอย่าง D0532 พร้อมกันกับนักแข่งอื่น ๆ เช่น Diogo Moreira (Italtrans Racing Team/Kalex), Albert Arenas (QJMOTOR Gresini Moto2™/Kalex), Xavier Artigas (KLINT Forward Factory Team/Forward), Dennis Foggia (Italtrans Racing Team/Kalex) และ Sergio Garcia (MT Helmets – MSI/Boscoscuro) ยางโปรโตไทป์ ซิ่วชัยใน MOTO 3 สำหรับในรุ่น Moto 3 เลือกใช้กับยางโปรโตไทป์อย่าง C1096 เป็นตัวเลือกสำหรับการแข่งขันเมนเรซ ทั้งผู้ชนะอันดับหนึ่งบนโพเดี้ยมอย่าง Jose Antonio Rueda (Red Bull KTM Ajo/KTM) กับการทำเวลาดีที่สุดที่ 2’01.193 นาทีในรอบแข่งขัน ตามมาด้วยอันดับสองอย่าง Colin Veijer (Liqui Moly Husqvarna Intact GP/Husqvarna) ที่เลือกใช้ยางมิเดียม SC2 พร้อมทั้งอันดับ 3 Luca Lunetta (SIC58 Squadra Corse/Honda) กับยางหน้าสูตรมาตรฐาน SC1 และยางหลังโปรโตไทป์ C1096  และด้วยสภาพอากาศฝนตกหนักตลอดทั้งคืนในช่วงก่อนแข่งขัน จึงทำให้นักแข่งส่วนใหญ่เลือกใช้ยางมิเดียม SC2 แต่ทว่าระยะทางยาว เรื่องความทนทานของยางโปรโตไทป์อย่าง C1096 ซึ่งมีคุณสมบัติโครงสร้างแบบแข็ง และย่อมสูญเสียเนื้อยางน้อยกว่า จึงส่งผลให้ผู้เลือกใช้ยางดังกล่าวอย่าง Rueda สามารถพิชิตชัย แถมยังทำลายสถิติเวลาที่ดีที่สุดของสนามแห่งนี้ไปได้อีกด้วย  นับเป็นการทำลายสถิติแบบออลอะราวด์ แถมยังเป็นการเทสไปในตัวเพื่อให้ได้ค่าตัวเลขแม่นยำที่สุด มาพัฒนาสู่ยางใช้งานบนท้องถนนที่หาซื้อได้ในท้องตลาด ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เราขายยางที่เราใช้แข่ง เราแข่งด้วยยางที่เราขาย” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

จากถนน สู่ทะเลทราย คนบ้าขี่ซู ของแทร่!

จากถนน สู่ทะเลทราย คนบ้าขี่ซู ของแทร่! รถจักรยานยนต์ ซูซูกิ ฮายาบูสะ เป็นอีกหนึ่งโมเดลอีกที่ขึ้นแท่นรถมอเตอร์ไซค์ระดับตำนาน กับสมญานาม มอเตอร์ไซค์ที่เร็วที่สุดในโลกในช่วงเวลาหนึ่ง เพราะซูซูกิ ฮายาบูสะ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 1340 ซีซี พร้อมกับพละกำลัง 190 แรงม้า โดยปกติแล้วฮายาบูซะจะโลดแล่นอยู่บนสนามแข่ง หรือไม่ก็ท้องถนน แต่จะเป็นอะไรไหมถ้าอยากให้ตำนานคันนี้เปลี่ยนจากซิ่งในสนามกลายร่างเป็น Hayabusa Off Road เพื่อมาลุยทะเลทรายดูบ้าง เจ้าของยูทูบช่อง Matt Spears ได้จัดการทำสิ่งที่น้อยคนจะทำ หรือแม้แต่ผู้ที่ชื่นชอบในการขับขี่ออฟโรดก็ไม่คิดที่จะทำ นั่นคือการนำ ซูซูกิ ฮายาบูสะ มาจัดการเปลี่ยนร่างเป็น Hayabusa Off Road เกือบทั้งคัน โช้คอัพหน้า-หลัง สวิงอาร์ม ล้อ และยางเอ็นดูโร่ เหลือไว้เพียงแฟริ่ง และเครื่องยนต์ที่ยังคงความเป็นฮายาบูสะเอาไว้  แล้วทำการเปิดคันเร่งซิ่งบนทะเลทราย โดยเขาไม่ได้นำฮายาบูสะมาซิ่งเพียงแค่คันเดียว แต่ยังมีมอเตอร์ไซค์วิบากไฟฟ้ารุ่น STARK VARG 80 แรงม้า มาร่วมจอยความมันส์ ซึ่งเจ้าฮายาบูสะก็สามารถซิ่งได้อย่างไร้ปัญหา เพราะไม่มีอะไรที่ฮายาบูสะทำไม่ได้ และเขาก็ไม่ได้นำมาซิ่งแค่บนทะเลทราย แต่ Matt Spears ก็ยังเคยนำเจ้าฮายาบูสะไปจัดการเปลี่ยนล้อออก แล้วทำการแปลงเกือบยกคัน เหลือไว้เพียงแฟริ่งกับเครื่องยนต์ แล้วติดตั้งตัว CMX Snow bike เพื่อทำการเปลี่ยน ‘พญาเหยี่ยว’ ให้กลายเป็นสโนว์โมบิลมาแล้วอีกด้วย ไม่เพียงแค่ ซูซูกิ ฮายาบูสะ ที่ Matt Spears นำไปบุกตะลุยในทุกพื้นที่ เพราะเขายังเคยนำเจ้าฮอนด้า Goldwing ไปขี่ลุยทราย ขึ้นเขามาแล้ว เรียกว่าใช้รถได้อย่างสมบุกสมบัน หลังจากที่คลิปวิดีโอซิ่งลุยทะเลทรายได้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีคอมเมนต์ต่าง ๆ มากมาย อาทิ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฮายาบูสะยังแซงเจ้าสองคันนั้นได้, ฮายาบูสะบ้าไปแล้ว, ฮายาบูสะยังคงเป็นมอเตอร์ไซค์แนวผจญภัยที่น่าตื่นเต้นที่สุด ฯลฯ หลวงปู่เค็มยังลุยไฟ แล้วทำไม HAYABUSA จะลงทรายไม่ได้ล่ะ ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati museum พาทัวร์ ของแรร์ดูคาติ หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

Ducati museum พาทัวร์ ของแรร์ดูคาติ หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว สำหรับสาวกมอเตอร์ไซค์สัญชาติอิตาลีอย่าง Ducati น่าจะชื่นชอบไม่น้อยกับพิพิธภัณฑ์ของ Ducati museum โดยในพิพิธภัณฑ์ของ Ducati จัดโชว์มอเตอร์ไซค์ของทางค่ายตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์มาจนถึงรุ่นล่าสุดพร้อมประวัติต่าง ๆ นานา สำหรับสาวกดูคาติตัวจริง จะมีอะไรให้ตื่นเต้นบ้างนั้น รับชมไปพร้อม ๆ กันครับ First Engine : UN Piccolo motore เครื่องยนต์รุ่นแรกที่ผลิตขึ้นมามีชื่อว่า UN Picolo motore เครื่องยนต์แบบ 2 จังหวะ มีขนาดของเครื่องยนต์อยู่ที่ 48 ซีซี มีกำลัง 1.5 แรงม้าที่ 5,500 รอบต่อนาที ความเร็วสูงสุดทำได้ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยนำเครื่องยนต์นี้มาติดตั้งลงบนจักรยานครอบครัว หลังจากการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 First Motorcycle : Ducati 60 มอเตอร์ไซค์คันแรกของค่ายดูคาติ มีชื่อว่า Ducati60 (Ducati Sixty) ซึ่งรูปแบบของเจ้ามอเตอร์ไซค์คันนี้ จะยังคงมีรูปแบบคล้ายคลึงกับจักรยานในโมเดลแรกเพียงเล็กน้อย เครื่องยนต์ของ Ducati60 มีขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 59.5 ซีซี มีกำลังอยู่ที่ 2 แรงม้าที่ 4500 รอบต่อนาที โดยสามารถทำความเร็วสูงสุดที่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่เพียงแค่เครื่องยนต์ และมอเตอร์ไซค์คันแรก ดูคาติยังนำรถอีกหนึ่งโมเดลที่น่าสนใจมาจัดโชว์ภายในพิพิธภัณฑ์ ได้แก่ Ducati Siluro 100 Ducati Siluro 100 มีขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 98 ซีซี มีกำลังอยู่ที่ 14 แรงม้าที่ 11,000 รอบต่อนาที ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจของเจ้าคันนี้คือการขับขี่ด้วยระยะทาง 1000 กิโลเมตร โดยใช้เวลาเพียงแค่ 6 ชั่วโมงด้วยการใช้ความเร็วสูงสุดที่ 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 125 Sport ซีซีไม่สูงแต่ยอดนิยม ถัดมาในช่วงปี 1957 ทางดูคาติได้ผลิตรุ่น 125 Sport ซึ่งรถมอเตอร์ไซค์คันนี้ออกแบบโดยวิศวกรที่มีชื่อว่า ฟาบีโอ ตาโญนิ รถจักรยานยนต์คันนี้ได้ใช้เทคโนโลยีจากรถแข่ง Grand Sport “Marianna” โดยมีรายละเอียดสเปกคือ การใช้เครื่องยนต์ขนาด 124.4 ซีซี มีกำลังอยู่ที่ 10 แรงม้าที่ 8500 รอบต่อนาที มีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 112 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้เป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงเวลานั้น First Superbike : 750GT (1971) ในช่วงปี 70 หลังจากที่ประเทศญี่ปุ่นมีการพัฒนาในเรื่องของเครื่องยนต์ขนาด 750 ซีซี ทางดูคาติจึงเริ่มสร้างซูเปอร์ไบค์คันแรกของค่าย ซึ่งมีชื่อรุ่นว่า Ducati 750GT โดยผลิตขึ้นในปี 1971 มีขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 748 ซีซี มีกำลังอยู่ที่ 57 แรงม้าที่ 7700 รอบต่อนาที สามารถทำความเร็วได้ถึง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง Ducati 500 Pantah (1979) ในช่วงปลายยุค 70 Ducati ได้ทำการผลิต 500 Pantah โดยความพิเศษของรถจักรยานยนต์คันนี้ คือการนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด (ในช่วงเวลานั้น) มาทำการผลิต โดยใช้เครื่องยนต์สูบคู่รูปตัว L มีขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 489.9 ซีซี มีกำลังอยู่ที่ 45 แรงม้าที่ 9050 รอบต่อนาที โดยมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง Ducati Monster M900 (1992) อีกหนึ่งรถมอเตอร์ไซค์ทรง Naked Bike (เน็คเก็ต ไบค์) ที่ได้รับความนิยมตลอดกาล อสูรแดงแห่งโบโลญญ่ากับเจ้า Ducati Monster โดยคันที่จัดโชว์ในพิพิธภัณฑ์ได้แก่รุ่น Ducati Monster M900 ในปี 1992 ซึ่งเป็น

