SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Voge 650 DSX

Voge 650 DSX แอดเวนเจอร์ไซส์กลางอ็อปชันแน่นจากแดนมังกร ล่าสุด Voge แบรนด์รถสัญชาติจีนก็ได้ทำการเปิดตัว Voge 650 DSX แอดเวนเจอร์ไซส์กลางอ็อปชันแน่นเพื่อจำหน่ายในยุโรป ซึ่งถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจเลยไม่น้อยหากคุณได้ลองชมรายละเอียดของมันสักหน่อย เจ้าแอดเวนเจอร์ลูกโตคันนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์สูบเดียวขนาดใหญ่ถึง 651 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังสูงสุดที่ 47 แรงม้าที่ 8,500 รอบ แต่ให้แรงบิดสูงถึง 59.66 นิวตันเมตร ซึ่งต่างจากโมเดลอื่นๆ ในค่ายในพิกัดใกล้เคียงกันที่จะใช้เครื่องยนต์แบบ 2 สูบ นอกจากนี้ยังเด่นที่ใช้ระบบบาลานซ์ชาฟต์ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องที่มีลูกสูบขนาดใหญ่ พร้อมกับหัวฉีดจาก Bosch ที่ทันสมัยอีกด้วย ตัวเครื่องยนต์นั้นวางบนเฟรมถัก มีระบบกันสะเทือนจาก KYB ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยจะมาพร้อมล้อหน้าขนาด 19 นิ้วและล้อหลังขนาด 17 นิ้วพร้อมกับยางแบบกึ่งถนนกึ่งออฟโร้ด ระบบเบรกจาก Nissin ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 298 ม.ม. กับคาลิเปอร์เบรก 2 พ็อด ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. ซึ่งเป็นชุดที่เหมาะกับการขับขี่แบบออฟโร้ด  ตัวรถมีเบาะนั่งสูง 851 ม.ม.ซึ่งไม่สูงมากนักสำหรับรถสไตล์นี้ ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นที่ 230 ม.ม.ช่วยให้ข้ามผ่านอุปสรรค์ได้มากขึ้นเวลาขับขี่ออฟโร้ด กล่องข้างและกล่องท้ายช่วยให้ใส่สัมภาะได้มากเหมาะกับการขับขี่ผจญภัย ตัวรถยังมีขาตั้งคู่และแครชบาร์ซึ่งเป็นของที่แอดเวนเจอร์ไบค์ควรจะมี นั่งสบายทั้งคนขี่และคนซ้อนด้วยเบาะนั่งสองระดับ พักเท้าอลูมิเนียมและที่พิงหลังสำหรับคนซ้อน  นอกจากนี้ยังเด่นด้วยหน้าจอเรือนไมล์เป็นจอสี TFT พร้อมระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนด้วยบลูทูธ รายงานข้อมูลได้ครบถ้วน แม้กระทั่งความดันลมยาง  ทั้งนี้ราคาจำหน่ายในยุโรปจะอยู่ที่ 8195 ยูโร หรือราวๆ 310,000 บาท แต่ถ้ามีคนนำเข้าไทยจริงๆ ราคาอาจจะดีกว่านี้ก็ได้ครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เผยโฉม Ninja-ZX-25R-2021

เผยโฉม Ninja ZX-25R 2021 ครั้งแรกที่อินโดนีเซีย ล่าสุดค่ายยักษ์เขียวอย่าง Kawasaki ได้ทำการเปิดตัวโมเดลใหม่กันที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยทำการ เผยโฉม Ninja ZX-25R ABS SE ที่มาพร้อมระบบเบรก ABS และควิกชิฟเตอร์ และจะมีให้เลือกด้วยกัน 3 เฉดสี คือ สีแดงตัดด้วยสีขาว สีเทาด้านตัดด้วยสีดำ และสีดำ และโมเดลพิเศษ KRT Edition ซึ่งก็จะมาในเฉดสีทีมแข่ง WorldSBK นั่นเอง  ซึ่งเจ้านินจาสุดซิ่งไซส์เล็กสเปกอินโดฯ นั้นจะต่างจากของประเทศอื่นอยู่ โดยจะแรงกว่าสเปกญี่ปุ่น โดยเคลมแรงม้าสูงสุดมามากถึง 50 แรงม้าที่ 15,500 รอบ และเพิ่มเป็น 51 แรงม้าเมื่อบวกกับแรมแอร์ ต่างจากญี่ปุ่นที่มีเพียง 45 แรงม้าเท่านั้น  ทั้งนี้แม้ว่าจะมีชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์เหมือนกัน แต่ในส่วนของไอดีและไอเสียรวมถึงระบบควบคุมหัวฉีด และสเตอร์รนั้นต่างออกไป สำหรับสาวกนินจาบ้านเราก็คงต้องรอต่อไปล่ะครับ แต่คาดว่าคงไม่เกินปีนี้แน่นอน  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

คลัตช์ไฟฟ้า

คลัตช์ไฟฟ้า สิทธิบัตรใหม่จาก Honda ตอกย้ำความเหนือล้ำทางเทคโนโลยี ล่าสุดทางสำนักงานสิทธิบัตรของอเมริกาก็มีการเผยให้เราได้รับรู้ว่าทางค่ายปีกนกนั้นกำลังพัฒนาระบบคลัตช์ไฟฟ้าหรือ Clutch-by-Wire ที่มีศักยภาพช่วยให้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ได้ดีขึ้น อย่างไรก็ดีสิทธิบัตรที่ยื่นนั้นเข้าใจได้ลำบากนิดนึง ดังนั้นเราจะขออธิบายให้เข้าใจพื้นฐานง่ายๆ ก่อน  ลองคิดถึงระบบคันเร่งไฟฟ้า ซึ่งเปลี่ยนเอาสายคันเร่งออกไป แทนที่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยการใช้เซ็นเซอร์และหัวขับมาควบคุมหัวฉีดเชื้อเพลิงแทน และด้วยหลัการคล้ายๆ กันนี้ ระบบ Clutch-by-Wire ทำให้ไม่ต้องใช้สายคลัตช์หรือระบบไฮดรอลิกเลย แต่มีการตรวจจับระยะการบีบคลัตช์ด้วยระบบอิเล็กทรอกนิกส์ และข้อมูลดังกล่าวก็จะป้อนไปสู่ระบบประมวลผลเพื่อให้ควบคุมคลัตช์ โดยที่ไม่ต้องมีการเชื่อมต่อกันระหว่างมือคลัตช์และคลัตช์แบบกายภาพเลย  ในภาพร่างสิทธิบัตรนั้นแสดงให้เห็นว่าตัวควบคุมแรงไฮดรอลิกซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของระบบนี้ เจ้าตัวควบคุมนี้จะรับข้อมูลจากระบบคันเร่งไฟฟ้า ซึ่งเป็นข้อมูลจำพวกความเร็วรอบต่อนาที องศาการเปิดคันเร่ง และความเร็วรถมาคำนวณด้วย ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุดคือจะช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้ดีและสมู้ทขึ้นที่ความเร็วต่ำ เหมาะกับนักบิดหน้าใหม่ และน่าจะช่วยให้นักบิดหน้าใหม่นั้นก้าวเข้าสู่วงการมอเตอร์สปอร์ตมากขึ้นก็ได้ สำหรับนักบิดที่มีประสบการณ์และยังต้องการฟีลลิ่งจากมือคลัตช์ ทางฮอนด้าเองก็คำนึงถึงเรื่องนี้ไว้แล้ว และสร้างอุปกรณ์ที่จะช่วยสร้างแรงตอบสนอง เพื่อเลียนแบบฟีลลิ่งเวลากำคลัตช์ตามปกติ  ตามแผนภาพสิทธิบัตรนั้นจะแสดงให้เห็นว่าระบบนี้จะมีการติดตั้งคลัตช์ที่แฮนด์บาร์คตามปกติ ยังมีการใช้แรงไฮดรอลิกเพื่อให้คลัตช์จับอยู่ อย่างไรก็ตามจะเป็นการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าแทนที่จะเป็นแรงทางกายภาพจากมือของคุณ เจ๋งดีใช่มั้ยล่ะครับ?  ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วการติดตั้งแบบนี้เปิดโอกาสใหม่ๆ ได้หลายอย่าง ยกตัวอย่าง กรณีระบบคันเร่งไฟฟ้า ซึ่งช่วยให้รถมีโหมดการขับขี่ แทร็คชันคอนโทรล และระบบช่วยออกตัว แน่นอนว่าระบบคลัตช์ไฟฟ้าของค่ายปีกนกก็จะช่วยในเรื่องการเข้าเกียร์ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น  และเมื่อเราลองคิดถึงระบบช่วยออกตัว ตัวรถก็จะสามารถคำนวณได้เองว่าต้องใช้คลัตช์อย่างไรให้สัมพันธ์กับความเร็ว ความเร็วรอบและอาจจะกระทั่งความสูงของการลอยตัวของล้อซึ่งจะช่วยในการออกตัวได้ดีและเร็วยิ่งขึ้นในอนาคต  ก็เรียกว่าเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ ก็ต้องมาดูกันว่าฮอนด้าจะนำมาใช้ในรถโปรดักชันอย่างไรและเมื่อไหร่กันล่ะครับ อ่านข่าว Honda อื่นๆ ที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV Agusta Brutale 1000RR 2021

MV Agusta Brutale 1000RR 2021 ยังแรง 208 ม้า พร้อมอัพเกรดเทคโนโลยีใหม่ หลังจากทยอยปรับปรุงโมเดลในพิกัด 800 ซีซีกันไปจนครบ คราวนี้ก็เป็นทีของรถตัวพันกันบ้าง สำหรับ MV Agusta Brutale 1000RR 2021 ไฮเปอร์เน็กเก็ดจากเมือง Varese  โดยในการปรับปรุงอัปเกรดคราวนี้ก็ยังเป็นประเด็นหลักอยู่ที่เรื่องของ Euro5 มีการปรับแต่งชิ้นส่วนต่างๆ ในเครื่องยนต์เพื่อช่วยลดแรงเสียดทานในระบบด้วยการใช้วาล์วไทเทเนียม วาล์วไกด์ใหม่และลูกกระทุ้งลิ้นเคลือบ DLC ทั้งยังออกแบบระบบไอเสียใหม่เพิ่้มเติม แต่ที่สำคัญคือกำลังเครื่องยนต์จากขุมพลัง 4 สูบ 998 ซีซีนั้นไม่ลดลงเลย ยังคงอยู่ที่ 208 แรงม้าที่ 13,000 รอบ และแรงบิดที่ 116.5 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ    ตัวรถโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีมากมาย อาทิ หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5.5 นิ้ว พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ มีควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง และระบบสลิปเปอร์คลัตช์ มีระบบควบคุมแรงบิด 4 ระดับ ระบบแทร็คชันคอนโทรล 8 ระดับ ระบบป้องกันการลอยตัวของล้อ ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ และระบบประมวลผลแรงเฉื่อยที่ช่วยให้ระบบอื่นๆ ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ช่วงล่างเด่นที่ระบบกันสะเทือนไฟฟ้าจาก Ohlins Nix EC ที่ด้านหน้า Ohlins TTX EC ที่ด้านหลัง พร้อมกันสะบัดปรับไฟฟ้า ระบบเบรกจาก Brembo โดยด้านหน้าเป็นคาลิเปอร์เบรก Stylema 4 พ็อดกับจานเบรกคู่ขนาด 320 ม.ม.แบบโฟลตติ้ง ขณะที่ด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรก Brembo 2 พ็อด พร้อมจานเบรกขนาด 260 ม.ม. นอกจากนี้ก็จะยังมีในส่วนของความสวยงามก็จะมีสีสันใหม่ให้เลือก 2เฉดสี ได้แก่สีแดงเพลิงตัดด้วยสีดำเมทัลลิกแบบด้าน และสีเทาเมทัลลิกแบบด้านตัดด้วยสีเทาเข้มเมทัลลิกแบบด้าน ส่วนสนนราคานั้นจะเริ่มต้นที่ 32,300 ยูโร หรือราวๆ 1.224 ล้านบาทครับ   งานนี้ไบค์เกอร์เน็กเก็ดที่มีเงินถุงเงินถังขับรถไปคุยกับทาง MV Agusta สั่งจองรถกันได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Diavel 1260 S Black and Steel

Diavel 1260 S Black and Steel เฟรมเหลืองสดใสโดนใจวัยรุ่น เจ้า Diavel นั้นถือเป็นโมเดลที่ค่อนข้างจะนอกคอกโมเดลนึงของ Ducati เฉกเช่นเดียวกับเจ้า Hypermotard จากการที่มันมีหน้าตาและบุคลิกในแบบที่หาจากโมเดลอื่นของดูคาติไม่ได้อีก  มันไม่ได้เป็นสปอร์ตไบค์ที่พร้อมจะหวดในสนาม แถมมันยังไม่ได้เป็นรถที่ผอมเพรียวปราดเปรียวคล่องแคล่วไปซิ่งลัดเลาะตัดโค้งตามเทือกเขา แต่มันกลับเป็นครูเซอร์จอมพลังกล้ามโต อย่างไรก็ดีมันก็เป็นรถที่จัดว่ายอดเยี่ยมในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะในเรื่องความงามและยอดขายที่ทำได้ค่อนข้างดี ปีก่อนหน้า Ducati ก็เพิ่งจะร่วมกับรถหรูแบรนด์กระทิงจากอิตาลีอย่าง Lamborghini กลายเป็นโมเดลพิเศษสุดสวยงามไป มาปีนี้ก็ได้ส่งโมเดลพิเศษมาทำตลาดอีกครั้ง ซึ่งก็คือเจ้า Diavel 1260 S Black and Steel ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Materico คอนเซ็ปต์ของ Ducati ที่เคยเผยโฉมให้เห็นในปี 2019  โดยโมเดลพิเศษนี้จะมีพื้นฐานเดิมมาจากโมเดลเอส แต่จะมาในชุดสีดำตัดแต้มด้วยสีเหลือง มีลายกราฟิกแบบไม่สมมาตรกัน โดยสีหลักๆ จะเป็นสีดำ มีไฮไลท์ที่จุดต่างๆ เป็นสีเหลือง อาทิ เฟรม ท้ายรถ ล้อกราฟิกบนถังน้ำมันและตรงอกล่าง โลโก้ Diavel ซึ่งก็เป็นการเติมเต็มความสดชื่นให้กับรถเดิมทีมีแต่ความเข้มและดุดันครับ  โดยเจ้าเฟรมเหลืองคันนี้จะไปโชว์ตัวในงาน Milano Monza Motor Show 2021 ที่มิลาย ประเทศอิตาลี ส่วนสนนราคานั้นยังไม่ระบุครับ แต่จะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ใกล้จะถึงนี้ครับ   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Electrocycle มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสไตล์ครูเซอร์ ชาร์จครั้งเดียววิ่งได้ 480 กิโล!

Electrocycle มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสไตล์ครูเซอร์ ชาร์จครั้งเดียววิ่งได้ 480 กิโล! ล่าสุด Zaiser Motors ได้ทำการเผยโฉมเจ้า Electrocycle ครูเซอร์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มาพร้อมทวินฮับมอเตอร์ หรือมอเตอร์ขับเคลื่อน 2 ตัวและระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และเคลมมาว่าสามารถทำท็อปสปีดได้สูงถึง 193 กม./ชม. และทำอัตราเร่ง 0 – 96 กม./ชม.ได้ใน 3.6 วินาทีเท่านั้น อ่านมาถึงตรงนี้น่าสนใจมากเลยใช่มั้ยล่ะครับ ไปดูกันดีกว่าว่ามันมีรายละเอียดอื่นๆ ยังไงกันบ้างดีกว่าครับ  Zaiser Motors นั้นเป็นสตาร์ทอัพที่มีถิ่นฐานในรัฐโคโลราโด ประเทศอเมริกา ใช้เวลากว่า 2 ปีในการออกแบบเจ้าครูเซอร์ไฟฟ้าคันนี้ โดยมีฟีเจอร์เด่นๆ ดังนี้:  ระบบรักษาเสถียรภาพอัตโนมัติ ช่วยขับขี่ได้ปลอดภัยมากขึ้น ดีไซน์แบบโมดูลาร์ ช่วยให้รถสามารถเร่งความเร็วได้อย่างรวดเร็วทันใจ แทร็คชันคอนโทรล แบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จซ้ำหรือสับเปลี่ยนได้ พร้อมระบบรีชาร์จเวลาเบรก ระยะทำการ 480 กม. ออกแบบโดยมุ่งเน้นความยั่งยืน โดยรถทั้งคันสามารถรีไซเคิลได้หมดทุกชิ้นส่วน โดยในส่วนของแบตเตอรี่นั้นมีความจุมาถึง 17.3 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ซึ่งสามารถใช้งานได้ประมาณ 480 กม. นอกจากนี้ยังรองรับระบบฟาสต์ชาร์จและสับเปลี่ยนได้ ซึ่งตรงจุดนี้เป็นจุดขายสำคัญที่ทาง Zaiser ใส่ใจเป็นพิเศษ แต่ทางค่ายเองก็ยังไม่ได้ระบุว่าชาร์จเร็วได้ขนาดไหน  ทั้งนี้ Zaiser ยังไม่ได้ระบุราคาจำหน่าย ทว่าบอกเพียงว่าจะมีราคาในแบบที่จับต้องได้ และยังตั้งเป้าจะเปิดตัวจริงๆ ในปลายปี 2021 หรือไม่เกินช่วงต้นปี 2022 งานนี้สาวกรถไฟฟ้าที่ชอบสไตล์ครูเซอร์ก็ตั้งตารอได้เลยครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ninja-650-2021

Ninja 650 2021 เปิดตัวที่อเมริกาแล้ว ล่าสุด Kawasaki USA หรือคาวาซากิ อเมริกา ก็ได้ทำการเผยโฉม Ninja 650 2022 แล้ว สปอร์ตทัวเรอร์คันนี้ยังคงไม่ได้มีอะไรเพิ่มเติม นอกจากลวดลายกราฟิกใหม่  ลูกเล่นที่สำคัญๆ ก็ยังอยู่ครบ อาทิ ขุมพลังยังคงเป็นเครื่องสองสูบเรียงขนาด 649 ซีซีเช่นเดิม ไฟหน้าคู่แบบ LED เรือนไมล์ที่มาพร้อมระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธและใช่งานร่วมกับแอพลิเคชัน Rideology ก็ยังเดิมไม่ได้ปรับปรุงอะไรในส่วนนี้ มาดูในส่วนที่เปลี่ยนกันบ้าง ซึ่งก็มีเฉพาะลวดลายกราฟิกภายนอกเท่านั้นเอง โดยทางอเมริกาจะจำหน่ายทั้งหมดด้วยกัน 3 โมเดล ได้แก่ โมเดลไม่มี ABS ซึ่งจะมีให้เลือกด้วยกัน 2 เฉดสีคือ สีเทาด้านตัดด้วยสีดำเมทัลลิก และสีขาวมุกตัดด้วยสีเทาคาร์บอนเมทัลลิก ในราคา 7,699 เหรียญหรือราวๆ 241,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่นๆ) โมเดล ABS ก็จะมีสองเฉดสีเหมือนกับโมเดลไม่มี ABS คือ สีเทาด้านตัดด้วยสีดำเมทัลลิก และสีขาวมุกตัดด้วยสีเทาคาร์บอนเมทัลลิก ในราคา 8,099 เหรียญหรือราวๆ 253,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่นๆ) และโมเดล KRT Edition ซึ่งจะมาในเฉดสีเดียวกับทีมแข่ง WorldSBK คือสีเขียวตัดด้วยสีดำและสีขาวมุก ในราคา 8,299 เหรียญหรือราวๆ 259,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่นๆ)     สาวกนินจา 650 ที่เฝ้ารอสีใหม่ ลองดูนะครับว่าถูกใจสีใหม่เหล่านี้หรือไม่ แต่เชื่อผมเถอะ สีใหม่ก็สวยไม่เบา แต่ถ้าไม่พอใจจริงๆ อาจจะต้องทำสีทำกราฟิกกันเองล่ะครับงานนี้  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Moto Morini X-Cape 650

Moto Morini X-Cape 650 สายลุยไซส์กลางที่น่าจับตามอง นับตั้งแต่ที่เจ้า Moto Morini X-Cape 650 เผยโฉมให้เห็นครั้งแรกที่งาน EICMA 2019 มันก็หายเงียบไปพักใหญ่ แต่สุดท้ายมันก็กลับมาเปิดตัวอีกครั้งในงานที่ปักกิ่งอีกครั้งอย่างเป็นทางการ โมเดลนี้พัฒนาและออกแบบดีไซน์อิตาลี โดยเฟรมนั้นมีการออกแบบให้มีความแรงทนทานมากขึ้น ช่วงล่างนั้นค่อนข้างจะดีงามเพราะใช้โช้คหน้าจาก Marzocchi และโช้คหลังจาก KYB ที่สามารถปรับแต่งค่าต่างๆ ได้  ขนาดล้อหน้า 19 นิ้วพร้อมยางขนาด 110/80 แบบไม่ใช้ยางใน ด้านหลังจะเป็นล้อขนาด 17 นิ้วพร้อมยางขนาด 150/70 แบบไม่ใช้ยางในเช่นกัน ระบบเบรกเองก็ได้ของทาง Brembo พร้อมระบบเบรก ABS จาก Bosch อีกด้วย โดยด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 298 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกขนาด 2 พ็อด และด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 235 ม.ม.  ขุมพลังของสายลุยคันนี้เป็นเครื่องยนต์สองสูบเรียงขนาด 650 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ให้กำลังแรงม้าที่ 60 แรงม้าที่ 8,500 รอบและแรงบิดที่ 41 ฟุตปอนด์ที่ 7,000 รอบ ซึ่งเป็นเครื่องที่ทาง Zhejiang Chunfeng Power ผลิตให้ และผ่านมาตรฐาน Euro5 ด้วยหัวฉีดจากทาง Bosch โดยทางค่ายว่าระบุว่าน้ำหนักรถเปล่าจะอยู่ที่ประมาณ 213 กิโลกรัม และสามารถทำท็อปสปีดได้ที่ราวๆ 172.8 กม./ชม.  หน้าจอเรือนไมล์เป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อระบบบลูทูธเข้ากับสมาร์ทโฟนได้ มีเบาะนั่งสูงเพียง 828 ม.ม. ซึ่งถือว่าไม่สูงมากสำหรับรถในสไตล์แอดเวนเจอร์ มีระบบน้ำทางและระบบตรวจเช็คลมยาง  สุดท้ายนี้ราคานั้นยังไม่เปิด แต่ทว่าจะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 สีด้วยกัน ได้แก่ สีแดง สีขาว และสีเทาครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดขาย Aprilia RS 660 Trofeo

เปิดขาย Aprilia RS 660 Trofeo ให้คนทั่วไปแล้ว Aprilia RS 660 Trofeo เดิมทีเปิดตัวครั้งแรกในเดือนมกราคม 2021 หรือเมื่อต้นปีนี้นี่เอง มันคือสปอร์ตไบค์สำหรับขี่ในสนามเท่านั้น โดยมีนักแข่งใช้มันเพื่อหวังคว้าโพเดียมในศึก MotoAmerica และยังมีรายการแบบวันเมคเรซอย่าง Aprilia Racing RS 660 Trophy ในอิตาลีอีกด้วย แต่ที่น่าสนใจมากกว่าในตอนนี้คือค่ายรถแห่งโนเอลตั้งใจจะเปิดขายโมเดลสำหรับขี่ในสนามโมเดลนี้ให้กับลูกค้าที่ไม่ใช่นักแข่งด้วย สำหรับโมเดลสำหรับซิ่งในสนามคันนี้นั้นมีพื้นฐานมาจากรถโปรดักชันในชื่อเดียวกัน โดยยังคงมีเครื่องยนต์สองสูบเรียงขนาด 660 ซีซีและเฟรมอลูมิเนียมน้ำหนักเบา แต่มีการเพิ่มเติมชิ้นส่วนที่ช่วยเสริมสมรรถนะ ไม่สนเรื่องของไอเสียหรือเรื่องมลภาวะทางเสียง  ยังมีการตัดระบบที่ไม่จำเป็นออกอย่างไฟส่องสว่างและระบบเบรก ABS ดังนั้นจึงลดน้ำหนักไปได้อีกจำนวนนึง ทำให้น้ำหนักรถเปล่าเหลือเพียง 153 กิโลกรัมเท่านั้น ขณะที่แรงม้าเพิ่มเป็น 105 แรงม้า   ทางค่ายยังได้ทำการปรับแต่งท่านั่งขับขี่ที่เดิมเหมาะกับการขับขี่บนท้องถนนให้เข้ากับการขับขี่สนามให้มากขึ้นอีกด้วย มีการใช้แผงคอบนที่สามารถติดตั้งแฮนด์จับโช้คที่สามารถปรับระดับได้ โช้คหน้าเป็น Adreani Misano ที่สามารถปรับแต่งค่าต่างๆ ได้ ด้านหลังเป็นโช้ค Öhlins AP948 ก็ดีกว่าของติดรถมา และสามารถปรับแต่งค่าต่างได้ๆ เช่นกัน  ตัวรถยังมี ECU สำหรับแข่งขันเพื่อให้สามารถรีดสมรรถนะของเครื่องยนต์ออกมาให้ได้มากที่สุด พร้อมกับดึงสมรรถนะจากท่อ SC-Project มาอย่างเต็มที่อีกด้วย อย่างไรก็ดีชิ้นส่วนอย่างหน้าจอเรือนไมล์ TFT ของติดรถก็ยังคงอยู่ แต่มีการเพิ่มสวิตช์เกียร์ด้านซ้ายคล้ายกับปุ่มควบคุมของรถแข่ง MotoGP เข้ามาด้วย ครอบเบาะท้ายและการ์ดเบรกก็เพิ่มเข้ามาปิดท้ายแพ็กเกจให้ดูดีพร้อมออกจากเส้นสตาร์ทอย่าลงตัวครับ  สำหรับสนนราคาค่าตัวนั้นอยู่ที่ราวๆ 557,000 บาท โดยคนที่สนใจสามารถเข้าไปสั่งจองได้ที่เว็บไซต์ของทางค่ายได้โดยตรง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สอบใบขับขี่บิ๊กไบค์

สอบใบขับขี่บิ๊กไบค์ เพิ่มเกณฑ์อายุ แถมต้องสอบ 11 ท่า   เรียกว่าเป็นประเด็นร้อนกันในตอนนี้เลยครับสำหรับวงการบิ๊กไบค์ กับเรื่องการ สอบใบขับขี่บิ๊กไบค์ ล่าสุด วันที่ 2 มิ.ย.2564 นายยงยุทธ นาคแดง รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการกำหนดเกณฑ์การอบรม และทดสอบใบขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ หรือรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกสูบมากกว่า 400 ซีซี ว่า กรมได้นำเสนอหลักเกณฑ์ดังกล่าวไปให้กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุขพิจารณาแล้ว แต่ปรากฏว่าเกือบทุกหน่วยงานได้มีการท้วงติง เรื่องการกำหนดอายุผู้ขอรับใบอนุญาตขับขี่บิ๊กไบค์ ในกรณีที่ผู้ขับขี่ไม่เคยมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยายนต์มาก่อน หรือมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยายนต์มาแล้วน้อยกว่า 2 ปี นายยงยุทธ กล่าวต่อว่า โดยมองว่าข้อเสนอของกรมที่กำหนดให้ต้องมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ สามารถขอสอบรับใบขับขี่ได้นั้น ไม่เหมาะสม เพราะเห็นว่ามีอายุน้อยเกินไป ควรจะมีการปรับเพิ่มอายุให้มากกว่านี้ เนื่องจากเป็นรถขนาดใหญ่ที่ต้องใช้การตัดสินใจการขับขี่สูง กระทรวงจึงส่งหลักเกณฑ์กลับมายังกรมเพื่อให้มีการแก้ไขปรับปรุงใหม่อีกครั้ง “ทั้งนี้ จากการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องความปลอดภัย และนำข้อมูลเรื่องใบขับขี่บิ๊กไบค์จากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมาพิจารณาประกอบพบว่า หลายประเทศ เช่น ประเทศแถบยุโรป และญี่ปุ่น กำหนดให้ต้องมีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์จึงจะขอใบขับขี่บิ๊กไบค์ได้ ซึ่งกรมจึงเตรียมแก้ไขเกณฑ์อายุเป็น 24 ปีบริบูรณ์ คาดว่าจะเสนอเรื่องกลับไปให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาเห็นชอบได้ภายในสัปดาห์หน้า หากกระทรวงเห็นชอบ คาดว่ากรมจะสามารถออกประกาศ และบังคับใช้เกณฑ์ได้ภายในเดือนมิ.ย.นี้แน่นอน” นายยงยุทธ กล่าว สำหรับเกณฑ์การขอรับใบอนุญาตขับขี่บิ๊กไบค์ จะแบ่งผู้ขับขี่ออกเป็น 3 กลุ่ม  กลุ่มที่ 1. ผู้ที่มีใบขับขี่รถจักรยานยนต์ปกติอยู่ก่อนแล้ว และมีการครอบครองรถบิ๊กไบค์ ไม่น้อยกว่า 2 ปี สามารถมายื่นขอใบขับขี่ได้อัตโนมัติโดยที่ไม่ต้องทดสอบการขับขี่ หรืออบรมภาคปฏิบัติ เนื่องจากมีประสบการณ์แล้ว โดยเจ้าของใบขับขี่จะต้องมีชื่อและนามสกุลตรงกับชื่อผู้ครอบครองของรถบิ๊กไบค์   กลุ่มที่ 2. ผู้ที่มีใบขับขี่รถจักรยานยนต์ปกติอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งมีอายุไม่น้อยกว่า 2 ปี จะต้องเข้ารับการทดสอบขับขี่ และอบรมหลักสูตรการขับขี่บิ๊กไบค์ก่อน    และกลุ่มที่ 3. กลุ่มที่ไม่เคยมีใบขับขี่รถจักรยานยนต์ประเภทใดมาก่อนเลย จะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 24 ปีเต็ม จึงจะยื่นขอรับใบขับขี่บิ๊กไบค์ได้ และจะต้องเข้ารับการทดสอบขับขี่ และอบรมหลักสูตรการขับขี่บิ๊กไบค์ก่อน  ส่วนเกณฑ์การอบรมนั้นจะต้องผ่านการอบรมกับกรมจำนวนรวม 12 ชั่วโมง แบ่งออกเป็นการอบรมภาคทฤษฎี จำนวน 2 ชั่วโมงและปฏิบัติจำนวน 10 ชั่วโมง โดยภาคทฤษฎี จำนวน 2 ชั่วโมง จะแบ่งการอบรมออกเป็น 5 บท คือ บทที่ 1 ผู้ขับขี่ จะอบรมเกี่ยวกับ การแต่งกายขณะขับขี่ การเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย จิตใจและมารยาทในการขับขี่ เทคนิคการขับขี่ที่ถูกต้อง บทที่ 2 ยานพาหนะ ต้องศึกษาคู่มือก่อนการใช้งาน ส่วนประกอบและพื้นฐานการทำงานของรถ การตรวจเช็กก่อนการขับขี่ และการตรวจเช็กรถตามระยะทาง และการปรับแต่งรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ที่มีผลต่อความปลอดภัยในการขับขี่ บทที่ 3 สภาพแวดล้อมในการขับขี่ เกี่ยวกับเครื่องหมายจราจร และพื้นผิวถนน การขับขี่ในช่วงจราจรแออัดและสภาพอากาศไม่ปกติ และการศึกษาเส้นทาง และการใช้ระบบนำทาง บทที่ 4 การคาดการณ์อุบัติเหตุขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่บนท้องถนน และบทที่ 5 การปฐมพยาบาลและการช่วยเหลือเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ส่วนภาคปฏิบัติ 10 ชั่วโมง จะมีการอบรม และทำการทดสอบท่าขับขี่จำนวน 11 ท่า (สอบใบขับขี่บิ๊กไบค์) 1.การเบรกตามระยะที่กำหนด 2.การเบรกกะทันหัน 3.การทรงตัวบนทางคดเคี้ยวที่มีสิ่งกีดขวาง 4.การเข้าโค้งรูปแบบต่าง ๆ 5.การทรงตัวบนลูกระนาดและพื้นที่ขรุขระ 6.การทรงตัวบนกระดานแคบ 7.การทรงตัวบนพื้นที่ทางแคปรูป S 8.การทรงตัวบนพื้นที่ทางแคบรูป Z 9.การทรงตัวบนพื้นที่ทางแคบรูป 8 10.การหยุดและการขึ้นทางลาดชัน 11.การเปลี่ยนเกียร์ก่อนเข้าโค้ง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีมีจำนวนบิ๊กไบค์ ที่จดทะเบียนทั้งสิ้น 216,547 คัน จากจำนวนรถจักรยานยนต์ทั้งหมด 21,284,775 คัน สำหรับใบขับขี่บิ๊กไบค์นั้นเบื้องต้นจะแตกต่างจากใบขับขี่รถจักรยานยนต์ทั่วไป โดยจะมีรูปรถบิ๊กไบค์แสดงในใบขับขี่ด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Chase 700 เน็กเก็ดไซส์กลาง ขุมพลังจีนแต่ใช้ของอิตาลีเพียบ

Chase 700 เน็กเก็ดไซส์กลาง ขุมพลังจีนแต่ใช้ของอิตาลีเพียบ ล่าสุดค่ายรถยักษ์ใหญ่จากจีนอย่าง QJ Motor ก็ได้ทำการเผยโฉม Chase 700 เน็กเก็ดระดับกลาง ในงานปักกิ่งมอเตอร์โชว์ 2021  เจ้าเชสคันใหม่นี้แตกต่างจากเชสรุ่นน้องๆ ก่อนหน้าที่มีซีซีน้อยกว่าอย่างสิ้นเชิงเพราะโมเดลใหม่นี้ไม่ได้ใช้เครื่องจากทาง Benelli แล้ว  โดยขุมพลังที่ใช้จะเป็นเครื่องยนต์แบบ 2 สูบเรียงขนาด 693 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 75 แรงม้าที่ 8,750 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 68.2 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ  แม้ว่าตัวเลขที่เห็นนี้จะใกล้เคียงกับเจ้า Benelli 752S แต่จริงๆ แล้วเป็นบริษัทจีนอย่าง Chunfeng ที่ผลิตให้  นอกจากขุมพลังที่ค่อนข้างน่าสนใจแล้ว ตัวรถยังมีสิ่งน่าสนใจมากกว่า อาทิ ระบบเบรก ซึ่งด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 4 พ็อด ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 260 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรก Brembo เช่นเดียวกัน และยาง Pirelli Angel GT    ระบบไฟส่องสว่างทั้งหมดเป็น LED เต็มระบบ และมีหน้าจอดิจิทัล LCD และแน่นอนว่ามาในพิกัดนี้คู่แข่งที่ตกเป็นประเด็นที่จะต้องเอามาเปรียบเทียบกันก็คงจะหนีไม่พ้น Yamaha MT-07, Kawasaki Z 650, Benelli 752S และ CFMoto CL-X อย่างแน่นอนครับ งานนี้ชอบใครเชียร์ใครไปเจ้านั้นเลย แต่เจ้านี้น่าจะมีทีเด็ดที่ราคาอย่างแน่นอน  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Speed Twin 2021

Speed Twin 2021 แรงขึ้น 3 ม้า พร้อมอัปเกรดช่วงล่างใหม่ เรียกว่าทยอยกันอัปเกรดรับ Euro5 กันทีละรุ่นๆ จนแทบจะครบทุกโมเดลแล้ว สำหรับรถจากแดนผู้ดี Triumph และในครั้งนี้เป็นคิวของเจ้า Speed Twin โมเดิร์นคลาสสิครุ่นใหญ่ที่ครั้งนี้ไม่ได้แค่ปรับปรุงในส่วนของเครื่องยนต์เพื่อให้ผ่าน Euro5 และสีสันภายนอกเท่านั้น ทางค่ายยังได้ทำการปรับปรุงช่วงล่างในหลายๆ จุดให้ดีขึ้นอีกด้วย   ขุมพลังแรงไม่ตก เครื่องยนต์หรือขุมพลังนั้นจะยังคงเป็นเครื่องสองสูบเรียบขนาด 1,200 ซีซี มีการปรับปรุงในหลายจุดด้วยกัน อาทิ เพลาข้อเหวี่ยงน้ำหนักเบา อัลเทอร์เนเตอร์จากแร่แรร์เอิร์ธใหม่  มีการใช้ลูกสูบใหม่กำลังอัดสูงขึ้น ปรับปรุงพอร์ตไอดี ปรับแคมโปรไฟล์ใหม่ และเพิ่มระบบอากาศที่ 2 เข้ามา ทั้งหมดนี้ช่วยให้ไอเสียผ่านมาตรฐานใหม่  มีท่อไอเสียใหม่ที่เป็นทรงเมก้าโฟนหรือทรงปลายขยาย เชิดขึ้นปลายขึ้น และเปลี่ยนมาเป็นดีไซน์แบบปัดเงา มีดีไซน์แบบซ่อนตัวแคตไว้ด้านหลัง ทำให้ไม่โผล่ออกมาให้เกะกะสายตา  ผลที่ได้จากการปรับปรุงในครั้งนี้ช่วยให้มีแรงเฉื่อยในระบบน้อยลง 17% จึงปั่นรอบได้เร็วขึ้น เร่งได้นานขึ้นจากเรดไลน์ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ได้แรงม้ามากขึ้นอีก 3 แรงม้า รวมเป็น 100 แรงม้าที่ 7,250 รอบ และมีแรงบิดที่กระจายตัวดีขึ้นในรอบกลางและรอบปลาย โดยให้แรงบิดสูงสุดที่ 112 นิวตันเมตรที่ 4,250 รอบ ซึ่งเทียบกับโมเดลเก่าแล้วจะพบว่าแรงบิดสูงสุดนั้นมาไวขึ้นกว่าเดิม 500 รอบ     ช่วงล่างยกระดับ สำหรับช่วงล่างนั้นก็มีการปรับเปลี่ยนหลายจุดเช่นกัน เริ่มกันที่ระบบกันสะเทือน มีการอัปเกรดโช้คหน้า เป็นโช้คหน้าหัวกลับจาด Marzocchi ขนาด 43 ม.ม.พร้อมระยะยุบ 120 ม.ม. ซึ่งวิศวกรของทางค่ายเคลมมาว่าตอบสนองการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ส่วนด้านหลังยังคงเป็นโช้คหลังคู่สามารถปรับพรีโหลดได้พร้อมระยะยุบ 120 ม.ม. เช่นกัน  ระบบเบรกเองก็เป็นส่วนที่ได้รับการอัปเกรดเช่นเดียวกัน โดยตอนนี้ใช้ระบบเบรกเป็น คาลิเปอร์เบรก Brembo M50 แบบ 4 พ็อดคู่กับจานเบรกคู่ Brembo ขนาด 320 ม.ม. ส่วนด้านหลังยังคงเป็น Nissin แบบ 2 พ็อดกับจานเบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. ซึ่งแน่นอนว่าให้แรงเบรกแรงจิกที่ดีขึ้น  ยางเองก็เป็นอีกส่วนนึงที่มีการเปลี่ยน โดยหันมาใช้ Metzeler Racetec RR ซึ่งเป็นเกรดสูงกว่าเดิม ล้อเองก็เป็นล้อดีไซน์ใหม่แบบ 12 ก้าน ทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบา  เทคโนโลยี ตัวรถมีเทคโนโลยีหลากหลาย แต่ยังถือว่าไม่สุด ไม่ท็อปตามแบบยุคสมัยนี้ แต่ก็ถือว่าไม่ขี้ริ้วขี่เหร่ ใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า ซึ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ให้ตอบสนองได้ดี พร้อมกันนี้ยังได้ให้โหมดการขับขี่ที่หลากหลายสอดคล้องกับการใช้งานในสภาวะต่างๆ ทั้งยังปรับปรุงให้ดีขึ้นอีกด้วย โดยมี 3 โหมด ได้แก่ Rain, Road และ Sport ซึ่งก็จะมีแม็พที่แตกต่างกันออกไป และสามารถเปลี่ยนโหมดได้ง่ายอีกด้วย มีระบบทอร์คแอสซิสต์คลัตช์ช่วยลดภาระ ผ่อนมือคลัตช์ที่หนักให้เบาลง ช่วยให้ขับขี่ทางไกล หรือขับขี่ระยะเวลานานๆ สบายขึ้น นอกจากนี้ยังมีชุดคลัตช์ที่เล็กลงช่วยให้มิติตัวรถตรงช่วงเครื่องยนต์นั้นแคบลง และยังช่วยป้องกันอาการล้อหลังสลิปเวลาเชนเกียร์ลงเร็วๆ อีกด้วย  ส่วนในเรื่องของความปลอดภัยก็จะมีระบบเบรก ABS และระบบแทร็คชันคอนโทรล ที่สามารถเปิดปิดได้อีกด้วย หน้าจอเรือนไมล์แบบผสม โดยจะมีดีไซน์แบบทรงกลมคู่ บอกข้อม฿ลต่างๆ ครบถ้วน พร้อมปรับเปลี่ยนการแสดงผลผ่านปุ่มที่แฮนด์บาร์ได้อย่างง่ายดาย   ระบบไฟส่องสว่างด้านหน้าเป็นฮาโลเจน ส่วนไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ไฟท้ายและไฟเลี้ยวเป็น LED  นอกจากนี้ก็จะมีส่วนของฟังก์ชันความสะดวกสบายอาทิ ช่องจ่ายไฟแบบ USB และกุญแจอิมโมบิไลเซอรื หรือกุญแจฝังชิพ  ดีไซน์พรีเมียม ในส่วนของรูปลักษณ์ดีไซน์นั้นมีการปรับเปลี่ยนในหลายๆ จุดช่วยเพิ่มความสวยงามแบบโมเดิร์นมากยิ่งขึ้น โดยตัวยึดไฟหน้าก็จะทำสีอโนไดซ์มาเลย มีตัวยึดบังโคลนแบบใหม่ มีลายกราฟิกบนถังน้ำมันใหม่ ฝาถังน้ำมันมอนซ่า พร้อมถังน้ำมันอันเป็นเอกลักษณ์ของทางค่ายขนาด 14.5 ลิตร เบาะนั่งแบบตอนเดียวยาว และกระจกปลายแฮนด์เช่นเดิม  สำหรับโมเดลนี้ในส่วนของการออกแบบท่านั่งนั้นมีการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น นั่งสบายมากขึ้นจากการปรับตำแหน่งของพักเท้า โดยยื่นไปด้านหน้า 38 ม.ม. และลดต่ำลง 4 ม.ม. ซึ่งให้ท่านั่งที่ผ่อนคลายมากขึ้น และเหมาะกับคนร่างโย่งมากขึ้นด้วย นอกจากนี้เบาะนั่งเองก็ต่ำเพียง 809 ม.ม. ช่วยให้นั่งได้สบายและขับขี่ได้มั่นใจมากขึ้น เพราะขาคุณจะถึงพื้นได้มากขึ้น    โดย Triumph Speed Twin 2021 จะมีให้เลือกทั้งหมด 3 สีสัน โดยสีสันจะมีให้เลือก 3 สีด้วยกัน สีสแตนดาร์ดจะเป็นสีดำ Jet Black ส่วนสีพรีเมียมเพิ่มเงินจะเป็นสีแดง Red Hopper

Ohvale GP-O Special Edition

Ohvale GP-O Special Edition รุ่นพิเศษลาย Petronas ขายแค่ 46 คันเท่านั้น และนี่คือรถ Ohvale GP-O Special Edition รถแข่ง MiniGP รุ่นพิเศษลาย Petronas Sepang RacingTeam (PSRT) ที่จะขายแค่เพียง 46 คันเท่านั้น และจะจำหน่ายที่ราคา 9,600 ยูโร หรือราวๆ 366,000 บาท โดยสามารถสั่งได้ที่เว็บไซต์ www.ohvale.com เจ้าคันเล็กนี่มีเครื่องยนต์ขนาด 160 ซีซี วางบนแชสซีที่ถูกอัปเกรดขึ้นมาให้เหมาะกับนักบิดที่มีร่างกายสูงใหญ่ขึ้นมาหน่อย โดยจะมาในชุดสีแบบเดียวกับทีมแข่ง Petronas Sepang Racing Team ใน MotoGP ทั้งยังมีวิงก์เล็ต บังโคลนหน้าและแฟริ่งด้านหน้าทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ นอกจากนี้ชิ้นส่วนต่างๆ ที่ใส่เข้าไปจะเป็นชิ้นส่วนที่ทำขึ้นจากการ CNC และมีการเคลือบสีดำเพื่อให้เหมือนกับรถแข่งจากทีมมากที่สุด   เครื่องยนต์สูบเดียวนี้จะใช้คาร์บูเรตเตอร์จาก Dell’ orto ส่วนในท่อไอเสียจะเป็นของทาง Arrow และที่สำคัญคือรถทุกคันจะมาพร้อมอะไหล่สำรองและเครื่องมือต่างๆ อีกด้วย และที่แผงคอจะมีตัวเลขของแต่ละคันสลักอยู่โดยไม่ซ้ำกันอีกด้วย ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นโช้คของ Mupo และด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว Ohlins ซึ่งสามารถปรับแต่งได้เต็มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ในส่วนของระบบเบรกนั้น คาลิเปอร์เบรกและดิสก์เบรกจะเป็นของ J.Juan ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนยางจะเป็นยาง Pirelli Diablo Superbike กับล้อขนาด 10 นิ้ว  ส่วนหน้าจอแสดงผลจะเป็น Alfano ซึ่งเป็นจอดิจิตอลสามารถเชื่อมต่อบลูทูธและมีระบบ GPS เพื่อบันทึกเวลาแล็ปได้  เรียกว่าเป็นรถที่น่าสนใจมากทีเดียวครับ สำหรับรถแข่ง MiniGP คันนี้ ใครเงินเหลืออยากให้ลูกหลานเป็นนักแข่งลองซื้อคันนี้มาฝึกซ้อมกันได้ครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Jason-Dupasquier

Jason Dupasquier จากไปหลังอุบัติเหตุระหว่างควอลิฟาย 2 ในศึก Moto3 ที่ Mugello ขณะที่กำลังอยู่ในรอบควอลิฟายที่ 2 ของการแข่งขัน Moto3 ที่ Gran Premio d’Italia Oakley หรือที่ Mugello ก็เกิดอุบัติเหตุใหญ่ขึ้นและทำให้ Jason Dupasquier นักแข่งดาวรุ่งจากสวิตเซอร์แลนด์ได้จากโลกใบนี้ไป Dupasquier เป็นหนึ่งในผู้โชคร้ายที่อยู่ในอุบัติเหตุดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างโค้งที่ 9 และ 10 และหลังจากนั้นก็มีการให้สัญญาณธงแดงตามมา หน่วยแพทย์และรถฉุกเฉินเข้าช่วยเหลือทันทีและได้นำตัวเขาส่งโรงพยาบาล Careggi ด้วยเฮลิคอปเตอร์ ในเมืองฟลอเรนซ์ แม้ว่าเจ้าหน้าที่แพทย์และพยาบาลจะพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะช่วยเหลือเขา แต่สุดท้ายทางโรงพยาบาลก็ได้ประกาศในเวลาต่อมาว่านักแข่งดาวรุ่งจากสวิตเซอร์แลนด์ได้จากเราไปแล้ว เขาเป็นนักแข่งที่เริ่มต้นฤดูกาลที่สองของเขาในการแข่งขัน Moto3 สามารถทำคะแนนได้อย่างต่อเนื่อง และยังสามารถรั้งอยู่ในท็อป 10 ของตารางคะแนนได้อีกด้วย สุดท้ายนี้ทางทีมงานก็ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งมา ณ ที่นี้ด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV Agusta F3 Rosso 2021

MV Agusta F3 Rosso 2021 ปรับใหม่ เสริมเทคฯ เสริมแดง แต่ยังแรงเท่าเดิม ค่ายรถอิตาลีอย่าง MV Agusta เดินหน้าปรับปรุงโมเดลต่างๆ ในค่ายเพื่อให้รองรับ Euro5 ที่บังคับใช้ในปี 2021 นี้อย่างต่อเนื่อง และคราวนี้เป็นคิวของ MV Agusta F3 Rosso 2021 ซึ่งก็เหมือนโมเดลอื่นๆ ที่ใช้เครื่องยนต์ 3 สูบเรียง ที่การปรับปรุงหลักๆ จะเป็นเรื่อง Euro5 และได้รับระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ๆ เจ้าหนูแดงคันนี้จะได้ใช้เฟรมที่มีการเสริมความแข็งแรงเช่นเดียวกันกับโมเดลอื่นๆ และในส่วนของเครื่องยนต์นั้นก็จะมีการปรับแต่งให้รองรับ Euro5 ด้วยการปรับปรุงระบบหัวฉีดเพิ่มแรงดันมากขึ้น ออกแบบระบบไอเสียใหม่ และจูน ECU ใหม่ โดยแรงม้ายังคงเดิมที่ 148 แรงม้าที่ 13,000 รอบ ส่วนแรงบิดที่ 88 นิวตันเมตรก็ยังคงเดิม แต่มาถึงไวขึ้นที่ 10,100 รอบ (เร็วกว่าเดิม 500 รอบ) ออยล์คูลเลอร์แบบแผงคู่ นอกจากนี้แล้วยังมีปรับปรุงควิกชิฟเตอร์และแต่งชามคลัตช์ใหม่   ในส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์ ก็มีการอัปเกรดเพิ่มเติม ตอนนี้จะเป็นระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งและแทร็คชันคอนโทรลใหม่ที่ทำงานโดยอาศัยเซ็นเซอร์วัดมุมเอียงแล้ว นอกจากนี้ก็จะมีระบบกันล้อลอยตัว ระบบช่วยออกตัวและระบบครูซคอนโทรล หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5.5 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อแอพพลิเคชัน MyRide ผ่านบลูทูธเข้ากับสมาร์ทโฟนได้ เพื่อใช้งานฟังก์ชันนำทาง ปรับแต่งค่าต่างๆ ของรถ และสามารถบันทึกข้อมูล ดึงข้อมูลมากใช้วิเคราะห์อาการต่างๆ รวมถึงแชร์ให้คนอื่นดูได้อีกด้วย เรื่องของดีไซน์ยังคงเป็นสไตล์สปอร์ตเต็มขั้น แต่มีความแดง แดง แดงยิ่งกว่าเดิม เป็นสีแดง Ago Red ตัดด้วยเครื่องยนต์และล้อสีดำ และปลายท่อสีทองแดง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CRF450R 2022

Honda CRF450R 2022 อัปเดตใหม่ เน้นช่วงล่าง และ ECU หลังจากได้มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์กันไปแล้วในปีล่าสุด มาครั้งนี้ Honda ได้ปรับเปลี่ยนส่วนอื่นๆ แทน โดยมีการปรับแต่งเล็กๆ น้อยๆ ใส่เข้าไปในโมเดลปีเก่า ช่วยให้มันขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น จากภาพคุณจะเห็นได้เลยว่ามันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยหากมองจากภายนอก แม้กระทั่งสีสันและกราฟิกยังคงเหมือนเดิมแบบยกมาจากคันเก่าเลย แต่ในความเป็นจริงมีการอัปเดตซ่อนอยู่ภายในหลายจุดเลยละครับ การอัปเดตโมเดล Honda CRF450R 2022 นี้จะเน้นหนักไปในเรื่องของระบบกันสะเทือนจากทาง Showa ทั้งด้านหน้าและด้านหลังให้กับโมโตครอสสำหรับแข่งคันนี้  สำหรับด้านหน้านั้น โช้คหัวกลับขนาด 49 ม.ม.มีการปรับเปลี่ยนวาล์วโลว์สปีดของแสต็คชิมให้โช้คนั้นมีการหน่วงที่เฟิร์มมากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีการปรับปริมาณของน้ำมันภายในให้น้อยลงเล็กน้อย จาก 388 ซีซีเป็น 380 ซีซี  การปรับรีบาวด์นั้นปรับได้น้อยลง 2 สเต็ปจากเดิม 15 เป็น 13 สเต็ป แต่ทางด้านการปรับคอมเพรสชันยังคงปรับได้ 15 สเต็ปเช่นเดิม  ส่วนโช้คหลังที่ใช้ Showa MKE AF2 นั้นได้มีการปรับให้มีการหน่วงที่เฟิร์มมากขึ้นในทุกช่วงความเร็วในการยุบตัว ขณะเดียวกันก็มีการปรับให้ปรับเซ็ตการรีบาวด์ได้มากขึ้นจากเดิม 8 สเต็ปเป็น 11 สเต็ป และการปรับโลวสปีดคอมเพรสชันนั้นลดลงจาก 12 สเต็ปเป็น 6 สเต็ปเท่านั้น ออกจากเรื่องของช่วงล่างไป โมเดลนี้ยังมีการปรับปรุงในเรื่องของ ECU มีการเปลี่ยนแปลงแม็ปปิ้งใหม่ทำให้รถในช่วงรอบต่ำถึงรอบกลางนั้นขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น  ในส่วนอื่นๆ ที่ดีอยู่แล้วจากโมเดล 2021 ก็จะยังคงเดิม ไม่ว่าจะเรื่องของเฟรมและซับเฟรมน้ำหนักเบา ถังน้ำมันไทเทเนียมขนาด 6.3 ลิตร ตลอดไปจนถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ก็ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกันครับ อ่านข่าว Honda อื่นๆ ที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha-Sniper-155-2021

Yamaha Sniper 155 สปอร์ตโมเป็ด เทคฯ แน่น จากแดนกาตาล็อก คุณคาดหวังอะไรบ้างกับสปอร์ตไบค์พิกัดเริ่มต้น? เครื่องแรง สไตล์สวยงาม เทคโนโลยีความปลอดภัย หรือเรื่องอื่นๆ หรือว่าคุณแค่ต้องการรถที่มีสไตล์สปอร์ต ขับขี่ได้ง่าย ใช้งานในชีวิตประจำวันได้สะดวก? หรือจริงๆ สปอร์ตโมเป็ดก็อาจจะเพียงพอกับการใช้งานของคุณแล้ว ล่าสุดทางยามาฮ่าก็ได้ทำการเปิดตัว Yamaha Sniper 155 สปอร์ตโมเป็ดในพิกัดเริ่มต้นที่เป็นที่นิยมอย่างมากในยุคนี้ มันเป็นลูกผสมระหว่างสกู๊ตเตอร์และมอเตอร์ไซค์ มาในแชสซีแบบอันเดอร์โบน และมีถังน้ำมันใต้เบาะ  ตลาดรถเซ็กเมนท์นี้ในอาเซียนนั้นถือว่ายามาฮ่าเป็นเจ้าตลาดอยู่ และเจ้า สไนเปอร์คันนี้มันก็คือ Exciter ซึ่งเป็นชื่อที่วางจำหน่ายในประเทศอื่นๆ รวมถึงไทยด้วย โดยครั้งนี้ทางค่ายก็ปรับปรุงจนบอกได้เลยว่าเจ้านี่คือสปอร์ตโมเป็ดที่สปอร์ตมากที่สุดในตลาดรถอันเดอร์โบนแล้วก็ว่าได้ครับ  เครื่องยนต์ที่ใช้เป็นเครื่องยนต์ที่ยกมาจาก YZF-R15 ดังนั้นเครื่องจึงเป็นเครื่องสูบเดียวขนาด 155 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ เด่นที่เทคโนโลยี VVA หรือวาล์วแปรผัน และมีการปรับจูนให้ต่างออกไป ทำให้ได้แรงม้าสูงสุดที่ 19 แรงม้า แทนที่จะเป็น 18 แรงม้าแบบเดียวกับ R15 ขับเคลื่อนผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมระบบแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ที่ปกติจะไม่มีในรถพิกัดเริ่มต้นแบบนี้ ตัวรถใช้แชสซีแบบอันเดอร์โบน ให้ท่านั่งหลังตรงขับขี่สบาย และยังสามารถวางสัมภาระขนาดเล็กไว้ตรงกลางระหว่างขาของคนขี่ได้อีกด้วย ขึ้นลงรถเองก็ทำได้ง่ายแบบเดียวกับสกู๊ตเตอร์  ระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าจะเป็นโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังจะเป็นสวิงอาร์มและโช้คเดี่ยว ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ล้อจะเป็นล้อแม็กขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ยางจะมีขนาด  90/80-17M/C 46P และ 120/70-17M/C 58P ตามลำดับ จุดเด่นอื่นๆ ก็จะมีหน้าจอ LCD แสดงผลแบบดิจิตอล ระบบไฟหน้าและไฟท้ายเป็น LED   นอกจากนี้จะมีรุ่น Yamaha Sniper 155R ที่เพิ่มลูกเล่นเข้ามาให้แตกต่าง โดยระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 พ็อด มีระบบสมาร์ทคีย์และช่องจ่ายไฟแบบ 12 โวลต์ พร้อมกับสีพิเศษไทเทเนียมแบบด้านอีกด้วย  ส่วนตัวสแตนดาร์ดนั้นจะมีให้เลือก 2 สี ค่าตัวอยู่ที่ประมาณ 75,000 บาท และรุ่น R จะอยู่ที่ประมาณ 78,800 บาทครับ (คิดจากค่าเงินเปโซ) คราวนี้สาวกชาวไทยก็ต้องมาลุ้นกันครับว่าโฉมนี้จะกลายมาเป็นโฉมใหม่ให้กับ Exciter ในบ้านเรามั้ยครับ  อ่านข่าว Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GSX-S1000 Web Edition

GSX-S1000 Web Edition รุ่นพิเศษจากอิตาลีเพียง 5 คันเท่านั้น เน็กเก็ดไบค์ระดับเรือธงจากเมืองฮามามัตซึเปิดตัวไปได้ไม่นานเท่าไหร่ ล่าสุด ซูซูกิ อิตาลี ก็ทำการเปิดตัวโมเดลพิเศษในชื่อว่า GSX-S1000 Web Edition ที่มีผลิตเพียง 5 คันเท่านั้น และแต่ละคันจะไม่ซ้ำกันด้วยการติดแท็กและของแต่งที่ทำขึ้นมาแบบเฉพาะกิจ  โดยสิ่งที่แตกต่างออกไปในโมเดลพิเศษนี้ก็จะได้แก่ ฟลายสกรีนสั้นด้านหน้า (หลังเรือนไมล์) บังโคลนหน้าและบังโคลนท้ายคาร์บอน ครอบเบาะท้ายหรือตูดมดพร้อมโลโก้บ่งบอกรุ่นพิเศษ Web Edition พร้อมตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นหรือตัวคันจิ 激 ที่อ่านออกเสียงว่า เกคิ ที่สื่อความหมายที่เข้ากับโมเดลนี้ได้ว่า ดุดัน  นอกจากนี้ยังมีแผงคอบนที่จะมีระบุตัวเลขว่าเป็นคันที่เท่าไหร่ และโลโก้ Web Edition และตัวคันจิเกคิเช่นกัน  สุดท้ายตัวรถถูกตั้งราคามาที่ 14,050 ยูโรหรือประมาณ 540,000 บาท และสามารถเข้าไปจับจองกันได้ที่ https://shop.suzuki.it/moto/nuova-gsx-s1000/ ครับ ขณะที่ผมเองทำคอนเทนต์นี้ก็พบว่ามีคนจองไปแล้ว 1 คันครับ ใครอยากได้ ก็รีบนะครับ ช้าหมดอดแน่นอน  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Zuma 125 2022

Yamaha Zuma 125 2022 สกู๊ตเตอร์มาดดิบพร้อมลุย ยามาฮ่าอเมริกาเปิดตัว Yamaha Zuma 125 2022 สกู๊ตเตอร์ที่มาพร้อมมาดดิบดุดันพร้อมจะลุยแม้เส้นทางวิบาก โดดเด่นที่ไฟหน้าแบบไม่สมมาตรและความสามารถในการลุยทางฝุ่นแบบเบาๆ  เครื่องยนต์ที่ใช้เป็นเครื่องบลูคอร์สูบเดียวขนาด 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบวาล์วแปรผัน เพื่อให้มีกำลังใช้งานในทุกช่วงรอบความเร็ว แน่นอนว่ามันก็คือสกู๊ตเตอร์ที่ขี่ง่ายสะดวกสบายเพียงแค่บิดก็พร้อมจะไป จากการใช้ระบบคลัตช์แบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ และระบบขับเคลื่อนด้วยสายพาน  ตัวรถจะมาพร้อมล้อขนาด 12 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง กับยางแบบกึ่งฯ ไม่ใช่ยางใน ให้ภาพลักษณ์ดิบดุพร้อมลุย ระบบเบรกจะเป็นดิสก์หน้าเดี่ยวขนาด 230 ม.ม. และดิสก์เบรกหลังเดี่ยวเช่นกัน พร้อมกับระบบลิงก์เบรก  ระบบกันสะเทือนจะเป็นโช้คหน้าเทเลสโคปิกและด้านหลังจะเป็นสวิงอาร์มและโช้คหลังคู่ ซึ่งให้ระยะยุบมา 79 ม.ม.ซึ่งทางค่ายระบุว่าเหมาะกับถนนทั่วไปและทางลูกรัง หรือก็คือขี่ถนนก็ดี ขี่ลุยเบาๆ เบาะๆ ได้ถ้าจำเป็น ในเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกก็จะมีช่องเก็บของใต้เบาะนั้นสามารถเก็บหมวกเต็มใบได้ 1 ใบ มีช่องจ่ายไฟแบบ USB ที่ช่องเก็บของด้านหน้า หน้าจอ LCD และไฟหน้าแบบปรับได้ โดยจะวางขายทั้งหมด 2 สีคือสีน้ำเงินและสีดำด้าน ในสนนราคาที่ 3,699 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 116,000 บาท ดูราคาออกจะแรงไปหน่อย แต่ถ้ามาขายไทยแล้วราคาดีกว่านี้ก็จะเป็นโมเดลที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านข่าว Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV Agusta Rush 1000 2021

MV Agusta Rush 1000 2021 ไฮเปอร์เน็กเก็ตตัวแรงจำนวนจำกัด หากแฟนๆ จำได้ ก็น่าจะพอรู้ว่าเมื่อปีที่แล้วมีการเปิดตัวโมเดลพิเศษจำนวนจำกัด โดยใช้เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซีวางบนเฟรมถัก แบบเดียวกับที่ผมใน Brutale 1000RR แต่มีการปรับแต่งหลายๆ ส่วนทั้งในส่วนของไฟหน้าทรงกลมแบบ LED ตัดเล็มส่วนท้าย และล้อหลังแบบล้อดิสก์ และจำหน่ายเพียงแค่ 300 คันเท่านั้น และในปีนี้โมเดลพิเศษนี้ได้กลับมาอีกครั้งแล้วครับ MV Agusta Rush 1000 2021 ยังคงใช้เครื่องยนต์เดิม โดยครั้งนี้เคลมแรงม้ามาที่ 208 แรงม้าที่ 13,000 รอบ และแรงบิดที่ 85.9 ฟุตปอนด์ที่ 11,000 รอบ แต่ถึงจะบอกว่าเครื่องเดิม แต่จริงๆ แล้วก็มีการปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนภายในให้รับ Euro5 มีการปรับเปลี่ยนไทมมิ่งของแคมชาฟต์ใหม่ช่วยเพิ่มแรงบิดในช่วงรอบต่ำๆ และรอบกลาง มีการเคลือบวาล์วไกด์หรือปลอกวาล์วด้วย DLC เพื่อลดแรงเสียดทานและเพิ่มอายุการใช้งาน ทั้งยังเสริมความทนทานให้กับระบบเกียร์เพื่อให้ถ่ายกำลังไปยังล้อหลังได้ดีขึ้น ปรับปรุงควิกชิฟเตอร์เพื่อให้เปลี่ยนเกียร์ได้แม่นยำมากขึ้นด้วยการใช้เซ็นเซอร์ใหม่ เฟรมก็ยังคงเป็นเฟรมถักโครโมลีเช่นเดิม แต่มีการปรับเซ็ตโช้คจาก Ohlins ใหม่เพื่อให้ควบคุมรถและตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น ระบบเบรกเองก็ใช้ของระดับท็อปอย่างคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema กับดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม. และดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 พ็อต และที่สำคัญยังมีการอัปเดตซอฟต์แวร์ให้ดีขึ้นอีกด้วย ในส่วนของเทคโนโลยีนั้นมีการปรับปรุงระบบ IMU ใหม่ ดังนั้นระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบป้องกันล้อลอยตัว ระบบช่วยออกตัว และครูซคอนโทรล จะทำงานได้ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา และยังมีระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5.5 นิ้ว ช่วยให้สามารถใช้งานระบบต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานร่วมกับ My MV App ได้ ทำให้สามารถปรับค่าต่างๆ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น สำหรับค่าตัวนั้นอยู่ที่ 38,000 ยูโรหรือราวๆ 1,459,000 บาท โดยจะจำหน่ายเพียง 300 คันเท่านั้น และจะมีชุดเรซซิ่งคิทมาให้ด้วยเลย โดยในชุดก็จะประกอบไปด้วยครอบเรือนไมล์ ครอบเบาะไทย และท่อไอเสีย ฝาถังน้ำมัน CNC มือเบรกมือคลัตช์ CNC และการ์ดมือเบรกและคลัตช์สำหรับขับขี่ในสนาม และเมื่อเปลี่ยนท่อไอเสียเป็น SC-Project ที่มาในชุดบวกกับ ECU แบบเรซซิ่งก็จะทำให้รถให้กำลังแรงขึ้นเป็น 212 แรงม้าที่ 13,600 รอบ เรียกว่าเป็นรถที่ทั้งหล่อทั้งแรง และมีความพิเศษสุดๆ ด้วยจำนวนที่มีไม่มากนัก แต่ราคานั้นอาจจะแรงไปบ้าง แต่ถ้าเทียบกับของที่ให้มาก็คุ้มแหละครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Hypermotard 950

Ducati Hypermotard 950 ปรับใหม่ยกแผงรับ Euro5 เป็นคิวของเจ้า Ducati Hypermotard 950 บ้างที่ได้รับการปรับใหม่ยกแผงรับมาตรฐาน Euro5 งานนี้สายซิ่งที่ชอบรถในสไตล์ซูเปอร์โมโตน่าจะได้เฮ รถในตระกูลไฮเปอร์โมตาร์ดจะมีอยู่หลายโมเดลด้วยกัน ได้แก่ ตัวสแตนดาร์ด รุ่นล้อ RVE และรุ่น SP อย่างที่จะได้เห็นในบทความนี้ โดยทุกรุ่นย่อยนี้จะได้รับการปรับให้รองรับ Euro5 ทั้งหมด  เครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่อง Testastretta สองสูบแอลทวิน ขนาด 937 ซีซี บล็อกเดียวกันกับที่ใช้ใน Supersport และ Monster คันใหม่ ให้กำลัง 114 แรงม้าที่ 9,000 รอบและแรงบิด 70.9 ฟุตปอนด์ที่ 7,250 รอบ โดยมีการอัปเดตระบบส่งกำลัง ปรับปรุงการเข้าเกียร์ โดยเฉพาะเกียร์ว่างเวลาจอดรถ นอกจากนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนเกียร์บ็อกซ์ใหม่อีกด้วย แต่ที่ถูกใจวัยรุ่นก็น่าจะเป็นโมเดลพิเศษนั้นได้รับสีสันและลายกราฟิกใหม่ ทั้งนี้เจ้าโมเดลพิเศษรุ่นท็อปนี้ก็จะมาพร้อมกับระบบกันสะเทือนจาก Ohlins ล้อฟอร์จ Marchesini และระบบ Quick Shift EVO ส่วนสีสันลายกราฟิกก็จะเป็นสีแดง สีชาร์โคลและสีขาวผสมกัน  ส่วนโมเดลสแตนดาร์ดก็จะยังคงสีเดิมเป็นสีแดงคลาสสิค และรุ่น RVE จะมีลายกราฟิกแบบกราฟิตี้ สนนราคาเริ่มต้นที่ 12,890 ยูโรหรือประมาณ 494,000 บาท รุ่น RVE ราคา 13,690 ยูโรหรือประมาณ 524,000 บาท และสุดท้ายรุ่นท็อปราคา 16,990 ยูโร หรือราวๆ 650,000 บาท  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Cross Cub 110 สีฟ้าพิเศษ

Honda Cross Cub 110 สีฟ้าพิเศษ ขายญี่ปุ่น 2000 คันเท่านั้น ย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 ค่ายปีกนกได้ทำการเปิดตัวเจ้า Honda Cross Cub 110 ในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์และขายจริงในปี 2018 ซึ่งก็เป็นโมเดลที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว และในปีนี้ ฮอนด้าก็เหมือนจะเอาใจสาวกพร้อมดึงวัยรุ่นหรือไบเกอร์หน้าใหม่เข้าวงการส่งโมเดลสีพิเศษ ฟ้า Puko Blue ที่มีขายในญี่ปุ่นเพียง 2,000 คันเท่านั้น  เจ้าครอสคับคันนี้มีพื้นฐานมาจากซูเปอร์คับ นำเฟรมมาใช้แต่ตัดส่วนแฟริ่งด้านหน้าออกไป และเพื่มไฟหน้า LED ยึดเข้ากับเฟรมโดยตรง จากนั้นแขวนเครื่องสูบเดียวขนาด 109 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ โดยเครื่องนี้มีกำลัง 7.9 แรงม้าและแรงบิดที่ 6.3 ฟุตปอนด์ ใช้ระบบเกียร์ 4 สปีด  โดยโมเดลนี้ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปนอกจากสีสันพิเศษ โดยจะวางจำหน่ายเทรลไบค์คันนี้สไตล์คลาสสิคพร้อมลุยได้เล็กน้อยในราคา 341,000 เยนหรือประมาณ 98,000 บาท เพียงแค่ 2,000 คันเท่านั้น  อ่านข่าว Honda อื่นๆ ที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

THRUXTON 1200 RS คัสตอมพิเศษ

THRUXTON 1200 RS คัสตอมพิเศษ ฉลอง 10 ปี DGR Triumph ฉลองครบรอบ 10 กิจกรรม The Distinguished Gentleman’s Ride ด้วยการมอบ Thruxton 1200 RS คัสตอมพิเศษ  ในวันที่ 23 พฤษภาคมที่จะถึงนี้จะเป็นวันครบรอบ 10 ปีของกิจกรรม The Distinguished Gentleman’s Ride (DGR) และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองหมุดหมายสำคัญทาง Triumph จึงได้คัสตอมโมเดลพิเศษขึ้นมา และจะมอบให้กับผู้ที่ระดมทุนคนสำคัญที่ได้ทำตามเงื่อนไขทั้งหมดของกิจกรรม Gentlefolk Competition ได้ทั้งหมด กิจกรรม “Gentlefolk Competition” ถูกคิดขึ้นมาเพื่อมอบโอกาสผู้ที่มีส่วนในการสนับสนุนกิจกรรมรณรงค์เพื่อสุขภาพของผู้ชายอย่าง DGR นี้ มีสิทธิลุ้นรางวัลเป็นโมเดลคัสตอมสุดพิเศษ  และเพื่อที่จะเข้าร่วมและมีสิทธิ์ลุ้นจะต้องเข้าไปสมัครสมาชิกและกรอกข้อมูลทั้งหมดในเว็บ www.gentlemansride.com บริจาคเงินให้กับตัวเอง บริจาคเงินให้กับไรเดอร์คนอื่นๆ และระดมทุนบริจาคให้ได้ไม่น้อยกว่า 250 ดอลลาร์สหรัฐ เท่านี้คุณก็จะมีสิทธิ์แล้ว โดยทุกคนที่มีสิทธิ์ลุ้นรถคัสตอมพิเศษคันนี้ จะได้รับอาร์มพิเศษ 2021 DGR Commemorative Prize อีกด้วย ส่วนรางวัลใหญ่นั้นจะจับฉลากลุ้นกันในวันที่ 6 มิถุนายน 2021 นี้ครับ  มาถึงรายละเอียดตัวรถกันบ้าง เจ้าโมเดลคัสตอมพิเศษ ถูกออกแบบ เพนต์และคัสตอมขึ้นที่ Hinckley หรือโรงงาน Triumph ที่อังกฤษนั่นเอง โดยใช้ช่างฝีมือผู้มีความชำนาญเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ชุดสีที่งดงามและคุณภาพสูงที่สุด และที่สำคัญเจ้าโมเดลนี้จะมาพร้อมลวดลายเพนต์ด้วยมือสุดพิเศษไม่เหมือนใครในโลกอีกด้วยครับ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ นอกเหนือลวดลายบนตัวรถแล้วก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร แต่เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับโมเดลสุดพิเศษนี้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ปั๊ม Brembo รุ่นใหม่จากสนามแข่ง WSBK มันอะไรยังไง ไปดู

ปั๊ม Brembo รุ่นใหม่จากสนามแข่ง WSBK มันอะไรยังไง ไปดู แบรนด์ต่างๆ ที่มีส่วนร่วมในการแข่งขัน Superbike World Championship นั้นล้วนแล้วแต่แสวงหาหนทางที่จะริเริ่มหรือพัฒนาสิ่งต่างๆ เพื่อที่จะรีดเอาสมรรถนะของรถออกมาให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะคว้าชัยชนะในศึกการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ที่ใช้รถโปรดักชันมาให้ได้นั่นเอง  และเพื่อการนี้หลายๆ ค่ายจึงได้เลือกใช้ระบบเบรกจาก Brembo ระบบเบรกจากอิตาลีที่คอยซัพพอร์ตวัสดุและชิ้นส่วนต่างๆ ให้กับนักแข่งในรายการนี้มาเข้าสู่ปีที่ 34 แล้ว  ในการทดสอบช่วงก่อนเริ่มฤดูกาลการแข่งขันนั้น หลายๆ ค่ายรถต่างขยับกริดขึ้นลงไปมา ไม่ว่าจะ Ducati, Kawasaki, Yamaha หรือ Honda ต่างก็พยายามที่จะทดลองคาลิเปอร์เบรกใหม่จากทาง Brembo เพื่อที่จะเพิ่มสมรรถนะด้านการเบรกในทุกๆ สภาวะ แต่ไม่ใช่แค่นั้น มันยังรวมไปถึงสมรรถนะในทางตรงอีกด้วย เนื่องจากคาลิเปอร์ใหม่นี้ออกแบบมาป้องกันแรงฉุดที่จะเกิดขึ้นจากการสัมผัสกันระหว่างผ้าเบรกและจานเบรก ทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดแรงกระทำอันไม่พึงประสงค์จนมาลดความเร็วของรถลง นอกจากนี้คาลิเปอร์เบรกยังช่วยให้นักแข่งสามารถปรับแรงเบรกที่จะป้อนเข้าสู่ลูกสูบเบรกได้อีกด้วย   ไม่ใช่แค่เพียง ปั๊ม Brembo รุ่นใหม่จากสนามแข่ง WSBK ยังมีนวัตกรรมในส่วนของจานเบรกอีกด้วย โดยมีการพัฒนาจานเบรกขึ้นมา 3 ประเภทเพื่อใช้ในการแข่งขันในปี 2021 โดยเฉพาะ  ประเภทแรกเป็นจานโลหะขนาด 338.5 ม.ม.สำหรับการใช้งานในสนามที่ต้องการเบรกหนักๆ และ อีกประเภทเป็นจานโลหะขนาด 336 ม.ม.สำหรับใช้ในสนามที่ใช้เบรกน้อยลง นอกจากนี้ยังมีจานเพิ่มพิเศษอีกประเภทคือจานโลหะแบบเพิ่มตัวระบายอากาศไว้ เพื่อที่จะเพิ่มสมรรถนะในการระบายความร้อนของตัวจานเบรกโดยเพิ่มพื้นที่แลกเปลี่ยนความร้อนกับอากาศ ซึ่งจะเหมาะกับสนามที่ต้องเบรกหนักมากๆ อย่าง  Donington Park, Circuit de Barcelona-Catalunya และ Circuit de Nevers Magny-Cours นั่นเอง  ถัดมาสำหรับจุดสำคัญอย่างเรื่องการออกจากโค้งที่ถือว่าเป็นจุดสำคัญจุดนึงที่จะช่วยให้ทำเวลาได้ดีในการแข่งขัน WSBK หรือว่าการเตรียมตัวที่จะแซงคู่แข่งในสนามก็เป็นจุดที่สำคัญมากๆ เช่นกัน ในส่วนนี้ทางแบรนด์ระบบเบรกนั้นได้คำนึงถึงส่วนนี้เช่นกัน โดยมีการผลิตปั๊มบนซึ่งจะมีปุ่มที่แฮนด์บาร์ด้านซ้ายที่ออกแบบมาเพื่อจัดการกับการส่งกำลังแรงบิดของเครื่องยนต์ขณะเร่งความเร็ว  นอกจากนี้ยังระบบอื่นๆ เช่นปั๊มแบบกดและดึง ซึ่งใช้นิ้วโป้งหรือนิ้วชี้ในการควบคุมขึ้นอยู่กับความต้องการของนักแข่ง ปั๊มเบรกนี้จะต้องติดต่างต่างออกเล็กน้อยหากต้องการการใช้งานด้วยนิ้วชี้ จะต้องหมุนไป 180 องศาเมื่อเทียบกับแบบที่ต้องใช้นิ้วโป้ง แต่ทั้งสองแบบมีเป้าหมายเดียวกันคือเพิ่มองศาการเบรกและกริพที่มือเบรกขณะกำลังลดความเร็ว  นอกจากนี้ทางแบรนด์เองก็ไม่ได้พัฒนาแต่เรื่องของเบรก ในฤดูกาลนี้ล้อ Marchesini ที่อยู่ในเครือเดียวกันกับทางแบรนด์เอง มีนักแข่งเลือกใช้ลงสนามราว 70% ก็มีการพัฒนา ใช้ล้อฟอร์จอลูมิเนียมที่ช่วยลดน้ำหนักของรถแข่ง และยังช่วยเพิ่มความสามารถในการควบคุมทั้งในตอนเร่งความเร็วและเข้าโค้งอีกด้วย โดยล้อนั้นสำหรับด้านหน้าจะมีให้เลือก 2 แบบคือแบบ 5 ก้านตัว Y และแบบ 7 ก้าน ขณะที่ด้านหลังนั้นจะมีเพียงแบบเดียวคือแบบ 7 ก้าน  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก