
ฟรานเชสโก้ บันยาญ่า ยอมรับรถแข่ง GP26 ยังมีปัญหายางหน้าในช่วงท้ายของการซ้อม Sprint ที่เซปังฯ เสียเวลาไปกว่า 1 วินาที เตรียมแก้มือสนามสุดท้ายที่บุรีรัมย์
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ฟรานเชสโก้ บันยาญ่า ยอมรับรถแข่ง GP26 ยังมีปัญหายางหน้าในช่วงท้ายของการซ้อม Sprint ที่เซปังฯ เสียเวลาไปกว่า 1 วินาที เตรียมแก้มือสนามสุดท้ายที่บุรีรัมย์

ข่าวช็อกวงการบิ๊กไบค์! Red Baron Bangkok (เรดบารอน) ประกาศปิดกิจการถาวร 29 ธ.ค. 2568 ปิดตำนานศูนย์บริการและจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์นำเข้ากว่า 30 ปี

มอเตอร์ไซค์ขี่ขึ้นดอยได้ แต่ทำไม "ห้ามมอเตอร์ไซค์" ใช้สะพานข้ามแยก?

SOUO แกรนด์ทัวริ่งสุดหรู 8 สูบ 2000 ซีซีจากจีน ล่าสุด GWM หรือ Great Wall Motor ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากแดนมังกร ได้ทำการเปิดตัว SOUO แกรนด์ทัวริ่งสุดหรู 8 สูบ ขนาด 2,000 ซีซี พร้อมเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งถ้าจะให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เรียกว่าเป็นคู่แข่งกับ Honda Goldwing และ BMW K1600 GTL นั่นเอง เอาเป็นว่า เราไปดูรายละเอียดของโมเดลนี้กันก่อนดีกว่าว่าน่าสนใจมากน้อยเพียงใด รูปลักษณ์ภายนอก ตัวรถจะมีดีไซน์แบบผสมผสานกันระหว่างความคลาสสิกและความโมเดิร์นเข้าด้วยกัน เส้นสายตัวรถจะมีความโค้งมนแบบคลาสสิก แต่ก็ผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีที่ทันสมัยหรือจะให้เรียกว่าเป็นแกรนด์ทัวริ่งสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกก็ว่าได้ ซึ่งทางค่ายได้แรงบันดาลใจมาจากการเชิดสิงโต ตัวรถจึงเด่นด้วยแฟริ่งด้านหน้าขนาดใหญ่ร่วมกันกับช่องรับลมขนาดใหญ่ทั้งสองข้างที่ทำหน้าป้อนอากาศเข้าสู่ระบบเผาไหม้ของเครื่องยนต์ พร้อมเพิ่มความงามสง่าด้วยไฟหน้าแบบ LED ทั้งด้านหน้าและด้านหลังดีไซน์แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ขุมพลังของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องยนต์ H8 ซึ่งเป็นเครื่องแบบ 8 สูบนอนขนาดใหญ่ถึง 2,000 ซีซี แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ทางค่ายยังไม่ได้เปิดเผยเรื่องของตัวเลขสเปกพละกำลังหรืออัตราสิ้นเปลืองออกมาให้รับทราบ แต่มีการเผยน้ำหนักตัวรถออกมาที่ 384 กิโลกรัมซึ่งก็น่าจะรับได้ ทว่าส่วนที่โดดเด่นเห็นจะเป็นเรื่องของระบบเกียร์ 8 สปีดแบบดูอัลคลัตช์ออโตเมติกทรานส์มิชชันผนวกอยู่ในเครื่องยนต์ ซึ่งถือเป็นเจ้าเดียวในโลกที่มีในตอนนี้ โดยในเรื่องของระบบส่งกำลังนั้นจะใช้ระบบขับเพลาแทนที่จะเป็นแบบขับโซ่ ซึ่งทางค่ายบอกว่าจะมีเสียงรบกวนน้อยกว่าและช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์และส่งกำลังได้อย่างสมู้ทนุ่มนวลกว่าแบบขับโซ่ ขณะที่ระบบช่วงล่างตัวรถจะเลือกใช้เฟรมแบบอลูมิเนียมหล่อขึ้นรูปทั้งหมด ด้านหน้าจะมีระบบกันสะเทือนแบบดับเบิลวิชโบนซึ่งจะเด่นเรื่องความนิ่งเสถียรและการควบคุมที่ดี ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวกับสวิงอาร์ม โดยจะเป็นโช้คปรับไฟฟ้าทั้งหมด ส่วนระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ ด้านหลังเองก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ทว่าเรื่องของขนาดล้อและยางยังไม่ได้มีการเปิดเผยตัวเลขออกมา แต่ในส่วนที่น่าสนใจจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่บอกได้เลยว่าหรูหราเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นระบบชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า ระบบอุ่นมือ อุ่นเบาะ ระบบจอดรถอัตโนมัติ เพซโหมดที่ช่วยให้รถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำ เหมาะกับเวลาการเคลื่อนย้ายที่จอดรถ ระบบสั่งงานด้วยเสียงกับหน้าจอสีขนาด 12.3 นิ้วที่มีชิปประมวลผลซึ่งรองรับการอัปเดตเฟิร์มแวร์ต่าง ๆ ผ่าน OTA ช่วยให้สามารถปรับปรุงระบบซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ของรถได้ ระบบเครื่องเสียงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เสริมความสะดวกสบายด้วยกล่องข้างขนาด 118 ลิตร แต่ถ้าจะมีตัวแทนจำหน่ายมาขายในบ้านเราก็ต้องมาเจอกับคู่แข่งหลายหลายโมเดลที่มีจำหน่ายอยู่ในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็น Honda Goldwing, BMW K1600 GTL, Harley-Davidson Road Glide Limited และ Indian Roadmaster Icon ซึ่งแต่ละคันก็มีสไตล์แตกต่างกันออกไปเล็กน้อยแต่จัดว่าอยู่ในเซ็กเมนต์เดียวกัน โดยสามารถดูตารางเปรียบเทียบตัวเลขที่น่าสนใจคร่าว ๆ ด้านล่าง และตัดสินใจประเมินความน่าสนใจด้วยตัวเองได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Monster Senna โมเดลพิเศษแด่ตำนานแห่งการแข่ง F1 มาอีกแล้วกับค่ายที่ขยันทำโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดซึ่งก็คือดูคาตินั่นเอง กับโมเดลใหม่อย่าง Ducati Monster Senna ที่สร้างเพื่อเป็นเกียรติให้กับตำนานแห่งรถแข่ง Formula 1 หรือ F1 หรือรถสูตร 1 นั่นเอง ซึ่งชายผู้นี้คือนักแข่ง 4 ล้อที่มีความหลงใหลในมอเตอร์ไซค์และเขาก็ยังเป็นสาวกดูคาติอีกด้วย ภายนอกโดดเด่นถูกใจวัยรุ่นสุด ๆ แต่อาจจะไม่ถูกใจสาวกดูคาติที่ชื่นชอบสีแดงก็เป็นได้ เพราะคันนี้มาในเฉดสีเหลืองพร้อมลายกราฟิกที่ได้แรงบันดาลใจจากหมวกกันน็อกของนักแข่งรถล้อเปิดชาวบราซิลเลียน และสีของธงชาติบราซิล พร้อมองค์ประกอบภายนอกที่เพิ่มความสปอร์ตให้กับเจ้าเน็กเก็ดคันนี้ โดยจะผลิตขึ้นอย่างจำนวนจำกัดเพียง 341 คันเท่านั้น หลาย ๆ คนมาถึงตรงนี้แล้วคงจะสงสัยว่าทำไมต้อง 341 ซึ่ง เลข 3 ตัวแรกนั้นคือจำนวนแชมป์โลกที่ Senna คว้ามาได้ ส่วนเลข 41 คือจำนวนที่เขาคว้าชัยมาจากศึก F1 ซึ่งนักแข่งผู้นี้มีความสัมพันธ์อันดีกับทาง Ducati มาอย่างยาวนาน โดยจะเห็นได้ว่ามีรถดูคาติที่ใช้ชื่อรุ่นมาจากนักแข่งคนนี้ด้วยกันหลายรุ่นเลย ซึ่งถ้าเป็นแฟนพันธุ์แท้ดูคาติแล้วล่ะก็จะต้องเคยผ่านหูผ่านตาท่านมาบ้าง สำหรับครั้งนี้ที่เลือก Monster มาทำเป็นโมเดลพิเศษนั้นมันเชื่อมโยงไปถึงประวัติศาสตร์ในกาลก่อน ซึ่งรถคันแรกที่ Ayrton เป็นเจ้าของก็คือ Monster 900 ซึ่งเขาใช้มันจริง ๆ และเขาก็ชอบความเรียบง่ายของเจ้ามอนสเตอร์มาก ด้วยการที่มันเป็นรถที่ฟีลแบบรถสปอร์ต แต่เหมาะกับการขี่ถนน มีช่วงล่างแบบซูเปอร์ไบค์ แต่มีแฮนด์บาร์กว้าง ๆ และไม่มีแฟริ่ง เรื่องราวของ Ducati และ Ayrton Senna เส้นทางของ Ducati และ Ayrton Senna นั้นมาบรรจบกันครั้งแรกในปี 1990 ตอนที่ Claudio Castiglioni เจ้าของดูคาติในตอนนั้นเป็นสาวกที่ชื่นชอบพรสวรร์ของ Senna และได้มอบของรางวัลเป็นเจ้า 851 SP ให้กับแชมป์โลก F1 3 สมัย และในปีต่อ ๆ มาทั้งสองฝ่ายต่างก็ตระหนักได้ว่ามีอะไรเหมือน ๆ กันอยู่หลายอย่าง และเมื่อแชมป์โลกได้เห็นเจ้า Ducati 916 ตัวเป็น ๆ เข้า เขาก็หลงรักมัน และเกิดไอดีที่จะทำงานร่วมกันกลายเป็นโปรเจ็กต์พิเศษระหว่างทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้น ต่อมาในปี 1994 จึงได้ถือกำเนิดโมเดลสปอร์ตสุดเท่อย่าง Ducati 916 Senna ซึ่งเซ็นน่าเองเป็นคนเลือกเฉดสีให้ โดยจะเป็นสีเทาแอนธราไซต์ ดำด้านและแดง ซึ่งมีจำนวนจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น แต่ทว่าอุบัติเหตุอันน่าเศร้าได้พรากชีวิตของตำนานผู้นี้ไปเพียงไม่กี่เดือน ก่อนที่จะเริ่มการผลิตโมเดลพิเศษนี้ และหยุดทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาไป แต่ต่อมาก็ได้ปรึกษากับทางครอบครัวของเขาและเริ่มดำเนินต่อเพื่อระลึกถึงเขาที่จากไป โดยโมเดลแรกนี้ขายหมดภายในเวลาไม่นาน และจากนั้นมีโมเดลพิเศษอีก 2 โมเดลในปี 1997 และ 1998 โดยมี Leonardo Senna น้องชายของเขาเป็นคนเลือกเฉดสีให้แทน การคอลแล็ประหว่างทั้งสองเริ่มอีกครั้งในปี 2014 กับโมเดล 1199 Panigale โดยผลิตขึ้นเพียง 161 คันเท่ากับจำนวนเรซที่ตำนานได้ลงแข่งขันและแน่นอนว่าขายหมดเกลี้ยงอีกเช่นกัน ความโดดเด่นของโมเดลนี้ นอกเหนือไปจากความสวยงามแล้วยังมีชิ้นส่วนที่ช่วยยกระดับสมรรถนะของรถอีกด้วย โดยโมเดลนี้มีน้ำหนักเบากว่าโมเดลมาตรฐานถึง 4 กก. ทำให้รถเปล่าหนักเพียง 175 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งถือว่าเบาเป็นเบอร์ต้น ๆ ของคลาสเลยทีเดียว โดยจะมีเครื่องยนต์เป็นเครื่อง Testastretta 11 องศา (2 สูบวี) 937 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ให้แรงม้าสูงสุด 111 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 93.16 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งทางค่ายยังเคลมมาอีกว่าจะมีกำลังแรงในทุกย่านความเร็วรอบอีกด้วย ส่วนช่วงล่างโดดเด่นแบบเดียวกับรถซูเปอร์ไบค์ของทางค่าย ได้ระบบกันสะเทือนปรับแต่งได้เต็มระบบจาก Öhlins ล้อฟอร์จ ระบบเบรกจาก Brembo โดยตัวคาลิเปอร์เบรกหน้าจะเป็นโมโนบล็อก Stylema และแน่นอนว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ให้มาครบครันระดับท็อป ไม่เพียงแต่สีสันพิเศษที่ตัวรถแล้ว ยังมีการเพิ่มสีของธงชาติบราซิลไว้ที่ล้อฟอร์จสีดำ คาลิเปอร์เบรกยังมีการทำสีเหลืองให้ และปลายท่อไอเสียคาร์บอนไฟเบอร์ของ Termignoni ที่มีแทบสีเหลืองสวยสดอีกด้วย ส่วนในเรื่องที่ไม่ใช่สีก็จะอะไรพิเศษ ๆ อย่างเบาะพิเศษ การ์ดเครื่องยนต์ และอนิเมชันบนหน้าจอสีพิเศษเวลาสตาร์ทรถ สุดท้ายนี้แต่ละคันจะมาพร้อมกับ เพลทนัมเบอร์ไม่ซ้ำกัน พร้อมเอกสารรับรองความเป็นของแท้และผ้าคลุมมอเตอร์ไซค์อีกด้วย ส่วนราคานั้นอยู่ที่ราว ๆ 982,000 บาทเมื่อคิดจากราคาต่างประเทศ อย่างไรก็ถ้าประเทศไทยเราโชคดีมีโมเดลนี้เข้ามาขายราคาก็น่าจะโดดเลย 1 ล้านบาทไปได้โดยง่าย เพราะถ้าเทียบกับโมเดลที่ใกล้เคียงที่สุดแล้วราคาที่ขายในไทยสตาร์ทเริ่มต้นเพียง

Honda Monkey 2024 เพิ่ม 3 สีใหม่ ซนสุดให้หลุดโลก CUB House by Honda เปิดตัวความซนยกเซตกับ New Honda Monkey 2024 3 เฉดสีใหม่ สีขาว-แดง (White-Red), สีขาว-เทา (White-Gray) และ สีดำ (Black) ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ ‘ซนสุดให้หลุดโลก’ ถ่ายทอด DNA ความซนของ Z50M ที่มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967 ในแบบคลาสสิกไม่ซ้ำใคร ตัวรถมีดีไซน์ตัวถังน้ำมันสีโมโนโทนเพิ่มความโดดเด่นและความซนเข้าคู่กับตัวเฟรมที่มามิกซ์แอนด์แมทช์ให้ความเท่ตัดกับสีสันสดใส ลงตัวคู่กับเบาะหนังสีดำ ดีไซน์ไฟหน้าทรงกลมให้ความคลาสสิก ไฟ FULL LED รอบคัน รวมถึงหน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัล LCD ที่มาพร้อมกับลูกเล่นกราฟิกเจ้าลิงสุดซ่า พร้อมให้เป็นเจ้าของความซนได้แล้ววันนี้ New Honda Monkey มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ ระบบเกียร์ 5 สปีด และสวิงอาร์ม โช้คอัพหน้าแบบกลับด้าน พร้อมให้ออกไปซ่าสุดในทุกเส้นทาง ในราคาแนะนำ 99,700 บาท ที่ CUB House Flagship Store ทั้ง 15 สาขา และ CUB House Corner ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th/cubhouse/ เฟซบุ๊ก CUB House : www.facebook.com/cubhousebyhonda เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : www.facebook.com/hondamotorcyclethailand อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki GSX-R125 2024 เพิ่ม 2 สีใหม่เอาใจสาวก ค่ายคนบ้าจากฝากฝั่งยุโรปเอาใจสาวกนักซิ่งมือใหม่ ส่ง Suzuki GSX-R125 2024 สีสันใหม่ 2 เฉดสีพร้อมกัน ซึ่งโมเดลนี้บ้านเราจะขายเป็นโมเดลขนาด 150 ซีซีแทน เพราะทางยุโรปมีเรื่องของใบขับขี่เข้ามาเกี่ยวข้องนั่นเอง ดังนั้นอาจจะได้ลุ้นว่าสีใหม่นี้ก็น่าจะมาจำหน่ายในบ้านเราด้วย สำหรับสีใหม่ที่ว่านั้น สีแรกจะเป็นสีฟ้าและขาวที่โดยได้แรงบันดาลใจมาจากเจ้า GSX-R ในอดีตของทางค่ายนั่นเอง ซึ่งสาวกแท้ ๆ ได้เห็นเฉดสีนี้ก็จะต้องร้องว่าโอ้เยส ออกมาอย่างแน่นอน เพราะนี่มันคือสีประจำค่ายแท้ ๆ เลย โดยตัวรถจะมีถังน้ำมันและแฟริ่งหน้าส่วนบนเป็นสีฟ้าโดยมีแฟริ่งชิ้นข้างและอกล่างเป็นสีขาว พร้อมกับแถบกราฟิกสีน้ำเงินคาดตลอดตัวรถตั้งแต่ด้านหน้าไปยังท้ายรถพร้อมกับล้อสีน้ำเงินน้ำหนักเบาเป็นการเติมเต็มสีสันให้โมเดล 2024 นี้สวยงามลงตัว