2024 MT-09 Y-AMT ต่างจากรุ่น 09 และรุ่น SP อย่างไร

2024 MT-09 Y-AMT ต่างจากรุ่น 09 และรุ่น SP อย่างไร หลังจากเปิดตัวและทดสอบ 2024 MT-09 Y-AMT กันไปแล้ว ย่อมตามมาด้วยคำถามจากสาวก MT Series มากมายว่า เจ้ารุ่นนี้มันต่างจากโฉมที่เปิดตัวมาก่อนหน้านี้อย่าง MT-09 และ MT-09SP อย่างไรบ้าง ในบทความนี้ เราจะพามาเทียบความต่างระหว่างทั้งสามรุ่น เพื่อให้เข้าใจง่ายและเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ก่อนหยิบใบจองมาให้ดูกันครับ เทียบความต่าง ระหว่าง MT-09 Y-AMT  มีอะไรที่ต่างไปจากรุ่น MT-09 และ MT-09SP ? ระบบเกียร์ MT-09 Y-AMT มีระบบเกียร์ใหม่ที่ว่ากันง่ายนั้นคือการที่เราขับขี่ได้โดนไม่ต้องกำคลัตซ์และไม่มีคันเกียร์  แค่ใช้เพียงปลายนิ้วชี้และนิ้วโป้งข้างซ้ายเท่านั้น ทำให้การขับขี่สะดวกสบายขึ้นไปอีกโดยในตัวของ Y-AMT จะมีชุดเกียร์ อัจฉริยะทั้งหมด 2 แบบ นั้นคือ ระบบแมนนวล (MT) และระบบออโตเมติก (AT) โหมดขับขี่  โดยเจ้าระบบ Y-AMT ที่เข้ามาใหม่จะยังคงมีโหมดการขับขี่ SPORT, STREET, RAIN, CUSTOM 1, CUSTOM 2 อยู่แต่จะไม่มีโหมด Track แบบในรุ่น MT-09SP      ตารางเทียบโหมดการขับขี่ของ MT-09 ในแต่ละรุ่น MT-09 MT-09SP MT-09 Y-AMT SPORT • • • STREET • • • RAIN • • • CUSTOM 1 • • • CUSTOM 2 • • • Track • แมนนวล (MT) • ออโตเมติก (AT) •   เทคโนโลยี โดยในตัว MT-09 Y-AMT มี สมาร์ทคีย์ ติดมาให้ที่เหมือนกับตัว MT-09SP แต่จะไม่มีในเรื่องของระบบเบรกด้านหน้าที่เป็น Brembo Stylema โช้คหน้า KYB Premium และ โช้คเดี่ยวของ Ohlins จะไม่ได้ใส่เข้ามาให้ในตัว MT-09 Y-AMT รุ่นนี้ แต่จะให้เป็นโช้คหัวกลับ และโช้คหลังเดี่ยว สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ตามปกติ คือว่าง่าย ๆ จะเหมือนในตัวของ MT-09 เลยต่างกันแค่ สมาร์ทคีย์ ที่ติดตั้งเพิ่มเข้ามาให้ และนอกจากนี้ยังมีโหมดปรับเอ็นจิ้นเบรกอย่าง Engine Brake Management (EBM) และโหมด TRACK ติดมาให้เฉพาะรุ่น SP อีกด้วย สำหรับใครที่กำลัง “ลังเล” อยู่ว่าตัวไหนดี อย่างแรกเลยถามเรื่องของงบประมาณก่อนว่าเราไหวเท่าไหร่ และชอบรุ่นไหน ? ใครอยากไปต่อ MT-09 รุ่นนี้ตอบโจทย์ ถ้า MT-09 ผมก็ว่าพอดีแล้วสำหรับใครที่ชื่นชอบรถ 3 สูบเรียง CP3  รุ่นนี้ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี และสามารถต่อยอดไปได้ (ราคา 447,000 บาท) แต่งครบ..จบที่เดียว แถมมีโหมดแทร็กกิ้ง MT-09 SP  ถ้าอยากเอาจบๆ เลย แนะนำเป็นรุ่น MT-09SP จบแน่นอน พื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกัน แต่อัปเกรดเรื่องของระบบช่วงล่าง เบรก สำหรับรุ่น SP ถือว่าครบเลย เปลี่ยนยางหน่อย ใส่ Pirelli Diablo Supercorsa SP V4 นะ หล่อเลย รวมถึงถอดกระจก แต่งท่อก็คือ..สุด และ ชุดสีเฉพาะรุ่น SP ที่ต้องบอกว่าไม่เหมือนใครอีกด้วย (ราคา 489,000 บาท) ขี่ง่ายขึ้น

DUCATI เตรียมเดบิวต์ครั้งแรก ในรายการ MXGP

DUCATI เตรียมเดบิวต์ครั้งแรก !! พร้อมจารึกในหน้าประวัติศาสตร์แห่งโลกโมโตครอส นับเวลาตั้งตารอคอยที่จะได้เห็นโฉมต้นแบบอย่างเจ้า Ducati Desmo450 MX ลงสนามแข่งโมโตครอสครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากที่ประสบความสำเร็จแล้วมานักต่อนักไม่ว่าจะเป็นประเภทการแข่งขันทางเรียบชิงแชมป์โลก การแข่งขันทางฝุ่นอย่างดาการ์แรลลี่ และนี่อาจเป็นครั้งแรกที่ดูคาติพยายามพิชิตเส้นชัยในเส้นทางโมโตครอส DUCATI เตรียมเข้าสู่โลกของการแข่งขัน MXGP World Championship ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ด้วยการส่งนักบิดแชมป์โลก 9 สมัยอย่าง Tony Cairoli เดบิวต์ลงสู่สนามด้วยโฉมโปรโตไทป์ทางฝุ่นรุ่นแรกของค่ายอย่าง Desmo450 MX ที่สนาม Arnhem ประเทศเนเธอร์แลนด์ ก่อนเข้าสู่รั้วการแข่งขันแบบเต็มฤดูกาลใน MXGP 2025  ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของดูคาติ รวมถึงขั้นตอนสำคัญของการพัฒนาโมเดล ซึ่งจะเข้าร่วมการแข่งขัน MXGP World Championship ในฤดูกาล 2025 ควบคู่กับการผลิตรุ่นโปรดักท์ชันพร้อมกันในเซ็กเมนต์กลุ่มออฟโร้ดของทางค่ายอีกด้วย โดยทางดูคาติ ยังคงมีแผนพัฒนาโฉมต้นแบบเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยสนามในนัดถัดไปจัดขึ้นวันที่ 31 ส.ค. และ 1 ก.ย. นี้ ที่ Castiglione del Lago ซึ่งเป็นสนามที่ 5 ของการแข่งขันชิงแชมป์ที่ประเทศอิตาลี สำหรับแฟน ๆ โมโตครอส เราจะได้เห็นตัวแข่งจากค่ายใหม่ที่ไม่ใหม่ได้มาโลดแล่นในเวทีการแข่งขันโมโตครอสระดับโลกแล้วในอีกไม่นานนี้ แล้วโฉมตัวแข่งจะดุดัน สมกับคำร่ำลือหรือไม่ ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก