
ด่านตรวจจราจร 2569 ในยุคตัดแต้มใบขับขี่ ความโปร่งใสมีจริงไหม หรือเป็นเพียงกลไกการสร้างรายได้ที่ประชาชนต้องแบกรับ
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ด่านตรวจจราจร 2569 ในยุคตัดแต้มใบขับขี่ ความโปร่งใสมีจริงไหม หรือเป็นเพียงกลไกการสร้างรายได้ที่ประชาชนต้องแบกรับ

Zontes 150X 2026 สกู๊ตเตอร์ 150cc ที่เบาที่สุดในโลกด้วยเฟรมอลูมิเนียมชิ้นเดียว แรง 17.7 แรงม้า พร้อมชิลด์ไฟฟ้าและหน้าจอ TFT ล้ำสมัย

ไขข้อสงสัย มอเตอร์ไซค์ห้ามวิ่งเส้นในวิภาวดี ผิดกฎหมายข้อไหน? สรุปเหตุผลด้านความปลอดภัย อัตราโทษปรับล่าสุด และทำไมปี 2569 ถึงเข้มกว่าเดิม

CFMoto 150SC เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว สกู๊ตเตอร์คันแรกจากค่ายมังกรฟ้าเตรียมเปิดตัวแล้วภายใต้ชื่อว่า CFMoto 150SC นับเป็นครั้งแรกของแบรนด์เลยที่บุกเข้าสู่ตลาดสกู๊ตเตอร์ แต่มีการปล่อยข้อมูลเกี่ยวกับตัวรถมาบ้างแล้ว สเปกเป็นยังไงบ้าง ไปส่องกันได้เลย สำหรับสกู๊ตเตอร์คันแรกของทางค่ายคันนี้จะมาในดีไซน์สปอร์ต มีเส้นสายออกไปทางโค้งมน ดูลื่นไหลปราดเปรียวคล่องตัว พร้อมดีเอ็นเอแบบซีเอฟโมโตที่ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ที่มีลักษณะเป็นเส้นยาว ๆ คาดขวางไปตามโคมไฟหน้า เครื่องยนต์จะเป็นเครื่องสูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำแบบ 2 วาล์ว จากทาง Loncin มาพร้อมระบบหัวฉีดไฟฟ้าจาก Bosch ให้กำลังสูงสุดที่ 14.58 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 14.2 นิวตันเมตร ใช้น้ำมันจากังขนาด 8.5 ลิตร อาจจะดูไม่มากแต่ทางค่ายเคลมมาว่าสามารถใช้งานชิลล์ ๆ ได้กว่า 300 กม.เลยทีเดียว แชสซีของโมเดลนี้เลือกใช้เฟรมแบบพิเศษไม่เหมือนสกู๊ตเตอร์ทั่วไป ใช้เฟรมแบบดับเบิ้ลเฮดไปป์ ที่ส่วนกลางและท้ายของเฟรมมีลักษณะแบบเฟรมถักที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับแชสซี ตัวรถจะมีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกและโช้คหลังคู่ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวและคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 110/70-14 และ 130/70-16 เรื่องของความสะดวกสบาย ตัวรถมีช่องเก็บของขนาดใหญ่ถึง 30 ลิตรสามารถใส่หมวกแบบบั๊กเก็ตได้พร้อม ๆ กับสัมภาระอื่น ๆ อีกจำนวนนึง แม้ว่าจะใส่หมวกเต็มใบไม่ได้ก็ตาม แต่สำหรับพิกัดนี้ก็ถือว่ายอมรับได้ ด้านหน้าเองก็จะมีช่องสำหรับใส่ของเช่นกัน โดยสามารถใส่น้ำขนาด 500 มล. ได้ หรือจะใส่ถุงมือ หรือมือถือที่มีขนาดหน้าจอไม่เกิน 6 นิ้วก็ได้เช่นกัน รวมไปถึงระบบกุญแจแบบคีย์เลสช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้ครบครัน นอกจากนี้ยังมีหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วแสดงผลข้อมูลได้ครบถ้วนเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ และถ้าสังเกตจากหน้าจอจะเห็นระบบเบรก ABS แบบดูอัลแชนแนล ระบบแทร็คชันคอนโทรล และระบบ ESS สุดท้ายนี้สื่อจีนคาดกันว่าจะจำหน่ายในราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 13,680 หยวน หรือราว ๆ 70,000 บาท มาจำหน่ายในบ้านเราได้จริง ๆ ก็น่าจะแพงขึ้นอีกเล็กน้อยแต่ไม่น่าจะเกิน 90,000 บาท เพื่อให้สามารถทำตลาดแข่งกับโมเดลอื่น ๆ ในบ้านเราได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจจะต้องรอยืนยันสเปกในวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกที อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli ส่งยางซ้อมให้นักแข่ง Moto2 Moto3 ใช้ ข่าวล่าสุด จาก Pirelli โดย Giorgio Barbier เป็นผู้ตัดสินใจฟันธงส่งยางซ้อมเป็นตัวเลือกให้นักแข่งทั้งในรุ่น Moto2™ และ Moto3™ ใช้ในการแข่งขันเป็นครั้งแรก บนสนาม Sachsenring (ซัคเซนริง) ที่เยอรมันในสุดสัปดาห์นี้ เหตุผลในการเลือกยาง จาก บทสัมภาษณ์ ของ Giorgio Barbier “ซัคเซนริงเป็นสนามแข่งที่เรามีความรู้เพียงเล็กน้อย เพราะเราไม่เคยแข่งที่นั่น หมายถึงความรู้ในรุ่น Moto2™ และ Moto3™ รวมถึงการแข่งขันชิงแชมป์ระดับนานาชาติอื่นๆ เราไม่มีข้อมูลที่หนักแน่นพอเพื่อใช้เป็นมาตรฐาน เราเพียงแต่มีข้อมูลคอมเม้นท์จากนักแข่งที่เคยลงแข่งในฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งบอกเราว่าสนามนี้เป็นสนามที่มีความต้องการยางเป็นพิเศษเนื่องจากรูปแบบของสนาม โดยมีโค้งซ้ายความเร็วสูงจำนวนมาก พื้นสนามที่หยาบทำให้การยึดเกาะต่ำ และมักมีสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน นั่นเป็นเหตุผลที่เราตัดสินใจขยายการจัดสรรยาง โดยเสริมด้วยคอมปาวด์ยางที่ทนการสึกหรอมากขึ้น” จากข้อความข่าววงใน คอมปาวด์ยางที่เป็นตัวเลือกเพิ่มเติม คือยาง Hard รหัสยาง SC3 หรือที่รู้จักในนาม “ยางซ้อม” จากเหตุผลที่พอสรุปจากบทสัมภาษณ์คือ สนามหยาบ เลยเอาติดไปเผื่อไว้ก่อน ในสนามซัคเซนริงปีนี้จะเป็นครั้งแรกที่เราจะอาจจะได้เห็น คอมปาวด์ SC3 ลงแข่งขันจากทั้งสองรุ่น และเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นยางโปรโตไทป์ตัวใหม่ SC3 C0196 ในยางหลังของรุ่น Moto3 แถมในรุ่น Moto2 จะมียางหลัง SC0 D0532 ที่เป็นโปรโตไทป์เช่นกัน ยางจาก Pirelli SC3 ที่เพิ่มขึ้นมาเป็นแค่ตัวเลือกไม่ได้บังคับ เราจะได้เห็นผลทดสอบในเร็วๆ นี้ว่า Free Practice จะมีทีมไหนทดลองเอายางตัวนี้มาเล่น แต่ถ้าเอาชัวร์ ก็มียางสเปคเดิมจากสนามที่แล้วให้เลือกอยู่แล้ว แน่นอนว่าเกมการแข่งขันจะต้องมีลุ้นมากกว่าเดิม เพราะปัจจัยยางไม่เหมือนสนามที่แล้ว ส่วนเรื่องสถิติ Pirelli จะทุบยาง Dunlop ได้รึเปล่า ต้องมาดูกันอีกที

ยืนยันแล้ว ราอูลจะได้ขี่ RS-GP23ที่สนามเยอรมันสัปดาห์นี้เป็นครั้งสุดท้าย! ”สำหรับราอูลแล้ว มันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เจ้าหนุ่มคนนี้ได้ควบรถ RS-GP2023 “ Davide Brivio บอสใหญ่ได้กล่าวไว้ หลังจากที่ ตอนนี้ ราอูล เฟอร์นันเดซ เป็นหนึ่งเดียวในทีมAprilia ที่ยังขี่รถ RS-GP ตัวเก่าอยู่ แต่เวลานี้ทางทีมรับประกันให้แล้ว ว่า เดี๋ยวอัพให้ไปขี่RS-GP 24 แน่นอน หลังจากผลงานโดดเด่น โดยตอนนี้ราอูลอยู่ในอันดับที่12บนอันดับคะแนนสะสม และทางทีมตั้งใจจะปรับไปให้ขี่รถSpec2024 ให้พร้อมกับการอัพเดทแฟริ่งระหว่างฤดูกาลแข่งขัน พร้อมกันไปเลยทีเดียว หลังจากช่วงSummer break ซึ่งคือสนามSilverstone ของอังกฤษ ในเดือนถัดไป หมายความว่า ราอูลจะได้ขี่รถSpecใหม่ หลังจากจบSachsenring หลังจากโชคไม่ค่อยดีตั้งแต่ต้นฤดูกาล เจ็บทั้งเซปังTest อดแข่งไป2สนาม แต่ก็กลับมาทำผลงานได้ดีที่คาตาลุนย่าในSprint race อันดับ6 และหลังการผ่าตัด Arm pump ก็กลับมาติดtop ten ที่Assenอีก (P8) “ผมแฮบปีนะ กับผลงานที่Assen เราทำได้ดี แต่ผมก็อยากจะสดกว่านี้ เพราะหลังจากล้มหนัก มันก็เจ็บจริงแหละ และคงจะดีขึ้นหลังจากได้พักสัก2-3วัน สำหรับสนามSachsenring ผมจะพยายาม ไม่กดดันมาก จะรีแลกซ์หน่อย พยายามเข้าไปQ2ให้ได้ก่อน หลังจากนั้นก็ดูกันไปวันต่อวัน และนี่น่าจะเป็นแผนที่ดี เพราะรู้สึกได้ว่า ถ้าเรารีแลกซ์ให้มากขึ้น และสนุกกับมัน เราก็เร็วขึ้นจริงๆ นี่เป็นเป้าหมายของเราในสนามนี้“ หนุ่มสเปนกล่าว ในขณะที่ทีมโรงงานAprilia จับคู่นักแข่งใหม่ได้แล้ว อย่าง Jorge Martin และ Marco Bezzecchi แต่ทีม Trackhouse กลับยังไม่มีการยืนยัน นักแข่งของทีมในปีหน้าเลย แต่ที่แน่ๆคือ ต้องมีคนหนึ่งอยู่คนหนึ่งไป และตอนนี้ฟอร์มของราอูล ก็กำลังมา ถูกที่ถูกเวลาซะด้วย ขณะที่ เพื่อนร่วมทีมอย่างอดีตนักแข่งKTM ผู้เคยขึ้นโพเดี้ยมมา5ครั้ง มิเกล โอลิเวียร่านั้น ฟอร์มกำลังออกทะเล ทั้งๆที่ได้ขี่รถตัวล่าสุดตั้งแต่เริ่มฤดูกาล และตอนนี้อยุ่อันดับที่16 ในตาราง ”Sachsenring เป็นสนามที่มีเอกลักษณ์ ทั้งสั้น และหนักไปทางโค้งซ้าย ซึ่งผมค่อนข้างถนัดเป็นพิเศษ และก็หวังว่าจะทำผลงานได้ดีในสนามนี้ก่อน เบรคครึ่งฤดูกาลนี้ ซึ่งหวังว่า จะหาจุดลงตัวในSetting ได้ไว และทำผลงานได้ดีมีแต้มกับเจ้า RS-GP24” มิเกลทิ้งท้าย มารอชมกันนะ GermanGPสนามก่อนSummerBreak หนึ่งเดือน ว่าTrackhouse Aprilia จะมีอะไรSurpriseเราไหม? 😉🏁

ไม่ใช่ข่าวลืออีกต่อไป Royal Enfield Guerrilla 450 คลาสสิกสแครมเบลอร์ มาไทยแน่ๆ คำถามแค่ เมื่อไหร่? สำหรับหลายๆคนที่ติดตามข่าวสาร Royal Enfield ในโลกออนไลน์ ก็คงได้เห็นผ่านๆตามาบ้างกับ รูปหลุดของ Guerrilla 450 มอเตอร์ไซค์สแครมเบลอร์ในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิค ลุคผู้ดีอังกฤษผลิตโดยผู้ดีอินเดีย คาดการณ์สเปค จากตัวเลขที่ระบุในชื่อว่า 450 น่าจะเป็นบล็อกเครื่อง Sherpa สูบเดี่ยวลูกโตจาก New Himalayan 450 ขนาดความจุเครื่อง 452 ซีซี 40 แรงม้า แต่อาจจะปรับแต่งโหมดเครื่องยนต์ให้ต่างออกไป ในข่าวลือวงในจากสื่ออินเดียลงไว้ว่า Guerrilla 450 จะเป็นรุ่นที่ราคา “เข้าถึงง่ายที่สุด” และในข่าวยังคาดการณ์ว่าราคาเปิดตัวไม่น่าเกิน 2.3 lakh ถ้าเทียบกับราคา Himalayan 450 ที่ลงราคาที่อินเดีย ไว้ 2.8 lakh กับข่าวราคาในไทย ที่อยู่ราวๆ 220,000 คาดว่ารุ่น Guerrilla 450 ราคาน่าจะอยู่ที่ 190,000 โดยประมาณ หมายความว่าระบบต่างๆอาจจะถูกตอนลงบ้าง จากราคาที่ถูกกว่า ทั้งนี้เพื่อเป็นการเปิดทางให้ Royal Enfield ได้เจอกับกลุ่มนักขับขี่หน้าใหม่ได้กว้างมากขึ้น ถ้ามาราคานี้จริงตลาด มอเตอร์ไซค์ คลาสกลาง สำหรับผู้เริ่มต้นมีการแย่งชิงต่อสู้กันมากขึ้น เป็นผลดีต่อผู้ขับขี่หน้าใหม่ ที่จะได้เลือกมอเตอร์ไซค์ ได้หลากหลายสไตล์โดยที่ไม่เจ็บกระเป๋า ส่วนมอเตอร์ไซค์ในสไตล์นี้ ก็มี Honda CL500, Triumph Scrambler 400x และทั้ง 2 ก็อยู่ในพิกัดราคาเดียวกัน คลิปรีวิวเท่ๆ โดย Guy Martin นักแข่ง Isle of Man TT ในตำนาน จุดเด่นเท่าที่พอเดาๆได้จากรูปหลุดคือ – ถังสไตล์ใหม่ – โช๊คหน้าเทเลสโคปิค – ไฟหน้า/ท้าย LED – หน้าไมล์ทรงกลม (คล้าย Himalayan) – ล้อหน้าขนาด 18″ หลัง 17″ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ Superbikemag Thailland ได้รับเชิญเป็น 1 ในสื่อไทย ที่ได้เข้าร่วมทดสอบ Guerrilla 450 ที่ประเทษสเปน รีวิวขี่จริงแล้วเป็นไงจะมาเหลาให้อ่าน….ตอนนี้ก็รอไปก่อนเด้ออ้าย

ส่องสเปก Krämer APX-350 MA รถแข่งปั้นดาวฝั่งอเมริกา การแข่งขัน MotoAmerica Talent Cup ปรับรูปแบบใหม่เพื่อหวังว่านักบิดวัยเยาว์ในทวีปอเมริกาเหนือจะสามารถฝึกฝนทักษะและพัฒนามาเป็นนักแข่งระดับโลก ในโปรเจ็กต์ Road to MotoGP โดยทางผู้จัดได้ประกาศแล้วว่าจะใช้รถแข่งจากเครเมอร์ ซึ่งเป็นแบรนด์เยอรมันที่ทำแต่รถแข่ง เพราะงั้นเราก็เลยจะขอพาแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตไป ส่องสเปก Krämer APX-350 MA กันสักหน่อย จะได้รู้ว่าเดี๋ยวนี้เด็ก ๆ เขาซิ่งกันด้วยรถอะไรยังไงกัน เรื่องดีไซน์ภายนอกนั้นยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี มีเพียงแต่ภาพกราฟิก แต่มีการเผยสเปกแล้วว่าจะใช้วัสดุเป็นไฟเบอร์กลาส น้ำหนักเบามากโดยที่ยังคงมีความแข็งแรงอยู่ โดยจุดยึดต่างและจุดที่รับแรงเครียดจะถูกเสริมความแข็งแรงด้วยวัสดุคาร์บอนหรือไม่ก็วัสดุคอมโพสิตจากเส้นใยอารามิด และออกแบบให้มีแอร์อินเทคด้านหน้าเพื่อให้อากาศสามารถไหลเข้าสู่ระบบเผาไหม้ได้อย่างเต็มที่ แต่เครื่องยนต์จะเป็นเครื่องสูบเดียวขนาด 350 ซีซีจากแพล็ตฟอร์ม XC-F ของทาง KTM โดยจะมาพร้อมแอร์บ็อกซ์ขนาดใหญ่ช่วยให้เครื่องยนต์ตัวนี้มีแรงม้ากว่า 50 แรงม้า (ยังไม่เปิดเผยแรงบิด) ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด อาศัยน้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันโพลีเอธิลีนแบบครอสลิงก์ขนาด 12 ลิตร ที่เบามาก ๆ โดยน้ำหนักตัวรถจะอยู่ที่ 115 กิโลกรัมเท่านั้น เครื่องยนต์จะใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้าที่ทางค่ายพัฒนาร่วมกันกับทาง MecTronik ช่วยให้ควบคุมเอ็นจิ้นเบรกได้ดี ควบคุมการจุดระเบิดได้แม่นยำเพื่อให้ใช้งานร่วมกับควิกชิฟเตอร์ได้อย่างลงตัว ทั้งยังใช้กล่อง ECU จาก MecTronik ที่สายรถแข่งรู้จักกันดี โดยปรับให้สอดคล้องกับกติกาของทางรายการ และมีการติดตั้งดาต้าล็อกเกอร์ที่สามารถบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ในการขับขี่แข่งขันได้ ในส่วนของช่วงล่างนั้นจะใช้เฟรมถักเหล็กโครโมลี่ที่จูนให้มีความยืดหยุ่นและให้ฟี้ดแบ็กที่ดีตามแบบที่รถแข่งควรจะเป็น นอกจากนี้ยังออกแบบให้สามารถปรับแต่งองศาคอรถ ออฟเซ็ตของโช้คหน้า มุมของสวิงอาร์ม ความสูงเบาะ ความสูงของท้ายรถ ตลอดไปจนถึงองศาแฮนด์ ซึ่งดีต่อการปรับเซ็ตให้เข้ากับสไตล์การขับขี่และสัดส่วนของนักแข่งแต่ละคน โดยระบบกันสะเทือนจะใช้ของทาง WP ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ส่วนระบบเบรกจะเป็น Brembo โดยด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Stylema ขณะที่ด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เดี่ยวเช่นกัน มาพร้อมล้อขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมยางสลิก สุดท้ายเจ้ารถแข่งคันนี้มีราคา 22,495 ดอลลาร์หรือราว ๆ 827,000 บาท ซึ่งก็สมเหตุสมผลดีกับสเปกรถแข่งระดับเริ่มต้น ส่วนหน้าตาคันจริงทางค่ายจะเปิดเผยในเดือนสิงหาคม ก็ติดตามรอคอยการนำเสนอข่าวกันต่อไปในโอกาสหน้า และแน่นอนว่าจะมีโมเดลรถแข่งโมเดลใหม่ ๆ ตามมาอย่างแน่นอน เพราะนี่เป็นเพียงแค่โมเดลแรกของปี 2025 ของทางค่ายเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MotoGP Assen 2024 สรุปผลการแข่งขัน และเรื่องราวดราม่า เรียบร้อย!🏁🤩 Pecco จัดไป 3 สนามติด! สำหรับ MotoGP Assen 2024 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไฮไลท์ยังตกเป็นของ Francesco Bagnania win 3 สนามติดกัน และยังเป็นชัยชนะครั้งที่ 23 ในชุดฟอร์มทีมโรงงานDucati เทียบเท่า อดีตแชมป์โลก ชาวออสซี่ Casey Stoner เรียบร้อย ตามมาด้วย Jorge Martin แห่ง Prima Pramac ใช้ยาง Medium หน้าหลังรักษาตำแหน่งตามมาได้ แต่ไล่แซงไม่ไหว ส่วน อันดับ3 ‘The Beast’ Enea Bastianini ไล่แซงเพื่อนเรียบ เข้าวินอันดับ3สวยๆ และเป็น Ducati Desmosedici GP24 ทั้ง3คัน ส่วนมาร์คนั้น คงไม่ค่อยถูกใจสุดสัปดาห์นี้จริงๆนั่นแหละ ทั้งล้ม ทั้งไม่ค่อยมีอะไรเป็นใจ ล่าสุด โดนปรับโทษ เวลาลง16วินาที อันดับร่วงกราวไป10อันดับ ข้อหาลมยางอ่อน 0.01psi เพียงรอบเดียว กฎใหม่ปีนี้ยังโดนแฟนๆกับCrew Chief แต่ละทีม อวยพรกันยกใหญ่ แต่กฎก็ต้องเป็นกฎ ขนาดมาร์คยังโดน แล้วคนอื่นจะเหลืออะไร Ai Ogura คว้าชัยในรุ่น Moto2 เป็นสุดสัปดาห์แห่งดราม่าไปอีก สำหรับ Assen ปีนี้ แต่ก็นั่นแหละ This is racing! Moto2 สนุกมากๆ เจ้าไอค์ Ai Oguraใช้ความได้เปรียบจากความผิดพลาดของFermin Alderguer ที่โดนโทษ Long laps penalty ขึ้นนำแล้ว รักษาอันดับ และบริหารยาง จนเข้าที่1 อย่างงดงาม เหนือการไล่ตามอย่างไม่คิดชีวิตของอันดับที่2อย่างFermin และ โพเดี้ยมอันดับ3 เพื่อนร่วมทีม MT Helmet MSI Sergio Garsia ปีหน้าจะได้เจอไหมนะ กับ Ai Ogura ในMotoGP ต้องรอชม แต่ที่แน่ๆ Fermin เด่วเก็บกระเป๋า ย้ายบ้าน ไปเข้าโรงเรียนMotoGP ค่อนข้างแน่นอน สมเกียรติ จันทรา ทำได้! คว้า TOP 5 ในสนามนี้ และที่ต้องกรี้ดสิครับ กรี้ดมันออกมา 🤩 คือ คุณก้อง สมเกียรติ จันทรา ของพวกเรา โชว์ฟอร์ม เปิดอัลติ ไล่แซงเพื่อนๆจากอันดับ17! ขึ้นมาอยุ่ Top5 เข้าอันดับที่5 อย่างงดงาม ใจฟูทั้งแผ่นดิน ขอให้ผลงานดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วรอไปกรี้ดกันให้คอระเบิดที่บ้านเรา ตุลาคมนะ! (!) มาถึง พลังวัยรุ่น วัยฮอร์โมน Moto3 Ivan Ortora ดับฝันเจ้าถิ่น!ไล่แซง Collin Veijer เจ้าถิ่นชาวดัตช์ ในโค้งสุดท้ายเฉือนเอาชนะไปแบบสุดติ่งกระดิ่งแมว แค่เสี้ยว0.012วินาที ทำเอาวัยรุ่นกับกองเชียร์เจ้าถิ่นแอบเซ็งไปตามๆกัน แต่ก็เรียกว่าเป็นRace ที่เยี่ยมยอดทั้งสองคน ได้ใจผู้ชมเลยทีเดียว ตามมาด้วย David Monoz ในโพเดี่ยมอันดับสาม ้้เป็นสุดสัปดาห์ที่มีร้อยเรื่องราวให้ติดตามทั้ง 3 วันติด สำหรับ‘The Cathredal of Speed’ Assen TTให้โอกาสพักกันนิดหน่อย แล้วไปเห็นเธอที่เยอรมันกันต่อที่ Sachsenring 🇩🇪สัปดาห์หน้า5-7กรกฎาคม เดือดๆๆๆๆๆๆๆ สุมไฟรอเลย ❤️🔥🤩🏁 สรุปผลคะแนนรวม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่

Joe Roberts พ่อเทพบุตร Moto2 แห่งOnlyFans American Racing ไหแตกไปแล้ว ในการซ้อมวันศุกร์ จากอาการHighside ทำให้ไหปลาร้าขวาหัก ตำแหน่งยอดฮิตของนักบิดที่ไม่มีใครอยากได้ ทำให้ยกยอดสนามนี้ไปค่อนข้างแน่นอน น่าเสียดาย ฟอร์มกำลังร้อนแรงเอามากๆ คะแนนรวมก็นำอยู่ แต่ไม่เป็นไร รีบไปเสริมไทเทเนี่ยม แล้วคัมแบ็คในเร็ววันและขอให้recoverทันสนามหน้านะโจ สำหรับP1 และNew time Laps record เป็นของFermin Aldeguer ว่าที่MotoGP Riderปีหน้า แต่ทีมอะไร ไม่บอกหรอก ปล่อยให้งง 😄 (เพราะเราก็ไม่รู้ )🤣

Ducati DesertX Discovery ปรับใหม่ ใส่ของ ท่องทางไกล ดูคาติเปิดตัว Ducati DesertX Discovery แอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางที่ถูกปรับมาใหม่ ด้วยการมีแนวคิดที่ว่าจะให้ไบเกอร์สายลุยไปได้ทุกเส้นทาง ให้ไปผจญภัยได้มากยิ่งขึ้น เจ้าโมเดลนี้ก็เลยจะติดตั้งของแต่งจากโรงงานมาให้เลย เพื่อที่จะได้ตอบโจทย์การเดินทางและเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวรถมากยิ่งขึ้น โดยโมเดลดิสคัฟเวอรี่คันนี้จะติดตั้งการ์ดต่าง ๆ มาให้หลากหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นการ์ดแฮนด์และแครชบาร์แบบเสริมความแข็ง การ์ดหม้อน้ำ และการ์ดท้องเครื่อง สำหรับป้องกันตัวรถในเส้นทางการขับขี่ที่มีอุปสรรคและมีความยากสูง ยังมีอุ่นมือและชิลด์หน้าที่ใหญ่ขึ้นเพื่อช่วยป้องกันลมและอากาศหนาวยามที่ต้องไปขี่ในพื้นที่ที่หนาวเย็น ติดตั้งระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์น มีปี๊บอลูมิเนียมสองใบด้านข้างความจุรวม 76 ลิตรมาให้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีขาตั้งคู่สำหรับจอดรถได้อย่างปลอดภัย และช่วยให้สามารถง่ายต่อการเปิดกล่องสัมภาระหรือตอนที่จะต้องจอดพัก หรือต้องการเซอร์วิสรถในเรื่องของโซ่และล้อหลัง ซึ่งจะยิ่งทำให้มันเหมาะกับการเดินทางมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ในส่วนของสเปกอื่น ๆ จะยังคงไม่เปลี่ยนไป โดยจะมีพื้นฐานมาจาก DesertX มาใส่ของตกแต่งเพิ่ม โดยจะยังคงใช้เครื่องยนต์ Testastretta 11° ที่เป็นเครื่องสองสูบวี ขนาด 937 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 110 แรงม้าที่ 9,250 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ใช้น้ำมันจากถังขนาด 21 ลิตร เหมาะสำหรับเดินทางไกล ช่วงล่างจะเป็นโช้คจากทาง KYB ปรับแต่งได้เต๋มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวจาก Brembo ล้อซี่ลวดแบบไม่ใช่ยางในที่ให้มาจะมีขนาด 21 และ 18 นิ้วตามลำดับหน้าหลัง ส่วนยางที่ใส่มาให้พร้อมเดินทางสายลุยจะเป็นยาง Pirelli Scorpion Rally STR ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ให้มาก็จะมีโหมดการขับขี่ โหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ครูซคอนโทรล ระบบไฟเบรกฉุกเฉิน และระบบยกเลิกไฟเลี้ยวเอง เรียกว่าให้มาแน่น ๆ เลย ส่วนเรื่องของราคาค่าต๋งนั้นจะเพิ่มขึ้นจากโมเดลสแตนดาร์ดอยู่ที่ 2,600 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยก็จะอยู่ที่ราว ๆ 102,500 บาท (ไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ) หากคิดจากโมเดลที่ขายในไทยตอนนี้ที่ราคา 669,000 บาท โมเดลใหม่นี้ก็น่าจะมีราคามากกว่า 800,000 บาทเป็นแน่แท้ แต่บอกเลยว่าคุ้มกว่าไปแต่งเพิ่มเองแน่ ส่วนเรื่องการจำหน่ายในบ้านเราคงต้องรอปีหน้ากันเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GSX-R1000 2025 สีใหม่ เปิดขายในอเมริกา เมื่อกี้นี้หลายคนอาจได้ทราบข่าวสำคัญ สำหรับค่ายซูซูกิบริษัทแม่จากญี่ปุ่นได้ประกาศหยุดทำการผลิตเจ้า GSX-R1000 ซูเปอร์ไบค์ระดับตัวพันรุ่นเรือธงของทางค่ายเป็นที่เรียบร้อย อ่านข่าวคลิ๊กที่นี่ ก่อนเดินหน้าสายการผลิตโมเดลรุ่นใหม่ในอนาคต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางค่ายซูซูกิจากทางฝั่งอเมริกาเอง ยังมีโฉมโมเดลมาจำหน่ายในรุ่นเวอร์ชัน 2025 ซึ่งอาจเป็น “ล็อตสุดท้าย” ทิ้งทวนให้เหลือเพียงความทรงจำดี ๆ ให้กับเหล่าสาวกได้จับจองนั่นเอง ซึ่งเจ้ารุ่นนี้อาจขนานนามได้ว่าเป็นโมเดลแห่งการท่องกาลเวลาไปซะแล้ว นับตั้งแต่ปี 2017 จนถึงปัจจุบันก็ล่วงเลยมาถึง 8 ปีแล้วหน้าตาไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย แต่อย่างไรก็ยังเป็นรุ่นนิยมครองใจเหล่าไบค์เกอร์มาแล้วนักต่อนัก (SuperBike ก็เช่นกัน) และคงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก กับรถสปอร์ตตัว 1000 มาพร้อมเสน่ห์กับความดิบเถื่อนที่จับหาได้ยากในยุคนี้ ด้วยเอกลักษณ์ความบ้าระห่ำอีกเช่นเคย ทางซูซูกิจากทางฝั่งอเมริกา ได้ทำการปล่อยโฉมเจ้า Suzuki GSX-R1000 2025 และ GSX-R1000R ในเวอร์ชันใหม่ที่ไม่ใหม่ แต่อาจจะถูกใจสาวกค่ายซูด้วยชุดสีที่เปลี่ยนไป ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น ด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ขนาด 999.8 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีขนาดลูกสูบและช่วงชัก 77 x 55.1 มม.ใช้ระบบวาล์วแปรผัน (Variable Valve Timing) พร้อมตัววาล์วทำจากไทเทเนียม โดยมีขนาดของวาล์วไอดี 31.5 มม.และวาล์ไวไอเสีย 24 มม. ผ่านมาตรฐาน Euro4 นอกจากนี้ยังใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า กับระบบเกียร์ 6 สปีดจับคู่กับควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง มีระบบ Clutch Assist System ช่วยผ่อนแรงในการบีบกำคลัทช์และเข้าเกียร์ได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยสามารถทำรอบเรดไลน์ได้สูงถึง 14,500 รอบ/นาที กับแรงม้าที่ให้มาถึง 202 ตัว พร้อมกับความจุถังน้ำมันที่ 16 ลิตร พร้อมระบบช่วงล่างขั้นเทพด้วยระบบ Suspension เซ็ตค่าจากสนามแข่ง โดยด้านหน้าเป็น Upside down จาก SHOWA BFF (เสริมซับแทงค์ในรุ่น R1000R) ปรับแต่งได้เต็มระบบ ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวจาก SHOWA BFRC-Lite ปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน พร้อมด้วยระบบเบรกกับดิสก์เบรกด้านหน้าขนาด 350 มม. พ่วงคาลิเปอร์ Brembo โมโนบล็อก 4 ลูกสูบ และดิสก์เบรกด้านหลังขนาด 240 มม. ใช้คาลิเปอร์เบรก Nissin ลูกสูบเดียว ติดมาพร้อมกับระบบเบรก ABS Dual Channel และระบบแทร็คชันคอนโทรลที่สามารถปรับได้ถึง 10 ระดับ ส่วนล้อและยางหน้า-หลังมีขนาด 120/70-17 และ 190/55-17 นอกจากมีระบบต่าง ๆ ที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ยังมีเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกในการขับขี่มากมาย อาทิ ระบบ Easy Start ระบบป้องกันการโจรกรรม โหมดการขับขี่ 3 โหมด ระบบนำทาง เซ็นเซอร์ IMU แกนช่วยตรวจจับความเคลื่อนไหวของตัวรถ ระบบ Low RPM Assist ที่ช่วยคุมรอบเดินเบาขณะออกตัวป้องกันรถดับ ระบบ Easy Start ที่ช่วยให้สตาร์ทรถได้ง่ายได้เพียงกดปุ่มเดียว และมีระบบช่วยออกตัว ถือว่าครบครันและเหมาะสำหรับการขับขี่ใช้งานทั่วไปหรือแม้กระทั่งในสนามแข่งก็ถือว่าตอบโจทย์เลยทีเดียว และนี่ก็เป็นข้อมูลส่วนคร่าว ๆ สำหรับสเปกตัวรถ อาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก นอกจากชุดสีที่เปลี่ยนไป สำหรับรุ่น GSX-R1000R และ GSX-R1000 มีจำหน่ายด้วยกันรุ่นละ 2 สีได้แก่สีแดง-ดำ Candy Daring Red Glass Black (ล้อเฉดสีแดงและกระบอกโช้คสีทองพร้อมซับแทงค์ในรุ่น R) และสีเทา Metallic Matte Sword Silver (ล้อเฉดสีดำและกระบอกโช้คสีทองพร้อมซับแทงค์ในรุ่น R) โดยรุ่น GSX-R1000R มีราคาอยู่ที่ $18,649 ดอลล่าร์สหรัฐหรือราว ๆ 6.8 แสนบาท ส่วนรุ่น GSX-R1000 มีราคาอยู่ที่ 16,499 ดอลล่าร์สหรัฐหรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 6 แสนนิด ๆ หากใครที่ชอบความเดือดแบบบ้าระห่ำ สามารถเข้าไปจับจองกันได้ แต่อาจเสียค่าชิปปิ้งซักเล็กน้อย

ข่าวเศร้าของสายซู ลาก่อน…โลมา ล่าสุด website ซูซูกิญี่ปุ่น ได้ขึ้นป้าย เลิกผลิตแล้ว ใต้รูปของรุ่น GSX-R1000R โดยถือเป็นการปิดฉากของตำนาน “โลมา” ที่สืบทอดกันมายานนานกว่า 40 ปี โดยฆากรไม่ใช่ใคร แต่เป็นมาตรฐาน Euro5 และ Euro5+ ที่เล่นเอา superbike 1000cc หลายๆรุ่นถึงกับต้องหาวิธีตอนม้าเพิ่อให้สามารถวางขายในตลาดได้ กับซูซูกิ ที่คงเทคโนโลยีเดิม มาตั้งแต่ L7 ต่อเนื่องมานานถึง 8 ปี โดยไม่มีการขยับเทโนโลยีใหม่ให้ทันโลก ก็ต้องยอมจากลาโดยไม่มีข้อแม้ ซึ่ง ณ เวลานี้ GSX-R1000 ยังมีวางขายในโชว์รูมทั่วโลก แต่ถ้าหมดแล้วก็คงหมดเลยไม่มีเพิ่ม การตัดสินใจของ ซูซูกิ ครั้งนี้ไม่ได้สร้างความประหลาดใจแต่อย่างใด เพราะในปี 2022 ซูซูกิ ได้ส่งสัญญาณแรกสู่วงการมอเตอร์ไซค์ด้วยการออกจาก MotoGP อย่างไม่คาดคิด ทั้งๆที่ผลงานเป็นไปได้อย่างยอดเยี่ยม หลังจากนั้นไม่นาน ก็ยังประกาศถอนตัวจากการแข่งขัน World Endurance Championship แม้จะประสบความสำเร็จเมื่อเร็วๆนี้ โดยมีการเปลี่ยนทีม เป็น “Team SUZUKI CN CHALLENGE” ลงในรุ่น Experiment Class ในรายการ Suzuka 8 Hours Endurance Race 2024 ซึ่งจะใช้ GSX-R1000 ในการแข่งขันดังเดิม แต่เปลี่ยนเชื้อเพลิงใหม่ที่ “รักโลก” มากยิ่งขึ้น การเคลื่อนไหวเหล่านี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนของซูซูกิว่า จะต้องมีรุ่นใหม่ออกมาสืบตำนานแต่ไม่ใช่ GSX-R1000 ก็เป็นด้ายยยย กุ๊ก กุ๊ก กู๋

PFmoto Starship 6 ยานแม่ขนาดกลางจากแดนมังกร PFmoto Starship 6 ยานแม่ขนาดกลางจากแดนมังกร ที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับ Goldwing จากค่ายปีกนกอยู่มากถึงขนาดที่ Google Image Search ยังทำงานเพี้ยน แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันก็ดูดีและมีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับเจ้ามอเตอร์ไซค์ที่มีชื่อประดุจดังยานอวกาศลำนี้มาในสไตล์ของแกรนด์ทัวริ่ง ดูใหญ่โตโอ่อ่า และมีความโมเดิร์นแฝงอยู่ในดีไซน์ เส้นสายนั้นคล้ายกับได้แรงบันดาลใจมาจากรถญี่ปุ่นมามากเกินไป ถ้าไม่มีไฟหน้าดีไซน์ใหม่นี้ มองยังไงใครก็บอกว่าโกลด์วิง เห็นแบบนี้ ขุมพลังของโมเดลนี้กลับเป็นเครื่องวีทวินระบายความร้อนด้วยน้ำที่ขนาดเล็กเพียง 573 ซีซีเท่านั้น โดยสามารถรีดกำลังแรงม้าออกมาได้ที่ 53.64 แรงม้า และแรงบิดที่ 55 นิวตันเมตร มีถังน้ำมันขนาด 20 ลิตร ขับเคลื่อนด้วยระบบสายพาน โดยตัวรถหนักมากถึง 280 กิโลกรัม ดังนั้นคาดว่าความเร็วท็อปสปีดนั้นคงทำได้ไม่มากนัก ช่วงล่างด้านหน้ามาแบบรถธรรมดา ไม่ได้ไฮโซเหมือนฝั่งญี่ปุ่น โดยมาเป็นโช้คหน้าแบบหัวกลับ ด้านหลังโช้คเดี่ยว ซึ่งทั้งหมดเป็นของ KYB ส่วนระบบเบรกจะเป็นของทาง J.Juan จัดให้ ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว เทคโนโลยีคันนี้ถือว่าจัดเต็มทะลุพิกัดกันเลยทีเดียว หน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน แทร็คชันคอนโทรล ระบบเบรก ABS ระบบเรดาห์ร่วมกับระบบกล้องหน้าหลัง ระบบช่วยแจ้งเตือนมุมอับ ระบบช่วยเตือนก่อนชนด้านหน้า ระบบช่วยขณะเปลี่ยนเลน ระบบหน้าจอสี TFT ระบบปลดล็อกรถโดยไม่ใช่กุญแจโดยใช้ระบบ NFC และบลูทูธ สามารถแชร์ให้คนอื่นสามารถใช้รถร่วมกันกับเราได้ ระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์พร้อมลำโพง 6 ตัว ระบบไฟส่องสว่างในโค้ง ระบบพับกระจกอัตโนมัติ และช่องจ่าย USB-C 3 ตำแหน่ง เนี่ยเยอะขนาดนี้จะใช้กันหมดมั้ยนี่ ทว่าสนนราคาค่าตัวของเจ้ายานแม่คันนี้อยู่ที่ 44,888 หยวน หรือราว ๆ 228,000 บาท ซึ่งทำให้เจ้าโมเดลนี่ยิ่งดูน่าสนใจมากขึ้นไปอีก หากมาจำหน่ายในไทยจริง ๆ ราคาก็คงไม่แพงไปกว่านี้เท่าไหร่หนัก ทว่าแบรนด์นี้ยังไม่เป็นที่แพร่หลายเหมือนแบรนด์จากจีนแบรนด์อื่น ดังนั้นความเป็นไปได้ของแบรนด์นี้น่าจะยังน้อยอยู่มาก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ready.. Set , Go จับ Zontes350 แฝดพี่แฝดน้อง มาลง track กัน! จับคู่แฝดzontes350มาขี่สนาม ถือเป็นการจับผู้เล่นใหม่! (ที่ไม่ใช่มือใหม่) ล่าสุดที่ลงสนามมาลุยตลาดที่พีคสุดๆ ในคลาสออโต้ 350 และกำลังเป็นกระแสในขณะนี้คงไม่พ้น Zontes ผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์แดนมังกร ที่ส่ง แฝดเล็ก -แฝดใหญ่ อย่าง Zontes 350E และ 350D ลงมาเป็นทางเลือกใหม่ให้คนไทย ในคลาสบิ๊กสกูตเกอร์ขนาดกลาง ยอดนิยมสุดๆ ซึ่งทั้งสองรุ่นนั้นใช้หัวใจเดียวกันที่350CC แต่ต่างกันที่แฟริ่ง และหุ่น ที่แฝดเล็ก 350D เพรียวบาง คล่องตัว น้ำหนักเบากว่า เหมาะกับการใช้งานที่จะเป็น Citylife ซอกแซ่ก คล่องตัว เบาะขนาดพอดี ขนาดตัวที่ใช้พื้นที่จอดน้อยกว่า ในขณะที่แฝดใหญ่ 350E หุ่นล่ำ หนานุ่ม ให้ความรู้สึกโอบอุ้ม นุ่มนวล ชิลด์สูง พร้อมตัดลมหมดจด เพื่อการเดินทางอย่างสะดวกสบาย โดย นอกเหนือจากภายนอกที่แตกต่างกัน แต่ภายในทั้งเครื่องยนต์และระบบอิเลกทรอนิกส์นั้น เหมือนกัน โดนเฉพาะกิมมิก ที่เป็นTalk of the Town อย่างจอแสดงผล TFT ที่ให้มาอย่างเหนือกว่าในพ.ศ.นี้ และด้วยราคาที่ต่ำกว่า อย่างชัดเจน จึงเป็นจุดขายที่ทำให้หลายคนร้องWoW! กันไปแล้วตอนเปิดตัว และหลังจากที่ Superbike Thailand ได้ทำการรีวิวการใช้งานบนถนนในเมือง นอกเมืองกันไปแล้ว รวมถึง Spec ข้อมูล การใช้งาน ไปแล้วในคลิบที่ผ่านมา ดูรีวิวได้ที่ ✅ ในวันนี้เราเลยจับเจ้าคู่แฝด หนีถนนในเมือง และไฮเวย์ มาลงTrack ซะ ในภารกิจ”The Twin Zontes On Track ‘จับเจ้าแฝด มาทำ Tracktest กันซะเลย ณ สนาม พีระเซอร์กิต อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งใน Condition ง่ายๆเพียงอย่างเดียว คือ รถเดิมๆ ขอเปลี่ยนแค่ยางรุ่นเดียวกัน เพื่อความเสมอภาคทั้งสองคัน โดยเป็นยางสุดฮิตพร้อมลงสนาม ขวัญใจชาวสกูตเตอร์อย่าง Pirelli Diablo Scooter SC เพื่อเรียกสมรรถนะอย่างแตกต่างจากยางถนนให้มากที่สุด และ รวมถึงความปลอดภัยอีกด้วย โดยจะให้เวลาทั้งหมด คันละ1วันเต็ม 6 session เริ่มเลออออ ! Zontes 350D แฝดน้อง ผู้เพรียวบาง แบบหุ่นนักวิ่ง ที่ เพรียวกว่าแบบเห็นๆ ไม่ว่าจะมุมไหน เพรียวเหมือนรถไม่น่าเกิน150 บ้านเราเลยบอกเลยแต่แรกว่า ฟังก์ชั่น และกิมมิคท่วมๆที่ให้มาแบบต้องเปิดคู่มือศึกษาสักหน่อย ถึงจะใช้ฟังกชั่นได้ครบๆ เขาให้มาเยอะ ในราคาที่เป็นมิตรมากๆแล้ว สำหรับผู้ใช้นี่ ผมชอบอุปกรณ์ติดรถ เช่นก้านเบรคปรับได้ ไม่ต้องพึ่งของแต่ง มีเบรคมือมาให้แบบรถพิกัดเยอะๆรุ่นใหญ่จอแสดงผลที่แสดงอุณหภูมิลมยาง อันนี้ดีเลิศ เตือนด้วยเมื่อมันสูงหรือต่ำผิดปกติ ชิลด์350D เน้นใช้งานแบบCity use ชัดเจน เล็ก สั้น เลื่อนขึ้นลง พองาม อีกหน่อยมีของแต่ง สีสันรูปทรงสวยๆมาให้เลือกใส่แน่ๆ สำหรับวัยรุ่นชิลด์ไฟฟ้า เจ้าแฝดน้อง 350D แสดงออกชัดเจนว่าพริ้วกว่า แทบจะทั้งตัวด้วยหุ่นของมัน เบาะนั่ง นุ่มแต่บางกว่า แคบกว่า โอบสะโพกน้อยกว่า แต่ถอยก้น และวางเท้า จิกขาเพื่อแบนได้ง่าย มิติรถที่เล็กกว่า ทำให้รู้สึกเปรียวกว่า พลิกไว กระฉับกระเฉง แต่ด้วยความที่ช็อคอัพเดิมเนี่ย เหมาะกับการใช้งานแบบ“ปกติ ”ในเมือง เวลาเข้าออกโค้ง อาจจะมีย้วยๆ ไปบ้าง แต่ไม่น่าห่วง ของแต่งแทบจะพร้อมขายแล้วตอนนี้ เครื่องยนต์ความจุ349c.c. เกือบเต็มพิกัดความจุที่เคลมไว้ ให้แรงม้าเต็มเม็ดเต็มหน่วย 38แรงม้า แรงนะครับ ผมเทียบความรู้สึกกับรถส่วนตัวของตัวเองเองในคลาสนี้้เช่นกัน เดิมๆ ผมว่า Zontes เหนือกว่าอยุ่ระดับนึง แต่ที่สัมผัสได้ชัดเจน คือ มันสมูทละ อันนี้ชัด ออกโค้งมาสุดทางตรงโค้งผมอยุ่ราวๆ145กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเบรคคคคค เสียงเบรคจากเจ ฮวน Monobloc ซึ่งแรกๆ เรามักจะเคยชินกับการเบรคแบบเน้นเบรคหน้า80% หลัง20% แบบรถSupersport