ขณะที่อีกเฉดสีหนึ่งจะมาในรูปแบบของโทนสีดำแดง ให้ความสปอร์ตดุดัน โดยตัวรถจะมาในดำตัดแต้มด้วยเส้นสายกราฟิกสีแดงและล้อสีแดงสดเพิ่มความโดดเด่นได้ดีเลยทีเดียว ส่วนเรื่องของสเปกจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด โดยจะมีรายละเอียดคร่าว ๆ ดังนี้ เครื่องยนต์สูบเดียว 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ 6 สปีด เคลมแรงม้ามาที่ 15 ตัว แรงบิดที่ 11 นิวตันเมตร (บ้านเราก็จะมีตัวเลขมากกว่านี้เล็กน้อย) ใช้ถังน้ำมันขนาด 11 ลิตร และมีน้ำหนักตัวที่ 137 กิโลกรัม ช่วงล่างด้านหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิก ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมกระเดื่อง ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และสุดท้ายจะมาพร้อมอัลลอยขนาด 17 นิ้วรัดด้วยยางแบบไม่ใช้ยางในขนาด 90/80 – 17 M/C และ 130/7– 17 M/C ส่วนในเรื่องของเทคโนโลยีก็จะมีไฟหน้าแบบ LED หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัล LCD กุญแจรีโมทแบบคีย์เลส ระบบอีซี่สตาร์ท สตาร์ทง่ายแค่กดปุ่มครั้งเดียว และระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล สุดท้ายนี้ซูซูกิประเทศไทยเรา เดิมเคยจำหน่ายโมเดลนี้แต่เป็นพิกัด 150 ซีซีในราคาแนะนำที่ 87,000 บาท ซึ่งก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนราคาโมเดลมั้ย งานนี้สายสปอร์ตมือใหม่ก็ต้องลุ้นกันล่ะครับว่าจะนำสีสันโมเดล 2024 นี้มาจำหน่ายในบ้านเราด้วยหรือไม่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

D.I.D เปิดตัวโซ่รุ่นพิเศษ EVA-02 เอาใจแฟน ๆ Evangelion D.I.D เปิดตัวโซ่รุ่นพิเศษ EVA-02 เอาใจแฟน ๆ Evangelion กันอีกครั้ง หลังจากครั้งแรกเปิดตัว EVA-01 โซ่ซีรี่ส์ “ZVM-X” ที่มีการออกแบบพิเศษสำหรับแฟน ๆ อนิเมะ โดยออกแบบใหม่ตั้งแต่กล่อง ไปจนถึงตัวโซ่ที่มีสีม่วงและเขียวซึ่งเป็นสีประจำตัวของหุ่น EVA01 ไป มาครั้งนี้ จะมาในโทนสีแดงและส้มของหุ่น EVA02 ซึ่งเป็นหุ่นเอวานเกเลี่ยนอีกตัวนึงจากในอนิเมะเรื่องเดียวกันนี้ สำหรับโซ่รุ่นพิเศษเป็นโซ่ที่ทาง D.I.D ได้ร่วมมือกันกับทาง EVA Racing ชุดที่ 2 นี้ อบด้วยสีพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจาก Evangelion Unit 02 มาพร้อมมีโลโก้ EVA Racing และยิงเลเซอร์ “EVAR” และ “NERV” บนเพลต และหมุดชุบเงิน พร้อมทั้งยังได้รับสติกเกอร์ Limited D.I.D x EVA Racing ทุกกล่องอีกด้วย โดยโซ่พิเศษนี้อยู่บนพื้นฐานโซ่ในตระกูล ZVM-X ที่สามารถรองรับอัตราเร่ง แรงบิดและแรงม้าที่สูง ๆ ได้ และมาพร้อมเทคโนโลยี X-Ring สิทธิบัตรเฉพาะของ D.I.D ที่มีประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำมัน (ช่วยเพิ่มอายุการใช้งานของโซ่) และลดการสูญเสียกำลังได้อย่างดี เหมาะสำหรับรถจักรยานยนต์ขนาด 500 ซีซีขึ้นไป สุดท้ายนี้จะมีให้เลือก 3 ขนาดคือ 520, 525 และ 530 โดยราคาจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่นเริ่มต้นที่ 26,004 เยน และมีจำกัดเพียง 2,000 ชุดเท่านั้น นักสะสม และแฟน ๆ อนิเมะ “Evangelion” ที่ชื่นชอบบิ๊กไบค์สามารถติดตามรายละเอียดวิธีการสั่งซื้อได้ที่หน้าเว็บไซต์ https://didmc.com/ ได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia RSV4 Factory SE-09 SBK รุ่นพิเศษ ลายลุง Max เปิดตัวกันไปแล้วในช่วงระหว่างการแข่งขัน MotoGP ที่ Austin ประเทศอเมริกา กับ Aprilia RSV4 Factory SE-09 SBK รุ่นพิเศษฉลองชัยครั้งแรกในศึก WSBK ภายใต้ชื่อ RSV4 จนนับเป็นจุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์ในวงการมอเตอร์สปอร์ตครั้งสำคัญของค่ายสามตาอะพริเลียนั่นเอง เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2009 ลุง Max Biaggi ที่ลงทำการแข่งขันในศึก WorldSBK ที่สนาม Brno สามารถคว้าชัยชนะครั้งแรกกับรถ RSV4 ซึ่งในเวลานั้นเองไม่มีใครคาดคิดมาก่อน แต่นั่นเป็นบทแรกของเรื่องราวเรื่องนึงที่เป็นตำนานต่อมาในภายหลัง มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวของโมเดลที่มีชัยชนะมากที่สุด ทำให้รถภายใต้ชื่อนี้มีประวัติการคว้าแชมป์โลกมามากถึง 7 สมัย จากนักแข่ง 3 คน คว้าชัยไปรวมกันมากถึง 44 ครั้งกับอีก 102 โพเดียม และเพื่อเฉลิมฉลองวันอันน่าจดจำดังกล่าว จึงได้นำชุดสีสุดไอคอนิกในตอนนั้นมาไว้ในโมเดลใหม่ทั้งในตัวซูเปอร์ไบค์และเน็กเก็ดไบค์ระดับเรือธงของทางค่าย และเพิ่มแรมแอร์เบรกคาร์บอนไฟเบอร์เข้าไปพร้อมกับบังโคลนหน้าคาร์บอนไฟเบอร์เข้าไปเพิ่มความพิเศษ ตลอดไปจนถึงการรันตัวเลขไม่ซ้ำกันบนถังน้ำมันอีกด้วย นอกจากนี้ยังมี Tuono V4 Factory SE-09 ที่เป็นสปอร์ตเน็กเก็ตแฝดคนละฝาด้วย แต่ในส่วนรายละเอียดอื่น ๆ เรื่องสเปกยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนจะมาไทยนั้นก็คงยากหน่อย หรือถ้ามาได้ล่ะก็ราคาก็คงไม่เบาอีกเช่นกัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB1300 Super Four SP 2024 อัปเดตสีใหม่ ขายญี่ปุ่นเท่านั้น แฟน ๆ ไบเกอร์รุ่นใหญ่ หรือรุ่นใหม่ที่ชอบความคลาสสิค ความเรโทร หรือสตอรี่หรือตำนาน คงจะต้องรู้จักโมเดลระดับตำนานอย่างเจ้าซูเปอร์โฟนจากค่ายปีกนก แลเมื่อไม่นานมานี้ค่ายปีกนกเองก็เพิ่งเปิดตัว Honda CB1300 Super Four SP 2024 ไปทว่าที่น่าเจ็บใจล่ะก็คงจะเป็นการที่ล็อตผลิตนี้ขายแต่ในเจแปนแดนปลาดิบเพียงแค่ 1500 คันเท่านั้นครับ เจ้าโมเดลใหม่นี้จะเป็นโมเดลพิเศษซึ่งก็จะมาในเฉดสี Pearl Sunbeam White หรือขาวมุกตัดแต้มด้วยสีแดง มีดีเทลเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นสีน้ำเงินและสีทอง แบบเดียวกันกับที่เคยขายในบ้านเรานี่ล่ะครับ เพียงแต่ว่าด้วยความเป็นโมเดล SP หรือ Special ก็เลยมีการอัปเกรดเพิ่มเติมความพิเศษหน่อย ซึ่งก็คือช่วงล่าง โดยระบบกันสะเทือนจะโดดเด่นเป็นสง่าด้วยโช้คจากทาง Ohlins สีเหลืองทองสุดเท่ และคาลิเปอร์เบรกหน้าจากทาง Brembo แบบเรเดียลเมาท์แบบ 4 ลูกสูบ ขณะที่ยางและล้อยังไม่เปลี่ยนยังเป็นล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมียางขนาด 120/70 และ 180/55 ตามลำดับ ส่วนสเปกอื่น ๆ จะยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป ยังคงใช้ขุมพลังเดิมคือเครื่อง 4 สูบเรียงขนาด 1,284 ซีซี ให้กำลังแรง 111.3 แรงม้าที่ 7,750 รอบ และแรงบิดที่ 112 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ สั่งงานด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า ใช้ระบบเกียร์ 6 สปีดพร้อมระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ แต่ถ้าอยากขี่มันกว่านี้มีอ็อปชันเสริมเพิ่มเงินเป็นควิกชิฟเตอร์ให้ด้วย ขณะที่เทคโนโลยีเองก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี เหมือนตัวต้นตำรับ ทางค่ายก็มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ใส่มาให้เหมือนกัน แม้ว่าบางส่วนจะใส่มาแบบคลาสสิกเหมือนต้นตำรับก็ตามที่ ตัวรถมีไฟแบบ LED เต็มระบบตามแบบสมัยใหม่เพียงแต่ภายนอกมาในดีไซน์คลาสสิค มีโหมดการขับขี่ 3 โหมดคือ Standard, Sport และ Rain มีระบบอุ่นมือ มีช่องจ่ายไฟแบบ USB Type C ใต้เบาะ มีระบบครูซคอนโทรลให้ด้วย ถือว่ามีของดี ๆ มาให้ใช้งานเวลาออกทริปกันด้วย ส่วนราคานั้นตั้งต้นมาที่ 1,936,000 เยน หรือราว ๆ 460,000 บาท แต่ถ้าจำหน่ายในไทยจริง ๆ ก็คงจะแพงกว่านี้อีก คงจะมีราคาโดดไป 6 แสนกว่า ๆ แน่นอน งานนี้คนไทยอาจจะไม่ได้สัมผัสตัวนี้ได้ง่าย ๆ คงได้แค่ลุ้นว่า Thai Honda จะนำเข้ามาขายเอาใจลูกค้ารุ่นใหญ่ใจเก๋ากันบ้างสักเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ผมว่าส่วนตัวแล้วความเป็นไปได้ก็มีไม่มากนัก ค่อนข้างเฉพาะกลุ่มเลยทีเดียว อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

XMAX300 และ MT-09 2024 คว้ารางวัลออกแบบยอดเยี่ยม XMAX300 และ MT-09 2024 หล่อระดับโลก เรียกว่าหล่อจริงอะไรจริง สำหรับ Yamaha XMAX300 และ Yamaha MT-09 2024 ที่ล่าสุดก็ได้รับรางวัลอีกแล้ว โดยเป็นรางวัล RED DOT DESIGN AWARD รางวัลออกแบบระดับโลกที่นักออกแบบทั่วโลกต่างยอมรับ ทั้งนี้รางวัลที่ได้คือสาขา Product Design 2024 หรือรางวัลออกแบบผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมประจำปี 2024 นั่นเอง ซึ่งยามาฮ่าได้รับรางวัลนี้มา 13 ปีติดต่อกันแล้วการันตีความเป็นเลิศทางการออกแบบของค่ายส้อมเสียงได้อย่างดี สำหรับ XMAX นั้นเปิดตัวครั้งแรกในปี 2006 และกลายเป็นรถยอดนิยมในยุโรปในทันที จากนั้นก็ถูกพัฒนาและขายไปทั่วโลก กระทั่งโมเดลล่าสุดโฉมปี 2023 ที่ออกแบบโดยเน้นความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถพร้อมกับเสริมเรื่องความสะดวกสบาย การขับขี่ที่ลื่นไหล และกลิ่นอายของความสปอร์ต จนกลายเป็นรถที่มีสเน่ห์หาน่าดึงดูดด้วยความโดดเด่น พร้อมเอกลักษณ์ที่เป็นที่น่าจดจำเพียงมองเห็นแวบเดียวก็รับรู้ได้ว่าเป็น XMAX ด้วยไฟหน้าดีไซน์รูปตัว X และไฟท้ายที่สวยงามหาใครเหมือนไม่มี ขณะที่ MT-09 นั้นเป็นเจเนอเรชันที่ 4 แล้วของเจ้าไฮเปอร์เน็กเก็ดโมเดลนี้ นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อ 11 ปีก่อน หรือปี 2013 ตัวรถก็ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาทั้งในด้านของดีไซน์และสมรรถนะให้คุณได้ขับขี่ได้สนุกและเป็นอิสระมากกว่าที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะใส่เทคโนโลยีให้มีความทันสมัย ตลอดไปจนถึงการใส่ใจในเรื่องของอรรถรสของผู้ขับขี่ในรูปแบบของเสียงที่มีการออกแบบกริลขยายเสียงให้ผู้ขับขี่ได้รับเสียงแอร์อินเทคที่ทรงพลัง กระตุ้นอะดรีนาลีนและความเอ็นจอยของผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี สำหรับใครที่ยังลังเล สำหรับคนที่สนใจสกู๊ตเตอร์สไตล์สปอร์ต ผมบอกตรงนี้เลย XMAX ถือเป็นตัวเลือกที่ดีมีรางวัลการันตีอย่างที่บอก และสำหรับคนที่กำลังมองหาไฮเปอร์เน็กเก็ดแล้วล่ะก็ เจ้า MT-09 ก็จัดว่าเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า หล่อเหลาแบบของแทร่ไม่ได้โม้ ชอบคันไหนลองไปสัมผัส ลองให้น้อง ๆ ที่ตัวแทนแนะนำกันดูก่อนได้ แล้วจะบอกเลยว่าของเขาดีจริง ๆ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

คอนเฟิร์ม! KTM เตรียมมีตัวแทนจำหน่ายใหม่ในไทย คอนเฟิร์ม! KTM เตรียมมีตัวแทนจำหน่ายใหม่ในไทย ซึ่งล่าสุดทาง SuperBike Thailand ได้รับข้อมูลมาจากวงในค่ายส้มว่า กำลังจะกลับมาภายในเดือนหน้านี้ ด้วยรถรุ่นใหม่ปี 2024 หรือตัวใหม่ล่าสัตว์อย่าง KTM 990 RC R ที่จะมาในปี 2025 นี่ด้วย พร้อมยืนยันอีกว่าจะนำเข้ามาแบบเต็มเรนจ์ ทุกประเภทรถที่ทางค่ายมี หลังจากที่ตัวแทนเก่านำรถเข้ามาใหม่สุดแค่ปี 2022 ทั้งนี้ยังยืนยันอีกด้วยว่าจะมีการปรับราคาใหม่ให้สามารถจับต้องได้ง่าย ๆ อีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เจาะลึก กติกาทางเทคนิค MotoGP ปี 2027 ปรับอะไรบ้าง ไปดู แฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตหลาย ๆ คนน่าจะได้รับรู้ข่าวสารเรื่องการปรับเปลี่ยนกติกาทางเทคนิคเกี่ยวกับรถแข่งในรายการ MotoGP กันไปแล้ว มาวันนี้เราจะไป เจาะลึก กติกาทางเทคนิค MotoGP ปี 2027 กันครับว่ามีอะไรบ้าง – เครื่องยนต์ในคลาส MotoGP จะถูกลดขนาดความจุลงเหลือเพียง 850 ซีซี โดยขนาดกระบอกสูบจะลดจาก 81 ม.ม.เหลือเพียง 75 ม.ม. โดยจะต้องเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบและ 4 จังหวะเช่นเดิม – ค่ายผู้ผลิตที่ลงแข่งในปี 2026 จะเริ่มต้นฤดูกาล 2027 ในแรงค์ B ซึ่งแรงค์ดังกล่าวจะมีการปรับเปลี่ยนอีกในช่วงกลางฤดูกาล 2027 โดยอิงจากผลงานในช่วงแรกของฤดูกาล 2027 เพียงอย่างเดียว ผลงานก่อนหน้านี้ไม่นับ และแรงค์ปกติจะกลับมาใช้อีกครั้งหลังจากจบฤดูกาล 2027 ส่วนค่ายรถใดที่ไม่ได้ทำการแข่งขันในปี 2026 แต่เริ่มแข่งในปี 2027 จะนับเป็นแรงค์ D และจะมีการปรับเปลี่ยนแรงค์อีกครั้งแบบเดียวกันนี้ – จำนวนเครื่องยนต์สำหรับนักแข่งที่เซ็นสัญญายาวจะถูกลดเหลือเพียง 6 เครื่องต่อ 1 ฤดูกาลในกรณีที่การแข่งมีทั้งหมด 20 สนาม และเป็น 7 เครื่องในกรณีมีการแข่งทั้งหมด 21 – 22 สนาม – ค่ายรถที่อยู่ในแรงค์ D จะมีสิทธิ์พิเศษ ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องยนต์ได้มากขึ้น 2 เครื่องต่อ 1 ฤดูกาล ต่อนักแข่ง 1 คน – ทุกทีมจะสามารถเข้าถึงข้อมูล GPS ของนักแข่งทุกคนได้เมื่อจบเซสชันแต่ละเซสชัน – ในพิกัด MotoGP จะถูกปรับลดเรื่องจำนวนอัตราทดเกียร์ได้ไม่เกิน 16 ชุดจากเดิม 24 ชุด (อัตราทดเกียร์ทั้งหมด 6 เกียร์ ใช้ชุดเฟืองเกียร์ทั้งหมด 6 ชุด ดังนั้นจะต้องเลือกใช้ชุดอัตราทดเกียร์อย่างชาญฉลาดและให้เกิดประโยชน์มากที่สุดกับทุก ๆ สนาม เพราะถูกจำกัดจำนวน) บวกกับเฟืองเพลาขับได้อีก 4 ชุดต่อ 1 ฤดูกาล – น้ำหนักรถขั้นต่ำจากเดิมจะต้องไม่เบาไปกว่า 157 กิโลกรัมจะกลายเป็น ไม่เบาไปกว่า 153 กิโลกรัมแทน – ไม่อนุญาตเรื่องอุปกรณ์ปรับความสูงของตัวรถอีกต่อไป (Ride Height Device) รวมถึงอุปกรณ์ช่วยออกตัวที่จะทำงานตอนเริ่มการแข่งขันด้วย (Holeshot Device) – มีการลดความจุของถังน้ำมันลงเหลือ 20 ลิตรสำหรับการแข่งขันปกติ และเติมน้ำมันได้แค่ 11 ลิตรสำหรับการแข่งสปรินต์เรซ – จำกัดเรื่องความกว้างของแฟริ่งแอโรด้านหน้าหรือวิงเล็ตด้านหน้าเหลือ 550 ม.ม.จากเดิม 600 ม.ม. หรือแคบลง 5 ซม.นั่นเอง จำกัดเรื่องความสูงของด้านท้ายรถเหลือ 1,150 ม.ม.จากเดิม 1,250 ม.ม.หรือท้ายรถเตี้ยลง 10 ซม. จำกัดเรื่องส่วนที่ยื่นออกไปด้านหน้าสุด (จมูกแฟริ่งหน้า) ให้สั้นลง 50 ม.ม. นอกจากนี้ชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับแอโรไดนามิกส์ที่อยู่ด้านหลังนักแข่ง หรือวิงก์เล็ตที่ด้านท้าย จะต้องยื่นขอรับรองว่าเป็นชิ้นส่วนนึงของแอโรบอดี้ก่อน และจะอนุญาตให้มีการอัปเดตได้เพียงแค่ 1 ครั้งต่อฤดูกาลเท่านั้น – น้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้จะต้องเป็นน้ำมันที่ไม่ได้มาจากฟอสซิล หรือก็คือต้องใช้น้ำมันแบบยั่งยืนที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการขุดเจาะแล้วมากลั่นแบบที่เราใช้กันปกติในทุกวันนี้นั้นเอง อาจจะเป็นน้ำมันไบโอฟิว หรือไม่ก็เป็นน้ำมันสังเคราะห์ โดยผู้สนับสนุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องชี้แจงรายละเอียดทางเทคนิคทั้งหมดในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับ TWG1 ที่เป็นผู้รับผิดชอบและชี้แจงกับตัวแทนของทาง Dorna และทีมงานที่เกี่ยวข้องด้วย ก็เรียกได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ จุด โดยเฉพาะเรื่องของตัวรถ ซึ่งทางดอร์น่าเองระบุว่าเพื่อความปลอดภัย ความสนุกสนาน ความตื่นเต้นเร้าใจจากการที่การแข่งขันจะแซงกันได้ง่ายขึ้น สูสีกันมากขึ้น ใกล้เคียงกับรถทั่วไปมากขึ้น และนี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ระดับเปลี่ยนแปลงวงการเลยทีเดียว ซึ่งอนาคตก็อาจจะส่งผลต่อรถบ้าน ๆ หรือรถโปรดักชันด้วยอย่างแน่นอนทีเดียวครับ ซึ่งก็คงอีกหลายปีทีเดียว หรืออนาคตอาจจะเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าแทนไปเลยก็ได้ ถ้าเทคโนโลยีแบตเตอรี่มันพัฒนาได้เร็วจนสามารถทำระยะทางได้ไกล ชาร์จได้เร็ว โดยที่แบตเตอรี่ไม่ได้มีขนาดใหญ่จนเกินไป จุดนั้นโลกก็จะเปลี่ยนอีกแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pol Tarres ควบ Tenere 700 คว้าแชมป์ Morocco Desert Challenge เรียกว่าเป็นบทพิสูจน์ความยอดเยี่ยมของสายลุยไซส์กลางจากค่ายส้อมเสียงได้เป็นอย่างดีหลังจากที่ Pol Tarres ควบ Tenere 700 คว้าแชมป์ Morocco Desert Challenge 2024 การแข่งขันแรลลี่ที่แม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างดาการ์แรลลี่ แต่ก็เป็นรายการแรลลี่ระดับนานาชาติที่มีความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันรุ่นย่อยหลายประเภททั้งรถยนต์ บั๊กกี้ รถบรรทุก ไปจนถึงมอเตอร์ไซค์ สำหรับการแข่งขัน Morocco Desert Challenge 2024 นั้นแข่งขันแบบครอสคันทรีกันทั้งหมด 8 วัน 8 สเตจด้วยกัน โดยจะทำการแข่งขันกันเป็นระยะทางกว่า 3,000 กิโลเมตร จากชายฝั่งมหาสมุทรด้านแอตแลนติกของทะเลทรายโมร็อกโกไปจบที่อีกชายฝั่งด้านนึงบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เฉลี่ยวันละกว่า 375 กิโลเมตรท่ามกลางทะเลทรายโมร็อกโกที่เรียกว่าโหดหินไม่เบา และด้วยเหตุนี้เองการแข่งขันครั้งนี้จึงจัดว่าเป็นสนามทดสอบความทนทาน ความแรง และความแข็งแกร่งของทั้งรถทั้งคนได้อย่างดี และแน่นอนว่าอย่างที่เกริ่นไว้ว่า Pol Tarres นักแข่งสัญชาติอันดอร์รา ที่ขับขี่ Yamaha Tenere 700 ในเวอร์ชัน World Raid ที่มาพร้อมกับชุดแต่ง GYTR ของทางค่าย ภายใต้สังกัด Tenere Yamaha Rally Team เอาชนะไปได้ 6 สเตจจากทั้งหมด 8 สเตจ และกลายเป็นคนแรกที่ใช้รถแอดเวนเจอร์ไบค์ 2 สูบที่เอาชนะรายการนี้ไปได้ พร้อมกับสถิติเวลารวมนำห่างจากอันดับ 2 ไปกว่า 2 ชั่วโมง เรียกได้ว่าอึดทั้งคนทั้งรถจริง ๆ สำหรับใครที่ชื่นชอบการขับขี่แบบออฟโร้ดทางไกลแบบนี้ Yamaha Tenere 700 ถือว่าเป็นโมเดลที่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW เตรียมเปิดตัว ระบบเปลี่ยนเกียร์ไม่ง้อคลัตช์ ในโมเดล 2025 งานนี้วงการต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อค่ายรถยักษ์ใหญ่ผู้โดดเด่นด้านเทคโนโลยีอย่าง BMW เตรียมเปิดตัว ระบบ Automated Shift Assistant (ASA) ระบบเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติที่ทำให้ผู้ขับขี่โบกมือลามือคลัตช์ได้เลย แต่ผู้ใช้ยังคงเลือกที่จะเปลี่ยนเกียร์ได้เองโดยที่ไม่ต้องกำคลัตช์ ทางบีเอ็มดับเบิลยูกล่าวว่านวัตกรรมนี้จะช่วยให้การขับขี่นั้นเรียบง่ายมากขึ้นและสะดวกสบายมากขึ้น ตรงตามคำพูดที่ว่า “Simplify your ride” ที่แปลได้ว่าทำให้การขับขี่ของคุณง่ายขึ้น ประสบการณ์การขับขี่ของคุณจะดียิ่งขึ้นด้วยระบบคลัตช์อัตโนมัติดังกล่าวนี้ โดยที่การเปลี่ยนเกียร์ยังสามารถทำได้โดยไม่สูญเสียความลื่นไหลในการขับขี่ไปเลย เจ้าระบบที่ว่านี้ทำงานโดยอาศัยการทำงานของตัวควบคุมที่ทำงานผ่านระบบไฟฟ้า 2 ตัวคอยควบคุมคลัตช์และการเปลี่ยนเกียร์ 6 สปีด ซึ่งแตกต่างไปจากระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์ทั่ว ๆ ไป โดยระบบนี้ไม่จำเป็นจะต้องกำคลัตช์มืออีกแล้ว ไม่ว่าจะตอนออกตัว ตอนหยุดรถ หรือว่าตอนขับขี่ก็สามารถทำได้ง่ายดายด้วยระบบดังกล่าวนี้ และที่สำคัญคือระบบนี้จะทำให้การขับขี่สนุกได้มากขึ้น ด้วยการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วและสัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์และโหลด ทำให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปได้อย่างแม่นยำ ทำให้ผู้ขับขี่สบายมากขึ้น นอกจากนี้ระบบนี้ยังทำงานร่วมกับเครื่องยนต์บ็อกเซอร์อันทรงพลังของทางค่ายได้เป็นอย่างดี ช่วยให้การขับขี่ยิ่งง่ายขึ้น ควบคุมรถได้ง่ายขึ้นด้วยการควบคุมคันเร่งและคันเกียร์เอง ทั้งนี้ระบบนี้จะแบ่งเป็น 2 โหมดคือ M และ D สำหรับโหมด M คือจะสามารถเปลี่ยนเกียร์ผ่านคันเกียร์ที่เท้าได้เอง ผู้ขับขี่สามารถเลือกได้เองว่าจะเปลี่ยนเกียร์ตอนไหน ส่วนในโหมด D ระบบจะทำงานอัตโนมัติและจะเปลี่ยนเกียร์เองผ่านระบบควบคุมเครื่องยนต์ แต่ไม่ว่าจะโหมดไหนก็จะยังสามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างลื่นไหล ไร้การสะดุด ซึ่งยิ่งทำให้สามารถเร่งความเร็วได้ดีมากขึ้น และมีความเสถียรที่ดียิ่งขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ในกรณีที่สถานการณ์การขับขี่ที่ยากลำบากการใช้คลัตช์และคันเร่งพร้อม ๆ กันนั้นต้องใช้สมาธิอย่างมาก โดยเฉพาะถ้าคุณมีสัมภาระหรือว่าคนซ้อนท้ายด้วยแล้ว การจะใช้คลัตช์และเข้าเกียร์ให้ดียิ่งต้องใช้สมาธิมาก แต่ถ้ามีระบบนี้ผู้ขับขี่จะขับขี่ได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นและสนุกมากขึ้นด้วย อ่านมาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนน่าจะคุ้น ๆ ว่ามีค่ายใดสักค่ายนึงทำระบบที่มีลักษณะคล้าย ๆ กันนี้มาแล้ว แต่แอดมินไม่บอกหรอกว่าค่ายไหน อิอิ แต่ปีหน้าฟ้าใหม่ 2025 เพื่อน ๆ จะได้เห็นเจ้า GS ราชาทัวริ่งแอดเวนเจอร์โผล่มาพร้อมระบบนี้ในรุ่นท็อปสุดอย่างแน่นอนครับ และแน่นอนว่าราคาก็แพงขึ้นด้วยแน่ ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก