SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ปั๊ม Brembo รุ่นใหม่จากสนามแข่ง WSBK มันอะไรยังไง ไปดู แบรนด์ต่างๆ ที่มีส่วนร่วมในการแข่งขัน Superbike World Championship นั้นล้วนแล้วแต่แสวงหาหนทางที่จะริเริ่มหรือพัฒนาสิ่งต่างๆ เพื่อที่จะรีดเอาสมรรถนะของรถออกมาให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะคว้าชัยชนะในศึกการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ที่ใช้รถโปรดักชันมาให้ได้นั่นเอง และเพื่อการนี้หลายๆ ค่ายจึงได้เลือกใช้ระบบเบรกจาก Brembo ระบบเบรกจากอิตาลีที่คอยซัพพอร์ตวัสดุและชิ้นส่วนต่างๆ ให้กับนักแข่งในรายการนี้มาเข้าสู่ปีที่ 34 แล้ว ในการทดสอบช่วงก่อนเริ่มฤดูกาลการแข่งขันนั้น หลายๆ ค่ายรถต่างขยับกริดขึ้นลงไปมา ไม่ว่าจะ Ducati, Kawasaki, Yamaha หรือ Honda ต่างก็พยายามที่จะทดลองคาลิเปอร์เบรกใหม่จากทาง Brembo เพื่อที่จะเพิ่มสมรรถนะด้านการเบรกในทุกๆ สภาวะ แต่ไม่ใช่แค่นั้น มันยังรวมไปถึงสมรรถนะในทางตรงอีกด้วย เนื่องจากคาลิเปอร์ใหม่นี้ออกแบบมาป้องกันแรงฉุดที่จะเกิดขึ้นจากการสัมผัสกันระหว่างผ้าเบรกและจานเบรก ทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดแรงกระทำอันไม่พึงประสงค์จนมาลดความเร็วของรถลง นอกจากนี้คาลิเปอร์เบรกยังช่วยให้นักแข่งสามารถปรับแรงเบรกที่จะป้อนเข้าสู่ลูกสูบเบรกได้อีกด้วย ไม่ใช่แค่เพียง ปั๊ม Brembo รุ่นใหม่จากสนามแข่ง WSBK ยังมีนวัตกรรมในส่วนของจานเบรกอีกด้วย โดยมีการพัฒนาจานเบรกขึ้นมา 3 ประเภทเพื่อใช้ในการแข่งขันในปี 2021 โดยเฉพาะ ประเภทแรกเป็นจานโลหะขนาด 338.5 ม.ม.สำหรับการใช้งานในสนามที่ต้องการเบรกหนักๆ และ อีกประเภทเป็นจานโลหะขนาด 336 ม.ม.สำหรับใช้ในสนามที่ใช้เบรกน้อยลง นอกจากนี้ยังมีจานเพิ่มพิเศษอีกประเภทคือจานโลหะแบบเพิ่มตัวระบายอากาศไว้ เพื่อที่จะเพิ่มสมรรถนะในการระบายความร้อนของตัวจานเบรกโดยเพิ่มพื้นที่แลกเปลี่ยนความร้อนกับอากาศ ซึ่งจะเหมาะกับสนามที่ต้องเบรกหนักมากๆ อย่าง Donington Park, Circuit de Barcelona-Catalunya และ Circuit de Nevers Magny-Cours นั่นเอง ถัดมาสำหรับจุดสำคัญอย่างเรื่องการออกจากโค้งที่ถือว่าเป็นจุดสำคัญจุดนึงที่จะช่วยให้ทำเวลาได้ดีในการแข่งขัน WSBK หรือว่าการเตรียมตัวที่จะแซงคู่แข่งในสนามก็เป็นจุดที่สำคัญมากๆ เช่นกัน ในส่วนนี้ทางแบรนด์ระบบเบรกนั้นได้คำนึงถึงส่วนนี้เช่นกัน โดยมีการผลิตปั๊มบนซึ่งจะมีปุ่มที่แฮนด์บาร์ด้านซ้ายที่ออกแบบมาเพื่อจัดการกับการส่งกำลังแรงบิดของเครื่องยนต์ขณะเร่งความเร็ว นอกจากนี้ยังระบบอื่นๆ เช่นปั๊มแบบกดและดึง ซึ่งใช้นิ้วโป้งหรือนิ้วชี้ในการควบคุมขึ้นอยู่กับความต้องการของนักแข่ง ปั๊มเบรกนี้จะต้องติดต่างต่างออกเล็กน้อยหากต้องการการใช้งานด้วยนิ้วชี้ จะต้องหมุนไป 180 องศาเมื่อเทียบกับแบบที่ต้องใช้นิ้วโป้ง แต่ทั้งสองแบบมีเป้าหมายเดียวกันคือเพิ่มองศาการเบรกและกริพที่มือเบรกขณะกำลังลดความเร็ว นอกจากนี้ทางแบรนด์เองก็ไม่ได้พัฒนาแต่เรื่องของเบรก ในฤดูกาลนี้ล้อ Marchesini ที่อยู่ในเครือเดียวกันกับทางแบรนด์เอง มีนักแข่งเลือกใช้ลงสนามราว 70% ก็มีการพัฒนา ใช้ล้อฟอร์จอลูมิเนียมที่ช่วยลดน้ำหนักของรถแข่ง และยังช่วยเพิ่มความสามารถในการควบคุมทั้งในตอนเร่งความเร็วและเข้าโค้งอีกด้วย โดยล้อนั้นสำหรับด้านหน้าจะมีให้เลือก 2 แบบคือแบบ 5 ก้านตัว Y และแบบ 7 ก้าน ขณะที่ด้านหลังนั้นจะมีเพียงแบบเดียวคือแบบ 7 ก้าน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW เล็งใช้เฟรมคาร์บอนแบบผสม กับรถรุ่นใหม่ๆ ในอนาคต ล่าสุดทาง BMW ได้ทำการยื่นจดสิทธิบัตรดีไซน์เฟรมคาร์บอนและอัลลอยแล้ว เมื่อเอ่ยถึงค่ายรถจากเมืองบาวาเรีย หลายๆ คนน่าจะรู้ว่าค่ายนี้คือผู้นำด้านเทคโนโลยีชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ในด้านโครงสร้างแบบผลิตจำนวนมาก และยังเคยโชว์เหนือด้วยการยัดคาร์บอนไฟเบอร์ชุดใหญ่ให้กับเจ้ารถสนามอย่าง HP4 Race ซึ่งใช้เฟรมคาร์บอนแล้ว โดยทางค่ายได้ทำการยื่นจดสิทธิบัตรที่แสดงให้เห็นถึงวิธีการใช้คาร์บอนไฟเบอร์ทำเฟรมรถมอเตอร์ไซค์โดยไม่มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายและการผลิตที่เกิดจากการใช้คาร์บอนไฟเบอร์ล้วนๆ โดยมีการใช้ภาพเฟรมอลูมิเนียมของ S1000RR เป็นต้นแบบของภาพร่างจดสิทธิบัตร เผยให้เห็นถึงแนวคิดในการใช้น็อตขันยึดชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์เข้าไปเพื่อเพิ่มหรือปรับแต่งความแข็งแรงของแชสซีรถ ทั้งนี้การใช้แผงคาร์บอนในลักษณะนี้มีการใช้ในรถแข่ง MotoGP มาก่อนแล้ว โดยทีมแข่งจะใช้คาร์บอนไฟเบอร์ยึดเข้ากับเฟรมอลูมิเนียม ในตำแหน่งที่คำนวณไว้เพื่อปรับความยืดหยุ่น อย่างไรก็ดีแนวคิดของค่ายใบพัดสีฟ้านั้นต่างออกไป โดยมีการใช้การยึดด้วยน็อตแทนที่จะเป็นกาว ซึ่งง่ายต่อการผลิตมากกว่า และยังทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนหรือปรับเซ็ตฟีลลิ่งในการขับขี่ได้ง่ายกว่าด้วย และเมื่อพูดถึงการผลิตคาร์บอนไฟเบอร์ มีไม่กี่รายที่จะทำได้ดีเท่ากับค่ายใบพัด เพราะทางค่ายได้มีการผลิตชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์จำนวนมากเพื่อใช้ในรถยนต์ของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์ผลิตมาอย่างยาวนานเกือบ 20 ปีอีกด้วย ทั้งนี้ดีไซน์ใหม่นี้จะได้ข้อดีในส่วนของน้ำหนักและความแข็งแรง พร้อมกับผลิตง่ายกว่าเฟรมอลูมิเนียมแบบเดิม ทั้งยังช่วยให้สามารถออกแบบชิ้นส่วนได้บางลง ทำให้มีน้ำหนักเบามากขึ้น โดยมีเจ้าคาร์บอนเหล่านี้มาช่วยเสริมความแข็งแรง นอกจากนี้ยังมีการระบุอีกว่าดีไซน์นี้ยังทำให้ไม่ต้องเชื่อมชิ้นส่วนอลูมิเนียมเพิ่มเข้ามาเพื่อที่จะเสริมความแข็งแรงให้กับเฟรม ซึ่งขั้นตอนเชื่อมนี้จะก่อให้เกิดความร้อนและส่งผลต่อความแข็งแรงของอลูมิเนียมที่อยู่ใกล้เคียงได้อีกด้วย ก็เรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากๆ ครับ ก็ได้แต่หวังว่าอนาคตเทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น พร้อมราคาที่มิตรมากขึ้นในอนาคตครับ และก็ต้องดูด้วยว่า BMW จะใช้เทคโนโลยีกับรถรุ่นใหม่ๆ ของเขาอย่างไรบ้างครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli TNT 600 2021 สีสันใหม่ เอาใจวัยรุ่น เปิดตัวกันไปแล้วที่ประเทศจีน สำหรับ Benelli TNT 600 2021 โดยไม่ได้เป็นโมเดลแบบออลนิว มีเพียงสีสันลายกราฟิกใหม่เท่านั้น แต่ก็มีความน่าสนใจไม่น้อย ซึ่งจริงๆ ทางค่ายปรับโฉมโมเดลนี้มาตั้งแต่ปี 2020 แล้วแต่ในบ้านเรายังไม่ได้นำโฉมนี้เข้ามาจำหน่ายแต่อย่างใด โดยหลักๆ แล้วตัวรถก็จะมีสีสันใหม่ และหากเทียบกับโมเดลที่ขายในบ้านเราจะเห็นได้ว่าโมเดลนี้ได้รับการปรับโฉมหน้าใหม่ พร้อมกับใส่ลูกเล่นใหม่ๆ ที่ทันสมัยมากขึ้นลงไปในตัวรถ ให้มีความทัดเทียมคู่แข่งที่ปรับตัวอยู่เสมอๆ ส่วนแรกที่เปลี่ยนแปลงใหม่และเห็นได้ชัดเจนมากที่สุดคือส่วนของไฟหน้ารถนั้นเองครับ ตอนนี้จะใช้ระบบไฟส่องสว่างเป็นแบบ LED ทั้งคันแล้ว รวมถึงยังมีไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์อีกด้วย ถัดเข้ามาจะเห็นเรือนไมล์ใหม่แบบหน้าจอ TFT สี บอกข้อมูลต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเลขบอกเกียร์ อุณหภูมิเครื่องยนต์ เวลา ปริมาณน้ำมัน ระยะทาง ความเร็ว ความเร็วรอบ และแจ้งเตือนสถานะต่างๆ ถัดมาที่แฮนด์บาร์จะมีสวิตช์ควบคุมต่างๆ ปรับมาใหม่และมาพร้อมกับไฟแบ็กไลต์ เรียกว่าอย่างกับรุ่นใหญ่พิกัดเรือธงเลย ส่วนเครื่องยนต์นั้นหลักๆ ยังคงเดิม ยังคงเป็นเครื่อง 4 สูบเรียงขนาด 600 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งให้กำลัง 80.46 แรงม้าที่ 11,000 รอบ และแรงบิดที่ 55 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ ซึ่งไม่ต่างจากเดิมมากนัก ส่วนของช่วงล่างที่เด่นออกมาเลยคือระบบเบรก ซึ่งตอนนี้ใช้คาลิเปอร์เบรก Brembo ทั้งด้านหน้าและด้านหลังแล้วในตอนนี้ ส่วนระบบกันสะเทือนก็ยังคงไม่เป็นโช้คหน้าหัวกลับขนาด 51 ม.ม. และโช้คหลังเดี่ยวเช่นเดิม และแน่นอนว่าระบบไอเสียแบบปลายท่อคู่ใต้เบาะที่เป็นเอกลักษณ์ ก็ยังคงมีไว้เช่นเดิมครับ สุดท้ายนี้บ้านเรานั้นจะเข้ามาจำหน่ายเมื่อไหร่ ต้องติดตามกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R 1250 GS Adventure Edition 40 Years GS เปิดตัวพร้อมขายไทยแล้ว BMW Motorrad Thailand เฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีแห่งตำนาน GS เผยโฉม มอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของจิตวิญญาณสายลุยพันธุ์แท้ เพื่อรำลึกถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของตระกูล GS พร้อมหลอมรวมสมรรถนะและความทรงพลังที่ล้ำสมัยของมอเตอร์ไซค์ในยุคปัจจุบันเข้าไว้ได้อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่มาในสีเหลืองตัดกับสีดำ พาย้อนเวลากลับสู่รุ่น R 100 GS ในตำนาน ขุมพลังที่ใช้คือเครื่องยนต์บ็อกเซอร์สองสูบพร้อมเทคโนโลยี ShiftCam ใหม่และโหมดการขับขี่แบบ Pro เพื่อปลดล็อคความเพลิดเพลินในทุกสภาวะการขับขี่ โดยโมเดลพิเศษนี้จะผลิตมาในจำนวนจำกัด โดยจะมีจำหน่ายในไทยเพียง 34 คันเท่านั้น พร้อมให้เป็นเจ้าของที่ราคา 1,174,000 บาท มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “จิตวิญญาณแห่ง GS ที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 1980 กับการเปิดตัวมอเตอร์ไซค์ R 80 G/S ซึ่งนับเป็นรถดูอัลสปอร์ตรุ่นบุกเบิกที่พร้อมออกผจญภัยทั้งออนโรดและออฟโรด และจวบจนวันนี้ กว่า 40 ปีให้หลัง มอเตอร์ไซค์ในตระกูล GS ได้กลายมาเป็นตำนานสำหรับแฟน ๆ ทั่วโลก และเราก็ยังคงสร้างความสำเร็จครั้งใหม่อย่างต่อเนื่องในเซกเมนต์นี้” “ในวันนี้ เราได้เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure Edition 40 Years GS ซึ่งมาในลุคสีเหลืองดำแบบผึ้งบัมเบิลบีอันเป็นเอกลักษณ์ของรุ่น R 100 GS ในตำนาน โดยเราได้เติมความล้ำสมัยทั้งในด้านพละกำลังและการควบคุมเพื่อสร้างความสนุกสนานให้แก่ผู้ขับขี่ในทุกสถานการณ์” “นอกจากรุ่นพิเศษใน R Series ที่เราเปิดตัวในวันนี้แล้ว เรายังมีมอเตอร์ไซค์ในตระกูล GS อีกมากมายเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของนักบิดชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเริ่มต้นอย่าง G 310 GS ตลอดไปจนถึง F Series ยอดฮิตอย่าง F 750 GS, F 850 GS และ F 850 GS Adventure รวมทั้งบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS และในตลอดทั้งปีนี้ เรายังได้เตรียมรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่และกิจกรรมที่เร้าใจอีกมากมาย เพื่อนำการผจญภัยครั้งใหม่มาสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ลูกค้าชาวไทยไปพร้อม ๆ กัน” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New Benelli 302R 2021 กับ 5 จุดเด่นที่น่าสนใจ หลังจากเปิดตัวกันที่เมืองจีนไปแล้ว มาครั้งนี้เราก็เลยรวบรวมจุดเด่นที่น่าสนใจของโมเดลใหม่นี้มาให้แฟนๆ SuperBike Thailand ที่ชื่นชอบหรือกำลังเล็งสปอร์ตไบค์คันล่าสุดจากทางค่ายสิงโตขาวอย่าง New Benelli 302R 2021 อยู่ครับ ดีไซน์ใหม่โฉบเฉี่ยวกว่าที่เคย แน่นอนว่ารูปลักษณ์ภายนอกนี่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ มีความสปอร์ตและโฉบเฉี่ยวมากขึ้นอย่างมาก แม้ว่าในหลายๆ ส่วนจะไม่ได้เปลี่ยนไปก็ตาม หากไม่รับสีสันและลวดลายกราฟิกแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนแปลงมากสุดคือในส่วนของไฟหน้าที่มีการดีไซน์ใหม่หมด ให้มีความสปอร์ต ดุดัน ทันสมัยมากขึ้น อีกส่วนนึงคือส่วนท้ายรถก็มีการดีไซน์ไฟท้ายใหม่เช่นกัน มีความสวยงามโฉบเฉี่ยวมากขึ้น ระบบไฟแบบ LED จุดเด่นข้อต่อมาคือระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ทั้งในส่วนของไฟหน้าและไฟท้าย ซึ่งถือเป็นจุดเด่นอย่างนึงของโมเดลนี้เลย เพราะโมเดลเดิมนั้นยังไม่ใช่ไฟ LED และแน่นอนว่ามาพร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ด้วยครับ ซึ่งก็ให้ความสว่างคมชัด เพิ่มทัศนวิสัยได้ดีมากขึ้นครับ หน้าจอเรือนไมล์สี TFT หน้าจอเรือนไมล์สี TFT อันนี้ก็ถือเป็นการอัปเกรดอีกหนึ่งจุดเด่นเลย ซึ่งก็เป็นไปตามเทรนด์ ตอนนี้รถรุ่นไหนไม่มีจอสี TFT ถือว่าเชยครับ น้ำหนักเบาลงกว่าเดิม 22 กิโลกรัม อันนี้จัดเป็นจุดเด่นสำคัญมากๆ เลยครับ หากใครที่เป็นแฟนๆ ค่ายนี้ หรือเคยขับขี่จะรู้เลยว่าค่ายนี้มีรถที่มีน้ำหนักตัวค่อนข้างมาก แต่โมเดลใหม่นี้มีการปรับปรุงการออกแบบแชสซีให้มีความแข็งแรง แต่ในขณะเดียวกันก็มีน้ำหนักเบาลงถึง 22 กก. เมื่อเทียบกับโมเดลก่อนหน้า ซึ่งมีผลดีต่อการขับขี่ใช้งานเป็นอย่างมากครับ ดิสก์เบรกหน้าคู่ อันนี้แม้ว่าจะไม่ใช่อะไรใหม่ แต่สำหรับรถในพิกัดนี้แล้ว ไม่ค่อยจะมีโมเดลไหนที่จะให้ดิสก์เบรกหน้าคู่มาแบบนี้ครับ ถือว่าโดดเด่นมากๆ ในส่วนของเบรกหน้าครับ ถึงจะไม่ใช่ปั๊มเบรกยี่ห้อแพงๆ ก็เถอะ อย่างไรก็ดีจุดที่น่าสังเกตคือกำลังของเครื่องยนต์นั้นลดลงมาเล็กน้อย อันเป็นผลมาจากเรื่องของมาตรฐานไอเสียใหม่ ทว่าน้ำหนักที่เบาลงกว่าเดิมมากก็จะมาช่วยกลบจุดด้อยตรงนี้ไป ทำให้โมเดลนี้มีความน่าสนใจมากเลยทีเดียวครับ ทีนี้ก็ต้องมาดูเรื่องของราคาว่าจะแพงกว่าโมเดลก่อนหน้านี้มากน้อยแค่ไหนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha YZF-R7 2021 กับ 6 ข้อมูลที่เรารู้ในตอนนี้ กำลังเป็นกระแสร้อนแรงอยู่ในตอนนี้กับ Yamaha YZF-R7 2021 ที่ตอนนี้ทางยามาฮ่ายุโรปกำลังโพสต์คลิปทีเซอร์สั้นๆ เกี่ยวกับโมเดลใหม่นี้ คราวนี้เลยก็รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโมเดลนี้ที่ค่อนข้างจะแน่นอนแล้วมาให้แฟนๆ รับทราบกันครับ เครื่องยนต์ CP2 แน่นอน เจ้าสปอร์ตไบค์รหัสใหม่นี้จะใช้เครื่องยนต์ CP2 ที่เป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 689 ซีซีที่เคยใช้ในโมเดลยอดนิยมอย่าง MT-07 และ Tenere 700 แน่นอน อ้างอิงจากเอกสารการยื่นแจ้งกับทาง คณะกรรมการทรัพยากรอากาศของรัฐแคลิฟอร์เนีย หรือ CARB มีการระบุไว้เครื่องยนต์จะมีขนาด 689 ซีซี ซึ่งก็ตรงกับเครื่อง CP2 นั่นเอง ความแรงไม่น่าต่าง ในด้านของสเปกความแรงนั้น แม้ในตัวเอกสารจะไม่ได้บอกอะไรกับเรามากนัก แต่ตัวเลขของไอเสียนั้นเหมือนกับทาง MT-07 โมเดลใหม่ล่าสุดเลย ดังนั้นจึงเป็นไปได้สูงมากว่าตัวเลข แรงม้า และแรงบิดจะเท่ากันกับ MT-07 โมเดลล่าสุด คือ มีแรงม้าที่ 74.8 แรงม้าที่ 8,750 รอบ และ 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ แชสซีเดียวกับ MT-07 อิงจากเอกสารเดิมเช่นเคย จะเห็นว่าตัวเลขมวลของรถที่ใช้คำนวณหาค่าไอเสียนั้น (EIM) อยู่ที่ 280 ก.ก. (เป็นน้ำหนักที่รวมคนขับ) ซึ่งก็จะใกล้เคียงกับเอกสารของ MT-07 ดังนั้นน้ำหนักของเจ้าสปอร์ตไบค์คันใหม่นี้ก็น่าจะมีแชสซีเดียวกันกับ MT-07 และน้ำหนักจะไม่ต่างไปจาก 184 กิโลกรัมมากนัก มีให้เลือก 2 สี เช่นเคยครับ อิงจากเอกสารเดิม จะเห็นได้ว่ามีโค้ด 2 โค้ดด้วยกัน คือ YZFR7NCB และ YZFR7NCL ซึ่งต่างกันเพียงแต่ตัวท้าย ส่วนข้อมูลอื่นๆ เหมือนกัน ดังนั้นโค้ดตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องของสี โดยน่าจะมี 2 สีคือสีดำและสีน้ำเงิน แบบเดียวกันที่พบในเจ้า R1 นั่นเอง ไฟหน้าแบบโมโนโฟกัส LED พร้อมไฟ Daytime Running Light เรื่องต่อมาเป็นเรื่องของดีไซน์ แน่นอนว่าดีไซน์จะออกมาเป็นสปอร์ตไบค์ โดยมีต้นสาย DNA มาจากเจ้า R1 แบบแน่นๆ อย่างแน่นอน นอกจากนี้จะใช้ไฟหน้าแบบโมโนโฟกัส LED อยู่ตรงกลางแรมแอร์ และในรูปที่เห็นคือไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ครับ เปิดตัว 18 พฤษภาคมนี้ และสุดท้ายคือจะเปิดตัวที่ยุโรปในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้ และแน่นอนเตรียมติดตามข้อมูลต่างๆ จาก SuperBike Thailand ได้เลยครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha E01 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าดีไซน์ล้ำใกล้จะผลิตจริงแล้ว เมื่อเร็วๆ นี้เอกสารการยื่นจดสิทธิบัตรของยามาฮ่าได้เผยให้เห็นถึง Yamaha E01 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าขนาด 11 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่ากับสกู๊ตเตอร์ขนาด 125 ซีซี จะมีหน้าตาใกล้เคียงกับคอนเซ็ปต์ที่เราได้เคยเห็นกันไปเมื่อปีก่อนๆ ก่อนหน้านี้ทางค่ายส้อมเสียงนี้ได้ทำการยื่นจดเครื่องหมายการค้าในชื่อว่า ‘E01’ ซึ่งทำให้เกิดการคาดเดากันว่าอะไรที่ขึ้นต้นด้วย ‘E’ จะเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และตอนนี้ในเอกสารสิทธิบัตรของเจ้า E01 ก็ได้มีภาพหลุดออกมา ช่วยให้แน่ใจได้ว่ามันจะเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ไร้ซึ่งไอเสียจากทางค่ายยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นอย่างแน่นอน หากท่านที่ติดตามข่าวสารมาตลอด ท่านจะรู้ได้ว่าเทคโนโลยีเรื่องยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับ Yamaha นั่นไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย และทางค่ายเองก็ได้เคยมีโมเดลขนาดเล็กที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมานานแล้ว แต่เจ้า E01 จะเป็นโมเดลแรกเลยที่มีสมรรถนะเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ให้กำลัง 11 กิโลวัตต์หรือประมาณ 14 แรงม้า เรื่องนี้เป็นอะไรที่สำคัญมากๆ เพราะสกู๊ตเตอร์นั้นเป็นแหล่งรายได้ของทางค่ายเลยก็ว่าได้ ซึ่งมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 11 กิโลวัตต์นั้นจะเทียบเท่ากับรถในพิกัด 125 ซีซีที่หรือมอเตอร์ไซค์พิกัดเริ่มต้นเลย สำหรับตอนนี้โมเดลใหม่นี้จะยังขาดในส่วนของลวดลายกราฟิก เนื่องจากภาพตามสิทธิบัตรนั้นเผยให้เห็นว่ายังมีรูปโฉมเหมือนกับคอนเซ็ปต์ไบค์ที่ทางยามาฮ่าเคยจัดแสดงมาก่อน โดยเฉพาะดีไซน์แบบไฟหน้าที่จมหายเข้าไปในแฟริ่งแบบเดียวกับเจ้า R1 โดยตัวรถมีพอร์ตสำหรับชาร์จไฟที่ด้านหน้าตัวรถ ซึ่งการออกแบบลักษณะนี้น่าจะเป็นเพราะว่าทางค่ายน่าจะทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อไม่ให้การกระจายน้ำหนักของรถออกมาไม่ดี แต่ที่ยังไม่ชัดเจนก็คือเจ้าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันนี้จะมาพร้อมกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบสลับใช้กับค่ายอื่นที่เคยลงนามข้อตกลงร่วมกับ KTM, Honda และ Piaggio เพื่อที่จะสร้างมาตรฐานร่วมกันและช่วยกันลดต้นทุน ซึ่งมีผลดีกับทางผู้ใช้อย่างเราๆ ด้วย อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Brembo ฉลอง 60 ปี โชว์แนวคิดปั๊มเบรกติดไฟ LED สะท้อนตัวตนคนยุคใหม่ ในปี 2021 นี้ Brembo ฉลอง 60 ปี ด้วยการซื้อคู่แข่งอย่าง J.JUAN ไปแล้ว ล่าสุดก็ทำการโชว์แนวคิดสุดสร้างสรรค์ด้วยการเปิดตัวคาลิเปอร์เบรกแนวคิดใหม่ New G Sessanta ที่มาพร้อมระบบไฟ LED ในตัว และสามารถปรับแต่งได้เองผ่านสมาร์ทโฟน โดยเจ้าคาลิเปอร์เบรกคอนเซ็ปต์ตัวนี้นั้นไม่เพียงแต่ปรับเปลี่ยนสีสันไฟ LED ได้เองเท่านั้น มันยังมีระบบอัจฉริยะอื่นๆ อยู่อีก อาทิ ระบบ GPS ที่สามารถติดตามรถได้ ใช้เป็นระบบล็อกรถก็ได้ด้วย หรือจะเป็นระบบแจ้งเตือนความดันลมยาง กระพริบเป็นไฟฉุกเฉิน หรือจะใช้เป็นไฟส่องสว่างที่ล้อเวลาต้องซ่อมบำรุงในที่แสงน้อยก็ทำได้ อย่างไรก็ดีตอนนี้มันเป็นเพียงแค่แนวคิดเท่านั้น ไม่ได้เป็นของผลิตมาขายจริงแต่อย่างไร ถ้ามีขายจริง มันก็คงจะดีไม่ใช่น้อยเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ZX-10RR ทุบสถิติเวลาซูเปอร์โพลที่ Aragon ล่าสุด Jonathan Rea ควบ ZX-10RR (Kawasaki Racing Team WorldSBK) ทุบสถิติแบบไม่เป็นทางการเร็วกว่าสถิติเวลาซูเปอร์โพลที่สนาม Aragon ในช่วงการทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล WorldSBK โดย Rea ทดสอบไป 147 แล็ปในช่วงการซ้อม 2 วันของเขาและสามารถทำสถิติเวลาไว้ที่ 1’48.528 นาที เร็วกว่าสถิติเวลาซูเปอร์โพลที่เขาเป็นคนทำไว้เอง 0.2 วินาที ส่วน Alex Lowes เพื่อนร่วมทีมสามารถทำเวลาซ้อมดีที่สุดที่ 1’49.182 นาที หลังจากหวดไป 186 แล็ป ทำสถิติเวลามาเป็นอันดับ 2 ในการซ้อมครั้งนี้ ส่วนสถิติเวลา 10 อันดับแรกในการซ้อมครั้งนี้มีดังนี้ Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK) 1’48.528s (147 แล็ป) Alex Lowes (Kawasaki Racing Team WorldSBK) 1’49.182s (186 แล็ป) Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK) 1’49.763s (174 แล็ป) Tom Sykes (BMW Motorrad WorldSBK Team) 1’49.857s (187 แล็ป) Chaz Davies (Team GoEleven) 1’49.913s (149 แล็ป) Eugene Laverty (RC Squadra Corse) 1’50.604s (197 แล็ป) Andrea Locatelli (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK) 1’50.702s (172 แล็ป) Michael van der Mark (BMW Motorrad WorldSBK Team) 1’50.781s (173 แล็ป) Jonas Folger (Bonovo MGM Action) 1’50.815s (116 แล็ป) Isaac Viñales (Orelac Racing VerdNatura) 1’51.724s (139 แล็ป) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว RS 125 และ Tuono 125 2021 ไซส์เล็กพร้อมซิ่งจาก Aprilia หลังจากเปิดตัวรุ่นใหญ่พิกัดเรือธงกันไปหมดแล้ว คราวนี้ Aprilia ก็หันมาเปิดตัว RS 125 และ Tuono 125 2021 รถซิ่งไซส์เล็กกันบ้าง โดย 2 โมเดลนี้ไม่ได้ใหม่แค่สไตล์จากภายนอก แต่ยังมีอื่นๆ อีก แต่จะมีอะไรใหม่บ้าง ลองไปดูกันครับ รถพิกัดนี้ถือเป็นพิกัดของมือใหม่ และยังเป็นรถที่เหมาะกับการใช้งานเดินทางไปทำงานในทุกๆ วัน และทาง Aprilia ก็มองว่ารถในพิกัดนี้ก็น่าสนใจ และควรจะมีรถที่สามารถขี่ได้ทุกวันและขี่ได้สนุกด้วยจึงเป็นที่มาของ 2 โมเดลนี้ ทั้งคู่ล้วนมีพื้นฐานเดียวกัน โดยใช้เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 125 ซีซี 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งเคลมแรงม้ามาที่ 14.75 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และแรงบิดที่ 11.2 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ และระบบเกียร์ 6 สปีด ทางค่ายอธิบายว่ามีการปรับปรุงภายในใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงห้องเผาไหม้ ท่อไอดี ไอเสีย วาล์ว และเรือนปีกผีเสื้อ นอกจากนี้ยังมีการออกแบบทางเดินไอเสียใหม่และใช้ท่อไอเสียใหม่รวมถึงแคตตาไลเซอร์ที่มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ระบบกันสะเทือนค่อนข้างโดดเด่น โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 40 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นสวิงอาร์มแบบ 2 ข้างไม่เหมือนกัน พร้อมโช้คหลังเดี่ยว ส่วนระบบเบรกด้านหน้าจะมีคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 พ็อต กับดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 300 ม.ม. ด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบ 1 พ็อต และดิสก์เบรกขนาด 218 ม.ม. พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนลจาก Bosch และที่เด่นเลยคือมาพร้อมกับสายถักเลย และน้ำหนักเบาเพียง 144 กก. ในส่วนของดีไซน์นั้นจะมีความคล้ายคลึงกับรุ่นพี่ในรหัส 660 มีระบบไฟส่องสว่างแบบ LED เต็มระบบ โดยไฟเลี้ยวด้านหน้าจะเป็นแบบบิลต์อินในโคมไฟหน้าเลย เรือนไมล์ก็จะเป็นแบบดิจิตอลพร้อมสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน และเปลี่ยนสีพื้นหลังได้ ใต้เบาะก็มีช่องเก็บของขนาดใหญ่พอที่จะใส่แท็บเล็ตขนาด 8 นิ้วพร้อมช่องชาร์จไฟได้ สำหรับการ เปิดตัว RS 125 และ Tuono 125 ครั้งนี้ ก็จะมีในเรื่องรุ่นย่อยเพิ่มมาด้วยสำหรับกรณีตัวสปอร์ตอย่าง RS ซึ่งตัวสแตนดาร์ดจะมีให้เลือก 2 สี คือสีดำแดง และสีน้ำเงิน และจะมีรุ่นพิเศษ GP Replica ที่เหมือนรถแข่ง MotoGP ซึ่งตัวนี้จะมาพร้อมควิกชิฟเตอร์และครอบเบาะท้าย ส่วนเน็กเก็ตอย่าง Tuono จะมาพร้อมสีดำแดง สีขาว และสีเทา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB150R Streetfire เน็กเก็ตมาดเข้มเปิดตัวที่อินโดฯ ล่าทางฮอนด้า อินโดนีเซียก็ได้ทำการเปิดตัวเน็กเก็ตไบค์ดีไซน์สุดโฉบเฉี่ยวและดุดัน ซึ่งก็คือเจ้า Honda CB150R Streetfire และอย่าไปสับสนว่ามันจะมาในสไตล์ Neo Sport Cafe ที่บ้านเราใช้รหัสเดียวกันนี้ล่ะครับ เจ้าสตรีทไฟร์คันนี้มีจุดเด่นที่ตัวบอดี้ที่ดูใหญ่ดุดัน โดยมีการดีไซน์ถังน้ำมัน แฟริ่งบริเวณด้านข้างแผงหม้อน้ำและอกล่าง (อกล่างมีเฉพาะรุ่น Special Edition) ทำให้เจ้าโมเดลนี้ดูแน่นดูใหญ่เหมือนบิ๊กไบค์ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นอื่นๆ อาทิ ระบบไฟ LED เต็มระบบ เฟรมถัก โช้คหน้าหัวกลับ แฮนด์แบบสอบปลาย หน้าจอเรือนไมล์ดิจิตอลเต็มระบบอีกด้วย ดิสก์เบรกหน้าหลังแบบหยัก และพิเศษสุดสำหรับโมเดล Special Edition ที่ไม่ใช่แค่มีเพียงอกล่างเพิ่มเข้ามา แต่ยังมีสีสันที่แตกต่างออกไป โดยจะมีไทเทเนียมไหม้ที่แฮนด์บาร์และขอบล้อ รวมถึงแคร้งเครื่องสีทองแดง และโลโก้แบบ 3 มิติบนถังน้ำมัน เจ้าสตรีทไฟร์คันนี้จะใช้ขุมพลังสูบเดียวขนาด 149.16 ซีซี แบบ DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ วางกับเฟรมถัก ระบบเกียร์ 6 สปีด เคลมแรงม้ามาที่ 16.9 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดที่ 13.8 นิวตันเมตรที่ 7,000 ทั้งยังเคลมท็อปสปีดมาที่ 125 กม./ชม. โดยมีอัตราการสิ้นเปลือง 40.5 กม./ลิตร โดยจะตั้งราคาจำหน่ายคิดเป็นเงินไทยราวๆ 65,000 บาทสำหรับรุ่นปกติ ส่วนในรุ่นสเปเชียลอิดิชันจะจำหน่ายที่ราคาราวๆ 67,000 บาท ถือว่าเป็นโมเดลที่มีความสวยงามและอ็อปชันน่าสนใจในระดับนึงเลยทีเดียว แต่ประเทศไทยจะนำเข้ามาจำหน่ายด้วยมั้ยอันนี้ต้องรอลุ้นกันครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Toni Bou ควบ Africa Twin โชว์เทพสไตล์แชมป์โลก X-Trial Toni Bou ยอดนักบิดจากแดนกระทิงดุ แชมป์โลกรถจักรยานยนต์ เอ็กซ์-ไทรอัล คนล่าสุด จากทีมแข่ง Repsol Honda ได้ทำการขับขี่ All New Honda Africa Twin CRF1100L ทดสอบเพอร์ฟอร์แมนซ์ความแข็งแกร่งของแอดเวนเจอร์ไบค์ระดับเรือธงในสไตล์ที่แตกต่างอย่างสไตล์สองล้อผาดโผน เป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงสมรรถนะและเทคโนโลยีอันยอดเยี่ยมของสุดยอดแอดเวนเจอร์ไบค์สายพันธุ์แชมป์ เจ้าของฉายา “ราชันย์แห่งทะเลทราย” ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะทำได้ พร้อมกันนี้ยังได้มีการโพสต์ภาพและวีดีโอบนโลกออนไลน์ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับสาวกสายลุย ในช่วงเตรียมความพร้อมก่อนเปิดศึกการแข่งขันฤดูกาลใหม่ปี 2021 อีกด้วย ¿Se puede hacer trial con una Africa Twin? @tonibou_oficial nuestro campeón del mundo, dice que sí… ¡Increíble Toni! #AfricaTwin pic.twitter.com/ALxLYxTieh — HondaMotorEuropeES (@HondaMotosES) March 31, 2021 (1) Watch | Facebook อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Bolt-R 2021 ปรับสีสันใหม่ หรูหรายิ่งขึ้น ครูเซอร์ไบค์วีทวินเพียง 1 เดียวจากค่ายรถจากเมืองอิวาตะ Yamaha Bolt-R 2021 เปิดตัวที่ญี่ปุ่น โดยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก นอกจากสีสันภายนอกเท่านั้น ยามาฮ่านั้นมีรถมอเตอร์ไซค์หลากหลายรุ่นมากที่สุดเมื่อเทียบกับค่ายรถส่วนใหญ่ในท้องตลาด มีตั้งแต่โมเป็ดที่ขายในเอเชีย ไปจนถึงซูเปอร์สปอร์ตที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเปี่ยมล้นด้วยสมรรถนะ เรียกได้ว่าเอาใจไบเกอร์ได้ทุกแนว นอกจากจะมีรถหลากหลายแล้วยามาฮ่าเองก็มักจะพัฒนารถให้ทันสมัยและมีศักยภาพเพียงพอที่จะแข่งขันกับค่ายอื่นๆ ในวงการมอเตอร์ไซค์อยู่เสมอ และสำหรับปี 2021 ค่ายยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นแบรนด์นี้เองก็ได้ทำการอัปเดตเจ้าครูเซอร์คันนี้ใหม่ โดยสิ่งที่มาใหม่ในโมเดลนี้คือ ล้ออัลลอยใหม่ที่ต้อนเป็นล้อแบบปัดเงาแทนที่จะเป็นล้อสีดำเฉยๆ ซึ่งก็ทำให้ดูหรูหรามีระดับมากยิ่งขึ้น โช้คหลังพร้อมซับแทงก์อะโนไดซ์สีทองก็ยังคงอยู่ไม่ได้หายไป และก็จะมีสีสันใหม่คือสีน้ำเงินเมทัลลิกพร้อมลายกราฟิกใหม่ ในด้านของสมรรถนะยังคงเดิม ยังคงใช้เครื่องยนต์วีทวินขนาด 941 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ แบบ SOCH จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด โดยให้กำลังสูงสุด 54 แรงม้า แม้จะไม่เยอะแต่ก็เพียงพอที่จะขับขี่บนทางหลวง หรือว่าจะขี่ไปรอบๆ เมืองแบบชิลล์ๆ ได้ ระบบเกียร์ 5 สปีดพร้อมขับเคลื่อนด้วยสายพานเหมือนครูเซอร์สายพันธุ์อเมริกัน หากคุณมองให้ลึกลงไปคุณจะสัมผัสได้ว่า Yamaha ปรับปรุงเรื่องสไตล์เป็นหลัก โดยให้มันออกไปทางคลาสสิคมากยิ่งขึ้น ตรงกันข้ามกับทาง Honda Rebel 1100 ที่เน้นไปในเรื่องของสมรรถนะมากกว่า ดังนั้นไบเกอร์ก็ต้องเลือกกันเองว่าจะเน้นไปที่สไตล์หรือสมรรถนะ การเปรียบเทียบตรงๆ อาจจะไม่สมเหตุสมผลนัก ส่วนเรื่องสนนราคานั้นหากมาจำหน่ายในไทยแล้วก็น่าจะคงราคาเดิม ราคารุ่นเดิมในไทยอยู่ที่ 429,000 บาท ครับ อ่านข่าว Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Zongshen Cyclone RX6 แอดเวนเจอร์ไบค์ขุมพลัง Norton ขณะที่ Nortan กำลังจะกลับมาผลิตอีกครั้งในอังกฤษ หลังจากต้องเผชิญกับภาวะใกล้ล้มละลายและกลายไปเป็นส่วนนึงของ TVS Motor ยักษ์ใหญ่จากอินเดีย จู่ๆ ก็มีรถ Zongshen Cyclone RX6 แอดเวนเจอร์ไบค์ที่ใช้ขุมพลังจากทาง Norton เปิดตัวมาซะอย่างนั้น แอดเวนเจอร์ไบค์คันนี้ผลิตโดยยักษ์ใหญ่แดนมังกรอย่าง Zongshen ซึ่งก่อนหน้านี้เคยโชว์ตัวเป็นรถคอนเซ็ปต์ไบค์มาก่อน และต่อมาก็มาเผยโฉมคันจริงในงาน เซี่ยงไฮ้มอเตอร์โชว์ 2021 ล่าสุดนี้เอง สายสัมพันธ์ระหว่างสองแบรนด์จากคนละฝั่งโลกนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ในปี 2017 ตอนที่แบรนด์จีนได้รับสิทธิ์การผลิตเครื่อง Atlas เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงจากทาง Norton เครื่องยนต์นี้เป็นการยกแบงก์ด้านหน้าของเครื่อง V4 ขนาด 1,200 ซีซีมา จากนั้นพัฒนาตามคำแนะนำของทาง Ricardo ทำให้ได้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงที่ให้กำลัง 84 แรงม้า ซึ่งเดิมทีมีความตั้งใจว่าจะใช้เจ้าเครื่องบล็อกนี้กับ Norton Atlas Ranger และ Atlas Nomad ซึ่งเริ่มเดินสายการผลิตกันแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มต้นการผลิตไปไม่นาน ทาง Norton ก็ต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤติทางการเงิน ดังนั้นทางจีนจึงเริ่มการพัฒนาเครื่องยนต์ด้วยตัวเอง เจ้าไซโคลนคันนี้มีขุมพลังขนาด 649.5 ซีซี มีพละกำลังตกลงมาเหลือเพียง 70.7 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิด 62 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ โดยโมเดลนี้จะมีด้วยกัน 2 เวอร์ชัน คือ รุ่นล้ออัลลอย และรุ่นล้อซี่ลวดสำหรับลุยได้มากขึ้น (โช้คมีระยะยุบมากขึ้นด้วย) ตัวรถมาพร้อมระบบไฟ LED เต็มระบบ หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 6.75 นิ้วสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ ชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า ระบบคีย์เลส ถังน้ำมันขนาด 21 ลิตร ระบบเบรกจาก Nissin ระบบเบรก ABS จาก Bosch และยาง Pirelli ช่วงล่างนั้นมีเฟรมแบบท่อเหล็กกล้า สวิงอาร์มอลูมิเนียม โช้คหน้าหัวกลับ KYB และโช้คหลังจากทาง KYB วางนอนแบบเดียวกับ Kawasaki Versys 650 โดยมีน้ำหนักตัวมากถึง 245 กก. โดยช่วงแรกจะจำหน่ายในจีนก่อน และมีแพลนจะส่งออกไปยุโรปในอนาคต ส่วนบ้านเรานั้นคงต้องรอลุ้นว่าจะมีใครนำเข้ามาจำหน่ายหรือไม่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 890 Duke Tech3 Edition แรงด้วยชุดของแต่งพิเศษ ทีมแข่งอย่าง Tech3 MotoGP นั้นเข้าร่วมการแข่งขันระดับสูงสุดในปี 2002 ด้วยฐานะทีมแข่งอิสระที่ใช้รถ Yamaha และมีนักแข่งระดับโลกอย่าง Andrea Dovizioso และ Ben Spies เข้าร่วมทีม อย่างไรก็ตามทีมแข่งจากฝรั่งเศสทีมนี้กลับไม่อาจจะประสบชัยชนะในเรซใดๆ ด้วยรถแข่ง Yamaha ต่อมาในปี 2019 Hervé Poncharal ผู้ก่อตั้งทีมก็ได้เลือกที่แยกทางจาก Yamaha และหันไปหา KTM แม้ว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์มากมายกับการตัดสินใจครั้งนี้ เนื่องจากรถแข่งจากค่ายสีส้มนั้นทำผลงานได้ไม่ดีนัก แต่ในปี 2020 ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าการตัดสินใจของ Poncharal นั้นถูกต้อง เมื่อ Miguel Olivera นักแข่งชาวโปรตุเกสสามารถพาทีมชนะการแข่งขันได้เป็นครั้งแรก จากนั้นก็ยังสามารถคว้าชัยชนะอีกครั้งในการแข่งขันโฮมเรซและยังเป็นเรซส่งท้ายฤดูกาล 2020 อีกด้วย และในปี 2021 ทางทีมก็ได้เผยโฉมรถแข่งที่มาในสีสันใหม่ ด้วยสีส้มสวยสะดุดตาเป็นพิเศษ และกลายเป็นสีสันที่แฟนๆ ต่างชื่นชอบกันมาก และเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จแม้จะเล็กๆ น้อยๆ แต่เคทีเอ็มฝรั่งเศสก็ได้เปิดตัวโมเดลพิเศษสุดๆ อย่าง KTM 890 Duke Tech3 Edition ซึ่งโมเดลพิเศษนี้จะผลิตขึ้นอย่างจำกัดเพียง 100 คันเท่านั้น โดยมาในชุดสีที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถแข่ง MotoGP ของทางทีมนั่นเอง พร้อมกันนี้รถจะยังมาพร้อมอกล่างและครอบเบาะ รวมไปถึงท่อไอเสีย Akrapovic ที่ช่วยให้แรงขึ้นจากเดิม 115 ม้าเป็น 121 แรงม้ากันเลยทีเดียว ทั้งนี้ราคาโมเดลพิเศษที่จะจำหน่ายในแดนน้ำหอมเพียงแห่งเดียวนี้จะมีราคาที่ 11,690 ยูโร หรือราวๆ 442,500 บาท แพงกว่าโมเดลปกติเพียง 1,300 ยูโรหรือราวๆ 50,000 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่สมเหตุสมผลกับสีสันพิเศษ ชุดของแต่ง และความแรงที่เพิ่มเข้ามา แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่โมเดลนี้จะไม่จำหน่ายในประเทศอื่นๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia Tuono V4 Factory ไฮเปอร์เน็กเก็ต สุดไฮเทค แรงขั้นแนวหน้า เปิดตัวกันไปแล้วในยุโรปกับ APRILIA TUONO V4 Factory ไฮเปอร์เน็กเก็ตระดับเรือธงจากค่ายเอพริเลีย ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีและความแรงระดับแนวหน้า มีอะไรใหม่ อะไรน่าสนใจบ้าง ไปดูกันครับ ดีไซน์ใหม่เน้นแอโรไดนามิก พูดถึงเรื่องแอโรไดนามิกหรืออากาศพลศาสตร์เป็นอะไรที่บอกเลยว่าหาได้ยากมากๆ จากรถสไตล์เน็กเก็ด เพราะโดยทั่วไปรถเน็กเก็ดจะไม่มีแฟริ่งหรือชิลด์ด้านหน้าตัวรถ ทำให้เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงๆ ผู้ขับขี่จะต้องแบกรับปัญหาเรื่องความแรงลมปะทะจากด้านหน้า ทำให้เหนื่อยง่ายและทำความเร็วไม่ได้อย่างที่ควรเป็น ทว่าเรื่องนี้ไม่ใช่กับเน็กเก็ดไบค์คันนี้ โดยเจ้าทูโอโนคันนี้มีดีไซน์ที่ปรับปรุงมาใหม่ โดยยังไม่ละทิ้งกลิ่นอายของทางค่าย มีความทันสมัย ดุดัน กะทัดรัดและให้ความรู้สึกสปอร์ตอย่างมาก มีแฟริ่งด้านบนยึดติดเข้ากับเฟรม ทำให้ช่วงล่างด้านหน้ารถนั้นไม่รับภาระน้ำหนัก ทำให้การควบคุมการขับขี่ตอบสนองได้แม่นยำ และยังป้องกันลมปะทะได้เป็นอย่างดีด้วย แน่นอนว่าโมเดลใหม่นี้ใช้การออกแบบแบบดับเบิ้ลแฟริ่ง แบบเดียวกันกับที่ใช้ใน RSV4 ซูเปอร์ไบค์รุ่นเรือธงของทางค่าย ที่ทำให้รถมีวิงก์เล็ตในตัว ช่วยในเรื่องของแอโรไดนามิกส์ สร้างแรงกด และตัดลมได้ดี เป็นเหตุผลให้โมเดลนี้มีสมรรถนะที่ดีและขับขี่ได้สบายกว่าที่ผ่านๆ มา โดยจะเพิ่มความนิ่งในย่านความเร็วสูง ขณะเดียวกันก็ป้องกันกระแสลมที่จะปะทะผู้ขับขี่ รวมถึงตัดลมร้อนออกจากตัวผู้ขับขี่ เอกลักษณ์สำคัญอย่างไฟหน้า 3 ตายังคงมีอยู่ โดยจะเป็นไฟแบบ LED เต็มระบบ และแน่นอนว่ามีเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ด้วย โดยตรงตำแหน่งนี้เป็นไฟเลี้ยวในตัวด้วย ทำให้ไฟหน้ามีขนาดกะทัดรัด ช่วยให้ด้านหน้ารถไม่ใหญ่เทอะทะ ที่สำคัญคือมีเซ็นเซอร์ทไวไลท์ช่วยเปิดปิดไฟต่ำอัตโนมัติ พร้อมกับไฟกระพริบฉุกเฉินกรณีเบรกกะทันหันพร้อมยกเลิกเองอัตโนมัติ และสุดท้ายคือระบบเบนดิงไลท์ที่ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยเวลาเข้าโค้งในยามค่ำคืน ออกแบบให้สบายมากยิ่งขึ้น นอกจากเรื่องของแอโรไดนามิกแล้ว ยังมีการปรับปรุงในส่วนของเออร์โกโนมิกด้วย ซึ่งก็คือเรื่องของสรีระท่านั่งขับขี่นั่นเอง ตัวรถมีถังน้ำมันใหม่ ออกแบบให้ด้านข้างแคบลง แต่คงความจุไว้ที่ 18.5 ลิตรเท่าเดิม ทำให้หนีบถังได้กระชับมากขึ้น และช่วยลดภาระที่แขนและร่างกายท่อนบนเวลาเบรก เพราะเราสามารถใช้ขาหนีบถังช่วยผ่อนแรงกระทำได้นั่นเอง รวมถึงยังใช้พักขาเวลาเข้าโค้งได้ดีขึ้นอีกด้วย ยังมีเบาะนั่งใหม่นั่งสบายมากขึ้น โดยออกแบบให้ยาวขึ้น และให้เหมาะกับนักบิดร่างโย่ง เมื่อรวมถึงระบบโช้คไฟฟ้าจาก Ohlins ก็ยิ่งทำให้การขับขี่นุ่มนวลมากขึ้น (เฉพาะรุ่น) และสำหรับรุ่นแฟคทอรี่ที่ออกแบบให้เน้นขับขี่ในสนาม ตัวรถจึงออกแบบให้ถอดส่วนที่ไม่สำคัญสำหรับขับขี่ในสนามออกได้อย่างง่ายดาย อาทิ กระจกมองข้าง พักเท้าคนซ้อน และแผงยึดป้ายทะเบียน แชสซีใหม่ หลักๆ แล้วเฟรมยังคงเป็นเฟรมอลูมิเนียมที่เด่นเรื่องความแข็งแรง แต่ขณะเดียวกันก็มีความยืดหยุ่น ซึ่งส่งผลให้สามารถจับฟีลลิ่งขับขี่ได้ดีและควบคุมได้ง่าย ที่ใหม่คือสวิงอาร์มใหม่ ที่ใช้หลักการออกแบบแบบเดียวกันกับเฟรม แต่มีคานเสริมแรงที่ต่ำลง และออกแบบให้มีความซับซ้อนน้อยลง ลดจุดเชื่อมจากเดิม 7 จุดเป็น 3 จุด โดยสวิงอาร์ใหม่นี้นี้มีความแข็งแรงในแนวขวางมากขึ้น 48% ช่วยเพิ่มการยึดเกาะให้กับรถได้ และสำหรับรุ่นท็อปในส่วนของช่วงล่างจะมาพร้อมโช้คไฟฟ้า Smart EC 2.0 จากทาง Ohlins โดยเลือกปรับได้ 2 โหมดคือ โหมดกึ่งอัตโนมัติ และโหมดแมนวล โดยในโหมดกึ่งอัตโนมัติมีให้เลือกใช้งานย่อยลงไปอีก 3 รูปแบบ คือ A1, A2 และ A3 โดย A1 สำหรับยางสลิกและขับขี่ในสนาม A2 สำหรับยางมีดอกกับแทร็กที่ไม่ค่อยดีนัก และ A3 สำหรับขี่ถนนทั่วไป ในโหมดแมนวลเองก็มีให้เลือกอีก 3 แบบ คือ M1, M2 และ M3 โดยจะต้องปรับเซ็ตค่าไว้ก่อน กันสะบัดไฟฟ้าเองก็มาจาก Ohlins และสามารถปรับการใช้งานผ่านระบบไฟฟ้าได้ด้วยเช่นกัน โดยสามารถใช้งานและตั้งค่าผ่านหน้าจอเรือนไมล์ TFT สีขนาด 5 นิ้วได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ระบบเบรกนั้น ด้านหน้าเป็นคาลิเปอร์เบรก Brembo M50 ซึ่งเป็นที่รู้จักและนิยมใช้กันในรถพิกัดเรือธงกันทั้งนั้น แน่นอนว่าการันตีเรื่องประสิทธิภาพได้เป็นอย่างดี แม้จะไม่ถึงขั้นเทพสุดของโปรดักชันก็ตาม ส่วนยางนั้นก็จะให้เป็นยาง Pirelli Diablo Rosso III ที่สามารถขี่ถนนได้ยอดเยี่ยม ขี่แทร็กได้โอเค ติดรถมาจากโรงงานเลย ส่วนในรุ่นท็อปจะเป็น Pirelli Diablo Supercorsa ขุมพลังแรงไม่เปลี่ยน เป็นอีกเอกลักษณ์นึงของทางค่ายกับขุมพลังแบบ V4 65 องศาแบบแคบ ทำให้เครื่องยนต์นั้นมีขนาดกะทัดรัดกว่าค่ายอื่นๆ ช่วยให้รวมศูนย์น้ำหนักไว้กลางรถได้ดีกว่าดีไซน์อื่นๆ โดยจะมีขนาดความจุ 1,077 ซีซี โดยคราวนี้ถูกปรับจูนมาใหม่ได้รอบที่สูงขึ้นอีก 300 รอบเป็น 12,800 รอบ และด้วยระบบไอเสียใหม่ที่มีแคตแบบเซรามิคเมทริกซ์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือทนทานกว่าและมีความเฉื่อยทางความร้อนน้อยกว่า กล่าวคือร้อนจนถึงอุณหภูมิที่เหมาะสมได้ไวกว่า และช่วยลดไอเสียได้ดี ทำให้เครื่องผ่านมาตรฐาน Euro5 อีกทั้งยังเบากว่าเดิมด้วย ในส่วนของเครื่องยนต์ยังมีระบบ ECU ใหม่ เป็น Magneti Marelli ECU 11MP

Suzuki GSX-S1000 2021 โฉมใหม่ ติดปีก แถมแรงขึ้นไม่สน Euro5 ไม่ใช่แค่ปรับจูนเครื่องยนต์รับปี 2021 ที่ต้องผ่าน Euro5 แต่มีการปรับเปลี่ยนรูปโฉมใหม่ทั้งคัน พร้อมกันนี้ยังได้มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดต่างๆ อีกหลายจุดด้วยกัน ส่วนจะมีอะไรเปลี่ยน อะไรจะคงเดิมนั้นไปดูกันเลย ดีไซน์ภายนอกใหม่ ดีไซน์ใหม่ของเจ้านี่มีความโฉบเฉี่ยวกว่าเดิมอยู่มากเลย มีเส้นสายที่เป็นเหลี่ยมเป็นสันมาแทนที่ความโค้งมนแบบเดิม มีการเดินเส้นสายที่ทำให้รู้สึกว่าด้านหน้าดูบึกบึนทรงพลังตามแบบสมัยนิยม ทั้งยังโดดเด่นด้วยครอบหม้อน้ำและที่สำคัญคือวิงก์เล็ตหรือปีกนั่นเอง แต่ที่เปลี่ยนไปมากที่สุดเลยคือไฟหน้าที่ออกแบบใหม่เป็นแบบซ้อนกันเป็นชั้นๆ ที่ทำให้รถดูมีหน้าเล็กลง ไม่เทอะทะ และใช้เทคโนโลยีโมโนโฟกัส LED ซึ่งให้ความสว่างมากขึ้น ขณะที่ส่วนด้านท้ายก็ดูปราดเปรียว มีความดิบจากการเผยให้เห็นชิ้นส่วนของซับเฟรมใต้เบาะ มีการเลือกทำส่วนท้ายให้เป็นสีดำหลอกตาให้ท้ายดูสั้น ให้ความรู้สึกตัว แม้ว่าจริงๆ แล้วดีไซน์ส่วนนี้ไม่ได้ต่างจากโมเดลเก่ามากนัก แฟริ่งสไตล์ใหม่ ในส่วนของภายในหลักๆ แล้วหลายๆ จุดยังคงเดิม เช่น เฟรม ยังคงเดิม จุดยึดแฟริ่งต่างๆ ก็คงเดิมตามไปด้วย แต่ว่าโมเดลใหม่มีการใช้แฟริ่งที่เน้นไปที่ผิวสัมผัสและงานสีแบบใหม่ ช่วยเพิ่มความโดดเด่นแตกต่าง เช่น บริเวณครอบหม้อน้ำ โหนกหลังเรือนไมล์ และพาเนลด้านข้างใต้ถังน้ำมัน ที่จะเป็นเนื้อเหมือนลายหินอ่อนที่ให้ฟีลลิ่งเหมือนกับคาร์บอนฟอร์จที่เป็นวัสดุราคาแพงแบบที่นิยมใช้กันในรถซูเปอร์คาร์ เครื่องเดิมปรับจูนใหม่ เครื่องยนต์ยังคงเป็นตัวเดิม ที่มีเบสมาจาก R1000 K5 แต่ปรับปรุงใหม่ให้ผ่านมาตรฐานไอเสียใหม่ โดยที่มีความแรงไม่ตกลง แต่กลับเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย ซึ่งถ้าหลายคนสงสัยว่าทำไมไม่เปลี่ยนก็บอกเลยว่าเครื่องบล็อกนี้เขาคือเทพสุดในประวัติศาสตร์ของค่ายแล้วครับ โดยมีการปรับเปลี่ยนแคมชาฟต์ให้มีแคมโปรไฟล์ใหม่ มีการเลื่อมการจุดระเบิดน้อยลง มีวาล์วสปริงใหม่ คลัตช์ เรือนปีกผีเสื้อ แอร์บ็อกซ์ และท่อไอเสียใหม่พร้อมเพิ่มตัวแคตฯ ใหม่เข้าไปอีก ทั้งหมดนี้ทำให้แรงม้าใหม่เพิ่มขึ้น 2 ตัวจากเป็น 152 แรงม้า และรอบสูงขึ้นอีก 1,000 รอบ ไปเป็น 11,000 แรงม้า อีกทั้งยังมีการกระจายตัวของแรงบิดที่ดีขึ้นในทุกช่วงความเร็ว โดยเฉพาะในรอบต่ำๆ อย่างไรก็ดีมันก็มีข้อเสียคืออัตราการสิ้นเปลืองเพิ่มมากขึ้นจากเดิม 22.66 กม./ลิตร เป็น 19.67 กม./ลิตร แต่ทางค่ายก็คำนึงถึงจุดนี้ มีการเพิ่มความจุของถังน้ำมันอีก 2 ลิตรเป็น 19 ลิตร ทำให้ได้ระยะทางต่อ 1 ถัง ไม่ต่างจากเดิมมาก ระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ มีการปรับมาใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้าใหม่ มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 3 โหมด ให้กำลังสูงสุดเท่ากัน แต่ต่างกันที่้ความเร็วในการส่งกำลังออกมา มีแทร็คชันคอนโทรล 5 โหมด (สามารถปิดเปิดได้) มีการปรับปรุงหน้าจอเรือนไมล์ใหม่ยกมาจาก GSX-R1000 แต่ยังเป็นเพียงหน้าจอ LCD ไม่ใช่จอสี TFT แบบค่ายอื่น มีระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางซึ่งมาพร้อมระบบช่วยบลิพคันเร่ง (เบิ้ลให้เองเวลาเชนจ์เกียร์ลง) มาให้ด้วยเลย ระบบช่วยสตาร์ทรถ ระบบช่วยเลี้ยงรอบในรอบต่ำ ป้องกันรถดับเวลาปล่อยคลัตช์เร็วเกินไป ช่วงล่างคงเดิมเพิ่มเติมสีสัน ในส่วนของช่วงล่างนั้น ระบบกันสะเทือนและเบรกยังคงไม่เปลี่ยนไป มีแค่สีสันที่โช้ตหน้าหัวกลับสีทองและโช้คหลังเดี่ยวจาก KYB ที่สามารถปรับพรีโหลดได้ ส่วนด้านหลังยังสามารถปรับรีบาวด์เพิ่มได้อีกด้วย อย่างไรก็ดีมีการปรับเซ็ตค่าจากโรงงานมาให้ใหม่ ให้การควบคุมขับขี่ที่ดีขึ้นด้วย ระบบเบรกยังคงใช้ Brembo แบบโมโนบล็อกพร้อมจานเบรกขนาด 310 ม.ม. ซึ่งเพียงพอกับการใช้งาน สีสันและราคา สุดท้ายนี้เจ้า Suzuki GSX-S1000 2021 นี้จะจำหน่ายด้วยกัน 3 สี ได้แก่ สีน้ำเงินและสีเงินแบบรถแข่ง MotoGP สีเทา และสีดำออลแบล็ค สนนราคาอยู่ที่ 10,999 ปอนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 481,000 บาท แต่ถ้าจำหน่ายในไทยจริงๆ คาดว่าราคาน่าจะแพงกว่าโมเดลที่ขายในไทยเล็กน้อย (โมเดลที่จำหน่ายในไทยปัจจุบันราคา 599,000 บาท) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

800MT แอดเวนเจอร์คันแรกจากค่ายมังกรฟ้า CFMoto เปิดตัวแล้ว ได้ฤกษ์เปิดตัวกันสักทีกับแอดเวนเจอร์ไบค์ระดับกลางคันแรกของทางค่ายมังกรฟ้าอย่าง CFMoto 800MT โดยไปเปิดตัวที่งาน Shanghai Auto Show 2021 ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนนั่นเอง โดยเจ้าคันนี้จะใช้ขุมพลัง LC8 แบบ 2 สูบ 799 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ได้มาจากทาง KTM นั่นเอง ซึ่งเคลมแรงม้ามาสูงสุดที่ 94 ตัว และแรงบิดสูงสุดที่ 77.28 นิวตันเมตร ซึ่งเทียบกับทาง 790 Adventure ของทาง KTM นั้นลดลงมาเล็กน้อย จากเดิมที่ 95 แรงม้าและแรงบิดที่ 88.12 นิวตันเมตร เป็นผลมาจากมีการปรับเปลี่ยนระบบคันเร่งไฟฟ้า แม็ปเครื่องยนต์ เพื่อให้เหมาะกับการขับขี่ทางไกลมากกว่าจะไปเน้นลุยหนักๆ เจ้ามังกรฟ้าคันนี้จะเป็นแอดเวนเจอร์ที่ค่อนมาทางทัวริ่งมากกว่าลุย เพราะมีรายละเอียดต่างๆ เน้นมาให้เหมาะกับการขับขี่บนท้องถนนนมากกว่า โดยมีถังน้ำมันแบบด้านบน ต่างกับ KTM และยังเลือกจะใช้เบาะนั่งแบบ 2 สเต็ปแทนที่จะเป็นเบาะแบบราบที่จะช่วยให้ถ่ายน้ำหนักเวลายืนขับขี่ได้สะดวกกว่า แบบที่มีใน 790 นอกจากนี้ยังมีระบบต่างๆ ที่ออกแบบมาเน้นการเดินทางอย่าง ครูซคอนโทรล อุ่นมือ และอุ่นเบาะ รวมไปถึงของเล่นทันสมัยอย่างหน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาด 7 นิ้ว ระบบนำทางผ่านดาวเทียม อย่างไรก็ดีทางค่ายไม่ได้ใจร้ายเกินไปนัก ได้มีการเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้มีทางเลือก คือ มี 2 เวอร์ชันด้วยกัน โดยเวอร์ชันสแตนดาร์ดนั้นจะมาพร้อมล้ออลูมิเนียม และเวอร์ชันเน้นลุยมากขึ้นก็จะมาพร้อมล้อซี่ลวด ยางกึ่ง และการ์ดท้องเครื่อง แต่ทั้งสองเวอร์ชันจะมีขนาดล้อที่เท่ากันคือ 19 นิ้วและ 17 นิ้ว หน้าหลังตามลำดับ ส่วนช่วงล่างอื่นๆ ก็จะสเปกต่ำกว่าทาง 790 โดยมีโช้คจากทาง KYB และระบบเบรกจาก J. JUAN แทนที่จะเป็น WP และ Brembo แต่กระนั้นก็มีระบบแทร็คชันคอนโทรลและระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้จากทาง Bosch ให้ใช้ด้วยครับ ที่น่าตกใจคือน้ำหนักของโมเดลนี้เมื่อเทียบกับ KTM แล้วมีน้ำหนักกว่าเกือบ 45 กก.เลยทีเดียว อย่างไรก็ดีก็น่าจะมีดีกว่าในเรื่องของป้ายราคาอย่างแน่นอน แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่เปิดราคาขายก็ตาม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Lexmoto LXS 125 สปอร์ตไบค์ไซส์เล็กพร้อมดีไซน์ท่อออกตูด ล่าสุดทาง Lexmoto ก็ได้ทำการเปิดตัว LXS 125 สปอร์ตไบค์น้องเล็กล่าสุดของทางค่าย ซึ่งมีจุดเด่นที่น่าสนใจอย่างท่อไอเสียแบบออกใต้เบาะหรือที่เรามักจะนิยมเรียกว่าออกตูดนั่นเอง ในด้านดีไซน์ถ้าไม่นับว่าท่อออกท้ายอันโดดเด่นหาได้ยากในรถยุคนี้แล้ว ก็จะมีไฟหน้าคู่แบบ Full LED หน้าจอเรือนไมล์ดิจิตอล ซึ่งไม่ได้โดดเด่นหรือสวยเป็นพิเศษ ทว่าตัวรถกลับมีสีสันให้เลือกที่ค่อนข้างจะคุ้นๆ ตาเหมือนมาจากค่ายรถญี่ปุ่นสักค่าย คือ มีสีเทาด้านตัดด้วยสีเหลืองนีออน และสีดำตัดด้วยน้ำเงิน โดยเจ้าน้องเล็กคันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซีแบบสูบเดียว ที่รองรับ Euro5 แล้ว เคลมมาว่ามีกำลังแรงม้าอยู่ที่ 13.8 แรงม้า แต่กลับมาพร้อมกับรายละเอียดที่ไม่น่าเชื่อ อาทิ เกียร์ 6 สปีด ดิสก์เบรกหน้าคู่แบบหยัก ล้อขนาด 16 นิ้ว ซึ่งดูแปลกตากับรถพิกัดนี้ ช่วงล่างนั้นมีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกและโช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยว ตัวเบาะนั่งมีความสูง 790 ม.ม. และน้ำหนักรถเบาเพียง 155 กิโลกรัม โดยรวมๆ แล้วก็เป็นสปอร์ตไบค์ขนาดเล็กสัญชาติจีนนี้ที่ดูแปลกตาดี โดยเฉพาะในด้านดีไซน์ แต่อย่างไรก็ตามหากท่านใดสนใจก็ต้องลุ้นกันพอสมควรเลยล่ะครับว่าจะนำมาจำหน่ายในไทยมั้ย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว Street Scrambler 2021 และรุ่น Street Scrambler Sandstorm รุ่นพิเศษจาก Triumph หลังจากที่ Triumph เปิดตัวเจ้าสแครมเบลอร์ 1200 ครั้งแรกในปี 2019 ก็ได้ทำให้รถในตระกูลสแครมเบลอร์ของทางไทรอัมพ์มีสมรรถนะแบบออฟโร้ดที่มากขึ้นอย่างชัดเจน จนต่างกับ Street Scrambler ซึ่งเหมาะกับการขับขี่แถบชานเมืองโดยสิ้นเชิง แต่ตัวรถก็ยังมาในสไตล์ของรถแข่งแบบสิงห์ทะเลทรายที่ดูเท่และสวยงามอีกด้วย และแน่นอนว่าโมเดลใหม่ในปีนี้ก็รองรับ Euro5 แล้วด้วย รวมถึงยังมีรุ่นพิเศษจำนวนจำกัดอย่าง Sandstrom (แซนด์สตอร์ม) อีกด้วย ขุมพลังยังคงเป็นเครื่องยนต์สองสูบเรียงขนาด 900 ซีซี พร้อมเอกลักษณ์เด่นอย่างท่อไอเสียแบบคู่ยกสูง และเพื่อที่จะผ่านเกณฑ์ไอเสียใหม่ก็ต้องมีการปรับปรุงเครื่องยนต์ใหม่ ทว่ากลับไม่ทำให้กำลังเครื่องยนต์ตก ซึ่งทางค่ายได้เคลมแรงม้ามาที่ 64 แรงม้าที่ 7,250 รอบ และแรงบิดที่ 80 นิวตันเมตรที่ 3,250 รอบ อย่างไรก็ดีแม้ว่ากำลังจะไปตกไปแต่ก็ต้องแลกมาด้วยน้ำหนักของระบบไอเสียที่เพิ่มมากขึ้นประมาณ 3 กิโลกรัม โดยไทรอัมพ์แอบซ่อนตัวแคตฯไว้ด้านหลังท่อบริเวณฮีตชิลด์ แต่ถึงแม้ว่าน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นมา แต่ตัวรถก็มีเบาะนั่งที่ไม่สูงมากและตัวรถเองก็ค่อนข้างกระชับ ทำให้ไม่ส่งผลต่อการขับขี่อะไรนัก ตัวรถมาพร้อมกับระยะยุบ 120 ม.ม.ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมล้อขนาด 19 และ 17 นิ้วตามลำดับ ทำให้สามารถขับขี่ทางฝุ่นได้บ้าง อย่างไรก็ดีล้อของมันถึงจะเป็นล้อซี่แต่ก็ยังเป็นแบบต้องใช้ยางในก็อาจจะลำบากใจสายฝุ่นอยู่ ทว่าพักเท้าหนาม ระบบเบรก ABS และแทร็คชันคอนโทรลแบบปิดเปิดได้ ก็เป็นอะไรกับคนที่ชอบลุยอยู่ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนใหม่ มีพาเนลข้างและป้ายเบอร์อลูมิเนียมใหม่ ตัวเรือนปีกผีเสื้ออลูมิเนียมปัดเงา การ์ดข้อเท้าและขาจับไฟหน้า รวมไปถึงเพิ่มความหรูหราด้วยเบาะหนังและเลือกใช้ผ้าในส่วนที่เน้นความสบาย ทางค่ายยังคงไว้ซึ่งถังน้ำมันสไตล์เรโทรทำให้รถเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความคลาสสิค และอีกสิ่งนึงที่เรายังไม่ได้พูดถึงคือโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดเพียง 775 คัน อย่างเจ้าพายุทะเลทรายครับ โมเดลพิเศษ Sandstorm นี้จะมาพร้อมสีสันพิเศษสีเทาด้าน Matte Storm Grey และ ชุดสีเกรเดียนท์ Ironstone และชุดแต่งพิเศษเพิ่มเติมเข้ามาเป็นของติดรถจากโรงงานเลย บังโคลนหน้าแบบสูงโดดเด่นกว่าเพื่อน มีการ์ดท้องเครื่องอลูมิเนียม ตะแกรงครอบไฟหน้า ท้ายแต่ง และกันลื่นถังทำให้โมเดลนี้โดดเด่นมากกว่าโมเดลธรรมดา ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้ได้ภาพลักษณ์ลุยๆ และขับขี่แบบลุยๆ ได้มากขึ้นอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW F900R Force รุ่นพิเศษ 300 คัน ขายในฝรั่งเศสเท่านั้น เน็กเก็ดไบค์ระดับกลางจาก BMW ที่เป็นต้นแบบของโมเดลพิเศษอย่าง F900R Force นั้นเปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว มาพร้อมดีไซน์ที่เฉียบคมมากขึ้นยิ่งกว่าที่ผ่านๆ มา ทั้งยังมีเครื่องยนต์ที่มีกำลังสูง กับราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้นด้วย จนกระทั่งโมเดลนี้เป็นที่น่าจับตามองโมเดลต้นๆ ในกลุ่มของเน็กเก็ดไบค์ระดับกลาง นอกจากนี้การที่ราคาดีกว่าเดิมนั้นยังช่วยให้ BMW สามารถขยายกลุ่มผู้ใช้ให้กับนักบิดที่มีอายุน้อยลงได้มากขึ้นอีกด้วย ขุมพลังสองสูบขนาด 895 ซีซีให้กำลังแรงม้าถึง 105 แรงม้า และยังสามารถปรับจูนให้มีแรงม้าเหลือ 45 แรงม้าได้เพื่อให้สอดคล้องกับใบขับขี่ A2 ที่ใช้ในยุโรปและสามารถปรับให้กลับมาแรงเท่าเดิมได้เมื่อได้ใบขับขี่มอเตอร์ไซค์ประเภท A ซึ่งใช้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ได้ทุกประเภท สำหรับครั้งนี้ถือเป็นโชคดีของไบเกอร์แดนน้ำหอมที่จะได้มีโอกาสสัมผัสกับโมเดลพิเศษที่ผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียง 300 คัน โดยมองจากภายนอกจะเห็นได้ว่ามีสีสันลายกราฟิกใหม่เป็นสีน้ำเงินซานมาริโนและสีเหลืองนีออนทั่วคัน ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากอุตสาหกรรมการบิน นอกจากสีสันแล้วก็ยังมีการติดตั้งชิฟเตอร์ อกล่างและครอบเบาะท้ายมาด้วยเลย ทำให้รถมีราคากระโดดขึ้นไปอีก 900 ยูโรหรือราวๆ 34,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Dragster 800 RR London Special ลายพิเศษจากลอนดอน คันเดียวในโลก MV Agusta ได้เปิดตัวแทนจำหน่ายในกรุงลอนดอนอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในชื่อว่า MV Agusta London Store 3.0 ซึ่งจะในสโตร์จะโชว์โมเดลต่างๆ ของทางค่ายและจำหน่ายรถให้กับชาวลอนดอน และเพื่อเป็นการฉลองโอกาสพิเศษที่น่าจดจำนี้ ทางค่ายจึงจัดการคัสตอมเจ้า Dragster 800 RR London Special ขึ้นมาโดยใช้ลวดลายของธงสหราชอาณาจักรเป็นแรงบันดาลใจ หลังจากที่ได้รับการอัปเดตรับ Euro5 ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ไปแล้ว เครื่องยนต์สามสูบ 798 ซีซียังคงรักษากำลัง 140 แรงม้าไว้ได้ ทั้งยังทนทานกว่าเดิมจากการใช้เทคโนโลยีเคลือบชิ้นส่วนแบบ DLC และมีปลอกก้านวาล์วใหม่ ทั้งยังได้ติดตั้งหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยเพิ่มเข้าไป ทำให้สามารถใช้งานระบบเบรก ABS ขณะเข้าโค้งได้ ระบบแทร็คชันคอนโทรลที่อิงกับองศาของตัวรถ ระบบป้องกันการลอยตัวของล้อ และระบบไฟแบบปรับองศาเอง นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงในส่วนของแชสซีใหม่หมดอีกด้วย และสำหรับการเป็นโมเดลพิเศษให้กับทางอังกฤษแบบคันเดียวในโลกนั้น หลักๆ ยังคงเดิมมีเพียงแต่สีสันและลายกราฟิกภายนอกเท่านั้น โดยส่วนของถังน้ำมันนั้นจะเป็นงานเพ็นต์สีขาว สีน้ำเงินและสีแดง และยังมีธงยูเนียนแจ็คที่แฟริ่งข้างด้านหน้าและบนถังน้ำมันด้านบน นอกจากนี้ยังมีลวดลายกราฟิกที่เป็นแลนด์มาร์คที่มีชื่อเสียงของลอนดอน อาทิ ทาวเวอร์บริดจ์ หอนาฬิกาบิ๊กเบน และลอนดอยอาย นอกจากนี้ยังมีในส่วนของล้อ ที่ทำเป็นสีน้ำเงิน ดุมและหมุดสีแดง เบาะนั่งทำจากหนังอัลคันทาราเย็บด้ายแดงเป็นลายข้าวหลามตัด และยังโดดเด่นด้วยเฟรมถักสีแดง และครอบคลัตช์แบบใสโชว์ให้แห่นคลัตช์สีแดงด้านใน น่าเสียดายที่ตอนนี้ทางค่ายยังไม่มีแพลนที่จะขายโมเดลพิเศษ แต่อย่างไรก็ตามนี่เป็นโอกาสดีที่เราอาจจะได้เห็นโมเดลพิเศษในแบบเฉพาะของแต่ละเมืองใหญ่ๆ ในอนาคตอีกก็เป็นได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli 302R 2021 โฉมใหม่ อัปเกรดเพียบ แถมเบาลง 22 โล แม้ว่าเบเนลลีนั้นจะมีเจ้าของที่แท้จริงเป็นบริษัทสัญชาติจีนอย่าง Qianjiang Motors แต่ดูเหมือนว่าดีไซน์ของโมเดลใหม่ๆ กลับไม่ได้แย่ลงแต่อย่างใด แต่กลับดูดียิ่งกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเจ้า Benelli 302R 2021 ที่คุณเห็นอยู่นี้ พักหลังๆ นี่ใครที่ติดตามวงการสองล้อมาจะรู้ว่าค่ายรถต่างๆ ต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อที่จะขายรถในประเทศต่างๆ ทั้งในยุโรป อเมริกา อินเดีย ซึ่งก็มีมาตรฐานต่างๆ กัน ทั้ง Euro5 ของยุโรป หรือจะเป็น BS6 ของอินเดีย รวมถึงการที่เบเนลลี่ไปลุกตลาดที่อเมริกาเหนือ และในที่สุดก็เป็นโอกาสเปิดตัวโฉมใหม่ของสปอร์ตไบค์พิกัด 300 ซีซีของทางค่ายสักที เมื่อมองเข้าไปให้ใกล้ๆ อีกนิดจะเห็นได้ว่าโมเดลใหม่นี้นั้นมีการปรับปรุงขนานใหญ่เลย หลังจากไม่ได้เปลี่ยนแปลงมานานหลายปี ไฟหน้าแบบฮาโลเจน เรือนไมล์แบบเดิมๆ ได้หายไปแล้ว ตอนนี้กลายเป็นไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่ พร้อมกับหน้าจอเรือนไมล์สี TFT แล้ว อีกทั้งดีไซน์ของมันก็ผอมเพรียวกว่าเดิม ทำให้ดูสวยงามดุดันกว่าเดิมมาก นอกจากเรื่องของหน้าตาแล้ว ก็มีการอัปเดตในส่วนอื่นๆ เช่น ช่วงล่าง ที่ตอนนี้ได้โช้คหน้าหัวกลับขนาด 41 ม.ม.ปรับพรีโหลดได้ โช้คหลังเดี่ยวเองก็ปรับพรีโหลดได้เช่นกัน ระบบเบรกเองก็ปรับมาเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่แบบ 4 พ็อตอีกด้วย ส่วนขุมพลัง 2 สูบเรียงขนาด 302 ซีซีเองก็ปรับปรุงใหม่ให้ผ่านมาตรฐานไอเสียใหม่ โดยสามารถรีดแรงม้าออกมาได้ที่ 34 ตัว แม้ว่าจะทำให้แรงตกไปบ้าง แต่ทางค่ายก็มีการชดเชยในจุดนี้โดยมีการออกแบบแชสซีของรถให้มีน้ำหนักน้อยลง แต่มีความแข็งแรงมากขึ้น โดยน้ำหนักรถเบาลงถึง 22 กก. เหลือเพียง 182 กก.เท่านั้น ก็เรียกได้ว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับสำหรับโมเดลที่ปรับใหม่มานี้ ส่วนจะเข้าไทยเมื่อไหร่นั้นก็คงต้องรอกันไปก่อนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Scrambler 1200 ปรับใหม่รับ 2021 พร้อมเปิดรุ่นพิเศษ Steve McQueen Edition ล่าสุดทางไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ก็ได้ทำการเปิดตัวโมเดิร์นคลาสสิกสายลุย 2 รุ่นรับปีแห่ง Euro5 ได้แก่ Scrambler 1200 XC และ Scrambler 1200 XE โฉมใหม่ล่าสุดปี 2021 ทั้งยังได้เปิดตัวรุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน Steve McQueen Edition ที่มาพร้อมรูปลักษณ์อันสวยงามและโดดเด่นไม่ซ้ำใคร เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองชื่อและตำนานอันโดดเด่นของนักแสดงภาพยนต์ชื่อดัง และสตันท์แมนผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ผาดโผนจากโลกภาพยนตร์ พร้อมลุยแบบคลาสสิค ด้านดีไซน์นั้นยังคงเป็นแบบคลาสสิคไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนอกจากสีสันใหม่ 3 เฉดสีทั้งในรุ่นย่อย XC และ XE ได้แก่ สีน้ำเงินโคบอลต์ Cobalt Blue, สีเขียวกากีแบบด้าน Matt Khaki Green และสีดำแซฟไฟร์ Sapphire Black รวมไปถึงการเปิดตัวรุ่นพิเศษ Steve McQueen Edition โดยจุดเด่นของสแครมเบลอร์จากทางไทรอัมพ์นั้นจะมาในดีไซน์สไตล์รถคัสตอม เด่นที่ถังน้ำมันพร้อมฝาถังแบบมอนซ่าทำจากอลูมิเนียมขัดเงา สำหรับรุ่น XE ตัวรถจะมีการติดตั้งด้วยแฮนด์การ์ด ก้านเบรก Brembo MCS โช้คสีทอง และสวิงอาร์มอะลูมิเนียมยาว และรายละเอียดตกแต่งสีดำอโนไดซ์ ให้มาดพร้อมลุยและดุดันกว่า ปรับเครื่องใหม่ เครื่องยนต์ยังคงสมรรถนะที่ดี แม้จะต้องเจอกับมาตรฐานไอเสียใหม่ Euro5 โดยเครื่องยนต์แบบสองสูบเรียง High Torque ขนาด 1,200 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้แรงม้าสูงสุดที่ 90 แรงม้าที่ 7,250 รอบ และแรงบิดที่ 110 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบ พร้อมกับท่อไอเสียแบบปลายท่อคู่ ยกปลายสูงให้เข้ากับสไตล์ของตัวรถ ช่วงล่างแน่นพร้อมลุย เป็นจุดเด่นอีกจุดของสแครมเบลอร์เลยก็ว่าได้ โดยทั้ง 3 รุ่นนั้นจะมาพร้อมช่วงล่างพร้อมลุยระดับแนวหน้า มีโช้คหน้าจากทาง Showa และโช้คหลังคู่พร้อมซับแทงก์จาก Ohlins (รุ่น XE และ Steve McQueen Edition จะมีระยะยุบที่มากกว่า 50 ม.ม.ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง) ระบบเบรกด้านหน้าแบบดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo M50 แบบโมโนบล็อก ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบลอยตัว และแน่นอนว่ามาพร้อมระบบเบรก ABS และเพื่อให้ลุยข้ามอุปสรรคต่างๆ ได้เต็มที่ จึงมีล้อหน้าขนาดใหญ่ 21 นิ้วและล้อหลังขนาด 17 นิ้วพร้อมล้อแบบซี่ลวดแบบไม่ใช้ยางในอีกด้วย เทคโนโลยีเน้นๆ แม้ว่าจะดีไซน์แบบคลาสสิคแต่ก็มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากมาย สมกับเป็นโมเดิร์นคลาสสิคนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น โหมดการขับขี่ 6 แบบ Road, Rain, Sport, Off-Road และ Rider (Off-Road Pro เฉพาะรุ่น XE และ Steve McQueen Edition) ระบบเบรก ABS (Cornering ABS เฉพาะรุ่น XE และ Steve McQueen) ระบบไฟ LED และไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ หน้าจอเรือนไมล์ TFT แบบสี พร้อมสวิตช์แบบมีแบ็กไลต์ ระบบสตาร์ทรถโดยไม่ใช้กุญแจ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติหรือครูซคอนโทรล และช่องจ่ายไฟแบบ USB สำหรับรุ่น Steve McQueen Edition โมเดลพิเศษนี้ได้รับแรงบันดาลใจด้านสเปคมาจากรุ่นดั้งเดิมอย่างTriumph TR6 ที่สร้างชื่อเสียงจากฉากขับขี่ที่กระโดดข้ามลวดหนามในตำนานภาพยนตร์เรื่อง “The Great Escape” ซึ่งเป็นฉากสุดคลาสสิกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1963 โดยรุ่นนี้เป็นรุ่นพิเศษมีจำนวนจำกัดเพียง 1,000 คันทั่วโลก โดยแต่ละคันจะมีหมายเลขเฉพาะ มาพร้อม โลโก้ Steve McQueen ที่เป็นเอกลักษณ์บนตัวถังและปะกับแฮนด์ ตัวรถจะมาในเฉดสีเขียว Competition Green สุดโดดเด่น ซึ่งไม่มีในโมเดลอื่น โดยจะมีพื้นฐานสเปกและชิ้นส่วนมาจากรุ่น XE นอกจากนี้ยังมาพร้อมของแต่งตรงรุ่นติดตั้งจากโรงงาน อาทิ การ์ดเครื่องยนต์สเตนเลส