Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
C 400 GT 2021

C 400 GT 2021 เปิดตัวที่ไทยแล้ว เริ่มต้น 419,000 บาท ล่าสุด บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ก็ได้ฤกษ์งามยามดีเผยโฉมมอเตอร์ไซค์ใหม่ล่าสุด C 400 GT 2021 สกู๊ตเตอร์ขนาดกลางที่มาสานต่อความสำเร็จของรุ่นก่อนหน้าที่เป็นสองล้อคู่ใจของไบค์เกอร์ในทุกโอกาส สกูตเตอร์คันนี้โดดเด่นด้วยสมรรถนะและดีไซน์ที่ครบครัน แฝงด้วยจิตวิญญาณของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งให้นักบิดไทยได้ตื่นเต้นและเพลิดเพลินไปกับการโลดแล่นบนท้องถนนแบบครบเครื่องทั้งความเร็ว ความปลอดภัย และสไตล์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ทั้งนร่โมเดลใหม่จะได้รับการอัปเกรดในทุกๆ ๆด้าน นับตั้งแต่เครื่องยนต์ที่มาพร้อมระบบ E-gas ไปจนถึงสีใหม่ที่เติมเต็มความโฉบเฉี่ยวให้สะดุดตายิ่งขึ้น มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้มอบ ความตื่นตาตื่นใจให้แก่ลูกค้า ด้วยมอเตอร์ไซค์และสกู๊ตเตอร์หลากหลายรุ่นที่เปี่ยมทั้งสมรรถนะ และสไตล์ในการขับขี่ เพื่อมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากของเรา ด้วยเอกลักษณ์ที่ผสานความสนุกของการเดินทางระยะไกลบนท้องถนน เข้ากับความเป็นสกู๊ตเตอร์สำหรับชีวิตคนเมืองแบบเต็มตัว และใน C 400 GT รุ่นใหม่นี้มีการตอบสนองที่รวดเร็วยิ่งขึ้น เพิ่มความปราดเปรียว เสริมเสน่ห์ของการขับขี่ เราจึงมั่นใจว่าจะสามารถยกระดับความประทับใจของลูกค้าขึ้นไปอีก ด้วยการสร้างมาตรฐานใหม่ในกลุ่มสกู๊ตเตอร์ขนาดกลาง” ขุมพลังของคันนี้จะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ แต่ทรงพลัง พร้อม E-gas ระบบควบคุมเครื่องยนต์ใหม่ และคลัตช์แบบแรงเหวี่ยง ส่งพละกำลังสูงสุดที่ 25 กิโลวัตต์ หรือ 34 แรงม้า ที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 35 นิวตันเมตรที่ 5,570 รอบต่อนาที ประสานกับระบบเกียร์ CVT และระบบกันสะเทือนล้อหลังที่ผสานนวัตกรรมใหม่เพื่อลดการสั่นสะเทือนและเสริมความสบายระหว่างการขับขี่ และด้วยการรับรองมาตรฐานมลภาวะระดับ EU 5 บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ใหม่ จึงเป็นสกู๊ตเตอร์คู่ใจที่พร้อมสนุกไปด้วยกันในทุกจังหวะการขับขี่ ระบบ E-gas หรือคันเร่งระบบไฟฟ้า พร้อมวาล์วระบบไฟฟ้าเป็นระบบควบคุมเครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในหลากหลายองค์ประกอบ นับตั้งแต่ระบบไอเสียที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น ไปจนถึงการปรับแต่งระบบควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ในเกียร์ว่าง ซึ่งช่วยให้ตอบสนองฉับไวในทุกจังหวะ และการเดินเครื่องที่ราบรื่น นุ่มนวลยิ่งขึ้นขณะใช้เกียร์ว่าง ขณะที่ชุดสปริงใหม่ในระบบคลัตช์แบบแรงเหวี่ยงก็ช่วยให้ตัวเครื่องทำงานได้นิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน ตัวรถยังมีระบบ Automatic Stability Control (ASC) พร้อมระบบตั้งค่าอัตโนมัติที่อัปเกรดให้ดียิ่งขึ้น โดยตัวรถจะปรับการตั้งค่าตัวเองได้แบบอัตโนมัติเมื่อจำเป็น เช่นในกรณีที่เปลี่ยนยาง ทั้งยังออกแบบมาให้ทำงานด้วยระดับแรงเสียดทานที่ต่ำกว่าในรุ่นเดิม จึงทำให้รู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงการตอบสนองที่ฉับไวขึ้น และการขับขี่ที่สบายขึ้น โดยเฉพาะบนพื้นถนนที่เปียกและลื่น ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ขับขี่จึงไม่จำเป็นต้องปิดการใช้งาน ASC อีกต่อไป และสามารถเร่งตัวรถไปสู่ความเร็วสูงสุดที่ 139 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้อย่างมั่นใจ และเพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ระบบเบรกจึงมาพร้อมกับคาลิเปอร์ใหม่ที่ช่วยให้ระบบดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้าทำงานได้แม่นยำมากขึ้น สัมผัสได้ถึงแรงจิกเบรกอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และปรับการเคลื่อนตัวของลูกสูบดิสก์เบรกให้ดียิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการตั้งค่าคันเบรกล้อหลังที่มือซ้ายและคันเบรกล้อหน้าที่มือขวาให้ทำงานด้วยแรงกดสมดุลกันอย่างลงตัว ช่องเก็บสัมภาระใต้เบาะที่ใส่ใจมากกว่าที่ผ่านมา เพื่อช่วยในการมองเห็น ระบบไฟส่องสว่างในช่องเก็บสัมภาระได้ถูกเปลี่ยนตำแหน่งให้ส่องแสงลงมาจากด้านบนแทนที่จะเป็นด้านข้าง แถมยังมีช่องจ่ายไฟแบบ 12 โวลต์อีกด้วย นอกจากนี้เบาะนั่งด้านบนช่องนี้เองก็ได้รับการออกแบบใหม่ให้นั่งสบายกว่าที่เคย ส่วนช่องเก็บของด้านหน้ายังมาพร้อมกับช่องเสียบสายชาร์จ USB อีกด้วย (ช่องเก็บสัมภาระขนาด 31 ลิตร ซึ่งสามารถขยายได้ถึง 45 ลิตรหากติดตั้ง Flexcase) และสุดท้ายสำหรับโมเดลใหม่นี้จะมาพร้อมเฉดสีใหม่ในรุ่น “Triple Black” ที่มาในสีดำ Blackstorm metallic พร้อมลายคาดสีด้าน ในราคา 429,000 บาท ขณะที่รุ่นมาตรฐานในสีขาว Alpine White ก็ยังเป็นทางเลือกให้จับจองเป็นเจ้าของที่ราคา 419,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CBR500R 2022

Honda CBR500R 2022 อัปเกรดใหม่ ดิสก์หน้าคู่ โช้คหัวกลับ ถูกใจรึยัง? Honda CBR500R 2022 สปอร์ตไบค์ไซส์กำลังดี 1 ใน 3 โมเดลที่เพิ่งเปิดตัวกันไปที่ฝากฝั่งฮอนด้ายุโรป ซึ่งเดิมทีนั้นโมเดลนี้เปิดตัวครั้งแรกปี 2013 พร้อม ๆ กับ CB500X ที่เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์และ CB500F ที่เป็นเน็กเก็ดไบค์ มาคราวนี้ก็เปิดตัวพร้อมกันทั้ง 3 คันอีกครั้ง พร้อมอัปเกรดใหม่หลายจุด การันตีขี่ดีขึ้นแน่นอน หลังจากเปิดตัวมาก็มีการปรับปรุงเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งล่าสุดปี 2020 ได้มีการปรับปรุงเครื่องยนต์ให้ผ่าน Euro5 ไป และล่าสุดก็เป็นการปรับปรุงในส่วนของช่วงล่างเป็นหลัก โดยที่มีการปรับเปลี่ยนในส่วนอื่น ๆ เช่น ดีไซน์ การจ่ายน้ำมัน และระบบไฟส่องสว่าง เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าก็จะคล้าย ๆ กัน 500 Series คันอื่น ๆ นั่นเอง เพราะมีพื้นฐานเดียวกัน เริ่มต้นในส่วนของรูปลักษณ์กันก่อน ส่วนที่เด่น ๆ ก็จะมีไฟหน้าใหม่พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์และปรับมาใช้ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ทั้งคันทำให้ดูพรีเมี่ยมยิ่งขึ้น  มีการเปลี่ยนมาใช้บังโคลนหน้าใหม่ที่นำมาจาก CB650R มีพักเท้าอลูมิเนียมใหม่แทนที่พักเท้ายางแบบเดิม และตอนนี้มีหน้าจอเรือนไมล์ตอนนี้เป็นหน้าจอ LCD พร้อมไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ (ตั้งค่าเองได้สเต็ปละ 250 รอบ) และเลขบอกเกียร์ ในส่วนของเครื่องยนต์มีการปรับเรื่องของระบบหัวฉีดและการจ่ายน้ำมันรวมไปถึงมีแผงหม้อน้ำหนักใหม่สวยและเบากว่าเดิม 100 กรัม โดยเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซีที่ปรับปรุงใหม่นี้เคลมแรงม้ามาได้ที่ 46.93 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ และมีสลิปเปอร์คลัตช์ให้ใช้งานเวลาเชนเกียร์ลงชะลอความเร็วก่อนเข้าโค้งอีกด้วย  ส่วนระบบกันสะเทือนนั้นมีการอัปเกรดในระดับที่เรียกว่าไฮไลท์เด็ดเลย โดยตอนนี้จะได้โช้คหน้าหัวกลับเป็นโช้ค Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. พร้อมแผงคอใหม่ทั้งด้านบนและด้านล่างที่ช่วยให้การควบคุมและการขับขี่ทำได้ดีมากยิ่งขึ้น ส่วนโช้คหลังยังเป็นโช้คเดี่ยวแต่ปรับปรุงค่าแดมปิ้งและค่าสปริงเรทเสียใหม่ให้ดีขึ้น และตอนนี้สามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ  ไม่เพียงแต่โช้คหน้า ของระบบเบรกด้านหน้าเองตอนนี้ก็จะได้ดิสก์เบรกคู่ขนาด 296 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 2 พ็อตแล้ว แม้ว่าจะเล็กลงแต่ว่าก็ทำให้น้ำหนักลดเบาลงและใช้แรงกำเบรกน้อยลงด้วย ตัวล้อเองก็มีการดีไซน์ใหม่ใช้ก้านแม็ก 5 ก้านแทน 6 ก้าน และมีน้ำหนักเบากว่าเดิม สวิงอาร์มเองก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่ น้ำหนักเบา และเพิ่มความสบายในการขับขี่แต่ไม่ทิ้งสมรรถนะในการควบคุม ทำให้ตอนนี้น้ำหนักรถอยู่ที่ 192 กิโลกรัม และมีน้ำหนักรถไปลงที่ล้อหน้ามากขึ้นช่วยเพิ่มการยึดเกาะและการตอบสนอง  สุดท้ายโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 2 เฉดสี คือสีแดง Grand Prix Red และสีดำเมทัลลิก Matte Gunpowder Black Metallic อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB500F 2022

Honda CB500F 2022 อัปเกรดช่วงล่างเอาใจสายเน็กเก็ด Honda CB500F 2022 เป็น 1 ใน 3 โมเดลที่เพิ่งเปิดตัวกันไปที่ฝากฝั่งฮอนด้ายุโรป ซึ่งเดิมทีนั้นโมเดลนี้เปิดตัวครั้งแรกปี 2013 พร้อม ๆ กับ CB500X ที่เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์และ CBR500R ที่เป็นสปอร์ตไบค์ มาพร้อมกำลังเครื่องยนต์ที่พอดิบพอดีให้ขี่ได้ง่ายขี่สนุก ทั้งราคาเองก็เป็นมิตร ดูแลรักษาก็ไม่ยาก เรียกว่าเป็นที่นิยมสำหรับมือใหม่อยากอัปเกรดซีซีกันอยู่ไม่น้อย   หลังจากปี 2020 ได้มีการปรับปรุงเครื่องยนต์ให้ผ่าน Euro5 ไป มาคราวนี้ได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่พอสมควร โดยจะเด่นที่ช่วงล่างซะมาก นอกจากนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์เล็กน้อย มีการลดน้ำหนักตัวรถลงมาในหลาย ๆ จุด แม้จะไม่มากนักแต่ก็เป็นเรื่องที่ดี และสุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของระบบไฟส่องสว่างที่ได้รับการปรับปรุงใหม่  เริ่มต้นในส่วนของรูปลักษณ์กันก่อน ส่วนที่เด่น ๆ ก็จะมีไฟหน้าใหม่พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์และปรับมาใช้ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ทั้งคันแล้ว  มีการเปลี่ยนมาใช้บังโคลนหน้าใหม่ที่นำมาจาก CB650R มีพักเท้าอลูมิเนียมใหม่ และตอนนี้มีหน้าจอเรือนไมล์ตอนนี้เป็นหน้าจอ LCD พร้อมไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ (ตั้งค่าเองได้สเต็ปละ 250 รอบ) และเลขบอกเกียร์ ในส่วนของเครื่องยนต์มีการปรับเรื่องของระบบหัวฉีดและการจ่ายน้ำมันรวมไปถึงมีแผงหม้อน้ำหนักเบากว่าเดิม 100 กรัม โดยเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซีที่ปรับปรุงใหม่นี้เคลมแรงม้ามาได้ที่ 46.93 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ และมีสลิปเปอร์คลัตช์ด้วย  มาดูกันที่ไฮไลท์เด็ดของโมเดลนี้กันบ้าง นั่นคือระบบกันสะเทือนนั่นเอง โดยตอนนี้จะได้โช้คหน้าหัวกลับเป็นโช้ค Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. พร้อมแผงคอใหม่ทั้งด้านบนและด้านล่างที่ช่วยให้การควบคุมและการขับขี่ทำได้ดีมากยิ่งขึ้น ส่วนโช้คหลังยังเป็นโช้คเดี่ยวแต่ปรับปรุงค่าแดมปิ้งและค่าสปริงเรทเสียใหม่ให้ดีขึ้น และตอนนี้สามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ  ต่อมาเรื่องของระบบเบรก ตอนนี้ด้านหน้าจะได้ดิสก์เบรกคู่ขนาด 296 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 2 พ็อตแล้ว แม้ว่าจะเล็กลงแต่ว่าก็ทำให้น้ำหนักลดเบาลงและใช้แรงกำเบรกน้อยลงด้วย  ตัวล้อเองก็มีการดีไซน์ใหม่ใช้ก้านแม็ก 5 ก้านแทน 6 ก้าน และมีน้ำหนักเบากว่าเดิม สวิงอาร์มเองก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่ น้ำหนักเบา และเพิ่มความสบายในการขับขี่แต่ไม่ทิ้งสมรรถนะในการควบคุม ทำให้ตอนนี้น้ำหนักรถอยู่ที่ 189 กิโลกรัมเท่าเดิม แต่ มีน้ำหนักรถไปลงที่ล้อหน้ามากขึ้นช่วยเพิ่มการยึดเกาะและการตอบสนอง  สุดท้ายโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 4 เฉดสี คือแดง Grand Prix Red, สีเทาเมทัลลิก Matt Axis Grey Metallic, สีเทาสโม้ก Pearl Smokey Gray และสีเหลือง Pearl Dusk Yellow อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB500X 2022

Honda CB500X 2022 เด่นด้วยโช้คหัวกลับและดิสก์หน้าคู่ Honda CB500X 2022 เปิดตัววันนี้แล้วที่ฝากฝั่งฮอนด้ายุโรป ซึ่งเดิมทีนั้นโมเดลนี้เปิดตัวครั้งแรกปี 2013 พร้อม ๆ กับ CB500F ที่เป็นเน็กเก็ดไบค์และ CBR500R ที่กำลังเครื่องพอดิบพอดีให้ขี่ได้ง่ายขี่สนุก และแน่นอนว่าก็ได้ใจไบเกอร์ไปมากมาย เพราะตอบโจทย์ได้หลากหลาย มาคราวนี้ได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่ ซึ่งหลัก ๆ จะเป็นเรื่องของช่วงล่าง และปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ดียิ่งขึ้น ตลอดไปจนถึงระบบไฟส่องสว่างให้ดีให้มีทัศนวิสัยที่ดียิ่งขึ้น  ในส่วนของรูปลักษณ์มีการปรับเปลี่ยนสไตล์เล็กน้อยโดยมีล้อหน้าใหม่และบังโคลนหน้าใหญ่ขึ้น หน้าจอเรือนไมล์ตอนนี้เป็นหน้าจอ LCD พร้อมไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ (ตั้งค่าเองได้สเต็ปละ 250 รอบ)และเลขบอกเกียร์ ในส่วนของเครื่องยนต์มีการปรับเรื่องของระบบหัวฉีดและการจ่ายน้ำมันรวมไปถึงมีแผงหม้อน้ำหนักเบากว่าเดิม ซึ่งทำให้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซี สามารถเคลมแรงม้ามาได้ที่ 46.93 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ และมีสลิปเปอร์คลัตช์ด้วย ออกนอกจากเรื่องนี้ไปก็เห็นจะมีเรื่องของช่วงล่างนี่แหละครับที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนและน่าจะถูกใจนักบิดหลาย ๆ คนยิ่งขึ้น  ระบบกันสะเทือนนั้นตอนนี้จะได้โช้คหน้าหัวกลับเป็นโช้ค Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. ที่ช่วยให้การควบคุมและการขับขี่ทำได้ดีมากยิ่งขึ้น ส่วนโช้คหลังยังเป็นโช้คเดี่ยวแต่ปรับปรุงค่าแดมปิ้งและค่าสปริงเรทเสียใหม่ให้ดีขึ้น และตอนนี้สามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ  ต่อมาเรื่องของระบบเบรก ด้านหน้าตอนนี้จะได้ดิสก์เบรกคู่ขนาด 296 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 2 พ็อตแล้ว แม้ว่าจะเล็กลงแต่ว่าก็ทำให้น้ำหนักลดเบาลงและใช้แรงกำเบรกน้อยลงด้วย  ตัวล้อเองก็มีการดีไซน์ใหม่ใช้ก้านที่เพรียวบางขึ้นทำให้น้ำหนักเบา สวิงอาร์มเองก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่เพิ่มความสบายในการขับขี่แต่ไม่ทิ้งสมรรถนะในการควบคุม นอกจากนี้ยังทำให้น้ำหนักรถไปลงที่ล้อหน้ามากขึ้นช่วยเพิ่มการยึดเกาะและการตอบสนอง และตอนนี้น้ำหนักรถก็เหลือเพียง 199 กิโลกรัมแล้ว  สุดท้ายโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี คือแดง Grand Prix Red, สีดำเมทัลลิก Matt Gunpowder Black Metallic และสีเขียว Pearl Organic Green อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM RC 390 2022

KTM RC 390 2022 ปรับใหม่หมด เน้นไล่เบา อัปเกรดโช้คและเทคโนโลยี ล่าสุดมาตรฐานของสปอร์ตไบค์ในระดับพิกัดไม่เกิน 400 ซีซีก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว หลังจากที่ค่ายรถสีส้มจากออสเตรียได้ทำการเปิดตัว All New KTM RC 390 2020 ที่คราวนี้ปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ในแบบที่แฟนค่ายสีส้มต้องอึ้ง คู่แข่งต้องปวดหัว (ตลาดรถบ้านเราคงไม่ปวดหัวเท่าไหร่) เพราะอัปเกรดขนานใหญ่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีความปลอดภัยที่คราวนี้จัดเต็มจริง ๆ  สำหรับ KTM RC 390 2022 นั้น มีดีไซน์ความเป็นสปอร์ตแบบเน้น ๆ พร้อมกลิ่นอายของรถแข่ง MotoGP ที่โดดเด่นตั้งแต่แรกเห็น ไฟหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมระบบไฟ LED ทั้งหมด แน่นอนว่ามีไฟเดย์ไลท์ด้วย ถัดเข้ามาอีกนิดเป็นหน้าจอสี TFT ที่แสดงผลข้อมูลได้ครบถ้วนพร้อมปรับความสว่างตามสภาพแสงแวดล้อม และยังสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย และยังไม่ได้มีดีแค่สวยงามภายนอก แต่ยังคำนึงถึงแอโรไดนามิกส์ ซึ่งช่วยให้รถทำท็อปสปีดได้สูงขึ้นอีกด้วย ส่วนท้ายรถเองก็ปรับให้มีความเรียวแหลมเพิ่มความดุดันและเผยให้เห็นซับเฟรมถักที่ดีไซน์มาใหม่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น   ซึ่งเจ้าตัวแฟริ่งเองก็ออกแบบมาให้ถอดออกได้ง่าย โดยลดจำนวนสกรูลงและออกแบบระบบยึดใหม่ ทำให้สามารถใส่แฟริ่งสนามได้ง่ายขึ้น ตัวรถยังมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของท่านั่งขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงหลักสรีรศาสตร์ โดยตำแหน่งของเข่าตอนนี้ถูกพัฒนาให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมตัวรถด้วยการหนีบถังได้ง่ายขึ้นจากตัวรถที่แคบลง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ลื่นเพราะมีพื้นที่ให้ใช้เข่าหนีบตัวรถเพื่อควบคุมตัวรถได้มากขึ้น ทางค่ายยังเผยอีกว่าโมเดลในตระกูลสปอร์ตไบค์นั้นจะมีการเน้นไปในเรื่องของการไล่เบา หรือลดน้ำหนักของตัวรถโดยรวมลง โดยหลัก ๆ จะได้มาจากตัวช่วงล่างของรถ โดยล้อที่ดีไซน์มาใหม่ช่วยให้น้ำหนักใต้สปริงเบาลงกว่าเดิม 3.4 กก.เมื่อเทียบกับเจนฯ เก่า ระบบเบรก ByBre ที่เบากว่าเดิม 960 กรัม รวมถึงเฟรมเองก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่และรีดน้ำหนักไปได้มากถึง 1.5 กิโลกรัม ระบบกันสะเทือนปรับปรุงใหม่ ใช้โช้ค WP APEX แบบหัวกลับ ปรับคอมเพรสชันและรีบาวด์ได้ 30 ระดับ ขณะที่โช้คหลัง WP APEX ปรับพรีโหลดได้รวมถึงปรับรีบาวด์ได้ 5 ระดับ  พูดถึงส่วนหัวใจหลักกันบ้าง เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 373 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ มีการปรับดีไซน์ของแอร์บ็อกซ์ใหม่ใหญ่ขึ้น และยังปรับแม็ปปิ้งใหม่ช่วยให้ได้แรงบิดที่ดีมากขึ้น โดยทางค่ายให้กำลังสูงสุด 42.91 แรงม้า และแรงบิดที่ 37 นิวตันเมตร  และที่สำคัญและเป็นการยกมาตรฐานของคลาสนี้เลยคือการที่ทาง KTM ใส่ระบบอิเล็กทรอนิกส์มาแบบจัดเต็มในแบบเดียวกับรถบิ๊กไบค์ขนาดใหญ่ มีระบบ Supermoto ABS ที่ทำงาน 3 รูปแบบ 1 คือปิด ABS ที่ล้อหลัง ช่วยให้สไลด์เข้าโค้งได้ 2 คือ ปิดการทำงานของระบบควบคุมล้อหลังลอยตัว ช่วยให้เบรกได้หนักกระทั่งล้อหลังสลิป และสุดท้ายคือ ระบบเบรก ABS ขณะเข้าโค้งหรือ Cornering ABS และตัวรถยังมีแทร็คชันคอนโทรลพร้อมเซ็นเซอร์แบบ 3 มิติอีกด้วย    ก็เรียกได้ว่าตรงระบบอิเล็กทรอนิกส์นี่แหละครับที่จัดเต็มระดับบิ๊กไบค์รุ่นใหญ่ ๆ เลยครับ งานนี้ก็ต้องมาดูเรื่องของสนนราคากันว่าจะทำตลาดที่บ้านเราได้หรือไม่นี่ล่ะครับ เพราะทุกวันนี้ ทางค่ายส้มในบ้านเรานี่ที่ผ่านมาก็เปลี่ยนมือไปหลายครั้ง จนแฟน ๆ สองล้อไทยน่าจะขาดความมั่นใจไปหลายอยู่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

TRIUMPH ต่อสัญญาสนับสนุน MOTO2

TRIUMPH ต่อสัญญาสนับสนุน MOTO2 ไปอีก 3 ปี ล่าสุดทาง Triumph Motorcycles ก็ได้ทำการ ต่อสัญญาสนับสนุน Moto2 ด้วยการเตรียมเครื่องยนต์ 3 สูบขนาด 765 ซีซีให้กับการแข่งขัน FIM Moto2 World Championship ไปอีก 3 ฤดูกาลด้วยกัน นับตั้งแต่ปี 2022 – 2024 นับตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาล 2019 ไทรอัมพ์มอเตอร์ไซเคิลส์ได้ทำการเตรียมเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 765 ซีซี (เครื่องเดียวกันกับที่ใช้ใน Street Triple RS) ที่ปรับจูนมาพร้อมลงแข่งให้กับทีมต่าง ๆ ทุกทีม โดยมีการพัฒนาให้เครื่องยนต์สามารถดึงอากาศเข้าระบบได้ดีขึ้น รอบจัดมากขึ้น และให้แรงม้าสูงสุดเกินกว่า 170 ตัว หรือมากกว่าเครื่องยนต์ในรถโปรดักชันถึง 17%  ผลที่ได้คือเครื่องยนต์ใหม่นี้ช่วยยกระดับการแข่งขันให้มีความเร็วมากขึ้น สมรรถนะดีขึ้น หรือกล่าวคือระดับของการแข่งขันโดยรวมนั้นสูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับความตั้งใจของทาง Dorna ที่หวังจะยกระดับการแข่งขันในคลาสนี้ให้ใกล้เคียงกับ MotoGP มากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่แรงม้าและแรงบิด รวมไปถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ล้ำหน้ามากขึ้น  2 ปีหลังมานี้ นักแข่งที่เคยแข่งขันในการแข่งขันโมโตทูมาก่อนล้วนแล้วแต่สามารถคว้าโพเดียมและคว้าชัยชนะแรกในการแข่งขันระดับสูงสุดอย่าง MotoGP ได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรก เช่น Alex Marquez ที่เป็นแชมป์โลกโมโตทูในปี 2019 สามารถคว้าอันดับที่ 1 ได้ 1 ครั้งใน MotoGP 2020 และ Brad Binder ที่เป็นคู่แข่งคนสำคัญของเขาเองก็สามารถคว้าชัยชนะได้ในปี 2020 และในปี 2021 ที่ออสเตรีย  นอกจากนี้ Jorge Martin ที่เคยชนะการแข่งขันโมโตทูในปี 2020 และในปีนี้ก็เปิดซิงกับ MotoGP ก็สามารถชนะมาได้ 1 ครั้งกับอีก 2 โพเดียม ซึ่งผลงานต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าการแข่งขันในคลาสรองนี้ถือเป็นเหมือนสปริงบอร์ดหรือเวทีฝึกให้เติบโตขึ้นไปแข่งใน MotoGP ได้อย่างยอดเยี่ยมในอนาคต  นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนในคลาสนี้ส่งผลต่าง ๆ ที่ยืนยันให้เห็นว่าเป็นไปในแนวทางที่ดีขึ้น ในปี 2019 มีผู้ชนะมากถึง 14 คน มีการทำสถิติใหม่มากถึง 34 ครั้ง รวมไปถึงสถิติเดิมที่ถูกทำลายจากการถูกทำลายซ้ำอีกด้วย และเป็นครั้งแรกเลยที่คลาสนี้สามารถทำความเร็วทะลุ 300 กม./ชม. โดยทำสถิติ 301.8 กม./ชม.ที่ Philip Island ที่ออสเตรเลีย  การต่อสัญญาครั้งนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ดีกับทุก ๆ ฝ่าย ทั้งทางผู้จัด ทั้งทีมแข่ง ทั้งทางไทรอัมพ์ กระทั่งคนชมอย่างเรา ๆ ก็ด้วย ซึ่งโดยเฉพาะกับทางไทรอัมพ์ที่น่าจะได้ข้อมูลไปพัฒนารถสปอร์ตมาตีตลาดค่ายอื่น ๆ ได้มากขึ้น และแน่นอนว่าคนชมอย่างเราได้ประโยชน์ตามไปด้วยครับ อาจจะได้รถสปอร์ตจากไทรอัมพ์ที่ถูกจริตมากขึ้นกว่าเดิมก็ได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki Z900RS SE 2022

Kawasaki Z900RS SE 2022 ไม่ได้ดีแค่สีใหม่ ล่าสุดคาวาซากิ ยุโรป ได้ทำการเปิดตัว Kawasaki Z900RS SE 2022 เรโทรโมเดิร์นไบค์ของทางค่ายเขียว ซึ่งบอกเลยว่าสีสันใหม่นี้สวยงามลงตัว แต่งานนี้ไม่ใช่แค่ดีแต่สีใหม่ แต่มีการอัปเกรดในเรื่องของสมรรถนะเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกด้วย สมกับเป็นโมเดลพิเศษมากยิ่งขึ้น สิ่งแรกที่คุณจะเห็นได้คือสีสันเหลืองสลับดำ ซึ่งเป็นสีที่ทำให้เรานึกถึงสีส้มและน้ำตาลในชุดสี Fireball ของ Z1 ที่เป็นรถต้นตำรับของทางคาวาซากิ โดยสีใหม่นี้ทางค่ายเรียกว่า ที่ทางค่ายเขียวเรียกว่า Metallic Diablo Black ซึ่งดูลงตัวกับสไตล์ของรถอย่างมาก    นอกเหนือจากสีสันใหม่ สิ่งที่น่าสนใจก็จะเป็นคาลิเปอร์เบรกหน้าที่ถูกอัปเกรดเป็น Brembo M4 โมโนบล็อกแบบเรเดียลเมาท์ 4 พ็อด กับจานเบรกแบบกึ่งลอยตัว 300 ม.ม. นอกจากนี้ปั๊มบนเองก็เป็นแบบเรเดียล แต่ว่าไม่ใช่ของ Brembo  โช้คหน้าเป็นโช้คหัวกลับขนาด 41 ม.ม.ที่สามารถปรับแต่งค่าคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลดได้ ส่วนโช้คหลังเป็นโช้ค Ohlins ที่สามารถปรับรีบาวด์และพรีโหลดได้  นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอย่างแทร็คชันคอนโทรล แอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ และครั้งแรกเลยกับการปรับจูนเสียงของท่อไอเสียให้ไพเราะยิ่งขึ้น  เครื่องยนต์ยังคงเป็นสี่สูบเรียงขนาด 948 ซีซี เคลมแรงม้ามาที่ 109.5 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และ แรงบิดที่ 98 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ พร้อมเกียร์ 6 สปีด  อย่างไรก็ดีสนนราคายังไม่มีการเปิดเผย แค่คาดว่าราคาจะแพงกว่าโมเดลปกติอยู่พอสมควร งานนี้แฟน ๆ ค่ายเขียวที่ชื่นชอบความคลาสสิคจะต้องถูกใจโมเดลนี้อย่างแน่นอน  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รถอินวอย รถมือสองจากต่างประเทศ

รถอินวอย รถมือสองจากต่างประเทศ ใครนำเข้ามีโทษ ฝ่าฝืนให้ทำลายรถได้   ล่าสุดทางราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศของกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกำหนดให้รถจักรยานยนต์ใช้แล้วเป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2564 พร้อมยังระบุอีกว่าหากฝ่าฝืนให้กรมศุลกากรทำลายรถได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน โดยประกาศนี้จะมีผลบังคับใช้ในอีก 180 วัน โดยมีการประกาศขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2564 หรือพูดง่าย ๆ ว่าจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565  ทั้งนี้ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า  โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงมาตรการควบคุมการนำรถจักรยานยนต์ใช้แล้วเข้ามาในราชอาณาจักรให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง (1) (3) และ (6) และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์โดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้รถจักรยานยนต์ใช้แล้วเป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2564″ ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ข้อ 3 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 113) พ.ศ. 2539 ลงวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2539 ข้อ 4 ในประกาศนี้ “รถจักรยานยนต์” หมายความว่า รถจักรยานยนต์ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า รถโมเพ็ด (Moped) รถจักรยานที่ติดตั้งมอเตอร์ช่วย (รถจักรยานไฟฟ้า) รวมทั้งรถพ่วงข้าง ตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภท 87.11 และรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นโบราณวัตถุที่มีอายุเกินหนึ่งร้อยปี ตามพิกัดอัตราศุลกากร ประเภท 97.06 ทั้งนี้ ไม่รวมถึงรถพ่วงข้างที่ไม่ได้ติดตั้งมากับรถ “รถจักรยานยนต์ใช้แล้ว” หมายความว่า รถจักรยานยนต์ที่ผ่านการใช้งานแล้ว แต่ไม่รวมถึง (1) รถจักรยานยนต์ที่ผ่านการใช้งานเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการทดสอบคุณภาพหรือเพื่อการจัดส่งไปยังแหล่งจำหน่าย โดยมีหนังสือรับรองจากเจ้าของตราสินค้า (2) รถจักรยานยนต์ที่ได้จดทะเบียนใช้งานครั้งแรกในต่างประเทศก่อนบรรทุกลงในยานพาหนะจากเมืองต้นทางไม่เกินหกสิบวัน โดยได้ชำระภาษีอากรต่อกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ตามที่กำหนดสำหรับรถจักรยานยนต์ใหม่ ข้อ 5 ให้รถจักรยานยนต์ใช้แล้วเป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ข้อ 6 ความในข้อ 5 มิให้ใช้บังคับแก่ (1) รถจักรยานยนต์ใช้แล้วที่กระทรวงการต่างประเทศเห็นสมควรให้สถานเอกอัครราชทูตสถานกงสุลใหญ่ องค์การระหว่างประเทศ สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจของต่างประเทศ องค์กรต่างประเทศที่ได้รับเอกสิทธิ์หรือบุคคลซึ่งได้รับเอกสิทธิ์นำเข้ามาในราชอาณาจักรได้โดยมีหนังสือแจ้งกรมศุลกากร (2) รถจักรยานยนต์ใช้แล้วที่กระทรวงการต่างประเทศเห็นสมควรให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือองค์การสาธารณกุศลของประเทศไทยซึ่งได้รับบริจาคจากต่างประเทศ นำเข้ามาในราชอาณาจักร ภายใต้แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติโดยมีหนังสือแจ้งกรมศุลกากร (3) รถจักรยานยนต์ใช้แล้วที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวและจะนำกลับออกไป หรือนำออกไปนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวแล้วนำกลับเข้ามาในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร โดยผู้นำเข้าได้ทำพิธีการไว้กับกรมศุลกากรว่าจะนำรถที่นำเข้ามานั้นกลับออกไป หรือจะนำรถที่นำออกไปนั้นกลับเข้ามา แล้วแต่กรณี (4) รถจักรยานยนต์ใช้แล้วที่ได้จดทะเบียนใช้งานภายในประเทศกับกรมการขนส่งทางบก แล้วส่งออกไปนอกราชอาณาจักรแต่ไม่สามารถจดทะเบียนใช้งานในต่างประเทศได้ หรือไม่สามารถนำเข้าไปในประเทศนั้นได้ เป็นเหตุให้ต้องส่งกลับประเทศไทย ทั้งนี้ ต้องนำกลับเข้ามาภายในระยะเวลาสองปีนับแต่วันที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร (5) รถจักรยานยนต์ใช้แล้วที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อใช้เป็นรถจักรยานยนต์ต้นแบบสำหรับการวิจัย พัฒนา หรือทดสอบสมรรถนะ โดยมีเอกสารการอนุมัติให้ได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิต หรือได้รับสิทธิเสียภาษีในอัตราศูนย์จากกรมสรรพสามิตไปแสดงต่อกรมศุลกากรประกอบการนำเข้า (6) รถจักรยานยนต์ใช้แล้วที่กรมศิลปากรมีหนังสือรับรองว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เท่านั้นโดยจะไม่นำไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก (7) รถจักรยานยนต์ใช้แล้วที่กระทรวงกลาโหมพิจารณาอนุญาตให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรได้ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์ การนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งรถจักรยานยนต์ใช้แล้วตาม (3) หากเป็นการนำเข้าเป็นการชั่วคราวเพื่อท่องเที่ยว ระยะเวลาที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรต้องสอดคล้องกับระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสำหรับนักท่องเที่ยว และในกรณีนำออกเป็นการชั่วคราวเพื่อท่องเที่ยว ระยะเวลาที่นำออกไปนอกราชอาณาจักรแล้วนำกลับเข้ามาในราชอาณาจักรต้องสอดคล้องกับระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศนั้นสำหรับนักท่องเที่ยว ข้อ 7 การนำรถจักรยานยนต์ใช้แล้วเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนข้อ 5 ให้กรมศุลกากรทำลายรถจักรยานยนต์ดังกล่าวเสีย ข้อ 8 ให้รถจักรยานยนต์ใช้แล้วที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวในวันก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ต่อไปจนกว่าจะพ้นภาระและความรับผิดตามกฎระเบียบที่กำหนด ซึ่งเป็นอันสรุปให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า รถมือสองจากต่างประเทศที่ถูกนำเข้ามาในประเทศไทยเพื่อขายต่อ นอกเหนือไปจากข้อยกเว้นเพื่อจัดแสดงหรือใช้งานในกรณียกเว้น ก็เรียกได้ว่า ผิดกฎหมาย และจะถูกทางกรมศุลกากรสามารถทำลายทิ้งได้  เรียกว่าปิดตายธุรกิจ รถอินวอย รถมือสองจากต่างประเทศ อย่างแท้จริง ส่วนรถอินวอยที่มีอยู่ในไทยอยู่แล้วก็น่าจะรู้ชะตากรรมกันดีนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ก๊องส์ ธัชกร เบิ้ลโพเดี้ยม Redbull MotoGP Rookies Cup

ก๊องส์-ธัชกร ดาวรุ่งไทยสร้างประวัติศาสตร์คว้าที่ 2 เบิ้ลโพเดี้ยม โมโตจีพี รุกกีส์ คัพ “ก๊องส์” ธัชกร บัวศรี ยอดนักบิดดาวรุ่งชาวไทยวัย 20 ปี จากโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” สร้างประวัติศาสตร์ให้วงการมอเตอร์สปอร์ตไทย ควบรถแข่งคู่ใจหมายเลข 5 ผงาดคว้าอันดับ 2 ในศึก เรดบูล โมโตจีพี รุกกีส์ คัพ 2021 สนาม 6 เรซที่ 2 เฉียดคว้าชัยชนะครั้งแรกด้วยระยะห่างเพียง 0.101 วินาที พร้อมขยับรั้งท็อปไฟว์คะแนนสะสม หลังจบเรซสุดมันส์ที่เรดบูลริง ประเทศออสเตรีย เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นักบิดดาวรุ่งชาวไทยพัฒนาผลงานในสนามได้อย่างโดดเด่น จนได้รับการจับตามองอย่างมากในวงการแข่งขันระดับจูเนียร์ว่ามีโอกาสขยับขึ้นไปบิดใน เวิลด์ กรังด์ปรีซ์ หลังจากคว้าโพเดี้ยมมาแล้ว 3 ครั้งในปีนี้ ก่อนจะลงดวลเรซที่ 2 ของสนาม 6 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา ธัชกร ได้เริ่มเกมจากกริดที่ 5 และออกตัวได้อย่างยอดเยี่ยม ทะยานขึ้นเป็นผู้นำได้ในช่วง 4 รอบแรก ทว่าจากความผิดพลาดเล็กน้อยทำให้ร่วงลงมาถึงอันดับ 10 อย่างไรก็ดี นักบิดไทยค่อยๆ ไล่แซงคู่แข่งขึ้นมาจนถึงอันดับ 2 ในช่วง 4 รอบสุดท้าย เกมเรซนี้บีบหัวใจแฟนชาวไทยอย่างมาก ธัชกร พยายามอย่างหนักในการไล่บี้เอาตำแหน่งผู้นำจาก ดาวิด อลองโซ ดาวรุ่งชาวโคลัมเบีย ก่อนเข้าป้ายในอันดับ 2 ด้วยเวลา 28 นาที 28.060 วินาที เฉียดการคว้าชัยชนะเพียง 0.101 วินาทีเท่านั้น โดยนับเป็นโพเดี้ยมครั้งที่ 4 สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักบิดไทยคนแรกที่ทำได้ในรายการระดับจูเนียร์ชิงแชมป์โลก จากผลงานสุดร้อนแรง ธัชกร ขยับขึ้นมารั้งอันดับที่ 5 บนตารางแชมเปี้ยนชิพ มีทั้งสิ้น 113 คะแนน ขณะที่เหลือการแข่งขัน 1 สนาม (2 เรซ) โดยสนามสุดท้ายของ เรดบูล โมโตจีพี รุกกีส์ คัพ 2021 จะดวลความเร็วระหว่างวันที่ 11-12 กันยายนนี้ ที่ มอเตอร์แลนด์ อรากอน ประเทศสเปน แฟนชาวไทยสามารถติดตามข่าวสารของนักบิดฮอนด้าได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม : https://www.facebook.com/APHondaRacingTH อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Super Cub 125X

Super Cub 125X ผลงานสุดแหวกจากการร่วมมือของ Honda อิตาลีและ MAAN Motocicli Audaci หลังจากที่ทาง Honda ในยุโรปเปิดตัว Super Cub C125 2022 ที่มาพร้อมกับเบาะนั่งแบบ 2 ตอนพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ฮอนด้า อิตาลี ก็ได้ไว้วางใจให้สำนักแต่งอย่าง Motocicli Audaci จาก Cagliari ได้ทำการคัสตอมโมเดลใหม่นี้ในแบบที่สนุกยิ่งกว่าที่เคย       โดยมี Nicola Manca รับผิดชอบออกแบบและประสานงานทั่วไป ขณะที่ Matteo Murgia ที่มีชื่อเรื่องผลงานกราฟิกมากมาย โดยมีพื้นฐานการตัดต่อตกแต่งรถของ Honda ให้กลายเป็นโมเดลที่น่าสนใจมากมายอาทิ Tokyo Legend, Rebel Mask และ Crazy Monkey   เป้าหมายของพวกเขาคือปรับคาแรกเตอร์ใหม่ให้กับรถ โดยให้มีความพอดิบพอดี ไม่มากจนเกินไป และการเปลี่ยนแปลงจะต้องไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับโครงสร้างของตัวรถ แต่ก็ต้องปรับเปลี่ยนส่วนระบบกันสะเทือนและหน้าตาภายนอกอยู่หลายกระบวนท่า   Super Cub 125X ที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่นั้นยังมีหลายชิ้นส่วนที่ยังคงเดิม อาทิไฟหน้า LED แต่ก็มีจุดเด่นใหม่เพิ่มเติมเข้ามา เช่นเบาะนั่งแบบ 2 ตอน ตอนนี้ก็ถูกปรับเป็นเบาะหนังอัลคันทาราและเรียวมากขึ้น บังโคลนหน้าเองก็มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสไตล์ของรถมากขึ้น  บังโคลนท้ายแบบตูดเป็ดก็เป็นงานโลหะคัสตอมจากทาง Serri Motorsport ซึ่งมีไฟท้าย LED อยู่ในตัว มีครอบดิสก์พลาสติกที่ออกแบบผ่านโปรแกรม CAD และพิมพ์แบบ 3 มิติออกมาจากทาง FabLab NAT14 ช่วยเสริมภาพลักษณ์ลุยๆ แบบเอ็นดูโร่ได้มากยิ่งขึ้นแถมยังกลมกลืนลงตัวกับครอบโช้คหน้าอีกด้วย  ในส่วนของระบบกันสะเทือนนั้นเป็นทาง Andreani Group ดูแลให้ มี Fabrizio Corda จาก Powermoto ทำหน้าที่ปรับแต่งให้เหมาะกับรถคันนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถที่จะขับขี่แบบออฟโร้ดได้ ขณะเดียวกันก็ต้องมีระยะห่างระหว่างตัวรถถึงพื้นที่เหมาะสมด้วย การเซ็ตอัพครั้งนี้ทำให้มีระยะเพิ่มมากขึ้นถึง 40 ม.ม. อีกจุดนึงที่เด่นมากๆ คือท่อไอเสียพร้อมกับการ์ดที่ใช้ชิ้นส่วนด้านข้างตัวรถให้เป็นประโยชน์ โดยเลือกใช้คาร์บอนมาทำตรงการ์ดปลายท่อซึ่งไม่เพียงแต่สวยงามแต่ยังใช้งานได้จริง โดยเป็นผลงานจากทาง Il Sarto dei Metals ล้อนั้นถูกทำสีขึ้นใหม่เป็นสีดำดูดุดันไม่กลัวเลอะ พร้อมกับใส่ยางหนามที่มีขนาดพอเหมาะเข้ากับรถมากขึ้น  ทั้งนี้รถเกือบทั้งคันใช้ของที่ทำขึ้นใน Sardinia และออกแบบมาให้สามารถลุยบนเส้นทางวิบากกว่า 500 กม.ของการแข่งขัน Dust’n Sardinia ได้อีกด้วย โดยการแข่งขันนี้จัดขึ้นโดย Audax1000 และยังเป็นสเตจแรกของการแข่งขันรายการ FMI Scrambler Trophy อีกด้วย แน่นอนว่าเจ้าคันนี้จะไปโชว์ในงานนี้ด้วย และหลังจากนั้นก็จะไปโชว์ตัวต่อใน EICMA อีกด้วยครับ  อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว-New-Scoopy-Snoopy-Limited-Edition

เปิดตัว New Scoopy Snoopy Limited Edition 4000 คันเท่านั้น ฮอนด้า ส่งมอบความสนุกครั้งใหม่ให้วัยรุ่น ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถแฟชั่น เอ.ที. ของเมืองไทย ด้วยการ เปิดตัว New Scoopy Snoopy Limited Edition รถลิมิเต็ดรุ่นพิเศษที่เกิดจากการครอสแบรนด์กันระหว่าง Scoopy และ Snoopy โดยจะผลิตจำนวนจำกัดเพียง 4,000 คัน เท่านั้น! โมเดลพิเศษนี้ได้รับการออกแบบภายใต้คอนเซปต์ “สนู๊ป…หลุดกรอบ” ครั้งแรกของโลกกับการผสาน 2 ไอคอนแห่งความสนุกเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นั่นคือ Scoopy ไอคอนรถจักรยานยนต์ที่โดนใจวัยรุ่นไทย และ Snoopy ไอดอลแห่งความกวนจากการ์ตูน 4 ช่องของหนังสือพิมพ์อเมริกัน    ตัวรถถ่ายทอดคาแรกเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Snoopy และ Charlie Brown อย่างเด่นชัดด้วยลวดลายที่ไม่เหมือนใคร ด้านหนึ่งเป็นตัวการ์ตูน Snoopy ที่มาในชุดนักบินมาดเท่ ส่วนอีกด้านเป็นเพื่อนซี้คู่ใจอย่าง Charlie Brown เสริมความเท่ด้วยการเล่นแถบสีเหลือง แดง และน้ำเงินบนพื้นสีขาวของตัวรถ พร้อมกับบ่งบอกความเป็นลิมิเต็ดด้วยแบดจ์ Scoopy x Snoopy ด้านหน้าตัวรถ นอกจากลวดลายที่โดดเด่นแล้ว New Honda Scoopy Snoopy Limited Edition ยังทันสมัยด้วยไฟหน้า LED ช่องชาร์จไฟสำรอง USB Socket กุญแจรีโมทอัจฉริยะ Honda SMART Key และกล่องเก็บของ U Box ที่มีความจุถึง 15.4 ลิตร มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ eSP New Generation ขนาด 110 ซีซี หัวฉีด PGM-FI ให้อัตราเร่งติดมือ ขับขี่สนุกยิ่งกว่า และให้อัตราประหยัดน้ำมันสูงถึง 55.6 กม./ลิตร (ทดสอบภายใต้มาตรฐานไอเสียระดับ 7 โดยสถาบันยานยนต์) พร้อมระบบหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติ Idling Stop System และระบบ Combi Brake ช่วยกระจายแรงเบรกหน้า-หลัง New Honda Scoopy Snoopy Limited Edition ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 4,000 คัน เท่านั้น พร้อมวางจำหน่ายคู่กับหมวกกันน็อกลายพิเศษ Scoopy x Snoopy สีดำเงาสุดพรีเมียม ด้วยราคาแนะนำ 54,500 บาท ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคมนี้ เป็นต้นไป ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th หรือเฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Tuareg 660

Tuareg 660 แอดเวนเจอร์ไซส์กลางของ Aprilia แง้มโฉมหน้ามายั่วน้ำลายแล้ว เรียกได้ว่าเป็นรถที่ขี้อายพอสมควรเลยสำหรับ Aprilia Tuareg 660 แม้ว่าเราจะรู้มาพักนึงแล้วว่าทางค่ายจะใช้เครื่องยนต์สองสูบเรียงขนาด 660 ซีซีผลิตรถหลายๆ โมเดลด้วยกัน ซึ่งรวมไปถึงแอดเวนเจอร์ไบค์ด้วย   แรกเริ่มเดิมทีเราได้เห็นต้นแบบของโมเดลนี้ในงาน EICMA 2019 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์จำลองตั้งอยู่ในกล่องจัดแสดงไว้ในบูทของทางค่าย ทำให้พอได้รู้ว่าทางค่ายกำลังจะทำแอดเวนเจอร์ไบค์ระดับกลาง  และตอนนี้ทางค่ายก็เริ่มแง้มๆ ให้เราได้เห็นสิ่งที่พวกเขาบรรจงสร้างขึ้นมาให้เราได้เห็นรูปโฉมกันบ้างแล้ว (แบบ CG) โดยสิ่งที่เรารู้ในตอนนี้คือเครื่องยนต์สองสูบ 660 ซีซีบล็อกนี้ได้ถูกปรับจูนให้มีแรงม้า 80 แรงม้า และมีแรงบิดที่ 70 นิวตันเมตร โดยเน้นไปที่กำลังความแรงในช่วงรอบต่ำถึงกลาง ให้สมกับเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์  ทางค่ายระบุมาว่าตัวรถจะมีน้ำหนักรถเปล่า 187 กก. แต่เมื่อรวมกับถังน้ำมันขนาดใหญ่ถึง 18 ลิตรก็จะทำให้รถนั้นมีน้ำหนักทะลุ 200 กก.ไปอย่างแน่นอน แต่ทางค่ายก็ยังเคลมมาว่าเจ้า Tuareg คันนี้ถูกออกแบบให้มีศูนย์ถ่วงน้ำหนักที่ต่ำและตกที่กลางตัวรถ นอกจากนี้ยังมีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นถึง 240 ม.ม.เพื่อให้ลุยได้สมบุกสมบันสมกับสไตล์รถ แต่ที่น่าสนใจจริงๆ คือเบาะนั่งสูงเพียง 860 ม.ม. แม้ว่าจะมีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นถึง 240 ม.ม. ในเรื่องของเทคโนโลยีตัวรถมาพร้อมหน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาด 5 นิ้ว มีระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 4 โหมด (ปรับแต่งได้เอง 2 โหมด) ระบบเบรก ABS ปิดเปิดได้ หรือจะเปิดแต่ล้อหน้าก็ได้ ระบบแทร็คชันคอนโทรล ครูซคอนโทรล และเอ็นจิ้นเบรกคอนโทรล    ส่วนเรื่องของราคานั้นยังไม่มีประกาศออกมา แต่เชื่อว่าราคาอาจจะแพงกว่าเจ้า Yamaha Tenere 700 ที่เป็นรถที่อยู่ในพิกัดใกล้เคียงกันเป็นแน่ แต่ราคาจะแพงกว่า KTM 890 Adventure หรือไม่ต้องติดตามกันครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW R18 B

BMW R18 B แบ็กเกอร์สุดคูลจากเมืองเบียร์ที่หวังเอาใจชาวลุงแซม เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่แตกไลน์เพิ่มเติมมาจาก R18 ครูเซอร์ไบค์ที่ใช้เครื่องบิ๊กบ็อกเซอร์ขนาด 1,802 ซีซี คราวนี้มาเป็น BMW R18 B ซึ่งตัวอักษร B ในที่นี้คือแบ็กเกอร์นั่นเอง ซึ่งก็เป็นครูเซอร์ไบค์ที่มีกระเป๋าข้างสำหรับใช้ใส่สัมภาระเพิ่มเติมนั่นเองครับ  เจ้าแบ็กเกอร์คันนี้ก็จะเป็นรถที่เหมาะกับคนที่ชอบขับขี่เดินทางบนทางหลวงหรือทางไกล เนื่องด้วยตัวรถมีแฟริ่งด้านหน้าขนาดใหญ่ มีชิลด์หน้าด้วยแม้จะไม่สูงมากนัก และยังมีกล่องข้างตัวรถอีกด้วย  สำหรับโมเดลแบ็กเกอร์คันนี้จะมีจุดเด่นคือแฟริ่งด้านหน้าขนาดใหญ่ มีชิลด์แบบต่ำ เบาะนั่งแบบเพรียว ตัวเครื่องสีดำเมทัลลิกด้าน กระเป๋าข้าง มีเรือนไมล์อนาล็อกทรงกลม 4 เรือน และหน้าจอสี TFT ขนาดใหญ่ถึง 10.25 นิ้ว จุดที่จะแตกต่างจาก Transcontinental แกรนด์ทัวเรอร์ที่เปิดตัวในวันเดียวกัน ที่เห็นได้ชัดสุดคือจะไม่มีพนักพิงหลังของคนซ้อน  แน่นอนว่าตัวรถมีพื้นฐานจากโมเดล R18 รุ่นสแตนดาร์ดดังนั้นก็จะยังใช้ขุมพลังบิ๊กบ็อกเซอร์ 2 สูบขนาด 1,802 ซีซีและใช้เฟรมแบบดับเบิลลูบทูบเช่นเดียวกัน นอกจากนี้เรื่องช่วงล่างก็ยังเหมือนกัน ดังนั้นเรื่องสมรรถนะการขับขี่จะไม่ต่างกันมากนัก โดยจะมีอุปกรณ์เพิ่มเติมเข้ามาเล็กน้อย และนั่งได้ 2 คนด้วยเบาะตอนเดียวแบบ 2 ระดับ ซึ่งก็น่าจะตอบโจทย์พ่อบ้านมากขึ้น จะได้อ้างได้ว่าซ้อนได้ด้วยนะต่างจากตัวสแตนดาร์ดที่จะนั่งได้คนเดียวถ้าจะซ้อนต้องติดตั้งอุปกรณ์เพิ่ม  และมีเทคโนโลยีจัดเต็มในแบบบีเอ็มดับเบิลยู ไม่ว่าจะเป็นระบบเบรก ABS ระบบไดนามิกครูซคอนโทรล (อะแด็ปทีฟครูซคอนโทรลต้องติดตั้งเพิ่ม) ระบบไฟ LED ทั้งคัน ระบบคีย์เลส โหมดการขับขี่ 3 โหมด ระบบควบคุมเสถียรภาพรถอัตโนมัติ ระบบป้องกันล้อหลังสไลด์  สุดท้ายนี้ R18 B จะมีจำหน่าย 3 เฉดสีด้วยกัน คือ สีดำ Black storm metallic, สีม่วง Option 719 Galaxy dust metallic/Titan silver 2 metallic และสี Manhattan metallic matt และรุ่น First Edition ที่จะมาในตัวรถสีดำพร้อมลายเส้นพินสไตรป์และชิ้นส่วนสีโครเมียมในหลายๆ จุด โดยจะจำหน่ายเริ่มต้นที่ราคา 26,600 ยูโร หรือราวๆ 1.04 ล้านบาท ถูกกว่า Transcontinental เล็กน้อย สีดำ Black storm metallic สี Manhattan metallic matt สีม่วง Option 719 Galaxy dust metallic/Titan silver 2 metallic รุ่น First Edition   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW R18 Transcontinental แกรนด์ทัวเรอร์สำหรับคนหรูหรามีสไตล์

BMW R18 Transcontinental แกรนด์ทัวเรอร์สำหรับคนหรูหรามีสไตล์ ล่าสุดค่ายใบพัดสีฟ้าก็ได้ทำการแตกไลน์ต่อยอดโมเดลใหม่กับเครื่องบิ๊กบอกเซอร์ของทางค่ายเพิ่มมาอีก 2 โมเดล เป็นแบ็กเกอร์ 1 คัน และเป็นแกรนด์อเมริกันทัวเรอร์อีก 1 คัน ซึ่งก็คือ BMW R18 Transcontinental ที่เราจะพูดถึงในข่าวนี้ครับ  เจ้าแกรนด์ทัวเรอร์กลิ่นอายอเมริกันคันนี้เป็นรถที่เหมาะกับนักบิดที่ชอบเดินทางไกลโดยเฉพาะ โดดเด่นด้วยชิลด์หน้าขนาดใหญ่ เบาะพิงคนซ้อนและกระเป๋าสัมภาระด้านข้าง  โดยจุดเด่นของโมเดลนี้ก็จะมี แฟริ่งและชิลด์หน้าขนาดใหญ่ แผ่นตัดลมด้านข้าง เรือนไมล์อนาล็อก 4 เรือนพร้อมกับหน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาด 10.25 นิ้ว ไฟหน้าเสริม ระบบเครื่องเสียงจาก Marshall แครชบาร์กันเครื่อง กล่องข้าง กล่องท้าย อุ่นมือ อุ่นเบาะ สวิตช์ปรับเลือกแบบหมุน ล้อโครมและเครื่องทำสีเงินเมทัลลิก แน่นอนว่าตัวรถมีพื้นฐานจากโมเดล R18 รุ่นสแตนดาร์ดดังนั้นก็จะยังใช้ขุมพลังบิ๊กบ็อกเซอร์ 2 สูบขนาด 1,802 ซีซีและใช้เฟรมแบบดับเบิลลูบทูบเช่นเดียวกัน นอกจากนี้เรื่องช่วงล่างก็ยังเหมือนกัน ดังนั้นเรื่องสมรรถนะการขับขี่จะไม่ต่างกันมากนัก เว้นแต่เรื่องของน้ำหนักที่เพิ่มเข้ามา แต่ก็จะมีข้อดีเรื่องการขับขี่ทางไกลที่ความเร็วสูงๆ เพราะจะตัดลมได้ดีกว่า ทำให้ผู้ขับขี่เมื่อยล้าน้อยลง  แน่นอนว่าตัวรถก็ยังมีเทคโนโลยีจัดเต็มในแบบบีเอ็มดับเบิลยู ไม่ว่าจะเป็นระบบเบรก ABS ระบบไดนามิกครูซคอนโทรล (อะแด็ปทีฟครูซคอนโทรลต้องติดตั้งเพิ่ม) ระบบไฟ LED ทั้งคัน ระบบคีย์เลส โหมดการขับขี่ 3 โหมด ระบบควบคุมเสถียรภาพรถอัตโนมัติ ระบบป้องกันล้อหลังสไลด์  สุดท้ายนี้ R18 Transcontinental จะมีจำหน่าย 3 เฉดสีด้วยกัน คือ สีดำ Black storm metallic, สีม่วง Option 719 Galaxy dust metallic/Titan silver 2 metallic และสี Manhattan metallic matt และรุ่น First Edition ที่จะมาในตัวรถสีดำพร้อมลายเส้นพินสไตรป์และชิ้นส่วนสีโครเมียมในหลายๆ จุด โดยจะจำหน่ายเริ่มต้นที่ราคา 27,650 ยูโร หรือราวๆ 1.08 ล้านบาท  สี Black storm metallic สี Manhattan metallic matt สีม่วง Option 719 Galaxy dust metallic/Titan silver 2 metallic รุ่น First Edition   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New GPX DRONE 2022

New GPX DRONE 2022 อัปเกรดเครื่องยนต์ใหม่ 4 วาล์ว หลังจากเป็นกระแสกันมาสักพัก กับการรอคอยการอัปเดตรถใหม่ในปีนี้ โดยเฉพาะรถในรุ่น DRONE สกู๊ตเตอร์พรีเมียมที่เรียกได้ว่าดีไซน์โดนใจสมชื่อ และได้รับกระแสตอบรับอย่างท่วมท้นตั้งแต่เปิดตัวกันไปเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว  ล่าสุด! GPX ก็ได้เปิดตัวให้เห็นโฉมใหม่ของรถรุ่น DRONE 2022 ผ่านช่องทางแฟนเพจ ‘GPX Thailand’ มีให้เลือกถึง 5 สีสันสุดโดนใจ พร้อมกับอัปเกรดเครื่องยนต์มาให้ใหม่แบบ 4 วาล์ว!!   New GPX DRONE 2022 ถือเป็นรถพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ หรือรถออโตเมติกรุ่นแรกจาก GPX ภายใต้ความร่วมมือกับแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง SYM ซึ่งตั้งแต่ที่ได้เปิดตัวครั้งแรกกันไปเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วก็ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี จนสร้างปรากฎการณ์ยอดจองทะลุเป้า 10,000 คันกันไปภายในเวลาอันรวดเร็ว เครื่องยนต์ใหม่ยังคงมีพิกัด 150 ซีซี มีเทคโนโลยีหัวฉีด 4 จังหวะ แต่เพิ่มเป็น 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ โดยมั่นใจได้ด้วยเทคโนโลยีเครื่องยนต์จาก SYM แบรนด์รถที่มีชื่อเสียงระดับโลก และมีความเชี่ยวชาญในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี การันตีด้วยเครือข่ายจัดจำหน่ายกว่า 90 ประเทศทั่วโลก สำหรับเครื่องยนต์ใหม่นี้ จะช่วยเพิ่มสมรรถนะการทำงานได้มากขึ้นกว่าเดิม ทั้งในเรื่องของพละกำลังแรงบิดหรืออัตราเร่งที่ทำได้ดีขึ้น ส่งผลให้รอบต้นมาได้เร็วขึ้น และมีรอบการออกตัวดีขึ้นกว่าเดิมถึง 28% ให้การขับขี่ของคุณสมูทกว่าที่เคย นอกจากนี้ ยังพัฒนาให้มีอัตราการประหยัดน้ำมันได้ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 16% อีกด้วย (*ทดสอบตามมาตราฐาน WMTC หรือ World Motorcycle Test Cycle) นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชั่นต่างๆอีกมากมาย ที่โดนใจไม่แพ้กัน ทั้งระบบส่องสว่างแบบ Full LED ที่มีไฟหน้าถึง 10 ดวง ส่องสว่าง คมชัด ทั้งกลางวันและกลางคืน พร้อมติดตั้งไฟฉุกเฉินมาให้ ส่วนทางด้านไฟท้ายออกแบบมาให้มีดีไซน์เฉียบคมแบบ 3D Light Bar Tail / Stop light Function แฝงความ สปอร์ตด้วย​โคมไฟสีสโมค เพิ่มความพรีเมียม และโดดเด่นไม่เหมือนใคร  ต่อกันที่เรือนไมล์แบบดิจิทัลที่สามารถปรับตั้งค่านาฬิกา หรือ set ทริปการเดินทางได้ และเพิ่มความสะดวกสบายในทุกการเดินทางกับเบาะนั่งขนาดกว้าง สัมผัสหนานุ่มในดีไซน์สปอร์ต มาพร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระใต้เบาะ ที่สามารถเก็บหมวกกันน็อคแบบเต็มใบได้ ทางด้านพื้นที่วางเท้าสำหรับผู้ขับขี่นั้น ออกแบบมาให้สามารถปรับการวางเท้า ได้หลายองศา เพิ่มความสบายของท่านั่งได้มากยิ่งขึ้น    เบรกมั่นใจด้วยดิสก์เบรกหน้า ขนาด 260 มิลลิเมตร และ ดิสก์เบรกหลัง ขนาด 220 มิลลิเมตร ที่มาพร้อมกับระบบ CBS ช่วยในการกระจายแรงเบรก โช้กหลังสปริงคู่ สามารถปรับพรีโหลดได้ 3 ระดับ นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชั่นช่องจ่ายไฟแบบ USB ขนาด 2 แอมป์มาให้ สามารถชาร์จโทรศัพท์มือถือได้ทันใจ ให้คุณไม่พลาดการติดต่อในทุกการเดินทาง  และทางด้านรูปโฉมของ New GPX DRONE นั้นก็ยังคงมาพร้อมกับดีไซน์เฉียบคม เท่โดนใจกับ 3 รุ่นย่อยเช่นเดิม แต่ที่เพิ่มเติมคือ 5 เฉดสีใหม่! เอาใจสายสปอร์ตพรีเมียมออโตเมติกได้ในหลากหลายอารมณ์มากยิ่งขึ้น รุ่น Standrad  (ระบบกุญแจปกติ) เฉดสีดำ JET BLACK ในราคาเปิดตัวแนะนำขายอยู่ที่  68,900  บาท   รุ่น Keyless (ระบบกุญแจรีโมท พร้อมติดตั้งสัญญาณกันขโมย) ราคาเปิดตัวแนะนำขายอยู่ที่  72,800  บาท มีให้เลือก 3 เฉดสีพิเศษ – สีขาว URBAN WHITE – สีส้ม VIBE ORANGE  – สีแดง ENERGETIC RED    รุ่น Keyless Special (ระบบกุญแจรีโมท พร้อมติดตั้งสัญญาณกันขโมย) ในสีพิเศษน้ำเงินด้าน MIDNIGHT BLUE (MATT) ราคาเปิดตัวแนะนำขายอยู่ที่  73,800  บาท   สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.gpxthailand.com

Panigale V2 Bayliss

Panigale V2 Bayliss หล่อเด่นด้วยช่วงล่างเทพและแบตลิเธียม แล้วล่าสุด Ducati ก็ได้ทำการเปิดตัว Panigale V2 Bayliss 1st Championship 20th Anniversary ซึ่งก็เป็นอะไรที่ผิดความคาดหมายไปจากที่คาดการณ์กันเล็กน้อย เนื่องจากมันดันเป็นโมเดลพิเศษที่ไม่ได้มีพื้นฐานมาจากเจ้า V4 ซะอย่างนั้น  มันเป็นสปอร์ตไบค์ที่โดดเด่นด้วนสีสันและหมายเลขแข่งที่มาจากแชมป์โลก 3 สมัยอย่าง Troy Bayliss นักแข่งรถมืออาชีพจากแดนจิงโจ้ นั่นเอง แน่นอนว่ามันไม่ได้มีดีแค่สีที่ทำให้ราคาแพงขึ้นไปเป็น 20,990 ยูโรหรือราวๆ 814,000 บาท เพราะมันมีออปชันที่เพิ่มเติมเข้ามาให้สมราคามากยิ่งขึ้น  จุดแรกเลยคือระบบกันสะเทือนทั้งและกันสะบัด Ohlins โดยด้านหน้าจะเป็นโช้ค  NX30 ด้านหลัง TTX36 และกันสะบัดเรียกว่าตรงนี้ก็หลายแล้ว นอกจากนี้แล้วตัวรถจะเป็นเบาะนั่งตอนเดียวและใส่แบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนมาให้ด้วยเลย ซึ่งช่วยให้น้ำหนักรถนั้นเบากว่าโมเดลพื้นฐานถึง 3 กก. เลยทีเดียว ส่วนเครื่องยนต์ยังคงไม่เปลี่ยนไป ยังคงเป็นเครื่อง Superquadro 2 สูบขนาด 955 ซีซีที่ผ่าน Euro5 แล้ว และเคลมแรงม้ามาที่ 155 แรงม้าที่ 10,750 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 104 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ แน่นอนว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ทันสมัยก็ยังคงเดิมไม่ได้อัปเกรดเพิ่มเติมแต่อย่างไร  นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างลายเซ็นต์บนถังน้ำมัน แผงคอที่มีเลขนัมเบอร์ไม่ซ้ำกันของรถแต่ละคันตามแบบของรถพิเศษจำนวนจำกัดนั่นเอง โมเดลนี้จะเป็นโมเดลแบบจำนวนจำกัด แม้ว่าตอนนี้จะไม่มีการระบุว่าจะมีการผลิตกี่คันก็ตาม งานนี้จะเข้ามาจำหน่ายในไทยกี่คันก็ต้องรอลุ้นกันนะครับ แต่คิดว่าก็น่าจะมีนำเข้ามาแน่ๆ  โดยเดาจากเจ้า Desert Sled Fast House ที่ทาง Ducati Thailand รายใหม่ได้นำมาเปิดพรีออเดอร์และขายหมดไปอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาที โมเดลพิเศษและเป็นรถสปอร์ตก็น่าจะมีแนวโน้มขายดีด้วยเช่นกัน เว้นแต่ว่าราคาจะแรงจนเกินงาม เพราะอาจจะทำให้คนไปสนใจรุ่นพี่พิกัดตัวพันซะมากกว่า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki Saluto 125

Suzuki Saluto 125 กับ 7 ข้อดีที่ยังสงสัยว่าทำไม Suzuki Thailand ไม่เอามาขาย Suzuki Saluto 125 สกู๊ตเตอร์หน้าตาดีเปิดตัวที่ไต้หวันตั้งแต่ปี 2020 มาปีนี้ก็มีสีสันเพิ่มเติมอีก 2 สี แต่อย่างไรก็ดีที่บ้านเราประเทศไทย ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะนำมาจำหน่าย ทั้งๆ ที่ก็มีแฟนๆ เรียกร้องกันอยู่จำนวนมาก มาวันนี้ก็เลยขอพามาดูข้อดีต่างๆ ของเจ้าซาลูโต้คันนี้ว่ามันมีข้อดีอะไรที่น่าสนใจบ้าง  ดีไซน์สวย แปลกตา ตัวรถนั้นได้ดีไซเนอร์ชาวอิตาเลียนมาออกแบบให้ โดยมีดีไซน์แบบสมมาตรกันทั้งซ้ายและขวา มีดีไซน์ในแบบของมิกซ์แอนด์แมตช์ออกมาได้อย่างลงตัว   เครื่องยนต์ใหม่ เครื่องยนต์ใหม่ Suzuki Eco Performance หรือ SEP ที่พัฒนาและออกแบบในประเทศญี่ปุ่น ออกแบบให้มีการสึกหรอน้อย แต่ให้สมรรถนะสูงและยังคงประหยัดน้ำมัน เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำมันและขับขี่ในเมือง   เบาะนั่งต่ำดีไซน์หรู เบาะนั่งของซารูโต้มีดีไซน์แบบคลาสสิคด้วยการเดินด้ายคู่ และสีเบาะจะเปลี่ยนไปตามสีหลักของตัวรถเพื่อให้เข้ากันได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมีความสูงเพียง 760 ม.ม. ช่วยให้ขับขี่ได้ง่ายทั้งชายและหญิง และยังไม่ทิ้งความนุ่มสบายอีกด้วย    ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดกำลังดี ช่องเก็บของใต้เบาะของซาลูโต้แม้จะไม่ได้ใหญ่ระดับแนวหน้า แต่ก็เพียงพอที่จะใส่หมวกกันน็อกและข้าวของกระจุกกระจิกได้อีกประมาณนึง แต่ที่เด็ดคือตัวเบาะจะมีเด้องเปิดขึ้นอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้มือยก ช่วยให้สะดวกได้อีกระดับ   ระบบไฟ LED รอบคัน ไฟส่องสว่างด้านหน้าเป็น LED ที่ออกแบบตัวโคมมาให้สามารถส่องสว่างได้เป็นอย่างดี พร้อมกับยังให้กลิ่นอายแบบคลาสสิคเรโทร ขณะเดียวกันไฟเดย์ไทมรันนิงไลท์แบบบิลต์อินในตัวรถพร้อมกับไฟเลี้ยวด้านในดูสวยงามลงตัว ขณะที่ไฟท้ายเองก็เป็น LED แบบแท่งสวยงาม แต่มีไฟเลี้ยวแยกออกไปที่ด้านข้างตัวรถ    เรือนไมล์แบบผสมดีไซน์คลาสสิค เรือนไมล์เป็นแบบผสมอนาล็อกและดิจิทัล LCD ที่สามารถแสดงผลได้ชัดเจนแม้ยามแสงจ้า ด้วยเซ็นเซอร์แสงที่ช่วยให้หน้าจอปรับความคมชัดได้ตามสภาพแสงภายนอก พร้อมกับปุ่มปรับเปลี่ยนการแสดงผลที่แฮนด์บาร์ที่ช่วยให้เรือนไมล์กันน้ำเข้าได้ดีมากยิ่งขึ้น    ระบบคีย์เลส ตัวรถใช้ระบบสตาร์ทแบบไม่ต้องใช้กุญแจหรือคีย์เลสสตาร์ท เพียงอยู่ในระยะ 1.5 เมตร ก็สามารถที่จะปลดล็อกรถ รวมถึงใช้งานสวิตช์ควบคุมเปิดเบาะหรือเปิดฝาถังน้ำมันได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ที่แผงควบคุมยังมีช่อง USB สำหรับจ่ายไฟให้กับสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย  ก็เรียกว่าเป็นสกู๊ตเตอร์ที่มีความสวยงามและมีลูกเล่นที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ เพียงแต่ว่าโมเดลนี้จำหน่ายในประเทศไต้หวัน แต่สาวกชาวไทยก็ดูเหมือนจะสนใจกับโมเดลนี้ค่อนข้างมากและได้แต่ภาวนากันว่าตัวแทนจำหน่ายในบ้านเราจะสนใจนำมาผลิตและขายในไทยกับเขาบ้าง  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ThaiGP 2021 ยกเลิกแล้วหลังโควิดระบาดหนักจน Dorna ออกประกาศ

ThaiGP 2021 ยกเลิกแล้วหลังโควิดระบาดหนักจน Dorna ออกประกาศ สดๆ ร้อนๆ และน่าจะเป็นเรื่องที่ต้องบอกเลยว่าเซ็งมากๆ กับแฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตชาวไทย หลังล่าสุดทาง FIM, IRTA และ Dorna Sport ต้องออกมาประกาศยกเลิกการแข่งขัน OR Thailand Grand Prix ซึ่งเดิมทีจะต้องจัดการแข่งขันสนามที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต ในวันที่ 15 – 17 ตุลาคมนี้ แม้ว่าจะมีความพยายามจากหลายๆ ฝ่ายๆ อย่างเต็มที่ แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 ทำให้ต้องยกเลิกการแข่งขันไป ทั้งนี้การแข่งขัน MotoGP จะกลับมาจัดที่ไทยอีกครั้งในปี 2022 และตอนนี้กำลังจะมีการพิจารณาที่จะจัดรายการทดแทนอยู่ โดยจะมีการอัปเดตให้ทราบในโอกาสถัดไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM RC 8C

KTM RC 8C ตัวแรงสเปกรถแข่ง สำหรับซิ่งในสนามเท่านั้น เรียกได้ว่าคลอดออกมาจากพิทเลนแล้วคลานเข้าไปพร้อมวิ่งบนกริดทันทีสำหรับเจ้า KTM RC 8C คันนี้ มันคือรถซิ่งสำหรับใช้งานในสนามเท่านั้น และผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียง 100 คันเท่านั้น เพื่อตอบสนองนักบิดเลือดสีส้มที่ชอบที่จะพิชิตเอเป็กซ์สมกับสโลกแกน READY TO RACE! จริงๆ เจ้า RC 8C มันคือรถแข่งน้ำหนักเบาที่สร้างขึ้นมาอย่างมีจุดประสงค์ มันใช้ขุมพลัง LC8c เช่นเดียวกับเจ้า 890 Duke R ซึ่งออกแบบมาให้พร้อมใช้งานในสนามพร้อมกับของแต่งระดับไฮเอนด์  เพื่อที่จะทำให้เจ้าโมเดลนี้มีความใกล้เคียงกับรถแข่งจากทีมโรงงานมากที่สุด โดยไม่ต้องการทีมงานพิเศษเพื่อมาคอยดูแลมัน    หรือพูดง่ายๆ ว่ามันเป็นรถที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานในสนามเท่านั้น และแต่ละคันจะประกอบขึ้นด้วยมือ พร้อมขุมพลังที่ให้แรงบิดสูงพร้อมง่ายต่อการดูแลรักษา  ตัวรถจะมีแฟริ่ง GRP ที่เป็นคาร์บอนเคฟลาร์ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก RC16 ห่อหุ้มส่วนขุมพลัง LC8c ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบสองสูบเรียง ขนาด 889 ซีซี ที่ให้แรงม้าสูงสุด 128 แรงม้า ติดตั้งลงบนเฟรมแบบท่อกลม 25CrMo4 ที่ทำมาจากโลหะผสมพิเศษ โครโมลีและใช้ช่วงล่างระดับโปรจาก WP   ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็น WP APEX PRO 7543 โช้คหัวกลับแบบโคลสคาร์ทริดจ์ขนาด 43 ม.ม. ที่ใช้วัสดุคุณภาพสูงและมีน้ำหนักเบาผลิต การันตีว่าเหมาะกับการแข่งขัน ด้วยประสบการณ์ที่ได้จากทางทีมแข่งของทีมโรงงาน ด้านหลังจะเป็น WP APEX PRO 7746 โช้คเดี่ยวพร้อมตัวปรับพรีโหลดที่สามารถปรับแต่งให้เข้ากับผู้ขับขี่ได้ง่าย และแน่นอนว่ายังปรับไฮและโลสปีดคอมเพรสชันรวมถึงรีบาวด์ได้อีกด้วย  ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่แบบโฟลตติ้งขนาด 290 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema พร้อมเลือกสกรูไทเทเนียมมายึดจานไว้ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 230 ม.ม. และคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 พ็อต ด้านบนยังมีปั๊มบน Brembo 19RCS CORSA CORTA หรือที่บ้านเราชอบเรียก ปั๊มบนอิตาลีใหม่ เพื่อให้เบรกได้ดั่งใจนึก    และด้วยการที่มันเป็นรถสนามมันจึงเลือกใช้ยางสำหรับแข่งอย่างยางสลิก Pirelli Diablo Slick SC1 รัดที่ล้อ Dymag น้ำหนักเบา พร้อมกับชุดแฟริ่งที่เลือกใช้ระบบควิกรีลีสหรือถอดไว รวมไปถึงฟังก์ชั่นสำหรับสนามอย่างแท้จริงอย่างหน้าจอเรือนไมล์ ขนาด 5.5 นิ้ว พร้อมตัวเก็บข้อมูลหรือดาต้าล็อกเกอร์ AIM MXS 1.2 RACE ซึ่งสามารถนำข้อมูลต่างๆ ไปวิเคราะห์และพัฒนาได้ผ่านแอพ AIM Race Studio สรุปสั้นๆ กันอีกที: 100 คันเท่านั้น ประกอบมือและใช้งานในสนามเท่านั้น แรง 128 ม้า น้ำหนักรถเปล่า 140 กก. ทำให้ได้อัตราส่วนแรงม้าใกล้เคียง 1:1 มาก  ปลายท่อสูตรไทเทเนียม Akrapovic แอร์บ็อกซ์และกรองอากาศแบบเรซซิ่ง เฟรมสั่งถามพิเศษจากวัสดุโครโมลี 25CrMo4 โช้ค WP APEX PRO ระบบเบรกสเปกซิ่งจาก Brembo ล้อน้ำหนักเบาพิเศษจาก Dymag โดยจะเปิดให้พรีออเดอร์ในวันที่ 22 กรกฎาคม เวลา 21.00 น.ในบ้านเรา โดยลูกค้าผู้ซื้อรถจะมีโอกาสเข้าร่วมงานพิเศษได้ขี่รถกับเทสต์ไรเดอร์ของทาง Red Bull KTM Factory Racing ซึ่งได้แก่ Dani Pedrosa และ Mika Kallio พร้อมรับเทคนิคแบบเต็มๆ ที่สนาม Circuito de Jerez สำหรับลูกค้า 25 คนเท่านั้น และคนที่เลือกที่จะไปสัมผัสประสบการณ์ในสนามแข่งกับทางค่าย จะได้รับชุดแพ็กเกจพิเศษของ KTM RC 8C เป็นเรซแทร็กแพ็กเกจ ซึ่งจะเพิ่มล้ออีก 1 ชุด จานเบรกหน้าหลังอีก 1 ชุด แพ็ดด็อกสแตนด์ 1 ชุด ผ้าวอร์มยาง และพรม KTM Race carpet อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Vespa ตัวใหม่ Sprint S150 i-Get ABS 2021 ล่าสุดมาพร้อมจอ TFT

เปิด ตัวใหม่ Vespa Sprint S 150 i-Get ABS TFT สกู๊ตเตอร์สายสปอร์ตเหนือชั้น รุ่นล่าสุดจากซีรีส์ SPRINT S ด้วยคอนเซ็ปต์ “When style meets technology, a new attraction is born” ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ กับครั้งแรกของหน้าจอ TFT (Full-Colour TFT Display) ในรุ่น SPRINT พร้อมขับเน้นดีเอ็นเอแห่งดีไซน์โมเดิร์นสปอร์ตที่สะท้อนความคลาสสิกและเรียบหรูเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้นด้วย 2 เฉดสี นำโดยสีใหม่ “สีบรอนซ์ Bronzo Antico” ที่โดดเด่นด้วยรายละเอียดตกแต่งสีดำ และ “สีดำด้าน Nero Opaco” ที่ดึงดูดด้วยรายละเอียดตกแต่งสีบรอนซ์ สกู๊ตเตอร์รุ่นนี้นับเป็นอีกหนึ่งไลฟ์สไตล์ที่มากกว่ายานพาหนะ พร้อม ตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างมีดีเทลให้กับหนุ่มๆ ผู้หลงใหลในดิจิทัลไลฟ์สไตล์อย่างโดดเด่นและลงตัว  Vespa Sprint S 150 i-Get ABS (TFT) สีบรอนซ์ Bronzo Antico ยกระดับความสปอร์ตอย่างมีชั้นเชิง ด้วยตัวถังรถสีบรอนซ์ สะท้อนความรู้สึกหรูหราและสง่างาม ขับเน้นอารมณ์สปอร์ตด้วยการใช้สีดำตกแต่งบริเวณส่วนต่างๆ ของสกู๊ตเตอร์ อาทิ กรอบไฟหน้าและไฟท้าย คิ้วบริเวณตัวถังด้านหน้า บังแตร ที่พักเท้า และล้อแม็ก พร้อมเบาะปั๊มลอนลวดลาย Diamond Shape เพิ่มดีไซน์ความโมเดิร์นที่ยากจะปฏิเสธ สีบรอนซ์ Bronzo Antico จัดจำหน่ายในราคา 148,900 บาท * ราคานี้เป็นราคา ON THE ROAD PRICE ที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าจดทะเบียน พ.ร.บ. และประกันรถหาย 1 ปี พร้อมรับ Welcome kit Vespa Sprint S 150 i-Get ABS (TFT) สีดำด้าน Nero Opaco ตัวถังรถสีดำด้าน พร้อมมอบอารมณ์สปอร์ต เท่ น่าค้นหา บนความเรียบหรูสง่างามเช่นกัน สีดำด้าน Nero Opaco นี้ถูกทำให้ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้นด้วยการเลือกใช้สีบรอนซ์มาตกแต่งที่บริเวณต่างๆของรถ อาทิ กรอบไฟหน้าและไฟท้าย บังแตร คิ้วบริเวณตัวถังด้านหน้า และล้อแม็ก เสริมด้วยเบาะปั๊มลอนลวดลายDiamond Shape ผสานความทันสมัยอย่างลงตัว สีดำ Nero Opaco จัดจำหน่ายในราคา 149,900 บาท * ราคานี้เป็นราคา ON THE ROAD PRICE ที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าจดทะเบียน พ.ร.บ. และประกันรถหาย 1 ปี พร้อมรับ Welcome kit ฟีเจอร์เด่น Vespa ตัวใหม่ ที่ถูกอัปเกรดไว้ในสกู๊ตเตอร์สปอร์ตพรีเมี่ยมรุ่นนี้ ครั้งแรกของสกู๊ตเตอร์ซีรีส์ SPRINT ที่เวสป้าได้อัปเกรดเทคโนโลยี จอแสดงผล TFT (Full-Colour TFT Display) ขนาด  4.3 นิ้ว พร้อมเรือนไมล์แบบดิจิทัลเต็มรูปแบบมาอยู่บน สกู๊ตเตอร์รุ่นนี้ ระบบอัจฉริยะ VESPA MIA ที่สามารถเชื่อมต่อไปยังสมาร์ทโฟนของผู้ขับขี่ ผ่านทาง Application Vespa เพื่อมอบประสบการณ์และความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง พิถีพิถันในทุกรายละเอียดของตัวรถ ผ่านการดีไซน์แบบ Transformation ระหว่าง 2 เฉดสีกับสีบรอนซ์ BRONZO ANTICO และ สีดำด้าน NERO OPACO ที่ช่วยเพิ่มมิติให้กับตัวรถ และโดดเด่นยิ่งกว่าที่เคย  ตอบโจทย์การขับขี่ด้วยสมรรถนะอันยอดเยี่ยม ด้วยเครื่องยนต์ i-Get ขนาด 154.8 ซีซี. พร้อมระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติแบบ CVT ขับขี่มั่นใจในทุกเส้นทางด้วยระบบเบรก ABS ความพิเศษอีกขั้นของ  ยังมาพร้อมกับของแถมสุดพรีเมี่ยมสำหรับ 500 ท่านแรกเท่านั้น   สำหรับ 300 ท่านแรก ท่านจะได้รับชิลด์สั้นสี Smoke

ชม Chief Tattoo Edition

ชม Chief Tattoo Edition คันแรก จากโปรเจ็กต์ Indian Motorcycle X No Regrets Mayonaize ศิลปินช่างสักชื่อดังระดับนานาชาติได้มีโอกาสวาดลวดลายไอเดียลายสักของเขาลงบน Indian Chief รุ่นใหม่ล่าสุด และนี่คือผลงานลำดับแรกจากโปรเจ็กต์ Indian Motorcycle X No Regrets โดยในขั้นนี้จะเป็นแบบภาพกราฟิกจำลองจากคอมพิวเตอร์ก่อนและภายหลังเราจะได้ ชม Chief Tattoo Edition ในรูปแบบคันจริงในปีหน้าที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ  ซึ่งยังมีอีก 2 คันที่ยังไม่ได้เผยโฉมให้เห็น แต่จะมีช่างสักอีก 2 คนก็คือ Shige ชาวญี่ปุ่น และ Carlos Torres ชาวอเมริกันซึ่งจะทยอยเผยโฉมให้เห็นทีหลังภายใน 3 เดือนให้หลังจากนี้ แต่ตอนนี้เรามาพูดถึง Mayonaize หรือ Mayo ช่างสักที่เกิดที่นิวซีแลนด์แต่ตอนนี้มาอยู่ที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียกันก่อนดีกว่า เขาเป็นที่รู้จักจากฝีมือการออกแบบดีไซน์คาลิกราฟิกที่โดดเด่นพร้อมกับสไตล์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ผลงานของเขาเป็นที่นิยมมากไม่ใช่เฉพาะแค่ในฐานะช่างสักเท่านั้น แต่เขายังมีชื่อในฐานะศิลปินในหลายแวดวงอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นสตรีทอาร์ต บนผืนผ้าใบ และกระทั่งจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่  โดย Mayo ได้ลงมือเพนต์ออกแบบลวดลายให้กับเจ้า Chief ลงบนเทมเพลตขนาดใหญ่ก่อนที่จะถ่ายภาพและนำมาเรนเดอร์ลงบนถังน้ำมันและบังโคลนท้ายตามแบบที่เขาดีไซน์ไว้ และได้ออกมาเป็นผลงานที่น่าทึ่งมากเลยทีเดียวเลย ทั้งนี้ผลงานของเขาจะกลายเป็นจริงๆ ภายในปลายปีนี้และจะไปจัดแสดงโชว์ในงาน VIP ที่ลอนดอนในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2022 พร้อมๆ กับรถอีก 2 คันจากผลงานของช่างสักอีก 2 คนที่เหลือ นอกจากนี้ทางอินเดียนเองยังเปิดโอกาสให้ช่างสักระดับแนวหน้าของโลกอีกกว่า 40 ชีวิตได้แข่งขันกันออกแบบรถอีกด้วย โดยจะเปิดให้โหวตกันในช่วงฤดูใบไม้ร่วงภายในปีนี้ครับ สุดท้ายนี้แฟนๆ ไบเกอร์ที่ชื่นชอบการสักน่าจะชอบโมเดลนี้แน่ๆ ครับ และหากใครได้ไอเดียอะไรก็ลองๆ คัสตอมกับรถที่ตัวเองมีก่อนก็ได้นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Harley-Davidson Sportster S 2021

Harley-Davidson Sportster S 2021 แล้วเจเนอเรชันใหม่ของเจ้าสปอร์ตสเตอร์จากฮาร์ลีย์เดวิดสันก็มาถึงแล้ว นั่นก็คือ Harley-Davidson Sportster S 2021 นั่นเอง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการยั่วน้ำลายสาวกฮาร์ลีย์ด้วยการโชว์โมเดล 1250 Custom ซึ่งหลายๆ คนก็น่าจะทราบกันว่ามันเป็นรถโมเดลใหม่มาในดีไซน์แบบโมเดิร์น และคาดกันว่าจะเป็นเจ้าสปอร์ตสเตอร์ตัวใหม่นั่นเอง   โดยเจ้าสปอร์ตสเตอร์ เอส คันใหม่นี้จะมาพร้อมขุมพลัง Revolution Max 1250T วางบนเฟรมถักโดยใช้เครื่องยนต์เป็นส่วนนึงของเฟรม ทั้งนี้ตัวเครื่องซึ่งมีการปรับจูนให้มีแรงบิดในรอบต่ำๆ มากขึ้นครับ และจะมาพร้อมระบบวาล์วแปรผันทั้งฝั่งไอดีและไอเสีย ซึ่งทางค่ายเคลมแรงม้ามาที่ 121 แรงม้าแทนที่จะเป็น 150 ม้าเหมือนเจ้า Pan America 1250 ส่วนแรงบิดจะเป็น 124 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ส่วนเรดไลน์นั้นจะอยู่ที่ 9,500 รอบ ขนาดถังน้ำมันจะอยู่ที่ 11.73 ลิตร และน้ำหนักรถรวมของเหลวจะอยู่ที่ 228 กก.  ส่วนเรื่องของช่วงล่างนั้น ด้านหน้าจะมาพร้อมโช้คแบบหัวกลับเทเลสโคปิกจาก Showa ที่ปรับแต่งได้ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คหลังเดี่ยวพร้อมซับแทงก์สามารถปรับพรีโหลดได้จาก Showa โดย มาที่ระบบเบรกกันบ้าง ระบบเบรกจะใช้คาลิเปอร์เบรกหน้าจาก Brembo เลย แต่ด้านหน้ายังเป็นเพียงแค่ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 320 ม.ม. เท่านั้น ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 260 ม.ม.ครับ  ในส่วนของเทคโนโลยีก็แอบซ่อนเอาไว้มากพอสมควร เริ่มต้นกันที่หน้าจอเรือนไมล์ทรงกลมแบบสี TFT ขนาด 4 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธเพื่อใช้งานการรับสายเรียกเข้า ฟังเพลง และระบบนำทาง ระบบไฟ LED รอบคัน แต่เท่านี้ยังไม่หมดนะครับ ตัวรถยังมีระบบแทร็คชันคอนโทรลและระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้  พร้อมกับโหมดการขับขี่ 3 โหมดที่มาจากโรงงาน และโหมดที่คัสตอมเองได้อีก 2 โหมดครับ  หากมองลึกลงไปในสเปกชีตนะครับ ทางค่ายยังเคลมมาว่าโมเดลใหม่นี้จะมีมุมเอียงเข้าโค้งได้มากสุดถึง 34 องศา เรียกว่าแตกต่างจากโมเดลอื่นๆ ของทางค่าย  เรียกว่าเป็นโมเดลครูเซอร์ไบค์ที่มีความสปอร์ตมากๆ ของทางค่าย HD เอง และจัดว่าเป็นโมเดลที่ค่อนข้างจะทันสมัย แม้ว่าจะยังเทียบกับเจ้า Pan America ไม่ได้ก็ตาม ทั้งนี้สนนราคาจะเปิดมาที่ 14,999 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 490,000 บาท แต่มาไทยคงโดนบวกขึ้นไปอีกน่าเยอะเลยครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Vespa GTS Super Swiss Edition

Vespa GTS Super Swiss Edition รุ่นพิเศษจริงๆ นะ แค่ 300 คันเท่านั้น สาวกเวสป้าทุกคนต่างรู้ว่าค่ายนี้มีชื่อเรื่องการทำรุ่นพิเศษ เอ้ย การดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ในระดับที่ว่าแค่เอ่ยชื่อเวสป้า ขนาดคนที่ไม่ขี่มอเตอร์ไซค์ยังรู้จักเลย ว่าหน้าตามันเป็นแบบไหน เรียกว่าเป็นตำนานเลยก็ไม่เกินจริงไปนัก  และครั้งนี้ก็ทำเซอร์ไพรส์ (มั้งนะ) ให้กับแฟนๆ อีกครั้ง โดยเฉพาะกับชาวสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยการเปิดตัว Vespa GTS Super Swiss Edition ซึ่งจะจำหน่ายในสวิตเซอร์แลนด์เพียง 300 คันเท่านั้น  โดยจะมีทั้งในรุ่น 125 ซีซี และรุ่น 300 ซีซีให้เลือก และส่วนที่พิเศษในโมเดลสุดพิเศษนี้คือภายนอกล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับสมรรถนะของรถเลย ซึ่งหลักๆ ก็คือสีเทา Grigio Materia พร้อมกับเพลตอลูมิเนียมบอกหมายเลขของรถแต่ละคัน ซึ่งโดยปกติแล้วโมเดลจีทีเอสซูเปอร์จะไม่มีสีนี้จำหน่าย    ส่วนที่อยู่ภายใต้ตัวถังสีเทานั้นยังคงเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 125 ซีซี 14 แรงม้า หรือสูบเดียวขนาด 300 ซีซี 23.8 แรงม้าขึ้นอยู่กับรุ่น ส่วนช่วงล่างก็เหมือนเดิมเช่นกันคือ มีล้อขนาด 12 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ระบบเบรกแบบดิสก์เบรกและระบบเบรก ABS ส่วนฟังก์ชันที่ทันสมัยตอบโจทย์การใช้งานก็จะมีไฟ LED เต็มระบบ พอร์ต USB สำหรับชาร์จไฟสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อื่นๆ และระบบค้นหารถด้วยกุญแจรีโมต  ทั้งนี้รุ่น 125 ซีซีจะขายในราคา 5,745 ฟรังก์สวิสหรือราวๆ 205,000 บาท และสำหรับรุ่น 300 ซีซีจะขายในราคา 255,000 บาท แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นโมเดลพิเศษจะขายในสวิสฯ เท่านั้นครับ คนไทยอดครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Exciter 155 VVA 2021

Yamaha Exciter 155 VVA 2021 โฉมใหม่เปิดตัวแล้ว  ในที่สุดก็เปิดตัวสักทีกับ All New Yamaha Exciter 155 VVA 2021 ซึ่งเปิดตัวในวันเลขสวยอย่างวันที่ 7 เดือน 7 กับรูปแบบการเปิดตัวแบบออนไลน์ผ่านทาง Facebook ของทาง Yamaha Society Thailand โดยเป็นการเปิดตัวถึง 6 โมเดลด้วยกัน และ 1 ในนั้นคือเจ้าเอ็กซ์ไซเตอร์ที่เปิดตัวมาในรูปแบบของ All New โมเดลครับ สำหรับเอ็กซ์ไซเตอร์โมเดลใหม่นี้ ไม่เพียงแต่จะมีดีไซน์ใหม่ที่ใช้คอนเซ็ปต์ R-Series DNA ที่ทำให้ตัวรถมีรูปทรงแบบแอโรไดนามิกแล้ว ก็ยังมีจุดเด่นหลายอย่างด้วยกัน อาทิเครื่องยนต์ 155 ซีซี VVA พร้อมกับเกียร์สปอร์ต 6 สปีดพร้อมคลัตช์มือและระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์สมกับเป็นสปอร์ตโมเป็ดที่แท้ทรู ตัวรถยังดีไซน์เฟรมใหม่เป็นรูปตัว Y ที่มีน้ำหนักเบา เพิ่มประสิทธิภาพในการทรงตัวดีขึ้น และแข็งแรงขึ้น โดยทำงานสัมพันธ์กับโช้คหน้าเทเลสโคปิคที่ปรับระยะยุบใหม่ให้มากขึ้น ช่วยให้ซับแรงสั่นสะเทือนได้ดียิ่งขึ้น และยังนุ่มนวลและเกาะถนนมากขึ้น ด้านหลังมีโช้คเดี่ยวที่ได้รับการออกแบบตามหลัก “คันโนะเฮียวกะ”* พร้อมส่วนป้องกันโช้คอัพที่แผงกันล้อหลัง ผสานการทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ช่วยลดแรงกระแทก ขับขี่นุ่ม นั่งสบาย ทรงตัวดี  *ประเมินสมรรถนะการขับขี่จากมุมมองและความรู้สึกของนักขี่ทดสอบ เจ้าโฉมใหม่คันนี้ยังมีความทันสมัยตั้งแต่หัวจดท้าย ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้า LED รูปแบบใหม่ แบบแยกโคมไฟสูงและไฟต่ำ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ พร้อมด้วยไฟท้าย ดีไซน์ใหม่แบบ LED โฉบเฉี่ยวเร้าใจทุกมุมมอง ส่วนไฟเลี้ยวจะแบบแยกชิ้นสไตล์สปอร์ต สว่างปลอดภัย  ตัวรถด้านหน้ายังมีหน้าจอเรือนไมล์ Full LCD แบบดิจิทัล Full LCD ดีไซน์สปอร์ต ทันสมัย แสดงฟังก์ชันการทำงานที่ครบครัน พร้อมตอบสนองทุกการเดินทางไกลด้วย ถังน้ำมัน ความจุมากขึ้น ไปได้ไกลขึ้น ด้วยถังน้ำมันขนาดความจุ 5.4 ลิตร    สุดท้ายนี้เจ้าสปอร์ตโมเป็ดคันนี้จะมาพร้อมกับสีสันใหม่ด้วยกัน 2 สี 2 สไตล์ คือ สีน้ำเงิน GP BLUE และสีดำ RC BLACK และวางจำหน่ายในราคาแนะนำที่ 68,000 บาท  ติดตามข่าว Yamaha ได้ที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก